Posts

พาไปชมทุกดีเทลของซูเปอร์เอสยูวีระดับโลก กับ Lamborghini Urus Performante ความจัดจ้านและเร้าใจที่ท้าให้คุณมาพิสูจน์

ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) สุดยอดแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี เผยโฉม Urus Performante” ปรากฏการณ์ใหม่แห่งสุดยอดสมรรถนะและสัมผัสการขับขี่แนวสปอร์ตในแบบฉบับซูเปอร์เอสยูวี ที่พร้อมสะกดทุกสายตาทั้งบนท้องถนน สนามแข่งขัน หรือแม้แต่บนเส้นทางสุดทรหด 

ซึ่งก่อนเผยโฉมที่งาน Pebble Beach Concours d’Elegance ครั้งที่ 71 ซูเปอร์เอสยูวีคันนี้ได้สร้างสถิติใหม่ในหมวดยานยนต์เอสยูวีเป็นที่เรียบร้อย จากการทดสอบวิ่งบนทางลาดชันสุดหฤโหดของ Pikes Peak International Hill Climb Road ที่มีระดับความสูงกว่า 4,302 เมตร (14,115 ฟุต) โดยสามารถทำเวลาเพียง 10:32.064 นาที ทุบสถิติเดิมที่ Bentley Bentayga เคยทำไว้เมื่อปี 2018 ที่ 10:49.902 นาที ถึง 17.838 วินาที

และนี่คือดีเทลสุดจัดจ้านที่ท้าให้คุณมาพิสูจน์ความเร้าใจ กับ Urus Performante มาตรฐานใหม่แห่งสุดยอดงานดีไซน์อันเปี่ยมพลัง ที่ผสานระบบวิศวกรรมยานยนต์ระดับซูเปอร์สปอร์ตไว้อย่างลงตัว

  • สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยดีไซน์แนวอากาศยานในทุกมุมมอง โดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์ด้านหน้า ด้วยงานออกแบบฝากระโปรงและแผงกันชนขนาดใหญ่โดยใช้รูปทรงที่เฉียบคม ที่นอกจากสื่อถึงดีเอ็นเอสายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตของ Performante ได้อย่างเด่นชัดแล้ว ยังแฝงกลิ่นอายแห่งความหรูหรา
    ภูมิฐานของรถยนต์ Urus ไว้อย่างกลมกลืน ขณะที่การออกแบบฟินสปอยเลอร์หลังซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดให้ตัวรถได้แรงบันดาลใจจากAventador SVJ 
  • เหนือระดับด้วยดีไซน์อากาศพลศาสตร์แบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่องดักอากาศด้านหน้าที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการระบายความร้อนเครื่องยนต์พร้อมเพิ่มความดุดันแนวซูเปอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์, ม่านดักลมที่ทำให้อากาศไหลเข้าทางล้อหน้าได้มากขึ้น ไปจนถึงการออกแบบอย่างเหนือชั้นตรงช่องระบายลมบนฝากระโปรง 
  • มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 มอบสัมผัสแห่งการขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจด้วยกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 660 แรงม้า และด้วยน้ำหนักที่เบาลงถึง 47 กก. จึงทำให้ Urus Performante มีอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องยนต์ดีที่สุดในคลาส สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.3 วินาที มีแรงบิด 850 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 2,300 – 2,400 รอบต่อนาที ซึ่งความสามารถที่เหนือกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกันยังรวมถึงความเร็วสูงสุดที่ 306 กม./ชม.
  • ยาง Pirelli P Zero ที่ใช้เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อ Urus Performante รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตยาง Pirelli แบบกึ่งสลิคเพื่อให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของรถเอสยูวีซึ่งเกิดจากการร่วมมือพัฒนากับลัมโบร์กินี ผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ได้ยางที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ดีขึ้น แต่ยังคงมอบประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมทั้งบนพื้นผิวแห้งที่มีอุณหภูมิสูง และบนพื้นผิวเปียกที่มีอุณหภูมิต่ำ
  • นอกจากโหมดการขับขี่มาตรฐานต่าง ๆ Urus Performante ยังมาพร้อมโหมดใหม่อย่าง RALLY เพื่อยกระดับการขับขี่แนวสปอร์ตที่สนุกสนานในแบบฉบับเอสยูวี และนำเสนออีกระดับของความตื่นเต้นเร้าใจในการวิ่งบนทางดิน

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111

rhunrun เรียบเรียง

4 เหตุผลที่ทำให้ Aventador ยานยนตร์สุดไอคอนิกจาก Lamborghini เป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่น่าจับตาและหลายคนใฝ่ฟันจะครอบครองมาตลอด 10 ปี

อะไรคือความลับที่ส่งให้ซูเปอร์สปอร์ตคาร์อย่าง Aventador (อะเวนทาดอร์) กลายเป็นไอคอนนิคความแรงที่เป็นกระแสชั่วพริบตา ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์น่าจดจำให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา วันนี้ลัมโบร์กินีพามาย้อนดูหน้าประวัติศาสตร์ของ Aventador กับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ V12 รุ่นนี้

1. อะเวนทาดอร์เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับแบรนด์ลัมโบร์กินีได้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยยอดขายกว่า 10,000 คัน ในเวลาเพียง 9 ปี โดยอะเวนทาดอร์ใช้เวลาเพียง 5 ปี ก็มียอดจองมากกว่าจำนวนรถยนต์ V12 ที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตรวมกันทั้งหมดเสียอีก และนี่คือ Aventador คันไฮไลต์ในรอบทศวรรษที่คุณไม่ควรพลาด

  • ปี 2011 Aventador LP 700-4 ถือกำเนิดขึ้น ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโครงสร้างตัวถังแบบโมโนค๊อกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด เครื่องยนต์ V12 เจเนเรชั่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับอะเวนทาดอร์โดยเฉพาะด้วยกำลัง 700 แรงม้า และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์สำคัญอย่างประตูแบบเปิดปีกนก
  • ปี 2012 ลัมโบร์กินีได้เปิดตัว Aventador Roadster ซึ่งเป็นอะเวนทาดอร์เปิดประทุนรุ่นแรก โดยที่หลังคารถแต่ละฝั่งถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาน้อยกว่า 6 กก. ด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อการถอดเข้าออกที่สะดวก และในปีเดียวกันนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความโดดเด่นของอะเวนทาดอร์ ลัมโบร์กินีได้รังสรรค์อะเวนทาดอร์รุ่นพิเศษอย่าง Aventador J อะเวนทาดอร์ที่ถูกผลิตมาคันเดียวในโลก ถูกออกแบบตกแต่งภายนอกและภายในให้เข้ากัน โดยเน้นให้เห็นถึงเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์ที่ลัมโบร์กินีเชี่ยวชาญ และสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกได้ว่ารวมความเป็นที่สุดแห่งประสบการณ์ไว้ในรถคันนี้
  • ปี 2016 Aventador Miura Homage ซีรีส์พิเศษที่ผลิตเพื่อเป็นเกียรติให้กับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ในตำนานอย่าง Miura ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี โดยสะท้อนจิตวิญญาณของ Miura ต้นแบบ ทั้งในแง่สีสันและฟีเจอร์ไว้อย่างครบครัน ผลิตจำกัดเพียง 50 คันเท่านั้น ในปีเดียวกันนี้ ลัมโบร์กินีได้ทำการปรับโฉมให้กับอะเวนทาดอร์ โดยใช้ชื่อ Aventador S ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายในการใช้งานทุกวัน
  • ปี 2018 Aventador SVJ กับตำแหน่งราชันแห่ง Nürburgring – ถือเป็นสถิติใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ SVJ ในฐานะรถยนต์แบบโปรดักชั่นที่ทำเวลาได้เร็วที่สุดในสนามแข่งระดับโลกด้วยเวลาเพียง 6:44.97 นาที โดยผลิตออกมาเพียง 900 คัน ขณะที่สเปเชี่ยล อิดิชั่น อย่าง SVJ 63 ผลิตจำกัดเพียง 63 คันเท่านั้น เพื่อระลึกถึงการก่อตั้ง Lamborghini ในปี 1963 นั่นเอง โดยทั้ง 2 รุ่น ถูกออกแบบให้ใช้หลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงอย่าง ระบบ ALA  ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Lamborghini อีกด้วย
  • ปี 2019 Aventador S by Skyler Grey ถือเป็น one-off ที่สร้างสีสันให้กับงาน Monterey Car Week เลยก็ว่าได้ ผลงานคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินดาวรุ่ง Skyler Grey ที่หลอมรวมศิลปะแห่งโลกยนตรกรรมและศิลปะแนวสตรีทอาร์ต ภายใต้คอนเซปต์ “splash-effect” ไว้ได้อย่างมีสไตล์ ที่สำคัญยังเป็น Lamborghini คันแรกที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการรับรองและปกป้องในฐานะงานศิลปะอีกด้วย 

2. Lamborghini Aventador กลายเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์อันยอดเยี่ยมในโลกแห่งจินตนาการ จะเห็นได้ว่าเป็นรถที่มาพร้อมกับฮีโร่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในภาพยนตร์ฮอลลีวูด รถเครื่องยนต์ V12 นี้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่สร้างประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ระดับโลกหลากหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งคู่หูของอัศวินรัตติกาล อย่าง Aventador ที่เป็น BatMobile ให้กับ Bruce Wayne ในภาพยนตร์ “The Dark Knight Rises” (2012) โดยรถที่นำมาเข้าฉากคือ Aventador LP 700-4 ที่มาพร้อมป้ายทะเบียนเมืองสุดเท่ห์อย่าง “Gotham – 649 8227″ อีกด้วย

3. Aventador ถือเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันแรกของ Lamborghini ที่ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ มีให้เลือกถึง 4 แบบ – STRADA, SPORT, CORSA และ EGO ซึ่งในโหมด EGO นี้เองที่ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าโปรไฟล์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ ขณะนั้นมากที่สุด อาทิ ระบบส่งกำลัง (เครื่องยนต์, 4WD), การบังคับเลี้ยว และชุดควบคุมระบบช่วงล่าง Magneride adaptive ที่สามารถปรับระดับตามโหมดการขับขี่ในทุกสถานการณ์

4. แม้จะเดินทางมาถึงรหัสสุดท้ายของ Aventador แต่เชื่อเถอะว่า LP 780-4 Ultimae (แอลพี 780-4 อูลติเม) คือ Aventador ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตรถของ Lamborghini โดยคอนเซปต์หลักของรุ่นนี้คือการหลอมรวมสุดยอดสมรรถนะของ Aventador SVJ กับสไตล์ที่สง่างามเหนือกาลเวลาของ Aventador S ไว้ในหนึ่งเดียว

ร่วมสัมผัสความหรูหราโฉบเฉี่ยวของซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

ฉลองครบรอบ 50 ปียานยนต์ระดับตำนาน Lamborghini Countach เผยโฉมโมเดลใหม่ LPI 800-4 เป็นครั้งแรกของโลกที่งาน The Quail: A Motorsports Gathering

แม้ว่าจะล่วงเลยมากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม นับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกของ Lamborghini Countach ในงาน Geneva International Motor Show แต่ดูเหมือนว่าตำนานที่ไม่เคยหลับใหลคันนี้ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ผลิตในโรงงาน Sant’Agata Bolognese มาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะเป็น Aventador, Huracán, Sián, หรือแม้แต่ Urus ก็ล้วนหยิบเอาดีเอ็นเอคาแรคเตอร์บางอย่างของ Countach มาผสมผสานได้อย่างแยบยล

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 ยุคที่ขึ้นชื่อว่าเฟื่องฟูที่สุดสำหรับการออกแบบ – กระทิงดุอย่าง Countach ได้เผยโฉมอย่างสง่างามในดีไซน์ที่ล้ำสมัยแบบสุดขั้ว ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘Countach’ ยังเป็นคำอุทานของภาษา Piedmontese หนึ่งในภาษาพื้นเมืองอิตาลี ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจและความชื่นชมในบางสิ่งบางอย่างอีกด้วย

โดยในช่วงปีไล่เลี่ยกันนี้ ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของหลากหลายเหตุการณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบและครีเอทีฟทั่วโลก รวมถึงมีอิทธิพลต่อแนวคิดการออกแบบ Countach ของ Marcello Gandini อีกด้วย อาทิ การแข่งขันทางอวกาศเพื่อมวลมนุษยชาติ, การถือกำเนิดของเทคโนโลยีขั้นสูงที่กลายมาเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย, เทรนด์แฟชั่นที่เชื่อมโยงกับลวดลายเรขาคณิตและสีสันที่สดใส, การเข้าสู่ยุคเครื่องบินเจ็ต ที่สำคัญ Countach ยังเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง อย่าง Ferruccio Lamborghini ที่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกเริ่มว่า การปฏิวัติวงการยานยนต์ ณ เวลานั้น ย่อมส่งอิทธิพลถึงสไตล์ของโมเดล Lamborghini ในอนาคต โดยเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Countach ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอมายังกระทิงดุรุ่นหลัง ๆ อาทิ ประตูแบบ Scissor Doors ซึ่งเป็น  ซิกเนเจอร์ของรถยนต์เครื่องยนต์ V12 ของค่ายลัมโบร์กินี และ Countach เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ประตูรูปแบบนี้ของแบรนด์อีกด้วย

เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับ Countach ในฐานะยนตรกรรมแห่งขบถที่ฉีกกรอบการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างไร้ที่ติ – Lamborghini ได้เผยโฉม Countach LPI 800-4 เป็นครั้งแรกของโลกที่งาน The Quail: A Motorsports Gathering โดยไอคอนนิคความแรงล่าสุดแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ มาพร้อมตัวถังในโทนสีขาว Bianco Siderale ที่ซ่อนดีเทลสีฟ้ามุกไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญยังชวนให้นึกถึง Countach LP 400 S คันโปรดของ Ferruccio Lamborghini อีกด้วย ภายในตกแต่งด้วยเฉดสีแดง-ดำ ซึ่งแม้จะถูกปรับดีเทลให้ทันสมัยและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันมากขึ้น แต่แบรนด์กลับคงกลิ่นอายของ Countach ต้นแบบไว้ได้อย่างครบครัน อาทิ Square Motif บนเบาะที่นั่งสไตล์สปอร์ต โดย Countach LPI 800-4  มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดด้วยเครื่องยนต์ V12 ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้า 48V และระบบซูเปอร์คาปาซิเตอร์ที่ช่วยมอบพละกำลังสูงสุด 780 แรงม้าจากเครื่องยนต์ และ 34 แรงม้าจากมอเตอร์ไฟฟ้า

ซึ่งนอกจากสีที่เปิดตัวแล้ว เจ้าของ Countach LPI 800-4 รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังสามารถปรับแต่งสีของรถตามสไตล์ของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นสีที่สะท้อนความเป็น Heritage Style ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแบบ Solid เช่น สีที่โดดเด่นอย่าง สีขาว Impact White และสีเขียว Verde Medio หรือหากเจ้าของรถต้องการสีที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น ก็ยังมีสีแบบเมทัลลิกให้เลือกตามชอบ เช่นสียอดนิยมอย่าง สีม่วง Viola Pasifae หรือ สีฟ้า Blu Uranus

โดยรุ่นพิเศษนี้ผลิตจำกัดเพียง 112 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อโปรเจกต์ ‘LP 112’ ที่ตั้งขึ้นในช่วงการพัฒนา Countach ตัวต้นแบบนั่นเอง

ร่วมสัมผัสความหรูหราโฉบเฉี่ยวของซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111

เรื่องเรียบเรียง  rhunrun 

บรรยากาศ Livestream แบบเรียลไทม์ส่งตรงจากอิตาลีเปิดตัว Lamborghini Huracán STO

อวดโฉมพร้อมกันทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการ Livestream แบบเรียลไทม์ส่งตรงจากอิตาลี กับไอคอนนิคความแรงล่าสุดจากลัมโบร์กินี Lamborghini Huracán STO (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน เอสทีโอ) จากสนามแข่งขันสู่ที่สุดแห่งยนตรกรรมบนท้องถนน

ที่ปรับแต่งให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของการขับรถแข่งในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง มาพร้อมเครื่องยนต์ v10 ที่ให้กำลังสูงสุด 640 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3 วินาที เท่านั้นโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แห่ง เรนาสโซ มอเตอร์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในไทย ได้จัดเอ็กซ์คลูซีฟ พรีวิว ปาร์ตี้ ส่งเทียบเชิญเหล่าสาวกกระทิงดุมาร่วมยลโฉมกันอย่างคับคั่ง

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แห่ง เรนาสโซ มอเตอร์ (ขวา)

เรนาสโซ มอเตอร์ และบริษัทในเครือชาริช โฮลดิ้ง ร่วมกับ Lamborghini Club Thailand บริจาคเงินให้โรงพยาบาล ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย และบริษัทในเครือชาริช โฮลดิ้ง ร่วมกับสมาชิก Lamborghini Club Thailand เป็นพลังส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่เป็นผู้เสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการมอบชุด PPE จำนวน 600 ชุด, เจลเเอลกอฮอล์ขนาด 1,000 มิลลิลิตรจำนวน 20 แกลลอน และเจลแอลกอฮอล์ขนาด 500 ซีซี จำนวน 500 ขวด

รวมถึงบริจาคเงินสมทบทุนให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาล 7 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิรามาธิบดีฯ, มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี, ศิริราชมูลนิธิ, สถาบันบำราศนราดูร, โรงพยาบาลตากสิน และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวนที่ละ 210,000 บาท รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 1,470,000 บาท

โลโก้ของสุดยอดยนตรกรรมจากอิตาลีนั้น ไม่เพียงการันตีความยิ่งใหญ่ด้วยผลงานแต่ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย

The clash of logos

หากประเทศฝรั่งเศสภูมิใจว่าประเทศตัวเองมีเนยแข็ง 1,000 ชนิด ประเทศอิตาลีก็ไม่แพ้กันเพราะมียี่ห้อรถยนต์และจักรยานยนต์แทบนับไม่ถ้วน โลโก้ของรถเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หรือเป็นลวดลายระดับมาสเตอร์พีซ ทุกลวดลายล้วนมีความโดดเด่นเป็นของตัวเอง ในโลกแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องดีที่จะสามารถแยกแยะยี่ห้อรถยนต์แต่ละยี่ห้อได้ ผู้ผลิตรถยนต์ก็ทราบดีว่าการแข่งขันในโลกปัจจุบันทวีความดุเดือดขึ้นทุกวัน ถ้าบริษัทใหญ่ๆ เกิดขึ้นมาพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน (เหมือนช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 
ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ ต้องการเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่
ในเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในประเทศอิตาลี และต้องการ
ให้ชาติมีเสถียรภาพ) บริษัทใหญ่ๆ ต่างใส่ใจกับภาพลักษณ์ที่แสดงผ่านโลโก้เป็นพิเศษ ช่วงนั้นเป็นยุคที่โฆษณาไม่ต้องรอไวรัลมาร์เก็ตติ้ง หรือนักโฆษณามือฉมังโลโก้แต่ละอัน
มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ความหมายของตราแต่ละความหมาย
บอกเล่าความเป็นมาของตระกูลผู้ผลิตได้ บางทีอาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของตลาดรถยนต์ในอิตาลีก็ได้ที่แสดงให้เห็นถึงผลต่อจิตใจคนและสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่รถยนต์มีต่อบริษัท
ผู้ผลิต ทั้งหมดเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตที่หลักแหลมช่างยนต์ผู้ชาญฉลาด และศิลปินอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญเรื่องการผลิตรถยนต์ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ไม่ได้ผลิตรถยนต์ออกมาเพื่อให้ใช้งานได้ตลอดไปหรือเป็นที่นิยม เป็นเทรนด์ เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่ผลิตออกมาเพื่อให้ตราเครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์ เป็นความสัมพันธ์ที่ทุกคนจดจำได้

  Lamborghini

logo-lamborghini_114700_wide

เฟรุชชิโอ แลมโบร์กินี ผู้สร้างตำนานรถสปอร์ตหรูแลมโบร์กินีและเป็นผู้ที่เกิดในราศีพฤษภ (สัญลักษณ์คือรูปวัว) เขามีความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์อยู่แล้วและยังเป็นแฟนตัวยงของการต่อสู้วัวกระทิงอีกด้วย เพราะฉะนั้นก็คงไม่มีโลโก้อันไหนเป็นตัวเลือกได้ดีไปกว่ากระทิงอีกแล้ว (ใช้รูปแบบอักษรอินเตอร์สเตท)

  Ducati

146-1206-01-z+ducati+logo

ในช่วงปี 2009 ดูคาติสามารถทำยอดขายได้มหาศาลจึงมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ให้เป็นรูปเกราะสีแดง (ในอิตาลีสีแดงหมายถึงชัยชนะ) ที่มีทางคดโค้งอันตรายอยู่ตรงกลาง แต่โลโก้ดั้งเดิมนั้นถูก
ออกแบบขึ้นตั้งแต่ปี 1927 แล้ว และมีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เป็นปกติ ถ้าลองย้อนกลับไปดูโลโก้เดิมอันโด่งดังที่มีคำว่า Course อยู่ด้วยนั่นก็เปลี่ยนหลังจากที่ทางดูคาติไปจับมือร่วมงานกับรถออดี้และสร้างรายได้เกือบพันล้านยูโร (ใช้รูปแบบตัวอักษรแบบแอเรียลสีดำตัวเอียง)

  Abarth

Abarth Logo 1

ใครจะเชื่อล่ะว่าคนใหญ่คนโตในอิตาลีหลายๆ คนจะเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ 
หรือเรื่องดาวเรื่องดวงกับเขาเหมือนกัน เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์อย่าง
คาร์โล อบาร์ธ ที่เกิดในราศีพิจิก เราก็เลยเห็นสัตว์แปดขาอย่างแมงป่องขึ้นโชว์
อยู่ในโลโก้ของรถอบาร์ธด้วย ส่วนสีแดงและสีเหลืองสะท้อนถึงรักแรกๆ ของตัวอบาร์ธเอง พื้นหลังที่เหลือนั้นหมายถึง ความชอบ ความจริงจัง พละกำลัง
และความสุข (ใช้รูปแบบตัวอักษรแบบไมโครแกรมมาตัวเข้ม ดี เอ็กเทนดิด)

  Laverda

preview-Laverda

โลโก้ลาเวอร์ดามีขึ้นตอนปี 1947 บริษัทยักษ์ใหญ่นี้มีบริษัทในเครือที่ผลิตสินค้าหลายอย่าง ทั้งเครื่องจักร
ที่ใช้ในเกษตรกรรม หรือส่งออกสินค้าไปทั่วโลก ซึ่งเราสามารถรู้ได้แน่นอนว่าสินค้าของลาเวอร์ดาเป็นของอิตาลี เพราะตราโลโก้เป็นรูปธงชาติอิตาลีนั่นเอง สำหรับชาวคูเวตแล้วไม่มีใครที่ไม่รู้จักแบรนด์นี้แน่นอน เพราะรถจักรยานยนต์ของตำรวจที่นั่นเป็นของ
ลาเวอร์ดาแทบทั้งหมด

  Benelli

preview-Benelli103

แรกเริ่มเดิมทีเบเนลีเป็นเพียงอู่ซ่อมรถจักรยานยนตร์
ธรรมดาเท่านั้น แต่ในปี1920 ครอบครัวเบเนลีตัดสินใจผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขายเอง และภายใต้การดูแลของพี่น้องชายล้วนทั้งหกคน รถแบรนด์เบเนลีมีการพัฒนาจนได้รับรางวัลมากมาย ทั้งในอิตาลีเองและระดับยุโรป เบเนลีจึงกลายเป็นชื่อที่โด่งดัง
ขึ้นมา เจ้าของปัจจุบันที่เป็นชาวจีนสั่งลดโลโก้ให้เรียบง่ายที่สุด โดยเหลือไว้แค่ตัวชื่อเบเนลี (ใช้รูปแบบตัวอักษรแบบเดอร์ริงเจอร์ซีเรียล)

  MV Agusta

mv-agusta

ตัวอักษร MV เป็นตัวย่อของชื่อ Meccanica Verghera ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทการบิน
ที่ก่อตั้งโดย โจวานนี ออกัสตา โดยลูกชายของเขาคนนี้เองที่เป็นผู้ริเริ่มไอเดียของการทำรถจักยานยนต์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการแข่ง เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องแปลกใจถ้าบนโลโก้จะมีรูปปีกเครื่องบินติดมาด้วย (เหมือนแบบตราอินซิกเนียกับเบิร์ตแรม)

  Ferrari

Ferrari_GES

ท่านเคาท์ฟรานเซสโก บารัคคา สามารถเอาสองเรื่องนี้ไปโม้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานฟังได้อีกนานทีเดียว หนึ่งคือเรื่องชื่อของเขากลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก เรื่องที่สองคือของนำโชคของเขาที่เป็นรูปม้ายืนสองขาที่ติดอยู่บนเครื่องบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งไปเตะตา เอนโซ เฟอร์รารี่ เข้าอย่างจัง เขาจึงให้ดีไซเนอร์รุ่นเยาว์ชื่อเอลโจ จี. เอารูปม้าไปใช้ออกแบบเป็นโลโก้ให้กับบริษัท Scudreria Ferrari และมีพื้นหลังสีเหลือง
ที่เป็นสีของเมืองโมเดนาพร้อมกับธงชาติอิตาลีติดอยู่ตรงขอบด้านบนอีกด้วย

  Gilera

gilera-logo-wallpaper-765x1024

นอกจากรถยี่ห้อนี้จะได้
รางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก
ถึง 6 รางวัลแล้วก็ตาม 
บริษัท Gilera ยังมีจุดเด่น
อยู่ที่สินค้าตัวท็อปอย่าง
รถมอเตอร์ไซค์สกูตเตอร์ รุ่น GP800 ที่ทางบริษัท
บอกว่าเป็นรุ่นที่เร็วที่สุดในโลก
อีกด้วย (เหมือนคอลอสเซียม)

  Alfa Romeo

alfa_romeo

หลังจากมีโลโก้มา 6 แบบ อันนี้เป็นอันเดียวที่รูปงูเปลี่ยนไปเป็นแบบเรียบง่ายขึ้น (งูเป็นอาวุธประจำของครอบครัว Visconti ซึ่งถือว่ามีอำนาจมากที่สุดใน
มิลาน) และส่วนไม้กางเขนสีแดงมีความเกี่ยวเนื่องกับ
โจวานนี เดอ ริโอ ที่เขาสามารถปีนกำแพงเยรูซาเล็ม
เพื่อไปปักกางเขนได้เป็นคนแรก งูที่สวมมงกุฎอยู่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการเชิดชูบุคคลสำคัญอย่างออตตาวิโอ วิสคอนติ เพราะในศตวรรษที่ 5 เขาสามารถฆ่างูน่ากลัวตัวหนึ่งที่เข้ามาในมิลานได้ (ใช้ตัวอักษรฟิวเชอร่าตัวเข้ม)

  Maserati

marque-maserati

มาริโอ มาเซอราติ หนึ่งใน 6 พี่น้องที่ร่วมก่อตั้งด้วยกันมา เขาเป็นผู้ที่ชื่นชอบการวาดรูปมาก จึงได้เป็นคนคิดโลโก้รูปอาวุธสามง่ามของเทพเนปจูนขึ้น ซึ่งในเวอร์ชั่นแรกสามง่ามอันนี้เป็นสีขาวอยู่บนพื้นหลังสีน้ำเงิน (ใช้รูปแบบตัวอักษรแบบเบมโบ เอสทีดีตัวเข้ม)

Content by Editorial Team

Lamborghini Huracán LP 610-4

เผยโฉมใหม่ล่าสุดออกมาเอาใจเหล่านักซิ่งกระเป๋าหนัก ผู้รักในขุมพลังของเจ้ากระทิงดุกับ ‘Lamborghini Huracán LP 610-4’ เพราะหลังจากที่รอคอยกันมานาน มาคราวนี้รถสปอร์ตค่ายดังมาเอาใจคนชอบความโฉบเฉี่ยวในแบบเรียบง่าย ที่ผสมหลากหลายดีเอ็นเอจากหลากรุ่นดัง ทั้ง Gallardo, Aventador และ Reventón ออกมาเป็นซุปเปอร์คาร์ที่น่าจับตาในปีหน้า

โดยทางค่ายมอบสมยานามใหม่ภายใต้ชื่อรุ่นสุดคูล ‘Huracán’กับตำนานนักสู้กระทิงดุ ที่ทั่วทั้งสเปนรู้จักกันในความแข็งแกร่ง มาพร้อมลีลาการโจมตีแบบเหนือขั้น ภายใต้รหัส ‘610-4’ที่เปรียบได้ดั่งขุมพลังซึ่งถูกปล่อยผ่านเครื่องยนต์V10 กับการทำความเร็ว  62 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลา   3.2 วินาทีและหากเหยีบคันเร่งแถมเพิ่มเวลาให้อีกนิดจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเวลา 9.9 วินาทีเท่านั้น หากใครยากยลโฉมกันตัวเป็นๆคงต้องอดใจรอในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ ช่วงเดือนมีนาคม 2014 พร้อมทยอยเปิดตัวในอีก60เมืองทั่วโลก เพื่อสนองความต้องการเหล่านักซิ่งให้ได้เป็นเจ้าของ จับจองกันอย่างถ้วนหน้า

 

Lamborghini Veneno Roadster

 

แม้ต้องจ่าย ต้องทุ่มมากว่า แต่หากพะยี่ห้อว่า Lamborghini Limited Edition มีหรือที่เหล่าเศรษฐีีทั่วทั้งปฐพีจะยอมพลาด กับ Lamborghini Veneno Roadster ซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดจากค่ายกระทิงดุ ซึ่งตัดเอาหลังคาออก พร้อมเปิดประทุนรับลม( กระแทกหน้า) ยามซัดความเร็วกว่า 740แรงม้า มาพร้อมกับเครื่องยนต์V12 ขนาด6.5 liter ที่อาจทำให้คุณต้องจับเบาะยามเหยียบคันเร่งที่ทำเวลาจาก0 – 100 km/h ได้ภายใน 2.9 วินาที ซึ่งมาจากโครงรถที่ผลิตจาก Carbon Fiber ทั้งคัน เรียกได้ว่างานนี้ ของดี ของแรงมีไม่มากออกมาให้จับจองกันพียง 9 คันทั่วทั้งโลก  โดยหากคุณเป็นอีกคนที่อยากจับจองสี่ล้อคันดังก็แค่เตรียมเงินไว้อยู่ที่ประมาณ   $4,400,000 หรือ 132,000,000 บาท เท่านั้น