Posts

เย็นฉ่ำคลายร้อนกับ MOËT & CHANDON ICE IMPÉRIAL

ร้อนๆ อย่างนี้แชมเปญใส่น้ำแข็งสักแก้วไหม อ๊ะ…อย่าคิดว่าคนชวนไม่ประสาเรื่องแชมเปญละ แต่ MOËT & CHANDON ICE IMPÉRIAL คือแชมเปญที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อจะเสิร์ฟกับน้ำแข็ง ที่จะมอบอิสระในความสดชื่นและรื่นรมย์กับรสแชมเปญได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องเสีบเวลาแช่แชญเปญให้ได้ความเย็นในระดับที่ต้องการก่อน เพราะมีน้ำแข็งเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณฉ่ำกับรสชาติแชมเปญทุกเมื่อ

Moët & Chandon บ้านแชมเปญที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถผลิตแชมเปญได้เกือบ 30 ล้านขวดต่อปีซึ่งรวมถึง Moët Impérial, Rosé Impérial ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, Rosé Impérial, Ice Impérial, Rosé Ice Impérial และ Grand Vintage Champagnes ที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีใน Moët Impérial คือรสชาติที่โดดเด่นสง่างามของผลไม้รวมถึงผลไม้เนื้อนุ่มผสมกับถั่วอบที่ละเอียดอ่อน ทั้งหมดที่พูดถึงได้รวมตัวกันอยู่ในทุกอณูของฟองอากาศในขวดแชมเปญ (ในกรณีที่คุณสงสัยว่าพวกเขาเก็บของล้ำค่าไว้ที่ไหน บ้าน Moët & Chandon แห่งนี้มีห้องใต้ดินที่ใช้เก็บไวน์มากกว่า 17 ไมล์ ที่ Moët Estate ในเมือง Épernay)

Moët & Chandon Ice Impérial คือแชมเปญแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวของโลกที่ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการดื่มแชมเปญ ที่ถูกออกแบบมาให้ดื่มคู่กับน้ำแข็ง แชมเปญนี้มอบประสบการณ์ความอิสระ ความสดชื่น และความสนุกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะได้เพลิดเพลินไปกับน้ำแข็งในแก้วขนาดใหญ่ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเผยให้เห็นความลึกลับและซับซ้อนของรสชาติของแชมเปญในน้ำแข็ง

แชมเปญนี้ได้คัดเลือกองค์ประกอบอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงคุณสมบัติหลักขององุ่นแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วย องุ่นพันธุ์พิโนต์ นัว เป็นส่วนผสมหลัก (40-50%) เพื่อให้รสชาติผลไม้ที่เข้มข้นที่เป็นโครงสร้างหลักของแชมเปญขวดนี้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วย องุ่นพันธุ์พิโนต์ มูนิเยร์ (30-40%) เพื่อให้รสชาติเต็มไปด้วยความกลมกล่อมและเข้มข้นในเวลาดื่ม และสุดท้ายคือองุ่นพันธุ์ชาร์ดอนเนย์ ที่มีการหมักบ่มนานถึง 18 เดือน (10-20%) เพื่อให้รสชาติที่สดชื่นในตอนท้าย

กลิ่นของ Moët & Chandon Ice Impérial มีความเข้มข้นของกลิ่นหอมจากผลไม้เขตร้อน มะม่วง ฝรั่ง และเนคทารีน อีกทั้งยังมาพร้อมกับกลิ่นราสเบอร์รี่และกูสเบอร์รี่ที่หอมกลมกล่อม ยิ่งกว่านั้นยังมีความหรูหราด้วยกลิ่นหวานของเครื่องเทศที่ซับซ้อนและรสสัมผัสของควัน แน่นอนว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ!

รสสัมผัสของ Moët & Chandon Ice Impérial นั้นเต็มไปด้วยรสชาติแน่นเข้มข้นของสลัดผลไม้สด ตามมาด้วยความหอมหวานของคาราเมลและเยลลี่ ตบท้ายด้วยความสดชื่นของกูสเบอร์รี่และกลิ่นขิง

สีสันของ Moët & Chandon Ice Impérial มาในสีเหลืองสดใสของมะนาวพร้อมความสว่างของสีทองอำพันที่เป็นประกาย ปริมาณน้ำตาลใน Moet Ice Imperial อยู่ที่ 45 กรัมต่อลิตร ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Moët & Chandon Impérial Brut เห็นได้ชัดว่าการเติมน้ำแข็งเพื่อเจือจางความหวาน นั้นจะทำให้ไวน์มีความเย็นมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกว่าความหวานลดลงแต่ในทางกลับกันจะรู้สึกว่าความหวานอยู่ในสัดส่วนที่พอดีเมื่อดื่มกับน้ำแข็ง
Moët & Chandon ได้ให้สัญญาว่าจะคงความสมบูรณ์แบบของ Moët & Chandon Ice Impérial ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในแบบ daytime เพื่อรสนิยมของผู้ที่ชื่นชอบแชมเปญและต้องการเพลิดเพลินกับประสบการณ์ใหม่

พร้อมให้บริการความอร่อยแล้ว Anantara Siam Bangkok to reopen restaurants.

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ (Biscotti) มื้อกลางวัน เวลา 12.00 – 14.30 น. และ มื้อค่ำ เวลา 17.00 – 20.30 น. 

อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารอิตาเลียน จากห้องอาหารที่ได้รับการจัดอันดับในหมวดหมู่ “The Plate” หรือร้านอาหารคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ของคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับกรุงเทพฯ (MICHELIN Guide Bangkok) ถึง 3 ปีซ้อน เมนูแนะนำ อาทิ ฟอคคาเซียมาสคาโปเน่ชีส, ราวิโอลีเนื้อตุ๋นและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, รีซอตโตกับเห็ดทรัฟเฟิลดำ เป็นต้น

อควา (Aqua) เวลา 16.00 – 20.30 น.

เลือกรับประทานหลากหลายเมนูอาหารจานเด่นจากทุกห้องอาหารของโรงแรมฯ ทั้งอาหารไทยรสจัดจ้านจากห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต สเต๊กเนื้อคุณภาพนำเข้าจากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ หรือพาสต้า พิซซ่า อาหารอิตาเลียนจากห้องอาหารบิสก็อตติ ณ ที่นั่งกลางแจ้งบริเวณปาริชาติ คอร์ท โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง, แทสมาเนียนแซลมอนย่างเสิร์ฟกับหน่อไม้ฝรั่ง และโฟมฮอลันเดส, ปูนิ่มผัดพริกไทยอ่อน, กุ้งผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น

มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ (Mocha & Muffins) เวลา 07.00 – 19.00 น.

เพลิดเพลินกับขนมอบโฮมเมดหอมกรุ่นจากเตา อาทิ ซิกเนเจอร์ ซอสเซสโรล (Sausage Roll) ครัวซองค์ มัฟฟินส์ โดนัท และเบเกอรี่สดใหม่ รวมถึง บลูเบอรี่ชีสเค้ก เอแคลร์ และเมนูเพื่อสุขภาพอย่างสลัด แซนด์วิช คีช(Quiches) เติมความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับเครื่องดื่มหลากเมนู ทั้งน้ำผลไม้ สมูทตี้ ฟรีคกี้เชค โฮมเมดไอศครีม และอื่นๆอีกมากมาย

เดอะ ล็อบบี้ (The Lobby) เวลา 10.00 – 22.00 น.

เลือกจิบชามาคิยาจ แฟรส์ เบลนด์พิเศษสำหรับโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมลิ้มรสชาติหลากหลายเมนูของหวาน และเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้บรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่นของเดอะ ล็อบบี้

ลิ้มรสชาติความอร่อยจากทุกห้องอาหารได้ทุกวัน ณ บริเวณชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ)          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0 2126 8866 หรือ อีเมล dining.asia@anantara.com เว็บไซต์ www.anantara.com/en/siam-bangkok

กระหล่ำปลีอบไข่ (Baked Cabbage with White Sauce.)

กระหล่ำปลีเป็นผักที่มีรสชาติอร่อย จะรับประทานสดก็หวานกรอบ แต่นำมาปรุงให้สุกก็ยิ่งมีรสหวานและทำให้กลิ่นเหม็นเขียวหมดไป แค่กระหล่ำปลีผัดน้ำปลาก็อร่อยจนกลายเป็นเมนูทำราคา แต่ครั้งนี้เราทำกระหล่ำปลีอบจากตำราอาหารเก่าแก่ ด้วยความอยากรู้ว่าจริงๆ ตำราอาหารที่มีแต่สูตรเกือบหกร้อยชนิดในเล่มเดียวนั้นทำได้จริงๆ หรือ 

อยู่บ้านมีเวลาเปิดตำราอาหารเก่าๆ ดู นึกแปลกใจว่าสมัย 40-50 ปี ก่อนตำราอาหารจะเน้นจำนวนสูตรที่มากมาย เพราะพิมพ์บนกระดาษปอนด์เนื้อหยาบ เพราะกระดาษเป็นของฟุ่มเฟือย  ไม่มีภาพสีนอกจากภาพปกที่เป็นภาพวาดต่างๆ และสูตรเหล่านั้นใช้ได้จริง คือลงมือทำได้จริงๆ หรือ หรือเอาสูตรมาจากไหน ในยุคที่การติดต่อสื่อสารไม่ได้สะดวกอย่างปัจจุบัน

การอ่านและลองแกะสูตรเล่นๆ สะดุดตากับสูตรกระหล่ำปลีอบกับไข่ จากหนังสือคู่มือ ทำของหวาน 557 ชนิด พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2519 ใช่ กระหล่ำปลีอบทำไมมาอยู่ในหนังสือตำราทำของหวาน เมื่อลองอ่านสูตรดูก็เอะใจว่าน่าจะเข้าท่า แล้วแป้งสาลีผัดกับเนย(ใส่นม)นั้นจริงๆ ก็คือ ซอสขาว(Roux) ที่เป็นซอสพื้นฐานของการทำอาหารฝรั่งเศสนั่นเอง พยายามทำความเข้าใจไปก็มั่นใจว่าสูตรนี้ทำออกมาแล้วต้องอร่อย แต่ก็ปรับสัดส่วนให้เป็นปัจจุบันหน่อยเท่านั้น

กระหล่ำปลีเป็นผักที่นำมาทำอาหารได้อร่อยหลายอย่าง แต่ควรกินสุกหรือผ่านความร้อนจะด้วยวิธีใดก็ตาม แม้กระหล่ำปลีสดกินแนมกับลาบทอดหรือส้มตำนั้นแสนอร่อยเพราะหวานกรอบ แต่สารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะไปจับกับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ที่ทำให้เป็นนิ่วในไต นี่หมายถึงกินกระหล่ำปลีดิบในปริมาณมากๆ และกินบ่อยๆ ไม่ใช่กินกระหล่ำปลีดิบไม่ได้เลย กินได้แต่อย่ากินเยอะหรือกินซ้ำๆ ติดๆ กัน แต่จริงๆ แล้วกระหล่ำปลีนำมาทำอาหารอร่อยได้เยอะแยะ แค่กระหล่ำปลีนึ่งก็มากินเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกก็หวานอร่อย เพราะการทำสุกทำให้กระหล่ำปลีหวานยิ่งขึ้น 

การทำอาหารครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายของซีรีย์ทำอาหาร อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เพราะอาทิตย์หน้าจะต้องเร่ิมกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ ใช้ชีวิตแบบ New Norm โอกาสจะทำอาหารทุกๆ วันก็คงหมดไป แต่ก็จะเขียนเรื่องไลฟ์สไตล์หรือเรื่องอาหาร(ไม่ได้ทำอาหาร)มาลงทางนี้เรื่อยๆ 

กระหล่ำปลีอบไข่

กระหล่ำปลีหัวเล็ก 1 หัว

แฮม 2 ขีด

ไข่ต้ม 2 ฟอง

มันฝรั่งต้ม 1 หัว

เนยแข็งมอซซาเรลลา 4 แผ่น

เกล็ดขนมปังป่นใช้โรยหน้า

ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย

ซอสขาว(วิธีทำอยู่ด้านล่าง)

เกล็ดขนมปังป่นทำเองได้ง่ายๆ เพราะเราใช้ปริมาณน้อย ไม่ต้องไปซื้อมาเป็นถุงๆ  ใช้ขนมปังปอนด์ที่เรารับประทานไม่หมดสักแผ่นสองแผ่นไปตากแดดจนแห้งแล้วนำมาหรือตำด้วยครกก็ได้ หรือจะนำขนมปังเข้าอบไฟกลางในเตาติ้ง อบครั้งแรกขนมปังอาจจะไม่กรอบทั้งแผ่น เราก็นำเข้าไปอบครั้งที่สอง การอบแต่ละครั้งใช้เวลา 10 นาที แล้วนำมาป่นหยาบๆ จะใช้ครกไฟฟ้าหรือครกตำด้วยมือก็แล้วแต่สะดวก 

เราต้มไข่กับต้มมันฝรั่งไปพร้อมๆ กันได้ มันผรั่งจะปอกเหลือก่อนหรือไม่ปอกก็ได้แล้วแต่ชอบ หั่นครึ่งตามยามของมั่นฝรั่งนำไปต้มกับไข่ไก่ให้สุก ราว 15 นาที แช่ไข่ไก่ในน้ำเย็นทันที พอหายร้อนค่อยแกะเปลือกไข่จะได้ไม่ติดเนื้อไข่ ส่วนมันฝรั่งใส่จานพักไว้ ก่อนปรุงให้นำมาหั่นตามขวางเป็นชิ้นๆ (แว่นๆ) หนาราว 3-4 มิลลิเมตร 

นำกระหล่ำปลีมาเฉือนขั้วออกเล็กน้อยเพื่อจะแยกออกมาเป็นใบๆ ตั้งหม้อใส่น้ำบนเตา ใส่เกลือนิดหน่อย แยกกระหล่ำปลีเป็นใบๆ ใส่ลงในหม้อน้ำเดือดแบบลวก แต่ลวกทีเดียวทั้งหมด ไม่ต้องลวกทีละใบ ปิดฝาใช้ไฟอ่อนให้กระหล่ำปลีลวกจนสุกโดยทั่วกัน นำมาใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ 

แฮมถ้าซื้อแบบรมควันชิ้นหนาๆ มาเราก็หั่นเสียหน่อย แต่ถ้าเป็นแฮมแบบที่นิยมขายกันเป็นแผ่นบางๆ ก็นำมาหั่นเล็กๆ เช่นกัน เนยแข็งถ้ามีแบบเป็นอย่างขูดฝอยที่ใช้โรยหน้าพิซซ่าก็ได้ หรือถ้าหาง่ายตามร้านสะดวกซื้อก็เนยแข็งมอซซาเรลลาแบบแผ่น

เตรียมชามอบโดยทาเนยลงในชามให้ทั่ว เนื่องจากจะเสิร์ฟอาหารชนิดนี้บนกลางโต๊ะอาหาร จึงหาชามเซรามิกที่ใช้เสิร์ฟได้มาเป็นชามอบ เพราะชามเหล่านี้ปกติก็ผ่านความร้อนสูงและเข้าเตาอบได้อยู่แล้ว ชั้นแรกเราวางกระหล่ำปลีต้มลงไปก่อน โรยเกลือและพริกไทยเล้กน็อย ตามด้วยซอสขาวนิดหน่อย วางไข่ต้มลงไป โรยแฮม ราดซอสขาวบางๆ  ปิดทับด้วยมันฝรั่งต้ม วางแผ่นเนยแข็งลงไป(หรือจะโรยลงไปถ้าเป็นเนยแข็งขูด) แล้วก็กลับมาที่วางกระหล่ำปลีต้มลงไป โรยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ไข่ต้มที่เหลือ มันฝรั่ง โรยแฮม ราดซอสขาวเล็กน้อย วางแผ่นเนยแข็งลงไป โรยด้วยผงขนมปังป่น นำเข้าอบ 30 นาที ความร้อน 350 องศาเซลเซียส นำออกมาเสิร์ฟร้อนๆ   

ซอสขาว(Roux)

เนย 1/4 ถ้วย

แป้ง 1/2 ถ้วย

นม 1 ถ้วย

การทำซอสขาวให้เนื้อเนียนไม่จับตัวเป็นก้อนมีเทคนิคง่ายๆ ใส่เนยลงในหม้อ นำไปตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อนจนเนยละลาย ใส่แป้งลงไปผัดจนแป้งสุกไม่มีกลิ่นแป้งดิบ ยกลงจากเตา ใส่นมลงไปครึ่งถ้วย ใช้ตะกร้อมือตีให้แป้งเข้ากันนม ใช้พายไม้คนให้เข้ากันก็ได้ หรือจะใช้ที่ตีไข่ไฟฟ้าก็ได้ทั้งสิ้น ให้ส่วนผสมแป้งกับนมเข้ากัน จากนั้นใส่นมที่เหลือลงไป คนให้เข้ากันดี ก่อนนำไปตั้งไฟอีก คราวนี้ต้องคนเรื่อยๆ อย่าหยุดมือ เพราะไม่นานซอสจะข้นขึ้น ถ้าข้นเกินไปให้ใส่นมเพิ่มได้ หรือเหลวไปก็ตั้งไฟต่ออีกหน่อยเนื้อซอสก็ข้นขึ้นเอง(อย่าลืมคนตลอดเวลา) ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยนิดหน่อยถ้าต้องการ แค่นี้เองง่ายๆ   

Light Banana muffin.

เมื่ออยากรับประทานเค้กเบาๆ แต่ทำได้ง่ายๆ เครื่องปรุงไม่เยอะ เพราะไม่อยากออกไปนอกบ้านโดยไม่จำเป็น จึงเกิดมัฟฟินกล้วยสูตรนี้ที่ใช้กล้วยสุกที่เชื่อหลายคนมีติดบ้าน จะกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ก็ได้ แต่ขอที่สุกจนงอม ส่วนเครื่องปรุงอื่นก็มีแค่เนย แป้งกับน้ำตาลกับสารช่วยฟูเท่านั้นเอง แค่นี้ก็จะได้มัฟฟินที่มีหน้าขนมเสริมให้มีรสสัมผัสพิเศษขึ้น

จริงๆ การทำขนมประเภทเค้กไม่ยาก ถ้าไม่คิดจะทำเค้กเนื้อเบาฟูเป็นชิฟฟอนหรือสปันจ์เค้กที่ต้องใช้ทักษะหรอทำบ่อยหน่อยจะเร่ิมรู้ทาง แต่เค้กง่ายๆ อย่าเค้กกล้วยหอมใครๆ ก็ทำได้ จะให้เนื้อแน่นเป็น Banana Bread ก็ใส่แป้งเยอะหน่อย ถ้าอยากให้เนื้อเบาเหมือนเค้กก็ลดแป้งลง ส่วนการตีเนยกับน้ำตาลถ้าไม่มีเครื่องตีไข่ก็ใช้มือคนโดยมีอุปกรณ์คือช้อนไม้หรือตะกร้อมือ

แต่ถ้าหาอุปกรณืเหล่านี้ใกล้ตัวไม่ได้ เคยใช้ทัพพีตักแกงหรือทัพพีพลาสติกคดข้าวคนเหมือนกันก็ทำได้ แค่ปล่อยให้ตัดเนยเป็นชิ้นเล็กๆ ปล่อยไว้ในอุณหภูมิห้องให้หายเย็นจัด แต่ไม่ใช่หลอมจนบางส่วนกลายเป็นน้ำมันเนยนะ คือปล่อยเนยไว้ในห้องสักพัก ลองคนดูถ้าเริ่มนุ่มไม่เป็นก้อนก็เริ่มใส่น้ำตาลทรายคนให้เข้ากันได้ ไข่ไก่ไม่ควรนำออกมาจากตู้เย็นแล้วใส่ลงในส่วนผสมเนยทันที ควรพักให้อยู่ในอุณหภูมิห้อง ไข่เย็นจัดทำให้เนยจับตัวเป็ฯลิ่มเล้กๆ และแยกตัวจากน้ำตาลทำให้น้ำตาลกลายเป็นของเหลวแยกตัวจากเนยที่เราอุตส่าห์คนจนเมื่อยมือ

สำหรับหน้าขนมก็สุตรเดียวกันแต่มีใส่ของเหลว(นมหรือน้ำก็ได้)นิดหน่อยให้ได้เป็นก้อนเล็กๆ หรือใมากอีกนิดให้ได้เป็นส่วนผสมข้นๆ ซึ่งทั้งสองแบบนี้ให้รสสัมผัสบนหน้าขนมที่ต่างกัน อย่างเป็นก้อนๆ ก็จะให้รสหวานมันกรุบๆ แต่อย่างเหลวพออบเสร็จจะเป็นทอฟฟี่เหนียวหนึบ ถ้าต้องการทั้งสองแบบให้ทำแบบแห้งเป็นก้อนเล็กๆ ก่อน ส่วนหนึ่ง จากนั้นค่อยเติมของเหลวทำเป็นแบบข้นราดบนหน้าขนมก่อนอบ

จริงๆ การทำครัวช่วงทำงานที่บ้านก็จะถึงวาระที่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศในอาทิตย์หน้า แต่ก็เป็นการสลับกันเข้าทำงานอาทิตยืเว้นอาทิตย์ คอลัมน์ทำอาหารนี้คงไม่ได้เจอกันทุกวันจันทร์ถึงศุกร์อีก แต่ก็จะนำเรื่องอาหารต่างๆ ๆ มาเขียนถึงบ้างแต่คงไม่ได้ลงมือทำเองเช่นช่วงที่ผ่านมา ส่วนวันพรุ่งนี้คือสูตรอาหารปิดท้ายรอดูว่าจะเป็นอะไร   

เครื่องปรุง

แป้งสาลี 1 ถ้วย

ผงฟู 1/2 ช้อนชา

โซดาทำขนม 1/4 ช้อนชา

เนย 1/4 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

ไข่ไก่ 1 ฟอง

กล้วยสุกบด 1 ถ้วย

เปิดเตาอบไฟ 350 องศาเซลเซียส ถ้าใช้เตาติ้งหรือ Toaster oven จะวอร์มเตาก่อนก็ได้ โดยบิดปุ่มตั้งเวลาไปสัก 5 นาที หลังจากที่เราตั้งอุณหภูมิแล้ว เพื่อวอร์มเตา แต่ปกติที่ใช้เตาติ้งก็ไม่เคยวอร์มเตาก่อน คือตั้งระดับอุณหภูมิ ใส่ของที่จะอบแล้วก็หมุนปุ่มตั้งเวลาเลย

นำเนยออกมาจากตู้เย็น ตัดออกมา 1/4 ก้อน(ขนาดก้อนละ 225 กรัม)นี่เป็นการกะคร่าวๆ ถ้าไม่ต้องการตวงแบบเป๊ะๆ ตัดเนยเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้ในอ่างผสมให้หายเย็นจัด 

ร่อนแป้ง ผงฟู โซดาทำขนม(baking soda) และเกลือป่น เข้าด้วยกัน พักไว้

ใช้ตะกร้อมือหรือช้อนไม้ด้ามยาวๆ คนให้เนยนุ่ม ก่อนจะใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปทีละช้อน คนไปเรื่อยๆ ทำสลับกันจนหมดน้ำตาลทราย เมื่อคนเนยกับนำ้ตาลได้ที่จะกลายเป็นครีมที่สีอ่อนลงและขึ้นฟู ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปทีละช้อนกับสลับด้วยการคนจนเข้ากัน ใส่ไข่ไก่ลงไป คนให้เข้ากับส่วนผสมเนย (จริงๆ ไข่มีที่ตีไข่ไฟฟ้าจะใช้แทนการคนด้วยมือก็ได้) 

นำส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้แล้วใส่ลงในส่วนผสมเนย คนให้เข้ากัน แบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน แบ่งใส่แป้งทีละส่วน คนให้เข้ากันอย่างเบามือด้วยพายยาง สลับกับส่วนผสมของกล้วยบดที่เราแบ่งเป็น 3 ส่วนเช่นกัน ใส่แป้งสลับกับกล้วยบดและจบที่แป้งส่วนสุดท้าย คนให้เข้ากันดีอย่างเบามือ จากนั้นค่อยตักใส่พิมพ์มัฟฟินที่เตรียมพิมพ์ไว้แล้ว ถ้ามีพิมพ์ขนาด 6 ชิ้น สำหรับเตาอบเล็กๆ เราก็พักแป้งที่ผสมไว้ก่อนรออบในคราวต่อไป  การตักส่วนผสมแป้งใส่ลงในพิมพ์ให้เหลืออย่างถึงขอบพิมพ์สักครึ่งเซนติเมตร โรยหน้าขนมลงไปเล้กน้อย ไม่ต้องใส่จนเต็มหน้าขนมก็ได้ นำเข้าอบ 15-20 นาทีก็ใช้ได้ 

เตรียมพิมพ์มัฟฟินด้วยการทำเนยลงไปให้ทั่วแม้กระทั่งด้านบนพิมพ์ เผื่นขนฟูล้นออกมาตรงขอบด้านบน โรยแป้งสาลงลงไปบางๆ แล้วเคาะออก ให้แป้งติดบนพิมพ์บางๆ  

หน้าขนม

แป้งสาลี 1/2 ถ้วย

เนย 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายขาว 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ

โซดาทำขนม 1/4 ช้อนชา

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

นมหรือน้ำสะอาดนิดหน่อย

นำส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นของเหลว(นมหรือน้ำอย่าเพิ่งใส่)ใส่ลงในอ่างผสมใช้มือหรือหลังช้อนบี้ให้เข้ากัน พอได้เป็นเม็ดร่วนๆ ใส่น้ำหรือนมลงไปนิดหน่อย 1/2 ช้อนชา คนให้ส่วนผสมบางส่วนจับเป็นก้อนเล็กๆ แบบในรูป นำส่วนนี้มาโรยบนหน้าขนมที่จะนำเข้าอบ หรอืถ้าอยากได้หน้าเหนียวๆ เป็นทอฟฟี่ให้ใส่ของเหลว(น้ำหรือนม)เพิ่มทีละน้อนจนได้ส่วนผสมที่ข้นกว่านมข้นหน่อยเอาไว้หยอดหน้าขนม ใครต้องการหน้าขนมแบบไหนเลือกได้ หรือแบ่งครึ่งๆ    

เมื่อขนมสุกนำออกจากเตา หน้าขนมอาจจะเยิ้มย้อยดูไม่สวยงามแต่นั่นคือความอร่อย เรานำขนมในพิมพ์ออกมาพักสัก 5 นาที แล้วเตรียมถาดหรือผ้าสะอาดๆ วางราบบนหน้าโต๊ะ คว่ำพิมพ์มัฟฟินลงไปเบาๆ  ขนมจะหลุดออกมา หล่อยให้ขนมพักไว้อย่างนั้นจนหายร้อนจัด คือขนมจะเบานิ่มกว่าเค้กกล้วยหอม หรือ Banana bread ดังนั้นถ้าเราเตรียมพิมพ์ไม่ดีแล้วขนมติดพิมพ์เราจะนำออกยากเพราะขนมจะไม่เป็นทรง จริงๆ เสิร์ฟอุ่นจะอร่อย ยิ่งทำหน้าแบบทอฟฟี่ ตรงส่วนนั้นถ้ายังอุ่นๆ อยู่จะเหนียวหนึบหนับหวานมันรับประทานอร่อยมาก 

แกงกระท้อนใส่หมูย่างกับใบชะพลู (Santol curry with Grilled pork and Chaplo leaves.)

กระท้อนมีให้เรารับประทานช่วงสั้นๆ มาเร็วไปเร็ว ใครมีอาหารที่ทำด้วยกระท้อนประจำครอบครัวต้องรีบทำช่วงนี้เพราะไม่มีให้กินทั้งปี แกงกระท้อนของเราครั้งนี้ก็ทำง่ายแสนง่ายเพราะไม่ตำน้ำพริกแกงเอง ใช้น้ำพริกแกงคั่วหรือน้ำพริกแกงเผ็ดก็ได้ แต่ให้รสต่างกันบ้าง แต่ถ้าใช้พริกแกงกะทิของภาคใต้จะได้รสจัดเพราะมีเครื่องเทศเยอะ เข้ากับใบชะพลูอย่างบอกไม่ถูก

กระท้อนมีให้เรารับประทานช่วงสั้นๆ มาเร็วไปเร็ว ใครมีอาหารที่ทำด้วยกระท้อนประจำครอบครัวต้องรีบทำช่วงนี้เพราะไม่มีให้กินทั้งปีแบบมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งกลายเป็นผลไม้ที่ไม่อร่อยไปแล้ว เพราะการรังสรรค์ให้ผลิตได้ทั้งปีนี่แหละ 

จริงๆ ที่บ้านมีแกงฮังเลใส่กระท้อนเป็นของขึ้นชื่อ ยายสอนให้ใช้รสฝาดของกระท้อนมาช่วยชูรสแกง เพราะต้นกระท้อนที่บ้านออกลูกมามีแต่ฝาดเมล็ดก็ไม่มีเนื้อปุย กินก็ต้องจิ้มพริกเกลือ แต่ปกติถ้าใช่หน้ากระท้อนไม่มีการทำแกงฮังเลต้องใช้น้ำหมักจากอาหารที่กินไม่หมด ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครปรุงแกงฮังเลด้วยเทคนิคนี้แล้ว สาบสูญไปพร้อมๆ กับไหหมักของหมักดองที่ทุกบ้านต้องมีนั่นแหละ

มาเรื่องแกงกระท้อนของเราครั้งนี้ก็ทำง่ายแสนง่ายเพราะไม่ตำน้ำพริกเอง หลายครอบครัวอยู่คอนโดฯ คงไม่สะดวกโขลกน้ำพริกป็อกๆ ดังลั่นตึก น้ำพริกที่จะมาแกงกระท้อนนั้นใช้น้ำพริกแกงคั่วหรือน้ำพริกแกงเผ็ดก็ได้ แต่ให้รสต่างกัน แต่ที่ไปได้มาจากตลาด อ.ต.ก. คือน้ำพริกแกงกะทิของทางใต้ เขียนไว้แบบนั้นบนซอง แต่มีขมิ้นในพริกแกงเยอะอยุ่ รสจัดจ้านหอมกรุ่นสมุนไพรและเครื่องเทศ อย่าใส่น้ำพริกแกงหนักมือเพราะจะทำให้แกงฉุนเครื่องเทศเกิน สักสองช้อนคาวต่อแกงหนึ่งหม้อที่รับประทาน 2-3 คน อยากเพิ่มเผ็ดก็เติมพริกป่น แต่ถ้าชิมแล้วน้ำแกงจืดเครื่องแกงก็ค่อนเติมพริกแกงตาม

ใบชะพลูมีขายตามตลาดสดและแผงผักเพื่อสุขภาพในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าหาไม่ได้ก็ซื้อชุดเมี่ยงคำมาแยกเอาใบชะพลูมาแกง ส่วยเครื่องเมี่ยงคำเอาไปเคี่ยวทำน้ำทรงเครื่องกินกับกระท้อนหรือผลไม้อื่น(นี่ทำมาแล้ว)โดยมะนาวกับขิงแยกไว้ใช้ทำกับข้าวอื่นๆ ที่เหลือคือเครื่องน้ำตาลเคี่ยวหรือน้ำปลาหวานทรงเครื่องนั่นแหละ

ใครไม่ชอบแกงที่มีน้ำมันลอยฟ่อง ก็ไม่ต้องเคี่ยวน้ำมันขี้โล้ ให้ผัดเครื่องแกงกับหัวกะทิเลย หรือกลัวพริกแกงไม่หอมจะผัดกับน้ำมันพืชนิดหน่อยก่อนค่อนใส่หัวกะทิก็ได้ แต่การทำครัวสมัยก่อนจะต้องเคี่ยวหัวกะทิให้เห็นน้ำมันขี้โล้เพื่อผัดพริกแกงให้หอม คนทำก็โดนน้ำมันร้อนๆ กระเด็นใส่ไปเป็นปกติ แต่มาภายหลังมีการบัญญัติว่าแกงกะทิที่ดีนั้นไม่ควรมีน้ำมันลอยฟ่อง ดูเป็นต้มข่าไก่ที่ฝรั่งใช้นมแทนกะทิทำ ส่วนตัวชอบลักษณะแกงแบบดั้งเดิมมากกว่า แล้วน้ำมันนั้นมาจากการเคี่ยวกะทิไม่ใช่ใส่น้ำมันพืช

เครื่องปรุง

กระท้อน 1 ผล

หมูย่าง 3 ขีด

ใบชะพลูหั่น 1 ถ้วย

พริกไทยสด 3-4  พวง

กะทิ 1 กล่อง

น้ำพริกแกง 2 ช้อนโต๊ะ

ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือป่นและน้ำตาลโตนด

วิธีทำ

หั่นหมูย่างเป็นชิ้นเล็กๆ พอคำ ใชะพลูหั่นฝอย กระท้อนนำมาปอกเปลือกแล้วรีบทาเกลือกันผิวกระท้อนหมองลม จากนั้นก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำผสมเกลือป่นนิดหน่อยไว้

ตั้งหม้อบนไฟกลาง ใส่กะทิลงไปนิดหน่อยเพื่อเอาน้ำมันขี้โล้มาผัดพริกแกง น้ำมันขี้ดล้คือการเคี่ยวกะทิที่เดือดแล้วใช้ทัพพีหรือพายไม้คนไปเรื่อยๆ กะทอจะแยกเป็นขี้ดล้กับส่วนน้ำมัน บางคนไม่ชอบแกงที่มีน้ำมันลอยบนผิวหน้าก็ไม่ทำน้ำมันขี้โล้ ใส่กะทิลงไปพอเดือดก็ใส่พริกแกงเลย 

ผัดพริกแกงในน้ำมันขี้โล้ให้หอม ใส่หมูย่างลงไปผัด เติมกระทิจากกล่องลงไป รินน้ำดื่มลงไปบ้างเพื่อเจือกะทิ ผัดหมูให้เข้ากับเครื่องแกงและกะทิ ใส่กระท้อนลงไป(ไม่เอาน้ำที่แช่ใส่ลงไปด้วยนะเพราะเค็มจากเกลือ) คนให้เข้ากัน ปิดฝาหม้อ คือถ้าเป็นหม้อ Le Creuset การปิดฝาหม้อคือการเคี่ยวที่น้ำจะไม่ระเหยออกไปมาก แต่อาหารจะสุกระอุอยู่ข้างใน ทิ้งไว้ราว 10 นาที 

เปิดฝาหม้อออก ใส่ใบชะพลูวอยลงไป ตามด้วยช่อพริกไทยสด คนให้เข้ากัน ปิดฝาหม้อราให้ไฟอ่อนลงนิดหน่อย ตั้งไว้ราว 5 นาที น้ำจากใบชะพลูจะออกมาค่อนข้างมาก น้ำแกงจะใสขึ้นหน่อย แต่รสชาติจะเข้มข้นหอมกรุ่นมาก รีบไปหาขนมจีนหรือเส้นหมี่สั่วที่ต้มแล้วมาไวๆ เพราะนี่ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

กระท้อนทรงเครื่อง Santol with sweet and spicy sauce.

กระท้อนเป็นผลไม้ที่รับประทานสดเปล่าๆ ก็อร่อย แต่หลายคนจะต้องนึกถึงพริกเกลือหรือน้ำปลาหวาน เพราะรสฝาดอมเปรี้ยวของเนือ้กระท้อนมีรสชาติที่ยั่วน้ำลาย บางคนเอาเนื้อกระท้อนไปแช่น้ำเกลือหลายรอบจนหายฝาด แต่จริงๆ รสฝาดนั่นแหละคือสิ่งชูรสในการรับประทานกระท้อน 

ผลไม้ที่มีมาแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ถ้ามีให้เห็นในตลาดนึกเปรี้ยวปากอยากจะนำมาทำอะไรรับประทานก็ให้ไว เพราะกระท้อนจะมีแค่ช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือน ปีนี้เห็นกระท้อนแรกปุ๊บนึถึงกระท้อนทรงเครื่องปั้บ เพราะเป็นของว่างที่อร่อย แต่ช่วงนี้จะกินของสดก็อยากจะทำเองมากกว่าเพื่อความสบายใจ จึงทำกระท้อนทรงเครื่องสูตรง่ายๆ แต่เครื่องแน่นครบรส ถ้าทำน้ำสำหรับกระท้อนทรงเครื่องไว้เยอะ จะแบ่งไปเป็นน้ำหยอดเมี่ยงคำก็ได้นะ ครือๆ กัน ของเราเคี่ยวเองรสเข้มข้นกว่าเยอะด้วย

วันนี้เสนอกระท้อนทรงเครื่อง พรุ่งนี้เสนอแกงกระท้อนรับประทานกับเส้นหมี่ส่วนจะใส่อะไรบ้างนั้นให้ติดตามเพราะไหนๆ กระท้อนก็มีให้ซื้อหาในตลาดแล้ว รีบเอามาทำของอร่อยรับประทานกันเถอะ

เครื่องปรุง

กระท้อน 3 ผล

เกลือป่น

บางคนชอบทุบกระท้อนเพื่อให้รสหวานขึ้น แต่ถ้ากลัวผิวจะช้ำไม่สวยจะไม่ทุบก็ได้เพระาเดี๋ยวเราก็เฉาะเป็นริ้วๆ อยู่ดี นำกระท้อนมาปอกเปลือก ระหว่างปอกถ้าไม่อยากให้ผิวกระท้อนคล้ำให้ทาเกลือป่นไปเลย เพราะบางคนปอกช้าหรือเผลอทิ้งไว้โดนลมสีกระท้อนจะไม่สวย เมื่อปอกเหลือเสร็จให้บั้งโดยรอบตามแนวผล ถ้าคนถนัดขวาให้จับมีดด้วยมือขวา ใช้มือซ้ายจับกระท้อน กดมีดลงไปเป็นแนวไม่ต้องลึกมาก แค่เนื้อกระท้อนพอ ถ้าเราบั้งไปเป็นแนวสักพักเราจะจับทางได้ มือซ้ายที่จับกระท้อนจะขยับให้ผลกระท้อนกดไปตามคมมีดให้เห็นแนว โดยมือขวาที่จับมีดจะจับไว้นิ่งๆ ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าเป็นไปโดยอัตโนมัติจริงๆ ถ้าใครลืมทาเกลือที่กระท้อนขั้นตอนนี้จะเห็นว่าผิวกระท้อนคล้ำลมเร็วมาก

ในอ่างแช่กระท้อนให้ใส่น้ำต้มสุกลงไป ใส่เกลือป่นสัก 2 ช้อนโต๊ะ แช่กระท้อนที่ปอกแล้วลงไป น้ำเกลือจะช่วยให้กระท้อนหายฝาดอีกด้วย เวลาเราจะเสิร์ฟกระท้อนทรงเครื่องให้หยิบกระท้อนออกมาบีบเอาน้ำเกลืออกเบาๆ แล้วลางลงในจานราดน้ำตาลที่เคี่ยวกับเครื่องต่างๆ ลงไป

น้ำตาลเคี่ยวทรงเครื่อง

น้ำตาลโตนด 4 งบ

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย

น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1 ช้อนชา 

หอมแดง 5 หัว

พริกขี้หนู 5 เม็ด

พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ

กุ้งเคย 3/4 ถ้วย

หรือกุ้งแห้งปริมารเท่ากัน

ถั่วลิสงคั่ว 3/4 ถ้วย

มะพร้าวคั่ว 1/2 ถ้วย

ดูเครื่องปรุงออกจะเยอะสมชื่อทรงเครื่องจริงๆ แต่มีขายในตลาดครบ แต่ถ้าไม่สะดวก ร้านสะดวกซื้อมีถั่วลิสงคั่วอบทั้งแบบมีเกลือและไม่มีเกลือป่นบรรจุซองเป็นของคบเขี้ยว มะพร้าวอบแห้งก็เช่นกัน บรรจุเป็นซองเอามาใช้แทนมะพร้าวคั่วได้ ถ้านกึหน้าตามะพร้าวคั่วไม่ออกก็มะพร้าวที่เป็นเครื่องเมี่ยงคำนั่นเอง เตรียมซอยหอมแดงก่อนให้เป็นแว่นบางๆ พริกขี้หนูก็เช่นกันแต่อย่าหั่นบางมาก นำตาลเป็นงบเรานำมาหั่นด้วยมีดให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำถั่วลิสงไปบดหยาบๆ จะใส่ครกตำก็ได้ ถ้าเราได้มะพร้าวอบแห้งเป้นเส้นยาวๆ ก็นำมาตำ แต่ถ้าเป็นมะพร้าวคั่วกินกับเมี่ยงคำก็ไม่ต้องนำมาตำ 

ในหม้อที่ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำตาลที่หั่นแล้วลงไป น้ำตาลทรายแดง ตามด้วยน้ำเปล่า 1/4 ถ้วย ทิ้งไว้จนน้ำตาลละลาย ไม่ต้องคนมาก  พอละลายหมดก็คนพอเข้ากัน ตั้งไฟพอน้ำตาลเร่ิมเดือดให้ใส่เกลือป่น กะปิและน้ำปลาลงไป คนพอเข้ากัน ถ้ากะปิเป็นก้อนก็บี้ๆ เสียหน่อย เติมหอมแดงและพริกขี้หนูซอย คนให้เข้ากัน ใส่ถั่วลิสงและมะพร้าวคั่วที่เตรียมไว้  คนให้เข้ากันตั้งไว้สักครู่จนน้ำตาลเหนียวหนึบดี ทำกินเองเราไม่ทำน้ำตาลเคี่ยวใสโจ๋งเจ๋งแน่ๆ พอได้ที่ก็ยกลง

เครื่องสดสำหรับแต่งหน้ากระท้อนทรงเครื่องมีถั่วลิสงตำ มะพร้าวคั่ว หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย เลห่านี้บอกปริมาณไม่ได้ เพราะเราเอามาใช้โรยหน้า กะเอาแต่พองามแล้วกัน

วิธีการจัดเสิร์ฟ

ถ้าเราเตรียมกระท้อนแช่น้ำเกลือไว้ล่วงหน้าอาจจะแช่ตู้เย็นไว้ก็ได้ เวลาเสิร์ฟให้นำออกมาจากน้ำเกลือ บีบเอาน้ำเกลือกเบาๆ วางบนถ้วยหรือจานเสิร์ฟ ราดน้ำตาลเคี่ยวทรงเครื่องลงไป โรยด้วยเครื่องสดให้งดงามน่ารัประทาน จะเผื่อน้ำตาลเคี่ยวทรงเคื่องใส่ถ้วยเสิร์ฟไปข้างๆ ก้ได้ เพราะน้ำจากกระท้อนจะทำให้น้ำตาลเคี่ยวเร่ิมใสและรสจางลง ตักน้ำตาลเคี่ยวหยอดเพิ่มรสชาติเป็นคำๆ กับเนื้อกระท้อนก็ได้ 

Bread pudding

พุดดิ้งนี้มีความน่าทึ่งที่เราใช้ขนมปังชนิดใดก็ได้ทำออกมาอย่างไรก็อร่อย จะใส่เครื่องปรุงอื่นๆ เสริมรสชาติ อาทิ ช็อกโกแลตแท่งบิเป็นชิ้นๆ ผลไม้แห้งอย่างแอปริคอต แต่ยอดนิยมก็คงจะเป็นลูกเกด หรือจะเป็นแฮมหั่นชิ้นเล็กๆ เนยแข็งขูด ก็ได้ เราอยากให้เบรดพุดดิ้งที่เราทำเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวานก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกใส่เครื่องปรุงอะไร

เป็นอาหารที่ทำแสนง่ายด้วยเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง ความน่าทึ่งคือเราใช้ขนมปังชนิดใดก็ได้ทำออกมาก็อร่อย และจะใส่เครื่องปรุงอื่นๆ เสริมรสชาติ อาทิ ช็อกโกแลตชิป ช็อกโกแลตแท่งบิเป็นชิ้นๆ ผลไม้แห้งอย่างแอปริคอตแห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ยอดนิยมก็คงจะเป็นลูกเกด เราอยากให้เบรดพุดดิ้งที่เราทำเป็นอาหารคาวหรืออาหารหวานก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกใส่เครื่องปรุงอะไร ถ้าใส่แฮมหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และเนยแข็งขูดลงไปก็จะได้อย่างคาว เป็นอาหารที่จะเป็นอะไรก็ได้ตามใจของเราหรือเรานึกอยากจะรับประทานอะไร  

คงไม่ต้องไปหาต้นตอของอาหารชนิดนี้ ความที่เป็นอาหารที่แปรรูปจากขนมปังที่เหลือข้ามวัน ก็ต้องมีความเป็นมาที่ยาวนานแน่ๆ เหมือนข้าวที่เป็นอาหารหลักของเราเมื่อรับประทานไม่หมดก็มีการคิดพลิกแพลงทำเป็นอาหารหรือขนมต่างๆ ได้ไม่ทิ้งให้เสียของ

อย่างขนมปังในภาพนี้จริงๆ เป็นบาร์แก็ตแบบแช่แข็ง ความที่ซื้อไว้นานจนลืม เมื่อนำออกมาเนื้อจึงค่อนข้างแห้ง จะเอามาปิ้งหรืออบรับประทานเนื้อก็จะแห้งไป ก็นำมาทำเบรดพุดดิ้งเสีย ก็ได้อาหารใหม่ที่ไม่เสียของแถมมีรสอร่อยยิ่งขึ้นด้วยนมและไข่ 

ครั้งนี้อยากได้เบรดพุดดิ้งไว้รับประทานเป็นมื้อเช้าหรือเป็นขนมปังเคียงกับอาหารอื่นๆ ก็เลยทำออกมาแบบเรียบง่ายสุดไม่ใส่อะไรมากนัก มีแต่เครื่องปรุงหลักๆ คือ ขนมปัง นมและไข่ไก่ แต่ถ้าต้องการทำเป็นขนมหวานสามารถเพิ่มน้ำตาลจากสูตรได้ ใช้น้ำตาลทรายขาวได้ ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงเพราะชอบกลิ่น เพิ่มน้ำผึ้ง เพิ่มซอสคาราเมล ใส่ช็อคโกแลตนมบิเป็นชิ้นๆ หรืออะไรที่มีในตู้เย็นแม้แต่มาชเมลโลว์ ค่อนข้างเป็นขนมแกงโฮะคือใส่อะไรลงไปก็ได้ ด้วยหลักการแค่ให้ขนมปังเก่าได้ชุบแช่กับส่วนผสมของไข่และนมและอบออกมาให้มีรูปใหม่เท่านั้นเอง

เบรดพุดดิ้งที่ทำนี้จึงทำไว้กินเป็นมื้อเช้า อบเสร็จก็พักให้เย็นแล้วแช่ตู้เย็น เวลาจะรับประทานก็ตัดออกมาเป็นชิ้นๆ นำไปทอดกับเนยน้อยๆ หรือจี่ รับประทานกับไข่ดาวและแฮมทอด ราดน้ำผึ้งลงบนชิ้นเบรดพุดดิ้งของเรา เติมรสเผ็ดจัดจ้านด้วยซอสพริกข้างๆ ชิ้นแฮมทอด แค่นี้เอง แต่ถ้าอยากจะให้เบรดพุดดิ้งสุดเบสิกนี้เป็นของหวาน ก็หั่นมาชิ้นหนึ่ง ใส่ถาดอบ โรยช็อกโกแลตชิปหรือหักช็อกโกแลตนม แม้แต่คิตแคตโรยลงไป ราดด้วยซอสวานิลลา นำเข้าเตาอบไฟกลาง แป็บเดียวก็ได้ขนมแสนอร่อย 

ถ้าไม่มีซอสวานิลลาก็ไม่ต้องราด เอาเข้าอบแบบนั้น ช็อคโกแลตก็ละลายอยู่ดี เมื่อนำออกมาถ้ามีไอศกรีมวานิลลาก็ตัดโป๊ะลงไป ความร้อนของขนมจะทำให้ไอศกรีมละลายกลายเป็นซอสวานิลลาอยู่ดี แต่รับประทานคู่ไอศกรีมเย็นๆ จะอร่อยกว่าปล่อยให้ละลายเป็นซอสหมด หรือง่ายสุดถ้าต้องการทำให้เบรนดพุดดิ้งสูตรเบสิกนี้เป็นขนมหวาน ก็แค่ตัดออกมาแล้วนำไปเข้าเตาอบให้ร้อน เมื่อได้ที่นำออกมาทาด้วยเนยและเสิร์ฟกับแยมแค่นี้เอง  ได้ขนมหรือของว่างยามบ่ายง่ายๆ  

ใครมีขนมปังปอนด์ ขนมปังฝรั่งเศสเหลือเก็บในตู้เย็นอย่าทิ้ง นำมาทำเบรดพุดดิ้งไว้รับประทาน ทำเป็นสูตรเบสิกนี้ก็ได้ แล้วค่อยมาทำเป็นแบบคาวแบบหวานตามต้องการ 

เครื่องปรุง

ขนมปังฝรั่งเศส 1 แท่ง

หรือใช้ขนมปังแผ่นแบบหนา 6 แผ่น

เนยละลาย 1/4 ถ้วย

ไข่ไก่ 4 ฟอง

นม 1 ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย

เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ

เปิดเตาอบไฟ 350 องศาเซลเซียส

ฉีกขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆ ถ้าไม่ถนัดจะใช้มีดหั่นขนมปัง(มีดฟันเลื่อย)หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ได้นำชามอบหรือพิมพ์ก้นลึกมาทาเนยให้ทั่ว ใส่ขนมปังที่ฉีกไว้ลงไป  หยอดเนยละลายลงไปบนขนมปังเป็นหย่อมๆ 

ในอ่างผสมให้ตอกไข่ลงไป 4 ฟอง ใช้ส้อมหรือตะกร้อมือตีให้เข้ากันเบาๆ ใส่น้ำตาลทรายแดงและเกลือป่นลงไปตีให้เข้ากัน เติมนมลงไป ตีให้ส่วนผสมเข้ากันดี

รินส่วนผสมไข่และนมลงไปบนขนมปังในพิมพ์ ใช้ช้อนกดเบาๆ ให้ขนมปังจมลงในส่วนผสมของของเหลว แม้ขนมปังด้านบนจะลอยตัวขึ้นมาก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกดให้จมมากถ้าเราต้องการหน้าขนมมีความกรอบของขนมปังอบ

นำเข้าเตาอบนาน 40 นาที

นำออกมาจากเตาพักไว้จนหายร้อนจัดค่อยตัดเสิร์ฟ ควรเสิร์ฟขณะอุ่นๆ   

Roti Canai

แม้โรตีราดนมข้นหวานโรยน้ำตาลจะเป็นที่ดาษดื่น แต่ยามที่ต้องการจะเปลี่ยนบรรยากาศจากการรับประทานข้าวเราก็เปลี่ยนเป็นโรตีกับแกงต่างๆ ได้ โรตีรับประทานกับแกงเผ็ด แกงเขียวหวานแม้แต่แกงมัสหมั่นก็อร่อยเข้ากัน หรืออาจจะเพราะแกงเหล่านี้เข้าเครื่องเทศและใส่กะทิ ออกมาก็คล้ายๆ แกงอินเดียก็ไม่ทราบ 

โรตีจาไน(Roti Canai)คืออาหารแป้งจากอินเดียที่เราคุ้นเคยเพราะแพร่หลายในทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเรียกกันติดปากว่าโรตี ช่วงนี้สังเกตว่ารถขายโรตีก็พลอยหายหน้าหายตาไปด้วย จะเพราะคนที่เดินกันขวักไขว่ตามถนนหายไปเพราะต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ก็เลยทำให้การออกมาเข็นรถขายโรตีไม่คุ้มหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ก็มีโรตีแช่แข็งให้ซื้อไปทอดอุ่นใหม่ แต่จริงๆ เราทำโรตีเองได้ ไม่ยาก และไม่ต้องมีทักษะการนวดฟาดแป้งให้แผ่นโรตีบางก่อนจะนำมาม้วนแล้วทอดแต่อย่างใด เพราะมีเทคนิคอื่นๆ ที่จะให้ได้โรตีแผ่นที่กรอบนอกด้านในเหนียวนุ่ม

จริงๆ สมัยเด็กๆ อยากเป็นคนขายโรตีเพราะมหัศจรรย์ใจกับการที่เขาวาดแขนฟาดแผ่นแป้งไปมาแล้วได้แผ่นแป้งบางเฉียบยิ่งกว่ากระดาษ แต่พอโตมารู้เทคนิคที่ไม่ต้องฝึกฝนการฟาดแป้งกับหน้าโต๊ะให้ได้แผ่นบางก็สามารถทำโรตีออกมาอร่อยได้ ก็เลยไม่ว้าวอีกต่อไป แต่ก็ช่วยได้ยามที่อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศจากการรับประทานข้าวเป็นโรตีกับแกงต่างๆ แทน จริงๆ โรตีรับประทานกับแกงเผ็ด แกงเขียวหวานแม้แต่แกงมัสหมั่นก็อร่อยเข้ากัน หรืออาจจะเพราะแกงเหล่านี้เข้าเครื่องเทศและใส่กะทิ ออกมาก็คล้ายๆ แกงอินเดียก็ไม่ทราบ 

ปรกติถ้าทำแกงเหล่านี้รับประทาน พอมื้อต่อๆ มาเคี่ยวแกงไปเรื่อยๆ น้ำเร่ิมแกงงวดก็จะรู้สึกว่าแกงนี้ไม่เหมาะกับรับประทานกับข้าวสวยแล้วละ แต่เหมาะกับกินคู่โรตีแทน ซึ่งทำโรตีจริงๆ ไม่ยากและไม่ได้ใช้เวลานาน ลองทำดู เครื่องปรุงก็มีไม่กี่อย่าง เตรียมแกงยากกว่าเยอะ แต่ถ้าไม่มีแกงติดบ้าน ทำโรตีแบบนี้แล้วจะทาเนยชุ่มๆ ตอนทอดแล้วนำมาโรยนมข้นหวานและน้ำตาลทรายกินเป็นของหวานก็ได้ แต่ไม่เหมือนโรตีกรอบหรือโรตีแบบร้านโรตีรุ่นใหม่ที่เขาใส่ไข่ไก่ลงในขั้นตอนการผสมแป้งด้วย ก็ได้ความอร่อยไปอีกแบบ แต่เราขอทำแบบพื้นฐานเรียบง่ายธรรมดาที่สุด

เครื่องปรุง

แป้งสาลีเอนกประสงค์ 3 ถ้วย

เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำอุ่น 1 ถ้วย

เนยอุณหภูมิห้อง 1/2 ก้อน

แป้งสาลีสำหรับโรยบนแผ่นแป้ง/หรือจะใช้แป้งซาโมลิน่าก็ได้

น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ

ใส่แป้งลงในอ่างผสม เติมเกลือป่น คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ใช้ปลายนิ้วมือบี้ให้แป้งกับน้ำมันเข้ากันให้เป็นเม็ดเล็กๆ จริงๆ แล้วสัดส่วนน้ำมันพืชกับแป้งดูจะไม่สมดุลกัน เพราะน้ำมันไม่เยอะ แต่เราจะใช้ปลายนิ้วบี้ๆ แป้งกับน้ำมันให้เข้ากันไปเรื่อยๆ สัก 5-6 นาที ไม่ควรน้อยกว่านี้ 

จากนั้นรินน้ำอุ่น(น้ำอุณหภูมิห้องก็ได้)ลงไปทีละส่วน(กะแบ่งน้ำเป็นสามส่วน)ใช้มือนวดเบาๆ ให้น้ำกับแป้งเข้ากันให้แป้งเกาะเป็นก้อน ทำให้เป็นนิสัยถ้าต้องใส่ของเหลวลงในแป้งอย่าเทพรวดลงไปเพราะแป้งแต่ละยี่ห้อแต่ละอุณหภูมิของอาการจะมีความชื้นความแห้งต่างกัน การบอกสัดส่วนของเหลวคือคร่าวๆ แต่อาจจะต้องใส่น้อยหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ถ้าใส่ลงไปหมดแล้วลองนวดให้แป้งเกาะเป็นก้อนดูก่อนถ้าแห้งไปหรือมีขุยๆ ของผงแป้งเหลือเยอะให้เติมน้ำลงไปนิดหน่อย แต่ถ้าเหมือนนจะดูแฉะติดมือมากไแก็เติมแป้งได้นิดหน่อยเช่นกัน 

แต่จริงๆ ก้อนแป้งควรจะออกแฉะติดมือนิดๆ เราจะนวดโดยการดึงก้อนแป้งแล้วตลบลงข้างล่างเหมือนให้ก้อนแป้งอัดอากาศเข้าไป ทำอย่างนี้ไปสัก 2-3 นาที แป้งจะติดมือน้อยกว่าเดิม จากนั้นให้พักแป้งไว้ในอ่างผสมที่ทาน้ำมันพืชบางๆ ใช้ผ้าขาวบางหรือผ้าฝ้ายสะอาดชุบน้ำหมาดๆ คลุมปากอ่างไว้ อย่าใช้พลาติกห่ออาหารจนเคยมือ เพราะใช้แล้วก็กลายเป็นขยะพลาสติก พักแป้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง หรือจะนานกว่านั้นเป็นชั่วโมงครึ่งก็ได้ แป้งจะไม่ขึ้นฟูแบบแป้งขนมปังที่ใส่ยีสต์ แต่กลูเตนในแป้งจะคลายตัวทำให้แป้งนิ่มยืดหยุ่นสูงกว่าเดิม

นำแป้งที่พักไว้แล้วได้ที่มาแบ่งออกเป็น 8 ส่วนโดยใช้มีดตัด  แยกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เอามือทาน้ำมันพืชปั้นน้ำมันจะได้เคลือบก้อนแป้งจะได้ไม่ติดกันเวลาวางพักไว้รวมกัน เอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ คลุมไว้ นำแป้งก้อนแรกมาคลึงบนหน้าโต๊ะ ใช้ไม้คลึงแป้งหรือใช้ขวดแก้วทรงกระบอกสูงคลึงก็ได้ แผ่แป้งให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมบาง ตักเนยที่พักไว้ในอุณหภูมิห้องซึ่งค่อนข้างนิ่มมาบนแผ่นแป้ง โรยด้วยแป้งสาลีบางๆ หรือจะใช้แป้งซาโมลิน่าก็ได้ถ้ามี

จากนั้นก็ม้วนให้เป็นแท่งยาว ก่อนจะบิดเป็นเกลียวโดนขดเป็นรูปตัวเอสตามภาพ แล้วตลบกลับให้มาซ้อนกันเป็นก้อนเดียว พักไว้ในถาดพักแป้งที่ทาน้ำมันพืชในถาดจนทั่วกันแห้งติด คลุมด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ 

อีกวิธีหนึ่งก็คล้ายกัน พอแผ่ก้อนแป้งให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางๆ ทาเนยและโรยแป้งสาลีแล้ว ให้ใช้ที่ตัดพายที่เป็นวงล้อกลมๆ มากรีดแผ่นแป้งให้เป็นริ้วๆ โดยไม่ตัดถึงขอบทั้งสองข้าง คือรอยกรีดจะอยู่ด้านในของแผ่นแป้งไม่ตัดถึงขอบ ถ้าไม่มีที่ตัดแป้งพายจะใช้กรีดแป้งเป็นริ้วๆ ก็ได้ แต่อย่ากรีดแบบลากปลายมีด ให้กดคมมีดลงตรงๆ เป็นเส้นตรงแล้วยกขึ้น ถ้ากรีดแบบลากแผ่นแป้งจะขาด จากนั้นให้ม้วนแบบเดียวกับแบบแรก พอเป็นแท่งยาวแล้วก็บิดเกลียวม้วนแป้งเป็นขดตามภาพ แบบนี้จะได้ริ้วแป้งสวยแต่ว่าจะยากนิดหน่อยตอนคลึงแป้งแล้วไปทอด เพราะแป้งจะคอยขาดอยู่ร่ำไป เตรียมก้อนแป้งด้วยวิธีใดก็ได้ตามถนัด แล้วพักก้อนแป้งไว้โดยมีผ้าคลุมกันลมทำให้ผิวหน้าก้อนแป้งแห้ง พักไว้ 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง

เมื่อครบเวลาพักแป้ง ให้ตั้งกระทะบนไฟกลาง นำก้อนแป้งออกมาคลึงด้วยไม้นวดแป้งเป็นแผ่นกลมไม่ต้องบางมาก ใส่น้ำมันพืชลงไป พอน้ำมันร้อนให้นำแผ่นแป้งลงไปทอดแบบจี่ ถึงจะใช้กระทะที่เคลือบสารกันอาหารติดกระทะก็ต้องใส่น้ำมันพืชเพราะเราให้น้ำมันเป็นตัวทอดแป้งให้พองฟู บางคนอยากทอดแบบน้ำมันน้อยคือเอาน้ำมันป้ายกระทะจะได้โรตีที่กระด้างและสีไม่สวย ระหว่างที่ทอดไปก็ตักเนยป้ายลงไปบนแผ่นแป้งก่อนจะพลิกกลับเอาด้านนั้นลงทอด เมื่อสุกได้ที่และสีสวยจามต้องการให้เอามาวางบนผ้าสะอาด

จากนั้นก็ตบโดยการเอามือประคองข้างแผ่นโรตี(มืออยู่ด้านนอกผ้าที่เราวางแผ่นโรตี) ตบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน แผ่นแป้งจะแตกเป็นบางส่วนเพื่อให้ไอน้ำระเหยออกจากด้านในแป้งได้ ทำแบบนี้อีกด้าน ก่อนจะนำแผ่นแป้งไปวางพักไว้บนจานเสิร์ฟ 

เสิร์ฟแผ่นโรตีกรอบนอกนุ่มในนี้กับแกงรสจัด(ที่ไม่เผ็ดจัด)จะเข้ากันดีมากๆ แกงในภาพคือแกงมัสหมั่นไก่ที่ซื้อมาแล้วอุ่นหลายมื้อจนน้ำแกงแห้งจนเหมาะจะรับประทานกับโรตี    

Yogurt biscuits

Yogurt Biscuits

ด้วยเครื่องปรุงไม่กี่อย่างที่เป็นพื้นฐานของการทำขนมอบก็ทำให้เราได้บิสกิตไว้รับประทาน หลายคนอาจจะเบื่อกับขนมปังแล้ว บิสกิตใช้แทนขนมปังได้ในทุกมื้อ อย่าคิดว่าต้องเสิร์ฟบิสกิตกับไก่ทอดแบบอเมริกันทางใต้สไตล์เคเจน เท่านั้น เราเสิร์ฟบิสกิตกับมื้อเช้าเคียงไข่ดาวหมูแฮม หรือจะยามบ่ายที่ขอแค่บิสกิตกับแยม

บิสกิตสูตรนี้ออกจะไม่ตามกฎเกณฑ์เดิมๆ ของการทำบิสกิตตรงที่ใส่ไข่ด้วย เพราะอยากได้รสชาติที่อร่อยไม่ใช่แค่รสแป้งๆ ถ้าต้องการสุตรแบบดั้งเดิมให้ตัดไข่ออกและเพิ่มนมเข้าไปราว 1/4 ถ้วย จริงๆ แบบดั้งเดิมเขาก็ไม่ใส่น้ำตาลทราย ส่วนไขมันที่นำมาผสมกับแป้งนั้นเขาใช้ lard หรือน้ำมันหมูที่เป็นไขเพราะบ้านเขาอากาศเย็นกว่าบ้านเรา แต่บางสูตรก็ใช้ crisco(ยี่ห้อทางการค้า) เนยขาวที่ทำจากไขมันพืชนั่นเอง 

ส่วนตัวชอบใช้เนยสดธรรมดานี่แหละ เพราะไม่เหลวง่ายแบบน้ำมันหมูที่ขึ้นไข จริงๆ อยากจะลองใช้ก็ให้เอาน้ำมันหมูแช่ตู้เย็นก็ได้ แต่คืนตัวเร็วเหลือเกิน ข้อสำคัญคืออย่านวดแป้งหรือคลึงแป้งนานเพราะจะทำให้ขนมเนื้อแน่นและกระด้างไม่ฟูอย่างควรจะเป็น 

คำเรียกบิสกิตของอเมริกันกับอังกฤษจะต่างกัน บิสกิตของอังกฤษจะเป็นประเภทคุ้กกี้ที่เราคุ้นเคย เพราะอังกฤษเขามี scone นั่นเอง แต่สโกนเขาเป็นขนมสำหรับมื้อชายามบ่าย สูตรคล้ายๆ บิสกิตของอเมริกัน แต่เนื้อสโกนจะแน่นกว่าเพราะเน้นการคลึงให้แป้งเรียบ  

เครื่องปรุง

แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 ถ้วย

ผงฟู 2 ช้อนชา

โซดาทำขนม 1 ช้อนชา

เกลือป่น 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

เนย 1/4 ถ้วย

ไข่ไก่ 1 ฟอง

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยบรรจุ

ตวงแป้งใส่ลงในตะแกรงร่อนแป้งหรือกระชอนลวดตาถี่ๆ ใส่ผงฟู โซดาทำขนม(Baking soda) เกลือป่น ร่อนส่วนผสมลงในอ่างผสมแป้ง ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้เข้ากัน ที่ไม่ใส่น้ำตาลทรายลงไปร่อนด้วยเพราะเมล็ดใหญ่กว่าร่อนไม่ผ่านรูตะแหรง แต่ถ้าเกลือป่นที่ใช้เม็ดใหญ่ก็ตวงใส่ทีหลังเหมือนน้ำตาลทรายก็ได้

ตัดเนยเป็นชิ้นเล็กๆ การตวงเนย 1/4 ถ้วย ถ้าซื้อเนยมา 1 ก้อนขนาด 225 กรัม ให้กะเป็น 4 ส่วน ตัดมาใช้เสียหนึ่งส่วน จริงๆ ไม่ถึงกับเป๊ะ แต่ก็เป็นวิธีบอกปริมาณของเนยที่เราใช้ได้ง่ายกว่าจะตวงกับถ้วยตวงจริงๆ นำเนยที่ตัดแล้วใส่ลงในแป้ง

ใช้มือบี้ให้เนยกับแป้งให้เข้ากันเป็นเม็ดเล็กๆ สมัยก่อนเคยสอนโดยให้ใช้มีดรับประทานอาหารมาตัดสลับไปมาให้แป้งเข้ากับเนย หรือใช้ส้อมมือที่ใช้ตัดแป้งกับเนย แต่จริงๆ ไม่จำเป็นเลย ใช้มือบี้แป้งนี่แหละง่ายสุดและเร็ว จริงๆ เคยเตือนว่าอุณหภูมิของมือจะทำให้เนยละลาย แต่จุดประสงค์เราคือให้เนยเข้าไปรวมกับแป้งจับตัวเป้นเม็ดเล็กๆ ร่วนๆ ใช้มือบี้แป้งออกมาก็ครือกันแต่สะดวกกว่าใช้อุปกรณ์อื่นๆ ไม่เปลืองเวลาไปหาอุปกรณ์ครัวเหล่านั้นด้วย 

ในถ้วยใบเล็กให้นำไข่ไก่ 1 ฟองมาตีรวมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติด้วยส้อมให้เข้ากัน จากนั้นรินลงในส่วนผสมแป้ง อย่าเพิ่งรินลงไปจนหมด กะเป็น 3 ส่วน รินแต่ละส่วนลงไปใช้พายยางหรือส้อมคนให้แป้งเข้ากับของเหลว พอส่วนของเหลวส่วนสุดท้ายนี่แหละเราต้องดูด้วยว่าแป้งน่าจะเกาะเป็นก้อนได้ดีหรือยัง ถ้าแห้งไปก็ใส่ลงไปเยอะหน่อย หรือใส่ลงไปหมดแล้วแป้งยังดูแห้งเกินไม่เกาะเป็นก้อนให้เติมนมหรือน้ำเปล่าลงไปทีละน้อย พอแป้งเกาะเป็นก้อนอาจจะมีบางส่วนยังเป็นเศษแห้งๆ บ้าง เราก็ใช้มีข้างเดียวนี่แหละนวดก้อนแป้งเบาๆ แบบตลบพลิกล่างขึ้นบน  2-3 ทีเท่านั้น ห้ามนวดแบบขนมปัง เนื้อบิสกิตจะกระด้างและแข็ง

จากนั้นโรยแป้งสาลีลงบางๆ ที่พื้นโต๊ะเรียบๆ  นำก้นแป้งมาตบเบาๆ ให้แบนลงไปสูงสักสามนิ้ว แล้วพลิกกลับเอาด้านล่างขึ้นบน อย่าลืมโรยแป้งสาลีบางๆ บนหน้าโต๊ะกันก้อนแป้งติด ใช้มือกดก้อนแป้งให้ราบลงไปอีกสูงสักหนึ่งนิ้วครึ่ง จากนั้นให้นำพิมพ์วงกลมหรือพิมพ์ขอบหยักสำหรับตัดบิสกิตมาตัด

การตัดบิสกิตสำคัญมากคือให้กดพิมพ์ลงไปตรงๆ แล้วยกขึ้นตรงๆ ห้ามหมุนบิดมือไปมา เราต้องการขอบขนมที่ตัดฉับสวยๆ แป้งจะได้ขึ้นฟูได้ แต่ถ้าบิดไปมาจะทำให้ขอบแป้งประสานกันบ้างทำให้ขอบแป้งบางส่วนไม่ฟูสวยตอนอบ ขนมถูกตัอแล้วอาจจะไม่ติดพิมพ์ขึ้นมา แต่ก็ตัดเป็นรูปกลมแล้ว กดแผ่นแป้งจนได้ก้อนแป้งเต็มพื้นที่ ยกส่วนแป้งที่ไม่ใช่ก้อนที่ตัดไว้ออก จะได้ก่อนแป้งกลมๆ ใช้พายยางแซะเบาๆ ใส่ลงในถาดที่ทาเนยไว้ หรือจะรองแผ่นฟอยล์ก็ได้ 

ส่วนแป้งที่เหลือที่ไม่เป็นก้อนแป้ง เรานำมารวมกันใหม่โดยนวดเบาๆ ให้รวมกันเป้นก้อน อย่านวดเยอะนี่ไม่ใช่ขนมปัง แค่นวด 2-3 ทีพอแป้งจับเป็นก้อน ก็ทำแบบก่อนหน้านี้อีก คือตบแป้งให้แบนแล้วใช้พิมพ์กดมาเป็นก้อนแป้ง เรียงใส่ถาด ถาเราใช้เตาขนาดเล็ก ถาดขนาดเล้ก ก้อนป้งอาจจะอบไม่หมดในครั้งเดียวก็ไม่เป็นไร ให้นำก้อนแป้งที่ตัดไว้ใส่ลงในกล่องพลาสติกปิดฝาพักไว้รอขนมถาดแรกอบเสร็จ ค่อยเอาส่วนที่เหลือเข้าเตาอบ

ก่อนจะนำแป้งเข้าเตาอบให้นำไข่ไก่เฉพาะไข่แดงมาสักครึ่งลูก(กะๆ เอา) ผสมน้ำสัก 2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน ใช้แปรงทาขนมจุ่มส่วนผสมไข่แดงทาลงไปบนหน้าขนมก่อนอบ จะทำให้ได้สีของผิวหน้าขนมเข้มสวย แต่ถ้าไม่มีแปรงให้ใช้ช้อนกาแฟตักส่วนผสมไข่แดงนิดหน่อยไปหยอดหน้าขนมแล้วใช้หลังช้อนไล้เบาๆ ให้ส่วนผสมไข่เคลือบหน้าขนม แต่อย่าให้หกเลอะเทอะไปโดนขอบขนม เพราะเวลาอบส่วนผสมไข่นี้จะสุกแล้วจับตัวเป็นฟิลม์ ถ้าโดนขอบขนมจะยึดไม่ให้ขนมฟูได้ตามปกติ

นำเข้าเตาอบไฟ 190 องศาเซลเซียสนาน 25-30 นาที หรือขนมสุกฟูสวยและหน้าขนมมีสีเข้มสวย 

สำหรับคนที่ไม่มีพิมพ์วงกลมสำหรับกดแป้ง เราต้องย้อนไปหาต้นกำเนิดของบิสกิต คือเขาจะนำก้อนแป้งใหญ่ๆ นั้นมากดแผ่ให้แบนเป็นวงกลมขนาดใหญ่ตามความหนาที่ต้องการ ของเราก็ราวหนึ่งนิ้วครึ่ง จากนั้นให้ใช้มีดตัดก้อนแป้งแบบแบ่งเป็นส่วนๆ เหมือนแบ่งเค้ก ข้อสำคัญคือตัดมีดลงไปแล้วยกขึ้นอย่าลากมีดออกเหมือนเราตัดเค้ก เราต้องการขอบขนมที่คม จากนั้นก็ทาส่วนผสมไข่แดงระวังอย่าให้ไหลลงไปโดนรอยตัดของก้อนแป้ง นำเข้าไปอบด้วยอุณหภูมิเท่ากัน เวลาอาจจะเป็น 30-35 นาที เราจะได้บิสกิตเป็นชิ้นสามเหลี่ยม

ส่วนไข่แก่ที่เราตักเอาไข่แดงมาทำส่วนผสมทาหน้าขนม ไข่ที่เหลืออย่าทิ้ง เอาไว้เจียวโดยเพิ่มไข่ไก่ลงไปอีกฟองสองฟองตามต้องการ อย่าทิ้งไข่ให้เสียของ แต่ถ้าไม่เจียวเลย ให้เอาไข่นั้นใส่ถ้วยแล้วเอาจานรองแก้วกาแฟปิดปากชามกันลมแล้วนำไปแช่ตู้เย็น บางคนอาจจะใช้พลาสติกห่ออาหาร แต่ส่วนตัวเราอุตส่าห์ลดละถุงกลาสติกใส่ของ ก็อย่าใช้พลาสติกห่ออาหารพร่ำเพรื่อแล้วกัน เพราะใช้แล้วก็ทิ้งเป็นขยะพลาสติกเช่นกัน  

Banana Jam

แยมกล้วยดูจะไม่เป็นที่นิยมมากเท่าแยมสตรอว์เบอร์รีหรือแยมส้ม อาจจะเพราะสีไม่สดสวย หรือกล้วยเป็นผลไม้ที่มีดาษดื่นในบ้านเรา แต่กล้วยที่งอมสุกแก่จัดเรานำมาทำแยมได้ไม่ต้องทิ้ง ทากับขนมปังปิ้งกรอบๆ ไม่ต้องทาเนยก่อนก็อร่อยเพราะมีรสชาติหวานมันอยู่แล้ว

ที่ทำแยมกล้วยหอมนี่เพราะมีกล้วยหอมที่งอมจัดเยอะมาก ปรกติถ้าไม่ทำเค้กกล้วยหอมก็เอามาทำแยมนี่แหละ กล้วยมีเพคตินและมีแป้งเยอะทำให้เนื้อแยมอยู่ตัว สูตรของผมใส่น้ำกะทิเพิ่มความหอมมันด้วย และไม่ใส่น้ำมะนาว แต่หลายๆ สูตรเขาใส่น้ำมะนาว แต่ผมคิดว่าไม่จำเป็น

จริงๆ ได้รับประทานแยมกล้วยครั้งที่รีสอร์ตในเครือโซเนวา เชฟฝรั่งเป็นคนทำบอกว่าเป็นแยมเพื่อสุขภาพใช้น้ำตาลน้อยมาก เพราะกล้วยมีความหวานในตัวอยู่แล้ว แต่การใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มรสหวานนิดหน่อยแต่ต้องการให้แยมมีความหนืดอยู่ตัว ก็มาคิดว่าคนไทยทำกล้วยกวนมาแต่โบราณแต่ทำไมแยมกล้วยไม่เป็นที่นิยมก็ไม่ทราบ เรานิยมแยมสตรอว์เบอร์รี แยมส้ม แยมสับปะรดมากกว่า  

แต่สูตรนี้ไม่ได้ทำแยมเพื่อสุขภาพอย่างเชฟฝรั่งนะ เพราะเน้นความหวานของน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง ทำไมถึงใส่น้ำตาลหลายชนิดก็เพราะชอบกลิ่นและรสหวานน้ำตาลและน้ำผึ้งนี้ให้รสหวานละมุนไม่หวานโดดแบบน้ำตาลทราย และเข้ากันดีกับเนื้อกล้วยที่กวนเป็นแยม ถ้าเราใช้น้ำตาลเหล่านี้ทำแยมส้มจะได้แยมสีไม่ส้มใสสวยแบบน้ำตาลทราย ทั้งที่จริงๆ รสของน้ำตาลมะพร้าวน้ำตาลทรายแดงหวานละมุนมาก

กะทิที่ใส่ลงไปคือกะทิจากกล่อง คือจริงๆ ยุคนี้ถ้าบ้านไม่อยุ่ใกล้ตลาดสดตลาดเช้าจะไปหาร้านขายมะพร้าวขูดที่ไหน กะทิกล่องหาง่ายใกล้มือกว่า กะทิจากกล่องข้นเป็นหัวกะทิ เติมน้ำลงไปก็จะได้หางกะทิ หัวกะทิรสชาติเข้มข้นแต่ถ้าแกงให้เจือน้ำให้เป็นหางกะทิ นอกจากจะผัดหัวกะทิให้แตกมันออกมาผัดเครื่องแกง บางคนไม่ชอบแกงที่กะทิแตกมัน ก็แล้วแต่ แต่ถ้าไม่อยากให้กะทิแตกมันก็อย่าคนเยอะ 

กะทิที่ใส่ในแยมนี้ปริมาณไม่เยอะ ถึงจะกวนเยอะให้เนื้อกล้วยเป็นแยมแต่กะทิก็ไม่แตกมันเยิ้มมาก แต่ให้กลิ่นและรสที่หอมมัน จริงๆ ในสุตรแนมกล้วยนี้เขามักจะใส่กลิ่นกล้วยลงไปด้วย แต่ผมคิดว่าไม่จำเป็นเพราะกลื่นจากเครื่องปรุงต่างๆ ของเราก็หอมละมุนแล้ว

แยมกล้วยับประทานกับอะไรถึงอร่อย แน่นอนก็มาบนขนมปังปิ้งทั่วไปไม่ต้องทาเนยก็อร่อยแล้วแค่ทาแยมกล้วย หรือกินกับข้าวตังก็อร่อย นำข้าวตังเข้าอบเตาอบหรือเตาติ้งให้มีความอุ่นและฟื้นความกรอบมีกลิ่นหอมข้าวอบ จากนั้นก็เสิร์ฟกับแยมกล้วย รับประทานคู่กันเพลินจนข้าวตังหมดจานไม่รู้ตัว

การ canning หรือบรรจุขวดแยมดูวิธีได้จากการทำแยมแอปเปิ้ลและมะม่วงที่ลงสูตรไปเมื่อวาน 

เครื่องปรุง

กล้วยหอม 3 ผล

น้ำตาลมะพร้าว 2 งบ

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย

น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย

กะทิ 1/4 ถ้วย

นำกล้วยหอมที่งอมมากๆ มาปอกเหลอืแล้วหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ในชาม เอาหลังช้อนหรือส้อมบี้ๆ จนกล้วยเละเข้ากัน จะเป็นชิ้นใหญ่เล็กบ้างผสมกันไม่มีปัญหา พักไว้

น้ำตาลมะพร้าวขายเป็นงบหรือเป็นทรงถ้วยแบบขนมถ้วยนั่นเอง เราใช้ 2 งบหรือ 2 ชิ้น นำมาหั่นด้วยมีดให้เป็นชิ้นบางๆ แต่น้ำตาลจะร่วนไม่เป็นรูปก็ไม่เป็นไร ใส่น้ำตาลทั้งสองชนิดลงในหม้อ ตามด้วยน้ำผึ้ง ตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนน้ำตาลในหม้อเรื่อยๆ จนเหลวเข้ากัน 

ใส่กะทิลงไปคนพอเข้ากัน อย่าคนมากจนกะทิแตกมัน ใส่กล้วยที่เราบดลงไป คนให้เข้ากัน ช่วงนี้จะคนบ้างพักบ้างก็ได้ แต่พอส่วนผสมกล้วยที่กวนเร่ิมหนืดคราวนี้ให้กวนอย่าหยุดมือ กวนช้าๆ ก็ได้ แต่ระวังช่วงที่เมหือนโคลนเดือนปุดๆ กระเด็นโดนมือจะปวดแสบปวดร้อน อย่าลืมเตรียมหลอดยาสีฟันไว้ใกล้ๆ มาบีบทาบนแผลที่โดนลวกจะหายปวดแสบปวดร้อน 

กวนแยมไปเรือยๆ จนส่วนผสมลดลงเหลือ 1 ใน 3 ส่วน จะทดสอบด้วยการนำเอาจานเซรามิกที่แช่ช่องแข็งออกมา หยดแยมลงไป ถ้าเป็นก้อนเป็นทรงและไม่ไหลเยิ้มแสดงว่าใช้ได้  ยกลงไปบรรจุขวดแยมที่เราฆ่าเชื้อไว้ตามที่บอกเมื่อวานถึงวิธีการ canning

เก็บไว้นอกตู้เย็นได้นานถ้าไม่เปิดฝา แต่เปิดฝาแยมแล้วให้นำเข้าตู้เย็นและรับประทานให้หมดภายในหนึ่งเดือน แยมที่เราทำเองไมไ่ด้ใส่สานกันบูดใดๆ ฉะนั้นไม่ควรเก็บไว้นอกตู็เย็นหลังเปิดฝาแยมแล้ว ใช้ช้อนสะอาดๆ ตักแยมใส่ถ้วยเล็กๆ อย่าใช้ช้อนหรือมีดปาดเนยที่มีเนยติดจ้วงตักแยมใดๆ จะทำให้แยมนั้นมีการปนเปื้อน แต่อย่างที่บอก แยมกล้วยหอมนี้เหมาะจะทาขนมปังปิ้งกรอบๆ โดยไม่ต้องทาเนย วันนี้ลงสูตรสั้นๆ พรุ่งนี้มาทำบิสกิตไว้รับประทานกับแยม