Posts

Le Normandie by Alain Roux

ห้องอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานที่ยังเกรียงไกรริมฝั่งแม่ยน้ำเจ้าพระยา ณ วันนี้ที่ได้พลิกโฉมพร้อมชื่อที่สะกดในผู้หลงใหลในศาสตร์ของปากะศิลป์ต้องตื่นเต้นกับ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux) ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งห้องอาหารนี้จะดำเนินการโดยตระกูลที่สร้างชื่อเสียงเรื่องรสชาติและการบริการจนคว้าดาวมิชลินติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก

แน่นอนว่าผู้หลงใหลในเรื่องอาหารต้องใฝ่ฝันว่าสักครั้งน่าจะได้รับประทานอาหารฝีมือเชฟ Michel Roux เมื่อเขาก็มีโอกาสมาร่วมงานกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นระยะๆ โดยมีสถิติเชฟที่พอประกาศว่าจะมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่นี่ก็ทำให้เกิดคิวจองยาวเต็มตลอดก่อนหน้าที่เชฟจะมาถึงเสมอ คงไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อห้องหาารเลอ นอร์มังดี ต้องการหัวเรือคนใหม่ย่อมไม่ใช่เป็นการเฟ้นหาเชฟในเครือแมนดารินฯ เพียงอย่างเดียว แต่ตำนานจะยืนยงได้ก็คงต้องมีการสร้างประวัติศาสตร์ให้เล่าขานกันต่อ ไป ดังนั้นจึงมีการทาบทามเชฟ Alain Roux ผู้ที่ระยะหลังๆ ได้ตามคุณพ่อคือเชฟมิเชลมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะกิจที่นี่ในนามของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) ซึ่งเป็นห้องหาารที่เชฟมิเชล รูซ์ เปิดเมื่อปี ค.ศ.1985 และได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและตระกูลรูซ์มาจนทุกวันนี้ ตัวเชฟมิเชลเองได้จากไปก่อนที่การทาบทามนี้จะเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเชฟเคยเปรยกับลูกชายคือเชฟอลัง ว่าถ้ามีโอกาสจะมีห้องอาหารที่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำที่เลอ นอร์มังดี ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของห้องอาหารนี้รวมถึงการบริการที่ถือว่าเป็นหนึ่ง อีกทั้งห้องอาหารนี้ยังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับห้องอาหารของเขาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่งดงามเช่นกัน


การผนวกเอาสองห้องอาหารที่ขึ้นชื่อระดับโลกด้วยกันครั้งนี้ย่อมจะยิ่งทำให้ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์”เป็นจุดหมายของคนที่คลั่งไคล้ปากะศิลป์ที่ต้องหมุดหมายในชีวิตว่าจะต้องได้มารับประทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติอาหารแต่เป็นการผนวกทั้งการบริการ บรรยากาศและการตกแต่ง ทั้งหมดมีความสมบูรณ์แบบอย่างเหนือชั้น ซึ่งแน่นอนว่าแค่วันแรกในการเปิดตัทวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามและมีคิวจองยาวทันทีข้ามปีแล้ว
เรามาดูความพิเศษที่เราได้ไปสัมผัสมาในดินเนอร์ค่ำคืนที่สอง แน่นอนว่าเมนู 6 คอร์สย่อมจะเติมเต็มค่ำคืนนี้ เล่าย้อนนิดหน่อยว่าเชฟมิเชล รูซ์ เร่ิมจากการเป็นเชฟขนมหวานมาก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขานำเอาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของการทำขนมที่ผสานการชั่วตวงกับพรสวรรค์ในการรับรสและสร้างสรรค์สูตรเฉพาะจากเครื่องปรุงสุดพิเศษมาเป็นการทำอาหารที่หน้าตาไม่ได้แฟนซีหรือเป็นอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มีความเรียบง่ายงดงามที่เกิดจากการจัดแต่งในสไตล์อาหารฝรั่งเศสชั้นสูงยุคนี้ อาหารของเขาจึงมีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องปรุง


เร่ิมจากจานเรียกน้ำย่อยที่เป็นการเปิดปุ่มรับรสและกลิ่นของเราก่อน ชิ้นแรกรสละมุนแทรกด้วยแตงกวาปลุกให้เราสดชื่น ตามด้วยอีกชิ้นที่เป็นทาร์ตคำเล็กๆ ละมุนเช่นกัน ไม่มีรสใดๆ โดดขึ้นมา ที่เสิร์ฟตามมาคือขนมปังที่เป็นที่ร่ำลือของห้องอาหารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างบริยอชและครัวซองต์นี่คือนิพพานแห่งขนมปัง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคืนนี้ เชฟอแลงให้เหตุผลว่าในการเข้ามาดูแลห้องอาหารนี้เขาพยายามคัดสรรสิ่งที่เป็นจุดเด่นของที่นี่รวมทั้งเครื่องปรุงสดใหม่จากโครงการหลวงก็ยังได้รับการสืบสานเลือกสรรมาใช้ต่อดังเช่นธรรมเนียมของที่นี่ และขนมปังชนิดนี้ก็ได้รับเลือกแสดงว่าต้องเด็ดจริง
ต้องเข้าใจว่าเชฟเองก็เชี่ยวชาญเรื่องขนมอบชนิดไหนที่ได้รับการเลือกให้มาอยู่ในห้องอาหารภายใต้ชื่อเขาก็ต้องเด็ดจริง แต่เชฟอแลงก็มีขนมปังซาวเออร์โดเสิร์ฟมากับเนยชนิดที่ดีที่สุดโดยมีเกลือจากบ่อเกลือจังหวัดน่านวางเคียงมาถ้าใครต้องการเติมรสเค็ม แต่จริงๆ แล้วเนยที่เสิร์ฟมานี้ก็จับคู่กับขนมปังของเชฟได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว ซาวเออร์โดเป็นขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติที่ดีกับสุขภาพฉะนั้นอย่าเกรงว่าเป็นอาหารหมวดแป้งจนไม่แตะ และเนยดีก็เป็นไขมันธรรมชาติที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเท่าไขมันสังเคราะห์


จานแรกในคอร์สคือ CEVICHE OF SEABASS AND OCTOPUS SLICES IN PASSION FRUIT JUICE, CRISP VEGETABLE SALAD ซาวิเชคือการปรุงอาหารให้สุกด้วยด้วยความเปรี้ยว นอกจากให้ความสดชื่นเปิดปุ่มรับรสแล้ว ความสดของเนื้อปลากระพง หมึกทะเลที่แยกปรุงมาก่อนด้วยการนำไปหมักในน้ำซอสปรุงพิเศษ และไม่ใช่เพียงมะนาวแต่ยังใช้เสาวรสมาเพิ่มรสชาติที่สดชื่นนี้ด้วย เป็นจานแรกที่เราเข้าใจได้เลยว่าทำไมชื่อเสียงของการทำอาหารฝรั่งเศสของตระกูลรูซ์ถึงครองใจคนมายาวนานและคว้าดาวมิชลินได้ต่อเนื่องจนติดอันดับโลกขนาดนี้
จานต่อไปเป็น PAN-FRIED FOIE GRAS WITH PINE KERNELS, CAPERS AND RAISINS, GEWURZTRAMINER SAUCE ใครที่ชอบฟัวการ์ต้องไม่พลาด และใครที่ยังกร่ิงเกรงไขมันจากอาหารชนิดนี้ก็ต้องยอมเพราะนี่คือฟัวการ์ที่ปรุงได้อร่อยอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาสร้างรสที่ซับซ้อนจากการใช้ผลไม้อย่างลูกเกดต่างชนิด เพิ่มความกรุบกรอบหอมมันด้วยไพน์นัท และนำเอาแคปเปอร์ดองมาปรุงเป็นสองแบบเพื่อสร้างรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา


จานต่อมาเป็นจานปลา เขาเลือกปลาฮาลิบัตที่เนื้อมีรสชาติเนื้อแน่นนิดๆ มาจับคู่กับซอสที่เติมวอดก้าเข้าไปเพิ่มความหอมและกระหล่ำปลีซอยแต่รสให้เปรี้ยวช่วยชูรสได้อย่างน่าอัศจรรย์ POACHED FILLET OF HALIBUT WITH CITRUS, CHINESE CABBAGE, LIME AND VODKA SAUCE จึงเป็นอีกหนึ่งจานที่ยกระดับการรับรสของเราเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่จานหลักของค่ำคืน จานเด่นคือเป็ดที่ไม่เคยถูกถอดจากเมนูในร้านอาหารของตระกูลรูซ์เลย CHALLANDAIS DUCK ROASTED WITH DUKKAH SPICES, VEGETABLE TARTLET, PLUM CHUTNEY AND JUS นี่คือการปรุงเนื้อเป็ดโดยการย่างที่รับรองว่าเราไม่คิดถึงเป็ดย่างแบบจีนที่เราคุ้นเคย นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษที่เราได้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารอันเหนือชั้น นี่คือที่มาว่าโต๊ะไหนที่จองอาหารเมนู LE MENU EXCEPTIONNEL ก็ต้องรับประทานเมนูนี้ทั้งโต๊ะ เพราะเป็ดย่างจะถูกนำมาแล่และจัดใส่จานตรงหน้าเพื่อเสิร์ฟให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะการแล่เนื้อเป็ดนี่ต้องบอกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมาก ดูตื่นตาและยั่วความหิวได้ดีจริงๆ รสสัมผัสของเนื้อเป็ดจากฝรั่งเศสที่นุ่มละมุน เนื้อฉ่ำ มีไขมันแทรกแต่พองาม แน่นอนว่าส่วนหนังนั้นฉ่ำรสชาติมาก เครื่องเทศที่ปรุงมาทำให้มีกลิ่นที่หอมพิเศษแต่ไมไ่ด้มาข่มรสอร่อยของเนื้อเป็ด ซอสที่ให้มาช่วยเสริมรสและชัตนีย์รวมทั้งผักนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดมาพอสุกบรรจุในถ้วยใบเล็กๆ ทำจากแป้งทาร์ตกรอบๆ ช่วยเสริมรสสัมผัสได้เป็นอย่างดี ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจานนี้ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูที่ร้านของตระกูลรูซ์ เลย


ก่อนจะถึงของหวานที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเช่นกัน เราปรับการรับรสด้วยเชอร์เบทลิ้นจี่ LYCHEE SORBET WITH CARDAMOM AND BLACKBERRIES แน่นอนว่าไม่ธรรมดาเพราะมีซอสที่ทำจากเบอร์รี่รองมาด้านล่าง ความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจากเครื่องปรุงที่เอ็กโซติกสำหรับคนยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม การผสมผสานผลไม้อย่างลิ้นจี่กับเบอร์รี่ทำได้อย่างลงตัว ลิ้นจี่ที่หอมหวานมีความเป็นผลไม้แห่งตะวันออกเข้ากันดีกับเหล่าเบอร์รี่ได้ลงตัวเพิ่มความสดชื่นปลุกให้เราพร้อมรับความความหอมหวานของของหวานที่เป็นจานเด่นปิดท้ายของค่ำคืน


กลิ่นหอมของ WARM GOLDEN PLUM SOUFFLÉ โชยมาก่อนเลย ใครที่ต้องการทราบว่าซูลเฟล่ที่ดีนั้นควรมีความสวยงามและรสสัมผัสเป็นเช่นไรต้องมาชิมและชมเอง เพราะซูลเฟล่ที่ดีนั้นรสชาติต้องไม่หวานเป็นเมอร์แรงจ์ แต่ก็ไม่จืดชืดมีแต่รสไข่ขาวหรือความคาว เรียกว่าต้องสร้างสมดุลของส่วนผสม การเลือกเครื่องปรุงที่สด การอบที่ทำให้ซูลเฟล่ขึ้นฟูสวยงามไม่ยุบแฟบทันทีที่เอามาเสิร์ฟ แต่ก็ไม่ได้อบนานจนเนื้อในแห้งฟ่าม ซูลเฟล่ของเชฟอแลง รูซ์ นี่คือความงดงามและละเอียดอ่อนของที่บ่งบอกถึงความประณีตในการปรุงของหวานจานนี้
นับเป็นค่ำคืนที่อิ่มเอม ไม่ใช่เป็นการเติมเต็มยามค่ำคืนด้วยอาหารชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว หากแต่บรรยากาศ การบริการ ทุกอย่างเพียบพร้อมสมบุรณ์จริงๆ ตำนานบทใหม่ของห้องอาหารที่อยู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร่ิมขึ้นแล้ว แล้วคุณจะยอมพลาดไม่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งรสชาตินี้ได้อย่างไร

เกร็ดเกี่ยวกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี
ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เปิดประตูต้อนรับผู้ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเสมือนสถาบันอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศของกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 63 ปีที่ให้บริการและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง หากห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เหล่าบรรดานักชิม และผู้ที่รักอาหารฝรั่งเศส ต่างก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลินผ่านมาหลายตอนหลายบทตลอด 63 ปีที่ผ่านมา และท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบางบทบางตอน ของหนังสือเล่มนี้
ห้องอาหารฝรั่งเศสเลอ นอร์มังดี เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับหรูหราแห่งแรกในประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับสองดาวจากมิชลินสตาร์ ตั้งแต่ปีแรกที่มีการประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 และยังคงครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวได้จนถึงปัจจุบัน
การจับมือร่วมงานกับเชฟอลัง รูซ์ ซึ่งเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) เป็นความลงตัวที่เหมาะสมที่สุดแห่งทศวรรษนี้ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสอย่างไฟน์ไดนิ่งให้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่า เพราะห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ เป็นห้องอาหารที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ ระดับสามดาวมายาวนาน 38 ปี โดยเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสนอกประเทศฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวในโลกที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบันนี้ ห้องอาหารฝรั่งเศสแห่งนี้ จะเปิดประตูต้อนรับท่านภายใต้ชื่อใหม่ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux)
เชฟอลัง รูซ์ และ เชฟฟิล ฮิคแมน พร้อมด้วยทีมทั้งหมดของห้องอาหารมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสตำรับคลาสสิคเพื่อให้ทุกท่านได้มีความสุขกับอาหารทุกจานที่นำเสิร์ฟให้แก่ท่าน ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์


ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์ เปิดให้ท่านสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว ซึ่งรวมถึงมื้อค่ำคืนวันคริสต์มาสอีฟ และ มื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่า ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 อีเมล mobkk-normandie@mohg.com หรือทางเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com

Welcome back to Lord Jim’s.

หลังจากปิดตัวไประยะหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด 19 ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้งกับการปรับปรุงโฉมห้องนี้ใหม่ที่สวยงาม รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นภาพลักษณ์ของห้องอาหารนี้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใครที่คิดถึงโรสต์บีฟที่มาพร้อมยอร์คเชียร์พุดดิ้งหรือซุปล็อบสเตอร์บิสค์ที่เป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ในแบบยุโรปและญี่ปุ่นต้องแวะมา

ปีนี้เป็นปีที่ 46 ที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันอันเป็นที่กล่าวขานของกรุงเทพฯ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งนี้ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนคิดถึง โดยแบ่งเป็นรายการบุฟเฟ่ต์สำหรับวันจันทร์-ศุกร์(80 รายการ) และบุฟเฟ่ต์วันเสาร์ -วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์(100 รายการ) ที่มีรายการอาหารแตกต่างกัน โดยรายการอาหารยอดนิยมต่างๆ จะมียืนพื้น เพียงแต่วันหยุดนั้นจะเพิ่มอาหารทะเลระดับพรีเมียมรวมทั้งแคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮฮกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ตับห่านรสเลิศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) ปลากะพงอบเกลือ
ส่วนเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ อย่างแฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
และยังมีซูชิ ซาชิมิ ซี่โครงแกะอบ ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ มุมผักสลัดออร์แกนิค สเตชั่นพาสต้าเส้นสด ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ


แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือให้เลือกสั่งอาหารจานหลักจากเมนู เพื่อให้เชฟสามารถปรุงเมนูอาหารจานหลักให้ท่านอย่างสดใหม่ทุกจาน และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของท่านได้ อาทิ อาหารทะเลหลากชนิดปรุงในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐหลุยเซียนาโดยจานหลักเมนูนี้ห้องอาหารลอร์ด จิมส์จะจัดเสิร์ฟในปริมาณสำหรับรับประทานร่วมกันในครอบครัว (sharing style) หรือท่านจะเลือกอาหารจานหลักแบบเสิร์ฟสำหรับหนึ่งท่านรับประทาน เช่น ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ รีซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิ้ล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว แต่ละจานต่างมีความเลิศรสและเสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี ใครที่เน้นความอร่อยบนไลน์บุฟเฟต์ก็ยังสามารถสั่งจานหลักมารับประทานโดยไม่อิ่มเกิน ซึ่งในเมนูจานหลักนี้สามารถสั่งซุปหรือจานเรียกน้ำย่อยได้ด้วย และ Lobster bisque ที่โด่งดังก็เป็นซุปในเมนูจานหลักนี้ ซึ่งเขาเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ ขนาดพอดื่มต่อหนึ่งท่าน เป็นไอเดียที่ดีมากเพราะไม่ตัดกำลังและทำให้ได้ชิมซุปอร่อยในตำนานห้องอาหารลอร์ดจิมส์ นี้ แต่ใครต้องการอาหารไทยรสแซบเป็นจานหลักเพื่อให้เจริญอาหารยิ่งขึ้นก็สามารถสั่งอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งเมนูอาหารจานหลักท่านสามารถสั่งได้ไม่จำกัด
นอกจากอาหารรสเลิศแล้วเรายังจะได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาเพราะการตกแต่งใหม่นี้จะยิ่งทำให้ห้องอาหารลอร์ดจิมส์เสมือนาวาสุดหรูลำใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มตากว่าเคย

ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่่าที่มาของชื่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้นเป็นมาอย่างไร เราก็ขอขยายความนิดหนึ่ง ก็เพราะโรงแรมแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad) ผู้ที่เคยมาพักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2431 ชื่อ‘ลอร์ด จิมส์’ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน โดยห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์วิง(River Wing) ที่ถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร.เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ รวมทั้งล็อบบี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาท ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเรขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน มาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการปรับโฉมโลโก้ ลอร์ด จิมส์ ใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย‘L’สื่อถึงใบเรือและตัวอักษร‘J’ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว‘J’ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย


ตลอดระยะเวลาที่ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปิดให้บริการมา 46 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ลอร์ด จิมส์ ได้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ” กล่าวได้ว่าห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยมเป็นแห่งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจที่คนหลายรุ่นจะมีภาพประทับใจของตัวเองกับห้องอาหารแห่งนี้ เมื่อถึงวาระที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ได้เปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้ง อย่าพลาดที่จะมาตักตวงความประทับใจจากรุ่นถึงรุ่นเช่นนี้ได้อีกครั้งภายใต้บรรยากาศหรูเท่และอาหารรสเลิศที่เป็นที่กล่าวขานกันเสมอมา

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดบริการเวลา: 12.00 น.– 14.30 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันพุธ – วันศุกร์)ราคา 2,350++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ และ 11.30 น. – 15.00 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุด
นักขัตฤกษ์) ราคา 3,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร +66 (2) 659 9000 หรือ สำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรม www.mandarinoriental.com/bangkok

Taste of Spring at Kinu by Takagi

เปิดเซ็ตเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิที่ได้วัตถุดิบมาจากจังหวัดชิซูโอกะ ห้องอาหาร Kinu by Takagi ที่จะมีจนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบของฤดูร้อน แม้เราจะยังเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการโปรโมทเส้นทางการท่องเที่ยวของที่นั่นจะหยุดพักไปด้วย อย่างจังหวัดชิซูโอกะ ที่เรามักจะเดินทางผ่านเลยไปไม่ค่อยแวะ แต่ถ้าหากรู้จักจังหวัดนี้ดีๆ แล้ว ไปญี่ปุ่นได้เมื่อไรที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย

ส่วนใหญ่เวลาเราไปเที่ยวชมซากุระ หรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีถ้าเราไม่ขึ้นไปทางเหนือก็ลงไปทางใต้โดยไม่แวะจังหวัดนี้ แต่จริงๆ ที่นี่คือจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ช่วงที่มีซากุระบานสวยที่สุดของญี่ปุ่น และที่นี่ก็มีซากุระพันธ์พิเศษที่ออกดอกสะพรั่งดกทั้งต้นโดยขนาดดอกจะเล็กแต่ออกดอกแน่น แน่นอนว่าปีนี้เรายังไปชมซากุระที่นั่นไม่ได้ แต่ก็จะได้ชิมวัตถุดิบที่คัดสรรมาสุดพิเศษจากชิซูโอกะ ที่ห้องอาหารคินูบายทาคากิ

โดยได้รับเอกสิทธิ์พิเศษในการนำเสนอวัตถุดิบบางชนิด รังสรรค์เป็นเมนูต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นมิโซะขาวที่ผลิตกันมาหลายชั่วอายุคน และจะจำหน่ายให้เชฟที่พวกเขาเชื่อใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของมิโซะขาวสุดพิเศษนี้ได้เลื่องลือต่อไป ซึ่งเชฟทาคากิ ก็เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น Kirapika strawberry ที่มีเฉพาะที่ชิซูโอกะ มีความสมดุลย์ของความหอมและรสชาติที่หวานฉ่ำสดชื่น ไม่หวานจัดหรือมีรสเปรี้ยวเด่นเกินไป สำหรับสตรอว์เบอร์รี่นี้ที่ญี่ปุ่นยังไม่ได้รับประทานกัน เขาส่งมาให้ที่นี่ทำเป็นของหวานสุดพิเศษเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดนี้ก่อน ปีหน้าถ้าเราไปญีปุ่นได้ อย่าลืมแวะจังหวัดชิซูโอกะ ก็แล้วกัน
ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ เสิร์ฟมาที่ละอย่างโดยมีเชฟทำให้ดูตรงหน้า เร่ิมจาก Sakizuke ที่เป็นหอยจอบเนื้อหวานย่างมาพอสุก เนื้อหอยลายนึ่ง เรียงมาพร้อมกับเผือกหวานนึ่งราดด้วยซอสไข่แดงผสมมะนาวยูสุ เสิร์ฟมากับผักประจำฤดูใบไม้ผลิส่งตรงจากญี่ปุ่นนึ่งพอให้ผักหวานมีความกรอบกรุบๆ แค่จานแรกก็ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิที่งดงามแล้ว
Wanmori หัวผักกาดขาวจากญี่ปุ่นที่จักสลักเป็นดอกไม้ดอกใหญ่นึ่งมาพอสุก วางอยู่บนเนื้อกุ้ง Kuruma prawn ที่นำมาบดปรุงรส และตัดคาเวียร์หยอดตรงกลางดอกไม้สีขาวที่ทำจากหัวผักกาดเหมือนเกสรสีดำ ก่อนจะตักน้ำซุปที่ปรุงในหม้อต่างหากใส่ลงไป เป็นซุปที่มีรสชาติกลมกล่อมและสุดพิเศษเมื่อรับประทานคละเคล้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดในถ้วยนี้
Tsukuri ที่มี 2 จานคือปลาดิบที่เชฟจะเลือกปลาสดที่ได้มาในแต่ละวันมาทำจานนี้เสิร์ฟเคียงมาด้วยหอยนางรมญี่ปุ่นในเจลลีที่ทำจากน้ำส้มพอนซึ รสเปรี้ยวตามด้วยความหวานของเนื้อหอยทำให้การเดินทางมาค่อนเซ็ตอาหารยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้น Sushi ไม่ต้องสงสัยว่าเชฟจะทำซูชิได้ถูกระเบียบของความน่าจะเป็นซูชิชั้นยอดของญี่ปุ่น เชฟเลือกปลาทาโรส่วนที่อร่อยที่สุดมาเป็นหน้าข้าวปั้น เสิร์ฟมาพร้อมวาซาบิขูดสดๆ โดยวาซาบิก็มาจากจังหวัดชิซูโอกะ เช่นกันแสดงว่าแหล่งน้ำของที่นั้นสะอาดบริสุทธิ์เพราะหัววาซาบิจะเจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำคุณภาพดี


Hasson จานเด่นที่มีความหลากหลายรวมเอาวัตถุดิบที่เด่นดังของชิซูโอกะมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ปลากะพงตาโตนำมาทำซูชิแต่หมักกับน้ำมัน Shenso oil เสิร์ฟมาบนข้าวปั้นตกแต่งด้วยไข่ปลาแซมอน เนื้อปูหิมะ และหัวเทอร์นิบดอง ไข่ปลาเฮอร์ริ่งกับซอสเต้าหู้วาซาบิ และกุ้ง Ise Ebi ย่างกับมิโซะขาว จานนี้ต้องบอกว่ามีความหลากหลายแต่ทุกอย่างมาพอคำและรับประทานด้วยกันได้กลมกล่อมมาก

Aizakana เนื้อหอยเป๋าฮื้อเสิร์ฟมากับหัวเทอร์นิบผัดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่ทำจากตับหอยเป๋าฮื้อ Agemono ปลาเนื้อขาวเทมปุระที่ตัวแป้งเทมปุระผสมด้วยชาเขียวจากจังหวัดชิซูโอกะ แหล่งชาเขียงที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น เสิร์ฟมาพร้อมกับไข่หอยเม่น
Yakimono เนื้อวากิว A4 นำมาย่างซอสเทอริยากิ ที่เชฟย่างตรงเตาดินเผาตรงหน้าของเรา เพื่อให้เราได้เห็นและได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เชฟจะค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ ทาซอสเทอริยากิ เรียกว่าทำซ้ำๆ หลายครั้งมากจนซอสจับบนเนื้ออย่างเหมาะสม เนื้อย่างจะถูกแล่เป็นแผ่นพอคำให้คงความฉุ่มฉ่ำของน้ำเนื้อไว้ แล้วฝานเห็ดทรัฟเฟิลดำลงไปให้รับประทานคู่กัน แต่จานนี้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลชูกับกลิ่นของซอสเทอริยากิอย่างลงตัวมากๆ


Rice ข้าวของชิซูโอกะ มีชื่อเสียงมาก เขาเสิร์ฟข้าวสวยที่หุงอย่างดีโดยเหยาะคาเวียร์ไว้บนข้าว เสิร์ฟมากับซุปมิโซะขาวและผักดอง ต้องอบกว่าดีงามเหลือเกิน แค่รสชาติของข้าวก็อร่อยล้นเหลือแล้ว
Dessert ของหวานคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะใช้สตรอว์เบอร์รี่ Shizuoka Kirapika strawberry เป็นส่วนผสมหลักทำเป็นสลัดที่มีกรานิต้าทำจากสตรอว์เบอร์รี่นี้เช่นกัน เสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมช็อกโกแลตขาวผสม Sake Kasu ที่มีชื่อเสียงของชิซูโอกะ เช่นกัน ถ้าเราเลือกแพร์ริ่งอาหารกับสาเกก็จะได้ดื่มสาเกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชิซูโอกะนี้กับทุกจานซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวมาก รสชาติของสาเกนี้จะออกหวานนิดๆ แต่หอมกรุ่นมาก

ปิดท้ายด้วยชาเขียวมัตฉะที่เชฟลงมือตีชาด้วยตะกร้อมือไม้ไผ่ตามขนบการชงชาของญี่ปุ่นทีละถ้วย เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่ไส้เป็นมิโซะขาวเจ้าดังนั่นเอง
สัมผัสประสบการณ์รสชาติแห่งฤดูใบไม้ผลิจากจังหวัดชิซูโอกะได้แล้ววันนี้ที่ Kinu by Takagi โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพฯ

Be my Valentine

หากใครยังไม่ได้เตรียมโรแมนติกในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันอาทิตย์นี้(14 กุมภาพันธ์ 2564) เรามีสถานที่ที่เหมาะจะฉลองวันวาเลนไทน์มาเป็นไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ที่สุดแสนโรแมนติก แต่ที่นี่ยังมีมื้อน้ำชาที่พิเศษว่าจะให้บริการเมนูพิเศษของวาเลนไทน์นี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

  ที่ที่อยากจะแนะนำก็คือห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนบรรดาทุกคู่รักที่มองหาสถานที่ฉลองวันแห่งความรักท่ามกลางบรรยากาศโก้หรู แต่ยังแฝงไปด้วยความคลาสสิก พร้อมกับอาหารเลิศรศที่ปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมสร้างสรรค์เป็นมื้อพิเศษโดยเชฟที่มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น 

ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในอาหารฝรั่งเศส และมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง ตามแบบฉบับวัฒนธรรมฝรั่งเศส ห้องอาหาร “เลอ นอร์มังดี” ซึ่งการันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี เหมาะที่สุดสำหรับท่านและคู่รัก โดยท่านจะได้สัมผัสความอร่อยระดับตำนานโดยเชฟอาโนด์ ดูนัง โซทีเอร์ พร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันวาเลนไทน์เชฟอาโนด์นำเสนอมื้อค่ำสุดโรแมนติก 7 คอร์ส โดยมีเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ซุปบีทรูทและคาเวียร์ ซึ่งคาเวียร์เปรียบเสมือนคริสตัลอัญมณีแห่งท้องทะเล ชีสบรีเสิร์ฟคู่กับเห็ดทรัฟเฟิลดำ

อาหารฝรั่งเศส 7 คอร์ส สำหรับมื้อค่ำ ราคา 25,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน 

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารทะเลคุณภาพพรีเมี่ยม และ สเต็กเนื้อคุณภาพเป็นเลิศ ขอแนะนำให้ฉลองวันแห่งความรัก ณ ห้องอาหาร“ลอร์ด จิมส์” ที่ซึ่งท่านจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสดใหม่จากเชฟนิค กันนาเวย์ และทีม โดยมื้อค่ำในวันวาเลนไทน์ เชฟนิครังสรรค์เมนูพิเศษ 4 คอร์ส โดยเริ่มต้นมื้อแห่งความรักด้วย ชุดอาหารทะเลสุดพิเศษเสิร์ฟแบบเย็น เป็นคอร์สที่ระลึกถึงเทพแห่งความรัก “วีนัส” ซึ่งเธอกำเนิดจากท้องทะเล

โดยในชุดอาหารทะเลประกอบด้วย ราชินีแห่งหอยหางรมจากฝรั่งเศส หอยเชลล์จากฮอกไกโด ปูยักษ์และคาเวียร์ ไข่หอยเม่น ตามด้วยซุปไก่ สำหรับอาหารจานหลักนั้น ท่านสามารถเลือกระหว่างเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟกุ้งล็อบสเตอร์และหมูกรอบที่ปรุงแบบกงฟี  หรือ ปลาเก๋าที่ผ่านการอบอย่างพอดีเสิร์ฟพร้อมกับฟักทองบัตเตอร์นัทเนื้อแน่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานราดมาร์มาเลดกุหลาบให้ความรู้สึกหวานสดชื่น

อาหารค่ำ 4 คอร์ส ราคา 9,400 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์

ในเดือนแห่งความรักนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะสำหรับการจิบน้ำชายามบ่ายมากไปกว่า ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์ ที่ซึ่งท่านจะได้นั่งพักผ่อนกับคู่รักท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย และรับประทานขนมและของว่างที่จะเสิร์ฟมาในกล่องรูปทรงหนังสือ ขนมหวานและของว่างทั้ง 13 ชิ้นในหนึ่งชุดได้ผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน รวมถึงบริยอชรสกุหลาบ และ ตับห่านที่เสิร์ฟพอดีคำในแบบของมิลเฟย 

หลังจากท่านและคนพิเศษอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” เรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับกล่องขนมซึ่งเป็นรูปทรงหนังสือเป็นของขวัญ

ใครที่หลงใหลขนมอบรสละเมียดที่ทำมาทั้งอย่างคาวอย่างหวาน จริงๆ รับประทานก็อิ่มได้เป็นหนึ่งมื้อสามารถมาลิ้มลองเมนูที่รังสรรค์พิเศษนี้ได้จนถึงสิ้นเดือนนี้

ชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” ราคา 1,900++ บาท ต่อท่าน มีให้บริการจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

ห้องอาหาร คินู บาย ทาคากิ

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และวัฒนธรรมอันวิจิตรของญี่ปุ่น และกำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างในวันแห่งความรัก ห้องอาหารคินู บาย ทาคากิ นำเสนอมื้อค่ำ 10 คอร์ส แบบไคเซกิซึ่งเป็นวิถีการรับประทานอาหารตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น 

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 20,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 30,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน โดยเพิ่มคาเวียร์ในทุกคอร์ส

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  โทร 0 2659 9000 หรือ www.mandarinoriental.com/bangkok

ลิ้มรสทองคำขาวแห่งวงการอาหาร

คงทราบกันดีแล้วว่าทองคำสีดำแห่งวงการอาหารนั่นก็คือเห็ดทรัฟเฟิลสีดำที่มีมูลค่าเกินทอง แน่นอนว่าถ้าพูดถึงทองคำขาวแห่งวงการอาหารก็ย่อมจะเป็นทรัฟเฟิลขาวที่เสาะหาได้ยากยิ่งกว่ามีราคาเกินทองเช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องปรุงสุดเลิศที่ไม่ใช่แค่สูงค่าเพราะหายากแต่รสชาติยังลึกล้ำ

ก่อนจะเปิดให้บริการกับเซ็ตเมนูสุดพิเศษในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด(ยังไม่บอกวันสิ้นสุดแต่ก็ไม่น่าถึงปลายปีนี้) เรามีโอกาสมาสัมผัสรสและกลิ่นของทรัฟเฟิลขาวคุณภาพดีที่สุดแห่งเมืองอัลบา โดยเชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ และ ทีมของห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ สร้างสรรค์เซ้นเมนุสุดพิเศษนี้ขึ้นมา

ทรัฟเฟิลขาว หรือ ไวท์ทรัฟเฟิล จากเมืองอัลบา ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในเห็ดที่ผู้คนทั่วโลกต่างปรารถนามากที่สุด เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัฟเฟิลขาวนั้นเป็นวัตถุดิบที่หายากและจะมีให้เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง และ ฤดูกาลที่ดีที่สุดที่จะได้ทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ ช่วงต้นฤดูหนาว หรือราวๆ เดือนพฤศจิกายน เชฟอาโน ย้ำนักหนาว่าถ้าจะลองสัมผัสรสชาติของเห็ดที่หายากยิ่งนี้ต้องช่วงนี้เท่านั้น และเป็นคนละช่วงกับเห็ดทรัฟเฟิลดำที่จะสมบูรณ์สุดในช่วงกลางเดือนมกราคมเป็นต้นไปแต่มีช่วงเสาะหาได้ยาวไปถึงเดือนมีนาคม

เราถามเชฟว่าเห็ดทรัฟเฟิลขาวแสนหายากนี้นำมาทำอะไรถึงจะอร่อย เชฟบอกว่าฝานสดๆ รับประทานคู่กับอาหารต่างๆ ที่ปรุงมาแบบฝรั่งเศสนั้นแหละคือที่สุดแล้ว เชฟหมายถึงการปรุงอาหารที่มีซอสต่างๆ ซึ่งฝรั่งเศสขึ้นชื่อมากเรื่องนี้ ส่วนเห็ดทรัฟเฟิลดำนำมาทำอาหารได้หลากหลายกรรมวิธีการปรุงมากกว่า รสชาติและกลิ่นก็แตกต่างกัน แต่เห็ดทรัฟเฟิลขาวจะไม่นิยมไปปรุงผ่านความร้อนใดๆ

ในปีนี้เชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารฝรั่งเศส เลอ นอร์มังดี ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาว พร้อมด้วยทีมงานคุณภาพมีความตื่นเต้นและยินดีที่จะนำเสนอทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา โดยนำมาปรุงและสร้างสรรค์ให้เป็นเมนูอาหารสุดโก้หรูแบบเซ็ท 5 คอร์ส ให้ผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานอาหารอย่างเหนือระดับได้ลิ้มลองความอร่อย ซึ่งอาหารเซ็ท 5 คอร์สนี้เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ วัตถุดิบชั้นเลิศ พรสวรรค์ของเชฟ และ ทรัฟเฟิลขาว หรือ อัญมณีเม็ดงามแห่งเมืองอัลบา ด้วยราคาที่สูงมากของทรัฟเฟิลขาว ผู้คนจึงต่างขนานนามให้เป็น “ราชาแห่งทรัฟเฟิล”

ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสของเห็ดเลอค่านี้ เชฟอาโนนำเอาก้อนทองคำขาวที่บรรจุในกล่องมาให้เราได้ชมก่อน ต้องถือว่ากลิ่นนั้นหอมฟุ้งมาก่อนจะเห็นตัวเห็ดเสียอีก และก่อนที่จะได้ลิ้นลองจานแรกในเซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา ซึ่งเป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัดนี้ เราเริ่มต้นที่ Amuse-bouche ซึ่งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยมาเป็นคำเล็กๆ ของห้องเลอ นอร์มังดี ต้องบอกว่าดีทุกอย่าง เป็นการเปิดต่อมรับรสและกลิ่นได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เป็นอาหาร 5 คอร์ส ซึ่งเชฟอาโนได้คัดสรร 5 จานที่ดีสุดที่เมื่อนำทรัฟเฟิลขาวมาปรุง

เริ่มต้นจานแรกด้วย Winter Organic Vegetables, Gnocchi, Herb ซึ่งนำเสนอผักตามฤดูกาล 7 ชนิด โดยผักแต่ละชนิดผ่านเทคนิคการปรุงที่แตกต่างกัน เสิร์ฟกับ ย็อคคี หรือแป้งพาสต้าต้มคำเล็กๆ โดยมีทรัฟเฟิลขาวอยู่ด้านบน ซึ่งเชฟจะมาฝานทรัฟเฟิลขาวด้วยที่สไลด์เป็นแผ่นบางๆ ตรงหน้าเราเลยทีเดียว ทำให้ได้รับกลิ่นหอมชนิดที่ตราตรึง กลิ่นหอมฟุ้งของความสดใหม่ของทรัฟเฟิลขาวคละคลุ้งทั่วจาน แน่นอนว่าต้องมีน้ำซอสที่เคี่ยวมาข้นเสริมรสและชูกลิ่นเครื่องปรุงเอกของเราวันนี้ ต้องบอกว่ารสสัมผัสของเห็ดทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ นั้นมีความกรอบและหนึบๆ กลิ่นหอมคลุ้งในปากทุกคำที่เคี้ยว

จานต่อมาต้องบอกว่าสร้างสรรค์สุดๆ เพราะเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของชาวฝรั่งเศส คือ Veal Head, Potato ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟอาโนมั่นใจว่านักชิมทั้งหลายต้องตกหลุมรัก และก็จริงๆ คือชื่ออาจจะฟังดูตระหนกแต่ที่เราเห็นคือส่วนเนื้อที่หั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ อยุ่ในครีมซอส แน่นอนว่าทรัฟเฟิลขาวย่อมจะถูกฝานบางๆ วางด้านบนสุด คือทุกห้วงเวลาในเซ็ตเมนูพิเศษนี้เราจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของทรัฟเฟิลขาว จานนี้ก็ล้ำลึกเพราะรสชาติของเครื่องปรุงทุกอย่างคละเคล้าสร้างรสสัมผัสที่พิเศษจริงๆ แน่นอนว่าซอสก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่มาจากการเคี่ยวเนื้อวัวจนได้ซอสรสเข้มหอมกรุ่น

คอร์สที่สามจะเป็น ปลามังค์ฟิช ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบยอดนิยมของอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม โดยปลามังค์ฟิชเป็นปลาทะเลน้ำลึกและมีราคาแพง เชฟอาโนยังเลือกสรรให้พิเศษกว่านั้นอีก ด้วยการใช้ปลาที่มาจากการจับโดยใช้คันเบ็ด กล่าวคือ เป็นปลาตามธรรมชาติในทะเล นำมาปรุงและเสิร์ฟคู่กับสมุนไพรโลเวจและเซเลอรีแอค (หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง) พร้อมด้วยทรัฟเฟิลขาว สร้างกลิ่นหอมในทุกคำและทุกรสสัมผัส จานนี้ก็ต้องบอกว่าเนื้อปลามังค์ที่แน่นแต่มีความหนึบและรสชาติที่ขับแต่งด้วยซอสที่มาจากการเคี่ยวโครงปลานี้นั้นคือที่สุด ยิ่งมาได้เห็ดทรัฟเฟิลขาวที่ฝานบางๆ คลุมด้านบนทำให้ทุกคำนี้ต้องมีปลาและเห็ดเคล้ารสและกลิ่นอย่างถึงรส 

ต่อจากนั้น เชฟอาโนนำเสนอไก่ย่าง ซึ่งใช้ไก่จากฝรั่งเศสที่เลี้ยงตามวิธีธรรมชาติ เนื้อนุ่มให้รสหวานของเนื้อไก่ที่ละมุนทุกคำที่เคี้ยว เสิร์ฟคู่กับอาร์ติโช้คเยรูซาเลมและซอสอัลบูเฟร่า ที่วางเคียงกันมาข้างๆ ไก่ย่างคือเยรูซาเล็มอาร์ติโช้คที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดพอสุกคลุมด้วยแผ่นอาร์ติโช้คชนิดเดียวกันฝานเรียงเป็นถ้วยคลุมไว้ แต่บนชิ้นไก่คือทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ ห่มไว้ เป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะและจุใจคนที่อยากลิ้มลองทองคำขาวแห่งวงการอาหารนี้

ปิดท้ายเมนูเซ็ทพิเศษนี้ด้วยขนมหวานที่ยากจะปฏิเสธ นั่นคือ Floating Island with Hazelnut and White Truffle Ice Cream ต้องอบกว่าไม่ใช่แค่ทรฟเฟิลขาวฝานวางด้านบนก้อนเมอร์แรงจ์ที่ทำจากไข่ขาวลอยมาในซอสวานิลลา แต่ในเมอร์แรงจ์ไข่ขาวคือไอศกรีมและมีเห้ดทรฟเฟิลขาวชิ้นบางๆ ซ่อนไว้ในนั้นอีก เป็นการจบมื้ออาหารที่เราจะตราตรึงกับกลิ่นและรสของทรัฟเฟิลขาวไปอีกแสนนาน

เซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา เป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด ทั้งนี้ระยะเวลาในการให้บริการเมนูนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุดที่จะหาได้และส่งมาจากเมืองอัลบา โดยมีให้บริการเซ็ท 5 คอร์ส มื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ราคา 12,500++ บาท ต่อท่าน และยังมีเมนูทรัฟเฟิลขาวแบบเป็นอาหารจานเดียวด้วย (a la carte menu) 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 ชมรายละเอียดจากเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

Kinu by Takagi

หลังการปรับปรุง River Wing ได้มีการเปิดตัวใหม่ของโรงแรม ที่ตามมาคือห้องอาหารต่างๆ ล่าสุด KINU by Takagi ที่เสิร์ฟอาหารไคเซกิ โดยเชฟทาคากิ คาซึโอะ เชฟระดับสองดาวมิชลินจากร้าน Kyoto Cuisine Takagi

กลับมาผงาดอย่างสมภาคภูมิการเป็น Grande Dame ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ หลังการปรับปรุง River Wing ได้มีการเปิดตัวใหม่ของโรงแรมที่จัดเป็นงานดินเนอร์สุดหรู ที่ตามมาก็คือห้องอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lord Jim’s และล่าสุด KINU by Takagi ที่เสิร์ฟอาหารไคเซกิ โดยเชฟทาคากิ คาซึโอะ เชฟระดับสองดาวมิชลินจากร้าน Kyoto Cuisine Takagi จากเมืองอะชิยะ ร้านอาหาร KINU by Takagi จะทำให้ผู้มาเยือนได้อิ่มอร่อยกับอาหารสไตล์เกียวโตที่เสิร์ฟในสไตล์ไคเซกิที่เสิร์ฟจานต่อจาน  รายการอาหารแต่ละช่วงฤดูการจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเครื่องปรุงหลักๆ ที่มีในช่วงนั้น โดยจัดเป็นอาหารเคียวริโอริ(Kyo-ryori) 10 คอร์ส ส่วนใครจะลิ้มลองกับสาเกที่จับคู่กันกับอาหารแต่ละจานอย่างลงตัวที่นี่ก็มีให้บริการ

การจะมาที่ห้องอาหาร KINU by Takagi จะใช้ทางเข้าเดียวกับห้องอาหาร   Lord Jim’s  ซึ่งควรจองที่นั่งมาล่วงหน้าก่อนเพราะมีที่นั่งเพียง 10 ที่เท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องอาหาร จะมีห้องเล็กๆ จัดไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มต้อนรับแขกของห้องอาหารคินุโดยเชฟทาคากิ  จากนั้นก็จะถูกเชิญเข้าไปในห้องอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องอาหารลอร์ดจิมส์ ตกแต่งอย่างพิถีพิถันสวยงาม ความประณีตนี้เราสัมผัสได้แม้แต่ใต้หน้าโต๊ะซึ่งทำจากไม้สักชิ้นเดียว ก่อนเปิดร้านเชฟทาคากิ ให้ช่างพลิกหน้าโต๊ะให้เขาตรวจก่อนว่าสัมผัสของเนื้อไม้นั้นนุ่มเนียนมือหรือเปล่า แม้ว่าจะไม่มีใครก้มลงไปดูใต้โต๊ะ แต่เชฟบอกว่าคนที่นั่งอยู่ก็อาจจะเอามือไปสัมผัสใต้หน้าโต๊ะ อาหารไคเซกิ ที่นี่ไม่ได้เสิร์ฟมาเป็นถาดใหญ่ๆ มีจานเล็กจานน้อย แต่เสิร์ฟมาจานต่อจาน ภาชนะนั้นเชฟคัดสรรมาอย่างสุดประณีต ไม่ว่าชามซุปที่เป็นเครื่องเขินลงลายทองจากญี่ปุ่น เครื่องปั้นดินเผาจากญี่ปุ่นที่เน้นสีสันของดินแหล่งที่ปั้นภาชนะ แต่เชฟได้คัดเลือกภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาจากเชียงใหม่มาผสมผสานอีกด้วย ดังอาหารที่นี่ก็จะใช้วัตถุดิบที่มีในบ้านเรามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุง  

รายการอาหารเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่เด่นและคาดว่าจะมีเสมอก็ คือ ซุปปลาใส่ลูกแป๊ะก๋วย ที่ญี่ปุ่นคนมาที่ร้านของเชฟเพื่อจะได้ชิมซุปนี้ ที่นี่เชฟเสิร์ฟในถ้วยเครื่องเขินสีดำลายทองสวยงามมากๆ ซุปมีความข้นใสด้านหน้าเป็นหัวผักกาดขูด(มาจากญี่ปุ่น เชฟลองของบ้านเราแล้วบอกว่ารสชาติติดขื่นๆ ไม่หวานสนิท) หยอดคาเวียร์ลงไปเพื่อให้รสเค็มๆ เวลาเคี้ยว ซุปรสชาติคล่องคอมากมีความหวานของน้ำซุปที่มาจากปลาโอตากแห้งนำมาไสเป็นแผ่นบางๆ ต้มเป็นน้ำซุป ชิ้นปลาหิมะชิ้นใหญ่ซ่อนใต้สีขาวของหัวปักกาดขูดเสมือนหิมะที่คลุมอยู่กลางบึงน้ำ สีสีเหลืองของลูกแปะก๊วยแต้มให้ดูสดใสและรสชาติหนึบๆ ละมุนปาก  

อาหาร 10 คอร์สมีอาหาร 12 อย่าง มีทั้งปลาดิบ ข้าวปั้นมีทั้งหน้าปลาโอ หน้าปลาไหลย่าง  สุกี้เนื้อในซอสมะเขือเทศที่อร่อยล้ำที่เชฟใช้เนื้อวากิวเกรด A5 มาย่างให้สุกกำลังดี แต่ใครต้องการแบบสุกจริงจังให้บอกเชฟได้ บางคนไม่กินปลาดิบให้แจ้งก่อนตั้งแต่จองล่วงหน้าเพราะเชฟจะเตรียมอาหารอย่างอื่นแทนให้ แต่ถ้าจะมาแนวมังสะวิรัติหรือวีแกนอาจจะต้องไปที่ห้องอาหารอื่นซึ่งมีอาหารแนวนี้ให้บริการ กระซิบว่ามื้อน้ำชาที่เสิร์ฟขนมและของว่างแบบวีแกนที่นี่ห้องออเธอร์เล้าจ์อร่อยมาก ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานที่แสนจะชื่นใจ ราคาต่อท่าน 7,500 บาท ++ ใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วโมง 

รวมๆ แล้วบรรยากาศและการปรนนิบัติจากพนักงานน่าประทับใจมาก(พนักงานได้รับการฝึกฝนตามธรรมเนียมของร้าน Kyoto Cuisine Takagi ที่ได้ดาวมิชลิน) รสชาติอาหารดีมากด้วยเครื่องปรุงสุดพิเศษ และกรรมวิธีการปรุงที่สุดประณีต จะเป็นประสบการณ์รับประทานอาหารที่น่าจดจำสำหรับทุกคน อีกนิดที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะมี Dress code อย่างของห้องนี้จะเป็น Elegant Attire (สุภาพบุรุษกรุณาสวมกางเกงขายาวและรองเท้าหุ้มส้น) ทั้งนี้เพื่อบรรยากาศที่รื่นรมย์ในการรับประทานอาหาร ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของกรองด์ดามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากใดๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องตามสบายเหมือนไปกินอาหารตามร้านทั่วไป แต่นั่นก็ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างที่หลายคนชอบที่จะมาเยือน

KINU by Takagi ให้บริการ 2 รอบ รอบแรก 18.30-20.30 น. รอบสอง 21.00-23.00 น.( ปิดทุกวันจันทร์ ) โทร.02 659 9000 Email – MOBKK-RESTAURANTS@MOHG.COM #MOBKK