Posts

10 Anti-Oxidant Skincare Solutions

หนุ่มเท่ยุคนี้ไม่ได้ดูแลให้ร่างกายฟิตเฟิร์มเพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจเรื่องดูแลผิว โดยเฉพาะผิวหน้าที่เป็นสิ่งแรกที่คนจะมองเห็นคุณแล้วรู้สึกประทับใจ การรับประทานอาหารดีๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผิวของคุณดี แต่ผลกระทบของมลพิษที่มีอยู่รอบตัวเรา ความเครียด หรือแม้การอยู่ในห้องแอร์ที่อากาศแห้ง ทำให้ผิวขาดน้ำได้ง่าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ผิวหน้าเสื่อมโทรม สุภาพบุรุษทุกท่านควรควรดูแลผิวหน้าด้วยสกินแคร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าของคุณให้ดูสดใสอ่อนเยาว์

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Parsley Seed ของ เอ สอป ออกแบบมาเพื่อปกป้องผิวจากมลพิษ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ให้เลือกใช้ในหลายขั้นตอน ให้คุณผู้ชายดูแลผิวหน้าได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน ด้วยการดูแลผิวหน้าง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน (ทำความสะอาด / เตรียมผิวด้วยโทนเนอร์ / เติมความชุ่มชื้น) ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที อาจจะเพิ่มการบำรุงอีก 1 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับวันที่ต้องการดูแลผิวเป็นพิเศษใครที่คิดว่าการใช้สกินแคร์เป็นเรื่องเสียเวลา ลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเอ สอป แล้วคุณจะได้ความรู้สึกใหม่ๆ ต่างจากความเชื่อเดิมๆ อีกทั้งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ยังเสมือนการใช้กลิ่นบำบัดความเครียด ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เวลราประมาณ 10 นาทีนี้จะทำให้คุณได้มากกว่าผิวหน้าที่มีสุขภาพดีสดใส เลือกปกป้องผิวด้วยสกินแคร์อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในขั้นตอนต่างๆ ตามความพึงพอใจ

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ เอ สอป ที่จะมาช่วยให้ขั้นตอนการดูแลผิวของท่านชายดีขึ้นนั้นมีดังนี้

ขั้นตอนทำความสะอาดเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้าด้วย Parsley Seed Facial Cleanser 200mL (2,000.) เป็นขั้นตอนพื้นฐาน หรือจะใช้ Parsley Seed Facial Cleansing Oil 200mL (2,000.) เพื่อความสะอาดหมดจด

ขั้นตอนมาสก์ทำความสะอาด แน่นอนว่าผิวหน้าและรูขุมขนอาจจะต้องการทำความสะอาดที่ล้ำลึก การใช้มาสก์จะช่วยทำความสะอาดได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมาสก์หน้าทุกวัน โดยใช้ Parsley Seed Cleansing Masque 60mL ส่วนขั้นตอนที่ 2 นั้นคือการเตรียมผิวก่อนเติมความชุ่มชื้นนั้นเราใช้ Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Toner 200mL (2,200.) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผิวรับความชุ่มชื้นจากส่วนผสมต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และทำให้รู้สึกว่าผิวสะอาดเกลี้ยงเกลา

มาถึงขั้นตอนเติมความชุ่มชื้น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือก อย่าง Parsley Seed Anti-Oxidant Serum 100mL (2,500.) ใช้สำหรับขั้นตอนพื้นฐานในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว หรือจะเลือกใช้ Parsley Seed Anti-Oxidant Hydrator 60mL (2,300.) และ Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Hydrating Cream 60mL (2,500.) ที่มีลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันตามความชื่นชอบของผู้ใช้ แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ นี้

ส่วนขั้นตอนบำรุงขั้นสูง สำหรับผิวที่ต้องการการฟื้นฟู โดยใช้เมื่อรู้สึกว่าผิวต้องการการบำรุงขั้นสูง ด้วยคุณสมบัติที่ประกอบไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่า parsley seed, blackcurrant seed, rosehip oil, carrot seed oil และ evening primrose oil ที่เราจะพบใน Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Treatment 15mL (1,950.)

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มดูแลผิวรอบดวงตา คือ Parsley Seed Anti-Oxidant Eye Cream 10mL (3,100.) และ Parsley Seed Anti-Oxidant Eye Serum 15mL (2,800.) ที่จะช่วยลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยรอบดวงตา ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น

#AesopSkinCare

aesop.com/th

central.co.th/aesop

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

BOSS Fall/Winter 2020 : Welcoming a New Generation

เป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหมาย แม้แต่สถานที่จัดแฟชั่นโชว์ก็ยังมีความพิเศษแปลกตากว่าเคย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของโชว์ การมีวงออร์เคสตร้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ แน่นอนว่าคอลเลกชั่น BOSS Fall/Winter 2020  ย่อมจะส่งสารสู่คนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่ BOSS ต้องการเสมือนการเฉลิมฉลองให้กับคนรุ่นนี้

ในการแสดงที่มุ่งเน้นอนาคตที่มิลานแฟชั่นวีคครั้งนี้ เหล่าโมเดลก้าวขึ้นสู่รันเวย์เพื่อแสดงผลงานออกแบบสำหรับชายและหญิงที่ผสานเอกลักษณ์ของเฮ้าส์เข้ากับจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การตัดเย็บที่ทันสมัยเป็นพิเศษ เป็นการยกระดับชุดตัวนอก และชิ้นที่เป็นผ้าเจอร์ซี่ที่พร้ิวไหวมารวมในคอลเลกชั่นที่ชื่อ “Generations” ซึ่งนำเอาดีไซน์ที่เป็นชิ้นไอคอนของ BOSS มาปรับรูปโฉมให้ดูใหม่ เผยให้เห็นความสวยงามแบบโมเดิร์น

เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บมารวมกันหลายทศวรรษด้วยแนวทางที่โดดเด่นถูกสร้างขึ้นเพื่อ BOSS ทั้งชายและหญิงทุกยุคทุกสมัยและไลฟ์สไตล์ คอลเลกชั่นนี้แสดงให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมการตัดเย็บเสื้อผ้าของแบรนด์มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น โดยมีโครงชุดที่เด่นชัดในการ การใช้ผ้าและสีใหม่ที่ปูทางไปข้างหน้าสำหรับการตัดเย็บในปี 2020

ลวดลายออร์แกนิกที่โดดเด่นมีหลายรูปแบบทั้งเสื้อโค้ทการตัดเย็บเครื่องหนังชุดเดรสและแอคเซสซอรี่ ชิ้นงานปักได้รับการประดิษฐ์ขึ้นอย่างเชี่ยวชาญในประเทศเยอรมนีซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทที่ยาวนานของ BOSS ในการทำงานฝีมือด้วยมือ

เสื้อตัวนอกเป็นทรงหลวมและมีขนาดใหญ่ในขณะที่ตัดเย็บชุดเสื้อเจอร์ซี่กระโปรงและเสื้อชั้นในแบบไร้ที่ติ หนังทอมือขอบไหลและผ้ามันวาวที่ผูกมัดด้วยลายพิมพ์ดิจิทัลล้วนเพิ่มความลึกและรายละเอียด

สีแดงสดและปะการังเน้นสีน้ำตาลครีมสีเทาและสีดำที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฤดูใบไม้ร่วงในขณะที่สีม่วงสดให้สีที่เข้ากันได้ดีกับเฉดสีอบอุ่นเหล่านี้ แนวทางใหม่ในการปิดกั้นสีนำสีสามและสี่สีมารวมกันในหลาย ๆ รูปลักษณ์ซึ่งเป็นการพัฒนาความสวยงามแบบโมโนโครมของฤดูกาลก่อน ๆ

กระเป๋าและรองเท้ารุ่นใหม่ของฤดูกาลนี้นำเสนอในวัสดุและการตกแต่งที่หรูหราพร้อมด้วยรองเท้าบูทผ้ายืดทรงสี่เหลี่ยมสำหรับเธอและกระเป๋าสะพายข้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยูทิลิตี้สำหรับเขาในฐานะรองเท้าส้นสูง การตกแต่งภาพแว่นตาและเครื่องประดับในสีของการแสดงให้สมบูรณ์แบบสำหรับคอลเลคชันที่สร้างแรงบันดาลใจและมองไปข้างหน้านี้

#BossFW20

The Jewellery of Legends Collection

Lotus Arts de Vivre xPadma Gems “The Jewellery of Legends Collection

สุดยอดความงามของ 3 อัญมณีในตำนาน

ในอดีตเครื่องประดับอัญมณีมีค่าต่างๆ คือเครื่องประดับบารมี จึงไม่แปลกใจว่าเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะเป็นสมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ แต่ก็คงไม่มีชาติที่ที่เชื้อพระวงศ์จะประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่าได้หรูหราฟู่ฟ่าเทียบเท่ามหาราชาแห่งอินเดีย ด้วยอินเดียเป็นแหล่งที่พบอัญมณีมีค่ามากมาย และเหนืออื่นใดคือเพชร คงไม่มีเพชรจากเหมืองใดจะมีชื่อเสียงเท่ากับโกลคอนดา ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงแล้ว และเพชรในสมัยหลายพันปีก่อนคือชิ้นส่วนของเทวรูปที่คนพื้นเมืองให้การนับถือ อย่างเช่นดวงตาของเทวรูปขนาดใหญ่จะทำจากเพชรก้อนใหญ่ร้อยกว่ากะรัตขึ้นไป และเพชรก้อนใหญ่ๆ บางก้อนถูกค้นพบที่ริมแม่น้ำ เพราะถูกน้ำพัดพามาจากแหล่งเพชรทางต้นน้ำ แต่ก็อยู่ในเขตโกลกอนดา ปัจจุบันแม้จะมีเหมืองเพชรใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหมืองใดที่จะเป็นตำนานได้เท่าโกลกอนดา

เรื่องเล่าขานที่ยืนยงมาหลายศตวรรษโดยมีเพชรล้ำค่าแต่ละเม็ดจากแหล่งเพชรอันลือชื่อของอินเดียทำให้ตำนานนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย เหมืองเพชรในโกลคอนดา ปัจจุบันคือ รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา คือ แหล่งที่มาของเพชรในตำนานมากมาย ถือว่าเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างเพชรโฮป เพชรของซองซีที่ล้ำค่าแต่ลึกลับตกทอดและได้เห็นกันแค่ในราชวงศ์ยุโรป(ภายหลังเพิ่งถูกนำออกมาประมูล) เพชรโคอินัวร์ ที่เลื่องชื่อลือลั่นและปัจจุบันประดับอยู่ด้านหน้ามหามงกุฏของพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักร ฯลฯ เพชรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากเหมืองโกลคอนดา ซึ่งปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว ความพิเศษของเพชรจากเหมืองนี้ไม่ใช่การร่ำลือ ว่ากันว่า หากมีใครประดับกายด้วยเพชรโกลคอนดา เมื่อไฟดับลง เราจะเห็นแสงสว่างเป็นประกายขึ้นมาจากเพชรนั้นที่ส่องแสงเหมือนดวงดาราในฟ้าที่มืดมิด เพราะคุณสมบัติการเล่นแสงล้อไฟคือจุดเด่นของเพชรโกลคอนดาคือจุดเด่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงไข่มุกจากบาสรา ที่มาของความงามของไข่มุกเปอร์เซีย และมรกตแพนจ์เซียร์จากเหมืองในอาฟกานิสถาน

โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญในการสรรหา ของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเอกสู่นักสะสม คนรักงานศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และล่าสุด โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ได้ร่วมกับ พัดมา เจมส์ Padma Gems แบรนด์สุดยอดตำนานแห่งวงการอัญมณีและเครื่องประดับเลอค่าจากประเทศอินเดีย มีประวัติมายาวนานกว่าสี่ชั่วอายุคน ได้หลอมรวมความงดงามของอัญมณีที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นปรากฏเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ จัดทำ “The Jewellery of Legends Collection” นำสุดยอด อัญมณีทั้ง 3 ชนิดนี้มาจัดทำเป็นเครื่องประดับที่ควรค่าแก่การสะสม

เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) เพชรที่ได้ชื่อว่ามีน้ำดีที่สุดของโลกและไม่สามารถหาได้อีกแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เหมืองโกลคอนดาเรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 เพชรโกลคอนดา เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพ ประกายสุกใสกว่าเพชรจากเหมืองอื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกส่วนใหญ่นั้นมาจากเหมืองโกลคอนดา อาทิ โคอินัวร์ (Koh-i-Noor) เพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 105.6 กะรัต ซึ่งแรกเริ่มเพชรโคอินัวร์ มีขนาด 187 กะรัต และถูกเปลี่ยนมือมากมายก่อนจะถูกนำส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1849 โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ไม่พอพระทัยในลักษณะของเพชรที่ดูไม่ค่อยเปล่งประกายแวววับนัก จึงทรงรับสั่งให้ช่างนำไปเจียระไนใหม่เหลือ 105.6 กะรัต ปัจจุบันเพชรโคอินัวร์ถูกเก็บรักษาไว้ใน Tower of London โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เพชรโกลคอนดาที่ลือชื่ออื่นๆ ได้แก่ เพชรโฮป (Hope Diamond) สีฟ้าเทา มีขนาด 45.52 กะรัต ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน (Smithsonian) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาเรียอินัวร์ (Daria-i-Noor) ขนาด 182 กะรัต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน เพชรสีเขียว เดรสเดน กรีน (Dresden Green Diamond) ขนาด 41 กะรัต เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองเดรสเดนประเทศเยอรมนีเป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเหมืองเพชรโกลคอนดาได้ปิดกิจการลง อุตสาหกรรมเพชรจึงขยายไปสู่แหล่งผลิตเพชรใหม่ในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย 

 ไข่มุกบาสรา (Basra Pearlsสุดยอดอัญมณีที่หลอมรวมความงามแห่งท้องทะเล มีต้นกำเนิดในอ่าวเปอร์เซีย นอกเขตประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในอดีตเมืองบาสรา ประเทศอิรัก เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไข่มุกจึงได้ขนามนามว่า ไข่มุกบาสราไข่มุกธรรมชาติที่เก่าแก่เกิดจากหอยนางรมเพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจึงทำให้หาได้ยาก โดยจุดเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา แสงเงาของมุก ที่เกิดจากน้ำจืดและน้ำเค็มมาผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งไข่มุกจากที่อื่นไม่มีแต่เป็นที่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้มุกธรรมชาติอันมีค่าถูกทำลายไปมาก

            บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับ Basra Pearls คือ มหาราชา แห่ง รัฐบาโรดา (Maharaja Khanderao Gaekwad of Baroda) ในปี ค.ศ. 1865 พระองค์ได้สั่งทำพรมที่งามมหัศจรรย์ เพื่อนำถวายพระศาสดามะหะหมัด ณ นครมะดีนะฮ์ (Medina) พรมผืนนี้ ผลิตโดยช่างฝีมือชั้นเอกจากราชสำนักโมกุล ออกแบบเป็นเส้นสายลายเถาวัลย์และไม้ดอก ปักอย่างวิจิตรด้วยมุกคุณภาพเลิศกว่า 1.5 ล้านเม็ด เสริมด้วยมรกต เพชร และแซฟไฟร์ พรมผืนนี้ ประมูลผ่านบริษัท Sotheby’s เมื่อปี ค.ศ. 2009 ในราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ซื้อนิรนาม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศกาตาร์ (National Museum of Qatar)

มรกตแพนจ์เชียร์ (Panjshir Emeralds) จากอัฟกานิสถาน มรกตที่ดีที่สุดของโลก มรกตนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ลึกลับ จากธาตุ 2 ชนิดที่หายากที่สุดนั่นคือ ธาตุ “เบริลเลียม” จากทวีปสูง ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งบนโลก และ ธาตุ “โครเมียม”จากก้นทะเล หรือ ธาตุ “วานาเดียม” เกิดการปะทะกันภายใต้แรงกดดัน ความชื้นและอุณหภูมิที่สมบูรณ์ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็น มรกตสีเขียว ซึ่งทั่วโลกพบมรกตที่เกิดจากธาตุเบริลเลียมและธาตุโครเมียมได้ที่เทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลอมเบีย และ หุบเขามรกตแพนจ์เชียร์ ในเขตเทือกเขาฮินดูกูช ประเทศอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มรกตแพนจ์เชียร์ มีสีเขียวบริสุทธิ์และสีจัดกว่ามรกตจากโคลอมเบีย เพราะมีธาตุโครเมียมในปริมาณที่มากกว่า สำหรับมรกตที่พบในประเทศอื่นนั้นเกิดจากโครเมียมทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดเป็นมรกตสีเขียวอมฟ้า

ปัจจุบันนี้แหล่งผลิต เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) และ ไข่มุกบาสรา (Basra Pearls) ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว แต่ แหล่งผลิตมรกตจากแพนจ์เชียร์ (Panjshir) ในประเทศอัฟกานิสถาน ยังคงเปิดดำเนินการให้ได้ชื่นชมความงามของมรกตอยู่อีกมาก ในอดีตมีการทำเหมืองมรกต Panjshir มากว่า 2,000 ปี โดยนำไปขายในเส้นทางสายไหม (Silk Road) แต่มาระยะหลังมรกตแพนจ์เชียร์กลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามรกตจากโคลอมเบีย และส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก เมื่อรัสเซียเข้าครอบครองอัฟกานิสถาน ทำให้การเดินทางเข้าออกบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้เหมืองมรกตดังกล่าวถูกอนุรักษ์ไว้โดยปริยาย นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศและระดับความสูงของเหมือง ที่ 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเทือกเขาฮินดูกูช ก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเช่นกัน จึงทำให้ มรกตแพนจ์เชียร์ เป็นอัญมณีหายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมอัญมณี

โดยอัญมณีทั้ง 3 ชนิดในคอลเลกชั่นThe Jewellery of Legends Collection ครั้งนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประดับของมหาราชานำมาดีไซน์ใหม่แต่ยังคงความงดงามของอัญมณีไว้อย่างยอดเยี่ยม มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ชาวไทยได้ครอบครอง ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

BVLGARI in Geneva Watch Days

ชมนาฬิกาสุดหรูของ BVLGARI ใน Geneva Watch Days  ถือเป็นความท้าทายต่อธุรกิจนาฬิกาหรูต่างๆ เมื่อวิกฤติไวรัสทำให้การจัดแสดงนาฬิกาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ถึงอย่างนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อนวัตกรรมและรูปแบบดีไซน์ของนาฬิการะดับสูงเหล่านี้ ที่งาน Geneva Watch Days ที่ผ่านมาก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของวงการนาฬิกาในปีนี้ โดยเฉพาะ BVLGARI ที่มีการเผยโฉมนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ๆ โดย Jean-Christophe Babin ผู้เป็น  CEO ของ ได้นำเสนอนิทรรศการนาฬิกาแนวใหม่ที่ยังคงวิถีแห่งนิวนอร์มอล โดยมีการพบกับลูกค้าคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในโซนยุโรป ผ่าน Zoom และมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ทั่วโลก ผ่านทางออนไลน์กว่า 45 สำนักในช่วงวันที่ 26-29 สิงหาคมที่ผ่านมา

แม้จะเป็นการจัดนิทรรศการแบบวิถีปรกติใหม่ แม้คนจะไม่ได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการจากทั่วโลกเหมือนแต่ก่อน ทว่าการตกแต่งสถานที่และบรรยากาศโชว์รูมนาฬิกาบุลการี ชั่วคราวในครั้งนี้ก็ทำได้อย่างหรูหราและประณีต โดยมีนาฬิกาที่น่าสนใจอย่าง  Bvlgari Aluminium ในเวอร์ชั่นใหม่ นาฬิกา Octo Finissimo  ที่สร้างสถิติโลกอันใหม่ The Automatic Tourbillon Chronograph ในรูปโฉมแบบสเกลเลตันที่มองห็นกลไกอย่างสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  และ The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ซึ่งทางบุลการีได้ผนวกรวมเข้ามาไว้ตั้งแต่ปี 2000

มาดูภาพสวยๆ ของนาฬิกา BVLGARI รุ่นใหม่ที่เผยโฉมในงานนี้กัน รวมทั้ง The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ต้องบอกว่าหนุ่มๆ เตรียมเงินไว้ได้เลย เพราะมีทั้งแบบหรูและแบบสปอร์ตและดูเท่ทันสมัย เหมาะกับคนที่ชอบดีไซน์นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

เผยโฉมดีไซน์สุดคูลของ Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition

หนุ่มเท่และคนสายแฟฯ คงได้ข่าวการร่วมมือกันของ Samsung และ Thom Browne แบรนด์แฟชั่นสุดแนวจากนิวยอร์ก ที่กลับมาร่วมงานกันอีก หลังจากที่สร้างความฮือฮาเมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Galaxy Z Flip Thom Browne Edition ล่าสุดความร่วมมือนี้ก็ได้ขยายจินตนาการและรูปโฉมสุดล้ำไปอีกระดับกับ Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ที่เป็น power phone ที่สามารถพับจอได้ในดีไซน์สุดพรีเมียม แม้รูปลักษณ์ของ Galaxy Z Fold 2  ของซัมซุงจะสุดล้ำแล้วก็ตาม แต่ผนวกกับการดีไซน์ของแบรนด์สุดแนวอย่าง  Thom Browne  จึงเป็นความเอ็กซ์ครูซีฟสุดๆ สำหรับคนที่ได้ครอบครองพาวเวอร์โฟนรุ่นนี้

เรียกว่าสร้างกระแสให้วงการสมาร์ทโฟนอย่างมากเมื่อ Samsung Galaxy Z Fold 2 ได้เปิดตัวเผยโฉมไปก่อนหน้านี้ โดยมีให้เลือก 2 สี คือ Mystic Black และ Mystic Bronze ที่ถือเป็นเฉดสีพรีเมียมโดนใจคนชอบงานดีไซน์ แต่สำหรับ Thom Browne Edition จะมาในเฉดสีเทาที่เป็นเหมือนสีเด่นประจำแบรนด์นี้ และที่ต้องมีเพราะเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นปุ๊บต้องนึกถึง Thom Browne นั่นก็คือดีไซน์ที่คาดด้วยแถบสีแดง ขาว และน้ำเงิน 

และไม่ใช่แค่ตัวโทรศัพท์ แต่มาทั้งทีต้องมายกเซ็ต ดีไซน์เฉียบตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ และไม่ใช่มีแค่เครื่องพาวเวอร์โฟนสุดหรู แต่ภายในกล่อง Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ยังมีสมาร์ทวอทช์ Galaxy Watch 3 ที่ออกแบบมาเท่มากๆ ด้วยหน้าปัดสีเทาในกรอบตัวเรือนสีดำที่ดูเด่นด้วยสายสีเทาเดินเส้นด้ายข้างด้วยด้ายสีขาว(มีสายสีดำมาให้เปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของคุณในแต่ละวันด้วย)  และหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live ที่ดีไซน์สวยในรูปทรงโค้งที่สวยทันสมัยมากมาให้ด้วย และเป็นรุ่นพิเศษที่มาในโทนสีที่เข้ากันทั้งเซ็ต คงต้องรอติดตามต่อไปว่าทาง Samsung ในประเทศไทยจะวางดีไซน์สุดเอ็กครูซีฟนี้เมื่อไรและราคาจะเป็นอย่างไร นี่คืองานดีไซน์ที่แม้คุณจะไม่ใช่คนสายแฟ(ชั่น) แต่ก็เหมาะกับคนที่รักงานดีไซน์ที่มีความพิเศษในทุกรายละเอียดที่ไม่สามารถจะหาได้ทั่วไป 

AUDEMARS PIGUET OPENS THE FIRST AP HOUSE IN SOUTH EAST ASIA

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว เอพี เฮ้าส์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 4 แห่งเกษรทาวเวอร์ ใจกลางเมืองของย่านปทุมวัน ภายใต้คอนเซปท์อพาร์ทเม้นท์ร่วมสมัยที่พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกคน

“การเปิดเอพี เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้สำหรับโอเดอมาร์ ปิเกต์มองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกของวงการรีเทล” สเตฟานี อึง (Stefanie Ng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า “เอพี เฮ้าส์จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์พิเศษที่เรามอบให้กับแขกผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะภายในสถานที่แห่งนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่ที่ผ่อนคลาย เสมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นภายในบ้านของคุณเอง”

นอกเหนือจากการรังสรรค์บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์สำหรับคนรักโอเดอมาร์ ปิเกต์ แล้ว คอนเซ็ปต์การออกแบบเอพี เฮ้าส์แห่งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามที่ว่า “มีอะไรที่เราสามารถทำเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ากับโอเดอมาร์ ปิเกต์ให้ดีที่สุด” ทีมงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นด้วยการจินตนาการไปว่า หากจูลส์ หลุยส์ โอเดอมาร์ (Jules Louis Audemars) และเอ็ดเวิร์ด ออกุสต์ ปิเกต์ (Edward Auguste Piguet) สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 เดินทางท่องไปทั่วโลก และได้แบ่งปันความหลงใหลที่พวกเขามีต่อนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและงดงามที่สุด ทั้งสองท่านจะดูแลลูกค้าอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้สะดวกสบายเหมือนบ้านและเต็มเปี่ยมด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรภาพ 

ฟรังซัว-อองรี เบนนาเมียส (François-Henry Bennahmias) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนเอพี เฮ้าส์สามารถชวนเพื่อนๆ มารับประทานอาหารมื้อเที่ยง หรือจัดการประชุมเพื่อพูดคุยธุรกิจ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อนาฬิกากับเรา แค่เข้ามานั่งพักผ่อน แล้วปล่อยใจให้”

ภายใต้สถาปัตยกรรมการออกแบบสไตล์ร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับการตกแต่งด้วยงานศิลปะฝีมือศิลปินชาวไทย เอพี เฮ้าส์ แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 500 ตารางเมตร พร้อมเป็นสถานที่สำหรับการจัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือน สามารถค้นพบเรื่องราวการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ รวมไปถึงความเชี่ยวชาญ และความโดดเด่นของแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ในโลกยุคปัจจุบันด้วย

เอพี เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

เวลาทำการ: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

ที่อยู่: 127 อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 4 ยูนิต A

ถนนราชดำริ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทร: +66 2 108 6305

อีเมล: aphouse.bangkok@audemarspiguet.com 

Shaping a Dream

ให้ฝันกลายเป็นจริง ร่วมเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์แห่งความคิดสร้างสรรค์กับเฟอร์รากาโม ในงาน Milan Digital Fashion Week

ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม(Salvatore Ferragamo)ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Digital Fashion Week ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก พร้อมโปรเจกต์วีดิโอใหม่ล่าสุดที่จะเปิดตัวบนแพลตฟอร์มดิจิตอล Camera Moda ในวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม โปรเจกต์ในครั้งนี้คือคำเชิญชวนให้ตระหนักถึงอนาคตและยังคงมีความฝันอยู่เสมอ คอลเลคชั่น Pre-Spring 2021 ของทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจากเฟอร์รากาโมจะมาพร้อมวีดิโอที่บรรยายเรื่องราวของแบรนด์

ตั้งแต่ความมุ่งมั่นพยายามของผู้ก่อตั้งแบรนด์และความสามารถในการนำความฝันมาสร้างให้เกิดเป็นเครื่องแต่งกาย จนกระทั่งยุคปัจจุบันเรื่อยไปจนถึงความท้าทายแห่งอนาคต นี่คือเรื่องราวที่มุ่งนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือกาลเวลาเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่หยุดนิ่งราวกับสภาวะสุญญากาศระหว่างการล็อคดาวน์ ซึ่งคอลเลคชั่น PS21 ได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว

Micaela le Divelec Lemmi ประธานกรรมการบริหารของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม กล่าวว่า 

“การนำเสนอวีดิโอและคอลเลคชั่น PS21 ที่ Milan Design Fashion Week เป็นสิ่งที่มีความหมายกับเรามาก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ การร่วมงานกับโปรเจกต์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่าง Camera Moda คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่สำคัญ และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในครั้งนี้ ทางแบรนด์ต้องการรวมเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ของโลกแห่งเฟอร์รากาโมมาถ่ายทอดผ่านวีดิโอนี้เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนและรากฐานของแบรนด์ พร้อมเฉลิมฉลองให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่โดดเด่นของแบรนด์ เช่น ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ท้าทายในปัจจุบันอย่างชาญฉลาดและกล้าหาญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ก่อตั้งแบรนด์ของเรามีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ความแข็งแกร่งที่ถ่ายทอดออกมานี้ไม่เพียงเพื่อเราเท่านั้น แต่เพื่อมอบให้กับทุกคน”

คอลเลกชั่น Pre Spring 2021 นี้แม้จะมีลุคให้ชมบางส่วนแต่ก็ทำให้เห็นจุดต่อไปคือคอลเลกชั่น Spring/Summer 2021 โดยยังเน้นที่วัสดุที่มีความหรูหรา เป็นนวัตกรรมสิ่งทอ รวมทั้งการทำเครื่องหนังให้ได้หนังที่มีผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่มเปรียบเหมือนผ้า โดยนำสองวัสดุนี้มารวมไว้เข้าด้วยกันในอาภรณ์ชิ้นเดียวซึ่งทำได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแจ็คเก็ตตัวหลวมแต่มีโครงที่ชัดเจนเพราะทักษะของการวางแพทเทิร์นที่เป็นเอกลักษณ์ของช่างเทเลอร์อิตาลี ผ้าลายพิมพ์ลายเสือดาวสีเข้มที่แทบจะกลืนเป็นสีเดียวกันแต่เมื่อต้องแสงที่มุมมต่างกันก็ทำให้ลวดลายปรากฏเด่นชัดต่างกัน โดยทั่วไปยังคงโทนสีคลาสสิกในหมวดเอิร์ธโทน อาจจะมีสีสดอย่างสีส้มเซียน่าแทรกมาเป็นเชิ้ตตัวใน โดยสปริงโค้ตก็ยังคงสีแทนซึ่งวัสดุนั้นเป็นการผสมผสานทั้งหนังและผ้า นอกจากนี้ยังมีเชิ้ตผ้าไหมที่ทอสีเหลือบเหมือนท้องฟ้า vanilla sky ที่สวยชวนให้นึกถึงฤดูร้อน

เฟอร์รากาโมมุ่งค้นหาสิ่งที่ไม่ธรรมดาท่ามกลางความเรียบง่ายอยู่เสมอ และแนวคิดนี้ถูกสื่อออกมาผ่านโปรเจกต์ในครั้งนี้มากกว่าที่เคย โดยเป็นการเชื้อเชิญให้มองความจริงในมุมที่แตกต่างออกไปอีกครั้งหนึ่งผ่านโลกดิจิตอลเพื่อค้นพบความไม่ธรรมดาที่ขับเคลื่อนให้ฝันของเราโลดแล่น ให้ทุกคนได้เป็นผู้สร้างเรื่องราวใหม่ที่จะถูกเล่าขาน เรื่องเล่าแห่งอดีตที่ผ่านมา และประวัติศาสตร์แห่งอนาคต

#MilanoDigitalFashionWeek #shapingadream​                                                 #FerragamoThailand #HommesThailand #LofficielHommesThailand

เรียบเท่แต่ปังจาก PRADA MULTIPLE VIEWS SS21

แฟชั่นสุดปังที่อยู่บนพื้นฐานความเรียบโก้ นวัตกรรมของสิ่งทอสมัยใหม่ที่ทำให้ผ้ามีน้ำหนักเบาและมีโวลุ่มทำให้เกิดลุคที่สลิมชิคของชายหนุ่ม รวมทั้งโครงสร้างของเส้นใยที่ทำให้ชุดเป็นทรงโดยไม่ต้องพึ่งสุ่มเพื่อพยุงรูปทรงของชุดสุภาพสตรี

คอลเลกชั่นที่ไม่ได้มีแฟชั่นโชว์แบบดั้งเดิมแต่ Prada ก็พลิกสถานการณ์ให้เหล่าผู้มีไฟสร้างสรรค์ในวงการ 5 ท่านอย่าง  Terence Nance, Joanna Piotrowska, Martine Syms, Juergen Teller และ Willy Vanderperre มาทำเป็นภาพยนตร์สั้นนำเสนอคอลเลกชั่นของปราด้าในมุมมองของแต่ละคน และปิดท้ายด้วยเหล่านายแบบและนางแบบที่เดินผ่านกล้องไปมาเหมือนการเดินบนรันเวย์เพื่อเติมเต็มสิ่งที่คนยุคล็อคดาวน์ต้องการนั่นก็คือการเห็นคอลเลกชั่นบนตัวโมเดลที่เดินให้ชมแบบดั้งเดิม

แต่กระนั้นภาพยนตร์สั้นที่แต่ละท่านสร้างสรรค์โดยนำเอาคอลเลกชั่นของปราด้า Spring/Summer 2021 นำเสนอผ่านมุมมองของแต่ละคนอย่างน่าสนใจ โดยเหล่าโมเดลในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป แต่ก็นำเสนอผลงานที่มีความเป็น Prada ที่มินิมัล เพรียว สง่าในขณะที่ชุดของผู้หญิงก็มีความเรียบโก้ กระโปรงเข้ารูปเคลียเข่า แต่ก็มีที่เป็นกระโปรงบานพองด้วยทรงของชุดที่เข้าเอวและผ้าที่ทำให้ชุดช่วงล่างที่เป็นกระโปรงบานพองออกอย่างสวยงาม ชวนให้นึกถึงชุดยุคฟิฟตี้ส์ที่ไม่มีโครงสุ่มใดๆ เพราะเทคโนโลยีสิ่งทอยุคนี้ทำให้ได้ผ้าที่มีน้ำหนักเบา อยู่เป็นทรงโดยใช้แพทเทิร์นเป็นหลัก นี่คือเอกลักษณ์ของปราด้าที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาให้เกิดรูปทรงที่น่าสนใจ เหมือนครั้งหนึ่งที่ปราด้าเคยทำให้วงการแฟชั่นฮือฮากับการใช้ผ้าไนลอนที่ทำกระเป๋า และพัฒนามาเป็นชุดแฟชั่น ซึ่งไม่ใช่ผ้าไนลอนทั่วๆ ไปและเป็นไนลอนที่ผลิตขึ้นมาด้วยเทคนิคเฉพาะ

เราก็ได้ชมในคอลเลกชั่นนี้กับซิลลูเอทใหม่ๆ อีกด้วย ซึ่งมีทั้งแบบโมเดิร์นคลาสสิก และเสื้อผ้าแบบสปอร์ต โดยเฉพาะ  Linea Rossa  ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งเนื้อผ้าที่โปร่งแสงแต่เนื้อผ้าสวมใส่ได้สบายไม่ได้ให้สัมผัสแบบพลาสติก โดยเฉพาะลุคที่เป็นสปริงโค้ทซึ่งหลายคนก็คงอยากจะเอามาสร้างเลเยอร์สวมลุคให้กับฤดูใบไม้ผลิ แม้แต่เสื้อถักก็ยังเป็นเส้นใยที่เหมาะกับอากาศในฤดูร้อนได้ด้วย หรือแม้แต่การสวมเสื้อโค้ทผ้าเนื้อบางกับตัวโดยไม่ต้องสวมเสื้อตัวในก็ทำได้อย่างสบาย 

ในความเรียบเท่ของคอลเลกชั่นนี้ Prada ก็ได้นำเอานวัตกรรมของสิ่งทอมาสร้างสรรค์รูปทรงที่น่าสนใจ บางคนอาจจะคิดถึงปราด้าในยุคไนน์ตี้ส์ เครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่อง Gattaga(1997) ที่ อีธาน ฮอว์ก และอูม่า เธอร์แมน นำแสดง แต่คอลเลกชั่นนี้ไม่ใช่การย้อนยุคไปหายุค 90’s แต่ทว่านำเอาอัตลักษณ์ของปราด้าที่รุ่งเรืองในยุคนั้นกลับมาสอดสานในคอลเลกชั่นที่จะบอกว่านี่คือ sustainable fashion ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้สวมใส่ได้อย่างไม่มีคำว่าล้าสมัย และนี่อาจจะเป็นทิศทางที่แฟชั่นในยุคนิวนอร์มอล กำลังก้าวไปก็เป็นได้ 

พร้อมให้บริการความอร่อยแล้ว Anantara Siam Bangkok to reopen restaurants.

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ (Biscotti) มื้อกลางวัน เวลา 12.00 – 14.30 น. และ มื้อค่ำ เวลา 17.00 – 20.30 น. 

อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารอิตาเลียน จากห้องอาหารที่ได้รับการจัดอันดับในหมวดหมู่ “The Plate” หรือร้านอาหารคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ของคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับกรุงเทพฯ (MICHELIN Guide Bangkok) ถึง 3 ปีซ้อน เมนูแนะนำ อาทิ ฟอคคาเซียมาสคาโปเน่ชีส, ราวิโอลีเนื้อตุ๋นและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, รีซอตโตกับเห็ดทรัฟเฟิลดำ เป็นต้น

อควา (Aqua) เวลา 16.00 – 20.30 น.

เลือกรับประทานหลากหลายเมนูอาหารจานเด่นจากทุกห้องอาหารของโรงแรมฯ ทั้งอาหารไทยรสจัดจ้านจากห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต สเต๊กเนื้อคุณภาพนำเข้าจากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ หรือพาสต้า พิซซ่า อาหารอิตาเลียนจากห้องอาหารบิสก็อตติ ณ ที่นั่งกลางแจ้งบริเวณปาริชาติ คอร์ท โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง, แทสมาเนียนแซลมอนย่างเสิร์ฟกับหน่อไม้ฝรั่ง และโฟมฮอลันเดส, ปูนิ่มผัดพริกไทยอ่อน, กุ้งผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น

มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ (Mocha & Muffins) เวลา 07.00 – 19.00 น.

เพลิดเพลินกับขนมอบโฮมเมดหอมกรุ่นจากเตา อาทิ ซิกเนเจอร์ ซอสเซสโรล (Sausage Roll) ครัวซองค์ มัฟฟินส์ โดนัท และเบเกอรี่สดใหม่ รวมถึง บลูเบอรี่ชีสเค้ก เอแคลร์ และเมนูเพื่อสุขภาพอย่างสลัด แซนด์วิช คีช(Quiches) เติมความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับเครื่องดื่มหลากเมนู ทั้งน้ำผลไม้ สมูทตี้ ฟรีคกี้เชค โฮมเมดไอศครีม และอื่นๆอีกมากมาย

เดอะ ล็อบบี้ (The Lobby) เวลา 10.00 – 22.00 น.

เลือกจิบชามาคิยาจ แฟรส์ เบลนด์พิเศษสำหรับโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมลิ้มรสชาติหลากหลายเมนูของหวาน และเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้บรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่นของเดอะ ล็อบบี้

ลิ้มรสชาติความอร่อยจากทุกห้องอาหารได้ทุกวัน ณ บริเวณชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ)          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0 2126 8866 หรือ อีเมล dining.asia@anantara.com เว็บไซต์ www.anantara.com/en/siam-bangkok