Posts

ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

Gucci Beloved Lines

กระเป๋า Gucci Beloved Lines ที่จะกลายเป็นตัวเอกมาช่วยเสริมมีความสมดุลระหว่างรูปลักษณ์และสไตล์ส่วนตัว โดยแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคอลเลกชั่น Gucci Beloved Lines นั้นเกิดขึ้นจากกระเป๋าใบโปรดซึ่งเจ้าของมีความหลงใหลและชื่นชอบ กระเป๋าต่างๆที่เป็นใบโปรดยังถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคุณ เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และเสริมสร้างสไตล์ที่เป็นของคุณเอง

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคอลเลกชั่นที่มีชื่อว่า Gucci Beloved Lines นั้นเกิดขึ้นจากกระเป๋าใบโปรดซึ่งเจ้าของมีความหลงใหลและชื่นชอบ จากกระเป๋าที่ใช้ในการออกเดทครั้งแรกกับคนที่กลายมาเป็นคู่ชีวิต หรือกระเป๋าที่ใช้ในการสัมภาษณ์ครั้งสำคัญ หรืออาจจะเป็นกระเป๋าที่ถือไปร่วมในงานเลี้ยงประจำปี กระเป๋าต่างๆที่เป็นใบโปรดยังถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคุณเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และเสริมสร้างสไตล์ที่เป็นของคุณเอง ซึ่งทำให้กระเป๋าจาก Gucci Beloved Lines กลายเป็นตัวเอกที่มาช่วยเสริมมีความสมดุลระหว่างรูปลักษณ์และสไตล์ส่วนตัว

กระเป๋ารุ่นต่างๆใน Gucci Beloved แต่ละชิ้นได้รับการออกแบบโดย Alessandro Michele ด้วยการนำสไตล์ร่วมสมัยมารวมกับองค์ประกอบของผลงานเก่าจากคลังข้อมูล สัญลกัษณ์ต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ ของ Gucci ได้ถูกทำขึ้นใหม่เพื่อให้ใช้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ตกยุค

หัวใจสำคัญของสินค้าใน Gucci Beloved Lines คือกระเป๋า Dionysus ซึ่งมาพร้อมกับหัวเสือคู่ที่มีรูปร่างเหมือนกับเดือยโดยอ้างอิงจากบทกวีของเทพเจ้ากรีกที่ตามตำนานกล่าวกันว่าได้ข้ามแม่น้ำไทกริสด้วยเสือที่ Zeus ส่งมาให้ กระเป๋า Dionysus เปิดตัวครั้งแรกในงานแฟชั่นโชว์สุภาพสตรีประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2015 ซึ่งเป็นโชว์สุภาพสตรีครั้งแรกของ Alessandro Michele สำหรับ Gucci โดยกระเป๋า Dionysus ได้รวบรวมเอาวิศัยทัศน์ของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เกี่ยวกับสินค้าที่แสดงออกถึงช่วงเวลาที่ไม่เหมือนใคร

นอกจากนั้นยังมีกระเป๋า Gucci Horsebit 1955 ที่โดดเด่นด้วยวงแหวนคู่และบาร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ Gucci ใช้และสื่อถึงประเพณีการขี่ม้าอันยาวนาน เป็นกระเป๋าถือที่เชื่อมต่อองค์ประกอบต่างๆทีได้จากคลังข้อมูลกับการอกกแบบแบบร่วมสมัยได้แบบไม่ต้องพยายม ขณะเดียวกันกระเป๋า GG Marmont ที่ได้รับการตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ Double G ซึ่งเป็นตัวย่อของ Gucci ได้รับแรงบันดาลใจจากคลังข้อมูล โดย Alessandro Michele ได้เติมความใหม่ให้กับสัญลักษณ์สามมิติที่มีอยู๋เดิม

นอกจากนี้ยังเพิ่มความสนุกให้มากขึ้นด้วยการนำเอาสัญลักษณ์ Double G นี้มาบิดให้เป็นเกลียวที่เรียกว่า twisted torchon และมาถึงกระเป๋าใบสุดท้ายจาก Gucci Beloved ก็คือกระเป๋า Jackie 1961 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในรูปทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่โค้งมนและตัวปิดกระเป๋าที่ดูคล้ายกระบอกสูบ นี่คือกระเป๋าที่บอกเล่าเรื่องราวที่ครอบคลุมทุกยุคสมัยซึ่งยังคงอยู่เหนือกาลเวลาและแฝงไว้ด้วยความร่วมสมัย กระเป๋า Jackie 1961 ที่มีความหรูหราและกลิ่นอายแบบวินเทจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นในสินค้าของ Gucci ซึ่งพร้อมเสมอสำหรับการเปิดตัวอย่างโดดเด่นภายใต้สปอร์ตไลท์

กระเป๋าต่างๆจาก Gucci Beloved ได้แรงบันดาลใจใหม่จากอัญมณีและได้รับการขัดเกลาให้มีรูปลักษณ์ใหม่โดยอ้างอิงสีของอัญมณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแซฟไฟร์, มรกต และทับทิม โดยผสมผสานความหรูหราเข้ากับความเป็นสตรีทสไตล์ กระเป๋าสะพายไหล่รุ่น Dionysus ขนาดเล็ก มาคู่กับกระเป๋าสะพายไหล่ GG Marmont ขนาดเล็ก, กระเป๋ากล้อง และกระเป๋าสะพายไหล่และกระเป๋าถือขนาดมินิ

ส่วนกระเป๋ารุ่น Gucci Horsebit 1955 นั้นมาในหนังสีเขียว, สีน้ำเงิน หรือสีแดง พร้อมกับตกแต่งขอบด้วยสีสันที่ตัดกันอันได้แก่ สีน้ำเงินเข้มอมเทา petroleum บนสีฟ้าสด electric blue, สีเขียวหม่น dark green บนสีเขียวสด brilliant green และสีชมพูอ่อน light rose บนสีแดง cherry red นอกจากนี้ตัวปิดกระเป๋าที่เคลือบด้วยสีขาวได้ถูกนำมาใช้ที่นี่เป็นครั้งแรกสำหรับกระเป๋า Dionysus และการตกแต่งด้วยโลโก้ Double G แบบ twisted torchon สำหรับกระเป๋า GG Marmont นั้นได้รับการยกระดับด้วยการเคลือบสีทองที่มาคู่กับหนังเคลือบแบบ tone-on-tone โดยสีของตัวเคลือบจะเข้ากับเฉดสีของอัญมณีที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับกระเป๋ารุ่นนั้น ๆ

การขยายธีมสีด้วยการผสมผสานระหว่างสองสีและสามสีจะถูกนำไปใช้กับกระเป๋าทั้งสี่สไตล์ของ Gucci Beloved ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสะพายไหล่รุ่น Dionysus และ Gucci Horsebit 1955 ที่ให้อารมณ์ของฤดูร้อนและดีไซน์อันไม่ตกยุคจะถูกนำเสนอในรูปแบบของการผสมผสานระหว่างสามสี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และสีส้มอิฐ ในขณะที่กระเป๋า Jackie 1961ทรงโฮโบ และกระเป๋าถือ Gucci Horsebit 1955 จะมาในรูปแบบของการผสมผสานระหว่างสองสี ได้แก่ สีขาวตัดกับหนังสีดำสำหรับกระเป๋าโฮโบทั้งสองขนาด (ขนาดกลางและขนาดเล็ก) และกระเป๋าถือขนาดมินิ โดยตัวเลือกทั้งหมดนี้จะเข้ากันได้ดีกับเสื้อผ้าทุกชุดตั้งแต่แบบลำลองไปจนถึงลุคที่ดูสวยงามและหรูหรา

การผสมสีในแบบที่สองจะเป็นธีม nautical summer ที่มีกลิ่นอายแบบวินเทจและผสมเฉดสีธรรมดามากขึ้น เช่น หนังสีน้ำเงินตัดกับสีแดงสำหรับกระเป๋า Jackie 1961 รุ่นสองสี และหนังผสมสีน้ำเงินและสีแดงตัดกับสีเหลืองนวลเพื่อเพิ่มสไตล์ใหม่ให้กับกระเป๋า Dionysus และกระเป๋า GG Marmont สำหรับกระเป๋า Jackie 1961 จะวางจำหน่ายสองขนาด (ขนาดเล็กและขนาดกลาง) ในขณะที่กระเป๋า Dionysus จะวางจำหน่ายเฉพาะกระเป๋าสะพายไหล่ขนาดเล็กเท่านั้น ในส่วนของกระเป๋า GG Marmont กระเป๋าสะพายไหล่ขนาดเล็กรุ่นยอดนิยมที่มาพร้อมฝาปิดจะมาคู่กับกระเป๋าถือขนาดมินิ นอกจากนี้กระเป๋า Dionysus จะมาพร้อมกับตัวปิดกระเป๋าเคลือบสี electric blue ขณะที่กระเป๋า GG Marmont จะถูกยกระดับด้วยสัญลักษณ์ Double G ในรูปแบบ twisted torchon สีทอง

สำหรับลุคที่เหมาะกับฤดูใบไม้ร่วงนี้ แบบที่สามของการผสมผสานระหว่างสองสีและสามสีที่มีสไตล์วินเทจอย่างชัดเจนจะมาในโทนสีแดงอมน้ำตาล, สีน้ำเงินเข้ม และสีเบจคลาสสิก กระเป๋าโฮโบทั้งสองขนาดของ Jackie 1961 ได้ถูกนำมาอีกครั้ง (ขนาดกลางและขนาดเล็ก) พร้อมกับกระเป๋าสะพายไหล่ขนาดเล็ก Dionysus ที่ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกด้วยตัวปิดกระเป๋าเคลือบสีขาว สำหรับกระเป๋า Gucci Horsebit 1955 มีการผสมสามสีเข้าด้วยกันบนกระเป๋าสะพายไหล่อันโด่งดังที่มาพร้อมฝาปิด ขณะเดียวกันกระเป๋าถือขนาดมินิได้นำเสนอการผสมผสานระหว่างสองสีเพื่อเป็นตัวเลือกที่ดูสวยงามและหรูหรายิ่งขึ้น

หนึ่งในวิดีโอแคมเปญที่สามารถติดตามชมได้ครบกับเหล่าดาราทุกคนที่มาร่วมงานสุดพิเศษนี้ในช่องทาง YouTube.

สุดท้ายสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่า กระเป๋า Gucci Beloved ในรุ่นที่ทำจากหนังหายาก สีสันที่ดูหรูหราและไม่ตกยุคของหนังจระเข้และหนังนกกระจอกเทศช่วยเสริมสร้างสไตล์ให้กับกระเป๋าทั้งสี่แบบ โดยสีของกระเป๋าที่ทำจากหนังจระเข้นั้นมีตั้งแต่สีดำ, สีขาว และสีแดง ไปจนถึงสีส้มอิฐที่ดูหรูหราและสวยงาม ในขณะที่หนังนกกระจอกเทศมีสีขาว, สีเขียว และสีเหลืองอ่อน ส่วนกระเป๋าสะพายไหล่รุ่น Dionysus หนังจระเข้จะมาพร้อมกับตัวปิดกระเป๋าเคลือบสี electric blue ในขณะที่รุ่นหนังนกกระจอกเทศตรงตัวปิดกระเป๋าหัวเสือจะเคลือบสีขาว

สไตล์ใหม่ของกระเป๋า Gucci Horsebit 1955 ที่ยังคงอยู่ในกลุ่มของหนังหายากนั้นจะถูกนำเสนอในรูปแบบหนังงูหลามซึ่งมีตั้งแต่สีธรรมชาติไปจนถึงสีสดใส นอกจากนี้กระเป๋าสะพายไหล่แบบคลาสสิก Dionysus ยังได้รับการทำขึ้นใหม่ โดยมาในหนังสีขาวตัดกับขอบหนังงูหลามสีแดง และหนังสีดำและสีเขียวที่มาพร้อมฝาปิดหนังงูหลาม rock python นอกจากนี้รูปลักษณ์ที่คล้ายกันในหนังสีดำและสีเขียวที่มาพร้อมฝาปิดหนังงูหลาม rock python จะมีวางจำหน่ายในกระเป๋าสะพายไหล่ขนาดเล็กพร้อมสายสะพายข้าง Dionysus ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ และเป็นอีกครั้งที่กระเป๋าสไตล์ Dionysus ได้รับการตกแต่งด้วยตัวปิดกระเป๋าเคลือบสี electric blue

เห็นความหลากหลายของ Gucci Beloved Line ที่เราเลือกมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีกระเป๋ากุชชี่ในดวงใจที่หมายมาดว่าเข้ามาที่บูติกเมื่อไรจะต้องไปหามาไว้เป็นกระเป๋าคู่กายที่คุณพร้อมจะพาไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตของคุณ เกรงแต่ว่าคุณอาจจะมี Beloved bag จากกุชชี่ในไลน์นี้หลายๆ ใบ ไม่ใช่แค่ใบเดียวนะสิ

Credit for this campaign

Creative Director: Alessandro Michele

Art Director: Christopher Simmonds

Photographer & Director: Harmony Korine

Make-up: Thomas De Kluyver

Hair: Paul Hanlon

Gucci’s high watchmaking collection : Grip

พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใช้วัสดุที่หรูหราเพื่อให้สมเป็นนาฬิกาชั้นสูง คอลเลกชั่น Grip ที่ครั้งนี้แบ่งย่อยเป็น 5 ดีไซน์ที่แตกต่าง ผลิตขึ้นด้วยวัตถุดิบล้ำค่าที่สร้างความสมดุลให้กับประเพณีงานฝีมือด้านการตกแต่งและเทคนิคที่ล้ำสมัยด้วยความรู้และทักษะทางเทคโนโลยี


ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเขียวจากมาลาไคท์(Malachite stone) ที่ถือว่าเป็นหินที่มีค่า สามารถดึงพลังด้านบวกและทำให้พลังลบจางหายไปตามความเชื่อที่มีสืบๆ มา หน้าปัดสีน้ำตาลจากหินตาเสือหรือ Tiger eye stone ที่มีพลังในการบำบัดและความมั่งคั่งสำหรับคนที่เชื่อเรื่องพลังของหินในธรรมชาติ ลายเส้นของหินตาเสือนี้มีเส้นสีทองสอดแทรกอยู่เป็นความงดงามที่ะรรมชาติเท่านั้นที่สร้างได้ ส่วนหน้าปัดสีดำทำจากหินนิลกาฬหรือ Onyx นั้นช่วยให้มีพลังและความรู้สึกกระตือรือล้น ซึ่งเรื่องความเชื่อจากพลังหินะรรมชาตินี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ที่เราเห็ฯได้กับตาก็คือความงดงามของหินมีค่าทั้ง 3 ชนิดที่นำมาทำหน้าปัดสำหรับนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci
นาฬิกา Grip แต่ละรุ่นนั้นถูกติดตั้งด้วยกลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่จะกระโดดไปข้างหน้าทุก ๆ ชั่วโมงไปยังดิสก์นาทีที่กวาดไปรอบ ๆ 60 นาที เทคโนโลยีนี้แสดงออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ในนาฬิการุ่นใหม่ด้วยช่องหน้าต่างที่โค้งบนหน้าปัดนาฬิกาแต่ละอันทำให้สามารถแสดงตัวเลขได้อย่างชัดเจน
หน้าปัดนาฬิกาแบบ Hardstone ประดับด้วย Grip ทอง 18kt รุ่นใหม่สามรุ่น โดยมีสองรุ่นที่ทำด้วยทองคำส่วนอีกรุ่นจะทำด้วยทองคำขาว หน้าปัดนาฬิกาแต่ละเรือนได้รับการเจียระไนอย่างแม่นยำโดยช่างเจียระไนเพชรพลอยที่มีทักษะสูงซึ่งจะต้องขึ้นรูปวัตถุดิบที่ละเอียดอ่อนในขณะที่ยังคงรักษาความแข็งแรง ดีไซน์ของนาฬิกา Grip จะมาพร้อมกับสายนาฬิกาหนังจระเข้ในเฉดสีที่สอดคล้องกับสีของหน้าปัดหิน


ดีไซน์ที่สี่ในรุ่นที่ทำจากทองของนาฬิกา Grip ถูกผลิตขึ้นด้วยทองคำ 18kt ทั้งหมดพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกาสีทองแบบปัดเงาที่ถูกแกะสลักอย่างละเอียดด้วยโลโก้ Gucci และสายนาฬิกา bracelet link แบบตรงที่ส่องแสงแวววาว นาฬิกา Grip ที่ทำจากทอง 18kt แต่ละเรือนได้รับการประดับอย่างดงามด้วยฝีมือช่างที่แม่นยำในการฝังด้วยเพชรบาเก็ต 44 เม้ดเรียงต่อเนื่องกันโดยไม่มีหนามเตยปรากฏให้เห็น
นาฬิกา Grip Sapphire เป็นรุ่นที่ห้าในไลน์สินค้านาฬิกา Grip เป็นนาฬิกากลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่ชวนให้หลงใหลด้วยตัวเรือนที่ผลิตขึ้นจากคริสตัลแซฟไฟร์ทั้งหมด มีด้วยกันสี่สี ได้แก่ สีใส สีฟ้า สีเขียว และสีชมพู พร้อมด้วยสายนาฬิกายางแบบ tone-on-tone โปร่งแสงที่ถูกสลักลายนูนด้วยลวดลาย Interlocking G และตัวล็อกสายเหล็กแบบ ardillon buckle
ชมนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci ได้โดยการนัดหมายที่บูติกนาฬิกาและเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงของ Gucci ที่ Place Vendôme กรุงปารีส(16 Place Vendôme Paris, 75001, France T:+33.1.70.79.15.24) สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci ได้ที่ www.gucci.com

Vacheron Constantin : Historiques American 1921

หนึ่งร้อยปีแห่งความกล้าและการปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ นาฬิกาสามรุ่นผสมผสานซิกเนเจอร์ดีไซน์
-Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 100 ปีของนาฬิกาประวัติศาสตร์ในชื่อ American 1921 ซึ่งเดิมผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก
-ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของยุค Roaring Twenties (1920s) สื่อผ่านตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมแบบเยื้องศูนย์
-นาฬิกาสามรุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการดีไซน์ โดยมีสองรุ่นผลิตจากไวท์โกลด์ และอีก 100 เรือนอยู่ใน Collection Excellence Paltine ผลิตในจำนวนจำกัด เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมนาฬิกาวินเทจ
-ทำงานด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre 4400 AS สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง
-นาฬิกาไอคอนนี้เป็นที่ชื่นชอบเพราะความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

ในปี 1921 Vacheron Constantin จับกระแสความแรงของยุค Roaring Twenties มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์อาวองต์-การ์ดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก ต่อมาในปี 2021 เมซงได้ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของผลงานไอคอนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาชั้นสูง โดยนำเสนอเป็นนาฬิกาใหม่ 3 เวอร์ชั่นในชื่อ American 1921 เป็นการตีความนาฬิการะดับตำนานให้ร่วมสมัย ตอกย้ำความกล้าเปี่ยมวิสัยทัศน์ของเมซง ผลงานใหม่ทั้งสามรุ่นนี้เปิดตัวภายในงาน Watches & Wonders 2021 เป็นส่วนหนึ่งของธีมประจำปี 2021 ของ Vacheron Constantin ซึ่งมีชื่อว่า Classic with a Twist เชิดชูพลังความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการให้ความสำคัญกับมรดกของอดีต และความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่คาดไม่ถึง

นอกจากจะสง่างามและคลาสสิกแล้ว ผลงานนี้ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แหวกล้ำ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาธรรมดาๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin นาฬิกา American 1921 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน นับเป็นหนึ่งในผลงานมรดกชิ้นสำคัญ ล่าสุด เมซงได้เฉลิมฉลองจิตวิญญาณอาวองต์-การ์ดนี้ผ่าน 3 ผลงานใหม่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาวินเทจ ตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมซึ่งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกานั้น เป็นการนำขนบดีไซน์มาทวิสต์ใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดใจ
ทั้งการจัดวางเลย์เอาต์แบบเยื้องศูนย์และดีไซน์ที่ไร้กาลเวลา นาฬิกา American 1921 ทั้ง 3 รุ่นใหม่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี ประกอบด้วย 2 เวอร์ชั่นที่ผลิตจากไวท์โกลด์ 18K และรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 100 เรือนใน Collection Excellence Platine ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre 4400 AS กลไกนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. มองเห็นชัดเจนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ในขณะที่ตลับลานขนาดใหญ่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง

ไอคอนแห่งยุค Roaring Twenties
ต้นกำเนิดของนาฬิการุ่นนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1919 ในช่วงเวลานั้น เมซงได้ทดลองนำเสนอตัวเรือนรูปทรงหลากหลายออกมาในปริมาณไม่มาก และกลายเป็นที่รู้จักด้วยสไตล์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเรือนทรงคุชั่น และสองปีหลังจากนั้น Vacheron Constantin ได้ผลิตนาฬิกาเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ และได้ตั้งชื่อว่า American 1921 ผลงานในครั้งนั้นได้กลายเป็นนิยามด้านดีไซน์ของคอลเลกชั่น Historiques ในปัจจุบัน

เบื้องหลังดีไซน์แปลกตาของผลงานในยุค 1920s นี้มาจากจิตวิญญาณของยุค Roaring Twenties ซึ่งได้นำกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรปอยูนานเกือบทศวรรษ ยุคนี้มีทั้งความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรมและศิลปะ เป็นยุคแห่งความกล้าหาญและการพลิกทลายขนบดั้งเดิม เศรษฐกิจเจิรญเติบโตถึงขีดสุด ลองนึกภาพโจเซฟีน เบเกอร์ออกมาเต้นโดยสวมเพียงกระโปรงผ้าพันคอบานาที่แทบจะปิดอะไรไม่มิด คลับและแดนซ์ฮอลล์สั่นสะเทือนด้วยเสียงเสียงเพลงชารลส์ตันและแจ๊ซ อีกทั้งศิลปินเซอร์เรียลิสต์ก็ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ… ภายในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin ได้จับเอากระแสมาแรงในช่วงปีนั้นมาใช้ต่อเติมมุมมองใหม่ๆ ในช่วงนั้น นาฬิกาพกกำลังล่าถอยให้กับนาฬิกาข้อมือนั้น ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนกลไกขนาดเล็กได้แผ้วถางทางให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมปะทุ สไตล์ฝันเฟื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปรากฏจริงได้บนข้อมือ ดังจะเห็นได้จากผลงานวินเทจต่างๆ ในยุค 1921 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ชาญฉลาดระหว่างความเคร่งขรึมจริงจังและความไม่ยึดติดกับขนบ เรียกได้ว่าเป็นความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

นาฬิกาล้ำค่าหายาก
นาฬิกา American 1921 โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ ด้วยตัวเรือนทรงคุชั่นสง่างามเรียบง่ายที่เป็นตัวกำหนดกรอบของลุค ทั้งยังไม่เหมือนใครด้วยการดีไซน์การแสดงเวลา หน้าปัดย่อยวางตัว 45 องศาหมุนทวนเข็มนาฬิกา กลไกทำให้สามารถอ่านค่าเวลาในแนวทะแยงได้ ในขณะที่เม็ดมะยมติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาทางมุมบนขวาของตัวเรือน ทำให้นาฬิกาโดดเด่นไม่เหมือนใครและยังเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดใจ

นาฬิกาเวอร์ชั่นแรกที่ผลิตขึ้นนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักขับซึ่งสามารถดูเวลาได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย และจากเดิมที่เป็นนาฬิกาของสุภาพบุรุษนักขับ ต่อมานาฬิการุ่นนี้ก็กลายมาเป็นที่นิยมในวงของผู้รักในความสง่างามและสไตล์อาวองต์-การ์ด เมื่อค้นดูในอาร์ไคฟ์จึงได้พบว่ามีนาฬิกาสองเรือนที่เป็นของนักเขียนและนักบวชชาวอเมริกันนามว่า แซมมวล พาร์กส์-แคดแมน บุรุษผู้นี้เป็นที่รู้จักจากการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมด้านชาติพันธุ์และการต่อต้านชาวยิว และยังเป็นนักบุกเบิกในหัวใจ เขาเป็นคนแรกๆ ที่ใช้วิทยุกระจายเสียงบทสวดไปยังผู้ฟังนับล้าน และเชื่อว่าที่เขาเลือกใช้นาฬิการุ่นนี้เพราะช่วยให้เขาดูเวลาได้อย่างสะดวก ไม่โจ่งแจ้งขณะเทศนา หนึ่งในนาฬิกาสองรุ่นที่เขาเป็นเจ้าของ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นเฮอริเทจของ Vacheron Constantin ผลงานเลอค่าหายากนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ในปี 2021

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 40 มม.
ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ และเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาไม่เหมือนใคร นาฬิกา American 1921 นำแรงบันดาลใจจากรหัสดีไซน์ที่ใช้ครั้งแรกในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin เมื่อ 100 ปีก่อน รูปลักษณ์เรโทรเหมาะสำหรับหนุ่มแดนดี้ผู้หลงรักสไตล์วินเทจ รับกับข้อมือพอเหมาะพอดีด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. ล้อมหน้าปัดสีเงินแบบเกรน โฉมหน้าเรียบง่าย ประดับบด้วยตัวเลขอาระบิก และรางนาทีสีดำ รับกับเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากทอง 18K เพรียวบางสไตล์เบรเกต์ และเข็มทรงบาตองบนหน้าปัดวินาที ซึ่งทั้งสามเข็มมาในเฉดสีดำ รูปลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ยังเข้ากับสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลจากเวิร์กช็อป Serapian บริษัทเครื่องหนังจากอิตาลี ก่อตั้งขึ้นที่มิลานตั้งแต่ปี 1928

ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นกลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin ซึ่งติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน กลไกอินเฮาส์ซึ่งเที่ยงตรงและทำงานเต็มประสิทธิภาพ ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2008 แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 65 ชั่วโมง ตกแต่งอยางประณีตด้วยมือตามขนบการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูง

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 36.5 มม.
ด้วยตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ทำให้นาฬิกกา American 1921 เหมาะกับทุกคนแม้แต่ผู้ที่มีข้อมือเล็ก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K รูปทรงเพรียวบางโอบล้อมหน้าปัดเฉดสีเงินแบบเกรน รับกับตัวเลขอาระบิกสีดำและหน้าปัดย่อยวินาที และเข็มชั่วโมงและนาทีสีดำปลายฉลุทำจากทอง 18K และเส้นรอบวงหน้าปัดยังเด่นด้วยรางนาที เพิ่มเสน่ห์แบบเรโทรให้กับดีไซน์ดั้งเดิม

กลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ควบคุมด้วยเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 1.30 น. นอกจากจะสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมงอย่างสบายๆ แล้ว กลไกอินเฮาส์นี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตบรรจงดังจะเห็นได้ผ่านฝาหลังโปร่งใสตามธรรมเนียมของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง และเติมความสมบูรณ์แบบด้วยสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้มหรือสีเบอร์กันดี ผลิตจากโรงงานเครื่องหนัง Serapian ในอิตาลี

Classic with a twist
ความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin ยังคงสอดประสานกลมกลืนไปกับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้นึกถึงความทรงจำในอดีต ผลงานเหล่านี้คือตัวแทนแห่งความสง่างาม ซึ่งเป็นหลักยึดของเหล่าวอทช์เมกเกอร์ ช่างฝีมือ และดีไซเนอร์มาตลอดหลายศตวรรษ ทั้งยังเป็นการเชิดชูมรดกจากอดีตและความกล้าที่จะค้นหาสิ่งที่คาดไม่ถึง ผลงานของ Vacheron Constantin กำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบของความเป็นเลิศทางเทคนิคและความประณีตงดงาม และยังคงร่ายมนต์สะกดผ่านยุคสมัยต่างๆ มาจนถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเสน่ห์ไร้กาลเวลานี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเพียงการผลิตนาฬิกาตามขนบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ผลงานแต่ละเรือนยังต้องแสดงถึงความกล้าผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการแสดงเวลาแบบพิเศษ หน้าปัดเยื้องศูนย์ การตกแต่งชิ้นส่วนด้วยเทคนิคพิเศษ การเก็บรายละเอียดอย่างประณีตด้วยมือ และความสลับซับซ้อนของกลไก ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เข้าถึงความรูสึก ซึ่งเทคนิคและสไตล์มาบรรจบกันอย่างสมดุลกับขนบและความแหวกขนบ

Exclusive Preview : BIG BANG SANG BLEU II: A TRIO IN CERAMIC

Hublot และสตูดิโอช่างสัก Sang Bleu ที่มีชื่อเสียงในลอนดอนร่วมกันรังสรรค์สุดพิเศษ นาฬิกาสามเรือนที่ทำจากเซรามิก นาฬิกา Big Bang รุ่นลิมิเต็ดสามรุ่นที่นำคุณไปสู่โลกแห่งสีสันใหม่ๆ การสร้างสรรค์ใหม่ 3 สิ่งสำหรับการทำงานร่วมกันของพวกเขา Hublot และ Sang Bleu ได้ปลดปล่อยเปลวไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเพื่อสร้างความใหม่ที่มีสีสันนาฬิกา Big Bang Sang Bleu II Ceramic รุ่นใหม่ในสีฟ้า สีเทาและสีขาว นอกจากความสำเร็จทางเทคนิคในการสร้างเซรามิกที่มีสีสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบและสม่ำเสมอแล้ว Hublot ได้เผยถึงสถาปัตยกรรมนาฬิกาที่ยังคงมีความขบถต่อขนบเดิมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการเปิดตัว Sang Bleu II All Black เมื่อปีที่แล้วเราได้เปิดประตูสู่การทำงานด้วยวัสดุอย่างเซรามิกในโมเดลที่เราพัฒนาร่วมกับ Sang Bleu มาเป็นเวลาห้าปีแล้ว เวอร์ชันใหม่ทั้งสามนี้ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาเป็นความต่อเนื่องเชิงตรรกะของเวอร์ชันดั้งเดิมของ All Black และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับงานชิ้นนี้ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์และประติมากรรมสามมิติที่มองเห็นได้ที่นี่ในแง่มุมใหม่ๆ “
Ricardo Guadalupe Hublot CEO

การสามารถทำงานในระยะยาวกับการผลิตถือเป็นสิทธิพิเศษและเป็นเกียรติ Hublot และ Sang Bleu ได้ผลักดันขอบเขตด้านศิลปะและการผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ปี 2016 และเสรีภาพนี้ทำให้สามารถสำรวจนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง Big Bang Sang Bleu II ทั้งสามรุ่นนี้เป็นผลของการทุ่มเทนี้ การเผยโฉมเซรามิกสามสีนี้จะเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของหน้าปัด ชุดเข็มนาฬิกาบนตัวเรือน ประสบการณ์และผลกระทบของแต่ละชิ้นส่วนเป็นสิ่งเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่นาฬิกาจะเติมเต็มและเพิ่มความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ “
Maxime Plescia-Buchi ผู้ก่อตั้ง Sang Bleu และ Hublot Ambassador

ด้วยเหลี่ยมมุมที่เฉียบคมของตัวเรือนที่เป็นรูปสลักหลายเหลี่ยมราวกับเพชรทำให้ Big Bang Sang Bleu II ที่ออกแบบโดย Maxime Plescia-Buchi และ Hublot สามารถสร้างความประหลาดใจ การผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของช่างสักเข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของการผลิตโดยใช้ Nyon ชิ้นนี้แสดงการออกแบบที่ซับซ้อนและทรงพลัง ซึ่งต้องการการมองที่ใกล้ขึ้นให้สามารถชื่นชมรูปลักษณ์หลายมิติได้อย่างเต็มที่ ตัวเรือน ขอบตัวเรือนตรงกลางสายและหน้าปัดได้รับการสร้างขึ้นด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความลื่นไหลที่ไร้รอยต่อ

เวอร์ชันใหม่ที่ดูเรียบง่าย แต่ลึกลับ ภาพสะท้อนของรุ่น All Black ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วรุ่น “All White” นี้มีการเล่นแสงที่แพรวพราวแทนเฉดสีดั้งเดิม เสมือนสถาปัตยกรรมแห่งเหลี่ยมเพชรพลอยของกรอบตัวเรือน และสายข้อมือที่เชิญชวนให้มองสำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อชื่นชมมุม และส่วนโค้งที่ละเอียดอ่อนของแต่ละชิ้นส่วนนาฬิกา เป็นงานสร้างที่ทรงพลังมีแสงสะท้อนบนผิวหนังเช่นเดียวกับรอยสักที่ Maxime Plescia-Buchi ใช้ในงานศิลปะภาพพิมพ์ของเขา
Big Bang Sang Bleu II ใหม่แต่ละชิ้นจะวางจำหน่ายแบบ จำกัดจำนวน 200 ชิ้น ทั้งหมดจะมีตัวเรือนขนาดเดียว คือ 45 มม. ทำจากเซรามิกไฮเทคทั้งหมดตัวเรือนโครโนกราฟไขลานของ UNICO ผลิต ได้รับการพัฒนาภายในโดยวิศวกรและช่างทำนาฬิกาของ Hublot ประกอบด้วยส่วนประกอบ 330 ชิ้นและติดตั้งฟังก์ชันฟลายแบ็ค มีพลังงานสำรอง 3 วัน แต่ละชิ้นมีสายรัดข้อมือยางที่สอดคล้องกันด้วยระบบ One Click ช่วยให้เปลี่ยนสายได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ

หมายเลขอ้างอิง
418.HX.2001.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีขาว จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.EX.5107.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีฟ้า จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.FX.8007.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีเทาจำนวน จำกัด 200 ชิ้น
ด้านหลังหน้าปัดทุกสีทำจากเซรามิกเคลือบสลัก“ LIMITED EDITION 200NUM” และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ สายนาฬิกายางแบบหัวเข็มขัด ตัวเรือนเซรามิกสีขาว สายยางสีดำและสีขาว ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน สายยางสีดำและสีน้ำเงิน ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีเทา สายยางสีดำและสีเทา ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD


ราคาเรือนละ 861,000 บาท

Exclusive preview HUBLOT : BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC

Exclusive preview HUBLOT ขอเชิญคุณมาสนุกกับชีวิตที่สดใส! BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC ที่จะเผยโฉมในงาน Watches and Wonder 2021 วันพรุ่งนี้ แต่ L’Officiel Hommes Thailand นำความสุดพิเศษนี้มาให้คุณชมเป็นที่แรก แม้ว่าสีเหลืองจะเป็นสีหลักที่มีอยู่มากในธรรมชาติ แต่สีนี้ก็ยังทำให้มีเฉดที่สวยได้ยากโดยเฉพาะในวัสดุเช่นเซรามิก

ในฐานะผู้นำอย่างแท้จริงทางด้านนวัตกรรม และด้วยความเชี่ยวชาญของ Hublot Manufacture จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการสร้างเซรามิกสีเหลืองสดใสชิ้นแรก อนาคตของคุณจะสดใสด้วย Big Bang Unico Yellow Magic ของ Hublot เพราะคุณคงไม่ได้เห็นนาฬิกาสีเหลืองสดใสเขิดจ้าเหมือนแสงแดดที่จะทำให้วันของคุณสดใสขึ้นเช่นนี้มาก่อน

ด้วยการเปิดตัวเซรามิกสีแดงสดมีการกล่าวว่า (เกือบ)เป็นสีใน Pantone ที่เป็นไปได้สำหรับการทำเซรามิกสีสดใสเช่นนี้ขึ้นมา แต่เราก็ทำได้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2018 ฉะนั้น Big Bang Unico Yellow Magic ไม่เพียง แต่เข้ากันได้อย่างลงตัวด้วย สีสันสดใสเจิดจ้าที่กำลังมาแรงของ Pantone ประจำปี 2021 เสมือนการเขียนอนาคตด้วยการสร้างวัสดุในเชิงนวัตกรรมของเรา … จักรวาลที่ไม่มีขอบเขต จุดเด่นของนวัตกรรมของเราอยู่ที่คำขวัญของเราที่ว่า “เป็นคนแรกไม่เหมือนใครอย่างแตกต่าง” และสิ่งที่ดีที่สุดคือยังมาไม่ถึง…”
Ricardo Guadalupe
HUBLOT CEO

แสงแดดสดใสเจิดจ้าเสมือนการมองโลกในแง่ดี … ทำให้รู้สึกดี มีความสุขด้วยสีเหลืองสดใสนี้
นอกเหนือจากรูปลักษณ์ตามเทรนด์ที่ไม่อาจพลาดได้แล้ว นี่คือนาฬิกาสปอร์ตที่มีสีสันของความสำเร็จทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ช่างทำนาฬิกาชาวสวิสถือเป็นความลับนวัตกรรมที่ไร้ขีด จำกัด

Yellow Magic ชื่อของเซรามิกไฮเทคสีสันสดใสใหม่ที่สร้างโดย Hublot ซึ่งได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การมาถึงของเซรามิกสีแดงในปี 2018 กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์วัสดุที่ได้รับการจดสิทธิบัตรซึ่งพัฒนาและผลิตทั้งหมดโดยแผนก R&D ของผู้ผลิต ในห้องปฏิบัติการโลหะวิทยาและวัสดุ สี่ปีของการพัฒนาเพื่อค้นหาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของอุณหภูมิและความดันทำให้สามารถเผาเซรามิกได้โดยไม่ต้องเผาสี
Hublot ได้พบกับความท้าทายในการรักษาคุณสมบัติและความสมดุลของสีในขณะที่เพิ่มความต้านทานการสึกหรอของเซรามิกซึ่งยากกว่าเซรามิกแบบดั้งเดิม (1350 HV เทียบกับ 1200 HV) ไม่มีขาวดำอีกต่อไป ขอบคุณ Hublot เซรามิกมีให้เลือกทุกสีไม่ว่าจะเป็นแดงน้ำเงินเบจเขียวและเหลือง ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่มีสไตล์นี้ Hublot จึงยังคงสานต่อเรื่องราวของนวัตกรรมโดยการคิดค้นวัสดุใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

BIGBANG UNICO YELLOW MAGIC มีจำหน่ายในรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 250 เรือน ที่อวดสีสันเฉกเช่นแสงอาทิตย์ของตัวเรือนขนาด 42 มม. ขอบหน้าปัดส่องประกายด้วยเซรามิกสีเหลืองสดใส มีชีดบอกนาทีและวินาทีตัว ตัวเลขอารบิกบอกเวลา และเข็มนาฬิกาก็ล้วนเป็นสีเหลืองเจิดจ้า ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico HUB1280 มองเห็นจากด้านหน้าปัดผ่านกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ความสว่างสดใสยังคงเรื่อยไปจนถึงสายนาฬิกายางสีเหลืองที่มีเส้นดีไซน์ที่งดงาม นาฬิกาเรือนนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการจำลองแสงแดดแห่งชีวิตมาไว้บนข้อมือของคุณ

BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC (เลขอ้างอิง 441.CY.471Y.RX) ผลิตจำนวนจำกัด เพียง 250 เรือน หน้าปัดแบบ skeleton มองเห็นโครงสร้างภายใน ตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง: 42 มม ความหนา: 14.50 มม กันน้ำ: 10 ATM (100mt) ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre Hublot HUB1280 UNICO ไขลานอัตโนมัติ Chronograph Flyback Movement with Column Wheel สำรองพลังงาน: 72 ชั่วโมง ด้านหลัง Microblasted Black Ceramic สลัก“ LIMITED EDITION 250NUM” สายยางลายโครงสร้างสีเหลืองและสีดำพร้อมตัวล็อคหัวเข็มขัดไททาเนียมเคลือบเซรามิกสีดำและชุบสีดำ

ราคาเรือนละ 828,000 บาท

BREITLING’S HERITAGE, REVIVED

สดๆ ร้อนๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมากับการเผยโฉม Premier Heritage Collection ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้ง Breitling เพื่อคนทันสมัย มีรสนิยมที่ไร้ที่ติ นาฬิกาที่สวยงามเหล่านี้เป็นนาฬิกาที่หรูหราและประณีตที่สุดของแบรนด์

“ การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมด้วยการเพิ่มเติมความทันสมัยอย่างมีสไตล์ สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breitling และฟื้นฟูมรดกด้านการผลิตนาฬิกาของ Breitling ในการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาสมัยใหม่ นี่คือมรดกของที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง”

Georges Kern แห่ง Breitling ได้กล่าวอย่างภูมิใจ


Premier Heritage Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้ก่อตั้งของ Breitling ชายสามรุ่นที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การบอกเวลาและทำให้ Breitling เป็นเช่นทุกวันนี้ นั่นก็คือ Léon Breitling ก่อตั้ง บริษัท ในปี ค.ศ.1884 ต่อมาเขาได้จดสิทธิบัตรเครื่องจับเวลา/เครื่องวัดความเร็วแบบธรรมดาที่สามารถวัดความเร็วระหว่าง 15 ถึง 150 กม./ชม. ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่นำเสนอในนาฬิกาพกรุ่น 1906 Vitesse
ในปี 1906 และ Gaston ลูกชายของเขาได้สร้างนาฬิกาโครโนกราฟแบบสวมที่ข้อมือเครื่องแรกโดยมีตัวกดอิสระที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา นวัตกรรมนี้แยกฟังก์ชั่นเริ่มต้น หยุดและรีเซ็ต ออกจากเม็ดมะยมทำให้ใช้งานได้คล่องตัวและจริงจังมากยิ่งขึ้นสำหรับนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬา
ในปี 1934 วิลลีหลานชายของลีอองได้จดสิทธิบัตรตัวกดโครโนกราฟอิสระตัวที่สองที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา หนึ่งในความสำเร็จในการบุกเบิกที่โด่งดังของ Willy Breitling คือการก่อตั้งแผนกการบิน Huit ในปีพ. ศ. 1938

รสนิยมที่ไร้ที่ติ
นอกจากความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้ว วิลลี ไบรท์ลิง ยังเข้าใจความต้องการของผู้คนที่ต้องการสัมผัสความสง่างามและความเย้ายวนใจ สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกแบบนาฬิกาข้อมือระดับพรีเมียร์ดั้งเดิมในปี 1940 ซึ่งเป็นก้าวแรกของ Breitling ในการเชื่อมโยงจุดมุ่งหมายกับสไตล์ ดังที่วิลลีเห็น
“เมื่อผู้ชายใส่นาฬิกาของเขา มันคือตราประทับของรสนิยมที่ไร้ที่ติ”

Premiers รุ่นล่าสุด (Breitling’s Premier Heritage Collection)นำความสง่างามเหนือกาลเวลานี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คอลเล็กชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกาหกเรือนที่แบ่งออกเป็นสามประเภทที่โดดเด่น ได้แก่ The Chronograph, The Duograph และ The Datora
ทั้งหมดประกอบด้วยตัวเลขอารบิก เข็มนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจ และสายจระเข้กึ่งเงาพร้อมการเย็บแบบ tone-on-tone นาฬิกาทุกเรือนเป็นนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

ฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มเติม


นาฬิกา Premier Heritage Chronograph ขนาด 40 มม. เป็นนาฬิกาไขลานด้วยมือเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิมในปี 1940 ใช้กลไก Breitling Manufacture Caliber B09 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Breitling Manufacture Calibre 01 โดยมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ หน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอที่สะดุดตาซึ่งตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หรือหน้าปัดสีเงินอันโอ่อ่าตกแต่งด้วยทอง Red gold 18 k


ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลและทองคำขาว 18 k ขนาด 42 มม. Premier Heritage Duograph มาพร้อมกับหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีดำตามลำดับ ฟังก์ชั่น Rattrapante ซึ่งเป็นหนึ่งในความซับซ้อนที่สุดในการผลิตนาฬิกาช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถจับเวลาที่ผ่านไปสองครั้งพร้อมกันได้ด้วยเข็มนาฬิกาโครโนกราฟสองอันที่ซ้อนทับกัน ชิ้นนี้เป็นกลไก Breitling Manufacture Calibre B15 ซึ่งพัฒนามาจาก Breitling Manufacture Caliber B03


เช่นเดียวกับรุ่นก่อนในปี 1940 Premier Heritage Datora ขนาด 42 มม. ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นที่มองเห็นได้ชัดเจนและซับซ้อนเช่นการแสดงวันวันที่และข้างขึ้นข้างแรม ขับเคลื่อนโดยกลไก Calibre B25 หน้าปัดสี Red gold ของ Datora ล้อมรอบด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลในขณะที่หน้าปัดสีเงินมาในตัวเรือนทองคำขาว 18 k
Premier Heritage Collection ทั้งสามรุ่นเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการบอกเวลาของ Breitling ที่สืบเนื่องจากการพัฒนาการมาหลายชั่วอายุคน

Moët & Chandon x AMBUSH

Moët & Chandon ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งแรกกับ Yoon นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่งโลก โดยความร่วมมือของ Moët & Chandon x AMBUSH จะแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครของ Yoon แต่ยังคงไว้ซึ่งคาแร็คเตอร์ของแบรนด์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน

ในการก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญและน่าสนใจนั้น Moët & Chandon ได้นำเสนอแพลตฟอร์มอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ Yoon นักออกแบบจากโตเกียว ที่ ณ ขณะนี้เปรียบเสมือนดาวรุ่งในกลุ่มนักออกแบบเชิงนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่นำวิสัยทัศน์อันสร้างสรรค์และทันสมัยมาสู่การทำงานร่วมกันกับ Moët & Chandon ในครั้งนี้ เหตุผลที่ Maison เลือกร่วมงานกับผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่น AMBUSH คนนี้ มาจากการได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณของ Yoon ในการเป็นผู้บุกเบิกหรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ผู้ทำลายกฎ” แต่ยังคงไว้ซึ่งความเคารพอย่างยิ่งต่องานฝีมือ และ การถ่ายถอดความรู้ที่ได้รับการยกย่องตามกาลเวลา รวมถึงมีความปรารถนาร่วมกันที่จะใช้การออกแบบและความสร้างสรรค์อย่างร่วมสมัยในการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติเอาไว้

“ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับเกียรติในครั้งในในการออกแบบขวด Moët Impérial มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการได้รับสัญลักษณ์อันเป้นที่รู้จักของคนทั่วโลกจาก Moët & Chandon แต่ฉันเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน ที่จะนำสุนทรียภาพอันงดงามในสไตล์ของตัวเองมาสู่แชมเปญอันโด่งดังนี้” Yoon ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ AMBUSH กล่าว “ ในการเยี่ยมชม Epernay ของฉัน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทของผู้คนที่ Moët & Chandon ที่มีต่อธรรมชาติและดินแดนอันมีค่าของพวกเขา สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเลือก World Land Trust เพื่อรับการสนับสนุนจากแบรนด์ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลกด้วยกัน”


ตามค่านิยมของ Moët & Chandon สำหรับการมีความเอื้อเฝื้อเพื่อแผ่ต่อสังคมที่ส่งผลให้แบรนด์ค่อยๆ ขยายความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ปี 1743 ดังนั้นเผื่อสืบทอดค่านิยมและความตั้งใจนี้ Moët & Chandon จะบริจาคผลกำไรส่วนหนึ่งจากการขาย Moët & Chandon x AMBUSH ที่ผลิตในจำนวนจำกัด ให้กับ World Land Trust ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลระดับนานาชาติ ที่ปกป้องและอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของธรรมชาติที่ถูกคุกคาม ภารกิจของ World Land Trust คือการสนับสนุนพันธมิตรด้านการอนุรักษ์ในท้องถิ่นเช่น Fundación Jocotoco ในเอกวาดอร์ในความพยายามที่จะหยุดยั้งการทำลายระบบนิเวศและเพื่อปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ยังคงอยู่รอด
“เรารู้สึกขอบคุณสำหรับความตั้งใจของ Moët & Chandon ในการช่วยเรารักษาเขตสงวน Canandé ในป่า Chocó ของประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับป่าฝนอเมซอนแต่ถูกคุกคามมากกว่า” โจนาธาน บาร์นาร์ด ซีอีโอของ World Land Trust กล่าว “ ปัจจุบันสภาพป่าที่ยังสมบูรณ์เหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของป่าแห่งนี้ แต่ยังคงมีสัตว์อาศัยอยู่โดย 10 เปอร์เซ็นต์เป็นสัตว์สายพันธ์หายากที่ไม่สามรถพบที่ไหนบนโลกใบนี้ การสนับสนุนจากการทำงานร่วมกันของ Moët & Chandon x AMBUSH จะมีผลโดยตรงต่อการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า Chocó ไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ของสัตว์สายพันธุ์ที่เปราะบางและหายากเท่านั้น แต่ยังเพื่อต่อสู้กับสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย”
ความร่วมมือระหว่าง Moët & Chandon และ Yoon ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 152 ปีที่ขวดแชมเปญ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Moët Impérial ซึ่งถือเป็นแชมเปญสัญลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2412 ได้รับการออกแบบใหม่โดยศิลปิน Yoon ได้ผสมผสานความสวยงามแบบมินิมอลของเธอเข้าไปในดีไซน์ใหม่ มีการปรับคอขวดจากสีทองเป็นสีดำเข้มตัดกับฉลากที่มีลายนูนเป็นสีขาวเพื่อให้ได้ดีไซน์ที่ดูสะดุดตาซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างที่จะจุดประกายและนำพาไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและความสำเร็จที่รออยู่อีกด้านของผู้ที่กล้าที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

“พวกเราตื่นเต้นกับการได้ร่วมงานกับ Yoon ในครั้งนี้เพราะมันได้นำความสดใหม่ที่ไม่หยุดยั้งมารวมเข้ากับมรดกอันล้ำค่าที่มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษของ Moët & Chandon และสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้สร้างอนาคตที่สดใสส่งต่อให้สำหรับคนรุ่นต่อไป” Benoît Gouez, Cellar Master of Moët & Chandon

Moët Impérial ขวดลิมิเต็ดเอดิชั่นโดยมีความร่วมมือกับ Yoon ตัวขวดถูกบรรจุด้วยแชมเปญคุณภาพระดับเรือธงของแบรนด์ ที่นิยามด้วยความสดชื่นที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมของผลไม้และความกลมกล่องของรสชาติซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะทั้งหมดของ Moët & Chandon. Moët Brut Impérial ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและความหลากหลายของไร่องุ่นในแคว้นแชมเปญ โดยตัวแชมเปญมีโครงสร้างที่โดดเด่นและชัดเจนจากองุ่นพันธุ์ Pinot Noir เสริมด้วยความกลมกล่อมจากองุ่นพันธุ์ Meunier และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจากองุ่นพันธุ์ Chardonnay

Moët & Chandon x AMBUSH ลิมิเต็ดอิดิชั่นมีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ นอกเหนือจากนี้ยังมีจำหน่ายที่เลานจ์ บาร์ โรงแรมและร้านไวน์ชั้นนำทั่วโลก.

ABOUT MOËT & CHANDON
Moët & Chandon ก่อตั้งขึ้นในปี 1743 มีส่วนร่วมในการแนะนำแชมเปญให้กับคนทั่วโลกด้วยการนำเสนอไวน์ที่ไม่เหมือนใครที่สามารถดื่มได้ในทุกโอกาส ตั้งแต่ Moët Impérial ที่เป็นเอกลักษณ์ไปจนถึง Grand Vintage Collection และตั้งแต่ Moët Rosé Impérial ที่มีประหวัดมาอย่างยาวนาน ไปจนถึง Moët Ice Impérial ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งแชมเปญทุกตัวมาพร้อมรสชาติที่เมื่อได้ลิ้มลองแล้วทำให้รู้สึกถึงความสดชื่อของผลไม้และรสชาติอันกลมกล่อมที่มีเอกลักษณ์อันชัดเจนนับตั้งแต่ก่อตั้ง Moët & Chandon เป็นแชมเปญทางเลือกเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์หรือช่วงเวลาส่วนตัวที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่น่าจดจำในชีวิต Moët & Chandon มีรูปแบบของการเฉลิมฉลองที่บ่งบอกถึงช่วงเวลานั้นด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร

ABOUT WORLD LAND TRUST
World Land Trust (WLT) ปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญทางชีวภาพและถูกคุกคามมากที่สุดในโลกโดยเอเคอร์ต่อเอเคอร์ ผ่านเครือข่ายขององค์กรพันธมิตรทั่วโลก WLT ให้เงินทุนในการสร้างเขตสงวนและให้การคุ้มครองที่อยู่อาศัยและสัตว์ป่าอย่างถาวร ความร่วมมือได้รับการพัฒนาโดยองค์กรท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างสูงซึ่งมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและความมุ่งมั่นระหว่างชุมชน WLT ยังทำงานเพื่อสร้างความตระหนักในสหราชอาณาจักรและที่อื่น ๆ ถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์เพื่อปรับปรุงความเข้าใจและสร้างการสนับสนุนผ่านข้อมูลและการระดมทุน

Please drink responsibly.

7 กิจกรรมเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์

วันหยุดยาวช่วงสงกรานต์นี้ไหนๆ เราก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกันไม่ได้แล้ว ก็มาเที่ยวทิพย์กันดีกว่า สำหรับคนที่ไม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าถามว่าประเทศไหนที่มีคนไทยไปรวมตัวมากที่สุดช่วงสงกรานต์ทุกคนตอบได้ง่ายๆ ว่า ญี่ปุ่น และประเทศไหนจะเป็นประเทศแรกที่ทุกคนเลือกไปเที่ยวเมื่อพ้นวิกฤติโควิด 19 ก็ญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ


ดังนั้นโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จึงจัดงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมหลากหลายทั้งการแสดงดนตรี รวมไปถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและกิจกรรมมากมาย โดยจะจัดขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ช่วงวันหยุดยาวในวันสงกรานต์ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2564 เพื่อการเที่ยวทิพย์ที่สมบูรณ์แบบเรามาลิสต์สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้


1. มื้อค่ำที่ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ จะเปิดให้บริการ “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำวันเสาร์ในบรรยากาศแบบประเทศญี่ปุ่น โดย เชฟ เซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ (Sebastiaan Hoogewerf) หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef) ได้เตรียมรายการอาหารญี่ปุ่นเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เฉพาะในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564
เพื่อให้เป็นค่ำคืนพิเศษที่น่าจดจำ อาหารน่ารับประทาน ได้แก่ข้าวหน้าปลาดิบหลายชนิด ซาชิมิ ยากิโทริ (ไก่เสียบไม้ย่าง) โทริซึคาเนะ (เนื้อไก่บดย่าง) ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ อุด้งกับไข่ลวกออนเซ็น โอเด้ง ข้าวหน้าปลาแซลมอนรมควัน อีกทั้งยังมีอาหารนานาชาติให้บริการหลากหลายรายการ ตั้งแต่อาหารทะเลสด ๆ เสิร์ฟบนน้ำแข็ง อาหารทะเลปรุงร้อนย่างบนเตาบาร์บีคิว และรายการอาหารพิเศษทำสดใหม่จากครัว เช่น ตับห่านย่างซอสบัลซามิค “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำให้บริการตั้งแต่ 18.00 น ถึง 22.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 1,950 บาท ให้บริการอาหารพร้อมน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัด แค่นี้ก็เหมือนเราได้ไปดินเนอร์อยู่ในโตเกียวแล้ว


2.วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ เปิดให้บริการบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch) มื้ออาหารยอดนิยม สำหรับส่งท้ายวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเชฟ เซบาสเตียน จะคัดสรรเมนูน่ารับประทานหลากหลายสัญชาติมาให้บริการแก่ทุกท่าน ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอเมริกัน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย นอกจากนั้นยังมีอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อให้บริการเป็นอาหารพิเศษ ปรุงสดจานต่อจานให้บริการทุกท่านถึงโต๊ะ
ส่วนมุมอาหารญี่ปุ่นจะให้บริการซูชิและซาซิมิสดใหม่ตามฤดูกาล รวมไปถึงเมนูอาหารรับประทานเล่นแบบญี่ปุ่น อาทิ ทาโกะยากิ ยากิโทริ พิซซ่าญี่ปุ่น เทมปุระ และอื่น ๆ ไว้ให้ได้เลือกสรร บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ ให้บริการ ตั้งแต่ 12.00 น ถึง 15.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 2,800 บาท ให้บริการพร้อมชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้


3.สำหรับท่านที่ชื่นชอบขนมหวานแบบญี่ปุ่น พลาดไม่ได้กับการสอนทำ วากาชิ (Wakashi) หรือขนมหวานของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น คุณยูตะ ทาคะยะ (Yuta Takaya) จากร้าน กันยูโด (Gunyado) ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรรับเชิญสอนการทำวากาชิในครั้งนี้ วากาชิถือเป็นขนมหวานของญี่ปุ่นที่ถูกปั้นแต่งให้มีความงดงามอย่างปราณีตโดยใช้ศิลปะแบบญี่ปุ่น กิจกรรมสอนทำ วากาชิ จะจัดขึ้นที่บริเวณซูชิ บาร์ ห้องอาหารยามาซาโตะในวันที่ 11 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 14:00 – 15:30 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 8 ท่านเท่านั้น ราคาสุทธิเพียงท่านละ 1,400 บาท

4.ใครที่สนใจเรื่องการชงชาแบบญี่ปุ่น ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 กิจกรรมชงชาเขียวญี่ปุ่นโดยคุณจิตชญา สาระสมบัติ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชญา แอนด์ โค ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะชาและพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่จะมาสาธิตการชงชาญี่ปุ่น และให้บริการชาเขียวมัทฉะแบบญี่ปุ่นกับขนมหวานในสีสันอ่อนหวานของดอกซากุระ ขนมหวานอันลือชื่อของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยจัดการสาธิต 2 รอบ เวลา 13:00 น. และ 15:00 น.ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์ ในราคาสุทธิท่านละ 1,400 บาท


5.เที่ยวญี่ปุ่นแล้วเราจะพลาดมื้ออาหารแบบไคเซกิ ได้อย่างไร ช่วงหัวค่ำของวันที่ 12 เมษายน 2564 เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’(Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ร่วมกันรังสรรค์อาหารค่ำมื้อพิเศษ “ไคเซกิ” (Kaiseki) 7 รายการจับคู่กับสาเกชิชิเคน (Shichiken) สาเกชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น โดยมื้อค่ำแสนพิเศษนี้จะเริ่มด้วยการต้อนรับที่บริเวณส่วนต้อนรับบนชั้น 24 ของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จากนั้นคุณโคจิ ฮาร่า (Koji Hara) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาเก (Sake Sommelier) ชาวญี่ปุ่นจะให้บริการสาเกจับคู่กับอาหารมื้อค่ำ “ไคเซกิ” ชุดพิเศษทุกรายการ โดยอาหารมื้อค่ำจับคู่สาเกนี้ ราคาสุทธิ ท่านละ 3,750 บาท ให้บริการเฉพาะวันที่ 12 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 18:30 – 22:00


6.บ่ายวันสงกรานต์ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการฉลองวันสงกรานต์ยามเย็น ในงาน Aperol Sunset Lounge and Izakaya ที่บริเวณห้องอาหาร เอเลเมนท์ และบริเวณระเบียงของห้องอาหาร ชมวิวใจกลางเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สนุกสนานกับเพื่อนฝูงและครอบครัว พร้อมบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่นและเครื่องดื่มปรุงโดย เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม (Beverage Curators) ซิมโฟนี่ ลู แทมมารีน คูเปอร์ และ เจน แก้วยอด ให้บริการวันที่ 13 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 23:00 น. ราคาสุทธิท่านละ 990 บาท รวมเครื่องดื่ม 2 แก้ว และบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่น 1 ชนิด


7.เวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ เราก็ต้องคิดถึงดอกซากุระ ซึ่งอาจจะบานจนใกล้ร่วงหรือกำลังบานเต็มที่ในช่วงนั้นก็ต้องลุ้นกันไปในแต่ละปี แต่เที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์จะทำให้เรานึกถึงดอกไม้สวยๆ ของฤดูใบไม้ผลิของที่นั่นเสมอ ดังนั้นเช้าวันที่ 14 เมษายน 2564 คุณศุภกร บวรปรัณชัย หัวหน้าห้องดอกไม้ และผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะสาธิตการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น “อิเคบานะ” (Ikebana) ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์
โดยคุณศุภกรจะถ่ายทอดความรู้และศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นที่ตนได้ผ่านการอบรมกับ Mr. Nicolai Bergmann ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านอย่างใกล้ชิด และให้ทุกท่านได้ลองจัดดอกไม้ด้วยมือของตนเอง กิจกรรมการจัดดอกไม้เริ่มเวลา 10.00 น. ราคาสุทธิท่านละ 2,500 บาท ราคารวมอุปกรณ์การจัดดอกไม้และอาหารชุดโชกาโดเบนโตะ (Shokado Bento) มื้อกลางวันที่ห้องอาหารยามาซาโตะ


8.ส่วนใครที่หลงใหลข้าวปั้นแบบญี่ปุ่น เชฟฮารูเอกิ มัตซึโอกะ (Haruaki Matsuoka) ซูชิ มาสเตอร์ (Sushi Master) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้รังสรรค์ ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษให้บริการ เพียง 3 รอบเท่านั้น ในราคาสุทธิท่านละ 5,000 บาท เชฟ มัตซึโอกะ ได้ฝึกฝนการทำซูชิจาก Tsuji Culinary Institute ที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นอาจารย์ผู้ช่วยด้านอาหารญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาร่วมงานกับโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
เมนูอาหารเริ่มต้นด้วย ปลาหิมะย่างราดซอสมิโซะกุ้งตุ๋นกับไข่และฟองเต้าหู้สด ก่อนเริ่มรับประทานซูชิสุดพิเศษเชฟจะให้บริการเชอร์เบทมะเขือเทศและส้มยูซุเพื่อเปิดต่อมรับรสแล้วจึงบรรจงให้บริการซูชิที่คัดสรรมาเป็นพิเศษทีละชิ้นจนครบ 8 ชิ้น พร้อมกับซุปถั่วอิดามาเมะกับเต้าหู้งาญี่ปุ่นและปลาเงินญี่ปุ่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานเป็นซากุระโมจิเสิร์ฟคู่กับโมจิแบบเส้นราดน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงญี่ปุ่น ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษนี้ให้บริการ 3 รอบ ได้แก่มื้อกลางวันเวลา 11.30 น. ถึง 14.00 น. วันที่ 13 เมษายน และ 14 เมษายน 2564 และมื้อค่ำตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.30 น. วันที่ 14 เมษายน 2564 เท่านั้น


9.ใครที่ชอบความคราฟท์สไตล์ญี่ปุ่น อย่าพลาดกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น (Origami) และการห่อผ้าแบบญี่ปุ่น (Furoshiki) ให้ทุกท่านได้ร่วมสนุกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะ ในวันที่ 10, 11 และ 13 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. ส่วนกิจกรรมเรียนรู้การห่อผ้าแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะเช่นกัน ในวันที่ 12 และ 14 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น.
แค่ลิสต์คร่าวๆ ก็ช่วยให้การเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นของคุณช่วงสงกรานต์นี้สมบูรณ์แบบอย่างยากจะหาจากที่ไหน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษอื่นๆ อย่างส่วนต้อนรับชั้น 24 ของโรงแรมจะถูกประดับด้วยต้นซากุระสีชมพูสร้างบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะบานสะพรั่งในช่วงเวลานี้ พบกับวงดุริยางค์เยาวชนไทย (Thai Youth Orchestra) นำโดย ดร. เป้ อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ ที่จะแสดงดนตรีบริเวณส่วนต้อนรับชั้น 24 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 18:00 เพื่อเป็นการเปิดงาน ในวันที่ 10 เมษายน 2564


ส่วนท่านที่มองหาแพคเกจสเตเคชั่นช่วงวันหยุดยาว โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอเสนอแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น (Washoku Staycation) โปรโมชั่นห้องพักพิเศษสำหรับงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” ที่ให้คุณได้ใช้เวลาในวันหยุดนี้เหมือนได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น 6,900 บาทสุทธิต่อคืน ราคารวมห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe) 1 คืน พร้อมของขวัญชุดพิเศษต้อนรับในวันเข้าพัก ชุดอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น สำหรับ 2 ท่าน และอาหารมื้อค่ำที่ห้องอาหารยามาซาโตะ สำหรับ 2 ท่าน โดยสามารถเลือกได้ระหว่างชุดอาหารมื้อค่ำแบบเทปปันยากิ หรือ อิโช ไคเซกิ (Icho Kaiseki) อาหารชุดมื้อค่ำ ให้บริการตามแบบราชสำนักญี่ปุ่น สำรองแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 เมษายน 2564 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 10 – 17 เมษายน 2564


ผู้ถือบัตรเครดิตเจซีบี (JCB) ที่มียอดค่าใช้จ่ายรวมภายในงาน ครบ 6,900 บาท จะได้รับกระติกน้ำ JCB TUMBLER 1 ใบ มูลค่า 990 บาท (1 ใบ ต่อบัตรตลอดรายการ สินค้ามีจำนวนจำกัด) สมัครบัตรเครดิตเจซีบีได้ง่ายๆ ผ่านธนาคารพันธมิตร 5 แห่งได้แก่ KTC, SCB, AEON, KBANK และ Krungsri
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 026879000 หรือ อีเมล์ FB.concierge@okurabangkok.com ติดต่อแผนกสำรองห้องพักที่reservations@okurabangkok.com หรือ เวปไซด์ www.okurabangkok.com

สัมผัสสุดหรูจาก Hermès Maison

ความประณีตจาก Maison ของ Hermès คอลเลกชั่นเครื่องเรือนสุดพิเศษที่นำมาจัดแสดงในบูติกแอร์เมส Icon Siam ไม่ว่าจะเป็นชุดโต๊ะอาหาร Équilibre d’Hermès ที่ออกแบบโดย Jasper Morrison หรือชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลน แม้แต่โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès ก็ล้วนบ่งบอกถึงงานสร้างสรรค์อันสุดพิเศษจากแอร์เมส

ผลงานของ Jasper Morrison ตรงกับปรัชญาการออกแบบของแอร์เมสที่ให้ความหรูหราซ่อนอยู่ในรูปทรงที่เรียบง่าย วัสดุที่คัดสรรค์มาอย่างสุดพิเศษ รวมทั้งรายละเอียดของดีไซน์ที่ตอบสนองเรื่องการใช้สอย ทุกเส้นโค้งตอบสนองต่อการสัมผัส ให้ความสบาย โอบอุ้มผู้ที่ใช้สอยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ เส้นสายที่ลื่นไหลดูเบาพร้ิว แต่ซ่อนความแข็งแรงไว้ วัสดุอย่างไม้โอ๊คที่แข็งแกร่งถูกกลึงให้มนไม่ใช่แค่ให้สัมผัสที่ลื่นไหล

แต่เส้นโค้งของดีไซน์ทำให้สัมผัสได้ด้วยอารมณ์ที่อ่อนโยน เราจะเห็นความโปร่งเบาและความลื่นไหลของเส้นโครงสร้างของดีไซน์ เบาะหนังที่ฟอกให้ผิวนิ่มลื่นให้ความสบายต่อการนั่งแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูเป็นส่วนเกินของเก้าอี้ นี่คืออีกหนึ่งดีไซน์ที่เราสัมผัสได้ด้วยสายตาและการจับต้องเพื่อจะรับรู้ถึงความพิเศษอย่างแท้จริง

ชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลนทำลวดลายที่เป้นเอกลักษณ์ของแอร์เมส ขาโต๊ะสามารถพับได้ ส่วนที่เป็นสายหนัง(bridle leather)เย็บตะเข็บด้วยมือ โดยโต๊ะข้างสามตัวนี้มีความสูงที่แตกต่างกัน แต่แยกใช้สอยเป็นตัวๆ ได้ หรือจะนำมาจัดเป็นกลุ่มก็ได้เช่นกัน


Hippodrome d’Hermès ออกแบบโดย Normal Studio เป็นโต๊ะกลาง(coffee table)สำหรับชุดรับแขก โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คเนื้อแข็ง โดยหน้าดต๊ะเป็นไม้โอ๊คที่กรุด้วยวีเนียร์ไม้โอ๊คเคลือบมัน แผ่นหน้าโต๊ะด้านล่างเป็นไม้โอ๊คแต่กรุด้วยหนังเน้นความประณีตของการประกอบโดยเราจะเห็นการเว้นขอบให้เห็นเป็นไม้โอ๊ครอบๆ แผ่นหนังที่สุดประณีต เทคนิคนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างที่รู้จักกับคุณสมบัติของหนังอย่างแท้จริง


โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คทำสีเข้ม โดยมีหน้าโต๊ะเป็นแผ่นเกมส์ทำจากหนัง 2 แบบสำหรับการเล่นหมากรุกและแบ็คแกมมอน โดยหน้าโต๊ะนี้จะยกเปลี่ยนสลับกันได้ และยังใช้เล่นเกมส์อื่นๆ ได้ โดยด้านในเมื่อยกหน้าโต๊ะออกจะมีช่องบรรจุอุปกรณ์เล่นเกมส์ต่างๆ อีก 2 ชั้น ทุกอย่างออกแบบมาอย่างพิเศษทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นการ์ดที่เดินขอบกระดาษด้วยโลหะเงิน ลวดลายของการ์ดก็เป็นลายม้าของแอร์เมส เบี้ยทำจากแผ่นหนังที่นำมาเรียงซ้อนกันให้ได้ขนาดมีการเอ็มบรอซเป็นสัญญลักษณ์ต่างๆ ตัวเบี้ยและขุนสำหรับหมากรุกกลึงจากไม้โอ๊คทำสีเข้มอ่อนให้แตกต่างกัน แต่เน้นความงามของลายไม้และรูปทรงของตัวหมากรุกที่มีเมหือนประติมากรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีกล่องสำหรับทอยลูกเต๋าทำจากหนัง การ์ดทาโร่ต์ รวมทั้งลูกเต๋าที่กลึงจากไม้โอ๊คสวยงาม

อีกชิ้นหนึ่งที่เราจะเห็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของความพิเศษแห่งแอร์เมส นั่นก็คือ Jean-Michel Frank furniture ออกแบบโดย Hermès ซึ่งเป็นโซฟาตัวหนารูปทรงเหลี่ยมแต่มีความนุ่มและนั่งสบายมาก ขาเป็นไม้โอ๊ค โซฟานี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของแอร์เมสเกี่ยวกับเครื่องหนัง เพราะ ฌอง-มิเชล ฟรังค์ คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชือ่เสียงในต้นศตวรรษที่ 20 เขาบุกเบิกงานสไตล์อาร์ตเดโคและโมเดิร์น เขาเลือกใช้หนังรวมทั้งทักษะการทำเครื่องหนังของแอร์เมสมาสร้างผลงานของเขา เมื่อแอร์เมสมีคอลเลกชั่นเครื่องเรือนก็ได้นำเอาดีไซน์ของเขามาสานต่อ อย่างโซฟาตัวนี้เราจะเห็นการเย็บตะเข็บของหนังแต่ละผืนอย่างสุดประณีตเฉกเช่นเดียวกับการเย็บอานม้าที่แอร์เมสเชี่ยวชาญนั่นเอง และหนังสีน้ำตาลทองแบบนี้ก็คือหนังชนิดเดียวกับที่ทำกระเป๋าสุดคลาสสิกของแอร์เมสนั่นเอง
สามารถชมคอลเลกชั่นสุดพิเศษของแอร์เมสได้แล้วที่บูติก Icon Siam จนถึงปลายเดือนหน้า แต่สำหรับดีไซน์ของแอร์เมสนี้สามารถสั่งได้ตลอดที่บูติกแอร์เมส