Posts

Rolex กับความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน

จากยอดเขาอันสูงตระหง่านไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร นาฬิกา Rolex ได้ร่วมเดินทางอย่างมุ่งมั่นในภารกิจการบุกเบิกของคณะนักสำรวจสู่สถานที่สุดหฤโหดบนพรมแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การออกเดินทางไปยังที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าถึงนั้นทำให้ Rolex สามารถทดสอบการทำงานของนาฬิกาในสถานการณ์จริงผ่านการสำรวจขั้วโลก ปีนยอดเขา สำรวจถ้ำ ตลอดจนด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เหล่านักสำรวจผู้กล้าหาญชื่อดังระดับโลกได้สวมใส่นาฬิกา Rolex ไปยังสภาวะสุดหฤโหดเพื่อทดสอบสเถียรภาพของนาฬิกา พร้อมนำผลการทดสอบจากการออกเดินทางแต่ละครั้งมาพัฒนานาฬิการุ่น Professional ให้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1953 ระหว่างการเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อนักสำรวจ Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ได้กลายเป็นสองบุคคลแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้ โดยองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจากการสำรวจครั้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Explorer และตามมาด้วย Oyster Perpetual Explorer II ภายในปีเดียวกัน

ไม่นานหลังจากที่มนุษย์พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ทีมนักสำรวจนำโดย Jacques Piccard และ Don Walsh ก็ได้ด่ำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุดในโลกที่ความลึก 10,916 เมตร ณ บริเวณ มาเรียนา เทรนช์ หรือที่รู้จักในชื่อ Challenger Deep ในปี 1960 ด้วยยานสำรวจน้ำลึก Trieste ต่อมาในปี 2012 นักสร้างภาพยนตร์ นักสำรวจ และ Rolex Testimonee อย่าง James Cameron ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการด่ำดิ่งเพียงลำพังไปสู่จุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร หรือ มาเรียนา เทรนช์ ณ ความลึก 10,908 เมตร โดยนาฬิกา Rolex ที่ถูกติดตั้งไว้ด้านนอกของยาน ยังคงสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในการสำรวจทั้งสองครั้ง

ภารกิจการสำรวจ ผนวกกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ได้นำมาสู่การเปิดตัว Oyster Perpetual Sea-Dweller ครั้งแรกในปี 1967 และ Oyster Perpetual Rolex Deepsea ในปี 2008

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักดำน้ำ นักปีนเขา นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ ได้กลายมาเป็น Rolex Testimonee ร่วมทำลายสถิติและสร้างบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความอดทนและกล้าหาญในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยมี Rolex เคียงคู่ทุกการสำรวจในฐานะเพื่อนร่วมการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ

Sylvia Earle นักชีววิทยาทางทะเล และ Rolex Testimonee ได้บอกเล่าบทบาทของ Rolex ในฐานะผู้สนับสนุนการสำรวจอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติไว้ได้อย่างดีเยี่ยมว่า “การออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องน่านฟ้า พิชิตยอดเขา สำรวจถ้ำ เดินเรือ เดินป่า หรือด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก ทุกการผจญภัยล้วนเล่าขานเรื่องราวแห่งธรรมชาติและมีส่วนช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์มาจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งสิ่งที่นักสำรวจพบเจอก็กลายมาเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันไป Rolex จึงเป็นดั่งพยานที่มีชีวิตที่ร่วมบันทึกทุกการเดินทางของผู้พิชิตธรรมชาติ”

Winter Journey set dinner

    ห้องอาหารมิชลินสตาร์สระบัว บายกินกิน ต้อนรับช่วงปลายปีพร้อมเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองกับเซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาว (Winter Journey set dinner) เซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาวเกิดจากความร่วมกัน ระหว่างเชฟมิชลินสตาร์ “ชยวีร์ สุจริตจันทร์” หัวหน้าพ่อครัวอาวุโสห้องอาหารสระบัวบายกินกิน และเชฟมิชลินสตาร์“เฮนริคอูล-แอนเดอร์เซน”เจ้าของร้านอาหารกินกิน (Kiin Kiin) ณ เมืองโคเปนเฮเกน

ภายในเซ็ตเมนูประกอบไปด้วยอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นจำนวน 8 คอร์ส มาพร้อมอภินันทนาการ อาหารท้องถิ่นสไตล์ร้านข้างทาง(street food) ทำเป็นคำเล็กๆในรูปแบบที่ตื่นตาตื่นใจ เช่น ขนมเมอแรงก์ซีอิ๊วพร้อมครีมโยเกิร์ตวาซาบิ ขนมข้าวพองต้มข่าในถุงใสๆที่สามารถรับประทานได้ ไก่สเต๊ะ ไส้อั่วคอร์นเน็ตโตไอศกรีมแกงเขียวหวานปูและใบไม้หลากหลายชนิด

เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยสื่อถึงการต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวจากเชฟเฮนริค เริ่มต้น ด้วยเมนูปลาแซลมอนวาซาบิเย็น เสิร์ฟปลาแซมอนนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ พร้อมโฟมวาซาบิและซอสพอนซึเพิ่มความสดชื่น ช่วยกระตุ้น รสสัมผัส ตั้งแต่เมนูแรกตามด้วยเมนูซุปเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายกับต้มยากุ้งเสิร์ฟในเครื่องไซฟรอน ที่จะทำให้น้ำต้มยำที่ถูกต้มร้อน ไหลขึ้นไปผ่านกับเครื่องต้มยำก่อนจะไหลลงมาในกระเปาะพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ  มาพร้อมเครื่องเคียงข้าวเกรียบกุ้ง ทาโก้กุ้ง กุ้งล็อบสเตอร์ และเส้นมาม่าเต้าหู้สดที่ทุกท่านสามารถทำเองได้ด้วยการบีบหลอดฉีดยาที่มีเต้าหู้เหลวลงไปลวกในน้ำต้มยำให้กลายเป็นเส้นชวนลิ้มลอง

เมนูถัดมาคือกะเพราตับห่านพร้อมซอสฮอลแลนเดส และข้าวพองทอด จานนี้นำเอารสชาติที่คนไทยหลงใหลมารวมเข้าด้วยกัน ข้าวพองในซองเล็กๆ เขียนว่าเป็นรถด่วน(หนอนไม้ไผ่ทอดกรอบ)เพราะดูคล้ายกัน แต่จริงๆ คือข้าวพอง เมื่อจะรับประทานให้โรยข้าวพองลงไปด้านบนก่อนคลุกเคล้าให้ไข่นกกระทาดาวเคล้าไปจนทั่วตักรับประทานจะได้สัมผัสของผัดกะเพรารสเข้มข้นทุกคำ แต่มีความเนียนละมุนของฟัวการ์และความกรุบของเครื่องในไก่หั่นเต๋า  

จานหลักเสิร์ฟข้าวอบเน้ือซอสหวานท่ีตุ๋นเน้ือซี่โครงนาเข้าจากประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 48 ชั่วโมงพร้อม เครื่องเคียงท่ีประกอบด้วยข้าวอบเน้ือส้มจี๊ด ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และโรยด้วยเน้ือกรอบ จานนี้ต้องลองนอกเสียจากว่าคุณไม่รับประทานเนื้อ เพราะทุกอย่างจัทบคู่เข้ากันอย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะส้มจี๊ดที่รสชาติเสริมกับเนื้อตุ๋นได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ปิดท้ายเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวทั้ง 8 คอร์สด้วยเมนูขนมหวานที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าหลงใหลชวนให้รับประทาน” เชฟเบิ้ม ชยวีร์ สุจริตจันทร์  กล่าวเสริม“เมนูขนมหวานที่เสิร์ฟเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายประกอบไปด้วย เค้กลิ้นจี่เฟลมเบ้พร้อมโฟมดอกกุหลาบและข้าวเหนียวไอศกรีมข้าวโพดเสิร์ฟกับขนมสายไหมราดด้วยน้ำกะทิ”

รสชาติอาหารอันโดดเด่นและส่วนประกอบต่างๆในแต่ละเมนูถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันเพื่อชูโรงรสชาติอาหารไทยให้โดดเด่นในแต่ละจาน โดยผสมผสานวัตถุดิบชั้นเลิศและเทคนิคอันหลากหลายท่ีใช้ในการปรุงอาหารได้อย่างลงตัว

 “เรามีความรู้สึกตื่นเต้น เป็นอย่างมากท่ีได้เปิดห้องอาหารต้อนรับเหล่าบรรดานักชิมทุกท่านและมีความตั้งใจในการนำเสนอประสบการณ์ในการรับประทานอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินสตาร์พร้อมการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มด้วยนิวนอร์มอลหรือความปรกติใหม่กับบริการ ‘เคมปินสกี้ ไวท์ โกล์ฟ เซอร์วิส’ (Kempinski White GloveServices)เพื่อรักษามาตรฐานอันสูงสุดในด้านสุขอนามัยครอบคลุมทั้งบริเวณห้องครัวห้องอาหารรวมไปถึงพื้นที่สาธารณะในส่วนต่างๆ ของโรงแรมฯ” มร.ริชาร์ด เชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพฯ กล่าว 

เซ็ตเมนูม้ือคำ่ประจำฤดูหนาว 8 คอร์ส(Winter Journeys set dinner)ให้บริการ ณ ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 ราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 2,300 บาท++ ต่อท่าน

นอกจากน้ีห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ยังมีตัวเลือกเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวสำหรับม้ือกลางวัน 4 คอร์สในราคา 1,850 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัว เลือกแพ็คเกจไวน์ แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 1,200 บาท++ และแขกทุกท่านสามารถเลือกรับประทานเซ็ตเมนู 6 คอร์ส ราคา 2,600 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง ในราคา 1,800 บาท++ เพิ่มเติมได้ในทั้งสองม้ืออาหารได้อีกด้วย *ราคาดังกล่าวเป็นราคาเฉพาะค่าอาหารไม่รวมภาษีมลูค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์สำหรับม้ือกลางวันเวลา 12:00 น. ถึง 15:00 น. (สั่งอาหารได้ถึงเวลา 14.30 น.) และม้ือค่ำเวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (สั่งอาหารแบบเซ็ตเมนู ได้ถึงเวลา 21:00 น. และแบบอาหารจานเดี่ยวได้ถึงเวลา 22:30 น.) โดยมีให้เลือกรับประทานทั้งแบบเซ็ตเมนูและ อาหารจานเดี่ยว (a la carte)    

ARVA : A taste of new harvest.

ถ้ามาภูเก็ตต้องมารับประทานอาหารอิตาเลียนที่ Amanpuri ให้ได้ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือบรรยากาศของห้องอาหาร Arva เพียงอย่างเดียว แต่อาหารอิตาเลียนที่นี่ดูแลโดยเชฟ Stefano Artosin โดยเน้นที่มาของเครื่องปรุงแต่ละอย่างว่าต้องชั้นเลิศสดใหม่ สมกับชื่อร้านอาหารที่หมายถึงการเก็บเกี่ยว

ไม่ว่าจะแฮมจากอิตาลี หรือเนยแข็งจากเชียงใหม่ ไม่ใช่เชฟต้องการประหยัดค่าขนส่ง แต่เชฟยืนยันว่าคุณภาพเนยแข็งจากเชียงใหม่นี้ดีเยี่ยมทัดเทียมกับที่ทำในอิตาลี โดยเฉพาะเนยแข็ง Burrata ที่เป็นเนยแข็งแบบสด ข้างในเป็นครีมรสเข้มข้นหอมมัน แต่เนยแข็งชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากอิตาลีก็มีเช่นกัน

สำหรับอาหารทะเลที่จะนำมาปรุงอาหารนั้นมาจากเรือประมงเจ้าประจำที่ออกเรือไปหาปลาข้ามคืนก็มาส่ง ดังนั้นจะมีอาหารทะเลที่จับได้วันต่อวันมาปรุงในเมนูประจำวันให้เลือก แต่บางชนิดที่ไม่มีในทะเลแถบนั้นก็นำเข้ามา เชฟให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องปรุงมาก

เรามาดูอาหารที่เชฟทำให้เรารับประทานในวันนั้น คือรายละเอียดจะเปลี่ยนไปในแต่ละวันตามเครื่องปรุง แต่ก็มีเมนูหลักๆ ที่จะมีเสิร์ฟตลอด ที่พลาดไม่ได้จริงๆ คือขนมปังยีสต์สดที่หมักกว่า 24 ชั่วโมงในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้แป้งและยีสตืได้พัฒนารสชาติและรสสัมผัสของเนื้อขนมปัง พูดเลยว่าตั้งแต่รับประทานขนมปังที่เสิร์ฟมากับมื้ออาหาร ของที่นี่คือยืนหนึ่งอันดับต้นๆ เสียดายว่าเขาไม่มีขายแบบเบเกอรี่ ต้องการชิมต้องมารับประทานอาหารที่ Arva เท่านั้น เพราะตอนเสิร์ฟเขาจะอบขนมปังนี้มาในควันไม้ฮิกคอรีโดยใช้กรวยแก้วครอบไว้ ค่อยมาเปิดให้เราได้กลิ่นหอมอบอวลตรงหน้า จะด้วยขั้นตอนซับซ้อนในการหมักแป้งที่ทำให้รสชาติขนมปังชุ่มนุ่มหอมน้ำมันมะกอกนิดๆ ผิวขนมปังบางกรอบตกแต่งด้วยมะกอกดำ มะเขือเทศเชอร์รีพอสวยงาม  เนื้อขนมปังนุ่มหอมมันมีรสหวานนิดๆ คือหวานแป้งไม่ใช่หวานน้ำตาล อร่อยจริง

จานแรกคือครีมด้านในเนยแข็งบูร์ราต้า วางบนมะเขือเทศสดฉ่ำหยอดคาเวียร์ด้านบน รสชาติกลมกล่อมหอมละมุนมาก ให้รสสัมผัสที่สดชื่นและรสเค็มติดๆ จากคาเวียร์  

จานต่อมาเป็นทูน่าทาร์ทาร์ เขาปรุงรสออกมาเข้มข้นเหมาะจะเสิร์ฟมาขนาดเล็กๆ ตัดรสด้วยไข่นำกระทาออนเซ็น ฝานเห็ดทรัฟเฟิลกันสดๆ ตรงหน้า เห็ดนี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่น แต่รสสัมผัสยังหนึบ หอมๆ เหมาะจะรับประทานสดๆ แค่จานนี้ก็เห็นฝีมือของเชฟสเตฟาโน แล้ว 

    อีกจานเป็นดอกอาร์ติโช้คอบ ต้องเรียกว่าแปลก ปกติเราปลิดกลีบใบดอกของอาร์ติโช้คจิ้มซอสรับประทาน แต่นี่เขานำดอกมาอบ ซอสมีรสชาติของเบซิล อร่อยทีเดียว ไหนๆ ก็มีเนยแข็งที่ทำใดๆ จากเชียงใหม่ เชฟจึงเสิร์ฟเนยแข็งบูราต้ามากับใบอองดีฟราดน้ำมันมะกอกและบัลซามิโกที่หมักยาวนานจนรสหวานนำรสเปรี้ยว เชฟว่าเนยแข็งสดนี้อร่อยอยู่แล้ว ก็จะไม่ปรุงอะไรซับซ้อน แต่แค่นี้ก็อร่อยจริงๆ เรารับประทานจานเรียกน้ำย่อยแบบแชร์กัน ดังนั้นจึงมีหลายรายการ รวมทั้งหมึกออกโตปุสจิ๋วผัดมาในซอสรสเข้มข้น อร่อยจนต้องเอาขนมปังที่อบกรอบเช็ดน้ำซอสที่ติดในก้นถ้วยที่ใส่มา

    ส่วนแฮมที่ฝานมาจนบางเฉียบนั้นมี 2 ชนิด คละเคล้ามากับลูกแพร์ฝานและโรยด้วยถั่วแม็คคาเดเมียทุกอย่างรสชาติเข้ากันอย่างกลมกล่อม รสเค็มของแฮมและรสหวานของแพร์แต่งแต้มด้วนความกรุบกรอบหอมมันของถั่ว ส่วนใครชอบเนื้อปลาแบบยำมาสดๆ ที่เรียกว่า Ceviche ต้องสั่ง เพราะเชฟได้ปลามาแต่เช้า แล่บาง ปรุงด้วย้ำมันมะกอกและน้ำส้มคั้น และขาดไม่ได้คือเฟนเนลที่มาทั้งหัวแบบฝานบาง กับช่อที่เด็ดเอาแต่ยอด 

    ส่วนซุปฟักทองนี่พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน อย่านึกว่าสั่งเพราะความเก๋ที่เสิร์ฟซุปมาในฟักทองทั้งลูก แต่จริงๆ ความเด่นก็คือรสชาติของซุปเอง เชฟใช้ฟักทองบ้านเรานี่แหละ เชฟว่าเนื้อเหนียวหอมมันดี เชฟทำซุปฟักทองได้อร่อยจริงๆ ยิ่งเสิร์ฟมาในผลฟักทองอบร้อนๆ คือที่สุด ก่อนจะถึงจานหลักก็เป็นพาสต้า จานนี้ขอแนะนำว่าเป็นความเรียบง่ายที่อร่อยที่สุด เชฟบอกว่าเป็นซอสมะเขือเทศที่เป็นสูตรในครอบครัว Cavatelli San Marzano พาสต้าโฮมเมดทำเองเป็นท่องนั้นๆ แต่เด็ดที่ซอสมะเขือเทศที่ใช้มะเขือเทศ San Marzano กับหอมแดงกวน เนยแข็ง Caciocavallo จานนี้ต้องสั่งจริงๆ ถ้าอยากจะเข้าในรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆ จานนี้บอกได้ครบสิ่งจริงๆ 

    จานหลักมีหอยเชลล์จี่แล้วราดด้วยครีมซอสรสละมุน เราเลี่ยงจานเนื้อเพราะความอิ่ม จึงสั่งหยวดหมึกยักษ์ออกโตปุส ย่างเสิร์ฟมากับซอสสไตล์เมดิเตอเรเนียน ส่วนของหวานเป็น Cannolo E Ricotta หรือคันโนลี แป้งทรงกระบอกสั้นๆ บรรจุไส้ครีมริคอตต้าที่ขึ้นชื่อของอิตาลี แต่ก็ได้ชิมเครมบูเล่ลาเวนเดอร์ หอมหวานมันอร่อยดี ช็อกโกแลตมูสที่ใช้โกโก้ Valrhona มาทำก็เข้มข้นอร่อย และทาร์ตที่มีไส้คัสตาร์ดมะนาวหวานอมเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมาะกับการปิดท้ายของมื้ออาหารจริงๆ

    แม้คุณจะไม่ได้มาพักใน Amanpuri แต่ก็ควรมาชิมอาหารอิตาลีที่ Arva จะมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นหลังจิบเครื่องดื่มชมวิวพระอาทิตย์ตกที่บาร์ของอมันปุรีแล้ว ยิ่งช่วงนี้คนไทยและคนต่างประเทศที่มีที่พำนักในไทยจะมีราคาพิเศษถ้าจะเข้าพักที่อมันปุรี ลองติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ www.aman.com/resorts/amanpuri

โดดเด่นทะลุกาแล็คซี่กับ Samsung Galaxy Z Fold2 5G

สร้างกระแสความฮือฮาลั่นวงการกับการเปิดตัวนวัตกรรมสมาร์ทโฟนจอพับได้แห่งอนาคต Galaxy Z Fold2 5G (กาแลคซี่ ซี โฟลด์ ทู ห้าจี) สมาร์ทโฟนจอพับได้ที่ผนวกการใช้งานของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไว้ในเครื่องเดียว ไม่เพียงรูปลักษณ์ที่สวยหรู แต่ทั้งยังเพียบพร้อม ไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆที่ได้รับการพัฒนามาจากสมาร์ทโฟนจอพับได้รุ่นก่อนๆของซัมซุง เพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เรามาดูกันว่าความพิเศษที่ว่านั้นเป็นเช่นไร

เมื่อพับเครื่อง เราใช้งานสมาร์ทโฟนได้เต็มจอบนหน้าจอกว้างขนาด 6.2 นิ้ว กระชับจับถนัดมือ พกใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้สะดวก เมื่อกางเครื่องออกยังสามารถใช้งานแอพลิเคชันได้ต่อเนื่อง บนหน้าจอหลักด้านใน ยกตัวอย่าง ขณะที่คุณกำลังแชตไลน์ติดพันกลับมีเมื่อมี VDO call เข้ามาในที่คุณจำเป็นต้องรับสาย คุณสามารถกางเครื่องเพื่อรับสายวิดีโอคอลเพื่อให้ได้ภาพที่เต็มตามมากขึ้น โดยที่ยังสามารถแชตต่อได้ คุณจะแชตเรื่องงานกับลูกค้าไปพร้อมๆ กับประชุมทางวิดีโอคอลกับทางออฟฟิศในคราวเดียวกันได้สบายๆ ไม่ต้องพูดถึงเมื่อใช้ฟังก์ชั่นเหล่านี้ในเวลาสังสรรค์กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงว่าจะสะดวกและเพลินแค่ไหน


คราวนี้เรามาดูขนาดหน้าจอด้านในเมื่อกางเครื่องออก มีขนาดกว้างถึง 7.6” เทียบเท่าแท็บเล็ต ดูภาพได้อิ่มเต็มตา รองรับค่ารีเฟรชเรท 120 Hz (เฮิร์ซ) จึงให้ภาพชัดคม รู้สึกสบายตาเมื่อใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-active window ที่คุณเปิดใช้งานได้พร้อมกันถึง 3 หน้าจอพร้อมจัดวาง Layout หน้าจอได้อิสระ ตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ใครจะวิดีโอคอลไปพร้อมๆ กับแชตไลน์แล้วต้องเสิร์ชหาข้อมูลได้ในคราวเดียวกันก็ย่อมได้ นี่คือประสิทธิภาพที่มาเหนืออย่างแท้จริง ลองใช้แล้วคุณจะรู้ว่าฟังก์ชั่น 3 หน้าจอนี้คือไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง


แน่นอนว่าหน้าจอพับนี้ไม่ได้สะดวกหรือมีประโยชน์เพียงการขยายหน้าจอ แต่ Flex Mode ทำให้คุณกางเครื่องใช้งานได้หลายองศา รองรับการใช้งานได้หลากหลาย บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าจำเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ลองคิดดูว่า คุณสามารถถ่ายรูป วิดีโอคอล ดูหนัง ได้โดยไม่ต้องถือเครื่อง, สามารถถ่ายเซลฟี่ ภาพสวยคมชัดด้วยกล้องหลัง หรือ Dual Preview ที่ทำให้ผู้ถูกถ่ายเห็นภาพตัวเองได้ในขณะกำลังถูกถ่ายอยู่ด้วยกล้องหลัง โดยเฉพาะคนที่พิถีพิถันว่าต้องได้ภาพตัวเองที่เป๊ะ คุณจึงสามารถดูแลความเรียบร้อยของหน้าตาและทรงผมในแบบที่คุณอยากจะให้เป็นได้ง่ายๆ ไม่ว่าสายถ่ายภาพแนวมืออาชีพหรือสายเซลฟี่สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องระดับโปร 5 ตัวนี้ตอบโจทย์คุณแน่ๆ และรองรับความเร็ว 5G


ทีนี้อยากทราบแล้วใช่ไหมว่าในประเทศไทยจะมี Samsung Galaxy Z Fold2 5G ให้เลือกกี่เฉดสี คำตอบก็คือ 2 เฉดสี Mystic Bronze (มิสทีค บรอนซ์) และ Mystic Black (มิสทีค แบล็ค) โดยเริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษตั้งแต่วันนี้ 2 ก.ย. – 13 ก.ย. นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.samsung.com/th