Posts

New heritage Thai cusine at Baan Phraya.

“บ้านพระยา”เรือนไทยริมน้ำที่งดงาม พร้อมเปิดบ้านและเปิดครัวต้อนรับผู้มาเยือนในฐานะห้องอาหารไทย
เชฟป้อม พัชรา ปลุกจิตวิญญาณและความครึกครื้นของครัวประจำบ้านพระยาขึ้นมาอีกครั้ง และปลุกความอร่อยของเมนูอาหารไทยที่เลือนหายไปในยุคปัจจุบันนำกลับมาขึ้นโต๊ะอาหารอีกครั้งด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

เรือนหลังนี้มีประวัติเกี่ยวข้องกับย่านฝั่งธนบุรีมายาวนาน ผู้เป็นเจ้าของเรือนหลังนี้ในอดีตเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศและมีคุณูประการมากมาย ทั้งในตำแหน่งหน้าที่ในการรับราชการ(จนรัฐบาลคิดจะให้ชื่อถนนที่ตัดใหม่ย่านฝั่งธนเป็นชื่อท่าน) หรือเมื่อท่านเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้วเรือนแห่งนี้ยังเป็นที่รับรองอาคันตุกะระดับประเทศ เพราะเป็นที่ร่ำลือกันนักหนาถึงงานเลี้ยงรับรองที่บ้านพระยามไหสวรรย์ ที่ไม่เพียงแต่อาหารรสเลิศฝีมือภรรยาท่าน แต่ยังรวมถึงการสลักเสลาผลไม้และผักเพื่อจัดวางในมื้ออาหาร รวมทั้งการจัดโต๊ะอย่างสวยงาม หรือการที่ท่านเจ้าพระยาตั้งวงดนตรีไทยหลังการรับประทานอาหารเสร็จ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นที่กล่าวขาน เพราะผู้มาเยือนมีทั้งบุคคลสำคัญในประเทศและราชนิกูลจากต่างประเทศ
ในวันนี้เรื่องราวที่เล่าขานได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ณ บ้านพระยา ที่จะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มลองอาหารไทยที่รังสรรค์เมนูขึ้นมาในแต่ละช่วงฤดูตามวัตถุดิบที่มีเฉพาะในช่วงนั้นๆ โดยฝีมือของเชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ผู้เคยคว้าดาวมิชลินหนึ่งดวงมาแล้ว แต่กับสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเชฟ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ถือว่าเป็นเอกแห่งปากะศิลป์ การังสรรค์เมนูที่จะเล่าเรื่องราวความพิเศษของอาหารไทย การดึงเอาวัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลามาปรุงเป็นอาหารรสเลิศที่มีความพิเศษ ที่นี่จะมอบประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับอาหารไทยในรูปแบบอาหารเป็นสำรับที่เชฟจัดสรรค์ให้ และไม่ใช่การคิดเพื่อแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักอาหารไทย เพราะนั่นจะอยู่ที่เดอะเทอเรซ และห้องอาหารไทยศาลาริมน้ำ แต่ที่นี่จะทำให้ทุกคนที่เป็นแขกของ“บ้านพระยา”ทราบซึ้งในความเป็นเอกแห่งอาหารไทย


“บ้านพระยา”สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (ประมาณช่วงปี พ.ศ. 2440 – 2450) เป็นบ้านไม้ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันตั้งอยู่ถัดจากดิ โอเรียนเต็ล สปา เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วที่บ้านพระยาไม่ได้เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน และวันนี้โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความภูมิใจที่ได้ปลุกจิตวิญญาณและอารยธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในบ้านหลังนี้กลับขึ้นมา
บ้านพระยาพร้อมเปิดประตูบ้านและเปิดครัวต้อนรับผู้มีรสนิยมในเรื่องการรับประทานอาหาร เพื่อนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารไทยเมนูโบราณซึ่งได้รับการปรับประยุกต์ให้ร่วมสมัยรังสรรค์โดยเชฟป้อม-พัชรา


แต่แรกเริ่มเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์ และ คุณหญิงเลื่อน มไหสววรย์ ซึ่งท่านทั้งสองเป็นคหบดี เป็นผู้ทรงเกียรติ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในสังคมสมัยนั้น ในอดีตนั้นท่านทั้งสองได้เปิดบ้านพระยาเพื่อรับรองต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ งานเลี้ยงรับรองที่นี่จึงถือเป็นมาตรฐานหนึ่งของความโก้หรูในยุคสมัยนั้น
เชฟป้อม-พัชรา ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของท่านเจ้าของบ้านเดิมว่าการจัดเลี้ยงอาหารค่ำของพระยามไหสวรรย์ และคุณหญิงเลื่อน หากเป็นในปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร นี่คือที่มาของอาหารค่ำ 8 คอร์สที่ได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถันประณีตในทุกขั้นตอน เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมี่ยมตามฤดูกาล
เป็นเมนูอาหารไทยโบราณซึ่งบางเมนูได้เลือนหายไปจากวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในปัจจุบัน บางรายการมาจากตำราการสอนทำอาหารไทย ของ โรงเรียนสอนทำอาหารไทย ของโรงแรมโอเรียนเต็ลเมื่อในอดีต ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทยแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นที่ครัวของบ้านพระยา เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2529
ความพิถีพิถันในการทำอาหารของเชฟป้อมในครัวของบ้านพระยา พริกแกงต่างๆ และซอสต่างๆ เชฟป้อมจะทำขึ้นเอง และเป็นการสืบสานปณิธานของเจ้าของบ้าน รวมทั้งเป็นการเชิดชูสูตรทำพริกแกง และซอสต่างๆ ที่เชฟป้อม พัชรา ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยายที่เลี้ยงดูเชฟป้อม ตั้งแต่ในวัยเยาว์ เธอกล่าวว่า “ในครัวของคุณยาย มีเครื่องปรุงเพียงแค่สองอย่างที่ซื้อมา คือ น้ำปลา และ เกลือ ส่วนเครื่องปรุงอื่นๆ จะทำขึ้นเองสดๆ ในวันที่จะปรุงอาหารและใช้เครื่องปรุงนั้น”


เร่ิมต้นด้วยการชื่นชมกับบรรยากาศของบ้านพระยากันก่อน แขกส่วนใหญ่จะข้ามเรือมาจากฝั่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพ แต่ใครที่จะสะดวกมาทางด้านธนบุรีก็สามารถเข้ามาจอดรถได้ด้านเดียวกับสปาของแมนดาริน โอเรียนเต็ลฯ โดยจะเริ่มต้นประสบการณ์ความอร่อยของอาหารไทยด้วยการรับบริการเครื่องดื่มที่บริเวณระเบียงหน้าบ้านพระยา ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยายามพระอาทิตย์อัสดง ของกินเล่น คือ ม้าห้อ โดยเชฟป้อมนำมาตีความใหม่เสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย เพื่อเป็นการกระตุ้นต่อมรับรสของท่าน เราจะไม่เห็นชิ้นสับปะรดในม้าห้ออย่างเคยๆ แต่เป็นแผ่นวุ้นกรอบๆ ที่คลุมไส้ม้าห้อไว้ แผ่นวุ้นนี้ทำจากสับปะรดมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวจัดจ้าน
จากนั้นก็เข้าสู่ห้องรับประทานอาหาร ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นห้องรับประทานอาหารในการจัดเลี้ยงอาหารค่ำรับรองบุคคลชั้นสูง โดยบ้านพระยานั้นแต่ก่อนเป็นที่จัดไพรเวทดินเนอร์(อาหารไทย)สำหรับแขกของโรงแรม ต่อมาได้ปรับพื้นที่นี้เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทย


มื้อค่ำนี้จะเริ่มต้นด้วยขนมดอกจอกไข่ปู เชฟป้อม-พัชรา ได้ปรับขนาดของขนมดอกจอกให้มีขนาดเล็กเพื่อให้สะดวกแก่การรับประทาน และได้นำมันปูทะเลมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบ และใช้น้ำส้มซ่าปรุงรสมันปู โดยมันปูจะสอดไส้อยู่ด้านใน(ต้องพลิกชิ้นขนมมาดู) มีผิวส้มซ่าโรยอยู่ด้านบนเพื่อให้กลิ่นหอมของส้มซ่าและความเปรี้ยวมาตัดรสมันๆ เนื้อสัมผัสที่เป็นครีมของมันปู แค่อย่างแรกก็เห็นความพิเศษของมื้อนี้แล้ว


จานต่อไปคือ ยำถั่วพูหอยเชลล์ ใช้หอยเชลล์จากฮอกไกโด โดยจานนี้เชฟนำสูตรน้ำพริกเผาของคุณยายมาใช้ปรุงรสยำ รสชาติของน้ำพริกเผามีความกลมกล่อม เชฟเลือกที่จะใช้ไข่นกกระทาดองในน้ำกระเจี๊ยบเสิร์ฟเคียงมากับยำ แต่ก็ยังย้ำความหอมมันของไข่ด้วยการใช้ไข่แดงจากไข่เป็ดไปดองในหัวน้ำปลาก่อนที่จะนำมาผ่านกระบวนการทำให้สุก ทำเป็นผงไข่แดงโรยอยู่ด้านบนของยำถั่วพูหอยเชลล์


จานที่สามคือเมนูสุดคลาสสิกเมนูแกงร้อน สมัยก่อนจะเรียกอีกชื่อว่า แกงร้อนวุ้นเส้น เป็นวุ้นเส้นต้มในน้ำกะทิเข้มข้น แต่เชฟป้อม พัชรา นำมาตีใหม่ เลือกใช้เนื้อปลาหมึกมากรีดเป็นเส้นๆ แทนการใช้วุ้นเส้น น้ำแกงทำจากกะทิจะมีความหอมเผ็ดร้อนจากพริกไทย 3 ชนิด และมะแขว่น ที่มีกลิ่นหอมจัดและรสชานิดๆ คล้ายพริกล่าเจีย ที่ทำหมาล่านั่นเอง


คอร์สที่สี่ที่ทำให้เห็นถึงความล้ำลึกของการปรุงอาหารของเชฟ เมนูหลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา เชฟปรุงรสเนื้อปลาบู่และนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่จากนั้นนำกระบอกไม้ไผ่นั้นไปเผาไฟด้วยเตาถ่าน ซึ่งวิธีการทำอาหารเช่นนี้ เรียกว่า “หลาม” โดยเป็นวิธีทำอาหารที่เป็นที่นิยมตามต่างจังหวัด กลิ่นของผักสมุนไพรที่ใช้หลามกับปลานั้นต้องบอกว่าหอมกรุ่นละมุนสดชื่นมากๆ เพระาเป็นสมุนไพรสดทั้งหมดที่โดนเผาจากการหลาม(นำเอาสมุนไพรสดหลากชนิดมาม้วนเป็นท่อนสั้นๆ ปิดปากกระบอกไม้ไผ่) เนื้อปลาบู่สดแน่นและห่อเครื่องพริกตำสดๆ(แต่รสชาติไม่เผ็ดโดดขึ้นมาแม้แต่น้อย)เป็นอีกหนึ่งจานที่สร้างความประทับใจให้กับคนรับประทาน


คอร์สที่ห้า เป็นยำสลัดผลไม้ ซึ่งเชฟได้ใช้น้ำส้มซ่ามาเป็นตัวชูรสชาติและกลิ่นที่สร้างความสดชื่น คล้ายๆ เชอร์เบทที่เสิร์ฟเวลาดินเนอร์ก่อนจะถึงเมนคอร์สนั่นเอง แต่ของเชฟคือผสมไม้สดกับน้ำยำรสจัดจ้าน

เมนูที่นำเสิร์ฟต่อมาคือ กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง ความสดของกุ้งแม่น้ำจะเสริมความอร่อยของเมนูนี้ให้มากขึ้นเป็นสองเท่า โดยเชฟนำความนิยมของคนไทยในการรับประทานมันกุ้ง มาปรับประยุกต์นำมันกุ้งมาปรุงกับกะทินำเสนอเป็นหลนมันกุ้ง ซึ่งให้ความหอม และมีความมันแบบนวลๆ คล้ายครีม และมีน้ำพริกมะขามรสจัดมาตัดความมันของหลนมันกุ้ง โดยซอสสองชนิดนี้วางบนส่วนหัวของกุ้งให้เลือกตักรับประทานกับเนื้อกุ้งที่ย่างมาสุกได้ที่เนื้อเด้งแต่หวานชุ่มฉ่ำมาก เชฟย่างกุ้งด้วยความพิถีพิถันมีไฟบนไฟล่าง(ย่างเจาถ่านไม่ได้ใช้เตาอบ) เนื้อกุ้งจึงไม่แฉะ ต้องมาลองให้ได้


ส่วนอาหารจานหลักเชฟป้อม พัชรานำเสนอแกงพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน รสเข้มข้นของแกงพะแนงเสริมให้เนื้อวากิวยิ่งทวีความอร่อย น้ำพริกที่เชฟตำเองถึงเครื่อง(เทศ)ถึงรสจริงๆ แล้วไม่หลอกด้วยรสหวานนำ(คืออาหารไทยหลายๆ ที่จะชอบหลอกด้วยให้หวานนำ แต่กินๆ ไปจะเลี่ยน) เมื่อรับประทานคู่กับข้าวจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเนื้อวากิว และความโดดเด่นของแกงพะแนง ซึ่งพริกแกงทำขึ้นเองในครัวบ้านพระยา จานนี้คือที่สุดสำหรับคนชอบเนื้อ เครื่องเทศที่ใช้ทำพะแนงมาเสริมทั้งชาติและกลิ่นของเนื้อได้อย่างน่าอัศจรรย์
ปิดท้ายมื้อค่ำ ด้วยขนมหวาน ซึ่งนำเสนอขนมไทยสุดคลาสสิกบนรถเข็นให้ท่านได้เลือกมากกว่า 10 อย่าง โดยขนมไทยบางอย่างเชฟได้ใช้เทคนิคการปรุงแบบสมัยใหม่ทำให้ได้ขนมไทยสูตรดั้งเดิมในรูปลักษณ์ที่ร่วมสมัย อาทิ น้อยหน่าน้ำกะทิ ส้มฉุน และไอศครีมมะพร้าว


แต่เราเทใจให้ไอศกรีมมะพร้าวที่เชฟทำเป็นมะพร้าวลูกเล็กๆ ผ่าครึ่ง(ชิ้นเท่าลูกกอล์ฟผ่าครึ่ง)ผิวสีน้ำตาลด้านนอกคือช็อกโกแลตแทนกะลาบางๆ ส่วนเนื้อไอศกรีมมีความหอมมันของกะทิตามด้วยรสหวานอ่อนๆ ช่างเป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์จริงๆ ส่วนส้มฉุนเชฟก็เสิร์ฟมาในผลส้มซ่าผ่าครึ่ง คว้านเอาเนื้อออก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งยังคงเนื้อส้มซ่าไว้ เราเอามาบีบลงในส้มฉุนกลายเป็นของหวานแสนสดชื่น กลิ่นส้มซ่านี่ถ้าใครได้มาลองจะรู้เลยว่าหอมมีเอกลักษณ์ไม่แพ้ส้มยูซุของญี่ปุ่น
สำหรับดินเนอร์ที่บ้านพระยาจะมีบริการจับคู่ไวน์กับอาหารไทยทั้งแปดคอร์สด้วย
บ้านพระยาเปิดให้บริการอาหารมื้อค่ำตั้งแต่วันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้เพียง 24 ท่าน เพื่อให้แขกของบ้านพระยาทุกท่านได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของบ้าน และได้ร่วมกันหวนรำลึกถึงความโก้หรูของการจัดเลี้ยงอาหารค่ำรับรองชนชั้นสูงในสังคมเมื่อในอดีต ณ บ้านหลังนี้
• อาหารค่ำแปดคอร์ส ราคาท่านละ 3,500++ บาท
• ให้บริการเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 19.00 น.
• ให้บริการเสิร์ฟอาหารค่ำตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 22.30 น.
กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า กรุณาติดต่อโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

Ciao! Italian delicacy.

อาหารอิตาเลี่ยนเจ็ดเมนูคลาสสิค ซึ่งเป็นเมนูในความทรงจำวัยเด็กของเชฟดาริโอ ผ่านการผสมผสานเทคนิคทั้งแบบครัวในบ้านกับการปรุงอาหารแบบใหม่ๆ แต่รสชาติชวนให้นึกถึงความอบอุ่นและความทรงจำดีๆ ณ ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า(Ciao Terrezza) อาหารอร่อยที่ไม่มีบ่อยๆ แต่มีเฉพาะฤดูกาลของห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ห้องอาหารอิตาเลี่ยนในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมที่นั่งแบบเปิดโล่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะเปิดให้บริการจนถึง วันที่ 31 มีนาคม นี้เท่านั้น


มิลาน ประเทศอิตาลีนอกจากจะเป็นศูนย์กลางทาการเงินแล้วก็เป็นศูนย์กลางของอาหารรสเลิศ เพราะนครแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่โบราณกาล ความมั่งคั่งนี้ทำให้ไลฟ์สไตล์คนมิลานคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ที่นี่มีเชฟระดับตำนานหรือได้รางวัลเกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย อาหารหลายๆอย่างที่แม้จะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่นี่แต่กลับเป็นว่าถ้าจะหาอาหารชนิดนั้นที่อร่อยเลิศต้องมาลองชิมการปรุงแบบมิลาน อย่างริซอตโต้ ข้าวปรุงอย่างอิตาเลียนที่ใครต้องการจะชิมของอร่อยก็ต้องชิมริซอตโต้สไตล์มิลานีสให้ได้สักครั้งหนึ่ง
แม้จะอยู่ทางตอนเหนือที่ไม่ติดทะเลแต่ทว่ามิลานกลับเป็นแหล่งรวมสารพัดเครื่องปรุงที่ดีที่สุด ผักผลไม้จากทางใต้ หรือว่าอาหารทะเลที่ว่าสดรสเลิศก็ถูกส่งมาที่มิลานวันต่อวัน ถือเป็นสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง ทำให้คนมิลานทำอาหารเก่งไปโดยปริยาย
เชฟดาริโอ บุสเนลลี่ หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า เติบโตในทางตอนเหนือของมิลาน เชฟเป็นลูกครึ่งไทย-อิตาเลียน พูดภาษาไทยชัดมาก แม้เขาจะโตภายใต้การเลี้ยงดูของคุณป้าที่อิตาลี นั่นทำให้เขามีโอกาสที่จะซึมซับวัฒนธรรมอาหารของอิตาเลียนไปโดยปริยาย เพราะคุณป้าของเขามีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหาร และทำอาหารให้กับงานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งพอเชฟโตพอก็จะได้ไปเป็นลูกมือของคุณป้าด้วย และที่บ้านก็จะทำอาหารให้คนในครอบครัว ทุกวันตัวเขาเองจะตื่นด้วยกลิ่นอาหารจากห้องครัวในทุกเช้า ชีวิตในวัยเด็กเขาจะเฝ้ารอให้ถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความสุขและอาหารรสชาติอร่อยจำนวนมากที่คุณป้าจะเป็นคนทำ บรรยากาศแห่งความสุขและความครึกครื้นคือความทรงจำที่มักจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารที่ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในวันนั้น


สำหรับห้องอาหารเชาว์ฯ เชฟดาริโอภูมิใจนำเสนออาหารอิตาเลี่ยนเมนูสุดคลาสสิค 7 รายการที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำในวัยเด็กของเชฟได้อย่าง เนื้อปลาสดแล่เป็นแผ่นบาง แล้วใช้ความเปรี้ยวของผลไม้ทำให้เนื้อปลาสุก ซึ่งเมนูนี้เป็นหนึ่งในเมนูที่คุณป้าของเขามักจะทำให้เขาและลูกพี่ลูกน้องของเขารับประทานในวันอาทิตย์ เพราะคุณป้าจะได้อาหารทะเลที่สดมากมาทุกสุดสัปดาห์

จานต่อมาคือ เมนูอาหารทะเลชุบแป้งทอดกรอบ ประกอบไปด้วยปลาแอตแลนติกซีบรีม กุ้งแดง และหมึกทะเล เป็นเมนูที่เชฟดาริโอชอบมากที่สุดในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่เขารับประทานแล้วหยุดไม่ได้ โดยมีเคล็ดลับที่การใช้แป้งสองชนิดผสมผสานกันนอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว และไม่ปรุงแต่งรสอะไรมาก เสิร์ฟคู่กับซอสมายองเนสที่เขาผสมผักชีสับลงไป นอกจากนี้ยังมีวินีการ์ที่รสเปรี้ยวนำแต่หวานหอมตามมาช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารทอดได้เป็นอย่างดี

แต่จานเด็ดสุดที่ต้องลองไม่แพ้กับริซอตโต้ก็คือ พาสต้าซึ่งเป็นเมนูที่ยืนหนึ่งเสมอในมื้ออาหารแห่งวันครอบครัวของเชฟอาริโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาทำเป็นลาซานญ่า ซึ่งแชฟได้เฝ้ามองคุณป้าของเขาทำทุกครั้งเวลาคุณป้าได้รับเชิญไปเป็นเชฟในงานจัดเลี้ยงใหญ่ เขาจึงคุ้นเคยกับการอบลาซานญ่าถาดใหญ่ๆ ทั้งที่ในงานเลี้ยงและที่บ้านของเขาเอง แต่ลาซานญ่าที่เชฟดาริโอนำเสนอที่ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ไม่เพียงแต่แผ่นพาสต้าของเชฟที่ทำขึ้นเองอย่างเข้มข้นมาก เพราะเขาทำตามอย่างสูตรคลาสสิก คือ ใช้ไข่แดงถึง 40 ฟอง ต่อแป้งหนึ่งกิโลกรัม คือแค่พาสต้าก็อร่อยสุดๆ แล้ว แต่เชฟยัง เลือกใช้เนื้อน่องวากิวมาปรุงเป็นซอสแล้วอบตามตำรับของคุณป้าปิน่า ของเขา ส่วนซอสนั้นเขาก็ยังมีรายละเอียดในการทำนอกจากรากู(ragout)ซอสเนื้อที่เคี่ยวยาวนาน เขายังมีซอสเบชาเมล(Bechamel)หรือซอสขาวที่ทำจากนม แต่เชฟได้นำเอาสมุนไพรมาต้มกับนมเพื่อให้ได้กลิ่นหอมสุดพิเศษก่อน ดังนั้นทุกคำจึงไม่ใช่เพียงความอร่อย แต่มีความหอมที่แทรกอยู่ในทุกคำที่เคี้ยวอย่างที่หาไมได้ที่ไหน

ใครที่เคยฟังเรื่องซุปแบบชาวประมงที่เอาวัตถุดิบจากท้องทะเลที่ไม่ได้คัดไปขายเอามาต้มซุปจนได้ซุปที่อร่อยเลิศทั้งๆ ที่เป็นอาหารพื้นบ้านที่กล่าวขาน นั่นก็คือ ซุปข้นอาหารทะเล ที่ไม่ใช่บุยยาเบสแบบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะของอิตาเลียนไม่ใส่เครื่องเทศอย่างหญ้าฝรั่น และเชฟดาริโอขอเลือกใช้แต่อาหารทะเลคุณภาพสูงมา โดยเมนูนี้แสดงถึงความทุ่มเท ความรักในการทำอาหาร และเทคนิคการปรุง ที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมหลายชั่วโมง เพื่อทำให้ซุปข้นมีรสชาติที่ลงตัวและเข้มข้น จากการเคี่ยวเปลือกของกุ้ง ล็อบสเตอร์ กุ้งแดง และปลา โดยอาหารทะเลที่เชฟเลือกใส่ในซุปด้วย คือ หอยเชลล์ หอยตลับ หอยแมลงภู่ ปลากะพงทอด กุ้งลายเสือ และ หมึกยักษ์ ทำให้ซุปเมนูนี้ที่มีจุดกำเนิดจากอาหารที่ทำในครอบครัวของเชฟ กลายมาเป็นซุปข้นที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบที่หรูหราพรีเมี่ยม โดยเชฟบอกว่าการเคี่ยวน้ำซุปอาหารทะเลก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้อร่อย การปรุงอาหารทะเลให้สุก(ไม่ใช่เทๆ ใส่ไปเคี่ยวกับซุปในคราวเดียว)แต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันตามชนิดของอาหารทะเลนั้นๆ ทำให้ซุปข้นชามนี้มีความอร่อยล้ำเพราะน้ำซุปก็เข้มข้นเปี่ยมรสจากทะเล และอาหารทะเลก็มีรสสัมผัสที่หวานกรอบอร่อย อย่างหมึกยักษ์ไม่ใช่เคี่ยวซุปมาจนเหนียวอะไรอย่างนั้น เชฟบอกว่าการทำอาหารของเขาจะใช้เทคนิคสมัยใหม่ควบคู่กับเทคนิคแบบอาหารในบ้านตามที่เขาคุ้นชิน เพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสที่พิเศษ


อย่างหมึกยักษ์ที่เชฟปรุงจะนำมาปรุงด้วยความร้อนระดับอ่อนๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่ม หากยังคงรสชาติความกรอบนอกส่วนเนื้อข้างในจะนิ่มหวาน แล้วก็มาถึงเมนูพิเศษที่เรามารับประทานอาหารฝีมือเชฟจากมิลานเราก็ต้องได้ชิมริ๙อตโต้ สิ แต่สำหรับเชฟคือ รีซอตโต้แชมแปญ ที่เชฟบอกเลยว่าเขาคัดเลือกข้าวที่นำมาทำริซอตโต้อย่างพิถีพิถันก่อนจะนำมาปรุงสไตล์มิลานที่ใส่ทั้งนมและเนยอย่างถึงเครื่อง ตามด้วยแชมเปญแบบใส่ไม่ยั้ง(ตราบใดที่รสชาติอร่อยสมดุลเพราะแชมเปญจะให้รสเปรี้ยวนิดๆ) ซึ่งเชฟให้ข้อคิดว่าถ้าจะรับประทานริซอตโต้อย่างขอให้ทำอย่างไลท์ ต้องจัดแบบครบเต็มสูตร แล้วมีความสุขกับรสชาติสุดพิเศษของอาหารชนิดนี้ เชฟวางกุ้งแดงปรุงสุกแบบที่มีเนื้อหวานอร่อยลงไปด้านบน คือรับประทานแล้วซึ้งเลยว่าทำไมนักกินถึงยกย่องว่าริซอตโต้แบบมิลานอร่อยเลิศที่สุด


โดยสำหรับขนมหวานปิดท้ายมื้อค่ำนี้ คือ แอปเปิ้ลสตรูเดิล ที่มีความหอมและรสสัมผัสของแอปเปิ้ลคละเคล้ากับถั่วไพน์นัท ส่วนแป้งด้านนอกก็กรอบเป็นชั้นบางๆ หอมเนยสุดๆ เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมอบเชยซึ่งมีเบสคือมาสคาโปนเนชีส คือครีมที่ข้นจนเรียกว่าชีสนั่นเอง จริงๆ ก็เป็นเจลาโตแต่ก็ใส่ครีมเข้าไปจนมีความข้นสูงไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแทรกมากเหมือนเจลาโตที่ใส่น้ำและเนื้อผลไม้


ถ้าใครต้องการสัมผัสรสชาติอาหารอิตาเลียนสุดพิเศษที่มาจากความทรงจำของเชฟดาริโอ แต่นำมาปรุงแต่งด้วยเทคนิคใหม่ๆ การคัดสรรเครื่องปรุงที่สุดพิเศษพรีเมียมยิ่งขึ้นต้องรับมาก่อนสิ้นเดือนนี้ เพราะช่วงฤดูร้อนกำลังจะมาถึง ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า จะปิดและเปิดให้บริการอีกทีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เพราะห้องอาหารนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รับบรรยากาศริมแม่น้ำแบบเปิดโล่งได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตก จะได้บรรยากาศมาก จิบไวน์ชิลๆ ให้ซอมเมอริเยเลือกไวน์อิตาเลียนให้คุณเลย เพราะเขาจับคู่กับอาหารได้พิเศษมาก บอกก่อนว่าที่นี่บริการเฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น(ไม่มีมื้อกลางวัน) เพื่อให้เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะจดจำไปอีกจนกว่าจะถึงตุลาคมที่ห้องอาหารจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง บอกเลยว่าลาซานญ่าและริซอตโต้ที่อร่อยของกรุงเทพฯ อยู่ที่นี่

ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่าเปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่วันศุกร์ – วันอังคาร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 23.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่ง กรุณาโทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com

Spring 2022 Menu at KINU BY TAKAGI

แม้จะเป็นอีกครั้งของฤดูใบไม้ผลิที่ชวนให้เราคิดถึงญี่ปุ่นกันโดยยังไปเยือนไม่ได้ และซากุระของปีนี้ก็คงต้องโรยราไปโดยที่นักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มีโอกาสเข้าไปชมในประเทศญีปุ่น แต่เราสามารถสัมผัสรสชาติอาหารประจำฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ภายใต้การดูแลของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ แต่ขอเบรคก่อนสำหรับคนที่อยากจะไปชิมในวันวาเลนไทน์นี้ คือห้องอาหารปิดวันจันทร์-อังคาร นอกเสียจะเหมาทั้งห้องให้เปิดในวันวาเลนไทน์(กรุณาสอบถามกับทางโรงแรมเอง)


จริงๆ แล้วหลายคนก็คงคุ้นเคยกับ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แต่กับเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ผู้ได้รับการชักชวนมากจากเชฟทาคากิ ให้มาดูแลห้องอาหารที่กรุงเทพฯ นี้อาจจะยังไม่เป้นที่คุ้นเคยกันเพราะเชฟมาถึงก็เกิดการลักปิดลักเปิดของห้องอาหารตามการระบาดของโควิด 19 แต่มาถึงวันนี้ก็เหมือนเป็นการเปิดตัวเชฟได้เป็นทางการเสียที แม้เชฟจะมาช่วยคิดเมนูเบนโตะจากห้องอาหารนี้จัดส่งไปตามสั่งจนต้องปิดรับออร์เดอร์เนื่องจากมีการสั่งมาจำนวนมากจนวัตถุดิบไม่พอในช่วงที่ห้องอาหารให้บริการไม่ได้ เรียกว่ารสมือเด่นมาแบบไม่ต้องอาศัยต้องรู้จักตัว เชื่อว่าหลายคนได้ชิมและชินกับรสชาติอาหารของฝีมือเชฟมาเอดะไปแล้วจากชุดเบนโตะ หรือได้มาที่ช่วงที่ห้องอาหารเปิดได้สั้นๆ ก็ได้มาเจอเชฟบ้างแล้ว
แต่มาวันนี้ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) คงได้เปิดบริการแบบไม่ต้องหยุดเป็นพักๆ อีก และเปิดตัวด้วยเมนูฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีที่สุดของฤดูกาลนำเสนอเป็นอาหารกลางวันและอาหารค่ำเสิร์ฟตามอย่างวิถีไคเซกิ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 (ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่จัดส่งมาจากญี่ปุ่น) ในวงเล็บนี้สำคัญเพราะจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ต้องส่งมาจากญี่ปุ่นเด็ดขาด แม้ส่วนหนึ่งของความตั้งใจของเชฟทาคากิคือการใช้เครื่องปรุงที่เป็นของท้องถิ่นมามีส่วนด้วย แต่เครื่อปรุงหลักก็ต้องมาจากญีปุ่นจริงๆ


ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่องและรังสรรค์เป็นเมนูตามฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่นตามอย่างวัฒนธรรมด้านอาหารที่เรียกว่า “เคียว ริวริ” (Kyo-ryori) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดแห่งความมีรสนิยมในเรื่องประสบการณ์การการรับประทานอาหารญี่ปุ่น อาหารที่จัดอยู่ในประเภทเคียว ริวริ คือ อาหารที่เชฟนำเสนอความงามจากธรรมชาติของตัววัตถุดิบเอง รสชาติกลมกล่อมเกิดจากศาสตร์และศิลปะการปรุงอาหารของเชฟที่สามารถชูรสชาติของวัตถุดิบ โดยไม่เน้นการเติมเครื่องปรุงต่างๆ แต่อย่างใด และอาหารนั้นๆ ยังต้องมีความสดรับกับฤดูกาลต่างๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ อาหารเคียว ริวริ จึงเป็นอาหารที่จะสร้างความสุขให้กับประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้รับประทาน

สำหรับฤดูใบไม้ผลิปี 2565 เชฟทาคากิภูมิใจนำเสนอวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีที่สุดของฤดูกาลนี้ซึ่งมาจากหลากหลายจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งจังหวัดฟุกุโอกะ วัตถุดิบที่โดดเด่นสำหรับเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิ อาทิ หอยฮามากุริ จากจังหวัดชิบะ เนื้อฮากาตะวากิว จากจังหวัดฟุกุโอกะ และ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ จากจังหวัดฟุกุโอกะ เมนูประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ซึ่งเชฟทาคากินำเสนอ ห้าคอร์สสำหรับมื้อกลางวัน และ สิบคอร์สสำหรับมื้อค่ำนั้นจะเป็นการนำผู้รับประทานเดินทางไปสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อท่องเที่ยวผ่านรสชาติความอร่อยของอาหารแต่ละคอร์สที่รังสรรค์ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์รับชมศิลปะการปรุงอาหารของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ

เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบประจำฤดูการใบไม้ผลินี้ เป็นเนื้อที่ได้มาจากวัวพันธุ์น้ำตาลและวัวพันธุ์ดำของญี่ปุ่น โดยได้รับการเลี้ยงด้วยฟางข้าวคุณภาพดีซึ่งเป็นข้าวที่ปลูกในจังหวัดฟุกุโอกะ และยังเลี้ยงด้วยธัญพืชนานาชนิด โดยวัวเหล่านี้เป็นวัวอายุ 20 เดือนขึ้นไป และเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่ไร้ความตึงเครียดแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและทัศนียภาพที่งดงาม ซึ่งคุณค่าจากสารอาหารที่ได้รับจากธัญพืชเป็นเสมือนอาหารเสริมชั้นดีของวัวเหล่านี้ เพราะช่วยให้วัวเหล่านี้มีเนื้อวัวที่มีชั้นไขมันแทรกเสมือนลายหินอ่อน และ ยังเป็นตัวช่วยให้เนื้อวัวมีความนุ่มชนิดที่เรียกว่าละลายในปาก เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ทางห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิคัดสรรมานำเสนอเป็นเนื้อวากิวที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งวากิวโอลิมปิค 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น

อีกหนึ่งวัตถุดิบที่เป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดฟุกุโอกะ คือ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ ซึ่งเป็นสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกเฉพาะในพื้นที่จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นติดต่อกันถึง 15 ปี สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรูปทรงที่อวบ ผิวสีแดงสดเงางามเป็นประกาย เนื้อแน่นและมีความฉ่ำหวาน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่พันธุ์นี้ คือ ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เชฟมาเอดะและทีมของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งเป็นผลผลิตที่ดีที่สุดของปีให้แก่แขกทุกท่าน


จานแรกเครื่องปรุงหลักคือล็อบสเตอร์ญี่ปุ่น หรือ อิเสะ เอบิ ที่จะมีอยู่ในเมนูอาหารกลางวัน และ เมนูอาหารค่ำสำหรับเมนูฤดูใบไม้ผลิ โดยนำเสนอเป็นคอร์สแรก ล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มาจากชายฝั่งของเมืองชิบะกล่าวได้ว่าเป็นล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และห้องอาหารนี้จะคัดสรรเฉพาะล็อบสเตอร์จากจังหวัดนี้เท่านั้น โดยเชฟนำล็อบสเตอร์มานึ่งในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อยังคงรักษารสสัมผัสของล็อบสเตอร์ สำหรับจานนี้ทั้งเชฟทาคากิและเชฟมาเอดะต่างตั้งใจสร้างความสดชื่นให้กับต่อมรับรสเสมือนการเปิดประสาทสัมผัสโดยใช้กลิ่นของส้มยูสุเป็นกลิ่นสิ่งสร้างความสดชื่นและความเจริญอาหาร โดยนำน้ำส้มยูสุมาปรุงร่วมกับดาชิ ทำออกมาเป็นดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุ และเสิร์ฟล็อบสเตอร์และกุ้งทะเลจากญี่ปุ่นในซอสดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุนี้ พร้อมเติมเต็มสีสันของฤดูใบไม้ผลิลงในจานนี้ด้วยกลีบดอกเบญจมาศ และผักสีสวยงาม เพื่อสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส จานนี้ต้องเรียกว่าสร้างความทึ่งจากวัตถุดิบหลักและเจลลีดาชิและส้มยูสุได้อย่างลงตัวที่สุด เนื้อกุ้งสดกรอบหวานมาก และทำสุกมากำลังดี คือน่าหลงใหลและชวนให้นึกถึงสีสันของฤดูใบไม้ผลิจริงๆ

ส่วนเนื้อฮากาตะวากิว จากฟุกุโอกะ เป็นเมนูที่มีอยู่ทั้งในเซ็ทมื้อกลางวัน และ เซ็ทมื้อค่ำ เชฟมาเอดะใช้ความพิถีพิถันและใช้ทักษะขั้นสูงตั้งแต่การเตรียมเนื้อ แขกทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับขั้นตอนย่างเนื้อด้วยเตาถ่านซึ่งเชฟมาเอดะต้องใช้ความใส่ใจในขั้นตอนนี้เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้เนื้อวากิวที่มีความนุ่มกำลังดีสมคำร่ำลือว่า “ละลายในปาก” และเราก็ไม่ได้ผิดหวังจริงๆ คือได้ชมจากการจัดกระดับตกแต่งต่างๆ ของเนื้อที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะรับประทานด้วยการละเลียดเคี้ยวช้าๆ หอมกลิ่นควันไฟ กลิ่นไขมันเนื้อที่ย่างมาพอเหมาะพอดีเป็นความหอมที่ประทับใจ ส่วนรสสัมผัสนั้นต้องบอกว่าละลายในปากจริงๆ แค่จานนี้ก็ให้ประสบการณ์ที่เกินคุ้มแล้ว

สำหรับท่านที่รับประทานเซ็ทอาหารค่ำสิบคอร์ส ยังมีวัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่ท่านไม่ควรพลาด นั่นคือ ชิราโกะจากปลาทาระ (ปลาคอด) ซึ่งเชฟมาเอดะสร้างสรรค์จานนี้ด้วยการนำชิราโกะทอดด้วยเทคนิคพิเศษ เสิร์ฟคู่กับเนื้อปลาคอด พร้อมซอสซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ โดยเมนูนี้จะนำเสนอเป็นคอร์สที่หกสำหรับมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบชนิดนี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทย แต่ใครที่ไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิที่ญี่ปุ่นอาจจะเคยทดลองรับประทานและติดใจมาแล้ว เทียบเคียงก็ประมาณฟัวการ์แต่มีความมันและความนิ่มมากกว่า ต้องให้เชฟฝีมือชั้นเลิศปรุงวัตถุดิบชนิดนี้ถึงจะควรค่าความหายาก ยากต่อการปรุงให้อร่อย และหาได้ยากไม่ใช่จะหาได้ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป

วัตถุดิบบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบหลักแต่ก็คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันอย่างวาซาบิ ที่เสิร์ฟมากับปลาดิบ ซึ่งเชฟแม้จะมาอยู่เมืองไทยไม่นานแต่เขาก็บอกว่าอย่าเอาวาซาบิที่เขาฝนสดๆ กันแผ่นหนังปลาฉลามใส่ลงในซอสโชยุนะ อย่างไรให้ตะเกียบตัดวาซาบิมาป้ายลงบนชิ้นปลาแล้วค่อยคีบเอาด้านเนื้อปลาจุ่มลงในโชยุแล้วรับประทาน ถ้าเราเอาวาซาบิไปละลายในโชยุจะทำให้เราไม่ได้รสชาติที่แท้จริงของวาซาบิ แล้วอย่างที่ทราบว่าหัววาซาบิจะเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำที่สะอาดจริงๆ เท่านั้นจึงเป็นอาหารออร์แกนิคโดยธรรมชาติ รสชาติของวาซาบิแท้ๆ รสออกหวานจนสัมผัสได้แม้จะมีความขื่นและซ่าที่เราเรียกว่าเผ็ดโดดเด่น แต่วาซาบิแท้ต้องมีรสหวานแทรกและมีกลิ่นหอมฉุน ไม่ใช่มีแต่ความฉุนเผ็ดแบบวาซาบิผงที่เอามาละลายกับน้ำแล้วปั้นเป็นก้อนอย่างที่พบเห็นทั่วๆ ไป

ประสบการณ์การรับประทานอาหารตามอย่างวิถีไคเซกิ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ จะปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน ซึ่งนำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น ความฉ่ำหวานของสตรอว์เบอร์รี่อามะโอเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวกับไอศครีมนมถั่วเหลืองและมิโสะขาวเสิร์ฟพร้อมด้วยพันนาคอตต้าชาเขียว เป็นการปิดท้ายการเดินทางของประสบการณ์ความอร่อยของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องอบกว่าสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นมากและติดอันดับขายดีอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นในบรรดาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ นิยามของความสดหวานฉ่ำมาจากสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้จริงๆ ทั้งกลิ่นหอมที่ตราตรึงใจ แค่ได้ชิมก็จะยากลืมเลือนในรสชาติ เสริมด้วยความละมุนของไอศกรีมที่ทำจากนมถั่วเหลือและมิโสะขาว(จับคู่ได้ลงตัวมากๆ)อร่อยจนนึกอยากจะชิมเปล่าๆ และพันนาคอตต้าชาเขียวก็คือที่สุด จบลงอย่างประทับใจจริงๆ

ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (Kinu by Takagi) เปิดให้บริการวันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้ 10 ท่าน ต่อมื้ออาหาร
• มื้อกลางวันให้บริการห้าคอร์ส ราคา 4,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 12.00 น.
• มื้อค่ำให้บริการสิบคอร์ส ราคา 8,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 18.00 น.

กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ mandarinoriental.com/bangkok

Le Normandie by Alain Roux

ห้องอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานที่ยังเกรียงไกรริมฝั่งแม่ยน้ำเจ้าพระยา ณ วันนี้ที่ได้พลิกโฉมพร้อมชื่อที่สะกดในผู้หลงใหลในศาสตร์ของปากะศิลป์ต้องตื่นเต้นกับ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux) ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งห้องอาหารนี้จะดำเนินการโดยตระกูลที่สร้างชื่อเสียงเรื่องรสชาติและการบริการจนคว้าดาวมิชลินติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก

แน่นอนว่าผู้หลงใหลในเรื่องอาหารต้องใฝ่ฝันว่าสักครั้งน่าจะได้รับประทานอาหารฝีมือเชฟ Michel Roux เมื่อเขาก็มีโอกาสมาร่วมงานกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นระยะๆ โดยมีสถิติเชฟที่พอประกาศว่าจะมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่นี่ก็ทำให้เกิดคิวจองยาวเต็มตลอดก่อนหน้าที่เชฟจะมาถึงเสมอ คงไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อห้องหาารเลอ นอร์มังดี ต้องการหัวเรือคนใหม่ย่อมไม่ใช่เป็นการเฟ้นหาเชฟในเครือแมนดารินฯ เพียงอย่างเดียว แต่ตำนานจะยืนยงได้ก็คงต้องมีการสร้างประวัติศาสตร์ให้เล่าขานกันต่อ ไป ดังนั้นจึงมีการทาบทามเชฟ Alain Roux ผู้ที่ระยะหลังๆ ได้ตามคุณพ่อคือเชฟมิเชลมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะกิจที่นี่ในนามของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) ซึ่งเป็นห้องหาารที่เชฟมิเชล รูซ์ เปิดเมื่อปี ค.ศ.1985 และได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและตระกูลรูซ์มาจนทุกวันนี้ ตัวเชฟมิเชลเองได้จากไปก่อนที่การทาบทามนี้จะเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเชฟเคยเปรยกับลูกชายคือเชฟอลัง ว่าถ้ามีโอกาสจะมีห้องอาหารที่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำที่เลอ นอร์มังดี ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของห้องอาหารนี้รวมถึงการบริการที่ถือว่าเป็นหนึ่ง อีกทั้งห้องอาหารนี้ยังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับห้องอาหารของเขาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่งดงามเช่นกัน


การผนวกเอาสองห้องอาหารที่ขึ้นชื่อระดับโลกด้วยกันครั้งนี้ย่อมจะยิ่งทำให้ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์”เป็นจุดหมายของคนที่คลั่งไคล้ปากะศิลป์ที่ต้องหมุดหมายในชีวิตว่าจะต้องได้มารับประทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติอาหารแต่เป็นการผนวกทั้งการบริการ บรรยากาศและการตกแต่ง ทั้งหมดมีความสมบูรณ์แบบอย่างเหนือชั้น ซึ่งแน่นอนว่าแค่วันแรกในการเปิดตัทวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามและมีคิวจองยาวทันทีข้ามปีแล้ว
เรามาดูความพิเศษที่เราได้ไปสัมผัสมาในดินเนอร์ค่ำคืนที่สอง แน่นอนว่าเมนู 6 คอร์สย่อมจะเติมเต็มค่ำคืนนี้ เล่าย้อนนิดหน่อยว่าเชฟมิเชล รูซ์ เร่ิมจากการเป็นเชฟขนมหวานมาก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขานำเอาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของการทำขนมที่ผสานการชั่วตวงกับพรสวรรค์ในการรับรสและสร้างสรรค์สูตรเฉพาะจากเครื่องปรุงสุดพิเศษมาเป็นการทำอาหารที่หน้าตาไม่ได้แฟนซีหรือเป็นอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มีความเรียบง่ายงดงามที่เกิดจากการจัดแต่งในสไตล์อาหารฝรั่งเศสชั้นสูงยุคนี้ อาหารของเขาจึงมีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องปรุง


เร่ิมจากจานเรียกน้ำย่อยที่เป็นการเปิดปุ่มรับรสและกลิ่นของเราก่อน ชิ้นแรกรสละมุนแทรกด้วยแตงกวาปลุกให้เราสดชื่น ตามด้วยอีกชิ้นที่เป็นทาร์ตคำเล็กๆ ละมุนเช่นกัน ไม่มีรสใดๆ โดดขึ้นมา ที่เสิร์ฟตามมาคือขนมปังที่เป็นที่ร่ำลือของห้องอาหารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างบริยอชและครัวซองต์นี่คือนิพพานแห่งขนมปัง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคืนนี้ เชฟอแลงให้เหตุผลว่าในการเข้ามาดูแลห้องอาหารนี้เขาพยายามคัดสรรสิ่งที่เป็นจุดเด่นของที่นี่รวมทั้งเครื่องปรุงสดใหม่จากโครงการหลวงก็ยังได้รับการสืบสานเลือกสรรมาใช้ต่อดังเช่นธรรมเนียมของที่นี่ และขนมปังชนิดนี้ก็ได้รับเลือกแสดงว่าต้องเด็ดจริง
ต้องเข้าใจว่าเชฟเองก็เชี่ยวชาญเรื่องขนมอบชนิดไหนที่ได้รับการเลือกให้มาอยู่ในห้องอาหารภายใต้ชื่อเขาก็ต้องเด็ดจริง แต่เชฟอแลงก็มีขนมปังซาวเออร์โดเสิร์ฟมากับเนยชนิดที่ดีที่สุดโดยมีเกลือจากบ่อเกลือจังหวัดน่านวางเคียงมาถ้าใครต้องการเติมรสเค็ม แต่จริงๆ แล้วเนยที่เสิร์ฟมานี้ก็จับคู่กับขนมปังของเชฟได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว ซาวเออร์โดเป็นขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติที่ดีกับสุขภาพฉะนั้นอย่าเกรงว่าเป็นอาหารหมวดแป้งจนไม่แตะ และเนยดีก็เป็นไขมันธรรมชาติที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเท่าไขมันสังเคราะห์


จานแรกในคอร์สคือ CEVICHE OF SEABASS AND OCTOPUS SLICES IN PASSION FRUIT JUICE, CRISP VEGETABLE SALAD ซาวิเชคือการปรุงอาหารให้สุกด้วยด้วยความเปรี้ยว นอกจากให้ความสดชื่นเปิดปุ่มรับรสแล้ว ความสดของเนื้อปลากระพง หมึกทะเลที่แยกปรุงมาก่อนด้วยการนำไปหมักในน้ำซอสปรุงพิเศษ และไม่ใช่เพียงมะนาวแต่ยังใช้เสาวรสมาเพิ่มรสชาติที่สดชื่นนี้ด้วย เป็นจานแรกที่เราเข้าใจได้เลยว่าทำไมชื่อเสียงของการทำอาหารฝรั่งเศสของตระกูลรูซ์ถึงครองใจคนมายาวนานและคว้าดาวมิชลินได้ต่อเนื่องจนติดอันดับโลกขนาดนี้
จานต่อไปเป็น PAN-FRIED FOIE GRAS WITH PINE KERNELS, CAPERS AND RAISINS, GEWURZTRAMINER SAUCE ใครที่ชอบฟัวการ์ต้องไม่พลาด และใครที่ยังกร่ิงเกรงไขมันจากอาหารชนิดนี้ก็ต้องยอมเพราะนี่คือฟัวการ์ที่ปรุงได้อร่อยอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาสร้างรสที่ซับซ้อนจากการใช้ผลไม้อย่างลูกเกดต่างชนิด เพิ่มความกรุบกรอบหอมมันด้วยไพน์นัท และนำเอาแคปเปอร์ดองมาปรุงเป็นสองแบบเพื่อสร้างรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา


จานต่อมาเป็นจานปลา เขาเลือกปลาฮาลิบัตที่เนื้อมีรสชาติเนื้อแน่นนิดๆ มาจับคู่กับซอสที่เติมวอดก้าเข้าไปเพิ่มความหอมและกระหล่ำปลีซอยแต่รสให้เปรี้ยวช่วยชูรสได้อย่างน่าอัศจรรย์ POACHED FILLET OF HALIBUT WITH CITRUS, CHINESE CABBAGE, LIME AND VODKA SAUCE จึงเป็นอีกหนึ่งจานที่ยกระดับการรับรสของเราเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่จานหลักของค่ำคืน จานเด่นคือเป็ดที่ไม่เคยถูกถอดจากเมนูในร้านอาหารของตระกูลรูซ์เลย CHALLANDAIS DUCK ROASTED WITH DUKKAH SPICES, VEGETABLE TARTLET, PLUM CHUTNEY AND JUS นี่คือการปรุงเนื้อเป็ดโดยการย่างที่รับรองว่าเราไม่คิดถึงเป็ดย่างแบบจีนที่เราคุ้นเคย นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษที่เราได้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารอันเหนือชั้น นี่คือที่มาว่าโต๊ะไหนที่จองอาหารเมนู LE MENU EXCEPTIONNEL ก็ต้องรับประทานเมนูนี้ทั้งโต๊ะ เพราะเป็ดย่างจะถูกนำมาแล่และจัดใส่จานตรงหน้าเพื่อเสิร์ฟให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะการแล่เนื้อเป็ดนี่ต้องบอกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมาก ดูตื่นตาและยั่วความหิวได้ดีจริงๆ รสสัมผัสของเนื้อเป็ดจากฝรั่งเศสที่นุ่มละมุน เนื้อฉ่ำ มีไขมันแทรกแต่พองาม แน่นอนว่าส่วนหนังนั้นฉ่ำรสชาติมาก เครื่องเทศที่ปรุงมาทำให้มีกลิ่นที่หอมพิเศษแต่ไมไ่ด้มาข่มรสอร่อยของเนื้อเป็ด ซอสที่ให้มาช่วยเสริมรสและชัตนีย์รวมทั้งผักนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดมาพอสุกบรรจุในถ้วยใบเล็กๆ ทำจากแป้งทาร์ตกรอบๆ ช่วยเสริมรสสัมผัสได้เป็นอย่างดี ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจานนี้ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูที่ร้านของตระกูลรูซ์ เลย


ก่อนจะถึงของหวานที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเช่นกัน เราปรับการรับรสด้วยเชอร์เบทลิ้นจี่ LYCHEE SORBET WITH CARDAMOM AND BLACKBERRIES แน่นอนว่าไม่ธรรมดาเพราะมีซอสที่ทำจากเบอร์รี่รองมาด้านล่าง ความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจากเครื่องปรุงที่เอ็กโซติกสำหรับคนยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม การผสมผสานผลไม้อย่างลิ้นจี่กับเบอร์รี่ทำได้อย่างลงตัว ลิ้นจี่ที่หอมหวานมีความเป็นผลไม้แห่งตะวันออกเข้ากันดีกับเหล่าเบอร์รี่ได้ลงตัวเพิ่มความสดชื่นปลุกให้เราพร้อมรับความความหอมหวานของของหวานที่เป็นจานเด่นปิดท้ายของค่ำคืน


กลิ่นหอมของ WARM GOLDEN PLUM SOUFFLÉ โชยมาก่อนเลย ใครที่ต้องการทราบว่าซูลเฟล่ที่ดีนั้นควรมีความสวยงามและรสสัมผัสเป็นเช่นไรต้องมาชิมและชมเอง เพราะซูลเฟล่ที่ดีนั้นรสชาติต้องไม่หวานเป็นเมอร์แรงจ์ แต่ก็ไม่จืดชืดมีแต่รสไข่ขาวหรือความคาว เรียกว่าต้องสร้างสมดุลของส่วนผสม การเลือกเครื่องปรุงที่สด การอบที่ทำให้ซูลเฟล่ขึ้นฟูสวยงามไม่ยุบแฟบทันทีที่เอามาเสิร์ฟ แต่ก็ไม่ได้อบนานจนเนื้อในแห้งฟ่าม ซูลเฟล่ของเชฟอแลง รูซ์ นี่คือความงดงามและละเอียดอ่อนของที่บ่งบอกถึงความประณีตในการปรุงของหวานจานนี้
นับเป็นค่ำคืนที่อิ่มเอม ไม่ใช่เป็นการเติมเต็มยามค่ำคืนด้วยอาหารชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว หากแต่บรรยากาศ การบริการ ทุกอย่างเพียบพร้อมสมบุรณ์จริงๆ ตำนานบทใหม่ของห้องอาหารที่อยู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร่ิมขึ้นแล้ว แล้วคุณจะยอมพลาดไม่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งรสชาตินี้ได้อย่างไร

เกร็ดเกี่ยวกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี
ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เปิดประตูต้อนรับผู้ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเสมือนสถาบันอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศของกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 63 ปีที่ให้บริการและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง หากห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เหล่าบรรดานักชิม และผู้ที่รักอาหารฝรั่งเศส ต่างก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลินผ่านมาหลายตอนหลายบทตลอด 63 ปีที่ผ่านมา และท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบางบทบางตอน ของหนังสือเล่มนี้
ห้องอาหารฝรั่งเศสเลอ นอร์มังดี เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับหรูหราแห่งแรกในประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับสองดาวจากมิชลินสตาร์ ตั้งแต่ปีแรกที่มีการประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 และยังคงครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวได้จนถึงปัจจุบัน
การจับมือร่วมงานกับเชฟอลัง รูซ์ ซึ่งเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) เป็นความลงตัวที่เหมาะสมที่สุดแห่งทศวรรษนี้ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสอย่างไฟน์ไดนิ่งให้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่า เพราะห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ เป็นห้องอาหารที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ ระดับสามดาวมายาวนาน 38 ปี โดยเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสนอกประเทศฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวในโลกที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบันนี้ ห้องอาหารฝรั่งเศสแห่งนี้ จะเปิดประตูต้อนรับท่านภายใต้ชื่อใหม่ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux)
เชฟอลัง รูซ์ และ เชฟฟิล ฮิคแมน พร้อมด้วยทีมทั้งหมดของห้องอาหารมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสตำรับคลาสสิคเพื่อให้ทุกท่านได้มีความสุขกับอาหารทุกจานที่นำเสิร์ฟให้แก่ท่าน ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์


ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์ เปิดให้ท่านสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว ซึ่งรวมถึงมื้อค่ำคืนวันคริสต์มาสอีฟ และ มื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่า ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 อีเมล mobkk-normandie@mohg.com หรือทางเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com

Welcome back to Lord Jim’s.

หลังจากปิดตัวไประยะหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด 19 ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้งกับการปรับปรุงโฉมห้องนี้ใหม่ที่สวยงาม รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นภาพลักษณ์ของห้องอาหารนี้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใครที่คิดถึงโรสต์บีฟที่มาพร้อมยอร์คเชียร์พุดดิ้งหรือซุปล็อบสเตอร์บิสค์ที่เป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ในแบบยุโรปและญี่ปุ่นต้องแวะมา

ปีนี้เป็นปีที่ 46 ที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันอันเป็นที่กล่าวขานของกรุงเทพฯ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งนี้ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนคิดถึง โดยแบ่งเป็นรายการบุฟเฟ่ต์สำหรับวันจันทร์-ศุกร์(80 รายการ) และบุฟเฟ่ต์วันเสาร์ -วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์(100 รายการ) ที่มีรายการอาหารแตกต่างกัน โดยรายการอาหารยอดนิยมต่างๆ จะมียืนพื้น เพียงแต่วันหยุดนั้นจะเพิ่มอาหารทะเลระดับพรีเมียมรวมทั้งแคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮฮกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ตับห่านรสเลิศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) ปลากะพงอบเกลือ
ส่วนเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ อย่างแฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
และยังมีซูชิ ซาชิมิ ซี่โครงแกะอบ ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ มุมผักสลัดออร์แกนิค สเตชั่นพาสต้าเส้นสด ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ


แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือให้เลือกสั่งอาหารจานหลักจากเมนู เพื่อให้เชฟสามารถปรุงเมนูอาหารจานหลักให้ท่านอย่างสดใหม่ทุกจาน และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของท่านได้ อาทิ อาหารทะเลหลากชนิดปรุงในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐหลุยเซียนาโดยจานหลักเมนูนี้ห้องอาหารลอร์ด จิมส์จะจัดเสิร์ฟในปริมาณสำหรับรับประทานร่วมกันในครอบครัว (sharing style) หรือท่านจะเลือกอาหารจานหลักแบบเสิร์ฟสำหรับหนึ่งท่านรับประทาน เช่น ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ รีซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิ้ล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว แต่ละจานต่างมีความเลิศรสและเสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี ใครที่เน้นความอร่อยบนไลน์บุฟเฟต์ก็ยังสามารถสั่งจานหลักมารับประทานโดยไม่อิ่มเกิน ซึ่งในเมนูจานหลักนี้สามารถสั่งซุปหรือจานเรียกน้ำย่อยได้ด้วย และ Lobster bisque ที่โด่งดังก็เป็นซุปในเมนูจานหลักนี้ ซึ่งเขาเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ ขนาดพอดื่มต่อหนึ่งท่าน เป็นไอเดียที่ดีมากเพราะไม่ตัดกำลังและทำให้ได้ชิมซุปอร่อยในตำนานห้องอาหารลอร์ดจิมส์ นี้ แต่ใครต้องการอาหารไทยรสแซบเป็นจานหลักเพื่อให้เจริญอาหารยิ่งขึ้นก็สามารถสั่งอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งเมนูอาหารจานหลักท่านสามารถสั่งได้ไม่จำกัด
นอกจากอาหารรสเลิศแล้วเรายังจะได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาเพราะการตกแต่งใหม่นี้จะยิ่งทำให้ห้องอาหารลอร์ดจิมส์เสมือนาวาสุดหรูลำใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มตากว่าเคย

ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่่าที่มาของชื่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้นเป็นมาอย่างไร เราก็ขอขยายความนิดหนึ่ง ก็เพราะโรงแรมแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad) ผู้ที่เคยมาพักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2431 ชื่อ‘ลอร์ด จิมส์’ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน โดยห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์วิง(River Wing) ที่ถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร.เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ รวมทั้งล็อบบี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาท ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเรขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน มาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการปรับโฉมโลโก้ ลอร์ด จิมส์ ใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย‘L’สื่อถึงใบเรือและตัวอักษร‘J’ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว‘J’ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย


ตลอดระยะเวลาที่ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปิดให้บริการมา 46 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ลอร์ด จิมส์ ได้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ” กล่าวได้ว่าห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยมเป็นแห่งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจที่คนหลายรุ่นจะมีภาพประทับใจของตัวเองกับห้องอาหารแห่งนี้ เมื่อถึงวาระที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ได้เปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้ง อย่าพลาดที่จะมาตักตวงความประทับใจจากรุ่นถึงรุ่นเช่นนี้ได้อีกครั้งภายใต้บรรยากาศหรูเท่และอาหารรสเลิศที่เป็นที่กล่าวขานกันเสมอมา

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดบริการเวลา: 12.00 น.– 14.30 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันพุธ – วันศุกร์)ราคา 2,350++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ และ 11.30 น. – 15.00 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุด
นักขัตฤกษ์) ราคา 3,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร +66 (2) 659 9000 หรือ สำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรม www.mandarinoriental.com/bangkok

Taste of Spring at Kinu by Takagi

เปิดเซ็ตเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิที่ได้วัตถุดิบมาจากจังหวัดชิซูโอกะ ห้องอาหาร Kinu by Takagi ที่จะมีจนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบของฤดูร้อน แม้เราจะยังเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการโปรโมทเส้นทางการท่องเที่ยวของที่นั่นจะหยุดพักไปด้วย อย่างจังหวัดชิซูโอกะ ที่เรามักจะเดินทางผ่านเลยไปไม่ค่อยแวะ แต่ถ้าหากรู้จักจังหวัดนี้ดีๆ แล้ว ไปญี่ปุ่นได้เมื่อไรที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย

ส่วนใหญ่เวลาเราไปเที่ยวชมซากุระ หรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีถ้าเราไม่ขึ้นไปทางเหนือก็ลงไปทางใต้โดยไม่แวะจังหวัดนี้ แต่จริงๆ ที่นี่คือจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ช่วงที่มีซากุระบานสวยที่สุดของญี่ปุ่น และที่นี่ก็มีซากุระพันธ์พิเศษที่ออกดอกสะพรั่งดกทั้งต้นโดยขนาดดอกจะเล็กแต่ออกดอกแน่น แน่นอนว่าปีนี้เรายังไปชมซากุระที่นั่นไม่ได้ แต่ก็จะได้ชิมวัตถุดิบที่คัดสรรมาสุดพิเศษจากชิซูโอกะ ที่ห้องอาหารคินูบายทาคากิ

โดยได้รับเอกสิทธิ์พิเศษในการนำเสนอวัตถุดิบบางชนิด รังสรรค์เป็นเมนูต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นมิโซะขาวที่ผลิตกันมาหลายชั่วอายุคน และจะจำหน่ายให้เชฟที่พวกเขาเชื่อใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของมิโซะขาวสุดพิเศษนี้ได้เลื่องลือต่อไป ซึ่งเชฟทาคากิ ก็เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น Kirapika strawberry ที่มีเฉพาะที่ชิซูโอกะ มีความสมดุลย์ของความหอมและรสชาติที่หวานฉ่ำสดชื่น ไม่หวานจัดหรือมีรสเปรี้ยวเด่นเกินไป สำหรับสตรอว์เบอร์รี่นี้ที่ญี่ปุ่นยังไม่ได้รับประทานกัน เขาส่งมาให้ที่นี่ทำเป็นของหวานสุดพิเศษเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดนี้ก่อน ปีหน้าถ้าเราไปญีปุ่นได้ อย่าลืมแวะจังหวัดชิซูโอกะ ก็แล้วกัน
ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ เสิร์ฟมาที่ละอย่างโดยมีเชฟทำให้ดูตรงหน้า เร่ิมจาก Sakizuke ที่เป็นหอยจอบเนื้อหวานย่างมาพอสุก เนื้อหอยลายนึ่ง เรียงมาพร้อมกับเผือกหวานนึ่งราดด้วยซอสไข่แดงผสมมะนาวยูสุ เสิร์ฟมากับผักประจำฤดูใบไม้ผลิส่งตรงจากญี่ปุ่นนึ่งพอให้ผักหวานมีความกรอบกรุบๆ แค่จานแรกก็ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิที่งดงามแล้ว
Wanmori หัวผักกาดขาวจากญี่ปุ่นที่จักสลักเป็นดอกไม้ดอกใหญ่นึ่งมาพอสุก วางอยู่บนเนื้อกุ้ง Kuruma prawn ที่นำมาบดปรุงรส และตัดคาเวียร์หยอดตรงกลางดอกไม้สีขาวที่ทำจากหัวผักกาดเหมือนเกสรสีดำ ก่อนจะตักน้ำซุปที่ปรุงในหม้อต่างหากใส่ลงไป เป็นซุปที่มีรสชาติกลมกล่อมและสุดพิเศษเมื่อรับประทานคละเคล้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดในถ้วยนี้
Tsukuri ที่มี 2 จานคือปลาดิบที่เชฟจะเลือกปลาสดที่ได้มาในแต่ละวันมาทำจานนี้เสิร์ฟเคียงมาด้วยหอยนางรมญี่ปุ่นในเจลลีที่ทำจากน้ำส้มพอนซึ รสเปรี้ยวตามด้วยความหวานของเนื้อหอยทำให้การเดินทางมาค่อนเซ็ตอาหารยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้น Sushi ไม่ต้องสงสัยว่าเชฟจะทำซูชิได้ถูกระเบียบของความน่าจะเป็นซูชิชั้นยอดของญี่ปุ่น เชฟเลือกปลาทาโรส่วนที่อร่อยที่สุดมาเป็นหน้าข้าวปั้น เสิร์ฟมาพร้อมวาซาบิขูดสดๆ โดยวาซาบิก็มาจากจังหวัดชิซูโอกะ เช่นกันแสดงว่าแหล่งน้ำของที่นั้นสะอาดบริสุทธิ์เพราะหัววาซาบิจะเจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำคุณภาพดี


Hasson จานเด่นที่มีความหลากหลายรวมเอาวัตถุดิบที่เด่นดังของชิซูโอกะมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ปลากะพงตาโตนำมาทำซูชิแต่หมักกับน้ำมัน Shenso oil เสิร์ฟมาบนข้าวปั้นตกแต่งด้วยไข่ปลาแซมอน เนื้อปูหิมะ และหัวเทอร์นิบดอง ไข่ปลาเฮอร์ริ่งกับซอสเต้าหู้วาซาบิ และกุ้ง Ise Ebi ย่างกับมิโซะขาว จานนี้ต้องบอกว่ามีความหลากหลายแต่ทุกอย่างมาพอคำและรับประทานด้วยกันได้กลมกล่อมมาก

Aizakana เนื้อหอยเป๋าฮื้อเสิร์ฟมากับหัวเทอร์นิบผัดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่ทำจากตับหอยเป๋าฮื้อ Agemono ปลาเนื้อขาวเทมปุระที่ตัวแป้งเทมปุระผสมด้วยชาเขียวจากจังหวัดชิซูโอกะ แหล่งชาเขียงที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น เสิร์ฟมาพร้อมกับไข่หอยเม่น
Yakimono เนื้อวากิว A4 นำมาย่างซอสเทอริยากิ ที่เชฟย่างตรงเตาดินเผาตรงหน้าของเรา เพื่อให้เราได้เห็นและได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เชฟจะค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ ทาซอสเทอริยากิ เรียกว่าทำซ้ำๆ หลายครั้งมากจนซอสจับบนเนื้ออย่างเหมาะสม เนื้อย่างจะถูกแล่เป็นแผ่นพอคำให้คงความฉุ่มฉ่ำของน้ำเนื้อไว้ แล้วฝานเห็ดทรัฟเฟิลดำลงไปให้รับประทานคู่กัน แต่จานนี้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลชูกับกลิ่นของซอสเทอริยากิอย่างลงตัวมากๆ


Rice ข้าวของชิซูโอกะ มีชื่อเสียงมาก เขาเสิร์ฟข้าวสวยที่หุงอย่างดีโดยเหยาะคาเวียร์ไว้บนข้าว เสิร์ฟมากับซุปมิโซะขาวและผักดอง ต้องอบกว่าดีงามเหลือเกิน แค่รสชาติของข้าวก็อร่อยล้นเหลือแล้ว
Dessert ของหวานคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะใช้สตรอว์เบอร์รี่ Shizuoka Kirapika strawberry เป็นส่วนผสมหลักทำเป็นสลัดที่มีกรานิต้าทำจากสตรอว์เบอร์รี่นี้เช่นกัน เสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมช็อกโกแลตขาวผสม Sake Kasu ที่มีชื่อเสียงของชิซูโอกะ เช่นกัน ถ้าเราเลือกแพร์ริ่งอาหารกับสาเกก็จะได้ดื่มสาเกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชิซูโอกะนี้กับทุกจานซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวมาก รสชาติของสาเกนี้จะออกหวานนิดๆ แต่หอมกรุ่นมาก

ปิดท้ายด้วยชาเขียวมัตฉะที่เชฟลงมือตีชาด้วยตะกร้อมือไม้ไผ่ตามขนบการชงชาของญี่ปุ่นทีละถ้วย เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่ไส้เป็นมิโซะขาวเจ้าดังนั่นเอง
สัมผัสประสบการณ์รสชาติแห่งฤดูใบไม้ผลิจากจังหวัดชิซูโอกะได้แล้ววันนี้ที่ Kinu by Takagi โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพฯ