Posts

คอนเฟิร์มแล้วจ้า! พัคโบกอมทิ้งทวนก่อนเข้ากรมปลายปีนี้กับซีรีส์เรื่องล่าสุด Record of Youth

หลังจากคอนเฟิร์มข่าวเข้ากรมปลายปีนี้ให้แฟนๆ ใจแป้วไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พัคโบกอมก็คอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนๆ ใจชื้นว่าครึ่งปีหลังนี้ เขาจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Record of Youth (เส้นทางดาว) ที่เขานำแสดงร่วมกับพัคโซดัม จาก Parasite ลงสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกใน Netflix อย่างแน่นอน

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องการดิ้นรนตามหาความฝันของหนุ่มสาวในวงการโมเดลลิ่ง โดยพัคโบกอมรับบทเป็นชาฮเยจุน นายแบบหนุ่มที่อยากตามความฝันในการเป็นนักแสดง ส่วนพัคโซดัม รับบทเป็นอันจองฮา ช่างแต่งหน้าสาวผู้มุ่งมั่น ร่วมด้วย บยอนอูซอก ที่รับบทเป็นวอนแฮฮโย นายแบบหนุ่มโพรไฟล์ดีที่ต้องการตามความฝันด้วยตัวเอง

นอกจากนักแสดงนำที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแล้ว Record of Youth (เส้นทางดาว) ยังได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอันกิลโฮ​ (Stranger, Memories of Alhambra และ Witcher) และมือเขียนบทอย่างฮามยองฮี (Doctors และ Temperature of Love) มาอีกด้วย

เตรียมรอชมพร้อมกันทาง Netflix ได้เลยครับ

Extracurricular : เพราะผู้ใหญ่ไว้ใจไม่ได้ เป็นวัยรุ่นจึงต้องเจ็บปวด

ท่ามกลางซีรีส์รักกุ๊กกิ๊กหวานแหววขายความหล่อสวยของพระเอกและนางเอกจากประเทศเกาหลีที่สตรีมกันเกลื่อนเมืองแบบไล่ดูเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะตลาดต้องการเป็นอย่างมากแบบนี้ เราอดไม่ได้ที่จะนับถือความกล้าของทีมงานจาก Extracurricular ที่แหวกกระแสตลาดส่งซีรีส์สายดาร์กออกมาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมยามที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดูจะเป็นเพื่อนสนิทในสถานการณ์เช่นนี้ (ดาร์กจนเรานึกว่าเป็นภาคต่อของ Parasite เสียอีก)

Extracurricular

Author: Pacharee Klinchoo

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวของโอจีซู (นำแสดงโดย Kim Dong-hee) นักเรียนมัธยมปลายที่เลือกเส้นทางประกอบอาชีพผิดกฎหมายเพื่อทำตามความฝันของตัวเองในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่สามารถพึ่งพาพอที่ติดการพนันจนชีวิตครอบครัวล้มเหลว และแม่ก็หนีหายไปไม่ดูดำดูดีเขาได้อีกต่อไป และแพกยูริ (นำแสดงโดย Park Ju-hyun) สาวน้อยอนาคตไกลจากครอบครัวมหาเศรษฐีที่บังเอิญมารู้ความลับของจีซู และเต็มใจกระโดดเข้าร่วมวงการใต้ดินนี้อย่างเต็มใจ โดยมีซอมินฮี (นำแสดงโดย Jung Da-bin) และควักกีแท (นำแสดงโดย Nam Yoon-soo) เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการที่เข้าแล้วไม่สามารถออกนี้ได้

Extracurricular

ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหว

“ฉันมีชีวิตต่อไม่ได้ในบ้านหลังนั้น” คือคำพูดที่กยูรีแผดเสียงใส่จีซูเมื่อเขาแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงจะต้องมาวุ่นวายกับโลกของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว และเมื่อเธอย้อนถามเขาว่า เหตุใดเขาถึงเลือกที่จะลงมาทำอาชีพสีเทาแบบนี้ เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ฉันแค่อยากเรียนมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตอย่างพวกเธอเท่านั้นเอง” 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์พิลึกพิลั่นระหว่างคู่พระนางแห่ง Extracurricular ก็ว่าได้ เด็กวัยรุ่นสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วกลับมีบางสิ่งอย่างที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ และบางสิ่งอย่างที่ว่านั้นก็คือ ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหวสำหรับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต

Extracurricular

ภาพครอบครัวที่ยากจน พ่อติดการพนันและขโมยเงินของลูกไปทั้งหมดอย่างครอบครัวของจีซูนั้นดูเหมือนจะเป็นภาพพื้นฐานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างที่พบเห็นได้ทั่วโลก ซึ่งความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเท่าใดนัก แต่บทของ Extracurricular นั้นกลับตั้งใจเพิ่มภาพครอบครัวชนชั้นกลางระดับท็อปที่ล้มเหลวไม่แพ้กันอย่างครอบครัวของยูกริเข้ามาในวงจรด้านมืดนี้ด้วย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การจินตนาการถึงความยากลำบากของครอบครัวกยูรินั้นทำได้ยากมาก หากมองจากมุมมองของคนนอก 

เธอเป็นลูกสาวตนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจชื่อดัง เป็นเด็กเรียนเก่ง เพื่อนเยอะ และมีความสามารถมากพอที่จะเข้าวงการได้ทันที เมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแล้ว อนาคตของกยูรินั้นสดใสมากแน่นอน ทว่า… นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการในชีวิต พฤติกรรมอันดำมืดของจีซูกลับดูดึงดูดใจให้เธออยากจะใช้ชีวิตต่อไปมากกว่าการเป็นนกน้อยในกรงทองของบิดามารดา

Extracurricular

ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่จบไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว เด็กวัยรุ่นที่ถูกกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครอบครัวของตัวเอง ซึ่งควรจะเป็นหน่วยในสังคมที่ทำให้พวกเขาปลอดภัยนั้น ก็สามารถหลงทางและทำเรื่องเลวร้ายได้เทียมเทียมกัน ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฐานะหรือชนชั้นเลยทีเดียว

‘หัวหน้าอี’ ฮีโร่นอกระบบที่พึ่งพาได้มากกว่าครอบครัวหรืออำนาจรัฐ

อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ใน Extracurricular คือความสัมพันธ์ระหว่างมินฮี เด็กสาวสปอยล์ที่มีอาชีพไซด์ไลน์ลับๆ เพื่อหาเงินมาปรนเปรอกีแท แฟนหนุ่ม กับหัวหน้าอี ชายวัยกลางคนลึกลับที่รับหน้าที่เป็นเสมือนบอดี้การ์ดให้กับสาวๆ ไซด์ไลน์เหล่านั้น 

เนื้อเรื่องไม่ได้แตะประเด็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างตัวละครทั้งคู่แบบเห็นได้ชัดเจน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใยกันและกัน และความเข้าอกเข้าใจกันยามต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด และสังคมที่โหดร้าย เมื่อบทเผยเบื้องหลังที่มาของหัวหน้าอี ผู้ชมก็จะเห็นได้ชัดเจนถึง ‘ความนอกกฎหมาย’ ของตัวละครนี้ แต่มินฮีกลับเลือกที่จะพึ่งพิงเขามากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามเสนอความช่วยเหลือให้เธอตลอดทั้งเรื่อง

Extracurricular

เบื้องลึกเบื้องหลังครอบครัวของมินฮีนั้นไม่ได้ถูกสาธยายอย่างละเอียดเหมือนตัวละครหลักทั้งสองที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า เหตุจูงใจของเธอในการเดินเข้าสู่ธุรกิจค้ากามนี้เป็นเพียงความฟุ้งเฟ้อ และต้องการหาเงินมาปรนเปรอแฟนหนุ่มของตัวเองเท่านั้น แม้เราจะไม่รู้เบื้องหลังด้านครอบครัว แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเธอเป็นเด็กที่เปล่าเปลี่ยวและต้องการการเติมเต็มมากแค่ไหน เมื่อบวกกับความไว้วางใจในตัวหัวหน้าอีที่ปกป้องเธอได้ โดยไม่แยแสอำนาจรัฐที่พร่ำบอกว่าจะปกป้องเธอนั้น เราก็คงเดาไม่ยากว่า แท้จริงแล้ว นักเขียนและผู้กำกับต้องการสอดแทรกคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรไว้ในตัวละครทั้งสองคนนี้กันแน่ 

Extracurricular

Extracurricular เป็นซีรีส์สายดาร์กที่ดำเนินเรื่องแบบลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่อง นักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงนำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปิดตัวกับซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงอดนับถือใน ‘ความกล้าที่จะแหกกรอบ’ อะไรบางอย่างของ ‘ซีรีส์เกาหลี’ แบบที่ชาวโลกส่วนใหญ่รับรู้ไม่ได้ และในความกล้าที่จะแหกนั้น ก็ทำให้เรายอมรับได้ว่า นี่น่าจะเป็นก้าวแรกสู่ความหลากหลายทางเนื้อหาของซีรีส์เกาหลี ในแบบที่ Parasite เคยทำได้มาแล้วในวงการภาพยนตร์

Extracurricular สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

ส่องนาฬิกาสุดเนี้ยบของกษัตริย์อีกน ใน The King: Eternal Monarch

มาแรงสุดๆ กับการห่างหายจากหน้าจอไปรับใช้ชาติ อีมินโฮ(Lee Min Ho) กลับมาอย่างสมภาคภูมิในบทพระเจ้าอีกน ที่มีประตูเวลาเป็นสิ่งเชื่อมมิติ และไม่ว่าจะอยู่โลกราชาธิปไตยหรือโลกสาธารณรัฐ เวลาคือตัวแปร ดังที่กษัตริย?หนุ่มมีรับสั่งว่า  “นาฬิกาที่ดีจะต้องไม่คลาดเคลื่อนเลย แม้แต่เศษเสี้ยววินาที”

นับว่ากระแสมาแรงตั้งแต่เริ่มต้นเพียงไม่กี่ตอน The King: Eternal Monarch ก็ทะยานขึ้นสู่ซีรีส์เกาหลีที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งบน Netflix ประเทศไทย ส่วนหนึ่งอาจเพราะได้พระเอกเกาหลีคนดังอย่าง อีมินโฮ (Lee Min Ho) มารับบทนำ และเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ชวนติดตามเกี่ยวกับโลกคู่ขนานของเกาหลี โดยในโลกหนึ่งมีการปกครองระบอบกษัตริย์ และอีกโลกหนึ่งมีการปกครองแบบสาธารณรัฐโดยมีประธานาธิบดี แต่เมื่อประตูระหว่างโลกทั้งสองได้เปิดออก ทำให้กษัตริย์อีกนได้เข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง และเกิดเรื่องราวต่างๆ ที่เราต้องคอยติดตามกันในตอนต่อไป

ตั้งแต่ episode แรกจะเห็นได้ว่า กษัตริย์อีกนทรงมีบุคลิกเนี้ยบและพิถีพิถันในเรื่องของการแต่งกายที่ต้องดูดีอยู่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ทรงสวมติดตัวที่เราเห็นก็คือ “นาฬิกา” แน่นอนนาฬิกาที่พระองค์ทรงเลือกจะต้องสะท้อนถึงความสง่างาม เรียบหรู และมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมเฉกดังสโลแกนของแบรนด์ลองจินท์ Elegance is An attitude 

 “นาฬิกาที่ดีจะต้องไม่คลาดเคลื่อนเลย แม้แต่เศษเสี้ยววินาที” นี่คือคำพูดของกษัตริย์อีกน และใน episode ที่สองก็ได้เผยโฉมแล้วว่านาฬิกาที่กษัตริย์อีกนทรงเลือกใส่คือ “Longines Master  Moonphase” นั่นเอง 

Longines Master Moonphase  เป็นส่วนหนึ่งของ Longines Master Collection ที่เปิดตัวในปี 2005 และได้กลายมาเป็นคอลเลกชั่นหลักประจำแบรนด์ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสง่างามอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ และช่วยสั่งสมชื่อเสียงให้ลองจินส์โด่งดังไปทั่วโลก โดยโมเดล L2.673.4.78.3 นี้มีความพิเศษที่ฟังก์ชั่นโครโนกราฟ และเข็ม 60 วินาทีตรงกลาง ทั้งยังแสดงข้างขึ้นข้างแรมพร้อมหน้าปัดวงทดเวลา 12 ชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา และหน้าปัดวงทดเวลา 30 นาทีพร้อมแสดงวันและเดือนที่ 12 นาฬิกา ภายในตัวเรือนสแตนเลสสตีลทรงกลมขนาด 40 มม. บรรจุกลไกไขลานอัตโนมัติที่แกว่งด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และมีกำลังลานสำรองสูงสุด 54 ชั่วโมง มาพร้อมหน้าปัดสีเงินบาร์ลีย์คอร์นตกแต่งตัวเลขอารบิกสี ส่วนสายรัดข้อมือเป็นสายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาล เข้ากับหน้าปัดอย่างลงตัว พร้อมตัวล็อคแบบพับเพื่อความปลอดภัยสามชั้นและกลไกเปิดแบบปุ่มกด

หมายเลขรุ่น

L2.673.4.78.3

คาลิเบอร์

กลไกไขลานอัตโนมัติ โครโนกราฟคอลัมน์วิล

คาลิเบอร์ L687

11½ lines, 21 jewels แกว่างด้วยความถี่ 28’800 ต่อชั่วโมง

กำลังลานสำรอง 54 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่น

ชั่วโมง นาที วินาที และเข็มแสดงเวลา 24 ชั่วโมงที่ 9 นาฬิกา แสดงวันที่ด้วยเข็มตรงกลางรูปพระจันทร์ครึ่งดวง และข้างขึ้นข้างแรมที่ 6 นาฬิกา

ฟังก์ชั่นโครโนกราฟ: เข็มวินาทีตรงกลางแสดงข้างขึ้นข้างแรมพร้อมหน้าปัดวงทดเวลา 12 ชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา และหน้าปัดวงทดเวลา 30 นาทีพร้อมแสดงวันและเดือนที่ 12 นาฬิกา

ตัวเรือน

ทรงกลมทำจากสแตนเลสสตีล ขนาด  40 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ และฝาหลังตัวเรือนแบบโปร่งใส 

หน้าปัด

ขนาด Ø 40.00 

สีเงินบาร์ลีย์คอร์น ตกแต่งตัวเลขอารบิก

เข็มนาฬิกา

เข็มนาฬิกาบลูสตีลสีน้ำเงิน

การกันน้ำ

ระดับ 3 บาร์ 

สายรัดข้อมือ

สายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาล พร้อมตัวล็อคสามชั้นเพื่อความปลอดภัย และกลไกการเปิดแบบปุ่มกด 

แฟนๆ อีมินโฮ อย่าลืมติดตามบทบาทใหม่ในรอบ 3 ปีของเขา รวมถึงแฟชั่นสุดเนี้ยบของกษัตริย์อีกนได้ทาง Netflix

 และสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาที่สะท้อนความสง่างาม Longines Master Moonphase  โมเดล L2.673.4.78.3 ในราคา 117,400 บาท หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง;

https://www.facebook.com/LonginesTH/
https://www.longines.com/th/watches/the-longines-master-collection

Online shopping : https://s.lazada.co.th/s.1ZR08

#LonginesThailand #Eleganceisanattitude #LonginesMasterCollection

บทสัมภาษณ์​ Chris Hemsworth ส่งตรงจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด’

ในที่สุด Netflix ก็ได้ฤกษ์ปล่อยภาพยนตร์เรื่อง ‘Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด’ ออกมาฉายอย่างเป็นทางการเสียที หลังจากให้สาวกของเทพเจ้าธอร์ Chris Hemsworth ลุ้นแล้วลุ้นอีกมานาน

EXTRACTION, 2020Z6A_9843.NEF

นอกเหนือไปจากความหล่อทะลุคราบเลือดของคริสแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถ่ายทำที่ประเทศไทยหลายต่อหลายฉาก เรื่องราวว่าด้วยทหารรับจ้าง ไทเลอร์​ เรก (นำแสดงโดยคริส เฮมส์เวิร์ธ) ที่ต้องบุกตะลุยรังโจรช่วยเหลือลูกชายของมาเฟียใหญ่ โดยรังโจรที่ว่านี้มีทั้งกองทัพนักค้ายา ทหารคอร์รัปชั่น และทหารรับจ้างกระหายเลือดที่พร้อมยิงหัวเขาได้ทุกเวลารายล้อมอยู่ 

เราบังเอิญได้บทสัมภาษณ์ของคริส เฮมส์เวิรธ์สั้นๆ มายั่วต่อมอยากดูของแฟนๆ คริสหมีทุกท่าน บอกเลยว่า อ่านจบได้มีพุ่งไปเปิดหนังดูทันทีแน่นอน 

EXTRACTION, 2020JB6_6972.NEF

คุณอธิบายคาแร็กเตอร์ของคุณในเรื่องนี้หน่อย แล้วอะไรทำให้คุณรับแสดงโปรเจ็กต์นี้ในตอนแรก

มันเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้กลับมาร่วมงานกับ Sam Hargrove (ผู้กำกับ) และ Joe Russo (โปรดิวเซอร์) อีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกชอบมากๆ หลังจากอ่านบทจบครั้งแรกเลยครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง…​ อะไรดีล่ะ… แอ็กชั่นสนั่นล้างผลาญ แล้วอะไรอีก… ก็แอ็กชั่นในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน บวกกับการสร้างอารมณ์ร่วมที่ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าใจตัวละครได้ชัดเจนอย่างแน่นอน ซึ่งมันก็แตกต่างภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไปนะ

ส่วนคาแรกเตอร์ของไทเลอร์นั้นคือ เขาเป็นคนที่บอบช้ำอย่างมากมายในใจ ถ้าคุณเจอเขาครั้งแรก คุณจะรู้สึกทันทีว่าเขาคือดวงวิญญาณที่หลงทาง ตัวเขาคืออาวุธสงครามระดับทำลายล้างสูงที่เปิดให้ใครเช่าก็ได้ เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าตัวตายอยู่กลายๆ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาถนัด และเหมาะกับตัวเขาที่สุดแล้ว ในระหว่างที่เขาไปทำภารกิจ เขากลับไปเจออะไรบางอย่างที่เปิดตาเขา ทำให้เขาต้องกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาพยายามหลีกหนีมาตลอด และภารกิจนั้นก็กลายเป็นเสมือนการไถ่บาปให้กับเขาไปน่ะครับ

EXTRACTION, 2020101A4121.CR2

บอกหน่อยว่าเตรียมตัวสำหรับการแสดงบทแอ็กชั่นหนักหน่วงขนาดนี้ได้อย่างไร

ผมฝึกร่างกายตัวเองอย่างหนักมาตั้งแต่รับแสดงภาพยนตร์ชุด Avengers แล้วครับ เทรนกล้ามเนื้อหนักมาก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป ต้องทำให้รูปร่างของตัวเองเหมาะกับบทที่ได้รับมากที่สุดครับ แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมต้องผอมมากๆ เพราะไทเลอร์เขาเป็นคาแรกเตอร์นั้น ผมก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการการออกกำลังกายใหม่หมด ทั้งยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวร่างกายใหม่ๆ และต้องฝึกคิวบู๊ใหม่ ลงรายละเอียดเยอะแยะไปหมด มันหนักกว่าที่ผมเคยทำมาในอดีตมากๆ เลยครับ ผมรู้สึกพร้อมมากๆ ตอนเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ เพราะผมฝึกหนักมากจริงๆ 

มีคำตอบมาให้แฟนๆ อ่านพอหอมปากหอมคอแล้ว ไปดูความหล่อล่ำของพี่ พร้อมฉากแอ็กชั่นสนั่นหวั่นไหวให้หายคิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์ระหว่างต้องล็อกดาวน์ตัวเองกันดีกว่าครับ

Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด ฉายแล้วที่ Netflix 

LiveStream แถลงข่าว Time to Hunt โดย Netflix

วันที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 19.00 น. เตรียมพบกับ LiveStream งานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Time to Hunt โดย Netflix ได้ที่ลิงก์นี้

โดยไลฟ์สตรีมนี้จะมี Lee Dong Jin นักวิจารณ์ภาพยนตร์, Yoon Sung-Hyun ผู้กำกับ และนักแสดงทั้ง Lee Je-Hoon, Ahn Jae-Hong, Choi Woo-Shik (จากเรื่อง Parasite), Park Jung-Min และ Park Hae-Soo มาร่วมพูดคุยกัน และยังมี session สำหรับตอบคำถามคนที่ดูไลฟ์สตรีมมิ่งด้วยครับ

หมายเหตุ: แถลงข่าวเป็นภาษาเกาหลี และไม่มีซับไทยนะครับ

ลองดูเทรลเลอร์กันได้ที่ลิงก์นี้ก่อนตัดสินใจได้ครับ

Time to Hunt สตรีมที่ Netflix แล้ววันนี้

ลือสนั่น!!! กงยูร่วมอ่านบทซีรีส์ไซไฟที่อาจร่วมแสดงกับเบดูนา

วันที่ 21 เมษายนนี้ ตัวแทนจากเอเจนซี่ Management Soop ของนักแสดงชื่อดังอย่าง Gong Yoo ออกมายอมรับว่ากงยูกำลังพิจารณาเพื่อรับบทในซีรีส์ไซไฟของ Netflix ที่มีชื่อว่า Ocean of Silence อยู่

โดยก่อนหน้านี้ Ocean of Silence ได้รับความสนใจเมื่อมีข่าวว่าจะได้นักแสดงอย่าง Jung Woo-sung มาร่วมแสดงและโปรดิวซ์ไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นเรื่องราวไซไฟทริลเลอร์ในยุคที่โลกกลายเป็นทะเลทรายทั้งใบ กลุ่มนักสำรวจจึงต้องถูกส่งไปหาสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่ดวงจันทร์

ในขณะที่ Bae Doo-na นักแสดงนำจากซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Kingdom เองก็อยู่ในระหว่างการเจรจาร่วมแสดงเป็นหนึ่งในทีมสำรวจดวงจันทร์เช่นกัน และถ้าหากกงยูยอมรับข้อเสนอนี้ เขาจะรับบทเป็น Yoon Jae หัวหน้าทีมสำรวจ ผู้ที่เป็นทหารเก่า

คุณคิดว่าหากข่าวลือข้างต้นทั้งหมดเป็นจริง จะเป็นอย่างไรกันนะ?

ต้นตอข่าวลือ คลิก ที่นี่ และ ที่นี

What’s Wrong with Secretary Kim? : ภารกิจในการค้นหาชีวิตของตัวเอง

ภายใต้ความกุ๊กกิ๊ก เบาสมองที่ฉาบเคลือบซีรีส์ What’s Wrong with Secretary Kim? อยู่นั้น เราอาจจะได้เรียนรู้ทั้งตัวตนของตัวเอง ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจตัวตนของคนอื่นไปพร้อมกันก็เป็นได้

Author: Pacharee Klinchoo

“ฉันอยากมีชีวิตที่ไม่ใช่เลขา และไม่ต้องดูแลครอบครัว”

คือเหตุผลที่เลขาคิม (นำแสดงโดย Park Min-young) ให้กับท่านรองประธาน อียองจุน (นำแสดงโดย Park Seo-jun) เมื่อเธอบอกเขาว่าเธอตัดสินใจลาออกจากอาชีพเลขานุการส่วนตัวของเขาที่เธอทำมา 9 ปี ‘ด้วยเหตุผลส่วนตัว’ ซึ่งหมายถึงการใช้หนี้ของครอบครัว และส่งพี่สาวทั้งสองเรียนต่อจนจบ มีงานมีการทำเรียบร้อยแล้วนั่นเอง แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากความกุ๊กกิ๊กน่ารักสดในของฉากคู่พระ-คู่นางแล้ว เราก็จะไปร่วมสำรวจในจิตใจของทั้งเลขาคิม และตัวละครหลายๆ ตัวว่าแท้จริงแล้ว ความหมายแห่งตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไรกันแน่ 

ฟังดูอาจจะเวอร์ หรือคิดมากไปนิด หากจะมาชวนคุยวิเคราะห์เรื่องนี้จากซีรีส์ที่หน้าหนังดูเบาสมองเยี่ยงนี้ แต่ในระหว่างทางที่เรื่องดำเนินไปนั้น เราก็ได้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคราที่ ‘ตัวตน’ ของเรานั้นคือสิ่งที่เราตัดสินใจเลือกลงมือทำ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งความสามารถเหล่านั้นกลายเป็นเสมือนอวัยวะในร่างกายของเรา ไม่แตกต่างจากความสามารถของคิมมีโซ ในฐานะเลขาคิมตลอดเรื่องนั่นเอง 

ในขณะเดียวกัน ตัวละครอย่างอีซองยอน (นำแสดงโดย Lee Tae-hwan) นั้นเองกลับเป็นผู้ที่หลงทางกับตัวตนของตัวเองได้อย่างมากที่สุด แม้ว่าเขาจะเลือกอาชีพที่ดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ ‘ติสต์’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ อย่างที่สุดในสายตาคนปกติอย่างนักเขียนก็ตาม 

ด้วยเหตุการณ์พลิกผันในวัยเด็กของทั้งอียองจุน และอีซองยอน ทำให้พวกเขาเดินตามเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หากมองด้วยแว่นตาของคนปกติแล้ว การใช้ชีวิตในฐานะศิลปินโดยไม่ต้องดูแลกิจการของครอบครัวนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ ‘มีความสุข’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ มากกว่าการมารับหน้าที่เป็นรองประธานธุรกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

(นับจากนี้ไป มีสปอยล์เนื้อหาหลักของเรื่อง)

บทบาทของพระเอ๊ก…​ พระเอก… ที่อาจทำร้ายบางคนโดยไม่รู้ตัว

ในวันที่อียองจุนตัดสินใจโกหกคำโตเพื่อทำให้พ่อและแม่ของเขาสบายใจ และให้ครอบครัวของตัวเองดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุขนั้น อาจจะเป็นวันที่เขาคิดแล้วว่านั่นคือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยการแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดมาไว้ในตัวเอง แต่ในวันนั้นเอง…​ ก็เป็นวันที่เขาปลดเปลื้องตัวตนของอีซองยอนไปได้ในแบบที่เขาไม่ทันคิดได้เช่นกัน

การที่อียองจุนตัดสินใจแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้กับตัวเอง และไม่เปิดโอกาสให้อีซองยอนเข้ารับการบำบัดรักษาอาการทางจิตที่เกิดจากความรู้สึกผิดในใจนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของอีซองยอนไปได้ตลอดกาล เราจะพูดแรงไปไหมว่า นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าใจร้ายและเห็นแก่ตัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้… แม้ว่ามันจะมาจากความปรารถนาดีที่สุดของเด็กตัวน้อยคนหนึ่งก็ตาม 

ในวันที่เหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายออก ทุกคนรับรู้ความจริงที่ปิดบังกันมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ อียองจุนไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองใดๆ ไปในระหว่างที่เขาบอกตัวเองว่าเขาโกหกเพื่อคนอื่น แต่อีซองยอนนั้นกลับใช้ชีวิตในสองทศวรรษที่ผ่านมาในความทรงจำปลอมๆ ของคนอื่น… และเมื่อทุกอย่างเปิดเผย… เขากลับกลายเป็นผู้ไร้ตัวตนอย่างแท้จริง 

เราแอบทึ่งในความเข้มแข็งของตัวละครที่สามารถยอมรับความจริงทั้งหมดนี้ได้โดยไม่บุบสลายมากมายดังที่ควรจะเป็น สิ่งที่เขาทำคือตัดสินใจออกเดินทางค้นหาตัวตนของตัวเอง ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากได้รับการบำบัดอย่างที่ควรจะเป็น และเขาก็สัญญากับน้องชายว่า จะกลับมาพร้อมหนังสือเล่มใหม่…

ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า หนทางสายอาชีพนักเขียนที่เขาเลือกนั้น ก็กลายมาเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในชีวิตเขา คือตัวตนของเขาในรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากตัวตนของคิมมีโซในฐานะเลขาคิมเลย

บทสรุปแห่งเส้นทางชีวิตที่เลือกเดิน

ด้วยความโรแมนติกคอมเมอดี้ของซีรีส์เรื่องนี้ บทสรุปทั้งหมดจึงเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น พระเอกและนางเอกอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบนิรันดร์… และภารกิจในการค้นหาตัวตนของคิมมีโซก็มีบทสรุปง่ายๆ แต่น่ารักถูกใจแฟนๆ ว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของเธอนั้นก็ผูกพันแนบแน่นกับอียองจุนมาตั้งแต่เธอยังเด็ก และตลอดระยะเวลาการทำงานเก้าปีที่ผ่านมากับเขา ก็สร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองขึ้นมา และเธอก็ได้รับการยอมรับในฐานะเลขามืออาชีพ ส่วนตัวเธอเองก็ยอมรับได้ในที่สุดว่า คงจะไม่มีใครทำตำแหน่งนี้ได้ดีไปกว่าเธออีกแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคิมมีโซ หรือเลขาคิม ทั้งสองคนนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันจนแทบจะแยกไม่ออกแล้วก็ว่าได้

บทสรุปตรงนี้ทำให้เราอดย้อนกลับไปนึกถึงหนังสือเรื่อง The Alchemist (ชื่อภาษาไทย : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) ของ Paolo Coelho ไม่ได้ เพราะในวันที่เด็กหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจออกจากที่พักของตัวเองเพื่อไปตามหาขุมทรัพย์ที่ปลายฝันนั้น คือวันที่ชะตากำหนดให้เขาย้อนกลับมาค้นพบขุมทรัพย์ก้อนใหญ่ใต้ที่นอนของเขานั่นเอง แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งยากลำบากใดๆ มากมายมหาศาลเพื่อพบสัจธรรมเล็กๆ ว่าแท้จริงแล้ว ขุมทรัพย์นั้นอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด แต่หากเขาไม่ตัดสินใจออกเดินทางก้าวแรกเพื่อ ‘ค้นหา’ แล้ว ขุมทรัพย์นั้นคงนอนนิ่งอยู่ใต้ที่นอนของเขาไปตราบนิรันดร์กาล 

ซึ่งก็ไม่ต่างจากเส้นทางการค้นหาตัวตนของเลขาคิมและอียองจุนนั่นเอง ในวันที่เธอตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เธอคุ้นชิน และในวันที่เขาตัดสินใจปล่อยเธอไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็คือวันที่เขาและเธอค้นพบว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของทั้งคู่นั้นผูกพัน และพึ่งพิงกันและกันมามายขนาดไหน 

บทสรุปนี้อาจจะดูเหมือนแสนหวาน แต่แท้จริงแล้ว จะมีใครสักกี่คนบนโลกนี้ที่เห็นคุณค่าของที่อยู่ในมือก่อนที่เราจะสูญเสียมันไปจริงๆ กันล่ะ?

What’s Wrong with Secretary Kim? สตรีมมิ่งที่ Netflix 

รีวิวด่วนๆ The King: Eternal Monarch สองตอนแรก!!!

หรือเราจะอยู่ในโลกคู่ขนานของกันและกัน?

Author: Pacharee Klinchoo

ถึงขั้นเซ็ตเรตติ้งใหม่ให้ช่อง SBS ทันทีที่ตอนแรกของ The King: Eternal Monarch ออกฉายวันแรกเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยแม่เหล็กของนักแสดงนำทั้ง Lee Min-ho (ที่เพิ่งจะออกมาจากกรมสดๆ ร้อนๆ) และ Kim Go-eun และเนื้อหาแฟนตาซีสุดเพ้อฝันนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่าเกินคาดไปแม้แต่น้อย

เพิ่งจะผ่านไปได้แค่สองตอน เนื้อหาหลักๆ เกี่ยวข้องกับประเทศเกาหลีในโลกคู่ขนาน โดยโลกหนึ่งมีประเทศที่ชื่อว่า จักรวรรดิเกาหลี (Kingdom of Corea) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์โดยมีพระเจ้าอีกน (รับบทโดย Lee Min-ho) ขึ้นปกครองหลังจากที่เสด็จพ่อโดนพระเชษฐาองค์โตลอบปลงประชนม์ และหนีไปยังโลกคู่ขนานที่มีประเทศสหพันธรัฐเกาหลี (Republic of Korea) ที่ปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี และกษัตริย์อีกนก็เดินทางข้ามมายังโลกคู่ขนานเพื่อค้นหาผู้ช่วยชีวิตของพระองค์ไว้ในวันเกิดเหตุ ซึ่งก็คือผู้หมวดจองแทอึล (รับบทโดย Kim Go-eun) นั่นเอง 

ดูท่าแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้คงจะเป็นซีรีส์ดราม่าผสานโรแมนติกตามแบบฉบับซีรีส์เกาหลีสูตรปกติทั่วไป แต่ประเด็นน่าสนใจในสองตอนแรกที่เห็นท่าแล้วจะไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือการสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมาโดยที่โลกหนึ่งเป็นประเทศเกาหลีที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และจักรวรรดิเกาหลีภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ ซึ่งมีการอธิบายไว้ในเนื้อเรื่องอย่างชัดเจนว่าทั้งสองโลกคู่ขนานนั้นมีประวัติศาสตร์ร่วมและแยกจากกันอย่างไร ซึ่งเราเดา(เอาเอง)ไว้ก่อนว่า ประเด็นนี้น่าจะกลายมาเป็นหนึ่งในจุดขยี้ของเนื้อเรื่องนี้ได้ไม่มากก็น้อย

หลังจากสองตอนผ่านไป เราพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ถ้าคุณเป็นคนชอบซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมอดี้เบาสมอง คุณก็สามารถสนุกสนานกับซีรีส์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก แต่ในขณะเดียวกัน… ถ้าคุณต้องการซีรีส์ที่มีประเด็นทางสังคมบ้าง เราก็แนะนำให้คุณลองเปิดใจให้ The King: Eternal Monarch ดู ไม่แน่ว่า ตอนต่อๆ ไปอาจจะเข้มข้นมากกว่านี้ก็เป็นได้

The King: Eternal Monarch ออกฉายทาง Netflix ทุกวันศุกร์ และเสาร์ เวลา 21.30 น.

เปิดตัวอย่างแรกซีรีส์สายดาร์กรับอากาศอันร้อนระอุ ‘Extracurricular – ชมลับ ธุรกิจรัก’

หน้าร้อนนี้จะระอุกว่าที่เคย เมื่อ Netflix ส่งซีรีส์เกาหลีแนวฮาร์ดคอร์ Extracurricular (ชมรมลับ ธุรกิจรัก) พร้อมที่จะเข้ามาเพิ่มดีกรีความฮอต และระเบิดความดาร์กแบบฉุดไม่อยู่ โดยงานนี้ได้นักแสดงวัยรุ่นเลือดใหม่ไฟแรงอย่าง คิม ดงฮี (Kim Dong-hee)จอง ดาบิน (Jung Da-bin) และ พัค จูฮยอน (Park Ju-hyun) มาร่วมฉายภาพเบื้องลึกเบื้องหลังความดาร์กของนักเรียนไฮสคูลที่ก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจด้านมืดของเกาหลีใต้
ที่ทั้งดุเดือดและเข้มข้นชนิดที่เรียกว่า ‘พลาดไม่ได้’

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวสุดเข้มข้นของกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่เลือกที่จะก่ออาชญากรรมเพื่อแลกกับเงิน และความเสี่ยงที่แสนสาหัสคือผลลัพธ์ที่ตามมา โอ จีซู (รับบทโดยคิม ดงฮี) เลือกที่จะก่ออาชญากรรมเพื่อตอบสนองความมุ่งมั่นในการหาเงินส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยโดยไม่สนใจวิธีการและความถูกต้อง ในขณะที่ซอ มินฮี (รับบทโดย จอง ดาบิน) มีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมครั้งนี้เช่นเดียวกับ แบ กยูรี (รับบทโดยพัค จูฮยอน) เพื่อนร่วมชั้นของจีซู การตัดสินใจที่ผิดพลาดนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไข เมื่อหันหลังกลับไม่ได้ หนทางแห่งอาชญากรรมและความรุนแรงคือสิ่งที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

สามารถรับชมตัวอย่างแรกได้แล้ววันนี้ ที่นี่ และเตรียมติดตามเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้พร้อมการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ใน Extracurricular วันที่ 29 เมษายน บน Netflix เท่านั้น

ทบทวนบทบาทของกษัตริย์ และภาวะผู้นำที่ผู้คนต้องการยามประเทศเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดไปกับรัชทายาทอีชาง จาก Kingdom ซีซั่นล่าสุด

เปิดตัวอย่างสวยงามถูกจังหวะและเวลากับซีรีส์ Kingdom ซีซั่นสองที่ลงสตรีมมิ่งใน Netflix ในช่วงเวลาที่โลกกำลังประสบภัยซอมบี้จากไวรัสโคโรน่าระบาดพอดิบพอดี อยู่บ้านกักตัวช่วยชาติ ชมซีรีส์สนุกๆ แล้วมาลองมองย้อนดูสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเรากันดีกว่า

Author: Pacharee Klinchoo

Kingdom

“A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” คำพูดอันโด่งดังของ Ling Yao (หลิน เหยา) องค์ชายรัชทายาทจากประเทศชิน ในมังงะชื่อดังเรื่อง Fullmetal Alchemist หรือ ‘แขนกลคนแปรธาตุ’ นั้นดูจะมาพ้องพานกับเนื้อหาที่ปรากฏในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Kingdom แบบไม่น่าเชื่อ ในแง่ของ ‘หน้าที่’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ของผู้นำเมื่อคราวที่ประเทศประสบกับภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม

เราจะปล่อยเรื่อง Fullmetal Alchemist เอาไว้ก่อนในตอนนี้ เพราะประเด็นเรื่องภาวะผู้นำที่ปรากฏในซีรีส์เรื่อง Kingdom ซีซั่นนี้ดูน่าจะสนใจ และสอดคล้องกับคำพูดของหลิน เหยาที่เรายกมาตอนต้นในแบบที่ทำให้เราเชื่อได้เลยว่า พื้นฐานจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าจะชนชาติไหนก็คล้ายคลึงกันอย่างแท้จริง และเราแอบเชื่อว่า ป่านนี้ทุกคนคงจะได้เสพซีรีส์ซีซั่นนี้กันไปหมดแล้ว เราจึงขออนุญาตเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับบทความนี้แบบไม่ระวังสปอยล์แล้วกัน

ภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทอีชางในฐานะผู้นำในอุดมคติ

Kingdom

ในซีซั่นนี้ องค์รัชทายาทอีชาง (รับบทโดย Ju Ji-hoon) ได้เปล่งประกายความเป็นผู้นำแบบอุดมคติให้เหล่าพสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอได้ประจักษ์กันอย่างชัดเจนเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการปักหลักรับมือกับฝูงซอมบี้เป็นด่านหน้าร่วมหัวจมท้ายกับทหารคู่ใจที่ป้อมปราการเมืองซังจูโดยไม่ล่าถอยง่ายๆ ตัดสินใจบุกเดี่ยว (พร้อมทหารคู่ใจ) ไปแจ้งข่าวเรื่องโรคระบาดที่เมืองหลวงฮันยาง ไปจนถึงฉากที่ตัดสินใจสั่งปิดประตูวังหลวงเพื่อกั้นซอมบี้ไว้ภายในวัง ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านทำร้ายชาวบ้านร้านตลาดนอกรั้ววัง ทั้งๆ ที่ในทุกสถานการณ์นั้น องค์รัชทายาทสามารถลี้ภัยไปทำตัวเงียบๆ หลบภัยโรคระบาดจนกว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือนก็ย่อมได้ แต่บทกลับใส่ภาพพระเอกเต็มตัวให้กับองค์รัชทายาทผู้ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏต่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันแบบนี้

สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Kingdom นี้คือการนำเอาเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงมาปรุงแต่งจนกระทั่งดูน่าเชื่อถือตามตรรกะของเรื่องแต่ง ไม่ว่าจะแทนโรคระบาดด้วยซอมบี้ หรือการเล่าถึงการแบ่งแยกชนชั้น ความกระหายอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมไปถึงอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังบัลลังก์กษัตริย์ในแต่ละราชวงศ์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ภาพขององค์รัชทายาทอีชางที่ถูกแต่งแต้มตามหลักการและเหตุผลในการดำเนินเรื่องนั้นจึงไม่พ้นภาพกษัตริย์ในอุดมคติที่เหล่าไพร่ฟ้าราษฎรเฝ้าฝันถึงนั่นเอง

ภาพองค์รัชทายาทวางแผนจัดการเหล่าซอมบี้ พร้อมบุกตะลุยแนวหน้าด้วยพระองค์เอง เป็นภาพที่เหล่าพสกนิกรไพร่ฟ้าทั่วโลกได้รับรู้พร้อมกันว่า ‘นี่แหละผู้นำที่เราต้องการ’ ซึ่งความเฉลียวฉลาดในการแต่งแต้มบทโดยดึงเอาประวัติศาสตร์เกาหลีในยุคราชวงศ์โชชอน (รัชสมัยพระเจ้าซอนโจ หรือรัชกาลที่ 14 ของราชวงศ์นี้) ซึ่งเกาหลีต้องตั้งรับการรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งเผชิญสภาวะภัยหนาวยาวนานต่อเนื่อง (และภัยหนาวนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝูงซอมบี้ออกอาละวาดอย่างหนักหน่วงรุนแรงในซีรีส์ซีซั่นนี้) นั้นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูได้สนุกสนาน แต่ก็สอดแทรกบริบททางประวัติศาสตร์ที่เราอยากให้เป็นไว้ได้อย่างแยบคาย

ผู้ชนะคือผู้จารึกพงศาวดาร

Kingdom

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในตอนเกือบจบซีรีส์ซี่ซั่นนี้เห็นจะได้แก่ประเด็นหลังจากที่เหล่าฝูงซอมบี้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว และฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนประเทศนี้ นั่นคือ การดำรงอยู่ต่อของสถาบันกษัตริย์อันเป็นสถาบันชั้นปกครองที่ยังหายไปไม่ได้ ทว่า… หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไล่มาตั้งแต่องค์รัชทายาทถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การบั่นคอกษัตริย์พระองค์ก่อนด้วยตัวเอง และการล่มสลายของราชวงศ์เกือบทั้งหมดจาก ‘โรคระบาด’ องค์ชายรัชทายาทจะสามารถสร้างความชอบธรรมในการขึ้นบัลลังก์ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนที่ได้รับข่าวเพียงว่าพระองค์เป็นกบฏ และเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์พระองค์เก่าด้วยมือพระองค์เองกันได้ล่ะ

ซึ่งผู้เขียนบทก็ยังใส่ภาพผู้นำในอุดมคติเข้าไปในองค์รัชทายาทอีชางเช่นเคย การให้องค์รัชทายาทตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้กับโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน (ที่ทุกคนก็รู้กันหมดว่าเจ้าชายน้อยนั้นไม่ได้สืบสายเลือดตรงของทั้งกษัตริย์หรือมเหสี) พร้อมสั่งให้จารึกประวัติศาสตร์เสียใหม่ว่า พระบิดา พระมารดา รวมถึงพระเชษฐาของเจ้าชายน้อยนั้นเสียชีวิตจากโรคระบาดทั้งหมด บัลลังก์จึงตกสู่เจ้าชายน้อยโดยชอบธรรม ไร้ข้อกังขา… ตรงนี้นั้นแสดงถึงภาพลักษณ์ของ ‘เจ้าชายในฝัน’ ทั้งในแง่ของการเสียสละเพื่อส่วนรวม มองเห็นผลประโยชน์และความสงบสุขของประเทศเป็นสำคัญกว่าอำนาจและอภิสิทธิ์ที่ตนเองจะได้รับจากการขึ้นครองบัลลังก์ แต่ในขณะเดียวกัน สาส์นหนึ่งที่ซ่อนไว้อย่างแยบคายก็คือคำจารึกบนพงศาวดารนั้น… จากน้ำมือผู้ชนะนั่นเอง

เหตุผลที่พสกนิกรที่เฝ้าหน้าจออยู่นั้นรับได้กับบทตรงนี้ เป็นเพราะว่าตรรกะของซีรีส์นี้ได้วางให้องค์รัชทายาทรับบท ‘พระเอก’ ผู้เสียสละ และในความเป็น ‘คนดี’ ขององค์รัชทายาทอีชางนั้นเอง ก็ทำให้การจารึกประวัติศาสตร์ที่ดูยังไงก็ ‘ผิด’ นี้ กลายเป็นเรื่องที่ ‘ชอบธรรม’ และ ‘ยอมรับได้’ เลยเถิดไปถึงว่าเป็นพฤติกรรม ‘ที่น่าสรรเสริญ’ เพราะคือการเสียสละเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง

แต่ถ้าหากว่า… สถานการณ์คลี่คลายไปในทางกลับกันล่ะ? ถ้าหากว่าผู้ที่จารึกประวัติศาสตร์คืออัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และองค์ราชินีโจ… คุณคิดว่าข้อโต้แย้งภายในใจของพสกนิกรที่เสพซีรีส์นี้อยู่หน้าจอจะเป็นไปในทิศทางไหนกัน? และทำไมเราถึงยอมรับตรรกะว่า ‘คนดี’ มีสิทธิเขียนพงศาวดารตามใจตัว ในขณะที่ ‘คนไม่ดี’ อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้นตั้งแต่การวางบทแล้วกันล่ะ? 

ดูซีรีส์ ดูละคร แล้วมาย้อนดูบ้านเมือง

Kingdom

ขอย้อนกลับมาคำพูดของหลิน เหยา แห่ง Fullmetal Alchemist ที่เรายกมาไว้ตั้งแต่เริ่มบทความนี้ “A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” เพราะเมื่อดูซีรีส์ Kingdom จนจบครบทั้งสองซีซั่นแล้ว ก็เห็นได้เลยว่า ภาพของผู้นำในอุดมคติที่ถูกวาดไว้ในซีรีส์เรื่องนี้นั้น เป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าประเทศชาติจะดำเนินไปในทิศทางใดยามเกิดปรากฏการณ์ใดๆ ก็ตามที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ดังเช่นเหตุการณ์โรคระบาดซอมบี้ในเรื่องนี้

การที่อัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และอาจารย์อันฮยุน ‘ตัดสินใจ’ สังเวยคนในหมู่บ้านของยองชินให้กลายเป็นซอมบี้เพื่อเป็นด่านหน้าป้องกันข้าศึกจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ทำให้เกิดผลพวงอันร้ายแรงต่อมา นั่นคือการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว และทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาเดือดร้อนจากมาตรการที่ลงมือทำโดยคนที่มีอำนาจอยู่ในมือ ซึ่งถ้าจะให้มองกันตรงๆ แล้ว การตัดสินใจอย่างลับๆ ระหว่างผู้นำทั้งสองนั้น ก็เกิดจาก ‘ภาระหน้าที่’ ที่ต้องป้องกันบ้านเมือง แต่ดูเหมือนว่าการทำตามหน้าที่ของตนนั้น กลับหลงลืม ‘คุณธรรม’ ของความเป็นผู้นำไป

ในขณะเดียวกัน การ ‘ตัดสินใจ’ ของมเหสีโจที่จะปล่อยซอมบี้ที่เลี้ยงไว้ออกมาเพ่นพ่านในวังให้ทุกคนติดเชื้อโรคระบาดกันไปหมด เนื่องจากตัวเธอเองก็ไม่สามารถยึดอำนาจการปกครองไว้ได้อีกต่อไปแล้วนั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ถ้าหากว่าอำนาจหลุดไปอยู่ในมือคนที่ไม่สนอะไรเลย นอกจากประโยชน์ส่วนตนนั้น จะนำพาหายนะมาสู่บ้านเมืองได้มากขนาดไหน และถ้าองค์รัชทายาทไม่ ‘ตัดสินใจ’ ออกคำสั่งปิดกั้นประตูวังทั้งหมด โรคระบาดก็จะลุกลามออกไปในเมืองหลวงฮันยางที่ยังไม่เกิดโรคระบาด และไพร่ฟ้าราษฎรก็จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของมเหสีโจไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

การมาถึงขององค์ชายรัชทายาท และการ ‘ตัดสินใจ’ ต่างๆ โดยที่บทวางให้พระองค์นึกถึงแต่ประโยชน์ของไพร่ฟ้ามากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น ทำให้พสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอเชื่อและคล้อยตามการตัดสินใจขององค์รัชทายาทได้อย่างง่ายๆ โดยเราไม่ตั้งคำถามถึงความถูกต้อง หรือเหมาะสมที่เกิดจากการตัดสินใจนั้นๆ เสียด้วยซ้ำ… หรือถ้าใครคิดจะตั้งคำถาม ก็จะมีคำตอบว่า ‘ทรงตัดสินใจเพื่อประชาชน’ และทำให้คำถามเหล่านั้นถูกปัดตกไปได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น คำพูดของหลิน เหยา ที่ยกมานั้น แฝงไว้ด้วยนัยยะที่ลึกซึ้งไปมากกว่า ‘หน้าที่’ ของ ‘กษัตริย์’ ที่มีต่อ ‘ประชาชน’ แต่มันหมายรวมว่า หากกษัตริย์องค์นั้นตัดสินใจใดๆ ก็ตาม เพื่อ ‘ประชาชน’ เป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน… กษัตริย์ก็จะสามารถกระทำการมิชอบได้โดยชอบธรรม 

ใช่หรือไม่? 

Kingdom ทั้งสองซีซั่น สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix.com