Posts

Itaewon Class: ศักดิ์ศรี ความถูกต้อง และหมัดแรกที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

อีกหนึ่งซีรีส์แฟนตาซีประเภทเดวิดล้มยักษ์โกไลแอธอย่าง Itaewon Class อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแฟนตาซีบนแผ่นฟิล์มเสมอไป ถ้าใครสักคนมีคุณธรรมมากพอที่จะยึดมั่นในความถูกต้อง มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่คุกเข่าให้อำนาจที่เหนือกว่า และมีความกล้ามากพอที่จะปล่อยหมัดแรกเพื่อเปลี่ยนแปลงขนบอันเน่าเฟะดั้งเดิม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าหมัดนั้นจะต้องแรกมาด้วยอะไรก็ตาม 

Author: Pacharee Klinchoo

“ก็แค่คุกเข่าขอโทษไปซะ จะได้จบๆ เรื่อง” เชื่อว่าวลีนี้อาจจะเด้งขึ้นมาในหัวของหลายคนหลังจากเปิดซีรีส์เรตติ้งดีอย่าง Itaewon Class ไปไม่พ้นสามตอนแรก เพราะเอาเข้าจริง มหากาพย์การชิงไหวชิงพริบกันในธุรกิจวงการร้านอาหารของประเทศเกาหลีใต้นี้ก็เริ่มต้นเพียงเพราะความดื้อดึงของพัคแซรอย (รับบทโดย Park Seo-joon) ที่ปฏิเสธก้มหัวขอโทษชางกึนวอน (รับบทโดย Ahn Bo-hyun) อันธพาลประจำชั้นมัธยมปลายลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของประธานบริษัทอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างชางกา(เท่านั้น)เองจริงๆ 

แต่มันแค่ ‘เท่านั้นเอง’ จริงๆ หรือ?

ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขั้วอำนาจที่ผูกขาด และการลุกขึ้นสู้ของผู้ที่อยู่ต่ำกว่า

ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการที่ที่พัคแซรอยกระโจนเข้าไปช่วยเหลือเด็กเนิร์ดร่วมห้องที่ถูกชางกึนวอนรังแก โดยปล่อยหมัดเข้าเต็มๆ ที่ใบหน้า ทั้งๆ ที่สถานการณ์รอบตัวนั้นชี้นำให้เขา​ (และผู้ชม) เชื่อเลยว่า หมัดนั้นจะนำพาความยุ่งยากมาให้เขาตลอดซีรีส์นี้แน่ๆ 

และมันก็จริง… เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น 

เพราะจริงๆ แล้ว… หมัดที่พัคแซรอยปล่อยไป (และความกล้าหาญในการปฏิเสธที่จะคุกเข่าขอโทษชางกึนวอนด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ผมไม่ได้รู้สึกผิด’) นั้น คือหมัดแรกที่ทำให้คนดูซีรีส์เรื่องนี้ ‘เชื่อตาม’ ไปกับตัวละครได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อคนเราพยายามมากพอ อดทนมากพอ และตั้งใจมากพอ ทุกอย่างก็เป็นจริงได้ (ภายในระยะเวลาเพียง 16 ตอนเท่านั้นเอง) 

ในระหว่างที่เราดูซีรีส์เรื่องนี้แบบตอนชนตอนอยู่นั้น เราเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางการต่อสู้ของเถ้าแก่พัคแซรอยนั้น ชวนให้เราระลึกถึงการต่อสู้กับอำนาจรัฐของชาดัลกอน โกแฮรี และผองเพื่อนใน Vagabond ไม่ได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว บริบทของทั้งสองเรื่องนี้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเกี่ยวซีรีส์สองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันได้ เห็นจะเป็นประเด็นเดวิดตัวน้อยล้มยักษ์โกไลแอธนี่เอง 

เราเคยบอกไว้ว่า Vagabond นั้นเป็นซีรีส์เพ้อฝันแฟนตาซีที่ไม่มีมังกรบินได้ ออกมาเพื่อให้คนจินตนาการถึงโลกที่คนตัวเล็กสามารถต่อกรกับอำนาจรัฐ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้จนประสบความสำเร็จ ซีรีส์เรื่อง Itaewon Class เองก็เป็นอีกหนึ่งแฟนตาซีในสเกลที่เล็กกว่า นั่นคือ เป็นภาพว่าคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนขึ้นมาโค่นยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมาตลอดได้

นั่นเป็นแฟนตาซีที่เหนือจริงเสียยิ่งกว่าแฟนตาซีใน Vagabond เสียอีก เพราะสเกลเพียงเท่านี้ เป็นสเกลที่ทำให้คนดูเชื่อได้ไม่ยากนักว่าเหตุการณ์ทั้งหลายใน Itaewon Class นั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้ พระเอกนางเอกไม่ต้องไปยิงปืนเท่ๆ หรือเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และเข้าสู่สงครามที่เสียเลือดเสียเนื้อใดๆ แต่ทุกคนมีเพียงสมอง สองมือ และการวางแผนที่แยบคายเท่านั้น ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น…​ ไม่ใช่สิ… ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลได้ 

บทบาทของผู้นำ และ ‘ความเชื่อ’ ที่ยึดมั่นในการใช้ชีวิต

นอกจากประเด็นแฟนตาซีในการล้มยักษ์ทางธุรกิจแล้ว อีกหนึ่งประเด็นเด่น(มาก)ที่ปรากฏในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นยันจบคือ เรื่องบทบาทของผู้นำทั้งในมุมมองของเถ้าแก่พัคแซรอย แห่งทันบัมผับ และประธานชางแดอี แห่งชางกากรุ๊ป ที่ต่างยืนอยู่กันบนเส้นขนานที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันมาบรรจบกันได้ 

ภาพของเถ้าแก่พัคแซรอยนั้นถูกวางให้เป็นเจ้านายในฝัน นั่นคือมีเมตตา ใจดี และใจเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็เด็ดขาด พึ่งพาได้ ลูกน้องทุกคนจึงพร้อมเดินตามเขาไปอย่างมั่นคง และพัฒนาความสัมพันธ์กลายมาเป็นเพื่อนที่ไม่มีวันทิ้งกัน แม้ในวันที่ยากลำบากที่สุด ส่วนประธานชางแดอีนั้นคือเสือกระหายอำนาจที่พร้อมจะบั่นคอทุกคนที่หมดประโยชน์ทิ้งแบบไม่ไยดี ทำให้คนรอบตัวของเขานั้นเป็นเพียง ‘ลูกน้อง’ ที่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และรับเงินเดือนเมื่อหมดเดือนเท่านั้น 

นอกจากนั้น ‘ความเชื่อ’ ของตัวละครเอกทั้งสองนั้นก็ดูจะถูกวาดออกมาให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพัคแซรอยนั้นมีจุดมุ่งหมายในการขึ้นเป็นหนึ่ง เพื่อแก้แค้น และเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่จุดหมายที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่ยอมทิ้งเพื่อนร่วมงานที่เดินตามกันมาตั้งแต่วันแรกไปไหนเลยแม้แต่คนเดียว แม้นั่นจะหมายถึงการต้องเฉือนเนื้อตัวเองในหลายครั้งหลายคราก็ตาม ตัวละครชางแดอีกลับถูกให้ภาพเป็นคนที่ ‘เอาแต่พูด’ ว่าจะทำเพื่อบริษัท ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาตัดสินใจนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่คิดถึงแต่ตัวเองเป็นหลักเท่านั้นเอง 

ขมวดภาพลักษณ์และความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของตัวละครทั้งสองมาไว้ด้วยกัน เราจะพบว่า ภาพลักษณ์ของพัคแซรอยนั้นเป็นภาพลักษณ์ของ ‘ผู้นำ’ ในฝัน ผู้นำที่ตั้งมั่น เชื่อมั่นในศรัทธาของตัวเอง พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น โดยไม่ทอดทิ้งลูกน้องที่เดินตามกันมา ในขณะที่ภาพลักษณ์ของชางแดอีนั้นเป็นภาพลักษณ์ผู้นำประเภท ‘เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล’ และในตอนจบของซีรีส์เรื่องนี้ก็คงจะบอกเองว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินธุรกิจอย่างไรกันแน่ ที่ยั่งยืนกว่ากัน 

บทสรุป Itaewon Class ที่คนไม่สนใจธุรกิจก็เข้าใจได้

แม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันในด้านธุรกิจ แต่มันก็สอดแทรกแฟนตาซีประเภทที่ถูกใจชนชั้นกลางไว้ได้อย่างแยบคาย เมื่อบวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า พัคแซรอยเรียนไม่จบมัธยมปลาย และเป็นอดีตนักโทษ แต่สามารถก่อตั้งบริษัทของตัวเองจนประสบความสำเร็จ และโค่นบริษัทยักษ์ที่ผูกขาดวงการอาหารมาอย่างยาวนานลงได้ในที่สุด เราก็ได้เห็นเลยว่า แท้จริงแล้ว ซีรีส์นี้เป็นซีรีส์แฟนตาซีเพ้อฝันดูเอาสนุก ที่เรื่องราวทั้งหลายเกิดขึ้นเพียงเพราะการไม่ยอมจำนน และหมัดแรกหมัดนั้น 

อย่างไรก็ดี… แม้เรื่องราวของซีรีส์นี้จะดูแฟนตาซีจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งมวล ไม่ว่าจะในสเกลการเปลี่ยนแปลงตัวเอง การเปลี่ยนแปลงสังคมรอบตัว รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบใดๆ ก็ตามที่หยั่งฐานรากมาอย่างยาวนานให้จงได้นั้น มันก็เริ่มต้นจากการกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยอย่างการปฏิเสธการคุกเข่าจากความกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในระบอบดั้งเดิมมานานเกินไป  

ดังนั้น… เราขอให้คุณปิดเสียงในหัว “ก็แค่คุกเข่าขอโทษไปซะ จะได้จบๆ เรื่อง” ที่ดังก้องขึ้นหลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้ไปได้สามตอนแรก และให้คุณเชื่อมั่นตามเถ้าแก่พัคแซรอยว่า แท้จริงแล้ว คนตัวเล็กๆ นั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้เพียงแค่มีความกล้าที่จะออกหมัดแรก

เท่านั้นเอง

Itaewon Class สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix.com