Posts

SIRIVANNAVARI : ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’

“งานออกแบบครั้งนี้มีความเป็นตัวท่านหญิงเอง เป็นการขยายความต่อเนื่องทางเรื่องราวการออกแบบของ แบรนด์ ผ่านการเลือกใช้สีสันอันเต็มไปด้วยความหรูสง่างาม พร้อมกันนั้นก็คำนึงถึงการใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ”


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงปรารภถึงแนวทางการทำงานในคอลเลกชันนี้

“ถ้าเราต้องใส่เครื่องประดับสักชิ้น จะคำนึงถึงงานออกแบบที่สวมใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ใช้ได้จากกลางวันถึงกลางคืน สามารถจับคู่กับเครื่องประดับอะไรอีกชิ้นหนึ่ง ดังนั้น ผลงานที่ทำการออกแบบจะมีการพลิกแพลงวิธีสวมใส่ สามารถใช้เป็นเข็มกลัดติดเสื้อในวันหนึ่ง แล้วอีกวันก็ใช้เป็นจี้สร้อยคอ หรือบางครั้ง ก็สามารถดัดแปลงจากสร้อยคอมาสวมเป็นสร้อยข้อมือ หรือต่างหูยาวที่สามารถลดทอนเป็นแบบสวมติดใบหู เพราะว่าท่านหญิงเป็นคนที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เลยทำให้นึกถึงว่า ผู้หญิงสักคนที่ต้องเดินทางบ่อย และต้องพกเครื่องประดับติดตัวไปอย่างน้อยที่สุดหนึ่งชิ้น เครื่องประดับชิ้นนั้นก็ต้องมอบประโยชน์ใช้งานได้หลายรูปแบบ ตอบรับกับทุกโอกาส และสถานการณ์”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงเผยโฉม ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’ คอลเลกชั่นเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ Gems Pavilion เป็นครั้งที่สอง สำหรับการสรรค์สร้างผลงานครั้งนี้ องค์ดีไซเนอร์ทรงออกแบบชิ้นงานล้ำค่าโดยอาศัยสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI อันชัดเจน ทวีความโดดเด่นด้วยการเล่นสีและขนาดของรัตนชาติน้ำงามอีกทั้งยังผสานลูกเล่นการปรับรูปแบบให้ใช้งานได้โอกาส ทุกชิ้นงานจึงเต็มไปด้วยความหมายคู่ควรแก่ชื่อ ‘SUBLIME’ หรือ ‘คุณค่าแห่งความเป็นเลิศ’ อย่างยิ่ง โดยในปีนี้ มีผลงานเครื่องประดับรวมทั้งสิ้น 30 แบบ ประกอบไปด้วยงานที่ผลิตขึ้นเพียงหนึ่งเดียว (One-of-a-kind) ถึง 10 ชิ้น ตลอดจนสร้อยคอ, ต่างหู, สร้อยข้อมือ, เข็มกลัด และ Signature Items รวมไปถึงชิ้นงานผลิตจำนวนจำกัด (ลิมิเต็ด อิดิชัน)

บรรดาสัญลักษณ์และเครื่องหมายนำโชครูปสัตว์อันทรงแบบฉบับ ซึ่งปรากฏอย่างบ่อยครั้งในงานออกแบบแฟชั่นขององค์ดีไซเนอร์ ถูกนำมาใช้กับงานออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันพิเศษนี้ อาทิ ‘ช้าง’ ย่างเท้าในลีลางดงาม, ‘ผึ้งหลวง’ ปีกบอบบางราวกับโบยบิน, ความสง่างามของ ‘ม้า’ และกิริยาอ่อนช้อยของ ’นกยูง’ เคียงคู่มากับดวงดาวเปล่งประกายแสงวับวาว เส้นริบบิ้นมัดปมโบว์หรูหรา และรวงข้าวที่พลิ้วไหว ประหนึ่งความงดงามในสรรพชีวิต และแง่มุมต่างๆ ของธรรมชาติถูกรวบรวมมารังสรรค์ขึ้นเป็นเครื่องประดับเลอค่า สำหรับส่งผ่านความเบิกบาน แสดงถึงความปรารถนาดี และการเติมเต็มความสุขให้แก่ตนเอง และผู้เป็นที่รัก

เมื่องานออกแบบแห่งพระอัจฉริยภาพ เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ขององค์ดีไซเนอร์มาบรรจบกับความเป็นเลิศทางงานหัตถศิลป์ อันประณีตวิจิตรบรรจงของช่างฝีมือจาก Gems Pavilion เพื่อถ่ายทอดผ่านประกายสว่างสุกใสของเพชรน้ำงาม ตัดกับเฉดสีเจิดจรัสของบรรดาอัญมณีเลอค่าอย่างทับทิม, มรกต, ไพลิน, เพชรเหลือง, มาเธอร์-ออฟ-เพิร์ล, โอปอล, และไข่มุก ความครบครันทางรายละเอียด และการจัดวางองค์ประกอบอย่างลงตัว ปรากฏบนตัวเรือนทองคำสีขาว (white gold) และทองคำสีกุหลาบ (pink gold) ล้วนอาศัยทุกขั้นตอนอันเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ยกย่องซึ่งความเป็นเลิศในทุกชิ้นงาน ด้วยเหตุนั้น สื่อสัญลักษณ์งดงาม ล้ำเลอค่าแห่งความสุข, ความรัก และความปรารถนาดีเหล่านี้ จึงเป็นคอลเลกชันแห่งความพิเศษสุดสมบูรณ์แบบ คู่ควรกับทุกบุคคลผู้ได้ครอบครอง

คอลเลกชันเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’ พร้อมให้นัดหมายเพื่อเข้าชมได้ที่ร้าน SIRIVANNAVARI Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทร. 085-956-6614 และ Gems Pavilion ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทร. 02-129-4400 และชั้น G ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม โทร. 02-664-8606

ผลงานชิ้นเด่นใน ‘SUBLIME Haute Joaillerie Collection’

เข็มกลัด L’éléphant bleu (เลเลฟองต์ เบลอ)

ด้วยวัฒนธรรมแห่งเอเชียยกย่องให้ช้างเป็นสัตว์มงคล อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและปัญญา นำมาซึ่งโชคลาภ สีน้ำเงินรอยัลบลูอันหาได้ยากยิ่งของไพลินศรีลังกาน้ำงาม จึงเคียงอยู่คู่กับราชาแห่งสรรพสัตว์
งานออกแบบช้างที่ย่างเท้าเดินอย่างอ่อนช้อย งดงาม ถูกถ่ายทอดสู่เข็มกลัดตัวเรือนทองคำขาวฝังเพชรและไพลินเจียระไนต่างรูปทรงทั่วทั้งตัว ทวีประกายสุกสว่างอย่างความโดดเด่นด้วยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างเพชรทรงหยดน้ำขนาด 1.06 กะรัต กับไพลินสีน้ำเงินเข้มเม็ดเดี่ยวขนาด 10.76 กะรัตเจียระไนรูปไข่ ทอประกายล้อแสงสะกดสายตา
น้ำหนักรวมไพลินทั้งหมด 11.999 กะรัต และเพชรรวม 5.94 กะรัต

เข็มกลัด La broche paon rose (ลา โบรช ปาอ็อง โรส)

หนึ่งในสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่องค์ดีไซเนอร์ทรงโปรด ได้รับการรังสรรค์มาสู่เข็มกลัดนกยูง สื่อความหมายแห่งอำนาจ, ความเข้มแข็ง ทว่าเต็มไปด้วยความงดงาม อ่อนโยน
โอปอลสีกุหลาบเม็ดเดี่ยวขนาด 5.39 กะรัต วางทำหน้าที่เป็นลำตัวนก โดดเด่นท่ามกลางรัศมีงานล้อมเพชรบนตัวเรือนทองคำขาว พวงขนแพนหางนกยูงเน้นรายละเอียด เส้นโครงสร้างที่ลื่นไหล ตระการตาด้วยงานเพชรสีเหลืองสลับเพชรน้ำเจียระไนทรงหยดน้ำฝังประดับเป็นดวงตาหางนกยูงตามความเชื่อในเรื่องโชคลาภและชื่อเสียง พวงหางของนกยูงได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นให้อำนวยต่อการปรับทรงตามความต้องการ นี่คือผลงานที่แสดงถึงไหวพริบ และความชำนาญทางการออกแบบจากมงกุฎหงอนไปจนถึงปลายเล็บ และปลายหางอย่างครบครัน
น้ำหนักรวมเพชรทั้งหมด 6.347 กะรัต

สร้อยคอ La Victoire necklace (ลา วิกตัวร์)

จากความเชื่อแต่บรรพกาลที่ว่าเกือกม้าเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ นำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ไพลินศรีลังกาอันมีความหมายเดียวกันจึงเป็นบทเติมเต็มคุณค่าแห่งเกือกม้าได้อย่างคู่ควร ด้วยงานเจียระไนไพลินรูปทรงวงรีจากซีลอนขนาด 8.8 กะรัต ปรากฏอย่างโดดเด่นเป็นหนึ่งบนโครงสร้างวิจิตรบรรจงของตัวเรือนสร้อยคอทองคำสีขาว ทวีประกายสุกสว่างเรืองรองจากลูกเล่นสลับสีขั้วต่างระหว่างเพชรน้ำและงานลงยาเคลือบดำ ซึ่งได้รับการสรรค์สร้างให้โอบกระชับลำคอได้อย่างพอดี
น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด: 7.175 กะรัตและไพลิน 9.428 กะรัต

โชคเกอร์ Vert sublime

เพื่อยกย่องความสำคัญของ “มรกต” ในฐานะเครื่องหมายแห่งอำนาจ และความมั่งคั่งรุ่งเรืองอันควรค่าสมญานาม “อัญมณีแห่งราชา” อัญมณีสีเขียวขจีขนาดตระการตาอันหาได้ยากยิ่งด้วยน้ำหนัก 39.818 กะรัตจากประเทศแซมเบีย คือเวทีแสดงความวิจิตรบรรจงของงานแกะสลัก ประดับโมทิฟ S Signature อันโดดเด่นอยู่เหนือความงดงามจากคุณลักษณะเฉพาะตัวตามธรรมชาติซึ่งถูกเรียกว่า “สวน” (garden) ท่ามกลางงานล้อมเพชรระย้าเจียระไนทรงหยดน้ำ ไข่มุกอาโกยาสีขาวซึ่งผ่านการคัดขนาดอันพิจารณาถึงความสม่ำเสมอ และคุณสมบัติเนื้อมุกเหลื่อมประกายรุ้งยามต้องแสงถูกนำมาร้อยสายขึ้นตัวเรือนสลับบางตำแหน่งด้วยลูกปัดมรกตเจียระไนทรงกลมผิวเรียบเนียนหมดจด ด้วยความพิถีพิถันในเชิงเทคนิคร้อยไข่มุก และมรกตขึ้นสายทีละเม็ดโดยสลับคั่นด้วยงานมัดปมก่อนร้อยเม็ดต่อไปเพื่อปกป้องถนอม อัญมณีแต่ละเม็ด ให้พ้นจากการเกิดรอยขีดข่วนเพราะขัดสี
เครื่องประดับล้ำค่านี้ เป็นแบบ 3-in-1 ยังสามารถพลิกแพลงดัดแปลงวิธีสวมใส่จากสร้อยคอไปเป็นสร้อยข้อมือได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยกลไกกลัดสายอันแยบคาย และยังสามารถแยกชิ้นมรกตสลักลายออกเป็นเข็มกลัดล้ำค่า เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายอย่างลึกซึ้ง
น้ำหนักมรกตรวมทั้งหมด 57.156 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 5.177 กะรัต, และไข่มุกทั้งหมดเป็นจำนวน 1,072 เม็ด น้ำหนักรวมทั้งหมด 353.395 กะรัต

ชุดเครื่องประดับ Allure ribbon

นับแต่โบราณกาล ศิลปะการผูกเชือกเป็นรูปโบว์ ไม่ว่าจะใช้กับม้วนจดหมาย, ประดับบนฝากล่อง หรือสิ่งของใดๆ ล้วนสื่อความหมายถึงลึกซึ้งถึงความผูกพัน ความคาดหมายถึงข่าวดี หรือสิ่งที่เป็นของขวัญอยู่ภายใน โบว์จึงเป็นตัวแทนแห่งความสุข ความยินดีเบิกบานได้อย่างชัดเจน
ความงามสง่า ละเมียดละไม ในงานออกแบบโมทิฟตัวเรือนริบบินมัดปมโบว์สามมิติ ในสัดส่วนอสมมาตรประดับทับทิมพม่ารูปไข่ต่างปมมัดกลางโบว์ ในขณะเดียวกัน ความอ่อนช้อยของแถบริบบินซาตินเนื้อเนียนทำจากตัวเรือนทองคำขาวเปิดโปร่งรองรับการฝังเพชรกับทับทิมทอประกายงดงามราวแพรไหมเสมือนจริง
บทสะท้อนถึงสัญลักษณ์สื่อความหมาย “ผูกพันนิรันดร์กาล” ของชุดเครื่องประดับ Allure Ribbon ซึ่งได้รับการออกแบบ และสร้างสรรค์อย่างแยบยล ประกอบไปด้วยสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ, เข็มกลัด, ต่างหู และแหวน


สร้อยคอ: น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 14.461 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 25.996 กะรัต, น้ำหนักแซปไฟร์สีชมพูรวมทั้งหมด 0.180 กะรัต


แหวน: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 3.04 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 3.529 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 2.426 กะรัต


สร้อยข้อมือ: ทับทิมทั้งหมดน้ำหนักรวม 5.16 กะรัต, น้ำหนักเพชรรวมทั้งหมด 4.068 กะรัต


ต่างหู: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 2.14 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 7.206 กะรัต, เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 3.004 กะรัต


เข็มกลัด: ทับทิมเม็ดกลางน้ำหนัก 2.09 กะรัต, น้ำหนักทับทิมรวมทั้งหมด 4.86 กะรัต,
เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 7.858 กะรัต

ชุดเครื่องประดับ Constellation

งานออกแบบเครื่องประดับ “ดวงดาวแห่งความหวัง” หรือ Constellation แต่ละชิ้น ล้วนโดดเด่นด้วยศิลปะการจัดสัดส่วนองค์ประกอบของโมทิฟรูปทรงต่างๆ ร่วมกับความหลากหลายของรงคศิลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไพลินหลากสีที่ล้วนเลอค่าหายาก เนื่องจากแต่ละเม็ดมอบสีสันละลานตาตามธรรมชาติโดยหาได้ใช้กรรมวิธีแต่งสี หรือการเผาเร่งสีแต่ประการใด

โมทิฟรูปดาวห้าแฉกจากการใช้เส้นตรงกับเหลี่ยมมุมกราฟิกในการออกแบบ โดดเด่นท่ามกลางโมทิฟรูปทรงอื่นอย่างทรงกลม, ทรงหยดน้ำ, จันทร์เสี้ยว และ S Signature ร่วมกันทอรัศมีระยิบระยับจากไพลินหลากเฉดที่นำมาใช้ ตัวเรือนโมทิฟ ทองคำชมพู รองรับงานฝีมือละเอียดอ่อนของการฝังอัญมณีหลากรูปแบบ ให้ความรู้สึกอ่อนหวานและเลอค่า คู่ควรสมบูรณ์แบบสำหรับสุภาพสตรีผู้มีรสนิยม
กำไลข้อมือ: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 6.853 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 16.91 กะรัต, แซปไฟร์สีชมพูน้ำหนักรวม 0.244 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.318 กะรัต


สร้อยข้อมือ: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 0.841 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 5.062 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.10 กะรัต, มุกน้ำหนักรวม 1.154 กะรัต


แหวน: แซปไฟร์สีเหลือง 2.52 กะรัต, แซปไฟร์หลากสี 0.299 กะรัต, โอปอล 0.093 กะรัต, เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 0.461 กะรัต


ต่างหู: เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.70 กะรัต, แซปไฟร์หลากสีน้ำหนักรวมทั้งหมด 11.973 กะรัต, โอปอลน้ำหนักรวม 0.193 กะรัต

เข็มกลัด Pegasus brooch

อาชาผู้งามสง่า ได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์นำโชค และเป็นงานออกแบบที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงนำมาใช้อยู่เสมอ
ความงามเสมือนจริงของแผงคอม้าประกอบขึ้นจากอะความารีนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเน้นความคมชัดของเส้นกราฟิกในงานออกแบบบนเส้นฐานฝังไพลินเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างความกลมกลืนกับอะความารีนน้ำงามเม็ดเดี่ยวขนาด 2.79 กะรัต เจียระไนทรงวงรีหน้าตัดกว้างอันชวนให้นึกถึงเครื่องประดับหัวอันงามสง่าท่ามกลางงานตกแต่งด้วยเพชรและอัญมณีต่างสี รวมถึงโมทิฟเกือกม้าทองคำขาวในตำแหน่งทำมุมกับอะความารีนเม็ดเดี่ยว ซึ่งแกว่งไกวอยู่ใต้เพชรเจียระไนทรงสามเหลี่ยม


เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.622 กะรัต, อะความารีนทั้งหมดน้ำหนักรวม 5.324 กะรัต ไพลินทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.62 กะรัต มรกต 0.129 กะรัตและเพทายสีฟ้า 0.173 กะรัต

ต่างหูรวงข้าว La forme (ลา ฟอร์ม)

รวงข้าว อันถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง รุ่งเรือง เครื่องหมายแห่งคำอวยพรให้ผู้รับมีสุขภาพดี ถูกนำมาใช้กับงานออกแบบต่างหู เพื่อจุดประกายความหวังถึงสิ่งดีๆ ในปีใหม่ซึ่งกำลังมาถึง
โมทิฟรวงข้าวทองคำสีขาว ทิ้งตัวแกว่งไกว ขดริบบินปลายแฉกฝังไพลินกับเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมบาแก็ตต์ต่างขนาด ไพลินศรีลังกาสีน้ำเงินสดเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกหน้าตัดสูงบนต่างหูแต่ละข้าง สะท้อนถึงการนำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมารังสรรค์สู่เครื่องประดับได้อย่างประณีตสมจริง


ไพลินเม็ดกลางของต่างหูแต่ละข้าง น้ำหนักรวม (2 เม็ด) 4.39 กะรัต, ไพลินทั้งหมดน้ำหนักรวม 8.688 กะรัต และเพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 2.209 กะรัต

ต่างหู Abeille (อาเบย)

ด้วยแรงบันดาลใจจากแมลงผึ้ง สัญลักษณ์แห่งปัญญาและการถือกำเนิดใหม่ คู่ต่างหูดึงดูดสายตาด้วยโมทิฟทองคำสีกุหลาบ ขึ้นรูปโครงสร้างจำลองแบบปีกบอบบางของผึ้งอย่างสมจริงตามธรรมชาติ ประดับงานร้อยระย้าทิ้งตัวด้วยการใช้รัตนชาติเจียระไนหลากรูปทรงบนตัวเรือนกราฟิกอันประกอบไปด้วยทัวร์มาลีนสีชมพู, แซปไฟร์สีชมพู และเพชรร่วมกันล้อแสงตกกระทบทอประกายสว่างเรืองลอออาบผิวหน้าอย่างงดงาม


เพชรทั้งหมดน้ำหนักรวม 4.321 กะรัต, ทัวร์มาลีนสีชมพูทั้งหมดน้ำหนักรวม 1.38 กะรัต และแซปไฟร์สีชมพูน้ำหนักรวม 0.761 กะรัต

#Sirivannavari
#SirivannavariHauteJoaillerie
#SirivannavarixGemsPavilion

=============

Journey to awakening

นิทรรศการภาพถ่ายของสองพี่น้องที่บอกเล่าเรื่องราวเดียวกันคือการเดินทางแต่มีมุมมองที่แตกต่างกันรวมทั้งเทคนิคการนำเสนอก็ต่างกัน การเล่าเรื่องราวอย่างซื่อตรงไม่มีความซับซ้อนแต่ซ่อนเรื่องราวไว้มากมายของ สิวิกา ประกอบสันติสุข กับภาพถ่ายที่จับเอาสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทางมาผ่านขบวนการทางภาพถ่ายแล้วตีความเชิงนามธรรมของ ณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังของวงการทำให้นิทรรศการ ‘A Journey’ ที่ Play art house ถนนทรงวาดเป็นสิ่งที่คนรักศิลปะการถ่ายภาพต้องไปชมให้ได้


From Here to There
ดังที่ทราบว่า สิวิกา ประกอบสันติสุข หรือคุณก้อยที่ใครๆ คุ้นเคยคือนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวมากฝีมือผู้ที่ตัวอักษรของเธอสะท้อนจิตวิญญาณของแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเธอก็เป็นการจับเอาชั่วเวลาขณะที่เธอรู้สึกประทับใจต่อภาพที่เห็นตรงหน้ามาบันทึกไว้ ไม่มีการจัดแต่งที่ซับซ้อน เป็นการเก็บภาพประทับใจที่เธอรู้สึกเพื่อจะบันทึกเรื่องราวการเดินทางเป็นภาพ ทำให้ภาพถ่ายของเธอมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ลีลาการบันทึกเป็นตัวอักษร


เมื่อวันหนึ่งเธอต้องจัดนิทรรศการภาพถ่ายเธอก็ยังเล่าเรื่องโดยไม่ต้องพึ่งตัวอักษร หากแต่มีเพียงชื่อภาพซึ่งก็เป็นชื่อสถานที่นั้นๆ มากกว่า แต่ที่เป็นเรื่องเล่าโดยการนำเอาภาพคนที่กำลังเดินทางไปหรือจากสถานที่นั้นๆ มาจัดองค์ประกอบเป็นส่วนหนึ่งที่ชวนให้จินตนการถึงเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นคนกำลังเดินออกจากประตูถ้ำที่แกะสลักด้วยฝีมือมนุษย์ในอินเดีย ที่คุณก้อยเล่าให้ฟังว่าบรรยากาศที่ตรงนั้นทำให้ณัฐ น้องชายของเธอตัดสินใจจะบวชทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในเรื่องศาสนามาก่อน เพราะระหว่างที่ยืนอยู่ในนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงสวดมนต์กระหึ่มขึ้นมาทำให้รู้สึกปิติ นี่เป็นการเดินทางที่ทำให้ได้ไปพบกับการตื่นรู้โดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน
บางภาพก็เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ในซีเรียซึ่งปัจจุบันถูกทำลายไปแล้วด้วยความเชื่อต่างศาสนา โดยภาพนั้นยืนยันได้ถึงความงดงามยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมใน Palmyra บนแผ่นดินซีเรีย ซากเมืองขนาดใหญ่ที่เคยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งสำคัญที่สุดในยุคโบราณ ภาพสถานที่ถูกบันทึกไว้โดยสิวิกาเมื่อปี 2010 ก่อนถูกกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส (IS) ยึดครองและโจมตีจนเกิดความเสียหายในเดือนสิงหาคม 2015


แม้แต่ภาพหมู่บ้านห่างไกลในโมร็อกโกก็ยังดูเป็นจุดหมายที่น่าเดินทางไปให้ถึงเมื่อนำมาประกอบกับภาพชาวพื้นเมืองเดินเท้าไปตามถนนที่มีรถโดยสารวิ่งผ่านโดยมีท้องฟ้าสีสดเกลื่อนด้วยก้อนเมฆทำให้รู้สึกว่าเขาคงจะเดินเท้าไปสู่จุดหมายด้วยความสุข ภาพถ่ายของสิวิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวนั้นทำให้คนดูรู้สึกอิ่มเอม และเชื่อว่าคนในภาพจะเดินทางส็จุดหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้อย่างแน่นอน


From Here to None
ส่วนอีกห้องที่เป็นผลงานภาพถ่ายของณัฐ ประกอบสันติสุข ที่เป็นโมโนโครมและมีความเป็นนามธรรมแต่ไม่ต้องเครียดกับความตีความ ใครเห็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก ภาพทั้งหมดมาจากการเดินทางเช่นกัน แต่แทนที่จะเป็นภาพทิวทัศน์เพื่อสื่อถึงการเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งๆ แต่ณัฐเลือกจะนำเสนอในมุมขยายถึงวัตถุที่เขาพบเห็นในการเดินทาง แม้แต่ภาพถ่ายจากช่องหน้าต่างของประตูรถไฟที่มีตัวอักษรภาษาฝรั่งเศสคาดทับไว้(บอกว่าประตูนี้เป็นช่องดูวิวอะไรประมาณนั้น)ก็ยังมองผ่านออกไปเห็นทิวทัศน์ข้างทางรถไฟของภูเขาในโมรอคโค แต่เราก็ยังถูกจำกัดด้วยการมองเห็นภาพกว้างนั้นในกรอบแคบของช่องกระจกประตูรถไฟอยู่ดี และ Journey ที่เป็นชื่อภาพของเขาก็เป็นรูปพื้นผิวที่เขานำมาผ่านกระบวนการทางภาพถ่ายใครใคร่ตีความว่าเส้นลายนั้นคือผืนดินที่แตกระแหง หรือมองว่าเป็นเส้นแม่น้ำที่เรามองจากมุมสูงก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นการเดินทางเหมือนกัน
แต่ภาพที่ดูแล้วจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่อณัฐได้มาอธิบายเองว่าทำไมภาพนี้จึงชื่อ Ego ก็คือภาพส่วนหัวของประติมากรรมสตรีที่ผ่านเทคนิคการตกแต่งภาพให้มีความคอนทราสต์สูงและมีน้ำหนักภาพที่งดงามน่าประทับใจ แต่ถ้าดูชื่อภาพแล้วสงสัยว่าทำไมถึงชื่อ Ego ณัฐอธิบายไว้ว่าอัตตาทำให้เราลุ่มหลงและตาบอด ประติมากรรมนี้ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นแบบนี้แต่แรก แต่ในสภาพที่เขาไปพบเจอและบันทึกไว้เป็นภาพเมื่อนำมาตกแต่งให้ได้อารมณ์ภาพที่ต้องการเขาก็มองเห็นว่าภาพนี้สื่อถึงเรื่องอัตตา โดยภาพอื่นๆ ของณัฐก็จะตั้งชื่อภาพอย่างเรียบสั้นแต่ให้พลังที่บ่งบอกถึงภาพนั้นๆ ได้โดยไม่ต้องตีความซับซ้อนใดๆ แต่ภาพถ่ายของเขายิ่งดูก็ยิ่งให้เราได้คิดต่อยอดเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไปอย่างไม่มีสิ้นสุด


ชมนิทรรศการ ‘A Journey’ muj Play art house ซึ่งเป็นอาร์ตแกลอรี่ที่ตั้งอยู่ในตึกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีบนถนนทรงวาด ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2565 เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00 – 16.00 น. และในวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น.
การเดินทางไป Play art house 993 ถนน ทรงวาด แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ใกล้ MRT วัดมังกร) เดินประมาณ 600 เมตร หรือจากท่าเรือราชวงศ์เดินมาประมาณ 500 เมตร #AJourney #ทรงวาด #HommesThailand #LOfficielHommesThailand

Exclusive preview HUBLOT : BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC

Exclusive preview HUBLOT ขอเชิญคุณมาสนุกกับชีวิตที่สดใส! BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC ที่จะเผยโฉมในงาน Watches and Wonder 2021 วันพรุ่งนี้ แต่ L’Officiel Hommes Thailand นำความสุดพิเศษนี้มาให้คุณชมเป็นที่แรก แม้ว่าสีเหลืองจะเป็นสีหลักที่มีอยู่มากในธรรมชาติ แต่สีนี้ก็ยังทำให้มีเฉดที่สวยได้ยากโดยเฉพาะในวัสดุเช่นเซรามิก

ในฐานะผู้นำอย่างแท้จริงทางด้านนวัตกรรม และด้วยความเชี่ยวชาญของ Hublot Manufacture จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการสร้างเซรามิกสีเหลืองสดใสชิ้นแรก อนาคตของคุณจะสดใสด้วย Big Bang Unico Yellow Magic ของ Hublot เพราะคุณคงไม่ได้เห็นนาฬิกาสีเหลืองสดใสเขิดจ้าเหมือนแสงแดดที่จะทำให้วันของคุณสดใสขึ้นเช่นนี้มาก่อน

ด้วยการเปิดตัวเซรามิกสีแดงสดมีการกล่าวว่า (เกือบ)เป็นสีใน Pantone ที่เป็นไปได้สำหรับการทำเซรามิกสีสดใสเช่นนี้ขึ้นมา แต่เราก็ทำได้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2018 ฉะนั้น Big Bang Unico Yellow Magic ไม่เพียง แต่เข้ากันได้อย่างลงตัวด้วย สีสันสดใสเจิดจ้าที่กำลังมาแรงของ Pantone ประจำปี 2021 เสมือนการเขียนอนาคตด้วยการสร้างวัสดุในเชิงนวัตกรรมของเรา … จักรวาลที่ไม่มีขอบเขต จุดเด่นของนวัตกรรมของเราอยู่ที่คำขวัญของเราที่ว่า “เป็นคนแรกไม่เหมือนใครอย่างแตกต่าง” และสิ่งที่ดีที่สุดคือยังมาไม่ถึง…”
Ricardo Guadalupe
HUBLOT CEO

แสงแดดสดใสเจิดจ้าเสมือนการมองโลกในแง่ดี … ทำให้รู้สึกดี มีความสุขด้วยสีเหลืองสดใสนี้
นอกเหนือจากรูปลักษณ์ตามเทรนด์ที่ไม่อาจพลาดได้แล้ว นี่คือนาฬิกาสปอร์ตที่มีสีสันของความสำเร็จทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ช่างทำนาฬิกาชาวสวิสถือเป็นความลับนวัตกรรมที่ไร้ขีด จำกัด

Yellow Magic ชื่อของเซรามิกไฮเทคสีสันสดใสใหม่ที่สร้างโดย Hublot ซึ่งได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การมาถึงของเซรามิกสีแดงในปี 2018 กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์วัสดุที่ได้รับการจดสิทธิบัตรซึ่งพัฒนาและผลิตทั้งหมดโดยแผนก R&D ของผู้ผลิต ในห้องปฏิบัติการโลหะวิทยาและวัสดุ สี่ปีของการพัฒนาเพื่อค้นหาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของอุณหภูมิและความดันทำให้สามารถเผาเซรามิกได้โดยไม่ต้องเผาสี
Hublot ได้พบกับความท้าทายในการรักษาคุณสมบัติและความสมดุลของสีในขณะที่เพิ่มความต้านทานการสึกหรอของเซรามิกซึ่งยากกว่าเซรามิกแบบดั้งเดิม (1350 HV เทียบกับ 1200 HV) ไม่มีขาวดำอีกต่อไป ขอบคุณ Hublot เซรามิกมีให้เลือกทุกสีไม่ว่าจะเป็นแดงน้ำเงินเบจเขียวและเหลือง ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่มีสไตล์นี้ Hublot จึงยังคงสานต่อเรื่องราวของนวัตกรรมโดยการคิดค้นวัสดุใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

BIGBANG UNICO YELLOW MAGIC มีจำหน่ายในรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 250 เรือน ที่อวดสีสันเฉกเช่นแสงอาทิตย์ของตัวเรือนขนาด 42 มม. ขอบหน้าปัดส่องประกายด้วยเซรามิกสีเหลืองสดใส มีชีดบอกนาทีและวินาทีตัว ตัวเลขอารบิกบอกเวลา และเข็มนาฬิกาก็ล้วนเป็นสีเหลืองเจิดจ้า ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico HUB1280 มองเห็นจากด้านหน้าปัดผ่านกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ความสว่างสดใสยังคงเรื่อยไปจนถึงสายนาฬิกายางสีเหลืองที่มีเส้นดีไซน์ที่งดงาม นาฬิกาเรือนนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการจำลองแสงแดดแห่งชีวิตมาไว้บนข้อมือของคุณ

BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC (เลขอ้างอิง 441.CY.471Y.RX) ผลิตจำนวนจำกัด เพียง 250 เรือน หน้าปัดแบบ skeleton มองเห็นโครงสร้างภายใน ตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง: 42 มม ความหนา: 14.50 มม กันน้ำ: 10 ATM (100mt) ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre Hublot HUB1280 UNICO ไขลานอัตโนมัติ Chronograph Flyback Movement with Column Wheel สำรองพลังงาน: 72 ชั่วโมง ด้านหลัง Microblasted Black Ceramic สลัก“ LIMITED EDITION 250NUM” สายยางลายโครงสร้างสีเหลืองและสีดำพร้อมตัวล็อคหัวเข็มขัดไททาเนียมเคลือบเซรามิกสีดำและชุบสีดำ

ราคาเรือนละ 828,000 บาท

BVLGARI: Aluminium Chronograph

เป็นดีไซน์ที่ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยากซ่อนความหรูหราให้อยู่ภายในความเรียบง่ายล้ำสมัยของวัสดุที่อาจจะไม่ใช่ธาตุล้ำค่า แต่สื่อถึงความโมเดิร์น ทันสมัย และพลิกโฉมของวงการอากาศยาน นั่นก็คืออะลูมิเนียม วัสดุใหม่ของยุคนั้นที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่ง

นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นจากยางสีดำและอะลูมิเนียมอัลลอยพร้อมกลไกไขลานอัตโนมัติ ฟังก์ชั่นจับเวลา และฟังก์ชั่นบอกวันที่ สร้างความโดดเด่นในฐานะตัวแทนของสไตล์เรียบเท่ที่ใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยดีไซน์นี้เป็นแบบยูนิเซ็กส์มาตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการออกแบบ ซึ่งก็มาจากเครื่องบินไอพ่นของสายการบินอลิตาเลียของอิตาลี โดยอะลูมิเนียมอัลลอยนี้เป็นวัสดุที่ใช้ประกอบอากาศยานในยุคโมเดิร์นของการเดินทางทางอากาศ ด้วยขนาดหน้าปัด 40 มิลลิเมตร ถูกใจคนรักนาฬิกาไซส์ที่ไม่เล็ก คือดูเด่นขึ้นมาเลยว่าเป็นไซส์ใหญ่ แต่ทว่าทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่หลงใหลนาฬิกาดีไซน์โมเดิร์นนี้สามารถสวมใส่ได้ตามบุคลิก สามารถกันน้ำได้ลึก 100 เมตร

กลไกเป็นเครื่องตระกูล B ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติ ETA (อีทีเอ) ของสวิสที่ BVLGARI นำมาทำให้เป็นเครื่องตระกูล B ฝาหลังทำจากไทเทเนียมเช่นเดียวกับเม็ดมะยมและปุ่มกดต่างๆ แต่ทำเป็นสีดำด้วยการเคลือบ DLC ส่วนขอบตัวเรือนที่เราเห็นเป็นสีดำนั้นทำจากยางที่มีการประทับโลโก้ BVLGARI ด้านบนและด้านล่างตามการดีไซน์เริ่มแรก สายทำจากยางเช่นกัน มีตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทำจากอะลูมิเนียม

A Touch of Amanpuri Phuket. 

ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุดที่จะมาถึงเร็วนี้ขอกระซิบว่าอมันปุรี ภูเก็ตมีราคาพิเศษสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีที่พำนักในประเทศไทย ใครที่อยากจะรู้จักอมันปุรี ที่เขาเลื่องลือกันว่าเป็นรีสอร์ตสุดหรูในสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย อยากนั่งเล่นศาลาทรงไทยหน้าที่พักเพื่อชมวิวทะเลก็ต้องมาสัมผัส รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่เลื่องลือว่าเป็นต้นแบบของอมันที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้ราคาพิเศษจริงๆ สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในเมืองไทย เพราะเราสามารถปรึกษากับทางอมันปุรีถึงจำนวนคนที่เดินทางเข้าพัก จำนวนวันเพื่อจัดสรรให้ได้สถานที่พักในราคาที่เหมาะสมที่สุด 

ที่พักแต่ละแบบมีความพิเศษที่แตกต่างกัน อย่างพาวิลเลียนแต่ละหลังก็มีขนาดพื้นที่ใช้สอยต่างกัน วิวต่างกัน จะมีสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือจะเลือกเป็นวิวทะเลที่สวยที่สุดก็มีแตกต่างกันไป หรือจะเป็นพาวิลเลียนที่เห็นวิวทะเลพร้อมศาสลาพักผ่อนแบบไทยๆ ใครที่ชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรรมแบบไทยๆ ที่ดูร่วมสมัย น่าอยู่และไม่ได้เก่าคร่ำแบบโบราณต้องชื่นชอบ 

ส่วนการใช้สอยในห้องพักก็แบ่งสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนพักผ่อน ส่วนนอน หรือห้องน้ำห้องแต่งตัวที่มีขนาดใหญ่เท่าๆ กับห้องนอน แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เหมาะกับการใช้สอยที่หนูหราสะดวกสบาย ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยที่ดูอึดอัด

มาพักที่นี่ถ้าไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ริมทะเล ที่ศาลาหน้าเรือนพักก็ยังเหมาะจะเป็นที่พักผ่อนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เล่นมือถือหรือไอแพด โดยจะนั่งพิงกับหมอนขวานให้สบายๆ(ที่นั่งเขาลดระดับลงไปจากพื้นศาลาเหมือนที่นั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้นั่งสะดวก) หรือจะเอนกายเอกเขนกกับเบาะและหมอนขวานทรงสามเหลี่ยมก็แสนสบาย ส่วนใครจะไปอาบแดดริมทะเลก็ย่อมได้ หรือจะไปเล่นกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ อย่าง  stand-up jet ski ที่ทำให้คุณได้ท้าทายกับยอดคลื่น seabobs ที่ทำให้คุณดำน้ำได้ด้วยความเร็วของสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ flyboard ที่ผสมผสานเจ็ตสกีกับเจ็ตแพ็คเข้าด้วยกันโดยใช้พลังน้ำทำให้คุณลอยตัวเหนือผิวน้ำได้สูงเกือบ 10 เมตร และสามารถแสดงท่าผาดโผนต่างๆ ได้ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่กำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้  และ Mastercraft X23 wakeboarding boat สำหรับเล่นเวคบอร์ด 

ถ้าใครอยากจะไปดำน้ำที่เกาะราชา เกาะไข่นอก หรือจะเป็นเกาะดอกไม้ก็ได้ หรือใครอยากจะล่องเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือล่องเรืออกไปตกปลารวมทั้งการท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ที่นี่มีบริการ รวมทั้งการจัดสรรขนาดของเรือให้เหมาะกับจำนวนคณะของคุณด้วย เพราะเกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของทะเลอันดามันต่างก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้าต้องการให้เด็กไป เรียนรู้เรื่องทะเลที่นี่ก็มี Eco-Beach Centre ที่ให้เด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปได้เข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งตีกอล์ฟที่สนามระดับมาตรฐาน 5 ดาวนั้นอยู่ห่างจากอมันปุรีไม่ถึงชั่วโมง ส่วนใครไม่อยากจะใช้เวลากับกิจกรรมโลดโผนต่างๆ แต่จะใช้เวลาสำหรับการพักผ่อนสบายๆ ก็มีสระว่ายน้ำยาว 27 เมตรที่เป็นสระไอคอนของที่นี่ หรือจะไปที่ pool terrace ก็มีสระว่ายน้ำความยาว 20 เมตร และมีสระสำหรับเด็กที่ยาว 10 เมตรใกล้ห้องอาหารญี่ปุ่น Nama รวมทั้งมีห้องสมุดที่คุณจะใช้เป็นมุมสงบกับหนังสือต่างๆ ได้ 

แต่ทุกวันเวลาง่ายๆ จะมีมุมน้ำชาที่บริการให้แขกทุกคนในอมันปุรีที่ริมสระว่ายน้ำใหญ่ โดยจะมีขนมน้ำชาต่างๆ รวมทั้งขนมครกที่เป็นสูตรดั้งเดิมของที่นี่ ต้องบอกว่าอร่อยมากๆ โดยมีเครื่องต่างๆ โรยหน้าไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด เผือก หน้าทรงเครื่องต่างๆ หรือแม้แต่หน้าต้นหอมที่เบสิกแต่หารับประทานไม่ค่อยได้แล้ว แต่จริงๆ ไม่โรยหน้าอะไรเลยก็อร่อยเพราะเขาทำให้ผิวกรอบแต่เนื้อในนิ่มหอมหวานมะพร้าว อร่อยมากๆ

ส่วนห้องอาหารต่างๆ มีทั้งห้องอาหารไทยที่เป็นที่รับประทานอาหารเช้าด้วย ถ้าคุณจะไม่สั่งรูมเซอร์วิสไปที่พักนะ อาหารไทยที่นี่รสจัดอร่อยแต่ไม่ได้ทำเผ็ดนำแม้บางอย่างจะเป็นอาหารท้องถิ่นทำให้รับประทานได้มาก โดยมีเมนูอาหารเช้าสำหรับคนรักสุขภาพให้เลือกด้วยไม่มีแป้งแต่รับประทานแล้วอิ่มอร่อยได้พลังงาน ส่วนใครชอบอาหารอิตาเลียนต้องลองที่ Arva ซึ่งจะเขียนแนะนำในคราวต่อไป เนื่องจากติดใจการสร้างสรรค์เมนูของเชฟมาก ส่วนที่ Beach Terrace เสิร์ฟอาหารเมดิเตอเรเนียนในบรรยากาศริมทะเล ส่วนห้องอาหารญี่ปุ่น Nama ที่โด่งดังนั้นเปิดเป็นฤดูกาล แต่ที่ไม่ควรพลาดคือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ The Lounge ส่วนตัวติดใจที่ใช้จินเป็นส่วนผสมหลัก สามารถนั่งชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกได้จากที่นี่

ที่นี่ยังมีที่พักแบบวิลล่าสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศแบบบ้านตากอากาศส่วนตัวมีตั้งแต่ 1ห้องนอนถึง 9 ห้องนอน โดยวิลล่าบางหลังมีห้องยิมส่วนตัวอีกด้วย แต่สำหรับยิมของที่นี่ก็มีอุปกรณืทันสมัยมากมายรวมทั้งมีที่ซ้อมมวยไทยโดยมีครูฝึกที่เชี่ยวชาญเป็นคนสอน และมีคลาสมวยไทยริมชายหาดอีกด้วยถ้าสนใจ แต่ใครชอบโยคะที่นี่มีคลาสทุกเช้าโดยมีศาลาโดยเฉพาะที่อยู่เป็นส่วนหนึ่งของเวลเนสเซ้นเตอร์

 Amanpuri Holistic Wellness Centre มีห้องทรีตเม้นต์ 12 ห้องออกแบบสไตลืไทยร่วมสมัย ที่นี่เป็น Wellness Centre ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอีกด้วย ไม่ใช่แค่สปา มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ 

และที่ไม่ควรพลาดก็คือที่จัดแสดงนิทรรศการและร้านจำหน่ายสินค้าของอมันปุรีที่ตัวอาคารออกแบบโดย Kengo Kuma สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก และบรรดา Aman junkie ทั้งหลายต้องไม่พลาดจะสะสมสินค้าดีไซน์พิเศษ อย่างกางเกงบ็อกเซอร์ลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอมันในประเทศต่างๆ รวมทั้งของเก๋า อีกมาก

การได้มาเยือนอมันปุรี ในครั้งนี้ต้องบอกว่าประทับใจกับการบริการต่างๆ สมกับชื่อเสียงของอมันปุรีที่มีมายาวนาน และที่นี่คือที่แรกหรือต้นกำเนิดของอมันต่างๆ ย่อมจะเป็นต้นแบบที่นาประทับใจและสอดแทรกความเป็นไทยไว้อย่างดงามกลมกลืน แต่ก็มีสิ่งต่างๆ ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ อย่างทีวีที่ต่อเข้ากับการสั่งการด้วยไอแพด(ทุก อย่างในห้องพักควบคุมด้วยไอแพด) 

ก่อนนั้นในอมันปุรีหรือรีสอร์ตในเครืออมันต่างๆ จะไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ในห้องพัก เพราะต้องการให้คนออกมาใช้กิจกรรมด้านนอก และเป็นสถานที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ปัจจุบันเรามีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ไปอยู่ที่ไหนสัญญานไวไฟต้องแรงเพื่อการโซเชียลทางออนไลน์ ดังนั้นอมันปุรีจึงมีสิ่งทันสมัยไฮเทคต่างๆ มาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พิเศษสำหรับวันพักผ่อนอย่างแท้จริงที่จะให้เราได้ชมความงดงามของทะเลอันดามันได้อย่างเต็มตา อยากทราบรายละเอียดต่างๆ สอบถามได้ที่ https://www.aman.com/resorts/amanpuri

Central Man x L’Officiel Hommes

CENTRAL MAN ชวนหัวหนังสือแฟชั่น L’OFFICIEL HOMMES มาทำอะไรสนุกๆให้กับเหล่าหนุ่มๆ ได้สนุกกับการแต่งตัวหลากหลายโททัลลุค (TOTAL LOOK) รวมถึงวิธีการเลือกไอเทมต่างๆ ในแบบฉบับหนุ่ม CENTRAL MAN ด้วยเครื่องแต่งกาย ในแผนกบุรุษ ของห้างฯ เซ็นทรัล เพื่อให้หนุ่มได้มีแรงบันดาลใจในการทาให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นและ งานนี้ได้ศิลปิน – นักแสดงชื่อดัง “กอล์ฟ พิชญะ” มาร่วมสนุกกับโปรเจค COLLABORATION ในครั้งนี้ผ่าน Instagram ของห้างฯ (@CentralMan.Official) และหนังสือ L’OFFICIEL HOMMES (@Hommesthailand) 

กดติดตาม “ CentralMan.Official ” ได้ทั้งทาง Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันนี้ พบบทความเพลิดเพลินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ได้ที่นี่

มาเติมเต็ม total look กันแบบเต็มสไตล์ไปพร้อมกันเลยครับ!!!

California Breeze : BOSS Spring/Summer 2019

ร้อนนี้ BOSS มุ่งสู่แคลิฟอร์เนียด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรงสถาปัตยกรรมริมหาดที่โมเดิร์นของทะเลแปซิฟิกด้านนี้ ที่เน้นความน้อยแต่มากโปร่งเบา และใช้วัสดุที่หรูหราซึ่งสะท้อนมาในคอลเลคชั่นนี้ทั้งหญิงและชาย

ด้วยโทนสีฟ้าไล่เฉดไปจนถึงสีน้ำเงิน แดงเบอร์กันดีและสีขาว โดยมีสีเหลืองเข้มช่วยสร้างความสว่างเสมือนสีของแสงแดดยามสายที่สะท้อนบนพื้นทรายที่สื่อถึงบรรยากาศริมทะเลแคลิฟอร์เนียที่หรูโมเดิร์น ประมวลเอาความโปร่งเบาของสีสันและเนื้อผ้าสะท้อนถึงความเป็นฤดูร้อนริมทะเล

ส่วนโครงชุดก็ยังตอกย้ำเอกลักษณ์ความเป็นเทเลอร์ของ BOSS ด้วยความเนี้ยบของแพตเทิร์นแต่ทำเส้นสายให้มีความเบาพริ้วสะท้อนอากาศยามหน้าร้อนเนื้อผ้าก็จะมีความโปร่งเบาแต่ถ้าว่าก็ยังมีความหรูหราในเท็กซ์เจอร์ เหมือนดังสถาปัตยกรรมริมฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนียพี่ดูโปร่งเบาแต่เลือกใช้วัสดุที่มีความรุ่มรวยของผิวสัมผัส

สูทช่างตัดเย็บจากผ้าฝ้ายและผ้าที่ให้ผิวสัมผัสคล้ายกระดาษซึ่งทำให้ดูเบาและผ่อนคลายแต่ทว่ามีความคงทนดังเช่นผ้าทั่วไปเสื้อโค้ตตัดเย็บจากผ้าที่ให้ความรู้สึกเนี้ยบสะอาดตาเสมือนฟองคลื่นที่สาดซัดหาดทราย โดยมีรายละเอียดของการจับจีบเป็นจุดเด่นที่แทรกไว้อย่างลงตัว และการเลือกใช้ผ้าซาตินผสมเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ viscose-satin ที่ให้ผิวสัมผัสพิเศษกว่าซาตินปกติมีความนุ่มนวลยิ่งกว่าการใช้เส้นใยธรรมชาติ

แม้แต่เสื้อสเว็ตเตอร์ผ้าถักก็ยังทำให้ดูเป็นเสื้อฤดูร้อนด้วยการใช้เส้นใยที่เหมาะกับอากาศและทอเนื้อผ้าให้มีความโปร่งจึงเป็นสเวตเตอร์ที่เหมาะกับหน้าร้อนอย่างแท้จริง โดยทำให้โมเดิร์นขึ้นด้วยทรงชุดทีค่อนข้างเข้ารูปไม่โคร่งอย่างเสื้อถักทั่วไป ด้วยลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภูมิทัศน์แบบเมโทรโพลิสของลอสแองเจลลิสรวมทั้งผังเมืองที่กว้างใหญ่เหมือนจะมีความซับซ้อนแต่เป็นระเบียบของมหานครแห่งนี้ได้มาอยู่บนลวดลายของชุดและเสื้อโค้ตผ้าไนล่อนเนื้อเบาสวมสบาย

เอกลักษณ์ของ BOSS ที่ได้แนะนำไปเมื่อ คอลเลกชั่นที่แล้ว นั่นก็คือความเป็นเทย์เลอร์ ที่เน้นความประณีตของการตัดเย็บและการวางแพตเทิร์นที่ลงตัวได้ถูกนำมาตีความและคลี่คลายให้มีความสปอร์ตสบายสไตล์แคลิฟอร์เนีย ซึ่งยังคงมีความโก้เท่ อย่างที่สุภาพบุรุษ BOSS ทุกคนหลงใหลในเสน่ห์ของงานสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อนี้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆถูกนำมาตกแต่งอย่างการร้อยเชือกผูกบนเสื้อลำลอง เสื้อปาก้าร์ที่ใช้ผ้า neoprene มีผิวสัมผัสเหมือนยางแต่ให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายเหมือนการสวมผ้าขนสัตว์ทว่าไม่ร้อนอย่างการสวมผ้าขนสัตว์จริงๆ เสื้อแจ็คเก็ตที่มีฮู้ดทำจากผ้าไนลอนผิวมันวาวที่เบาสบายและไม่ร้อน

งานฝีมือยังเป็นความโดดเด่นของ BOSS ไม่ว่าจะเป็นการทำรอยย่นด้วยมือบนแจ็คเก็ต การนำผ้าไนลอนและหนังมาตัดเป็นเส้นแล้วเย็บด้วยมือแบบ patchwork ที่มีอยู่ในการตกแต่งของชุดต่างๆ ทั้งชายและหญิง หรือการใช้เส้นใหญ่เมทัลลิกทอสอดแทรกเข้าไปทำให้เนื้อผ้ามีความพิเศษมากยิ่งขึ้น จบลุคของหนุ่มๆ ด้วยรองเท้าผ้าใบที่ทำด้วยวัสดุคล้ายยางแต่มีความทนทานมากกว่า และรองเท้าเดอร์บี้ทรงคลาสสิกแต่ทว่าดูเท่ตลอดกาลสำหรับลุคที่เป็นทางการ และอย่าลืมแว่นตากันแดดสุดเท่ทีหนุ่มๆ แคลิฟอร์เนียทุกคนต้องมีติดกายเพื่อเสริมลุคและกรองแสงแดดที่ร้อนจ้าแต่งดงามของที่นั่น

Cutting-Edge Passion

ในครั้งที่เราเทียบเชิญม่องต้อยมาเป็น creative director คนแรกของประวัติศาสตร์นิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ Spring 2018 นั้น เรามีโอกาสได้เห็นคลังแสงอาวุธโบราณจากประเทศญี่ปุ่น (ที่เราเคยได้เห็นมาแล้วในครั้งที่สัมภาษณ์เขาลงนิตยสารลอปติมัมเมื่อนานมาแล้ว) ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากดาบซามูไรที่เขาหลงใหลมาเป็นชุดเกราะนักรบโบราณ ภาพพิมพ์โบราณหายาก และศัสตราวุธอีกหลายประเภท จนเต็มห้องมากมายมหาศาลกว่าที่เราจำได้มากนัก ใจเราก็คิดว่าอยากจะหาโอกาสชวนเขาพูดคุยเรื่องนี้กันอีกสักครั้ง

จนสบโอกาสหนึ่งปีพอดีในฉบับ collectors’ issue นี้ เราจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเขาเพื่อเทียบเชิญมาเป็นหนึ่งในนักสะสมทันที และเมื่อทีมงานเราไปปรากฏตัวในห้องเดิมอันคุ้นตานั้นก็เห็นได้ชัดว่าข้าวของต่างๆ เพิ่มขึ้นกว่าภาพในหัวเราอีกหลายเท่าตัว “ดูกล่องนี้สิครับ” เขาเชื้อเชิญทีมงานของเราให้เข้าไปใกล้วัตถุทรงกลมสีดำสนิทที่วางอยู่กลางห้อง พลางเปิดฝาออก ทำให้ทีมงานทั้งหมดถึงกับผงะไปชั่ววินาที ก่อนที่เขาจะหัวเราะด้วยน้ำเสียงซุกซน “นี่คือที่ใส่หัวมนุษย์ของจริงครับ แต่หัวข้างในนี้เป็นของปลอมสิ ผมใส่ไว้หลอกๆ อย่างนั้นแหละ ทำจากไม้ครับ เป็นของจริงเลย ถือว่าเป็นของพรีเมียม ประมาณว่าใส่หัวของอาชญากร หรือบุคคลสำคัญที่มีค่าหัวน่ะครับ จะได้เอาไปขึ้นเงินค่าหัวได้สะดวกๆ ตอนที่ได้มานี่ยังรู้สึกเหมือนได้กลิ่นคาวเลือดอยู่เลยครับ”

นอกเหนือไปจากภาชนะใส่หัวที่ม่องต้อยภูมิใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว ชุดเกราะโบราณ รวมไปถึงคลังดาบในห้องก็เพิ่มขึ้นมากมาย บรรยากาศโดยรวมนั้นดูราวกับพวกเราถูกจับจ้องตลอดเวลา ทีมงานบางคนถึงกับเลือกที่จะไปรอรับคำสั่งอยู่นอกห้องเลยทีเดียว “เวลาเราสะสมอะไรก็ตามก็ควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนใช่ไหมครับ” ม่องต้อยเล่าต่อ มือก็ลูบคลำดาบขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ตัวด้วยอาการหลงใหล “ถึงแม้ว่าตอนแรกผมจะเริ่มสะสมไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าชอบดาบของตระกูลใหญ่ต่างๆ หรือดาบที่มีชื่อเสียง มีเรื่องเล่า เรื่องราวต่างๆ หรือมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างดาบของตระกูลกัสซัน หรือดาบในตำนานต่างๆ ครับ จนในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าดาบที่ผมชอบเข้าขั้นหลงใหลจริงๆ คือดาบประเภทที่เรียกว่าดาบ cutting test หรือดาบที่ผ่านการทดสอบความคมโดยการใช้มนุษย์นั่นเองครับ”

บทสนทนาไหลมาถึงจุดนี้ ทีมงานบางคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนถึงกับตาโตด้วยอาการตื่นตกใจ ม่องต้อยเพียงยิ้มบางๆ และเล่าต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “น่าจะมีประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวบนโลกแล้วนะครับที่ใช้มนุษย์ในการทดสอบความคมของดาบ จริงๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าที่ของดาบนั้นก็คือการเป็นอาวุธทำร้ายกันล่ะครับ ทหารทุกคนบนโลกก็ใช้ดาบบั่นคอคนกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีชาติไหนใช่ไหมครับที่เอาดาบไปฟันคนเสร็จแล้วก็เอารายละเอียดต่างๆ มาสลักที่ด้ามข้างใน ทั้งชื่อคนทดสอบ วันที่ทดสอบ มีการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว และคร่ำทองทับไปในรอยสลักนั้นด้วยนะครับ ถ้าไม่ใช่ของล้ำค่าจริงๆ ก็คงไม่มีใครเอาทองคำมาใช้หรอกเนอะ นี่คือความน่าหลงใหลของมันน่ะครับ”

ม่องต้อยยังหยิบเอกสารและหนังสือที่มีบันทึกเรื่องราวของการทดสอบดาบต่างๆ ออกมาให้เราดูอย่างกระตือรือร้น “เห็นไหมครับว่าเขามีวิธีการระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องเอาศพกี่ศพมามัดรวมกันไว้ และจะต้องฟันตรงไหนให้ศพทั้งหมดขาดพร้อมกัน” เขาเปิดไล่ไปทีละหน้า “อธิบายก่อนว่าสมัยก่อนนั้นอาชญากรก็ถูกประหารโดยการตัดหัวอยู่แล้ว และศพเหล่านั้นล่ะครับที่จะเอามาเป็นที่ทดสอบความคม มีการมัดรวมกันสูงสุดถึงห้าศพเลยนะครับ คิดภาพตามนะครับว่าคนห้าคนนอนทับกันนี่มีความหนาขนาดไหน และต้องฟันครั้งเดียวให้ขาด คนฟันจะต้องเป็นนักดาบที่มีฝีมือมากที่สุดใช่ไหมครับ”

แต่กระบวนการ cutting test นั้นก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด “เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบดาบ cutting test นี่ก็เพราะว่ามันเป็นดาบที่หายากและเก่าแก่ครับ กระบวนการนี้ถูกยกเลิกไปในช่วงสมัยเอโดะ เรียกได้ว่ามีเพียงหนึ่งในพันเล่มเท่านั้นที่เป็นดาบ cutting test แค่ดาบแท้ๆ ปกติก็หายากแล้ว แต่ดาบเหล่านี้เป็นดาบที่มีตำนาน มีความล้ำค่าทวีขึ้นไปอีก ในคอลเลกชั่นของผมนี่มีทั้งหมด 18 เล่ม ก็รวมว่าเทสต์มาแล้ว 45 ศพล่ะครับ”

ก่อนที่ทีมงานบางส่วนของเราจะขนหัวลุกไปมากกว่านี้ เราก็ชวนเขาเปลี่ยนเรื่องจากดาบ cutting test มาเป็นเรื่องของตัวเขาจะดีกว่า “ผมชอบอาวุธตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ เรียกได้ว่าตั้งแต่จำความได้เลยล่ะ” ม่องต้อยเล่าย้อนอดีต “ส่วนหนึ่งเพราะผมชินน่ะครับ คุณพ่อเองก็สะสมอาวุธ มีดพร้าต่างๆ อยู่แล้ว ผมเติบโตมากับของเหล่านั้น แต่พอโตมาผมรู้สึกว่าดาบญี่ปุ่นเป็นของที่ผมหลงใหลที่สุด เพราะว่าดาบเหล่านี้ก็มีตำนานของตัวเองอยู่แล้วน่ะครับ บวกกับตัวผมเองก็เคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘ซามูไรพ่อลูกอ่อน’ กับคุณพ่อสมัยเด็กๆ ทำให้ภาพซามูไรเป็นภาพที่เราชื่นชอบ และนี่ยังเป็นอาวุธที่คมที่สุด มีอานุภาพที่สุด ผมก็เริ่มชอบมาเรื่อยๆ น่ะครับ

“แต่ตอนเด็กๆ ถึงแม้จะชอบแค่ไหน ผมก็ไม่ได้จะซื้อได้ เพราะดาบแต่ละเล่มมีราคาค่างวดของมัน และราคาก็สูงมาก ผมไม่สามารถซื้อได้จริงๆ แต่ด้วยความที่หลงใหลมันจริงๆ ผมก็เริ่มทำตัวใกล้ชิดกับดาบ โดยการไปเรียนฟันดาบ เรียนศิลปะป้องกันตัวหลายแบบ ให้ตัวเองได้ใกล้ชิดกับมันน่ะครับ” เขายิ้ม “ที่ไม่ได้สะสมเป็นเรื่องเป็นราวนี่ก็เพราะเงินล่ะครับ แต่พอเริ่มเก็บเงินได้ ผมก็เริ่มต้นซื้อจากดาบที่ระลึก ราคาสักสี่ห้าพันเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ดาบจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นล่ะครับ

“ต่อมาพอเราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รู้ว่าในฝั่งพม่ามีดาบของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลุดมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เก็บกระเป๋าไปเลยครับ” ม่องต้อยดวงตาเป็นประกาย “ตั้งใจไปตามหาดาบเลยครับ ดาบแบบนั้นเป็นดาบที่ทำเลียนแบบน่ะครับ เป็นของใหม่ในสมัยนั้น แต่ในกองที่เราเห็นนั้นมีดาบจริงที่เป็นดาบโบราณอยู่หนึ่งเล่ม หนึ่งเล่มเท่านั้น ผมก็ซื้อกลับมา ถือว่าเป็นดาบจริงเล่มแรกของผม และก็ต่อยอดมาจนถึงบัดนี้ล่ะครับ”

ด้วยจำนวนดาบที่วางเรียงรายอยู่ในห้องเล็กๆ นั่นทำให้เราอดถามถึงกระบวนการดูแลรักษาไม่ได้ “มันมีวิธีดูแลของมันครับ ต้องชโลมน้ำมัน และอะไรต่างๆ” เขาอธิบาย “นอกเหนือไปจากการลับให้คมแล้ว ผมดูแลจัดการเองเลยครับ แต่การแกะดาบออกมาจากห่อและดูแลรักษาเล่มหนึ่งนี่ก็กินเวลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาทีสำหรับดาบปกติแล้วครับ ก็ต้องอาศัยหมุนๆ ดูแลกันไปเรื่อยๆ น่ะครับ”

แม้ว่าม่องต้อยจะแสดงความหลงใหลในดาบออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างชัดเจนแล้ว เราก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ในเมื่อดาบมีไว้ฆ่าฟัน แล้วดาบที่ไม่ได้ทำหน้าที่พื้นฐานของมันนั้นมีความหมายอย่างไรในสายตาของเขา เขาอมยิ้ม “ผมว่าจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่แค่ของสะสมหรืออาวุธเท่านั้นนะครับ นี่คือเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของการทำสมาธิ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายน่ะครับ คนเราไม่ได้ใช้ดาบฆ่าฟันกันแล้ว แต่คนญี่ปุ่นก็ใช้ชีวิตตามจิตวิญญาณของบูชิโด ตามวิถีของนักรบผู้เกรียงไกรอยู่ ทั้งในเรื่องของการดำเนินชีวิต และการดำเนินธุรกิจ วิถีของซามูไรนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลยนะครับถ้ามาคิดจริงๆ แล้ว”

จุดหมายที่ม่องต้อยวางไว้ในอนาคตคือการได้เปิดพิพิธภัณฑ์และให้ความรู้ผู้คนในเรื่องประวัติศาสตร์และตำนานของสิ่งที่เขาหลงใหลนี้ “ผมวางแผนว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เชียงรายนี่ล่ะครับ แต่เบื้องต้นผมก็คงจะทำเป็น road show ไปก่อน ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ค่อยๆ ให้ความรู้ผู้คนไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขล่ะครับ”

ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี

ค้นพบสไตล์ที่ใช่กับนาฬิกา Timex Collection 2018 ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี!!

Timex Easy Reader® Signature Edition

นาฬิกา Timex แบรนด์ฮิตตลอดกาลจากอเมริกา กลับมาคราวนี้ด้วยลุคใหม่ เอาใจสายแฟชั่นมากขึ้น  เปิดซีซั่นแบบอุ่นเครื่องเบาๆ ด้วย Timex® Easy Reader Collection ต้อนรับสปริง/ซัมเมอร์ 2018 ด้วยเทรนด์มินิมอลสายหนังคลาสสิกที่ยังคงฮิตอยู่ในกระแสแบบต่อเนื่อง มาพร้อมด้วยนวัตกรรมหนึ่งเดียวของโลกเฉพาะที่ Timex เท่านั้น กับ INDIGLO® Night-Light สำหรับอ่านค่าตอนกลางคืนอย่างแม่นยำ สำหรับใครที่ชอบความเรียบง่าย แค่แมทช์กับเชิ้ตขาวตัวเดียวก็เอาอยู่แล้ว

 

Expedition® MK1 Aluminum Chronograph

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า Expedition® MK1 เป็นคอลเลกชันยอดฮิตตลอดกาลของเรา โดยครั้งนี้เรากลับมาพร้อมความเท่ และล้ำมากกว่าเดิมด้วยหน้าปัดโครโนกราฟและตัวเรือนอลูมิเนียมที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง แต่มีขนาดเบา ทำให้เหมาะกับการสวมใส่ติดตัวในทุกๆวัน  มาพร้อมสายไนลอนที่มีความยืดหยุ่นได้ดี และทนทานแบบสุดๆ มีด้วยกันทั้งหมด 3 สี ดำ น้ำเงิน และเขียว  ใครชอบสีไหนเลือกสีที่ใช่แล้วพร้อมลุยได้เลย!

ใครที่สนใจ Show Now! ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Watch Else Shop ทุกสาขา และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ Official Online Store: Line @WatchElseShop  /  www.facebook.com/timex thailand

BOSS Menswear Pre-Fall 2018 คอลเลกชั่นที่เห็นแล้วขอวันลาเพิ่มเถอะ!!!

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแคปซูลคอลเลกชั่น  มาจากวันหยุดพักผ่อนชัวร์ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์ ทรงเสื้อ หรือสีที่เลือกใช้ก็ชัดเจนไม่มีกั๊กว่า Ingo Wilts ดีไซเนอร์ของ Boss คิดถึงการพักผ่อนที่สุด และการพักผ่อนของเขาก็ไม่ใช่แค่การนอนเล่นอยู่บ้าน เพราะเราแทบจะได้ยินเสียงคลื่นของชายหาด ภาพต้นไม้เขียวชะอุ่ม และลมพัดสบายๆ ในแบบเขตร้อนจากสไตล์เสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ได้อย่างดี

(ผ้าเดนิมปักลายต้นปาล์มริมทะเลจากคอลเลกชั่น BOSS Menswear Pre-Fall 2018 )

ชื่อ HIGH SUMMER COLLECTION ของแคปซูลคอลเลกชั่น BOSS Menswear Pre-Fall 2018 นี้สรุปความให้แน่ใจว่าเราเดาถูกแล้ว เพราะเมื่อกล่าวถึงฤดูร้อน ใครๆ ก็นึกถึงฤดูแห่งความสดชื่นจากการพักผ่อน (บางทีก็สงสัยว่ามีแต่คนไทยเราเท่านั้นใช่ไหมที่ปาดเหงื่อและ
รอให้ฤดูหนาวมาถึง!) และสำหรับคนทั่วโลก สีสันและลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติในพื้นที่เขตร้อนชื้นของเรานี่ล่ะ ที่ทำให้พวกเขาคิดถึงการผ่อนคลายที่สุด

ถ้าใครติดตามอินสตาแกรม @ingowilts และเห็นการพักผ่อนของเขาบนชายหาดของโปรตุเกสเมื่อปีก่อนและทริปพม่าเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว
ก็คงจะร้องอ๋อเมื่อเห็นแคปซูลคอลเลกชั่นนี้ ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของการพักผ่อนแถว ประเทศ เขตร้อน ทั้งอากาศ วิถีชีวิต และการเดินทาง

(เสื้อคลุมทรงสปอร์ตเหมือนนักปีนเขา จากคอลเลกชั่น BOSS Menswear Pre-Fall 2018 )

 

เกริ่นมาขนาดนี้ ลุคแคชวลของคอลเลกชั่น BOSS Menswear Pre-Fall 2018  คงขาดองค์ประกอบที่ดู “ซัมเมอร์” สุดๆ ไม่ได้แน่ เราจึงเห็นลายพิมพ์จำพวกใบปาล์ม (ที่แค่เห็นก็ได้ลมร้อนริมทะเลแล้ว) สองแบบ และลายซิกแซกแนวนอนที่ดูสดใส  ส่วนเนื้อผ้าก็จะเน้นความโปร่งสบาย    สมชื่อ  HIGH SUMMER COLLECTION อย่างผ้าเจอร์ซีย์ ผ้าลินิน นิตแวร์น้ำหนักเบา และเสื้อเชิร์ตแบบสบายๆ ตามคีย์เวิร์ดของ
คอลเลกชั่นที่เน้นรูปทรงหลวม เพื่อให้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามใจชอบ

(เสื้อเชิร์ตลายใบปาล์ม บวกกับลวดลายซิกแซ็ก ดูมีสีสันแห่งประเทศเขตร้อนแบบบ้านเรา)

(ลวดลายเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นนี้ จับมาใส่กางเกงขาสั้นก็เท่ดี แถมแมตช์กับเสื้อนิตแวร์สีอิฐก็เข้ากัน)

(สีโทนเทาอ่อนและสีอิฐเป็นหนึ่งในตัวอย่างการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่คอลเลกชั่นนี้ตั้งใจ โดยเฉพาะเมื่อบวกกับรองเท้าสีน้ำตาลและกระเป๋าลายเอกลักษณ์ของ HIGH SUMMER ก็ดูเท่ไม่หยอก)

แต่ไม่ใช่ว่าแคปซูลคอลเลกชั่น BOSS Menswear Pre-Fall 2018 จะต้องใส่ในวันพักผ่อนเท่านั้น เพราะยังมีลุคสำหรับวันทำงานของคุณ ซึ่งลุคในเมืองนี้ก็ไม่ได้น่าเบื่อ เพราะด้วยสีสันและรูปทรงของชุดก็ได้เกิดมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่มองชีวิตในเมืองเป็นเหมือนสนามทดลองและพื้นที่สำรวจ คอลเลกชั่นนี้จึงรวมเอารายละเอียดที่คาดเดาไม่ได้ทั้งสีสันและรายละเอียดต่างๆ อย่างเสื้อคลุมลุคสปอร์ตที่ให้อารมณ์เหมือนจะไปปีนเขา ด้วยลวดลายซิกแซก ริบเทป รวมถึงเส้นสายจากการใช้เชือก

BOSS Menswear Pre-Fall 2018 วางจำหน่ายที่ Boss ทั้งสามสาขา

WRITER : JOMKAEW VISETCHOLAHAN