Posts

SIRIVANNAVARI : ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’

“งานออกแบบครั้งนี้มีความเป็นตัวท่านหญิงเอง เป็นการขยายความต่อเนื่องทางเรื่องราวการออกแบบของ แบรนด์ ผ่านการเลือกใช้สีสันอันเต็มไปด้วยความหรูสง่างาม พร้อมกันนั้นก็คำนึงถึงการใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ”


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงปรารภถึงแนวทางการทำงานในคอลเลกชันนี้

“ถ้าเราต้องใส่เครื่องประดับสักชิ้น จะคำนึงถึงงานออกแบบที่สวมใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ใช้ได้จากกลางวันถึงกลางคืน สามารถจับคู่กับเครื่องประดับอะไรอีกชิ้นหนึ่ง ดังนั้น ผลงานที่ทำการออกแบบจะมีการพลิกแพลงวิธีสวมใส่ สามารถใช้เป็นเข็มกลัดติดเสื้อในวันหนึ่ง แล้วอีกวันก็ใช้เป็นจี้สร้อยคอ หรือบางครั้ง ก็สามารถดัดแปลงจากสร้อยคอมาสวมเป็นสร้อยข้อมือ หรือต่างหูยาวที่สามารถลดทอนเป็นแบบสวมติดใบหู เพราะว่าท่านหญิงเป็นคนที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เลยทำให้นึกถึงว่า ผู้หญิงสักคนที่ต้องเดินทางบ่อย และต้องพกเครื่องประดับติดตัวไปอย่างน้อยที่สุดหนึ่งชิ้น เครื่องประดับชิ้นนั้นก็ต้องมอบประโยชน์ใช้งานได้หลายรูปแบบ ตอบรับกับทุกโอกาส และสถานการณ์”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงเผยโฉม ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’ คอลเลกชั่นเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ Gems Pavilion เป็นครั้งที่สอง สำหรับการสรรค์สร้างผลงานครั้งนี้ องค์ดีไซเนอร์ทรงออกแบบชิ้นงานล้ำค่าโดยอาศัยสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI อันชัดเจน ทวีความโดดเด่นด้วยการเล่นสีและขนาดของรัตนชาติน้ำงามอีกทั้งยังผสานลูกเล่นการปรับรูปแบบให้ใช้งานได้โอกาส ทุกชิ้นงานจึงเต็มไปด้วยความหมายคู่ควรแก่ชื่อ ‘SUBLIME’ หรือ ‘คุณค่าแห่งความเป็นเลิศ’ อย่างยิ่ง โดยในปีนี้ มีผลงานเครื่องประดับรวมทั้งสิ้น 30 แบบ ประกอบไปด้วยงานที่ผลิตขึ้นเพียงหนึ่งเดียว (One-of-a-kind) ถึง 10 ชิ้น ตลอดจนสร้อยคอ, ต่างหู, สร้อยข้อมือ, เข็มกลัด และ Signature Items รวมไปถึงชิ้นงานผลิตจำนวนจำกัด (ลิมิเต็ด อิดิชัน)

บรรดาสัญลักษณ์และเครื่องหมายนำโชครูปสัตว์อันทรงแบบฉบับ ซึ่งปรากฏอย่างบ่อยครั้งในงานออกแบบแฟชั่นขององค์ดีไซเนอร์ ถูกนำมาใช้กับงานออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันพิเศษนี้ อาทิ ‘ช้าง’ ย่างเท้าในลีลางดงาม, ‘ผึ้งหลวง’ ปีกบอบบางราวกับโบยบิน, ความสง่างามของ ‘ม้า’ และกิริยาอ่อนช้อยของ ’นกยูง’ เคียงคู่มากับดวงดาวเปล่งประกายแสงวับวาว เส้นริบบิ้นมัดปมโบว์หรูหรา และรวงข้าวที่พลิ้วไหว ประหนึ่งความงดงามในสรรพชีวิต และแง่มุมต่างๆ ของธรรมชาติถูกรวบรวมมารังสรรค์ขึ้นเป็นเครื่องประดับเลอค่า สำหรับส่งผ่านความเบิกบาน แสดงถึงความปรารถนาดี และการเติมเต็มความสุขให้แก่ตนเอง และผู้เป็นที่รัก

เมื่องานออกแบบแห่งพระอัจฉริยภาพ เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ขององค์ดีไซเนอร์มาบรรจบกับความเป็นเลิศทางงานหัตถศิลป์ อันประณีตวิจิตรบรรจงของช่างฝีมือจาก Gems Pavilion เพื่อถ่ายทอดผ่านประกายสว่างสุกใสของเพชรน้ำงาม ตัดกับเฉดสีเจิดจรัสของบรรดาอัญมณีเลอค่าอย่างทับทิม, มรกต, ไพลิน, เพชรเหลือง, มาเธอร์-ออฟ-เพิร์ล, โอปอล, และไข่มุก ความครบครันทางรายละเอียด และการจัดวางองค์ประกอบอย่างลงตัว ปรากฏบนตัวเรือนทองคำสีขาว (white gold) และทองคำสีกุหลาบ (pink gold) ล้วนอาศัยทุกขั้นตอนอันเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ยกย่องซึ่งความเป็นเลิศในทุกชิ้นงาน ด้วยเหตุนั้น สื่อสัญลักษณ์งดงาม ล้ำเลอค่าแห่งความสุข, ความรัก และความปรารถนาดีเหล่านี้ จึงเป็นคอลเลกชันแห่งความพิเศษสุดสมบูรณ์แบบ คู่ควรกับทุกบุคคลผู้ได้ครอบครอง

คอลเลกชันเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’ พร้อมให้นัดหมายเพื่อเข้าชมได้ที่ร้าน SIRIVANNAVARI Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทร. 085-956-6614 และ Gems Pavilion ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทร. 02-129-4400 และชั้น G ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม โทร. 02-664-8606

ผลงานชิ้นเด่นใน ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’

เข็มกลัด L’éléphant bleu (เลเลฟองต์ เบลอ)

ด้วยวัฒนธรรมแห่งเอเชียยกย่องให้ช้างเป็นสัตว์มงคล อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและปัญญา นำมาซึ่งโชคลาภ สีน้ำเงินรอยัลบลูอันหาได้ยากยิ่งของไพลินศรีลังกาน้ำงาม จึงเคียงอยู่คู่กับราชาแห่งสรรพสัตว์
งานออกแบบช้างที่ย่างเท้าเดินอย่างอ่อนช้อย งดงาม ถูกถ่ายทอดสู่เข็มกลัดตัวเรือนทองคำขาวฝังเพชรและไพลินเจียระไนต่างรูปทรงทั่วทั้งตัว ทวีประกายสุกสว่างอย่างความโดดเด่นด้วยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างเพชรทรงหยดน้ำขนาด 1.06 กะรัต กับไพลินสีน้ำเงินเข้มเม็ดเดี่ยวขนาด 10.76 กะรัตเจียระไนรูปไข่ ทอประกายล้อแสงสะกดสายตา
น้ำหนักรวมไพลินทั้งหมด 11.999 กะรัต และเพชรรวม 5.94 กะรัต

เข็มกลัด La broche paon rose (ลา โบรช ปาอ็อง โรส)

หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่องค์ดีไซเนอร์ทรงโปรด ได้รับการรังสรรค์มาสู่เข็มกลัดนกยูง สื่อความหมายแห่งอำนาจ, ความเข้มแข็ง ทว่าเต็มไปด้วยความงดงาม อ่อนโยน
โอปอลสีกุหลาบเม็ดเดี่ยวขนาด 5.39 กะรัต วางทำหน้าที่เป็นลำตัวนก โดดเด่นท่ามกลางรัศมีงานล้อมเพชรบนตัวเรือนทองคำขาว พวงขนแพนหางนกยูงเน้นรายละเอียด เส้นโครงสร้างที่ลื่นไหล ตระการตาด้วยงานเพชรสีเหลืองสลับเพชรน้ำเจียระไนทรงหยดน้ำฝังประดับเป็นดวงตาหางนกยูงตามความเชื่อในเรื่องโชคลาภและชื่อเสียง พวงหางของนกยูงได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นให้อำนวยต่อการปรับทรงตามความต้องการ นี่คือผลงานที่แสดงถึงไหวพริบ และความชำนาญทางการออกแบบจากมงกุฎหงอนไปจนถึงปลายเล็บ และปลายหางอย่างครบครัน
น้ำหนักรวมเพชรทั้งหมด 6.347 กะรัต

สร้อยคอ La Victoire necklace (ลา วิกตัวร์)

จากความเชื่อแต่บรรพกาลที่ว่าเกือกม้าเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ นำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ไพลินศรีลังกาอันมีความหมายเดียวกันจึงเป็นบทเติมเต็มคุณค่าแห่งเกือกม้าได้อย่างคู่ควร ด้วยงานเจียระไนไพลินรูปทรงวงรีจากซีลอนขนาด 8.8 กะรัต ปรากฏอย่างโดดเด่นเป็นหนึ่งบนโครงสร้างวิจิตรบรรจงของตัวเรือนสร้อยคอทองคำสีขาว ทวีประกายสุกสว่างเรืองรองจากลูกเล่นสลับสีขั้วต่างระหว่างเพชรน้ำและงานลงยาเคลือบดำ ซึ่งได้รับการสรรค์สร้างให้โอบกระชับลำคอได้อย่างพอดี
น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด: 7.175 กะรัตและไพลิน 9.428 กะรัต

โชคเกอร์ Vert sublime

เพื่อยกย่องความสำคัญของ “มรกต” ในฐานะเครื่องหมายแห่งอำนาจ และความมั่งคั่งรุ่งเรืองอันควรค่าสมญานาม “อัญมณีแห่งราชา” อัญมณีสีเขียวขจีขนาดตระการตาอันหาได้ยากยิ่งด้วยน้ำหนัก 39.818 กะรัตจากประเทศแซมเบีย คือเวทีแสดงความวิจิตรบรรจงของงานแกะสลัก ประดับโมทิฟ S Signature อันโดดเด่นอยู่เหนือความงดงามจากคุณลักษณะเฉพาะตัวตามธรรมชาติซึ่งถูกเรียกว่า “สวน” (garden) ท่ามกลางงานล้อมเพชรระย้าเจียระไนทรงหยดน้ำ ไข่มุกอาโกยาสีขาวซึ่งผ่านการคัดขนาดอันพิจารณาถึงความสม่ำเสมอ และคุณสมบัติเนื้อมุกเหลื่อมประกายรุ้งยามต้องแสงถูกนำมาร้อยสายขึ้นตัวเรือนสลับบางตำแหน่งด้วยลูกปัดมรกตเจียระไนทรงกลมผิวเรียบเนียนหมดจด ด้วยความพิถีพิถันในเชิงเทคนิคร้อยไข่มุก และมรกตขึ้นสายทีละเม็ดโดยสลับคั่นด้วยงานมัดปมก่อนร้อยเม็ดต่อไปเพื่อปกป้องถนอม อัญมณีแต่ละเม็ด ให้พ้นจากการเกิดรอยขีดข่วนเพราะขัดสี
เครื่องประดับล้ำค่านี้ เป็นแบบ 3-in-1 ยังสามารถพลิกแพลงดัดแปลงวิธีสวมใส่จากสร้อยคอไปเป็นสร้อยข้อมือได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยกลไกกลัดสายอันแยบคาย และยังสามารถแยกชิ้นมรกตสลักลายออกเป็นเข็มกลัดล้ำค่า เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายอย่างลึกซึ้ง
น้ำหนักมรกตรวมทั้งหมด 57.156 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 5.177 กะรัต, และไข่มุกทั้งหมดเป็นจำนวน 1,072 เม็ด น้ำหนักรวมทั้งหมด 353.395 กะรัต

ชุดเครื่องประดับ Allure ribbon

นับแต่โบราณกาล ศิลปะการผูกเชือกเป็นรูปโบว์ ไม่ว่าจะใช้กับม้วนจดหมาย, ประดับบนฝากล่อง หรือสิ่งของใดๆ ล้วนสื่อความหมายถึงลึกซึ้งถึงความผูกพัน ความคาดหมายถึงข่าวดี หรือสิ่งที่เป็นของขวัญอยู่ภายใน โบว์จึงเป็นตัวแทนแห่งความสุข ความยินดีเบิกบานได้อย่างชัดเจน
ความงามสง่า ละเมียดละไม ในงานออกแบบโมทิฟตัวเรือนริบบินมัดปมโบว์สามมิติ ในสัดส่วนอสมมาตรประดับทับทิมพม่ารูปไข่ต่างปมมัดกลางโบว์ ในขณะเดียวกัน ความอ่อนช้อยของแถบริบบินซาตินเนื้อเนียนทำจากตัวเรือนทองคำขาวเปิดโปร่งรองรับการฝังเพชรกับทับทิมทอประกายงดงามราวแพรไหมเสมือนจริง
บทสะท้อนถึงสัญลักษณ์สื่อความหมาย “ผูกพันนิรันดร์กาล” ของชุดเครื่องประดับ Allure Ribbon ซึ่งได้รับการออกแบบ และสร้างสรรค์อย่างแยบยล ประกอบไปด้วยสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ, เข็มกลัด, ต่างหู และแหวน


สร้อยคอ: น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 14.461 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 25.996 กะรัต, น้ำหนักแซปไฟร์สีชมพูรวมทั้งหมด 0.180 กะรัต


แหวน: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 3.04 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 3.529 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 2.426 กะรัต


สร้อยข้อมือ: ทับทิมทั้งหมดน้ำหนักรวม 5.16 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 4.068 กะรัต


ต่างหู: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 2.14 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 7.206 กะรัต, เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 3.004 กะรัต


เข็มกลัด: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 2.09 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 4.86 กะรัต,
เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 7.858 กะรัต

ชุดเครื่องประดับ Constellation

งานออกแบบเครื่องประดับ “ดวงดาวแห่งความหวัง” หรือ Constellation แต่ละชิ้น ล้วนโดดเด่นด้วยศิลปะการจัดสัดส่วนองค์ประกอบของโมทิฟรูปทรงต่างๆ ร่วมกับความหลากหลายของรงคศิลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไพลินหลากสีที่ล้วนเลอค่าหายาก เนื่องจากแต่ละเม็ดมอบสีสันละลานตาตามธรรมชาติโดยหาได้ใช้กรรมวิธีแต่งสี หรือการเผาเร่งสีแต่ประการใด

โมทิฟรูปดาวห้าแฉกจากการใช้เส้นตรงกับเหลี่ยมมุมกราฟิกในการออกแบบ โดดเด่นท่ามกลางโมทิฟรูปทรงอื่นอย่างทรงกลม, ทรงหยดน้ำ, จันทร์เสี้ยว และ S Signature ร่วมกันทอรัศมีระยิบระยับจากไพลินหลากเฉดที่นำมาใช้ ตัวเรือนโมทิฟ ทองคำชมพู รองรับงานฝีมือละเอียดอ่อนของการฝังอัญมณีหลากรูปแบบ ให้ความรู้สึกอ่อนหวานและเลอค่า คู่ควรสมบูรณ์แบบสำหรับสุภาพสตรีผู้มีรสนิยม
กำไลข้อมือ: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 6.853 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 16.91 กะรัต, แซปไฟร์สีชมพูน้ำหนักรวม 0.244 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.318 กะรัต


สร้อยข้อมือ: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 0.841 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 5.062 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.10 กะรัต, มุกน้ำหนักรวม 1.154 กะรัต


แหวน: แซปไฟร์สีเหลือง 2.52 กะรัต, แซปไฟร์หลากสี 0.299 กะรัต, โอปอล 0.093 กะรัต, เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 0.461 กะรัต


ต่างหู: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.70 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 11.973 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.193 กะรัต

เข็มกลัด Pegasus brooch

อาชาผู้งามสง่า ได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์นำโชค และเป็นงานออกแบบที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงนำมาใช้อยู่เสมอ
ความงามเสมือนจริงของแผงคอม้าประกอบขึ้นจากอะความารีนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเน้นความคมชัดของเส้นกราฟิกในงานออกแบบบนเส้นฐานฝังไพลินเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างความกลมกลืนกับอะความารีนน้ำงามเม็ดเดี่ยวขนาด 2.79 กะรัต เจียระไนทรงวงรีหน้าตัดกว้างอันชวนให้นึกถึงเครื่องประดับหัวอันงามสง่าท่ามกลางงานตกแต่งด้วยเพชรและอัญมณีต่างสี รวมถึงโมทิฟเกือกม้าทองคำขาวในตำแหน่งทำมุมกับอะความารีนเม็ดเดี่ยว ซึ่งแกว่งไกวอยู่ใต้เพชรเจียระไนทรงสามเหลี่ยม


เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.622 กะรัต, อะความารีนทั้งหมดน้ำหนักรวม 5.324 กะรัต ไพลินทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.62 กะรัต มรกต 0.129 กะรัตและเพทายสีฟ้า 0.173 กะรัต

ต่างหูรวงข้าว La forme (ลา ฟอร์ม)

รวงข้าว อันถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง รุ่งเรือง เครื่องหมายแห่งคำอวยพรให้ผู้รับมีสุขภาพดี ถูกนำมาใช้กับงานออกแบบต่างหู เพื่อจุดประกายความหวังถึงสิ่งดีๆ ในปีใหม่ซึ่งกำลังมาถึง
โมทิฟรวงข้าวทองคำสีขาว ทิ้งตัวแกว่งไกว ขดริบบินปลายแฉกฝังไพลินกับเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมบาแก็ตต์ต่างขนาด ไพลินศรีลังกาสีน้ำเงินสดเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกหน้าตัดสูงบนต่างหูแต่ละข้าง สะท้อนถึงการนำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมารังสรรค์สู่เครื่องประดับได้อย่างประณีตสมจริง


ไพลินเม็ดกลางของต่างหูแต่ละข้าง น้ำหนักรวม (2 เม็ด) 4.39 กะรัต, ไพลินทั้งหมดน้ำหนักรวม 8.688 กะรัต และเพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 2.209 กะรัต

ต่างหู Abeille (อาเบย)

ด้วยแรงบันดาลใจจากแมลงผึ้ง สัญลักษณ์แห่งปัญญาและการถือกำเนิดใหม่ คู่ต่างหูดึงดูดสายตาด้วยโมทิฟทองคำสีกุหลาบ ขึ้นรูปโครงสร้างจำลองแบบปีกบอบบางของผึ้งอย่างสมจริงตามธรรมชาติ ประดับงานร้อยระย้าทิ้งตัวด้วยการใช้รัตนชาติเจียระไนหลากรูปทรงบนตัวเรือนกราฟิกอันประกอบไปด้วยทัวร์มาลีนสีชมพู, แซปไฟร์สีชมพู และเพชรร่วมกันล้อแสงตกกระทบทอประกายสว่างเรืองลอออาบผิวหน้าอย่างงดงาม


เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 4.321 กะรัต, ทัวร์มาลีนสีชมพูทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.38 กะรัต และแซปไฟร์สีชมพูน้ำหนักรวม 0.761 กะรัต

#Sirivannavari
#SirivannavariHauteJoaillerie
#SirivannavarixGemsPavilion

=============

Journey to awakening

นิทรรศการภาพถ่ายของสองพี่น้องที่บอกเล่าเรื่องราวเดียวกันคือการเดินทางแต่มีมุมมองที่แตกต่างกันรวมทั้งเทคนิคการนำเสนอก็ต่างกัน การเล่าเรื่องราวอย่างซื่อตรงไม่มีความซับซ้อนแต่ซ่อนเรื่องราวไว้มากมายของ สิวิกา ประกอบสันติสุข กับภาพถ่ายที่จับเอาสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทางมาผ่านขบวนการทางภาพถ่ายแล้วตีความเชิงนามธรรมของ ณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังของวงการทำให้นิทรรศการ ‘A Journey’ ที่ Play art house ถนนทรงวาดเป็นสิ่งที่คนรักศิลปะการถ่ายภาพต้องไปชมให้ได้


From Here to There
ดังที่ทราบว่า สิวิกา ประกอบสันติสุข หรือคุณก้อยที่ใครๆ คุ้นเคยคือนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวมากฝีมือผู้ที่ตัวอักษรของเธอสะท้อนจิตวิญญาณของแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเธอก็เป็นการจับเอาชั่วเวลาขณะที่เธอรู้สึกประทับใจต่อภาพที่เห็นตรงหน้ามาบันทึกไว้ ไม่มีการจัดแต่งที่ซับซ้อน เป็นการเก็บภาพประทับใจที่เธอรู้สึกเพื่อจะบันทึกเรื่องราวการเดินทางเป็นภาพ ทำให้ภาพถ่ายของเธอมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ลีลาการบันทึกเป็นตัวอักษร


เมื่อวันหนึ่งเธอต้องจัดนิทรรศการภาพถ่ายเธอก็ยังเล่าเรื่องโดยไม่ต้องพึ่งตัวอักษร หากแต่มีเพียงชื่อภาพซึ่งก็เป็นชื่อสถานที่นั้นๆ มากกว่า แต่ที่เป็นเรื่องเล่าโดยการนำเอาภาพคนที่กำลังเดินทางไปหรือจากสถานที่นั้นๆ มาจัดองค์ประกอบเป็นส่วนหนึ่งที่ชวนให้จินตนการถึงเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นคนกำลังเดินออกจากประตูถ้ำที่แกะสลักด้วยฝีมือมนุษย์ในอินเดีย ที่คุณก้อยเล่าให้ฟังว่าบรรยากาศที่ตรงนั้นทำให้ณัฐ น้องชายของเธอตัดสินใจจะบวชทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในเรื่องศาสนามาก่อน เพราะระหว่างที่ยืนอยู่ในนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงสวดมนต์กระหึ่มขึ้นมาทำให้รู้สึกปิติ นี่เป็นการเดินทางที่ทำให้ได้ไปพบกับการตื่นรู้โดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน
บางภาพก็เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ในซีเรียซึ่งปัจจุบันถูกทำลายไปแล้วด้วยความเชื่อต่างศาสนา โดยภาพนั้นยืนยันได้ถึงความงดงามยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมใน Palmyra บนแผ่นดินซีเรีย ซากเมืองขนาดใหญ่ที่เคยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งสำคัญที่สุดในยุคโบราณ ภาพสถานที่ถูกบันทึกไว้โดยสิวิกาเมื่อปี 2010 ก่อนถูกกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส (IS) ยึดครองและโจมตีจนเกิดความเสียหายในเดือนสิงหาคม 2015


แม้แต่ภาพหมู่บ้านห่างไกลในโมร็อกโกก็ยังดูเป็นจุดหมายที่น่าเดินทางไปให้ถึงเมื่อนำมาประกอบกับภาพชาวพื้นเมืองเดินเท้าไปตามถนนที่มีรถโดยสารวิ่งผ่านโดยมีท้องฟ้าสีสดเกลื่อนด้วยก้อนเมฆทำให้รู้สึกว่าเขาคงจะเดินเท้าไปสู่จุดหมายด้วยความสุข ภาพถ่ายของสิวิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวนั้นทำให้คนดูรู้สึกอิ่มเอม และเชื่อว่าคนในภาพจะเดินทางส็จุดหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้อย่างแน่นอน


From Here to None
ส่วนอีกห้องที่เป็นผลงานภาพถ่ายของณัฐ ประกอบสันติสุข ที่เป็นโมโนโครมและมีความเป็นนามธรรมแต่ไม่ต้องเครียดกับความตีความ ใครเห็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก ภาพทั้งหมดมาจากการเดินทางเช่นกัน แต่แทนที่จะเป็นภาพทิวทัศน์เพื่อสื่อถึงการเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งๆ แต่ณัฐเลือกจะนำเสนอในมุมขยายถึงวัตถุที่เขาพบเห็นในการเดินทาง แม้แต่ภาพถ่ายจากช่องหน้าต่างของประตูรถไฟที่มีตัวอักษรภาษาฝรั่งเศสคาดทับไว้(บอกว่าประตูนี้เป็นช่องดูวิวอะไรประมาณนั้น)ก็ยังมองผ่านออกไปเห็นทิวทัศน์ข้างทางรถไฟของภูเขาในโมรอคโค แต่เราก็ยังถูกจำกัดด้วยการมองเห็นภาพกว้างนั้นในกรอบแคบของช่องกระจกประตูรถไฟอยู่ดี และ Journey ที่เป็นชื่อภาพของเขาก็เป็นรูปพื้นผิวที่เขานำมาผ่านกระบวนการทางภาพถ่ายใครใคร่ตีความว่าเส้นลายนั้นคือผืนดินที่แตกระแหง หรือมองว่าเป็นเส้นแม่น้ำที่เรามองจากมุมสูงก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นการเดินทางเหมือนกัน
แต่ภาพที่ดูแล้วจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่อณัฐได้มาอธิบายเองว่าทำไมภาพนี้จึงชื่อ Ego ก็คือภาพส่วนหัวของประติมากรรมสตรีที่ผ่านเทคนิคการตกแต่งภาพให้มีความคอนทราสต์สูงและมีน้ำหนักภาพที่งดงามน่าประทับใจ แต่ถ้าดูชื่อภาพแล้วสงสัยว่าทำไมถึงชื่อ Ego ณัฐอธิบายไว้ว่าอัตตาทำให้เราลุ่มหลงและตาบอด ประติมากรรมนี้ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นแบบนี้แต่แรก แต่ในสภาพที่เขาไปพบเจอและบันทึกไว้เป็นภาพเมื่อนำมาตกแต่งให้ได้อารมณ์ภาพที่ต้องการเขาก็มองเห็นว่าภาพนี้สื่อถึงเรื่องอัตตา โดยภาพอื่นๆ ของณัฐก็จะตั้งชื่อภาพอย่างเรียบสั้นแต่ให้พลังที่บ่งบอกถึงภาพนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องตีความซับซ้อนใดๆ แต่ภาพถ่ายของเขายิ่งดูก็ยิ่งให้เราได้คิดต่อยอดเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไปอย่างไม่มีสิ้นสุด


ชมนิทรรศการ ‘A Journey’ muj Play art house ซึ่งเป็นอาร์ตแกลอรี่ที่ตั้งอยู่ในตึกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีบนถนนทรงวาด ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2565 เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00 – 16.00 น. และในวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น.
การเดินทางไป Play art house 993 ถนน ทรงวาด แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ใกล้ MRT วัดมังกร) เดินประมาณ 600 เมตร หรือจากท่าเรือราชวงศ์เดินมาประมาณ 500 เมตร #AJourney #ทรงวาด #HommesThailand #LOfficielHommesThailand

BLACK BAY CERAMIC

TUDOR เปิดตัว นาฬิการุ่น Black Bay Ceramic ที่มีความพิเศษสุดและแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญด้านแทคนิคของแบรนด์ โดยที่ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีดำด้านพร้อมกลไกที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง และได้รับการรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเตอร์จากสถาบัน METAS

Black Bay Ceramic คือตัวอย่างชั้นเลิศแห่งความเชี่ยวชาญของ TUDOR

ที่เป็นหนึ่งในมาตรฐานระดับสูงสุดของอุดสาหกรรมนี้ในด้านการทำงานที่เที่ยงตรงและความต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก

นาฬิกาในตระกูล Black Bay นี้ผ่านการทดสอบโดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธรัฐหรือ METAS

จึงเปรียบเสมือนตัวแทนอันยอดเยี่ยมของการผสมผสานสุนทรียภาพเข้ากับเทคโนโลยีสุดล้ำ

ส่วนประกอบที่ทำจากเซรามิกสีดำด้านและกลไกลานสีดำ ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง

ขับเน้นให้เห็นถึงสมรรถนะในการทำงานอันโดดเด่นของ Black Bay Ceramic

จุดเด่นสำคัญ

1. ตัวเรือนเซรามิกสีดำด้านขนาด 41 มม.

2. หนำาปัดทรงโดมสีดำด้าน ประดับด้วยสัญลักษณ์บอกชั่วโมง

3. เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแดปี 1969

เคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova  เกรด เอของสวิส

4. คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) พร้อมด้วยแฮร์สปริงซิลิคอนและพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง

5. การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเดอร์

6. การรับประกันห้าปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นไดโดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงดามระยะ

คุณภาพระดับ TUDOR

TUDOR ประสบความสำเร็จในการส่งนาฬิการุ่น Black Bay Ceramic

เข้ารับการทดสอบเพื่อขอการรับรองสถานะมาสเตอร์โครโนมิเตอร์

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างไม่หยุดยั้ง

นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกในคอลเลกชั่นของ TUDOR ที่ถูกส่งไปทดสอบภายในมาตรฐานระดับนี้

การผ่านการรับรองนี้เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนที่สำคัญหลายอย่างกับคาลิเบอร์ที่ TUDOR

พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งหมายความว่า TUDOR

สามารถมอบการรับรองคุณภาพจากองค์กรอิสระเพื่อรับประกันถึงนาฬิกาที่มีคุณภาพชั้นเลิศของบริษัทได้

การรับรองมาตรฐานอย่างครอบคลุมโดยองค์กรอิสระและมาตรฐานระดับสูง

การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเตอร์จากสถามัน METAS

มีขั้นตอนการพิจารณาที่ครอบคลุมโดยรวมถึงคุณลักษณะของฟังก์ชันการทำงานหลักของนาฬิกา ได้แก่ความเที่ยงตรง

ความต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก การกันน้ำ และพลังงานสำร้อง สถาบันมีมาตรฐานที่สูงเป็นอย่างยิ่งโดยเริ่มจากความเที่ยงตรง

ในการจะผ่านเกณฑไ์ด้นั้นนาฬิกาจะต้องสามารถทำงานได้ภายในเกณฑ์การผันแปรในช่วง 5 วินาทีต่อวัน (0 +5) ซึ่งต่ำกว่าที่สถาบันการทดสอบโครโนมิเตอรอ์ย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์(COSC) กำหนดไว้ถึง 5 วินาที (-4 +6) สำหรับในแต่ละกลไกลานท่ีทำการทดสอบ และต่ำกว่าค่ามาตรฐานภายในที่ TUDOR กาหนดไว้สำหรับนาฬิการุ่นต่างๆ ของแบรนดที่ใช้คาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองอยู่ 1วินาที (-2 +4)
การรับรองน้ียังรับประกันถึงความแม่นยำในการทำงานของนาฬิกาเมื่ออยุ่ในสนามแม่เหล็กที่มีระดับ 15,000 เกาส์
ประการสุดท้ายสถาบันยังรับประกันถึงความสามารถในการกันน้ำตามที่ผู้ผลิตได้แจ้งไว้ โดยสอดคล้องตามมาตรฐาน  22810:2010 ขององค์การมาตรฐานสากล (ISO)
รวมไปถึงการรับประกันพลังงานสำรองของนาฬิกามาสเตอร์โครโนมิเตอร์แต่ละเรือน นอกจากนี้
ยังมีคุณสมบัติอีกสองข้อที่จำเป็นต้องมีก่อนที่จะผ่านเกณฑ์การับรอง ได้แก่ การผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ Swiss Made และกลไกลานต้องผ่านการรับรองโดยสถาบันการทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) 

รูปลักษณ์ของความไฮเทค

นาฬิการุ่น Black Bay Ceramic ของ TUDOR ผสมผสานสุนทรียภาพของความร่วมสมัยและรายละเอียดของความไฮเทค

ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งมรดกตกทอดแห่ง TUDOR ได้อย่างกลมกลืน

ด้วเรือนเซรามิกโมโนบล็อกสีดำด้านมีพื้นผิวแบบพ่นทรายพร้อมด้วยการขัดแต่งเหลี่ยมมุมของขอบตัวเรือนตัดกับการขัดเงาซึ่ง

ขับเน้นผิวตัวเรือนให้มีความงดงามและตกแด่งด้วยลายเส้นที่โดดเด่น

วงแหวนขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทำจากเซรามิกสีดำผิวซาตินชันเรย์เช่นเดียวกัน

ช่องแบ่งเวลาแบบสลักในโทนสีเดียวกันเพิ่มรายละเอียดให้กับพื้นผิวแบบด้านที่สะท้อนแสงเล็กน้อย

นอกจากนี้หน้าปัดยังเป็นสีดำล้วน มีเพียงเครื่องหมายดำแหน่งชั่วโมงเท่านั้นที่ตัดชอบด้วยวัสดุเรืองแสงสีขาวหม่น

ประการสุดท้าย สายนาฬิกาที่ผสมผสานสองวัสดุระหว่างหนังและยางซึ่งแน่นอนว่าเป็นสีดำอีกเช่นกัน พร้อมด้วยลวดลายเกล็ดหิมะ” ที่ด้านใน และตัวล็อกแบบพับ รวมทั้งสายผ้าสีดำแถบคาดสีครีมที่รวมมาให้อีกเส้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับสีดำทีเข้มขรึมของนาฬิการุ่นนี้

คาลิเบอร์ MT5602- 1U ที่พัฒนาขึ้นภ ายในโรงงานของตนเอง

คาลิเบอร์ MT5602- 1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงนของตนเอง ซึ่งเป็นขุมพลังของ Black Bay Ceramic

แสดงการทำงานของชั่วโมง นาที และวินาที โดยมีผิวสัมผัสเช่นเดียวกันกับคาลิเบอร์ ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR

รุ่นอื่นๆ แต่เป็นสีดำสนิทเพื่อให้สอดรับกับรูปลักษณ์โดยรวมของนาฬิกา โดยเน้นให้เห็นสมรรถนะในการทำงานที่โดดเด่น

โรเตอร์ทำจากทังสเดนแบบโมโนบล็อกสีดำที่มีลวดลายฉลุ พร้อมผิวสัมผัสซาตินที่ตกแด่งรายละเอียดแบบพ่นทราย

แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและดกแต่งด้วยเลเซอร์

โครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันถึงความทนทานและความเที่ยงตรง

เช่นเดียวกับเม็ดถ่วงสมดุลในตัวนาฬิกาซึ่งถ่วงด้วยแผ่นเชื่อมอันมั่นคงที่มีจุดยืดสองจุด

และด้วยแฮร์สปริงซิลิคอนแบบไร้แม่เหล็ก คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง

ทำให้สามารถทำงานได้ภายใด้เกณฑ์การผันแปรที่ยอมรับได้ในช่วง 5 วินาที (0 +5)

อีกคุณสมบัติที่โดดเด่นก็คือพลังงานสำรองของคาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาชี้บในโรงงานของตบเองนั้น

“ไม่หยุดสุดสัปดาห์” หรือกล่าวคือ 70 ชั่วโมง ซึ่งได้ผ่านการรับรองโดยสถาบัน METAS

จึงทำให้ผู้สวมใส่สามารถถอดนาฬิกาในคืนวันศุกร์และสวมกลับคืนอีกครั้งในตอนเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไขลานหรือ

ตั้งเวลาใหม่ แม้ผู้สวมใส่จะหยุดพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ แต่นาฬิการุ่นนี้จะไม่หยุดทำงาน

หมายเลขอ้างอิง 79210CNU

ตัวเรือน

ตัวเรือนเซรามิกสีดำด้านขนาด 41 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบพ่นทรายละเอียดและตัวเรือนตรงกลางแบบโมโนบล็อก

ฝาหลังตัวเรือนแบบเปิดทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ พร้อมคริสตัลแซฟไฟร์

ขอบตัวเรือน

ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ

พร้อมดิสก์เซรามิกสีดำผิวชาตินชันเรย์ที่แสดงช่องแบ่งเวลา 60 นาที สลักด้วยเครื่องหมายดำแหน่งและตัวเลข

ม็ดมะยม

เม็ดมะยมทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำแบบขันเกลียว พร้อมสัญลักษณ์กุหลาบ TUDOR แบบนูน

และท่อเม็ดมะยมทรงกลมผิวชาติน

หน้าปัด

ทรงโดมสีดำ

กระจกคริสตัล

คริสตัลแชฟไฟร์ ทรงโดม

การกันน้ำ

กันน้ำได้ลึกถึง 200 ม. (660 ฟุด)

สายนาฬิกา

สายนาฬิกาที่ผสมผสานสองวัสดุระหว่างหนังและยาง พร้อมตัวล็อกแบบพับทำจากเหล็กกล้า 316L และสลักนิรภัยเหล็กกล้า

316L เคลือบ PVD สีดำ และยังมีสายผ้าสีดำพร้อมแถบคาดครีมและหัวเข็มขัดเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ

รวมมาให้ในกล่องอีกด้วย

คาลิเบอร์

คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง

กลไกลานอัตโนมัติพร้อมระบบโรเตอร์หมุนได้สองทิศทาง

พลังงานสำรอง

70 ชั่วโมงที่ผ่านการรับรองโดยสถาบัน METAS

ความเที่ยงตรง

สวิสโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการโดย COSC

(สถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์)

การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเดอร์จากสถาบัน METAS

ฟังก์ชันการทำางาน

เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง

เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ 

วงจรกำเนิดฐานเวลา

เม็ดถ่วงสมดุลที่ปรับแต่งอย่างละเอียดได้ด้วยสกรู

สปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลแบบไร้แม่หล็ก

ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz)

เส้นผ่านศูนย์กลางโดยรวม

31.8 มม.

ความหนา

6.5 มม.

อัณมณีในกลไก

25 เม็ด

Seiko 140th Anniversary

ผนึกกำลังร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 140 ปีของ Seiko กับ Prospex (พรอสเป็กซ์), Astron (แอสตรอน), Presage (พรีซาจ) และ 5 Sports (5 สปอร์ต) ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ก่อตั้งบริษัทของเขาในปี 1881 เมื่อเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น ในช่วง 50 ปีภายใต้การดูแลและบริหารงานของเขา ไซโก (Seiko) ได้กลายเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำในญี่ปุ่น โดยเป็นศูนย์กลางในการออกแบบและมีโรงงานที่ใช้ผลิตกลไกเป็นของตนเอง ความสำเร็จที่เป็นผลโดยตรงมาจากวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวที่ยึดมั่นของเขานั่นคือ “One step ahead of the rest” หมายถึง ‘ต้องนำหน้าคู่แข่งอยู่ 1 ก้าวเสมอ’ คือคำกล่าวที่ยังคงสะท้อนกึกก้อง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Seiko มาจนถึงปัจจุบันนี้

ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

จาก พรอสเป็กซ์ (Prospex) ไปจนถึง แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) ความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาที่หลากหลาย

นาฬิกา 4 เรือนในซีรีส์นี้ มาพร้อมโทนสีฟ้าและสีขาวเงินสว่างโทนเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่กลไกและเทคโนโลยี โดยลักษณะเฉพาะสำหรับ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) นั้น แสดงถึงจุดสูงสุดของการผลิตนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ในขณะที่ชุดกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มทีของเครื่อง 6R64 คือการสืบสานการผลิตนาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิมที่ดีที่สุดโดยยึดหลักตามแนวทางนาฬิกาสปอร์ตแข็งแกร่งของ Seiko ที่มีมาอย่างยาวนานอย่าง พรอสเป็กซ์ (Prospex) โดยรุ่นนี้ถูกนำมาผลิตใหม่โดยได้รับอิทธิพลมาจากนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 โดยดีไซน์ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น

ในขณะที่การสร้างสรรค์นาฬิกา ไซโก 5 สปอร์ต (Seiko 5 Sports) นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แห่งคุณค่าพิเศษที่ตั้งใจมอบให้กับผู้ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

โดยนาฬิกา นาฬิกาทั้ง 4 เรือนจะวางจำหน่ายที่บูติกของ Seiko และร้านค้าปลีกทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้

พรอสเป็กซ์ (SPB213J)

การตีความใหม่จากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 ออกแบบให้เข็มกว้างขึ้นและเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ทให้การมองเห็นมีความคมชัดสูง ในขณะที่เม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว มอบความสามารถกันน้ำได้ที่ 200 เมตรอย่างมั่นใจ ตัวเรือนและฝาหลังออกแบบให้มีรูปทรงที่ลงตัวกับข้อมือ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6,000 เรือนทั่วโลก

แอสตรอน (SSH093J)

ตัวเรือนของ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) รุ่นพิเศษนี้มีส่วนเงาโค้งเหมือนกันและมีข้อต่อตัวเรือนกว้างเท่ากับนาฬิกา ควอตซ์ แอสตรอน (Quartz Astron) ที่ผลิตขึ้นเมื่อปี 1969 ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกาเรือนยอดนิยมที่สุดในคอลเลกชั่นแอสตรอน ที่เกิดจากความสำเร็จด้านเทคโนโลยีของ Seiko การออกแบบที่มาพร้อมการปรับปรุงให้ทันสมัยของชุดกลไก GPS Solar Dual-Time 5X53 ปรับตั้งค่าเวลาอย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในทุกแห่งบนโลก* โดยใช้เพียงพลังงานแสงและนำเสนอคุณสมบัติขั้นสูงมากมาย รวมถึงการปรับเวลาต่างไทม์โซนด้วยความเร็วสูง พร้อมฟังก์ชั่น “การเปลี่ยนโอนเวลา” บนพื้นหน้าปัดสะอาดตาในโทนสีเงินเน้นด้วยสีฟ้ารับกับขอบตัวเรือนเซรามิก ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลก

*หากมีการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค / เขตเวลา / DST (เวลาออมแสง) อาจต้องเลือกการปรับตั้งด้วยตนเอง

พรีซาจ (SPB223J)

ตัวเรือนและสายของซีรีส์ พรีซาจ ชาร์ป เอดจ์ (Presage Sharp Edged Series) โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวเรือนที่แบนเรียบเข้ากับความเฉียบของเหลี่ยมมุม และสันบนตัวเรือนตามที่มาของคำว่า Sharp Edged เพื่อทำให้นาฬิกาสะท้อนประกายแสงได้จากทุกมุม ตัวเรือนเคลือบสารเพิ่มความแกร่งที่ช่วยปกป้องตัวเรือนและสายจากการขีดข่วน แต่ยังคงเงางามเป็นประกาย พื้นหน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายอาซาโนฮะ (Asanoha) หรือลายใบป่าน ที่ใช้กันมานานนับพันปีในญี่ปุ่นซึ่งจะพบเห็นได้จากลายผ้าทอและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น พื้นผิวที่โดดเด่นของรูปทรงเรขาคณิตบนพื้นหน้าปัดเพื่อสร้างแสงเงาที่หลากหลายยามเมื่อแสงสาดกระทบในมุมที่แตกต่าง นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มที คาลิเบอร์ 6R64 ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลก

ไซโก 5 สปอร์ต (SRPG47K)

นับเป็นครั้งแรกสำหรับ ไซโก 5 สปอร์ตที่ดีไซน์พื้นหน้าปัดสีขาวบนตัวเรือนที่คุ้นตา ผสานกับแพทเทิร์นที่สวยงามลงตัวรับ กับขอบตัวเรือนและชุดเข็มสีฟ้า ผสานชุดกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 ของ Seiko ที่เชื่อถือได้ มอบความแม่นยำในการแสดงค่าให้กับนาฬิกาในซีรีส์ที่โด่งดังมายาวนาน ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือน ทั่วโลก

Seiko 140th Anniversary Limited Editions

Prospex First Diver’s Modern Re-interpretation: SPB213J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35

ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 70 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลเคลือบผิวเพิ่มความแกร่ง ซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียว เม็ดมะยมขันเกลียว

ความสามารถกันน้ำ: 200 เมตร สำหรับดำน้ำ

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.2 มิลลิเมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและส่วนเพิ่มขยาย

(ผลิตจำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 250 เรือนในประเทศไทย)

Presage Sharp Edged Series: SPB223J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R64

ความถี่ในการทำงาน: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (8 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 45 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 29 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.4 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.7 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลกและเพียง 100 เรือนในประเทศไทย)

Astron GPS Solar Dual-Time 5X53: SSH093J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 5X53

ปรับเวลาด้วยสัญญาณ GPS

แสดงเวลา 2 ไทม์โซน ตัวแสดงเวลา AM/PM

แสดงปฏิทินร้อยปีที่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2100

ฟังก์ชั่น ปรับชดเชยเวลาออมแสง DST

เปลี่ยนเวลาด้วยความรวดเร็วสูง

ฟังก์ชั่นเปลี่ยนโอนเวลา

มาตรวัดแสดงสถานะของการรับสัญญาณ

แสดงเวลาทั่วโลก (39 เขตเวลา)

โหมดประหยัดพลังงาน

ความเที่ยงตรง : +/-15 วินาทีต่อเดือน (โดยที่ไม่มีการรับสัญญาณ GPS และอยู่ภายใต้อุณหภูมิระหว่าง 5-35 องศาเซลเซียส)

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

ขอบตัวเรือนเซรามิก

กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดตัวเรือน : เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.7 มิลลิเมตร ความหนา 13.3 มิลลิเมตร

บานพับแบบ 3 ชั้นแบบปรับอย่างสะดวกพร้อมปุ่มกดคลายล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลกและเพียง 12 เรือนในประเทศไทย)

Seiko 5 Sports: SRPG47K

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 41 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล พร้อมบานพับล็อกสาย 3 ทบ ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและปุ่มกดปลดล็อก

กระจกฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.4 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

(ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 1,000 เรือนในประเทศไทย)

Contact us :

Facebook : SeikoThailandOfficial

Instagram : seiko_Thailand

Line : @Seiko_Thailand

Website : https://www.seikowatches.com/th-th/products

Twitter : SeikoThailand

For more information 02-2551245-50 Ext. 888

The Sparkling life of Halston.

ใครที่ชอบสารคดีเรื่อง Halston เมื่อปี 2019 ที่ทำได้ดีมาก แต่อาจจะขาดความเผ็ดแซบเพราะนั่นคือสารคดี แต่ในเมื่อโปรเจ็ค Halston 2021 นี้มีไรอัน เมอร์ฟีย์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์และทีมเขียนบท รับรองได้ว่าการนำเอาตำนานของแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ทำให้นิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแฟชั่นโลก รวมทั้งการยกทีมดีไซเนอร์อเมริกันบุกปารีสกับสงครามแห่งแพรพรรณที่แวร์ซาย ก็เป็นเรื่องที่โจษขานมาจนทุกวันนี้ในมินิซีรีย์ 5 ตอน นี้จะต้องเผ็ดแซบครบรสแน่นอน 

Roy Halston Frowick คือแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกๆ ของอเมริกาที่ประสบความสำเร็จทั้งสองฝากฝั่งแอตแลนติก เป็นราชาแห่งแฟชั่นอเมริกันในยุคซิกส์ตี้ส์จวบจนยุคเอจตี้ส์ แต่ด้วยการตัดสินใจผิดในการที่จะทำให้แบรนด์ Halston เข้าถึงคนในทุกกลุ่ม ทำให้เขาตัดสินใจเซ็นสัญญากับ JC Penny ห้างค้าปลีกที่โด่งดังของยุคนั้น เพื่อผลิตคอลเลกชั่น Halston แต่นั่นทำให้ Bergdoff Goodman ห้างสุดหรูบนฟิฟธ์อะเวนิว นิวยอร์ก ดึงเอาทุกสิ่งภายใต้แบรนด์เขาออกในชั่วข้ามคืน นี่คือบทเรียนราคาแพงที่คนในวงการแฟชั่นมักจะใช้เป็นกรณีศึกษา และท้ายที่สุด การเซ็นสัญญาโดยไม่ไตร่ตรองรอบคอบทำให้เขาถูกนายทุนคนใหม่เขี่ยเขาออกจากการเป็นดีไซเนอร์แบรนด์ Halston และให้ดีไซเนอร์คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน ชีวิตช่วงท้ายเขาได้รับไวรัสเอดส์และป่วยด้วยโรคมะเร็ง เขาหลบหน้าสังคมนิวยอร์กกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ชิคาโกและจากไปอย่างสงบที่นั่น  ชื่อเสียงของเขายังกลายเป็นตำนานแม้เขาจะจากไปด้วยวัย 58 ปี ถ้าจะพูดถึงดีไซเนอร์ที่ทำให้นิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแฟชั่นโลก และสร้างภาพลักษณ์ American fashion ต้องมีเขาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

จากเด็กชานเมืองชิคาโก ในครอบครัวที่ค่อนข้างอบอุ่น แม้พ่อของเขาจะเสียชีวิตไปตอนที่เขายังเด็ก แต่แม่และยายก็เลี้ยงดูเขามาตามอัตภาพ โดยเฉพาะยายที่เป็นแรงบันดาลใจและสนับสนุนให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารักคือการออกแบบหมวก จนเขามีร้านหมวกเล็กๆ ในเวลากลางวันและลงเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นภาคค่ำ ไม่เพียงหมวกที่เขาออกแบบจะเก๋เท่ แต่ด้วยเป็นหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาหล่อเหลาเขาจึงมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก และทำให้เขาย้ายมานิวยอร์กและได้ทำงานที่ร้านหมวกที่มีชื่อเสียงมากของนิวยอร์กในฐานะหัวหน้าแผนกออกแบบ แต่ไม่นานห้างสุดหรูระดับโลกเบิร์กดอร์ฟกู๊ดแมน ก็เสนอตำแหน่งหัวหน้าแผนกหมวกให้กับเขา ซึ่งถือว่าเขาเป็นดาวเด่นมากด้วยอายุที่ยังน้อย และดีไซน์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงที่สุดก็คือการออกแบบหมวกทรง Pill hat ให้กับแจ็คเกอลีน เคนเนดี้(ตอนนั้น) เธอสวมหมวกทรงนี้ไปปฏิบัติภาระกิจภรรยาประธานาธิบดี ช่างภาพจับภาพเธอตอนที่มีลมพัดแรงเธอแล้วเธอยกมือขึ้นแตะหมวกด้วยความเคยชินว่าหมวกจะปลิว แต่หมวกทรงนี้ไม่มีปีกหมวกที่จะต้านลม นี่จึงจุดประกายให้บรรดาสุภาพสตรีคลั่งหมวกทรงนี้กันตามแจ็คกี้

คนที่มีไฟสร้างสรรค์ย่อมไม่จำกัดขอบเขตงานดีไซน์ของตน ประกอบกับช่วงนั้นกระแสความนิยมหมวกเร่ิมซาลง เมื่อมีนายทุนมาเสนอให้เขาสร้างแบรนด์ตัวเอง เขาจึงไม่รั้งรอที่จะเปิดบูติกแฟชั่นโดยใช้ชื่อ Halston ที่คนทั่วไปจะออกเสียงว่า โฮลสตัน หรือฮอลสตัน แต่แม่ของเขาจะบอกกับ Halstoneut หรือเหล่าอองทูราจ ของเขาเสมอว่า ฮาลสตัน ไม่ใช่ฮอลสตัน ซึ่งการออกแเสียงให้เพี้ยนจากการสะกดเดิมเป็นจริตของคนแฟชั่นในยุคนั้นที่มีไออาน่า วรีแลนด์ บรรณาธิการโว้กที่เสมือนภิกษุณีสูงสุดแห่งวงการ 

ความอัจฉริยะของฮาลสตันไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ เขาไม่ได้เป็นแค่ designer แต่เป็น dressmaker ด้วย ซึ่งยุคนั้นคนจะประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อมากกว่าแต่อาชีพดีไซเนอร์ฟังดูโก้หรูกว่า ทว่าฮาลสตันสามารถใช้กรรไกรตัดผ้าที่คลี่ออกมาจากพับแล้วนำมาจับเป็นชุดที่สวยงามได้ และเทคนิคการใช้กรรไกรตัดผ้าของเขานั้นไม่มีใครลอกเลียนได้ ฉันั้นที่กล่าว่า Charles James คือดีไซเนอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิออร์สร้างสรรค์ชุดนิวลุ๊ค ฮาล์สตันก็ยกย่องชาร์ลส์ เจมส์ เช่นกัน และให้เขามาร่วมทำคอลเลกชั่น ในบั้นปลายชาร์ลส์ เจมส์ ขัดสนเพราะเขาทำงานมุ่งหวังจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับแฟชั่นจนไม่เคยทำชุดเสร็จตามเวลา ชุดเดียวกันเขาจะแก้แล้วแก้อีก ทดลองอะไรใหม่ๆ เป็นหลายๆ ปีกว่าจะสำเร็จเป็นตัว 

เมื่อชาร์ลส์ เจมส์ มาทำงานร่วมกับฮาลสตัน แม้เขาจะยกย่องชาร์ลส์ แค่ไหน แต่การร่วมงานกันก็ไปไม่รอด เพราะชาร์ลส์ยังยืนยันที่จะใช้เวลาคิดประดิษฐ์ผลงาน และเขาจะออกแบบดครงสร้างชุดที่มีความซับซ้อนมาก โดยชุดของเขานั้นสามารถตั้งกับพื้นได้โดยไม่ต้องใส่บนหุ่น ซึ่งคอลเลกชั่นที่ทำร่วมกันออกมาทำให้สื่อฯ ถามว่า ทำไมฮาลสตันต้องให้ผู้หญิงไปเป็นเครื่องจักรอีก เพราะชุดมีความเป็นยูนิฟอร์ม มีความซับซ้อนของแพทเทิร์นเหมือนจักรกลที่ทำจากผ้า ในขณะที่ผลงานของฮาลสตันเองคือความพร้ิวไหว การใช้วัสดุใหม่ๆ อย่างผ้าหนังที่ทอจากใยสังเคราะห์ อิเซ่ มิยาเกะ บอกกับเขาว่ามีผ้าชนิดใหม่น่าสนใจสามารถทนน้ำได้(ซักน้ำได้แต่ใช้เครื่องซัก) แต่ฮาลสตันเข้าใจว่ากันน้ำได้ เขาจึงนำผ้านี้มาตัดเป็นเทรนช์โค้ต(trench coat) สำหรับฤดูใบไม้ผลิที่เป็นโค้ตตัวสำหรับบางกันลมกันละอองฝนเปลี่ยนฤดู แต่จริงๆ ผ้าหนังกลับนี้ไม่กันน้ำ แต่ทว่าเทรนช์โค้ตของฮาลสตันที่ทำจากผ้านี้กลายเป็นดีไซน์ไอคอนของเขา จะด้วยผิวสัมผัสและความพริ้วทำให้โค้ตนี้สวยงามกว่าผ้าอื่นๆ

ก่อนจะมีงานแสดงแฟชั่นโชว์ที่พระราชวังแวร์ซาย ชานกรุงปารีส ในปี 1973 ดีไซเนอร์อเมริกันไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการให้เทียบเคียงกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสได้ แม้สื่อฯ แฟชั่นผู้ทรงอิทธิพลจะอยู่ในนิวยอร์ก และเซเว่นอะเวนิวก็ขับเคลื่อนธุรกิจแฟชั่นอย่างมหาศาล แต่ดีไซเนอร์อเมริกันส่วนใหญ่ก็ถูกมองว่าเป็นรองที่ฝรั่งเศส แต่เมื่อลูกค้าอเมริกันคือคนขับเคลื่อนโอ๊ตกูตูร์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉะนั้นผู้หญิงแกร่งที่เป็นหัวหอกแห่งการลิสต์รายชื่อบุคคลแต่งกายยอดเยี่ยมของอเมริกาคือ เอเลนอร์ แลมเบิร์ต จึงดำริที่จะพาเหล่าดีไซเนอร์อเมริกันไปบุกปารีส โดยเธอเสนอจัดแฟชั่นโชว์ที่แวร์ซาย โดยมีทั้งฝั่งอเมริกันปละปารีเซียง แน่นอนว่าการจะคัดว่าใครควรจะได้อยู่ฝั่งไหนก็เข้มข้นมาก ที่เอเลอนร์ได้จัดงานนี้เพราะเธอเสนอว่ารายได้จากงานนี้จำสมทบทุนบูรณะพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งยุคหลังสงครามโลกไม่นานคือทรุดโทรมสุดๆ ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงไฟเขียวให้เธอ และเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว โดยไม่มีงานประชันเช่นนี้อีก

ในขณะที่ดีไซเนอร์ชาวปารีสที่มีแบรนด์เด่นๆ อย่างอีฟว์ แซงต์โรลองต์ อเมริกาก็มีฮาลสตัน นี่แหละที่เจิดพอจะจัดสู้ได้ แต่ความเก๋คือเหล่าดีไซเนอร์อเมริกันจะไม่ขอโชว์แบบเดินบนแคตวอล์คธรรมดาๆ เพราะสถานที่คือโรงละครในแวร์ซาย เลยให้ เคย์ ทอมป์สัน มาออกแบบท่าเต้นท่าเดินโชว์ ทำเป็นละครเพลงเล็กๆ เพราะนิวยอร์กดังเรื่องละครเพลงนี่ และได้ไลซ่า มิเนลลี ซึ่งเป็นมิวส์ของฮาลสตันอยู่แล้วมาเป็นนักร้องนำ ขณะที่การนำเสนอของดีไซเนอร์ฝรั่งเศสเป็นไปตามแบบแผนเดิม และมีการขานหมายเลขชุดตามขนบ แต่แบรนด์อเมริกันทั้งหลายจัดเป็นโชว์มิวสิคัลเล็กๆ สร้างความตื่นตาตื่นใจและงานดีไซน์ของอาลสตันที่เน้นความพร้ิวไหวของชุดและลีลาการเคลื่อนไหวก็ลงตัวกับวิธีการนำเสนออย่างที่สุด แน่นอนแม้จะไม่มีการประการว่าสงครามแฟชั่นที่แวร์ซายคืนนั้นใครชนะ แต่ทุกคนพูดถึงโชว์ของแบรนด์อเมริกัน และเอกลักษณ์ของแฟชั่นอเมริกันก็ถูกกล่าวถึงซ้ำๆ หลังจากงานนั้น 

ฮาลสตันยังเป็นดีไซเนอร์คนแรกๆ ที่สร้างความ diversity ขึ้นในวงการแฟชั่น นางแบบของเขาไม่ได้มีแต่สาวผมบรอนด์ผิวขาวเป้นกระเบื้อง แต่มีสาวผิวสีรูปร่างสง่าคอระหงเสมือราชินีชีบา สาวร่างท้วมที่ทำหน้าที่หลักคอยรับรองลูกค้าที่โชว์รูม แต่เธอจะมีชุดที่ดีไซน์สำหรับเธอ และบางครั้งเธอก็ร่วมเดินแบบ เมื่อฮาลสตันย้ายออฟฟิศมาอยู่ตึกโอลิมปิคที่สุดหรูของนิวยอร์ก เขาได้สร้างสรรค์ออฟฟิศในฝันของเขาที่มีความโมเดิร์นเรียบเท่และโครงสร้างหลักๆ ทุกอย่างเป็นกระจกทั้งหมด และที่นี่ก็เป็นที่จัดแฟชั่นโชว์ของเขาด้วย นอกจากนี้อพาร์ตเม้นต์ที่พักของเขายังได้รับการออกแบบโดย Paul Rudolf เป็นต้นแบบของงานตกแต่งแบบมินิมัลสสิม์ก่อนที่คำคำนี้จะเกิดขึ้นเสียอีก

ฮาลสตันมีสัญชาตญานการพีอาร์และเป็นนักสร้างรวมทั้งผู้กำกับฯ โดยธรรมชาติ เขาเป็นทั้งผู้บังคับการให้ทุกๆ คนที่แวดล้อมเขาแสดงตามบทบาทที่เขาต้องการ ยุคของเขาการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นด้วยกล้องถ่ายขนาดใหญ่แต่สามารถเคลื่อนไปกับตัวคนถ่ายได้แม้จะมีสายพ่วงระโยงระยางกลายเป็นเทรนด์ในการบันทึกเรื่องราว อาลสตันให้ทีมช่างกล้องติดตามเขา เขาจะกำกับให้ทุกคนว่าต้องเดินเข้าทางไหน นั่งหรือยืนตรงไหน ต้องทำอะไร เขาทำเมหือนไม่มีกล้องอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เขาสั่งและกำกับทุกคนอย่างเข้มงวดเพื่อจะได้ภาพยนตร์สั้นที่บันทึกลงม้วนวิดีโอมากมายที่จะกลายมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในปัจจุบันถึงความเป็นตัวเขา จริงๆ เขามีสัณชาติญานในการเป็นนักบุกเบิก ทันทีที่ประเทศจีนเปิดประเทศ เขามองว่าจีนต้องการเห็นแฟชั่นแบบตะวันตก เขาขนกองทัพของเขารวมทั้งเหล่านางแบบนางแบบไปเยือนประเทศจีน แต่ในยุคนั้นประเทศจีนยังจนมาก ยังไม่ใช่ยุคเติ้งเสี่ยวผิง แต่เขาก็เป็นดีไซเนอร์อเมริกันคนแรกที่ทำให้คนจีนเห็นว่าโลกเบื้องนอกกำแพงไม้ไผ่นั้นแต่งกายเช่นใด  

เขายังให้แบรนด์เขาเป็นยี่ห้อของกระเป๋าเดินทาง เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ผ้าขนหนู เรื่อยไปจนถึงกางเกงในผู้ชาย ซึ่งดีไซเนอร์ยุคหลังจากเขาอย่างคาลวิน ไคล์น ประสบความสำเร็จกับการทำแบรนด์แฟชั่น ชุดชั้นในและน้ำหอม อย่างท่วมทัน แต่คาลวิน ไคล์น ไม่เคยเอาชื่อแบรนด์ตัวเองไปเกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกเพื่อมวลชน คาลวิน ไคล์น ทุ่มเทกับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เสถียรแม้จะออกคอลเลกชั่นของแต่งบ้าน ชุดจานชาม แต่ทั้งหมดได้ถูกควบคุมให้สอดคล้องเป็นภาพแบรนด์ที่ชัดเจนและเท่ทันสมัย ในขณะที่อาลสตันไม่สามารถควบคุมภาพลักษณ์เหล่านั้นที่เขาทำลายลงด้วยความที่อยากจะให้ชื่อนี้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

มาถึงไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงที่ Studio 54 เอลซ่า เพอเร็ตตี้ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และจิวเวลรีที่ได้ร่วมงานกับ Tiffany & Co. สร้างงานดีไซน์ที่เป็นไอคอนมากมาย เธอคือมิวส์ของฮาลสตัน เธอให้สัมภาษณืว่าคนยุคนั้นเที่ยวหนักแต่ก็ทำงานหนัก อย่างฉันคุณก็จะเห็นผลงานออกมามากมาย แต่ฉันก็ปาร์ตี้ที่สตูดิโอ 54 และฌะอยอมรับว่าการใช้โคเคนเป็นเรื่องปกติของคนยุคนั้น และเธอยังล้ำยุคที่ยอมรับเรื่องไบเซ็กชวล โฮโมเซ็กชวล เป็นเรื่องปกติ แม้ยุคนั้นเพศทางเลือกยังไม่เป็นที่ยอมรับ และการกระทำบางอย่างก็เป็นสิ่งต้องห้ามทางกฎหมาย แต่พวกเขาเหมือนคนที่ปูทางให้ทุกวันนี้เรามี LGBTQ เราไม่ยอมรับการเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ การบูลลีเป็นสิ่งที่สังคมประนาม เราคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีคนรุ่นก่อนที่พยายามทวงสิทธิ์ต่างๆ ในเรื่องนี้ให้กับคนรุ่นหลัง 

แต่สิ่งที่ทำให้ฮาลสตันล้มเหลวก็คงเป็นเพราะการทำธุรกิจที่เขาอยากให้เติบโตและเข้าถึงคนทุกชนชั้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แม้จนบัดนี้ไฮแฟชั่นก็ไม่สามารถจะมาทำเป็นฟาสต์แฟชั่นได้ แม้จะมีการร่วมงานกันบางคอลเลกชั่น แต่ยุคสมัยนั้นกลุ่มคนในสังคมแบ่งชนชั้นกันเข้มข้นกว่ายุคนี้ มีภาพวิดีโอที่นักข่าวสัมภาษณ์หญิงสาวที่เข้าไปซื้อของในเจซีเพนนีย์ ว่าเธอมาหาคอลเลกชั่นของฮาลสตันหรือเปล่า เธอบอกว่าไม่ เธอมาเจซีย์เพนนีย์เพื่อจะมาซื้อของเจซีเพนนีย์ เธอไม่รู้ด้วยว่าฮาลสตันคือแบรนด์อะไร แน่นอนว่าคุณผู้หญิงบนเพ้นเฮ้าส์ชั้นบนสุดของถนนฟิฟธ์ฯ ย่อมจะไม่ทนเมื่อสาวใช้มาสวมเสื้อคล้ายๆ กันยี่ห้อฮาลสตันจากเจซีเพนนีย์ ในขณะที่เธอซื้อชุดฮาลสตันจากโชว์รูมที่หรูหราและราคาแพงกว่านั้นหลายสิบเท่า แพงกว่าเงินเดือนของสาวใช้ทั้งเดือนด้วยซ้ำ 

รอซีนีย์นี้ชมได้ทาง Netflix เร่ิมวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 มี 5 Episodes นำแสดงโดย Ewan McGregor, Bill Pullman, Rebecca Dayan, David Pittu, Krysta Rodriguez, Kelly กำกับการแสดงโดย Daniel Minahan รับประกันความแซบเว่อร์ด้วยหนึ่งในโปรดิวเซอร์คือ Ryan Murphy รวมทั้งเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทอีกด้วย ใครเป็นคอซีรีย์คงจะพอคาดเดาได้ว่าไรอัล เมอร์ฟี จะหาความเผ็ดร้อนมาเสิร์ฟให้ได้แซบกันแน่ๆ 

Episode Credits:

Episode 1: Becoming Halston

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Sharr White

Directed by Daniel Minahan

Episode 2: Versailles

Written by Ian Brennan and Ted Malawer

Directed by Daniel Minahan

Episode 3: The Sweet Smell of Success

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Tim Pinckney & Kristina Woo

Directed by Daniel Minahan

Episode 4: The Party’s Over

Written by Ryan Murphy & Ian Brennan and Sharr White

Directed by Daniel Minahan

Episode 5: Critics

Written by Ian Brennan & Ryan Murphy and Ted Malawer

Directed by Daniel Minahan

ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

Be my Valentine

หากใครยังไม่ได้เตรียมโรแมนติกในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันอาทิตย์นี้(14 กุมภาพันธ์ 2564) เรามีสถานที่ที่เหมาะจะฉลองวันวาเลนไทน์มาเป็นไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ที่สุดแสนโรแมนติก แต่ที่นี่ยังมีมื้อน้ำชาที่พิเศษว่าจะให้บริการเมนูพิเศษของวาเลนไทน์นี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

  ที่ที่อยากจะแนะนำก็คือห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนบรรดาทุกคู่รักที่มองหาสถานที่ฉลองวันแห่งความรักท่ามกลางบรรยากาศโก้หรู แต่ยังแฝงไปด้วยความคลาสสิก พร้อมกับอาหารเลิศรศที่ปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมสร้างสรรค์เป็นมื้อพิเศษโดยเชฟที่มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น 

ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในอาหารฝรั่งเศส และมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง ตามแบบฉบับวัฒนธรรมฝรั่งเศส ห้องอาหาร “เลอ นอร์มังดี” ซึ่งการันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี เหมาะที่สุดสำหรับท่านและคู่รัก โดยท่านจะได้สัมผัสความอร่อยระดับตำนานโดยเชฟอาโนด์ ดูนัง โซทีเอร์ พร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันวาเลนไทน์เชฟอาโนด์นำเสนอมื้อค่ำสุดโรแมนติก 7 คอร์ส โดยมีเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ซุปบีทรูทและคาเวียร์ ซึ่งคาเวียร์เปรียบเสมือนคริสตัลอัญมณีแห่งท้องทะเล ชีสบรีเสิร์ฟคู่กับเห็ดทรัฟเฟิลดำ

อาหารฝรั่งเศส 7 คอร์ส สำหรับมื้อค่ำ ราคา 25,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน 

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารทะเลคุณภาพพรีเมี่ยม และ สเต็กเนื้อคุณภาพเป็นเลิศ ขอแนะนำให้ฉลองวันแห่งความรัก ณ ห้องอาหาร“ลอร์ด จิมส์” ที่ซึ่งท่านจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสดใหม่จากเชฟนิค กันนาเวย์ และทีม โดยมื้อค่ำในวันวาเลนไทน์ เชฟนิครังสรรค์เมนูพิเศษ 4 คอร์ส โดยเริ่มต้นมื้อแห่งความรักด้วย ชุดอาหารทะเลสุดพิเศษเสิร์ฟแบบเย็น เป็นคอร์สที่ระลึกถึงเทพแห่งความรัก “วีนัส” ซึ่งเธอกำเนิดจากท้องทะเล

โดยในชุดอาหารทะเลประกอบด้วย ราชินีแห่งหอยหางรมจากฝรั่งเศส หอยเชลล์จากฮอกไกโด ปูยักษ์และคาเวียร์ ไข่หอยเม่น ตามด้วยซุปไก่ สำหรับอาหารจานหลักนั้น ท่านสามารถเลือกระหว่างเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟกุ้งล็อบสเตอร์และหมูกรอบที่ปรุงแบบกงฟี  หรือ ปลาเก๋าที่ผ่านการอบอย่างพอดีเสิร์ฟพร้อมกับฟักทองบัตเตอร์นัทเนื้อแน่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานราดมาร์มาเลดกุหลาบให้ความรู้สึกหวานสดชื่น

อาหารค่ำ 4 คอร์ส ราคา 9,400 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์

ในเดือนแห่งความรักนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะสำหรับการจิบน้ำชายามบ่ายมากไปกว่า ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์ ที่ซึ่งท่านจะได้นั่งพักผ่อนกับคู่รักท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย และรับประทานขนมและของว่างที่จะเสิร์ฟมาในกล่องรูปทรงหนังสือ ขนมหวานและของว่างทั้ง 13 ชิ้นในหนึ่งชุดได้ผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน รวมถึงบริยอชรสกุหลาบ และ ตับห่านที่เสิร์ฟพอดีคำในแบบของมิลเฟย 

หลังจากท่านและคนพิเศษอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” เรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับกล่องขนมซึ่งเป็นรูปทรงหนังสือเป็นของขวัญ

ใครที่หลงใหลขนมอบรสละเมียดที่ทำมาทั้งอย่างคาวอย่างหวาน จริงๆ รับประทานก็อิ่มได้เป็นหนึ่งมื้อสามารถมาลิ้มลองเมนูที่รังสรรค์พิเศษนี้ได้จนถึงสิ้นเดือนนี้

ชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” ราคา 1,900++ บาท ต่อท่าน มีให้บริการจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

ห้องอาหาร คินู บาย ทาคากิ

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และวัฒนธรรมอันวิจิตรของญี่ปุ่น และกำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างในวันแห่งความรัก ห้องอาหารคินู บาย ทาคากิ นำเสนอมื้อค่ำ 10 คอร์ส แบบไคเซกิซึ่งเป็นวิถีการรับประทานอาหารตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น 

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 20,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 30,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน โดยเพิ่มคาเวียร์ในทุกคอร์ส

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  โทร 0 2659 9000 หรือ www.mandarinoriental.com/bangkok

Bee a Tiger , KENZO : Spring/Summer 2021

งดงามบนความอ่อนไหว Felipe Oliveira Baptista  ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของ KENZO นำเสนอคอลเล็กชัน Spring/Summer 2021 ด้วยการนำเอาความรู้สึกที่คนทั้งโลกต้องเผชิญอยู่มาตั้งคำถาม และปลุกเร้าให้ทุกคนยืนหยัด Be caring, Be brave Bee a Tiger /Felipe

เสือโคร่งเสมือนอัตลักษณ์หนึ่งของ KENZO ที่เชื่อมโยงกับความเป็น  “Jungle Jap” ในวงการแฟชั่นเมื่อปลายยุคเซเวนตี้ส์ และ KENZO ได้มีโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งในป่ากับ WWF สำหรับคอลเล็กชันนี้เขานำเอาผึ้งซึ่งเป็นตัวแทนของความขยันและนักสู้มาต่อยอดไปสู่ความเป็นเสือได้อย่างดงามงาม ด้วยซิลลูเอต(sillhouette)ที่ยังเชื่อมโยงกับคอลเล็กชันแรกที่เขาทำให้ KENZO ความเป็น wanderer นักพเนจรที่คร่ำโลก เขานำเอาหมวกของนักเลี้ยงผึ้งมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นเสมือนเกราะที่ครอบให้เรามี social distancing แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความ dramatic ลึกลับ ซ่อนเร้นแต่ก็ชวนค้นหา

ลายพิมพ์ดอกไม้ที่ดูพร่าเลือนเหมือนมองผ่านม่านน้ำตา แต่ทว่าดูอีกทีก็เหมือนลวดลายของผ้าไหมมัดหมี่ที่ผูกลายอย่างอิสระ และข้อความต่อไปนี้คือสิ่งที่ฟิลิเป้ ต้องการบอกกับเรา โดยคอลเล็กชันนี้มีทั้งแบบเสื้อสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี แต่เราคัดมาให้ชมเฉพาะของสุภาพบุรุษ แม้จริงๆ ดีไซน์ของเขาจะดูไร้เพศสภาพก็ตาม อย่างชุดสุดท้ายสีน้ำเงินที่เดินโดยนางแบบภายใต้หมวกคนเลี้ยงผึ้งสีน้ำเงินเข้ากับชุดนั้นแทบจะไม่บ่งบอกใดๆ ว่าเป็นชุดของชายหรือหญิง

 ฉันไม่เคยเริ่มคอลเล็กชันท่ามกลางคำถามรอบตัว และความรู้สึกหลากหลายปนเปกันไปมามากมายขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถให้คำตอบต่อคำถามที่มีต่อสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างถูกต้องแน่นอนหรอก โลกของเราตอนนี้เหมือนกำลังหลงทาง ทุกคนต้องพยายามค้นขว้าหาความเป็นไปได้ในนั้น เราจะกำหนดและแสร้งทำเป็นให้คำตอบของความเป็นจริงที่ไม่มีใครเข้าใจทั้งหมดได้อย่างไร 

เราจะหาข้อสรุปและผลที่ตามมาจากสถานการณ์ที่ห่างไกลจากจุดจบได้อย่างไร โลกกำลังป่วย แต่มันยังมีชีวิตอยู่ และตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง

คำตอบจากการมองโลกในแง่ดีต้องมาพร้อมกับแนวทางปฏิบัติ แล้วเราจะเริ่มต้นจากจุดนี้อย่างไร เราจะก้าวต่อไปอย่างไร เราจะช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร ทำให้พวกเขาฝัน ให้ความหวังและในขณะเดียวกันก็ให้ความสะดวกแก่ชีวิตของพวกเขา

แนวคิด และไอเดียของคอลเลคชั่นนี้นั้นหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามสภาวะจิตใจของฉันนับตั้งแต่ช่วงจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด โลกกำลังร้องไห้ ดอกไม้ในภาพพิมพ์และลายพริ้นท์ที่เราพัฒนาขึ้นสำหรับคอลเล็กชันนี้ก็เช่นกัน ดอกป๊อปปี้และดอกไฮเดรนเยียก็ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของการร้องไห้แบบดิจิทัล ความรู้สึกแรกเริ่มของดอกไม้ในการปกป้องและห่อหุ้ม กลายมาเป็นบทกวีของผึ้งผู้ควบคุมโลก ณ ตอนนี้ ตอนที่เรามีความรู้สึกอันแรงกล้าที่จะปกป้องดูแลโลกของเราให้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเร่งด่วน เสมือนผึ้ง และคนเลี้ยงผึ้งพร้อมด้วยเสื้อผ้าและหมวกที่ชวนให้หลงใหล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางและระยะทางที่กำหนดและจำเป็นในปัจจุบัน 

Going Places… ภาพลวงตาแห่งความฝัน ความหวัง ความตื่นเต้น และการค้นพบ เราจะไม่ยอมแพ้ เสื้อผ้าที่เปลี่ยนตัวเองให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเปราะบาง เปลือยเปล่า ทั้งกล้าที่จะเจอกับอันตรายและกฏเกณฑ์อย่างกล้าหาญ เป็นเคนโซ่ที่ยังคงความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และการมองโลกในแง่ดีไว้อย่างคงที่ เราต้องการที่จะใส่ความดิบ ความกล้าหาญ และพลังแห่งความอยากรู้อยากเห็นลงในเสื้อผ้าและในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอลเลคชั่นนี้ เหมือนกับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีในแบบพังก์ๆ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองสิ่งต่างๆ ให้แตกต่าง และจากมุมมองใหม่ๆ ถึงเวลาที่ต้องดึงทุกสิ่งมารวมกันอีกครั้งด้วยวิธีที่แปลกใหม่ ล้ำและสร้างสรรค์แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายอันงดงาม 

คอลเล็กชันนี้ เปรียบเสมือนภาพถ่ายของบุคคลที่บอกเล่าเรื่องราวการเฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่ที่มีทั้งสองด้าน ทั้งความสนุกสนานและความเศร้าโศก ความสูงและความต่ำ การปกคลุมและเปลือยเปล่า ความละเอียดอ่อนและความกล้าหาญ ความหวาดกลัวและความมองโลกในแง่ดี การปกปิดและการเปิดเผย การไม่รู้สถานการณ์ล่วงหน้าและการควบคุมสถานการณ์ ความประหลาดใจ แล้วท้ายที่สุดความนิ่ง และการเคลื่อนไหว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือผู้ที่จะนำ KENZO ไปสู่จุดหมายเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน ในความดมเดิร์นของดีไซน์เขายังสอดแทรกความเป็นพื้นถิ่น กลิ่นอายของตะวันออกแทรกไว้อย่างแนบเนียน และอย่างที่เขาบอก ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ เราจงเดินไปข้างหน้าอย่างผ่าเผย ผงาดและกล้าหาญเช่น Bee a Tiger.  

A Touch of Amanpuri Phuket. 

ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุดที่จะมาถึงเร็วนี้ขอกระซิบว่าอมันปุรี ภูเก็ตมีราคาพิเศษสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีที่พำนักในประเทศไทย ใครที่อยากจะรู้จักอมันปุรี ที่เขาเลื่องลือกันว่าเป็นรีสอร์ตสุดหรูในสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย อยากนั่งเล่นศาลาทรงไทยหน้าที่พักเพื่อชมวิวทะเลก็ต้องมาสัมผัส รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่เลื่องลือว่าเป็นต้นแบบของอมันที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้ราคาพิเศษจริงๆ สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในเมืองไทย เพราะเราสามารถปรึกษากับทางอมันปุรีถึงจำนวนคนที่เดินทางเข้าพัก จำนวนวันเพื่อจัดสรรให้ได้สถานที่พักในราคาที่เหมาะสมที่สุด 

ที่พักแต่ละแบบมีความพิเศษที่แตกต่างกัน อย่างพาวิลเลียนแต่ละหลังก็มีขนาดพื้นที่ใช้สอยต่างกัน วิวต่างกัน จะมีสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือจะเลือกเป็นวิวทะเลที่สวยที่สุดก็มีแตกต่างกันไป หรือจะเป็นพาวิลเลียนที่เห็นวิวทะเลพร้อมศาสลาพักผ่อนแบบไทยๆ ใครที่ชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรรมแบบไทยๆ ที่ดูร่วมสมัย น่าอยู่และไม่ได้เก่าคร่ำแบบโบราณต้องชื่นชอบ 

ส่วนการใช้สอยในห้องพักก็แบ่งสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนพักผ่อน ส่วนนอน หรือห้องน้ำห้องแต่งตัวที่มีขนาดใหญ่เท่าๆ กับห้องนอน แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เหมาะกับการใช้สอยที่หนูหราสะดวกสบาย ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยที่ดูอึดอัด

มาพักที่นี่ถ้าไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ริมทะเล ที่ศาลาหน้าเรือนพักก็ยังเหมาะจะเป็นที่พักผ่อนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เล่นมือถือหรือไอแพด โดยจะนั่งพิงกับหมอนขวานให้สบายๆ(ที่นั่งเขาลดระดับลงไปจากพื้นศาลาเหมือนที่นั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้นั่งสะดวก) หรือจะเอนกายเอกเขนกกับเบาะและหมอนขวานทรงสามเหลี่ยมก็แสนสบาย ส่วนใครจะไปอาบแดดริมทะเลก็ย่อมได้ หรือจะไปเล่นกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ อย่าง  stand-up jet ski ที่ทำให้คุณได้ท้าทายกับยอดคลื่น seabobs ที่ทำให้คุณดำน้ำได้ด้วยความเร็วของสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ flyboard ที่ผสมผสานเจ็ตสกีกับเจ็ตแพ็คเข้าด้วยกันโดยใช้พลังน้ำทำให้คุณลอยตัวเหนือผิวน้ำได้สูงเกือบ 10 เมตร และสามารถแสดงท่าผาดโผนต่างๆ ได้ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่กำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้  และ Mastercraft X23 wakeboarding boat สำหรับเล่นเวคบอร์ด 

ถ้าใครอยากจะไปดำน้ำที่เกาะราชา เกาะไข่นอก หรือจะเป็นเกาะดอกไม้ก็ได้ หรือใครอยากจะล่องเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือล่องเรืออกไปตกปลารวมทั้งการท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ที่นี่มีบริการ รวมทั้งการจัดสรรขนาดของเรือให้เหมาะกับจำนวนคณะของคุณด้วย เพราะเกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของทะเลอันดามันต่างก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้าต้องการให้เด็กไป เรียนรู้เรื่องทะเลที่นี่ก็มี Eco-Beach Centre ที่ให้เด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปได้เข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งตีกอล์ฟที่สนามระดับมาตรฐาน 5 ดาวนั้นอยู่ห่างจากอมันปุรีไม่ถึงชั่วโมง ส่วนใครไม่อยากจะใช้เวลากับกิจกรรมโลดโผนต่างๆ แต่จะใช้เวลาสำหรับการพักผ่อนสบายๆ ก็มีสระว่ายน้ำยาว 27 เมตรที่เป็นสระไอคอนของที่นี่ หรือจะไปที่ pool terrace ก็มีสระว่ายน้ำความยาว 20 เมตร และมีสระสำหรับเด็กที่ยาว 10 เมตรใกล้ห้องอาหารญี่ปุ่น Nama รวมทั้งมีห้องสมุดที่คุณจะใช้เป็นมุมสงบกับหนังสือต่างๆ ได้ 

แต่ทุกวันเวลาง่ายๆ จะมีมุมน้ำชาที่บริการให้แขกทุกคนในอมันปุรีที่ริมสระว่ายน้ำใหญ่ โดยจะมีขนมน้ำชาต่างๆ รวมทั้งขนมครกที่เป็นสูตรดั้งเดิมของที่นี่ ต้องบอกว่าอร่อยมากๆ โดยมีเครื่องต่างๆ โรยหน้าไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด เผือก หน้าทรงเครื่องต่างๆ หรือแม้แต่หน้าต้นหอมที่เบสิกแต่หารับประทานไม่ค่อยได้แล้ว แต่จริงๆ ไม่โรยหน้าอะไรเลยก็อร่อยเพราะเขาทำให้ผิวกรอบแต่เนื้อในนิ่มหอมหวานมะพร้าว อร่อยมากๆ

ส่วนห้องอาหารต่างๆ มีทั้งห้องอาหารไทยที่เป็นที่รับประทานอาหารเช้าด้วย ถ้าคุณจะไม่สั่งรูมเซอร์วิสไปที่พักนะ อาหารไทยที่นี่รสจัดอร่อยแต่ไม่ได้ทำเผ็ดนำแม้บางอย่างจะเป็นอาหารท้องถิ่นทำให้รับประทานได้มาก โดยมีเมนูอาหารเช้าสำหรับคนรักสุขภาพให้เลือกด้วยไม่มีแป้งแต่รับประทานแล้วอิ่มอร่อยได้พลังงาน ส่วนใครชอบอาหารอิตาเลียนต้องลองที่ Arva ซึ่งจะเขียนแนะนำในคราวต่อไป เนื่องจากติดใจการสร้างสรรค์เมนูของเชฟมาก ส่วนที่ Beach Terrace เสิร์ฟอาหารเมดิเตอเรเนียนในบรรยากาศริมทะเล ส่วนห้องอาหารญี่ปุ่น Nama ที่โด่งดังนั้นเปิดเป็นฤดูกาล แต่ที่ไม่ควรพลาดคือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ The Lounge ส่วนตัวติดใจที่ใช้จินเป็นส่วนผสมหลัก สามารถนั่งชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกได้จากที่นี่

ที่นี่ยังมีที่พักแบบวิลล่าสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศแบบบ้านตากอากาศส่วนตัวมีตั้งแต่ 1ห้องนอนถึง 9 ห้องนอน โดยวิลล่าบางหลังมีห้องยิมส่วนตัวอีกด้วย แต่สำหรับยิมของที่นี่ก็มีอุปกรณืทันสมัยมากมายรวมทั้งมีที่ซ้อมมวยไทยโดยมีครูฝึกที่เชี่ยวชาญเป็นคนสอน และมีคลาสมวยไทยริมชายหาดอีกด้วยถ้าสนใจ แต่ใครชอบโยคะที่นี่มีคลาสทุกเช้าโดยมีศาลาโดยเฉพาะที่อยู่เป็นส่วนหนึ่งของเวลเนสเซ้นเตอร์

 Amanpuri Holistic Wellness Centre มีห้องทรีตเม้นต์ 12 ห้องออกแบบสไตลืไทยร่วมสมัย ที่นี่เป็น Wellness Centre ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอีกด้วย ไม่ใช่แค่สปา มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ 

และที่ไม่ควรพลาดก็คือที่จัดแสดงนิทรรศการและร้านจำหน่ายสินค้าของอมันปุรีที่ตัวอาคารออกแบบโดย Kengo Kuma สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก และบรรดา Aman junkie ทั้งหลายต้องไม่พลาดจะสะสมสินค้าดีไซน์พิเศษ อย่างกางเกงบ็อกเซอร์ลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอมันในประเทศต่างๆ รวมทั้งของเก๋า อีกมาก

การได้มาเยือนอมันปุรี ในครั้งนี้ต้องบอกว่าประทับใจกับการบริการต่างๆ สมกับชื่อเสียงของอมันปุรีที่มีมายาวนาน และที่นี่คือที่แรกหรือต้นกำเนิดของอมันต่างๆ ย่อมจะเป็นต้นแบบที่นาประทับใจและสอดแทรกความเป็นไทยไว้อย่างดงามกลมกลืน แต่ก็มีสิ่งต่างๆ ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ อย่างทีวีที่ต่อเข้ากับการสั่งการด้วยไอแพด(ทุก อย่างในห้องพักควบคุมด้วยไอแพด) 

ก่อนนั้นในอมันปุรีหรือรีสอร์ตในเครืออมันต่างๆ จะไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ในห้องพัก เพราะต้องการให้คนออกมาใช้กิจกรรมด้านนอก และเป็นสถานที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ปัจจุบันเรามีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ไปอยู่ที่ไหนสัญญานไวไฟต้องแรงเพื่อการโซเชียลทางออนไลน์ ดังนั้นอมันปุรีจึงมีสิ่งทันสมัยไฮเทคต่างๆ มาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พิเศษสำหรับวันพักผ่อนอย่างแท้จริงที่จะให้เราได้ชมความงดงามของทะเลอันดามันได้อย่างเต็มตา อยากทราบรายละเอียดต่างๆ สอบถามได้ที่ https://www.aman.com/resorts/amanpuri

Gucci’s Masculine, Plural

            นี่เป็นการจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันสุภาพบุรุษแยกออกมาหลังที่จัดรวมกันกับของสุภาพสตรีมาโดยตลอดสำหรับ Gucci ภายใต้ Alessandro Michelle และไม่ได้จัดที่ Gucci Hub แต่มาจัดที่ Palazzo Della Scintille เมื่อเข้าไปในโถงจัดแสดงโชว์ต้องตื่นตากับลูกตุ้มขนาดยักษ์แกว่งคล้ายลูกตุ้มนาฬิกา แต่มิเคลเล่ ต้องการเล่าถึงภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ต้องมีเปลือกนอกที่หยาบคาย กักขฬะ เป็นพิษกับบรรยากาศซึ่งเขานำเสนอแฟชั่นเพื่อทำลายกรอบนี้เหมือนเช่นทุกคอลเล็กชันที่เขาต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังงานดีไซน์เสมอ

              เปิดตัวด้วยนายแบบในชุดกางเกงผ้าสีเงินเนื้อมันวาวส่วนชิ้นบนเป็นแจ็คเก็ตกำมะหยี่(ทักซีโด้)คอปกทรงแปลกด้านในคือสเวตเตอร์ที่ทับเสื้อเชิ้ตไม่มีการติดหูกระต่ายหรือเนคไทใดๆ เป็นลุคที่จะทางการก็ได้หรือจะลำลองก็ยังไหว ผ้าเนื้อหนาต่างๆ ในรูปของเสื้อโค้ตหลากสี รวมทั้งลายสก็อต โดยปกของโค้ตจะใหญ่มีช่วงลำตัวสั้นและยาว เก๋ตรงที่นำแจ็คเก็ตผ้าเนื้อหนามาจับคู่กับกางเกงขาสั้นและสวมถุงเท้ายาวสูงใต้เข่าแทนถ้าใครกลัวหนาว โดยมีโค้ตความยาวระดับเหนือหัวเข่าให้สวมทับอีก สิ่งเดียวที่ไม่ปิดน่าจะเป็นหัวเข่า แต่ในยุคโลกร้อน การแต่งตัวมันจะปนๆ กันไปโดยโทนสีของคอลเล็กชั่นมีทั้งสดใสและอ่อนหวานรวมทั้งสีขรึมที่ดูภูมิฐาน(แบบกุชชี่) กางเกงทรงหลวมสบาย หรือแม้แต่กางเกงยีนส์ขาดก็ยังมี แต่จับคู่กับเสื้อเชิ้ตลายตารางตัวโคร่งทับด้วยสเว็ตเตอร์ตัวหลวมแต่ความยาวของสเว็ตเตอร์จะมีทั้งสั้นเหนือเอวและยาวโคร่งคลุมสะโพก

โค้ตตัวเด่นกลับเป็นทรงเอไลน์สีฟ้าเบบี้บลูแต่เขาทำออกมาไม่แฟมินีนเลยสักนิด แม้จะรู้ว่าเป็นโค้ตทรงเอที่ปกติจะเป็นทรงของผู้หญิง อย่างที่เขาบอกว่าจะทำแฟชั่นเพื่อลบภาพจำของสุภาพบุรุษที่ถูกมองว่าต้องห้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูนิ่มนวลอ่อนหวานแบบผู้หญิง แต่แน่นอนว่ามีรายละเอียดเสื้อของผู้หญิงอย่างการจับจีบตรงหน้าอกเหมือนการตกแตง และคอเสื้อกว้างและลึกแต่มีปก เอวเสื้อเข้ารูปแล้วผายออกซึ่งถ้าผู้หญิงสวมก็สวยแบบหญิงๆ แต่ผู้ชายใส่ก็เท่ชวนฉงนดี 

            ที่ต้องพูดถึงจริงจังก็คือกระเป๋าที่มีทั้งทรงหีบเดินทาง กระเป๋าถือแบบสุภาพบุรุษรวมทั้งกระเป๋าใบเล็กที่ไม่มีเพศสภาวะ แล้วไม่จำเป็นว่าใบเล็กเหมาะกับผู้หญิง ผู้ชายกุชชี่ถือหรือสะพายกระเป๋าใบเล็กๆ ได้เท่ แต่อะไรก็ไม่เด่นเท่าคำว่า FAKE ที่อยู่บนกระเป๋าบางดีไซน์ ซึ่งคำนี้ใช้จิกกัดแกมหยอกแล้วไม่ได้ทำให้คนรู้สึกแย่ถ้าไม่มีอะไรที่เสแสร้ง กับกลายเป็นคำเสียดสีที่ชวนให้ขำ แต่ใครที่ชอบเสแสร้งก็อาจจะไม่ขำก็ได้ 

#GucciFW20 #GucciThailand #HommesThailand #LofficielHommesThailand