Posts

DECODING THE NEW LOGOS

หากสืบย้อนกลับไปในโลกแห่งการออกแบบ เราจะมองเห็นเหล่าครีเอเตอร์ก้มหน้าก้มตาพัฒนางานโลโก้กันอย่างจริงจัง อีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารออกไปได้กว้างขวาง ไร้พรมแดน และสร้างกลุ่มสังคมใหม่ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันได้ดี กลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกแฟชั่น แผ่วงกว้างในสังคม และแน่นอนว่าได้สร้างเม็ดเงินก้อนมหึมาจากแคมเปญต่างๆ (ผ่านเสื้อผ้าในแต่ละฤดูกาล นักสะสม แคปซูลคอลเลกชั่น หรือแม้กระทั่งพวกลิมิเต็ดเอดิชั่น) ภาษาใหม่เหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างเร่งด่วนก่อนที่ตัวมันเองจะอ่อนกำลังและหายไปตามกาลเวลา

และนี่คือ 4 ข้อข้องใจที่เราได้ถามโรดอล์ฟ ปาล และเอมมานูเอล เดอ มาซิแยร์ สองนักวางยุทธศาสตร์และผู้ให้คำแนะนำทางด้านนี้จากบริษัท Peclers Paris

ในสังคมแมสๆ ที่กำลังบ้าคลั่งความงามของโลโก้ บริษัทเอเจนซี Peclers Paris มักได้รับหน้าที่ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว คราวนี้เขาจะมาชำแหละส่วนผสมของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าอะไรคือการสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์มันคือการตกผลึกวัฒนธรรมของแบรนด์และภาพลักษณ์ที่เราอยากส่งต่อไปยังสาธารณชน

ทุกวันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคหลักแทนที่พวกผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ต่างให้คุณค่ากับแบรนด์สูงมาก หน้าที่ของโลโก้คือการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ คือภาษาสากลที่ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหนหรืออยู่มุมไหนของโลกก็จะเข้าใจความต้องการของมัน เหมือนเป็นการประกาศอัตลักษณ์ตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่เหมือนเป็นคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป มากไปกว่านั้นวัฒนธรรมเรื่องแบรนด์ไปไกลกว่าเป็นแค่โลโก้ซะแล้ว หรือที่เราเรียกว่าเป็นรหัสส่วนบุคคลมองปราดแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่อันที่จริงตอกย้ำตัวตนคนใส่ได้ดีทีเดียว ตัวอย่างซึ่งเด่นชัดสุดคือแบรนด์ Supreme

แล้วโลโก้ยังเป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคมอยู่ไหม

ไม่อีกต่อไปแล้ว ในปี 2018 ความสำคัญของโลโก้ที่เชื่อมโยงกับสังคมมีน้อยกว่าในเชิงวัฒนธรรมด้วยซ้ำ หรือถ้าหากจะว่าเป็นตัวแบ่งฐานะทางสังคมก็คงต้องดูในเรื่องมูลค่าการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดที่สำคัญแล้ว เพราะ Gen Y เขาโฟกัสไปที่ความเป็นปัญญาชนซึ่งเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุ ในอนาคตสังคมเราจะคุยกันถึงเรื่องความสำคัญต่อจิตใจมากกว่าที่จะบอกว่าเธอรวยมากเลยมีกระเป๋าใบนั้นได้

รู้สึกว่าการมีอยู่และการใช้โลโก้ในทุกวันนี้มีอิสระกว่าเมื่อก่อนไหม

แน่นอน ถ้ามองในมุมของครีเอเตอร์ก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของแบรนด์ได้มากขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขามีพื้นที่ให้สร้างนิทรรศการอยู่บ่อยๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ Burberry เป็นลาย TB โดยริกคาร์โด ทิสซี หรือการตัดอั๊กซอง (accent) บนตัว e ของแบรนด์ Celine โดยเฮดี สลิมาน ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้กลับมาให้ความสำคัญกับโลโก้อีกครั้ง แต่สนุกสนานและจริงจังกว่าเดิม

เราจะกล่าวโดยสรุปถึงพลังแห่งโลโก้กับคนในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างไร

ง่ายๆ เลย ตอนนี้คำว่า Gucci ได้เข้าไปเป็นคำนามสามัญในพจนานุกรม Urban Dictionary เรียบร้อยแล้ว มีความหมายว่ารู้สึกดีจังเลย โอเคมากๆซึ่งถ้าจะให้
ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ผมรู้สึก Gucci มากเลยจ้ะที่รักอย่าทำหน้างงถ้าคุณไม่ใช่คนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาเลิฟโลโก้มากๆ

 

5 คำถามกับยอร์โก ตลูปาส์ นักออกแบบโลโก้ตัวพ่อ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1996

สตูดิโอขนาดเล็กๆของเขาในปารีสมีชื่อว่า Yorgo&Co ไม่เคยรู้จักกับคำว่าวิกฤติ นักเรียนของเขามีตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะและนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เหมือนว่าเติบโตด้วยการกินความรู้จากเขาแทนโปรตีน ถึงเวลาแล้วที่ยอร์โกจะมาเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ เกี่ยวกับโลโก้ให้ทุกคนได้ตาสว่าง

เราจะอธิบายถึงการปฏิวัติทางโลโก้ในครั้งนี้อย่างไรดี ในฐานะที่ลงมาเล่นกับโลกของแบรนด์ระดับลักชัวรี

เพราะสุดท้ายแล้วมันพาให้คนในแบรนด์พวกนั้นเห็นถึงทางรอดในอนาคตยังไงล่ะ ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เมซงแฟชั่นใหญ่ๆ มักจะใช้บริษัทเอเจนซีระดับประเทศมาออกแบบโลโก้ ซึ่งพวกนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย แค่ทำให้สวยยังทำไม่ได้ แรกๆ แบรนด์ท็อปพวกนี้ก็ยังไม่ได้เชื่อหรอก พวกเขาแค่ลองเชื่อกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการแนะนำจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กว่าจะผ่านการอนุมัติจากพวกคนแก่ในกลุ่มผู้บริหารก็ยากเย็น ตอนที่ผมเห็น อเลสซานโดร มิเคเล โชว์ไอเดียเปลี่ยนตัว i เป็นตัว y ด้วยตัวอักษรยุค ’80s บนกระเป๋า Gucci ผมร้องว้าวออกมาเลย! เหมือนกับตอนที่นิโกลา เกสกิแยร์ แปะตัวอักษร LV ขนาดใหญ่ไว้ตรงที่เปิดกระเป๋า Louis Vuitton นั่นล่ะ

แปลว่าความสวยงามของโลโก้ไม่เคยมีอยู่จริงเลยใช่ไหม

ยินดีด้วย พวกเราออกมาจากยุคมืดนั้นแล้ว ซึ่งผมบอกเลยว่าตั้งแต่กลางยุค ’80s ถึงยุค 2000s เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนลงมือรีดีไซน์คือโลโก้สวยๆ บนโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่อันจริงๆ ส่วนเด็กยุคใหม่นี้พวกเขาเติบโตมากับโลโก้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่จะช่วยให้การตัดสินใดๆ มีคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าหายห่วง

มีวิธีสอนนักเรียนในคลาสยังไง

อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้ โลโก้คือสิ่งที่ทุกคนบนโลกต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นกรุณามีความรับผิดชอบต่อความสวยงามที่สาธารณชนต้องเสพเข้าไป ยิ่งเราอยู่ในโลกดิจิตอลก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้งานของเราแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องคำนึงถึงการใช้อย่างละเอียด เช่น ถ้าไปอยู่ในกรอบกลมๆ ของอินสตาแกรมก็ต้องไม่น่าเกลียด

อะไรคือโลโก้ที่ดี

อยากอยู่บนโลกนี้ได้เป็นร้อยปีต้องซิมเปิลที่สุด ต้องยังดูรู้เรื่องถึงแม้จะโดนแปลงเป็นสีขาวดำ มองเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์ไหนแม้จะถูกลดทอนเหลือแค่ตัวอักษรก็ตาม สมมติว่าผมเขียนคำว่า ‘Peanut’ ด้วยตัวอักษรของ Prada ก็เหมือนกับว่า Prada กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นถั่ว เข้าใจไหม

แล้วโลโก้ที่ไม่ดีล่ะ

คือพวกที่คิดเยอะไป ลดทอนหลายๆ อย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ดีเอ็นเอของแบรนด์หายหมดดู Burberry เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พวกที่ลดขอบ ลดความหวัดของตัวอักษร จนเหมือนจะถูกลมพัดให้หายไปอย่างง่ายดาย คุณจะทำได้ถ้ามีแผนการตลาดอันแข็งแรง เหมือนตอนที่เฮดี สลิมาน ตัดแค่ขีดเล็กๆ บนตัว e ออก นั่นเรียกว่าเก่ง!

อีก 1 คำถามจากอิสมาแอล ฌีมิลี ตำแหน่ง Culture and Entertainment Manager จากแบรนด์ Converseอดีตนักการตลาดสินค้าแนวสตรีทแวร์ เขาคือหนึ่งในผู้สร้างปรากฏการณ์ความคูลให้กับเด็กมิลเลนเนียลส์

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้างโลโก้ในยุคสมัยนี้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

คือคนที่ผสมผสานสองอย่างนี้ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือความขบถและความมั่นใจ เด็กยุคใหม่อยากได้งานโลโก้ที่ต้องสวยงามในเชิงศิลปะ มันคือพลวัตทางสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้ ทั้งหมดส่งผลให้แบรนด์ที่ไม่เคยมีโลโก้ที่โดดเด่นต้องใช้วิทยายุทธสูงมากในการโปรโมตสินค้าของตัวเอง ซึ่งมักจะเลือกขายคอนเซ็ปต์หรือไม่ก็สร้างคอลเลกชั่นร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก แบรนด์อย่าง Palace, Supreme และ Off-White เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดและลงมือทำมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของเครื่องแต่งกายแนวสตรีท การมาของโลกดิจิตอล และการยึดโยงระหว่างโลกแฟชั่นของเด็กรุ่นใหม่กับโลโก้สมัยพ่อแม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทุกคนกระหายอยากเห็นโลโก้ดีๆ อีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเร่งให้ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของแต่ละบ้านต้องสร้างเรื่องสินค้าขาดตลาด ที่มาในรูปแบบของแคปซูลคอลเลกชั่น หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น ถ้าถามว่าตอนนี้แบรนด์ไหนมาแรงและน่าจับตามองมากที่สุด ผมให้ Awake จากนิวยอร์ก, Nepenthes จากญี่ปุ่น และ Alyx จากอังกฤษ

Louis Vuitton และโลโก้ที่ไม่มีวันตาย

ถ้าพูดถึงความขลังของโลโก้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแบรนด์นี้ถืออยู่ยงมาได้นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ลายโมโนแกรมบนผ้าแคนวาสที่ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1869 ที่เป็นลาย LV สลับดอกไม้
บนผืนหนังสีน้ำตาลแบบที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ จนกระทั่งถึงคอลเลกชั่นที่จับมือกับ ‘Supreme’ ซึ่งออกมาสร้างเสียงฮือฮาและขายหมดเกลี้ยง Louis Vuitton คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากกาผสมรวมระหว่างการส่งทอดมรดกของตัวเองกับการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่หมุนอยู่รอบตัว ไม่ว่าเทรนด์จะเรียกร้องอะไรมา โลโก้นี้จะผ่านเข้ารอบต่อไปเสมอ ในปี 1996 แบรนด์ Louis Vuitton ได้จัดงานฉลองครบ 100 ปีลายโมโนแกรม พวกเขาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ออกมาได้อย่างน่าจดจำ คือจับมือกับเหล่าดีไซเนอร์ตัวบิ๊กในวงการเพื่อสร้างงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ศิลปินแนวคอนเทมโพราชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า สเตฟาน สเปราส์ ได้รับโอกาสให้สร้างผลงานแนวกราฟิตีในคอลเลกชั่นของปี 2001 (ซึ่งตอนนี้ราคาใน eBay พุ่งสูงขึ้นไปถึงใบละ 4,000 เหรียญแล้ว!) 2 ปีต่อมาศิลปินชาวญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ ถูกรับเชิญให้มาสาดสีรุ้งสดใสบนลายโมโนแกรม และยังคงเป็นแขกรับเชิญประจำของ Louis Vuitton เพราะเขากลับมาสร้างลายโมโนแกรมเชอร์รีในปี 2005 และลาย Monogramouflage ในปี 2008 (ซึ่งทำสถิติเป็นกระเป๋าราคาขายสูงสุดในตลาดของวินเทจ) คุณูปการทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ มาร์ค เจค็อบส์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1997 – 2014 เขาคือตำนานแห่งผู้สร้างและเจ้าพ่อมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง แม้ว่าหลังจากที่เขาออกไป ความร้อนแรงจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่คอลเลกชั่น ‘Celebrity Monogram’ ในปี 2015 ที่ได้รับความร่วมมือจาก 6 ดีไซเนอร์ระดับเทพ ก็พลิกโฉมให้ลายโมโนแกรมมีมิติมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การมาถึงของเวอร์จิล อโบลห์ ในปี 2018 ซึ่งรับหน้าที่กำหนดแนวทางเครื่องแต่งกายผู้ชายก็ควรได้รับการพูดถึงเช่นกัน เพราะโชว์แรกที่เขาทำแทบจะไม่มีโลโก้ของ Louis Vuitton อยู่เลย เหมือนอย่างกับว่าคนในแบรนด์ได้ประชุมกันแล้วว่าเพลาๆ การโปรโมตโลโก้ลงบ้างดีไหม ก็คงจะแค่นั่นล่ะมั้ง!

Do Women Love The Fashion Victims?

การจะรู้ได้ว่าผู้หญิงเลือกมองผู้ชายที่พิถีพิถันกับลุคการแต่งตัวจริงแท้แค่ไหน เราต้องกลับมาดูประวัติศาสตร์การแต่งกายเป็นอันดับแรก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิวัฒนาการแฟชั่นของพวกเขา และขอให้ลืมชื่อเสียงอันโด่งดันของกลุ่ม ‘Metrosexual’ ไปก่อน คิดเสียว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ไม่มีอยู่จริง เพียงแต่เคยปรากฎบนนิตยสารผู้หญิงราวสิบห้าปีก่อน โดยมองว่า เป็นผู้ชายสายพันธุ์ใหม่ที่กระตือรือร้นกับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก

loptimum thai style.

สไตล์และชายหนุ่ม
นั่นไง! มันหมายถึงพวกเราชาวลอปติมัมชัดๆ คือผู้ชายมีสไตล์ ไม่ว่าจะทำงานในแวดวงไหนก็สามารถดูดีได้ในแบบของตัวเอง เพราะสไตล์ไม่ได้จำกัดว่ามีเพียงหนึ่งเดียว แต่อาจมีนับร้อยนับพันหรือมากกว่านั้น ทั้งยังเป็นขั้วแม่เหล็กที่ดึงดูดความสนใจของสาวๆ ที่เราหมายตาได้อีกด้วย ไม่ว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้โก้หรูเยี่ยงลอร์ดแห่งราชวงศ์อังกฤษ หรือมาในลุคเซอร์กวนเมืองอารมณ์นิวยอร์กแร็ปเปอร์ ทุกสไตล์เปิดโอกาสให้เราทุกคนได้เลือกเสมอ ดูอย่าง สตีฟ แม็กควีน หรือ มาร์ลอน แบรนโด อดีตนักแสดงหนุ่มชื่อดังชาวอเมริกันมาดเท่ โด่งดังในภาพยนตร์แอ็คชั่นตั้งแต่ยุค 1950s พวกเขาคือตัวอย่างของผู้ชายที่มีสไตล์อย่างสมบูรณ์แบบ

loptimum thai com 5

แรงดึงดูดทางเพศ ปัญหาสำคัญในวัยผู้ใหญ่
ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเรื่องสไตล์ ไม่น้อยไปกว่ากัน ยิ่งผู้ชายมีสไตล์ของตนมากขึ้นเท่าไร ผู้หญิงก็มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ผู้ชายที่ไม่ใส่ใจดูแลรูปลักษณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อยและยังพุ่งตรงเข้าหาสาวเจ้าพร้อมสเวตเตอร์ตัวเก่าแบบมีฮู้ดละก็ บอกได้เลยว่ากินแห้ว!! อย่าหวังจะได้ยลขาอ่อนของพวกเธอแม้แต่ข้างเดียว องดีน วัย 33 ปี เคยกล่าวไว้ว่า ‘ฉันชอบผู้ชายมีสไตล์ แต่คำว่าสไตล์ไม่ได้หมายความแค่ทันสมัยหรืออินเทรนด์ แต่มันบ่งบอกถึงรสนิยมที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด’

loptimum thai com 2

ได้เวลาเกิดใหม่
ใช่แล้ว! คุณผู้ชายทั้งหลายถึงเวลาฌาปนกิจเสื้อผ้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานกันแล้ว เช่น แจ๊กเก็ตที่ดูยังไงก็ไม่เข้าท่า โค้ตลายเฉิ่มเชย หรือเนคไทเส้นเก่าสีเปื้อนเขรอะ จากนั้นก็เก็บรูปถ่ายเก่าๆ เข้าตู้เพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยในอดีตอันผิดพลาดจนเกินกว่าจะให้อภัย และด้วยประสบการณ์นี้แหละจะสอนเราว่า อะไรเหมาะ อะไรควร… ควรแต่งตัวยังไงให้ดูดีภูมิฐาน ตลอดจนจะใช้อะไรช่วยอำพรางจุดบกพร่องอันเลวร้าย สไตลิสต์สาว กามิลล์ โน้กส์ เคยกล่าวว่า ‘ความแตกต่างของผู้ชายขึ้นอยู่กับอายุ สังเกตุได้จากนักแสดงกับนายแบบ คนที่อายุน้อยจะเชื่อฟังคำสั่ง แต่คนที่อายุมากหน่อยเขาจะรู้เองว่าอะไรใช่ หรือไม่ใช่’

loptimum thai com 3

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับผู้ชายที่แต่งตัวไม่เอาไหน ‘เราสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าชิ้นเบสิกเท่ๆ ราคาย่อมเยาได้ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งเฟสบุ๊ค และอินสตราแกรม หรือไม่ก็่ตลาดอาร์ตที่มีให้เห็นกันเกลื่อน พูดเลยว่าเราแต่งตัวดีมีสไตล์ได้โดยไม่ต้องถลุงเงินก้อนโตเหมือนคนบ้า’

loptimum thai com 8

ผู้หญิงสร้างผู้ชายที่ใช่
ถ้าผู้ชายไร้ซึ่งสไตล์ จุดจบคือต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวและตายไปโดยไม่มีสาวข้างกายจริงหรือ? คงไม่แย่ถึงขนาดนั้นหรอก สำหรับประเด็นชวนคิดนี้ คงต้องลุ้นกันหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าโลกยังยุติธรรมเพราะยัังมีผู้หญิงอีกมากที่ไม่ใส่ใจเรื่องสไตล์ หรืออาจเห็นความสำคัญของรูปลักษณ์ภายนอกเล็กน้อย อย่างไรก็ตามผู้หญิงจะชอบผู้ชายแต่งตัวแต่หากถึงขึ้นพิถีพิถันจนงานเกินหน้าเกินตาคงไม่ดีแน่
นิสัยอย่างหนึ่งของผู้ชายช่างแต่งตัวที่เราสังเกตุได้ก็คือ พวกเขาไม่ยอมใส่กางเกงจ็อกกิ้งออกนอกบ้านเด็ดขาด ยกเว้นช่วงเวลาพักผ่อนยามบ่ายวันอาทิตย์ ส่วนมากสาวกสไตล์โมเดิร์น แดนดี้ ยังคงรักษาลุคเท่จับใจมิให้ด่างพร้อย
เอาเถอะ ยังไงผู้ชายมีสไตล์ก็มีเปอร์เซ็นชนะใจสาวมากกว่าอยู่ดี ด้วยรูปการเช่นนี้จึงชวนให้นึกถึงประโยคเด็ดโดนใจในโฆษณารถยนต์สัญชาติเยอรมันแบรนด์หนึ่งที่ว่า ‘สไตล์อยู่ที่ไหน ผู้หญิงอยู่ที่นั้น’

loptimum thai con 1

เมื่อสไตล์ตัดสินทุกอย่าง
‘แฟชั่นตกยุคได้ แต่สไตล์คือนิรันดร์’ เป็นประโยคสุดคลาสสิกที่ใช้ได้เสมอ กล่าวโดย โกโก ชาแนล หากมองผ่านแง่มุมการตลาด สไตล์ก็เหมือนสินค้าที่สามารถจับประเภทหรือแยกให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย เพราะมนุษย์เราต่างจิตต่างใจ บ่อยครั้งที่เลือกใช้หลักความพอใจนำหน้าเหตุผล มันคือกฎกติกาของเกมแห่งสไตล์ ที่ไม่มีใครสามารถกำหนดสไตล์สากลสำหรับมัดใจหญิงทุกคนได้ ดังนั้น ประตูแห่งโอกาสและความหวังจึงยังคงเปิดให้สิงห์มอเตอร์ไซค์ รอรับสาวสวยจาย่านผู้ดีมาอยู่ในอ้อมแขนของหนุ่มที่เต็มไปด้วยรอยสักแสนร้ายกาจ ไม่ว่าจะแค่หนึ่งชั่วโมงหรือข้ามคืน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ สไตล์ใครสไตล์มัน!!

loptimum thai com 9