Posts

พาไปชมชิ้นงาน High Jewerly สุดประณีตสำหรับสุภาพบุรุษจากคอลเล็กชั่นฤดูหนาวล่าสุดของ Dior ฝีมือการออกแบบของ วิคทัวร์ เดอ คาสเทลลาน และ คิม โจนส์

กำไลข้อมือ ชิ้นงานจิวเวลรี่ชั้นสูง จากการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างวิคทัวร์ เดอ คาสเทลลาน (Victoire de Castellane) และ คิม โจนส์ (Kim Jones)

คิม โจนส์ และวิคทัวร์ เดอคาสเทลลาน ร่วมกันสานต่อบทสนทนาแห่งการสร้างสรรค์ผ่านการเนรมิตชิ้นงานจิวเวลรี่ชั้นสูงขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับสุภาพบุรุษของดิออร์คอลเลคชั่นฤดูหนาว ซึ่งเป็นการอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ของแฟชั่นเฮ้าส์คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) และผู้ก่อตั้ง ชิ้นงานกำไลข้อมือเปล่งประกายด้วยทองขาวและเพชรที่ประกอบกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตอันสง่างามที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แห่งอาร์ต เดคโค (Art Deco)

ตรงกลางของชิ้นงานปรากฏตัวอักษรย่อ “CD” ที่รังสรรค์จากมรกตสองเม็ดอันเลอค่าและเจิดจรัสไปพร้อมกับสีสันอันน่าประทับใจ กล่าวได้ว่านี่คือบทกวีแห่งความประณีตและความล้ำเลิศของฝีมือช่าง

เรียบเรียง rhunrun

Hermès Opens Its 19Th Leather Workshop In Saint-Vincent-De-Paul (Gironde)

HERMÈS เปิดเวิร์คชอปเครื่องหนังแห่งที่ 19 ใน SAINT-VINCENT-DE-PAUL (GIRONDE) ทำให้เกิดการสร้างงาน 260 ตำแหน่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายในการผลิตระดับภูมิภาคในฝรั่งเศส นี่คือโครงการสำหรับช่างฝีมือระดับภูมิภาคที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ.1837 Hermès ยังคงมุ่งแสวงหาวิธีการดำรงรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของการสร้างงานหัตถศิลป์ในด้านวิธีการผลิต อันเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน ทนทาน ความคิดสร้างสรรค์ ความคล่องตัว และนวัตกรรม


Maroquinerie de Guyenne สถานที่ผลิตแห่งแรกในเขต Gironde ของ Hermès ยังคงสืบสานมรดกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมทางงานฝีมือชั้นเลิศ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งการสืบสานองค์ความรู้อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Hermès ช่างฝีมือหนึ่งในสามจากเวิร์คชอปแห่งอื่นๆ จะมาประจำการที่เวิร์คชอปแห่งใหม่นี้ เพื่อช่วยเหลือดูแลด้านการฝึกฝนและแนะนำแนวทางต่างๆ ให้กับช่างฝีมือฝึกหัด เวิร์คชอปเครื่องหนังแห่งใหม่ของ Hermès ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเจตนารมณ์ที่จะสร้างงานที่มีประสิทธิภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การฝึกฝนช่างฝีมือให้มีทักษะความชำนาญเป็นเลิศ
Hermès เชื่อมั่นในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อการร่วมงานกับพันธมิตรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน มีการวางกลยุทธ์ในการสรรหาบุคลากรและการฝึกฝน ร่วมกับหน่วยงานด้านการหางานของฝรั่งเศส Pôle Emploi หน่วยงานด้านการศึกษา Greta education service และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา Charles Péguy ซึ่งตั้งอยู่ใน Eysines การเรียนรู้ด้านงานหัตถศิลป์และการฝึกฝนฝีมือที่ได้รับการรับรองด้วยประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านเครื่องหนัง (CAP Maroquinerie) ความรู้ความสามารถรอบด้านผสานด้วยทักษะความชำนาญที่ช่างฝีมือจะได้รับ เป็นเครื่องการันตีถึงการสร้างอาชีพที่มีคุณภาพและยั่งยืน นอกจากนี้ภายในสถานที่ผลิต ยังให้ความสำคัญกับทักษะของแผนกตัดผืนหนัง และการประกอบ เพื่อพัฒนาส่งเสริมทักษะความชำนาญจากองค์ความรู้ทั้งสองด้านให้กับช่างฝีมือ

ยึดมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
เวิร์คชอป Maroquinerie de Guyenne ออกแบบโดย Patrick Arotcharen สถาปนิกจากเมือง Bayonne โดยผลงานออกแบบส่วนมากได้รับแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ และสถาปัตยกรรม ซึ่งเวิร์คชอปแห่งนี้เป็นอาคารที่มีความยาว 140 เมตร โครงสร้างหลักทำจากไม้และคอนกรีต ออกแบบโดยเน้นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Hermès ใน “การรังสรรค์สิ่งงดงามภายในสถานที่ที่สวยงาม” เวิร์คชอปทั้ง 8 เป็นสถานที่ทำงานของช่างฝีมือ ล้วนเปิดรับแสงสว่างตามธรรมชาติจากทิศเหนือ ซึ่งถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับท่าทางและเอื้อต่อการปฏิบัติงานของช่างฝีมือได้อย่างแม่นยำ
นอกเหนือจากการทุ่มเทให้กับการพัฒนาชุมชนระดับภูมิภาคแล้ว Hermès ยังสนับสนุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาพื้นที่เก็บของเก่าขนาด 5.6 เฮกตาร์ (35 ไร่) ด้วยการปลูกต้นไม้กว่า 100 ต้น สร้างความเขียวขจีให้กับพื้นที่ทั้งยังมอบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรให้พนักงานของ Hermès ได้ทำงานอย่างมีความสุข เพื่อการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ จึงมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 2,250 ตารางเมตร ที่ให้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และเลือกใช้หลอดไฟ LED นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบการกักเก็บน้ำฝน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขาภิบาลและเพื่อดูแลพื้นที่สีเขียว
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 Hermès ได้เปิดเวิร์คชอปเครื่องหนังในฝรั่งเศสจำนวน 9 แห่ง ส่งเสริมการจ้างงานให้กับช่างฝีมือในการผลิตเครื่องหนังและอานม้ามากกว่า 4,000 คน มีแผนงานที่จะเปิดเวิร์คชอปเครื่องหนัง 3 แห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ Louviers (Eure), Tournes (Ardennes) และ Riom (Puy-de Dôme) ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการสร้าง รวมถึงคัดสรรบุคลากรและฝึกฝนช่างฝีมือต่อไป

CODE 11.59 BY AUDEMARS PIGUET

หลากแง่มุมการสร้างสรรค์ที่งดงามของ AUDEMARS PIGUET ดังสถาปัตยกรรมภายใต้การบรรจบกันของขนบที่สืบสานและนวัตกรรมยุคใหม่

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” ที่เปิดตัวในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอส่วนประกอบที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามทว่าสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่มุมความสวยงามและความสลับซับซ้อนของงานสร้างสรรค์เชิงเทคนิค ภายใต้รายละเอียดสุดพิถีพิถันที่ซ่อนไว้ด้วยหลากมุมมองของเส้นสายที่โค้งเว้าดั่งงานสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนและอีกระดับที่เหนือกว่าของความเชี่ยวชาญในการทำงานด้วยมือ ทั้งหมดนี้นำไปสู่รายละเอียดอันซับซ้อนน่าค้นหาเกินกว่าจะบรรยายออกมาแค่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น

ไมเคิล ฟรีดแมน (Michael Friedman) ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพลิเคชัน (Head of Complications) แห่งโอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายไว้ว่าคอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” นั้นเปรียบเหมือนการมอบผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าให้กับช่างขัดนาฬิกา แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่”

รายละเอียดของการทำงานด้วยความเชี่ยวชาญเชิงช่าง (Savoir-Faire) ในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนของคอลเลกชั่นนี้ เกิดขึ้นจากการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าผสานเข้ากับขนบธรรมเนียมในการทำงานที่สืบสานต่อมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของความซับซ้อนบนเส้นสายเรขาคณิต

คอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet นั้นได้รับการออกแบบมาในแนวทางที่ไม่ต่างกับการสร้างงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ซึ่งเลือกผนวกส่วนกลางของตัวเรือน (Middle Case) ทรงแปดเหลี่ยมเข้ากับขอบตัวเรือน (Bezel) ทรงกลมที่บางเป็นพิเศษ และขานาฬิกา (Lug) ทรงโค้งที่ดูล้ำสมัย หลากหลายเหลี่ยมมุมของตัวเรือนและความโค้งมนที่ตอบรับกับสรีระของผู้สวมใส่ช่วยให้ทั้งคอนเซ็ปต์การสร้างสรรค์ กระบวนการผลิต และการตกแต่งทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเต็มเปี่ยมด้วยความละเอียดอ่อนอย่างถึงที่สุด การใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อน การเลือกใช้เครื่องมือที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน รวมถึงความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษของช่างนาฬิกา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องประสานเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะในกระบวนการผลิต ทั้งด้วยการใช้เครื่องจักรและการประกอบเข้าด้วยกันของทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยมือ


ส่วนโค้งสองด้านที่โดดเด่นและร่วมสมัย

สัดส่วนเชิงเรขาคณิตของขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษได้รับการออกแบบให้รองรับรายละเอียดของกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่โอเดอมาร์ ปิเกต์รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคอลเลกชั่นนี้ ด้านในของกระจกมีรูปทรงโค้งเหมือนโดม ส่วนด้านนอกมาพร้อมส่วนโค้งจาก 6 นาฬิกาถึง 12 นาฬิกา กระจกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีรายละเอียดในมุมมองที่แตกต่าง และความสว่างกระจ่างชัด ช่วยมอบประสบการณ์ทางสายตาของการบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่เปี่ยมเอกลักษณ์และแสดงถึงการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันถึงขีดสุด

ขานาฬิการังสรรค์อย่างล้ำสมัยด้วยมือ

เพื่อเติมความโดดเด่นให้กับตัวเรือนที่ประกอบขึ้นดังงานสถาปัตยกรรมที่ซ่อนความงดงามหลากแง่มุมเอาไว้
โอเดอมาร์ ปิเกต์ตัดสินใจออกแบบให้แต่ละด้านของขานาฬิกามีช่องว่างแยกออกเหมือนฉลุให้เป็นช่องด้วยรูปทรงที่เป็นเส้นโค้ง โดยให้ขานาฬิกาเชื่อมต่อกับขอบตัวเรือนด้านบนและเว้นช่องให้มองเห็นส่วนกลางของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน ช่วยยกระดับความละเอียดอ่อนของการสร้างสรรค์ผลงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยส่วนบนของขาตัวเรือนจะถูกเชื่อมอยู่กับขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนล่างของขาตัวเรือนจะโน้มอย่างอ่อนช้อยอยู่ติดกับฝาด้านหลังในองศาที่ลงตัวพอดี

กระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบใหม่ที่ท้าทายการทำงานตามมาตรฐานที่เคยเป็นมาให้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับ เพื่อให้สามารถเชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่บางเป็นพิเศษได้ โดยขาตัวเรือนแต่ละด้านจะถูกเชื่อมเข้ากับขอบตัวเรือนด้วยขั้นตอนการเชื่อมด้วยมือ จากนั้นจะมีการนำไปทดสอบความทนทานด้วยเครื่องจักรชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นมาใช้กับนาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet โดยเฉพาะ

เมื่อปรับเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบตัวเรือนหลังถูกความร้อนที่ทำให้รูปทรงขยับไปเล็กน้อยจนพอดีแล้ว ช่างขัดนาฬิกาผู้ชำนาญจะค่อย ๆ ทำการขัดรอยต่อของการเชื่อมขาตัวเรือนกับขอบตัวเรือนให้ออกมาดูเรียบร้อยและงดงามที่สุด ซึ่งรายละเอียดของรอยเชื่อมต่อนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อการประกอบตัวเรือนนาฬิกาแล้วเสร็จ

ความพิถีพิถันถึงขีดสุดของการขัดเงาและการขัดแบบซาติน

ความท้าทายและความสลับซับซ้อนของการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet อยู่ตรงที่การสลับสับเปลี่ยนการขัดเงาและการขัดแบบซาตินบนพื้นผิวรอบ ๆ ตัวเรือน ซึ่งด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนนี้ การจะทำงานให้ออกมาเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานด้วยมือเท่านั้น

การผสมผสานเทคนิคของการขัดเงาและการขัดแบบซาตินถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งในการทำงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ และถึงแม้จะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางหลังการเปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak ในปี 1972 ทว่าเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือจำนวนมากใช้กันมาอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 20

ถึงแม้ว่าคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet จะยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีมาเดิมไว้ แต่โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้ยกระดับเทคนิคการทำงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะจากการสร้างสรรค์ตัวเรือนที่มีทั้งเหลี่ยมมุมและเส้นโค้ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทีมช่างนาฬิกาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ อันประกอบไปด้วยช่างผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านซึ่งแบ่งเป็น ช่างขัดนาฬิกา 6 คนและช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดแบบซาตินอีก 5 คน

การทำงานด้วยมืออย่างพิถีพิถันถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด

แต่ละองค์ประกอบของตัวเรือนได้รับการขัดเงาก่อนประกอบและขัดแบบซาตินหลังจากนำมาผ่านเครื่องจักรจากนั้นจึงนำมาตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เล็กที่สุดด้วยมือ ช่างผู้ทำหน้าที่ขัดจะค่อย ๆ ลบมุมของแต่ละชิ้นส่วนเพื่อเติมความเรียบลื่นและความมันเงาให้กับพื้นผิว ส่วนที่ยากในงานนี้คือการขัดเงาชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดโดยไม่ทำให้แต่ละชิ้นสูญเสียรูปทรงและความลงตัวเมื่อต้องไปจัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง การขัดเพื่อลบเหลี่ยมมุมของขาตัวเรือนทั้งด้านนอกและด้านใน รวมถึงด้านที่ติดกับฝาด้านหลังซึ่งเป็นองศาที่หลบอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นบทพิสูจน์ความซับซ้อนทั้งในเชิงสุนทรียะและเทคนิคการทำงานเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ น็อตบนขาตัวเรือนยังเผยให้เห็นรายละเอียดของมุมเฉียงที่ถูกขัดเงาในลักษณะที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รายละเอียดของการทำงานแม้ในส่วนประกอบที่เล็กที่สุดนี้เองคือบทพิสูจน์ความแม่นยำในการสร้างสรรค์ ทั้งนี้ แต่ละองค์ประกอบของนาฬิกายังได้รับการเก็บรายละเอียดในตอนท้ายด้วยเทคนิค traits-tirés ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยทั้งความคล่องแคล่ว ความอดทน และความแม่นยำในการวางตำแหน่ง

จากจุดเริ่มต้นสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ตัวเรือนของนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเหนือความคาดหมายด้วยรายละเอียดที่ดูเหมือนตรงข้ามกันทว่าสามารถนำมาผนวกรวมกันได้อย่างกลมกลืนจนออกมาเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีหลากหลายแง่มุมให้ค้นหาชิ้นนี้ ทั้งยังเป็นความลงตัวอย่างถึงที่สุดของการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สอดประสานไปกับความเชี่ยวชาญเชิงช่างที่ได้รับการสืบทอดต่อมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พบกับ CODE 11 .59 by Audemars Piguet ได้ที่เว็บไซต์ https://www.audemarspiguet.com/en/watch-collection/code1159byap/#!/welcome หรือโอเดอมาร์ ปิเกต์ บูติค ชั้น จี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5838