Posts

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2 เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ขีดสุดแห่งศักยภาพ ของเจ้าบุญจัง อุ้ม “ธีราทร บุญมาทัน” นักเตะทีมชาติไทยที่ชาวญี่ปุ่นให้ฉายาว่า บุญจัง นักฟุตบอลอาชีพชาวไทย ที่ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายและเป็นกับตันทีมชาติไทย ด้วยผลงานท๊อปฟอร์มในลีกต่างๆ ยังทำให้อุ้มยังได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “เท้าซ้ายปีศาจ”

ในวัยเด็กอุ้มมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลเยาวชนร่วมกับ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลระดับนักเรียนด้วยกันหลายรายการ โดยเส้นทางสายลูกหนังของอุ้มหลังจากจบมัธยมปลายแล้ว ก็ได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสร ราชประชา ในปี 2551 ก่อนที่ต่อมา เขาจะมีโอกาสย้ายไปสร้างชื่อในสโมสรชั้นนำในประเทศไทยอีกมากมาย ตลอดเส้นทางการค้าแข้งในวงการลูกหนัง อุ้มได้สร้างชื่อให้กับตัวเองและต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2554 เขาสามารถพาทีม คว้าทริปเบิ้ลแชมป์ หรือแชมป์ 3 รายการภายในปีเดียว ซึ่งนับเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทยที่ทำได้ และในปี 2556 อุ้มยังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของไทยลีกประจำฤดูกาลอีกด้วย


จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพของ อุ้ม-ธีราทร เกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อเขาถูกยืมตัวไปเล่นในเจลีก ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลกับสโมสร วิสเซล โกเบ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้เล่นกับนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า และ ลูคัส โพดอลสกี้ ที่เคยผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว อุ้ม ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อการแย่งตำแหน่งภายในทีม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะได้รับโอกาสลงเล่นในลีกไป 28 เกม และสามารถทำได้ 2 แอสซิสต์
จากนั้นในปีถัดมาความท้าทายครั้งใหม่ก็ได้เข้ามาทดสอบ อุ้ม อีกครั้ง กับต้นสังกัดใหม่อย่าง โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ยอดทีมจากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ก่อนที่การตัดสินใจครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เค้าต้องจดจำไปตลอดกาล เมื่อเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์เจลีก หรือลีกสูงสุดของญี่ปุ่น ได้สำเร็จ
และช่วงเวลาที่น่าจดจำของอุ้ม เกิดขึ้นในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นเกมตัดสินแชมป์ของคู่แข่งที่แย่งแชมป์กันโดยตรง ระหว่างโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ทีมต้นสังกัด กับ เอฟซี โตเกียว ในนาที 26 เมื่อเขาสามารถยิงประตูขึ้นนำแบบสุดสวย ก่อนที่สุดท้ายทีมของเขาจะเอาชนะ ไปได้ 3-0 ทำให้คว้าแชมป์เจลีก 2019 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ สร้างความประทับใจให้กับชาวเมืองโยโกฮาม่า และแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ
จากผลงานอันสุดยอดของอุ้มตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือบทพิสูจน์ที่สามารถชี้ชัดได้แล้วว่า นักเตะแข้งทองคนนี้คือ แบ็กซ้ายระดับแถวหน้าของเอเชีย และจะยังคงไม่หยุดตามล่าหาความสำเร็จเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน


นับเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกของ 2 เรื่องราวความสำเร็จระหว่าง นาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีการพัฒนาต่อยอดมาจากนาฬิกาจับเวลาที่ใช้สำหรับการแข่งขันในกีฬาระดับโลก และ อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน กับผลงานอันน่าชื่นชม รวมถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ไซโก (ประเทศไทย) จึงเลือกให้ธี​ราทร มาร่วมเป็น Brand Friend คนที่สองในปี 2022นี้ กับแคมเปญ KEEP GOING FORWARD ต่อจาก อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม Brand Friend คนแรก โดย อุ้ม-ธีราทร ได้จับคู่กับอีกหนึ่งคอลเลคชั่นหลักของ Seiko Prospex กับ SPEEDTIMER เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยระบบจับเวลาแบบโครโนกราฟ สะท้อนแรงบันดาลใจของ “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” โดยอยู่เคียงข้างกับนักกีฬามาอย่างยาวนาน โดยนาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ได้ถูกนำกลับมาเปิดตัวรุ่นใหม่อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ทั้งแบบกลไกอัตโนมัติ SPEEDTIMER Mechanical Chronograph และแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง SPEEDTIMER Solar Chronograph

Prospex Speedtimer Solar Chronograph
(พรอสเป็กซ์ สปีดไทเมอร์ โซลาร์ โครโนกราฟ)
การผสานที่ลงตัวของรูปลักษณ์นาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลก กับกลไกโซล่าอันล้ำสมัย
นาฬิกาจับเวลาพลังงานแสงรุ่นใหม่ 3 เรือน มาพร้อมกับตัวเรือนที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงนาฬิการุ่นสำคัญในอดีต
นาฬิการุ่น SPEEDTIMER ของ Seiko ได้เปิดตัวในปี 1969 และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกาจับเวลา เพราะนี่คือนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลกที่มาพร้อมกับกลไกรหัส 6139 ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูงพร้อมความล้ำสมัยของกลไกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของนาฬิกาข้อมือกลไกอัตโนมัติ
เผยโฉมคอลเลคชั่น SPEEDTIMER Chronograph รุ่นใหม่ในปีนี้พร้อมกัน 3 ลุค โดยทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดใหม่ด้วยการผสมผสานจิตวิญญาณของนาฬิกาจับเวลาเรือนแรกที่มีความสำคัญของแบรนด์มาออกแบบใหม่และจับคู่เข้ากับกลไกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี SOLAR ของ Seiko ที่ตอบสนองได้ทั้งความเที่ยงตรง ความเชื่อใจในการทำงาน และความยั่งยืนในการใช้งาน
หน้าปัดขัดแต่งในแบบ Sunray พร้อมกับสีสันที่โดดเด่น ช่วยทำให้การอ่านค่าเวลาชัดเจน และดีไซน์ที่ทันสมัย

สิ่งที่อยู่บนตัวเรือนของนาฬิกา SPEEDTIMER Chronograph ทุกรุ่น คือรายละเอียดของการออกแบบที่สะท้อนถึงความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดของการจับเวลาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับนาฬิกาจับเวลา เข็มวินาทีของระบบจับเวลาถูกออกแบบให้ยาวขึ้น เพื่อความสะดวกและการอ่านค่าที่แม่นยำและรวดเร็วเมื่อต้องทำงานร่วมกับสเกลจับเวลาทาคีมิเตอร์ (Tachymeter) ที่มีหลักบอกค่าอยู่ตรงขอบนอกของหน้าปัด เข็มจับเวลานาทีวางในตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยเข็มทั้ง 2 ชุดฉาบด้วยสีแดงเพื่อความโดเด่น และลุคสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการอ่านค่าเวลาได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีแม้เพียงแค่เหลือบตามองไปที่หน้าปัด ช่องหน้าต่างบอกวันที่จะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
ทั้ง 3 รุ่นขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ V192 พร้อมกลไก SOLAR ของ Seiko ซึ่งมีฟังก์ชั่นในการจับเวลาสูงสุด 60 นาที ระบุเวลาแบบ 24 ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นานถึง 6 เดือน หลังจากการชาร์จเต็ม สามารถตรวจสอบระดับพลังงานสำรองได้ที่หน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกาทั้งเข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่งได้รับการเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ทำให้สามารถมองเห็นและอ่านค่าเวลาได้ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแสงน้อย

สัมผัสความสปอร์ตที่ผสานความคลาสสิคที่ลงตัวผ่านการขัดแต่งบนตัวเรือนและสายด้วยลายริ้วแฮร์ไลน์ที่ แมตช์คู่กับกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งฟีลนาฬิกาคลาสสิคพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน หน้าปัดมีการขัดแต่งในแบบซันเรย์ (Sunray) จึงมั่นใจได้ว่าจะทำให้การมองเห็นและอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดมีความชัดเจน

Seiko Prospex SPEEDTIMER Solar Chronographs รหัส SSC911, SSC913 และ SSC915 จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 1 พฤจิกายน 2022 ที่บูติกของ Seiko เซ็นทรัลพระราม9 ไซโกบูติกออนไลน์ เคาท์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้น และร้านตัวแทนจำหน่ายของ Seiko ทั่วประเทศ ราคาจำหน่าย 30,000 บาท
สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่
https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/speedtimer/index

Seiko Prospex Speedtimer Solar Chronographs: SSC911, SSC913, SSC915
กลไก : V192 แบบ Solar Chronograph มาพร้อมเข็มแสดงเวลาในแบบ 24 ชั่วโมง และมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง
เปลี่ยนแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อเก็บในแบตเตอรี่
ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์แบบโค้งพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน
การกันน้ำ : 10 บาร์
ความต้านทานสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
มิติตัวเรือน เส้นผ่านศูนย์กลาง : 41.4 มม. ความหนา : 13.0 มม.
บานพับแบบทบ 3 ชั้นพร้อมปุ่มกดคลาย]Hvd

Seiko Prospex : The heart of Explorer.

ท้องทะเล ภูเขาน้ำแข็งและบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งของนาฬิกาดำน้ำ 3 รุ่นใหม่จาก Seiko Prospex (ไซโก พรอสเป็กซ์) ที่จะพาคุณย้อนกลับสู่ประวัติศาสตร์แห่งความท้าทายบนดินแดนแห่งขั้วโลก ชื่อเสียงของนาฬิกาดำน้ำประวัติศาสตร์จากไซโกในแง่ของความทนทานและความไว้วางใจในการใช้งานนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 เมื่อได้รับเลือกโดยนักผจญภัยและนักวิจัยที่มีภารกิจในการสำรวจขั้วโลกเหนือและใต้

โดยครั้งนี้ Seiko ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลคชั่นนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยงามและทันสมัยจากนาฬิการุ่นดังในอดีตทั้ง 3 รุ่นของไซโกอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธารน้ำแข็งที่นักบุกเบิกเหล่านี้ได้พบเห็นและเป็นธารน้ำแข็งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นรูปทรงจนเป็นทิวทัศน์ทางบกและทางทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจจากทวีปอาร์กติก และแอนตาร์กติกา สำหรับหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนจะมีเฉดสีที่แตกต่างกันออกไปของธารน้ำแข็งโดยเริ่มจากสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีขาว

พลังและความสวยงามของธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกถูกจำลองและนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านทางลวดลายที่อยู่บนหน้าปัดซึ่งมีสีน้ำเงิน โดยนาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่เปิดตัวในปี 1965 และได้รับการพิสูจน์จากคนทั่วโลกถึงความทนทานเมื่อถูกใช้งานโดยสมาชิกของนักสำรวจขั้วโลกใต้ของญี่ปุ่น (Japanese Antarctic Research Expedition) ในช่วงระหว่างปี 1966-1969

หน้าปัดสีฟ้าอ่อนและขอบตัวเรือนที่มาพร้อมกับสีน้ำเงินที่มีโทนเข้มกว่า ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นบนตัวเรือนนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยและทันสมัยโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำที่เปิดตัวในปี 1968 ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่มีความสามารถในการกันน้ำ 300 เมตร พร้อมกลไกที่มีความถี่ในระดับ 10 ครั้งต่อวินาที

หน้าปัดสีขาวได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิการุ่นพิเศษที่มีรูปทรงอันโดดเด่นและเป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์โดยได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาสุดคลาสสิคในปี 1970 ซึ่งได้รับการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและทนทานจากการถูกสวมใส่โดยนักผจญภัยชาวญี่ปุ่นอย่าง Naomi Uemura (นาโอมิ อุเอมูระ) ในระหว่างปี 1974-1976 ผู้เดินทางเป็นระยะทางถึง 12,500 กิโลเมตร ด้วยการใช้เพียงสุนัขลากเลื่อนเพื่อข้ามทวีปจากกรีนแลนด์ไปยังอลาสก้า

นาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มีความทนทานและมั่นใจได้อย่าง 6R35 ซึ่งมีพลังงานสำรองมากถึง 70 ชั่วโมง และยังมีความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มาพร้อมกับสายสตีลที่มีบานพับที่มีระบบล็อกอย่างแน่นหนาและมีข้อต่อขยายเพื่อรองรับกับการสวมใส่ทับลงบนชุดดำน้ำ ตัวเรือนได้รับการเคลือบแข็งแบบ Super-Hard Coating และตัวกระจกเป็นแบบแซฟไฟร์ที่มีการเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน เพื่อให้ความมั่นใจว่าคุณจะสามารถมองเห็นรายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจนและคมชัดไม่ว่าจะมองจากในมุมใดของนาฬิกาเมื่อคาดอยู่บนข้อมือ และบนหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับบนชุดเข็มจะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ซึ่งจะส่องสว่างในระดับสูงสุดเมื่ออยู่ในที่มืดหรือที่แสงน้อย

นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นนี้จะถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในคอลเลคชั่น Prospex Save the Ocean (พรอสเป็กซ์ เซฟ ดิ โอเชี่ยน) ของไซโก โดยแคมเปญนี้จะนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการจำหน่ายนาฬิกาเข้ามาสนับสนุนการทำงานขององค์กรการกุศลที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำที่ทางไซโกได้คัดเลือก

สำหรับนาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้จะวางจำหน่าย ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2565 ที่บูติกของไซโกและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลกที่ได้รับการคัดเลือก
สำหรับรายละเอียดของโครงงาน Save the ocean สามารถคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/keepgoingforward/savetheocean/

SEIKO : The Black Series “Night Vision” Limited Edition



หลายๆ คนเฟ้นหาการผจญภัยใหม่ๆ ที่จะทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายได้สูบฉีดอีกครั้ง และเมื่อคำตอบของการผจญภัยไม่ได้พาชีวิตคุณออกทะเลเสมอไป นั่นทำให้คำตอบครั้งนี้พาคุณกลับหลังหันอย่างอัตโนมัติ เพื่อแพ็คกระเป่าแบกเป้แล้วตบเท้ามุ่งหน้าออกเดินทางขึ้นเขาเพื่อตั้งแคมป์กลางป่ายามค่ำคืนที่สวยงาม กิจกรรมการเดินทางไปออกแคมป์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมเพราะการตั้งแคมป์กลางป่าลึกนั้น อาจทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์และบรรยากาศที่แตกต่างในการเดินทางใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าให้อารมณ์คนละขั้วกับการผจญภัยดำดิ่งลงใต้ทะเล

หากยังจำกันได้ เวอร์ชั่นก่อนสำหรับ Black series เกิดมาจากไอเดียคอนเซปต์ของการดำน้ำในเวลากลางคืน โดยมีลำแสงสีส้ม จากไฟฉายใต้น้ำเป็นกิมมิก แต่สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2022 ครั้งนี้ ไซโกจะพาทุกท่านไปพบกับประสบการณ์ในการเดินป่าเพื่อตั้งแคมป์ในยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อดื่มด่ำกับแสงจากธรรมชาติบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ฟ้าเป็นใจจนเกือบจะมองเห็นดวงดาวทั้งกาแล็กซี่ โดยเฉพาะในบางตำแหน่งที่อาจทำให้มองเห็นเป็นแสงสีเขียวเรืองรองท่ามกลางความมืดมิดสาดส่องลงมากระทบกับเงาของต้นไม้รอบด้าน จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition รุ่นใหม่ล่าสุด
Seiko Prospex Black Series “Night Vision” Collection นำเสนอบนตัวเรือนทั้งหมด 3 แบบ ทั้ง 3 รุ่นจะตกแต่งในโทนสีดำภายใต้คอนเซปต์ “Night Vision” โดยชิ้นส่วนทั้งหมดของตัวนาฬิกาจะถูกเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนด้วยกรรมวิธีแบบ Hard Coating เสริมความโดดเด่นด้วยการใช้ Highly Bright Green Lumibrite แบบพิเศษที่เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมง ซึ่ง Lumibrite ที่ใช้ในครั้งนี้ส่องประกายเป็นสีเขียวซึ่งสามารถส่องสว่างในพื้นที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยาวนานกว่าเดิม ซึ่งเหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของแสงจากท้องฟ้าในค่ำคืนอันมืดมิด ที่อาจมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้พบความสวยงามพิเศษแบบนี้

Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SNE587P1
กลไกคาลิเบอร์ V147
ระบบพลังงานแสง
สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 6 เดือน
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
บานพับแบบทบ 3 ชั้น มาพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 38.5 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH97K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียว
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายซิลิโคนพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์พร้อมเลนส์ขยาย
ขนาดตัวเรือน : 43.8 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 8,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 360 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH99K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนหมุนอิสระพร้อมสเกลเข็มทิศ
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายโพลีเอสเตอร์พร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 42.4 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 7,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น

ปะการังเทียม เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทย

จากโครงการ Seiko “Save The Ocean” ที่จัดขึ้นทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่ไปทำบ้านปลาปล่อยลงทะเลเพื่อเป็นที่ให้ปลาได้วางไข่ ปีนี้ได้มีการปล่อยปะการังเทียมที่มีรูปทรงคล้ายปะการังจริงอีกด้วย แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าปะการังเทียมมาจากไหน มีประโยชน์เช่นไร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เรารวบรวมคำตอบมาให้ตรงนี้


แน่นอนว่าท้องทะเลไทยมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติระดับ โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผลที่ตามก็หนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ
ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing (อ่านเรื่อง SEIKO Save the Ocean 2022 ที่ https://hommesthailand.com/2022/03/seiko-save-the-ocean-2022/)

ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัย พร้อมช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน
ย้อนไปถึงการเริ่มต้นโครงการการทำปะการังเทียมหรือนวัตปะการังเกิดจากความร่วมมือของเอสซีจี โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือในการพัฒนาวัสดุ Advanced Materials ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing สำหรับเป็นฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังและการปลูกปะการังธรรมชาติ สร้างต้นแบบปะการังเทียมรุ่นใหม่ที่มีความเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้เศษคอนกรีตรีไซเคิลเป็นส่วนผสมทดแทนหินปูนถึง 40%
ก่อนหน้านี้จะมีการพัฒนา ‘ปะการังเทียม’ แต่เทคโนโลยีที่ผ่านมาไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากยังมีจุดด้อยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ไม่คงทน ถูกพัดไปกับกระแสน้ำ จมลงในทราย ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้เวลาเข้ากับธรรมชาตินานเกือบ 10 ปี


นวัตปะการังนี้ไม่ใช่เพียงแต่มีประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ท้องทะเลไทย แต่จะช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงหากมีการจัดพื้นที่และส่งเสริมการท่องเที่ยวในการดำน้ำชมปะการังที่มีความสวยงามเสมือนจริง สร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพประมงที่ได้มีการพึ่งพาปะการังหรือปะการังเทียม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถทำการประมงได้ในปริมาณที่มาก ส่งผลให้เกิดรายได้ในชุมชน
ก่อนนั้นปะการังเทียมที่ทำในยุคก่อนฐานเป็นซีเมนต์ ทำโดยเทคนิคใช้การก่อสร้างปกติ รูปแบบที่ทำได้เป็นสี่เหลี่ยมหรือรูปโดม ถือเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยียุคนั้น แต่ ‘นวัตปะการัง’ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นผิวมีความซับซ้อน มีร่มเงามีซอกหลืบให้ปลาว่ายน้ำได้ ซึ่ง 3D Printing ตอบโจทย์โครงสร้างนี้ และเป็นสิ่งพิสูจน์ว่านวัตกรรมมีส่วนสำคัญ


‘นวัตปะการัง’ ยังสามารถพัฒนาไปในด้านระบบนิเวศทางทะเลแบบ ‘สวนสาธารณะปะการัง’ (Coral Park) เป็นศูนย์ข้อมูลด้านปะการังในรูปแบบ Smart Station สามารถติดกล้องและเครื่องวัดแสง เครื่องวัดอุณหภูมิ สามารถต่อยอดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสำหรับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารทะเลเพราะสามารถควบคุมระบบนิเวศน์เองได้
จากข้อมูลเอกสารของ SCG ปี 2020 นวัตปะการังหนึ่งชิ้นจะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 6 รูป มูลค่าประมาณ 15,000 บาทต่อชิ้น สามารถปรับแต่งรูปแบบ และลักษณะทางโครงสร้าง รวมทั้งความซับซ้อนของช่องว่าง แสง และเงาให้เข้ากับสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่การติดตั้ง มีน้ำหนักเบาทำให้ขนย้ายได้ง่าย ถอดประกอบได้เป็นการลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายทางการขนส่ง และแรงงานในการติดตั้ง ที่สำคัญเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ใต้น้ำได้นานหลายสิบปี


ความยากในการพัฒนาปะการังเทียมคือต้องไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำและไม่จมไปกับผืนทราย เนื่องจากสิ่งที่กำลังจะเข้าไปคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
‘นวัตปะการัง’จึงเป็นที่เพาะพันธุ์ปะการังที่ต่อยอดจากธรรมชาติที่หักไป เป็นหลุมเป็นที่ฝังปะการังไปให้โตเร็วขึ้นด้วย ทั้งการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต เกิดการสร้างปะการังใหม่และระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ต้องสามารถมาใช้ชีวิตเสมือนว่าเป็นปะการังจริงๆ นวัตปะการังยังแก้ปัญหานักดำน้ำหน้าใหม่เตะปะการังได้อีกด้วย เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวสัมผัสหรือเตะจะไม่ทำให้นวัตปะการังเสียหาย


โดยการทดลองนำนวัตปะการังไปวางใต้ท้องทะเลในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2020 ในพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่เกาะสีชัง เกาะขาม เกาะล้าน เกาะยอ ฯลฯ เพียงแค่สี่เดือนก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัย ทั้งปลานกแก้ว ดอกไม้ทะเล รวมไปถึงปลาการ์ตูน นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังยังเป็นแหล่งเกาะตัวของปะการัง ทำให้เกิดการรวมตัวกันมากขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ
จะเห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนสำคัญไม่จำเป็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องใช้วิถีธรรมชาติหรือใช้เวลาเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นคืนเพียงอย่างเดียว เราใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไปช่วยธรรมชาติได้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างรัดกุมถึงผลกระทบต่างๆ


ท้องทะเลไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจะด้วยการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรุกล้ำธรรมชาติอย่างมากเกินไป แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันข้างหน้าเราก็ต้องเปิดรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ที่ต้องการมาชมความสวยงามของท้องทะเลบ้านเรา แต่บทเรียนหนึ่งจากช่วงวิกฤติโควิด 19 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเวลาที่ท้องทะเลและธรรมชาติได้พักฟื้นอย่างแท้จริง ในอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราได้เตรียมช่วงพักให้กับธรรมชาติบ้างหรือไม่ และควรที่จะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจังและเข้มข้นเสียที

SEIKO : The Black Series Limited Edition

การดำน้ำตอนกลางคืนเป็นวิถีแห่งความท้าทายไปกับประสบการณ์ใต้ทะเลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำน้ำในตอนกลางวัน นักดำน้ำหลายคนหลงใหลในโลกแห่งความลึกลับ ของมหาสมุทรในช่วงเวลาที่มืดมิดจึงทำให้กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมสำหรับนักดำน้ำมือโปรทั่วโลก วันนี้ ไซโก ขอแนะนำนาฬิการุ่นพิเศษ ที่จะชวนให้คุณไปสัมผัสโลกใต้น้ำยามค่ำคืนในมุมที่แตกต่าง


สมาชิกใหม่ของ The Black Series รุ่นล่าสุด ตัวเรือนสีดำสะท้อนถึงความมืดและความเงียบของมหาสมุทรยามค่ำคืน ผสมผสานกับสีส้มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงไฟที่สาดส่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการดำน้ำในยามวิกาล นาฬิกา Seiko Prospex Black Series ใหม่มีทั้งหมดโดย 3 รุ่นเป็นผลงานที่ถูกนำกลับมาตีความใหม่ในไสตล์โมเดิร์น จากนาฬิกาดำน้ำระดับแลนด์มาร์คของไซโก ในปี 1965, 1968 และ 1970 กับมุมมองใหม่ในโลกของ The Black Series

The Black Series Limited Edition

นาฬิกาดำน้ำกลไกจักรกลที่ได้รับการตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์นจากปี 1965 / 1968 และ 1970 สามผลงานลุคโมเดิร์นจากการตีความใหม่ของนาฬิกาดำน้ำในปี 1965, 1968 และ 1970 ที่มาพร้อมชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35 พร้อมมอบพลังงานสำรองได้ยาวนาน ถึง 70 ชั่วโมง

หน้าปัดและขอบตัวเรือน

แถบสีส้มบนนาฬิกาได้แนวคิดจากแสงที่ส่องไฟที่ส่องลงมาใต้ท้องทะเลสำหรับการดำน้ำในยามค่ำคืน

ลูมิไบร์ท

ตำแหน่งชั่วโมงและชุดเข็มนาฬิกาได้รับการเคลือบด้วยสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนแม้ในที่มืดสนิท

สายนาฬิกา

นาฬิกาในซีรีย์ใหม่นี้ มาพร้อมสายผ้าที่รวมเทคนิคการถักทอแบบดั้งเดิมจากประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า Seichu (เซชู) ซึ่งเป็นสายที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อการเสื่อมสภาพที่เกิดจากการโดนแสงแสงเป็นเวลานาน และเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของนาฬิกาดำน้ำไซโก Prospex

สายเพิ่มเติม

สายซิลิโคนสีดำเพิ่มเป็นสายทางเลือกที่รวมอยู่ในชุด และสามารถใช้สวมใส่ได้ในหลากหลายกิจกรรม

1965 / 1968 / 1970 Mechanical diver’s

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1965

นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่น ที่เปิดตัวในปี 1965 นาฬิกาได้รับการพิสูจน์ถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือเมื่อนำไปใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนของทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงทศวรรษ 1960 การนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่นี้สืบทอดมรดกในเชิงการออกแบบ แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Prospex (พรอสเป็กซ์) ในปัจจุบัน นาฬิกาเรือนนี้เหมาะกับการสวมใส่ใช้งานในทุกวันด้วยรูปทรงเพรียวบางและตัวเรือนที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ

1965 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB253J ชุดกลไก 6R35, SPB253J ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1968

นาฬิการุ่นดั้งเดิมเปิดตัวในปี 1968 ด้วยความสามารถกันน้ำได้ 300 เมตรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกลไกอัตโนมัติความถี่ 10 บีท ในขณะที่ยังคงดีไซน์เฉียบคมและทรงพลังของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ให้ความสบายและพอดีกับข้อมือด้วยตัวเรือนที่เล็กลงในขนาด 42 มิลลิเมตร

1968 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB255J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB255J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1970

เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาดำน้ำที่มีรูปทรงเพรียวบางอันเปี่ยมเอกลักษณ์ ที่ได้รับการใช้งานโดยนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น  Naomi Uemura (นาโอมิ อูเอมูระ) ในระหว่างปี 1974 – 1976 ที่ใช้ในการเดินทางด้วยสุนัขลากเลื่อนแบบโซโลเป็นระยะทาง 12,500 กิโลเมตรจาก กรีนแลนด์สู่อลาสก้า ซึ่งพิสูจน์ความน่าเชื่อถือท่ามกลางสภาวะที่หฤโหด ในขณะที่ยังคงรูปแบบตัวเรือนของรุ่นดั้งเดิมไว้ หากเพิ่มความสามารถกันน้ำจาก 150 เมตร เป็น 200 เมตร และวัสดุกระจกได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นกระจกแซฟไฟร์

1970 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB257J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB257J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

นอกจากจะเป็นนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ด้วยคุณสมบัติต่างๆ แล้วยังเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่คุณสวมใส่ได้ทุกวาระ และสามารถเข้ากับการแต่งกายหลากสไตล์ของคุณ ด้วยดีไซน์ของนาฬิกาที่มีความเท่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดที่มีสัญลักษณ์แทนตัวเลขบอกเวลา การเล่นจังหวะของสีส้มในตำแหน่งต่างๆ ที่นอกจะใช้งานเพื่ออ่านค่าต่างๆ ยามดำน้ำ แต่ยังมีความเป็นกราฟฟิกในดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไปนานแสนนาน

ติดตามข้อมูลรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/th-th/products/prospex/special/blackseries_limited-2nd/

Facebook: Seiko Club by Seiko Thailand;

Instagram: Seiko_Thailand;

Line: @Seiko_Thailand;

หรือโทรสอบถามได้ที่ 0 2255 1245 #888

Seiko Save The Ocean 2022

กลับมาอีกครั้งกับ Seiko “Save The Ocean” ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ 5 อย่างเป็นทางการที่ไซโกได้ร่วมสนับสนุน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex มาจัดทำโครงการดีๆ นี้ในทุกๆปี โดยโครงการ “Save The Ocean” ได้จัดทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยหน้านี้ในแถบ หมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต, เกาะกระดาน จังหวัดตรัง และ บริเวณอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ มาปีนี้เรามาที่ภูเก็ตและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่


นำทีมโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ นาฬิกาไซโก , มิสเตอร์ฮิโรยูคิ อะกาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) พร้อมด้วยเจ้าที่และผู้บริหาร คุณวิเชษฐ์ ชูเชื้อ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) และ มีแขกพิเศษคือ ศิลปินแม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ที่วันนี้ไม่ได้มาชวนเดินเข้าป่าแต่ชวนมาอนุรักษ์ท้องทะเลกัน รวมถึงสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ที่ร่วมสำรวจพื้นที่ สร้างและปล่อยปะการังเทียมลงสู่ท้องทะเล
เมื่อเราเดินทางไปถึงจังหวัดภูเก็ตซึ่งตรงกับมื้อกลางวัน ไซโกไม่ยอมให้เราหิวโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Good Forest ส่วนตัวขอแนะนำเลยว่าใครมาภูเก็ตต้องแวะร้านนี้ อาหารอร่อยรสเข้มข้น(ไม่เผ็ด)เพราะใช้เครื่องแกงของชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใส่เครื่องเทศแต่ไม่มีกลิ่นฉุนรสเข้มถึงใจไม่เน้นเผ็ด แน่นอนว่าเราติดใจกับขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นเสิร์ฟมากับโรตีมันฝรั่ง ไข่เจียวปูก็ล้ำ ต้องไม่พลาดจานนี้ แต่ชอบที่สุดก็คือห่อหมก ไม่ได้กินรสนี้นานแล้วต่างจากห่อหมกภาคกลางอย่างโดดเด่น และที่บอกว่าต้องเผื่อท้องไว้ก็คือขนมหวานในแนวขนมอบต่างๆ ร้านที่กรุงเทพฯ หลายๆ ร้านอาจจะต้องหลบให้เพราะอร่อยหอมมันไม่หวานจัด มาช่วงนี้ก็ต้องทาร์ตมะยงชิด พลาดไม่ได้จริงๆ
จากนั้นเราก็เข้าที่พักที่ Foto Hotel Phuket ที่สวยทั้งตัวสถาปัตยกรรมและพักผ่อนสบายด้วยเตียงที่นอนหลับลึก และตื่นมาอีกทีกับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แม้ที่นี่จะไม่มีหาดส่วนตัวแต่การออกแบบให้มีสระว่ายน้ำแทรกอยู่ในตัวสถาปัตยกรรม และหาดทรายเล็กๆที่สร้างขึ้นมาริมทะเลก็ถือว่าไม่ทำให้เสียความตั้งใจจะมานอนอาบแดดหรือลงว่ายน้ำ เพราะมีสระว่ายน้ำแทบจะทุกมุมของโรงแรม แถมสถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่าภูเก็ต

ในปีนี้ ไซโก รวมถึงคณะสื่อมวลชน, เหล่าคนรักนาฬิกาไซโก และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ได้กลับมาทำโครงการบ้านปลาเพื่ออนุบาลสัตว์ทะเล ให้กับชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก ที่บริเวณอ่าวซันไรส์ จังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวบ้าน และยังจัดทำแนวปะการังเทียมระยะทางกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปหย่อนลงบริเวณอ่าวเปลว ในแถบหมู่เกาะพีพี เพื่อหวังให้เกิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลรวมถึงเป็นที่ยึดเกาะของปะการังจริงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับท้องทะเลในระยะยาว โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่าง บริษัท SCG จำกัด มหาชน ที่ร่วมสนับสนุนปะการังเทียมที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มเติมให้กับโครงการ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทธยาน หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อีกด้วย

ชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก แถบหมู่เกาะสิเหร่ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยทางไซโก ได้ร่วมสนับสนุนชุมชน ในการสร้างบ้านปลา เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กในบริเวณอ่าวซันไรส์ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเพื่อประกอบอาชีพ จำนวนกว่า 10 หลัง เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการสร้างอาชีพ โดยมีชาวบ้านและคณะ มาร่วมแสดงศิลปะพื้นเมืองของภาคใต้อย่าง “รองเง็ง” ในวันแถลงข่าวและร่วมกันทำบ้านปลาอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละหลงลืม และเผลอทำร้ายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งจากชุมชนหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ทำให้ในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายหน่วยงานที่เดินหน้าในการทำโครงการอนุรักษ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและคืนความสวยงามให้กับท้องทะเลอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Seiko ของเราที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ก้าวออกมาจัดทำโครงการเล็กๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะฟื้นฟูท้องทะเลไทย โดยมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ Seiko “Save The Ocean” เพื่อทำกิจกรรมคืนความสวยงามสู่ท้องทะเลจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ความจริงจังและวิธีการที่เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามของสถานนั้นนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคงหนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ โดยครั้งนี้ ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทธยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ปะการังเทียม 3D Printing
ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้ มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยมี calaium carbonate (แคลเซียม คอร์บอเนต)ที่เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนปะการังใช้ดักจับจากน้ำทะเลในธรรมชาติเพื่อเอามาสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่แล้ว โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้ เหมาะให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัยและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนากว่า

ทางบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Seiko save the ocean จะเป็นโครงการเล็กๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและท้องทะเลต่อไป

SEIKO 5 Sports x Brian May Limited Edition

แนะนำผลงานรุ่นที่ 2 จากความร่วมมือระหว่าง Seiko 5 Sports (ไซโก ไฟว์ สปอร์ต) และ Brian May (ไบรอัน เมย์) มือ กีตาร์ระดับตำนานแห่งวงร็อคระดับโลกอย่าง QUEEN ตลอดชีวิตการทำงานของ ไบรอัน เมย์ นักดนตรีร็อคในตำนาน เขาพึ่งพากีตาร์คู่ใจอย่าง “Red Special” ที่สร้างสรรค์ เสียงดนตรีให้กับวงควีน จนทำให้เป็นหนึ่งในวงที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดวงหนึ่งของโลก และนอกจากนั้น เขาก็ยังเชื่อมั่นใน Seiko ด้วย เพราะเป็นเวลากว่า 40 ปีที่ไบรอัน มักสวมใส่นาฬิกาดำน้ำที่ได้รับความนิยมมาอย่าง ยาวนาน โดยเมื่อได้ร่วมงานกับ ไซโก เขาจึงได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจสําหรับการออกแบบนาฬิกา SEIKO 5 Sports รุ่นใหม่ ล่าสุดนี้อีกด้วย ไบรอัน ได้เลือกซื้อนาฬิกา Seiko ในขณะที่เขากำลังทัวร์คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1970 และ นับตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาและกีตาร์ของเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปทั่วโลก เพื่อการทำเพลงยอดเยี่ยมและรักษาเวลาที่เยี่ยมยอด ไปด้วยกัน


ไบรอันและพ่อของเขาทำกีตาร์ด้วยมือทั้งสองและใช้เครื่องมือช่างเท่านั้น ช่วงคอของกีตาร์นั้นแกะสลักด้วยไม้จากเตาผิงเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ส่วนตัวของกีตาร์นั้นทำจาก block-board แทรกกับไม้โอ๊กโบราณและครอบด้วย ไม้วีเนียร์และไม้มะฮอกกานีที่ไบรอันลงแรงขัดเงามันด้วยตัวเอง ระบบเสียงที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดดเด่นด้วยแผ่นเหล็กคันโยกที่แกะสลักด้วยมือซึ่งหมุนไปบนขอบ โดยมีความตึงของสายที่สมดุลด้วยสปริงวาล์ว ตั้งสายที่ดัดแปลงมาจากชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ เพื่อให้ผลงานสำเร็จสมบูรณ์ ช่วงคอกีตาร์ได้รับการปรับแต่งจากส่วน หนึ่งของที่ยึดกระเป๋าข้างจักรยาน เย็บด้วยเข็มที่แข็งแรงจากกล่องเย็บผ้าของแม่ กีตาร์ Red Special ตัวนี้ของเขาจึงเป็น ผลงานที่สร้างด้วยความรัก และสร้างความมีเอกลักษณ์ให้กับไบรอันทั้งบนเวทีและในสตูดิโอมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดย เขายังคงพัฒนาและปรับปรุงมันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

การออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ด

หน้าปัดและตัวเรือน

เช่นเดียวกับผลงานที่เคยประสบความสำเร็จจากรุ่นแรก พื้นหน้าปัดได้สร้างรายละเอียดอันวิจิตรของกีตาร์ในตำนานขึ้น ใหม่ด้วยเทคนิคการกดที่ทำให้เกิดลวดลาย คล้ายกับพื้นผิวของไม้ที่เงางามพร้อมไล่เฉดสี ตัวเรือนในรุ่นนี้โดดเด่นในเวอร์ชั่นสีทองพิเศษที่ไบรอันขอให้ทางไซโกจัดทำขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก อัลบั้มเดี่ยวที่เพิ่งออกมาใหม่ของเขาอย่าง Gold Series

สายนาฬิกา

ทำจากไนลอนตกแต่งด้วยแถบเส้นแนวตั้งที่ออกแบบให้ดูเหมือนสายกีตาร์

ฝาหลัง

นาฬิการุ่นนี้ผลิตในจำนวนจำกัด โดยมีลายเซ็นต์ของไบรอันบนฝาหลัง พร้อมคำว่า LIMITED EDITION และหมายเลข ประจําตัวเรือน 00001/12500 ถึง 12500/12500

*สินค้าตัวจริงฝาหลังอาจจะแตกต่างจากในรูป

กล่องพิเศษ


กล่องใส่นาฬิกาได้รับการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงกระเป๋าใส่กีตาร์ และมาพร้อมกับเหรียญที่ระลึกหกเพนนี ที่ไบรอันใช้ แทนบิ๊กกีตาร์เสมอ ซึ่งความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ มีทั้งความพิเศษที่เหมาะกับการสวมใส่และความเพลินเพลินในฐานะ

นาฬิกาเพื่อการสะสม

Seiko Watch Corporation (ไซโก วอท์ช คอร์ปอเรชั่น) ร่วมบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกาเรือนนี้ให้กับ The Mercury Phoenix Trust with Goal 3 (มูลนิธิเพื่อการดูแลชีวิตให้มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับ ทุกวัย) ของ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่กำหนดโดยสหประชาชาติ โดย MPT เป็นองค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งโดย Brian May (ไบรอัน เมย์), Roger Taylor (โรเจอร์ เทย์เลอร์) และ จิม บีช (Jim Beach) ผู้จัดการวง Queen เพื่อรำลึกถึง เฟรดดี เมอร์รี่ (Freddie Mercury) และเพื่อช่วยหาทุนสนับสนุนในการต่อสู้กับโรค เอชไอวี/เอสด์ ทั่วโลก รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.mercuryphoenixtrust.com/

Seiko 5 Sports Brian May Limited Edition (SRPH80K1)

คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ครั้งต่อวินาที)

พลังงานสํารอง: 41 ชั่วโมง

อัญมณีรับแรงกระแทก: 24 ชิ้น

ข้อมูลจําเพาะ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบสีทอง

สายไนลอน

ฮาร์ดเล็ก คริสตัล

ฝาหลังแบบเปลือย

ขนาด: 42.5 มิลลิเมตร หนา: 13.4 มิลลิเมตร

กันนา: 100 เมตร

ต้านทานแม่เหล็ก: 4,800 แอมแปร์ต่อเมตร

ผลิตจํานวนจํากัด 12,500 เรือน

วางจําหน่าย เดือนมีนาคม 2022

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

WEBSITE: https://www.seikowatches.com/th-th

FACEBOOK: Seiko club

IG : Seiko_Thailand

Line : @Seiko_thailand

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

เรียบเรียง rhunrun

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ

Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักสะสมนาฬิกาด้วยการเปิด Virtual Boutique ร้านเสมือนจริงแห่งแรกของโลก

Grand Seiko (แกรนด์ ไซโก) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักสะสมนาฬิกาด้วยการเปิด Virtual Boutique แห่งแรกของโลกให้เหล่านักสะสมนาฬิกาได้ยลโฉมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยร้านเสมือนจริงแห่งแรกของ Grand Seiko นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในร้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน

แกรนด์ ไซโก นำโดย ฮิโรยูกิ อาคาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัทไซโกประเทศไทย และ สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ร่วมฉลองการเปิดตัว Grand Seiko Virtual Boutique แห่งแรกของโลก โดยร้านเสมือนจริงแห่งนี้พัฒนาโดยทีมงานจากประเทศไทย Grand Seiko Virtual Boutique แห่งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักสะสมแล้ว ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคใหม่รูปแบบ OMNI Channel การทำการตลาดที่ผสานช่องทางทั้งหมดเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว การสร้างกลยุทธ์ที่เน้นไปที่การทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้จากหลากหลายช่องทาง อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลของลูกค้าหรือผู้บริโภคอย่างรอบด้านผ่านทุกช่องทางการขาย เช่น ลูกค้าสามารถไปดูสินค้าที่บูติคก่อนได้ แล้วจึงกลับมากดสั่งสินค้าจากเว็บไซต์ หรือดูข้อมูลจากบนเว็บไซต์ แล้วไปซื้อที่บูติคได้ หรือเลือกให้ทางแบรนด์ไปส่งให้ถึงบ้านก็เป้นอีกหนึ่งความ สะดวกที่ทางแกรนด์ ไซโกบริการให้

โดย Grand Seiko Virtual Boutique สามารถแก้ปัญหาในช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 ที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวงการรีเทลทั่วโลก ทั้งบูติค ห้างสรรพสินค้า ถูกปิดและลูกค้าไม่สามารถรับบริการได้ การสร้างสรรค์ร้านเสมือนจริงแห่งนี้ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2020 ในช่วงที่ฉลองความสำเร็จครบรอบ 60 ปี ของแกรนด์ไซโก ปัจจุบันร้านเสมือนจริงแห่งนี้ถือเป็น Break Through ของเทคโนโลยีด้านรีเทลอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การเดินเข้าร้านค้าผ่านหน้าเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด Application การเลือกดูข้อมูลเรือนเวลาในแต่ละเรือนที่มีข้อมูลประกอบสมบูรณ์แบบ พร้อมการนำเสนอสินค้าในรูปแบบวีดีโอ  และล่าสุดฟังก์ชั่น Try-on ที่ให้เหล่านักสะสมนาฬิกาได้ทดลองเรือนเวลากับข้อมือจริงจากการใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ฟังก์ชั่นต่างๆที่กล่าวมานี้ทำให้เหล่าคนรักนาฬิกาสามารถทดลองนาฬิกาและสั่งซื้อได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless) สามารถรอรับเรือนเวลาโปรดอยู่ที่บ้านได้เลย โดยทางแกรนด์ ไซโก้ไทยแลนด์ยังให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัยของสุขภาพ โดยจัดการตรวจพนักงานอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

“ด้วยวิสัยทัศน์ของทีมงานของเราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญถึงประสบการณ์ออนไลน์ของลูกค้า รวมถึงการสื่อสารในช่องทางต่างๆต้องสมบูรณ์แบบที่สุด ทุกที่ ทุกเวลา เราจึงพัฒนา Virtual Boutique นี้ขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะสามารถยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ซึ่งเรามองเห็นถึงศักยภาพของช่องทางออนไลน์ที่สามารถจะสร้างสรรค์นาฬิกาให้กับลูกค้าในรูปแบบที่ชอบ (Customisation) ซึ่งเป็นเทรนด์ชั้นนำในโลกได้ให้ความสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การทำการตลาดแบบ DTC ในอนาคต” อาคาชิ กล่าวอย่างภาคภูมิใจในการ ก้าวกระโดดของแกรนด์ ไซโก เข้าทดลอง Virtual Boutique ได้ทีนี่ครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Seiko 140th Anniversary

ผนึกกำลังร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 140 ปีของ Seiko กับ Prospex (พรอสเป็กซ์), Astron (แอสตรอน), Presage (พรีซาจ) และ 5 Sports (5 สปอร์ต) ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ก่อตั้งบริษัทของเขาในปี 1881 เมื่อเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น ในช่วง 50 ปีภายใต้การดูแลและบริหารงานของเขา ไซโก (Seiko) ได้กลายเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำในญี่ปุ่น โดยเป็นศูนย์กลางในการออกแบบและมีโรงงานที่ใช้ผลิตกลไกเป็นของตนเอง ความสำเร็จที่เป็นผลโดยตรงมาจากวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวที่ยึดมั่นของเขานั่นคือ “One step ahead of the rest” หมายถึง ‘ต้องนำหน้าคู่แข่งอยู่ 1 ก้าวเสมอ’ คือคำกล่าวที่ยังคงสะท้อนกึกก้อง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Seiko มาจนถึงปัจจุบันนี้

ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

จาก พรอสเป็กซ์ (Prospex) ไปจนถึง แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) ความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาที่หลากหลาย

นาฬิกา 4 เรือนในซีรีส์นี้ มาพร้อมโทนสีฟ้าและสีขาวเงินสว่างโทนเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่กลไกและเทคโนโลยี โดยลักษณะเฉพาะสำหรับ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) นั้น แสดงถึงจุดสูงสุดของการผลิตนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ในขณะที่ชุดกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มทีของเครื่อง 6R64 คือการสืบสานการผลิตนาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิมที่ดีที่สุดโดยยึดหลักตามแนวทางนาฬิกาสปอร์ตแข็งแกร่งของ Seiko ที่มีมาอย่างยาวนานอย่าง พรอสเป็กซ์ (Prospex) โดยรุ่นนี้ถูกนำมาผลิตใหม่โดยได้รับอิทธิพลมาจากนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 โดยดีไซน์ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น

ในขณะที่การสร้างสรรค์นาฬิกา ไซโก 5 สปอร์ต (Seiko 5 Sports) นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แห่งคุณค่าพิเศษที่ตั้งใจมอบให้กับผู้ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

โดยนาฬิกา นาฬิกาทั้ง 4 เรือนจะวางจำหน่ายที่บูติกของ Seiko และร้านค้าปลีกทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้

พรอสเป็กซ์ (SPB213J)

การตีความใหม่จากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 ออกแบบให้เข็มกว้างขึ้นและเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ทให้การมองเห็นมีความคมชัดสูง ในขณะที่เม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว มอบความสามารถกันน้ำได้ที่ 200 เมตรอย่างมั่นใจ ตัวเรือนและฝาหลังออกแบบให้มีรูปทรงที่ลงตัวกับข้อมือ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6,000 เรือนทั่วโลก

แอสตรอน (SSH093J)

ตัวเรือนของ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) รุ่นพิเศษนี้มีส่วนเงาโค้งเหมือนกันและมีข้อต่อตัวเรือนกว้างเท่ากับนาฬิกา ควอตซ์ แอสตรอน (Quartz Astron) ที่ผลิตขึ้นเมื่อปี 1969 ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกาเรือนยอดนิยมที่สุดในคอลเลกชั่นแอสตรอน ที่เกิดจากความสำเร็จด้านเทคโนโลยีของ Seiko การออกแบบที่มาพร้อมการปรับปรุงให้ทันสมัยของชุดกลไก GPS Solar Dual-Time 5X53 ปรับตั้งค่าเวลาอย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในทุกแห่งบนโลก* โดยใช้เพียงพลังงานแสงและนำเสนอคุณสมบัติขั้นสูงมากมาย รวมถึงการปรับเวลาต่างไทม์โซนด้วยความเร็วสูง พร้อมฟังก์ชั่น “การเปลี่ยนโอนเวลา” บนพื้นหน้าปัดสะอาดตาในโทนสีเงินเน้นด้วยสีฟ้ารับกับขอบตัวเรือนเซรามิก ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลก

*หากมีการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค / เขตเวลา / DST (เวลาออมแสง) อาจต้องเลือกการปรับตั้งด้วยตนเอง

พรีซาจ (SPB223J)

ตัวเรือนและสายของซีรีส์ พรีซาจ ชาร์ป เอดจ์ (Presage Sharp Edged Series) โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวเรือนที่แบนเรียบเข้ากับความเฉียบของเหลี่ยมมุม และสันบนตัวเรือนตามที่มาของคำว่า Sharp Edged เพื่อทำให้นาฬิกาสะท้อนประกายแสงได้จากทุกมุม ตัวเรือนเคลือบสารเพิ่มความแกร่งที่ช่วยปกป้องตัวเรือนและสายจากการขีดข่วน แต่ยังคงเงางามเป็นประกาย พื้นหน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายอาซาโนฮะ (Asanoha) หรือลายใบป่าน ที่ใช้กันมานานนับพันปีในญี่ปุ่นซึ่งจะพบเห็นได้จากลายผ้าทอและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น พื้นผิวที่โดดเด่นของรูปทรงเรขาคณิตบนพื้นหน้าปัดเพื่อสร้างแสงเงาที่หลากหลายยามเมื่อแสงสาดกระทบในมุมที่แตกต่าง นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มที คาลิเบอร์ 6R64 ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลก

ไซโก 5 สปอร์ต (SRPG47K)

นับเป็นครั้งแรกสำหรับ ไซโก 5 สปอร์ตที่ดีไซน์พื้นหน้าปัดสีขาวบนตัวเรือนที่คุ้นตา ผสานกับแพทเทิร์นที่สวยงามลงตัวรับ กับขอบตัวเรือนและชุดเข็มสีฟ้า ผสานชุดกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 ของ Seiko ที่เชื่อถือได้ มอบความแม่นยำในการแสดงค่าให้กับนาฬิกาในซีรีส์ที่โด่งดังมายาวนาน ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือน ทั่วโลก

Seiko 140th Anniversary Limited Editions

Prospex First Diver’s Modern Re-interpretation: SPB213J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35

ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 70 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลเคลือบผิวเพิ่มความแกร่ง ซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียว เม็ดมะยมขันเกลียว

ความสามารถกันน้ำ: 200 เมตร สำหรับดำน้ำ

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.2 มิลลิเมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและส่วนเพิ่มขยาย

(ผลิตจำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 250 เรือนในประเทศไทย)

Presage Sharp Edged Series: SPB223J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R64

ความถี่ในการทำงาน: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (8 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 45 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 29 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.4 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.7 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลกและเพียง 100 เรือนในประเทศไทย)

Astron GPS Solar Dual-Time 5X53: SSH093J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 5X53

ปรับเวลาด้วยสัญญาณ GPS

แสดงเวลา 2 ไทม์โซน ตัวแสดงเวลา AM/PM

แสดงปฏิทินร้อยปีที่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2100

ฟังก์ชั่น ปรับชดเชยเวลาออมแสง DST

เปลี่ยนเวลาด้วยความรวดเร็วสูง

ฟังก์ชั่นเปลี่ยนโอนเวลา

มาตรวัดแสดงสถานะของการรับสัญญาณ

แสดงเวลาทั่วโลก (39 เขตเวลา)

โหมดประหยัดพลังงาน

ความเที่ยงตรง : +/-15 วินาทีต่อเดือน (โดยที่ไม่มีการรับสัญญาณ GPS และอยู่ภายใต้อุณหภูมิระหว่าง 5-35 องศาเซลเซียส)

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

ขอบตัวเรือนเซรามิก

กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดตัวเรือน : เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.7 มิลลิเมตร ความหนา 13.3 มิลลิเมตร

บานพับแบบ 3 ชั้นแบบปรับอย่างสะดวกพร้อมปุ่มกดคลายล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลกและเพียง 12 เรือนในประเทศไทย)

Seiko 5 Sports: SRPG47K

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 41 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล พร้อมบานพับล็อกสาย 3 ทบ ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและปุ่มกดปลดล็อก

กระจกฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.4 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

(ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 1,000 เรือนในประเทศไทย)

Contact us :

Facebook : SeikoThailandOfficial

Instagram : seiko_Thailand

Line : @Seiko_Thailand

Website : https://www.seikowatches.com/th-th/products

Twitter : SeikoThailand

For more information 02-2551245-50 Ext. 888