Posts

Design of Greenroom 2022

Greenroom คือห้องโถงของงานออสการ์พื้นท่ีสังสรรค์ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัลและผู้ประกาศ รางวัลจะมารวมตัวกันก่อนขึ้นสู่เวที Greenroom เป็นประสบการณ์อันชวนดื่มด่ำท่ี Rolex ได้พัฒนา รูปแบบการตกแต่งใหม่ในแต่ละปี โดยในปี 2022 นี้ เป็นการเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และ ศิลปะการทำนาฬิกา


แรงบันดาลใจสาหรับธีมในปีนี้ได้มาจากฮอลลีวูดและสตูดิโอหลัก ๆ ของฮอลลีวูด ผนังตกแต่งในสไตล์ อาร์ตเดโคจัดเรียงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนาฬิกา Rolex สู่กระเบื้องโมเสค เพื่อให้เกิดเป็นภาพเส้นขอบ ฟ้าของลอสแองเจลิสซึ่งเป็นบ้านของภาพยนตร์บทกวีที่สรรเสริญถึงความกล้าหาญแห่งการรังสรรค์เครื่องบอกเวลานี้ ใช้รูปแบบขององค์ประกอบการตกแต่ง ท่ีแสดงถึงสัญลักษณ์ของสถานท่ีสำคัญอันเป็นท่ีรู้จักจากโลกภาพยนตร์ เช่น ฮอลลีวูด, สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ Academy of Motion Picture Arts and Sciences และพิพิธภัณฑ์สถาบันภาพยนตร์ Academy Museum of Motion Pictures ตลอดจน ประดับประดาด้วยคุณลักษณะท่ีโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex อันได้แก่ หลักชั่วโมง เข็มและขอบหน้าปัดแบบร่องของนาฬิกา
ในการสร้างแบบจำลองสถานท่ีสาคัญเหล่านี้ ช่างฝีมือของ Rolex จากแผนกออกแบบ ได้แกะสลักและหุ้ม ด้วยแผ่นหนัง Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อ สารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าวว่า “ความเอาใจ ใส่อย่างพิถีพิถันในการผลิตนาฬิกา Rolex ความต้ังใจท่ีใส่เข้าไปในทุกอณูรายละเอียด ตลอดจนการ แสวงหาความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องของเราล้วนแสดงให้ประจักษ์ในห้อง Greenroom ท่ีสะท้อนความ ละเอียดอ่อน ความแม่นยำ และความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์”


การผสานรวมองค์ประกอบการตกแต่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นสิ่งท่ี Rolex ต้องการสื่อในแคมเปญล่าสุด ซึ่งเป็นการยกย่องงานศิลปะของผู้สร้างภาพยนตร์ ท้ังน้ี บทภาพยนตร์ของ The Path ซึ่งจะออกอากาศในพิธีมอบ รางวัลออสการ์ครั้งท่ี 94 จะเปิดแสดงอยู่ในห้อง Greenroom ด้วย ภาพยนตร์เรื่องน้ีถูกออกแบบให้เสมือนเป็นอุปลักษณ์หรือการเปรียบเปรยอันทรงพลังแห่งการเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และกระบวนการอัน สร้างสรรค์ผ่านภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นเส้นทางต่าง ๆ ท่ีบุคคลสามารถเลือกเดินได้ ภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex เพื่อยังคุณค่าของความเป็นเลิศท่ีทางแบรนด์มีกับโลกแห่งภาพยนตร์

2

บทภาพยนตร์มาพร้อมกับภาพท่ีถ่ายจากภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ท่ัวห้อง Greenroom “แต่ละฉาก จากภาพยนตร์ไอคอนิกท่ีถูกจัดแสดงล้วนเป็นการราลึกถึงครอบครัวแห่งภาพยนตร์” Arnaud Boetsch กล่าว

ด้วยการเป็นเจ้าภาพห้อง Greenroom สาหรับผู้ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัล Rolex ได้มีส่วนร่วมใน ช่วงเวลาแห่งอารมณ์อันเข้มข้นท่ีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่ีสุดในวงการภาพยนตร์บางท่านได้สัมผัส ท้ังก่อนและ หลังพิธีมอบรางวัลออสการ์

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ซึ่งเป็นองคก์รสูงสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สำหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็นสากลของ ภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งน้ีถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และ ผู้สนับสนุนรายเดียวของงาน Governors Awards

นอกจากนี้ Rolex ยังเป็นผู้ร่วมก่อต้ังพิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ซึ่งเปิดตัวข้ึนในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนกันยายน ปี 2021 อีกด้วย

Rolex สนับสนุนการส่งเสริมและเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ การอนุรักษ์ศิลปะ ตลอดจนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาเปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ต้ังอยู่ ท่ีนครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรงสมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายใน ห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้นซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คาว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คาท่ีอยู่บนหน้าปัด นาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลาน อัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นข้ึนในปี 1931 ท้ังนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือนหน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

ROLEX และภาพยนตร์

Rolex ยังคงเช่ือมโยงกับโลกแห่งภาพยนตร์มาโดยตลอด นาฬิกาของแบรนด์ได้สวมบทบาทอยู่บนข้อมือ ของตัวละครท่ีเป็นตำนานในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงเหล่าผลงานชิ้นเอกท่ีได้รับรางวัลออสการ์ใน หลากหลายสาขา และทุกวันน้ี ด้วยการสนับสนุนความเป็นเลิศด้านศิลปะและเทคนิคในการสร้าง ภาพยนตร์ Rolex ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่มีบทบาทของตนเอง

Rolex สนับสนุนการอนุรักษ์และการถ่ายทอดศิลปะภาพยนตร์ พร้อมส่งเสริมความเป็นเลิศและเฉลิมฉลอง ความก้าวหน้าด้วยการร่วมมือกับบุคคลท่ียังคงเป็นตำนาน รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ผู้มีพรสวรรค์ ผ่าน Rolex Testimonee (Martin Scorsese และ James Cameron) การเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันศิลปะและ วิทยาการภาพยนตร์ (ซึ่งเป็นท้ังสถาบัน รางวัล และพิพิธภัณฑ์แห่งภาพยนตร์ในลอสแองเจลิส) และ โครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative

ROLEX: ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานรางวัลออสการ์

ไฮไลทข์องฤดูกาลภาพยนตร์

งานประกาศรางวัลออสการ์เป็นการเฉลิมฉลองเอกลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ แรงบันดาลใจ และความอัจฉริยะทางเทคนิคจากผลงานชิ้นเอกท่ีถูกรังสรรค์ข้ึนมาซึ่ง Rolex มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจ ของงานออสการ์ ณ โรงละคร Dolby® ในฮอลลีวูด ต่อเนื่องเป็นปีท่ี 6 โดยมีการถ่ายทอดสดไปยังประเทศ ต่าง ๆ กว่า 200 แห่งท่ัวโลก งานอันมีลักษณะพิเศษเฉพาะนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเฉลิมฉลองแห่งวงการภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกำหนดทิศทางของภาพยนตร์ท่ัวโลกปีแล้วปีเล่า

การเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ

งานมอบรางวัลออสการ์เป็นมากกว่าการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองแรงบันดาลใจ และอารมณ์ ตลอดจนกระบวนการผลิต ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และอื่น ๆ ท้ังหมดท่ีเก่ียวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ัง Rolex เคยกล่าวคำพูดโปรดไว้ว่า งานนี้เป็นบทกวีแห่ง “ผลงานท่ีสร้างไว้เป็นอย่างดี” ภาพยนตร์เป็นศิลปะ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม และงานมอบรางวัลออสการ์ก็เป็นเช่นนั้นในทุกแง่มุม

ROLEX และห้อง OSCARS® GREENROOM

Rolex คือเจ้าภาพอย่างเป็นทางการของ Greenroom ห้องโถงประจำงานออสการ์ ผู้ได้รับการเสนอช่ือและผู้ นำเสนอรางวัลจะมารวมตัวกันภายในห้องรับรองนี้ก่อนและหลังการข้ึนเวทีในงานมอบรางวัลออสการ์ โดยบางรายกลับมาพร้อมกับรูปปั้นแห่งความปรารถนา

ในแต่ละปี Rolex จะพัฒนารูปแบบการตกแต่งใหม่ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของห้อง Greenroom ได้อย่างเต็มท่ี โดยการตกแต่งพื้นท่ีปี 2022 นี้ เป็นการยกย่องภาพยนตร์ฮอลลีวูดใน ตำนานและเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และศิลปะการทำนาฬิกา

ROLEX กับงานประกาศรางวัล GOVERNORS AWARDS

งาน Governors Awards บ่งบอกถึงการเริ่มต้นแห่งฤดูกาลประกาศรางวัลออสการ์ โดยในงานจะมีการ นำเสนอรายช่ือผู้มีผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จท่ียอดเยี่ยมตลอดช่วงชีวิต

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences องค์กร กิตติมศักดิ์ท่ีมีอานาจสูงสุดแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สาหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็น สากลของภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งนี้ถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน

Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และผู้สนับสนุนรายเดียวของ งาน Governors Awards

เกี่ยวกับ ROLEX

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาที่เปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยมีสานักงานใหญ่ต้ังอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตรา สัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดท่ีกาหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจาก ภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ท่ีปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำท่ีอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ท้ังน้ี Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วง ประวัติศาสตร์ท่ีผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสาคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และ สายนาฬิกานอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมัน่ ท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมกีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

ROLEX : Oyster Perpetual GMT-Master II.


สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในการเปิดตัวนาฬิการุ่นล่าสุดของ ROLEX ในงาน Watches and Wonders-Geneva 2022 กับนาฬิกาที่มีเม็ดมะยมด้านซ้ายรวมทั้งหน้าต่างวันที่ก็ขยับมาอยู่ที่ 9 นาฬิกา โดยมี เลนส์ขยายหรือ Cyclops lens ช่วยขยายให้มองเห็นวันที่ได้ชัดเจนขึ้น เป็นการพลิกการจัดวางกลไกด้านในให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ใช่การกลับขวาเป็นซ้ายกับกลไกแล้วจะออกมาเป็นเช่นนี้ได้


การกลับมาของ Oyster Perpetual GMT-Master II. นับตั้งแต่ปี 1982 ที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก แต่รุ่นใหม่นี้ก็มาพร้อมกับความใหม่ทั้งสีของขอบหน้าปัดที่ทำหน้าที่บอกเวลาของไทม์โซนที่สองซึ่งแบ่งเป็นสีดำกับสีเขียวซึ่งไม่เคยมีมาก่อนสำหรับนาฬิการุ่นนี้ ทำจาก Cerachrom โดยตัวเรือนทำจาก Oystersteel ขนาด 40 มม. ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติกันน้ำ และนาฬิการุ่นนี้กันน้ำได้ลึก 100 เมตร โดยปุ่มเม็ดมะยมมีการล็อค 3 ชั้นเพื่อกันน้ำโดยมีชิ้นส่วนที่ปกป้องเม็ดมะยมหรือ crown guard ที่กันไม่ให้ไปโดยเม็ดมะยมโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งเป็นดีไซน์ที่เน้นความสมบุกสมบันของนาฬิกาเพื่อการใช้งาน


กลไก Calibre 3285 ที่มีความเที่ยงตรงสูงจาก blue Parachrom hairspring ที่ทาง ROLEX ได้คิดค้นขึ้นเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงของจังหวะการเดินของเข็มนาฬิกา โดยกลไกชุดนี้ถือว่าเป็นชุดที่มีประสิทธิภาพสูงชุดหนึ่งของ ROLEX รับประกันด้วยการผ่านการทดสอบจาก Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะเป็นนาฬิกาสำหรับนักเดินทางทำให้ Oyster Perpetual GMT-Master II. ไม่เพียงแต่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และทำมาสำหรับคนที่ชอบใส่นาฬิกามือขวา และคงถูกใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ถนัดมือซ้ายเพราะเหมือนออกแบบมาให้พวกเขาโดยเฉพาะ แต่ทว่าไม่ได้หมายความว่าคนถนัดขวาจะใช้นาฬิกานี้ไม่ได้หรือจะสวมนาฬิกานี้กับมือซ้ายไม่ได้ แต่กลับเป็นดีไซน์ที่สร้างความเท่อย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยคุณสมบัติที่สำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง


สายนาฬิกาเป็น Oyster bracelet สุดคลาสสิกที่แต่ละข้อต่อมีส่วนประกอบ 3 ชิ้นอันเป็นดีไซน์คลาสิกของสายนาฬิกาออยสเตอร์มายาวนาน โดยสายสำหรับนาฬิการุ่นนี้จะมีคลิปเป็นตัวล็อคเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ไปโดยตัวล็อคโดยบังเอิญแล้วทำให้สายนาฬิกาปิดออก โดยตัวล็อคสายเป็นแบบบานพับ
ดีไซน์ที่สะดุดตั้งแต่เม็ดมะยมอยู่ด้านซ้ายของ Oyster Perpetual GMT-Master II. ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ทรงประสิทธิภาพแฝงไว้อีกมาก เชื่อว่าหลายคนต้องการจับจองที่จะเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนพิเศษนี้ และถือเป็นดีไซน์แห่งปีของ ROLEX ที่ออกมาสร้างความฮือฮาจริงๆ

ROLEX – A FOUNDING SUPPORTER OF ONE OF THE WORLD’S FOREMOST FILM MUSEUMS.

เปิดให้ชมอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับสถาปัตยกรรมชิ้นงามที่จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ที่ออกแบบโดย Renzo Piano สถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker ผู้เปรียบได้กับสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ของยุคปัจจุบัน โดยมีพื้นที่ 50,000 ตารางฟุต โดยมีแกลเลอรีของ Rolex ซึ่งเป็นนิทรรศการถาวรที่ครอบคลุมพื้นที่หลายห้องบนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ นำเสนอหัวข้อ “Stories of Cinema” พร้อมบอกเล่าเรื่องราวสุดพิเศษที่เผยให้เห็นหลากหลายแง่มุมของการสร้างภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ศิลปินผู้สร้างสรรค์ ประวัติศาสตร์ และแรงกระเพื่อมทางสังคม

ในวันนี้ พิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ได้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในลอสแอนเจลิส นับเป็นการสร้างประวัติศาตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์ เพื่อสานต่อการร่วมสนับสนุนโลกแห่งภาพยนตร์มาอย่างยาวนาน Rolex ในฐานะของผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันบุกเบิกแห่งนี้ คือการขยายขอบเขตพันธมิตรซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นอย่างไม่มีสิ้นสุดของแบรนด์ในการเสาะหาและส่งเสริมความเป็นเลิศ พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของ Rolex ในการสนับสนุนศิลปะแห่งการสร้างภาพยนตร์ การอนุรักษ์มรดกด้านภาพยนตร์ ตลอดจนการส่งต่อองค์ความรู้และทักษะให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

พิพิธภัณฑ์ ACADEMY MUSEUM OF MOTION PICTURES

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถาบันแห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่สร้างขึ้นเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอิทธิพลด้านวัฒนธรรมของการสร้างภาพยนตร์ ศูนย์กลางสำหรับผู้ชื่นชอบภาพยนตร์แห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Renzo Piano สถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker โดยมีพื้นที่ 50,000 ตารางฟุต (ราว 4,650 ตารางเมตร) สำหรับแกลเลอรีของนิทรรศการ โรงภาพยนตร์ 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงหอประชุมขนาด 1,000 ที่นั่ง สตูดิโอเพื่อการศึกษา และส่วนพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบอย่างสวยงาม ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์มุ่งหวังให้ผู้คนเข้าใจโลกภาพยนตร์ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ การฉายภาพยนตร์ ตลอดจนการจัดโครงการและการแสดงคอลเลกชันต่าง ๆ

แกลเลอรีของ Rolex ซึ่งเป็นนิทรรศการถาวรที่ครอบคลุมพื้นที่หลายห้องบนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ นำเสนอหัวข้อ “Stories of Cinema” พร้อมบอกเล่าเรื่องราวสุดพิเศษที่เผยให้เห็นหลากหลายแง่มุมของการสร้างภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ศิลปินผู้สร้างสรรค์ ประวัติศาสตร์ และแรงกระเพื่อมทางสังคม โดยจัดแสดงผ่านรูปแบบที่มีความหลากหลายและน่าสนใจเพื่อรังสรรค์ความมหัศจรรย์แห่งศิลปะแขนงนี้ โดยมีการจัดแสดงนาฬิกา Cosmograph Daytona เรือนในตำนานของนักแสดงและผู้ชื่นชอบการแข่งรถอย่าง Paul Newman ในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

การเชื่อมโยงที่สำคัญกับภาพยนตร์

เป็นเวลาเกือบศตวรรษที่ Rolex และโลกภาพยนตร์ได้สร้างสานสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติผ่านนาฬิกา Rolex สัญลักษณ์แห่งความทรหดและความแข็งแกร่ง ที่ปรากฏอยู่บนข้อมือของนักแสดงในภาพยนตร์ที่น่าจดจำมากมาย โดยสายสัมพันธ์นี้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่ Rolex มีต่อผู้กำกับภาพยนตร์ ทั้งผู้ที่เป็นที่ยอมรับในวงการและผู้กำกับรุ่นใหม่

ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง Rolex และวงการภาพยนตร์ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2017 เมื่อ Rolex ลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences — AMPAS) ต่อมา Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาพันธมิตรรายเดียวของสถาบัน พร้อมยังเป็นผู้สนับสนุนที่ภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ ซึ่ง Rolex เป็นผู้ออกแบบและเจ้าภาพห้อง Greenroom ที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ ไว้รองรับผู้ประกาศรางวัลและแขกผู้มีเกียรติที่มาพบปะกันก่อนขึ้นเวทีออสการ์ ในปี 2018 Rolex ได้เป็นผู้สนับสนุนงาน Governors Awards ซึ่งเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปีที่จัดขึ้นโดย Academy of Motion Picture Arts and Sciences เพื่อเป็นการมอบเกียรติประวัติแก่ความสำเร็จในชีวิตวงการภาพยนตร์ การสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures จึงนับเป็นส่วนหนึ่งของการขยายกรอบความร่วมมือ ทั้งสององค์กรมีความสอดคล้องกันภายใต้ความมุ่งมั่นในการเสาะหาความเป็นเลิศ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตลอดจนพันธกิจในการรักษาและเฉลิมฉลองผลงานขั้นสุดยอดระดับผลงานชิ้นเอก

สืบสานศิลปะแห่งภาพยนตร์ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

Rolex ยังคงไว้ซึ่งสายสัมพันธ์สุดพิเศษกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้มีวิสัยทัศน์และความเป็นเลิศที่ช่ำชองการใช้เทคโนโลยีในการสร้างภาพยนตร์เหล่านี้ เป็นผู้ทำลายขีดจำกัดในการเล่าเรื่องและการสร้างภาพยนตร์ ทั้ง Martin Scorsese และผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมวงการอย่าง James Cameron ถือเป็นสองบุคคลที่ทรงอิทธิพลในโลกแห่งภาพยนตร์ และปัจจุบันทั้งสองมีบทบาทเป็น Rolex Testimonee

Scorsese ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ของเขาในฐานะศิลปินที่ปรึกษาผ่านโครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative ที่จับคู่ศิลปินรุ่นใหม่กับเหล่าปรมาจารย์ในศิลปะแต่ละแขนงเพื่อทำงานสร้างสรรค์ร่วมกันในช่วงเวลาที่กำหนด โครงการดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งผ่านองค์ความรู้ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของปรัชญาแห่งความยั่งยืน (Perpetual Spirit) ของ Rolex อันหล่อหลอมขึ้นจากศักยภาพที่ไร้ที่สิ้นสุดของมนุษยชาติ แรงขับเคลื่อนอันแรงกล้าในการเดินหน้าทำลายอุปสรรค และการสร้างความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยผู้กำกับที่ทำหน้าที่เป็นศิลปินที่ปรึกษาที่ผ่านมารวมถึง Alfonso Cuarón และ Spike Lee โดยทั้ง 2 ท่านได้รับเชิญให้ร่วมถ่ายทอดความรู้ ณ งานทางออนไลน์ที่พิพิธภัณฑ์จัดขึ้น ทั้งคู่ได้นำผลงานภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลออสการ์ของตนออกสู่สายตาสาธารณะมากยิ่งขึ้น

“เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษที่ Rolex ได้เชื่อมโยงกับโลกแห่งภาพยนตร์ ตั้งแต่การปรากฏตัวของนาฬิกาในภาพยนตร์ระดับตำนาน ไปจนถึงการสนับสนุนนักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ผ่านโครงการศิลปินที่ปรึกษาของแบรนด์” Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าว “ความเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการระหว่างแบรนด์และโลกภาพยนตร์ได้เริ่มขึ้นในปี 2017 ผ่านการร่วมมือกับสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences – AMPAS) โดยทั้ง Rolex, AMPAS, พิพิธภัณฑ์ และโลกแห่งภาพยนตร์นั้นมีความสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน เพราะต่างรวมตัวกันภายใต้พันธกิจในการเสาะหาความเป็นเลิศ มุ่งมั่นทำลายขีดจำกัด และสร้างสรรค์อนาคตให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตลอดจนเป็นผู้สร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนและสังคม”

เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ที่หาที่เปรียบไม่ได้ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งการรับรองสถานะ Superlative Chronometer สังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำที่อยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สำคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่กันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไก ไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ทั้งนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ทั้งสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกา
ได้เอง นับตั้งแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือ
เชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่อช่วยอนุรักษ์โลกใบนี้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ROLEX และภาพยนตร์ ได้ที่
https://www.rolex.com/world-of-rolex/rolex-and-cinema/making-of-a-masterpiece.html


ROLEX AWARDS FOR ENTERPRISE 2021

รายนาม 5 บุคคลผู้ทรงเกียรติที่พิชิตรางวัล ROLEX AWARDS FOR ENTERPRISE ประจำปี 2021 โดยโครงการต่าง ๆ ของผู้ทรงเกียรติเหล่านี้จะช่วยสร้างสรรค์อนาคตให้ยั่งยืนขึ้นกว่าเคย Rolex ได้ประกาศรายนามผู้บุกเบิกทั้งห้าท่าน ที่ได้รับตำแหน่งบุคคลอันทรงเกียรติผู้ได้รับรางวัล Rolex Awards for Enterprise จากโครงการอันกล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ของพวกเขา ซึ่งพร้อมด้วยศักยภาพที่จะสรรค์สร้างอนาคตขึ้นมาใหม่ได้

เหล่าผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลทั้งห้าท่านล้วนมาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ประเทศบราซิล ชาด เนปาล สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักอนุรักษ์ นักสำรวจขั้วโลก ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและนักภูมิศาสตร์ รวมถึงนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ

Rolex Awards ริเริ่มขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของนาฬิกา Oyster ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือกันน้ำเรือนแรกของโลก ภายใต้โครงการดังกล่าว Rolex สนับสนุนบุคคลที่มีความโดดเด่นผู้ดำเนินโครงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่สร้างเสริมความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ ปกป้องสิ่งแวดล้อมผ่านการช่วยรักษาถิ่นที่อยู่และสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์

Rolex Awards คือหนึ่งในสามส่วนหลักของโครงการ Rolex Perpetual Planet ที่มุ่งมั่นให้การสนับสนุนเหล่าบุคคลที่มีส่วนในการสรรค์สร้างโลกให้ดีกว่าที่เคย ซึ่งในปัจจุบันได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Mission Blue ของ Sylvia Earle เพื่ออนุรักษ์บรรดามหาสมุทรและขยายความร่วมมือกับ National Geographic ที่เป็นพันธมิตรกับ Rolex มาตั้งแต่ปี 1954 เพื่อทำความเข้าใจสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงผ่านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

บุคคลผู้ทรงเกียรติประจำปี 2021 ได้แก่

Felix Brooks-church จากประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อสู้กับปัญหาภาวะทุพโภชนาการในประเทศแทนซาเนียโดยการพัฒนาเครื่อง ‘เพิ่มสารอาหาร’ เพื่อใช้กับโรงโม่แป้งในชนบท ซึ่งช่วยเพิ่มสารอาหารรองที่สำคัญในอาหารหลัก

Hindou Oumarou Ibrahim จากประเทศชาด นำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิม มาใช้ประโยชน์ในการสร้างแผนที่ทรัพยากรทางธรรมชาติและป้องกันปัญหาความขัดแย้งอันมีสาเหตุมาจากสภาพภูมิอากาศ ณ บริเวณพรมแดนกึ่งทะเลทรายซาเฮล

Rinzin Phunjok Lama จากประเทศเนปาล ทำงานเพื่อปกป้องระบบนิเวศอันสมบูรณ์หลากหลายของภูมิภาคทรานส์-หิมาลายัน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

Gina Moseley จากสหราชอาณาจักร มีจุดมุ่งหมายที่จะนำคณะสำรวจทีมแรกเข้าสำรวจกลุ่มถ้ำที่ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของโลก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่มนุษย์มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตอาร์กติก

Luiz Rocha จากประเทศบราซิล ทำการสำรวจและปกป้องแนวปะการัง Mesophotic รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพของเหล่าแนวปะการังในมหาสมุทรอินเดีย และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศเหล่านี้ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

“Rolex ได้ตระหนักมาเป็นเวลานานถึงความรับผิดชอบของแบรนด์ในการร่วมสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน นั่นคือ Perpetual Planet” Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าว “แทนที่จะเดินทางไปเสาะหาดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักและไม่ปรากฏบนแผนที่ แต่นักสำรวจสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้กลับมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะปกป้องโลกใบนี้ ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งห้าท่าน คือตัวอย่างชั้นเลิศของการเป็นผู้พิทักษ์อนาคต”

ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งห้าท่านจะได้รับเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของพวกเขา และสิทธิประโยชน์อีกมากมาย อาทิ การประชาสัมพันธ์โครงการไปทั่วโลก ซึ่งมักจะก่อให้เกิดแรงสนับสนุนเป็นวงกว้าง พวกเขาเหล่านี้ได้รับเลือกจากคณะกรรมการตัดสินรางวัล Rolex Awards ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทั่วโลก โดยสมาชิกของคณะกรรมการทั้ง 10 ท่าน ได้แก่

Meena Ganesh ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีจากอินเดีย Toshiyuki Kono ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและที่ปรึกษาด้านมรดกทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่น Louise Leakey นักบรรพชีวินวิทยาและมานุษยวิทยาจากเคนยา Chris Lintott นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากสหราชอาณาจักร Wanjira Mathai นักสิ่งแวดล้อมและนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศจากเคนยา Sam Myers นักวิทยาศาสตร์การวิจัยและแพทย์จากสหรัฐอเมริกา Konstantin Novoselov นักฟิสิกส์และเจ้าของรางวัลโนเบลจากรัสเซียและสหราชอาณาจักร Jon Paul Rodríguez นักนิเวศวิทยาและนักชีววิทยาการอนุรักษ์จากเวเนซุเอลา Norbu Tenzing ผู้ดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและนักสิ่งแวดล้อมจากสหรัฐอเมริกา Zhu Dajian ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากจีน

คณะกรรมการผู้ตัดสินได้ทำการประชุมผ่านทางออนไลน์ในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 เพื่อคัดเลือก
ผู้ทรงเกียรติจากรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 15 ท่าน โดยมีผู้สมัครทั้งสิ้น 1,659 ท่าน จาก 139 ประเทศ ซึ่งประเทศที่มีผู้สมัครมากเป็นสามอันดับแรก ได้แก่ ผู้สมัครชาวอเมริกัน (ร้อยละ 13) บราซิล (ร้อยละ 10) และไนจีเรีย (ร้อยละ 7) ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้สมัครนั้นไม่ถึง 40 ปี (ร้อยละ 39.4) โดยร้อยละ 26 ยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี ผู้สมัครที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 18 ปี และสูงสุดคือ 86 ปี ทั้งหมดนี้ร้อยละ 34 เป็นสตรี และกว่าร้อยละ 50 จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมดมาจากสาขาสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 34) รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์และสุขภาพ (ร้อยละ 26)

“โครงการที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 155 โครงการจากช่วงเวลาเกือบครึ่งศตวรรษนั้น ต่างเป็นโครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ โดยมีคนหลายล้านคนบนโลกเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์”Boetsch กล่าวเสริม “ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติแต่ละท่านต่างโดดเด่นทั้งด้านผลงาน ความเป็นเลิศ และความสำเร็จ โดยแต่ละโครงการได้สะท้อนถึงคุณค่าที่เป็นรากฐานของ Rolex มาตั้งแต่เริ่มต้น”

งานเฉลิมฉลองให้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจะจัดขึ้นผ่านทางออนไลน์สิ้นปีนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rolex Awards ครั้งต่อไป ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ Rolex.org/rolex-awards/ ในปี 2022

เกี่ยวกับโครงการ PERPETUAL PLANET

สำหรับผู้ก่อตั้ง Rolex อย่าง Hans Wilsdorf (ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ) โลกนี้เปรียบได้ดั่งห้องทดลองที่มีชีวิต 
นับตั่งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มทดสอบนาฬิกาในห้องทดลองนี้ โดยส่งนาฬิกาไปยังสถานที่สุดหฤโหด สนับสนุนเหล่านักสำรวจที่ออกเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ทว่าปัจจุบันโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไป

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 บริษัทได้ต่อยอดจากการสนับสนุนการสำรวจเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ไปสู่การอนุรักษ์โลกธรรมชาติพร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของ Rolex ผ่านการเปิดตัวโครงการ Perpetual Planet ในปี 2019 เพื่อสนับสนุนบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลก พร้อมเสาะหาแนวทางแก้ไขที่จะช่วยคืนสมดุลกลับสู่ระบบนิเวศของเรา

เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ที่หาที่เปรียบไม่ได้ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งการรับรองสถานะ Superlative Chronometer สังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำที่อยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สำคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่กันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ทั้งนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ทั้งสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับตั้งแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่อช่วยอนุรักษ์โลกใบนี้

ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

นาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาให้ทนทานเหนือกาลเวลา: ก้าวสู่โลกแห่ง Rolex World Service

นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ Hans Wilsdorf เชื่อมั่นว่านาฬิกา Rolex ทุกเรือนต้องมีความเที่ยงตรงและความทนทาน ปรัชญาของเขาได้ก่อกำเนิดเป็นตัวเรือน Oyster สุดยอดของแบบฉบับความแข็งแกร่งที่ทำหน้าที่ปกป้องกลไกของนาฬิกาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Hans Wilsdorf ยังนำไปสู่การก่อตั้งเครือข่ายการให้บริการหลังการขายโดยเฉพาะในประเทศต่างๆ ที่มีแบรนด์ปรากฏอยู่

การก่อตั้งเครือข่ายนี้ทำให้ Rolex สามารถยืนหยัดในมาตรฐานการให้บริการที่ดีที่สุดทุกเมื่อ เพื่อคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและความงดงามไร้ที่ติของเรือนเวลา ศูนย์บริการที่ดำเนินงานโดย Rolex World Service เป็นการสานต่อพันธกิจของแบรนด์ในการรักษาความคงทนและความน่าเชื่อถือของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนด้วยการให้บริการคุณภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้า

ด้วยการมอบบริการที่ดีที่สุดนี้ นาฬิกา Rolex จึงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไปและคงอยู่ได้หลายชั่วอายุคน ช่างนาฬิกาของศูนย์บริการ Rolex World Service นั้นผ่านการฝึกฝนอบรมมาเป็นพิเศษโดย Rolex เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพและสอดคล้องกันทั่วโลก

ร่วมสำรวจเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการดูแลเอาใจใส่ ความแม่นยำ และความพิถีพิถัน สำหรับการดูแลและการเข้ารับบริการหลังการขายได้ที่ https://www.rolex.com/watch-care-and-service/the-rolex-servicing-procedure.html?fbclid=IwAR0aJ9JY1e_eZRTSrXOIeyamsYKYgKQDm-QlhiQinZjPasv9IvF2BzY9drw

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Rolex กับความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน

จากยอดเขาอันสูงตระหง่านไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร นาฬิกา Rolex ได้ร่วมเดินทางอย่างมุ่งมั่นในภารกิจการบุกเบิกของคณะนักสำรวจสู่สถานที่สุดหฤโหดบนพรมแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การออกเดินทางไปยังที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าถึงนั้นทำให้ Rolex สามารถทดสอบการทำงานของนาฬิกาในสถานการณ์จริงผ่านการสำรวจขั้วโลก ปีนยอดเขา สำรวจถ้ำ ตลอดจนด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เหล่านักสำรวจผู้กล้าหาญชื่อดังระดับโลกได้สวมใส่นาฬิกา Rolex ไปยังสภาวะสุดหฤโหดเพื่อทดสอบสเถียรภาพของนาฬิกา พร้อมนำผลการทดสอบจากการออกเดินทางแต่ละครั้งมาพัฒนานาฬิการุ่น Professional ให้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1953 ระหว่างการเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อนักสำรวจ Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ได้กลายเป็นสองบุคคลแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้ โดยองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจากการสำรวจครั้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Explorer และตามมาด้วย Oyster Perpetual Explorer II ภายในปีเดียวกัน

ไม่นานหลังจากที่มนุษย์พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ทีมนักสำรวจนำโดย Jacques Piccard และ Don Walsh ก็ได้ด่ำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุดในโลกที่ความลึก 10,916 เมตร ณ บริเวณ มาเรียนา เทรนช์ หรือที่รู้จักในชื่อ Challenger Deep ในปี 1960 ด้วยยานสำรวจน้ำลึก Trieste ต่อมาในปี 2012 นักสร้างภาพยนตร์ นักสำรวจ และ Rolex Testimonee อย่าง James Cameron ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการด่ำดิ่งเพียงลำพังไปสู่จุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร หรือ มาเรียนา เทรนช์ ณ ความลึก 10,908 เมตร โดยนาฬิกา Rolex ที่ถูกติดตั้งไว้ด้านนอกของยาน ยังคงสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในการสำรวจทั้งสองครั้ง

ภารกิจการสำรวจ ผนวกกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ได้นำมาสู่การเปิดตัว Oyster Perpetual Sea-Dweller ครั้งแรกในปี 1967 และ Oyster Perpetual Rolex Deepsea ในปี 2008

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักดำน้ำ นักปีนเขา นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ ได้กลายมาเป็น Rolex Testimonee ร่วมทำลายสถิติและสร้างบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความอดทนและกล้าหาญในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยมี Rolex เคียงคู่ทุกการสำรวจในฐานะเพื่อนร่วมการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ

Sylvia Earle นักชีววิทยาทางทะเล และ Rolex Testimonee ได้บอกเล่าบทบาทของ Rolex ในฐานะผู้สนับสนุนการสำรวจอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติไว้ได้อย่างดีเยี่ยมว่า “การออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องน่านฟ้า พิชิตยอดเขา สำรวจถ้ำ เดินเรือ เดินป่า หรือด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก ทุกการผจญภัยล้วนเล่าขานเรื่องราวแห่งธรรมชาติและมีส่วนช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์มาจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งสิ่งที่นักสำรวจพบเจอก็กลายมาเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันไป Rolex จึงเป็นดั่งพยานที่มีชีวิตที่ร่วมบันทึกทุกการเดินทางของผู้พิชิตธรรมชาติ”

Rolex เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี 2020 ไปชมรุ่นไฮไลต์กันได้เลยครับ!

ในปีนี้ นาฬิกาเจเนอร์เรชันใหม่หลายรุ่นรวมถึง Oyster Perpetual Submariner และ Oyster Perpetual Submariner Date ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolex และโลกใต้น้ำ โดยตัวเรือนของนาฬิกาทั้งสองได้รับการออกแบบใหม่ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 41 มม. พร้อมเพิ่มเติมความโดดเด่นด้วยแสงสะท้อนจากด้านข้างตัวเรือนและสลักตะขอซึ่งประกอบอยู่บนสายนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบใหม่ เรือนเวลาเหล่านี้ติดตั้งกลไกการทำงานที่ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โดยนาฬิการุ่น Submariner มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3230 ที่เปิดตัวปีนี้ และนาฬิการุ่น Submariner Date มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3235 ที่มีฟังก์ชันเวลาและวันที่ซึ่งนำมาใช้งานกับนาฬิการุ่น Submariner เป็นครั้งแรก นาฬิการุ่น Submariner โฉมใหม่ได้สืบทอดมรดกแห่งความงดงามในรูปแบบ Oystersteel ผ่านหน้าปัดสีดำ และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้พร้อมขอบหน้าปัด Cerachrom สีเดียวกัน นาฬิกา Submariner Date เวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel กับทองคำ 18 กะรัต) มาพร้อมกับหน้าปัดสีรอยัลบลู และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ที่มีขอบหน้าปัด Cerachrom สีน้ำเงิน

นาฬิกาใหม่ทุกเรือนล้วนสานต่อปณิธานอันแน่วแน่ของ Rolex ที่สืบทอดมานานกว่าหนึ่งศตวรรษในการรักษาคุณค่าแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการรักษาความเป็นเลิศให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน (Perpetual) วันนี้ คำว่า ‘Perpetual’ เป็นมากกว่าคำที่ปรากฏบนอยู่หน้าปัด หากแต่หมายถึงปรัชญาแห่งการเสาะหาความเป็นเลิศที่ไม่รู้จบ การสำรวจ และแบ่งปันความรู้ของมวลมนุษย์เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเคย

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Rolex is introducing the new generation Submariner and Submariner Date, watches that exemplify the historic links between Rolex and the world of diving. Both timepieces now feature a redesigned, slightly larger 41mm case and are fitted on a remodelled bracelet. They are equipped with movements at the forefront of watchmaking technology – the Submariner with calibre 3230, unveiled by the brand this year, and the Submariner Date with calibre 3235, offering both time and date functions and used in the Submariner range for the first time. Presented here, the new Submariner in Oystersteel featuring a black dial with a Cerachrom insert in black ceramic. #Rolex #Submariner #NewWatches2020 For more details about this watch see the link in the profile.

โพสต์ที่แชร์โดย ROLEX (@rolex) เมื่อ

ROLEX “Perpetual Music”, You can’t miss.

Rolex ประกาศเปิดตัวโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนนักดนตรีและนักร้องระหว่างช่วงเวลาอันท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการเชิดชูบุคคลผู้มีความเป็นเลิศที่กำหนดมาตรฐานขั้นสูงสุดให้แก่วงการดนตรีทั่วโลก ทั้งยังช่วยรักษาศิลปะแขนงนี้ไม่ให้ห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ไปจนถึงต้นเดือนกันยายน  Rolex จะจัดคอนเสิร์ต “Perpetual Music” สามครั้งในประเทศอิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

French Violinist Renaud Capuçon

ก่อนเริ่มการแสดงหลัก ณ คอนเสิร์ตแต่ละครั้ง Rolex Testimonees ทั้งสามท่าน ได้แก่ Juan Diego Flórez, Rolando Villazón และ Sonya Yoncheva ผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้น จะขึ้นแสดงบทเพลงที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกับนักร้องนักดนตรีที่ได้รับเกียรติให้แสดงในคอนเสิร์ต โดยจะขึ้นเวทีขับร้องเดี่ยวหรือเล่นดนตรีร่วมกับวง โดย Renaud Capuçon นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสและผู้ร่วมจัดโครงการในครั้งนี้จะร่วมเวทีคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นที่ปารีสด้วย

กำหนดการจัดคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้: ครั้งแรกจัดขึ้นที่ Teatro Rossini, Pesaro ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Juan Diego Flórez และวงออร์เครสตรา ครั้งที่สองจัดขึ้นที่  Berlin Staatsoper ในวันอังคารที่ 2 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Sonya Yoncheva     ในรูปแบบการแสดงเดี่ยว ครั้งที่สามจัดขึ้นที่ Opéra national de Paris (Palais Garnier) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Rolando Villazón  และ Renaud Capuçon ในโปรแกรมการแสดงดนตรีแนวบาโรกและแชมเบอร์

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีเหล่าศิลปินที่อาศัยและสร้างผลงานผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสกว่า 100 คนร่วมแสดง

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

Rolex Testimonee Juan Diego Flórez

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ นักดนตรีมากมายต้องสูญเสียทั้งผู้ชมและรายได้ เป้าหมายของเราคือการเปิดโอกาสให้ศิลปินชื่อดังได้แสดงดนตรีในสถานที่แสดงดนตรีอันทรงเกียรติที่มีคุณภาพเสียงอะคูสติกที่ดีที่สุด” Arnaud Boetsch, Rolex Director of Communication & Image กล่าว “เราจะถ่ายทอดการแสดงผ่าน medici.tv ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Rolex มานานนับทศวรรษ เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมโครงการนี้ไปยังผู้ชมทั่วโลก ทั้งนี้การเปิดโอกาสและมอบพื้นที่การสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเสาะหาความเป็นเลิศ มุ่งหวังสนับสนุนบุคคลผู้มีเป้าหมายที่จะเดินทางไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงานของตน และด้วยสถานการณ์อันไม่คาดคิดเช่นนี้ เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยรักษาดนตรีให้ยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราได้ต่อไป”

แนวคิดที่เป็นมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Rolex คือ การผลักดันสนับสนุนผลงานอันเป็นเลิศ และการพัฒนาของศิลปินทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี การริเริ่มคอนเสิร์ตเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ Rolex ในการสนับสนุนวงการดนตรีทั่วโลกในวงกว้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา Rolex ยังได้สนับสนุนเงินทุนแก่ศิลปินที่ Metropolitan Opera ณ เมืองนิวยอร์ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส

Rolex Testimonee Sonya Yoncheva

ศิลปินแต่ละราย ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีใดหรือใช้โทนเสียงใดได้ผ่านการคัดเลือก โดยตัดสินจากความสามารถและเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดย Renaud Capuçon นักไวโอลินผู้เป็นหนึ่งในสาม Rolex Testimonees ซึ่ง Testimonees ทั้งสี่คนเคยร่วมงานกับศิลปินผู้ได้รับเลือกมาแล้วทั้งสิ้นและแต่ละคนจะร่วมแสดงในคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้น ศิลปินทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกให้แสดงจะได้รับค่าตอบแทน

4 ศิลปินนานาชาติผู้ร่วมจัดคอนเสิร์ต The “Perpetual Music” Concerts

Juan Diego Flórez เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงเทเนอร์ขวัญใจผู้ชมที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ตลอดเส้นทางสายดนตรี เขาได้แสดงบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาแล้วมากมาย ด้วยพรสวรรค์สุดพิเศษและลักษณะการขับร้องที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักร้องชาวเปรูคนนี้ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของวงการโอเปร่า นอกเหนือจากการขึ้นเวทีขับร้องในคอนเสิร์ตและเข้าห้องอัดเพลงแล้ว เขายังได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคมมากมายเพื่อช่วยเหลือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น โดย Flórez ได้รับเลือกเป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2015

Sonya Yoncheva เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโนชาวบัลแกเรีย-สวิสที่น่าจับตามองมากที่สุด คนหนึ่งในปัจจุบัน เธอเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการและขึ้นแสดงโอเปร่าเฮาส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Opéra national de Paris, La Scala และ The Met โดย Yoncheva เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Rolex Testimonee ในปี 2011 

Rolando Villazón เป็นนักร้องเสียงลีริกเทเนอร์ขวัญใจนักวิจารณ์และผู้ชมในวงการดนตรี ด้วยความสามารถพิเศษด้านเสียงเพลงที่หลากหลาย เมื่อไม่ได้อยู่บนเวที เขายังประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับเวที นักเขียนนิยาย นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งเป็นผู้กำกับศิลป์ของโครงการ Mozartwoche Salzburg ผลงานเพลงของเขาทำยอดขายถล่มทลายจนได้รับแผ่นเสียงทองคำหรือแพลตินัมอยู่เสมอ Villazón เข้าร่วมครอบครัว Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2005

Renaud Capuçon เป็นนักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่กุมหัวใจผู้ชมทั่วโลกด้วยความสง่างามความโอบอ้อมอารี และความสามารถพิเศษในการบรรเลงบทเพลงที่ลุ่มลึก เขาได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีทั่วโลกในฐานะนักโซโล่ไวโอลิน นักดนตรีในการแสดงเดี่ยว และนักดนตรีในวงแชมเบอร์ ตลอดชีวิตนักดนตรี Capuçon ได้ร่วมงานกับวงออร์เครสตา ศิลปินชั้นครูมากมายและแสดงบนเวทีและเทศกาลดนตรีที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก