Posts

Rolex กับความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน

จากยอดเขาอันสูงตระหง่านไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร นาฬิกา Rolex ได้ร่วมเดินทางอย่างมุ่งมั่นในภารกิจการบุกเบิกของคณะนักสำรวจสู่สถานที่สุดหฤโหดบนพรมแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การออกเดินทางไปยังที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าถึงนั้นทำให้ Rolex สามารถทดสอบการทำงานของนาฬิกาในสถานการณ์จริงผ่านการสำรวจขั้วโลก ปีนยอดเขา สำรวจถ้ำ ตลอดจนด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เหล่านักสำรวจผู้กล้าหาญชื่อดังระดับโลกได้สวมใส่นาฬิกา Rolex ไปยังสภาวะสุดหฤโหดเพื่อทดสอบสเถียรภาพของนาฬิกา พร้อมนำผลการทดสอบจากการออกเดินทางแต่ละครั้งมาพัฒนานาฬิการุ่น Professional ให้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1953 ระหว่างการเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อนักสำรวจ Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ได้กลายเป็นสองบุคคลแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้ โดยองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจากการสำรวจครั้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Explorer และตามมาด้วย Oyster Perpetual Explorer II ภายในปีเดียวกัน

ไม่นานหลังจากที่มนุษย์พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ทีมนักสำรวจนำโดย Jacques Piccard และ Don Walsh ก็ได้ด่ำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุดในโลกที่ความลึก 10,916 เมตร ณ บริเวณ มาเรียนา เทรนช์ หรือที่รู้จักในชื่อ Challenger Deep ในปี 1960 ด้วยยานสำรวจน้ำลึก Trieste ต่อมาในปี 2012 นักสร้างภาพยนตร์ นักสำรวจ และ Rolex Testimonee อย่าง James Cameron ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการด่ำดิ่งเพียงลำพังไปสู่จุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร หรือ มาเรียนา เทรนช์ ณ ความลึก 10,908 เมตร โดยนาฬิกา Rolex ที่ถูกติดตั้งไว้ด้านนอกของยาน ยังคงสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในการสำรวจทั้งสองครั้ง

ภารกิจการสำรวจ ผนวกกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ได้นำมาสู่การเปิดตัว Oyster Perpetual Sea-Dweller ครั้งแรกในปี 1967 และ Oyster Perpetual Rolex Deepsea ในปี 2008

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักดำน้ำ นักปีนเขา นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ ได้กลายมาเป็น Rolex Testimonee ร่วมทำลายสถิติและสร้างบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความอดทนและกล้าหาญในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยมี Rolex เคียงคู่ทุกการสำรวจในฐานะเพื่อนร่วมการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ

Sylvia Earle นักชีววิทยาทางทะเล และ Rolex Testimonee ได้บอกเล่าบทบาทของ Rolex ในฐานะผู้สนับสนุนการสำรวจอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติไว้ได้อย่างดีเยี่ยมว่า “การออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องน่านฟ้า พิชิตยอดเขา สำรวจถ้ำ เดินเรือ เดินป่า หรือด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก ทุกการผจญภัยล้วนเล่าขานเรื่องราวแห่งธรรมชาติและมีส่วนช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์มาจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งสิ่งที่นักสำรวจพบเจอก็กลายมาเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันไป Rolex จึงเป็นดั่งพยานที่มีชีวิตที่ร่วมบันทึกทุกการเดินทางของผู้พิชิตธรรมชาติ”

Rolex เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี 2020 ไปชมรุ่นไฮไลต์กันได้เลยครับ!

ในปีนี้ นาฬิกาเจเนอร์เรชันใหม่หลายรุ่นรวมถึง Oyster Perpetual Submariner และ Oyster Perpetual Submariner Date ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolex และโลกใต้น้ำ โดยตัวเรือนของนาฬิกาทั้งสองได้รับการออกแบบใหม่ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 41 มม. พร้อมเพิ่มเติมความโดดเด่นด้วยแสงสะท้อนจากด้านข้างตัวเรือนและสลักตะขอซึ่งประกอบอยู่บนสายนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบใหม่ เรือนเวลาเหล่านี้ติดตั้งกลไกการทำงานที่ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โดยนาฬิการุ่น Submariner มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3230 ที่เปิดตัวปีนี้ และนาฬิการุ่น Submariner Date มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3235 ที่มีฟังก์ชันเวลาและวันที่ซึ่งนำมาใช้งานกับนาฬิการุ่น Submariner เป็นครั้งแรก นาฬิการุ่น Submariner โฉมใหม่ได้สืบทอดมรดกแห่งความงดงามในรูปแบบ Oystersteel ผ่านหน้าปัดสีดำ และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้พร้อมขอบหน้าปัด Cerachrom สีเดียวกัน นาฬิกา Submariner Date เวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel กับทองคำ 18 กะรัต) มาพร้อมกับหน้าปัดสีรอยัลบลู และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ที่มีขอบหน้าปัด Cerachrom สีน้ำเงิน

นาฬิกาใหม่ทุกเรือนล้วนสานต่อปณิธานอันแน่วแน่ของ Rolex ที่สืบทอดมานานกว่าหนึ่งศตวรรษในการรักษาคุณค่าแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการรักษาความเป็นเลิศให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน (Perpetual) วันนี้ คำว่า ‘Perpetual’ เป็นมากกว่าคำที่ปรากฏบนอยู่หน้าปัด หากแต่หมายถึงปรัชญาแห่งการเสาะหาความเป็นเลิศที่ไม่รู้จบ การสำรวจ และแบ่งปันความรู้ของมวลมนุษย์เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเคย

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Rolex is introducing the new generation Submariner and Submariner Date, watches that exemplify the historic links between Rolex and the world of diving. Both timepieces now feature a redesigned, slightly larger 41mm case and are fitted on a remodelled bracelet. They are equipped with movements at the forefront of watchmaking technology – the Submariner with calibre 3230, unveiled by the brand this year, and the Submariner Date with calibre 3235, offering both time and date functions and used in the Submariner range for the first time. Presented here, the new Submariner in Oystersteel featuring a black dial with a Cerachrom insert in black ceramic. #Rolex #Submariner #NewWatches2020 For more details about this watch see the link in the profile.

โพสต์ที่แชร์โดย ROLEX (@rolex) เมื่อ

ROLEX “Perpetual Music”, You can’t miss.

Rolex ประกาศเปิดตัวโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนนักดนตรีและนักร้องระหว่างช่วงเวลาอันท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการเชิดชูบุคคลผู้มีความเป็นเลิศที่กำหนดมาตรฐานขั้นสูงสุดให้แก่วงการดนตรีทั่วโลก ทั้งยังช่วยรักษาศิลปะแขนงนี้ไม่ให้ห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ไปจนถึงต้นเดือนกันยายน  Rolex จะจัดคอนเสิร์ต “Perpetual Music” สามครั้งในประเทศอิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

French Violinist Renaud Capuçon

ก่อนเริ่มการแสดงหลัก ณ คอนเสิร์ตแต่ละครั้ง Rolex Testimonees ทั้งสามท่าน ได้แก่ Juan Diego Flórez, Rolando Villazón และ Sonya Yoncheva ผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้น จะขึ้นแสดงบทเพลงที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกับนักร้องนักดนตรีที่ได้รับเกียรติให้แสดงในคอนเสิร์ต โดยจะขึ้นเวทีขับร้องเดี่ยวหรือเล่นดนตรีร่วมกับวง โดย Renaud Capuçon นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสและผู้ร่วมจัดโครงการในครั้งนี้จะร่วมเวทีคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นที่ปารีสด้วย

กำหนดการจัดคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้: ครั้งแรกจัดขึ้นที่ Teatro Rossini, Pesaro ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Juan Diego Flórez และวงออร์เครสตรา ครั้งที่สองจัดขึ้นที่  Berlin Staatsoper ในวันอังคารที่ 2 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Sonya Yoncheva     ในรูปแบบการแสดงเดี่ยว ครั้งที่สามจัดขึ้นที่ Opéra national de Paris (Palais Garnier) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Rolando Villazón  และ Renaud Capuçon ในโปรแกรมการแสดงดนตรีแนวบาโรกและแชมเบอร์

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีเหล่าศิลปินที่อาศัยและสร้างผลงานผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสกว่า 100 คนร่วมแสดง

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

Rolex Testimonee Juan Diego Flórez

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ นักดนตรีมากมายต้องสูญเสียทั้งผู้ชมและรายได้ เป้าหมายของเราคือการเปิดโอกาสให้ศิลปินชื่อดังได้แสดงดนตรีในสถานที่แสดงดนตรีอันทรงเกียรติที่มีคุณภาพเสียงอะคูสติกที่ดีที่สุด” Arnaud Boetsch, Rolex Director of Communication & Image กล่าว “เราจะถ่ายทอดการแสดงผ่าน medici.tv ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Rolex มานานนับทศวรรษ เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมโครงการนี้ไปยังผู้ชมทั่วโลก ทั้งนี้การเปิดโอกาสและมอบพื้นที่การสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเสาะหาความเป็นเลิศ มุ่งหวังสนับสนุนบุคคลผู้มีเป้าหมายที่จะเดินทางไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงานของตน และด้วยสถานการณ์อันไม่คาดคิดเช่นนี้ เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยรักษาดนตรีให้ยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราได้ต่อไป”

แนวคิดที่เป็นมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Rolex คือ การผลักดันสนับสนุนผลงานอันเป็นเลิศ และการพัฒนาของศิลปินทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี การริเริ่มคอนเสิร์ตเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ Rolex ในการสนับสนุนวงการดนตรีทั่วโลกในวงกว้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา Rolex ยังได้สนับสนุนเงินทุนแก่ศิลปินที่ Metropolitan Opera ณ เมืองนิวยอร์ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส

Rolex Testimonee Sonya Yoncheva

ศิลปินแต่ละราย ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีใดหรือใช้โทนเสียงใดได้ผ่านการคัดเลือก โดยตัดสินจากความสามารถและเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดย Renaud Capuçon นักไวโอลินผู้เป็นหนึ่งในสาม Rolex Testimonees ซึ่ง Testimonees ทั้งสี่คนเคยร่วมงานกับศิลปินผู้ได้รับเลือกมาแล้วทั้งสิ้นและแต่ละคนจะร่วมแสดงในคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้น ศิลปินทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกให้แสดงจะได้รับค่าตอบแทน

4 ศิลปินนานาชาติผู้ร่วมจัดคอนเสิร์ต The “Perpetual Music” Concerts

Juan Diego Flórez เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงเทเนอร์ขวัญใจผู้ชมที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ตลอดเส้นทางสายดนตรี เขาได้แสดงบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาแล้วมากมาย ด้วยพรสวรรค์สุดพิเศษและลักษณะการขับร้องที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักร้องชาวเปรูคนนี้ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของวงการโอเปร่า นอกเหนือจากการขึ้นเวทีขับร้องในคอนเสิร์ตและเข้าห้องอัดเพลงแล้ว เขายังได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคมมากมายเพื่อช่วยเหลือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น โดย Flórez ได้รับเลือกเป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2015

Sonya Yoncheva เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโนชาวบัลแกเรีย-สวิสที่น่าจับตามองมากที่สุด คนหนึ่งในปัจจุบัน เธอเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการและขึ้นแสดงโอเปร่าเฮาส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Opéra national de Paris, La Scala และ The Met โดย Yoncheva เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Rolex Testimonee ในปี 2011 

Rolando Villazón เป็นนักร้องเสียงลีริกเทเนอร์ขวัญใจนักวิจารณ์และผู้ชมในวงการดนตรี ด้วยความสามารถพิเศษด้านเสียงเพลงที่หลากหลาย เมื่อไม่ได้อยู่บนเวที เขายังประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับเวที นักเขียนนิยาย นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งเป็นผู้กำกับศิลป์ของโครงการ Mozartwoche Salzburg ผลงานเพลงของเขาทำยอดขายถล่มทลายจนได้รับแผ่นเสียงทองคำหรือแพลตินัมอยู่เสมอ Villazón เข้าร่วมครอบครัว Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2005

Renaud Capuçon เป็นนักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่กุมหัวใจผู้ชมทั่วโลกด้วยความสง่างามความโอบอ้อมอารี และความสามารถพิเศษในการบรรเลงบทเพลงที่ลุ่มลึก เขาได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีทั่วโลกในฐานะนักโซโล่ไวโอลิน นักดนตรีในการแสดงเดี่ยว และนักดนตรีในวงแชมเบอร์ ตลอดชีวิตนักดนตรี Capuçon ได้ร่วมงานกับวงออร์เครสตา ศิลปินชั้นครูมากมายและแสดงบนเวทีและเทศกาลดนตรีที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก

ROLEX TESTIMONEES ในโลกแห่งภาพยนตร์

ROLEX TESTIMONEES 4 สุดยอดนักสร้างภาพยนตร์

Rolex ยกย่องและสนับสนุนผู้ที่สามารถประสบความสำเร็จสูงสุดในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงกีฬา ภาพยนตร์ หรือศิลปะแขนงต่างๆ สำหรับ Rolex Testimonees ทั้ง 4 ท่านในวงการภาพยนตร์ ได้แก่ Kathryn Bigelow, James Cameron, Alejandro G. Iñárritu และ Martin Scorsese ล้วนเป็นสุดยอดฝีมือที่มีผลงานภาพยนตร์ระดับตำนาน เคยกวาดรางวัลออสการ์รวมกันแล้วทั้งสิ้น 57 รางวัล ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์บุคคลในตำนานเหล่านี้เล็งเห็นคุณค่าของการบันทึกช่วงเวลาต่างๆ โดยอาศัยผลงานของตนตีความหมายสรรพสิ่งในโลกด้วยชั้นเชิงทางศิลปะ ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้ง 4 ท่านแสวงหาความเป็นเลิศที่เป็นอมตะ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่เดินตามความฝัน ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

KATHRYN BIGELOW
Kathryn Bigelow เป็นสุภาพสตรีคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เธอมีความสามารถโดดเด่นในการเล่าเรื่องผ่านภาพ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด และการเลือกเรื่องต่างๆ ที่เธอสนใจได้ปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพลิกโฉมวงการภาพยนตร์ในปัจจุบัน ผู้กำกับชาวอเมริกันท่านนี้ยังเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและเขียนบทภาพยนตร์ให้กับผลงานของตนเองหลายเรื่อง

Bigelow ร่วมเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเธอ The Loveless ในปี 1981 และในช่วงทศวรรษที่ 90 เธอได้กำกับภาพยนตร์แอ็กชั่น 3เรื่อง ได้แก่ Blue Steel (1989), Point Break (1991) และ Strange Days (1995) เธอได้ฉีกกฎรูปแบบเดิมๆ ของภาพยนตร์แอ็กชั่น และผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มาของเธอ ยิ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังยิ่งขึ้นและก้าวขึ้นสู่ทำเนียบสุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยภาพยนตร์แอ็กชั่นระทึกขวัญเชิงการเมือง อาทิ The Hurt Locker ในปี 2008 และ Zero Dark Thirty ในปี 2012 โดยผลงานเรื่อง The Hurt Locker ส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอง สำหรับภาพยนตร์ล่าสุดเรื่อง Detroit (2017) ที่เธอเป็นทั้งผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างได้อ้างอิงเรื่องราวของเหตุจลาจลในเมืองดีทรอยต์เมื่อปี 1967 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางเชื้อชาติ ผลงานภาพยนตร์ของเธอได้กระตุ้นให้เกิดการพิเคราะห์สถานการณ์การเมืองรอบตัว และสร้างชื่อให้เธอในฐานะสุดยอดผู้กำกับตัวจริง

“คำแนะนำของฉันที่อยากจะบอกกับผู้กำกับรุ่นใหม่คือ จงอย่าย่อท้อ และพร้อมรับมือกับความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ ที่จะต้องเจอเมื่อทำงานศิลปะ ฉันอยากให้ทุกคนถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองออกมาอย่างลึกซึ้งและเคารพจุดยืนของตนเอง”

JAMES CAMERON
Cameron เป็นนักสร้างภาพยนตร์และนักสำรวจที่ได้รับการยกย่อง ในฐานะที่เป็นทั้งผู้กำกับ ผู้เขียนบท และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เขามีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจมากที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อาทิ The Terminator (1984), Aliens (1986), The Abyss (1989) Terminator 2: Judgement Day (1991), True Lies (1994), Titanic (1997) และ Avatar (2009)

ภาพยนตร์ของเขาได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้าน visual effect และทำสถิติสูงสุดในหลายๆ ด้านทั้งในและต่างประเทศ Avatar คือภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยที่ Titanic เคยครองสถิตินี้มาก่อนถึง 12 ปี ภาพยนตร์ของเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงและกวาดรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งนี้ Titanic ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสถาบันฯ 14 รางวัล และคว้ามาได้ถึง 11 รางวัล รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวแคนาดาที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมายคนนี้ เป็นผู้นิยมความเที่ยงตรงแม่นยำ และเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของภาพยนตร์ เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำพาผู้ชมเข้าสู่โลกที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอได้อย่างสมจริงที่สุด

Cameron สวมใส่ Rolex มาเป็นเวลาหลายสิบปี และนาฬิกา Rolex ยังได้ปรากฏโฉมอยู่ในฉากสำคัญในภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง เขาให้ Bill Paxton นักแสดงผู้ล่วงลับสวม Rolex Submariner ในขณะถ่ายทำเรื่อง Titanic ซึ่งในงานประกาศรางวัลออสการ์ประจำปี 2017 ได้นำภาพยนตร์บางตอนมาฉายด้วย “ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมจะต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่เป็นทุกๆ รายละเอียด ตัวละครทุกตัว อุปกรณ์ทุกชิ้น และความต่อเนื่องทุกฉาก” เขากล่าว “Rolex ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่งดงามและผลงานประดิษฐ์ชิ้นเอกทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งทนทานอีกด้วย Rolex เป็นนาฬิกาที่คุณสวมใส่ได้ในทุกสภาพแวดล้อมและทานทนต่อแรงกดดัน ฉะนั้น จึงเป็นการสื่อความหมายโดยนัยไปยังผู้ชมว่า ตัวละครนี้สามารถทนต่อความกดดันที่เขาหรือเธอจำเป็นต้องรับมือให้ได้เช่นกัน”

“ผมพยายามค้นหาวิธีที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสมบูรณ์แบบ เพื่อให้เรื่องนั้นๆ สะท้อนความรู้สึกและจิตใจของผู้คนได้ถึงแก่นมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ผมคิดว่าถ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมบอกกับตัวเองทุกวันว่า ‘จะพยายามและลงมือทำให้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้ดีกว่าที่เคยทำมาก่อนก็พอ’ เมื่อนั้น คุณจะสามารถนำเสนอสิ่งที่ปรากฏอยู่บนจอได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะมันจะคงอยู่ในใจผู้คนไปตลอดกาล”

ALEJANDRO G. IÑÁRRITU
เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน (จาก Birdman ในปี 2015 และ The Revenant ในปี 2016) Alejandro G. Iñárritu มีชื่อเสียงในด้านการค้นหาความหมายของความเป็นมนุษย์ ควบคู่กับสไตล์การนำเสนอภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับที่มีบทบาทสำคัญในวงการ ผลงานเปิดตัวของเขาเรื่อง Amores Perros ในปี 2000 เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม และการได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน ส่งให้ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเม็กซิกันผู้นี้ ได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเทียบเคียงกับ John Ford และ Joseph L. Mankiewicz

ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา CARNE y ARENA (Virtually present, Physically invisible) ใช้เทคโนโลยี VR กับสื่อ installation ถ่ายทอดเหตุการณ์หนึ่งที่อ้างอิงจากเรื่องจริง ทำให้ผู้ชมสามารถร่วมรับรู้ประสบการณ์บางเสี้ยวของชีวิตผู้อพยพลี้ภัย ฉายเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และคว้ารางวัลออสการ์เกียรติยศในการประกาศรางวัล Governors Awards ประจำปีครั้งที่ 9 นับเป็นรางวัลออสการ์ตัวที่ 5 ของ Iñárritu โดยทางสถาบันได้ประกาศเกียรติคุณยกย่องเขาในฐานะ “นักเล่าเรื่องที่มีจินตนาการล้ำลึกและถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างทรงพลัง”

นอกจากนี้ Iñárritu ยังเป็นที่ปรึกษาด้านภาพยนตร์ในโครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative ปี 2014-2015 โดยเขาได้เชิญศิลปินภายใต้การดูแลของเขา เข้าไปเยี่ยมชมกองถ่ายทำเรื่อง The Revenant อีกด้วย

Iñárritu เชื่อว่างานศิลปะเป็นสิ่งที่ยืนยง ดำรงอยู่ให้ผู้คนเสพและสัมผัสตลอดไป “มันคือสิ่งที่เปลี่ยนไปตามความรู้สึกของผู้เสพงานแต่ละคน และส่งผลต่อจิตใจของผู้คนแตกต่างกันไป”

MARTIN SCORSESE
Martin Scorsese คือบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์บนเส้นทางอาชีพที่ยาวนานกว่า 50 ปีที่เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบทภาพยนตร์ มีผลงานที่โดดเด่นหลายเรื่องและได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสูงสุดตลอดกาล เขาหลงใหลและชื่นชอบในศิลปะภาพยนตร์ เป็นผู้ที่กระตุ้นให้เราตระหนักถึงการอนุรักษ์ภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง Scorsese เติบโตในย่านลิตเติ้ลอิตาลีในกรุงนิวยอร์ก และเริ่มทำภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 เขาได้เปิดมุมมองและสร้างนิยามใหม่ต่อความคิดที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้ในภาพยนตร์ ผ่านผลงานคลาสสิกต่างๆ เช่น Mean Streets (1973), Taxi Driver (1976) และ Raging Bull (1980) บุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Scorsese ที่ผสมผสานความเป็นสุดยอดด้านศิลปะ เสน่ห์ที่น่าค้นหา และความมีน้ำใจยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ชมทั่วทุกมุมโลกมาโดยตลอด การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ คือกุญแจสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านจอภาพเห็นได้จากภาพยนตร์ที่เลื่องชื่อหลายเรื่องที่ Scorsese ได้หยิบยกนาฬิกา Rolex รุ่นต่างๆ โดยเฉพาะรุ่น Oyster Perpetual Day-Date ที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ ให้ไปปรากฏบนจอภาพยนตร์
ในปี 2008 Scorsese ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในโครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative โดยเลือกร่วมงานกับ Celina Murga นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอาร์เจนติน่า ซึ่งทำงานเคียงข้างเขาขณะถ่ายทำเรื่อง Shutter Island (2010)

โดยสรุปแล้ว Martin Scorsese มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่องานศิลปะแขนงนี้ที่เขาได้ยึดถือเป็นวิชาชีพมาตั้งแต่อายุยังน้อย เขาฝากข้อคิดถึงนักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ไว้ว่า “ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใครๆ ก็สร้างภาพยนตร์ได้ แถมยังมีตัวเลือกมากมายให้เลือกใช้ แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดมีอยู่เรื่องเดียวคือ คุณอยากที่จะบอกเล่าเรื่องราวมากน้อยเพียงใด มีแต่คุณเท่านั้นที่จะจุดประกายความคิดนั้นได้ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำให้คุณได้”

อัพเดทนาฬิกา GMT บอกเวลาสองประเทศจากงาน BaselWorld 2018

สำหรับคนที่เป็นแฟนขาประจำของนาฬิกาดีไซน์สปอร์ตที่มาพร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ 

หลายคนที่ยังสงสัยว่าเจ้านาฬิกาจีเอ็มทีมีลักษณะอย่างไร ต้องบอกว่านาฬิกาจีเอ็มทีเป็นนาฬิกาที่สามารถบอกเวลาได้พร้อมกันสองประเทศโดยใช้เข็มชั่วโมงเข็มที่สอง ซึ่งมักมีรูปทรงหรือสีต่างจากเข็มชั่วโมงปกติ และเข็มนี้จะเดินครบหนึ่งรอบหน้าปัดนาฬิกาในเวลา 24 ชั่วโมง อ่านเทียบกับสเกลที่อยู่บนขอบตัวเรือน บ้างมีการแบ่งสีเป็นช่วงกลางวันและกลางคืน หรือบ้างตัวก็ไม่แบ่งชัดเจน ข้อยกเว้นเดียวคือเรือนสุดท้ายอย่างเจ้า Casio ซึ่งเป็นเครื่องควอตซ์ ไม่ใช่เครื่องนาฬิกาแบบจักรกลจึงมีลักษณะแตกต่างออกไป

ในการใช้งานจริง หากบ้านเราอยู่เมืองไทยและจะเดินทางไปประเทศอื่น เราก็ตั้งเข็ม 24 ชั่วโมงนี้ให้เป็นเวลาไทยไว้ก่อน เมื่อไปถึงประเทศปลายทางแล้วก็ตั้งเข็มชั่วโมงปกติให้ตรงกับเวลาท้องถิ่น เพียงเท่านี้เราก็จะทราบเวลาเมืองไทยแล้วว่าเป็นตีห้าหรือห้าโมงเย็น เป็นต้น ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น เพราะดูเวลาในมือถือได้หรือบวกเวลาในหัวได้ แต่มันก็เป็นฟังก์ชั่นที่มีกันมาตั้งแต่สมัยก่อนและก็จะมีต่อไปครับ

Rolex Oyster Perpetual GMT-Master II

รุ่นใหม่ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำและน้ำตาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน วัสดุตัวเรือนและสายเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ทั้งเรือน ทรงพลังมากๆ

 

TAG Heuer Carrera Chronograph GMT

จับเวลาได้ด้วยและบอกเวลาในประเทศที่สองได้ด้วย หน้าปัดเป็นแบบเปิดเพื่อให้เห็นกลไกของตัวเครื่องที่อยู่ด้านล่าง ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลขนาด 45 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำและน้ำเงิน

 

Tudor Black Bay GMT

เป็นนาฬิกาที่เรียกความสนใจของนักข่าวได้มากเพราะเดิม Tudor ไม่มีการผลิตนาฬิกาจีเอ็มทีในลักษณะนี้ ยิ่งประกอบกับความนิยมของ Black Bay ในเวลานี้ก็เชื่อว่าจะมีแต่คนอยากรีบจับจองก่อนใคร

 

Grand Seiko Blue Ceramic Hi-beat GMT “Special” Limited Edition (SBGJ229G)

พื้นหน้าปัดลายพิเศษออกใหม่ปีนี้ ตัวเรือนไทเทเนียมครอบทับด้วยเซรามิกสีน้ำเงิน ขนาดบึกบึน 46.4 มม. ใครชอบงานผลิตระดับสูงแบบไม่กลัวว่าเป็นญี่ปุ่นแต่ราคาสวิสก็ลองดูได้

 

Oris Big Crown ProPilot Calibre 114

เครื่องไขลานแบบมีกำลังลานสำรองยาวนานถึง 10 วันพร้อมเข็มบอกกำลังลานสำรองบริเวณสามนาฬิกา ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 44 มม. หน้าปัดสีเทา ปลายเข็มจีเอ็มทีมีสัญลักษณ์รูปเครื่องบินสีแดง

 

Casio G-Shock MRG-G2000HA

ขอบตัวเรือนตกแต่งด้วยวิธีการทุบอย่างละเอียดจนเกิดเป็นลายคล้ายบ่าบนด้ามดาบซามูไรโดยฝีมือช่างชาวญี่ปุ่นอายุ 75 ปี การบอกเวลาประเทศที่สองใช้หน้าปัดเล็กที่อยู่บริเวณหกนาฬิกา

มีหลายเหตุผลจริงๆ ที่คุณจะไม่สามารถปฏิเสธนาฬิกาโรเล็กซ์ได้

Iconic crown

แบรนด์นาฬิการะดับตำนานที่โด่งดังจนเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลาธรรมดาๆ ไปแล้ว แถมเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปคุณค่าในตัวยังทวีคูณมากยิ่งกว่าเงินฝากในบัญชีเสียอีก

opener-rolex-w1

ก่อนเราจะไปเริ่มว่าทำไมเวลาเลือกซื้อนาฬิกาคุณถึงต้องมองไปที่ Rolex (โรเล็กซ์) เป็นอันดับแรก แล้วแบรนด์นี้เขามีดีอะไรทำไมถึงอยู่ยงคงกระพันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 มารู้จักกับแนวคิดของ Rolex สั้นๆ นั่นคือ การเน้นไปที่นวัตกรรมซึ่งจะเห็นว่าวิวัฒนาการของชิ้นส่วนหลายชิ้นนั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ต้องขอบหน้าปัดของรุ่น Submariner หรือ GMT ที่แต่ก่อนนั้นจะใช้เป็นขอบฟิล์ม หรือเก่ามากๆ ก็เป็นแบคกาไลต์ แต่ปัจจุบันนี้นั้นเปลี่ยน
เป็นขอบเซรามิกกันหมดแล้ว ถัดมาคือเรื่องของความแม่นยำ ถ้าหากคุณไปเปิดดูเครื่องของ Rolex นั้นจะมีการพัฒนาตลอดเวลา ยกตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดๆ ก็เครื่องของรุ่น Datejust เครื่องที่อาจจะคุ้นตาเหล่านักสะสมส่วนมากจะเป็นเครื่องกลไกอัตโนมัติจักรสีม่วงหรือที่นักเล่นเรียกกันสั้นๆ ว่า ‘เครื่องจักรม่วง’ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องจักรม่วงแต่ละตัวนั้นคุณเปิดมาอาจจะไม่เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ Rolex มีการพัฒนาชิ้นส่วนในเครื่องตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แล้วรู้หรือไม่ว่ามีเครื่องกลไกอัตโนมัติอีกหนึ่งเครื่องที่ทำตลาดในช่วงสั้นๆ นักสะสมจะเรียกเครื่องนั้นว่าเครื่องผีเสื้อ โรเตอร์ จะมีการเจาะรูให้เห็นเครื่องด้านในสวยงาม และเป็นหนึ่งในเครื่องที่สวยขึ้นหิ้งที่ออกมาจากโรงงาน Rolex และสุดท้ายสิ่งที่ Rolex เน้นก็คือฟังก์ชั่นการใช้งาน แต่ละรุ่นจะมีเป้าหมายในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น Sea-Dweller ก็ออกมาเพื่อนักประดาน้ำลึก Yacht-Master ก็สำหรับนักเล่นเรือใบ Day-Date ก็สำหรับนักธุรกิจที่เฟ้นหาความสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าจะรุ่นอะไรส่วนใหญ่ถ้าขึ้นชื่อว่า Rolex ยากเหลือเกินที่เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปมูลค่าในตัวจะไม่เพิ่มพูนขึ้น เอาล่ะคุณ ก็รู้จักกับ Rolex มาคร่าวๆ แล้ววันนี้เราก็มี 7 ข้อดีๆ ที่ทำไมใครๆ ก็ต้องมีนาฬิกา Rolex ติดไว้สักเรือนสองเรือน

เสน่ห์เหนือกาลเวลา

ด้วยดีไซน์การออกแบบนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์จะสังเกตได้ว่าทุกรุ่นของ Rolex นั้นแทบจะส่งทอดดีเอ็นเอกันมาแบบไม่ตกหล่นจริงๆ แม้จะเปิดตัวออกมาต่างกันนานแค่ไหน รับประกันได้เลยว่าหากนำมาวางคู่กันคุณเองก็ต้องดูออกว่านี่ล่ะสายเลือดเดียวกันจริงๆ มิหนำซ้ำการดีไซน์แบบนี้ยังทำให้นาฬิกาหลายๆ รุ่นของ Rolex นั้นเป็นเหมือนไอค่อนที่ข้ามยุคข้ามสมัยมา

บุคคลสำคัญให้ความไว้วางใจ

คือหลายๆ รุ่นนั้นไม่ใช่ว่าเพิ่งจะดังเปรี้ยงปร้างกันในยุคนี้ แต่เขาดังเป็นพลุแตกมาตั้งแต่อดีตก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือถือ
ให้คุณใช้เสียอีก อย่างรุ่น Day-Date นั้นก็มีชื่อเล่นว่า “นาฬิกาประธานาธิบดี” เพราะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นเขาเลือกสวมใส่ในชีวิตประจำวันจริงๆ

จุดเริ่มต้นของการสร้างบทสนทนา

ด้วยเรื่องราวของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งในบทสนทนาของสุภาพบุรุษนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการถามไถ่ถึงนาฬิกา Rolex ที่แต่ละคนมีเก็บไว้ในคอลเลกชั่น และที่สำคัญนั้นระดับความหายากง่ายของแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากันอีกต่างหาก นั่นก็จะเป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่หลายคนอยากรู้ว่าไปหามาครอบครองได้อย่างไร

คุณภาพที่ผ่านการทดสอบ

แน่นอนว่านาฬิการะดับไฮเอนด์ขนาดนี้นั้นก็ต้องผ่านการทดสอบมาแทบจะทุกสภาวะอากาศและแรงกดดันอย่างแน่นอน แต่ถึงจะอธิบายยาวเหยียดว่ามีอะไรบ้างในการทดสอบนั้นหลายคนคงเบื่อแน่ๆ แต่หากลองสังเกตว่านาฬิกาโรเล็กซ์หลายๆ เรือนติดมือบรรพบุรุษของคุณมากี่รุ่นแล้ว ก็คงจะพอบอกได้แล้วล่ะว่าคุณภาพและความแม่นยำของการเดินนั้นอยู่ระดับใด

โดดเด่นโดยไม่ต้องพูดจา

เมื่อสวมใส่นาฬิกา Rolex บนข้อมือนั้นคุณไม่จำเป็นต้องบอกใครด้วยซ้ำว่าใส่นาฬิกาอะไร นาฬิกา Rolex ที่สวมใส่บนข้อมือของคุณนั้นได้ทำหน้าที่นี้ให้คุณไปเรียบร้อยแล้ว เพราะล่าสุดเพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของปี 2559 จากการรายงานของ Global Reptrak® 100 ของ Reputation Institute

ผลิตจากวัสดุชั้นเลิศ

การผลิตนาฬิกาให้มีอายุการใช้งานข้ามศตวรรษนั้นก็ต้องเลือกแต่วัสดุที่มีคุณภาพและทนทาน รุ่นสเตนเลสสตีลของ Rolex นั้นจะใช้แต่เหล็กกล้า 904L ที่เป็นโลหะทนการกร่อนได้สูงและทนทานกว่าเหล็กทั่วไปหลายเท่า ส่วนทองคำนั้นก็เลือกใช้เฉพาะทองคำ 18 กะรัต มีความทนทานและผิวมันวาว และสำหรับรุ่นที่มีเพชรประดับนั้นหากคุณส่องด้วยตาเปล่ารับรอง
ว่าดูไม่ออกว่าเม็ดไหนใหญ่หรือเล็กกว่ากัน เพราะอัญมณีแต่ละชิ้นนั้นผ่านการคัดกรองโดยแผนกอัญมณีของ Rolex มาแล้ว

สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ

หลายๆ คนนั้นมีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สำหรับผู้ชายแล้วนาฬิกาข้อมือนั้นน่าจะเป็นเครื่องประดับที่เป็นได้ทั้งเครื่องบอกเวลาและทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเอง จึงไม่น่าแปลกใจนักที่นาฬิกาจะเป็นเป้าหมายในชีวิตของใครหลายๆ คน
ที่ต้องตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อให้ได้รุ่นที่ต้องการมาครอบครอง

เปิดกรุของสะสมปราสาท วิทยาภัทร์คอลเล็กเตอร์นาฬิกาวินเทจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ปราสาท วิทยาภัทร์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์นาฬิกาข้อมือวินเทจ ปากกา และนาฬิกาพก รวมไปถึงนาฬิกาตั้งโต๊ะ และเครื่องมือช่างวินเทจหลากหลายรายการนั้น จริงๆ แล้วเขาเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิทเทลเลคท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ เรียกได้ว่าเขาไม่มีธุรกิจอะไรเกี่ยวข้องกับวงการนาฬิกาเลย นอกเหนือไปจาก ‘ความรัก’ เท่านั้น

เพราะรักจึงสะสม

“ปกติเวลาใครเข้ามาในห้องนี้จะคิดว่าผมขายนาฬิกา ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับนาฬิกาเลย” ปราสาทเปิดบทสนทนากับเราพร้อมกับมองไปรอบพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเรือนเวลาวินเทจด้วยแววตาแห่งความรัก “ผมทำอาชีพเป็นผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เป็นนายกสมาคมผู้ผลิตฯ สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษามาหลายสมัย ส่วนนาฬิกานี้ทำเพราะรัก เพราะชอบเท่านั้น ผมจึงจะบอกทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้ว่า อย่าขอ หรืออย่าขอซื้อเลย ไม่อย่างนั้นผมจะลำบากใจมาก” ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครๆ จะคิดว่านาฬิกาในห้องนี้มีไว้เพื่อขาย หรือเก็งกำไร เพราะทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยนาฬิกาวินเทจสารพัดรุ่น หลากหลายยี่ห้อ บางรุ่นเก่าเก็บหายากมากเสียจนพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์เองก็ยังไม่เคยเห็น “ผมเลือกเก็บเฉพาะนาฬิกาวินเทจ เพราะแต่ละเรือนจะมีเรื่องเล่า 
มีเรื่องราว เก็บสนุกกว่านาฬิกาใหม่ซึ่งใครมีเงินก็ซื้อได้ และบาง
แบรนด์ก็ผูกพันกับตัวผมมากๆ อย่างเช่น Omega นี่ถือว่าผูกพันมาก 
เพราะเป็นนาฬิกาในฝันของผมสมัยเด็กๆ คือ แบบอยากได้ตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มๆ แล้วไม่มีเงินซื้อไง ก็เริ่มต้นซื้อ Seiko ไปก่อน 
ช่วงประมาณยุค ’70s Omega Dynamic ราคาอยู่ที่สามพันสองร้อยบาท ในขณะที่ Seiko M88 ราคาเรือนละสองร้อยบาท ผมอยากได้ ไปขอเขาผ่อน เขาคิดสามร้อยยี่สิบบาท ผ่อนเดือนละร้อย ก็ยังต้องผ่อนไปตั้งสามเดือน แล้วพอเริ่มมีรายได้ ก็เลยเก็บมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นคอลเลกชั่นใหญ่ในปัจจุบัน”

ปราสาทเล่าว่า เขาเริ่มเก็บนาฬิกาเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็เมื่อกว่าสี่สิบปีที่แล้ว ช่วงชีวิตที่เขาตกงาน ไม่มีอะไรทำ ก็หยิบจับของเก่าภายในบ้านมาลูบคลำเล่น เอานาฬิกาโบราณของน้าชายมาขัด เปลี่ยนสาย นำมาใส่ “เพราะไม่มีเงินซื้อใหม่ไงครับ” ปราสาทพูดติดตลก​ “แต่พอเอามา
ใส่จริงๆ ก็รู้สึกหลงรัก รู้สึกว่าสวยมาก เลยเริ่มเห็นของเก่าสวย มีคุณค่า 
ในสมัยนั้นคนไทยไม่ค่อยเล่นของเก่าเท่าไหร่นะ ยุคแรกๆ ที่ผมไปเดินดูนาฬิกา Rolex Bubble Back สองกษัตริย์สภาพสวยๆ นี่ ราคาเรือนละ
ไม่ถึงสองพันนะครับ ผมก็อาศัยเก็บตามมีตามเกิด ไม่ได้เน้นของแพงครับ เน้นของที่ชอบ ผมคิดว่า แค่ซื้อมาเพราะชอบ คุณก็ได้กำไรไปแล้วครับ”

คุณค่าอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ราคา!

ดังที่ปราสาทเล่าให้เราฟังว่า เขาไม่ได้ให้คุณค่าของนาฬิกาในคอลเลกชั่นผ่านราคาค่าตัว แต่ให้คุณค่าทางด้านความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก เขาจึงให้คำแนะนำแก่คอลเลกเตอร์รุ่นใหม่ๆ เสมอว่า อย่าได้ไปคิดจะ
เก็บนาฬิกาเพื่อเก็งกำไร แต่ให้คิดเก็บนาฬิกาที่ชอบ แล้วกำไรจะตามมาเอง “ถ้าพูดกันตรงๆ นะครับ กำไรที่ได้จากการหมุนเวียนนาฬิกานั้น
ส่วนมากตกไปอยู่ที่พ่อค้า ไม่ใช่นักสะสม คุณต้องมองให้ออกว่า นาฬิการุ่นใหม่ๆ นั้น โอกาสที่จะได้ราคามากกว่าตอนซื้อนี่น้อยมาก แต่นาฬิกาวินเทจ
นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ เพราะอันนี้อาศัยความยาวนานในการเก็บ คือ ถ้าคุณซื้อนาฬิกามาวันนี้ แล้วรอขายต่ออีกสี่สิบปีให้หลัง ราคาอาจจะขึ้นหลายเท่า แต่คุณจะอยู่ถึงวันนั้นไหมล่ะ” ปราสาทถามด้วยเสียงหัวเราะ “ดังนั้น ถ้าคิดจะเป็นคอลเลกเตอร์นะ ให้เก็บด้วยความรัก รับประกันได้กำไรแน่นอน อย่างแรกก็มีความสุข ได้ชื่นชมของที่ชอบที่อยากได้ อย่าเก็บด้วยความคาดหวังว่าจะทำกำไร เพราะถ้าไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง 
ก็จะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์นะครับ”

ปรัชญาการเก็บนาฬิกาด้วยความรักที่ปราสาทยึดมั่นนั้นทำให้เขาไม่ตกเป็น ‘ทาส’ ของของสะสมชุดใหญ่ภายในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมนี้  เมื่อเราถามเขาถึงวิธีการดูแลรักษานาฬิกาจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เขาตอบสั้นๆ ว่า “ผม ‘ดู’ เขา แต่ไม่ได้ไปคอยระวังรักษาเขาครับ ไม่อย่างนั้น
ผมจะตกเป็นทาสของนาฬิกา คือ ผมซื้อนาฬิกามาดู ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าผมต้องมานั่งระมัดระวังนาฬิกาทุกเรือน ชีวิตผมคงจะลำบากแย่ บางครั้งผมหยิบนาฬิกามาใส่ก็ลืมไขลานด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้ว นาฬิกาจะเดินตรงหรือไม่ตรง ไม่ค่อยเป็นประเด็นสำคัญนัก ผมแค่มองว่า ผมชอบดีไซน์นี้ ใส่แล้วสวย อยากใส่ก็ใส่เลย ดังนั้น คำตอบของผมก็คือ ผมไม่ได้ดูแลนาฬิกา ผมแค่เดินดูนาฬิกาแล้วมีความสุขก็เท่านั้น ไม่ได้กังวลจนต้องคอยเช็คว่านาฬิกาแต่ละเรือนเดินตรงหรือไม่”

งานศิลปะที่สวมใส่ได้

“ผมชอบงานศิลปะครับ” ปราสาทตอบเมื่อเราถามว่าเขาชอบนาฬิกาอื่นๆ ที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือด้วยใช่หรือไม่ “ในห้องนี้จะมีงานศิลปะอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาฬิกาผสมอยู่ด้วย คือ ผมมองงานศิลปะแล้วรู้สึกว่าสวย ผมก็จะเก็บไว้ แต่งานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ แบบภาพวาด หรือนาฬิกาติดผนังนั้น ผมมีพื้นที่จำกัด เพราะไม่มีผนังให้ติด ไม่รู้จะไปเก็บที่ไหน ผมจึงเลือกที่จะเก็บงานศิลปะขนาดเล็กลง ก็ได้แก่นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก นาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็ก และปากกาแนววินเทจแต่ในขณะเดียวกัน ผมทำงานเกี่ยวกับช่าง ก็เลยมองเครื่องมือวิทยาศาสตร์โบราณเป็นงานศิลปะไปด้วยครับ”

นอกเหนือไปจากนาฬิกาข้อมือ และของสะสมอื่นๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้คอลเลกชั่นในห้องนี้สมบูรณ์แบบขึ้นอีกหลายเท่าตัว ก็ได้แก่
แอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ เกี่ยวกับนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นถาด ฐานตั้ง กล่อง ใบรับประกัน และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งปราสาทเองก็บอกว่า บางครั้ง การ ‘เสาะ’ แสวงหาของเหล่านี้นั้นก็ต้องอาศัยความบังเอิญและพรหมลิขิตเป็นตัวชักพา “การเก็บของเหล่านี้ทำให้เราสนุกขึ้น เพราะการที่เราเอานาฬิกา Rolex ไปใส่บนฐาน Rolex ที่ถูกยุคถูกสมัย ทำให้นาฬิกาดูดีขึ้น และก็ดีต่อจิตใจเราด้วย อย่างฐานของ TAG Heuer แบบโบราณผมก็มีอยู่สองสามชิ้นเท่านั้น ถ้ามีโอกาสเจอ ผมจะซื้อเสมอ นี่รวมถึงกล่องโบราณ ใบรับประกันโบราณ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วยนะครับ เพราะทำให้การสะสมของผมนั้นสนุก และมีเรื่องราวมากขึ้น”

เรื่องราวแห่งความผูกพัน

“นาฬิกาเรือนแรกที่ผมเก็บนี่ ไม่มีชื่อหรือเป็นที่รู้จักเลยครับ ยี่ห้อ Prely ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว เป็นนาฬิกาของน้าชายที่ยกให้พี่ชายผม เมื่อพี่ชายผมซื้อเรือนใหม่ ก็ทิ้งเรือนนี้ไว้ ผมก็เอามาใส่เล่นช่วงตกงาน ก็รู้สึกชอบทันที หน้าปัดแตกลายงา และขึ้นราตามอายุ ดูสวย และคลาสสิกสุดๆ ครับ” และด้วยความผูกพันดังกล่าวนั้น ทำให้ปราสาทเริ่มต้นการสะสมนาฬิกาด้วยความรักอย่างจริงจัง และดังที่เขาเน้นย้ำไว้หลายต่อหลายครั้งว่า การเก็บสะสมของเขานั้นเริ่มต้นจากความรัก ดังนั้น ความรักจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเก็บสะสมมาจนถึงทุกวันนี้ “มีคนถามผมเสมอว่า มีอะไรค้างคาใจไหมกับการสะสม ผมตอบได้เลยว่า ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนผมมี
ความฝันที่จะได้ Omega, Rolex และ TAG Heuer บางรุ่นซึ่งในปัจจุบันผมก็ตามเก็บได้หมดแล้ว Rolex Bubble Back ตัวที่ผมคิดว่าสวยที่สุด
ในประเทศไทยก็อยู่กับผมแล้ว  Corum Saddam Hussein เรือนเดียวในโลกก็ยังโคจรมาเจอผมจนได้ ส่วน Corum Rolls-Royce นี่นายช่างใหญ่ของ Corum จากสวิตเซอร์แลนด์ก็บอกให้มาดูของจริงที่ผม  เรียกได้ว่าผมมีครบหมดแล้วล่ะ แต่ในกรณีที่เดินไปเจอบางเรือนแล้วอยากได้ อันนี้ถือเป็นเรื่องไม่คาดคิด ไม่นับนะครับ” ปราสาทจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม

แม้จะออกตัวว่าไม่มีอะไรค้างคาในใจแล้ว แต่ปราสาทก็ยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดสะสมนาฬิกา “ก็หยุดไม่ได้จริงๆ นะครับ ทุกครั้งที่เห็นก็จะคิดว่า เอาไปเพิ่มอีกสักนิดแล้วกัน บางทีซื้อมาเพิ่ม เอามาวางในตู้นาฬิกานี่ก็กลืนหายไปเลย ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น ผมก็เข้าใจปรัชญาตัวนี้
จนถึงขั้นเขียนติดไว้ที่โต๊ะทำงานว่า ถ้ามีนาฬิกาอีกสักเรือนหรือสองเรือนเพิ่มขึ้น จะทำให้สถานภาพเราแตกต่างไปจากวันนี้ไหม คำตอบก็คือ
ไม่หรอก ก็เท่านี้แหละ สถานภาพก็เท่านี้แหละไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้ว แต่ก็อย่างที่บอก เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำกำไรจากนาฬิกา 
แต่คือความสุขที่ได้จากการสะสม ผมเลือกสะสมสิ่งที่ผมมีความสุข และนั่นก็เป็นกำไรสูงสุดของชีวิตแล้วครับ”

The Rolex Mentor and Protege Arts Initiative สะพานเชื่อมศิลปินรุ่นใหม่ไปสู่ศิลปินระดับมือพระกาฬ

Perfect Pairing

เพราะศิลปะส่องทางให้แก่กัน The Rolex Mentor and Protege Arts Initiative จึงถือกำเนิดขึ้น
เพื่อเปิดสะพานเชื่อมศิลปินรุ่นใหม่ไปสู่ศิลปินระดับมือพระกาฬ โดย Rolex (โรเล็กซ์) จะเป็นผู้คัดเลือก “Mentor” หรือศิลปินใหญ่ ทั้งเจ็ดสาขาวงการศิลปะอันได้แก่ สถาปนิก การเต้น ภาพยนตร์ วรรณกรรม ดนตรี ละครเวที และทัศนศิลป์เพื่อดูแลชี้แนะ “Protege” หรือศิลปินรุ่นเล็กที่ได้รับการคัดเสนอชื่อจากเมนเตอร์ และผ่านการคัดเลือกกลั่นกรองจากคณะกรรมการภายใน Rolex เป็นระยะเวลาหกสัปดาห์
ถึงหนึ่งปี ให้ได้ใช้ชีวิตการทำงานร่วมกัน และผลิตผลงานออกมาสู่สาธารณะเมื่อปิดโครงการ

ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการได้ แต่เมนเตอร์จะเป็น
ผู้เสนอชื่อศิลปินหน้าใหม่ที่ดูมีศักยภาพ และส่งต่อให้ Advisory Board ของ Rolex พิจารณา หลังจากนั้นศิลปิน
กลุ่มดังกล่าวจะได้รับคำเชิญให้ส่งใบสมัครพร้อมผลงานที่เคยทำ
มาเพื่อร่วมชิงตำแหน่งโปรเทเจเพียงหนึ่งเดียว

Protégée Gloria Cabral and mentor Peter Zumthor at work, in his studio in Haldenstein, preparing a design for the "tea chapel" in South Korea.

Peter Zumthor VS Gloria Cabral

ARCHITECTURE

“ผมเลือกกลอเรียมาเป็นโปรเทเจของผมเพราะผมรู้สึกว่าเธอมีความลุ่มหลงและช่างสังเกต เธอคลั่งไคล้วัสดุต่างๆ และมีความสนใจหลากหลาย ผมชอบที่เธอชอบอ่านหนังสือ และไม่ได้มองว่างานสถาปนิกเป็นแค่อาชีพ แต่เป็นความหลงใหลคลั่งไคล้ แม้ว่าเราจะมีกำแพงด้านภาษา แต่ผมก็รู้สึกได้ว่า หลังจากอธิบายอะไรไปก็ตาม เราสองคนจะเข้าใจกันได้ด้วยความรู้สึกร่วม เธอพยายามทำความเข้าใจผม เรากลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ตอนนี้เธอเก่งกว่าผมเสียอีก” Peter Zumthor (ปีเตอร์ ซุมธอร์) สถาปนิกรุ่นใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติจาก Pritzker Prize กล่าวถึง Gloria Cabral (กลอเรีย คาบราล) สถาปนิกรุ่นเด็กจากประเทศปารากวัย “ผมดีใจที่เธอสามารถเปล่งประกายความเก่งออกมาได้ในที่สุด เธอเข้ากับคนในทีมผมได้ดี ผมเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้จากเธอเยอะมาก และผมแอบเสียใจที่โครงการนี้สิ้นสุดลง แต่งานสถาปนิกเป็นงานระยะยาว ผมมั่นใจว่าเราจะติดต่อกันต่อ และมีผลงานร่วมกันแน่ๆ ผมกล้าพูดได้เลยว่า สิ่งที่ Rolex เริ่มไว้นั้น มีค่ามาก”

ปีเตอร์และกลอเรียใช้เวลากว่าหนึ่งปีทำความรู้จักตัวตน สภาพบ้านเกิด ผลงาน และลักษณะนิสัยของกันและกันผ่านมุมมองด้านสถาปนิก ก่อนจะเดินทางไปที่ Cacholic Park ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ อันเป็นพื้นที่ที่ปีเตอร์ได้รับคำเชิญมาให้สร้างโบสถ์หลังเล็ก 
แต่หลังจากที่เยี่ยมชมพื้นที่กันจนเต็มอิ่มแล้ว ทั้ง
สองคนก็ตกลงใจที่จะสร้าง “เรือนน้ำชา” เพื่อเพิ่ม
ความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กับพื้นที่มากกว่า

“การทำงานที่นี่คือการพูดคุยแลกเปลี่ยน และฉันก็ชอบมาก” กลอเรียเล่า “กระบวนการสร้างเรือนน้ำชานั้นน่าสนใจมาก เพราะโดยปกติแล้ว เราจะสร้างโมเด็ลตอนจบงานเท่านั้น แต่การทำงานที่นี่ เราสร้างกัน
ตั้งแต่ต้น ดังนั้น เราเลยเห็นการพัฒนา เปลี่ยนแปลง
ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบโปรเจ็กต์”

การเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างเมนเตอร์และโปรเทเจคู่นี้นั้นก่อให้เกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์สุดวิจิตร ซึ่งจะดำรงอยู่ต่อไปตราบที่โลกนี้ยังคงหมุน

Mentor Olafur Eliasson (right) and protégé Sammy Baloji in Eliasson's studio in Berlin.

Olafur Eliasson VS Sammy Baloji

VISUAL ARTS

ตั้งแต่เข้ามาเป็นหนึ่งในเมนเตอร์ของโครงการ Olafur Eliasson (โอลาเฟอร์ อีเลียสสัน) ศิลปินลูกครึ่งแดนิชและไอซ์แลนด์ก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ต้องการความสัมพันธ์แบบเหลื่อมล้ำ แต่เขาต้องการการแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่า “ผมจะไม่สนใจโครงการนี้เลย หากผมต้องเป็นฝ่ายให้อย่างเดียว” 
เขาบอก “ผมอยากจะได้รับอะไรจากโครงการนี้ด้วย 
ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวตนของใคร ผมไม่ได้จะมานั่งสั่งให้ใครทำอะไร ผมแค่อยากจะมีบทบาทในการกระตุ้นให้เขาเห็นรายละเอียด และอะไรต่อมิอะไรในงานของเขาให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะในการสร้างสรรค์ผลงานนั้น เรามักจะถามคำถามสำคัญคือ “ทำไปเพื่ออะไร” และ “จะทำอย่างไร” ศิลปินหลายคนมักจะลืมคำถามแรก และมุ่งตรงไปยังคำถาม
ที่สอง และพวกเขาก็จะสูญเสียความเป็นศิลปินที่
แท้จริงไป และทุกคนก็จะมองออกว่ามันมีอะไรขาดไป”

และนั่นก็เป็นเหตุผลให้เขาเลือก Sammy Baloji (แซมมี บาโลจิ) ศิลปินหนุ่มไฟแรงจากคองโกมาเป็นโปรเทเจของตนเอง เนื่องจากแซมมี่นั้นมี “สัญชาติญาณอันแรงกล้า และมีพลังที่จะค้นหาคำตอบของคำถามแรก” นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาเกิดในประเทศที่ไฟสงครามยังคุกรุ่นอยู่ในฉากหลัง เขาเติบโตมาในประเทศที่ความสับสนเป็นบ่อเกิดของคำถามขัดแย้งมากมายภายในใจของเขา เขาไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ที่วกวนอยู่ในจิตใจของเขาได้จากสภาวะแวดล้อมที่เขาอยู่ เขาจึงแปรเปลี่ยนความสับสนใจในนั้นออกมาเป็นผลงานทางศิลปะที่มีความหมายเร่าร้อนรุนแรงอันส่งผลกระทบต่อจิตใจ
ของผู้ดูได้อย่างลึกซึ้ง

หลังจากการเคี่ยวกรำและทำงานร่วมกันอย่าง
ต่อเนื่องยาวนาน ผลงาน Essay on Urban Planning ก็ปรากฏโฉมอยู่ที่พาวิลเลียนของเบลเยี่ยม และประติมากรรมรูปโดม The Other Memorial ก็ไปปรากฏอยู่ที่พาวิลเลียนหลักในงาน Venice Biennale 2015 อย่างเต็มภาคภูมิ

 

And the New Mentors Are …

โปรเจ็กต์ The Rolex Mentor and Protege Arts Initiative รอบที่แปดประจำปี 2016-2017 นั้นกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนนี้ 
เรามาทำความรู้จักกับเมนเตอร์เจ็ดคนบนยอดพีระมิดของทั้ง
เจ็ดสาขาเพื่อเตรียมพร้อมชื่นชมผลงานสุดอลังการที่จะมาประดับ
วงการศิลปะของโลกภายใต้การนำของ Rolex ไปพร้อมกัน เมนเตอร์ทุกคนมีดีกรีติดตัวทั้งผู้กำกับรางวัลออสการ์ นักเขียนมือดีที่สุดจากแอฟริกา ผู้ประพันธ์ดนตรีสุดเก๋าของวงการดนตรีสมัยใหม่ ผู้กำกับและศิลปินมืออาชีพ สถาปนิกชื่อดัง นักออกแบบ
ท่าเต้นผลงานคับแก้ว รวมไปถึงศิลปินแนวทดลองรางวัลคับกล่อง Rolex ได้จัดงานประกาศรายชื่อเมนเตอร์ทั้งเจ็ดคนอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อปลายปี 2015 และทุกคนก็พร้อมที่จะต้อนรับโปรเทเจแล้ว

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Ohad Naharin, new mentor in dance.

Ohad Naharin(63 ปี)

เขาเป็นหนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นที่มีวิสัยทัศน์
และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ให้กับ Batsheva Dance Company ที่ประเทศอิสราเอล เป็นที่รู้จักกันในวงการว่าเขาชอบทดลองใช้สไตล์และมูฟเมนต์ใหม่ๆ ที่น่าตื่นตา
ตื่นใจในงานของเขา ทำให้เกิดปรากฏการณ์
การเคลื่อนไหวกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการ
นักเต้น และผู้หลงใหลในเสียงเพลง

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Joan Jonas, new mentor in visual arts.

Joan Jonas(80 ปี)

เธอได้รับฉายาว่าเป็น ยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกัน

อวองการ์ด” ผู้คร่ำหวอดในวงการแสดงและวิดีโอมากว่าห้าทศวรรษ ผลงานอันน่าตื่นตะลึงของเธอได้เข้าร่วมฉายไปทั่วโลก ได้รับการชื่นชมทั้งในเรื่องวิช่วลสุดอลังการ การตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์  และการเลือกใช้ดนตรีประกอบอันแสนบรรเจิด งานของเธอได้จัดแสดงพาวิลเลียนอเมริกันในงาน Venice Biennale 2015 ที่ผ่านมานี้ด้วย

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Mia Couto, new mentor in literature.

Mia Couto(60 ปี)

นักเขียนคนสำคัญของทวีปแอฟริกา นวนิยาย เรื่องสั้น และบทกลอนของเขาถูกถ่ายทอดด้วยภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ นวนิยายเรื่องแรกของเขา Terra Sonambula (Sleepwalking Land) 
ได้รับเลือกว่าเป็นหนังสือแอฟริกันที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ ทำให้เขาได้รับรางวัล Neustadt International Prize for Literature ไปเมื่อปี 2014 และเขาได้รับเสนอชื่อชิงรางวัล Man Booker International Prize ปี 2015 อีกด้วย

 

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Philip Glass, new mentor in music.

Philip Glass(79 ปี)

เขาคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในวงการดนตรีอเมริกัน เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกในไลน์ดนตรีที่ใช้โครงสร้างซ้ำๆ เขาทำงานหลากหลายทั้งประพันธ์เพลงซิมโฟนี คอนแชร์โต ซาวด์แทรกประกอบภาพยนตร์ ไปจนถึงโอเปร่า ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาที่สุดได้แก่ Einstein on the Beach ที่เขาร่วมงานกับอดีตเมนเตอร์ของ Rolex อย่าง Robert Wilson (โรเบิร์ต วิลสัน)

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Robert Lepage, new mentor in theatre.

Robert Lepage(58 ปี)

ผู้คร่ำหวอดในวงการละครเวทีชาวแคนาดาผู้นี้มากความสามารถ เขาสามารถรับบทผู้กำกับภาพยนตร์ ละครเวที ไปจนถึงโอเปร่า และสามารถรับหน้าที่เขียนบทและนักแสดงได้อีกด้วย ผลงานสไตล์อวองการ์ดของเขาได้รับความนิยมจาก
ผู้ชมทั่วโลก เขาเป็นหัวหน้าบริษัทโปรดักชั่นใหญ่อย่าง Ex Machina ซึ่งกำกับคอนเสิร์ต
เพลงร็อกและละครสัตว์รวมไปถึงละครสัตว์
ระดับโลกอย่าง Cirque du Soleil อีกด้วย

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. Alfonso Cuarón, new mentor in film.

Alfonso Cuarón(54 ปี)

เขาคือผู้กำกับเชื้อสายเม็กซิกันคนสำคัญของ
วงการ มีผลงานสร้างชื่อทั้งเรื่อง Great Expectations (1998), Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004)  และภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องล่าสุดอย่าง Gravity (2013) ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์สองตัวซ้อนในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และตัดต่อยอดเยี่ยม ถือว่าเป็นชาวเม็กซิกันคนแรกที่ได้รับรางวัลใหญ่ขนาดนี้

Seven of the world’s most acclaimed artists have accepted an invitation to mentor a rising young talent for a year, through the Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative. David Chipperfield, new mentor in architecture.

Sir David Chipperfield(62 ปี)

สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดเรื่อง
การออกแบบว่าด้วยการให้คุณค่ากับ สสาร 
การดำรงอยู่ถาวร และความหมาย” ผลงานหลักๆ ได้แก่  Neues Museum ที่กรุงเบอร์ลิน อาคาร Museo Jumex ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ รวมไปถึง Turner Contemporary Gallery ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นแลนด์มาร์ก
แห่งใหม่ของประเทศในศตวรรษที่ 21 นี้

 

สุดยอดตำนานเรือนเวลาที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และยังคงความคลาสสิกในทุกอณู

BORN AGAIN
ในยุคสมัยที่นวัตกรรมต่างๆ พัฒนาไปแบบก้าวกระโดดนั้น วงการนาฬิกาเองก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันเพราะนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นก็ล้วนแล้วแต่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตัวเรือนนาฬิกาทั้งในเรื่องของวัสดุตัวเรือน รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนในตัวเรือนและการดีไซน์อันสดใหม่ให้ทันยุคทันสมัย แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าวันเวลาจะผันเปลี่ยนแปรไปมากแค่ไหนแต่ความคลาสสิกดั้งเดิมของทรงตัวเรือน หรือเอกลักษณ์ในการออกแบบดั้งเดิมนั้นก็ยังคงปรากฏให้เห็นในนาฬิกาต่างเจเนอเรชั่นที่ลอปติมัม ไทยแลนด์รวบรวมมาเทียบกันแบบรุ่นต่อรุ่นให้ผู้อ่านที่หลงใหลคลั่งไคล้นาฬิกาทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นใหม่ได้ชื่นชมซาบซึ้งกับความคลาสสิกอันไร้กาลเวลาของเรือนเวลาเหล่านี้แล้วคุณจะเข้าใจว่า “ความอมตะ” นั้นมีอยู่จริงบนข้อมือของคุณเอง

1_021-W1

Bvlgari Daniel Roth Carillon Tourbillon
Daniel Roth นั้นไม่ได้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงแต่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเป็นหนึ่ง ในคอลเลกชั่นของ Bvlgari โดย Carillon Tourbillon นี้เป็นการสานต่อความละเอียดในการผลิตนาฬิกาของ Daniel Roth ดั้งเดิม บนตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 48 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Caliber DR 3300 มีกลไลทูร์บิญงช่วยให้นาฬิกาเดินเที่ยงตรงที่สุด และฟังก์ชั่นมินิทรีพีตเตอร์แบบ 3 ฆ้องสำหรับตีบอกเวลาเมื่อคุณสไลด์สลักด้านข้างตัวเรือน ผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น แต่การันตีได้เลยว่าเสียงของ 3 ฆ้องนั้นไพเราะสะดุดหูแน่นอน

Daniel Roth Asprey Tourbillon Numero 81
อดีตแบรนด์นาฬิกาที่เคยมีโรงงานผลิตตัวเรือนและกลไกทูร์บิญงเป็นของตัวเอง อย่าง Daniel Roth นั้นมีรุ่น Asprey Toubillon เป็นไฮไลท์สำคัญด้วยตัวเรือน เยลโลว์โกลด์ หน้าปัดสลักลายกิโยเช่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เข็มนาฬิกาสีน้ำเงิน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Numero 81 มีฟังก์ชั่นบอกเวลา วินาทีแบบ 3 แถวและกลไกทูร์บิญงอยู่ที่ด้านหน้า ฟังก์ชั่นบอกวันที่แบบ Retrograde และบอกอัตราการสำรองพลังงานที่ด้านหลัง ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้วและกลายมาเป็นของหายากในท้องตลาดไปโดยปริยาย

1_340-W1

Rolex Daytona (Ref. 6263)
Rolex รุ่น Daytona นั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์นักแข่งรถมืออาชีพอย่างแท้จริง เรือนวินเทจแท้ๆ เรือนนี้นั้นหายากมากในปัจจุบัน ด้วยตัวเรือน สเตนเลสสตีลขนาด 38 มิลลิเมตร ขอบหน้าปัด Tachymetric แบล็คไลท์ สีดำ กระจกหน้าปัดเป็นพลาสติกดั้งเดิม หน้าปัดหลักสีเงิน พื้นหน้าปัดใน วงโครโนกราฟสีดำ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Vlajoux 727 มีฟังก์ชั่น โครโนกราฟจับเวลา สวมใส่ด้วยสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับแบบ ชั้นเดียว ความคลาสสิกอยู่ที่เข็มวินาทีที่ตำแหน่งเลขเก้า ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ สำคัญของ Rolex รุ่นคลาสสิกก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องเป็น Rolex ถาวร

Rolex Daytona (Ref. 116520)
ความคลาสสิกของรุ่น Daytona ยังปรากฏอย่างชัดเจนในรุ่นล่าสุดนี้ ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร ขอบหน้าปัด Tachymetric สเตนเลสสตีล (โดยสเกลบนขอบเพิ่มจาก 200 Units per Hours ในรุ่นโบราณเป็น 400 Units per Hours ในรุ่นนี้) หน้าปัดสีดำ ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Calibre 4130 จากโรงงาน Rolex ซึ่งสังเกตได้ง่ายจากตำแหน่งของ เข็มวินาทีที่หกนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่บ่งบอกถึงเครื่องภายใน ที่เปลี่ยนจาก Vlajoux กลายมาเป็นเครื่อง Rolex แล้ว

1_155-W1

Tornek-Rayville TR-900
Tornek-Reyville เป็นแบรนด์ที่แยกตัวออกไปจาก Blancpain ในทศวรรษ 30s และผลิต TR-900 นี้ขึ้นมาเพียง 1,000 เรือนโดยใช้ Fity Fathoms เป็นต้นแบบ เพื่อให้ทหารอเมริกันใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และปัจจุบันเหลือที่ยังคงทำงานได้อยู่ราว 300 เรือนเท่านั้น ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร หน้าปัดสีดำ ขอบหมุนสีดำ มีมาตรวัดบอกความชื้นบนหน้าปัด ฝาหลังสองชั้น มีคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ เป็นรุ่นที่ไม่มีขายตามท้องตลาด มีเพียงทหารอเมริกันที่ไปร่วมรบในสงครามโลก เท่านั้นที่เป็นผู้ครอบครอง

Blancpain Fifty Fathoms
สร้างขึ้นโดยยึดเอาเอกลักษณ์จาก Fifty Fathoms วินเทจรุ่นปี 1953 โดยรุ่นใหม่ นี้มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 45 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก หน้าปัดสีดำ ขอบหมุนสีดำหมุนไปฝั่งซ้ายได้ด้านเดียว ด้านข้าง ตัวเรือนฝั่งเก้านาฬิกาสลักชื่อรุ่น กันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Calibre 1315 มีฟังก์ชั่นบอกวันที่ สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 120 ชั่วโมง ซึ่งความแตกต่างระหว่างตัวใหม่กับ ตัวโบราณนั้น มีเพียงวัสดุที่เปลี่ยนไปและฟังก์ชั่นวันที่ที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น โดยรวม แล้ว Blancpain ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างครบถ้วน

1_126-W1

Jaeger-LeCoultre Memovox
ตระกูล Memovox คือนาฬิกาข้อมือวินเทจที่ตั้งปลุกครั้งใดก็ต้องตกใจทุกครั้ง และนี่คือ Memovox เจเนอเรชั่นแรก ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ หน้าปัดสีขาว หลักชั่วโมงแบบขีดสีทอง ปกป้องหน้าปัดด้วยพลาสติก ทรงโดม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องอัตโนมัติแบบโรเตอร์ครึ่งรอบ (มีรุ่นที่ใช้เครื่องแบบไขลานด้วย แต่ตัวบางกว่า และเสียงไม่เพราะเท่าเครื่องอัตโนมัติ) ซึ่งในตัวหลังๆ ถูกพัฒนาเป็นโรเตอร์แบบเต็มรอบ มีเม็ดมะยมสองเม็ดสำหรับตั้งเวลาและสำหรับตั้งปลุก เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเล่น Jaeger-LeCoultre พอสมควร

Jaeger-LeCoultre Master Memovox
เป็นรุ่นพิเศษที่ Jaeger-LeCoultre ต้องการสื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ ในการเปิดตัว Memovox ในปี 1956 บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร หน้าปัดสีเงิน มีตัวอักษรบอกรุ่น Memovox บนหน้าปัด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Caliber 956 จากโรงงาน Jaeger-LeCoultre มีฟังก์ชั่นวันที่เพิ่มเติมจากตัวโบราณ สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 45 ชั่วโมง กันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 50 เมตร สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้พร้อมบานพับ 2 ชั้น คลาสสิกถึงขั้นเรียกได้ว่าแทบจะแกะมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เพิ่มเติมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้ทันกาลเวลาที่หมุนไปเท่านั้น

1_218 1-W1

TAG Heuer Monaco
ตำนานของนาฬิการุ่น Monaco ยังคงสืบสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนั้นใช้เครื่องระบบอัตโนมัติ Caliber 12 ซึ่งพัฒนามาจาก Caliber 11 สำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 40 ชั่วโมง สิ่งที่ต่างไปจากตัวโบราณคือรุ่นนี้ไม่มี หน้าปัดสีเทา มีเพียงหน้าปัดสีน้ำเงินและสีดำ หากใครอยากเก็บคอลเลกชั่นให้สีหน้าปัดตรงกันเป๊ะๆ คงต้องเสาะหารุ่นโบราณที่สีหน้าปัดตรงกับรุ่นใหม่เอาเอง แต่สำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มเล่นรุ่นนี้ ปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะจับคู่คอลเลกชั่นให้สมบูรณ์แบบ เนื่องจาก TAG Heuer เพิ่งตัดสินใจนำ Caliber 11 ดีไซน์เดิมกลับมาทำใหม่สำหรับคนที่พลาดโอกาสสะสมเรือนเวลาคลาสสิกเรือนนี้

Heuer Monaco
ก่อนที่ Heuer จะรวมกับบริษัท Techniques d’Avant Garde ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์สำหรับรถฟอร์มูล่าวันนั้น คอลเลกชั่น Monaco คือรุ่นที่ฮิตติดตลาดมากที่สุด และผู้สวมใส่ก็คือนักแข่งรถในตำนานอย่างสตีฟ แมคควีนนั่นเอง ด้านในของ Heuer Monaco ตัวนี้ใช้เครื่อง Caliber 11 ที่พัฒนาร่วมกับ Brietling Hamilton Seiko และ Zenith ซึ่งเป็นการร่วมมือกันผลิตเครื่อง โครโนกราฟระบบอัตโนมัติ และได้ฤกษ์ประจำการอยู่ในรุ่นนี้เป็นรุ่นแรก Monaco เรือนนี้เป็นนาฬิกาสำหรับคนถนัดซ้าย เพราะเม็ดมะยมอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ปัจจุบันหายากมาก ส่วนใหญ่แฟนๆ TAG Heuer จะเก็บสะสมเข้ากรุกันไปหมดแล้ว

1_177-W1

Bulova Accutron II
ภาคต่อของนาฬิกานี้นั้นได้เครื่องแบบ Ultra High Frequency ที่ทำงานบนความถี่สูงถึง 262 kHz (เครื่องควอตช์ทั่วไปทำงานบนความถี่ประมาณ 32 kHz) เพื่อการเดินที่เที่ยงตรงที่สุด ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร มีชื่อรุ่นสลักบนกระจก ภายในหน้าปัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนสีเขียวรอบนอกแสดงหลักชั่วโมง และกลางหน้าปัดโชว์เครื่องภายใน เม็ดมะยมอยู่ทางด้าน 3 นาฬิกาต่างกับรุ่นเก่าที่มีเม็ดมะยมอยู่ที่ฝาหลัง เข็มวินาทีเดินแบบต่อเนื่องต่างจากเครื่องควอตช์ทั่วไป แม้รูปทรงตัวเรือนเปลี่ยนไป แต่เครื่องภายในก็ยังคงคล้ายตัวโบราณเช่นเดิม

Bulova Accutron
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1960 ตอนที่ NASA คัดเลือกนาฬิกาเพื่อที่จะให้ นักบินใส่ขึ้นไปบนอวกาศ เรือนเวลาเรือนนี้คือคู่แข่งสำคัญของ Omega Moonwatch ตัวเครื่องพลังงานผ่าน Electromagnetic Coils (หรือขดลวดทองแดง) สองอันบนหน้าปัด ทำให้เดินได้แม่นยำกว่าเครื่องควอตช์ในสมัยนั้นมาก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 14K รุ่นนี้ไม่มีเม็ดมะยมข้างตัวเรือน แต่ตั้งเวลาจากสลักด้านหลัง ความพิเศษของเรือนนี้อยู่ที่การสลักโลโก้แบรนด์และสัญลักษณ์บอกชั่วโมงลงไปบนกระจกหน้าปัด ทำให้หาอะไหล่ ในการซ่อมได้ยากมาก จึงหาเครื่องที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้น้อยเต็มที

1_208-W1

Cartier Tank Américaine
ความคลาสสิกของ Cartier รุ่น Tank Amricaine ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ ปี 1919 นั้น จะผลิตซ้ำแค่ไหนก็ยังคงความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลง รุ่นใหม่นี้ได้ตัวเรือนไวท์โกลด์กว้าง 26.6 มิลลิเมตร ยาว 45.1 มิลลิเมตร บางเพียง 8.85 มิลลิเมตร หน้าปัดสีขาวครีม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ มีฟังก์ชั่นวันที่ (ที่ไม่มีในรุ่นโบราณ) กันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 30 เมตร สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้สีดำพร้อมบานพับไวท์โกลด์ รุ่นนี้เป็นที่คุ้นตาเหล่า นักสะสมมากที่สุดเ พราะเป็นหนึ่งในรุ่นที่ออกวางขายมาอย่างยาวนานพอกับรุ่น Tank Franaise เลยทีเดียว

Cartier Tank Américaine Thai Royal Crest
เรือนเวลาเรือนนี้ถือเป็นเรือนสำคัญที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยก็ว่าได้ เพราะ Cartier ผลิตออกมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปีในปีค.ศ. 1996 โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนแพลตินัม ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน หน้าปัดสีทองแดงขัดลาย Sunburst หลักชั่วโมงสไตล์โรมัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลานเอกลักษณ์จาก Cartier สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้พร้อมบานพับแพลตินัม นับเป็นเรือนเวลาคลาสสิก ที่ถูกเลือกมาเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

Content by Poramin T., Photography by Sompoch T.