Posts

Charmingly Handsome กับ ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

จากเด็กหัวเกรียนในซีรีส์ชุด ‘Hormones วัยว้าวุ่นมาจนถึงหลากหลายบทบาททั้งศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนายแบบ ในวันนี้ของต่อธนภพ ลีรัตนขจร นั้นไม่มีอะไรง่ายเอาเสียเลย

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้ตัวต่อธนภพ ลีรัตนขจร มาขึ้นปกฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะนอกจากแฟนคลับจะได้สัมผัสมนตร์ขลังของกระดาษและกลิ่นหมึกที่ถ่ายทอดแฟชั่นผู้ชายสวยๆ แล้ว ต่อยังมีคิวที่จะปล่อยเพลงใหม่ในเดือนนี้พอดีอีกด้วย

เห็นสวมบทบาทหลากหลายมากในหน้าที่การงาน ชอบทำงานอะไรมากที่สุด

ขอไม่ตอบนะครับคำถามนี้ เพราะทุกงานที่ผมทำคืองานศิลปะ ดังนั้นคงหาไม่ได้หรอกครับว่าผมชอบทำอะไรมากที่สุด แต่ถ้าผมทำงานแค่อย่างเดียวก็อาจจะเบื่อและอยากดิ้นรนไปทำอย่างอื่นบ้าง การได้ทำงานหลากหลายจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่รากฐานตัวตนของผมจริงๆ อาจจะอยู่ฝั่งนักแสดงมากกว่า เพราะเราเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงจากงานแสดงน่ะครับ

เลือกบทที่จะเล่นอย่างไร

บทที่ดีคือบทที่เราอ่านแล้วรู้ว่าคนเขียนบทเขาใส่ใจในการเขียนไหม อธิบายง่ายๆ คือ เราอยู่ในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์ปกติจะไม่มีขาวหรือดำ ทุกคนเป็นสีเทาๆ เหมือนกันหมด มีความดีความเลวผสมกันอยู่ เวลาอ่านบทที่คนเขียนแคร์ตัวละครมากๆ เราอ่านแล้วจะไม่รู้สึกเกลียดตัวละครที่ต้องทำเรื่องไม่ดี แต่เราจะเข้าใจเขาว่าทำไมเขาถึงทำตัวแบบนั้น เพราะเขาจะมีเหตุและผลของเขา ผมว่าบทแบบนี้น่าเล่น ถ้าใส่ใจกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเขียนบทมันจะไม่ตายไปตามกาลเวลา

วันว่างทำอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกายครับ แต่ถ้ามีเวลาว่างไม่นานจะป๊อกเลยครับ หลับไว้ก่อน เพราะต้องพักผ่อนให้พอ ถ้าพักไม่พอ ไปออกกำลังกายก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีครับ

คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายประเภทไหน และมีนิสัยในตัวเองอะไรที่ไม่ชอบบ้างไหม

ผมว่าผมเป็นผู้ชายประเภทที่ใช้สัญชาตญาณครับ ผมใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และรู้สึกว่าสิ่งนี้จะเป็นพิษเหมือนกัน เพราะถ้าเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะเจอกฎเกณฑ์ที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอารมณ์และเหตุผล ต้องมีสตินิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้ เพราะบางครั้งความรู้สึกก็ไม่ได้นำพาไปสู่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป นี่เป็นสิ่งที่ผมทั้งชอบและไม่ชอบในตัวเอง ไม่แน่ใจว่านี่คือข้อดีหรือข้อเสีย

แล้วความรักล่ะ ต่อคิดว่าสิ่งที่ทำให้แฟนเราแตกต่างจากคนอื่นๆ คืออะไร

ความเข้ากันได้ครับ มันเป็นเคมีพิเศษที่เราหาไม่ได้ในคนรู้จักเราปกติ เป็นเคมีที่อธิบายเป็นข้อๆ ไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้เองว่าคนนี้คือคนที่น่าจะอยู่ในชีวิตเราได้ น่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจเป็นหลัก เพราะเวลาเราโตขึ้นชีวิตมีอะไรทำมากกว่าการมีแฟน ชีวิตเรามีอะไรอีกเยอะแยะ มันอยู่ที่ว่าคนสองคนจะสามารถพร้อมจูนความเข้าใจเข้าหากันได้มากแค่ไหน

อยากทำงานกับผู้กำกับคนไหนเป็นพิเศษไหม

ตอบยากมากเลยนะครับ เพราะโลกนี้มีผู้กำกับอีกมากมายที่เราไม่รู้จัก ผมอยากจะเจอผู้กำกับใหม่ๆ ในชีวิตการทำงานของผม ดังนั้นคงไม่มีผู้กำกับคนไหนที่ผมอยากทำงานด้วยที่สุดนะครับ

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

คิดว่ายังนะครับ

แล้วจุดประสบความสำเร็จของตัวเองคือตรงไหน

(นิ่งคิด) ตอบยากมากเลยนะครับ ผมว่าตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำครับ เราคงต้องใช้เวลาค้นหาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตเลยก็ได้มั้ง

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ที่รอนิตยสารเล่มนี้อยู่หน่อยสิ

เป็นอีกวันในการทำงานที่สนุกมากเลยครับ ได้ร่วมงานกับทั้ง L’Officiel Hommes และ Dior Homme เลยครับ สนุกมากจริงๆ ผมอยากฝากแฟนๆ ที่รออยู่ให้ติดตามด้วยนะครับ ดีมากเลยที่ผมได้ลงเล่มเดือนพฤศจิกายนพอดี เพราะนอกจากจะได้เห็นผมบนหน้านิตยสารแล้ว ทุกคนจะได้ฟังเพลงใหม่ของผมพอดีเลยครับ

Related Post

Awaken Monkey จักรยานยนต์ในตำนานที่ถูกปลุกขึ้นมาซนอีกครั้ง

ถ้ากล่าวถึงจักรยานยนต์โมเดลระดับตำนานของฮอนด้าแล้วล่ะก็ Honda Monkey คงเป็นรุ่นหนึ่งที่น้อยคนจะไม่รู้จัก เพราะดีไซน์รูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์และชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปี ทำให้เหล่านักสะสมมอเตอร์ไซค์ตัวจริงพากันเสาะหาเพื่อได้มาครอบครอง

“เพราะจุดเริ่มต้นของตำนานไม่ได้มาพร้อมความตั้งใจเสมอไป”
เช่นเดียวกับ Honda Monkey ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ด้วยความคิดซนๆ ของวิศวกรฮอนด้า ที่ต้องการสร้างรถคันเล็กๆ ขึ้นมาไว้ขี่เล่นในยามว่าง จึงเลือกหยิบเอาวัสดุใกล้ตัว นำมาสร้างสรรค์ประกอบเป็นรูปร่าง และนั่นคือเหตุผลที่ก่อให้เกิดเสน่ห์อันน่าหลงใหลของรถมินิไบค์อย่าง Honda Monkey ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันขนาดเล็กที่วางแยกออกจากเบาะ ล้อขนาด 5 นิ้ว ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 50cc ทำให้จักรยานยนต์คันนี้สามารถส่งมอบความสนุกในการขับขี่ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ด้วยรูปร่างขนาดเล็กกะทัดรัด ขี่สนุก แถมหน้าตาที่ผนวกไว้ทั้งความน่ารักและความเท่ ได้อย่างลงตัว จึงทำให้เป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นได้ในเวลาอันสั้น หลังจากที่ฮอนด้าได้ปล่อยของครั้งแรกโดยนำมาทดลองสนามให้เด็กๆ ได้ขับขี่ ณ สวนสนุกทามาเทค

ต่อมาในปี ค.ศ. 1967  ความสนุกของ Honda Monkey ยิ่งชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ฮอนด้าได้ออกแบบและพัฒนา Honda Z50M โมเดลที่ถูกออกแบบให้สามารถพับเก็บและพกพาไปได้ทุกที่ สร้างสรรค์ให้ไลฟ์สไตล์ใหม่แบบ Leisure Bike ให้ใครต่อใครไม่ว่าจะเป็นเพศไหนได้สนุกกันได้อย่างเต็มที่

Honda Monkey จึงไม่ได้เป็นแค่รถที่ไว้ขับเล่นๆ อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น Toy Bike ของเล่นของสะสมสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความซนในหัวใจ ด้วยเอกลักษณ์ของ Monkey ที่สามารถตกแต่ง ดัดแปลงชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามแต่เจ้าของจะรังสรรค์ไอเดียลงไปกับตัวรถ ทำให้ Monkey สามารถสะท้อนตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ถ้าลองค้นหาข้อมูลกันดูจะพบว่าชื่อเสียง ความนิยมของ Honda Monkey นั้น ไม่ได้หยุดแค่ที่ญี่ปุ่นแต่ความซนได้ถูกส่งต่อ และครองใจคนทั่วโลกทั้งในยุโรป และอเมริกา เพราะเราะจะได้เห็นภาพคนดังกับลีลาซนๆ บนหลัง Monkey คันน้อย ไม่ว่าจะเป็น Elsa Martinelli ดาราสาวชาวอิตาลี่ ที่กำลังขี่เจ้า Monkey บนถนนสักสายท่ามกลางความวุ่นวายและจอแจ หรือ ภาพกลุ่มสมาชิก Jackson Five สมัยเฟื่องฟูที่อยากให้คุณลองทายกันดูว่า เด็กหนุ่มบนรถ Monkey สีเหลืองตรงกลางภาพนั้นเป็นใคร หรือ แม้กระทั่ง John Lennon และลูกชายบนรถคันเล็กที่ฝรั่งบอกว่านี่คือ Mini bike ที่ชื่อว่า Honda Monkey

 

นี่คือสิ่งยืนยันว่า Honda Monkey นั้นตอบโจทย์ตรงใจนักสะสมที่ยังมี DNA ความซนแบบเด็กๆ ให้ได้กลับมาจริงจังกับการเล่นเพื่อเติมเต็มความสนุกแบบวัยเด็กได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ตำนานก็ไม่ต้องเป็นสิ่งที่มีไว้เพียงแค่ให้คนระลึกถึงเพียงอย่างเดียว” วันนี้ Honda Monkey 2018 พร้อมกลับมาสานต่อความสนุกซนให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งต่อเอกลักษณ์ จิตวิญญาณความซนของ Honda Monkey จากอดีตมาสู่ปัจจุบันสมกับที่เรียกว่า Today’s Original จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม และเบาะนั่งเดี่ยวที่แยกกับตัวถังน้ำมันที่ทำจากเหล็ก รวมถึงท่วงท่าอันเป็นเอกลักษณ์ในการขับขี่ แบบค่อมคู้ และทุกท่านยังสามารถสนุกไปกับการ Custom รถคันโปรดได้อย่างเต็มที่กับชุดแต่งจาก 5 สำนักแต่งชื่อดังระดับโลก H2C for CUB House, Bikers, G’craft, Kitaco ,Moriwaki

 

Honda Monkey พร้อมให้คุณได้ไปสัมผัสประสบการณ์ความซนครั้งใหม่ได้แล้ววันนี้ที่ CUB House เอกมัย ซอย3 

หรือติดตามข่าวสารได้เพิ่มเติมทาง CUB House Fanpage

https://goo.gl/2KQVwa

นอกจากนั้น Honda Monkey นี้ยังได้สองพี่น้องสุโกศล คุณน้อย คุณสุกี้ สองพี่น้องสุดซนแห่งวงการดนตรีและวงการไบเกอร์มาปลุกความซนในตัวของทุกคนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า…

คุณซนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

Awaken Monkey

 #HondaMonkey #Monkey2018 #CUBHouse

Related Post

Benicio for Sicario บทสัมภาษณ์ของเบเนซิโอที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้

Sicario ภาคที่แล้วเป็นที่ชื่นชอบมาก คนรอดูภาคสองไม่ไหวแล้ว คุณพอจะบอกใบ้อะไรได้บ้างไหม?

เบเนชิโอ: คือว่า มันเป็นอีกบทนึงของหนัง แต่ก็จะมีตัวละครจากภาคเก่าที่ต้องมาประจันหน้ากันในสถานการณ์เดียวกันอีกครั้งเหมือนในภาคก่อน แต่บอกเลยนะว่ามันจะมีโมเมนต์ที่ต้องร้องว่า “ชิบ–ละ!” เยอะเลย บทมันคาดเดาไม่ได้ เต็มไปด้วยอารมณ์แต่ก็บันเทิงมาก

ในภาคนี้ มีอะไรที่คุณต้องเปลี่ยนแปลง หรือบทบาทของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

เบเนชิโอ: สิ่งที่ทำให้การเดิมพันในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นคือความจริงที่ว่า ตัวอเลฮานโดรติดอยู่ในความลังเลเรื่องศีลธรรม ระหว่างสงครามที่เขามีส่วนก่อ และความต้องการที่จะปกป้องสาวน้อยอิซาเบลลาที่เป็นเหยื่อของสงครามนั่นแหละเพราะฉะนั้น ปมตรงนี้ทำให้ตัวละครของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ผมเคยคิดไว้เลยครับ เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นตัวละครที่ผมรู้จักใน Sicario ภาคเก่า ตอนนี้ตัวละครตัวนี้พัฒนาไปอีกระดับแล้ว สู่ความเป็นมนุษย์ที่ผมไม่เคยเห็นในภาคก่อน

รู้สึกยังไงตอนที่รู้ว่า Sicario จะมีภาคสองอีก คุณตื่นเต้นไหม

เบเนชิโอ: ตอนที่ผมถ่ายภาคแรกจบ ก็ไม่คิดว่าจะมีภาคสองต่อ แล้ววันนึงโปรดิวเซอร์ก็โทรมา ผู้จัดการและเอเจนต์ผมมาบอกว่ามีสคริปต์ภาคสองให้อ่าน ผมก็ว่าเอาสิ ตั้งแต่หน้าแรกที่อ่านผมก็รู้สึกได้ว่ามันยอดมาก มีความเป็นเทย์เลอร์ (เทย์เลอร์ เชอริแดน คนเขียนบท) อยู่เต็มไปหมด แล้วทั้งนักแสดง ผู้กำกับ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ก็พยายามทำให้สคริปต์ของเทย์เลอร์มีชีวิตขึ้นมา แล้วในอีกทางนึงก็เพราะว่าสคริปต์นั่นเป็นฝีมือของเทย์เลอร์ด้วย เราถึงมีชีวิตจริงขึ้นมาได้ เขามีส่วนในหนังและโลกที่เขาสร้างขึ้นมามากทีเดียว

ตื่นเต้นไหมกับการกลับมารับบทตัวละครนี้ในภาคสอง เพราะเหมือนคุณจะตอบตกลงโดยทีทันเลย

เบเนชิโอ: ครับ ผมตื่นเต้นมาก เพราะว่า ถึงแม้เดนีจะไม่สามารถมาร่วมงานกับเราคราวนี้ได้ แต่เมื่อผมได้อ่านบท มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนภาคแรก แต่ยังมีความเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน อยู่ในนั้น มีความสมจริง ถึงแม้จะเป็นบทภาพยนตร์แต่ก็สมจริงมากๆ ซึ่งมันดึงดูดผมกับ จอช โบรลิน และผมก็เชื่อมือ สเตฟาโน่ โซลลิม่า ผู้กำกับคนใหม่ เขาต้องทำมันออกมาดีแน่ๆ เพราะงั้น เรื่องภาพและดนตรีมันเจ๋งแน่นอน หนังภาคนี้มีเสน่ห์ของมันเอง ส่วนโยฮัน โยฮานสัน (นักประพันธ์ดนตรีประกอบ) เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่เขาคงไม่ได้ร่วมงานกับเราอีกแล้ว เขาเป็นคนเก่งมาก น่าเศร้ามากครับ

ผลงานของเขาในเรื่อง Sicario มันเป็นปรากฎการณ์ที่สุดยอดมากจริงๆ เห็นว่า เทย์เลอร์ เชอริแดน คิดจะทำเป็นไตรภาคด้วย ถ้าคุณกลับมารับบทในภาคสองแบบนี้ ได้พูดคุยเรื่องของภาคสามไหม หรือแค่ภาคสอง?

เบเนชิโอ: หลังจากที่เขาพูดว่าเขาจะเขียนภาคสอง ผมก็ได้มีบทสนทนาสั้นๆ กับว่าเขาต้องการเขียน Sicario ออกมาเป็นสามภาค เขาน่าจะวางแผนอะไรอยู่ ผมแค่หวังว่าภาคนี้  Sicario: Day of Sodaldo จะทำให้คนสนใจมากๆ เพื่อให้ภาคสามเกิดขึ้นได้

ระหว่างที่ถ่ายทำ Sicario คุณรู้มาก่อนรึเปล่าว่าเรื่องนี้ได้รับการถ่ายทำเป็นพิเศษ

เบเนซิโอ: ไม่เลย ไม่รู้มาก่อนเลยครับ

มารู้ตอนเห็นผลลัพธ์การถ่ายทำใช่ไหมแบบนี้

เบเนชิโอ: สำหรับภาคแรก ผมกำลังพูดถึง Sicario นะ ตอนที่ได้อ่านสคริปต์ ผมไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์คเท่าไหร่ เพราะว่าเราดำเนินเรื่องตามตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ สองในสามส่วน จากนั้นก็ดำเนินเรื่องตามตัวละครของผม อเลฮานโดร ผมก็เลยไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์ค แต่แล้วมันก็ปรากฏให้เห็นว่า “มันไม่มีกฎ” สำหรับหนังเรื่องนี้หรอก

Related Post

Bangkok กับ Bleu De Chanel Parfum เกี่ยวกันตรงไหน

สร้างความสงสัยให้ทุกคนที่ได้ร่วมงานเปิดตัวน้ำหอม Bleu de Chanel ในค่ำคืนที่ผ่านมาที่โรงแรม Park Hyatt Bangkok ด้วยภาพ Gaspard Ulliel เดินอยู่ทางเชื่อมลอยฟ้า เพราะแสงที่ดูคล้ายๆ กับสถานที่ในกรุงเทพฯ จะเป็นไปได้หรือ ว่าเขาจะมาถ่ายภาพนี้ที่กรุงเทพฯ นี่คือแคมเปญใหญ่ระดับโลกนะ แล้วเป็นน้ำหอมระดับ Parfum

เมื่อถึงเวลาเผยหนังโฆษณาน้ำหอมนี้ที่กำกับโดย Steve McQueen ผู้สร้างชื่อจาก 12 Years a Slave เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งห้อง เพราะโลเคชั่นทั้งหมดนั้นถ่ายทำในกรุงเทพฯ บ้านเรานี่เอง แม้แต่คนของชาเนลในประเทศไทยก็ไม่มีใครทราบเรื่องการมาถ่ายทำโฆษณาชิ้นนี้

และวันนี้คือวันที่เปิดตัวและจำหน่ายน้ำหอม Bleu de Chanel Parfum พร้อมกันทั่วโลก หากใครยังจำได้ น้ำหอมนี้สร้างสรรค์โดย Jacques Polge ในปี 2010 ในรูปแบบ Eau de Toilette โดยได้แรงบันดาลใจจาก กัสปาร์ อุลลิเอส พร้อมภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย Martin Scorsese ในอีก 4 ปีต่อมาได้เปิดตัวน้ำหอมนี้แบบ Eau de Parfum และในปีนี้ก็ได้เผยโฉม Bleu de Chanel Parfum โดย กัสปาร์ อุลลิแอล ก็ยังเป็นผู้ดำเนินเรื่องเช่นเดิม 8 ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาให้ชายหนุ่มคนหนึ่งมีบุคลิกที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลเพียงใด 8 ปีนั้นก็ได้พัฒนาให้มาเป็น Bleu de Chanel Parfum

การพัฒนาจาก Eau de Toilette ให้กลายเป็น Parfum ไม่ใช่การเจือด้วยแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น หากแต่เป็นการเพิ่มกลิ่นที่จะสร้างพลังที่เย้ายวนน่าหลงใหลในแบบบุรุษเพศลงไป นั่นก็คือ Sandalwood และกลิ่นไม้สนซีด้า แต่หลักๆ นั้นก็คือกลิ่น Sandalwood ที่ได้จากต้นที่ปลูกในป่าบนเกาะนิวคาลีโดเนีย ซึ่งทางชาเนลได้คัดสรรมาอย่างดี สนับสนุนการปลูกป่าไม้ชนิดนี้ด้วยวิถียั่งยืน อีกทั้งหลิ่นหอมของ Sandalwood นี้ถือว่าเป็นส่วนผสมที่มีราคาสูงอันดันต้นๆ ของส่วนผสมของน้ำหอม

จากภาพยนตร์โฆษณาโดย Steve McQueen ชิ้นนี้เราคงพอจะเข้าใจความเป็นสุภาพบุรุษแบบ Bleu de Chanel ที่มีไลฟ์สไตล์เป็นตัวของตัวเอง มีรสนิยมแต่ไร้กรอบจำกัด เป็นสีสันของความอิสระเสรีเฉกเช่นท้องฟ้ายามค่ำคืนในฤดูร้อนที่จะไม่ใช่สีดำเข้ม หากแต่เป็นสีน้ำเงินที่เข้มจนเกือบดำ สมดังที่คาร์ล ลากาเฟลด์ เคยกล่าวว่า สีน้ำเงินคือสีดำของฤดูร้อนนั่นเอง

แน่นอนว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ได้เผยแพร่ไป หลายคนคงว้าวว่ากรุงเทพฯ มีมุมสวยๆ ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ และน่าชื่นชมการถ่ายทอดของทีมงานที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ถ่ายทำและทำออกมาให้ความรู้สึกว่าเป็นกรุงเทพฯ จริงๆ ไม่ใช่เมืองใหญ่สไตล์เมโทรโปลิสที่สมมติขึ้นมา

พบกับน้ำหอม Bleu de Chanel Parfum ได้แล้ววันนี้ที่บูติก Chanel

 

Related Post

ไขความลับสุดยอดของ ชา ที่มีราคาร่วมแสน

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนวิถีชีวิตอันทรงคุณค่าของชาวญี่ปุ่นมายาวนาน  มาสเตอร์ หรือ “เซนเซ” จากจังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อย่าง โอตะ มาซาตากะ ปราชญ์ชาวบ้านวัย 75 ปี เจ้าของไร่ชา Kaneda Otaen ในจังหวัดชิซึโอกะ สะท้อนถึงความรักและความพิถีพิถันในการปลูกชาที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนชิซึโอกะ “ลุงอยากแสดงให้เห็นว่าใบชาคุณภาพดีก็สามารถทำเครื่องดื่มคุณภาพดีได้ไม่แพ้ไวน์ราคาแพง”

โอตะ มาซาตากะ

ในแต่ละปี ไร่ชาของคุณโอตะจะผลิตใบชาสดรวมทั้งหมด 30 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผ่านกระบวนการทำให้แห้งแล้วจะเหลือเพียง 3 กิโลกรัมเท่านั้น หลังจากนั้นใบชาทั้งหมดจะส่งเข้าการประมูล เพื่อนำไปผลิตเป็นชาเขียวชั้นเลิศ ซึ่งมีราคาสูงถึงกระป๋องละ 300,000 เยน หรือประมาณ 100,000 บาท ด้วยความพิถีพิถันและความใส่หัวใจในการพัฒนา ทำให้ชาเขียวของคุณโอตะได้รับเลือกให้ถวายต่อสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ รวมถึงกลุ่มผู้นำประเทศในการประชุม G7 ที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว แม้แต่การทำผลิตภัณฑ์ชาเขียวญี่ปุ่นพร้อมดื่มคุณภาพระดับพรีเมียมก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ของการปลูกชาและการคิดค้นสูตรที่เหมาะสมที่สุด

โอตะเล่าว่า “การทำชาที่ดีจะต้องมีดินที่อุดมสมบูรณ์  แหล่งน้ำในการทำเกษตรกรรมที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และการดูแลต้นชาที่ดี ด้วยความที่ชิซึโอกะเป็นพื้นที่ที่มีสิ่งเหล่านี้ครบ จึงทำให้ชาชิซึโอกะมีกลิ่นหอม รสชาติดี  และคุณภาพสูงกว่าที่อื่น” สิ่งสำคัญที่ทำให้ชาจากไร่ Kaneda Otaen ในจังหวัดชิซึโอกะ มีราคาแพงกว่าใครเพื่อนนั้นเป็นเพราะคุณโอตะ ใส่ใจเลี้ยงดูต้นชาเหมือนลูก โดยคุณโอตะเผยว่า “เวลาอากาศหนาว  ต้นชาก็ต้องการพักผ่อนอยู่นิ่งๆ เหมือนคน ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกหนาว ต้องห่มผ้าให้ลูกอยู่เสมอ  ลุงก็ห่มผ้าให้ต้นชาเหมือนกัน”

ผ้าห่มในไร่ชาของคุณโอตะคือตาข่ายเนื้อหนา ซึ่งจะนำไปคลุมก่อนเก็บผลิต 1 สัปดาห์  ตาข่ายเนื้อหนานี้นอกจากจะปกป้องต้นชาจากความหนาวแล้วยังช่วยยับยั้งปฏิกิริยายามที่ใบชาต้องแสงแดดเพื่อให้ชาที่ได้จากการเก็บเกี่ยวคงรสชาติที่ดีที่สุดไว้ “วิธีการเก็บใบชาที่ดีคือเลือกยอดที่มี 2 ใบติดกันและมีความยาวของใบเท่ากับ 3 นิ้วเรียงกัน เด็ดด้วยมือ ดินที่นำมาใช้ปลูกชาจะต้องนุ่ม เพราะต้นชาก็อยากจะเติบโตบนพื้นดินนุ่มๆ ไม่ต่างจากคนเราที่ไม่อยากนอนบนที่แข็งๆ ลุงจะผสมดินเข้ากับหญ้าภูเขาให้ดินหยุ่น  ส่วนปุ๋ยก็ทำเองตามธรรมชาติ มีกิ้งกือ ดักแด้ชอนไช ทำให้ดินพรุนเต็มไปด้วยอากาศ  จนกลายเป็นเตียงนุ่มๆ สบายสำหรับต้นชา”  วันนี้ไร่ Kaneda Otaen  ได้รับรางวัลระดับประเทศนับร้อยรางวัล

“ที่จริงภรรยาของลุงเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัล โดยที่ตอนนั้นลุงไม่เคยคิดส่งชาเข้าประกวด  แต่เมื่อลองดูก็ ได้รับรางวัลมาเรื่อยๆ  ลุงเองจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง  แต่ที่จำได้ก็คือไม่กี่ปีก่อนมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาตามหาชาคุณภาพดีที่สุดเพื่อนำไปเสิร์ฟกลุ่มผู้นำประเทศ G7  ลุงอยากแสดงให้เห็นว่าใบชาคุณภาพดีก็สามารถทำเครื่องดื่มคุณภาพดีได้ไม่แพ้ไวน์ราคาแพง  เลยส่งให้รัฐบาลพิจารณาจนได้รับการคัดเลือกให้เสิร์ฟในการประชุมครั้งนั้น”

คุณภาพของชาชิซึโอกะนั้นนอกจากจะเป็นผลลัพธ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และการดูแลเลี้ยงต้นชาอย่างดีแล้ว ยังต้องอาศัยฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ในการชงชาควบคู่กันไปด้วย เหล่าบรรดามันสมองผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของชานั้นเรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชา หรือ “Tea Master” สำหรับในวงการชาญี่ปุ่นนั้น ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เซนเซ ซาโตรุ ฟูจิโมโต หนึ่งในทีมาสเตอร์ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือในการการเบลนด์ใบชา เจ้าของต้นตำรับสูตรชาเกือบ 1,000 สูตร

“ทุกวันจะมีชากว่า 50 ชนิด จำนวน 50,000 – 290,000 กิโลกรัม ขนส่งเข้ามา ผมนั้นมีหน้าที่คัดแยกใบชาทั้งหมดด้วยผ่านกรรมวิธีต่างๆ นับตั้งแต่การนำไปคั่วร้อน ไปจนถึงใส่น้ำร้อนแล้วชิมเพื่อแยกรสชาติ จึงจำเป็นต้องรู้ว่าใบชาแต่ละชนิดปลูกที่ไหน เพื่อให้ทราบรสชาติเบื้องต้นและสามารถกำหนดสูตรการเบลนด์ชาได้” เขาเผยถึงกิจวัตรการทำงานในฐานะทีมาสเตอร์ แต่ละวันเซนเซ ซาโตรุ ฟูจิโมโต จะดื่มชากว่า 100 ถ้วย เพื่อจับสังเกตทุกรายละเอียด ตั้งแต่สีของน้ำชาเมื่อผ่านความร้อน ไปจนถึงกลิ่นหอมระหว่างความร้อนระดับต่างๆ จนสามารถสัมผัสรับรู้รส กลิ่น สี ของชา และแยกแยะรสสัมผัสของชาได้อย่างลงตัว โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการคิดค้นสูตรชาให้ชาวญี่ปุ่นได้ลิ้มลองกันมาแล้วมากมายตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษ ล่าสุด เซนเซ ฟูจิโมโต ได้หันมาฝากผลงานเป็นผู้พัฒนาสูตรชาเขียวพร้อมดื่มระดับพรีเมียม “ชาชิซึโอกะ” ให้คอชาเขียวในเมืองไทยได้บริโภคกันด้วย

มิสเตอร์ซาโตรุ ฟูจิโมโต ทีมมาสเตอร์ผู้พัฒนาสูตรชาชิซึโอกะ

ด้วยกระบวนการปลูกที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน การผลิตที่ได้มาตรฐาน ประกอบกับสูตรการเบลนด์ใบชาระดับฝีมือปรมาจารย์และการเลือกสรรเฉพาะใบชาต้นฤดูจากการเก็บเกี่ยวครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ของปี จึงก่อให้เกิดเป็นชาที่มีความหอมหวานกลมกล่อมตามธรรมชาติของใบชาชิซึโอกะ และรวมความสดและความเข้มข้นของคุณค่าชาไว้อย่างสมบูรณ์

Related Post

ชวนชิมอาหารจีนจากเชฟ 2 ดาวมิชลินจากสิงคโปร์

ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 12 มิถุนายนนี้ ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ  โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ พร้อมเสิร์ฟสุดยอดอาหารจีนโดยฝีมือเชฟมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว เชฟม๊ก กิ๊ด คว่อง จากสิงคโปร์

อาหารจีนที่ได้รับการรับรองจากมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว ไม่ได้มีมาก แต่อาหารจีนก็เป็นอาหารที่ดูจะถูกปากคนไทย และรสชาติอาหารจีนจากเชฟที่ได้ 2 ดาวมิชลินนั้นจะเป็นเช่นไรย่อมน่าลิ้มลอง เชฟม๊ก กิ๊ด คว่อง มีประสบการณ์มากกว่า 35 ปี เขามีโอกาสแสดงฝีมือการปรุงอาหารถวายแด่กษัตริย์แห่งโมร็อกโก ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย นายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ รวมถึงบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงทั่วโลก

เขาเชี่ยวชาญด้านการผสมผสานศิลปะและกลิ่นอายความทันสมัยเข้าไปในขั้นตอนการตกแต่งอาหาร เชฟม๊กยังได้รังสรรค์เมนูแปลกใหม่ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมกว่า 20 เมนู

คุณสามารถลิ้มลองอาหารจานเด่นของเชฟมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว อาทิ ปลาคอดอบไข่ขาวและกังป๋วย เป๋าฮื้อออสเตรเลียเจี๋ยนน้ำแดง หมูแดงเลิศรส ปลิงทะเลยัดไส้กุ้ง ตับห่านราดด้วยซอสเป๋าฮื้อ ซุปไก่ตุ๋นรังนกพิเศษ และขานกกระทาทอดกระเทียมกรอบ ฯลฯ ราคาเริ่มต้นที่จานละ 380++บาท ถึง 8,880++บาท

เชฟม๊ก กิ๊ด คว่อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ฝ่ายสำรองที่นั่งห้องอาหารของโรงแรมฯ โทร.0 2236 7777  หรือ 0 2236 9952 หรือ www.shangri-la.com/bangkok

Related Post