Posts

TUDOR ROYAL


นาฬิกาสปอร์ตชิคที่เหนือชั้นยิ่งกว่าด้วยสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องและกลไกลานอัตโนมัติ นาฬิกาตระกูล TUDOR Royal รุ่นใหม่นี้จึงเหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ

Royal เป็นชื่อที่ TUDOR นำมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1950 เพื่อตอกย้ำถึงคุณภาพที่เหนือระดับของนาฬิกา ตระกูล TUDOR Royal ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดนี้ ด้วยการนำเสนอนาฬิกาสปอร์ตชิคระบบอัตโนมัติพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้และคุณภาพที่ไม่ยิ่งหย่อน สมรรถนะทางเทคโนโลยีสุดล้ำและความงดงามประณีตคือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของนาฬิกาในตระกูลนี้ ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างนาฬิกาคลาสสิกและนาฬิกาสปอร์ต โดยมีให้เลือกในรุ่นสเตนเลสสตีลหรือสเตนเลสสตีลและทองคำ และนำเสนอใน 4 ขนาดพร้อมหน้าปัดที่มีให้เลือกถึง 9 รูปแบบ

จุดเด่นสำคัญ

  • ตัวเรือนขนาด 28, 34, 38 และ 41 มิลลิเมตร ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ 
  • หน้าปัดผิวสัมผัสแบบซาตินซันเรย์หลากหลายแบบ พร้อมตัวเลขโรมันหรือแบบฝังเพชร
  • เข็มนาฬิกาทรง Baton เคลือบสารเรืองแสง Swiss Super-LumiNova®
  • ช่องแสดงวันที่ และวันของสัปดาห์สำหรับรุ่นเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม.
  • สายนาฬิกา “ห้าข้อต่อ” ที่เป็นชิ้นเดียวกับตัวเรือน ผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ
  • การรับประกันห้าปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงตามระยะ

TUDOR ROYAL คือสัญลักษณ์แห่งการท้าทาย #BORNTODARE

นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1926 TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด เป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งทั้งในขณะนั้นและจวบจนถึงทุกวันนี้มาจากการสืบสานวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งแบรนด์ นักประดิษฐ์ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนาฬิกายุคใหม่ นั่นคือความแม่นยำสำหรับนาฬิกาข้อมือ การกันน้ำและกลไกลานอัตโนมัติ เขากล้าที่จะฝันถึงเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ และได้รังสรรค์แบรนด์ TUDOR ขึ้นเพื่อทำความฝันนั้นให้กลายเป็นจริง นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวอย่างที่เด่นชัดของมรดกตกทอดแห่งการยืนหยัดในวิสัยทัศน์และคำมั่นสัญญาต่อผู้ที่จะเป็นเจ้าของในอนาคตถึงคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด ผลิตขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์จากแท่งสเตนเลสสตีล 316L ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุด

ตัวเรือนของรุ่น TUDOR Royal นั้นกันน้ำในทุกสถานการณ์จนถึงระดับความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) ใต้ผิวน้ำทะเลด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและฝาหลัง แม้จะมองไม่เห็น แต่กลไกลานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ในด้านกลไกขนาดเล็กได้รับการตกแต่งอย่างงดงามและทำงานตามมาตรฐานการจับเวลาที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา  ประการสุดท้ายก็คือสายนาฬิกา “5 ข้อต่อ” ซึ่งใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดดเด่นด้วยคุณภาพที่เหนือชั้นทั้งในด้านการออกแบบ การผลิต และความประณีตของชิ้นงาน คุณสมบัติเหล่านี้และอีกมากมายนำไปสู่คุณภาพที่ได้รับการกล่าวขานของ TUDOR ตามปรัชญาที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือ #BornToDare ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอยู่เสมอ

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน 

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวแทนแห่งความสมดุล ความหรูหรา และการใช้งานที่อเนกประสงค์ รายละเอียดของการออกแบบมอบบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นการสลับกันระหว่างพื้นผิวขัดเงากับลายร่อง  TUDOR Royal ให้รูปลักษณ์ที่ดูลื่นไหลและสไตล์ที่มั่นคง ด้วยสายนาฬิกาเหล็กแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนที่สอดประสานเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยเอกลักษณ์ของข้อต่อแบบกว้างผิวซาติน 3 ชิ้นที่อยู่ระหว่างข้อต่อแบบแคบผิวเงา 2 ชิ้น คุณภาพของผิวสัมผัสที่ลื่นละมุน และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือขอบของข้อต่อเหล่านี้ล้วนตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ TUDOR เพื่อให้สวมใส่สบายยามที่อยู่บนข้อมือ มีให้เลือกทั้งในแบบสเตนเลสสตีล แบบข้อต่อสลับกันระหว่างสเตนเลสสตีลและทองคำ นาฬิกาในตระกูลนี้จึงตอบสนองได้ทุกรสนิยมด้วยพื้นผิวหลากหลายแบบ TUDOR Royal ออกแบบมาให้รองรับข้อมือได้ทุกขนาด ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาดด้วยกัน โดยรุ่น 41 มม. นั้นจะยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษกับระบบกลไกที่แสดงวันพร้อมกันกับวันที่

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมหน้าปัดอันประณีต

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal เสนอเอกลักษณ์ที่เป็นลวดลายซันเรย์บนหน้าปัดที่ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกในสีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ลวดลายซึ่งแผ่รัศมีจากจุดกึ่งกลางของหน้าปัดนี้สร้างเอฟเฟ็กต์แสงและเงาสะท้อนที่สวยสะดุดตา ซึ่งขับเน้นให้นาฬิกาในตระกูลนี้ดูหรูหราโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังมีในรุ่นหน้าปัดมุกประดับเพชรที่ดูสวยหวานเหมาะสำหรับสุภาพสตรี และเพื่อแต่งเติมให้ดูเก๋ไก๋ยิ่งขึ้น TUDOR จึงได้ประดับตัวเลขโรมันให้กับนาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal อีกด้วย 

การรับประกันโดย TUDOR

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สูงสุด TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดมา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือชั้นของนาฬิกา วันนี้ TUDOR จึงมีความยินดีมอบการรับประกันห้าปี สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่จำหน่ายหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ TUDOR ที่ซื้อระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ถึง 31 ธันวาคม 2019 ก็ยังจะได้รับการขยายเวลารับประกันไปอีก 18 เดือน นับเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 3 ปีครึ่งอีกด้วย TUDOR ยังแนะนำให้นำนาฬิกามาเข้ารับบริการทุก 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการใช้งานจริง

หมายเลขอ้างอิง 28600/3, 28500/3, 28400/3, 28300/3

ตัวเรือน

ตัวเรือนเหล็กกล้า 316L ขนาด 41, 38, 34 หรือ 28 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา

ขอบตัวเรือน

ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต ที่สลับกันระหว่างรอยบากและพื้นผิวขัดเงา

เม็ดมะยม

เม็ดมะยมแบบขันเกลียวทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ TUDOR แบบนูน

หน้าปัด

สีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ตกแต่งผิวซันเรย์ ประดับเพชรหรือไม่ประดับเพชร

หน้าปัดไข่มุกสีขาวประดับอัญมณี (เฉพาะรุ่น 34 และ 28 มม.)

ตัวเลขโรมัน

วันของสัปดาห์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

วันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา

กระจกคริสตัล

คริสตัลแซฟไฟร์

การกันน้ำ

กันน้ำลึกสูงสุดถึง 100 ม. (330 ฟุต)

สายนาฬิกา

สายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนทำจากเหล็กกล้า 316L หรือเหล็กกล้า 316L และทองคำ 18 กะรัต 5 แถว ข้อต่อด้านนอกและตรงกลางผิวซาติน ข้อต่อตัวเชื่อมผิวขัดเงา พร้อมระบบล็อกแบบบานพับและสลักนิรภัย

กลไกลาน

กลไกลานอัตโนมัติ, คาลิเบอร์ T603 (41 มม.) หรือ T601 (38 และ 34 มม.) หรือ T201 (28 มม.) 

พลังงานสำรอง

ประมาณ 38 ชั่วโมง

ฟังก์ชันการทำงาน

เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง

วันที่แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

วันของสัปดาห์แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งได้อย่างแม่นยำ

นาฬิกาดำน้ำที่มาพร้อมเรื่องราวและตำนานสำหรับคนถนัดซ้ายตัวจริง

Left – Hand Diver

หนึ่งในอุปสรรคสุดเศร้าสำหรับชาวมือซ้ายคือการที่ต้องถอดนาฬิกาออกจากข้อมือทุกครั้งที่ต้องการปรับเม็ดมะยม แต่วันนี้ถึงเวลาที่คนถนัดซ้ายจะได้เฮกันแล้ว … แต่ก็แอบเดือดร้อนกระเป๋าสตางค์กันอย่างแน่นอน

ต้องบอกก่อนเลยว่านาฬิกาที่มีเม็ดมะยมอยู่ฝั่งซ้ายนั้นตามปกติแล้วคือของหายากในวงการนาฬิกาวินเทจและในยุคปัจจุบัน
ก็ไม่ได้มีให้เลือกซื้อกันทุกรุ่นเช่นกัน ปกติคุณมักจะเจอกับเม็ดมะยมฝั่งขวากันเสียส่วนใหญ่ หรือจะพูดง่ายๆ ว่านาฬิกา
ที่ออกจำหน่ายแต่ละปีนั้น เป็นเม็ดมะยมฝั่งขวาราว 95 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น แต่เม็ดมะยมซ้ายจะมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้น นั่นก็จะหมายความว่านาฬิกาเม็ดมะยมซ้ายก็จะกลายเป็นของหายากในอนาคตอันไกลหรืออันใกล้นี้แน่ๆ

PELAGOS LHD 1

แต่ที่ต้องเฮกันดังๆ เพราะ Tudor (ทิวดอร์) เพิ่งจะเปิดตัวรุ่น Pelagos LHD ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ไปได้ไม่นาน เรามาเริ่มสาธยายถึงความเจ๋งของนาฬิกาเรือนนี้กันก่อน บอกเลยว่ารูปลักษณ์นั้นเท่มากๆ หลักชั่วโมง เข็มนาฬิกา ตัวอักษร และหลักนาทีบนขอบหมุนนั้นใช้สีเบจตัดกับหน้าปัดสีดำ และขอบหมุนวัสดุเซรามิกสีดำ ซึ่งในอดีตนั้นกว่าคุณจะได้หลักชั่วโมง เข็มนาฬิกา ตัวอักษร และหลักนาทีบนขอบหมุนเป็นสีเบจอมเหลืองขนาดนี้ต้องใส่และดูแลกันแบบยาวๆ เป็นเวลานับสิบปีรอให้สารที่เคลือบนั้นค่อยๆ เปลี่ยนสีไปตามอายุ แต่ใน Pelagos LHD ไม่ต้องรอให้เสียเวลา มีมาให้หล่อกันตั้งแต่วันแรกที่แกะกล่อง ถัดมาก็เป็นตัวอักษรบรรทัดที่บอกชื่อรุ่น Pelagos พิมพ์เป็นตัวสีแดง ต้องบอกว่าถ้าอยู่ในรุ่นวินเทจของค่ายมงกุฎนั้นราคาทะลุทะลวงกระเป๋าสตางค์ฉีกกันไปแล้ว แต่เราก็คาดว่าหากรุ่นนี้ผลิตกันแค่ปีเดียวและขายออกไปไม่เยอะ รับรองเลยในอนาคตหากใส่และรักษาอย่างทะนุถนอม ราคาของนาฬิกาเรือนนี้คงน่าตกใจไม่ใช่น้อย และถัดมาที่โดดเด่นที่สุดและจะพลาดไม่ได้เลยคือเม็ดมะยมที่ติดตั้งอยู่ฝั่งซ้าย หรือพระเอกของเรือนนี้ที่มีตำนานในอดีต ครั้งที่กองทัพเรือฝรั่งเศสสั่งผลิตให้ทหารใช้โดยเฉพาะนักสะสมจึงชอบมากเป็นพิเศษส่วนที่เป็นทุนเดิมของ Pelagos เรือนนี้อยู่แล้วคือเข็มชั่วโมง Snowflake ที่เป็นกลิ่นอายจากตำนานของรุ่นนี้ เครื่องระบบกลไกอัตโนมัติ MT5612-LHD จากโรงงาน Tudor และสุดท้ายคือวัสดุไทเทเนียมที่ใช้ผลิตตัวเรือนนั้นก็จะพบได้แค่ในรุ่น Pelagos เท่านั้นด้วย

mt5612-lhd

นับว่าได้ว่าแทบทุกส่วนในนาฬิกาเรือนนี้นั้นไม่ว่าส่วนไหนๆ  ก็มีแต่เรื่องราวที่น่าหลงใหลและอัดแน่นไปด้วยคุณภาพตามแบบฉบับสวิสขนานแท้ และหากใครไม่ชอบสวมใส่สายไทเทเนียมเนื่องจากเป็นรอยง่ายล่ะก็ ในกล่องจะบรรจุสายยางสีดำมาให้เปลี่ยนตามใจอีกด้วย

หนึ่งในนาฬิกาเรือนล่าสุดจาก Tudor ที่เพิ่งจะคว้ารางวัลนาฬิกาที่มีความโดดเด่นมาจาก GPHG

tudor-black-bay-bronze-1

แต่แต่นาฬิกา Tudor Heritage Black Bay Bronze รุ่นนี้ได้เปิดตัวก็มีแววว่าจะฉายแสงเจิดจรัสและคงจะอนาคตดีแน่ๆ และตั้งแต่ครั้งที่เปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาคงจะไม่มีใครคิดเช่นเดียวกับเราแน่ๆ ว่านาฬิกาเรือนนี้จะไปคว้ารางวัลอะไร แต่ล่าสุดในงานประกาศผล GPHG หรือ Grand Prix d’Horlogerie de Genève ผลปรากฏว่า Black Bay Bronze ได้รางวัล Petite Aiguille Prize ในฐานะนาฬิกาที่มีความโดดเด่นในระดับราคาขายปลีกไม่เกิน 8,000 สวิสฟรังก์ ก็คงจะทำให้แฟนๆ Tudor นั้นได้ใจชื้นและมีหนึ่งหัวข้อในการพูดคุยถึงนาฬิกาบนข้อมือตัวเองมากขึ้นไปอีก

เอกลักษณ์แห่งการดีไซน์นาฬิกาข้อมือจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่เคยเลือนหายไปจาก Tudor

Timeless Design 

ก่อนที่จะไปเริ่มต้นกับ Tudor Heritage Black Bay รุ่นใหม่ล่าสุดนั้น มารู้จักกับแบรนด์ Tudor (ทิวดอร์) สักเล็กน้อยว่าแรกๆ นั้นคอลเลกชั่นนาฬิกาที่มีให้เลือกก็ไม่หลากหลายเหมือนทุกวันนี้ ต้นตำรับสุดคลาสสิกของแบรนด์คือรุ่น Date-Day, Heritage Chronos 
และ Submariner ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีมูลค่าสูง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ Tudor แบรนด์น้องชายร่วมสายเลือดของ Rolex (โรเล็กซ์)  ในอดีตชิ้นส่วนบางชิ้นของ Tudor เช่น ตัวเรือน ฝาหลัง เม็ดมะยม และบานพับสาย ก็เป็นฝีมือการผลิตของ Rolex ทำให้ในปัจจุบันคนที่สะสม Rolex ก็ไม่พลาดที่จะเก็บ Tudor ควบคู่ไปด้วยเพราะบางรุ่นของ Tudor นั้นผลิตออกมาน้อยกว่า Rolex เสียอีก และ Tudor Submariner แต่ละรุ่นก็มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นเช่นเดียวกับ Rolex Submariner ยิ่งถ้าเรือนไหนมีหน้าปัดเป็น Gilt Dial’ หรือที่ภาษาบ้านๆ เรียกกันว่า ตัวอักษรบนหน้าเป็นสีทองอมเหลืองแล้วล่ะก็ ความหายากของนาฬิกาเรือนนั้นจะสูงเกินบรรยายเลยล่ะ

8ee623dc87bfad7d0c1140aeda28b146

ก็รู้จักความขลังและเรื่องราวส่วนหนึ่งของแบรนด์ Tudor ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาพบกับ Tudor Heritage Black Bay ตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร มีวัสดุตัวเรือนให้เลือก 2 แบบคือ สเตนเลสสตีล และสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ ขอบตัวเรือนสามารถหมุนได้ มีสเกลบอกหลักนาทีอยู่บนขอบตัวเรือน หน้าปัดจะมีพื้นเป็นสีดำทุกรุ่น ส่วนตัวอักษรที่เป็นแบบ Gilt นั้นจะมีเฉพาะรุ่นสเตนเลสสตีลชอบฟิล์มสีดำและแดงเท่านั้น ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ ทุกรุ่นจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องกลไกอัตโนมัติ MT 5602 จากโรงงาน Tudor เอง โดยคุณสามารถวางใจกับเครื่องรุ่นนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะได้รับ
การการันตีว่าผ่านมาตรฐานระดับโครโนมีเตอร์จากสถาบัน COSC มาแล้ว สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 70 ชั่วโมง และดำน้ำได้ลึดสูงสุดที่ 200 เมตร สามารถเลือกสวมใส่ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับหรือสายหนังที่ผ่านการฟอกมาให้เข้ากับตัวเรือน แต่ถ้าคุณอยากจะลองสวมใส่ให้วินเทจ ในกล่องจะมีสายผ้าแถมมาให้ก็ทดลองดูว่าจะเหมาะกับข้อมือคุณเพียงใด

และน้องชายที่ตามออกมาท้ายสุดของตระกูล Heritage Black Bay นั้นก็คือรุ่นที่ตัวเรือนผลิตจากวัสดุบรอนซ์ ตัวเรือนจะมีขนาด 43 มิลลิเมตร ซึ่งก็นับได้ว่า Tudor เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกา
ชั้นนำจากสวิสแบรนด์แรกๆ ที่ใช้วัสดุบรอนซ์เช่นกัน ขอบตัวเรือนสามารถหมุนได้ ผลิตจากวัสดุบรอนซ์พร้อมสเกลบอกนาทีบนขอบ ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม หน้าปัดสีน้ำตาลตัวอักษรแบบ ‘Gilt’ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องกลไกอัตโนมัติ MT5601 จากโรงงาน Tudor และได้รับการรับรองความแม่นยำจากสถาบัน COSC เช่นเดียวกับเครื่องรุ่น MT 5602 สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุด 70 ชั่วโมง ดำน้ำได้ลึกสูงสุด 200 เมตร ส่วนฝาหลังนั้นมองผ่านๆ คุณอาจจะคิดว่าเป็นวัสดุบรอนซ์แต่จริงๆ แล้วคือสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีบรอนซ์ สามารถเลือกสวมใส่ได้ทั้งสายหนังที่ผ่านการฟอกแบบวินเทจพร้อมบานพับวัสดุบรอนซ์ หรือสายผ้าสีน้ำตาลวินเทจที่เตรียมไว้
ให้ในกล่องก็เท่ไปอีกแบบ และหากถามว่าวัสดุบรอนซ์พิเศษตรงไหน คุณลองนึกถึงกางเกงยีนส์ผ้าดิบที่ไม่ผ่านการฟอก แล้วคุณก็ใส่ไปสักระยะหนึ่งอาจจะ 6 เดือน หรือ 1 ปี เฟดของกางเกงยีนส์ที่ขึ้นนั้นก็จะไม่ซ้ำกับใครเป็นหนึ่งในสเน่ห์ของยีนส์ผ้าดิบ วัสดุบรอนซ์ก็เช่นกันสีของตัวเรือนนั้นจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่คุณเจออาจจะเข้มขึ้นหรืออาจจะเป็นดวงๆ ก็แล้วแต่ว่าคุณจะลุยขนาดไหน แล้วคนที่เห็นจะคุณสวมนาฬิกาเรือนนี้ก็จะเข้าใจได้เลยว่า “นายมันขาลุยของจริงนี่นา”

m79230dk-0001_black_95760dk_det1_amb_xxl

และแน่นอนว่าหลายคนต้องสงสัยถึง
ที่มาที่ไปของเข็มทรงแปลกประหลาดที่มีชื่อเรียกว่า Snowflake และเม็ดมะยมขนาดใหญ่ที่ตีตรา
ดอกกุหลาบไว้อย่างสวยงามว่ามาจากไหนแน่ๆ 
วันนี้เรามาพร้อมกับคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และเข้าใจแน่นอน เข็ม Snowflake นั้นคือดีเอ็นเอที่ถูก
ส่งตรงมาจากนาฬิการุ่นพิเศษที่ Tudor ผลิตให้กองทัพเรือฝรั่งเศสใช้ในช่วงปี ’70s ทำให้นาฬิกา Tudor วินเทจรุ่นนั้นเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นโปรดของคอลเลกเตอร์ทั่วโลก ส่วนเม็ดมะยมขนาดใหญ่นั้นก็ถ่ายทอดมาจากรุ่นพิมพ์นิยมรหัสตัวถัง 7924 ที่ผลิตออกมาเมื่อปีค.ศ. 1958 ซึ่งตอนนี้
ก็เป็นหนึ่งในรุ่นยอดฮิตเช่นกัน

tudor-heritage-watches-heritage-black-bay-bronze-watch-2016