Posts

Story of Moana- The Sea Journey

เปิดประสบการณ์ไปสู่โลกสวยงามเกินจินตนาการ กับ Moana – Sea Journey จากชาวท้องถิ่น ผู้อาศัยในพื้นที่กว่าหลายสิบปีสู่การผันตัวมาเป็นผู้ให้บริการเรือล่องท่องเที่ยว พัทยา-เกาะล้าน และเกาะรอบๆ มาทำความรู้จักกับเกาะล้านและออกไปสำรวจผจญภัยโลกแห่งท้องทะเลในมุมที่หลายคนไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

การเลือกจะหยิบคำว่า MOANA มาใส่ในชื่อ ด้วยความไพเราะทางภาษาจากฮาวาย ที่มีความหมายแปลว่า ‘ทะเล’ เพราะการมาที่นี่ เราจะได้ทำความรู้จักกับทะเลแห่งนี้ พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศท่ามกลางความงดงามจากทะเล และ ธรรมชาติโดยรอบ

ด้วยความฝันและความรักในท้องทะเลแห่งนี้มาอย่างยาวนาน จึงทำให้มีการจัดการท่องเที่ยวเรือในสไตล์ Beach Club ให้เป็นเสมือนเกาะส่วนตัวในฝัน ห่างไกลจากความพลุกพล่าน มาหยุดเวลาและดื่มด่ำกับทะเล และแสงแดด ที่จะเป็นความทรงจำที่งดงามตลอดไป
“It’s a place not to escape life but you go here so that you don’t miss out of life.”

เพราะช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนควรเป็นช่วงเวลาที่เราได้ปล่อยความทุกข์ใจให้ไหลไปกับสายน้ำ และล่องลอยไปกับสัมผัสอันแสนผ่อนคลายอย่างแท้จริง MOANA ได้จัดเตรียมพื้นที่ทุกตารางนิ้ว และ กิจกรรมสุดพิเศษ ให้ทุกคนได้ใช้เวลาพิเศษไปกับคนพิเศษ ทั้งครอบครัวและเพื่อนๆในมุมมองใหม่ๆ ได้สัมผัสลิ้มลองปลาสดๆ ที่ตกจากทะเล พร้อมเก็บภาพบรรยากาศสุดประทับใจ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล

“สำรวจความงดงามของท้องทะเลสไตล์ Beach Club ไปกับ Moana ในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน”

#moanaseajourney #moana #privatetrip #pattaya

IG: moanaseajourney
FB: www.facebook.com/moanaseajourney
Line Official: @moanaseajourney
Tel: 098-6282419

For the perfect guy.

หนุ่มๆ ยุคนี้ให้ความสำคัญกับการดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นอย่างมาก โดยผู้ชายหลายคนต้องการให้ผิวหน้าดูดี ผิวหน้าดูเด็ก จนใครๆ ก็เดาอายุไม่ถูก ถ้าใครต้นทุนดีมีการดูแลผิวของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยก็ถือว่าโชคดีไป แต่บางคนเมื่อต้องการจะดูแลผิวเมื่อวัยมากขึ้น หรือเริ่มเห็นว่าผิวหน้ามีร่องรอยจากวัยและมลภาวะ ก็คงต้องหาผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยส่วนผสมที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทั่วไป DEVONTE หรือชื่อเรียกทั่วไปคือ DEVONTE ( เด-วอน-เท่ ) เป็นสกินแคร์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาเพื่อผิวหน้าผู้ชายโดยเฉพาะ ดังนั้นส่วนผสมต่างๆ ที่ถูกบรรจุลงในผลิตภัณฑ์จึงเน้นในเรื่องการแก้ปัญหาผิวหน้าผู้ชายที่แก้ได้ยากกว่าผู้หญิงเนื่องด้วยหลายสาเหตุ

เรามารู้จักผลิตภัณฑ์นี้กันสักนิด Devonte ผลิตภัณฑ์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อดูแลผิวหน้าสำหรับคุณผู้ชายวัย 30-40 ปี โดยได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวความคิด FUTURE BIOTECHNOLOGY FOR MEN SKIN ที่เน้นการบำรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูในระดับเซลล์ผิว ให้ผลลัพธ์ผิวหน้าสว่างกระจ่างใส ผิวฟูอิ่มน้ำ ริ้วรอยลดเลือน ผิวสัมผัสเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลง ใบหน้าแลดูอ่อนกว่าวัย ให้คุณผิวหน้าดูดี หน้าดูเด็ก จนใครๆ ก็เดาอายุไม่ถูก Devante มุ่งเน้นที่จะทำความเข้าใจ โครงสร้างเซลล์ผิว ซึ่งมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Devonte มีส่วนผสมที่เข้าทำงานในระดับเซลล์ ดังนั้น จึงพิถีพิถันในการคัดเลือกสารสกัดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่มีศักยภาพสูง ในการดูแลและแก้ปัญหาผิวหน้าสำหรับคุณผู้ชายสารสกัดเหล่านี้ประกอบด้วย เปปไทด์ กรดอะมิโน และเอนไซม์ ที่สามารถช่วยเพิ่มจำนวนคอลลาเจน รวมถึงเส้นใยอีลาสติน และด้วยกระบวนการ Biotechnology ทำให้มั่นใจได้ว่า สารสกัดที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิดจะอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำหน้าที่ดูแลผิวหน้าได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ Devonte ยังประกอบด้วยสารสกัดอีกมากมายที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์และเพาะเลี้ยง พร้อมตรงเข้าทำงานและสร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ ในการดูแลผิวให้ผิวดูอ่อนเยาว์ พร้อมแก้ปัญหาผิวในทุกมิติ

FUTURE BIOTECHNOLOGY

Biotechnology คือ กระบวนการเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เกิดจากการนำส่วนประกอบต่างๆ เช่น เซลล์ ไบโอติก หรือ DNA ที่ได้รับการออกแบบ เพาะเลี้ยง ผสมผสานระหว่างสารออกฤทธิ์และกระบวนการทางชีวภาพที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา บำบัดดูแล ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้เราสามารถเฟ้นหาสารบำรุง ที่สามารถควบคุมคุณภาพที่คงที่ และมีความจำเพาะเจาะจง เพื่อนำไปแก้ปัญหาผิวพรรณได้อย่างตรงจุด ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและปลอดภัย

GROWTH FACTOR

Growth Factor เป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งสามารถกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ เพิ่มจำนวนเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยปกติสารสกัดดังกล่าวจะอยู่ในรูปในของโปรตีน ซึ่งมีความสำคัญต่อการควบคุมกระบวนการต่างๆ ของเซลล์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เส้นใยอีลาสติน และไฮยาลูรอนิคแอซิด ด้วยเหตุนี้ ดังนั้นจึงได้พัฒนาต่อยอดนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวอย่างแท้จริง HSCM เซลล์ต้นกำเนิด มีศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ในปริมาณมากๆ เซลล์ต้นกำเนิดยังประกอบด้วย Growth Factor มากกว่า 250 ชนิด รวมทั้งยังมี Cytokines และสารชีวโมเลกุลอื่นๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมบาดแผลที่เยื่อบุผิว ลดการอักเสบ ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูผิว แก้ปัญหาผิวในทุกมิติ


PEPTIDE

โปรตีนหน่วยเล็กๆ หรือที่เรียกว่ากรดอะมิโน และเมื่อนำกรดอะมิโนหลายตัวมาเชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างโพลีเมอร์ จะอยู่ในรูปของเปปไทด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่างๆ หรือ เส้นผม


THE RICH AND SUFFICIENT PERCENTAGE OF INGREDIENTS THAT AFFECTS THE RESULT

สารสกัดหลายชนิดมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการดูแลผิวหน้า ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่การที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่สารสกัดนั้นๆ จะต้องมีปริมาณที่มากพอและเหมาะสม ทั้งยังต้องมีความรู้เรื่องสารสกัดต่างๆ ที่จะต้องทำงานเสริมซึ่งกันและกันไม่ใช่ลดทอนคุณสมบัติเด่นเมื่อนำมาใช้งานร่วมกัน
เมื่อเราเข้าใจถึงที่มาของปัญหาผิวแล้วคราวนี้เรามาดูกันว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใดที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนวัยและทรงประสิทธิภาพสำหรับคุณสุภาพบุรุษ ทางทีมพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ตลอดจนกลุ่มผู้บริหารแบรนด์มีความเชื่อมั่นใน BIOTECHNOLOGY และองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเซลล์ดีเอนเอ ดังนั้น แนวความคิดในการนำสารสกัดต่างๆ มาใช้ในผลิตภัณฑ์จึงเน้นในเรื่องของสารสกัดที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์และเพาะเลี้ยงสามารถเข้าทำงานในระดับเซลล์ผิวได้จริงๆ เพื่อการดูแลผิวหน้าอย่างยั่งยืนและเห็นผลจริง(สามารถเข้าไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ www.devonte296.com)

1) INTENSE SKIN BOOSTER SERUM

ราคา 2,290 บาท ขนาด 30 ml.

ถือเป็นชิ้นเด่น หากคุณกังวลเรื่องอายุที่เพิ่มมากขึ้น ริ้วรอยและร่องแก้มลึก ผิวหน้าหย่อนคล้อยไม่ได้รูป ผิวไม่แข็งแรง แพ้ง่าย ขาดการบำรุงมาเป็นระยะเวลานานจนผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สว่างกระจ่างใส รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่เรียบเนียน INTENSE SKIN BOOSTER SERUM คือคำตอบที่กล้าท้าผลลัพธ์ที่คุณจะทึ่งรายละเอียดสินค้า >>> https://bit.ly/3FrYkI9


2) DAILY DEFENSE DAY CREAM SPF50 PA+++

ราคา 1,990 บาท ขนาด 30 ml.

หากคุณกังวลเรื่องผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สว่างกระจ่างใส กังวลเรื่องฝุ่น PM2.5 มีริ้วรอย มีอาการอักเสบ พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่ได้ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ DAILY DEFENSE DAY CREAM SPF50 PA+++ คือคำตอบ ครบจบ สยบทุกมลภาวะที่จ้องทำลายผิวคุณระหว่างวัน นี่คืออีกหนึ่งชิ้นเด็ดที่หนุ่มๆ ควรใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคุณในการปกป้องผิวผู้ชายที่มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันแตกต่างจากผู้หญิง ด้วยสารกันแดดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นี้มีส่วนผสมทั้ง Chemical Sunscreen และ Physical Sunscreen ถูกออกแบบให้ซึมเร็ว ผู้ชายใช้งานง่ายไม่เหนียวหนักหน้าพร้อมสารบำรุงระหว่างวันอื่นๆ อีกมากมายรายละเอียดสินค้า >>> https://bit.ly/3Jjdj9D

3) DEEP RECOVERY NIGHT CREAM

ราคา 1,990 บาท ขนาด 30 ml.

อีกผลิตภัณฑ์เด่น ที่จะตอบโจทย์ปัญหาริ้วรอย ผิวแห้งขาดน้ำ ผิวหน้าไม่สว่างกระจ่างใส รูขุมขนกว้าง และพักผ่อนไม่เพียงพอ DEEP RECOVERY NIGHT CREAM คือคำตอบพร้อมจบทุกปัญหาผิวหน้าและความกังวลของคุณผู้ชายรายละเอียดสินค้า >>> https://bit.ly/3pxJsmc

4) REFRESH POLISHING CLEANSER

ราคา 490 บาท ขนาด 30 ml.

ไม่อยากมีผิวหน้าดูแก่ก่อนวัย เริ่มต้นที่เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าให้ถูกต้อง REFRESH POLISHING CLEANSER เจลล้างหน้า วิตามินบี 5 เข้มข้น ที่ถูกออกแบบ พัฒนาและวิจัยบนพื้นฐานความเข้าใจว่าผิวหน้าผู้ชาย ยิ่งอายุมากขึ้น ผิวยิ่งแห้งง่าย ขาดน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหน้าดูแก่กว่าวัยรายละเอียดสินค้า >>> http://bit.ly/3yZxx3z

5) ADVANCE WHITE ENRICH MASK

ราคา 179 บาท

หน้าหมอง ผิวแห้งกร้าน จัดการได้ใน 15 นาที ด้วยFACE MASK มาสก์หน้าใส ผิวเด้งอิ่มน้ำ อีกหนึ่งขั้นตอนที่จะปรนนิบัติผิวให้เห็นผลอย่างที่ต้องการรายละเอียดสินค้า >>> https://bit.ly/3pwEkP0

แม้หนุ่มๆ จะหันมาใส่ใจสุขภาพผิวเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีแต่ขั้นตอนการดูแลผิวก็ไม่ควรซับซ้อน จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของ DEVONTE เลือกใช้ส่วนประกอบเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้ตรงจุดและไม่มีขั้นตอนเยอะแยะ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณสุภาพบุรุษที่พร้อมจะออกไปเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในแต่ละวันด้วยความมั่นใจด้วยภาพลักษณ์และสุขภาพผิวที่ดูแลมาอย่างดี

สุดฟิน! แชมป์ REGAL F.C. by CHIVAS THE BLEND ทีมแรกของประเทศไทย บินลัดฟ้า กระทบไหล่นักเตะแมนยูฯ ถึงสนามซ้อม

สุดฟิน! แชมป์ REGAL F.C. by CHIVAS THE BLEND ทีมแรกของประเทศไทย
บินลัดฟ้า กระทบไหล่นักเตะแมนยูฯ ถึงสนามซ้อม
ทีม SNEAKERHEAD แชมป์ Regal F.C. Chivas the Blend สมัยแรก มีโอกาสไปเชียร์ทีมสุดโปรดแบบใกล้ชิดติดขอบสนามในเกาะอังกฤษ

ภารกิจการนำตัวท็อปของแต่ละวงการมาโชว์ทักษะผสมผสานฟุตบอลร่วมกับสตรีทคัลเจอร์ในแบบฉบับของ Regal F.C. Chivas the Blend โดยการแข่งขัน ทีมชิงแชมป์ทั้ง 3 ทีม ซึ่งได้แก่ ทีม SNEAKERHEAD ทีม SWAGGER และทีม GANGSTAR ต่างต้องฝ่าฟัน 5 ภารกิจสุดหิน ตั้งแต่การออกแบบเสื้อ การใช้จอยเกมเล่นกีฬา การทำ Street Art การพากย์กีฬา และการประดวลฝีเท้าในสนามจริง จนในที่สุดก็ได้ทีม SNEAKERHEAD นำโดย ปริ๊น-อนุพงศ์ เจ้าของร้าน Carnival แม้ว-วราลี เจ้าของแบรนด์ SSAP และบ็อบ-วรากฤช แห่งแบรนด์ V.A.C. ขึ้นแท่นเป็นแชมป์สมัยแรก และคว้ารางวัลใหญ่บินลัดฟ้าสู่สหราชอาณาจักร เยือนสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) พร้อมชม Exclusive Manchester United Experience แบบติดขอบสนาม กับ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์


เริ่มต้นวันแรกของทริปด้วยไฮไลท์สำคัญ คือการเข้าเยี่ยมชมสนามซ้อมสุดทันสมัยของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับตำนานอย่าง ‘ไบรอัน ร็อบสัน’ และถ่ายรูปร่วมกับทีมผู้เล่นชุดปัจจุบันของสโมสรฯ เป็นที่ระลึก ก่อนทีมแชมป์ Regal F.C. Chivas the Blend จะสานต่อความมันส์ในแบบฉบับสาวกปีศาจแดงวันที่สองด้วยการสัมผัสประสบการณ์ในวันแข่งขันจริงที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อนการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น โดยทีม SNEAKERHEAD ได้มีโอกาสลงไปถ่ายรูปข้างสนามฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลแมนยูฯ


สัมผัสสนามจริงบนผืนหญ้าที่บรรดานักเตะระดับตำนานได้ลงไปฟาดแข้ง และรับประทานอาหารรสชาติเด็ดใน Exclusive Lounge ของ Chivas ซึ่งตั้งอยู่ภายในสนาม รวมถึงมีโอกาสชมศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนอริช ซิตี้ ซึ่งเป็นแมทซ์ที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กดแฮตทริก เหมาคนเดียว 3 ประตู ในนาทีที่ 7, 32 และ 76 ช่วยให้ แมนยูฯ เปิดบ้านเฉือนชนะ นอริช ซิตี้ ไป 3-2 โดยหนึ่งในนั้น เป็นการซัดลูกฟรีคิกสวย ๆ ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายก่อนจบการแข่งขัน ส่งผลให้ทีมปีศาจแดงคว้าสามคะแนนสำคัญเอามาครองไว้ได้

ไม่เพียงเท่านั้น ทีม SNEAKERHEAD ยังเติมเต็มความอิ่มใจในวันสุดท้ายด้วยการไปชม Museum & Tour Center เพื่อศึกษาเรื่องราวและความทรงจำแสนประทับใจแบบฉบับเด็กผีก่อนบินกลับบ้านกันอีกด้วย
ใครที่อยากรู้ว่าทริปนี้สุดฟินแค่ไหน สามารถรับชมวิดีโอ และติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ จาก Chivas The Blend ครั้งต่อไปได้ที่ Facebook Page: Chivas The Blend และ YouTube: Chivas The Blend

#ChivasTheBlend #IRiseWeRise #SuccessIsABlend #RegalFC #ส่วนผสมของความสำเร็จ

BLANCPAIN Fifty Fathoms Collection

ไขข้อสงสัย ไฉนนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ จึงได้รับความนิยม


หากกล่าวถึงนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกใต้ท้องทะเลชื่อของ Fifty Fathoms จาก Blancpain คงถูกยกขึ้นมากล่าวถึงในลำดับต้นๆ ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นยอดนิยมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำสัญชาติสวิสเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตกลไกนาฬิกาอันสลับซับซ้อน สะท้อนความสามารถของช่างนาฬิกาที่ชำนาญงานหาใครเทียบเคียงได้ยาก ส่งผลให้คอลเลกชั่น Fifty Fathoms ได้รับการยอมรับจากนักประดาน้ำมืออาชีพ นอกจากนั้นยังเป็นเพื่อนคู่กายของสุภาพบุรุษที่ต้องการนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเหนือใคร

Fifty Fathoms ถือเป็นนาฬิการุ่นไอคอนของ Blancpain ที่ได้รับการยอมรับและความนิยมจากรุ่นสู่รุ่น โดยได้รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักดำน้ำและผู้ที่หลงใหลในกีฬาทางน้ำ ด้วยคุณสมบัติของตัวเรือนที่แข็งแกร่งทนทาน ตัวเลขและขีดสเกลขนาดใหญ่พร้อมเคลือบสารเรืองแสงเพื่อการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญยังมาพร้อมประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับ Blancpain Fifty Fathoms ยังเหมาะสำหรับสุภาพบุรุษที่กำลังมองหานาฬิกาคลาสสิคร่วมสมัย เรียบหรูดูมีเสน่ห์ สามารถหยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ เหมาะกับทุกการแต่งกายและวาระโอกาส เพื่อเสริมลุคทำให้ดูสมบูรณ์แบบ 

เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศของ Blancpain Fifty Fathoms ทางแบรนด์จึงได้นำเสนอผลงานนาฬิกา 4 แบบ 4 สไตล์ ที่มีลูกเล่นอันแตกต่าง ชวนให้หลงใหลไปกับรูปแบบและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันให้เลือกสรรตามความชอบใจของแต่ละคน

จากนาฬิกาสำหรับดำน้ำเรือนแรกของโลก Fifty Fathoms ที่ผลิตขึ้นในปี 1953 สู่แรงบันดาลใจในการผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms Automatiqueซึ่งยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะเฉพาะสำคัญๆ ที่ได้สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังของรุ่นต้นแบบ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพที่ยังคงฉายแววด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ ผลงานรุ่นนี้ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพอันสูงสุดสร้างเอกลักษณ์เพียงแค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าคือ Fifty Fathoms Markers บนขอบหน้าปัด เข็มนาฬิกาและมาร์คเกอร์บอกเวลาทรงสามเหลี่ยมคว่ำบนหน้าปัดสีดำขัดลายแสงอาทิตย์ ตัวเรือนควงแขนคู่สายแคนวาสที่บุด้วยยางด้านในเพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่

ส่วนอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง อย่าง Fifty Fathoms Chronographe Flyback Quantime Complet นาฬิกาสุดสปอร์ตที่ผสมผสานฟังก์ชันการแสดงค่าเวลาปฏิทินอย่างครบครันและฟังก์ชันการจับเวลาแบบฟลายแบ็คโครโนกราฟที่เที่ยงตรงแม่นยำ ซึ่งกลไกทั้งสองฟังก์ชันขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกคาลิเบอร์​ F185 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 448 ชิ้น สะท้อนความเป็นเลิศในการพัฒนาทางด้านกลไก บรรจุมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 45.0 มิลลิเมตร มาพร้อมพื้นหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่จัดวางหน้าปัดย่อยในตำแหน่งที่เหมาะสม สอดรับกับขอบตัวเรือนแซฟไฟร์คริสตัลสีน้ำเงิน ดูมีมิติน่าค้นหา เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตคลาสสิคที่ครบครันด้วยฟังก์ชัน 

สำหรับ ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ แกรนด์ เดท (Fifty Fathoms Grande Date) นาฬิกาสุดคลาสสิคเรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจ โดยส่วนใหญ่ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ของผลงานในสำหรับ Fifty Fathoms Grande Date นาฬิกาสุดคลาสสิคเรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ของผลงานในคอลเลกชั่น Fifty Fathoms จะถูกบรรจุไว้ในตำแหน่งระหว่าง 4-5 นาฬิกา แต่สำหรับผลงานรุ่นนี้ได้นำเอากลไกแสดง Large Date ที่สามารถเปลี่ยนวันที่ได้ในทันทีเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนมาแสดงผ่านหน้าต่างวันที่คู่ขนาดใหญ่ดูเด่นสะดุดตาในตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกอินเฮาส์ของบลองแปง มาพร้อมกระปุกลาน 3 ชุด จึงสามารถกักเก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 5 วัน โดยสามารถชมความงามของกลไกผ่านฝาหลังที่ประกบด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์โปร่งใสด้านหลังของตัวเรือน ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมขัดลายซาตินขนาด 45.0 มิลลิเมตร เพื่อสานต่อมรดกแห่งผู้นำด้านนาฬิกาดำน้ำ ตัวเรือนจึงมาพร้อมสาย Sail-canvas หรือสาย Nato

สำหรับเรือนสุดท้าย Blancpain ได้แต่งเติมมิติแห่งสไตล์กับเรือนเวลาระดับตำนาน Fifty Fathoms Automatique ด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่มาพร้อมหน้าปัดเซรามิคสีน้ำเงินโคบอลต์เรือนแรกในตระกูล Fifty Fathoms จับคู่มาพร้อมตัวเรือนเรดโกลด์ที่ขัดแต่งลวดลายซาตินอย่างประณีต โดยหน้าปัดเซรามิคสะท้อนศาสตร์และศิลป์ ส่วนตัวเรือนเรดโกลด์คือสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ถือเป็นการผสมผสานสีสันและสสารให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มาในตัวเรือนขนาด 45.0 มิลลิเมตร ภายในบรรจุกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 1315 สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุด 5 วัน ตัวเรือนประกอบเข้ากับสายหนังลูกวัวสีน้ำเงิน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงท้องทะเล

เพื่อสะท้อนความเป็นผู้นำทางด้านนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำของ Blancpain ในวันที่ 8 มิถุนายนของทุกๆ ปี ทางแบรนด์จึงร่วมฉลองวันมหาสมุทรโลก หรือ World Oceans Day พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ การสำรวจ และการอนุรักษ์ท้องทะเลผ่านโครงการ Blancpain Ocean Commitment อีกด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blancpain-ocean-commitment.com/

SEIKO : The Black Series “Night Vision” Limited Edition



หลายๆ คนเฟ้นหาการผจญภัยใหม่ๆ ที่จะทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายได้สูบฉีดอีกครั้ง และเมื่อคำตอบของการผจญภัยไม่ได้พาชีวิตคุณออกทะเลเสมอไป นั่นทำให้คำตอบครั้งนี้พาคุณกลับหลังหันอย่างอัตโนมัติ เพื่อแพ็คกระเป่าแบกเป้แล้วตบเท้ามุ่งหน้าออกเดินทางขึ้นเขาเพื่อตั้งแคมป์กลางป่ายามค่ำคืนที่สวยงาม กิจกรรมการเดินทางไปออกแคมป์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมเพราะการตั้งแคมป์กลางป่าลึกนั้น อาจทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์และบรรยากาศที่แตกต่างในการเดินทางใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าให้อารมณ์คนละขั้วกับการผจญภัยดำดิ่งลงใต้ทะเล

หากยังจำกันได้ เวอร์ชั่นก่อนสำหรับ Black series เกิดมาจากไอเดียคอนเซปต์ของการดำน้ำในเวลากลางคืน โดยมีลำแสงสีส้ม จากไฟฉายใต้น้ำเป็นกิมมิก แต่สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2022 ครั้งนี้ ไซโกจะพาทุกท่านไปพบกับประสบการณ์ในการเดินป่าเพื่อตั้งแคมป์ในยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อดื่มด่ำกับแสงจากธรรมชาติบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ฟ้าเป็นใจจนเกือบจะมองเห็นดวงดาวทั้งกาแล็กซี่ โดยเฉพาะในบางตำแหน่งที่อาจทำให้มองเห็นเป็นแสงสีเขียวเรืองรองท่ามกลางความมืดมิดสาดส่องลงมากระทบกับเงาของต้นไม้รอบด้าน จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition รุ่นใหม่ล่าสุด
Seiko Prospex Black Series “Night Vision” Collection นำเสนอบนตัวเรือนทั้งหมด 3 แบบ ทั้ง 3 รุ่นจะตกแต่งในโทนสีดำภายใต้คอนเซปต์ “Night Vision” โดยชิ้นส่วนทั้งหมดของตัวนาฬิกาจะถูกเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนด้วยกรรมวิธีแบบ Hard Coating เสริมความโดดเด่นด้วยการใช้ Highly Bright Green Lumibrite แบบพิเศษที่เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมง ซึ่ง Lumibrite ที่ใช้ในครั้งนี้ส่องประกายเป็นสีเขียวซึ่งสามารถส่องสว่างในพื้นที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยาวนานกว่าเดิม ซึ่งเหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของแสงจากท้องฟ้าในค่ำคืนอันมืดมิด ที่อาจมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้พบความสวยงามพิเศษแบบนี้

Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SNE587P1
กลไกคาลิเบอร์ V147
ระบบพลังงานแสง
สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 6 เดือน
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
บานพับแบบทบ 3 ชั้น มาพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 38.5 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH97K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียว
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายซิลิโคนพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์พร้อมเลนส์ขยาย
ขนาดตัวเรือน : 43.8 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 8,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 360 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH99K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนหมุนอิสระพร้อมสเกลเข็มทิศ
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายโพลีเอสเตอร์พร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 42.4 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 7,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น

GUCCI : Cosmogonies

การนำเสนอคอลเลกชั่น GUCCI Cosmogonies (กุชชี่ คอส-โม-โก-เหนี่ย) ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของปรัชญาที่คนต่างยุคสมัยกัน มีมุมมองคล้ายกันที่ต้องการทำลายกำแพงของความไม่รู้ไปสู่ความเวิ้งว้างของห้วงนภากาศ โดยตำแหน่งของดวงดาวคือหมุดหมายเสมือนแผนที่ที่จะนำไปสู่การไขปริศนาต่างๆ แม้ทุกวันนี้เราจะเดินทางไปสู่อวกาศได้ง่ายขึ้น แต่ปริศนาแห่งดวงดาวก็ยังคงรอการขานไขอีกมากมาย แต่ที่นี่เราจะเผยคำตอบแห่งปริศนาของคอลเลกชั่นนี้

การเดินทางสู่การไขปริศนาแห่งดวงดาวและความมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์ของ GUCCI แม้สาสน์จาก Alessandro Michele เกี่ยวกับคอลเลกชั่นนี้จะเล่าถึงเรื่องของ Hannah Arendt และ Walter Benjamin นักปรัชญาชาวยิวที่พยายามหลบหนีนาซีออกจากเยอรมัน โดยเบนจามินได้มอบงานเขียนของเขาให้กับอาเร็นต์ ซึ่งเธอได้นำมาเผยแพร่ในภายหลังเมื่อมาลี้ภัยมาอยู่อเมริกา ขณะที่เบนจามินกำลังหนี เมื่อเขาถูกจับตัวโดยตำรวจที่ชายแดนสเปนเขาทราบข่าวว่าเกสตาโปได้บุกค้นอพาร์ตเม้นต์และทำลายห้องสมุดของเขา เขาจึงคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรในเมือ่เขาไม่สามารถรวบรวมข้อความดีๆ จากแหล่งอ้างอิงในห้องสมุดของเขา หนังสือหรือเอกสารที่เขาคัดสรรมาเพื่อสะท้อนความคิดของเขา เบนจามินเลยเลือกที่จะจากไปชัวนิรันดร์ บทความของเบนจามินถูกเผยแพร่โดยอาเร็นต์ในอีกหลายปีต่อมา


การจะเชื่อมโยงงานปรัชญาของวอลเตอร์ เบนจามินเข้ากับสถานที่จัดแสดงแฟชั่นโชว์ Castel del Monte ที่เป็นปราสาท(ป้อมปราการ)เก่าสมัยศตวรรษที่ 13 โดยจักรพรรดิเฟรเดอริกที่ 2 ได้โปรดให้สร้างขึ้นมาอาจจะชวนกังขาไม่น้อย แต่ถ้าทราบว่าพระองค์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องบทกวี ทรงตรัสได้หลายภาษา และทรงคลั่งไคล้ศาสตร์ต่างๆ ที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์(ในปัจจุบัน)ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์รวมไปถึงการเล่นแร่แปรธาตุ พระองค์ถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้วิเศษที่มีพลังอำนาจ(น่าจะมาจากศาสตร์ต่างๆ ที่ทรงศึกษาและสนับสนุนให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาทำงานให้พระองค์นั่นเอง) จะว่าไปที่ปราสาทนี้ก็เหมือนกับสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในยุคกลางนั่นเองซึ่งจะออกไปในทางนอกรีตนิดๆ ตามขนบความเชื่อของคนยุคนั้นที่จะไม่ท้าทายกับความเชื่อของศาสนจักรคือการไปค้นหาคำตอบในสิ่งที่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้าง


ถ้าเราโชว์นี้จากออนไลน์ สิ่งที่เราจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนที่คนที่นั่งดูโชว์แบบเรียลไทม์จะไม่เห็นก็คือการทวิสต์เอาสถาปัตยกรรมของปราสาทที่ดูเป็นป้อมปราการโบราณเมื่อถ่ายภาพจากมุมท็อปในยามกลางคืน การหมุนเลนส์ให้เหมือนตัวปราสาทหมุนเป็นวงกลม การจัดแสงสีที่ลงตัวทำให้ภาพที่ถ่านจากด้านบนของปราสาทดูเหมือนภาพด้านหลังของยานอวกาศที่กำลังลอยอยู่ในอวกาศ รวมทั้งเสียงนักบินอวกาศที่เป็นซาวด์แทรคกับเสียงดนตรีที่ชวนใ้ห้นึกถึงความเวิ้งว้างของอวกาศ ผสมกับเรื่องราวโรแมนติกของเรื่องเล่าของกลุ่มดาว โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายที่มีการฉายภาพแผนที่ดวงดาวขึ้นไปบนผนังของปราสาทที่ไม่เพียงสวยงามมีความขลังชวนให้นึกถึงนิทานแห่งดวงดาวปรัมปรากับการเดินทางไปในอวกาศของเหล่ามนุษย์อวกาศที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำใหม่


แน่นอนว่าเรื่องราวของคอลเลกชั่นเกี่ยวพันกับช่วงเวลาหลายยุคสมัย ซึ่งปกติงานสร้างสรรค์ของมิเคเล่ ก็จะไม่นำเสนออะไรมาแบบทื่อๆ อยู่แล้ว ซิลลูเอทของคอลเลกชั่นนี้จึงนำเอารายละเอียดของแฟชั่นยุคสมัยต่างๆ มาผสมผสานให้เป็นความใหม่ในแบบ GUCCI ไม่ว่าจะเป็นชุดนักบวชของยุคกลาง การใช้ coif ผ้าที่สวมศีรษะเพื่อปิดบังผมเผยให้เห็นแค่ใบหน้าโดยผ้าจะยาวลงมาถึงคอ(แบบที่แม่ชีใส่)และ guimpe ที่เหมือน cape ตัวสั้นปิดแค่ช่วงไหล่หรือยาวลงมาครึ่งหน้าอก แต่มิเคเล่ ได้ดีไซน์ให้มีรูปทรงแบบใหม่มีแค่โครงคร่าวๆ พอที่จะรำลึกถึงที่มาของดีไซน์ แม้แต่เสื้อคอปกแหลมยาวลงมาถึงหน้าอกก็เป็นเครื่องแต่งกายของยุคกลาง รวมทั้งหลายข้าวหลามตัดสีสันต่างๆ ที่เรียกว่าลาย harlequin จนถึงลายกราฟฟิกของแฟชั่นยุค 1930s ลาย Op Art ของยุคเซเวนตี้ส์ รายละอียดของการปักประดับต่างๆ บางลวดลายชวนให้นึกถึงแผนที่ของดวงดาว การใช้ผ้าเดนิมสีซีดมาปักลายด้วยคริสตัลและหมุดสีเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาสั้นหรือแจ็คเก็ต การปักประดับนี้มีทั้งลวดลายพันธุ์พฤกษาต่างๆ รวมไปถึงลวดลายแผนที่ดวงดาว หรือแม้แต่ชุดบางชุดมีการปักเลื่อมไล่สีเหลือบดุจดังท้องฟ้ายามมีแสงเหนือ เป็นสิ่งที่ล้าเกินจินตนาการจริงๆ แม้ไฮไลท์จะเป็นชุดฟินาเล่ที่เป็นชุดกระโปรงยาวทรงหลวมที่มีสีน้ำเงินแบบท้องฟ้าในยามค่ำคืนกับลายปักแผนที่ดวงดาวโดยมี guimpe ทรงเหลี่ยมทำจากลูกไม้สวมทับตรงคอและไหล่ โดย guimpe หรือ chemisette จะทำจากผ้าไหมหรือผ้าลินินมีความโปร่งบาง บางครั้งจะลงแป้งให้อยู่ตัว เพื่อคลุมคอและไหล่ของผู้สวมใส่ บางครั้งก็คลุมทั้งหน้าอก สวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเพื่อแสดงฐานะทางสังคมในยุคกลาง


สำหรับสุภาพบุรุษนั้นแม้ซิลลูเอทจะไม่แฟนซีเท่าของสุภาพสตรีแต่ก็มีชิ้นที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทร้นช์โค้ตที่มีกลิ่นอายของยุค 1940s แต่ทำด้วยหนังที่มีความมันวาวและทำผิวให้ดูเป็นวัสดุสมัยใหม่ โดยกางเกงที่สวมจะเป็นดครงกางเกงสามมิติที่ทำให้เกิดรอยย่นของทรงกางเกงเมื่อสวมเข้าคู่กับรองเท้าหนังสีดำหัวตัด ชุดสูทแบบกุชชี่ก็ยังมีมาในซิลลูเอทสุดเท่แต่ปักประดับด้วยลายแผนที่ดวงดาวที่มีความแอบสแตรคและไร้กาลเวลา นอกจากนี้ยังมีชุดสูทกางเกงขาสั้นระดับเหนือเข่าแต่เพิ่มความแซบด้วยรองเท้าบู้ทปลายมนแบบแมรีเจนแต่ตัวรองเท้าเป็นเข็มขัดรัดขึ้นมาสูงเกินครึ่งน่องแบบแกลดิเอเตอร์ หนุ่มคนไหนชอบความเผ็ดต้องไม่พลาดรองเท้านี้ ส่วนผ้าเดนิมทำสีซีดปักหมุดมาในรูปกางเกงขาสั้นและแจ็คเก็ตเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ฮิตแน่


ส่วนเครื่องประดับสวยๆ มีหลากหลาย หลายๆ ชิ้นจะเป็นชิ้นใหญ่ๆ อย่าง head dress ที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในยุคหนังเงียบ ที่เป็นเครื่องแต่งกายของนักแสดงอย่าง Theda bara และไม่จำกัดเพศ แต่ชิ้นที่ดูต้องใจกล้านิดหนึ่งคงเป็นสร้อยตุ้งติ้งที่โยงเข้ากับหูและมาเกี่ยวที่มุมปาก คือแต่ละชิ้นล้วนเป็นชิ้นเด่นที่มาเสริมลุคให้เผ้ดทั้งสิ้น ส่วนกระเป๋าก็มาจากคลังตำนานของกุชชี่แต่นำมาทวิสต์ใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าทรงบัคเก็ตหรือกระเป๋าทรงโบโฮ หรือกระเป๋ารูปสตรอว์เบอร์รี่สองลูกซ้อนกันสายเป็นโซ่ที่มีทั้งสีแดง-ขาวและสีดำ-ขาวที่นายแบบนำมาสวมพาดลำตัวดูแท่ๆ ไม่หวานแบบสีแดง ส่วนรองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งของความโดดเด่นของซีซั่นนี้ อย่างรองเท้าบู้ทสูงขึ้นมาถึงต้นขาร้อยด้วยเชือกที่เป็นส่วนตกแต่งไปในตัว รองเท้าบู้ทหัวตัดสูงครึ่งน่อง รองเท้าทูโทนส่วนปลายสีแดงตัวรองเท้าสีดำ บู้ทปลายมนแบบแมรีเจนแต่เป็นตัวเข็มขัดรัดขึ้นมาสูงแบบแกลดิเอเตอร์ เป็นอีกหนึ่งคอลเลกชั่นที่น่าจดจำของกุชชี่


ปิดท้ายด้วยเหล่านางแบบและนายแบบเดินออกมาอีกครั้งพร้อมกับผนังตัวปราสาทที่เรียบนั้นกลายเป็นจอขนาดใหญ่ของภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนและหมู่มวลดาราที่ครั้งหนึ่งมนุษย์ต้องการค้นหาไขปริศนาลี้ลับนี้ และผู้คนที่เคยอยู่ในปราสาทแห่งนี้ก็คงได้ศึกษาแผนที่ดวงดาวจนก่อให้เกิดศาสตร์ต่างๆ ที่ไขความลับของสิ่งที่ถูกเรียกว่าพลังวิเศษหรือความมหัศจรรย์ด้วยวิทยาศาสตร์หรือหลักการที่เป็นเหตุและผล


ค่ำคืนนี้แขกรับเชิญของกุชชี่ก็ได้มาสัมผัสพลังวิเศษจากการร่ายมนต์โดยอเลสซานโร มิเคเล่ ด้วยคอลเลกชั่นที่งดงามน่าตื่นตาชวนจินตนาการไปถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้นและการเดินทางตามแผนที่ดวงดาวที่จะพาไปสู่คำตอบแห่งปริศนาต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

OMEGA : Time, Tide & Fame.

สร้างกระแสตอบรับล้นหลามสำหรับการมาร่วมงานกับลอฟฟีเซียลออมส์ไทยแลนด์สำหรับเจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุขมาในมาดหนุ่มเท่กับลุคต่างๆทั้งลำลองเป็นทางการและเท่แบบสปอร์ตๆโดยอมชลุคกับนาฬิกา OMEGA รุ่นต่างๆที่ครั้งนี้เราจะมาขยายกันว่าแต่ละรุ่นแต่ละเรือนที่สุดเท่นั้นมีความพิเศษอย่างไรนอกจากประสิทธิภาพเรื่องการบอกเวลาแล้วนวัตกรรมใหม่ๆในการรังสรรค์วัสดุทำให้ OMEGA คือนาฬิกาที่ต้องจับตามอง

ในกลิ่นอายของความวินเทจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะดูเป็นหนุ่มทันสมัยไม่ได้ กับลุคนี้ที่แม้จะจับคู่เชิ้ตตัวในสีดำกับแจ็คเก็ตตัวนอกสีน้ำตาลอันเป็นคู่สีสุดคูลสำหรับหนุ่มๆ แต่เพิ่มดีเทลกับนาฬิกาข้อมือที่สวมใส่อย่าง OMEGA Speedmaster รุ่น CHRONOSCOPE ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกายุค 1940s ของ OMEGA มีหนาปัดย่อยเพื่อการคำนวณค่าเวลาต่างๆ รวมทั้งสเกลจับเวลา 3 ตัวในดีไซน์หอยทากอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสายหนังที่ดูเท่ตลอดกาล

SPEED MASTER CHRONOSCOPE CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER CHRONOGRAPH 43 MM

(หมายเลขอ้างอิง 329.92.43.51.10.001)

คอลเลกชั่น Chronoscope ได้นำการออกแบบ Speedmaster ในตำนานมาผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟของ OMEGA จากทศวรรษที่ 1940 รุ่นตัวเรือน 43 มม. นี้รังสรรค์ด้วยสีบรอนซ์โกลด์อันเป็นเอกสิทธิ์ของ OMEGA พร้อมหน้าปัดบรอนซ์ออกซิไดซ์ที่มีร่องรอยพิเศษและผิวเคลือบโอปาลีน นอกจากวงขอบตัวเรือนทำจากเซรามิกสีน้ำตาลขัดมันที่มีสเกลทาคีมิเตอร์ทำด้วยเทคนิคอีนาเมล “วินเทจ” แล้ว เข็มรูปใบไม้และตัวเลขอารบิกยังมีการเคลือบ PVD ทองสัมฤทธิ์ ทอง 18K ด้วยรูปแบบแทร็ก “เกลียว” ที่ไม่เหมือนใครอยู่ใต้ตัวเลข ที่โดดเด่นที่สุดคือ หน้าปัดพิมพ์ด้วยสเกลจับเวลาที่โดดเด่นสามตัวในดีไซน์ “หอยทาก” ของปี 1940 ซึ่งรวมถึงสเกลทาคีมิเตอร์ สเกลพัลโซมิเตอร์ และสเกลเทเลมิเตอร์

สายหนังสีน้ำตาล เด่นด้วยหน้าปัดขนาดเล็กสีเงินที่ 9 นาฬิกาเพื่อบอก 60 นาทีและหน้าปัดเล็กสีเงินที่ 3 นาฬิกา บอกเวลา 12 ชั่วโมงภายในนาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 9908 การออกแบบของกลไกนี้โดดเด่นคือโครโนสโคปบริดจ์ การขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves ที่เริ่มจากบาลานซ์วีลแทนที่จะเป็นกลางกลไก – นับเป็นครั้งแรกที่ปรากฏในแบรนด์ OMEG เพื่อที่จะเพิ่มกำลังสำรองของนาฬิกา OMEGA ได้เลือกเสริมการเคลือบฟิล์มคาร์บอนคล้ายเพชร (Diamond-Like-Carbon) ที่เพิ่มทนทานต่อการสึกหรอให้กับตลับลานคู่ ระบบคอลัมน์วีลของ OMEGA ยังช่วยรับประกันว่าฟังก์ชั่นต่างๆ ของโครโนสโคปจะทำงานได้อย่างเที่ยงตรงด้วยการรับรองระดับ Master Chronometer ทั้งกลไกและนาฬิกาได้ถูกทดสอบภายใต้สภาวะที่สุดขั้วที่ตั้งขึ้นจากการทดสอบที่เข้มงวดที่สุดของอุตสาหกรรมโดย Swiss Federal Institute of Metrology (METAS)

ขยายความบางฟังก์ชั่นที่คนอาจจะไม่ทราบถึงความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้

ทาคีมิเตอร์ คือ การบอกความเร็วจากระยะทาง Chronoscope จะสามารถบอกความเร็วที่คุณใช้ในการเดินทางได้ โดยอิงจากระยะทางที่เดินทาง โดยสเกลจะช่วยวัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางเฉลี่ยระหว่างตำแหน่งสองตำแหน่ง ไม่มีว่าการเดินทางของคุณจะเป็นในหน่วยไมล์หรือกิโลเมตร

เทเลมิเตอร์ คือ การบอกระยะทางจากความเร็วของเสียง เพียงสองขั้นตอนสุดง่าย เครื่องบอกเวลาอันเที่ยงตรงจาก OMEGA สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่าคุณอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดที่สามารถมองเห็นและมีเสียง เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง

พัลโซมิเตอร์ คือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เต้นช้าไป เร็วไป หรือกำลังพอดี ต้องขอบคุณสเกล 30 ครั้งต่อนาที ที่ทำให้คุณสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจของทั้งตนเองหรือผู้อื่นได้



สำหรับรุ่นต่างๆ ของ CHRONOSCOPE มีทั้งตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 43 มม. ถึงหกรุ่นที่มาพร้อมกับตัวเรือนสแตนเลสสตีลขัดเงาสลับด้าน สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดสีเงินและชุดเข็มน้ำเงิน / สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดน้ำเงินกับชุดเข็มชุบโรเดียม / สองรุ่นที่มาพร้อมกับหน้าปัดสีเงินกับหน้าปัดย่อยสีดำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหน้าปัด “แพนด้า” ของ OMEGA กับชุดเข็มสีดำ ทุกหน้าปัดติดตั้งด้วยหลักเลขอารบิก ขอบตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินหรือดำ สามารถเลือกสายหนังที่มาคู่กับหัวสายสตีลแบบใหม่ หรือสายสแตนเลสสตีล

เพิ่มลุคสปอร์ตสำหรับการแต่งกายของหนุ่มๆ ด้วยนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ Seamaster Professional Diver 300M ที่มีเวอร์ชั่นใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่เกิดจากเลเซอร์ล้อมกรอบด้วยทอง Sedna™ แต่งขอบแบบเจียมุมเป็นลายเหลี่ยมสุดเท่ ไม่ว่าจะแต่งตัวในลุคหรูเพียงใดแต่ถ้าต้องการเดิมความสปอร์ตที่ดูแพงก็คงต้องเป็นนาฬิกาเรือนนี้ ดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไม่มียุคสมัย ลูกเล่นของเม็ดมะยม 2 ตำแหน่งที่ออกแบบมาเพื่อการใช้สอยอย่างสะดวกเมื่อมือต้องสวมถุงมือดำน้ำกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ที่เท่ไม่เหมือนใคร

SEAMASTER DIVER 300M CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER 43.5 MM

(หมายเลขอ้างอิง 210.62.44.20.01.001)

ตั้งแต่ปี 1993 นาฬิกา Seamaster Professional Diver 300M มาถึงรุ่นศตวรรษที่ 21 ของ OMEGA ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำแบบดั้งเดิม ในขณะที่นำเสนอวัสดุและกลไกใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น รุ่น 43.50 มม. นี้ตัวเรือนเซรามิกสีดำ [ZrO2] และทอง Sedna™ หน้าปัดเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่ฉลุด้วยเลเซอร์เพื่อเป็นลวดลายแบบโปร่ง ขีดบอกเวลาทำจากทองคำ Sedna™ ขัดเงาและเข็มนาฬิกาแบบเหลี่ยมเพชรเคลือบด้วย Super-LumiNova สีขาว ตัดกันอย่างสวยงามกับหน้าปัดสีดำ เติมเต็มลุคด้วยสายนาฬิกาทำจากยางสีดำพร้อมตัวล็อคเซรามิกสีดำ ฝาหลังแบบขัดมันเงาพร้อมการออกแบบขอบเป็นคลื่นมาพร้อม NAIAD LOCK ที่จดสิทธิบัตรของ OMEGA กลไกขับเคลื่อนนาฬิกาคือ Co-Axial Master Chronometer Caliber 8806 ของ OMEGA สามารถกันน้ำได้ในระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)

กลไก คาลิเบอร์: โอเมก้า 8806 แบบไขลานอัตโนมัติแบบ Co-Axial Master Chronometer ที่ผ่านการรับรองโดย METAS ทนทานต่อสนามแม่เหล็กถึง 15,000 เกาส์ ฟรีสปริงบาลานซ์พร้อมสปริงซิลิกอนบาลานซ์ ไขลานอัตโนมัติทั้งสองทิศทาง การตกแต่งที่หรูหราเป็นพิเศษด้วยโรเตอร์ชุบโรเดียมและ บริดจ์ที่มีการขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves

OMEGA มีวัสดุที่คิดค้นขึ้นมาพิเศษ คือ SednaTM Gold 18K ซึ่งเป็นโลหะผสมทองคำโรสโกลด์อัลลอยด์ที่มีความสว่างเรื่อเรืองออกเฉดแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ได้รับการตั้งชื่อตาม Sedna ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบ ๆ เป็นดาวเคราะห์ที่มีสีแดงที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล SednaTM Gold จึงไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติมาตรฐานทั้งหมดของทองคำ 18K แต่ยังให้ความคงทนสูงต่อการซีดจางของสีและความมันวาวเมื่อเวลาผ่านไป องค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วยทองแดงและแพลเลเดียมสำหรับสีและความทนทาน

เจมส์ จิรายุมาในลุคสบายๆ กับสเว็ตเตอร์ทอลายกราฟฟิกและจับคู่กับนาฬิกา OMEGA : CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K จับคู่หน้าปัดสีน้ำเงินซันบรัชเป็นคู่สีที่หรูหราแต่ยังมีความโมเดิร์นทันสมัย เท่ด้วยวงขอบหน้าปัดที่มีตัวเลขโรมัน ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายของยุคเอจตี้ส์แต่กลับดูโมเดิร์นในยุคนี้อย่างลงตัว สวมใส่กับสไตล์การแต่งกายได้หลายลุคทั้งลำลองและเป็นทางการโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนาฬิกา และสีน้ำเงินนี้ยังบ่งบอกถึงความภูมิฐานแบบสุภาพบุรุษที่ชอบความท้าทายในการใช้ชีวิต

CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER

เป็นเวลามากกว่า 40 ปีที่ OMEGA เปิดตัวดีไซน์ Constellation “Manhattan” อันโด่งดัง แม้ชื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทว่าความคลาสสิคจากปี 1982 ยังคงตราตรึงผู้คนทั่วโลกไม่เสื่อมคลาย การออกแบบได้รับการปรับเปลี่ยนหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ และในเจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ก็บรรจุไว้ซึ่งรายละเอียดน่าตื่นตาแบบใหม่มากมาย รวมถึงการรับรองมาตรฐาน Master Chronometer ที่เป็นมาตรฐานด้านความเที่ยงตรงที่สูงที่สุด ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K ที่มาพร้อมกับหน้าปัดซันบรัชสีน้ำเงินและขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน เรือนเวลาสำหรับสุภาพบุรุษรุ่นนี้รังสรรค์มาเพื่อให้สวมใส่ได้ในทุกโอกาสตลอดทั้งปี นี่คือนาฬิกาที่คุณจะสวมใส่ในเวลาที่อยากโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สำหรับตัวเรือนขนาด 41 มม. ขับเคลื่อนโดยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8901 ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังที่เป็นคริสตัลแซฟไฟร์ที่ป้องกันรอยขีดข่วนแบบโดม(หมายเลขอ้างอิง 131.63.41.21.03.001)

การออกแบบที่น่าทึ่งและคงทนของ OMEGA Constellation โดดเด่นด้วยรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่มีชื่อเสียง และขีดข้างหรือ claw ที่ด้านข้างของตัวเรือน สำหรับรุ่นตัวเรือนทองคำ 18K Sedna™ ขนาด 41 มม. นี้โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดเซรามิกสีน้ำเงินขัดเงาพร้อมตัวเลขโรมันทำจาก Ceragold™ หน้าปัดสีน้ำเงินแบบซันบรัช และหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เข็มนาฬิกา โลโก้ OMEGA ดาว Constellation และขีดบอกเวลาทรงเหลี่ยมเพชรล้วนเป็นทองคำ 18K Sedna™ สายหนังสีน้ำเงินพร้อมซับในด้วยยางทำให้สวมใส่สบายแม้อากาศจะร้อนชื้น สามารถกันน้ำได้ในระดับ 5 บาร์(50 เมตร)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือนเวลาเหล่านี้ได้ที่บูติก OMEGA
สาขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959
สาขา ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 02-664-9550
และสาขา สยามพารากอน โทร. 02-129-4878
LINE OA: @OMEGAThailand หรือ คลิก https://bit.ly/3P2XNBx

Theatre 2022 : Sustainable

THEATRE (เธียร์เตอร์) เป็น แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย ซึ่งอยู่คู่วงการ แฟชั่นมานาน กว่า 37 ปี โดยคุณ จ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์
ในปี 2022 ทางแบรนด์ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และ ภาพลักษณ์ ของแบรนด์ โดยมุ่งเน้น ความยั่งยืนในวงการ แฟชั่น และ การอยู่ร่วมกันกับสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน อีกด้วย โดย ทางแบรนด์ จะนำเสนอ ผลงานคอลเลกชั่น ใหม่ ปี 2022 ภายใต้ ชื่อ sustainable เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่น ควบคู่ไปกับความยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


กระบวนการในการทำงาน ผลิต collection นี้ จึงเริ่มต้น จาก แนวความคิด แบบ Slow fashion , reuse , recycle, up cycle, เน้นงาน craft ซึ่งเป็น เอกลักษณ์สำคัญคู่กับแบรนด์มายาวนาน เป็นต้น . ภายใต้ แนวความคิด ดังกล่าว ทางแบรนด์ได้จัดทำสินค้าแฟชั่น ออกเป็น ประเภท ดังนี้
1) สินค้า ต้นแบบ สำหรับ made to order ในแนว one of a kind เป็นสินค้า ที่เกิดจากการนำเศษผ้าและวัสดุเหลือใช้ นำกลับมาใช้ใหม่ บวกความคิดสร้างสรรค์และ เทคนิคเสริม ช่วยทำให้ ตัวสินค้าโดดเด่น และ มีความสวยงามเฉพาะตัว ไม่สามารถทำซ้ำได้เหมือนเดิม 100% แบ่งเป็น ชุดเดรส เสื้อเชิ้ต แจ็คเก็ต กางเกง กระเป๋า รองเท้าบูท
2) สินค้า ที่มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถ ทำเพิ่มได้ หรือ limited edition สินค้าประเภทนี้จัดทำขึ้นจาก ผ้าและ วัสดุที่คงเหลือ ในโรงงาน ผ้ามีตำหนิจาก ความเก่าเก็บ และผ้าค้าง Stock นำมาผนวก กระบวนการและความคิดสร้างสรรค์แบบยั่งยืนและ ย้อมสีธรรมชาติ ร่วมกับ แบรนด์ Kiree จนได้เป็น ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีจำนวนจำกัด แบ่งเป็น เสื้อเชิ้ตเดรส ชุดpyjamas เสื้อเชิ้ต กางเกง
3) สินค้า จัดทำขึ้นเพื่อ การกุศล หารายได้ ช่วย สถานสงเคราะห์เด็ก Life Impact อำเภอแม่สอด จังหวัด ตาก สินค้าประเภท เสื้อยืด พิมพ์ลาย ดอกไม้วาดโดย ศิลปิน ไทย Karn Karnjanamai ซึ่งตัวศิลปิน ได้ใช้แนวคิดในการ reuse กระดาษใบเสร็จรับเงิน เหลือใช้ มาเป็นพื้นในการวาดในครั้งนี้ จึงทำให้ ลายดอกไม้ที่ได้มี เสน่ห์แปลกตา สวยงาม ; เสื้อยืดถูกจัดทำขึ้นจากผ้าฝ้าย พิมพ์ด้วยเทคนิค silkscreen แบบทำมือ 10สี มีจำนวนจำกัด เพียง 100 ตัว และมีหมายเลขกำกับ ( run number ) รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปมอบให้ สถานสงเคราะห์เด็ก life impact ทั้งหมด


จุดประสงค์ของการจัดงาน
การนำเสนอ คอลเลกชั่น ในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย ที่จะ สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นจิตสำนึกของ เยาวชนรวมไปถึงผู้บริโภค แฟชั่น ส่วนใหญ่ ให้หันมาใส่ใจ เรื่องความยั่งยืน ทางแบรนด์เธียร์เตอร์ จึงมีความประสงค์จะจัดงาน ในรูปแบบExhibition โดยเลือกจัดที่ Icon Craft ศูนย์ Icon Siam
ในระหว่างวันที่ 5 ถึง 15 พฤษภาคมนี้
ในบริเวณงานจัดให้มี
1) การแสดงผลงาน ภาพวาด จากกระดาษ reuse ของศิลปิน Karn Karnjanamai ทั้ง 8 ชิ้นงาน และ เปิด ประมูลภาพ (ราคาต่อภาพ เริ่มต้นที่ 15,000บาท ) เพื่อรวบรวมรายได้ สมทบทุน บริจาค ช่วยเหลือสถานสงเคราะห์เด็ก life impact ทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่าย
2) จัดแสดงเสื้อผ้า collection Theatre 2022 ใส่หุ่นโชว์ ทั้ง 10ชุด ที่เป็นงาน one of a kind และ เสื้อผ้า limited edition พร้อมจำหน่ายในจำนวนจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบ unisex และมี size เดียว ในกรณี ที่สินค้าหมดก่อน ช่วงเวลาที่จัดแสดงงาน ลูกค้าสามารถ ติดต่อสั่งซื้อ ชำระเงิน และให้ข้อมูลที่อยู่ผ่านทาง Iconcraft เพื่อ รอรับสินค้า รุ่นใหม่ (ในระยะเวลาผลิตอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ไม่รวมการจัดส่ง )
3) โชว์ผลงาน ปฏิมากรรม ดอกไม้ ซึ่ง ได้รับการ collaboration กับแบรนด์ Permaflora เป็นดอกไม้ผ้าทำมือ โชว์ craftsmanship แบบจัดเต็มภูมิปัญญาไทย และ ร่วม collaborate กับศิลปิน คุณ Eric Tobua นักประดิษฐ์ งานศิลป์จากเศษขยะ ผู้เคยร่วมงาน มาแล้วกับหลายสถาบัน โดยคุณ Eric ได้จัดทำ ประติมากรรมที่สวมใส่ได้ จากดอก แพนซี ทำมือ โดย Permaflora จำนวนถึง 250 ดอก


4) จัดแสดงผลงาน กระเป๋า tote bags ที่ทางแบรนด์ได้ collaboration ร่วมกับ แบรนด์ Thais แบรนด์กระเป๋า eco friendly ที่ผลิตกระเป๋าจาก เศษหนัง เหลือใช้จาก อุตสาหกรรม โดยใช้เศษหนังมาอัดใหม่ ผ่านกระบวนการที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สกรีนทับด้วยลายดอกไม้ สัญลักษณ์ของ คอลเลคชั่นนี้ โดยใช้วิธีการ eco friendly แบบขั้นสุด
5) จัดแสดง ผลงาน ผ้าบาติก พิมพ์ลาย block print monogram และย้อมสี ธรรมชาติ จากการ collaboration ร่วมกับ แบรนด์ KiRee ในกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช โดยจัดแสดงตัวอย่างการใช้สี จาก ใบมังคุด ครั่ง แก่นไม้ขนุน ลูกเนียง ฝักสะตอ เป็นต้น
( ลาย monogram theatre ที่ใช้ใน คอลเลคชั่นนี้ ถือเป็นการเปิดตัว ลาย อย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก )
6) จัดแสดง ผลงาน รองเท้าบูท up cycling จากเศษหนัง โดย collaboration ร่วมกับ แบรนด์ Tango แบรนด์เครื่องหนัง ที่อยู่คู่กับ วงการแฟชั่นไทยมายาวนานเช่นกัน โดยใช้เศษหนังที่เหลือจากการ ทำงาน มาประกอบใหม่ ให้เกิดเป็นศิลปะแบบ patchwork ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทั้ง tango และ theatre
7) จัดจำหน่าย เสื้อผ้า ready to wear จากผ้าสต๊อก และ เศษผ้าเหลือใช้ นำกลับมาผลิต เป็น เครื่องแต่งกายใหม่ ในแนวผสมผสาน มีจำนวนจำกัดและ เข็มกลัดดอกไม้ ทำมือ โดย Permaflora , ดอกไม้ ทั้ง 7 แบบ เป็นเอกลักษณ์ของ คอลเลคชั่นนี้ ทั้ง 7 ดอก ถูกจัดทำในรูปแบบเข็มกลัด จำหน่ายพร้อมกล่องเสื่อกระจูดกับใบลาน จากกลุ่ม วิสาหกิจชุมชน บ้านโคกเมา จังหวัดพัทลุง

จัดแสดง ภาพจากวิดีโอ สัมภาษณ์ บุคคลตัวอย่าง ที่เข้าร่วมโครงการ sustainability , เบื้องหลังการทำงาน ใน คอลเลคชั่นนี้ รวมไปถึงขั้นตอนในการผลิต สินค้าบางประเภท ที่เป็น ไฮไลต์ สำคัญของงาน ทางแบรนด์เธียร์เตอร์ ได้ทำการถ่ายภาพ campaign ของ collection sustainable โดยช่างภาพ ระดับแถวหน้าของประเทศ คุณ ณัฐ ประกอบสันติสุข และ จะมีการพูดคุยสัมภาษณ์ กับบุคคลพิเศษที่ทางแบรนด์ เลือก เพื่อเป็นแบบอย่างให้ เยาวชน ได้ตระหนัก ถึง ความสำคัญในการ บริโภค ทรัพยากร และเล็งเห็นถึงความสำคัญของความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม และโลกในอนาคตต่อไป

นิทรรศการ Shadow Dancing: Where Can We Find a Silver Lining in Challenging Times?

Shadow Dancing: Where Can We Find a Silver Lining in Challenging Times? เป็นนิทรรศการต่อเนื่องจากโครงการ Challenging Time, Artists and Curatorial Exchange, and Research Residency Program Between Thailand and Taiwan 2020 ซึ่งเป็นโครงการศิลปินในพำนักเพื่อการแลกเปลี่ยนและวิจัยเชิงทดลองออนไลน์ ภายใต้ความร่วมมือทางไกลระหว่าง หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ในกรุงเทพฯ และ พิพิธภัณฑ์ฮงกา ในไทเป

นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายที่มีอยู่ระหว่างแวดวงศิลปะของประเทศไทยกับไต้หวันแล้ว นิทรรศการนี้ยังถือเป็นความร่วมมือระหว่างภัณฑารักษ์ ศิลปิน กับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้ชม ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมคุณค่าของการร่วมสนทนา การเชื่อมต่อถึงกัน และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน อันเป็นแบบอย่างสำหรับการอยู่ในโลกนี้ในช่วงเวลาที่ท้าทายในปัจจุบัน

นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการลำดับที่ 2 ในนิทรรศการชุดสงครามเย็นของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน โดยเน้นที่บริบททางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของประเทศไทยและไต้หวัน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมาจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการนี้ที่เป็นผลลัพธ์ของการอภิปรายอย่างต่อเนื่องระหว่างศิลปินและองค์กรศิลปะทั้งสองแห่งที่เข้าร่วม โดยเป็นการนำประวัติศาสตร์สงครามเย็นกลับมาพิจารณาใหม่ และยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่มีส่วนช่วยในการสำรวจการคงอยู่ของประวัติศาสตร์และผลพวงจากยุคสงครามเย็น ซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นและสัมพันธ์กับความเป็นจริงร่วมสมัย อีกทั้งยังส่งผลถึงการมองหาความเป็นไปได้ในอนาคตที่คลุมเครือ

Shadow Dancing เปิดเผยเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์กระแสรองที่ทำให้เราครุ่นคิดพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์ของชีวิตความเป็นอยู่ในโลกที่ซับซ้อนและมีหลากหลายแง่มุม โดยหยิบยืมมโนทัศน์จากการ การเคลื่อนไหวในความมืด อันเป็นพลวัตที่ตรงข้ามกับความชัดแจ้งและความชอบธรรม ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และเมื่อเราต้องจมอยู่กับความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เราจะมองหาแสงสว่างในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ได้จากที่ไหน? โดยที่เราไม่รู้ตัว จังหวะชีวิตของเราถูกก่อกวนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยังไม่นับความจริงที่ว่าเราได้ใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกมาตลอด ในทำนองเดียวกัน Shadow Dancing ยังพาดพิงถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์การเมืองของไต้หวัน ตลอดจนสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ปั่นป่วนในไทยที่คล้ายกับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมไปทั่ว ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์จากการพบปะพูดคุยเสมือนจริงและการวิจัยออนไลน์ตลอดระยะเวลาสี่เดือนโดยศิลปินชาวไต้หวันและชาวไทยทั้ง 8 คน ประกอบด้วยผลงานศิลปะสหสาขา ที่เน้นประสบการณ์และการมีส่วนร่วม รวมถึงศิลปะวิดีโอการแสดงและศิลปะจัดวางเสียง ผลงานของศิลปินต่างสะท้อนมุมมองอันหลากหลายและนำเสนอการอภิปรายอันล้ำลึกหลายชั้นและต่อเนื่อง

จากความสนใจเกี่ยวกับการตั้งฐานทัพของสหรัฐฯในบ้านเกิดของ ปณชัย ชัยจิรรัตน์ ได้สำรวจแนวคิดเรื่องพื้นที่นอกอาณาเขต และตรวจสอบหาความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของทหารในเขตเป่ยโถวและบริเวณใกล้เคียงในไต้หวัน นอกจากนี้เขายังพิจารณาการมีอยู่ของพื้นที่นี้ภายในไทย ซึ่งทำให้เขาได้พบบันทึกเหตุการณ์ของกองทหารก๊กมินตั๋ง กองพันที่ 93 ซึ่งหลังจากถอนที่มั่นออกจากเมืองยูนนานในปี พ.ศ. 2492 บางส่วนได้อพยพไปไต้หวันผ่านโครงการความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวัน ไทย พม่า กับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกทิ้งและยังคงอาศัยอยู่ที่ภาคเหนือของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วน ศรภัทร ภัทราคร ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกและความเป็นประชาธิปไตย โดยเขาอ้างถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมและนักเคลื่อนไหวที่สำคัญในประวัติศาสตร์จากทั้งสองฝั่ง ด้วยความที่เขาสนใจเรื่องเล่ากระแสรองและต้องการรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้องมาไว้ในงานของเขาให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีการที่เขาทำสามารถสร้างพื้นที่ให้เรื่องเล่าขนาดย่อมและเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการเติมส่วนที่ขาดหายไป

ผลงานของ เอนคาริอน อัง ใช้เทคนิคการดัดแปลงเสียงและภาษาที่อ้างถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่มีความเกี่ยวเนื่องกับภูมิศาสตร์และปรากฏการณ์ระดับโลก ศิลปินทำการรวบรวมภาพยนตร์ไทยและคลิปเสียงจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย และสร้างสรรค์เสียงในรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อท้าทายการรับรู้และความเข้าใจของเรา ในขณะที่ เจิ้ง ถิงถิง ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง The Beach และภาพข่าวในประเทศไทยของผู้ประท้วงสองคนที่ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำไปยังรัฐสภา ศิลปินฉายภาพเกาะพีพีของประเทศไทย อันเป็นเกาะสวรรค์ของคนไทยและนักท่องเที่ยว เป็นดั่งจุดหมายที่ไม่มีวันไปถึงได้ กล่าวได้ว่าแดนสวรรค์ในความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไปเมื่อนำไปใช้กับบริบทของเวลาในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เราครุ่นคิดถึงความเป็นจริงที่ท้าทายต่อความคาดหวังและการมองอนาคตของเรา

งานวิจัยของ หลิน อี๋จวิน เกี่ยวกับบทบาทของคนค้าขายหาบเร่ตามท้องถนนในประเทศไทย เกิดขึ้นหลังจากศิลปินได้รู้เห็นว่าคนค้าขายหาบเร่เหล่านี้ตอบสนองต่อการประท้วงและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ นอกจากนี้ศิลปินยังย้อนกลับไปพิจารณาความเป็นมาของคนค้าขายหาบเร่ของไต้หวันอีกด้วย ในขณะที่ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ค้นพบแรงบันดาลใจจากวงไอดอลหญิงล้วนยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่าง AKB48 และวงน้องสาวต่างประเทศของพวกเขาในเอเชีย ซึ่งรวมถึง BNK48 ในกรุงเทพฯ และ TPE48 ในไทเป เขาสร้าง ANGSUMALIN 48 หรือ ANG 48 เพื่อล้อเลียนวงดังกล่าวว่าทำงานเพื่ออุดมการณ์กระแสหลัก เขายังชี้ให้เห็นถึงความแพร่หลายของวัฒนธรรมหรือซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศญี่ปุ่นในเอเชียตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เจิง เยี่ยนอวี๋ มักใช้ผ้ามาทำหุ่นเชิดโดยใช้เทคนิคการห่อและรัดให้แน่น ศิลปินเกิดความประทับใจต่อการมีส่วนร่วมในชุมชนของ คุณจิม ทอมป์สัน ตลอดจนวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่องานหัตถกรรมและการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างบทบาทให้ผู้หญิง ส่วน กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ ในฐานะแพทย์สำหรับครอบครัว เขาสนใจการปะทะสังสรรค์กันระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมกับบุคคลที่ถูกจำกัด เขาจึงสำรวจเรื่องราว “ดั้งเดิม” ที่ถูกละเลยและความเชื่อมโยงของเรื่องราวเหล่านี้ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น ศิลปะและการทรงเจ้าเข้าผี นอกจากนี้เขายังจัด Limbic Release โครงการฉายภาพยนตร์ที่จะเชื้อเชิญให้เราขบคิดทบทวนเรื่องการล่าอาณานิคมและผลกระทบของโลกาภิวัตน์

นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย, มูลนิธิ เจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม, GroundControl, และ SEALECT BRAND, ร่วมกับสถาบันภาพยนตร์และโสตทัศนูปกรณ์ไต้หวัน (TFAI), สถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS), โรงภาพยนตร์ลิโด้ และสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) และขอขอบคุณสมาชิกของเราที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนในการจัดนิทรรศการและโปรแกรมของเรา

โปรแกรมสำหรับสาธารณชน:

17 มีนาคม 2565 วันเปิดงานนิทรรศการ ณ ห้องโถง Event Space ชั้น 2

● เวลา 16:00 – 17:00 น.
ลงทะเบียนและรับการตรวจ ATK ณ ชั้น G

● เวลา 17:00 – 18:30 น.
เสวนาโดยศิลปินไทย จุฬญาณนนท์ ศิริผล, กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ, และปณชัย ชัยจิรรัตน์
ดำเนินรายการโดย ปวีณา เนคมานุรักษ์
ศิลปินไทยทั้ง 3 คนจะมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการทำงานและการพัฒนาผลงานศิลปะในระหว่างการเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ช่วงออนไลน์มาจนถึงการติดตั้งผลงาน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

● เวลา 18:30 – 18:45 น. พิธีเปิดนิทรรศการและการกล่าวต้อนรับโดย กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน และ เถียน โย่วอัน ผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรม สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป แห่งประเทศไทย

● เวลา 18:45 – 21:30 น. เดินชมนิทรรศการ ณ แกลเลอรี่ 1 และ 2 ชั้น 3

23 เมษายน 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Limbic Release ภาค 1 โดย กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ
การฉายภาพยนตร์เรื่องสั้น ที่ห้อง Event Space หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
ประกันชีวิต (2009, นฆ ปักษนาวิน, 30 นาที)
เงาสูญสิ้นแสง (2018, กฤษดา นาคะเกตุ, 25 นาที)
32 Km – 60 Years (2018, ลาฮา มีโบ, 20 นาที)
Water without Source (2017, เหลี่ยง ติงหยู, 30 นาที)

เสวนา (ประมาณ 30-45 นาที)
หัวข้อ: สนทนาข้ามสาขาวิชาชีพระหว่างภัณฑารักษ์กับแพทย์/ผู้สร้างภาพยนตร์

ผู้ดำเนินรายการ: กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ (แพทย์/ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)
ผู้ร่วมเสวนา: นฆ ปักษนาวิน (แพทย์/ผู้สร้างภาพยนตร์)
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา (ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)

7 พฤษภาคม 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Screen World: ด้วยความร่วมมือระหว่างหอศิลป์บ้านจืม ทอมป์สัน, บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลอรี่, สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โปรแกรมฉายภาพยนตร์ Onsite & Online และการเสวนาข้ามสาขาวิชาชีพกับศิลปิน
จุฬญาณนนท์ ศิริผล ในการรื้อสร้างประวัติศาสตร์และการปลดแอก “ความโรแมนติก” ในประเทศไทยและเอเชีย

ผู้ร่วมเสวนา: อ. ดร. วิกานดา พรหมขุนทอง
(สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล )
รศ. ดร. นัทธนัย ประสานนาม
(ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

*ดำเนินรายการด้วยภาษาไทยพร้อมการแปลสดภาษาอังกฤษ

21 พฤษภาคม 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Limbic Release ภาค 2 โดย กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ
การฉายภาพยนตร์เรื่องยาว ที่ โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์ ซอย 2
Bodo (1993, ฮวง หมิง ฉวน, 80 นาที)

เสวนา (ประมาณ 30-45 นาที)
หัวข้อ: สนทนาข้ามสาขาวิชาชีพขยายความเคลื่อนไหวของภาพยนตร์

ผู้ดำเนินรายการ: กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ (แพทย์/ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)
ผู้ร่วมเสวนา: ปวีณวัช ทองประสพ (ศศ.ม. สาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ เชี่ยวชาญ
ด้านนิเวศวิทยาและกฎหมายพื้นเมือง)
รณฤทธิ์ มณีพันธุ์ (ศศ.ม. สาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ เชี่ยวชาญด้าน
วรรณคดีในช่วงความสะพรึงสีขาว (White Terror), ประวัติศาสตร์
บาดแผล และการศึกษาความทรงจำ)

* โปรแกรมออนไลน์เพิ่มเติมจะประกาศในภายหลัง อย่างไรก็ตามโปรแกรมทางกายภาพอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดติดตามการอัพเดทเพิ่มเติมบนเว็บไซต์และหน้าเพจเฟสบุ๊คของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

หมายเหตุ: ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านต้องได้รับการตรวจ ATK ที่หน้างาน จึงเรียนมาเพื่อขอความร่วมมือ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์ (+66) 02 001 5470
อีเมล artcenter@jimthonpsonhouse.com
เว็บไซต์ www.jimthompsonartceter.org
เฟสบุ๊ค Jim Thompson Art Center
เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 10.00 น. – 18.00 น.
ค่าเข้าชม: บุคคลทั่วไป 50 บาท; เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเข้าชมฟรี; สมาชิกเข้าชมฟรี
กลุ่มนักเรียนนักศึกษา (กรุณาจองล่วงหน้า)

ข้อมูลเพิ่มเติม: เรามีที่จอดรถจำนวนจำกัด ท่านสามารถเดินทางมาหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สันด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออกที่ 1 และเดินเข้าซอยเกษมสันต์ 2 เข้ามาประมาณ 200 เมตร

Design of Greenroom 2022

Greenroom คือห้องโถงของงานออสการ์พื้นท่ีสังสรรค์ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัลและผู้ประกาศ รางวัลจะมารวมตัวกันก่อนขึ้นสู่เวที Greenroom เป็นประสบการณ์อันชวนดื่มด่ำท่ี Rolex ได้พัฒนา รูปแบบการตกแต่งใหม่ในแต่ละปี โดยในปี 2022 นี้ เป็นการเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และ ศิลปะการทำนาฬิกา


แรงบันดาลใจสาหรับธีมในปีนี้ได้มาจากฮอลลีวูดและสตูดิโอหลัก ๆ ของฮอลลีวูด ผนังตกแต่งในสไตล์ อาร์ตเดโคจัดเรียงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนาฬิกา Rolex สู่กระเบื้องโมเสค เพื่อให้เกิดเป็นภาพเส้นขอบ ฟ้าของลอสแองเจลิสซึ่งเป็นบ้านของภาพยนตร์บทกวีที่สรรเสริญถึงความกล้าหาญแห่งการรังสรรค์เครื่องบอกเวลานี้ ใช้รูปแบบขององค์ประกอบการตกแต่ง ท่ีแสดงถึงสัญลักษณ์ของสถานท่ีสำคัญอันเป็นท่ีรู้จักจากโลกภาพยนตร์ เช่น ฮอลลีวูด, สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ Academy of Motion Picture Arts and Sciences และพิพิธภัณฑ์สถาบันภาพยนตร์ Academy Museum of Motion Pictures ตลอดจน ประดับประดาด้วยคุณลักษณะท่ีโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex อันได้แก่ หลักชั่วโมง เข็มและขอบหน้าปัดแบบร่องของนาฬิกา
ในการสร้างแบบจำลองสถานท่ีสาคัญเหล่านี้ ช่างฝีมือของ Rolex จากแผนกออกแบบ ได้แกะสลักและหุ้ม ด้วยแผ่นหนัง Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อ สารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าวว่า “ความเอาใจ ใส่อย่างพิถีพิถันในการผลิตนาฬิกา Rolex ความต้ังใจท่ีใส่เข้าไปในทุกอณูรายละเอียด ตลอดจนการ แสวงหาความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องของเราล้วนแสดงให้ประจักษ์ในห้อง Greenroom ท่ีสะท้อนความ ละเอียดอ่อน ความแม่นยำ และความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์”


การผสานรวมองค์ประกอบการตกแต่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นสิ่งท่ี Rolex ต้องการสื่อในแคมเปญล่าสุด ซึ่งเป็นการยกย่องงานศิลปะของผู้สร้างภาพยนตร์ ท้ังน้ี บทภาพยนตร์ของ The Path ซึ่งจะออกอากาศในพิธีมอบ รางวัลออสการ์ครั้งท่ี 94 จะเปิดแสดงอยู่ในห้อง Greenroom ด้วย ภาพยนตร์เรื่องน้ีถูกออกแบบให้เสมือนเป็นอุปลักษณ์หรือการเปรียบเปรยอันทรงพลังแห่งการเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และกระบวนการอัน สร้างสรรค์ผ่านภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นเส้นทางต่าง ๆ ท่ีบุคคลสามารถเลือกเดินได้ ภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex เพื่อยังคุณค่าของความเป็นเลิศท่ีทางแบรนด์มีกับโลกแห่งภาพยนตร์

2

บทภาพยนตร์มาพร้อมกับภาพท่ีถ่ายจากภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ท่ัวห้อง Greenroom “แต่ละฉาก จากภาพยนตร์ไอคอนิกท่ีถูกจัดแสดงล้วนเป็นการราลึกถึงครอบครัวแห่งภาพยนตร์” Arnaud Boetsch กล่าว

ด้วยการเป็นเจ้าภาพห้อง Greenroom สาหรับผู้ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัล Rolex ได้มีส่วนร่วมใน ช่วงเวลาแห่งอารมณ์อันเข้มข้นท่ีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่ีสุดในวงการภาพยนตร์บางท่านได้สัมผัส ท้ังก่อนและ หลังพิธีมอบรางวัลออสการ์

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ซึ่งเป็นองคก์รสูงสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สำหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็นสากลของ ภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งน้ีถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และ ผู้สนับสนุนรายเดียวของงาน Governors Awards

นอกจากนี้ Rolex ยังเป็นผู้ร่วมก่อต้ังพิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ซึ่งเปิดตัวข้ึนในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนกันยายน ปี 2021 อีกด้วย

Rolex สนับสนุนการส่งเสริมและเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ การอนุรักษ์ศิลปะ ตลอดจนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาเปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ต้ังอยู่ ท่ีนครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรงสมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายใน ห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้นซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คาว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คาท่ีอยู่บนหน้าปัด นาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลาน อัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นข้ึนในปี 1931 ท้ังนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือนหน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้