Posts

ย้อนกลับไปพบคอลเลคชั่นสุดท้ายของ Virgil Abloh

ครบรอบการจากไป 1 ปีของดีไซเนอร์ Virgil Abloh วันนี้เราจะพาย้อนกลับไปรับชมคอลเลคชั่นระดับตำนานที่ตัว Virgil Abloh ได้ทำไว้ก่อนจะจากไป

คอลเลคชั่นระดับตำนานไว้ Fall 2022 เป็นคอลเลคชั่นสุดท้ายให้กับ Louis Vuitton โดยเขาได้มีส่วนร่วมถึง 95% ได้นำเสนอการ Tailoring และเรื่องราวเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้าชั้นสูง สะท้อนกับยุค หรือการนำบ้านมันพลิกกับหัวกลับหาง โดยในคอลเลคชั่นนี้เคยได้มาจัด Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off ที่ไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 โดย Carreau du Temple ที่ซึ่งเป็นดั่งพื้นที่ที่ทุกความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสามารถเกิดขึ้นได้จริง ถูกปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมภายใต้ชื่อ ‘Louis Dreamhouse’ เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยคอลเลคชั่น Men’s Fall-Winter 2022 ผ่านเลนส์ของ Boyhood Ideology ซึ่งเป็นการมองโลกด้วยสายตาของเด็ก คอลเลคชั่นนี้เปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายที่เป็นที่นิยมซึ่งผูกติดอยู่กับแม่แบบสังคมและนำมาปะติดปะต่อกันด้วยวิธีใหม่ๆ ไม่ว่าจะด้วยวัสดุและเทคนิค การแสดงท่าทางของลัทธิเหนือจริงดึงเอาสิ่งที่คุ้นเคย ประสบการณ์ และขยายขอบเขตจินตนาการเราออกไป 

https://www.youtube.com/watch?v=i5PAQDEEjbc&t=2s

รับ Halloween แบบสายแฟกับการใช้กระเป๋า Louis Vuitton ในยุค Marc Jacobs มาร่วมกับการแต่งหน้าเป็นลวดลายโมโนแกรมครับ หลอนได้แบบเท่กว่าใคร!


ไอเดียแต่งหน้ารับ Halloween แบบสายแฟกับการใช้กระเป๋า Louis Vuitton ในยุค Marc Jacobs มาร่วมกับการแต่งหน้าเป็นลวดลายโมโนแกรมครับ

ซึ่งไอเดียนี้ก็มาจาก pleaselookatmyas ครีเอเตอร์จอมปั่นดัง ไปชมวิธีกันได้เลย!

rhunrun เรียบเรียง

Time Travelling: Louis Vuitton Tambour Twenty

Author: Sethapong  Pawwattana

ในเวลาเพียงสองทศวรรษของการผลิตนาฬิกา Louis Vuitton ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหลงใหลในการผลิตนาฬิกาอย่างลึกซึ้ง และได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในอุตสาหกรรม ในปี ค.ศ.2002 เมซง(Maison) ได้เปิดตัวนาฬิกาที่ไม่เหมือนใคร Tambourคือความโดดเด่นและนวัตกรรม ด้วยรูปทรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นที่จดจำได้ง่าย ตัวเรือนทรงกลมแกะสลักจากบล็อกโลหะ และบ่าของตัวเรือนที่เป็นรูปสลักอันเป็นเอกลักษณ์ การเปิดตัวครั้งนี้เปิดประตูสู่โลกปิดของการผลิตนาฬิกาสำหรับ Louis Vuittonกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งคอลเลกชั่นนาฬิกาของ Louis Vuitton ไปแล้ว

หลายปีที่ผ่านมา Tambour ได้ทำให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ยังคงยึดมั่นใน DNA ของเมซงอยู่เสมอ การอุทิศให้กับ Art ofTravel และความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าหาญผสมผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับงานฝีมืออันยอดเยี่ยมด้วย Tambour Spin Time ในปี 2009 จึงได้คิดค้นวิธีแสดงเวลาขึ้นใหม่ด้วยลูกบาศก์ที่หมุนได้แทนเข็มนาฬิกาและดัชนีบอกเวลา ในปี 2011 La Fabrique du Temps ในเจนีวาและผู้ผลิตนาฬิการะดับมาสเตอร์อย่าง Michel Navas และ Enrico Barbasini ได้เข้าร่วมงานที่ท้าทายนี้กับ Louis Vuitton เพื่อสร้างนาฬิกาที่มีความพิเศษอย่างแท้จริง

Tambour Evolution เปิดตัวในปี 2014 มาพร้อมสายที่แข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. ในขณะที่ Tambour Slim รุ่นปี 2016 ในรุ่น Tourbillon ดูโฉบเฉี่ยวบนข้อมือ ด้วยโมเดล Tambour Moon ที่เปิดตัวในปี 2017 นาฬิกา Tambour ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเรือนกลมไว้ในขณะที่มีความโค้งของตัวเรือน จากนั้นในปี 2020 Tambour Curve ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการบอกเวลาอย่างแท้จริง ด้วยตัวเรือนไทเทเนียมและ Carbostratum เส้นโค้งนูนที่เหมือนจะยืดออกอย่างน่าประหลาดใจ กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญงที่แสนมหัศจรรย์ ประทับตราประทับเจนีวา (Poinon de Genéve) อันทรงเกียรติ  การจับคู่ที่ลงตัวระหว่างกลไกที่สลับซับซ้อนสูงและความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าหาญ

ในปี 2021 Tambour Carpe Diem ได้รับรางวัล Audacity Prize ที่ Grand Prix d’Horlogerie de Genéve ขณะที่ Tambour Street ได้รับรางวัล Diver’s WatchPrize การผลิตนาฬิกาของ Louis Vuitton ยังเชื่อมโยงกับนาฬิกาแบบ connected watch ด้วยเทคโนโลยีนี้อนาคตคือตอนนี้ ในปี 2022 เมซงได้เปิดตัวโมเดล Tambour Horizon Light Up ซึ่งเป็นนาฬิกาคอนเน็ค รุ่นที่ 3 แล้ว นาฬิกานี้เป็นเพียงการปฏิวัติวงการที่ไม่เพียงแต่จะมีความบรรเจิด เป็นมิตรกับการเดินทางและมีลูกเล่นเท่านั้น แต่ยังปรับแต่งสิ่งต่างๆ บนหน้าปัดได้ทั้งหมด จึงเหมือนการคงไว้ซึ่ง DNA ของเมซงอย่างแท้จริง

เวลาเพียงสองทศวรรษ Louis Vuitton ได้พิสูจน์ความถูกต้องตามขนบในวงการนาฬิกาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอกลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ และเหนือกาลเวลาของ Tambour ได้รวมเข้ากับนาฬิกาทุกหมวดตั้งแต่นาฬิกาคลาสสิกไปจนถึงกลไกการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนที่สุด โดยขึ้นอยู่กับตามความต้องการของผู้สวมใส่ โดยนาฬิกา The Tambour Twenty นี้มีทั้งแบบผู้ชายและแบบผู้หญิง การจับเวลา ทั้งยังนักประดาน้ำ และยังติดตั้ง Flying Tourbillon, a minute repeater, ซึ่งเป็นสักขีพยานในความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์ของช่างฝีมือของ Louis Vuitton เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองนาฬิกาที่ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ – Tambour อันเป็นไอคอนิก, La Fabrique du Temps Louis Vuitton ได้สร้างโมเดลฉลองครบรอบสุดพิเศษ

Tambour Twenty นำเสนอตัวเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและจดจำได้ในทันที เป็นการขานรับกับส่วนประกอบ tambour ของนาฬิกา ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “กลอง” นาฬิกาโดดเด่นด้วยรูปทรงผายออกมีความหนาที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและวางใจได้ บนตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.5 มม. อันเป็นเอกลักษณ์นี้มีตัวอักษรสิบสองตัวที่ประกอบกันเป็นชื่อ“หลุยส์ วิตตอง” ตามตัวเลขและดัชนี เช่นเดียวกับรุ่นปี2002 รุ่นสำหรับนักสะสมรุ่นนี้ยังมีหน้าปัดสีน้ำตาลซันบรัช พร้อมด้วยเข็มยาวสีเหลืองของโครโนกราฟที่เคลื่อนที่ไปโดยสีเหลืองนี้ล้อกับสีด้ายที่เคยใช้ในงานเครื่องหนังในอดีต

หน้าปัดย่อยที่สวยงามทั้งสองก็กลับมาอีกครั้งTambour Twenty ซึ่งกันน้ำได้ 100 เมตร รักษาเวลาด้วยการเคลื่อนไหวความถี่สูง  LV277 ตามสัญลักษณ์ Zenith El Primero ซึ่งเป็นโครโนกราฟอัตโนมัติตัวแรกที่เคยมีมา การเคลื่อนไหวนี้เกิดจากโรเตอร์ทองคำ 22 กะรัตและสำรองพลังงาน 50 ชั่วโมงแน่นอน จึงเป็นไอเท็มสำหรับนักสะสมตัวจริง โดยมีตัวเลขระบุไว้ในฝาหลังแบบสลัก Tambour Twenty ยังมาพร้อมดีไซน์อื่นๆ จากหลุยส์ ​วิตตอง อย่างหีบขนาดเล็กกรุภายนอกด้วยผ้าใบ Monogram เพื่อเป็นการรำลึกถึงมรดกการเดินทางของ Louis Vuitton และพิทักษ์ทรัพย์สินอันล้ำค่าของพวกเขาสืบต่อไป

The Prefect Moment ‘การผ่านวันและเวลา’ ความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ

สิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ตัวตน ความสามารถ และความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มีต่อวงการบันเทิงได้ดีนั้นคงไม่หนีไปจากการพิสูจน์จาก ‘เวลา’ ซึ่งไม่ว่าจะย้อนเวลากลับไป หรือหมุนเวลาไปข้างหน้า เขาก็เชื่อสุดใจว่าพื้นที่ในวงการบันเทิงเป็นของเขาอย่างแท้จริง และในวันนี้ เรือนเวลาสุดพิเศษจาก Louis Vuitton ก็จะมาพิสูจน์แล้วว่า ‘การผ่านวันและเวลา’ มานั้น ทำให้ณเดชน์กลมกล่อมขึ้นมากแค่ไหน

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Fashion Editor: Chanond Mingmit

เวลากับการเติบโตในวงการบันเทิง

“ผมอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 17 ปีครับ” ณเดชน์ คูกิมิยะนิ่งคิดไปสักพักเมื่อเราถามว่าเขาอยู่ในวงการบันเทิงมานานขนาดไหนกันแน่ เพราะสำหรับเรา เหมือนกับว่าเราเห็นหน้าค่าตาเขามาตลอดจนเลิกนับนิ้วไปแล้ว “ปีนี้ผมอายุ 31 แล้วครับผมว่าการเปลี่ยนแปลงเติบโตของตัวผมในวงการบันเทิงมีผลกระทบในทางที่ดีนะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยก็คือ ถ้าผมไม่ได้มาเป็นนักแสดง ผมคิดไม่ออกเลยครับว่าทุกวันนี้ผมจะทำอะไรอยู่ เพราะผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย เรื่องอื่นไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เราจะไป ผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงมัน…”เขาเงียบไปสักครู่ ราวกับจะขุดคำตอบอะไรในใจมาสื่อสารกับเราให้ตรงกับสิ่งที่ใจเขาคิดมากที่สุด “มันทำให้เราเป็นคน…” อีกครั้งที่เขาเงียบ เราก็นิ่งเงียบรอคำตอบจากเขาเช่นกัน “คนที่มองเห็นความรู้สึกคนอื่นมากครับ” เขาตัดสินใจตอบออกมาในที่สุด นั่นทำให้เราผ่อนลมหายใจออกยาว อธิบายเพิ่มหน่อยสิ เราว่า “เหมือนเรา… มันอาจจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยนะครับ แต่ผมแคร์คนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนผมเอาตัวเองเป็นหลัก ก็ไม่ค่อยคิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ แต่พอมีชื่อเสียง มีแฟนคลับ มีอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเข้ามาหาสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมองคนลึกลงไปกว่าเดิม และมองสถานการณ์ต่างๆ ในมุมกว้างมากขึ้น ไม่ตัดสินคนเร็วตั้งแต่แรกเห็น และก็ไม่ตัดสินตัวเอง ผ่อนคลายกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นแต่นั่นก็อาจจะเพราะด้วยอายุด้วยมั้งครับ” เขาหัวเราะ “รู้สึกว่าตอนนี้คือผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน ได้เจอแฟนคลับ และผมอยากจะทำให้ทุกๆ วันเป็นวันที่ดีของผมและคนรอบตัวครับ”

ฟังดูแล้วเหมือนเวลาจะทำให้ณเดชน์ใจดีกับทั้งตัวเองและคนรอบข้างขึ้นนะ คิดแบบนั้นไหม “ใจดีขึ้นไหมเหรอครับ”เขาเงียบไปนานก่อนตอบเสียงเบาอย่างลังเล “อาจจะใจดีขึ้นมั้งครับ สิ่งที่ผมรู้สึกคือการให้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการได้รับครับ เพราะประเด็นแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงก็คือเงินอะเนอะ ผมอยากมีเงินใช้จ่าย เพราะครอบครัวผมก็ไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เลยจุดที่รู้สึกแบบนั้นไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมอยากจะให้อะไรบางอย่างกับทุกคนรอบตัว ให้ทั้งงาน ทั้งแฟนคลับ ทั้งคนที่ผมรัก พอแนวความคิดเปลี่ยนเป็นเรื่องการให้ มันก็จะเห็นแก่ตัวน้อยลงและผมก็จะทำทุกอย่างจากใจ จากความรู้สึกจริงๆ ด้วยครับ”ถ้าขอให้ณเดชน์คิดทบทวนความเป็นตัวเองในวันนี้ เทียบกับตัวเองเมื่อสิบปีที่แล้ว และตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าณเดชน์คิดว่าตัวตนของณเดชน์ทั้งสามแตกต่างกันมากขนาดไหน “ต่างค่อนข้างเยอะนะครับ” เขาตอบหลังจากที่นิ่งคิดไปสักพัก จนเราจับสังเกตได้เลยว่า ก่อนที่เขาจะตอบคำถามใดๆ ก็ตาม เขาจะใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่เสมอ “ถ้ามองย้อนกลับไปสิบปี ตอนนั้นชีวิตผมจะเป็น… (เขาทำเสียงรัวกลอง และเสียงดนตรีจังหวะเร็วๆ ใส่เรา ทำให้เราอดอมยิ้มตามไปกับความพยายามที่จะอธิบายตัวเองในแบบของเขาไม่ได้) มันรัวไปหมด เพราะผมเป็นคนพลังเยอะ มีกิจกรรมเยอะ ทำนั่นทำนี่ ไปนั่นไปนี่ไม่ใช่คนประเภทตื่นเช้ามาอ่านหนังสืออยู่บ้าน แต่อยากจะลองนั่นลองนี่ มีเรื่องในหัววุ่นวายเต็มไปหมด และมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่า… ผมก็เป็นเหมือนเดิมอยู่นะ แต่จังหวะดนตรีในหัวมันช้าลง สิ่งที่วุ่นวายอยู่ในหัวกลับรวมตัวเป็นก้อนใหญ่มากขึ้น ดูชัดเจนมากขึ้น เป็นสิ่งที่คิดเพื่อที่จะทำออกมาได้จริงๆ ไม่ใช่การคิดแบบฟุ้งไปฟุ้งมาอีกแล้ว ส่วนในอีกสิบปีข้างหน้าเหรอ…” อีกครั้งที่เขานิ่งคิด “อย่างแรกคือผมมั่นใจว่าผมจะทำงานในวงการอยู่ ถ้าไม่ไปสะดุดขาตัวเองในเรื่องอะไรเข้านะครับ อย่างที่สองคือผมอยากจะเป็นนักแสดงต่อไป ไม่ว่าจะในบทบาทไหน แม้จะไม่ใช่พระเอกแล้วก็ตาม อย่างที่สาม ผมอยากมีพื้นที่ในฐานะผู้ผลิต อยากลองเอาภาพในหัวออกมาเล่าให้ผู้ชมได้ฟังในมุมมองของตัวผมเองครับ ซึ่งดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ผมคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้า ประสบการณ์ของผมน่าจะพอที่จะทำให้ผมไปยืนในจุดนั้นได้ครับ”นั่นแปลว่าณเดชน์เห็นตัวเองในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กยันโตเลยเนอะ เรายิ้ม เขาเพียงรับคำ“ครับ”

ตัวตนกับการแสดง

ตอนที่เรานัดถ่ายปกกับณเดชน์ เขาเพิ่งจะปิดกล้องละครเรื่อง‘ลายกินรี’ ไปหมาดๆ หลังจากที่ใช้เวลาถ่ายทำอยู่เกือบสองปีครึ่ง ด้วยสาเหตุหลายปัจจัย รวมทั้งโรคระบาดครั้งสำคัญอย่างโควิด-19 “โควิดก็ส่วนหนึ่งล่ะครับ แต่มันก็เกี่ยวกับอะไรหลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน (หัวเราะแหะๆ) หยุดไปนานพอสมควร ไปถ่ายอีกเรื่องหนึ่งมา พอกลับมาถ่ายอีกรอบนี่ต้องล้างตัวละครเก่าออกให้หมดเลยครับ“ในระยะแรกของการถ่ายทำ กว่าจะเข้าไปอินกับตัวละครที่แสดงได้นี่ต้องใช้เวลานวดพอสมควรเลยครับ” ณเดชน์อธิบายต่อพร้อมทำท่า ‘นวด’ ประกอบคำอธิบายดังกล่าว “ราวๆ 5-6 คิวได้เลยครับ และบทออกหลวงอินทราชภักดีก็ไม่ใช่คนในยุคปัจจุบันตามปกติ แต่เป็นคนในสมัย 400 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น การทำการบ้านก็ต้องดูละครย้อนยุค ต้องไปศึกษาว่าเจ้าคนนายคนสมัยก่อนเขาโหดขนาดไหน ยิ่งเขาเป็นตำรวจวัง มีคุกอยู่ที่บ้านจับขังคนได้เลยนะ (หืม) กว่าจะนวดให้เข้าเนื้อได้ก็มาติดโควิด… ผมก็ต้องกลับมาเป็นตัวเอง มีความสุขกับช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรทีนี้ พอต้องกลับไปสวมบทเดิม มันก็ใช้เวลานวดน้อยลงหน่อยเพราะเราพอจะเห็นร่องของมันแล้ว ก็อาศัยกลับไปเกาะร่องนั้นมันก็สบายขึ้นหน่อยครับ”ถ้าจะต้องนวดตัวละครให้เข้าเนื้อขนาดนี้ เคยมีปัญหาตอนถ่ายละครซ้อนกันบ้างไหม “ผมเคยถ่ายละครเรื่อง แรงปรารถนา’ ซ้อนกับหนังเรื่อง ‘คู่กรรม’ ครับ ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นเมื่อเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ช่วงนั้น “ผมติดสำเนียงญี่ปุ่นจากกองหนังมากองละครด้วยนะ” เขาหัวเราะ“ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่พอมองย้อนกลับไปเราก็จะเห็นกระบวนการว่า ตอนเราไปอยู่ที่กองละคร ด้วยสภาวะสิ่งแวดล้อมในกองนั้น มันจะทำให้กลไกร่างกายของเรา สมองของเรา และภาพจำของเรากลับไปสู่ในโซนนั้นได้โดยอัตโนมัติ เราแค่ต้องมาทบทวนเรื่องราวของตัวละคร จังหวะการเล่น และจังหวะพูดให้ราบรื่นเท่านั้นครับ“และถ้าจดจำเสียง สำเนียงต่างๆ ของตัวละครได้ขึ้นใจมีภูมิหลังของตัวละครอยู่ในหัว เวลาเข้าบท แววตา การขยับร่างกาย และอะไรต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป มันจะค่อยๆ มาเองตามธรรมชาติ” เขาอธิบาย “บางทีฉากแรกอาจจะยังนวดไม่เข้าเนื้อ แต่พอแสดงๆ ไป มันก็เข้าเนื้อไปเองครับ”มีเอาตัวละครกลับบ้านไปแบบสลัดไม่หลุดบ้างไหม“ไม่เคยมีปัญหาเอาตัวละครกลับบ้านนะครับ” เขาตอบทันที“ผมไม่ได้ยึดติดกับตัวละครขนาดนั้น ถ้าผมใช้ method actingหนักมากเกินไป มันจะส่งผลกระทบกับอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเพราะผมมีสิ่งอื่นต้องทำ ทั้งงานอีเวนต์ งานอื่นๆ มีครอบครัวต้องดูแล และอะไรอีกหลายๆ อย่าง การที่จะต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น เพื่องานที่พิเศษกว่า มันก็เป็นเรื่องท้าทายนะครับแต่ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันของผม ผมทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆผมเลยต้องเรียนรู้ที่จะปิดกั้นทุกอย่างหลังผู้กำกับสั่งคัต…” เขานิ่งไปสักพัก “ผมมองแบบนี้นะฮะ ถ้าผมมีแบบแผนในการเดินเข้าไปเป็นตัวละครนั้นๆ ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น ถ้าผมทำการบ้านของตัวละครไว้อย่างละเอียดมากพอ ผมจะมีภาพในหัวที่ชัดเจนมากพอที่จะย้อนกลับไปได้ทุกครั้งที่ผมเข้ากอง และพอเลิกกองก็‘สวัสดีครับทุกคน’ แล้วกลับมาเป็นณเดชน์คนเดิมที่ผมเป็น ผมอาจจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากด้วยมั้งครับ ไม่ใช่คนที่จะนิ่งๆ เงียบๆเป็นตัวละครได้ตลอดเวลา เพราะผมก็มักจะคุยเล่นกับทีมงานระหว่างถ่ายทำเสมอ ถ้าไม่ใช่ซีนอารมณ์หนักหน่วงนะครับ”

ตัวตนในฐานะนายแบบ

“สมัยเด็กๆ นี่ถ่ายแบบเยอะมากจริงๆ ครับ ได้เงินสดสองพันสามพันหลังเลิกกองนี่มีความสุขมาก” เขาเล่าย้อนอดีตพร้อมเสียงหัวเราะ “แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็จะรู้สึกว่าการถ่ายแบบเป็นเรื่องน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มซ้ำๆ กัน ถ่ายแบบเดิมๆ เซ็ตไฟเดิมๆ ทำสีหน้าเดิมๆ ผมรู้สึกว่าการถ่ายแบบเริ่มจะไม่ใช่งานคราฟต์แล้ว ในตอนนั้นนะ”ช่วงที่เขาเอ่ยถึงคงเป็นช่วงยุคทองของนิตยสารในประเทศไทยที่มีนิตยสารเยอะในระดับ ‘เกลื่อนเมือง’ แน่นอน “แต่พอมาถึงตอนนี้ นิตยสารที่แข็งแรงจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ และด้วยความเป็นนิตยสารหัวนอกของพี่ วิสัยทัศน์คงจะแตกต่างออกไป วันนี้ผมเลยมาถ่ายแบบด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เป็นความรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะถ่ายอะไรบ้างนะ เพราะนี่คือหนังสือหัวนอก และเป็นการถ่ายนาฬิกาและเสื้อผ้าแบรนด์ Louis Vuitton อีกด้วยครับ”เอาล่ะ… ความตื่นเต้นของณเดชน์ในวันนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันบนบ่าของทั้งช่างภาพและบรรณาธิการแฟชั่นของเล่มเราทันที เรายิ้มบางๆ ปล่อยเขาไปถ่ายแฟชั่นสักพักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่เขา ‘อยากรู้อยากเห็น’ ก่อนจะกลับมาถามถึงความรู้สึกในการถ่ายแบบกับเราในวันนี้อีกครั้ง “ดูดีครับ… ทำให้ผมดูดีขึ้นเยอะมาก” เขาหัวเราะเสียงใสนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ณเดชน์รับงานถ่ายแฟชั่นนาฬิกาคิดเห็นอย่างไรกับแอคเซสเซอรี่ชิ้นนี้ “จริงๆ ผมชอบนาฬิกาอยู่แล้วครับ มีสะสมอยู่ และผมรู้สึกว่าตอนนี้ไฮแบรนก์ก็พยายามตีตลาดนาฬิกามากขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ในวันนี้ นาฬิกาเรือนที่ผมชอบที่สุดคือ Louis Vuitton Street Diver เพราะผมชอบที่รูปทรงสปอร์ต เข้ากันได้กับทุกชุด และยังใส่ดำน้ำได้อีกด้วยครับ”แล้วส่วนตัวณเดชน์คิดเห็นอย่างไรกับสินค้าแบรนด์เนมกันล่ะ“ส่วนตัวผมคิดว่าการใส่เสื้อแบรนด์เนมทำให้คนเรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อาจจะด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาก็ได้ครับแต่ในขณะเดียวกัน แบรนด์เนมก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง สามารถนำไปขายต่อได้หลังจากที่เราใส่จนเบื่อแล้วหรือมันตกคอลเลกชั่นไปแล้ว ผมก็เชื่อว่า สิ่งของอะไรก็ตาม ถ้ามันมีคุณค่าทางจิตใจต่อเจ้าของ มันจะเพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเองได้เหมือนกันครับ”

– Author: Pacharee Klinchoo –

Make-up: Naruchat Jettanavilai

Hair: Rachada Pongpuaung-ngam

Assistant Fashion Editor: Napat Roongruang

รับชมโชว์ Spin Off คอลเล็กชั่นล่าสุด Spring/Summer 2023 ของ Louis Vuitton สดๆส่งตรงจาก Aranya Gold Coast ประเทศจีนได้ที่นี่วันที่ 16 กันยายนนี้เวลา 4 โมงครึ่ง

รับชมโชว์ Spin Off คอลเล็กชั่นล่าสุด Spring/Summer 2023 ของ Louis Vuitton สดๆส่งตรงจาก Aranya Gold Coast ประเทศจีนได้ที่นี่วันที่ 16 กันยายนนี้เวลา 4 โมงครึ่ง การรำลึงถึงดีไซน์เนอร์มากฝีมือผู้เป็นที่รักอย่าง Virgil Abloh บนแผ่นดินจีนจะออกมาแบบไหนชมกันได้เลยครับ!

rhunrun เรียบเรียง

เตรียมจับจองเป็นเจ้าของ รองเท้าผ้าใบสุดฮอตแห่งปี Louis Vuitton “Air Force 1” โดย Virgil Abloh ได้ในวันที่ 19 กรกฏาคมนี้เวลาบ่ายสามโมงตรง! 

รองเท้าผ้าใบ “Air Force 1” โดย Virgil Abloh ที่หลุยส์ วิตตอง ร่วมรังสรรค์กับไนกี้ ออกเดินทางจาก Fiesso d’Artico เมืองเวนิสประเทศอิตาลี ที่เป็นดั่งอาเตลิเยร์ผลิตรองเท้าของเมซงโดยนำเอกลักษณ์ความประณีต ผสานควบคู่กับดีไซน์ที่สะท้อนแก่นแท้ความหรูหราของสนีคเกอร์อันเป็นสุดยอดงานศิลป์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ติดตามการจำหน่ายช่องทางออนไลน์พร้อมกันในวันที่ 19 กรกฏาคม 2563 เวลาบ่ายสามโมง ผ่าน th.louisvuitton.com

ข้อมูลเพิ่มเติม

ฝ่ายบริการลูกค้า โทร. 1800-01-1112 หรือ

LINE Official Account: @LouisVuittonTH

rhunrun เรียบเรียง

ชมโชว์ล่าสุดของ Louis Vuitton ประจำฤดูกาล Spring/Summer 2023 สดๆส่งตรงจากปารีสได้ที่นี่ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้เวลา 1ทุ่มครึ่ง ตามเวลาประเทศไทย 

ชมโชว์ล่าสุดของ Louis Vuitton ประจำฤดูกาล Spring/Summer 2023 สดๆส่งตรงจากปารีสได้ที่นี่ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้เวลา 1ทุ่มครึ่ง ตามเวลาประเทศไทย

rhunrun เรียบเรียง

Virgil’s Legacy ย้อนชมเรื่องราวของผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Louis Vuitton ที่มากด้วยฝีมือและเป็นที่รักในวงการแฟชั่นจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต 

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางหลุยส์ วิตตอง ได้จัดแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่น Louis Vuitton Men’s Fall/Winter 2022 ผลงานชิ้นสุดท้ายของเวอร์จิล อาโบลห์ ณ อาคาร Carreau du Temple ใจกลางกรุงปารีส โดยใช้ชื่อโชว์ว่า ‘Louis Dreamhouse’ เซ็ตของเวทีเป็นบ้านหลังใหญ่สีฟ้าคล้ายกับทองฟ้าแห่งความฝันอันเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความหวัง และกำลังใจ ซึ่งจะช่วยเปิดจินตนาการให้กว้างขึ้น โดยมีนายแบบ 67 ชีวิต และแดนเซอร์อีก 20 คนสวมใส่เสื้อผ้าจากคอลเลกชั่นนี้ เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดของเวอร์จิล ซึ่งกลิ่นอายของเขาถูกรวบรวมไว้อย่างประณีตงดงามในโชว์อำลานี้ และนับเป็นที่เรื่องน่ายินดีที่โชว์สุดยิ่งใหญ่นี้จะถูกยกมาจัดแสดงในประเทศไทย ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 2565 นี้        ณ The Pinnacle ชั้น 8 ของ ICONSIAM โดยนับเป็นครั้งแรกของการจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ว่า เวอร์จิล อาโบลห์ จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ แผนกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษของหลุยส์ วิตตอง มาเกือบสี่ปีแล้ว แต่กับรู้สึกว่าเส้นทางของเขาเพิ่งได้เริ่มต้น เวอร์จิลได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ซึ่งเปลี่ยนทุกแง่มุม        อัตลักษณ์ทางภาพ ตั้งแต่ร้านค้า แคมเปญโฆษณา การคัดเลือกนักแสดง รวมถึงเหล่าคนดังที่มาเข้าร่วมกับแบรนด์ แต่เส้นทางของเขาถูกตัดให้สั้นลง เมื่อมีการประกาศการเสียชีวิตของเขาในเดือนพฤศจิกายน 2021ด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นการสูญเสียดีไซน์เนอร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของในยุคนี้ ด้วยวัยเพียง 41 ปี ทาง L’officiel Hommes Thailand จึงได้รวบรวมผลงานไฮไลท์ของบุรุษผู้เป็นตำนานของวงการแฟชั่น มาให้ได้รับรู้กันอีกครั้ง

The Debut

ในช่วงกลางปี 2018 เวอร์จิล ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เมื่อทางหลุยส์ วิตตอง ประกาศเลือกให้ เวอร์จิล อาโบลห์           ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ แผนกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ ซึ่งนับเป็นไดเรกเตอร์ผิวสีคนแรกนับตั้งแต่ที่แบรนด์ก่อตั้งมาในปี  1854 ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาในวงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก แต่ดูเหมือนจะมีการแบ่งแยกระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่                 เห็นต่าง ทว่าเวอร์จิลก็ได้สร้างความประทับใจให้ทุกคนผ่านคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2019 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์สุดคลาสสิก พ่อมดมหัศจรรย์แห่งเมืองออซ (The Wizard of Oz) ซึ่งคอลเลกชั่นนี้สร้างปรากฏการณ์ทันที หลังจากที่วางขายใน Tokyo โดยสามารถสร้างสถิติทำยอดขายมากกว่าคอลเลกชั่น Supreme ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ 

Soft Trunk Messenger

คงจะเป็นเรื่องน่าขำ ถ้าจะกล่าวถึงหลุยส์ วิตตอง โดยไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดอย่างกระเป๋าที่มีลายโมโนแกรม             ซึ่งนับเป็นความท้าทายของดีไซน์เนอร์ใหม่ที่เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานบนไอเทมซิกเนเจอร์เหล่านี้ แต่เวอร์จิล นั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจที่แฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อน โดยเขาคำนึงถึงมรดกของแบรนด์อย่าง Trunk ในตำนาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของหลุยส์ วิตตอง ที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี เวอร์จิล นำมาตีความใหม่ และย่อส่วนให้เล็กลงกลายเป็น “Soft Trunk Messenger” หนึ่งในกระเป๋ารุ่นยอดฮิตที่เราจะเห็นได้ในทุกแฟชั่นวีค รวมทั้งบนโซเชียลมีเดียของคนดังหลาย ๆ คน

Air Force 1

ความสัมพันธ์ของเวอร์จิล กับ ไนกี้ นั้นมีมายาวนาน ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้มาร่วมงานกับหลุยส์ วิตตอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะมีการคอลลาบอเรชั่นเกินขึ้นกันระหว่าง หลุยส์ วิตตอง และ ไนกี้  ซึ่งสนีกเกอร์รุ่นพิเศษ Nike ‘Air Force 1’ ที่ดีไซน์โดย เวอร์จิล ได้เปิดตัวครั้งแรกในคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2022 และมีจำนวนจำกัดเพียง 200 คู่เท่านั้น โดยสนีกเกอร์รุ่นพิเศษนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ทำลายสถิติ ด้วยการเป็นรองเท้าสนีกเกอร์และหมวดสินค้าแฟชั่นที่ทำยอดประมูลสูงสุดตลอดกาล ด้วยยอดประมูลสูงถึง 25.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 827 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จของการประมูลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่กว้างไกลและความสำเร็จของ เวอร์จิล ที่ยังมหาศาลและไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

Amen Break

คอลเลกชั่นสุภาพบุรุษประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2022 ที่ใช้ชื่อว่า Amen Break เป็นผลงานคอลเลกชั่นก่อนสุดท้ายของเวอร์จิล ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โดยได้แรงบันดาลใจมาจากจังหวะของเสียงกลองยอดนิยมที่มาจากเพลงชื่อ Amen, Brother ของวง Winstons ซึ่งเอกลักษณ์สำคัญของศิลปินกลุ่มนี้ นอกจากที่จะมีผลงานเพลงที่โดดเด่นแล้ว ยังถูกยกย่องในฐานะการรวมตัวของคนต่างสีผิว แต่มีใจรักในเสียงเพลงเช่นเดียวกัน รายละเอียดของเสื้อผ้า รวมถึงแอคเซสเซอรี่ในคอลเลกชั่นนี้จึงเปรียบเสมือนการผสมผสานอย่างลงตัวของความไม่เข้ากันเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การโคจรมาพบกันของชุดวอร์มที่มีเอกลักษณ์กับชุดสูทแบบทางการ ไปจนถึงการจับคู่กันของโทนสีนีออนสำหรับงานปาร์ตี้สังสรรค์ และโทนสีเรียบหรูสไตล์ดั้งเดิม

ในช่วงปลายปี 2021 คอลเลกชั่นนี้ได้ถูกนำมาแสดงอีกครั้งในไมอามี่ เพียง 2 วันหลังจากที่มีการประกาศการเสียชีวิตของ       เวอร์จิล โดยโชว์นั้นเริ่มต้นด้วยเสียงอันคุ้นเคยของเวอร์จิล ที่กล่าวว่า “ในแง่ของศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ ผมโฟกัสเรื่อยมากับการทำให้ผู้ใหญ่กลับไปทำตัวเหมือนเด็กอีกครั้ง ให้เขากลับไปหาความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ หยุดใช้ความคิด แล้วหันมาใช้จินตนาการ” ท่ามกลางแขกคนดังมากมาย ทั้งครอบครัว Arnault ผู้ดูแลหลุยส์ วิตตองที่มากันเกือบพร้อมหน้า ตามมาด้วย Kanye West กับ Kim Kardashian ที่พาลูกสาวคนโต North West มาด้วย นอกจากนี้ยังมี Rihanna, Pharrell Williams, A$AP Rocky, Jonathan Anderson, Nigo, Silvia Venturini Fendi, Samuel Ross, Kerby Jean-Raymond, Bella Hadid, A$AP Ferg และ Joan Smallsที่พร้อมใจกันมาร่วมชมโชว์ที่เสมือนเป็นคำอำลาของดีไซเนอร์อัจฉริยะผู้เป็นตำนาน

f g o t n

a g t o g

rhunrun เรียบเรียง

f g o T n

a g t o g

เตรียมชมโชว์สุดอลังการกลางกรุงเทพจาก Louis Vuitton เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแทนการจากลาของ Virgil Abloh ดีไซน์เนอร์อัจฉริยะผู้ล่วงลับ

หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) เตรียมจัดแฟชั่นโชว์รูปแบบ Spin-Off คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2022 ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้ ณ The Pinnacle ชั้น 8 ของ ICONSIAM โดยนับเป็นครั้งแรกของการจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำการบอกเล่าเรื่องราวแรงบันดาลใจของเวอร์จิล อาโบลห์ (Virgil Abloh) ตลอด 8 ฤดูกาลในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ (Men’s Artistic Director) ของหลุยส์ วิตตอง

ทั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดโชว์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของหลุยส์ วิตตอง รวมทั้งแพลตฟอร์มสำคัญในประเทศไทยอย่าง LINE Official @LouisVuittonTH, และเว็บไซต์ th.louisvuitton.com

rhunrun เรียบเรียง

พาไปชมร้าน Louis Vuitton สาขาใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก

หลุยส์ วิตตอง เปิดร้านแห่งใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใต้โถงอันโอ่อ่าซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาคารผู้โดยสารขาออก เพื่อต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก ดีไซน์อันโดดเด่นของ Façade ด้านหน้า นำแรงบันดาลใจของ ‘Spiral Lamp’ มาจากคอลเลคชั่น Objets Nomades

รวมทั้งดีเทลการตกแต่งร้านที่ผสมผสานจิตวิญญาณของเมซงด้วยความประณีตศิลป์ในแบบฝรั่งเศส เข้ากับผลงานรังสรรค์ทางศิลป์ของไทยที่มีเพียงหนึ่งเดียว

rhunrun เรียบเรียง ล