Posts

THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023

ด้วยตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น ที่ไม่เพียงงดงามและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หากยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2022 เล่มแรกขึ้น โดยทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) ด้วยพระองค์เอง ต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 ที่นำเสนอข้อมูลตั้งแต่ประเภทเนื้อผ้า การเลือกสี การออกแบบลวดลาย รวมไปถึงเทรนด์และแนวโน้มความเป็นไปในอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับงานผ้าไทยได้อย่างมีทิศทาง โดยนำไปมอบให้แก่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ผู้ประกอบการ ศิลปิน ช่างทอผ้า และผู้ที่อยากเป็นนักออกแบบในทุกสาขาทั่วทุกภูมิภาค ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบสัมมาอาชีพ และร่วมกันสืบสานภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป


โอกาสนี้ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดงาน “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย อีกทั้งทรงเป็นประธานในงานเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2564 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยให้มีความทันสมัย สร้างรายได้ต่อยอดให้แก่ชุมชน กลุ่มทอผ้า และผู้ประกอบการด้านผ้าไทย อีกทั้งเสริมสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยแก่วงการผ้าไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2565 เวลา 14.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม


ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดงาน “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยด้วยความสนพระทัยยิ่ง โดยภายในนิทรรศการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกนำเสนอแฟชั่นเสื้อผ้าที่ออกแบบ โดย 12 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าระดับประเทศ ที่นำผ้าทอมือจากชุมชนต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นตามเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ มาตัดเย็บเป็นชุดสวยภายใต้กลุ่มโทนสีในทิศทางต่างๆ ได้แก่ SIRIVANNAVARI BANGKOK, ARCHIVE026, ASAVA, EK THONGPRASERT, KLOSET, RENIM PROJECT, ISSUE, T AND T, THEATRE, VICKTEERUT, VINNPATARARIN และ WISHARAWISH

เริ่มจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK กับกลุ่มโทนสีคราม หัวใจสำคัญของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ นำเสนอแฟชั่นในมุมมอง INDIGO : THE HEART OF COLOUR SHADES (คราม: โทนสีแห่งใจกลาง), THEATRE และ KLOSET กับกลุ่มโทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู RIPE AND MATURITY (สุกงอม พร้อมพรั่ง), ASAVA และ ARCHIVE026 กับกลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า PROFOUNDNESS MILD (สุขุมนุ่มลึก), ISSUE และ RENIM PROJECT กับกลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ HEAVEN ON EARTH (ความมหัศจรรย์จากผืนดิน), THEATRE และ EK THONGPRASERT กับกลุ่มโทนสีเหลือง NURTURER OF WISDOM (ผู้โอบอุ้มภูมิปัญญา), VICKTEERUT และ WISHARAWISH กับกลุ่มโทนสีเขียว A HUMBLE JOURNEY (การเดินทางแห่งประสบการณ์), VINNPATARARIN และ T AND T กับกลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา AN ALTERNATIVE PERSUATION ( อิสระในการค้นพบตัวเอง)
ส่วนที่ 2 จัดแสดงแฟชั่นรองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดยอิงเฉดสีที่สอดคล้องกับเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่น


ส่วนที่ 3 จัดแสดงผ้าทอมือและย้อมสีธรรมชาติจากชุมชนต่างๆ จำนวน 30 ชิ้น ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวินเทอร์คอลเลกชั่นตามเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุด จำแนกตามวัสดุ เส้นใย และความหนาของเนื้อผ้าผ่านเทคนิคต่างๆ ได้แก่ ยกดอก ขิด จก ปัก มัดหมี่ เกาะหรือล้วง และ แพตช์เวิร์ก หรือการนำชิ้นผ้าหลากสีมาเย็บต่อเข้าด้วยกัน
จากนั้น ทรงร่วมการเสวนาวิชาการ Symposium หัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล”เป็นการเสวนาเกี่ยวกับเทรนด์บุ๊กของปีนี้ ที่นำเสนอกลุ่มโทนสีใน 6 ทิศทางหลัก ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการผลิตและพัฒนาผ้าไทยในตลาดยุคปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญในพระราชดำรัสโดยสรุปว่า “สำหรับเล่มที่แล้วแนะนำเรื่องลวดลายผ้า มาเล่มนี้นำเสนอเกี่ยวกับสี โดยเฉพาะ “คราม” ซึ่งเป็นสีย้อมเย็นที่ทั่วโลกมีการใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย แต่เฉดสีอาจแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศหรือภูมิประเทศ

สำหรับบ้านเราครามถือเป็นราชาในการย้อม และเป็นหัวใจของสีย้อมเลยก็ว่าได้ นำไปผสมผสานวัสดุต่างๆ จะได้เฉดสีที่หลากหลาย ซึ่งเล่มก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จมากในแง่ของผลตอบรับ และอุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดความกระปรี้กระเปร่าในการผลิต เกิดกระแสและพลังงานที่ดีในการออกแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นพัฒนา ทั้งเรื่องสีและองค์ความรู้ใหม่ๆ รู้สึกปลาบปลื้มที่เรามีหนังสือด้านแฟชั่นอย่างจริงจังเสียที ในการนำไปใช้ทำการเรียนการสอน หรือใช้ประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เล่มนี้สอนเรื่องการลดใช้ทรัพยากร หรือใช้แล้วต้องปลูกทดแทน ใช้วัสดุที่คุ้นเคยอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อลดการเกิดของเสีย ซึ่งภูมิปัญญาไทยเรื่องการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ต้องทำอย่างจริงจัง หวังว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลิดเพลินและเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น และดีไซน์ ก่อนจะมีเทรนด์บุ๊กเล่มต่อๆ ไป”


กว่าจะสำเร็จเป็น THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาความรู้ เปรียบเสมือน “คัมภีร์” เพื่อการพัฒนาผ้าไทยนั้น ผ่านกระบวนการค้นคว้าข้อมูลเป็นแรมปี โดยมีคณะที่ปรึกษาในการจัดทำ กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้กประเทศไทย วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH และ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพและนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้จริง
กุลวิทย์ เลาสุขศรี กล่าวถึงจุดเด่นของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ว่า เป็นเรื่องราวของวินเทอร์หรือฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ที่มีการเปลี่ยนผ่าน ลักษณะของเนื้อผ้าจึงแตกต่างจากทิศทางของช่วงสปริง/ซัมเมอร์ มีความน่าสนใจของเส้นใยต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมความต้องการของตลาด และเป็นการดึงศักยภาพของผู้ผลิตผ้ามากยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้นำแนวคิดเกี่ยวกับสีในแบบ “Circular Colours” (เซอร์คูล่า คัลเลอร์ส) หรือ “วงจรสี” มาใช้ในการสื่อสารโดยพระเอกของงานคือ “คราม” วัสดุย้อมที่ถือเป็นจุดกำเนิดของสีต่างๆ ก่อนจะผสมผสานกับวัสดุอื่นๆ เป็นสีที่หลากหลาย ซึ่งจริงๆ แล้วครามมีความหลากหลายมากในแต่ละภูมิภาค กระบวนการเลี้ยงครามที่ไม่เหมือนกันจะทำให้ได้สีครามที่ต่างกันสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือองค์ประกอบโดยรวมแล้วพัฒนาออกมาเป็นสีที่ต้องการ นอกจากนี้ยังนำเสนอการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มโทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู กลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า กลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ กลุ่มโทนสีเหลือง กลุ่มโทนสีเขียว และ กลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา


ด้าน วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข กล่าวเสริมว่า หัวใจหลักของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เน้นการใช้สีที่เกิดจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติซึ่งกำลังเป็นเทรนด์โลก และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอผ้าในฤดูกาลวินเทอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีรับสั่งให้คำนึงถึงลักษณะผ้าหรือเส้นใยที่คนไทยใช้ในช่วงฤดูหนาว รวมถึงทรงให้คำนึงถึงว่าผ้าต่างๆ นอกจากเป็นเครื่องนุ่งห่มได้แล้วยังสามารถเป็นผ้าตกแต่งบ้านได้ด้วย เราจึงพยายามใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด เอาทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่นำมาปรับใช้ ของเดิมที่เคยทำอยู่แนวอนุรักษ์ก็ยังต้องทำต่อไป แต่ของใหม่ก็ต้องมีรากฐานเดิมเป็นที่ตั้ง ปรับเพื่อให้เกิดของใหม่ขึ้นมา สอดคล้องกับทิศทางของสิ่งทอโลก


ขณะที่ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวถึงเสียงสะท้อนหลังจากผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสได้นำเทรนด์บุ๊กเล่มที่ผ่านมาไปประยุกต์ใช้ว่า ถือเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้ตลาดโดยรวม สอดคล้องความต้องการของตลาด จากการลงพื้นที่ไปติดตามผล ผู้ประกอบการแต่ละรายได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากหนังสือให้เข้ากับแนวทางการผลิตผ้าของตัวเองตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเทรนด์บุ๊กพยายามสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ประกอบการ


“เทรนด์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แล้วไม่ได้หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะหมดอายุไปตามซีซั่นที่กำหนดไว้ บางอย่างผลอาจเห็นตามหลังมา ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่มีทิศทางในการพัฒนาผ้าที่ชัดเจนเลย พอมีโครงการนี้ก็เหมือนเป็นแรงสนับสนุนหรือเป็นแกนหลักว่า นับจากนี้เราจะพัฒนาผ้าไทยไปในทิศทางไหน ก็จะช่วยให้เกิดการทำงานที่ง่ายขึ้น อยากให้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เนื่องจากพระองค์หญิงฯ ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกรายละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่ทำงานด้านผ้าหรือทำงานสายออกแบบที่จะเอาไปประยุกต์กับความถนัดของตัวเอง และเกิดประโยชน์ต่อวงการผ้าไทยโดยรวม” ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวสรุป


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือแบบ e-book ได้ทาง http://www.culture.go.th หรือที่ link http://book.culture.go.th/ttt2022/mobile/index.html#p=1 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โทร. 02-247-0013 ต่อ 4305 และ 4319 – 4321 ในวันและเวลาราชการ และสามารถเข้าชมนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ได้ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2565 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

The Chiffon Trenches of André Leon Talley.

ภาพชายร่างสูงสวมแว่นกันแดดในสตูดิโอและมีกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมลายโมโนแกรมวางข้างๆ ที่คอยกำกับช่างภาพแพทริค เดอร์มาเชอลิเยร์ ถ่ายภาพแครีย์ แบรดชอว์สวมชุดแต่งงานในภาพยนตร์ Sex and the City(2008) สำหรับบทความเจ้าสาววัยสี่สิบกว่าๆ ที่จะลงในนิตยสารโว้ก อาจจะมีคนสะดุดตาและเกิดคำถามว่าเขาเป็นใคร ก่อนที่คำว่า Fashion influencer ในโซเชียลมีเดียจะเกิดขึ้นมา André Leon Talley(1948-2022) ก็คือคนที่มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นตั้งแต่ยุคนิตยสารแฟชั่นคือสื่อหลักสื่อเดียว ยังไม่มีโซเชียลมีเดียอย่างในยุคนี้


เร่ิมจากการทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่สตูดิโอของ Andy Warhol ทำให้เขาสนิทสนมกับคนดังในแวดวงศิลปะและวงการแฟชั่น เมื่อ Andy Warhol ทำนิตยสาร Interview อังเดรก็ทำหน้าที่สัมภาษณ์บ้างและเขียนบทความรวมถึงหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวกับแฟชั่นด้วย จากนั่นเขาได้เป็นกองบรรณาธิการของ Women’s Wear Daily รวมทั้งนิตยสาร W ในเครือเดียวกัน แม้แต่หนังสือพิมม์ The New York Times
แต่ก่อนอื่นใดทั้งหมด หลังจากที่จบจากมหาวิทยาลัยหมาดๆ เขาไปเป็นอาสาสมัครให้กับแผนกเครื่องแต่งกายของ The Metropolitan Museum นิวยอร์ก และได้ร่วมงานกับ Diana Vreeland ที่มาดูแลแผนกนั้นและทำให้เกิดนิทรรศการแฟชั่นและการจัดงานระดมทุนที่กลายมาเป็นงานพรมแดงที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งตะวันออกของอเมริกา เขาเทิดทูนมิสซิสวรีแลนด์มาก แม้บั้นปลายชีวิตของเธอเขาก็ไปนั่งอ่านหนังสือให้เธอฟังที่บ้านเพราะเธอเร่ิมมองไม่เห็น
แม้จะมีข่าวลือว่าเขาได้ไปช่วยแอนนา วินทัวร์ทำนิตยสารโว้ก(อังกฤษ)ตอนที่เธอเป็นบรรณาธิการในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s แต่ลิซ ทิลเบอร์ลิซ คนที่ได้เป็น บ.ก. ต่อจากแอนนาก็เขียนในหนังสือประวัติชีวิตของเธอว่า ใครจะให้คนที่เคยทำงานเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ที่สตูดิโอของแอนดี้ วาร์ฮอล์ มาทำอะไรในโว้ก(อังกฤษ) แต่เมื่อแอนนาย้ายข้ามฝั่งมาเป็นบรรณาธิการ House & Garden ก็มีชื่อของอังเดรในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ และเปลี่ยนชื่อนิตยสารเป็น HG ที่โดนแซะว่าเป็น House & Garment เพราะใช้ช่างภาพแฟชั่นคนดังของยุคนั้นมาถ่ายเฟอร์นิเจอร์กับนางแบบในชุดจากคอลเลกชั่นล่าสุด และไม่ถึงปีแอนนา วินทัวร์ก็มานั่งแท่นเป็นบรรณาธิการโว้ก(อเมริกา)
อังเดร สนิทสนมกับดีไซเนอร์ดังๆ ของโลกมาก่อนแล้วเพราะเขาทำงานให้ Women’s Wear Daily โดยประจำอยู่ในปารีส เขาคือนักข่าวแฟชั่นอเมริกันที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของยุคก่อนจะมาทำงานที่โว้ก และเขาสนิทสนมกับคาร์ล ลากาเฟลด์ ที่กุมบังเหียนทางด้านดีไซน์ให้ทั้ง Chloé, Fendi นอกเหนือจาก Chanel ที่คาร์ลได้มาชุบชีวิตให้กับแบรนด์ แต่ช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่เขาทำงานให้โว้ก(อเมริกา)ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเช่นกัน ในยุคที่แอนนายังไม่ออกสื่อมาก อังเดรจะออกหน้ากับสื่ออื่นๆ ถ้าพวกเขาต้องการความเห็นจากโว้ก หรือในภาพยนตร์ The September Issue เราจะเห็นเขาในชุดเล่นเทนนิสที่มีอุปกรณ์ทั้งหมดสั่งทำจากหลุยส์ วิตตอง ซึ่งแอนนามอบให้เขาเป็นของขวัญ และเขาก็ยอมรับกลายๆ ว่านั่นเหมือนคำสั่งให้เขาต้องออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของเขา แต่ชิ้นที่ติดตัวเขาบ่อยๆ ก็คือหีบใส่เครื่องสำอางค์ทรงสี่เหลี่ยมลายโมโนแกรมที่เขาใช้เก็บของใช้ส่วนตัวเพื่อติดตัวแทนกระเป๋าถือ
อังเดรรอบรู้เรื่องวงการแฟชั่น เขาเข้าใจแฟชั่นและเป็นผู้ให้ความรู้ผ่านทางคอลัมน์ของเขา ด้วยสำนวนการเขียนที่สนุกสนานรู้ลึกรู้จริงและหยิกแกมหยอก ทำให้คอลัมน์ของเขาเป็นสิ่งแรกๆ ที่คนต้องเปิดอ่าน(ในยุคที่ยังไม่มีเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย) ภายหลังเขาไปเป็นกรรมการ America’s Next Top Model ซีซั่น 14-17 เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวให้ บารัคและมิเชล โอบามา ในช่วงการเลือกตั้งและตอนที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาแล้ว การที่เขาทำคุณประโยชน์มากมายให้วงการแฟชั่นมาอย่างยาวนาน ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสมอบเหรียญ Ordre des Arts et des Lettres เพื่อเชิดชูเกียรติแก่เขา เขาไปสู่การเดินทางอันยาวไกลเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.2022 และป่านนี้เทวดานางฟ้าทั้งหลายคงได้รับคำปรึกษาเรื่องแฟชั่นจากเขาเป็นแน่แท้ สวรรค์อาจจะมีนิทรรศการแฟชั่นหรืองานกาล่าแฟชั่นในเร็ววันนี้
สนใจเรื่องราวของเขาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ A.L.T.: A Memoir(2003), A.L.T. 365+(2005) และ The Chiffon Trenches: A Memoir(2020) เล่มหลังนี้เป็นอัตชีวประวัติของเขาเอง และหนังสือยังมีขายอยู่ตามร้านหนังสือชั้นนำ และภาพยนตร์สารคดีชีวิตของเขา The Gospel According to André(2018)

Vanguard Gravity Tiger.

ปีขาลเหมาะจะหาเสือมาเสริมบารมี ข้ามผ่านลายเสือถ้าคุณไม่ชอบเป็นหนุ่มเสื้อลายเสือ แต่มีดีไซน์เสือเท่ๆ เสือผงาดมาให้คุณมีเสือไว้สวมติดกายคู่บารมี Franck Muller : Vanguard Gravity Tiger เป็นการผสมผสานจักรกลตูร์บิญงให้มาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ โดยมีรูปสลักเสือที่กระโจนขึ้นเหนือกรงตูร์บิญงกราวิตี้(GravityTourbillon) โดยช่างฝีมือแกะสลักย่อส่วนฝีมือชั้นครู ผลิตขึ้นมาในแบบอินเฮาส์(in-house)ที่เมืองเลอบัวส์(LesBois) หน้าปัดมีฉากหลังที่มีประกายวิบวับด้วยอัญมณีที่เสมือนประหนึ่งดวงดาวที่พร่างพราว


ดีไซน์สุดพิเศษนี้มีนำเสนอ 3 เวอร์ชัน คือ ตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ ไวท์โกลด์ 18กะรัต ประดับด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตรวม 643 เม็ดบนหน้าปัด และตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตเคลือบด้วยพีวีดี(PVD)สีดำประดับด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตสีดำบนตัวเรือนจำนวน 465 เม็ด และเพชรสีเขียว 63 เม็ดคู่กับเพชรบริลเลียนท์คัตสีดำอีก 48 เม็ดบนหน้าปัด แต่ละเวอร์ชั่นจับคู่มาพร้อมกับสายหนังที่รับกับโทนสีของตัวเรือน และการตกแต่ง เช่นเดียวกับหัวเข็มขัด สายประดับด้วยเพชรน้ำงาม


ภายใต้ตัวเรือนขนาดใหญ่ของแวงการ์ด กราวิตี้ ไทเกอร์ มีสัดส่วน 49.5 มม. และ 41 มม. จะเป็นพื้นที่ของรูปแกะสลักเสือและกรงตูร์บิญงกว่าครึ่งของพื้นที่หน้าปัด โดยมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับจักรกลเอ็มวีทีเอฟเอ็มแอล 03(MVTFML03) ท่ีติดตั้งไว้ด้วยเมนสปริง(Mainspring)ขนาดใหญ่ และมอบพลังงานสำรองได้ส้งสุดถึงห้าวัน แต่ละเวอร์ชั่นของแวงการ์ดกราวิตี้ไทเกอร์น้ีผลิตข้ึนในจำนวนจำกัดเพียง 3 เรือนและมีจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

เปิดร้าน TUDOR โฉมใหม่สไตล์ SHOP-IN-SHOP ที่สยามพารากอน

TUDOR แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับ PMT The Hour Glass ผู้จัดจําหน่ายนาฬิกาชั้นนําของประเทศไทยได้เปิดตัว TUDOR shop-in-shop แห่งใหม่ที่สยามพารากอน ศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคนี้เกิดจากความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง TUDOR และ The Hour Glass Group

ร้าน Tudor shop-in-shop แห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เปี่ยมศักยภาพภายในศูนย์การค้าสยามพารากอนชั้น M ซึ่งพร้อมต้อนรับทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสโลกของ Tudor ภายในร้านตกแต่งด้วยสามสีหลักของแบรนด์ ได้แก่ สีดำ สีแดงและสีขาวเพื่อบุคลิกที่เข้มและโดดเด่นเหมือนตัวตนของเรือนเวลา Tudor รุ่นต่างๆสีทั้งสามนี้ถูกนำเสนอผ่านทางวัสดุหลากชนิดในรูปแบบที่เรียบหรูทันสมัยไร้ที่ติ โดยองค์ประกอบแต่ละสีจะมอบพื้นผิวที่แตกต่างกัน สีดำจะเป็นผิวซาติน หรือปัดลายเส้นสีแดงโปร่งแสง และงานโครงสร้างที่เป็นสีขาว ร้านคอนเซ็ปท์ใหม่นี้เชื้อเชิญให้ทุกคนมาสัมผัสกับโลกของ Tudor
จุดเด่นสําคัญภายในร้านก็คือนาฬิกา Tudor รุ่นต่างๆที่พร้อมด้วยนวัตกรรมและประสิทธิภาพในการทํางานรวมไปถึงภาพแบรนด์แอมบาสเดอร์คนดังทั้งหลายเพื่อให้เกิดเป็นทัศนประสบการณ์ที่ครบถ้วน

PMT The Hour Glass ผู้จัดจำหน่ายเรือนเวลาชั้นนําของประเทศไทยเป็นตัวแทนจัดจําหน่ายนาฬิกา Tudor อย่างเป็นทางการและมีร้านค้าหมด 4 แห่ง ได้แก่ ที่สยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ เกษรและเซ็นทรัลภูเก็ตฟลอเรสต้า ขอเชิญมาชมนาฬิกา ลองสวมใส่บนข้อมือ และทราบถึงคุณค่าของแบรนด์ได้ที่ร้านค้า พนักงานที่มีประสบการณ์สามารถให้ข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ ตลอดจนคุณสมบัติทางด้านเทคนิคของนาฬิกาทุกเรือนในร้าน โดยนาฬิกาทุกเรือนทำงานด้วยกลไกที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Tudor

Tudor แบรนด์นาฬิกาสวิสมากรางวัลมีนาฬิการุ่นที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณกําลังมองหาเรือนเวลาแนวคลาสสิกเพื่อใส่ให้เหมาะกับลุคนักธุรกิจ หรือเรือนเวลาแนวสปอร์ตเพื่อใส่ช่วงวันหยุดสบาย ๆ คอลเลคชั่นที่โดดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Black Bay, Tudor Royal, Pelagos, Glamour และ Tudor 1926 มีนาฬิการุ่นและฟังก์ชั่นต่างๆให้เลือกมากมาย แต่ละรุ่นใช้เครื่องนาฬิกาจักรกลที่ผลิตเพื่อ Tudor โดยเฉพาะและบางรุ่นก็ใช้กลไกที่ Tudor ออกแบบและผลิตขึ้นใช้เองด้วย

นอกจากข้อมูลทางด้านเทคนิคแล้วพนักงานขายนาฬิกา Tudor ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และแรงบันดาลใจเบื้องหลังนาฬิกาแต่ละรุ่นตลอดจนหน้าปัดและสายชนิดต่างๆที่มีให้เลือกจุดจําหน่ายนาฬิกา Tudor อยู่ในท่าเลสะดวกสําหรับทุกคนขอเชิญมาชมนาฬิการุ่นต่างๆที่น่าสนใจได้ที่ร้าน Tudor shop-in-shop แห่งใหม่หรือทำนัดหมายกับพนักงานของเราซึ่งจะช่วยแนะนําเรือนเวลาที่จะอยู่คู่ข้อมือคุณได้ตราบนานเท่านาน

พบกับนาฬิกา Tudor ซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องหมายเลข 42 ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอนหรือทำนัดหมายได้ที่หมายเลขโทรคัพท์ + 662-2129-4777 สําหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.thehourglass.com/th/tudor/

Worldtigo : Digital Fine Dining

จากคำฮิต Metaverse ที่อาจจะกลายมาเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของเรา แต่ก่อนจะถึงวันนั้น Worldtigo จะเปิดประสบการณ์ใหม่ในการรับประทนอาหารแบบ Digital Dining Experience พาให้เรามาสัมผัสการรับประทานอาหารแบบดิจิทัล บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ที่จะจัดขึ้นคล้ายๆ ป็อปอัพที่จะมีการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ไปเรื่อยๆ


ต้องเกริ่นสักนิดว่าที่มาของความสุดล้ำนี้มาจากการต้องการนำเสนออาหารเด็ดๆ จากแต่ละห้องอาหารของ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ โดยคัดสรรจานเด็ดมาสร้างเป็นเรื่องราวที่มีให้สัมผัสครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และความอร่อย โดย Worldtigo เป็นห้องอาหารรูปแบบใหม่แบบ Digital Fine Dining ที่นำเอาเทคโนโลยี 4D Mapping มาสร้างมิติใหม่ให้กับการรับประทานอาหาร ดังนั้นเรื่องรสชาติอาหารจึงเป็นจุดเด่นที่ควบคู่มากับเทคโนโลยีดิจิตัล

การดึงเอา 4 เมนูเด็ดระดับ 5 ดาว ที่อร่อยขึ้นชื่อจาก 4 ห้องอาหารไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารไบยุน เรือแซฟฟรอน ครูซ ห้องอาหารเวอร์ทิโก้ และ ห้องอาหารไทเฮ มารังสรรค์เป็นเซ็ทอาหารค่ำ 4 คอร์ส ในรูปแบบ Theme Dinner Journey ด้วยความร่วมมือกับบริษัท เอไอ ดิจิตัล จำกัด ผู้เนรมิตพลิกโฉม Worldtigo โดยใช้เทคโนโลยีของโลกจินตนาการมาผสมผสานกับเทคโนโลยีของโลกแห่งความจริง ที่เรียกว่า Mix reality และยังเพิ่มการรับรู้สัมผัส (sensory experience) ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (5 senses) รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จะทำให้คุณตื่นเต้น และสนุกสนานไปกับเทคโนโลยีเหนือจินตนาการ ผ่านอาหารทั้ง 4 จาน เริ่มต้นด้วย

Chinese Neon Jungle Theme: เปิดตัวกันที่ Three Kings ติ่มซำ 3 ชนิดจากห้องอาหารจีนไบยุน ขนมจีบเนื้อปูยักษ์ ฮะเก๋ากุ้งแป้งสด และเผือกทอดสอดไส้ฟัวกราส์ ความเก๋อยู่ที่การสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเขียนสิ่งที่อยากเขียนบนมือถือแต่จะไปปรากฏลงบนจาน ใครอยากฝากข้อความบอกคนข้างๆ หรือเพื่อแคปรูปอวดโซเชียลก็ทำได้เลย
Moon River Theme: จานเด็ดที่เป็นที่สุดจากเรือแซฟฟรอน ครูซ อย่างต้มข่าคาปูชิโน่หอยเชลล์ เพิ่มความหอม รสสัมผัส และความเปรี้ยวด้วยเครื่องเคียงที่เสริฟมาให้ในจาน ลิ้มรสน้ำซุปที่กลมกล่อม พร้อมกับการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อหาความลับของพระจันทร์และสายน้ำที่ซ่อนอยู่ไปพร้อมๆกัน
Planet 60 Theme: All Time Favourite Main course อาหารจานหลักยอดนิยมตลอดการจากห้องอาหารเวอร์ทิโก้ ที่มีให้เลือกระหว่างสเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลียทัฟเฟิลซอส หรือ ปลาหิมะย่าง เลมอนบัตเตอร์ซอส ล่องลอยไปในโลกแห่งจินตนาการบนชั้น 60 (Planet 60) สแกนคิวอาร์โค้ด แล้วใช้โทรศัพท์ของคุณส่องไปรอบๆ ความลึกลับ สิ่งมหัศจรรย์ ที่จะปรากฎบนหน้าจอมือถือ
ปิดท้ายด้วย The Neptune Theme ที่จะนำพาความหนาวเย็นของน้ำแข็งมาสู่จานขนมหวานที่โด่งดัง Yuzu Planet ไอศกรีมมูสส้มยูสุ จากห้องอาหารไทเฮ เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วจะพบกับอะไรต้องไปลองสัมผัสประสบการณ์นี้ดู

Worldtigo: Digital Dining Expereince ตั้งอยู่บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ถนนสาทรใต้
ชุดอาหารค่ำ 4 คอร์ส: Theme Dinner Journey ราคาสุทธิ 3,800 บาท ต่อท่าน
เปิดให้บริการวันละหนึ่งรอบ ในวันศุกร์ ถึง วันอาทิตย์ เวลา 18:30-20:00 รอบละ 36 ท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร: 0 2679 1200

Annual Christmas Lighting Ritual Concertini.

งานเปิดไฟต้นคริสต์มาสประจำปี ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเทศกาลคริสต์มาสและความบันเทิงที่คัดสรรมาเพื่อให้ท่านได้เพลิดเพลินและน่าจดจำ ช่วงเวลามหัศจรรย์แห่งปีที่ซึ่งล็อบบี้ถูกประดับประดาอย่างสวยงามโดยได้รับแรงบันดาลใจจากดินแดนแห่งฤดูหนาวในยุโรป

ตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาสขนาดมหึมา รายล้อมด้วยหมู่บ้านซานตาคลอสขนาดจำลองที่ทำจากขนมปังขิง และขบวนรถไฟจำลองส่งเสียงร้อง ชู ชู มองแล้วชวนเพลิดเพลิน ขอเชิญร่วมกิจกรรมในช่วงเทศกาล ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ พบกับซานตาคลอสและการแสดงที่จะสร้างความประทับใจให้กับท่านไปตลอดกาล

ดำเนินรอยตามประเพณีและวัฒนธรรมตามแบบฉบับยุโรปของแบรนด์เคมปินสกี้ ทางโรงแรมฯ มีความยินดีและตั้งใจในการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับแขกผู้มีเกียรติที่ต่างตั้งตารอการเฉลิมฉลอง พร้อมทั้งยังสนับสนุนเยาวชนที่มีพรสวรรค์ เพื่อขับร้องบทเพลงคริสต์มาสประสานเสียงและโชว์การแสดงบัลเล่ต์อันสง่างาม เพื่อสร้างสีสันและมอบความบรรเทิงให้กับทุกท่านด้วย

สืบเนื่องจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมา โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้จัดงานเปิดไฟต้นคริสต์มาสอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 พิธีการเริ่มต้นด้วยการจุดเทียนตามประเพณีของเคมปินสกี้ โดย ‘เลดี้ อิน เรด’ แบรนด์ แอมบาสเดอร์ของโรงแรมฯ เพื่อสื่อถึงการเฉลิมฉลอง ตามด้วยการนับถอยหลังและเปิดไฟต้นคริสต์มาสที่อย่างเป็นทางการโดย มร. ริชาร์ด เชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่ ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ทีมงานและแขกผู้มีเกียรติ

โปรแกรมความบันเทิงของค่ำคืน เริ่มต้นด้วยการแสดงคริสต์มาสคอนเสิร์ตตินีจากเยาวชนนักขับร้องประสานเสียงจาก‘สถาบันจินตะดนตรีคาไว’ (Kawai Music Institute) ตามด้วยการแสดงบัลเล่ต์ตอน ‘เดอะ นัทแครกเกอร์’ (The Nutcracker) จากบทประพันธ์สุดคลาสสิกของ มร. ปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี แสดงโดยนักเต้นบัลเล่ต์รุ่นเยาว์จาก‘บางกอก ซิตี้ บัลเล่ต์’ (Bangkok City Ballet) และปิดท้ายด้วยการมาเยือนของซานตาคลอส ที่มาพร้อมของขวัญเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่เด็กๆ ในล็อบบี้ที่ประดับประดาด้วยต้นคริสต์มาสช่วงฤดูหนาวในยุโรปสีทองหรูหรา สูงโอ่อ่าตระการตากว่า 10 เมตร เป็นฉากหลังอันแสนสวยงามให้แขกผู้มีเกียรติทุกท่านได้ถ่ายภาพกันอย่างน่าประทับใจ

สำหรับวันคริสต์มาส อีฟ ในวันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม 2564 พบกับการขับร้องประสานเสียง ตามด้วยการแสดงบัลเล่ต์ตอน ‘เดอะ นัทแครกเกอร์’ (The Nutcracker) และขอพรจากซานตาคลอสที่ล็อบบี้ ตั้งแต่เวลา 18:00 ถึง 19:00 น.

ทุกสุดสัปดาห์ในเดือนธันวาคม พบกับการแสดงบัลเล่ต์ตอน ‘เดอะ นัทแครกเกอร์’ (The Nutcracker) ที่ล็อบบี้ เวลา 14:45 น. และ 15:45 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/festive-season-2021/ โทร. 02 162 9000 หรืออีเมล dining.siambangkok@kempinski.com หรือติดต่อ LINE @SiamKempinskHotel

Le Normandie by Alain Roux

ห้องอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานที่ยังเกรียงไกรริมฝั่งแม่ยน้ำเจ้าพระยา ณ วันนี้ที่ได้พลิกโฉมพร้อมชื่อที่สะกดในผู้หลงใหลในศาสตร์ของปากะศิลป์ต้องตื่นเต้นกับ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux) ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งห้องอาหารนี้จะดำเนินการโดยตระกูลที่สร้างชื่อเสียงเรื่องรสชาติและการบริการจนคว้าดาวมิชลินติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก

แน่นอนว่าผู้หลงใหลในเรื่องอาหารต้องใฝ่ฝันว่าสักครั้งน่าจะได้รับประทานอาหารฝีมือเชฟ Michel Roux เมื่อเขาก็มีโอกาสมาร่วมงานกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นระยะๆ โดยมีสถิติเชฟที่พอประกาศว่าจะมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่นี่ก็ทำให้เกิดคิวจองยาวเต็มตลอดก่อนหน้าที่เชฟจะมาถึงเสมอ คงไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อห้องหาารเลอ นอร์มังดี ต้องการหัวเรือคนใหม่ย่อมไม่ใช่เป็นการเฟ้นหาเชฟในเครือแมนดารินฯ เพียงอย่างเดียว แต่ตำนานจะยืนยงได้ก็คงต้องมีการสร้างประวัติศาสตร์ให้เล่าขานกันต่อ ไป ดังนั้นจึงมีการทาบทามเชฟ Alain Roux ผู้ที่ระยะหลังๆ ได้ตามคุณพ่อคือเชฟมิเชลมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะกิจที่นี่ในนามของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) ซึ่งเป็นห้องหาารที่เชฟมิเชล รูซ์ เปิดเมื่อปี ค.ศ.1985 และได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและตระกูลรูซ์มาจนทุกวันนี้ ตัวเชฟมิเชลเองได้จากไปก่อนที่การทาบทามนี้จะเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเชฟเคยเปรยกับลูกชายคือเชฟอลัง ว่าถ้ามีโอกาสจะมีห้องอาหารที่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำที่เลอ นอร์มังดี ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของห้องอาหารนี้รวมถึงการบริการที่ถือว่าเป็นหนึ่ง อีกทั้งห้องอาหารนี้ยังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับห้องอาหารของเขาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่งดงามเช่นกัน


การผนวกเอาสองห้องอาหารที่ขึ้นชื่อระดับโลกด้วยกันครั้งนี้ย่อมจะยิ่งทำให้ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์”เป็นจุดหมายของคนที่คลั่งไคล้ปากะศิลป์ที่ต้องหมุดหมายในชีวิตว่าจะต้องได้มารับประทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติอาหารแต่เป็นการผนวกทั้งการบริการ บรรยากาศและการตกแต่ง ทั้งหมดมีความสมบูรณ์แบบอย่างเหนือชั้น ซึ่งแน่นอนว่าแค่วันแรกในการเปิดตัทวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามและมีคิวจองยาวทันทีข้ามปีแล้ว
เรามาดูความพิเศษที่เราได้ไปสัมผัสมาในดินเนอร์ค่ำคืนที่สอง แน่นอนว่าเมนู 6 คอร์สย่อมจะเติมเต็มค่ำคืนนี้ เล่าย้อนนิดหน่อยว่าเชฟมิเชล รูซ์ เร่ิมจากการเป็นเชฟขนมหวานมาก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขานำเอาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของการทำขนมที่ผสานการชั่วตวงกับพรสวรรค์ในการรับรสและสร้างสรรค์สูตรเฉพาะจากเครื่องปรุงสุดพิเศษมาเป็นการทำอาหารที่หน้าตาไม่ได้แฟนซีหรือเป็นอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มีความเรียบง่ายงดงามที่เกิดจากการจัดแต่งในสไตล์อาหารฝรั่งเศสชั้นสูงยุคนี้ อาหารของเขาจึงมีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องปรุง


เร่ิมจากจานเรียกน้ำย่อยที่เป็นการเปิดปุ่มรับรสและกลิ่นของเราก่อน ชิ้นแรกรสละมุนแทรกด้วยแตงกวาปลุกให้เราสดชื่น ตามด้วยอีกชิ้นที่เป็นทาร์ตคำเล็กๆ ละมุนเช่นกัน ไม่มีรสใดๆ โดดขึ้นมา ที่เสิร์ฟตามมาคือขนมปังที่เป็นที่ร่ำลือของห้องอาหารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างบริยอชและครัวซองต์นี่คือนิพพานแห่งขนมปัง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคืนนี้ เชฟอแลงให้เหตุผลว่าในการเข้ามาดูแลห้องอาหารนี้เขาพยายามคัดสรรสิ่งที่เป็นจุดเด่นของที่นี่รวมทั้งเครื่องปรุงสดใหม่จากโครงการหลวงก็ยังได้รับการสืบสานเลือกสรรมาใช้ต่อดังเช่นธรรมเนียมของที่นี่ และขนมปังชนิดนี้ก็ได้รับเลือกแสดงว่าต้องเด็ดจริง
ต้องเข้าใจว่าเชฟเองก็เชี่ยวชาญเรื่องขนมอบชนิดไหนที่ได้รับการเลือกให้มาอยู่ในห้องอาหารภายใต้ชื่อเขาก็ต้องเด็ดจริง แต่เชฟอแลงก็มีขนมปังซาวเออร์โดเสิร์ฟมากับเนยชนิดที่ดีที่สุดโดยมีเกลือจากบ่อเกลือจังหวัดน่านวางเคียงมาถ้าใครต้องการเติมรสเค็ม แต่จริงๆ แล้วเนยที่เสิร์ฟมานี้ก็จับคู่กับขนมปังของเชฟได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว ซาวเออร์โดเป็นขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติที่ดีกับสุขภาพฉะนั้นอย่าเกรงว่าเป็นอาหารหมวดแป้งจนไม่แตะ และเนยดีก็เป็นไขมันธรรมชาติที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเท่าไขมันสังเคราะห์


จานแรกในคอร์สคือ CEVICHE OF SEABASS AND OCTOPUS SLICES IN PASSION FRUIT JUICE, CRISP VEGETABLE SALAD ซาวิเชคือการปรุงอาหารให้สุกด้วยด้วยความเปรี้ยว นอกจากให้ความสดชื่นเปิดปุ่มรับรสแล้ว ความสดของเนื้อปลากระพง หมึกทะเลที่แยกปรุงมาก่อนด้วยการนำไปหมักในน้ำซอสปรุงพิเศษ และไม่ใช่เพียงมะนาวแต่ยังใช้เสาวรสมาเพิ่มรสชาติที่สดชื่นนี้ด้วย เป็นจานแรกที่เราเข้าใจได้เลยว่าทำไมชื่อเสียงของการทำอาหารฝรั่งเศสของตระกูลรูซ์ถึงครองใจคนมายาวนานและคว้าดาวมิชลินได้ต่อเนื่องจนติดอันดับโลกขนาดนี้
จานต่อไปเป็น PAN-FRIED FOIE GRAS WITH PINE KERNELS, CAPERS AND RAISINS, GEWURZTRAMINER SAUCE ใครที่ชอบฟัวการ์ต้องไม่พลาด และใครที่ยังกร่ิงเกรงไขมันจากอาหารชนิดนี้ก็ต้องยอมเพราะนี่คือฟัวการ์ที่ปรุงได้อร่อยอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาสร้างรสที่ซับซ้อนจากการใช้ผลไม้อย่างลูกเกดต่างชนิด เพิ่มความกรุบกรอบหอมมันด้วยไพน์นัท และนำเอาแคปเปอร์ดองมาปรุงเป็นสองแบบเพื่อสร้างรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา


จานต่อมาเป็นจานปลา เขาเลือกปลาฮาลิบัตที่เนื้อมีรสชาติเนื้อแน่นนิดๆ มาจับคู่กับซอสที่เติมวอดก้าเข้าไปเพิ่มความหอมและกระหล่ำปลีซอยแต่รสให้เปรี้ยวช่วยชูรสได้อย่างน่าอัศจรรย์ POACHED FILLET OF HALIBUT WITH CITRUS, CHINESE CABBAGE, LIME AND VODKA SAUCE จึงเป็นอีกหนึ่งจานที่ยกระดับการรับรสของเราเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่จานหลักของค่ำคืน จานเด่นคือเป็ดที่ไม่เคยถูกถอดจากเมนูในร้านอาหารของตระกูลรูซ์เลย CHALLANDAIS DUCK ROASTED WITH DUKKAH SPICES, VEGETABLE TARTLET, PLUM CHUTNEY AND JUS นี่คือการปรุงเนื้อเป็ดโดยการย่างที่รับรองว่าเราไม่คิดถึงเป็ดย่างแบบจีนที่เราคุ้นเคย นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษที่เราได้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารอันเหนือชั้น นี่คือที่มาว่าโต๊ะไหนที่จองอาหารเมนู LE MENU EXCEPTIONNEL ก็ต้องรับประทานเมนูนี้ทั้งโต๊ะ เพราะเป็ดย่างจะถูกนำมาแล่และจัดใส่จานตรงหน้าเพื่อเสิร์ฟให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะการแล่เนื้อเป็ดนี่ต้องบอกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมาก ดูตื่นตาและยั่วความหิวได้ดีจริงๆ รสสัมผัสของเนื้อเป็ดจากฝรั่งเศสที่นุ่มละมุน เนื้อฉ่ำ มีไขมันแทรกแต่พองาม แน่นอนว่าส่วนหนังนั้นฉ่ำรสชาติมาก เครื่องเทศที่ปรุงมาทำให้มีกลิ่นที่หอมพิเศษแต่ไมไ่ด้มาข่มรสอร่อยของเนื้อเป็ด ซอสที่ให้มาช่วยเสริมรสและชัตนีย์รวมทั้งผักนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดมาพอสุกบรรจุในถ้วยใบเล็กๆ ทำจากแป้งทาร์ตกรอบๆ ช่วยเสริมรสสัมผัสได้เป็นอย่างดี ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจานนี้ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูที่ร้านของตระกูลรูซ์ เลย


ก่อนจะถึงของหวานที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเช่นกัน เราปรับการรับรสด้วยเชอร์เบทลิ้นจี่ LYCHEE SORBET WITH CARDAMOM AND BLACKBERRIES แน่นอนว่าไม่ธรรมดาเพราะมีซอสที่ทำจากเบอร์รี่รองมาด้านล่าง ความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจากเครื่องปรุงที่เอ็กโซติกสำหรับคนยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม การผสมผสานผลไม้อย่างลิ้นจี่กับเบอร์รี่ทำได้อย่างลงตัว ลิ้นจี่ที่หอมหวานมีความเป็นผลไม้แห่งตะวันออกเข้ากันดีกับเหล่าเบอร์รี่ได้ลงตัวเพิ่มความสดชื่นปลุกให้เราพร้อมรับความความหอมหวานของของหวานที่เป็นจานเด่นปิดท้ายของค่ำคืน


กลิ่นหอมของ WARM GOLDEN PLUM SOUFFLÉ โชยมาก่อนเลย ใครที่ต้องการทราบว่าซูลเฟล่ที่ดีนั้นควรมีความสวยงามและรสสัมผัสเป็นเช่นไรต้องมาชิมและชมเอง เพราะซูลเฟล่ที่ดีนั้นรสชาติต้องไม่หวานเป็นเมอร์แรงจ์ แต่ก็ไม่จืดชืดมีแต่รสไข่ขาวหรือความคาว เรียกว่าต้องสร้างสมดุลของส่วนผสม การเลือกเครื่องปรุงที่สด การอบที่ทำให้ซูลเฟล่ขึ้นฟูสวยงามไม่ยุบแฟบทันทีที่เอามาเสิร์ฟ แต่ก็ไม่ได้อบนานจนเนื้อในแห้งฟ่าม ซูลเฟล่ของเชฟอแลง รูซ์ นี่คือความงดงามและละเอียดอ่อนของที่บ่งบอกถึงความประณีตในการปรุงของหวานจานนี้
นับเป็นค่ำคืนที่อิ่มเอม ไม่ใช่เป็นการเติมเต็มยามค่ำคืนด้วยอาหารชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว หากแต่บรรยากาศ การบริการ ทุกอย่างเพียบพร้อมสมบุรณ์จริงๆ ตำนานบทใหม่ของห้องอาหารที่อยู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร่ิมขึ้นแล้ว แล้วคุณจะยอมพลาดไม่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งรสชาตินี้ได้อย่างไร

เกร็ดเกี่ยวกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี
ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เปิดประตูต้อนรับผู้ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเสมือนสถาบันอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศของกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 63 ปีที่ให้บริการและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง หากห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เหล่าบรรดานักชิม และผู้ที่รักอาหารฝรั่งเศส ต่างก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลินผ่านมาหลายตอนหลายบทตลอด 63 ปีที่ผ่านมา และท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบางบทบางตอน ของหนังสือเล่มนี้
ห้องอาหารฝรั่งเศสเลอ นอร์มังดี เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับหรูหราแห่งแรกในประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับสองดาวจากมิชลินสตาร์ ตั้งแต่ปีแรกที่มีการประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 และยังคงครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวได้จนถึงปัจจุบัน
การจับมือร่วมงานกับเชฟอลัง รูซ์ ซึ่งเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) เป็นความลงตัวที่เหมาะสมที่สุดแห่งทศวรรษนี้ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสอย่างไฟน์ไดนิ่งให้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่า เพราะห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ เป็นห้องอาหารที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ ระดับสามดาวมายาวนาน 38 ปี โดยเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสนอกประเทศฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวในโลกที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบันนี้ ห้องอาหารฝรั่งเศสแห่งนี้ จะเปิดประตูต้อนรับท่านภายใต้ชื่อใหม่ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux)
เชฟอลัง รูซ์ และ เชฟฟิล ฮิคแมน พร้อมด้วยทีมทั้งหมดของห้องอาหารมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสตำรับคลาสสิคเพื่อให้ทุกท่านได้มีความสุขกับอาหารทุกจานที่นำเสิร์ฟให้แก่ท่าน ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์


ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์ เปิดให้ท่านสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว ซึ่งรวมถึงมื้อค่ำคืนวันคริสต์มาสอีฟ และ มื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่า ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 อีเมล mobkk-normandie@mohg.com หรือทางเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com

“SIRIVANNAVARI:16 YEARS OF GLORY”


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาเสด็จเป็นประธานในงานเปิดตัวหนังสือครบรอบ 16 ปีของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY” พร้อมพระราชทานสัมภาษณ์เล่าเรื่องราวเบื้องหลังการรวบรวมภาพแห่งความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปีพ.ศ. 2548 ณ ชั้น 5 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ไปรษณีย์กลางบางรัก


นอกจากภาพความทรงจำอันสวยงามภายในหนังสือ SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY ที่ทรงคัดเลือกรูปภาพหลายร้อยภาพอย่างพิถีพิถันด้วยองค์เองเพื่อลงตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ภาพสเก็ตช์ภาพการฟิตติ้งนางแบบภาพเบื้องหลังเวทีภาพถ่ายแคมเปญโฆษณาภาพรันเวย์ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่จะนำพาผู้อ่านไปอยู่ในดินแดนของ SIRIVANNAVARI BANGKOK หนังสือเล่มนี้ยังนำเสนอเรื่องราวและเบื้องหลังต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อนอาทิบทสัมภาษณ์ขององค์ดีไซเนอร์และที่มาของสัญลักษณ์นกยูงหนังสือ “SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY” มีความโดดเด่นด้วยปกสีชมพูฟูเชียอันเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์อันเหนือระดับขององค์ดีไซเนอร์


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK มีพระดำรัสถึงที่มาของหนังสือ SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY ว่า “เริ่มต้นจากการไปร้านหนังสือต่าง ๆ ทำให้ได้เห็นหนังสือแฟชั่นของแบรนด์ต่าง ๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนความฝันที่เป็นจริง ข้าพเจ้าเคยมีความฝันไว้ว่าอยากมีหนังสือแฟชั่นเป็นของตัวเอง เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานของข้าพเจ้าและแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงวันนี้ รวมทั้งตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้มอบโอกาสให้คนในวงการแฟชั่นรุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษาเรียนรู้”


ด้วยความที่พระองค์ทรงเริ่มต้นอาชีพในวงการแฟชั่นตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ในพระดำริของพระองค์หญิงคุณสมบัติของศิลปินที่ดีต้องประกอบไปด้วย “ศิลปินที่ดีต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และประวัติศาสตร์ของตัวเอง ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่นในงาน ตั้งเป้าหมายและทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ มีสปิริต มีการทำงานที่ต่อเนื่อง รวมทั้งต้องมีแพชชั่นในงาน ต้องรู้จริงในงานของตัวเอง รู้จักแก้ปัญหาและมีวินัย รวมทั้งต้องมีเทสต์ที่ดี และรู้เทสต์ของทั่วโลก ทุกวันนี้แม้ว่าโลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย แต่อย่างไรก็ชอบทักษะด้านงานฝีมือซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้ต้องฝึกฝนตัวเองตลอดเวลา เพื่อที่เราจะสามารถบอกทีมงานให้ทำตามได้ อีกอย่างคือ ผู้ใหญ่สั่งมาอย่างไร สอนมาอย่างไร ต้องไม่ลืมสิ่งที่พวกเขาสอนมา บุคคลที่เป็นแรงผลักดันพระองค์เดียวและทรงเป็นไอคอนของข้าพเจ้า ก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จย่าทรงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ข้าพเจ้าทูลลาไปเรียนต่อด้านแฟชั่น ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วกลับมาถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน”


พระองค์หญิงรับสั่งต่อว่า “ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา การสร้างสรรค์แฟชั่นทุกคอลเลคชันมีความยาก ท้าทาย กดดัน แตกต่างกันไป เพราะอยากทำให้ดีที่สุด แต่สำหรับคอลเลคชันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แบรนด์มากที่สุดคือ HUMAN DNA ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากห่างหายไปจากวงการแฟชั่นร่วมปี และเป็นคอลเลคชันที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด อีกคอลเลคชันที่ชอบคือ SIRIVANNAVARI COUTURE คอลเลคชั่นพิเศษที่เป็นงานผ้าไทยที่ได้พี่ป้อม (ธีระพันธ์ วรรณรัตน์) มาช่วยให้ไอเดียในการทำผ้าไทยให้ดูเป็นสากลมากขึ้น”


สำหรับสิ่งที่ท้าทายในการทำงานมากที่สุดคือ “เวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะปฏิทินในวงการแฟชั่นเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อต้องพบกับความกดดัน กำลังใจจากทุกคนในทีมเป็นสิ่งสำคัญ หรือเวลามีเรื่องเครียด ถ้ามีเวลาก็จะไปพักผ่อนสมองที่ทะเลแล้วค่อยกลับมาลุยงานใหม่ เพราะถ้าเรากดดันมาก ๆ ก็จะทำให้ลูกน้องเครียดตามไปด้วย”
ส่วนที่มาของสัญลักษณ์นกยูงซึ่งถือเป็นโลโก้ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK นั้น พระองค์รับสั่งว่า เป็นผลงานที่สเกตช์ไว้ตั้งแต่สมัยที่ทรงศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งนกยูงเป็นสัตว์ที่มีความสง่างาม แข็งแกร่ง รวมทั้งมีความเป็นนักสู้ และจากรูปสเกตช์ในวันนั้น ก็พัฒนาเรื่อยมาจนเป็นโลโก้ของแบรนด์ในที่สุด


ด้วยความตั้งพระทัยในการส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นต่อไป และผู้ที่รักในแฟชั่น รวมทั้งส่งผ่านประสบการณ์ในวงการแฟชั่นที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 16 ปี ผ่านหนังสือ “SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY” องค์ดีไซเนอร์พระราชทานข้อคิดให้แก่บุคคลที่มองพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ ว่า “อย่างแรกคือ ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ใจชอบหรือไม่ ถ้าเกิดเจอปัญหา หรือทุกข์เมื่อไหร่ แต่ทุกข์แล้วยังมีความสุข แสดงว่าเราชอบสิ่งนั้นจริง และต้องพร้อมรับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและแง่ลบ รู้จักยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ ที่สำคัญคือ ยึดความเป็น Identity (ตัวตน) และอย่าลืมพัฒนาตัวเอง ทั้งสมอง มือ ใจ หรือแม้กระทั่งตาของตัวเอง เมื่อฝึกตัวเราแล้ว ก็จะสามารถชนะคู่แข่งได้
“ข้าพเจ้ามองว่า แฟชั่นคือ ความสนุก สดใส แพชชั่น เทสต์ และเป็นการทดลองที่ต้องมูฟออนและยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่อยากบอกน้องๆ ทุกคน ก็คือ ถ้าอยากที่จะเข้ามาในวงการนี้  อยากให้ชอบวงการนี้จริงๆ ชอบอย่างที่เรียกว่า เขาจะอยู่กับเราไปจนตาย และอย่าลืมคนที่ซัพพอร์ตอยู่ข้างหลังเราว่ามีใครบ้าง” 

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 16 ปี แบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOKสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาได้ทรงนำซิลูเอทของกระเป๋าคลัทช์ เรซิน ประดับโลโก้นกยูงอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยทรงนำมาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นของที่ระลึกลิมิเต็ดอิดิชั่นในวาระสุดพิเศษนี้


สำหรับความพิเศษของกระเป๋ารุ่นนี้ นอกจากผสมผสานด้วยวัสดุ 3 ชนิดได้แก่ ผ้าไหมส่วนพระองค์ หนัง และเรซิ่น แล้วยังมีวิธีการทำที่ซับซ้อนและเป็นงานคราฟต์ที่ทำด้วยมือทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำผ้าไหมส่วนพระองค์มาจับพลีท จากนั้นขึ้นเดรฟและกลึงลายด้วยมือ โดยช่างฝีมือชั้นครู รวมถึงการสร้างความพลิ้วไหวในชิ้นเรซิ่นล้อไปกับสีสันเพื่อชูลวดลายผ้าไหมให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น จากนั้นเดินทางสู่ขั้นตอนสุดท้ายด้วยการตัดเย็บโดยช่างเฉพาะทางที่ทุ่มเทประสบการณ์ผ่านฝีจักรและเทคนิคจนออกมาเป็นกระเป๋ารุ่นนี้เพื่อฉลองครบรอบ 16 ปี แบรนด์ SIRIVANNAVARIBANGKOK โดยจะมีวางจำหน่ายที่ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

หนังสือ SIRIVANNAVARI: 16 YEARS OF GLORY มีจัดจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ดังนี้
Line Official : @sirivannavari_shop
Instagram :Sirivannavari Bangkok
Facebook :Sirivannavari Bangkok
www.sirivannavari.com
www.asiabooks.com
https://thailand.kinokuniya.com



The Standard, Hua Hin จุดหมายใหม่ที่ต้องไปเยือน

รอกันมานานตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีโรงแรม The Standard ในไทย แต่มาทีก็มาเหนือความคาดหมาย เพราะเผยโฉมแห่งแรกคือที่หัวหิน และเป็นรีสอร์ตบนพื้นที่กลางเมืองหัวหินแต่มีหาดทรายที่สวยตลอดปี ดีไซน์ที่แฝงด้วยความสบายและเป็นมิตรในทุกจุด นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่คุณต้องมาเยือนว่ารีสอร์ตที่ฮิปจริงจังของยุคนี้ต้องเป็นอย่างไร

ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามีโอกาสไปชมรีสอร์ตในเครือที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงตั้งแต่มีข่าวว่าจะมาเปิดในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เพราะ The Standard จะพลิกทุกสิ่งจากมาตรฐานเดิมให้เหนือความคาดหมายโดยมีตัวอย่างในนิวยอร์ก ลอนดอนหรือแม้แต่มัลดีฟส์ แต่ที่หัวหินจะเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกที่ The Standard สร้างทุกสิ่งขึ้นมานับตั้งแต่การเลือกโลเคชั่นที่เป็นหาดสวยสุดท้ายของหัวหินที่มีหาดทั้งปี(บางหาดจะถูกน้ำขึ้นรุกให้หาดหายในบางฤดู) และทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหัวหินจริงๆ 

นอกจากต้นไม้ที่ร่มรื่นซึ่งเกิดจากการดีไซน์ตัวสถาปัตยกรรมเพื่อหลบให้ต้นไม้ที่อยู่มาก่อน บางต้นมีอายุหลายสิบปี อย่างต้นจามจุรีกลางลานสนามหญ้าด้านในนั้นถูกล้อมด้วยตัวอาคารที่ออกแบบให้เป็นกรอบของสนามหญ้าที่ตั้งของจามจุรีต้นนั้นให้ดูโดดเด่นด้วยรูปทรงที่แผ่กิ่งก้านเสมือนผู้อาวุโสที่รอทักทายทุกคน ตัวอาคารหลักที่เป็นห้องพักมาตรฐานนั้นดีไซน์ให้มีฟาสาดสวยแปลกตาเป็นครีบกันแดด (Fin)ประดับตัวอาคารแต่การเรียงซ้อนเหมือนเกล็ดทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ ดีไซน์ของที่นี่เน้นฟังก์ชั่นควบคู่ไปกับความสวยงาม 

The Standard, Hua Hin รีสอร์ตสุดฮิพติดชายหาดที่โดดเด่นด้านงานดีไซน์ ด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 178 ห้อง และพูลวิลล่า 21 หลัง ตั้งแต่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงแรมเลยที่ชวนฉงนว่าติดผิดกลับหัวหรือเปล่า แต่นี่คือมาตรฐานของ The Standard ที่ต้องพลิกทุกสิ่งให้เหนือความคาดเดา เมื่อมาถึงส่วนบริเวณต้อนรับและเป็นที่นั่งพักผ่อนในบรรยากาศกึ่งกลางแจ้ง โดยมี The Juice Café อยู่ใกล้ๆ กัน ทั้งสถาปัตยกรรมและสวนสวยทุกอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน และมีช็อปที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์พิเศษสำหรับที่นี่และมีเทียนรูปทอร์โซชายและหญิงที่โด่งดังของแบรนด์นี้จำหน่ายอีกด้วย แต่ที่ชอบอีกอย่างก็คือคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนนอกจากที่นี่ 

ส่วนที่พักแบบวิลล่านั้นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่เพียบพร้อมทุกสิ่งและแวดล้อมด้วยสวนสวย โดยมีลานตรงกลาง บางหมู่วิลล่ามีต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สำหรับนั่งสันทนาการ หรือจะจะจัดปาร์ตี้ ถ้าครอบครัวใหญ่ไปสามารถจองพักที่วิลล่าแล้วแยกกันอยู่ในวิลล่าแต่ละหลังโดยมีสวนและลานตรงกลางเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลาง แต่ถ้ามาสองคนหรือครอบครัวเล็กๆ ก็แยกอยู่ตามวิลล่าเป็นสัดส่วนมีความเป็นส่วนตัว 

สำหรับสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ไม่ใช่แค่รูปทรงหรือการเลือกสีของกระเบื้องที่กรุในสระ แต่การออกแบบตัวสระว่ายน้ำก็เน้นฟังก์ชั่นที่คุณจะคาดไม่ถึง พื้นรอบๆ สระเป็นผลงานวาดด้วยมือจากศิลปินกราฟิตี้ชาวเกาหลี คือมีที่นี่ที่เดียวแน่ๆ แต่ไม่ต้องกลัวว่าเวลาเดินผ่านไปมาจะมีคนมาห้ามว่าที่เหยียบอยู่นี้คืองานกราฟิตี้เพราะงานดีไซน์ของที่นี่คือให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขที่แวดล้อมด้วยดีไซน์เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้สวยแต่ทุกคนต้องเกร็งที่จะใช้สอย


 ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังเป็นที่ที่มีอาหารอร่อยอย่างห้องอาหารและบาร์ Lido ที่เสิร์ฟความอร่อยสไตล์อิตาเลียนให้คุณได้ลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหรือพาสต้าขอบอกเลยว่าเด็ดจริง โดยห้องนี้จะให้บริการตั้งแต่มื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือจะเป็นมื้อเย็นกับครอบครัว มื้อเช้าจะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่สั่งไข่แบบต่างๆ อย่างที่คุณต้องการได้  The Juice Café เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพหรือจะมาเติมเต็มความสดชื่นให้ร่างกาย คาเฟ่มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิดตั้งแต่กาแฟคั่วสด สมูทตี้ น้ำผลไม้คั้นสดหรือสกัดเย็น และของทานเล่นแบบเฮลท์ตี้

สำหรับมื้อสุดโปรดริมชายหาดคงหนีไม่พ้นที่ Praça บ้านพักตากอากาศดั้งเดิมของที่นี่ที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างไร้ที่ติ เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์อิซากายะ รสชาติดั้งเดิมจับคู่กับค็อกเทลหรือไวน์เลิศรส อาหารไทยที่นี่รสจัดจ้านมาก ขอให้มาชิม การเสิร์ฟแบบอิซากายะทำให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ติดใจแกงคั่วปูใบชะพลู, หมูย่าง, พล่าปลาทูน่าเสิร์ฟกับข้าวเกรียบทำจากข้าวเหนียว อยากทราบว่าอร่อยแค่ไหนต้องไปลองชิม

ส่วนใครที่อยากมาเติมพลัง พร้อมปรนิบัติผิวให้ครบครัน The Spa ตอบโจทย์ อีกหนึ่งสถานที่ในโรงแรมที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การทำสปาแบบเดิมๆ ให้ไม่เหมือนเคย ตกแต่งด้วยโทนสีสันสดใสแต่เรียบง่ายสบายตาเข้าถึงความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ประกอบกับห้องทรีตเมนต์ส่วนตัวสี่ห้องทั้งแบบคู่และแบบเดี่ยว ตามด้วยเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่าผสมผสานการทำทรีตเมนต์แบบดั้งเดิมให้คุณรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสดชื่น

The Standard, Hua Hin พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นี้ ด้วยสองโปรโมชั่นสุดพิเศษ สแตนดาร์ด ไทม์* มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เข้าพักสามารถเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์ได้ตามเวลาที่สะดวก รวมไปถึงแพ็คเกจ สโตว์อะเวย์ ลอง สเตย์ สเปเชียล* สำหรับเข้าพัก 3 คืนติดต่อกัน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน, ส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม, ส่วนลด 15% สำหรับรายการนวดและทรีตเม้นท์ในเมนูสปาที่ The Spa, ส่วนลด 15% สำหรับบริการซักรีด, การใช้บริการอุปกรณ์เรือคายัคและกระดานบอร์ดพายเรือแบบยืน (SUP) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/วัน, และส่วนลดสูงสุดถึง 30% จากราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ขณะที่ทำการจองห้องพัก เปิดให้จองก่อนใครได้แล้ววันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพิ่มเติมได้ที่ shh.reservations@standardhotels.com หรือ www.standardhotels.com 

*โปรโมชั่นเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข

TUDOR: PELAGOS FXD

สายดำน้ำต้องมองนาฬิการุ่นนี้จาก TUDOR เป็นพิเศษแล้ว เพราะนี่คือผลงานที่รังสรรค์ขึ้นจากสายสัมพันธ์ที่ TUDOR มีต่อนาฬิกาดำน้ำและการทำงานร่วมกับกองทัพเรือฝรั่งเศส นาฬิการุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการนำทางใต้น้ำและการใช้งานระดับมืออาชีพที่เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 การรังสรรค์หนึ่งในนาฬิกานักดำน้ำยุคใหม่รุ่นแรกๆ ของ TUDOR มาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 ทางแบรนด์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหานาฬิกาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องเสมอมา

ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญของกองทัพเรือฝรั่งเศส Pelagos FXD(หมายเลขอ้างอิง 25707B/21) ถูกพัฒนาขึ้นจากข้อกำหนดเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร นาฬิการุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการนำทางใต้น้ำและการใช้งานระดับมืออาชีพที่เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 การรังสรรค์หนึ่งในนาฬิกานักดำน้ำยุคใหม่รุ่นแรกๆ ของ TUDOR มาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 ทางแบรนด์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหานาฬิกาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องเสมอมา TUDOR ได้หวนรำลึกถึงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้อีกครั้งด้วยนาฬิการุ่น Pelagos FXD ซึ่ง FXD หมายถึงบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาแบบยึดติดกับตัวเรือนที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ในครั้งนี้แบรนด์ภูมิใจนำเสนอนาฬิกาทางเทคนิคที่ตรงตามข้อกำหนดเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับ Commando Hubert ซึ่งเป็นหน่วยจู่โจมใต้น้ำที่มีชื่อเสียงของกองทัพฝรั่งเศส

จุดเด่นสำคัญ
• ตัวเรือนไทเทเนียมผิวสัมผัสซาติน ขนาด 42 มม. พร้อมบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาแบบยึดติด ผลิตจากแท่งโลหะชิ้นเดียว และฝาหลังตัวเรือนสลักโลโก้ Marine nationale (กองทัพเรือฝรั่งเศส) และข้อความจารึก “M.N.21” (Marine nationale 2021) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการสลักข้อความดั้งเดิมในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980
• ขอบตัวเรือนหมุนได้สองทิศทางทำจากไทเทเนียม พร้อมวงแหวนทำจากเซรามิกที่แสดงช่องแบ่งเวลา 60 นาทีแบบเรโทรเกรด เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• หน้าปัดสีน้ำเงินกรมท่าแบบด้าน ประดับด้วยเครื่องหมายชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) พร้อมด้วยสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลและพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
• เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแต่ปี 1969 เคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• สายผ้าแบบชิ้นเดียวที่เป็นระบบยึดรัดได้เองสีน้ำเงินกรมท่า พร้อมแถบกลางสีเทา และสายอีกหนึ่งเส้นทำจากยางแบบชิ้นเดียวปั๊มด้วยลายผ้า

TUDOR และกองทัพเรือฝรั่งเศส
TUDOR ได้ร่วมมือกับ Marine nationale (กองทัพเรือฝรั่งเศส) ในปี 2021 เพื่อสืบสานความสัมพันธ์อันยาวนานที่มีมานับตั้งแต่ปี 1956 ซึ่งในครั้งนั้น Groupe d’Étude et de Recherches Sous-Marines (G.E.R.S.) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพเรือฝรั่งเศสที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองตูลง ได้นำเอานาฬิกา Oyster Prince Submariner บางรุ่นไปประเมินประสิทธิภาพการทำงานในสถานการณ์จริง โดยเป็นนาฬิการุ่นหมายเลขอ้างอิง 7922 และ 7923 ซึ่งทั้งสองรุ่นสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 100 เมตร (330 ฟุต) และมาพร้อมกลไกลานแบบอัตโนมัติและแบบหมุนเองตามลำดับ ผู้บัญชาการของ G.E.R.S. ในขณะนั้นได้ตัดสินว่าการกันน้ำของนาฬิกาเหล่านี้ “สมบูรณ์แบบ” และประสิทธิภาพในการทำงาน “ถูกต้องทั้งหมด” ด้วยความเชื่อมั่นในสมรรถนะของอุปกรณ์จากแบรนด์ที่มาจากเจนีวานี้ เขาจึงได้สั่งซื้อนาฬิกาเพิ่ม ทำให้ TUDOR มีสถานะเป็น “ผู้จัดหานาฬิกาอย่างเป็นทางการของกองทัพเรือฝรั่งเศส” ในปี 1961

นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทางกองทัพเรือฝรั่งเศสก็ได้เลือกใช้นาฬิกาจากทางแบรนด์หลายต่อหลายรุ่นมานานหลายทศวรรษต่อจากนั้น และในวันนี้ นาฬิกานักดำน้ำที่โด่งดังที่สุดของ TUDOR ซึ่งทางกองทัพเรือฝรั่งเศสได้เลือกใช้ก็คือรุ่นหมายเลขอ้างอิง 9401 พร้อมหน้าปัดและขอบตัวเรือนสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สลักตัวย่อ “M.N” ไว้ที่ฝาหลังตัวเรือน ตามด้วยปีที่วางจำหน่าย โดยนำเสนอนาฬิกาในสองรูปแบบ ได้แก่ รุ่นเข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” พร้อมเครื่องหมายบอกชั่วโมง ส่วนอีกรุ่นจะมาพร้อมเครื่องหมายบอกชั่วโมงทรงสามเหลี่ยม นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 และได้รับการจัดหาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 และยังมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนสอนดำน้ำของกองทัพเรือฝรั่งเศส รวมถึงหน่วยจู่โจมใต้น้ำ ถึงแม้จะถูกนำออกจากรายการวัสดุคงคลังของกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ทุกวันนี้ก็ยังอาจพบเห็นนาฬิการุ่นนี้ได้ในบางครั้งบนข้อมือของทหารกองหนุนและทหารเรือที่เกษียณแล้ว นาฬิการุ่น Pelagos FXD นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง

ข้อกำหนดจำเพาะที่ไม่เหมือนใคร
Pelagos FXD นั้นได้รับการพัฒนาขึ้นร่วมกับหน่วยจู่โจมใต้น้ำของกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยอ้างอิงจากข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงซึ่งมีความพิถีพิถัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้นาฬิกามาพร้อมหลากหลายฟังก์ชันการทำงานที่ไม่เคยมีมาก่อนในนาฬิกา TUDOR เช่น บาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาที่เชื่อมเข้ากับตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 42 มม. เพื่อเพิ่มความทนทานและความมั่นใจในการใช้งาน โดยบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกานี้เป็นส่วนที่ต่อออกมาจากปลายขานาฬิกา และถือเป็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของนาฬิการุ่นนี้เลยทีเดียว

อีกหนึ่งคุณสมบัติจำเพาะของรุ่นนี้ก็คือขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ที่มี 120 ร่อง ซึ่งหมุนได้สองทิศทาง พร้อมช่องแบ่งเวลาแบบเรโทรเกรดที่แสดงตัวเลขจาก 60 ถึง 0 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO 6425:2018 ของนาฬิกานักดำน้ำ แต่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงตามวิธีที่เรียกว่า “การนำทางใต้น้ำ” อันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของเจ้าหน้าที่หน่วยจู่โจมใต้น้ำ

การนำทางใต้น้ำ
การนำทางใต้น้ำประกอบด้วยการไปถึงตำแหน่งที่ตั้งทางทะเลได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำตามเส้นทางที่วางแผนเอาไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน นักดำน้ำจะทำการนำทางใต้น้ำนี้เป็นคู่ๆ โดยผูกโยงระหว่างกันไว้ด้วยเชือกนิรภัยหรือ “Life Line” และว่ายน้ำเป็นเส้นตรงเป็นช่วงๆ ตามที่นำทางโดยเข็มทิศแม่เหล็ก นักดำน้ำจะว่ายด้วยความเร็วคงที่ตามเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วง และว่ายให้ได้จำนวนช่วงตามที่จำเป็นพร้อมกับจับเวลาแต่ละช่วงอย่างแม่นยำ โดยการนำทางนี้จะต้องทำการเริ่มจับเวลาถอยหลังใหม่ในแต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนเส้นทาง เครื่องหมายแบ่งเวลาแบบทวนเข็มนาฬิกาและขอบตัวเรือนเรืองแสงของนาฬิการุ่นนี้ช่วยให้สามารถตั้งเวลาและควบคุมเวลาที่นับถอยหลังในแต่ละครั้งได้อย่างง่ายดาย โดยตั้งเวลาสำหรับการว่ายแต่ละช่วงบนขอบตัวเรือนให้สอดคล้องกับเข็มนาที เมื่อเข็มนาทีเดินไปถึงฝั่งตรงข้ามกับสามเหลี่ยม ทีมก็จะเปลี่ยนเส้นทางและนักดำน้ำที่มีหน้าที่ควบคุมเวลาก็จะเริ่มทำการจับเวลาถอยหลังครั้งถัดไป นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมวงแหวนขอบตัวเรือนขนาดใหญ่ ซึ่งกว้างกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือนเพื่อความสะดวกในการบิดหมุนแม้ในขณะที่สวมถุงมือดำน้ำหรือเมื่อมือรู้สึกชาจากการดำน้ำเย็นเป็นระยะเวลานาน

ในแง่ของความงาม นาฬิการุ่น Pelagos FXD ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสนำมาใช้จนกลายเป็นตำนาน โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินกรมท่าและมีเครื่องหมายบอกชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมและเข็มนาฬิกามุมเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ เกล็ดหิมะ ที่ทางแบรนด์เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1969 เพื่อให้นาฬิกาสามารถเรืองแสงได้เด่นชัดยิ่งขึ้นในสภาวะที่มีแสงสลัว นอกจากนี้ยังมาพร้อมขอบตัวเรือนหมุนได้ที่เป็นวงแหวนเซรามิกพ่นทรายเคลือบด้วยสารเรืองแสง ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 42 มม. กันน้ำได้ถึง 200 เมตร และมีผิวสัมผัสแบบซาตินทั้งหมดเพื่อให้มีรูปลักษณ์แบบด้านที่ช่วยลดการสะท้อนแสง เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคุณลักษณะที่เป็นทางการของนาฬิกา ฝาหลังของตัวเรือนสลักด้วยโลโก้ Marine nationale (กองทัพฝรั่งเศส) ซึ่งประกอบด้วยสมอเรือและหมวกทหารเรืออยู่ด้านบน รวมถึงอักษรย่อ “M.N.21” สำหรับ “Marine nationale 2021” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์

สายนาฬิกาผ้าทอที่เป็นมรดกตกทอดของกองทัพเรือฝรั่งเศส
แต่เดิมนั้นทางกองทัพเรือฝรั่งเศสได้สั่งนาฬิกา TUDOR แบบไม่มีสาย จากนั้นจึงนำไปใส่สายของตนเองทั้งในแบบแฮนด์เมดหรือแบบอื่นๆ โดยดูเหมือนว่าจะมีสายนาฬิกาสองรูปแบบที่ใช้อย่างแพร่หลายตลอดระยะเวลาหลายปี แบบแรกคือสายสีดำทำจากไนลอนถักแบบชิ้นเดียว และอีกแบบที่พบเห็นน้อยกว่าก็คือสายแบบแฮนด์เมดที่ทำจากยางยืดร่มชูชีพ ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่มองเห็นได้จากสีเขียวของสายและแถบกลางที่เป็นสีเหลืองหรือแดง ซึ่งสายแบบหลังอันเป็นอนุสรณ์ตกทอดที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในการใช้งานที่เชื่อมโยงกับนักดำน้ำของฝรั่งเศสอย่างเหนี่ยวแน่นนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจของสายนาฬิกาผ้าในรุ่น Pelagos FXD

สายผ้าแบบชิ้นเดียวนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ TUDOR ซึ่งในปี 2010 ได้กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาแบรนด์แรกๆ ที่มอบสายผ้ามาให้พร้อมกับนาฬิกา ผ้าดังกล่าวทอขึ้นในฝรั่งเศสด้วยเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ดสมัยศตวรรษที่ 19 โดยบริษัท Julien Faure ในแคว้นแซงต์ เอเตียน มีความโดดเด่นด้านคุณภาพและความรู้สึกสบายยามสวมใส่บนข้อมือที่ไม่เหมือนใคร สำหรับรุ่น Pelagos FXD นั้น TUDOR และ Julien Faure ได้มีการพัฒนาเทคนิคขั้นสูงแบบใหม่ในการผลิตสายนาฬิกาเพื่อให้สอดคล้องกับความเรียบง่ายในการทำงานของนักดำน้ำกองทัพเรือฝรั่งเศส รังสรรค์ขึ้นจากริบบิ้นโพลีเอทิลีนถักสีน้ำเงินกรมท่าขนาด 22 มม. ที่มีแถบกลางสีเงิน หัวเข็มขัดไทเทเนียมรูปตัว “D” และระบบยึดรัดได้เอง โดยสามารถปรับให้พอดีกับข้อมือขนาดต่างๆ และให้ความรู้สึกสบายขณะสวมใส่

และด้วยความบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อที่ Julien Faure ธุรกิจครอบครัวซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1864 ได้ทอริบบิ้นสำหรับตกแต่งเฉพาะในโรงงานของตนเองเป็นเวลาหลายปีโดยตั้งชื่อตามเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศส และเป็นส่วนสำคัญของบาชิ หมวกพู่สีแดงอันเป็นตำนานที่ทหารเรือและลูกเรือฝรั่งเศสสวมใส่กัน

นอกจากนี้ Pelagos FXD ยังมาพร้อมสายอีกหนึ่งเส้นทำจากยางแบบชิ้นเดียวปั๊มลาย พร้อมหัวเข็มขัดรวมมาให้ด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ TUDOR ได้นำเสนอสายในรูปแบบเรียบง่ายที่สวมใส่สบายนี้

คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง
คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง ซึ่งขับเคลื่อนนาฬิการุ่น Pelagos FXD แสดงชั่วโมง นาที และวินาที โดยมีพื้นผิวแบบเดียวกันกับคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองรุ่นอื่นๆ ของ TUDOR ได้แก่ โรเตอร์ทำจากทังสเตนแบบโมโนบล็อกที่มีลวดลายฉลุ พร้อมพื้นผิวซาตินที่ตกแต่งรายละเอียดแบบพ่นทราย แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและตกแต่งด้วยเลเซอร์

โครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันถึงความทนทาน อายุการใช้งานที่ยืนยาว ความน่าเชื่อถือ และความเที่ยงตรง เช่นเดียวกับเม็ดถ่วงสมดุลในตัวนาฬิกาซึ่งรักษาสมดุลด้วยแผ่นเชื่อมอันมั่นคงที่มีจุดยึดสองจุด และด้วยสปริงซิลิคอนแบบไร้แม่เหล็ก คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองจึงเป็นโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นยิ่งกว่ามาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันอิสระแห่งนี้ โดยอันที่จริงแล้ว ทาง COSC อนุญาตให้กลไกนาฬิกามีความผันแปรเฉลี่ยสำหรับอัตราการทำงานในแต่ละวันอยู่ที่ระหว่าง -4 ถึง +6 วินาทีตามเวลาสัมบูรณ์ในแต่ละครั้งที่เคลื่อนไหว แต่ TUDOR ยังคงยืนยันที่จะกำหนดความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไว้ที่ -2 ถึง +4 วินาทีสำหรับนาฬิกาของบริษัทที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว

อีกคุณสมบัติที่โดดเด่นก็คือพลังงานสำรองของคาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองนั้น “ไม่หยุดสุดสัปดาห์” หรือกล่าวคือประมาณ 70 ชั่วโมง จึงทำให้ผู้สวมใส่สามารถถอดนาฬิกาในคืนวันศุกร์และสวมกลับคืนอีกครั้งตอนเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไขลานหรือตั้งเวลาใหม่

นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR
ประวัติศาสตร์ของนาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1954 ที่ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นหมายเลขอ้างอิง 7922 ด้วยคุณสมบัติการกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) นี่จึงเป็นต้นกำเนิดของนาฬิกา “นักดำน้ำ” ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน ราคาที่เอื้อมถึงได้ ความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และความเที่ยงตรง สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนแห่งหลักปรัชญาของนาฬิกาประเภทเครื่องมือของแบรนด์ หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกเป็นเวลากว่า 70 ปี นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ยังคงมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และมีหลายรุ่นที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากมืออาชีพในสายงานต่างๆ ซึ่งรวมถึงกองทัพราชนาวีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกหลายประเทศ การเปิดตัว Pelagos FXD ในปี 2021 บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ TUDOR ที่จะสืบสานเรื่องราวใต้ทะเลร่วมกับพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างกองทัพเรือฝรั่งเศสต่อไป

การรับประกันโดย TUDOR
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเขาที่ต้องการสร้างนาฬิกาที่ตอบโจทย์สูงสุด TUDOR ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือชั้นของนาฬิกา TUDOR จึงมีความยินดีมอบการรับประกันห้าปีสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ TUDOR ยังแนะนำให้นำนาฬิกามาเข้ารับบริการทุก 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการใช้งานจริงในแต่ละวันด้วย

เกี่ยวกับ TUDOR
TUDOR คือแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัล ซึ่งนำเสนอนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และมาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่าไม่มีใครเทียบได้ ต้นกำเนิดของ TUDOR เริ่มขึ้นเมื่อปี 1926 โดยชื่อ “The Tudor” ได้ถูกจดทะเบียนในฐานะแบรนด์เป็นครั้งแรกในนามของ Hans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Rolex เขาได้ก่อตั้งบริษัท Montres TUDOR SA ในปี 1946 เพื่อผลิตนาฬิกาซึ่งมีทั้งคุณภาพและความน่าเชื่อถือดังเช่น Rolex แต่อยู่ในระดับราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้ ด้วยความทนทานและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้นี้เอง จึงทำให้ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา เหล่าผู้กล้านักผจญภัย ทั้งบนพื้นดิน ใต้น้ำ และท่ามกลางหิมะต่างพร้อมใจกันเลือก TUDOR เป็นนาฬิกาคู่ใจ คอลเลกชันของ TUDOR ในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยนาฬิการุ่นเอกลักษณ์มากมาย อาทิ Pelagos, Black Bay, 1926 และ Royal ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา TUDOR ยังได้นำเสนอคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันการทำงานหลากหลายและสมรรถนะในการทำงานที่เหนือชั้น

ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมด้วยตัวคุณเองทางออนไลน์ได้ที่ https://tudor.watch/PelagosFXD