Posts

ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

Be my Valentine

หากใครยังไม่ได้เตรียมโรแมนติกในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันอาทิตย์นี้(14 กุมภาพันธ์ 2564) เรามีสถานที่ที่เหมาะจะฉลองวันวาเลนไทน์มาเป็นไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ที่สุดแสนโรแมนติก แต่ที่นี่ยังมีมื้อน้ำชาที่พิเศษว่าจะให้บริการเมนูพิเศษของวาเลนไทน์นี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

  ที่ที่อยากจะแนะนำก็คือห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนบรรดาทุกคู่รักที่มองหาสถานที่ฉลองวันแห่งความรักท่ามกลางบรรยากาศโก้หรู แต่ยังแฝงไปด้วยความคลาสสิก พร้อมกับอาหารเลิศรศที่ปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมสร้างสรรค์เป็นมื้อพิเศษโดยเชฟที่มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น 

ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในอาหารฝรั่งเศส และมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง ตามแบบฉบับวัฒนธรรมฝรั่งเศส ห้องอาหาร “เลอ นอร์มังดี” ซึ่งการันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี เหมาะที่สุดสำหรับท่านและคู่รัก โดยท่านจะได้สัมผัสความอร่อยระดับตำนานโดยเชฟอาโนด์ ดูนัง โซทีเอร์ พร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันวาเลนไทน์เชฟอาโนด์นำเสนอมื้อค่ำสุดโรแมนติก 7 คอร์ส โดยมีเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ซุปบีทรูทและคาเวียร์ ซึ่งคาเวียร์เปรียบเสมือนคริสตัลอัญมณีแห่งท้องทะเล ชีสบรีเสิร์ฟคู่กับเห็ดทรัฟเฟิลดำ

อาหารฝรั่งเศส 7 คอร์ส สำหรับมื้อค่ำ ราคา 25,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน 

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารทะเลคุณภาพพรีเมี่ยม และ สเต็กเนื้อคุณภาพเป็นเลิศ ขอแนะนำให้ฉลองวันแห่งความรัก ณ ห้องอาหาร“ลอร์ด จิมส์” ที่ซึ่งท่านจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสดใหม่จากเชฟนิค กันนาเวย์ และทีม โดยมื้อค่ำในวันวาเลนไทน์ เชฟนิครังสรรค์เมนูพิเศษ 4 คอร์ส โดยเริ่มต้นมื้อแห่งความรักด้วย ชุดอาหารทะเลสุดพิเศษเสิร์ฟแบบเย็น เป็นคอร์สที่ระลึกถึงเทพแห่งความรัก “วีนัส” ซึ่งเธอกำเนิดจากท้องทะเล

โดยในชุดอาหารทะเลประกอบด้วย ราชินีแห่งหอยหางรมจากฝรั่งเศส หอยเชลล์จากฮอกไกโด ปูยักษ์และคาเวียร์ ไข่หอยเม่น ตามด้วยซุปไก่ สำหรับอาหารจานหลักนั้น ท่านสามารถเลือกระหว่างเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟกุ้งล็อบสเตอร์และหมูกรอบที่ปรุงแบบกงฟี  หรือ ปลาเก๋าที่ผ่านการอบอย่างพอดีเสิร์ฟพร้อมกับฟักทองบัตเตอร์นัทเนื้อแน่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานราดมาร์มาเลดกุหลาบให้ความรู้สึกหวานสดชื่น

อาหารค่ำ 4 คอร์ส ราคา 9,400 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์

ในเดือนแห่งความรักนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะสำหรับการจิบน้ำชายามบ่ายมากไปกว่า ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์ ที่ซึ่งท่านจะได้นั่งพักผ่อนกับคู่รักท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย และรับประทานขนมและของว่างที่จะเสิร์ฟมาในกล่องรูปทรงหนังสือ ขนมหวานและของว่างทั้ง 13 ชิ้นในหนึ่งชุดได้ผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน รวมถึงบริยอชรสกุหลาบ และ ตับห่านที่เสิร์ฟพอดีคำในแบบของมิลเฟย 

หลังจากท่านและคนพิเศษอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” เรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับกล่องขนมซึ่งเป็นรูปทรงหนังสือเป็นของขวัญ

ใครที่หลงใหลขนมอบรสละเมียดที่ทำมาทั้งอย่างคาวอย่างหวาน จริงๆ รับประทานก็อิ่มได้เป็นหนึ่งมื้อสามารถมาลิ้มลองเมนูที่รังสรรค์พิเศษนี้ได้จนถึงสิ้นเดือนนี้

ชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” ราคา 1,900++ บาท ต่อท่าน มีให้บริการจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

ห้องอาหาร คินู บาย ทาคากิ

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และวัฒนธรรมอันวิจิตรของญี่ปุ่น และกำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างในวันแห่งความรัก ห้องอาหารคินู บาย ทาคากิ นำเสนอมื้อค่ำ 10 คอร์ส แบบไคเซกิซึ่งเป็นวิถีการรับประทานอาหารตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น 

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 20,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 30,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน โดยเพิ่มคาเวียร์ในทุกคอร์ส

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  โทร 0 2659 9000 หรือ www.mandarinoriental.com/bangkok

Bee a Tiger , KENZO : Spring/Summer 2021

งดงามบนความอ่อนไหว Felipe Oliveira Baptista  ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของ KENZO นำเสนอคอลเล็กชัน Spring/Summer 2021 ด้วยการนำเอาความรู้สึกที่คนทั้งโลกต้องเผชิญอยู่มาตั้งคำถาม และปลุกเร้าให้ทุกคนยืนหยัด Be caring, Be brave Bee a Tiger /Felipe

เสือโคร่งเสมือนอัตลักษณ์หนึ่งของ KENZO ที่เชื่อมโยงกับความเป็น  “Jungle Jap” ในวงการแฟชั่นเมื่อปลายยุคเซเวนตี้ส์ และ KENZO ได้มีโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งในป่ากับ WWF สำหรับคอลเล็กชันนี้เขานำเอาผึ้งซึ่งเป็นตัวแทนของความขยันและนักสู้มาต่อยอดไปสู่ความเป็นเสือได้อย่างดงามงาม ด้วยซิลลูเอต(sillhouette)ที่ยังเชื่อมโยงกับคอลเล็กชันแรกที่เขาทำให้ KENZO ความเป็น wanderer นักพเนจรที่คร่ำโลก เขานำเอาหมวกของนักเลี้ยงผึ้งมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นเสมือนเกราะที่ครอบให้เรามี social distancing แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความ dramatic ลึกลับ ซ่อนเร้นแต่ก็ชวนค้นหา

ลายพิมพ์ดอกไม้ที่ดูพร่าเลือนเหมือนมองผ่านม่านน้ำตา แต่ทว่าดูอีกทีก็เหมือนลวดลายของผ้าไหมมัดหมี่ที่ผูกลายอย่างอิสระ และข้อความต่อไปนี้คือสิ่งที่ฟิลิเป้ ต้องการบอกกับเรา โดยคอลเล็กชันนี้มีทั้งแบบเสื้อสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี แต่เราคัดมาให้ชมเฉพาะของสุภาพบุรุษ แม้จริงๆ ดีไซน์ของเขาจะดูไร้เพศสภาพก็ตาม อย่างชุดสุดท้ายสีน้ำเงินที่เดินโดยนางแบบภายใต้หมวกคนเลี้ยงผึ้งสีน้ำเงินเข้ากับชุดนั้นแทบจะไม่บ่งบอกใดๆ ว่าเป็นชุดของชายหรือหญิง

 ฉันไม่เคยเริ่มคอลเล็กชันท่ามกลางคำถามรอบตัว และความรู้สึกหลากหลายปนเปกันไปมามากมายขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถให้คำตอบต่อคำถามที่มีต่อสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างถูกต้องแน่นอนหรอก โลกของเราตอนนี้เหมือนกำลังหลงทาง ทุกคนต้องพยายามค้นขว้าหาความเป็นไปได้ในนั้น เราจะกำหนดและแสร้งทำเป็นให้คำตอบของความเป็นจริงที่ไม่มีใครเข้าใจทั้งหมดได้อย่างไร 

เราจะหาข้อสรุปและผลที่ตามมาจากสถานการณ์ที่ห่างไกลจากจุดจบได้อย่างไร โลกกำลังป่วย แต่มันยังมีชีวิตอยู่ และตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง

คำตอบจากการมองโลกในแง่ดีต้องมาพร้อมกับแนวทางปฏิบัติ แล้วเราจะเริ่มต้นจากจุดนี้อย่างไร เราจะก้าวต่อไปอย่างไร เราจะช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร ทำให้พวกเขาฝัน ให้ความหวังและในขณะเดียวกันก็ให้ความสะดวกแก่ชีวิตของพวกเขา

แนวคิด และไอเดียของคอลเลคชั่นนี้นั้นหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามสภาวะจิตใจของฉันนับตั้งแต่ช่วงจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด โลกกำลังร้องไห้ ดอกไม้ในภาพพิมพ์และลายพริ้นท์ที่เราพัฒนาขึ้นสำหรับคอลเล็กชันนี้ก็เช่นกัน ดอกป๊อปปี้และดอกไฮเดรนเยียก็ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของการร้องไห้แบบดิจิทัล ความรู้สึกแรกเริ่มของดอกไม้ในการปกป้องและห่อหุ้ม กลายมาเป็นบทกวีของผึ้งผู้ควบคุมโลก ณ ตอนนี้ ตอนที่เรามีความรู้สึกอันแรงกล้าที่จะปกป้องดูแลโลกของเราให้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเร่งด่วน เสมือนผึ้ง และคนเลี้ยงผึ้งพร้อมด้วยเสื้อผ้าและหมวกที่ชวนให้หลงใหล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางและระยะทางที่กำหนดและจำเป็นในปัจจุบัน 

Going Places… ภาพลวงตาแห่งความฝัน ความหวัง ความตื่นเต้น และการค้นพบ เราจะไม่ยอมแพ้ เสื้อผ้าที่เปลี่ยนตัวเองให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเปราะบาง เปลือยเปล่า ทั้งกล้าที่จะเจอกับอันตรายและกฏเกณฑ์อย่างกล้าหาญ เป็นเคนโซ่ที่ยังคงความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และการมองโลกในแง่ดีไว้อย่างคงที่ เราต้องการที่จะใส่ความดิบ ความกล้าหาญ และพลังแห่งความอยากรู้อยากเห็นลงในเสื้อผ้าและในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอลเลคชั่นนี้ เหมือนกับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีในแบบพังก์ๆ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองสิ่งต่างๆ ให้แตกต่าง และจากมุมมองใหม่ๆ ถึงเวลาที่ต้องดึงทุกสิ่งมารวมกันอีกครั้งด้วยวิธีที่แปลกใหม่ ล้ำและสร้างสรรค์แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายอันงดงาม 

คอลเล็กชันนี้ เปรียบเสมือนภาพถ่ายของบุคคลที่บอกเล่าเรื่องราวการเฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่ที่มีทั้งสองด้าน ทั้งความสนุกสนานและความเศร้าโศก ความสูงและความต่ำ การปกคลุมและเปลือยเปล่า ความละเอียดอ่อนและความกล้าหาญ ความหวาดกลัวและความมองโลกในแง่ดี การปกปิดและการเปิดเผย การไม่รู้สถานการณ์ล่วงหน้าและการควบคุมสถานการณ์ ความประหลาดใจ แล้วท้ายที่สุดความนิ่ง และการเคลื่อนไหว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือผู้ที่จะนำ KENZO ไปสู่จุดหมายเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน ในความดมเดิร์นของดีไซน์เขายังสอดแทรกความเป็นพื้นถิ่น กลิ่นอายของตะวันออกแทรกไว้อย่างแนบเนียน และอย่างที่เขาบอก ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ เราจงเดินไปข้างหน้าอย่างผ่าเผย ผงาดและกล้าหาญเช่น Bee a Tiger.  

A Touch of Amanpuri Phuket. 

ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุดที่จะมาถึงเร็วนี้ขอกระซิบว่าอมันปุรี ภูเก็ตมีราคาพิเศษสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีที่พำนักในประเทศไทย ใครที่อยากจะรู้จักอมันปุรี ที่เขาเลื่องลือกันว่าเป็นรีสอร์ตสุดหรูในสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย อยากนั่งเล่นศาลาทรงไทยหน้าที่พักเพื่อชมวิวทะเลก็ต้องมาสัมผัส รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่เลื่องลือว่าเป็นต้นแบบของอมันที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้ราคาพิเศษจริงๆ สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในเมืองไทย เพราะเราสามารถปรึกษากับทางอมันปุรีถึงจำนวนคนที่เดินทางเข้าพัก จำนวนวันเพื่อจัดสรรให้ได้สถานที่พักในราคาที่เหมาะสมที่สุด 

ที่พักแต่ละแบบมีความพิเศษที่แตกต่างกัน อย่างพาวิลเลียนแต่ละหลังก็มีขนาดพื้นที่ใช้สอยต่างกัน วิวต่างกัน จะมีสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือจะเลือกเป็นวิวทะเลที่สวยที่สุดก็มีแตกต่างกันไป หรือจะเป็นพาวิลเลียนที่เห็นวิวทะเลพร้อมศาสลาพักผ่อนแบบไทยๆ ใครที่ชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรรมแบบไทยๆ ที่ดูร่วมสมัย น่าอยู่และไม่ได้เก่าคร่ำแบบโบราณต้องชื่นชอบ 

ส่วนการใช้สอยในห้องพักก็แบ่งสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนพักผ่อน ส่วนนอน หรือห้องน้ำห้องแต่งตัวที่มีขนาดใหญ่เท่าๆ กับห้องนอน แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เหมาะกับการใช้สอยที่หนูหราสะดวกสบาย ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยที่ดูอึดอัด

มาพักที่นี่ถ้าไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ริมทะเล ที่ศาลาหน้าเรือนพักก็ยังเหมาะจะเป็นที่พักผ่อนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เล่นมือถือหรือไอแพด โดยจะนั่งพิงกับหมอนขวานให้สบายๆ(ที่นั่งเขาลดระดับลงไปจากพื้นศาลาเหมือนที่นั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้นั่งสะดวก) หรือจะเอนกายเอกเขนกกับเบาะและหมอนขวานทรงสามเหลี่ยมก็แสนสบาย ส่วนใครจะไปอาบแดดริมทะเลก็ย่อมได้ หรือจะไปเล่นกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ อย่าง  stand-up jet ski ที่ทำให้คุณได้ท้าทายกับยอดคลื่น seabobs ที่ทำให้คุณดำน้ำได้ด้วยความเร็วของสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ flyboard ที่ผสมผสานเจ็ตสกีกับเจ็ตแพ็คเข้าด้วยกันโดยใช้พลังน้ำทำให้คุณลอยตัวเหนือผิวน้ำได้สูงเกือบ 10 เมตร และสามารถแสดงท่าผาดโผนต่างๆ ได้ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่กำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้  และ Mastercraft X23 wakeboarding boat สำหรับเล่นเวคบอร์ด 

ถ้าใครอยากจะไปดำน้ำที่เกาะราชา เกาะไข่นอก หรือจะเป็นเกาะดอกไม้ก็ได้ หรือใครอยากจะล่องเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือล่องเรืออกไปตกปลารวมทั้งการท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ที่นี่มีบริการ รวมทั้งการจัดสรรขนาดของเรือให้เหมาะกับจำนวนคณะของคุณด้วย เพราะเกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของทะเลอันดามันต่างก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้าต้องการให้เด็กไป เรียนรู้เรื่องทะเลที่นี่ก็มี Eco-Beach Centre ที่ให้เด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปได้เข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งตีกอล์ฟที่สนามระดับมาตรฐาน 5 ดาวนั้นอยู่ห่างจากอมันปุรีไม่ถึงชั่วโมง ส่วนใครไม่อยากจะใช้เวลากับกิจกรรมโลดโผนต่างๆ แต่จะใช้เวลาสำหรับการพักผ่อนสบายๆ ก็มีสระว่ายน้ำยาว 27 เมตรที่เป็นสระไอคอนของที่นี่ หรือจะไปที่ pool terrace ก็มีสระว่ายน้ำความยาว 20 เมตร และมีสระสำหรับเด็กที่ยาว 10 เมตรใกล้ห้องอาหารญี่ปุ่น Nama รวมทั้งมีห้องสมุดที่คุณจะใช้เป็นมุมสงบกับหนังสือต่างๆ ได้ 

แต่ทุกวันเวลาง่ายๆ จะมีมุมน้ำชาที่บริการให้แขกทุกคนในอมันปุรีที่ริมสระว่ายน้ำใหญ่ โดยจะมีขนมน้ำชาต่างๆ รวมทั้งขนมครกที่เป็นสูตรดั้งเดิมของที่นี่ ต้องบอกว่าอร่อยมากๆ โดยมีเครื่องต่างๆ โรยหน้าไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด เผือก หน้าทรงเครื่องต่างๆ หรือแม้แต่หน้าต้นหอมที่เบสิกแต่หารับประทานไม่ค่อยได้แล้ว แต่จริงๆ ไม่โรยหน้าอะไรเลยก็อร่อยเพราะเขาทำให้ผิวกรอบแต่เนื้อในนิ่มหอมหวานมะพร้าว อร่อยมากๆ

ส่วนห้องอาหารต่างๆ มีทั้งห้องอาหารไทยที่เป็นที่รับประทานอาหารเช้าด้วย ถ้าคุณจะไม่สั่งรูมเซอร์วิสไปที่พักนะ อาหารไทยที่นี่รสจัดอร่อยแต่ไม่ได้ทำเผ็ดนำแม้บางอย่างจะเป็นอาหารท้องถิ่นทำให้รับประทานได้มาก โดยมีเมนูอาหารเช้าสำหรับคนรักสุขภาพให้เลือกด้วยไม่มีแป้งแต่รับประทานแล้วอิ่มอร่อยได้พลังงาน ส่วนใครชอบอาหารอิตาเลียนต้องลองที่ Arva ซึ่งจะเขียนแนะนำในคราวต่อไป เนื่องจากติดใจการสร้างสรรค์เมนูของเชฟมาก ส่วนที่ Beach Terrace เสิร์ฟอาหารเมดิเตอเรเนียนในบรรยากาศริมทะเล ส่วนห้องอาหารญี่ปุ่น Nama ที่โด่งดังนั้นเปิดเป็นฤดูกาล แต่ที่ไม่ควรพลาดคือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ The Lounge ส่วนตัวติดใจที่ใช้จินเป็นส่วนผสมหลัก สามารถนั่งชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกได้จากที่นี่

ที่นี่ยังมีที่พักแบบวิลล่าสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศแบบบ้านตากอากาศส่วนตัวมีตั้งแต่ 1ห้องนอนถึง 9 ห้องนอน โดยวิลล่าบางหลังมีห้องยิมส่วนตัวอีกด้วย แต่สำหรับยิมของที่นี่ก็มีอุปกรณืทันสมัยมากมายรวมทั้งมีที่ซ้อมมวยไทยโดยมีครูฝึกที่เชี่ยวชาญเป็นคนสอน และมีคลาสมวยไทยริมชายหาดอีกด้วยถ้าสนใจ แต่ใครชอบโยคะที่นี่มีคลาสทุกเช้าโดยมีศาลาโดยเฉพาะที่อยู่เป็นส่วนหนึ่งของเวลเนสเซ้นเตอร์

 Amanpuri Holistic Wellness Centre มีห้องทรีตเม้นต์ 12 ห้องออกแบบสไตลืไทยร่วมสมัย ที่นี่เป็น Wellness Centre ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอีกด้วย ไม่ใช่แค่สปา มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ 

และที่ไม่ควรพลาดก็คือที่จัดแสดงนิทรรศการและร้านจำหน่ายสินค้าของอมันปุรีที่ตัวอาคารออกแบบโดย Kengo Kuma สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก และบรรดา Aman junkie ทั้งหลายต้องไม่พลาดจะสะสมสินค้าดีไซน์พิเศษ อย่างกางเกงบ็อกเซอร์ลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอมันในประเทศต่างๆ รวมทั้งของเก๋า อีกมาก

การได้มาเยือนอมันปุรี ในครั้งนี้ต้องบอกว่าประทับใจกับการบริการต่างๆ สมกับชื่อเสียงของอมันปุรีที่มีมายาวนาน และที่นี่คือที่แรกหรือต้นกำเนิดของอมันต่างๆ ย่อมจะเป็นต้นแบบที่นาประทับใจและสอดแทรกความเป็นไทยไว้อย่างดงามกลมกลืน แต่ก็มีสิ่งต่างๆ ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ อย่างทีวีที่ต่อเข้ากับการสั่งการด้วยไอแพด(ทุก อย่างในห้องพักควบคุมด้วยไอแพด) 

ก่อนนั้นในอมันปุรีหรือรีสอร์ตในเครืออมันต่างๆ จะไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ในห้องพัก เพราะต้องการให้คนออกมาใช้กิจกรรมด้านนอก และเป็นสถานที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ปัจจุบันเรามีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ไปอยู่ที่ไหนสัญญานไวไฟต้องแรงเพื่อการโซเชียลทางออนไลน์ ดังนั้นอมันปุรีจึงมีสิ่งทันสมัยไฮเทคต่างๆ มาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พิเศษสำหรับวันพักผ่อนอย่างแท้จริงที่จะให้เราได้ชมความงดงามของทะเลอันดามันได้อย่างเต็มตา อยากทราบรายละเอียดต่างๆ สอบถามได้ที่ https://www.aman.com/resorts/amanpuri

Gucci’s Masculine, Plural

            นี่เป็นการจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันสุภาพบุรุษแยกออกมาหลังที่จัดรวมกันกับของสุภาพสตรีมาโดยตลอดสำหรับ Gucci ภายใต้ Alessandro Michelle และไม่ได้จัดที่ Gucci Hub แต่มาจัดที่ Palazzo Della Scintille เมื่อเข้าไปในโถงจัดแสดงโชว์ต้องตื่นตากับลูกตุ้มขนาดยักษ์แกว่งคล้ายลูกตุ้มนาฬิกา แต่มิเคลเล่ ต้องการเล่าถึงภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ต้องมีเปลือกนอกที่หยาบคาย กักขฬะ เป็นพิษกับบรรยากาศซึ่งเขานำเสนอแฟชั่นเพื่อทำลายกรอบนี้เหมือนเช่นทุกคอลเล็กชันที่เขาต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังงานดีไซน์เสมอ

              เปิดตัวด้วยนายแบบในชุดกางเกงผ้าสีเงินเนื้อมันวาวส่วนชิ้นบนเป็นแจ็คเก็ตกำมะหยี่(ทักซีโด้)คอปกทรงแปลกด้านในคือสเวตเตอร์ที่ทับเสื้อเชิ้ตไม่มีการติดหูกระต่ายหรือเนคไทใดๆ เป็นลุคที่จะทางการก็ได้หรือจะลำลองก็ยังไหว ผ้าเนื้อหนาต่างๆ ในรูปของเสื้อโค้ตหลากสี รวมทั้งลายสก็อต โดยปกของโค้ตจะใหญ่มีช่วงลำตัวสั้นและยาว เก๋ตรงที่นำแจ็คเก็ตผ้าเนื้อหนามาจับคู่กับกางเกงขาสั้นและสวมถุงเท้ายาวสูงใต้เข่าแทนถ้าใครกลัวหนาว โดยมีโค้ตความยาวระดับเหนือหัวเข่าให้สวมทับอีก สิ่งเดียวที่ไม่ปิดน่าจะเป็นหัวเข่า แต่ในยุคโลกร้อน การแต่งตัวมันจะปนๆ กันไปโดยโทนสีของคอลเล็กชั่นมีทั้งสดใสและอ่อนหวานรวมทั้งสีขรึมที่ดูภูมิฐาน(แบบกุชชี่) กางเกงทรงหลวมสบาย หรือแม้แต่กางเกงยีนส์ขาดก็ยังมี แต่จับคู่กับเสื้อเชิ้ตลายตารางตัวโคร่งทับด้วยสเว็ตเตอร์ตัวหลวมแต่ความยาวของสเว็ตเตอร์จะมีทั้งสั้นเหนือเอวและยาวโคร่งคลุมสะโพก

โค้ตตัวเด่นกลับเป็นทรงเอไลน์สีฟ้าเบบี้บลูแต่เขาทำออกมาไม่แฟมินีนเลยสักนิด แม้จะรู้ว่าเป็นโค้ตทรงเอที่ปกติจะเป็นทรงของผู้หญิง อย่างที่เขาบอกว่าจะทำแฟชั่นเพื่อลบภาพจำของสุภาพบุรุษที่ถูกมองว่าต้องห้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูนิ่มนวลอ่อนหวานแบบผู้หญิง แต่แน่นอนว่ามีรายละเอียดเสื้อของผู้หญิงอย่างการจับจีบตรงหน้าอกเหมือนการตกแตง และคอเสื้อกว้างและลึกแต่มีปก เอวเสื้อเข้ารูปแล้วผายออกซึ่งถ้าผู้หญิงสวมก็สวยแบบหญิงๆ แต่ผู้ชายใส่ก็เท่ชวนฉงนดี 

            ที่ต้องพูดถึงจริงจังก็คือกระเป๋าที่มีทั้งทรงหีบเดินทาง กระเป๋าถือแบบสุภาพบุรุษรวมทั้งกระเป๋าใบเล็กที่ไม่มีเพศสภาวะ แล้วไม่จำเป็นว่าใบเล็กเหมาะกับผู้หญิง ผู้ชายกุชชี่ถือหรือสะพายกระเป๋าใบเล็กๆ ได้เท่ แต่อะไรก็ไม่เด่นเท่าคำว่า FAKE ที่อยู่บนกระเป๋าบางดีไซน์ ซึ่งคำนี้ใช้จิกกัดแกมหยอกแล้วไม่ได้ทำให้คนรู้สึกแย่ถ้าไม่มีอะไรที่เสแสร้ง กับกลายเป็นคำเสียดสีที่ชวนให้ขำ แต่ใครที่ชอบเสแสร้งก็อาจจะไม่ขำก็ได้ 

#GucciFW20 #GucciThailand #HommesThailand #LofficielHommesThailand

5 ร้านอาหาร บาร์ และคลับเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ

ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงขึ้นปีใหม่ 2562 ก็มีร้านเปิดใหม่มากมาย ที่อ้าแขนรอต้อนรับลูกค้าอย่างเราๆให้ลองไปเปิดประสบการณ์ ณ สถานที่เหล่านั้นดูสักครั้ง เราจึงรวบรวมร้านอาหาร บาร์ และคลับที่พึ่งเปิดให้บริการสดๆร้อนๆจำนวน 10 ร้านทั่วกรุงเทพฯ ให้คุณได้ลองไปใช้เวลายามว่างตอนค่ำนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ฟังเพลงเพราะๆ หรือมีมื้ออาหารอันแสนอร่อยกับคนใกล้ชิดของคุณ

เราเชื่อว่าต้องมีสักร้านที่เข้าตา…จนคุณต้องชวนเพื่อนไปซ้ำอีกหลายรอบอย่างแน่นอน

Pirate Arena

จาก Seenspace ได้ปรับโฉมมาเป็นเรือโจรสลัดกลางทองหล่ออย่าง Pirate Arena เป็นแหล่งกิน ดื่ม เที่ยวที่ใหม่จำนวน 3 ขั้น บรรยากาศของร้านในแต่ละชั้นจะมอบประสบการณ์ดีๆให้กับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของคุณได้ ชั้นแรกคือ Pirate Saloon เบียร์และวิสกี้บาร์ที่ตกแต่งราวกับกำลังนั่งอยู่กลางมหาสมุทรใต้ท้องเรือ มีอาหารและเครื่องดื่มรสชาติดีสารพัดเมนูให้เลือกทาน ชั้น 2 เป็น Pirate Bazaar ที่จะมีโซนอาหารและร้านไวน์พร้อมดนตรีแจ๊สเพราะๆ ส่วนชั้น 3 คือ Fallabella Luxe ที่เที่ยวในตำนานที่กลับมามอบความสนุกและสีสันในยามค่ำคืนให้ทุกคนอีกครั้ง ต้องลองสัมผัสความพิถีพิถันของการปรุงและจัดอาหาร รวมถึงความสร้างสรรค์ของเมนูค็อกเทลและเครื่องดื่มต่างๆด้วยตัวเองสักครั้ง

สถานที่:
ทองหล่อ ซอย 13
(สถานี BTS ที่ใกล้ที่สุด: ทองหล่อ)

เวลาเปิดทำการ:
18.00 – 02.00 น.

ติดต่อร้าน:
โทร 083-639-9919

Pink Flamingo by Prelude

ค็อกเทลบาร์แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่หลังร้านอาหาร Prelude การตกแต่งภายในร้านเป็นธีมเรโทรยุค 80’s ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกิจกรรมและดนตรีในสมัยนั้น มีนกฟลามิงโกสีชมพูแสนน่ารักรายล้อมไปทั่วร้าน ให้บรรยากาศราวเป็นเป็นทรอปิคอลบาร์ใจกลางทองหล่อเลยก็ว่าได้ สำหรับเมนูค็อกเทล คิดค้นและสร้างสรรค์โดยหัวหน้าบาร์เทนเดอร์จากสถาบัน Culinary Institute of America (CIA) ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นเครื่องดื่มที่น่าสนใจทั้งรสชาติและหน้าตา เช่น Angel Pink (350 บาท) ที่มีส่วนผสมของจิน ไซรัปดอกเอลเดอร์ และชิโซะแดง Mystery Box (350 บาท) ค็อกเทลตามใจบาร์เทนเดอร์ ซึ่งถ้าใครอยากลุ้นว่าบาร์เทนเดอร์จะเลือกเครื่องดื่มชนิดไหนให้เรา เมนูนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

สถานที่:
ชั้น 2 Arena 10 ทองหล่อ ซอย 10
(สถานี BTS ที่ใกล้ที่สุด: ทองหล่อ)

เวลาเปิดทำการ:
อังคาร – อาทิตย์
18.00 – 24.00 น.

ติดต่อร้าน:
โทร 061-384-1067

Koi Restaurant & Lounge

ร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นบนชั้น 39 อาคาร Sathorn Square แห่งนี้เป็นสาขาที่ 2 ในประเทศไทย โดย Koi เป็นที่กล่าวขานมาอย่างยาวนานในระดับโลก มีสาขามากมายทั้ง ลาสเวกัส ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก อาบูดาบี และประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่อาหารและเครื่องดื่มสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความพิถีพิถันจากวัตถุดิบชั้นเลิศ ภายในร้านแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ ห้องอาหาร และ เลานจ์ ตกแต่งอย่างทันสมัย ด้านในร้านมีมุมกระจกที่สามารถเห็นวิวกรุงเทพได้อย่างถนัดตา นอกจากนี้ยังมีเพลงแจ๊สเล่นคลอเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆ อีกด้วย

สถานที่:
ชั้น 39 อาคาร Sathorn Square สีลม
(สถานี BTS ที่ใกล้ที่สุด: ช่องนนทรี)

เวลาเปิดทำการ:
อังคาร – อาทิตย์
18.00 – 01.00 น.

ติดต่อร้าน:
โทร 02-258-1590

ABar & ABar Rooftop

บาร์ทั้งสองแห่งนี้ให้บรรยากาศที่แตกต่างกัน โดย ABar เป็นอินดอร์บาร์ที่ตกแต่งในสไตล์เรโทรเท่ๆ ผสมผสานระหว่างยุควิกตอเรียและช่วงยุค 30’s ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มเป็นหลัก มีระเบียงที่สามารถออกไปนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชมวิวของสวนเบญจสิริได้ ส่วน ABar Rooftop ตกแต่งออกมาในลักษณะโมเดิร์นและสบายๆมากกว่า ความพิเศษของบาร์บนดาดฟ้าโรงแรมแห่งนี้เป็นบาร์จิน ที่มีมากกว่า 55 ชนิด ซึ่งแต่ละเมนูผ่านการคิดและทดลองสูตรมาแล้ว เมนูซิกเนเจอร์ของที่ร้านคือ G&T No.3 (425 บาท) มีส่วนผสมของจิน Martin Miller และโทนิก Fever-Tree Mediterranean ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ทานได้นานาชนิดที่ จึงมั่นใจได้ว่ารสชาติค็อกเทลอร่อยๆ และบรรยากาศเมืองกรุงสวยๆ จะทำให้มีค่ำคืนที่ดี

สถานที่:
ชั้น 37-38 โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park สุขุมวิท ซอย 22
(สถานี BTS ที่ใกล้ที่สุด: พร้อมพงษ์)

เวลาเปิดทำการ:
17.00 – 01.00 น.

ติดต่อร้าน:
โทร 02-059-5999

Asia Today

บาร์แห่งนี้เกิดขึ้นจากทีมผู้ก่อตั้ง บาร์ Teen of Thailand ที่ต้องการเน้นความสำคัญของวัตถุดิบที่ใช้ในเครื่องดื่มเมนูต่างๆ โดยใช้น้ำผึ้ง สมุนไพร ฯลฯ จากท้องถิ่น ที่ทีมเจ้าของเดินทางไปหามาด้วยตนเองทั้งสิ้น ทำให้เมนูเครื่องดื่มจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังมีค็อกเทลพื้นฐานที่สามารถไปชิมได้อยู่เรื่อยๆ เมนูค็อกเทลส่วนใหญ่ใช้รัมเป็นเบส และตั้งชื่อตามวัตถุดิบหลักที่ใช้ เช่น ใบหูเสือ (360 บาท) หรือ Wild Honey Khao Yai (360 บาท) หากได้คุยกับบาร์เทนเดอร์เรื่องเครื่องดื่มนานาชนิดที่คุณสั่ง จะได้ทราบเรื่องราวของวัตถุดิบเบื้องหลังอันน่าสนใจอย่างแน่นอน

สถานที่:
ซอยนานา ถนนเจริญกรุง
(สถานี MRT ที่ใกล้ที่สุด: หัวลำโพง)

เวลาเปิดทำการ:
อังคาร – อาทิตย์
19.30 – 01.00 น.

ติดต่อร้าน:
โทร 097-134-4704

 

The Family I Dream of ครั้งแรกที่น็อต – วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์

ครั้งแรกที่น็อตวิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พร้อมชมพู่อารยา เอ ฮาร์เก็ต ภรรยาคนสวย พ่วงด้วยน้องสายฟ้า และน้องพายุ (ติดตามแฟชั่นเซ็ตสวยๆ ของชมพู่ได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียลฉบับเดือนเดียวกันบนแผง) เราจึงอดไม่ได้ที่จะนั่งสัมภาษณ์เขาแบบเจาะลึกเรื่องราวในใจของชายผู้ยืนยันว่า ผมอยากมีลูกมาโดยตลอด” 

สามปีที่สร้างครอบครัวร่วมกับภรรยาคนสวย และอีกกว่าเจ็ดปีที่คบหาดูใจกันก่อนตัดสินใจร่วมสร้างครอบครัวที่น็อตเฝ้าฝันมาตลอด ในวันนี้น้องสายฟ้าและน้องพายุอายุได้ขวบกว่าแล้ว ฝาแฝดคู่นี้นำพาทั้งรอยยิ้มและความสุขมาสู่ครอบครัวรังษีสิงห์พิพัฒน์ในแบบที่น็อตต้องการอย่างแท้จริง

ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหนบ้าง ?
หลังจากมีลูก เล่าให้ฟังหน่อย

เปลี่ยนไปเยอะมาก เอาง่ายๆ คือทุกวันนี้เลิกงานก็อยากจะพุ่งกลับบ้านมาอยู่กับลูกเท่านั้น มันชัดเจนมากทีเดียว ยิ่งตอนไปทำงานต่างประเทศนี่ยิ่งอยากจะจัดสรรวันทำงานให้กระชับที่สุดเพื่อที่จะได้รีบกลับมาเล่นกับเขา จากเมื่อก่อนที่จะอยู่เที่ยวต่อสักวันสองวันก็ยังดี เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว เพราะลูกเป็น priority ของผม เมื่อก่อนเคยอยากดูเมือง ตอนนี้อยากกลับบ้านมาอยู่กับลูกมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วการอยู่กับเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแค่ได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า ได้กอด ได้หอม ได้อุ้ม ได้เห็นเขาวิ่งไปรอบโต๊ะเวลาที่ผมกินอาหารเช้า นั่นก็พอแล้วครับ

นั่นคือความสุขในปัจจุบัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการของเด็กน่ะครับ บางครั้งไปทำงานต่างประเทศห้าหกวัน กลับมาอีกทีคือเขาเปลี่ยนไปแล้ว เราก็รู้สึกตะลึงว่าคิดดูนะ จากเด็กที่เอาแต่นอนอย่างเดียว กลายเป็นลุกขึ้นนั่ง แป๊บเดียวคือนั่งตัวตรงกินข้าวกับเราได้แล้ว แล้วต่อมาก็ดันตัวเองจากท่านั่งขึ้นมาท่ายืน สักพักก็เดิน จากเดินเป็นวิ่ง ผมอยากจะอยู่กับเขาในทุกช่วงพัฒนาการของเขาจริงๆ ครับ

คิดว่าเมื่อลูกโตขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะคาดหวังอะไรกับความเป็นตัวเขาขนาดไหน ?

คาดหวังแค่ว่าอยากจะให้เขาไปได้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพเขาพอไปได้ คนเป็นพ่อมีหน้าที่สนับสนุนเขา ติดอาวุธให้เขามีทักษะต่างๆ ติดตัว ไม่ได้บังคับว่าให้เขาอยากเป็นอะไร
แต่จะให้โอกาสเขาเลือกด้วยตัวเอง จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีของสังคมเท่านั้นเอง เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขาจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ตัวผมมีความสุขกับการทำงาน กับการมีครอบครัว ดังนั้นในเมื่อผมไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร อยากทำอะไร ผมจึงอยากแค่ให้เขามีความสุข ได้ทำสิ่งที่เขารัก เท่านั้นก็พอ

บอกหน่อยได้ไหมว่าเคล็ดลับในการใช้ชีวิตให้มีความสุขคืออะไร ?

เอาจากประสบการณ์ของผมนะ ผมคิดว่าตัวเองมีความสุข ผมมองว่าการแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง และการดูแลสุขภาพสำคัญอันดับสอง ดังนั้นคุณจึงต้องแบ่งเวลาเพื่อดูแลสุขภาพด้วย เพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่เป็น asset ของเราจริงๆ ส่วนตัวผมจะพยายามตื่นเช้ามาออกกำลังกาให้ได้ทุกวัน เวลาทำงานผมก็เต็มที่กับงาน พอเลิกงานผมก็เต็มที่กับครอบครัว สิ่งสำคัญอันดับสามคือเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ทุกวันนี้เรียนรู้ง่ายมากจริงๆ ข้อมูลมันเยอะแยะไปหมด ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำทุกวันคืออ่านเยอะๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ให้เยอะๆ และสิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายคือคุณต้องมีทัศนคติด้านบวก ผมเชื่อเสมอเรื่อง action – reaction หรือทำดีได้ดี ดังนั้นทำดีไปเถอะ มันจะตอบแทน
กลับมาในสิ่งที่คุณไม่ได้คาดหวังครับ

เคยกลัวที่จะมีลูก หรือมีความคิดประมาณว่าหวงชีวิตโสดบ้างไหม ?

ส่วนตัวผมคืออยากจะมีลูกอยู่แล้ว ถ้าผมจะแต่งงานนั่นแปลว่าผมจะมีลูกเลย ผมจึงเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด ผมก็คิดแล้วว่าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนไหน อะไรแบบนั้น ผมไม่เคยกลัวการมีลูกเลยนะ บางคนอาจจะหวงชีวิตโสด ยังอยากเที่ยวอยู่ กลัวมีลูกแล้วไม่ได้เที่ยว แต่ผมไม่กลัวเลย เพราะผมทำมาหมดแล้ว ผมแต่งงานตอนอายุ 38 แล้ว ผมเที่ยจนอิ่มแล้วจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมอยากจะจูงลูก อยากจะมีลูกมาตั้งนานแล้วจริงๆ

เริ่มรู้สึกว่าอยากมีลูกตั้งแต่เด็กเลยเหรอ รู้ตัวเร็วขนาดนั้นเลยไหม ?

ไม่ขนาดนั้นครับ แต่หลังจากที่ผมคบกับชมไปได้สักสี่ห้าปีผมก็รู้สึกว่าคนนี้ใช่ ชมเป็นผู้หญิงไม่จุกจิก ไม่ดราม่า เป็นคนแมนๆ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ และเวลาไปเที่ยวด้วยกันเราก็ชอบเหมือนกัน กินเหมือนกัน สไตล์การใช้ชีวิตคล้ายกัน ทำให้ผมรู้ว่าเราอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ผมไม่คิดอะไรแล้ว รู้เลยว่านี่คือเวลาที่ผมจะต้องมีครอบครัวที่แท้จริงแล้ว และในเมื่อผมกับชมผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก เราสองคนไม่ได้อยู่กันได้ด้วยความโรแมนติก แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนสนิท คุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษาเรื่องงานกันได้ และที่สำคัญเราสองคนรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไร เรารู้ว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา มันพอแล้วจริงๆ

 

Gucci Gift Giving Campaign ในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้

Gucci เปิดตัวแคมเปญสำหรับเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้ ด้วยสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่จิวเวลรี่ กระเป๋าถือ รองเท้า น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเสื้อผ้าเด็กจาก Gucci กิจกรรม พร้อมด้วยหนังทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ จุดเด่นของแคมเปญ Gift Giving นี้คือหนังโดยฝีมือของ Petra Collins ที่ถ่ายทำที่ Le Roi ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์และสถานที่เต้นรำและในเมืองตูริน (หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Sala da Ballo Lutrario หรือห้องบอลรูม Lutrario) เปิดทำการเมื่อปี 1926 การตกแต่งภายในได้รับการออกแบบใหม่โดยสถาปนิก นักออกแบบ และช่างภาพชาวอิตาเลียนชื่อ Carlo Mollino ในช่วงปี 60 เนื้อหาในหนังจะแสดงให้เห็นถึงงานปาร์ตี้สไตล์บอลรูมอันหรูหราแลดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล ผู้คนที่มาร่วมงานกำลังเต้นรำ กิน ดื่ม และร่วมเคาน์ดาวน์สู่ปีใหม่ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน  เป็นภาพอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุกสนานและความทรงจำที่หวนให้คิดถึงวันเก่าๆ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเทศกาลแห่งการให้ของขวัญอย่างชัดเจน

ในส่วนของ Gucci แอพพลิเคชั่นนั้น ทาง Gucci ได้นำเนื้อหาแบบอินเตอร์แอ็คทีฟมาเป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าใหม่ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งยังช่วยโปรโมทจิตวิญญาณของการให้ของขวัญในช่วงเทศกาล ผ่าน Gucci Gift Box ซึ่งเป็นการนำเสนอของขวัญอีกวิธีหนึ่ง เพียงแค่ผู้ใช้เขย่ามือถือ ก็จะได้พบกับของขวัญใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ซึ่งสามารถสั่งซื้อผ่านแอพได้อย่างง่ายดายและทันใจ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์  Gucci.com ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งของ Gucci แอพก็คือ Photo booth ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายสติกเกอร์ตัวเองและเพื่อนๆกับฉากหลังที่เป็นงานปาร์ตี้อันเต็มไปด้วยพร็อพมากมายอยู่ด้านหลัง เช่น ลูกโป่ง แก้วแชมเปญ หมวก แตร และเครื่องประดับต่างๆของ Gucci อาทิ กระเป๋า รองเท้าและอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกมาใช้ในการถ่ายรูปสติกเกอร์ได้ นอกจากนั้นยังมีวอลเปเปอร์ลวดลายเก๋ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เลือกดาวน์โหลดไปเป็นภาพหน้าจออีกมากมายเช่นกัน   แคตตาล็อคออนไลน์แบบอินเตอร์แร็คทีฟนี้ยังถูกใส่ไว้ในเว็บไซต์ Gucci.com เพื่อเพิ่มช่องทางและความหลากหลายให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าด้วย

Design & Desire สำหรับสุภาพบุรุษ กลิ่นหอมคือหัวใจสำคัญในการคอมพลีตลุค

ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี

ค้นพบสไตล์ที่ใช่กับนาฬิกา Timex Collection 2018 ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี!!

Timex Easy Reader® Signature Edition

นาฬิกา Timex แบรนด์ฮิตตลอดกาลจากอเมริกา กลับมาคราวนี้ด้วยลุคใหม่ เอาใจสายแฟชั่นมากขึ้น  เปิดซีซั่นแบบอุ่นเครื่องเบาๆ ด้วย Timex® Easy Reader Collection ต้อนรับสปริง/ซัมเมอร์ 2018 ด้วยเทรนด์มินิมอลสายหนังคลาสสิกที่ยังคงฮิตอยู่ในกระแสแบบต่อเนื่อง มาพร้อมด้วยนวัตกรรมหนึ่งเดียวของโลกเฉพาะที่ Timex เท่านั้น กับ INDIGLO® Night-Light สำหรับอ่านค่าตอนกลางคืนอย่างแม่นยำ สำหรับใครที่ชอบความเรียบง่าย แค่แมทช์กับเชิ้ตขาวตัวเดียวก็เอาอยู่แล้ว

 

Expedition® MK1 Aluminum Chronograph

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า Expedition® MK1 เป็นคอลเลกชันยอดฮิตตลอดกาลของเรา โดยครั้งนี้เรากลับมาพร้อมความเท่ และล้ำมากกว่าเดิมด้วยหน้าปัดโครโนกราฟและตัวเรือนอลูมิเนียมที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง แต่มีขนาดเบา ทำให้เหมาะกับการสวมใส่ติดตัวในทุกๆวัน  มาพร้อมสายไนลอนที่มีความยืดหยุ่นได้ดี และทนทานแบบสุดๆ มีด้วยกันทั้งหมด 3 สี ดำ น้ำเงิน และเขียว  ใครชอบสีไหนเลือกสีที่ใช่แล้วพร้อมลุยได้เลย!

ใครที่สนใจ Show Now! ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Watch Else Shop ทุกสาขา และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ Official Online Store: Line @WatchElseShop  /  www.facebook.com/timex thailand