Posts

Let’s It Snow ! Streetwear & Sportwear

ถ้าหากว่าภูเขาสูงลูกนี้ห้อมล้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น เมซงสุดลักชัวรีก็คงจะมีที่ทางอยู่ตรงนั้นกันทุกแบรนด์ พร้อมเผยโฉมกับอีกหนึ่งทางเลือกและโอกาสซึ่งมาแรงไม่แพ้อันอื่น สปอร์ตส์แวร์คือลูกเล่นล่าสุดที่ทุกคนพร้อมใจนำเสนอ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ภูเขาลูกนั้นช่างเนื้อหอม เพราะถูกรุมล้อมด้วยแบรนด์ต่างๆ มานานแล้ว ทว่าคราวนี้อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนจากเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์และสปอร์ตส์แวร์ที่เพิ่งหล่นร่วงมาบนรันเวย์อย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่ายอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนกำลังจะมีจุดสนใจอันใหม่ที่แฟชั่นเฮาส์ต่างจับจ้องแบบไม่ละสายตา เหตุผลเรื่องซีซั่นคือความจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อีกอย่างนั้นเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างแยกจากกันไม่ได้ ความจริงก็คือโลกแห่งกีฬาฤดูหนาวนั้นเป็นอีกด้านของลูกเต๋าที่ช่วยขับเคลื่อนแฟชั่นแนวสตรีทแวร์มาหลายสิบปี บนพื้นที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ เราต่างได้เห็นการระเบิดตัวของขนบใหม่จากนักกีฬาสโนว์บอร์ด จุดกำเนิดของอีกหนึ่งเจเนอเรชั่นแห่งความน่าสนใจ ท่ามกลางภูมิประเทศอันสวยงาม อุปกรณ์กีฬาหลากหลายชนิด และเหล่านักสู้ผู้เคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัด สปิริตที่ไม่มีวันหมดนั้นเชื่อมโยงกับความกล้าหาญในเรื่องสไตล์ พวกเขาโลดแล่นบนปุยหิมะสีขาวอย่างฉับไวยิ่งกว่าชีวิตในโซเชียลเน็ตเวิร์กและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างพากันขึ้นสู่ยอดเขา พร้อมทำให้ดูน่าสนใจผ่านแผนการตลาดจากอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นในไลน์ลักชัวรี พิสูจน์ได้จากอะไรน่ะเหรอ ก็บรรดาแคปซูลคอลเลกชั่นและการคอลลาบอเรชั่นอันเติบโตเหมือนต้นสนที่ค่อยๆ แตกกิ่งก้านออกไปทีละนิดตามเหมันตฤดูอันเวียนไปในแต่ละปี และนี่คือเมซงระดับลักชัวรีที่โดดเด่นผู้นำเสนอคอลเลกชั่นสกีแวร์ผ่านประวัติศาสตร์ จินตนาการ และความสม่ำเสมอจากยอดขาย แม้คุณไม่ได้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลนับกิโลเมตรก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นรสนิยมเหล่านี้ได้

Ralph Lauren

อันเนื่องมาจากคุณูปการของแคปซูลคอลเลกชั่น ‘Downhill Skier’ แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้จึงได้คอนเน็กต์กับไลฟ์สไตล์แบบเอาต์ดอร์อย่างเป็นทางการ พร้อมสินค้าซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นยุค 1980s – 1990s เบสด้วยสีหลักดั้งเดิมแล้วเพิ่มเติมพวกตัวปักและลวดลายเข้าไปอย่างเต็มที่

Giorgio Armani

จากคอลเลกชั่น ‘Neve’ ที่เคยออกวางขายในยุค 1990s ถึงเวลาที่ตำนานนี้จะกลับมาอีกครั้ง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการปลุกวิญญาณไลน์เสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรีที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจากความมินิมอลและกราฟิกลายคลาสสิก พร้อมจับคู่สีน้ำเงิน ขาว และแดง ในรูปคือโคลเวอร์ออลเนื้อผ้ากำมะหยี่ แจ๊กเก็ตผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถกันน้ำได้ ด้านในบุด้วยนวมขนแกะและแคชเมียร์ มาพร้อมกับแอ็กเซสเซอรีเข้าชุด ทั้งหมวกกันน็อกและหน้ากากสกี

Louis Vuitton

‘Damier Graphite Alpes’ สินค้าไลน์ใหมซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างแคนวาสลาย ‘Damier Graphite’ อันโด่งดัง และแพตช์เวิร์กลายพร้อย ซึ่งบันทึกเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

Moncler

ถ้าเคยติดใจคอลเลกชั่น ‘1952’ และ ‘Grenoble’ แล้วละก็ บอกเลยว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ ‘Moncler Genius’ ซึ่งออกมายังไม่ถึงขวบปี โดยปูพื้นฐานความคิดไว้เป็น 8 แคปซูลคอลเลกชั่น ได้แรงบันดาลใจมาไม่เหมือนกัน โดยได้เชิญเหล่าดีไซเนอร์จากหลากหลายประเทศและเชื้อชาติมาออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์ของบริษัทแม่ หนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดจากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่ยังคงรักษาและควบคุมตลาดสปอร์ตส์แวร์ระดับลักชัวรีได้อย่างอยู่หมัด จับตาดูให้ดี อีกไม่นานเราจะได้เห็นอีก 2 คอลเลกชั่นที่เล่นกับป็อปคัลเจอร์และสตรีทแวร์ พร้อมบีตสนุกๆ และการถอดรหัสความวินเทจที่ต่างไปจากเดิม

Prada

ด้วยการกลับมาของ ‘Linea Rossa’ ไลน์สปอร์ตที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปีค.. 1997 คราวนี้ Prada ตั้งใจที่จะลงแข่งในสนามสปอร์ตส์แวร์อย่างจริงจังแล้ว จุดตั้งต้นดังกล่าวปะทุขึ้นจากไฟหนุ่มของโลเรนโซ แบร์เตลลี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมิวเชีย ปราดา กับคอลเลกชั่นแรกของเขาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย แผนที่วางไว้ก็คือไลน์เสื้อผ้าซึ่งเอาไว้ใส่ตะลุยหิมะเป็นจุดตั้งต้น ตามด้วยลายกราฟิกและความพิถีพิถันในงานตัดเย็บ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ถึงตรงนี้คุณอาจจะต้องพึ่งดิกชันนารีในการทำความเข้าใจคำศัพท์พวก nanotech, graphene, Gore-Tex, PrimaLoft, Nylon 3L… กลุ่มคำที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไฮเทคขึ้นมาทันที

Fendi

เอาล่ะ ตัวนี้ใส่ไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนได้ กับแจ๊กเก็ตลายโลโก้จากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตัดเย็บที่ทันสมัย และบรรดาแอ็กเซสเซอรีอีกเป็นกุรุส

MAISON MARGIELA TAKES ANOTHER TRACK

อีกหนึ่งโมเมนต์อันน่าตื่นเต้นจากความสวยงามของเครื่องแต่งกายสำหรับเล่นสกี การพลิกกลับและความแตกต่างนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ กับแซนเดิลมีสายรัดสไตล์เยอรมันที่เผยโฉมอยู่บนรันเวย์ของ Maison Margiela ในคอลเลกชั่นฤดูหนาว!

Related Post

DECODING THE NEW LOGOS

หากสืบย้อนกลับไปในโลกแห่งการออกแบบ เราจะมองเห็นเหล่าครีเอเตอร์ก้มหน้าก้มตาพัฒนางานโลโก้กันอย่างจริงจัง อีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารออกไปได้กว้างขวาง ไร้พรมแดน และสร้างกลุ่มสังคมใหม่ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันได้ดี กลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกแฟชั่น แผ่วงกว้างในสังคม และแน่นอนว่าได้สร้างเม็ดเงินก้อนมหึมาจากแคมเปญต่างๆ (ผ่านเสื้อผ้าในแต่ละฤดูกาล นักสะสม แคปซูลคอลเลกชั่น หรือแม้กระทั่งพวกลิมิเต็ดเอดิชั่น) ภาษาใหม่เหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างเร่งด่วนก่อนที่ตัวมันเองจะอ่อนกำลังและหายไปตามกาลเวลา

และนี่คือ 4 ข้อข้องใจที่เราได้ถามโรดอล์ฟ ปาล และเอมมานูเอล เดอ มาซิแยร์ สองนักวางยุทธศาสตร์และผู้ให้คำแนะนำทางด้านนี้จากบริษัท Peclers Paris

ในสังคมแมสๆ ที่กำลังบ้าคลั่งความงามของโลโก้ บริษัทเอเจนซี Peclers Paris มักได้รับหน้าที่ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว คราวนี้เขาจะมาชำแหละส่วนผสมของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าอะไรคือการสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์มันคือการตกผลึกวัฒนธรรมของแบรนด์และภาพลักษณ์ที่เราอยากส่งต่อไปยังสาธารณชน

ทุกวันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคหลักแทนที่พวกผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ต่างให้คุณค่ากับแบรนด์สูงมาก หน้าที่ของโลโก้คือการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ คือภาษาสากลที่ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหนหรืออยู่มุมไหนของโลกก็จะเข้าใจความต้องการของมัน เหมือนเป็นการประกาศอัตลักษณ์ตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่เหมือนเป็นคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป มากไปกว่านั้นวัฒนธรรมเรื่องแบรนด์ไปไกลกว่าเป็นแค่โลโก้ซะแล้ว หรือที่เราเรียกว่าเป็นรหัสส่วนบุคคลมองปราดแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่อันที่จริงตอกย้ำตัวตนคนใส่ได้ดีทีเดียว ตัวอย่างซึ่งเด่นชัดสุดคือแบรนด์ Supreme

แล้วโลโก้ยังเป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคมอยู่ไหม

ไม่อีกต่อไปแล้ว ในปี 2018 ความสำคัญของโลโก้ที่เชื่อมโยงกับสังคมมีน้อยกว่าในเชิงวัฒนธรรมด้วยซ้ำ หรือถ้าหากจะว่าเป็นตัวแบ่งฐานะทางสังคมก็คงต้องดูในเรื่องมูลค่าการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดที่สำคัญแล้ว เพราะ Gen Y เขาโฟกัสไปที่ความเป็นปัญญาชนซึ่งเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุ ในอนาคตสังคมเราจะคุยกันถึงเรื่องความสำคัญต่อจิตใจมากกว่าที่จะบอกว่าเธอรวยมากเลยมีกระเป๋าใบนั้นได้

รู้สึกว่าการมีอยู่และการใช้โลโก้ในทุกวันนี้มีอิสระกว่าเมื่อก่อนไหม

แน่นอน ถ้ามองในมุมของครีเอเตอร์ก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของแบรนด์ได้มากขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขามีพื้นที่ให้สร้างนิทรรศการอยู่บ่อยๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ Burberry เป็นลาย TB โดยริกคาร์โด ทิสซี หรือการตัดอั๊กซอง (accent) บนตัว e ของแบรนด์ Celine โดยเฮดี สลิมาน ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้กลับมาให้ความสำคัญกับโลโก้อีกครั้ง แต่สนุกสนานและจริงจังกว่าเดิม

เราจะกล่าวโดยสรุปถึงพลังแห่งโลโก้กับคนในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างไร

ง่ายๆ เลย ตอนนี้คำว่า Gucci ได้เข้าไปเป็นคำนามสามัญในพจนานุกรม Urban Dictionary เรียบร้อยแล้ว มีความหมายว่ารู้สึกดีจังเลย โอเคมากๆซึ่งถ้าจะให้
ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ผมรู้สึก Gucci มากเลยจ้ะที่รักอย่าทำหน้างงถ้าคุณไม่ใช่คนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาเลิฟโลโก้มากๆ

 

5 คำถามกับยอร์โก ตลูปาส์ นักออกแบบโลโก้ตัวพ่อ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1996

สตูดิโอขนาดเล็กๆของเขาในปารีสมีชื่อว่า Yorgo&Co ไม่เคยรู้จักกับคำว่าวิกฤติ นักเรียนของเขามีตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะและนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เหมือนว่าเติบโตด้วยการกินความรู้จากเขาแทนโปรตีน ถึงเวลาแล้วที่ยอร์โกจะมาเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ เกี่ยวกับโลโก้ให้ทุกคนได้ตาสว่าง

เราจะอธิบายถึงการปฏิวัติทางโลโก้ในครั้งนี้อย่างไรดี ในฐานะที่ลงมาเล่นกับโลกของแบรนด์ระดับลักชัวรี

เพราะสุดท้ายแล้วมันพาให้คนในแบรนด์พวกนั้นเห็นถึงทางรอดในอนาคตยังไงล่ะ ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เมซงแฟชั่นใหญ่ๆ มักจะใช้บริษัทเอเจนซีระดับประเทศมาออกแบบโลโก้ ซึ่งพวกนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย แค่ทำให้สวยยังทำไม่ได้ แรกๆ แบรนด์ท็อปพวกนี้ก็ยังไม่ได้เชื่อหรอก พวกเขาแค่ลองเชื่อกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการแนะนำจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กว่าจะผ่านการอนุมัติจากพวกคนแก่ในกลุ่มผู้บริหารก็ยากเย็น ตอนที่ผมเห็น อเลสซานโดร มิเคเล โชว์ไอเดียเปลี่ยนตัว i เป็นตัว y ด้วยตัวอักษรยุค ’80s บนกระเป๋า Gucci ผมร้องว้าวออกมาเลย! เหมือนกับตอนที่นิโกลา เกสกิแยร์ แปะตัวอักษร LV ขนาดใหญ่ไว้ตรงที่เปิดกระเป๋า Louis Vuitton นั่นล่ะ

แปลว่าความสวยงามของโลโก้ไม่เคยมีอยู่จริงเลยใช่ไหม

ยินดีด้วย พวกเราออกมาจากยุคมืดนั้นแล้ว ซึ่งผมบอกเลยว่าตั้งแต่กลางยุค ’80s ถึงยุค 2000s เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนลงมือรีดีไซน์คือโลโก้สวยๆ บนโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่อันจริงๆ ส่วนเด็กยุคใหม่นี้พวกเขาเติบโตมากับโลโก้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่จะช่วยให้การตัดสินใดๆ มีคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าหายห่วง

มีวิธีสอนนักเรียนในคลาสยังไง

อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้ โลโก้คือสิ่งที่ทุกคนบนโลกต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นกรุณามีความรับผิดชอบต่อความสวยงามที่สาธารณชนต้องเสพเข้าไป ยิ่งเราอยู่ในโลกดิจิตอลก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้งานของเราแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องคำนึงถึงการใช้อย่างละเอียด เช่น ถ้าไปอยู่ในกรอบกลมๆ ของอินสตาแกรมก็ต้องไม่น่าเกลียด

อะไรคือโลโก้ที่ดี

อยากอยู่บนโลกนี้ได้เป็นร้อยปีต้องซิมเปิลที่สุด ต้องยังดูรู้เรื่องถึงแม้จะโดนแปลงเป็นสีขาวดำ มองเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์ไหนแม้จะถูกลดทอนเหลือแค่ตัวอักษรก็ตาม สมมติว่าผมเขียนคำว่า ‘Peanut’ ด้วยตัวอักษรของ Prada ก็เหมือนกับว่า Prada กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นถั่ว เข้าใจไหม

แล้วโลโก้ที่ไม่ดีล่ะ

คือพวกที่คิดเยอะไป ลดทอนหลายๆ อย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ดีเอ็นเอของแบรนด์หายหมดดู Burberry เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พวกที่ลดขอบ ลดความหวัดของตัวอักษร จนเหมือนจะถูกลมพัดให้หายไปอย่างง่ายดาย คุณจะทำได้ถ้ามีแผนการตลาดอันแข็งแรง เหมือนตอนที่เฮดี สลิมาน ตัดแค่ขีดเล็กๆ บนตัว e ออก นั่นเรียกว่าเก่ง!

อีก 1 คำถามจากอิสมาแอล ฌีมิลี ตำแหน่ง Culture and Entertainment Manager จากแบรนด์ Converseอดีตนักการตลาดสินค้าแนวสตรีทแวร์ เขาคือหนึ่งในผู้สร้างปรากฏการณ์ความคูลให้กับเด็กมิลเลนเนียลส์

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้างโลโก้ในยุคสมัยนี้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

คือคนที่ผสมผสานสองอย่างนี้ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือความขบถและความมั่นใจ เด็กยุคใหม่อยากได้งานโลโก้ที่ต้องสวยงามในเชิงศิลปะ มันคือพลวัตทางสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้ ทั้งหมดส่งผลให้แบรนด์ที่ไม่เคยมีโลโก้ที่โดดเด่นต้องใช้วิทยายุทธสูงมากในการโปรโมตสินค้าของตัวเอง ซึ่งมักจะเลือกขายคอนเซ็ปต์หรือไม่ก็สร้างคอลเลกชั่นร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก แบรนด์อย่าง Palace, Supreme และ Off-White เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดและลงมือทำมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของเครื่องแต่งกายแนวสตรีท การมาของโลกดิจิตอล และการยึดโยงระหว่างโลกแฟชั่นของเด็กรุ่นใหม่กับโลโก้สมัยพ่อแม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทุกคนกระหายอยากเห็นโลโก้ดีๆ อีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเร่งให้ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของแต่ละบ้านต้องสร้างเรื่องสินค้าขาดตลาด ที่มาในรูปแบบของแคปซูลคอลเลกชั่น หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น ถ้าถามว่าตอนนี้แบรนด์ไหนมาแรงและน่าจับตามองมากที่สุด ผมให้ Awake จากนิวยอร์ก, Nepenthes จากญี่ปุ่น และ Alyx จากอังกฤษ

Louis Vuitton และโลโก้ที่ไม่มีวันตาย

ถ้าพูดถึงความขลังของโลโก้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแบรนด์นี้ถืออยู่ยงมาได้นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ลายโมโนแกรมบนผ้าแคนวาสที่ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1869 ที่เป็นลาย LV สลับดอกไม้
บนผืนหนังสีน้ำตาลแบบที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ จนกระทั่งถึงคอลเลกชั่นที่จับมือกับ ‘Supreme’ ซึ่งออกมาสร้างเสียงฮือฮาและขายหมดเกลี้ยง Louis Vuitton คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากกาผสมรวมระหว่างการส่งทอดมรดกของตัวเองกับการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่หมุนอยู่รอบตัว ไม่ว่าเทรนด์จะเรียกร้องอะไรมา โลโก้นี้จะผ่านเข้ารอบต่อไปเสมอ ในปี 1996 แบรนด์ Louis Vuitton ได้จัดงานฉลองครบ 100 ปีลายโมโนแกรม พวกเขาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ออกมาได้อย่างน่าจดจำ คือจับมือกับเหล่าดีไซเนอร์ตัวบิ๊กในวงการเพื่อสร้างงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ศิลปินแนวคอนเทมโพราชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า สเตฟาน สเปราส์ ได้รับโอกาสให้สร้างผลงานแนวกราฟิตีในคอลเลกชั่นของปี 2001 (ซึ่งตอนนี้ราคาใน eBay พุ่งสูงขึ้นไปถึงใบละ 4,000 เหรียญแล้ว!) 2 ปีต่อมาศิลปินชาวญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ ถูกรับเชิญให้มาสาดสีรุ้งสดใสบนลายโมโนแกรม และยังคงเป็นแขกรับเชิญประจำของ Louis Vuitton เพราะเขากลับมาสร้างลายโมโนแกรมเชอร์รีในปี 2005 และลาย Monogramouflage ในปี 2008 (ซึ่งทำสถิติเป็นกระเป๋าราคาขายสูงสุดในตลาดของวินเทจ) คุณูปการทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ มาร์ค เจค็อบส์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1997 – 2014 เขาคือตำนานแห่งผู้สร้างและเจ้าพ่อมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง แม้ว่าหลังจากที่เขาออกไป ความร้อนแรงจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่คอลเลกชั่น ‘Celebrity Monogram’ ในปี 2015 ที่ได้รับความร่วมมือจาก 6 ดีไซเนอร์ระดับเทพ ก็พลิกโฉมให้ลายโมโนแกรมมีมิติมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การมาถึงของเวอร์จิล อโบลห์ ในปี 2018 ซึ่งรับหน้าที่กำหนดแนวทางเครื่องแต่งกายผู้ชายก็ควรได้รับการพูดถึงเช่นกัน เพราะโชว์แรกที่เขาทำแทบจะไม่มีโลโก้ของ Louis Vuitton อยู่เลย เหมือนอย่างกับว่าคนในแบรนด์ได้ประชุมกันแล้วว่าเพลาๆ การโปรโมตโลโก้ลงบ้างดีไหม ก็คงจะแค่นั่นล่ะมั้ง!

Related Post

เพราะผู้ชายจะขาดกางเกงยีนส์เจ๋งๆ สักตัวไม่ได้ มาเลือกยีนส์เจ๋งๆ คู่กายกันดีกว่า

หลังจากที่ Kim Jones ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนใหม่ของ Louis Vuitton ในคอลเลกชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย เราก็มักจะเห็นกางเกงเดนิมใหม่ๆ ปรากฏเข้ามาในคอลเลกชั่นอยู่เสมอๆ โดยผ่านการเล่าเรื่องราวที่หลากหลายไปตามแต่ละฤดูกาล เพราะเดนิมมักจะเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญสำหรับการแต่งกายของเหล่าสุภาพบุรุษ Louis Vuitton จึงได้เปิดตัวคอลเลกชั่นเดนิมที่ได้รับอิทธิพลมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ อันได้แก่หีบเดินทางและลวดลายโมโนแกรมที่ผลิตในยุโรป และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Louis Vuitton บินไปไกลถึงญี่ปุ่นประเทศที่ขึ้นชื่อสำหรับเดนิม เพื่อผลิตกางเกงยีนส์อีกด้วย

โดยในส่วนของทรงคลาสสิก มีออกมา 3 รูปแบบ ทั้งเดนิมธรรมดา เดนิมยืด และเดนิมฟอกที่ใช้วิธีการฟอกแบบพิเศษ ซึ่งความพิเศษนี้ก่อให้เกิดคอลเลกชั่นแคปซูลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหีบเดินทางรุ่นพิเศษของแบรนด์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเรื่องราวการเดินทางสุดพิเศษ โดยได้นำลายละเอียดของหีบเหล่านี้ อาทิ มุมของหีบ หูจับ ฯลฯ มาใส่ไว้ในคอลเลกชั่น ผลิตโดยฝีมือของเหล่าช่างผู้ชำนาญเรื่องการผลิตเดนิมทั้งในญี่ปุ่น และยุโรป ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

3 Fits 3 Silhouette
Regular Fit
ทรงปรกติ ขอบกางเกงจะอยู่ระดับเอว สวมใส่สบาย เป็นทรงตรงยาวลงมาถึงข้อเท้า

Slim Fit
ขอบกางเกงจะอยู่ระดับต่ำกว่าเอวเพียงเล็กน้อย เป็นทรงรับรูปพอดีตัวตั้งแต่สะโพกยาวลงมา และมีวงปลายขาแคบ

Slim Stretch
รูปแบบใกล้เคียงกับทรง Slim Fit แต่จะไม่รัดรูปเท่า โดยจะใช้เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นแทนเพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายสูงสุด

Texture
Authentic Denim
ใช้ผ้าเดนิมจากคุณภาพดีจากญี่ปุ่น โดยไม่ผ่านกะบวนการซักเลย หรืออาจซักเพียงครั้งเดียวเพื่อคงสีเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด

Stretch Denim
ผ้าเดนิมสัญชาติญี่ปุ่น ที่ได้รับการทอให้ยืด เพื่อความกระชับ ยืดหยุ่น และนุ่มสบาย

Washes Offer
ใช้ผ้าเดนิมวินเทจที่มีอายุ และมีร่องรอยการสวมใส่

Garment Dye
ผ้าเดนิมที่ได้รับการย้อมจากยุโรปหลังจากผลิตออกมาเป็นตัวแล้ว

Related Post