Posts

ปะการังเทียม เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทย

จากโครงการ Seiko “Save The Ocean” ที่จัดขึ้นทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่ไปทำบ้านปลาปล่อยลงทะเลเพื่อเป็นที่ให้ปลาได้วางไข่ ปีนี้ได้มีการปล่อยปะการังเทียมที่มีรูปทรงคล้ายปะการังจริงอีกด้วย แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าปะการังเทียมมาจากไหน มีประโยชน์เช่นไร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เรารวบรวมคำตอบมาให้ตรงนี้


แน่นอนว่าท้องทะเลไทยมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติระดับ โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผลที่ตามก็หนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ
ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing (อ่านเรื่อง SEIKO Save the Ocean 2022 ที่ https://hommesthailand.com/2022/03/seiko-save-the-ocean-2022/)

ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัย พร้อมช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน
ย้อนไปถึงการเริ่มต้นโครงการการทำปะการังเทียมหรือนวัตปะการังเกิดจากความร่วมมือของเอสซีจี โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือในการพัฒนาวัสดุ Advanced Materials ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing สำหรับเป็นฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังและการปลูกปะการังธรรมชาติ สร้างต้นแบบปะการังเทียมรุ่นใหม่ที่มีความเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้เศษคอนกรีตรีไซเคิลเป็นส่วนผสมทดแทนหินปูนถึง 40%
ก่อนหน้านี้จะมีการพัฒนา ‘ปะการังเทียม’ แต่เทคโนโลยีที่ผ่านมาไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากยังมีจุดด้อยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ไม่คงทน ถูกพัดไปกับกระแสน้ำ จมลงในทราย ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้เวลาเข้ากับธรรมชาตินานเกือบ 10 ปี


นวัตปะการังนี้ไม่ใช่เพียงแต่มีประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ท้องทะเลไทย แต่จะช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงหากมีการจัดพื้นที่และส่งเสริมการท่องเที่ยวในการดำน้ำชมปะการังที่มีความสวยงามเสมือนจริง สร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพประมงที่ได้มีการพึ่งพาปะการังหรือปะการังเทียม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถทำการประมงได้ในปริมาณที่มาก ส่งผลให้เกิดรายได้ในชุมชน
ก่อนนั้นปะการังเทียมที่ทำในยุคก่อนฐานเป็นซีเมนต์ ทำโดยเทคนิคใช้การก่อสร้างปกติ รูปแบบที่ทำได้เป็นสี่เหลี่ยมหรือรูปโดม ถือเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยียุคนั้น แต่ ‘นวัตปะการัง’ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นผิวมีความซับซ้อน มีร่มเงามีซอกหลืบให้ปลาว่ายน้ำได้ ซึ่ง 3D Printing ตอบโจทย์โครงสร้างนี้ และเป็นสิ่งพิสูจน์ว่านวัตกรรมมีส่วนสำคัญ


‘นวัตปะการัง’ ยังสามารถพัฒนาไปในด้านระบบนิเวศทางทะเลแบบ ‘สวนสาธารณะปะการัง’ (Coral Park) เป็นศูนย์ข้อมูลด้านปะการังในรูปแบบ Smart Station สามารถติดกล้องและเครื่องวัดแสง เครื่องวัดอุณหภูมิ สามารถต่อยอดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสำหรับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารทะเลเพราะสามารถควบคุมระบบนิเวศน์เองได้
จากข้อมูลเอกสารของ SCG ปี 2020 นวัตปะการังหนึ่งชิ้นจะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 6 รูป มูลค่าประมาณ 15,000 บาทต่อชิ้น สามารถปรับแต่งรูปแบบ และลักษณะทางโครงสร้าง รวมทั้งความซับซ้อนของช่องว่าง แสง และเงาให้เข้ากับสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่การติดตั้ง มีน้ำหนักเบาทำให้ขนย้ายได้ง่าย ถอดประกอบได้เป็นการลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายทางการขนส่ง และแรงงานในการติดตั้ง ที่สำคัญเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ใต้น้ำได้นานหลายสิบปี


ความยากในการพัฒนาปะการังเทียมคือต้องไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำและไม่จมไปกับผืนทราย เนื่องจากสิ่งที่กำลังจะเข้าไปคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
‘นวัตปะการัง’จึงเป็นที่เพาะพันธุ์ปะการังที่ต่อยอดจากธรรมชาติที่หักไป เป็นหลุมเป็นที่ฝังปะการังไปให้โตเร็วขึ้นด้วย ทั้งการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต เกิดการสร้างปะการังใหม่และระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ต้องสามารถมาใช้ชีวิตเสมือนว่าเป็นปะการังจริงๆ นวัตปะการังยังแก้ปัญหานักดำน้ำหน้าใหม่เตะปะการังได้อีกด้วย เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวสัมผัสหรือเตะจะไม่ทำให้นวัตปะการังเสียหาย


โดยการทดลองนำนวัตปะการังไปวางใต้ท้องทะเลในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2020 ในพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่เกาะสีชัง เกาะขาม เกาะล้าน เกาะยอ ฯลฯ เพียงแค่สี่เดือนก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัย ทั้งปลานกแก้ว ดอกไม้ทะเล รวมไปถึงปลาการ์ตูน นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังยังเป็นแหล่งเกาะตัวของปะการัง ทำให้เกิดการรวมตัวกันมากขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ
จะเห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนสำคัญไม่จำเป็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องใช้วิถีธรรมชาติหรือใช้เวลาเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นคืนเพียงอย่างเดียว เราใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไปช่วยธรรมชาติได้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างรัดกุมถึงผลกระทบต่างๆ


ท้องทะเลไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจะด้วยการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรุกล้ำธรรมชาติอย่างมากเกินไป แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันข้างหน้าเราก็ต้องเปิดรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ที่ต้องการมาชมความสวยงามของท้องทะเลบ้านเรา แต่บทเรียนหนึ่งจากช่วงวิกฤติโควิด 19 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเวลาที่ท้องทะเลและธรรมชาติได้พักฟื้นอย่างแท้จริง ในอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราได้เตรียมช่วงพักให้กับธรรมชาติบ้างหรือไม่ และควรที่จะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจังและเข้มข้นเสียที

Seiko Save The Ocean 2022

กลับมาอีกครั้งกับ Seiko “Save The Ocean” ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ 5 อย่างเป็นทางการที่ไซโกได้ร่วมสนับสนุน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex มาจัดทำโครงการดีๆ นี้ในทุกๆปี โดยโครงการ “Save The Ocean” ได้จัดทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยหน้านี้ในแถบ หมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต, เกาะกระดาน จังหวัดตรัง และ บริเวณอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ มาปีนี้เรามาที่ภูเก็ตและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่


นำทีมโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ นาฬิกาไซโก , มิสเตอร์ฮิโรยูคิ อะกาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) พร้อมด้วยเจ้าที่และผู้บริหาร คุณวิเชษฐ์ ชูเชื้อ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) และ มีแขกพิเศษคือ ศิลปินแม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ที่วันนี้ไม่ได้มาชวนเดินเข้าป่าแต่ชวนมาอนุรักษ์ท้องทะเลกัน รวมถึงสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ที่ร่วมสำรวจพื้นที่ สร้างและปล่อยปะการังเทียมลงสู่ท้องทะเล
เมื่อเราเดินทางไปถึงจังหวัดภูเก็ตซึ่งตรงกับมื้อกลางวัน ไซโกไม่ยอมให้เราหิวโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Good Forest ส่วนตัวขอแนะนำเลยว่าใครมาภูเก็ตต้องแวะร้านนี้ อาหารอร่อยรสเข้มข้น(ไม่เผ็ด)เพราะใช้เครื่องแกงของชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใส่เครื่องเทศแต่ไม่มีกลิ่นฉุนรสเข้มถึงใจไม่เน้นเผ็ด แน่นอนว่าเราติดใจกับขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นเสิร์ฟมากับโรตีมันฝรั่ง ไข่เจียวปูก็ล้ำ ต้องไม่พลาดจานนี้ แต่ชอบที่สุดก็คือห่อหมก ไม่ได้กินรสนี้นานแล้วต่างจากห่อหมกภาคกลางอย่างโดดเด่น และที่บอกว่าต้องเผื่อท้องไว้ก็คือขนมหวานในแนวขนมอบต่างๆ ร้านที่กรุงเทพฯ หลายๆ ร้านอาจจะต้องหลบให้เพราะอร่อยหอมมันไม่หวานจัด มาช่วงนี้ก็ต้องทาร์ตมะยงชิด พลาดไม่ได้จริงๆ
จากนั้นเราก็เข้าที่พักที่ Foto Hotel Phuket ที่สวยทั้งตัวสถาปัตยกรรมและพักผ่อนสบายด้วยเตียงที่นอนหลับลึก และตื่นมาอีกทีกับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แม้ที่นี่จะไม่มีหาดส่วนตัวแต่การออกแบบให้มีสระว่ายน้ำแทรกอยู่ในตัวสถาปัตยกรรม และหาดทรายเล็กๆที่สร้างขึ้นมาริมทะเลก็ถือว่าไม่ทำให้เสียความตั้งใจจะมานอนอาบแดดหรือลงว่ายน้ำ เพราะมีสระว่ายน้ำแทบจะทุกมุมของโรงแรม แถมสถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่าภูเก็ต

ในปีนี้ ไซโก รวมถึงคณะสื่อมวลชน, เหล่าคนรักนาฬิกาไซโก และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ได้กลับมาทำโครงการบ้านปลาเพื่ออนุบาลสัตว์ทะเล ให้กับชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก ที่บริเวณอ่าวซันไรส์ จังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวบ้าน และยังจัดทำแนวปะการังเทียมระยะทางกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปหย่อนลงบริเวณอ่าวเปลว ในแถบหมู่เกาะพีพี เพื่อหวังให้เกิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลรวมถึงเป็นที่ยึดเกาะของปะการังจริงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับท้องทะเลในระยะยาว โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่าง บริษัท SCG จำกัด มหาชน ที่ร่วมสนับสนุนปะการังเทียมที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มเติมให้กับโครงการ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทธยาน หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อีกด้วย

ชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก แถบหมู่เกาะสิเหร่ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยทางไซโก ได้ร่วมสนับสนุนชุมชน ในการสร้างบ้านปลา เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กในบริเวณอ่าวซันไรส์ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเพื่อประกอบอาชีพ จำนวนกว่า 10 หลัง เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการสร้างอาชีพ โดยมีชาวบ้านและคณะ มาร่วมแสดงศิลปะพื้นเมืองของภาคใต้อย่าง “รองเง็ง” ในวันแถลงข่าวและร่วมกันทำบ้านปลาอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละหลงลืม และเผลอทำร้ายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งจากชุมชนหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ทำให้ในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายหน่วยงานที่เดินหน้าในการทำโครงการอนุรักษ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและคืนความสวยงามให้กับท้องทะเลอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Seiko ของเราที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ก้าวออกมาจัดทำโครงการเล็กๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะฟื้นฟูท้องทะเลไทย โดยมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ Seiko “Save The Ocean” เพื่อทำกิจกรรมคืนความสวยงามสู่ท้องทะเลจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ความจริงจังและวิธีการที่เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามของสถานนั้นนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคงหนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ โดยครั้งนี้ ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทธยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ปะการังเทียม 3D Printing
ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้ มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยมี calaium carbonate (แคลเซียม คอร์บอเนต)ที่เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนปะการังใช้ดักจับจากน้ำทะเลในธรรมชาติเพื่อเอามาสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่แล้ว โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้ เหมาะให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัยและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนากว่า

ทางบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Seiko save the ocean จะเป็นโครงการเล็กๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและท้องทะเลต่อไป