Posts

SevenFriday (T1/02 Micah’s Voice) for charity.

Shawn Stockman แห่งวง BoyzIIMen และ Sharhonda ภรรยาของเขา ขอให้ 7F(SevenFriday) ช่วยเหลือในการระดมทุนเพื่อการกุศล Micah’s Voice โดยในปี 2015 ได้ผลิตนาฬิการุ่น P3/10 ลิมิเต็ด อิดิชั่น 99 เรือน รายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนำไปสนับสนุนเด็กออทิสติก จำนวนมากถึง 100,000 เหรียญสหรัฐฯ และยังได้นำกีตาร์ที่ได้รับการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เข้าสู่การประมูลเพื่อเพิ่มรายได้อีกด้วย

เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนๆ และเด็ก ๆ 7F มีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมพร้อมกับการสร้างสรรค์ไอเดียที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการช่วยระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านพัฒนาการ แนวคิดตรงนี้เกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อ 7F ช่วยเหลือ Mark Suttclie และ Prior’s Court ในการระดมทุนจำนวน 100,000 ปอนด์ ในการสร้างพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับเด็ก ๆ และวัยรุ่นที่ได้รับการประเมินว่าอยู่ในสภาวะออทิสติกแบบ ASD ตั้งแต่เกิด ซึ่ง 7F ได้จับมือกับ Handicap International ในการระดมทุนจนเพียงพอสำหรับการปรับพื้นที่ทำกิจกรรม ซึ่งใหญ่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลจำนวน 20 สนามในประเทศลาว ด้วยความต้องการให้เด็ก ๆ ได้เล่น เตะฟุตบอล และทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัย โดยความเสี่ยงเดียวที่พวกเขาต้องเจอก็คือ การระเบิดอารมณ์อย่างมีความสุขเวลาที่สามารถทำคะแนนได้
และตอนนี้ 7F ก็ได้ทำแบบเดียวกันอีกครั้ง ด้วยนาฬิการุ่นใหม่ T1/02 Micah’s Voice ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน เพื่อนำรายได้บริจาคให้กับมูลนิธิ เพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติกแบบ ASD และครอบครัวของพวกเขา
ทั้งนี้ 7F ประเทศไทย ได้นำเข้านาฬิการุ่น T1/02 Micah’s Voice เพียง 5 เรือนเท่านั้น โดยเราจะนำมาทำการประมูลเพื่อการศุกลจำนวน 3 เรือน ซึ่งรายได้ส่วนนึงบริจาคให้กับเยาวชนดนตรีคลาสสิกประเทศไทย Thai Youth Orchestra
ไม่เพียงแค่จะได้นาฬิการุ่นใหม่ของ T-Series เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ด้วยนวตกรรม NFC แบรนด์แรกของโลก ที่ช่วยตรวจสอบนาฬิกาว่าเป็นของแท้ด้วยชิพ NFC ที่ฝังอยู่ในฝาหลังตัวนาฬิกา T1/02 Micah’s Voice ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ด้วยวงแหวนอะนิเมชั่นที่เป็นสัญลักษณ์ของ 7F ในครั้งนี้จะได้พบกับโครงสร้างสี่ชั้นอันโดดเด่นและหน้าปัดกึ่งโปร่งแสง ด้วยการใช้เลนส์แว่นตาไล่เฉดสีเทา พร้อมคำขวัญพิมพ์นูนสีขาวน่ารักที่อ่านว่า “little bit louder now” (ดังขึ้นอีกหน่อยแล้ว) พร้อมกับขีดเส้นโค้งเป็นรอยยิ้มใต้ข้อความ เพื่อระลึกถึงคำขอบคุณสำหรับความเอื้ออาทร ซึ่งได้นำรอยยิ้มต้อนรับส่งไปให้คนที่ต้องการจริง ๆ และเพื่อให้แน่ใจว่า 7F ทำให้คุณยิ้มได้ เรายังมี Reily เพื่อนคนพิเศษเพื่อคุณ ซึ่งเป็นหมีของ 7F ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มและความคิดเชิงบวก ไปกันเถอะชวนกันไปทำสิ่งดีๆ เพื่อเด็ก ๆ กัน

มิติตัวเรือน
• ตัวเรือน : 45 X 45.6 มม. (สูงxยาว)
• ความหนา : 12.95 มม.
• สาย : หัวสาย 26 มม. ปลายสาย 22 มม.
• เส้นผ่านศูนย์กลางเม็ดมะยม : 7.5 มม.
กลไก
• อัตโนมัติแบบ Skeleton TMI-Seiko NH7
• สำรองกำลังงาน 40 ชั่วโมง

โครงสร้างตัวเรือน
• มีส่วนประกอบแบบ 2 ชิ้น
• กันน้ำ 3 บาร์

กระจก
• มิเนอรัลมีความแข็งระดับ K1

กล่อง
• ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และเม็ดมะยม ผลิตจากสแตนเลสสตีล 316L
• ตัวเรือนเคลือบ PVD และมีการขัดทราย ขอบตัวเรือนมีขัดด้านและขัดเงาพร้อมกับแนวเส้นที่เกือบจากการเคลือบแล็คเกอร์สีดำเพื่อความเงางาม
• สลักสัญลักษณ์ SEVENFRIDAY บนหน้าปัดในตำแหน่ง 9 นาฬิกา
• ด้านข้างของเม็ดมะยมเคลือบด้วยแล็คเกอร์สีดำเงาแวววาว
หน้าปัด
• โครงสร้างแบบ 4 ชั้น
• เลนส์แว่นตาแบบ CR39 แบบโปร่งใสที่มีการไล่เฉดของสีเทา
• ข้อความเล็ก ๆ ที่มากับตัวหนังสือสีขาวที่อ่านได้ว่า “little bit louder now” พร้อมสัญลักษณ์ที่เป็นรอยยิ้มของ Micha’s Voice ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
• วงแหวนแบบ 2 ชั้นที่อยู่ด้านในหน้าปัด ซึ่งวงด้านในมีการเคลือบโรเดียมและปัดด้านมาพร้อมกับการเคลือบสารเรืองแสงบนหลักทั้ง 12 ตำแหน่ง
• วงด้านนอกมีการขัดแต่งอย่างสวยงานด้วยการขัดทรายและมากับสีกันเมทัล

ฝาหลัง
• ฝาที่ผลิตจากโพลีคาร์บอร์เนตสำหรับติดตั้งชิพและได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการฉลองความร่วมมือระหว่าง SEVENFRIDAY กับมูลนิธิ MICAH’s VOICE

สาย
• ใช้หนังวัวระดับพรีเมียม เย็บด้านข้างด้วยด้ายสีดำอย่างสวยงาม โดยด้านบนติดกับขอบตัวเรือนจะเป็นด้ายสีเหลือง พร้อมกับตัวรัดสายที่ผลิตด้วยหนังสีเหลือง

คุณสมบัตินาฬิกา
• นาฬิกาสามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น SEVENFRIDAY ได้ ต้องขอบคุณชิพ NFC ที่ติดตั้งอยู่บนฝาหลัง ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันว่านาฬิกาเป็นของแท้และสามารถลงทะเบียนได้
• สารเรืองแสงสีเหลืองถูกทาลงบนเข็มชั่วโมงและนาที

Micah’s Voice เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ตามข้อกำหนด 501 (c) (3) ได้รับการก่อตั้งโดย Shawn (Boyz II Men) และ Sharhonda Stockman ในการให้ความช่วยเหลือกับชุมชน ทั้งในเรื่องความหวังและทรัพยากรในด้านกำลังทรัพย์สำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะออทิสติก

แม้ว่าการวิจัยจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ Micah’s Voice ก็พุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีความกังวลอย่างมากต่อครอบครัวในการรับมือกับภาวะออทิสติก หนึ่งในลูกชายแฝด 2 ของครอบครัว Stockman นั่นคือ Micah ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่อายุยังน้อย และพวกเขาตระหนักถึงภาระที่จะต้องตามมาโดยเฉพาะเรื่องการเงินที่ครอบครัวจะต้องนำมาใช้ในการดูแล ดังนั้น Micah’s Voice จึงมองหาและให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนต่อครอบครัวเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิ Micah’s Voice สามารถเยี่ยมได้ที่ www.micahsvoice.or

Peace is the way.

วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นที่รับรู้กันดีทั่วโลกว่าเป็นวันสันติภาพโลก International Day of Peace วันที่ทุกคนจะได้ร่วมกันหยุดเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียจากการสู้รบ จากสงครามที่ผ่านมา พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ช่างภาพอิสระแห่ง STUDIO TEMPLE ต้องการถ่ายทอดภาพถ่ายบุคคล และส่งผ่านข้อความสันติสุขในใจ

แม้เป็นเพียงช่วงเวลาเล็ก ๆ ภายใต้กระแสอันเชี่ยวกรากของโลกที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากโรคระบาด ความวุ่นวายหม่นหมองจากข่าวสารและสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวที่กระทบความรู้สึกของผู้คน จึงเกิดเป็น Campaign “Peace is the way” ที่คาดหวังให้เกิดการสื่อสารผ่านภาพถ่าย และข้อความที่จุดประกายให้เกิดสันติสุขเพียงง่าย ๆ โดยเริ่มจากภายในจิตใจของเราก่อน เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คนไม่ละเลยการผ่อนคลายสภาพจิตใจ ความขุ่นมัวทางอารมณ์ และสร้างกำลังใจให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยร่วมเชิญ 6 บุคคลที่พร้อมเผื่อแผ่ความสันติสุขในจิตใจมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของแต่ละบุคคลผ่านภาพถ่ายพอร์ตเทรดอาทิ

น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ กับคำว่า “ความเมตตา”

นท พนายางกูร กับข้อความ “Inner peace is being high on your own supply”

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม กับข้อความ “You cannot find peace by avoiding life”

แพรี่พาย อมตา จิตตะเสนีย์
กับข้อความ “รอยยิ้มไม่ได้แสดงถึงความสุขเพียงอย่างเดียว แต่รอยยิ้มยังแสดงถึงความเข้มแข็งของหัวใจได้ด้วย”

ซาบีน่า อจิรภา ไมซิงเกอร์ กับข้อความ “In one life time we can be reborn many times”

เรย์ แมคโดนัลด์ กับข้อความ “Peace is never too far away”

#peaceistheway #internationaldayofpeace #worldpeaceday #studiotemplebypunsiri

SAUVAGE Game of Notes.

ความกล้าที่จะแตกต่าง ทำให้ House of Dior คือผู้ริเริ่มหนทางสายใหม่ตลอดเวลา การขยายขอบเขตครั้งนี้นำมาซึ่งน้ำหอมเข้มข้นระดับ ‘เอเล็กเซียร์’ (elixir ใช้เรียกสารละลายแอลกอฮอล์ซึ่งมีกลิ่นหอมเข้มข้น) อย่างที่ไม่เคยมีปรากฏหรือพบเห็นมาก่อนกับ Sauvage Elixir

หากเปรียบหัวน้ำหอมเป็นตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น François Demachy นักสร้างสรรค์-ผู้ปรุงน้ำหอมของ Dior เลือกใช้เพียงโน้ตสำคัญเรียบเรียงขึ้นเป็นท่วงทำนองอันเรียบง่าย ลาเวนเดอร์จากชุมชนนีย็องส์ (Nyons lavender AOP essence) ผ่านกระบวนการจากโรงกลั่น ‘Bleu Provence’ (เบลอ โปรว็องซ์)

เกรปฟรุต (grapefruit) นำมาซึ่งความสดใส มีชีวิตชีวา สมทบด้วยหัวน้ำหอมตระกูลเครื่องเทศอันโดดเด่นจากกระบวนการสกัดอุณหภูมิต่ำเพื่อถนอมกลิ่นไอที่เผ็ดร้อนไม่ว่าจะเป็นอบเชย (cinnamon) และจันทน์เทศ (nutmeg) ในขณะที่กระวาน (cardamom) มอบความฉ่ำชื่น ปลอดโปร่ง ปะปนมากับกลิ่น ‘หญ้าแห้ง’ หรือ ‘ฟาง’ เจือกรุ่นไอหอมหวานแบบวานิลลา เป็นการถ่ายทอดความงดงามตามบุคลิกธรรมชาติของไม้ดอก ‘ไพรทมิฬ’ จากที่ราบสูงเชิงเขาแอลป์อย่างแท้จริง นี่คือลาเวนเดอร์ ‘ผลิตใน Dior’ ซึ่งมีความสูงส่งอย่างน่าอัศจรรย์ มีพลังชีวิตที่ถูกลิขิตให้เป็นของตนเอง

“Sauvage ประกอบไปด้วยหัวน้ำหอมหลัก ซึ่งมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งจนผมต้องการเก็บไว้ให้คงอยู่เพื่อสร้างแบบฉบับ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องก้าวรุดหน้าไปสู่ระดับความหนาแน่นทางน้ำหนักกลิ่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อให้พลังกลิ่นได้ระดับอย่างกลมกลืนโดยปราศจากความสับสนปนเป และความกระด้างทางแง่มุมแนวกลิ่น ผมเลือกที่จะใช้วิธี ‘ลอกเปลือก’ ของเนื้อกลิ่นในภาพรวมจนเข้าไปถึงส่วนของโครงสร้าง และเหลือไว้เพียงแก่นแท้แกนหลัก ด้วยเหตุนี้ ‘เอเล็กเซียร์’ จึงเป็นเหมือนการสลักเสลา แกะลวดลายโดยใช้เส้นเพียงเส้นเดียว ลากอย่างต่อเนื่อง ลงน้ำหนักสม่ำเสมอด้วยความแม่นยำ ประณีต และชัดเจน ดังนั้น กลิ่นหอมที่ได้จึงเข้มข้นไปด้วยมิติความลึกจนชวนพิศวง และหลงใหล”

ฟรองซัวส์ เดอมาชี, นักสร้างสรรค์-ผู้ปรุงน้ำหอมของ Dior 

Sauvage Elixir คือแก่นแท้แห่งความหรูหรา น้ำหนักกลิ่นเข้มข้นสะกดใจให้ลุ่มหลง ชูรสด้วยความสดชื่น ปลุกให้ตื่นทุกประสาทสัมผัส แต่ครอบงำอย่างไม่คิดจะจากไปในขวดแก้วสีน้ำเงินเข้มเฉดมิดไนท์บลู เด่นด้วยสีเงินของชื่อที่ดูล่องลอยมาจากเนื้อแก้ว ฐานขวดทรงโดมทำหน้าที่ส่องประกายแสงดุจการถ่ายทอดพลังเร้นลับอย่างเกินจะห้ามใจ

Johnny Depp ผู้เปรียบดัง Sauvage icon มาร่วมงานที่ถ่ายทำโดย Jean-Baptiste Mondino โดยที่เด็ปป์ยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางบรรยากาศรัตติกาลสีน้ำเงินภายใต้สายตาจับจ้องของเพลิงจันทราที่ลุกโชน

เขาสาวเท้าก้าวไปบนพื้นทะเลทรายอันเต็มไปด้วยอำนาจสะกดอารมณ์อย่างเร้นลับ ซึ่งทอดยาวกว้างไกลสุดสายตา ภายใต้สายตาของฌอง บาพติสต์ ม็องดิโน วีรบุรุษกับกีตาร์คู่ใจกำลังตกอยู่กลางวงล้อมของฝูงสุนัขป่า เป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแห่ง Sauvage อย่างชัดเจน

ทุกรายละเอียดของการทำแคมเปญสำหรับกลิ่นหอมใหม่นี้ไม่ได้พิถีพิถันแค่การเลือกผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา นักแสดงผู้จะมาเป็น Sauvage icon แม้แต่สิ่งของที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งในฉากอย่างกีตาร์ ที่มือกีตาร์ทั้งหลายรู้ดีว่า การได้ครอบครอง “Trussart” ถือเป็นอภิสิทธิ์พิเศษ และความโดดเด่นเป็นหนึ่งของกีตาร์แต่ละตัว ล้วนจุดประกายจินตนาการถึงมหาเทพดนตรีร็อคระดับตำนานแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นคีธ ริชาร์ด, บ็อบ ดีแลน, อีริก แคล็พตัน และแจ็ค ไวท์

ชายฝรั่งเศสผู้ย้ายถิ่นฐานมาใช้ชีวิตอยู่ในแถบเวสต์โคสต์ของอเมริกามากว่า 20 ปี เจมส์ ทรูสาร์ตได้สร้างกีตาร์ ซึ่งมีความพิเศษเหนือธรรมดาด้วยบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งในแง่ของเสียง และการสอดแทรกทักษะ ความชำนาญผ่านงานออกแบบโลหะ เครื่องดนตรีเหล่านี้จึงมีความพิเศษเป็นหนึ่งเดียวของโลกด้วยฝีมือของนักเดินทางผู้ซึมซับอิทธิพลต่างขั้วอันหลากหลาย และเหนืออื่นใด เขาคือศิลปินผู้บูชาดนตรีเป็นพระเจ้าตัวจริง

การพบปะร่วมกันกับ Sauvage ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นปรกติตามธรรมชาติ สืบเนื่องจากความรักในร็อคที่เหมือนกัน ทั้งจอห์นนี เด็ปป์ และฌอง-บาพติสต์ ม็องดิโน ซึ่งต่างก็โชคดีที่มีกีตาร์ “Trussart” ในครอบครอง

และด้วยเหตุนี้ กีตาร์ Sauvage จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีลักษณะเฉพาะตัวจากสุนทรียศิลป์ทางการออกแบบยกย่องวัฒนธรรมเพลง Swamp Pop แนวเพลงลูกผสมระหว่างร็อค-บลูส์, ครีโอล, บูกี และดนตรีพื้นเมืองแบบคาจัน นอกจากนั้น  เพื่อเป็นที่ระลึกถึงหลุยส์เซียนา ดินแดนอันเป็นรกรากที่มาของวัฒนธรรมเพลงแนวนี้ ลวดลาย “หนังจระเข้ตีนเป็ด” (alligator) ซึ่งเป็นจระเข้น้ำจืดที่พบได้ในลุ่มน้ำพงไพรทั่วมลรัฐแห่งนี้ ได้ถูกบรรจงสลักลงบนเนื้อโลหะอย่างวิจิตรตระการตา ในขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นบทประกาศถึงตัวตนของศิลปินผู้ออกแบบสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลหล่อเลี้ยงจากสุนทรียศิลป์หลากแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบยานยนต์ระหว่างทศวรรษ 1960 ถึง 1970 หรือนวศิลป์ (Art Nouveau) อันเป็นที่นิยมสูงสุดระหว่างค.ศ. 1890 ถึง 1905 ตลอดจนผลงานเลื่องชื่อของจิตรกรอัลแบร็กต์ ดูราร์

ความตระการตาของลวดลาย “หนังจระเข้เสมือนจริง” บนประดิษฐกรรมอันเต็มเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลจากแรงบันดาลใจแหล่งต่างๆ ทำให้ “Sauvage Trussart” เป็นยิ่งกว่ากีตาร์ ด้วยโครงสร้างอันซับซ้อนไปด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรี ทำให้นี่เป็นกีตาร์ที่งามสง่าด้วยจิตวิญญาณของตนเอง

What I Think When I’m on the Runway.

นายแบบบนปก L’Officiel Hommes Thailand ฉบับเดือนกันยายนที่ถ่ายแฟชั่นจากนิวยอร์กทั้งคู่มีดีกรีเป็นท็อปโมเดลของวงการแฟชั่นทั้ง Mathieu Simoneau และSomali Findlay หากแต่ Mathieu Simoneau(เชื้อสายเกาหลีและแคนาดา)อายุ 20 ปีไม่ได้มีดีกรีแค่เป็นท็อปโมเดลยุคนี้ ยังเป็นดาว Tiktok ที่มียอดฟอลใน IG เหยียบล้าน ด้วยการสร้างคอนเทนต์ในสิ่งที่หลายคนคงมีคำถาม แต่ค่อยไม่มีโมเดลคนไหนคิดทำลงในโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง 
เขาเล่าว่าสิ่งที่เขานำมาสร้างเป็นคอนเทนต์ลงใน Tiktok เป็นสิ่งที่เหล่าโมเดลจะมีในหัวตอนที่เดินแบบออกมา เพราะแต่ละแฟชั่นโชว์นั้นแม้เหล่าโมเดลจะต้องเดินออกมาให้เสื้อผ้าเด่น แต่จังหวะการเดินก็จะไม่เหมือนกัน แต่สีหน้าท่าทางก็จะแสดงออกมาไม่ได้เพราะจะกลายเป็นแย่งความสนใจจากเสื้อผ้าที่ต้องนำเสนอ ฉะนั้นในแต่ละครั้งที่เดินออกมาพวกเขาก็จะสร้างความคิดเพื่อให้การเดินออกมามีภาพลักษณ์ที่น่าสนใจแต่ไม่ไปแย่งความเด่นจากเสื้อผ้า ฉะนั้นใครที่คิดว่าเป็นโมเดลบนรันเวย์ก็แค่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีแล้วออกมาเดินเร็วๆ ก็จบนั่นไม่ใช่เลย จะทำอย่างไรให้คนสนใจเสื้อผ้าที่สวมใส่หรือกำลังนำเสนอในช่วงไม่กี่วินาทีที่เดินผ่านเหล่ากูรูวงการแฟชั่น

ปกติเหล่าโมเดลทั้งหลายในยุคนี้ต้องสร้างคอนเทนต์ลง IG หรือ FB เพื่อเป็นเหมือนสมุดรวมผลงานหรือ portfolio ของตัวเองอยู่แล้ว จริงๆ IG เหมือนคอมพ์การ์ด(comp card หรือ composite card)ที่เหมือนนามบัตรของเหล่าโมเดล พวกเขาหรือเธอจึงต้องสร้าง IG สำหรับทำงานให้ดุน่าสนใจ เพราะตอนนี้เวลาพูดถึงโมเดลคนไหนที่จะมาเคสติ้งเพื่อทำงานต่างๆ ก็มักจะมีการขอดูไอจี หรือส่งชื่อไอจีของโมเดลเหล่านั้นมาดูก่อนจะนัดดูตัว หรืออย่างงานแฟชั่นเซ็ตปกเรา เราก็ให้ทีมงานที่นิวยอร์กส่งไอจีนายแบบที่น่าสนใจมาให้เราดูก่อน ในยุคก่อนโซเชียลมีเดีย เราอาจจะเห็นเหล่าโมเดลจากคอมพ์การ์ดที่ส่งมาไว้จากแต่ละเอเจนซี่ แต่ยุคนี้ง่ายและเร็วและแทบจะพิจารณาได้เลยจาก IG ที่ต้องมีการอัพเดตเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดการได้ดูตัวจริงของเหล่าโมเดลก็สำคัญอยู่ดีว่าตรงปกไม่จกตา เพราะการแต่งรูป


ความปังของแมทธิวในแวดวงโซเชียลมีเดียมาจากการที่เขาลองใช้แอพ Tiktok เป็นอีกหนึ่งในการเผยแพร่ผลงานของเขานอกจาก IG แต่การนำเสนอเนื้อหาก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน เขาจึงคิดจะเอาคลิปช่วงที่เขาเดินแบบมาลงในแอพนี้ หากแต่ลงธรรมดาโลกไม่จำ เขาจึงเอาความคิดของตัวเองในขระที่เดินออกมาแต่ละโชว์มาใส่เป็นข้อความ เรียบง่ายแต่จริง ซึ่งได้ผลทันทีเพราะเป็นสิ่งที่คนอยากรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เฉยๆ และเดินออกมาให้สายตานับร้อยนับพันคู่จับจ้องนั้นเหล่าโมเดลคิดอะไร ในมาดที่สุดเท่นั้นในหัวอาจจะคิดอะไรที่ขำๆ อยู่ก็ได้อย่างแมทธิวก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น แกกำลังเดินตามหลังเบลล่า ฮาร์ดิด อยู่นะ อย่าทำมันพังละ หรือ บอนด์ ผมชื่อเจมส์ บอนด์… นั่นทำให้เขากลายเป็นดาว Tiktok อย่างรวดเร็ว และโมเดลอื่นๆ ก็หันมาสร้างสรรค์เนื้อหาสำหรับแอพนี้เพื่อการนำเสนอตัวเองสู่สาธารณะ ลองไปดูความกวนๆ ของเขาได้ที่ @mathieusimoneau
สำหรับแฟชั่นปกของลอฟฟีเซียลออมส์ ไทยแลนด์ เซ็ตนี้ถ่ายในนิวยอร์กโดยช่างภาพชาวไทย Wish Thanasarakhan โดยใช้โลเคชั่นแถวบรู๊กลินและ Dumbo เป็นหลัก โดยเครื่องแต่งกายทั้งหมดเป็นคอลเลกชั่น Louis Vuitton Fall/Winter 2021.ที่ส่งตรงจากปารีสสู่นิวยอร์กเพื่อการถ่านแฟชั่นเซ็ตนี้

Photographer: Wish Thanasarakhan
Stylist: Mauricio Quezada
Models: Mathieu Simoneau from VNY / Somali Findlay from IMG
Hair: Naomi Endo using Bumble & Bumble
Make Up: Seiya Libuchi using M.A.C. Cosmetics
Producer: Narissara Thanapreechakul from White Line Productions
Assistant Photographer: Apiwich Bangrapimolpong
Assistant Stylist: Cameron Broomfield

@mathieusimoneau

Then eat, sleep, repeat, shoutout @pacsun ##model ##InMyPac ##pacfamily

♬ im outside in a amg L.Dre remix – L.Dre

เรียบเรียง rhunrun

ADI : Treasure hunter

ช่วงวิกฤตินี้ทำให้แบรนด์แฟชั่นอย่าง ADI (เดิมคือ ADI_C) ได้สร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น โดยคอลเลกชั่นล่าสุด Treasure hunter นี้เขานำเอา corset ที่เขาชื่นชอบในดีไซน์มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นชิ้นเด่นของคอลเลกชั่นและที่พิเศษกว่านั้นคือคอร์เซ็ตนี้ไม่ใช่เสื้อรัดทรงช่วงบนของสตรีอีกแต่ไป แต่เขานำมาทำให้เป็นชิ้นที่ no gender สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง


แม้จะเป็นช่วงที่เรายังหาความชัดเจนอะไรไม่ได้กัยสถานการณ์วิกฤติจากโรคร้ายที่ไวรัสเหมือนจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับบรรดากลุ่มแพทย์และนักวิทนยาศษสตร์ที่คิดจะหาหนทางควบคุมไวรัสนี้อยู่ แต่ระยะเวลาเกือบสองปีเต็มก็ทำให้เราจะหยุดนิ่งกับการใช้ชีวิตแบบสามัญของเราไม่ได้ เราก้ยังต้องก้าวเดินต่อไป


ช่วงวิกฤตินี้ทำให้แบรนด์แฟชั่นอย่าง ADI ได้สร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น โดยคอลเลกชั่นล่าสุด Treasure hunter นี้เขานำเอา corset ที่เขาชื่นชอบในดีไซน์มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นชิ้นเด่นของคอลเลกชั่นและที่พิเศษกว่านั้นคือคอร์เซ็ตนี้ไม่ใช่เสื้อรัดทรงช่วงบนของสตรีอีกแต่ไป แต่เขานำมาทำให้เป็นชิ้นที่ no gender สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง เป็นเสมือนของตกแต่งที่ต้องมี ไม่ใช่เพื่อการใช้สอยเป็นหลักดังหน้าที่ของคอร์เซ็ตเดิมๆ แต่เป็นประหนึ่งชิ้นงานที่จะมาเติมเต็มลุคให้กับคนที่สวมใส่


ตั้งแต่เร่ิมที่มีโอกาสไปศึกษาที่มิลาน ตลาดเก่าคือแหล่งสมบัติและคลังแห่งแรงบันดาลใจของเขา การเร่ิมสะสมเสื้อผ้ามือสอง รูปถ่าย วัสดุต่างๆ รวมทั้งการได้ไปพบปะพูดคุยกับคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของวินเทจที่ตลาด เหล่านี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่ตกผลึก รวมทั้งการชอบทำงานฝีมือหรืองานคราฟท์ที่เขานำมาถ่ายถอดเป็นชิ้นงานที่ถักขึ้นมาด้วยมือ การนำเอากระโปรงหนังกลับจากตลาดเก่ามาปรับให้เป็นลุคใหม่กลายเป็น unisex item รวมทั้งเสื้อทวีดตัวเก่าที่นำมาเลาะเอาเส้นใยออกแล้วนำมาถักนิตติ้งด้วยมือเพื่อให้ได้ลุคใหม่ๆ
โดยทั้งหมดนี้เขาได้ใช้วลาที่ต้องเก็บกักตัวตามสถานการณ์นั้น รวมทั้งการคิดถึงการสังสรรค์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วิกฤตินี้ เขาจึงถ่ายทอดมาในโครงสร้างเสื้อผ้าในสไตล์ Nightclub และมาค้นหาหีบสมบัติของตนที่เป็นคลังของสะสมต่างๆ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนแนวคิดแบบ sustainable ที่เขาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในแฟชั่น โดยที่แฟชั่นม่จำเป็นจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อม การนำสิ่งเก่ากลับมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานใหม่ผ่านงานดีไซน์แบบ Genderless ที่ยังทำให้เกิดความเท่าเทียม


ADI ได้นำเสนอผลงานที่บ่งบอกถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแง่เทคนิคการสร้างสรรค์งานแฟชั่น แต่ขณะเดียวกันก็ยังบอกเล่าถึงบริบทสังคมในปัจจุบันที่แฟชั่นก็มีส่วนร่วมอย่างแยกไม่ออกอีกด้วย

ADI AUTUMN/WINTER 2021 @adistudios_
Model : Harry @harryalwayscrybaby
Photographed by : Adi @ad_i_

The Standard’s first resort in Thailand.

The Standard เตรียมเปิดตัวโรงแรมแฟล็กชิพในเอเชีย The Standard, Bangkok Mahanakhon รวมถึงรีสอร์ตติดชายหาดอีก 2 แห่ง The Standard, Hua Hin และ The Standard, Ibiza โดยอมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International (สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล) บริษัทแม่ของเครือโรงแรม The Standard (เดอะ สแตนดาร์ด) แสดงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบของโควิด19 พร้อมเผยทัศนะในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางวิกฤติจนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงแรมใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งและขยายการเติบโตให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ได้แก่ The Standard, Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน) รีสอร์ตติดชายหาดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำหนดเปิดตัววันที่ 1 ธันวาคม 2564 ตามด้วย The Standard, Bangkok Mahanakhon (เดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร) อันถือเป็นโครงการแฟล็กชิพประจำเอเชียของ แบรนด์ ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2565 บริษัทฯ ยังสร้างความฮือฮาด้วยการเผยความพร้อมของ The Standard, Ibiza (เดอะ สแตนดาร์ด อิบิซ่า) ที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 โดยโรงแรมใหม่ทั้งสามแห่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นแผนการขยายตลาดด้วยโครงการเด่น 12 แห่งในเมืองท่องเที่ยว ในตลาดสำคัญทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ เมลเบิร์น ลิสบอน ดับลิน บรัสเซลส์ และลาสเวกัส

“ในนามของ The Standard ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะแนะนำโรงแรมสมาชิกใหม่ของเราอย่าง The Standard, Hua Hin ที่มีกำหนดเปิดบริการในเดือนธันวาคมของปีนี้ รวมถึง The Standard, Bangkok Mahanakhon โครงการแฟล็กชิพของเราในเอเชีย ที่จะเปิดตัวปี2565 และ The Standard, Ibiza โรงแรมแห่งที่สองของเราในยุโรป” มร. อมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International เผย

แบรนด์ The Standard เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ หนึ่งในแบรนด์ที่มีนวัตกรรมด้านไลฟ์สไตล์ ที่สร้างสรรค์โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดย The Standard กำหนดเป้าหมายสำคัญของทุกโครงการให้มีความท้าทายขนบแบบเดิม ยกระดับสุนทรียภาพของรูปลักษณ์ให้จับต้องได้ และมอบประสบการณ์สุดพิเศษในแบบที่จะสัมผัสด้เฉพาะที่โรงแรมในเครือ The Standard เท่านั้น

The Standard, Hua Hin ซึ่งเป็นรีสอร์ตติดชายหาดแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทยจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม โดยมีห้องพัก 178 ห้อง พูลวิลล่า 21 หลัง ติดหาด The Standard, Hua Hin จะเป็นจุดหมายที่ไม่เคยตกยุคสำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทยผู้ชื่นชอบการพักผ่อนอย่างสร้างสรรค์และกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟนคลับของ The Standard ทั่วโลก

หัวหินเป็นเมืองตากอากาศที่เริ่มจุดหมายของนักเดินทางตั้งแต่พ.ศ. 2454 เมื่อเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้เริ่มให้บริการมาถึงเมืองชายหาดแห่งนี้ในช่วงกลางยุค 1920s (พ.ศ.2 463-2473) ก่อนที่จะกลายเป็นเมืองโปรดในช่วงวันหยุดสำหรับชนชั้นสูง ในช่วง 10 กว่าปีหลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านประมงเงียบสงบแห่งนี้เปลี่ยนโฉมเป็นเมืองริมทะเลจุดหมายหลักของนักเดินทางโดยยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้หัวหินยังเป็นเมืองโปรดในช่วงสุดสัปดาห์สำหรับผู้คนจากกรุงเทพ ฯ ที่รอคอยประสบการณ์แบบที่ The Standard สัญญาว่าจะมอบให้ได้ นั่นคือ รีสอร์ตติดชายหาดที่โดดเด่นมีชีวิตชีวานำเสน่ห์ของหัวหินมาสะท้อนอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ของโรงแรม ภายใต้ความสง่างาม เรียบง่าย และเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของทำเลอันเป็นที่ตั้งจองโรงแรม เสริมด้วยการนำเสนอที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความสนุกสนานในแบบสากล

The Standard, Bangkok Mahanakhon จะเป็นโรงแรมแฟล็กชิพของแบรนด์ The Standard ในทวีปเอเชีย จะกลายเป็นแลนด์มาร์กที่น่าตื่นตาตื่นใจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ คิง เพาเวอร์ มหานคร อาคาร 78 ชั้น ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของไทยในปัจจุบัน โดยโรงแรมแห่งนี้จะสะท้อนความเป็นเมืองหลวงที่เปี่ยมพลังของกรุงเทพฯ ด้วยห้องพัก 155 ห้อง เพนท์เฮาส์ สระว่ายน้ำริมระเบียง ฟิตเนส ห้องประชุม รวมทั้งบริการอาหารและเครื่องดื่ม และสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนตอนกลางคืน ตั้งแต่ห้อง The Parlor (เดอะ พาร์เลอร์) ไปจนถึง tea room (ที รูม) และร้านอาหารชื่อดังอย่าง Standard Grill (สแตนดาร์ด กริล) โดยร้านอาหารและบาร์ชั้น 76 แห่งนี้เสิร์ฟความอร่อยพร้อมวิวสุดอลังการของกรุงเทพฯ และเมื่อเพิ่มความสูงขึ้นไปสองชั้นสู่จุดชมวิวบนชั้น 78 ที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนโรงแรมแห่งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์สัมผัสเส้นขอบฟ้าที่สมบูรณ์แบบ โดยโรงแรมแห่งนี้กำหนดเปิดให้บริการในปี 2565

The Standard, Bangkok Mahanakhon ออกแบบโดย Jaime Hayon (ไฮเม เฮยอน) นักออกแบบชาวสเปน ร่วมกับทีมออกแบบภายในมือรางวัลของ The Standard โดยโครงการที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแห่งนี้จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอของ The Standard เคียงข้างสมาชิกก่อนหน้าที่คว้ารางวัลต่าง ๆ มามากมาย อาทิ The Standard, High Line (เดอะ สแตนดาร์ด ไฮไลน์) และ Standard, London (เดอะ สแตนดาร์ด ลอนดอน) รวมถึงโรงแรมล่าสุดในเครืออย่างThe Standard, Huruvalhi Maldives (เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์)

The New Mercedes-Maybach GLS and The new EQS.

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในประเทศไทย ส่ง 2 รุ่นหรู “Mercedes-Maybach GLS” และ “The new EQS” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง พร้อมยกระดับบริการหลังการขายต่อเนื่อง และจัดเต็มแคมเปญ StarFest ให้ลูกค้าถึง 30 กันยายนนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ย้ำความพร้อมในการมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในประเทศไทยหนุนด้วยกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการขายใหม่ด้วยบริการที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวในประเทศไทยภายในทศวรรษนี้ตามนโยบายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ทั้งการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตของโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานแบตเตอรี่ ต่อยอดจากการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายที่สุด หนุนด้วยกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการขายใหม่ (New Retail Optimization Strategy) ด้วยบริการที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในระยะยาว พร้อมเตรียมส่ง 2 รถยนต์หรู “Mercedes-Maybach GLS” อีกระดับของรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรีที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ “The new EQS” ยานยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยที่ช่วยตอกย้ำการเดินหน้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ลุยตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีหลัง เสริมทัพด้วยการยกระดับบริการหลังการขายต่อเนื่อง ทั้งโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP, อะไหล่ StarParts และ REMAN Part พร้อมย้ำแคมเปญ “StarFest 2021: Season of the ultimate offers” มอบสิทธิประโยชน์มากมายให้กับผู้ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ถึง 30 กันยายนนี้

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจีได้มีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวทั่วโลกภายในทศวรรษนี้ โดยเริ่มจากการเปิดตัวโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบในปี 2568 ได้แก่ MB.EA, AMG.EA และ VAN.EA ซึ่งในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตให้สอดคล้องกับกลยุทธ์นี้ไว้ก่อนแล้ว ทั้งการเตรียมความพร้อมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทย และการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 ต่อยอดจากการที่เราเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในแต่ละเซกเมนต์ที่สุด โดยก่อนหน้านี้ เรายังมีการประกาศกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพในการขายใหม่ โดยใช้ศูนย์บริการเป็น “พื้นที่สร้างประสบการณ์” เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารเพื่อสื่อภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ลักชัวรีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจของเราในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าทั้งในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป”

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการแนะนำ 2 รถยนต์ลักชัวรีรุ่นใหม่ที่จะสะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดที่เป้นที่สุดของความหรูหราและความทันสมัย ได้แก่ Mercedes-Maybach GLS ยนตรกรรมที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกระดับของความเป็นรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี ที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ The new EQS รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยโดยพัฒนาขึ้นมาจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Executive Class ที่หลอมรวมทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมผลิตและจำหน่ายรถยนต์รุ่น S-Class ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในเวอร์ชัน PHEV ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน The IAA MOBILITY 2021 ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะอัปเดตอีกครั้งว่ารถยนต์แต่ละรุ่นจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในช่วงเวลาใด

ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็น sub-brand ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้ง Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach โดยล่าสุดได้มีการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ ทีทีซี, สตาร์แฟลกไพรมัส และ บีเคเค

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ และพนักงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกคนด้วยมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยในส่วนของบริการหลังการขาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ย้ำความพิเศษของโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจไม่รู้จบให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ ด้วยแพ็คเกจที่หลากหลายให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ Compact, Advance, Extra และ Excellent พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้บริการ ทั้งในเรื่องการบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอ และการขยายการรับประกันคุณภาพโดยไม่จำกัดระยะทาง พร้อมทั้งขยายความคุ้มครองได้สูงสุดถึง 8 ปี

ในด้านความหลากหลายของอะไหล่ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีทั้ง StarParts อะไหล่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 55% เพื่อการบำรุงรักษารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อายุ 5 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งรถยนต์คอมแพ็ค รถยนต์นั่งระดับกลาง รถยนต์เอสยูวี และรถยนต์สปอร์ต และ REMAN part ซึ่งเป็นอะไหล่แท้ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturing ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์คิดค้นขึ้นเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและแรงงานในขั้นตอนการผลิตอะไหล่แท้ชิ้นใหม่ โดยมีการฟื้นฟูสภาพ ตรวจสอบ และทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้อะไหล่ในกลุ่มนี้มีราคาย่อมเยาขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยอะไหล่ REMAN จะมีทั้งในชุดอุปกรณ์หลัก ชิ้นส่วนสำหรับกลไก ระบบหัวฉีดและการบำบัดไอเสีย ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับเคลื่อน โดยลูกค้าผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่นสามารถเข้ารับบริการและเลือกใช้อะไหล่ REMAN ได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังจัดแคมเปญ StarFest 2021: Season of the ultimate offers เพื่อมอบข้อเสนอสุดเร้าใจของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ให้ลูกค้ารับข้อเสนอไปแบบเต็มพิกัด ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายนนี้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ทุกรุ่น แคมเปญต่าง ๆ และรายละเอียดเกี่ยวกับบริการหลังการขายได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

Grand Seiko : Nature of Time

Grand Seiko เปิดตัวนาฬิกากลไกความถี่สูง (Hi-Beat) รุ่นใหม่ มาพร้อมพื้นหน้าปัดที่ได้รวมเส้นสายที่ละเอียดอ่อนซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติอันสลับซับซ้อนของวงปีในต้นไม้ นาฬิการุ่นนี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัท ด้วยแก่นแท้แห่งความงามบนพื้นหน้าปัด และเสน่ห์อันทรงพลังที่รวมไว้อยู่ในงานออกแบบ วันนี้ การสร้างสรรค์ใหม่ด้วยการออกแบบหน้าปัดและตัวเรือนที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2 เข้ามาร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบของการก่อตั้งบริษัทด้วย

คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดกลไก Spring Drive รุ่นใหม่
นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดใหม่ของ Grand Seiko ซึ่งสืบทอดคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของชุดกลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9RA5 ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 60 ปีของ Grand Seiko การตั้งค่าใหม่ของเข็มนาฬิกาและการย้ายมาตรวัดพลังงานสำรองไปอยู่ด้านหลังของกลไก ทำให้นาฬิกามีความเพรียวบางและหน้าปัดงามสง่า เสริมเอกลักษณ์งานฝีมืออันวิจิตรบนพื้นหน้าปัดให้กับ Grand Seiko

เสน่ห์และความงามที่เรียบง่ายของกลไกที่ได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ และถ่ายทอดความงามในแบบญี่ปุ่นอันเปี่ยมเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของ Grand Seiko พื้นผิวที่ละเอียดอ่อนของงานขัดแต่งบนกลไกสะท้อนถึงความเย็นยะเยือกที่ฤดูหนาวนำมาสู่เมืองชินชู ที่ซึ่งนาฬิกา Spring Drive ทั้งหมดได้รับการผลิตขึ้น ลายเส้นบนสะพานจักรและขอบหลุมตัดด้วยเครื่องตัดจากเพชร เพื่อให้สะท้อนแสงจากทุกมุม และทับทิมรวมถึงเข็มแสดงมาตรวัดพลังงานสำรองสีน้ำเงินจากการเผาด้วยความร้อน เพิ่มความแวววาวอันเงียบสงบอย่างน่าอัศจรรย์

กลไกสปริงไดร์ฟบางเฉียบที่มาพร้อมกำลังสำรองและความแข็งแกร่ง
คาลิเบอร์ 9RA2 ทำให้นาฬิการุ่นใหม่มีความบางกว่านาฬิกากลไกอัตโนมัติ Spring Drive รุ่นอื่นๆ ที่เคยสร้างสรรค์มา ความบางของชุดกลไกมาจากการออกแบบใหม่และการจัดวางตำแหน่งใหม่ของ Magic Lever โดยค่าออฟเซ็ตของ Magic Lever ถูกติดตั้งให้มีลักษณะที่เยื้องศูนย์เพื่อทำให้ส่วนประกอบในชิ้นส่วนนี้มีความหนาลดลง นอกจากนั้นการปรับแต่งชุดเข็มนาฬิกายังมีส่วนในการช่วยทำให้ภาพรวมของตัวนาฬิกาดูมีความเพรียวบางลงด้วยเช่นกัน
แม้ว่าตัวกลไกจะมีความบางแต่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งและความทนทานต่อแรงกระแทกด้วยชุดเฟืองขับ เคลื่อนรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะเยื้องไปทางด้านหน้าจากจุดกึ่งกลางของกลไกและสะพานจักรกลางแบบชิ้นเดียว (One-Piece Center Bridge) ที่ยึดรวมชิ้นส่วนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

คาลิเบอร์ 9RA2 ประกอบไปด้วยตลับลาน 2 ชุดซึ่งมีขนาดใหญ่และเล็ก โดยสำรองพลังงานได้สูงถึง 120 ชั่วโมง อัตราความเที่ยงตรงอยู่ที่ระดับ +/-10 วินาทีต่อเดือนมาจากการพัฒนาของ IC แบบใหม่ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเอาไว้ในตัวและการเลือกใช้ผลึกควอตซ์ที่มีอัตราการสั่นที่มีความคงที่ในระดับสูงตลอดช่วง 3 เดือนของการทดสอบและคัดเลือก ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์และเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิจะถูกปิดผนึกสุญญากาศไว้ในแพ็คเกจเดียว เพื่อขจัดความแตกต่างของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยระหว่างทั้งสององค์ประกอบ เพื่อรักษาความแม่นยำของนาฬิกาให้อยู่ในระดับสูงสุด

ความสวยงามของหน้าปัดสามารถสร้างสัมผัสแห่งความพึงพอใจเมื่อได้พบเห็นและเป็นการแสดงให้เห็นถึงการนำความมีชีวิตชีวามาสู่ตัวนาฬิกาตามหลักปรัชญา Nature of Time ของ Grand Seiko ความแตกต่างของระดับความลึกของลวดลายที่อยู่บนหน้าปัดที่สามารถมองเห็นได้นั้น เผยให้เห็นถึงโทนสีเข้มและอ่อนของลายไม้ โทนสีน้ำตาลของหน้าปัดเป็นการจับคู่อย่างลงตัวแบบกับตัวเรือนที่ผลิตจากโรสโกลด์ ทำให้ตัวนาฬิกาสะท้อนถึงสัมผัสอ่อนโยนและอบอุ่น

การออกแบบของนาฬิกาเรือนนี้คือแก่นแท้ของ Grand Seiko Style ที่นิยามไว้ในปี 1967 ด้วยรุ่น 44GS ที่มีชื่อเสียงทว่ามรดกของ 44GS ได้รับการผสมผสานกับความรู้สึกร่วมสมัยที่แสดงออกถึงบุคลิกที่เงียบสงบแต่แข็งแกร่งของ Grand Seiko ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดเข็มอันทรงพลังและหลักชั่วโมงเซาะร่องเด่นชัด ช่วยให้การอ่านค่าได้ชัดเจน การขัดเงาแบบซารัตซึ (Zaratsu) ที่ให้ผิวเงาราวกับกระจก โดยปราศจากความผิดเพี้ยนของภาพสะท้อน และการตกแต่งด้วยลายริ้วบางราวเส้นผมที่ละเอียดอ่อน ทำให้ตัวเรือนเปล่งประกายและกลมกลืนอย่างงามสง่า เครื่องหมายรูปดาวจะประดับในตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อบ่งบอกว่าหลักชั่วโมงทุกตำแหน่งผลิตจากทองคำ เช่นเดียวกับตัวอักษร GS กรอบแสดงวันที่และบานพับล็อกสาย เข็มชั่วโมงขนาดใหญ่ ได้รับการออกแบบให้สอดรับกับหลักชั่วโมงเซาะร่องและโดดเด่นอย่างลงตัว เพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าบนหน้าปัด
นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 140 เรือน และจำหน่ายผ่านทางบูติก Grand Seiko และตัวแทนจำหน่าย Grand Seiko ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลก โดยจะเริ่มทำตลาดในเดือนพฤศจิกายน 2021

Grand Seiko Heritage Collection
Seiko 140th Anniversary Limited Edition

SLGA008

Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2
ระบบขับเคลื่อน : อัตโนมัติ
ความเที่ยงตรง : +/- 0.5 วินาทีต่อวัน (+/-10 วินาทีต่อเดือน)
พลังงานสำรอง : 5 วัน (120 ชั่วโมง)
จำนวนทับทิม : 38
เส้นผ่านศูนย์กลางกลไก : 34 มิลลิเมตร, หนา : 5 มิลลิเมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและบานพับสายผลิตจากทองคำโรสโกลด์ 18K
กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่พร้อมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน
ฝาหลังโปร่งใสมองเห็นกลไก
ความสามารถกันน้ำ : 10 บาร์
การป้องกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน : 40 มิลลิเมตร, หนา : 11.8 มิลลิเมตร
สายหนังจระเข้ พร้อมบานพับแบบกดปุ่มคลายล็อก
ราคาจำหน่าย : 1,710,000 บาท
ผลิตจำนวนจำกัด : 140 เรือน

The new Mercedes-Benz S-Class

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด

The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester® 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว

นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบาทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ

เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม

ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย

ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ

The new S-Class มีจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
• Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท
• Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท

Chopard : Mille Miglia 2021 Race Edition

หลังการรื้อฟื้นจัดให้มีการแข่งขัน 1,000 Miglia ในปี 1977 ได้ทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องยนต์ของรถยนต์ในตำนานอย่างต่อเนื่อง ด้วยระยะทางการแข่งขัน 1,600 กม. ผ่านซานมารีโน โรม เซียนา และฟลอเรนซ์ ในฐานะที่ Chopard เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของงานตั้งแต่ปี 1988 Chopard ได้สืบทอดความมุ่งมั่นนี้อีกครั้งในปีนี้ โดยการเปิดตัว Cronographs Mille Miglia 2021 Race Edition 

สำหรับโอกาสนี้ เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 1,000 ชิ้น ทำจากสแตนเลสสตีลหรือแบบทูโทน 250 ชิ้นทำจากสแตนเลสสตีลและพิงค์โกลด์ 18 กะรัต นาฬิกาสุดหรูนี้มาพร้อมกลไกการทำงานที่มีความแม่นยำที่ผ่านการรับรอง ‘Chronometer’ สะท้อนถึงความหลงใหลที่แน่วแน่ของ Chopard ที่มีต่อมอเตอร์สปอร์ต สำหรับ The 2021 1000 Miglia ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ถึง 19 มิถุนายนปีนี้ ถือเป็นการบัญญัติกฎครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 39 ของ ‘การแข่งขัน Red Arrow’ โดย 1,000 Miglia ครั้งแรกเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1927 เมื่อกลุ่มผู้ชื่นชอบรถใน Brescia จัดการแข่งขันเพื่อทดแทนการสูญเสีย Italian Grand Prix ให้กับ Monza เส้นทางปี 2021 จะเป็นการแสดงความเคารพต่อการแข่งขันดั้งเดิม โดยมีการออกกฎใหม่นี้เป็นครั้งแรก ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา รถยนต์สี่ร้อยคันจะมุ่งหน้าไปยังชายฝั่ง Tyrrhenian จากเมือง Brescia โดยหยุดที่ Viareggio ก่อนขับไปยังกรุงโรม อาเพนนีเนส และโบโลญญา

กลไกโครโนกราฟที่ให้ความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชั่นนาฬิกา Mille Miglia มีความสปอร์ตและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง รุ่นล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันแรลลี่ก็ไม่ได้แตกต่างกัน โครโนกราฟไขลานอัตโนมัติที่สร้างขึ้นเพื่อ เป็นครั้งแรกและใหม่ล่าสุด การวัดเวลาอย่างเชื่อถือได้ รุ่น Mille Miglia 2021 Race Edition เป็นนาฬิกาที่ได้รับความไว้วางใจ สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ฟังก์ชันหยุดวินาที กันน้ำได้ 100 เมตร และคริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อนเพื่อเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น
ทั้งสองตัวเลือกนี้แบ่งออกเป็นรุ่นตัวเรือนสแตนเลส 1,000 เรือน และตัวเรือนสแตนเลส และทองคำ 18 กะรัต 250 เรือน กลไกการทำงานที่ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC ซึ่งเป็นการรับประกันความแม่นยำที่สำคัญ


รายละเอียดตัวบ่งชี้โครโนกราฟถูกเน้นด้วยเข็มสีแดงเพิ่มความชัดเจนของเข็มวินาทีตรงกลาง ตัวนับ 30 นาทีที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และตัวนับชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา การรักษาสัดส่วนที่สมมาตรบนหน้าปัดอย่างพิถีพิถัน การแสดงวินาทีเล็กๆ จะปรากฏขึ้นที่ 9 นาฬิกา และช่องหน้าต่างแสดงวันที่อยู่ที่ 3 นาฬิกา กรอบมีสเกลทาคีมิเตอร์เซรามิกสีดำขัดเงาพร้อมเครื่องหมายแล็กเกอร์สีขาวแสดงถึงเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่จะช่วยให้นักแข่งคำนวณความเร็วเฉลี่ยระหว่างการแข่งขันแรลลี่ 1,000 Miglia ซึ่งการแข่งความเร็วครั้งประวัติศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับการจับเวลาที่แม่นยำ และนั่นคือเหตุผลที่ Chopard แม่นยำและแม่นยำในทุกด้านของการผลิตนาฬิกา ยังคงเป็นคู่หูที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขัน


Mille Miglia 2021 Race Edition เป็นนาฬิกาที่มีประสิทธิภาพสูง มีฟังก์ชั่นเพื่อการงานได้ดีและทนทาน ขอบหน้าปัดทำจากสเตนเลสสตีลหรือโรสโกลด์ 18 กะรัตขัดเงาตามแบบแผนดั้งเดิมพร้อมเม็ดเซรามิกสีดำ ถ่ายทอดรูปลักษณ์จากหน้าปัดและมาตรวัดของรถยนต์คลาสสิก ฝาหลังยึดด้วยสกรูและมีธงลายตารางหมากรุก โลโก้ 1,000 Miglia และคำจารึก ‘Brescia > Roma > Brescia’ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยสีเทาและสีเงินที่เข้มข้น ขับเน้นด้วยสีแดง ทำให้นาฬิกาทั้งเรือนมีอัตลักษณ์ทางภาพที่ชัดเจน


ข้อต่อสายสั้นพอดีกับข้อมือส่วนใหญ่ และการออกแบบตัวเรือนสแตนเลสขนาด 44 มม. ได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์รถคลาสสิกที่ผสมผสานสไตล์ร่วมสมัยเข้ากับจิตวิญญาณสไตล์วินเทจ แม้แต่สร้อยข้อมือหนังลูกวัวยังได้รับแรงบันดาลใจจากถุงมือแข่งแบบมีรูพรุนแบบดั้งเดิม เย็บแบบทูโทนสีแดงหรือสีดำ บุด้วยยาง และชวนให้นึกถึงลวดลายของยาง Dunlop ในยุค 1960 — มอเตอร์สปอร์ตพยักหน้ารวมอยู่ในคอลเลกชั่น Mille Miglia ปี 2018 ของ Chopard ปิดท้ายด้วยตัวล็อคแบบพับสแตนเลสขัดเงาและขัดซาติน สายรัดนี้เป็นส่วนสำคัญของคุณลักษณะของ Mille Miglia 2021 Race Edition
หน้าปัดสีเทาที่ได้จากการชุบกัลวานิกบนฐานทองเหลือง โดดเด่นด้วยพื้นผิวปัดซาตินแบบวงกลมที่ดำเนินการโดยช่างฝีมือของผู้ผลิตหน้าปัด ลวดลาย ‘ลูกศรสีแดง’ ของ 1000 Miglia อันโด่งดังชี้ไปที่การแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งอ่านได้ชัดเจนผ่านเลนส์ขยายวันที่ เข็มนาฬิกาและตำแหน่งบอกชั่วโมงเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้อ่านค่าได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อขับรถท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด