Posts

BREITLING X TRIUMPH

พบกับการจับคู่นาฬิการะดับสุดยอด Breitling และรถจักรยานยนต์สุดหรู Triumph เป็นการร่วมมือครั้งใหม่อันน่าทึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม café-racer ในปี 1960 ซึ่งในยุคนั้นสายบิดกับการแข่งรถรุ่งโรจน์มาก และเกิดกระแส“café-racer” ซึ่งพวกเขาจะไปพบปะกันที่คาเฟ่จำหน่ายเครื่องดื่มพร้อมรถจักรยานยนต์ที่มีสไตล์ ซึ่งพวกเขาจะตระเวณไปตามคาเฟ่สุดฮิปต่างๆ นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว

Willy Breitling ตระเวณไปวัดความเร็วของนักบิดเปี่ยมสไตล์เหล่านั้นด้วยนาฬิกาที่เป็นรูปแบบใหม่ในการจับเวลา ผลลัพธ์ก็คือนาฬิกา Breitling Top Time Triumph ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแหวกแนวที่ออกแบบมาสำหรับ “มืออาชีพรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น” ทำให้เป็นนาฬิกายอดนิยมอย่างรวดเร็วสำหรับชายและหญิงออกแนวสปอร์ตที่ห้าวหาญ

วันนี้ จิตวิญญาณของ café-racer เปี่ยมเสรีแห่งทศวรรษ 1960 ได้กลับมาอีกครั้ง เป็นการทำงานร่วมกันแบบท็อปไทม์ครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้นระหว่าง Breitling และ Triumph รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษ และนับเป็นปีที่ 120 ที่ Triumph ผสมผสานงานฝีมืออันเก่าแก่เข้ากับการออกแบบร่วมสมัยเพื่อสร้างรถจักรยานยนต์คลาสสิก

“มรดกของ Triumph และความงามแบบย้อนยุคแต่มีความสมัยใหม่เป็นสองสิ่งที่เรามีเหมือนกัน” Georges Kern ประธานกรรมการบริหารของ Breitling กล่าว “การผสมผสานระหว่างประเพณีกับเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราทำ”

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรก Breitling ผลิตนาฬิกา Top Time Triumph ที่มีพื้นผิวขัดมันอันโดดเด่นในลวดลายโบว์ไทที่เรียกเล่นๆ ว่า “หน้าปัด Zorro” โดยนักสะสม Top Time ขณะเดียวกัน Triumph กำลังเปิดตัวรถจักรยานยนต์ The Speed Twin Breitling Limited Edition ซึ่งผู้ที่ได้ครอบครองจะมีโอกาสรับสิทธิพิเศษในการซื้อ Top Time Triumph รุ่นพิเศษด้วย โดยรุ่นนี้มีหน้าปัดแบบ Sunray และฝาหลังแบบจะแกะสลักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นก็คือหมายเลขของจักรยานยนต์ที่คู่กัน (การสั่งซื้อกับ Triumph ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2022)

ความเจิดจรัสของนาฬิกาทั้งสองเรือนคือหน้าปัดสีน้ำเงินไอซ์บลู สีที่เป็นเอกลักษณ์นี้มีการอ้างอิงหลักสองประการ: Triumph Thunderbird 6T สีน้ำเงินจากปี 1951 และ Breitling Top Time Ref. สีน้ำเงินที่หายาก 815 จากปี 1970

ความโดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ สายหนังลูกวัวในธีมรถแข่งที่ดูเรียบหรู ช่วยให้หน้าปัดเปล่งประกาย โลโก้ Breitling และ Triumph วางไว้อย่างประณีตที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา ปุ่มกดทรงดอกเห็ดขนาดใหญ่ช่วยควบคุมฟังก์ชันหยุด-เริ่มและรีเซ็ตของโครโนกราฟได้อย่างง่ายดาย และสเกลทาคีมิเตอร์คอนทราสต์สูงที่ให้ความชัดเจนในการอ่านค่าความเร็วอย่างเด่นชัด นาฬิกาใช้พลังงานจากกลไก Breitling Calibre 23 ซึ่งเป็นโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC สามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 48 ชั่วโมง และอีกหนึ่งคุณลักษณะเจ๋ง ๆ ที่นักสะสมจะหลงรักนั่นก็คือ ฝาหลังสลักด้วยภาพร่างการออกแบบที่มีรายละเอียดของเครื่องยนต์แฝดของ Triumph
หน้าปัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. Top Time Triumph จึงมีความพอเหมาะสำหรับชายและหญิงเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม สำหรับแฟน ๆ ของแบรนด์ Triumph และผู้ที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ Speed ​​Twin Breitling Limited Edition ก็คงต้องมีอย่างแน่นอน


Triumph Speed ​​Twin Breitling รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตเพียง 270 คันเท่านั้น มาดูการออกแบบที่ร่วมสร้างสรรค์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน Polychromatic Blue ที่ปรากฏบนหน้าปัดของนาฬิกาโครโนกราฟ Top Time ซึ่งเป็นโทนสีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรถมอร์เตอร์ไซค์ Triumph รุ่นอมตะในภาพยนตร์นักบิดที่เป็นตำนานจากปี 1953 เรื่อง The Wild One
สเปคสุดพรีเมี่ยมของรถจักรยานยนต์ด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่หลัง Öhlins piggyback twin rear suspension units  ที่ปรับแต่งได้เต็มที่ เป็นสเปกที่สูงกว่า ผสานกับสมรรถนะ ความสามารถ และเทคโนโลยีของ Speed ​​Twin เจนเนอเรชั่นล่าสุด
รวมทั้งรายละเอียดเครื่องยนต์ที่ไม่ซ้ำใคร อุปกรณ์ตกแต่งคลัตช์อะลูมิเนียมกลึง Billet และ alternator พร้อมผิวเคลือบอะโนไดซ์สีเข้มแสดงโลโก้ Breitling ที่ทำขึ้นอย่างประณีต


เบาะหนังพรีเมี่ยมทำจากหนังสีดำเจาะรูพร้อมเย็บตะเข็บสีเทาตัดกันเชื่อมโยงดีไซน์กับสายนาฬิกา Top Time Triumph และโดดเด่นด้วยการปัก Breitling “B” อย่างหรูหรา
ปรับแต่งรายละเอียดแสดงผลความเร็วของรถ ร่วมออกแบบโดย Breitling มาตรวัดความเร็วและ RPM gauges ของรถจักรยานยนต์ใช้สไตล์เดียวกับการออกแบบหน้าปัดนาฬิกา Top Time Triumph
นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว

Vacheron Constantin : Historiques American 1921

หนึ่งร้อยปีแห่งความกล้าและการปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ นาฬิกาสามรุ่นผสมผสานซิกเนเจอร์ดีไซน์
-Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 100 ปีของนาฬิกาประวัติศาสตร์ในชื่อ American 1921 ซึ่งเดิมผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก
-ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของยุค Roaring Twenties (1920s) สื่อผ่านตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมแบบเยื้องศูนย์
-นาฬิกาสามรุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการดีไซน์ โดยมีสองรุ่นผลิตจากไวท์โกลด์ และอีก 100 เรือนอยู่ใน Collection Excellence Paltine ผลิตในจำนวนจำกัด เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมนาฬิกาวินเทจ
-ทำงานด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre 4400 AS สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง
-นาฬิกาไอคอนนี้เป็นที่ชื่นชอบเพราะความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

ในปี 1921 Vacheron Constantin จับกระแสความแรงของยุค Roaring Twenties มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์อาวองต์-การ์ดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก ต่อมาในปี 2021 เมซงได้ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของผลงานไอคอนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาชั้นสูง โดยนำเสนอเป็นนาฬิกาใหม่ 3 เวอร์ชั่นในชื่อ American 1921 เป็นการตีความนาฬิการะดับตำนานให้ร่วมสมัย ตอกย้ำความกล้าเปี่ยมวิสัยทัศน์ของเมซง ผลงานใหม่ทั้งสามรุ่นนี้เปิดตัวภายในงาน Watches & Wonders 2021 เป็นส่วนหนึ่งของธีมประจำปี 2021 ของ Vacheron Constantin ซึ่งมีชื่อว่า Classic with a Twist เชิดชูพลังความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการให้ความสำคัญกับมรดกของอดีต และความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่คาดไม่ถึง

นอกจากจะสง่างามและคลาสสิกแล้ว ผลงานนี้ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แหวกล้ำ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาธรรมดาๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin นาฬิกา American 1921 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน นับเป็นหนึ่งในผลงานมรดกชิ้นสำคัญ ล่าสุด เมซงได้เฉลิมฉลองจิตวิญญาณอาวองต์-การ์ดนี้ผ่าน 3 ผลงานใหม่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาวินเทจ ตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมซึ่งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกานั้น เป็นการนำขนบดีไซน์มาทวิสต์ใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดใจ
ทั้งการจัดวางเลย์เอาต์แบบเยื้องศูนย์และดีไซน์ที่ไร้กาลเวลา นาฬิกา American 1921 ทั้ง 3 รุ่นใหม่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี ประกอบด้วย 2 เวอร์ชั่นที่ผลิตจากไวท์โกลด์ 18K และรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 100 เรือนใน Collection Excellence Platine ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre 4400 AS กลไกนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. มองเห็นชัดเจนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ในขณะที่ตลับลานขนาดใหญ่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง

ไอคอนแห่งยุค Roaring Twenties
ต้นกำเนิดของนาฬิการุ่นนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1919 ในช่วงเวลานั้น เมซงได้ทดลองนำเสนอตัวเรือนรูปทรงหลากหลายออกมาในปริมาณไม่มาก และกลายเป็นที่รู้จักด้วยสไตล์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเรือนทรงคุชั่น และสองปีหลังจากนั้น Vacheron Constantin ได้ผลิตนาฬิกาเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ และได้ตั้งชื่อว่า American 1921 ผลงานในครั้งนั้นได้กลายเป็นนิยามด้านดีไซน์ของคอลเลกชั่น Historiques ในปัจจุบัน

เบื้องหลังดีไซน์แปลกตาของผลงานในยุค 1920s นี้มาจากจิตวิญญาณของยุค Roaring Twenties ซึ่งได้นำกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรปอยูนานเกือบทศวรรษ ยุคนี้มีทั้งความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรมและศิลปะ เป็นยุคแห่งความกล้าหาญและการพลิกทลายขนบดั้งเดิม เศรษฐกิจเจิรญเติบโตถึงขีดสุด ลองนึกภาพโจเซฟีน เบเกอร์ออกมาเต้นโดยสวมเพียงกระโปรงผ้าพันคอบานาที่แทบจะปิดอะไรไม่มิด คลับและแดนซ์ฮอลล์สั่นสะเทือนด้วยเสียงเสียงเพลงชารลส์ตันและแจ๊ซ อีกทั้งศิลปินเซอร์เรียลิสต์ก็ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ… ภายในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin ได้จับเอากระแสมาแรงในช่วงปีนั้นมาใช้ต่อเติมมุมมองใหม่ๆ ในช่วงนั้น นาฬิกาพกกำลังล่าถอยให้กับนาฬิกาข้อมือนั้น ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนกลไกขนาดเล็กได้แผ้วถางทางให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมปะทุ สไตล์ฝันเฟื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปรากฏจริงได้บนข้อมือ ดังจะเห็นได้จากผลงานวินเทจต่างๆ ในยุค 1921 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ชาญฉลาดระหว่างความเคร่งขรึมจริงจังและความไม่ยึดติดกับขนบ เรียกได้ว่าเป็นความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

นาฬิกาล้ำค่าหายาก
นาฬิกา American 1921 โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ ด้วยตัวเรือนทรงคุชั่นสง่างามเรียบง่ายที่เป็นตัวกำหนดกรอบของลุค ทั้งยังไม่เหมือนใครด้วยการดีไซน์การแสดงเวลา หน้าปัดย่อยวางตัว 45 องศาหมุนทวนเข็มนาฬิกา กลไกทำให้สามารถอ่านค่าเวลาในแนวทะแยงได้ ในขณะที่เม็ดมะยมติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาทางมุมบนขวาของตัวเรือน ทำให้นาฬิกาโดดเด่นไม่เหมือนใครและยังเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดใจ

นาฬิกาเวอร์ชั่นแรกที่ผลิตขึ้นนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักขับซึ่งสามารถดูเวลาได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย และจากเดิมที่เป็นนาฬิกาของสุภาพบุรุษนักขับ ต่อมานาฬิการุ่นนี้ก็กลายมาเป็นที่นิยมในวงของผู้รักในความสง่างามและสไตล์อาวองต์-การ์ด เมื่อค้นดูในอาร์ไคฟ์จึงได้พบว่ามีนาฬิกาสองเรือนที่เป็นของนักเขียนและนักบวชชาวอเมริกันนามว่า แซมมวล พาร์กส์-แคดแมน บุรุษผู้นี้เป็นที่รู้จักจากการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมด้านชาติพันธุ์และการต่อต้านชาวยิว และยังเป็นนักบุกเบิกในหัวใจ เขาเป็นคนแรกๆ ที่ใช้วิทยุกระจายเสียงบทสวดไปยังผู้ฟังนับล้าน และเชื่อว่าที่เขาเลือกใช้นาฬิการุ่นนี้เพราะช่วยให้เขาดูเวลาได้อย่างสะดวก ไม่โจ่งแจ้งขณะเทศนา หนึ่งในนาฬิกาสองรุ่นที่เขาเป็นเจ้าของ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นเฮอริเทจของ Vacheron Constantin ผลงานเลอค่าหายากนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ในปี 2021

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 40 มม.
ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ และเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาไม่เหมือนใคร นาฬิกา American 1921 นำแรงบันดาลใจจากรหัสดีไซน์ที่ใช้ครั้งแรกในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin เมื่อ 100 ปีก่อน รูปลักษณ์เรโทรเหมาะสำหรับหนุ่มแดนดี้ผู้หลงรักสไตล์วินเทจ รับกับข้อมือพอเหมาะพอดีด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. ล้อมหน้าปัดสีเงินแบบเกรน โฉมหน้าเรียบง่าย ประดับบด้วยตัวเลขอาระบิก และรางนาทีสีดำ รับกับเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากทอง 18K เพรียวบางสไตล์เบรเกต์ และเข็มทรงบาตองบนหน้าปัดวินาที ซึ่งทั้งสามเข็มมาในเฉดสีดำ รูปลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ยังเข้ากับสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลจากเวิร์กช็อป Serapian บริษัทเครื่องหนังจากอิตาลี ก่อตั้งขึ้นที่มิลานตั้งแต่ปี 1928

ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นกลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin ซึ่งติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน กลไกอินเฮาส์ซึ่งเที่ยงตรงและทำงานเต็มประสิทธิภาพ ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2008 แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 65 ชั่วโมง ตกแต่งอยางประณีตด้วยมือตามขนบการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูง

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 36.5 มม.
ด้วยตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ทำให้นาฬิกกา American 1921 เหมาะกับทุกคนแม้แต่ผู้ที่มีข้อมือเล็ก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K รูปทรงเพรียวบางโอบล้อมหน้าปัดเฉดสีเงินแบบเกรน รับกับตัวเลขอาระบิกสีดำและหน้าปัดย่อยวินาที และเข็มชั่วโมงและนาทีสีดำปลายฉลุทำจากทอง 18K และเส้นรอบวงหน้าปัดยังเด่นด้วยรางนาที เพิ่มเสน่ห์แบบเรโทรให้กับดีไซน์ดั้งเดิม

กลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ควบคุมด้วยเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 1.30 น. นอกจากจะสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมงอย่างสบายๆ แล้ว กลไกอินเฮาส์นี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตบรรจงดังจะเห็นได้ผ่านฝาหลังโปร่งใสตามธรรมเนียมของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง และเติมความสมบูรณ์แบบด้วยสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้มหรือสีเบอร์กันดี ผลิตจากโรงงานเครื่องหนัง Serapian ในอิตาลี

Classic with a twist
ความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin ยังคงสอดประสานกลมกลืนไปกับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้นึกถึงความทรงจำในอดีต ผลงานเหล่านี้คือตัวแทนแห่งความสง่างาม ซึ่งเป็นหลักยึดของเหล่าวอทช์เมกเกอร์ ช่างฝีมือ และดีไซเนอร์มาตลอดหลายศตวรรษ ทั้งยังเป็นการเชิดชูมรดกจากอดีตและความกล้าที่จะค้นหาสิ่งที่คาดไม่ถึง ผลงานของ Vacheron Constantin กำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบของความเป็นเลิศทางเทคนิคและความประณีตงดงาม และยังคงร่ายมนต์สะกดผ่านยุคสมัยต่างๆ มาจนถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเสน่ห์ไร้กาลเวลานี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเพียงการผลิตนาฬิกาตามขนบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ผลงานแต่ละเรือนยังต้องแสดงถึงความกล้าผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการแสดงเวลาแบบพิเศษ หน้าปัดเยื้องศูนย์ การตกแต่งชิ้นส่วนด้วยเทคนิคพิเศษ การเก็บรายละเอียดอย่างประณีตด้วยมือ และความสลับซับซ้อนของกลไก ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เข้าถึงความรูสึก ซึ่งเทคนิคและสไตล์มาบรรจบกันอย่างสมดุลกับขนบและความแหวกขนบ

BREITLING’S HERITAGE, REVIVED

สดๆ ร้อนๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมากับการเผยโฉม Premier Heritage Collection ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้ง Breitling เพื่อคนทันสมัย มีรสนิยมที่ไร้ที่ติ นาฬิกาที่สวยงามเหล่านี้เป็นนาฬิกาที่หรูหราและประณีตที่สุดของแบรนด์

“ การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมด้วยการเพิ่มเติมความทันสมัยอย่างมีสไตล์ สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breitling และฟื้นฟูมรดกด้านการผลิตนาฬิกาของ Breitling ในการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาสมัยใหม่ นี่คือมรดกของที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง”

Georges Kern แห่ง Breitling ได้กล่าวอย่างภูมิใจ


Premier Heritage Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้ก่อตั้งของ Breitling ชายสามรุ่นที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การบอกเวลาและทำให้ Breitling เป็นเช่นทุกวันนี้ นั่นก็คือ Léon Breitling ก่อตั้ง บริษัท ในปี ค.ศ.1884 ต่อมาเขาได้จดสิทธิบัตรเครื่องจับเวลา/เครื่องวัดความเร็วแบบธรรมดาที่สามารถวัดความเร็วระหว่าง 15 ถึง 150 กม./ชม. ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่นำเสนอในนาฬิกาพกรุ่น 1906 Vitesse
ในปี 1906 และ Gaston ลูกชายของเขาได้สร้างนาฬิกาโครโนกราฟแบบสวมที่ข้อมือเครื่องแรกโดยมีตัวกดอิสระที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา นวัตกรรมนี้แยกฟังก์ชั่นเริ่มต้น หยุดและรีเซ็ต ออกจากเม็ดมะยมทำให้ใช้งานได้คล่องตัวและจริงจังมากยิ่งขึ้นสำหรับนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬา
ในปี 1934 วิลลีหลานชายของลีอองได้จดสิทธิบัตรตัวกดโครโนกราฟอิสระตัวที่สองที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา หนึ่งในความสำเร็จในการบุกเบิกที่โด่งดังของ Willy Breitling คือการก่อตั้งแผนกการบิน Huit ในปีพ. ศ. 1938

รสนิยมที่ไร้ที่ติ
นอกจากความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้ว วิลลี ไบรท์ลิง ยังเข้าใจความต้องการของผู้คนที่ต้องการสัมผัสความสง่างามและความเย้ายวนใจ สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกแบบนาฬิกาข้อมือระดับพรีเมียร์ดั้งเดิมในปี 1940 ซึ่งเป็นก้าวแรกของ Breitling ในการเชื่อมโยงจุดมุ่งหมายกับสไตล์ ดังที่วิลลีเห็น
“เมื่อผู้ชายใส่นาฬิกาของเขา มันคือตราประทับของรสนิยมที่ไร้ที่ติ”

Premiers รุ่นล่าสุด (Breitling’s Premier Heritage Collection)นำความสง่างามเหนือกาลเวลานี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คอลเล็กชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกาหกเรือนที่แบ่งออกเป็นสามประเภทที่โดดเด่น ได้แก่ The Chronograph, The Duograph และ The Datora
ทั้งหมดประกอบด้วยตัวเลขอารบิก เข็มนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจ และสายจระเข้กึ่งเงาพร้อมการเย็บแบบ tone-on-tone นาฬิกาทุกเรือนเป็นนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

ฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มเติม


นาฬิกา Premier Heritage Chronograph ขนาด 40 มม. เป็นนาฬิกาไขลานด้วยมือเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิมในปี 1940 ใช้กลไก Breitling Manufacture Caliber B09 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Breitling Manufacture Calibre 01 โดยมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ หน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอที่สะดุดตาซึ่งตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หรือหน้าปัดสีเงินอันโอ่อ่าตกแต่งด้วยทอง Red gold 18 k


ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลและทองคำขาว 18 k ขนาด 42 มม. Premier Heritage Duograph มาพร้อมกับหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีดำตามลำดับ ฟังก์ชั่น Rattrapante ซึ่งเป็นหนึ่งในความซับซ้อนที่สุดในการผลิตนาฬิกาช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถจับเวลาที่ผ่านไปสองครั้งพร้อมกันได้ด้วยเข็มนาฬิกาโครโนกราฟสองอันที่ซ้อนทับกัน ชิ้นนี้เป็นกลไก Breitling Manufacture Calibre B15 ซึ่งพัฒนามาจาก Breitling Manufacture Caliber B03


เช่นเดียวกับรุ่นก่อนในปี 1940 Premier Heritage Datora ขนาด 42 มม. ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นที่มองเห็นได้ชัดเจนและซับซ้อนเช่นการแสดงวันวันที่และข้างขึ้นข้างแรม ขับเคลื่อนโดยกลไก Calibre B25 หน้าปัดสี Red gold ของ Datora ล้อมรอบด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลในขณะที่หน้าปัดสีเงินมาในตัวเรือนทองคำขาว 18 k
Premier Heritage Collection ทั้งสามรุ่นเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการบอกเวลาของ Breitling ที่สืบเนื่องจากการพัฒนาการมาหลายชั่วอายุคน

Vacheron Constantin กับการกลับมาของนาฬิกาโครโนกราฟ Cornes de vache ที่มีดีไซน์หรูหราคลาสสิกกลิ่นไอเท่ๆจากยุค 60’s

ถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1955 ท่ามกลางช่วงปีอันเฟื่องฟูหลังสงคราม นาฬิกา วาเชอรอง คองสตองแตง รุ่น “คอร์น เดอ วาช” (Cornes de vache) ซึ่งตั้งชื่อตามลักษณะรูปทรงของหูเชื่อมสายได้สร้างชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฐานะหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นสัญลักษณ์ของช่วงเวลานั้น ด้วยหมายเลขอ้างอิง 6087 และผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดพิเศษมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลารุ่นที่ผู้คนซึ่งหลงใหลในเมซง (Maison) แห่งนี้ต่างตามหามากที่สุด ภายใต้จิตวิญญาณความวินเทจของคอลเลคชั่น ฮิสทอริคส (Historiques) ในวันนี้ วาเชอรอง คอนสแตนติน (Vacheron Constantin) ได้นำเสนอซึ่งการตีความและการนำกลับมาทำใหม่ของเรือนเวลาสตีล พร้อมด้วยเอกลักษณ์แห่งการผสมผสานระหว่างประเพณีและความเป็นต้นตำรับดั้งเดิมอันเปี่ยมด้วยสไตล์

วาเชอรอง คองสตองแตง ปรารถนาที่จะมอบซึ่งความเป็นจริงที่สามารถจับต้องได้ให้กับมรดกของตน โดยการสร้างสรรค์ ฮิสทอริคส คอลเลคชั่น ขึ้นในปี ค.ศ. 2006 เพื่ออุทิศให้กับเหล่าต้นแบบซึ่งได้สร้างวิวัฒนาการให้กับเมซง โดยคอลเลคชั่นนี้ได้ตอกย้ำความโดดเด่นของมรดกอันรุ่มรวยทางเทคนิคและความสวยงามของโรงงานการผลิต ผ่านการตีความใหม่อันร่วมสมัยของเหล่ารุ่นตำนานอันเป็นสัญลักษณ์ ด้วยการรังสรรค์ทายาทเรือนเวลาทั้งหมดที่บรรดานักสะสมและผู้ซึ่งหลงใหลในนาฬิกากำลังมองหาซึ่งผลงานที่อาบไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเก่าแก่และความวินเทจ ทำให้นาฬิกา ฮิสทอริคส นี้มีความพิเศษโดยธรรมชาติ และตลอดระยะเวลาหลายปี ผลงานหลากหลายรุ่น อาทิ อเมริกัน 1921 (American 1921) หรืออัลตร้า-ไฟน์ 1955 (Ultra-fine 1955) ได้มอบซึ่งการปลุกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่

HISTORIQUES CORNES DE VACHE 1955

นาฬิกา คอร์น เดอ วาช ฮิสทอริคส  1955 ขับเคลื่อนโดยกลไกจักรกลไขลานด้วยมือโครโนกราฟ คาลิเบอร์ 1142 มอบการสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง โดยรักษาไว้ซึ่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันยิ่งใหญ่ กับจักรกลจับเวลาช่วงสั้นๆ ที่ควบคุมผ่านคอลัมน์วีล (column-wheel) ตกแต่งด้วยหัวสกรูรูปทรงคล้าย มอลทิส ครอส (Maltese cross) สัญลักษณ์ของวาเชอรอง คอนสแตนติน พร้อมทั้งงานตกแต่งและขัดขึ้นมุมด้วยมือทั้งหมด กับลวดลายเกรนวงกลมบนด้านหน้าปัด และโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) บนด้านหลัง กลไกซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 164 ชิ้นและทำงานความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) นี้ยังสามารถชื่นชมความสวยงามประณีตได้ผ่านฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ใส และล้อมกรอบด้วยขอบตัวเรือนรูปทรงสิบด้าน 

เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้นำเสนอฟังก์ชั่นแสดงเวลา ซึ่งรวมไปถึงการแสดงวินาทีบนหน้าปัดเล็ก เช่นเดียวกับฟังก์ชั่นจับเวลาโครโนกราฟ พร้อมด้วยเข็มจับเวลาวินาทีกลาง และหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลานาที รายล้อมด้วยสเกลทาคีมิเตอร์ (tachymeter) (ทำหน้าที่ในการช่วยคำนวณความเร็วเฉลี่ยเหนือระยะทางที่กำหนด) บนฐาน 1000 เมตร รอบหน้าปัดซึ่งติดตั้งด้วยเข็มชี้สตีลสีน้ำเงินเพื่อมอบความสามารถในการมองเห็นได้อย่างชัดเจนสูงสุด ขณะที่วงแหวนสเกลนาทีสีขาวยังแสดงเวลาได้อย่างแม่นยำด้วยตัวเลขสีแดงเข้ม ตอกย้ำความโดดเด่นของโทนสีเทากำมะหยี่บนหน้าปัดโอปอลซึ่งบรรจุไว้ด้วยหน้าปัดย่อยลายก้นหอยสองวง พร้อมทั้งตัวเลขโรมันสีแดงและเครื่องหมายบอกชั่วโมงแบบนำมาติดบนหน้าปัด 

ข้อมูลทางเทคนิค

ฮิสทอริคส คอร์น เดอ วาช 1955 

หมายเลขอ้างอิง              5000H/000A-B582

คาลิเบอร์                       1142

                                    พัฒนาและผลิตขึ้นโดย วาเชอรอง คองสตองแตง

                                    จักรกล, ไขลานด้วยมือ

                                    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 27.5 มม. (12”’)

                                    หนา 5.57 มม.

                                    สำรองพลังงานได้ประมาณ48 ชั่วโมง 

                                    ความถี่ 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

                                    ชิ้นส่วน164ชิ้น

                                    ทับทิม 21 เม็ด

                                    เรือนเวลาผ่านประกาศนียบัตร ฮอลล์มาร์ค ออฟ เจนีวา (Hallmark of Geneva) 

การแสดง                       ชั่วโมง, นาที, วินาทีบนหน้าปัดเล็ก ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา 

                                    โครโนกราฟคอลัมน์วีล (หน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาที) 

ตัวเรือน                         สตีล

                                    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38.5 มม., หนา 10.9 มม.

                                    ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส 

                                    ผ่านการทดสอบการกันน้ำที่ระดับความลึก 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร) 

หน้าปัด                         บริเวณศูนย์กลางทำจากโอปอลตกแต่งสีเทากำมะหยี่ พร้อมด้วยหน้าปัดย่อยลายก้นหอย

                                    เครื่องหมายบอกชั่วโมงและตัวเลขโรมันแบบนำมาติดบนหน้าปัด ทำจากทองไวท์โกลด์ 18 กะรัต 

                                    เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก ทำจากทองไวท์โกลด์ 18 กะรัต

                                    เข็มโครโนกราฟและเข็มบนหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาที ทำจากสตีลสีน้ำเงิน 

สาย                              สายหนังวัวสีน้ำตาลเข้มแบบพาติน่าโดยเซอราเปียน, ด้านในทำจากหนังวัว, เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีเดียวกัน                                            

หัวเข็มขัด                       หัวเข็มขัดสตีล

                                    รูปทรง มอลทิส ครอส ครึ่งซีกขัดเงา 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Pendulum Siam Paragon โทร. 026109423

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun