Posts

เปิดตัว Seiko Brand Friend กับนักแสดงมาดเท่ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และแคมเปญใหม่ล่าสุดของ Seiko Prospex Zimbe

SEIKO Thailand จัดงานเปิดตัวแคมเปญใหม่ของ SEIKO PROSPEX ZIMBE  นาฬิกาซีรีย์ยอดนิยม พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่  Zimbe 16 และ Zimbe 17 และกลับมาพร้อม Seiko Brand Friend คนแรกของปี 2022 อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม อย่างเป็นทางการ  โดยงานจัดขึ้นในค่ำวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ณ Sea Life Bangkok Ocean World สยามพารากอน โดย อากิระ ซากาอิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทยร่วมกล่าวเปิดงานพร้อมถือโอกาสนี้ในการขอบคุณแฟนไซโกที่ให้การสนับสนุนอย่างเสมอมาและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของทะเลประเทศไทยให้สวยงามขึ้นในทุกๆปีจากรายได้ส่วนหนึ่งของการจำหน่ายนาฬิการุ่น Prospex Zimbe และนาฬิกาดำน้ำรุ่นอื่นๆจากไซโกที่ได้นำไปจัดทำโครงการ Seiko Save The Ocean เพื่อดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 5 ปี

“ไซโกต้องการที่จะปลุกจิตวิญญาณของจิมเบขึ้นมาอีกครั้งจึงได้เปิดตัวนาฬิกาทั้งสองรุ่นอย่าง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 และ 17 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลามวาฬอย่างแท้จริง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 นั้นมาในรูปแบบของ Baby Tuna ที่ตัวเรือนนั้นมีโครงสร้างของขอบตัวเรือนอีกชั้นหนึ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพความแข็งแรงทนทานและรองรับการดำน้ำเช่นเดียวกับผิวหนังของฉลามวาฬที่จะมีความหนา และมีเกล็ดเล็กๆเสมือนเกราะป้องกัน ส่วน SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 17 นั้นมาในรูปแบบ King Samurai ที่มีขอบตัวเรือนสีน้ำเงินเข้ม เปรียบเสมือนน้ำทะเลในช่วงกลางคืนที่ฉลามวาฬนั้นได้แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล” วรรฑนี วาทนากรณ์ (ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์การตลาดแห่งไซโก)กล่าว

Seiko Prospex Zimbe รุ่น 16 วางจำหน่ายพร้อมกัน 15 กันยายนนี้ ทั่วประเทศ และนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe รุ่น 17 เริ่มวางจำหน่ายแบบ Exclusive ในวันที่ 28 กันยายน นี้ ที่แรกในงาน Central International watch fair 2022 ที่เซ็นทรัลชิดลม และพร้อมจำหน่ายทั่วประเทศ  12 ตุลาคม โดยทั้ง 2 รุ่นจัดจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 1,000 เรือนเท่านั้นเฉพาะประเทศไทย

รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition จะถูกนำไปต่อยอด โครงการ Seiko save the ocean เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย

สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของไซโกได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

Website: https://www.seikowatches.com/th-th/products

FB: Seiko Club by Seiko Thailand

IG: Seiko_Thailand

Line: @Seiko_Thailand

YouTube: Seiko Club by Seiko Thailand

Twitter : @Seiko_Thailand

rhunrun เรียบเรียง

Seiko Prospex : The heart of Explorer.

ท้องทะเล ภูเขาน้ำแข็งและบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งของนาฬิกาดำน้ำ 3 รุ่นใหม่จาก Seiko Prospex (ไซโก พรอสเป็กซ์) ที่จะพาคุณย้อนกลับสู่ประวัติศาสตร์แห่งความท้าทายบนดินแดนแห่งขั้วโลก ชื่อเสียงของนาฬิกาดำน้ำประวัติศาสตร์จากไซโกในแง่ของความทนทานและความไว้วางใจในการใช้งานนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 เมื่อได้รับเลือกโดยนักผจญภัยและนักวิจัยที่มีภารกิจในการสำรวจขั้วโลกเหนือและใต้

โดยครั้งนี้ Seiko ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลคชั่นนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยงามและทันสมัยจากนาฬิการุ่นดังในอดีตทั้ง 3 รุ่นของไซโกอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธารน้ำแข็งที่นักบุกเบิกเหล่านี้ได้พบเห็นและเป็นธารน้ำแข็งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นรูปทรงจนเป็นทิวทัศน์ทางบกและทางทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจจากทวีปอาร์กติก และแอนตาร์กติกา สำหรับหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนจะมีเฉดสีที่แตกต่างกันออกไปของธารน้ำแข็งโดยเริ่มจากสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีขาว

พลังและความสวยงามของธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกถูกจำลองและนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านทางลวดลายที่อยู่บนหน้าปัดซึ่งมีสีน้ำเงิน โดยนาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่เปิดตัวในปี 1965 และได้รับการพิสูจน์จากคนทั่วโลกถึงความทนทานเมื่อถูกใช้งานโดยสมาชิกของนักสำรวจขั้วโลกใต้ของญี่ปุ่น (Japanese Antarctic Research Expedition) ในช่วงระหว่างปี 1966-1969

หน้าปัดสีฟ้าอ่อนและขอบตัวเรือนที่มาพร้อมกับสีน้ำเงินที่มีโทนเข้มกว่า ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นบนตัวเรือนนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยและทันสมัยโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำที่เปิดตัวในปี 1968 ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่มีความสามารถในการกันน้ำ 300 เมตร พร้อมกลไกที่มีความถี่ในระดับ 10 ครั้งต่อวินาที

หน้าปัดสีขาวได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิการุ่นพิเศษที่มีรูปทรงอันโดดเด่นและเป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์โดยได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาสุดคลาสสิคในปี 1970 ซึ่งได้รับการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและทนทานจากการถูกสวมใส่โดยนักผจญภัยชาวญี่ปุ่นอย่าง Naomi Uemura (นาโอมิ อุเอมูระ) ในระหว่างปี 1974-1976 ผู้เดินทางเป็นระยะทางถึง 12,500 กิโลเมตร ด้วยการใช้เพียงสุนัขลากเลื่อนเพื่อข้ามทวีปจากกรีนแลนด์ไปยังอลาสก้า

นาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มีความทนทานและมั่นใจได้อย่าง 6R35 ซึ่งมีพลังงานสำรองมากถึง 70 ชั่วโมง และยังมีความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มาพร้อมกับสายสตีลที่มีบานพับที่มีระบบล็อกอย่างแน่นหนาและมีข้อต่อขยายเพื่อรองรับกับการสวมใส่ทับลงบนชุดดำน้ำ ตัวเรือนได้รับการเคลือบแข็งแบบ Super-Hard Coating และตัวกระจกเป็นแบบแซฟไฟร์ที่มีการเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน เพื่อให้ความมั่นใจว่าคุณจะสามารถมองเห็นรายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจนและคมชัดไม่ว่าจะมองจากในมุมใดของนาฬิกาเมื่อคาดอยู่บนข้อมือ และบนหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับบนชุดเข็มจะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ซึ่งจะส่องสว่างในระดับสูงสุดเมื่ออยู่ในที่มืดหรือที่แสงน้อย

นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นนี้จะถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในคอลเลคชั่น Prospex Save the Ocean (พรอสเป็กซ์ เซฟ ดิ โอเชี่ยน) ของไซโก โดยแคมเปญนี้จะนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการจำหน่ายนาฬิกาเข้ามาสนับสนุนการทำงานขององค์กรการกุศลที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำที่ทางไซโกได้คัดเลือก

สำหรับนาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้จะวางจำหน่าย ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2565 ที่บูติกของไซโกและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลกที่ได้รับการคัดเลือก
สำหรับรายละเอียดของโครงงาน Save the ocean สามารถคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/keepgoingforward/savetheocean/

Seiko Save The Ocean 2022

กลับมาอีกครั้งกับ Seiko “Save The Ocean” ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ 5 อย่างเป็นทางการที่ไซโกได้ร่วมสนับสนุน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex มาจัดทำโครงการดีๆ นี้ในทุกๆปี โดยโครงการ “Save The Ocean” ได้จัดทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยหน้านี้ในแถบ หมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต, เกาะกระดาน จังหวัดตรัง และ บริเวณอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ มาปีนี้เรามาที่ภูเก็ตและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่


นำทีมโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ นาฬิกาไซโก , มิสเตอร์ฮิโรยูคิ อะกาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) พร้อมด้วยเจ้าที่และผู้บริหาร คุณวิเชษฐ์ ชูเชื้อ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) และ มีแขกพิเศษคือ ศิลปินแม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ที่วันนี้ไม่ได้มาชวนเดินเข้าป่าแต่ชวนมาอนุรักษ์ท้องทะเลกัน รวมถึงสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ที่ร่วมสำรวจพื้นที่ สร้างและปล่อยปะการังเทียมลงสู่ท้องทะเล
เมื่อเราเดินทางไปถึงจังหวัดภูเก็ตซึ่งตรงกับมื้อกลางวัน ไซโกไม่ยอมให้เราหิวโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Good Forest ส่วนตัวขอแนะนำเลยว่าใครมาภูเก็ตต้องแวะร้านนี้ อาหารอร่อยรสเข้มข้น(ไม่เผ็ด)เพราะใช้เครื่องแกงของชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใส่เครื่องเทศแต่ไม่มีกลิ่นฉุนรสเข้มถึงใจไม่เน้นเผ็ด แน่นอนว่าเราติดใจกับขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นเสิร์ฟมากับโรตีมันฝรั่ง ไข่เจียวปูก็ล้ำ ต้องไม่พลาดจานนี้ แต่ชอบที่สุดก็คือห่อหมก ไม่ได้กินรสนี้นานแล้วต่างจากห่อหมกภาคกลางอย่างโดดเด่น และที่บอกว่าต้องเผื่อท้องไว้ก็คือขนมหวานในแนวขนมอบต่างๆ ร้านที่กรุงเทพฯ หลายๆ ร้านอาจจะต้องหลบให้เพราะอร่อยหอมมันไม่หวานจัด มาช่วงนี้ก็ต้องทาร์ตมะยงชิด พลาดไม่ได้จริงๆ
จากนั้นเราก็เข้าที่พักที่ Foto Hotel Phuket ที่สวยทั้งตัวสถาปัตยกรรมและพักผ่อนสบายด้วยเตียงที่นอนหลับลึก และตื่นมาอีกทีกับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แม้ที่นี่จะไม่มีหาดส่วนตัวแต่การออกแบบให้มีสระว่ายน้ำแทรกอยู่ในตัวสถาปัตยกรรม และหาดทรายเล็กๆที่สร้างขึ้นมาริมทะเลก็ถือว่าไม่ทำให้เสียความตั้งใจจะมานอนอาบแดดหรือลงว่ายน้ำ เพราะมีสระว่ายน้ำแทบจะทุกมุมของโรงแรม แถมสถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่าภูเก็ต

ในปีนี้ ไซโก รวมถึงคณะสื่อมวลชน, เหล่าคนรักนาฬิกาไซโก และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ได้กลับมาทำโครงการบ้านปลาเพื่ออนุบาลสัตว์ทะเล ให้กับชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก ที่บริเวณอ่าวซันไรส์ จังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวบ้าน และยังจัดทำแนวปะการังเทียมระยะทางกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปหย่อนลงบริเวณอ่าวเปลว ในแถบหมู่เกาะพีพี เพื่อหวังให้เกิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลรวมถึงเป็นที่ยึดเกาะของปะการังจริงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับท้องทะเลในระยะยาว โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่าง บริษัท SCG จำกัด มหาชน ที่ร่วมสนับสนุนปะการังเทียมที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มเติมให้กับโครงการ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทธยาน หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อีกด้วย

ชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก แถบหมู่เกาะสิเหร่ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยทางไซโก ได้ร่วมสนับสนุนชุมชน ในการสร้างบ้านปลา เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กในบริเวณอ่าวซันไรส์ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเพื่อประกอบอาชีพ จำนวนกว่า 10 หลัง เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการสร้างอาชีพ โดยมีชาวบ้านและคณะ มาร่วมแสดงศิลปะพื้นเมืองของภาคใต้อย่าง “รองเง็ง” ในวันแถลงข่าวและร่วมกันทำบ้านปลาอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละหลงลืม และเผลอทำร้ายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งจากชุมชนหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ทำให้ในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายหน่วยงานที่เดินหน้าในการทำโครงการอนุรักษ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและคืนความสวยงามให้กับท้องทะเลอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Seiko ของเราที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ก้าวออกมาจัดทำโครงการเล็กๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะฟื้นฟูท้องทะเลไทย โดยมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ Seiko “Save The Ocean” เพื่อทำกิจกรรมคืนความสวยงามสู่ท้องทะเลจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ความจริงจังและวิธีการที่เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามของสถานนั้นนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคงหนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ โดยครั้งนี้ ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทธยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ปะการังเทียม 3D Printing
ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้ มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยมี calaium carbonate (แคลเซียม คอร์บอเนต)ที่เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนปะการังใช้ดักจับจากน้ำทะเลในธรรมชาติเพื่อเอามาสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่แล้ว โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้ เหมาะให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัยและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนากว่า

ทางบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Seiko save the ocean จะเป็นโครงการเล็กๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและท้องทะเลต่อไป

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ

Seiko Save The Ocean Project #4

โครงการเพื่อคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมจากบริษัทไซโก (ประเทศไทย) ที่กลับมาอีกครั้งในปี 2021 โดยไซโก ได้ร่วมกับเหล่าพันธมิตร อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) จังหวัดกระบี่, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล กลุ่มแฟนพันธ์แท้ไซโก สื่อมวลชน และชุมชนชาวท่าเลน จังหวัดกระบี่ เพื่อคืนความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเล


โดยโครงการ Seiko Save The Ocean นี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และโครงการนี้เริ่มต้นมาจากแนวคิดที่แบรนด์ไซโกเอง ได้นำเอาแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำหลากหลายรุ่นมาจากท้องทะเล รวมถึงรุ่นสำคัญที่ผลิตเฉพาะในประเทศไทย อย่าง “พรอสเปกซ์ จิมเบ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ฉลามวาฬ” เพื่อวางจำหน่ายจนโด่งดังไปทั่วโลก ทางบริษัทฯ จึงมีความตั้งใจที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา ไซโก จิมเบ และ นาฬิกา ไซโก เซฟ ดิ โอเชียน มาทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์กลับไปยังท้องทะเลไทย ซึ่งในครั้งนี้ได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ไซโก แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด มาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย


โดยกิจกรรมหลักคือร่วมกันสร้างบ้านปลาจากวัสดุธรรมชาติ ณ The Tubkkak Boutique resort ทำไมปลาต้องมีบ้าน บ้านปลาคือภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ช่วยหาแหล่งอนุบาลให้กับปลาตั้งแต่วางไข่ ลูกปลาเล็กๆ จะได้มีที่หลบภัย บางคนอาจจะสงสัยว่าธรรมชาติของปลาจำเป็นต้องมีบ้านหรือ ปลามีบ้านโดยธรรมชาติอยู่แล้วนั่นก็คือแนวปะการัง แต่ทุกวันนี้แนวปะการังถูกทำลาย ชาวประมงท้องถิ่นจึงต้องกาแหล่งอนุบาลปลาในธรรมชาติที่พวกเขาสร้างให้ปลาได้ นั่นก็คือบ้านปลาที่ทำจากโครงสร้างไม้เป็นรูปสามเหลี่ยม มุงด้วยใบมะพร้าวที่มัดให้ติดกับโครงบ้านปลา โดยทางมะพร้าวนี้เมื่อทิ้งไว้ในน้ำทะเลก็จะเป็นแหล่งพักของลูกปลาเล็กๆ ที่เพิ่งออกจากไข่ เมื่อเวลาผ่านไปทางมะพร้าวก็ย่อยสลายกลายเป็นอาหารปลาด้วย สำหรับบ้านปลานี้เมื่อทางมะพร้าวย่อยสลายไปแล้วสามารถนำเอาโครงไม้มาผูกกับทางมะพร้าวใหม่แล้วปล่อยลงทะเลอีกครั้ง


กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งท้องทะเลและชุมชน นำโดยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทย นายฮิโรยูกิ อาคาชิ และเหล่าพันธมิตร ชาวบ้านชุมชนท่าเลนที่ร่วมกันสร้างบ้านปลาและสัตว์ทะเลที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติอย่างไม้และทางมะพร้าวเพื่อนำไปหย่อนกลางทะเลบริเวณอ่าวท่าเลนให้เป็นแหล่งอนุบาลปลาและสัตว์ทะเลให้ชุมชน ณ โรงแรมเดอะทับแขก บูทีค รีสอร์ท โดยกิจกรรมร่วมกันสร้างบ้านสัตว์น้ำในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มและขยายพันธ์สัตว์น้ำและให้ชุมชนมีแหล่งอาหารเพื่อนำมาเป็นรายได้แก่ครอบครัวต่อไป


นอกจากนี้ ยังรวมตัวกันพายเรือคายัคเพื่อเข้าไปในพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณท่าเลน แคนย่อนเพื่อร่วมกันปล่อยปูดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่คืนสู่ธรรมชาติเพื่อขยายพันธ์กว่า 1,000 ตัว โดยมีเป้าหมายถึงจะฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของท้องทะเลบริเวณป่าชายเลนให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

#Seiko #SeikoThailnd #SeikoProspex #SeikoSaveTheOcean2021 #CSR