Posts

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ‘IKI’

จากแนวคิดที่เปรียบเสมือนปรัญชาของที่ว่า Pleats คือเทคนิคการจับพลีทเพื่อให้เกิดความสบาย ความยืดหยุ่นในการสวมใส่และใช้ได้จริง, Product เสื้อผ้าที่เป็นในฐานะของผลิตภัณฑ์ของการผลิตที่ให้ความสำคัญกับงานออกแบบในรูปแบบของวิศวกรรม, Present เสื้อผ้าสำหรับทุกๆวันที่ยืดหยุ่นได้มากพอที่จะตอบสนองสถานการณ์อันหลากหลายของชีวิตร่วมสมัย ก่อให้เกิด  HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ในปี 2013 ที่ได้รับการค้นคว้าและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบจาก ISSEY MIYAKE ตั้งแต่ปี 1988

นอกจากจะได้รับการออกแบบมาเพื่อสำหรับการใช้งานจริงได้ในทุกๆวันแล้ว  HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ยังคำนึงถึงสุนทรียะทางความงามทางด้านรูปทรงที่ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับผู้ชายในทุกช่วงวัยในทุกโอกาส ด้วยเป้าหมายในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

‘IKI’ คือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ที่ได้กล่าวถึงสุนทรีนะของญี่ปุ่น อันเป็นลักษณะสำคัญในยุคเอโดะ ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตตามธรรมชาติซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ผู้คนในยุคเอโดะต่างรับเอาแนวทางนี้มาดำเนินชีวิตผ่านทางวัฒนธรรม โดยเล่าเรื่องผ่าน Network Check ที่ชวนให้นึกถีง Tsumugi Ori (ผ้าพอนจีดั้งเดิมของญี่ปุ่น), Red Stripe ที่โดดเด่นด้วยลายเส้นที่ค่อนข้างหนา ใช้ผ้ากิโมโนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น, Corner Stripe ที่มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ลวดลายกราฟิกเรขาคณิต, IKAT เติมภาพลักษณ์ให้ทันสมัยที่มีความโฉบเฉี่ยวที่สะดุดตา, THOUSAND STRIPE ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Sensuji ลายทางดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยลายเส้นที่เล็กบางจำนวนหลายพันเส้น

และในคอลเลกชั่นนี้มีการใช้วัสดุที่น่าสนใจอย่าง Washi ที่ผสมผสานการทอขึ้นจากกระดาษแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเส้นด้ายฝ้ายเส้นเล็กโดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความแน่นของเนื้อผ้า, STRIPE DENIM ซึ่งเกิดจากผ้าทอแจ็คการ์ดจากเส้นด้ายฝ้ายอย่างเดียวที่สามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ซึ่งวัสดุเหล่านี้ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์ใหม่อย่าง Apron Vest Dougi หรือเครื่องแต่งกายที่ใช้ในศิลปะการต่อสู้, Happi โค้ตดั้งเดิมของคนงานชาวญี่ปุ่นที่มักจะสวมไปงานเฉลิมฉลองต่างๆ ที่ได้ปรับปรุงในเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของผู้ชายในปัจจุบันที่สามารสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาสและสนุกไปกับการค้นหาสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง 

พบกับเครื่องแต่งกาย HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น M tel. 02-021-2141

แฟชั่นคือยาแก้พิษของสังคม Gucci S/S 20

ความล้ำลึกในแนวคิดที่จะนำเสนอแฟชั่นของ Alesandro Michele

Gucci Spring/Summer 2020 มาพร้อมความลุ่มลึกของปรัชญาการเมือง ที่อ้างถึงบทความของนักปรัชญาอย่าง มิเชล ฟูโกต์ เกี่ยวกับการเมืองระดับชีวภาพซึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตและร่างกายของเรา Alesandro เชื่อว่าแฟชั่นสามารถจะเป็นยาแก้พิษให้กับสังคมได้ โชว์จึงเปิดด้วยกลุ่มโมเดลในชุด Straitjacket เป็นกิมมิกที่ยืนมาบนทางเลื่อน

สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือคนเหล่านี้อยู่ในเครื่องแบบของการถูกกดดัน โดยนำรายละเอียดของ Straitjacket มาสร้างใหม่โดยใช้เข็มขัด แขนเสื้อที่ยาวกว่าปกติ เสื้อตัวหลวมโคร่งฯลฯ แต่เขาไม่ได้ให้เหล่าโมเดลถูกเสื้อที่สวมพันธนาการอย่างคนวิกลจริต ด้วยเวลาเพียงแค่นาทีกว่าๆ ที่เขาต้องการสื่อให้คนทราบว่าการเมืองชีวภาพได้สร้างความกดดันให้กับคนใต้การปกครอง สิ่งนี้จึงสื่อได้อย่างชัดเจนสุด และชั่วครู่เดียวไปทั้งห้องจัดแสดงดับพรึบมืดมิดพร้อมเสียงซ่าๆ เหมือนจอทีวีโบราณถูกดับกระทันหัน ก่อนที่ไฟจะสว่างจ้าอีกครั้งพร้อมเหล่าโมเดลที่เดินออกมาบนทางเลื่อนด้วยชุดของคอลเลกชั่นล่าสุดที่แท้จริง  

แต่สิ่งที่สื่อออกมาว่าเครื่องแบบของกลุ่มคนที่ถูกระบอบปกครองกดขี่นั้นเหมือนการสวมใส่เสื้อพันธนาการตัวเองจากกฎระเบียบต่างๆ แฟชั่นที่เป็นยาแก้พิษของสังคมในส่วนต่อจึงมีแต่สีสันและรูปทรงที่หลุดพ้นจากกรอบทื่อๆ ตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าที่หรูหรา สีสันที่สวยงามสมกับเป็นฤดูร้อน โดยสุภาพบุรุษยังอยู่ในโครงของแฟชั่นเซเวนตี้ส์แต่ทว่าแหวกกฎเกณฑ์เดิมๆ กางเกงขาบานที่ทำให้ช่วงขาคนสวมดูยาวขึ้น รองเท้ามีส้นสูง รวมทั้งบู้ทที่มีดีไซน์หลากหลาย

ชุดสูทจะไม่อยู่ในขนบเดิมด้วยการใช้สีสันที่ต่างกันระหว่างแจ็คเก็ตกับกางเกงทั้งๆ ที่ใช้ผ้าเดียวกันเป็น Breaking suite ตัวในยังเป็นเชิ้ตที่หากสวมปล่อยชายจะยาวแจ็คเก็ตออกมาในระดับที่สวยเป็นสไตล์กุชชี่ แต่ถ้านำชายเชิ้ตเข้าในกางเกงก็จะเป็นชุดสูทปกติ นอกจากสูทแบบหนีขนบเดิม ก็มีสูทคลาสสิกที่มีรายละเอียดของปกที่ใหญ่ขึ้นหรือการเล่นช่วงไหล่ที่ดูแคบแต่คอปกกว้าง แต่ทำให้ตัวคนสวมดูเพรียว รวมทั้งการตกแต่งด้วยตราแบบ satorial ที่มีข้อความอย่าง Gucci Orgasmique และ Gucci Eterotopia ที่ประดับชายแขนเสื้อสูทและปลายขากางเกง อันเป็นนิยามการก้าวผ่านของดีไซน์ในคอลเลกชั่นนี้จากยุค 70’s ถึง 90’s 

นอกจากสูทยังมีชุดเสื้อและกางเกงที่เข้าชุดกัน ตัดจากผ้าที่นำลวดลายมาจากอะไควฟ์ของกุชชี่ รวมทั้งดีไซน์ลวดลายใหม่ๆ จากตัว G ซึ่งแตจ่ละชุดมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันนี่คือความลักชัวรี่ หนึ่งชุดหนึ่งลายสำหรับสุภาพบุรุษ แม้แต่เนื้อผ้าก็ยังต่างกันแต่ไม่หนามากเหมาะจะสวมในฤดูร้อน ที่เท่สุดก็คือชุดเดนิมที่มีแจ็คเก็ตเข้าชุดกับกางเกงขาบานทั้งเสื้อและกางเกงตัดเย็บด้วยเทคนิคนำผ้าเดนิมต่างเฉดสีมาต่อลายกันด้วยเทคนิคที่แปลกกว่าแพตช์เวิร์คทั่วไป รวมทั้งการเดินเส้นกรอบที่เนี้ยบสมดังที่ว่าสำหรับกุชชี่แล้วเรื่องของ savoir fair เป็นเบสิกที่มีอยู่ในทุกชิ้นงานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำมาก 

ขณะที่คอลเลกชั่น ของสุภาพสตรีจะเน้นเนื้อผ้าที่โปร่งเบาบางที่ดีไซน์เป็นชิ้นๆ สวมทับกันทำให้เกิดซิลลูเอทใหม่ๆ นอกนี้ยังมีลูกเล่นของการเจาะฉลุบนผ้าเป็นลายกลีบดอกไม้ขนาดใหญ่ตกแต่งในส่วนต่างๆ ของชุด เล่นการทับซ้อนของของผ้าโปร่งหลากสีมาสร้าง volumn ให้กับทรงชุดต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจแบบ Sexy with strong attitude. นอกจากนี้ยังมีชุดแม็กซี่(กระโปรงยาวระพื้น)ที่ปักเลื่อมทั้งตัวเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องประดับที่ทั้งชายและหญิงต้องมีของฤดูร้อนหน้าก็คือแว่นตาที่มีโซ่คล้องแว่นตาขนาดใหญ่ทำจากวัสดุสังเคาะห์น้ำหนักเบา(ยังไม่ยืนยันว่าขายแยกหรือขายเป็นชุดพร้อมแว่นตา) นอกจากนี้ยังมีพัดที่มาพร้อมซองใส่ดีไซน์สวยทำจากหนัง ซึ่งตัวซองมีดีไซน์เหมือนซองใส่แส้ม้า โดยเครื่องประดับประกอบโชว์ที่คาดว่าไม่น่าจะมีขายจริงก็คือแส้ม้าที่ทำจากเส้นไหมอ่อนนุ่มไม่ได้เป็นหนังแบบแส้ S&M แม้จะมีรูปทรงที่เชื่อมโยงกัน 

แต่ที่แปลกและเก๋มากก็คือถุงมือและสายรัดต้นแขนที่มีช่องสำหรับสอดลิปสติก แต่ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนซองถุงมือที่มีช่องใส่ลูกกระสุนสำหรับกีฬาไก่ฟ้า เป็นอีกหนึ่งชิ้นเด่นที่อาจจะมีจำหน่ายจริงหรือไม่ก็ต้องรอดูราวต้่นปีหน้า เพราะ runway กับ real way จะเชื่อมโยงแต่ก็มีความต่าง เหล่านี้คือแฟชั่นที่มาแก้พิษของสังคมที่ยังเวียนว่ายอยู่กับกฏเกณฑ์ต่างๆ แม้จะเป็นการฉีกกรอบเดิมๆ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานความเท่ ทันสมัย และมีจิตวิญญานของกุชชี่ 

#GucciSS20 @gucci

@alessandro_michele #HommesThailand #LofficielHommesThailand

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งวงการแฟชั่นชาย โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่

a brief history of modern men’s fashion 

1996-2006 โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยผลพวงทางเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านความคิดสร้างสรรค์ และความต้องการเป็นที่ยอมรับของมนุษย์ในสังคม

เรื่องแฟชั่น ตั้งแต่เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ มาจนถึงปัจจุบัน

เด็กน้อยที่เกิดในยุค Baby Boom ซึ่งตอนนี้ได้เข้าสู่วัยกลางคนกันแล้วนั้น ในช่วงอายุ 20-30 ปี สมัยที่พวกเขายังเป็นหนุ่มเป็นสาวในวัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นไฮโซปาริเซียงหรือคนฐานะปานกลางที่อาศัยอยู่ในย่านแออัดของปารีส ก็ล้วนแต่เป็นพวกติดแบรนด์ติดเทรนด์กันทั้งนั้น ทั้งเจเนอเรชั่นนี้เลยกลายเป็นผู้เสพติดการบริโภคไปโดยปริยาย พอมาถึงในช่วงที่เสื้อผ้า Ready-to-Wear ของผู้ชายก้าวเข้าสู่วงการในช่วงยุค ’90s คอลเลกชั่นเสื้อผ้าผู้ชายก็โผล่กันขึ้นมาเป็นดอกเห็ด โดยในช่วงแรกก็จะมีสไตล์ที่ชัดเจน ส่วนมากก็นำขบวนโดยดีไซเนอร์ฝั่งญี่ปุ่น แถบสแกนดิเนเวียและอิตาลี หลังจากนั้นดีไซเนอร์ประเทศอื่นๆ จึงค่อยๆ ทยอยตามกันมา เนื่องจากเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้จ่าย มีกลุ่มแบรนด์ใหญ่หลายๆ แบรนด์รวมตัวกันเกิดขึ้น อาทิ LVMH, PPR, Prada Group และมีแบรนด์อย่าง Gucci (กุชชี่), Prada (ปราด้า) และ Ralph Lauren (ราล์ฟ ลอเรน) ควบคุมตลาดแฟชั่นเกือบทั้งหมด โดยแบรนด์เหล่านี้ได้ออกสินค้าและโปรโมททำการตลาดอย่างดีจนเป็นที่รู้จัก ลูกค้าก็ได้เรียนรู้สไตล์ต่างๆ จากการตลาดของแบรนด์พวกนี้ด้วย เลยพากันติดลม คนเริ่มสนุกกับเสื้อผ้าและเครื่องประดับ จะจับจ่ายอะไรก็ง่ายไปหมด การแต่งตัวเลยกลายเป็นเหมือน “การเล่นเกม” มีการคิดค้นคำนิยามให้กับผู้ชายที่ติดแฟชั่นว่า Metrosexual มาถึงยุคปัจจุบันเจเนอเรชั่นดังกล่าวก็ยังเป็น “ลูกค้าชั้นยอด” ที่ซื่อสัตย์กับแบรนด์พวกนี้อยู่

089

CHRONOLOGICAL ORDER

Before 1996 The Year of ‘’Minimalism’’

ในสมัยนั้นแฟชั่นผู้ชายยังเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันมากนัก การแต่งกายเป็นเรื่องของคนชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะมีสไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างจากชนชั้นอื่นอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้ชายกับแฟชั่นจะดูเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากันในตอนแรก แต่ในเวลาต่อมาตลาดแฟชั่นผู้ชายก็เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น โดยผู้บุกเบิกเรื่องเสื้อผ้าผู้ชายก็จะเป็นดีไซเนอร์แถบสแนดิเนเวียและเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นอย่าง Yohji Yamamoto (โยจิ ยามาโมโต้), Rei Kawakubo (เร คาวาคูโบ) แห่ง Comme Des Garçons (กอม เดอ การ์ซองส์) และ Junya Watanabe (จุนยา วาตานาเบ) และจากเบลเยี่ยมอย่าง Raf Simons (ราฟ ซีโมนส์), Dries Van Noten (ดริส วาน โนเทน), Martin Margiela (มาร์แตง มาร์จิเอลา) และ Ann Dumeulemesster (ออง เดอมูเลอมิสเตอร์) ทุกคนล้วนแต่เป็นรุ่นบุกเบิกในวงการแฟชั่นเสื้อผ้าชายทั้งสิ้น

1996 the “Sexy” Year

นำโดยดีไซเนอร์ผู้กุมบังเหียนการออกแบบให้กับแบรนด์ Gucci (กุชชี่) เป็นเวลาถึง 4 ปี (1994-1998) อย่าง Tom Ford (ทอม ฟอร์ด) เขาปลุกโลกแห่งวงการแฟชั่นชายที่หลับใหลให้กลับมีชีวิตด้วยสไตล์การออกแบบที่แปลกใหม่ เติมความเซ็กซี่ให้เสื้อผ้าผสมกับการตลาดที่ดึงดูดความสนใจของคนในสมัยนั้นได้มาก เปลี่ยนโลกของแฟชั่นผู้ชายไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์อื่นๆ ที่มีอิทธิพลในยุคนี้ก็ได้แก่ Dolce&Gabbana (ดอลเช่แอนด์แกบบาน่า), Versace (เวอร์ซาเช่) และ Roberto Cavalli (โรแบร์โต คาวาลลี) ซึ่งรายได้ก็ไม่น้อยกว่าดีไซเนอร์อย่างทอม ฟอร์ดเลย

2000 The Year of “Mass Market”

เครื่องแต่งกายในยุคนี้เริ่มมีความเป็นชายมากขึ้น เข้าถึงตลาดกลุ่มใหญ่ ผู้ชายหันมาสนใจเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าผู้ชายขายดีขึ้นมาก คนเริ่มติดแบรนด์ แบรนด์ที่เด่นๆ ก็คือ Ralph Lauren (ราล์ฟ ลอเรน), Tommy Hilfiger (ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์), Prada (ปราด้า), Giorgio Armani (จอร์โจ้ อาร์มานี่) และ Paul Smith (พอล สมิธ) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมีความเป็นผู้ชายสูง

FASHION DICTIONARY

4 ไอเท็มสำคัญสำหรับวัย 30-50

TRAVEL SUIT

กลายเป็นผลงานโบว์แดงของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นสูง เพื่อตอบสนองกับความต้องการของนักธุรกิจที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ด้วยฟังก์ชั่นผ้าที่น้ำหนักเบาและยับยากเหมาะกับการเดินทาง

HYBRID

บรรดาไอเท็ม 2 in 1 ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า และแอกเซสเซอรีที่ใช้งานได้หลายแบบเพื่อให้รับกับชีวิตที่ดำเนินไปด้วยความเร่งรีบ

ACTIVE TAILORING

Ready–to-Wear ของผู้ชายจะเน้นไปที่การใช้ “Smart Fabrics” หรือวัสดุที่ทนทานผสมกับเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้เครื่องแต่งกายที่ทนกับทุกสภาพการใช้งาน อย่างแบรนด์ Eclectic (เอ็กเลกติก) ก็คิดค้นผ้าแบบพิเศษให้กับองค์การ NASA

BAGGAGE “48H”

เพราะชีวิตนั้นวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กระเป๋าใบใหญ่ๆ ที่เคยเป็น Weekend Bags ได้ถูกนำมาใช้ในช่วงวันธรรมดาด้วย เพื่อรับกับความจุตามต้องการในช่วงทำงานในเมือง กระเป๋าแบบนี้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะการเดินทางไปต่างเมืองอย่างเดียวอีกต่อไป มีการปรับแต่งแบบให้รับกับชุดในวันทำงานสำหรับผู้ชายมากขึ้น

—————————————

JACK IN THE BOX

แบรนด์ที่คุณอาจจะไม่ได้นึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีสไตล์ที่เหมาะกับคุณอย่างยิ่ง แบรนด์ที่ว่าก็คือ Fendi (เฟนดิ) เพราะครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ชาวอิตาเลียนของไลน์เครื่องแต่งกายชายอย่าง Silvia Fendi (ซิลวี เฟนดิ) นำเสนอสัดส่วนของผู้ชายผ่านเสื้อผ้าออกมาได้อย่างดี ทำให้เวลาสวมใส่แล้วดูเด็กลง โดยผสมลูกเล่นความร่วมสมัยที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไปเข้าไปในเสื้อผ้า ถ้าคุณต้องการให้โลกรู้ว่าคุณมีสไตล์และอินเทรนด์ขนาดไหน แบรนด์ Fendi นี่แหละที่คุณต้องไปหาซื้อมาใส่ ลองดูภาพเป็นตัวอย่างได้

29

Look 29 

ตัวคุณ + สีสันของเสื้อผ้า

33

Look 33

ตัวคุณ + เข็มกลัดไซส์ XXL

40

Look 40

ตัวคุณ +แอกเซสเซอรีห้อยคอ

————————————

EXPERT’S THOUGHTS

3 คำถามกับ Serge Careira (แซร์เจ คาเรร่า) ผู้บริหารแบรนด์ Miu Miu และ Prada Group และหัวหน้าการประชุม Sciences-Po <<ในปัจจุบัน เจเนอเรชั่นวายอย่างเราๆ ก็ย้อนกลับไปหวนหาสไตล์ของยุคก่อน>>

1.อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกแฟชั่นชายของทั้งสองเจเนอเรชั่นที่ผ่านมาในช่วง 20 ปี

ผมไม่คิดว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปเยอะนะ เจเนอเรชั่นเอ็กซ์เป็นวัยที่การแต่งกายแบบ Total Look ถูกกำจัดไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาได้ฉีกกฎเดิมๆ ในวงการแฟชั่นที่คนในยุคก่อนพวกเขาตั้งเอาไว้ ด้วยความที่ในวัยของพวกเขามีดีไซเนอร์หัวคิดใหม่ๆ ที่คิดค้นทั้งสปอร์ตแวร์ และไอเท็มอื่นๆ มากขึ้น น่าจะเป็นตรงนี้มากกว่าที่เปลี่ยนไป ซึ่งได้อิทธิพลมาจาก Helmut Lang (เฮลมุท แลง) และ  Jil Sander (จิล แซนเดอร์) เป็นช่วง “Minimalism” ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับนิยามคำว่า “Glamour” ในช่วงยุคปี 1980 โดยสิ้นเชิง ลดการเปิดเนื้อหนังและเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลไป สำหรับในปัจจุบัน เจเนอเรชั่นวายอย่างเราๆ ก็ย้อนกลับไปหวนหาสไตล์ของยุคก่อน เพียงแต่มีสไตล์ที่เปิดกว้างมากขึ้น แต่ผมก็ยังติดว่าเจเนอเรชั่นนี้ยังไม่กล้าเล่นกับสไตล์ยุคก่อนมากนัก พวกดีไซเนอร์อย่าง Martin Margiela (มาร์ติน มาจิเอล่า) และ Raf Simons (ราฟ ซีโมนส์) มีอิทธิพลอย่างมากในวงการแฟชั่นชาย ความแปลกใหม่ที่ดูเหมือนจะแปลกแยกในตอนแรกของพวกเขากลับอยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน และก็กลายเป็นสไตล์ที่ทุกคนพูดถึงในวงการแฟชั่นชายมาตลอด

2.สิ่งที่เหมือนกันของสองเจเนอเรชั่นนี้คืออะไร

สองเจเนอเรชั่นนี้เค้ามีความสัมพันธ์กันนะ สิ่งที่ทั้งสองรุ่นเหมือนกันก็คือความเป็นปัจเจกนิยม การแต่งกายจะเน้นไปที่การได้แสดงความเป็นตัวเอง โดยมีการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าในแบบของตัวเอง แต่ในความเป็นตัวเองนั้นก็ต้องมีการตามกระแสหลักไปด้วย เป็นกึ่งกลางระหว่างสไตล์ตัวเองและเทรนด์ การทำแบบนี้ก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งที่เรายังไม่มีคำนิยามที่จะเรียกอย่างชัดเจน

3.แล้วสิ่งที่ต่างกันล่ะ

คนรุ่นอายุ 40 ปีในปัจจุบันเป็นรุ่นกึ่งกลางระหว่างสองยุคสมัยที่ต่างกันมาก สมัยก่อนหน้าคือเป็นช่วงที่ทุกอย่างหยุดนิ่ง ส่วนอีกยุคหนึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเป็นรอยต่อระหว่างสองช่วงจึงเป็นวัยที่มีความไม่ชัดเจน แล้วยังต้องมาวิ่งตามยุคดิจิตอลที่หมุนเร็วอีก ปัจจุบัน เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ไม่ได้เป็นวัยที่ขับเคลื่อนหรือมีอิทธิพลต่อสไตล์อีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่สำหรับเจเนอเรชั่นวาย สำหรับรุ่นนี้ พวกเขาก็ยังไม่ได้มีอิทธิพลอะไรมากนักก็จริง แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เพราะตอนนี้การเปลี่ยนแปลงที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลาห้าปีก็สามารถทำให้ลดลงมาเหลือแค่หกเดือนได้อย่างรวดเร็ว

—————————

YOUNG BLOODS

ถึงแม้ว่าดีไซเนอร์เหล่านี้จะยังเด็ก แต่คอลเลกชั่นของพวกเขาไม่ใช่เล่นๆ
เครื่องแต่งกายที่สรรสร้างด้วยฝีมือของพวกเขาเหล่านี้มีความคลาสสิก เรียบง่าย
และไม่หวือหวาแต่ใส่ได้ในทุกโอกาส หรือจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะเลยก็ว่าได้

melindagloss-portrait-2-hd

PIERRE MAHEO @ Officine Generaie

portrait-paul-szczerba

PAUL SZCZERBA @ Ballbaris

ami-alexandre-mattiussi-paul-wetherell-hd__bw

ALEXANDRE  MATTIUSSI @ Ami

uriel-karsenti

URIEL KARSENTI @ Maison Standarde

4melindagloss-portrait-2-hd

MATHIEU DE MENOUVILLE & RÉMI SW LAQUINTANE @ Editions MR

Processed with VSCOcam with b5 preset

DAVID OBADIA @ Harmony

Jean-Victor Meyers et Louis Leboiteux de la marque de vêtements, Exemplaire.Photo (c) Ed Alcock / M.Y.O.P. 10/9/2014Jean-Victor Meyers and Louis Leboiteux of clothing label, Exemplaire.Photo (c) Ed Alcock / M.Y.O.P. 10/9/2014

JEAN-VICTOR MEYERS @ Exemplaire

BRANDS TO KNOW TO BE UP-TO-DATE?

ALESSANDRO SARTORI

WHY? ดีไซเนอร์คนนี้เหมือนบูมเบอแรงที่เหวี่ยงไปตามแบรนด์ต่างๆ ทั้งจาก Ermenegildo Zegna (แอร์เมเนจิลโด เซนญ่า) ไปยัง Berluti (เบอร์ลุติ) และย้อนกลับมายัง Ermenegildo Zagna อีกที

ACNE STUDIOS

WHY? ก็เพราะว่าแบรนด์สวีดิชเจ้านี้ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เกลื่อนๆ สำหรับวัยรุ่นเท่านั้น มันมีดีมากกว่าที่คุณ
จะคิดเยอะ สามารถหยิบจับแบรนด์นี้มาแมตช์เล่นได้เช่นกัน

VERONIQUE NICHANIAN

WHY? เวโรนิกเป็นผู้หญิงฝรั่งเศสไม่กี่คนที่เข้าใจสไตล์การแต่งกายของผู้ชายอย่างถ่องแท้

OLIVIER ROUSTEING 

WHY? การที่คุณจะมีโอกาสได้ใส่แบรนด์นี้คือตอนที่คุณจะได้ไปร่วมงานแฟชั่นวีคซึ่งเป็นอีเว้นต์ที่รวมตัวของสาวสวยหลายๆ คน คุณจะได้รู้สึกเหมือนย้อนวัยไปช่วงปี 1990 ตอนที่คุณอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น

SIR PAUL SMITH

WHY? เซอร์พอลคร่ำหวอดในวงการมากว่าสองทศวรรษแล้ว ถึงเวลาถ่ายทอดเทคนิคไปสู่รุ่นลูกแล้วล่ะ