Posts

เปิดตัว Seiko Brand Friend กับนักแสดงมาดเท่ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และแคมเปญใหม่ล่าสุดของ Seiko Prospex Zimbe

SEIKO Thailand จัดงานเปิดตัวแคมเปญใหม่ของ SEIKO PROSPEX ZIMBE  นาฬิกาซีรีย์ยอดนิยม พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่  Zimbe 16 และ Zimbe 17 และกลับมาพร้อม Seiko Brand Friend คนแรกของปี 2022 อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม อย่างเป็นทางการ  โดยงานจัดขึ้นในค่ำวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ณ Sea Life Bangkok Ocean World สยามพารากอน โดย อากิระ ซากาอิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทยร่วมกล่าวเปิดงานพร้อมถือโอกาสนี้ในการขอบคุณแฟนไซโกที่ให้การสนับสนุนอย่างเสมอมาและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของทะเลประเทศไทยให้สวยงามขึ้นในทุกๆปีจากรายได้ส่วนหนึ่งของการจำหน่ายนาฬิการุ่น Prospex Zimbe และนาฬิกาดำน้ำรุ่นอื่นๆจากไซโกที่ได้นำไปจัดทำโครงการ Seiko Save The Ocean เพื่อดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 5 ปี

“ไซโกต้องการที่จะปลุกจิตวิญญาณของจิมเบขึ้นมาอีกครั้งจึงได้เปิดตัวนาฬิกาทั้งสองรุ่นอย่าง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 และ 17 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลามวาฬอย่างแท้จริง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 นั้นมาในรูปแบบของ Baby Tuna ที่ตัวเรือนนั้นมีโครงสร้างของขอบตัวเรือนอีกชั้นหนึ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพความแข็งแรงทนทานและรองรับการดำน้ำเช่นเดียวกับผิวหนังของฉลามวาฬที่จะมีความหนา และมีเกล็ดเล็กๆเสมือนเกราะป้องกัน ส่วน SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 17 นั้นมาในรูปแบบ King Samurai ที่มีขอบตัวเรือนสีน้ำเงินเข้ม เปรียบเสมือนน้ำทะเลในช่วงกลางคืนที่ฉลามวาฬนั้นได้แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล” วรรฑนี วาทนากรณ์ (ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์การตลาดแห่งไซโก)กล่าว

Seiko Prospex Zimbe รุ่น 16 วางจำหน่ายพร้อมกัน 15 กันยายนนี้ ทั่วประเทศ และนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe รุ่น 17 เริ่มวางจำหน่ายแบบ Exclusive ในวันที่ 28 กันยายน นี้ ที่แรกในงาน Central International watch fair 2022 ที่เซ็นทรัลชิดลม และพร้อมจำหน่ายทั่วประเทศ  12 ตุลาคม โดยทั้ง 2 รุ่นจัดจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 1,000 เรือนเท่านั้นเฉพาะประเทศไทย

รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition จะถูกนำไปต่อยอด โครงการ Seiko save the ocean เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย

สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของไซโกได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

Website: https://www.seikowatches.com/th-th/products

FB: Seiko Club by Seiko Thailand

IG: Seiko_Thailand

Line: @Seiko_Thailand

YouTube: Seiko Club by Seiko Thailand

Twitter : @Seiko_Thailand

rhunrun เรียบเรียง

ปะการังเทียม เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทย

จากโครงการ Seiko “Save The Ocean” ที่จัดขึ้นทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่ไปทำบ้านปลาปล่อยลงทะเลเพื่อเป็นที่ให้ปลาได้วางไข่ ปีนี้ได้มีการปล่อยปะการังเทียมที่มีรูปทรงคล้ายปะการังจริงอีกด้วย แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าปะการังเทียมมาจากไหน มีประโยชน์เช่นไร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เรารวบรวมคำตอบมาให้ตรงนี้


แน่นอนว่าท้องทะเลไทยมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติระดับ โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผลที่ตามก็หนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ
ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing (อ่านเรื่อง SEIKO Save the Ocean 2022 ที่ https://hommesthailand.com/2022/03/seiko-save-the-ocean-2022/)

ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัย พร้อมช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน
ย้อนไปถึงการเริ่มต้นโครงการการทำปะการังเทียมหรือนวัตปะการังเกิดจากความร่วมมือของเอสซีจี โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือในการพัฒนาวัสดุ Advanced Materials ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing สำหรับเป็นฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังและการปลูกปะการังธรรมชาติ สร้างต้นแบบปะการังเทียมรุ่นใหม่ที่มีความเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้เศษคอนกรีตรีไซเคิลเป็นส่วนผสมทดแทนหินปูนถึง 40%
ก่อนหน้านี้จะมีการพัฒนา ‘ปะการังเทียม’ แต่เทคโนโลยีที่ผ่านมาไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากยังมีจุดด้อยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ไม่คงทน ถูกพัดไปกับกระแสน้ำ จมลงในทราย ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้เวลาเข้ากับธรรมชาตินานเกือบ 10 ปี


นวัตปะการังนี้ไม่ใช่เพียงแต่มีประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ท้องทะเลไทย แต่จะช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงหากมีการจัดพื้นที่และส่งเสริมการท่องเที่ยวในการดำน้ำชมปะการังที่มีความสวยงามเสมือนจริง สร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพประมงที่ได้มีการพึ่งพาปะการังหรือปะการังเทียม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถทำการประมงได้ในปริมาณที่มาก ส่งผลให้เกิดรายได้ในชุมชน
ก่อนนั้นปะการังเทียมที่ทำในยุคก่อนฐานเป็นซีเมนต์ ทำโดยเทคนิคใช้การก่อสร้างปกติ รูปแบบที่ทำได้เป็นสี่เหลี่ยมหรือรูปโดม ถือเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยียุคนั้น แต่ ‘นวัตปะการัง’ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นผิวมีความซับซ้อน มีร่มเงามีซอกหลืบให้ปลาว่ายน้ำได้ ซึ่ง 3D Printing ตอบโจทย์โครงสร้างนี้ และเป็นสิ่งพิสูจน์ว่านวัตกรรมมีส่วนสำคัญ


‘นวัตปะการัง’ ยังสามารถพัฒนาไปในด้านระบบนิเวศทางทะเลแบบ ‘สวนสาธารณะปะการัง’ (Coral Park) เป็นศูนย์ข้อมูลด้านปะการังในรูปแบบ Smart Station สามารถติดกล้องและเครื่องวัดแสง เครื่องวัดอุณหภูมิ สามารถต่อยอดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสำหรับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารทะเลเพราะสามารถควบคุมระบบนิเวศน์เองได้
จากข้อมูลเอกสารของ SCG ปี 2020 นวัตปะการังหนึ่งชิ้นจะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 6 รูป มูลค่าประมาณ 15,000 บาทต่อชิ้น สามารถปรับแต่งรูปแบบ และลักษณะทางโครงสร้าง รวมทั้งความซับซ้อนของช่องว่าง แสง และเงาให้เข้ากับสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่การติดตั้ง มีน้ำหนักเบาทำให้ขนย้ายได้ง่าย ถอดประกอบได้เป็นการลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายทางการขนส่ง และแรงงานในการติดตั้ง ที่สำคัญเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ใต้น้ำได้นานหลายสิบปี


ความยากในการพัฒนาปะการังเทียมคือต้องไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำและไม่จมไปกับผืนทราย เนื่องจากสิ่งที่กำลังจะเข้าไปคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
‘นวัตปะการัง’จึงเป็นที่เพาะพันธุ์ปะการังที่ต่อยอดจากธรรมชาติที่หักไป เป็นหลุมเป็นที่ฝังปะการังไปให้โตเร็วขึ้นด้วย ทั้งการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต เกิดการสร้างปะการังใหม่และระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ต้องสามารถมาใช้ชีวิตเสมือนว่าเป็นปะการังจริงๆ นวัตปะการังยังแก้ปัญหานักดำน้ำหน้าใหม่เตะปะการังได้อีกด้วย เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวสัมผัสหรือเตะจะไม่ทำให้นวัตปะการังเสียหาย


โดยการทดลองนำนวัตปะการังไปวางใต้ท้องทะเลในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2020 ในพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่เกาะสีชัง เกาะขาม เกาะล้าน เกาะยอ ฯลฯ เพียงแค่สี่เดือนก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัย ทั้งปลานกแก้ว ดอกไม้ทะเล รวมไปถึงปลาการ์ตูน นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังยังเป็นแหล่งเกาะตัวของปะการัง ทำให้เกิดการรวมตัวกันมากขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ
จะเห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนสำคัญไม่จำเป็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องใช้วิถีธรรมชาติหรือใช้เวลาเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นคืนเพียงอย่างเดียว เราใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไปช่วยธรรมชาติได้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างรัดกุมถึงผลกระทบต่างๆ


ท้องทะเลไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจะด้วยการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรุกล้ำธรรมชาติอย่างมากเกินไป แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันข้างหน้าเราก็ต้องเปิดรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ที่ต้องการมาชมความสวยงามของท้องทะเลบ้านเรา แต่บทเรียนหนึ่งจากช่วงวิกฤติโควิด 19 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเวลาที่ท้องทะเลและธรรมชาติได้พักฟื้นอย่างแท้จริง ในอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราได้เตรียมช่วงพักให้กับธรรมชาติบ้างหรือไม่ และควรที่จะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจังและเข้มข้นเสียที

SEIKO : The Black Series Limited Edition

การดำน้ำตอนกลางคืนเป็นวิถีแห่งความท้าทายไปกับประสบการณ์ใต้ทะเลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำน้ำในตอนกลางวัน นักดำน้ำหลายคนหลงใหลในโลกแห่งความลึกลับ ของมหาสมุทรในช่วงเวลาที่มืดมิดจึงทำให้กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมสำหรับนักดำน้ำมือโปรทั่วโลก วันนี้ ไซโก ขอแนะนำนาฬิการุ่นพิเศษ ที่จะชวนให้คุณไปสัมผัสโลกใต้น้ำยามค่ำคืนในมุมที่แตกต่าง


สมาชิกใหม่ของ The Black Series รุ่นล่าสุด ตัวเรือนสีดำสะท้อนถึงความมืดและความเงียบของมหาสมุทรยามค่ำคืน ผสมผสานกับสีส้มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงไฟที่สาดส่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการดำน้ำในยามวิกาล นาฬิกา Seiko Prospex Black Series ใหม่มีทั้งหมดโดย 3 รุ่นเป็นผลงานที่ถูกนำกลับมาตีความใหม่ในไสตล์โมเดิร์น จากนาฬิกาดำน้ำระดับแลนด์มาร์คของไซโก ในปี 1965, 1968 และ 1970 กับมุมมองใหม่ในโลกของ The Black Series

The Black Series Limited Edition

นาฬิกาดำน้ำกลไกจักรกลที่ได้รับการตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์นจากปี 1965 / 1968 และ 1970 สามผลงานลุคโมเดิร์นจากการตีความใหม่ของนาฬิกาดำน้ำในปี 1965, 1968 และ 1970 ที่มาพร้อมชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35 พร้อมมอบพลังงานสำรองได้ยาวนาน ถึง 70 ชั่วโมง

หน้าปัดและขอบตัวเรือน

แถบสีส้มบนนาฬิกาได้แนวคิดจากแสงที่ส่องไฟที่ส่องลงมาใต้ท้องทะเลสำหรับการดำน้ำในยามค่ำคืน

ลูมิไบร์ท

ตำแหน่งชั่วโมงและชุดเข็มนาฬิกาได้รับการเคลือบด้วยสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนแม้ในที่มืดสนิท

สายนาฬิกา

นาฬิกาในซีรีย์ใหม่นี้ มาพร้อมสายผ้าที่รวมเทคนิคการถักทอแบบดั้งเดิมจากประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า Seichu (เซชู) ซึ่งเป็นสายที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อการเสื่อมสภาพที่เกิดจากการโดนแสงแสงเป็นเวลานาน และเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของนาฬิกาดำน้ำไซโก Prospex

สายเพิ่มเติม

สายซิลิโคนสีดำเพิ่มเป็นสายทางเลือกที่รวมอยู่ในชุด และสามารถใช้สวมใส่ได้ในหลากหลายกิจกรรม

1965 / 1968 / 1970 Mechanical diver’s

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1965

นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่น ที่เปิดตัวในปี 1965 นาฬิกาได้รับการพิสูจน์ถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือเมื่อนำไปใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนของทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงทศวรรษ 1960 การนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่นี้สืบทอดมรดกในเชิงการออกแบบ แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Prospex (พรอสเป็กซ์) ในปัจจุบัน นาฬิกาเรือนนี้เหมาะกับการสวมใส่ใช้งานในทุกวันด้วยรูปทรงเพรียวบางและตัวเรือนที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ

1965 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB253J ชุดกลไก 6R35, SPB253J ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1968

นาฬิการุ่นดั้งเดิมเปิดตัวในปี 1968 ด้วยความสามารถกันน้ำได้ 300 เมตรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกลไกอัตโนมัติความถี่ 10 บีท ในขณะที่ยังคงดีไซน์เฉียบคมและทรงพลังของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ให้ความสบายและพอดีกับข้อมือด้วยตัวเรือนที่เล็กลงในขนาด 42 มิลลิเมตร

1968 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB255J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB255J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1970

เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาดำน้ำที่มีรูปทรงเพรียวบางอันเปี่ยมเอกลักษณ์ ที่ได้รับการใช้งานโดยนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น  Naomi Uemura (นาโอมิ อูเอมูระ) ในระหว่างปี 1974 – 1976 ที่ใช้ในการเดินทางด้วยสุนัขลากเลื่อนแบบโซโลเป็นระยะทาง 12,500 กิโลเมตรจาก กรีนแลนด์สู่อลาสก้า ซึ่งพิสูจน์ความน่าเชื่อถือท่ามกลางสภาวะที่หฤโหด ในขณะที่ยังคงรูปแบบตัวเรือนของรุ่นดั้งเดิมไว้ หากเพิ่มความสามารถกันน้ำจาก 150 เมตร เป็น 200 เมตร และวัสดุกระจกได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นกระจกแซฟไฟร์

1970 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB257J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB257J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

นอกจากจะเป็นนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ด้วยคุณสมบัติต่างๆ แล้วยังเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่คุณสวมใส่ได้ทุกวาระ และสามารถเข้ากับการแต่งกายหลากสไตล์ของคุณ ด้วยดีไซน์ของนาฬิกาที่มีความเท่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดที่มีสัญลักษณ์แทนตัวเลขบอกเวลา การเล่นจังหวะของสีส้มในตำแหน่งต่างๆ ที่นอกจะใช้งานเพื่ออ่านค่าต่างๆ ยามดำน้ำ แต่ยังมีความเป็นกราฟฟิกในดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไปนานแสนนาน

ติดตามข้อมูลรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/th-th/products/prospex/special/blackseries_limited-2nd/

Facebook: Seiko Club by Seiko Thailand;

Instagram: Seiko_Thailand;

Line: @Seiko_Thailand;

หรือโทรสอบถามได้ที่ 0 2255 1245 #888

Seiko Save The Ocean 2022

กลับมาอีกครั้งกับ Seiko “Save The Ocean” ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ 5 อย่างเป็นทางการที่ไซโกได้ร่วมสนับสนุน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex มาจัดทำโครงการดีๆ นี้ในทุกๆปี โดยโครงการ “Save The Ocean” ได้จัดทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยหน้านี้ในแถบ หมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต, เกาะกระดาน จังหวัดตรัง และ บริเวณอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ มาปีนี้เรามาที่ภูเก็ตและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่


นำทีมโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ นาฬิกาไซโก , มิสเตอร์ฮิโรยูคิ อะกาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) พร้อมด้วยเจ้าที่และผู้บริหาร คุณวิเชษฐ์ ชูเชื้อ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) และ มีแขกพิเศษคือ ศิลปินแม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ที่วันนี้ไม่ได้มาชวนเดินเข้าป่าแต่ชวนมาอนุรักษ์ท้องทะเลกัน รวมถึงสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ที่ร่วมสำรวจพื้นที่ สร้างและปล่อยปะการังเทียมลงสู่ท้องทะเล
เมื่อเราเดินทางไปถึงจังหวัดภูเก็ตซึ่งตรงกับมื้อกลางวัน ไซโกไม่ยอมให้เราหิวโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Good Forest ส่วนตัวขอแนะนำเลยว่าใครมาภูเก็ตต้องแวะร้านนี้ อาหารอร่อยรสเข้มข้น(ไม่เผ็ด)เพราะใช้เครื่องแกงของชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใส่เครื่องเทศแต่ไม่มีกลิ่นฉุนรสเข้มถึงใจไม่เน้นเผ็ด แน่นอนว่าเราติดใจกับขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นเสิร์ฟมากับโรตีมันฝรั่ง ไข่เจียวปูก็ล้ำ ต้องไม่พลาดจานนี้ แต่ชอบที่สุดก็คือห่อหมก ไม่ได้กินรสนี้นานแล้วต่างจากห่อหมกภาคกลางอย่างโดดเด่น และที่บอกว่าต้องเผื่อท้องไว้ก็คือขนมหวานในแนวขนมอบต่างๆ ร้านที่กรุงเทพฯ หลายๆ ร้านอาจจะต้องหลบให้เพราะอร่อยหอมมันไม่หวานจัด มาช่วงนี้ก็ต้องทาร์ตมะยงชิด พลาดไม่ได้จริงๆ
จากนั้นเราก็เข้าที่พักที่ Foto Hotel Phuket ที่สวยทั้งตัวสถาปัตยกรรมและพักผ่อนสบายด้วยเตียงที่นอนหลับลึก และตื่นมาอีกทีกับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แม้ที่นี่จะไม่มีหาดส่วนตัวแต่การออกแบบให้มีสระว่ายน้ำแทรกอยู่ในตัวสถาปัตยกรรม และหาดทรายเล็กๆที่สร้างขึ้นมาริมทะเลก็ถือว่าไม่ทำให้เสียความตั้งใจจะมานอนอาบแดดหรือลงว่ายน้ำ เพราะมีสระว่ายน้ำแทบจะทุกมุมของโรงแรม แถมสถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่าภูเก็ต

ในปีนี้ ไซโก รวมถึงคณะสื่อมวลชน, เหล่าคนรักนาฬิกาไซโก และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ได้กลับมาทำโครงการบ้านปลาเพื่ออนุบาลสัตว์ทะเล ให้กับชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก ที่บริเวณอ่าวซันไรส์ จังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวบ้าน และยังจัดทำแนวปะการังเทียมระยะทางกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปหย่อนลงบริเวณอ่าวเปลว ในแถบหมู่เกาะพีพี เพื่อหวังให้เกิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลรวมถึงเป็นที่ยึดเกาะของปะการังจริงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับท้องทะเลในระยะยาว โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่าง บริษัท SCG จำกัด มหาชน ที่ร่วมสนับสนุนปะการังเทียมที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มเติมให้กับโครงการ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทธยาน หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อีกด้วย

ชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก แถบหมู่เกาะสิเหร่ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยทางไซโก ได้ร่วมสนับสนุนชุมชน ในการสร้างบ้านปลา เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กในบริเวณอ่าวซันไรส์ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเพื่อประกอบอาชีพ จำนวนกว่า 10 หลัง เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการสร้างอาชีพ โดยมีชาวบ้านและคณะ มาร่วมแสดงศิลปะพื้นเมืองของภาคใต้อย่าง “รองเง็ง” ในวันแถลงข่าวและร่วมกันทำบ้านปลาอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละหลงลืม และเผลอทำร้ายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งจากชุมชนหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ทำให้ในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายหน่วยงานที่เดินหน้าในการทำโครงการอนุรักษ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและคืนความสวยงามให้กับท้องทะเลอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Seiko ของเราที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ก้าวออกมาจัดทำโครงการเล็กๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะฟื้นฟูท้องทะเลไทย โดยมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ Seiko “Save The Ocean” เพื่อทำกิจกรรมคืนความสวยงามสู่ท้องทะเลจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ความจริงจังและวิธีการที่เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามของสถานนั้นนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคงหนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ โดยครั้งนี้ ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทธยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ปะการังเทียม 3D Printing
ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้ มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยมี calaium carbonate (แคลเซียม คอร์บอเนต)ที่เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนปะการังใช้ดักจับจากน้ำทะเลในธรรมชาติเพื่อเอามาสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่แล้ว โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้ เหมาะให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัยและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนากว่า

ทางบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Seiko save the ocean จะเป็นโครงการเล็กๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและท้องทะเลต่อไป

SEIKO 5 Sports x Brian May Limited Edition

แนะนำผลงานรุ่นที่ 2 จากความร่วมมือระหว่าง Seiko 5 Sports (ไซโก ไฟว์ สปอร์ต) และ Brian May (ไบรอัน เมย์) มือ กีตาร์ระดับตำนานแห่งวงร็อคระดับโลกอย่าง QUEEN ตลอดชีวิตการทำงานของ ไบรอัน เมย์ นักดนตรีร็อคในตำนาน เขาพึ่งพากีตาร์คู่ใจอย่าง “Red Special” ที่สร้างสรรค์ เสียงดนตรีให้กับวงควีน จนทำให้เป็นหนึ่งในวงที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดวงหนึ่งของโลก และนอกจากนั้น เขาก็ยังเชื่อมั่นใน Seiko ด้วย เพราะเป็นเวลากว่า 40 ปีที่ไบรอัน มักสวมใส่นาฬิกาดำน้ำที่ได้รับความนิยมมาอย่าง ยาวนาน โดยเมื่อได้ร่วมงานกับ ไซโก เขาจึงได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจสําหรับการออกแบบนาฬิกา SEIKO 5 Sports รุ่นใหม่ ล่าสุดนี้อีกด้วย ไบรอัน ได้เลือกซื้อนาฬิกา Seiko ในขณะที่เขากำลังทัวร์คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1970 และ นับตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาและกีตาร์ของเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปทั่วโลก เพื่อการทำเพลงยอดเยี่ยมและรักษาเวลาที่เยี่ยมยอด ไปด้วยกัน


ไบรอันและพ่อของเขาทำกีตาร์ด้วยมือทั้งสองและใช้เครื่องมือช่างเท่านั้น ช่วงคอของกีตาร์นั้นแกะสลักด้วยไม้จากเตาผิงเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ส่วนตัวของกีตาร์นั้นทำจาก block-board แทรกกับไม้โอ๊กโบราณและครอบด้วย ไม้วีเนียร์และไม้มะฮอกกานีที่ไบรอันลงแรงขัดเงามันด้วยตัวเอง ระบบเสียงที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดดเด่นด้วยแผ่นเหล็กคันโยกที่แกะสลักด้วยมือซึ่งหมุนไปบนขอบ โดยมีความตึงของสายที่สมดุลด้วยสปริงวาล์ว ตั้งสายที่ดัดแปลงมาจากชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ เพื่อให้ผลงานสำเร็จสมบูรณ์ ช่วงคอกีตาร์ได้รับการปรับแต่งจากส่วน หนึ่งของที่ยึดกระเป๋าข้างจักรยาน เย็บด้วยเข็มที่แข็งแรงจากกล่องเย็บผ้าของแม่ กีตาร์ Red Special ตัวนี้ของเขาจึงเป็น ผลงานที่สร้างด้วยความรัก และสร้างความมีเอกลักษณ์ให้กับไบรอันทั้งบนเวทีและในสตูดิโอมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดย เขายังคงพัฒนาและปรับปรุงมันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

การออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ด

หน้าปัดและตัวเรือน

เช่นเดียวกับผลงานที่เคยประสบความสำเร็จจากรุ่นแรก พื้นหน้าปัดได้สร้างรายละเอียดอันวิจิตรของกีตาร์ในตำนานขึ้น ใหม่ด้วยเทคนิคการกดที่ทำให้เกิดลวดลาย คล้ายกับพื้นผิวของไม้ที่เงางามพร้อมไล่เฉดสี ตัวเรือนในรุ่นนี้โดดเด่นในเวอร์ชั่นสีทองพิเศษที่ไบรอันขอให้ทางไซโกจัดทำขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก อัลบั้มเดี่ยวที่เพิ่งออกมาใหม่ของเขาอย่าง Gold Series

สายนาฬิกา

ทำจากไนลอนตกแต่งด้วยแถบเส้นแนวตั้งที่ออกแบบให้ดูเหมือนสายกีตาร์

ฝาหลัง

นาฬิการุ่นนี้ผลิตในจำนวนจำกัด โดยมีลายเซ็นต์ของไบรอันบนฝาหลัง พร้อมคำว่า LIMITED EDITION และหมายเลข ประจําตัวเรือน 00001/12500 ถึง 12500/12500

*สินค้าตัวจริงฝาหลังอาจจะแตกต่างจากในรูป

กล่องพิเศษ


กล่องใส่นาฬิกาได้รับการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงกระเป๋าใส่กีตาร์ และมาพร้อมกับเหรียญที่ระลึกหกเพนนี ที่ไบรอันใช้ แทนบิ๊กกีตาร์เสมอ ซึ่งความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ มีทั้งความพิเศษที่เหมาะกับการสวมใส่และความเพลินเพลินในฐานะ

นาฬิกาเพื่อการสะสม

Seiko Watch Corporation (ไซโก วอท์ช คอร์ปอเรชั่น) ร่วมบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกาเรือนนี้ให้กับ The Mercury Phoenix Trust with Goal 3 (มูลนิธิเพื่อการดูแลชีวิตให้มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับ ทุกวัย) ของ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่กำหนดโดยสหประชาชาติ โดย MPT เป็นองค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งโดย Brian May (ไบรอัน เมย์), Roger Taylor (โรเจอร์ เทย์เลอร์) และ จิม บีช (Jim Beach) ผู้จัดการวง Queen เพื่อรำลึกถึง เฟรดดี เมอร์รี่ (Freddie Mercury) และเพื่อช่วยหาทุนสนับสนุนในการต่อสู้กับโรค เอชไอวี/เอสด์ ทั่วโลก รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.mercuryphoenixtrust.com/

Seiko 5 Sports Brian May Limited Edition (SRPH80K1)

คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ครั้งต่อวินาที)

พลังงานสํารอง: 41 ชั่วโมง

อัญมณีรับแรงกระแทก: 24 ชิ้น

ข้อมูลจําเพาะ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบสีทอง

สายไนลอน

ฮาร์ดเล็ก คริสตัล

ฝาหลังแบบเปลือย

ขนาด: 42.5 มิลลิเมตร หนา: 13.4 มิลลิเมตร

กันนา: 100 เมตร

ต้านทานแม่เหล็ก: 4,800 แอมแปร์ต่อเมตร

ผลิตจํานวนจํากัด 12,500 เรือน

วางจําหน่าย เดือนมีนาคม 2022

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

WEBSITE: https://www.seikowatches.com/th-th

FACEBOOK: Seiko club

IG : Seiko_Thailand

Line : @Seiko_thailand

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

เรียบเรียง rhunrun

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ