Posts

“THE RAREST EXPERIENCE”

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ จัดงาน “The Rarest Experience” ดินเนอร์สุดพิเศษกับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ลเบล็นด์วิสกี้ระดับรางวัล
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ (Johnnie Walker) จัดดินเนอร์สุดพิเศษจับคู่วิสกี้กับเมนูอาหารภายใต้คอนเซปต์ “The Rarest Experience” มอบประสบการณ์อันหรูหรา พร้อมนำเสนอวิสกี้ในกลุ่มซุปเปอร์ดีลักซ์แก่สื่อมวลชน รวมถึงแขกผู้มีเกียรติภายในงาน โดยฝีมือการรังสรรค์ของเชฟร้านอาหาร Osca & Blanco


โดยมี จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล สก็อตช์ วิสกี้ 2 รางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติจากงานอินเตอร์เนชั่นแนล สปิริตส์ ชาเลนจ์ 2018 และ สก็อตช์ วิสกี้ มาสเตอร์ส 2018 เป็นตัวเอกของงานสำหรับการจับคู่อาหารและวิสกี้ระดับสุดยอดและบางชนิดไม่ได้หาดื่มได้ทั่วไปนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่เหนือระดับผ่านการนำเสนอแบบ 5 senses รูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสอย่างแยบยล โดยเรียงลำดับตามคอร์สอาหาร เร่ิมต้นที่ Shrimp Tartar Pamejano crispy Taco จับคู่กับ Johnie Walker Gold Reserve หรือจะเป็น Sauteed Wild Mushrooms in Truffle Oil served with Crispy Bacon.อาหารสองจานนี้(ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)จับคู่กับวิสกี้สุดพิเศษนี้ได้อย่างลงตัวมาก คอร์ส 2 เป็น Crab meat Salad Carvier หรือ Wild Mushrooms in Truffle Salad จับคู่กับ Johnie Walker XR 21 ซึ่งอาหารสองจานนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวแต่กลับเข้ากันดีกับวิสกี้ที่เลือกมาอย่างเหมาะเจาะ โดยวิสกี้เสิร์ฟมาในครอบแก้วที่รมด้วยควันไม้สื่อถึงการสัมผัสด้วยกลิ่น คอร์ส 3 Warm Pocini Mushroom Soup กับ Johnie Walker aged 18 years ที่เสิร์ฟช้อนเล็กๆ มาให้ด้วยไม่ใช่ให้เคาะแห้วฟังเสียงนะ แต่ให้ตักวิสกี้ในแก้วเหยาะลงในซุปอุ่นๆ เพื่อนสร้างรสชาติใหม่ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น สำหรับเห็ดพอร์ชินีจะมีช่วงฤดูกาลนี้และเป็นราชินีของเห็ดที่นำมาปรุงอาหารยุโรปได้อร่อยและมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์


สำหรับคอร์ส 4 มีให้เลือกว่าจะรับ Duck Confit Mango Sauce หรือ Grilled Lamb Chop Spicy Mint Sauce ทั้งสองจานนี้จับคู่กับ Johnie Walker Blue Lable พระเอกของงาน ก่อนจะปิดท้ายด้วย Thai Tea Cheese Cake โดยมีช็อกโกแลตปิดท้ายคือ Johnie Walker Blue Label Bon Bon เป็นดาร์กช็อกโกแลตคาราเมล)เสิร์ฟมาพร้อมกับ Johnie Walker & Son King George V ที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับการอำลาค่ำคืนที่งดงามสุดพิเศษนี้
เอกลักษณ์ของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ที่ควรค่ากับดินเนอร์สุดพิเศษนี้ คือ ส่วนผสมอันหลากหลายซึ่งมอบรสสัมผัสของผลไม้ น้ำผึ้ง หอมกลิ่นวานิลลา และกรุ่นด้วยเครื่องเทศและควัน เป็นต้น โดยเหล่าเบลนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญจะบรรจงคัดสรรวิสกี้จากทั่วสก็อตแลนด์ ซึ่งมีเพียง 1 ใน 10,000 ถัง เท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อนำมาผลิต โดยใช้ความรู้ในการผสมผสานที่สืบทอดต่อกันมาร่วม 200 ปี และค่อยๆ ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ทำให้มีคุณลักษณะที่โดดเด่นทางด้านรสชาติ นับว่าเป็นสุดยอดศิลปะการเบลนด์วิสกี้ขนานแท้ในแบบฉบับของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ อย่างแท้จริง

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2 เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ขีดสุดแห่งศักยภาพ ของเจ้าบุญจัง อุ้ม “ธีราทร บุญมาทัน” นักเตะทีมชาติไทยที่ชาวญี่ปุ่นให้ฉายาว่า บุญจัง นักฟุตบอลอาชีพชาวไทย ที่ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายและเป็นกับตันทีมชาติไทย ด้วยผลงานท๊อปฟอร์มในลีกต่างๆ ยังทำให้อุ้มยังได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “เท้าซ้ายปีศาจ”

ในวัยเด็กอุ้มมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลเยาวชนร่วมกับ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลระดับนักเรียนด้วยกันหลายรายการ โดยเส้นทางสายลูกหนังของอุ้มหลังจากจบมัธยมปลายแล้ว ก็ได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสร ราชประชา ในปี 2551 ก่อนที่ต่อมา เขาจะมีโอกาสย้ายไปสร้างชื่อในสโมสรชั้นนำในประเทศไทยอีกมากมาย ตลอดเส้นทางการค้าแข้งในวงการลูกหนัง อุ้มได้สร้างชื่อให้กับตัวเองและต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2554 เขาสามารถพาทีม คว้าทริปเบิ้ลแชมป์ หรือแชมป์ 3 รายการภายในปีเดียว ซึ่งนับเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทยที่ทำได้ และในปี 2556 อุ้มยังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของไทยลีกประจำฤดูกาลอีกด้วย


จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพของ อุ้ม-ธีราทร เกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อเขาถูกยืมตัวไปเล่นในเจลีก ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลกับสโมสร วิสเซล โกเบ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้เล่นกับนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า และ ลูคัส โพดอลสกี้ ที่เคยผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว อุ้ม ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อการแย่งตำแหน่งภายในทีม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะได้รับโอกาสลงเล่นในลีกไป 28 เกม และสามารถทำได้ 2 แอสซิสต์
จากนั้นในปีถัดมาความท้าทายครั้งใหม่ก็ได้เข้ามาทดสอบ อุ้ม อีกครั้ง กับต้นสังกัดใหม่อย่าง โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ยอดทีมจากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ก่อนที่การตัดสินใจครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เค้าต้องจดจำไปตลอดกาล เมื่อเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์เจลีก หรือลีกสูงสุดของญี่ปุ่น ได้สำเร็จ
และช่วงเวลาที่น่าจดจำของอุ้ม เกิดขึ้นในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นเกมตัดสินแชมป์ของคู่แข่งที่แย่งแชมป์กันโดยตรง ระหว่างโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ทีมต้นสังกัด กับ เอฟซี โตเกียว ในนาที 26 เมื่อเขาสามารถยิงประตูขึ้นนำแบบสุดสวย ก่อนที่สุดท้ายทีมของเขาจะเอาชนะ ไปได้ 3-0 ทำให้คว้าแชมป์เจลีก 2019 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ สร้างความประทับใจให้กับชาวเมืองโยโกฮาม่า และแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ
จากผลงานอันสุดยอดของอุ้มตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือบทพิสูจน์ที่สามารถชี้ชัดได้แล้วว่า นักเตะแข้งทองคนนี้คือ แบ็กซ้ายระดับแถวหน้าของเอเชีย และจะยังคงไม่หยุดตามล่าหาความสำเร็จเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน


นับเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกของ 2 เรื่องราวความสำเร็จระหว่าง นาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีการพัฒนาต่อยอดมาจากนาฬิกาจับเวลาที่ใช้สำหรับการแข่งขันในกีฬาระดับโลก และ อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน กับผลงานอันน่าชื่นชม รวมถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ไซโก (ประเทศไทย) จึงเลือกให้ธี​ราทร มาร่วมเป็น Brand Friend คนที่สองในปี 2022นี้ กับแคมเปญ KEEP GOING FORWARD ต่อจาก อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม Brand Friend คนแรก โดย อุ้ม-ธีราทร ได้จับคู่กับอีกหนึ่งคอลเลคชั่นหลักของ Seiko Prospex กับ SPEEDTIMER เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยระบบจับเวลาแบบโครโนกราฟ สะท้อนแรงบันดาลใจของ “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” โดยอยู่เคียงข้างกับนักกีฬามาอย่างยาวนาน โดยนาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ได้ถูกนำกลับมาเปิดตัวรุ่นใหม่อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ทั้งแบบกลไกอัตโนมัติ SPEEDTIMER Mechanical Chronograph และแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง SPEEDTIMER Solar Chronograph

Prospex Speedtimer Solar Chronograph
(พรอสเป็กซ์ สปีดไทเมอร์ โซลาร์ โครโนกราฟ)
การผสานที่ลงตัวของรูปลักษณ์นาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลก กับกลไกโซล่าอันล้ำสมัย
นาฬิกาจับเวลาพลังงานแสงรุ่นใหม่ 3 เรือน มาพร้อมกับตัวเรือนที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงนาฬิการุ่นสำคัญในอดีต
นาฬิการุ่น SPEEDTIMER ของ Seiko ได้เปิดตัวในปี 1969 และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกาจับเวลา เพราะนี่คือนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลกที่มาพร้อมกับกลไกรหัส 6139 ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูงพร้อมความล้ำสมัยของกลไกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของนาฬิกาข้อมือกลไกอัตโนมัติ
เผยโฉมคอลเลคชั่น SPEEDTIMER Chronograph รุ่นใหม่ในปีนี้พร้อมกัน 3 ลุค โดยทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดใหม่ด้วยการผสมผสานจิตวิญญาณของนาฬิกาจับเวลาเรือนแรกที่มีความสำคัญของแบรนด์มาออกแบบใหม่และจับคู่เข้ากับกลไกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี SOLAR ของ Seiko ที่ตอบสนองได้ทั้งความเที่ยงตรง ความเชื่อใจในการทำงาน และความยั่งยืนในการใช้งาน
หน้าปัดขัดแต่งในแบบ Sunray พร้อมกับสีสันที่โดดเด่น ช่วยทำให้การอ่านค่าเวลาชัดเจน และดีไซน์ที่ทันสมัย

สิ่งที่อยู่บนตัวเรือนของนาฬิกา SPEEDTIMER Chronograph ทุกรุ่น คือรายละเอียดของการออกแบบที่สะท้อนถึงความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดของการจับเวลาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับนาฬิกาจับเวลา เข็มวินาทีของระบบจับเวลาถูกออกแบบให้ยาวขึ้น เพื่อความสะดวกและการอ่านค่าที่แม่นยำและรวดเร็วเมื่อต้องทำงานร่วมกับสเกลจับเวลาทาคีมิเตอร์ (Tachymeter) ที่มีหลักบอกค่าอยู่ตรงขอบนอกของหน้าปัด เข็มจับเวลานาทีวางในตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยเข็มทั้ง 2 ชุดฉาบด้วยสีแดงเพื่อความโดเด่น และลุคสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการอ่านค่าเวลาได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีแม้เพียงแค่เหลือบตามองไปที่หน้าปัด ช่องหน้าต่างบอกวันที่จะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
ทั้ง 3 รุ่นขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ V192 พร้อมกลไก SOLAR ของ Seiko ซึ่งมีฟังก์ชั่นในการจับเวลาสูงสุด 60 นาที ระบุเวลาแบบ 24 ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นานถึง 6 เดือน หลังจากการชาร์จเต็ม สามารถตรวจสอบระดับพลังงานสำรองได้ที่หน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกาทั้งเข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่งได้รับการเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ทำให้สามารถมองเห็นและอ่านค่าเวลาได้ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแสงน้อย

สัมผัสความสปอร์ตที่ผสานความคลาสสิคที่ลงตัวผ่านการขัดแต่งบนตัวเรือนและสายด้วยลายริ้วแฮร์ไลน์ที่ แมตช์คู่กับกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งฟีลนาฬิกาคลาสสิคพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน หน้าปัดมีการขัดแต่งในแบบซันเรย์ (Sunray) จึงมั่นใจได้ว่าจะทำให้การมองเห็นและอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดมีความชัดเจน

Seiko Prospex SPEEDTIMER Solar Chronographs รหัส SSC911, SSC913 และ SSC915 จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 1 พฤจิกายน 2022 ที่บูติกของ Seiko เซ็นทรัลพระราม9 ไซโกบูติกออนไลน์ เคาท์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้น และร้านตัวแทนจำหน่ายของ Seiko ทั่วประเทศ ราคาจำหน่าย 30,000 บาท
สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่
https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/speedtimer/index

Seiko Prospex Speedtimer Solar Chronographs: SSC911, SSC913, SSC915
กลไก : V192 แบบ Solar Chronograph มาพร้อมเข็มแสดงเวลาในแบบ 24 ชั่วโมง และมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง
เปลี่ยนแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อเก็บในแบตเตอรี่
ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์แบบโค้งพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน
การกันน้ำ : 10 บาร์
ความต้านทานสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
มิติตัวเรือน เส้นผ่านศูนย์กลาง : 41.4 มม. ความหนา : 13.0 มม.
บานพับแบบทบ 3 ชั้นพร้อมปุ่มกดคลาย]Hvd

“FOREVER VALENTINO” A PERSPECTIVE

เนื่องในโอกาสงานขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมแห่งชาติประจำปีหรือ Qatar Creates พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกาตาร์ Qatar Museums และ Maison Valentino จะจัดแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญในชื่อ “Forever Valentino” เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Valentino Garavani และเปิดเผยมรดกแห่งความเป็นเลิศทางโอต์กูตูร์ ณ ศูนย์ศิลปะนวัตกรรมและเทคโนโลยี M7 ที่ตั้งอยู่ในเอ็มชีเร็บ ดาวน์ทาวน์ เมืองโดฮา โดยจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2022 จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2023 ร่วมตื่นตาตื่นใจกับการสำรวจสัญลักษณ์แห่งโอต์กูตูร์ของเมซงและการเดินทางผ่านกรุงโรมสถานที่ที่เป็นดั่งบ้าน จุดเริ่มต้นและตัวตนของ Valentino


“Forever Valentino” นับเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ Valentino เคยจัดมาและยังเป็นนิทรรศการครั้งแรกที่จัดในตะวันออกกลาง งานนิทรรศการนี้ถือเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ของเมซงและเมืองอันเป็นจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 ด้วยมุมมองรอบด้านเช่นเดียวกับนิทรรศการวันครบรอบ 90 ปีของ Valentino Garavani และการเปิดตัวคอลเล็กชันโอต์กูตูร์ประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปี 2022 ที่ผ่านมา ณ ใจกลางกรุงโรม เมืองอันเป็นนิรันดร์ “Forever Valentino” ถูกออกแบบให้มีลักษณะราวกับกรุงโรม โดยจะนำผู้เข้าชมเดินทางผ่านอาคาร จัตุรัสและลานขนาดใหญ่ในกรุงโรมสู่พื้นที่อันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของเมซง อย่างอเตลิเยร์และห้องลองชุดในสำนักงานใหญ่ของเมซงที่จัตุรัส Piazza Mignanelli

นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของเมืองที่เต็มไปด้วยตำนานการสร้างสรรค์ของ Valentino รวมถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงานอันตระการตาของ Valentino Garavani และ Pierpaolo Piccioli ผ่านการเปรียบเทียบกันระหว่างความแตกต่างของบรรยากาศและเรื่องเล่า นิทรรศการในครั้งนี้ได้รวบรวมอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะแบบคาปริชโชแห่งศตวรรษที่ 18 ที่ผสมผสานมุมมองที่แตกต่างกันของเมืองและสถาปัตยกรรมโดยจินตนาการใหม่ให้เป็นสถานที่อันน่าค้นหา โดยเหล่าอัจฉริยะของบาโรกอย่าง Giovanni Antonio Canaletto และ Giovanni Battista Piranesi เชื่อว่าศิลปะแบบคาปริชโชได้เปลี่ยนทิวทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของอิตาลีสู่ภาพฝันอันน่าหลงใหลที่สร้างสัญลักษณ์และตำนานมากมายให้มีอิทธิพลทั่วประเทศอิตาลีและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงในโลกของแฟชั่นเองที่เต็มไปด้วย คาปริชโช หรือความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องของจินตนาการ แรงบันดาลใจ วัสดุ ศิลปะ ดนตรีและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนพัฒนามาเป็นเสื้อผ้า


เสื้อผ้าทั้งแบบโอต์กูตูร์และ pret-à-porter กว่า 200 ชุดจะถูกจัดแสดงบนหุ่นที่ออกแบบโดย La Rosa พร้อมด้วยเครื่องประดับทั้งหมดในบรรยากาศอันชวนหลงใหล “Forever – Valentino” ถูกถักทอด้วยลวดลายอันวิจิตรและภาพวาดอันงดงามของกรุงโรมที่ถูกจารึกไว้ซึ่งในความทรงจำ เมืองแห่งจุดเริ่มต้นอันล้ำค่ำกว่าหกทศวรรษของเมซง พบกับชุดที่ถูกออกแบบให้เหล่าศิลปินอย่าง Elizabeth Taylor, Jacqueline Kennedy และ Zendaya พร้อมด้วยผลงานอันน่าทึ่งอีกมากมายที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของ Valentino นิทรรศการนี้ยังได้รวบรวมผลงานคอลเล็กชันส่วนตัวของชีคเคาะห์ โมซา บินท์ นัสเซอร์แห่งกาตาร์ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของ Valentino อีกด้วย สัญลักษณ์ของ Valentino และหลักการของโอต์กูตูร์ได้แต่งเติมทุกพื้นที่ของการสร้างกรุงโรมในจินตนาการครั้งใหม่นี้ ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าตลอดช่วงอายุของ Maison Valentino นั้นทั้งสะท้อนและขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม เสื้อผ้าเหล่านี้ทั้งน่าดึงดูดและโดดเด่นไปพร้อมๆ กันเช่นเดียวกันกับกรุงโรม แทนที่จะจัดแสดงภายในกำแพงของพิพิธภัณฑ์ Valentino กลับเลือกที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวของตนเองขึ้นมาใหม่และทำให้เกิดบริบทของตนเอง โดยการนำร่องรอยของสถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการร่วมเดินทางไปกับผลงานของเมซง ทำให้ผลงานเหล่านี้ถูกเสื้อผ้าทั้งแบบโอต์กูตูร์และ pret-à-porter กว่า 200 ชุดจะถูกจัดแสดงบนหุ่นที่ออกแบบโดย La Rosa พร้อมด้วยเครื่องประดับทั้งหมดในบรรยากาศอันชวนหลงใหล


นิทรรศการ “Forever – Valentino” ถูกถักทอด้วยลวดลายอันวิจิตรและภาพวาดอันงดงามของกรุงโรมที่ถูกจารึกไว้ซึ่งในความทรงจำ เมืองแห่งจุดเริ่มต้นอันล้ำค่ำกว่าหกทศวรรษของเมซง พบกับชุดที่ถูกออกแบบให้เหล่าศิลปินค้นพบภายในสถานที่ที่อันเป็นบ้านเกิดที่คุ้นเคย ชิ้นงานที่ถูกคัดสรรโดยสัญชาตญาณ อารมณ์ และความรู้สึกที่เพลิดเพลินไปกับสีสัน ความสง่างามของสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ความรักที่ถูกถักทออยู่ในทุกๆ รอยเย็บ แว่วเสียงสะท้อนที่เป็นเป็น raison d’etre (จุดเริ่มต้น) ของโอต์กูตูร์ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งแฟชั่น เป็นวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของกรุงโรม และการสร้างสรรค์ของ Valentino นั้นได้หยั่งรากและปรากฏอยู่บนมรดกที่สืบผ่านต่อกันมาของเมซงและสถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้น มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ได้สร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสถานที่บ้านเกิดอย่างที่ Valentino สร้างขึ้นร่วมกับกรุงโรม การปลูกฝังความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุดกับเมืองอันเป็นนิรันดร์ที่ซึ่ง Valentino Garavani ได้ก่อตั้งเมซงขึ้นในปี 1959 และเปิดสำนักงานใหญ่ในใจกลางเมืองอันเป็นประวัติศาสตร์บน Dolce vita ในขณะที่

Pierpaolo Piccioli ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก Valentino Garavani ได้ลดบทบาทของกรุงโรมในฐานะเมืองแห่งสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง หากแต่นำเสนอด้วยความมีชีวิตชีวาและความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งหล่อหลอมความคิดและเสียงที่แตกต่างของชุมชนโดยแปรเปลี่ยนเป็นโครงสร้างอันซับซ้อนในมุมมองที่กว้างใหญ่ขึ้นและความผูกพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้คน
“Forever Valentino” จะนำเสนองานป๊อปอัพที่มีบรรยากาศเสมือนอยู่ในเมืองแห่งความฝันอย่างกรุงโรม ชวนให้น่าหลงไหลและน่าสนใจมากขึ้นเมื่อถูกจัดแสดงที่เมืองโดฮา เมืองที่อดีตและอนาคตมาบรรจบกันอย่างรวดเร็ว
“Forever Valentino” จะถูกดูแลและจัดการโดย Massimiliano Gioni ผู้กำกับศิลป์ของ พิพิธภัณฑ์ New Museum New York รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ด้านแฟชั่นอย่าง Alexander Fury ซึ่งทั้งคู่จะทำงานใกล้ชิดกับผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Valentino อย่าง Pierpaolo Piccioli นี่จึงเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่ควรค่าไปชมเป็นอย่างยิ่ง หากมีใครได้มีโอกาสไปเยือนโดอา ในช่วงเวลาดังกล่าว

บทสัมภาษณ์ Yerin Baek ต้อนรับคอนเสิร์ตครั้งแรกในประเทศไทยที่ SOLD OUT อย่างรวดเร็ว

คอนเสิร์ตในไทยครั้งแรก และคอนเสิร์ตเดี่ยวของคุณแบคเยรินครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้างที่บัตรคอนเสิร์ต sold out ทุกรอบ

เป็นครั้งแรกของการมาประเทศไทยในฐานะของศิลปินโซโล่ รู้สึกตื่นเต้นและประหม่ามากค่ะ ฉันเคยมีประสบการณ์การแสดงเดี่ยวครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีที่แล้วตั้งแต่เดบิ้วมา และก็ประหม่ามากว่าจะมีแฟนๆมาที่งานรึเปล่า และก็ประหม่าเล็กน้อยเพราะต้องนำแสดงบนเวทีคนเดียวเป็นเวลานาน เพราะว่ามันแตกต่างกับการแสดงที่งานเฟสตัวัลนะคะ ดีใจมากๆที่ทุกอย่างดำเนินการไปด้วยดีค่ะ มีความสุขมากค่ะ ทุกๆครั้งที่แฟนๆมาดูจะดีใจมากๆ

ก่อนที่คุณจะออกอัลบั้มโซโล่ใหม่ๆ เรามักจะได้ฟังคุณโคฟเวอร์เพลงของศิลปินต่างๆ อยากทราบว่ามีความแตกต่างอย่างไรบ้างกับการโคฟเวอร์เพลงของศิลปินอื่น และร้องเพลงของตัวเอง และเพลงแบบไหน แนวไหนที่คุณมักจะนำมาโคฟเวอร์ จะตอบในแง่ของความรู้สึก หรือในแง่ของเทคนิคก็ได้

เวลาโคฟเวอร์เพลงของศิลปินท่านอื่นก็จะพยายามเรียนรู้เทคนิคและจุดแข็งของศิลปินท่านนั้นค่ะ ฉันมักจะไฮไลท์จุดแข็งของแต่ละเพลงและพยายามปรับให้เข้ากับเสียงร้องของฉันค่ะ ฉันคิดว่ามันยากกว่าการร้องเพลงที่ตัวเองเขียนค่ะ ฉันต้องร้องโดยการใส่จิตวิญญาณโดยไม่มีไกด์ไลน์ใดๆเลยค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีค่ะ บางทีก็อาจจะมีงงๆบ้างค่ะ

ตั้งแต่อัลบั้ม Every Letter I Sent You. ถึงอัลบั้ม Pisces คิดว่าตัวเองเป็นยังไง เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนบ้าง และรู้สึกอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลง

ก่อนอื่นฉันเพิ่งถึงวัยยี่สิบกลางๆ ฮ่าฮ่า ก็เลยมีสิ่งที่อยากลองทำเยอะเลยค่ะ เมื่ออัลบั้ม Pisces ออกมาก็ทำให้ย้อนกลับมาคิดถึงตัวตนเก่าๆของตัวเองอยู่บ้างนะคะ หลายๆสิ่งก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันค่ะ แต่ฉันคิดว่าทุกอัลบั้มที่ผ่านๆมาก็มีความเป็นตัวเองอยู่ในนั้นด้วย ทำให้คิดถึงความหลังขึ้นมาหลายๆอย่างค่ะ

รู้สึกอย่างไรบ้างกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในไทย มีอะไรที่อยากพูดกับแฟนๆชาวไทยบ้าง

คิดถึงแฟนๆชาวไทยมากๆเลยค่ะ ใช้เวลานานมากเลยเนอะกว่าจะได้พบกัน เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกของฉันในไทย รู้สึกประหม่าและตื่นเต้นมากๆค่ะ จะตั้งตารอคอยเลยนะคะ ทุกๆคนก็ได้โปรดรอคอยคอนเสิร์ตที่จะมาถึงด้วยนะคะ รักนะคะ

มีดนตรีแนวไหนบ้างในช่วงนี้ที่คุณฟังบ่อยๆ และเพลงใหม่ของคุณที่เพิ่งปล่อยออกมารู้สึกยังไงบ้างคะ

เพราะว่าช่วงนี้แสดงคอนเสิร์ตในนามของวงค่อนข้างบ่อย ก็เลยฟังเพลงของวงร็อคค่อนข้างเยอะเลยค่ะ ฉันชอบฟังเพลงดีๆระหว่างขับรถนะคะ ส่วนมากจะฟังเพลงวงร็อค หรือไม่ก็เพลงบรรเลง และในฐานะของศิลปินเดี่ยวฉันมักจะค้นหาเพลงจากหลายๆแหล่ง หลากหลายวิธีเพราะอันที่จริงก็อยากจะลองเพลงที่โยกเต้นได้เล็กน้อยด้วยค่ะ ได้โปรดติดตามนะคะ

ฉันคิดว่าเสียงคุณมีเสน่ห์มาก ฉันคิดว่ามันรู้สึกสบาย และปลอบประโลมในวันแย่ๆ หรือวันที่เจอกับเรื่องยาก ในทางตรงกันข้ามมีคำชม หรือคำพูดธรรมดาแบบไหนบ้างที่ทำให้คุณรู้สึกดีและมีกำลังใจ ฉันอยากรู้ว่าคำชมเหล่านั้นมันขับเคลื่อน หรือเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณอย่างไรบ้าง

ฉันมักจะได้ยินบ่อยๆว่าเสียงของฉันนั้นทำให้คนรู้สึกสบาย และผ่อนคลาย มีบางคนค้นพบเสียงของฉันในวันแย่ๆ บางคนก็ค้นพบเสียงของฉันในวันที่ดำดิ่งไปกับความเศร้า ฉันไม่ใช่คนที่จะพยายามอย่างหนักเพื่อจะทำให้ตัวเองรู้สึกดี บางทีฉันก็ฟังเพลงของตัวเองบ่อยๆเหมือนกันค่ะ บางครั้งช่วงที่ทำเพลงแล้วร้องตามไกด์ไลน์ก็ทำให้เครียดเหมือนกันค่ะ แต่ฉันก็พยายามที่จะสนุกไปกับสื่งที่ตัวเองทำนะคะ

ในวันดีๆของคุณประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

บางที่ก็น่าจะเป็นวันที่ไม่ต้องทำอะไรค่ะ ฮ่าฮ่า วันที่มีอะไรๆสนุกๆก็เป็นวันดีๆเหมือนกันแต่ฉันก็ไม่ได้พยายามหาวันแบบนั้นนะคะ ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับฉันที่จะได้พักอย่างเต็มที่ ฉันมักจะใช้เวลาไปกับการทำงานและฝึกซ้อม บางทีเลยอยากนอนเฉยๆในช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรค่ะ วันที่อยากพูดออกมาว่า “วันนี้แล้วสินะที่จะได้พักอย่างเต็มอิ่ม” คิดว่าวันนั้นคือวันที่ดีของฉันค่ะ

คุณเยรินมีงานอดิเรกอะไรบ้าง เพลงที่อยากแนะนำให้แฟนๆได้ฟังมีอะไรบ้าง

ฉันมักจะชอบวาดรูปหรือเขียนหนังสือในช่วงเวลาว่างอยู่บ่อยๆค่ะ ส่วนเพลงที่อยากแนะนำคือ ‘Coastin’ – Victoria Monet’ ค่ะ ช่วงที่ขับรถจะฟังบ่อยมากๆค่ะ

งานเปิดตัวลิมิเต็ดซีรีย์ของทาง Netflix “ถ้ำหลวง : ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue)”

Netflix ขนทีมนักแสดงพร้อมผู้สร้าง จัดงานแถลงลิมิเต็ดซีรีส์

“ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue)” สุดอลัง!

กรุงเทพฯ 20 กันยายน 2565 – Netflix จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวลิมิเต็ดซีรีส์ ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) เล่นใหญ่ยึด Quartier Gallery ณ ห้างสรรพสินค้า The EmQuartier เนรมิตรออกมาเป็นค่ายอาสาที่เป็นฉากหลังของภารกิจสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ ในปฏิบัติการช่วยเหลือสมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมีที่ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย พร้อมเหล่านักแสดงเดินทัพมาร่วมงานกันแน่นเวที ไม่ว่าจะเป็น ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์, โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, บลูม วารินทร์, อุ๋ย-ทัศรินทร์ พันธุ์แพ, แนนซี่-ดารินา บุญชู และ เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลี พร้อมด้วยผู้กำกับไทยที่มีรางวัลการันตี อย่าง บาส พูนพิริยะ รวมถึงสองผู้จัดมากฝีมือ ไมเคิล รัสเซลล์ กันน์ และ ดาน่า เลอดูซ์ มิลเลอร์ ก็บินลัดฟ้ามาร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์และความรู้สึกในการทำงานในลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องนี้ พร้อมเดินพรมแดงก่อนร่วมชมรอบปฐมทัศน์พร้อมกัน ณ โรงภาพยนตร์Quartier Cineart 

เปิดฉากงานแถลงข่าวด้วยโชว์สุดพิเศษจาก ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน หรือ THE TOYS กับเพลง Keep Holding On เพลงประกอบซีรีส์ที่เขาได้มีโอกาสแต่งเนื้อร้องภาษาไทยด้วยตัวเอง ก่อนที่จะเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญผู้สร้าง อย่าง ไมเคิล รัสเซลล์ กันน์ และ ดาน่า เลอดูซ์ มิลเลอร์ พร้อมด้วย บาส พูนพิริยะ ผู้กำกับลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานความเป็นสากลและความเป็นไทยไว้ได้อย่างลงตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ 

TCR_211027_EP2_47977.ARW

ทีมนักแสดงเด็กที่รับบทเป็นสมาชิกทีมหมูป่าทั้ง 12 คน ยังได้ขึ้นเวทีร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์การออดิชั่นและการถ่ายทำร่วมกับผู้กำกับมือรางวัลอย่างบาส พูนพิริยะ พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากสองนักแสดงชื่อดังชาวออสเตรเลีย ร็อดเจอร์ คอร์เซอร์ ผู้รับบท ดร. ริชาร์ด “แฮร์รี่” แฮร์ริส และเดมอน เฮอร์ริแมน ผู้รับบท ดร. เคร็ก แชลเลน ทีมนักประดาน้ำที่มีส่วนสำคัญในปฏิบัติการถ้ำหลวง ซึ่งบินตรงมาร่วมงานแถลงข่าวและร่วมพูดคุยถึงบทบาทของพวกเขาบนเวที ปิดท้ายด้วยทัพนักแสดงนำชาวไทยทั้ง 9 คน ขึ้นเวทีเล่าถึงบทบาทที่ได้รับ ประสบการณ์การถ่ายทำ และความรู้สึกที่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดปฏิบัติการกู้ชีพที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลกในครั้งนี้อีกด้วย

นอกจากงานแถลงข่าวสุดอลังกาลแล้ว Netflix ยังได้เชิญ นักแสดง ทีมงาน และเหล่าบรรดาคนดังมาร่วมแสดงความยินดีคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, นิ้ง-ชัญญา แม็คคลอรี่ย์, ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์,ฌอห์ณ จินดาโชติ, มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ และ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน พร้อมร่วมเดินพรมแดงก่อนเข้าร่วมงานฉายรอบปฐมทัศน์สองตอนแรกของลิมิเต็ดซีรีส์ ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) พร้อมกันเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ร่วมรับชมเรื่องราวเบื้องหลังภารกิจกู้ชีพที่ทั่วโลกต่างร่วมส่งกำลังใจผ่านมุมมองของเด็กๆ ทีมหมูป่า ใน ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) พร้อมกันกว่า 190 ประเทศทั่วโลก วันที่ 22 กันยายนนี้ เวลา 14.00น. เป็นต้นไปทาง Netflix 

พบกับแนวคิดของศิลปินอาร์ตทอยในงาน Let’s Unbox! 2022 Hong Kong Art Toy Exhibition ใจกลางเซนทรัลเวิลด์

Felix Ip – Comic และแนวคิดของศิลปิน, นักวาดภาพประกอบ และผู้กำกับแอนิเมชั่นจากฮ่องกง เขาเป็นอดีต Creative และผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ของ Imagi Animation Studios และ Unicorn Animation Studios ผลงานบางส่วนของเขาได้แก่Zentrix, Teenage Mutant Ninja Turtle, Astroboy และ Monkey King Reloaded ศิลปะการต่อสู้ที่ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูน Blood and Steel won ซึ่งได้รับรางวัล The Best Adult Comic Golden Dragon Award ในปี 2012 Felix เข้าถึงงานศิลปะของเขาโดยใช้พลังของพู่กันทั้งหมด แต่ผสมผสานเข้ากับอารมณ์ที่ละเอียดอ่อน ผู้อ่านหลายคนค้นพบว่าสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขามีเสน่ห์อย่างมาก หนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ HongKong Machines ซึ่งมีรูปแบบธรรมดาที่รวบรวมความทรงจำตอนเด็กของเขาไว้ ในปี 2018 หนังสือของเขาชนะ The Best Artbook Award ในหมวด Asia Pacific Animation & Comics category และในปีเดียวกัน The Litter Boxbot & Trashman ชนะรางวัล The Best Toy Award ในงาน Toy Soul Exhibition) @hongkongmachines

Ryan Lee เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกสอนส่วนบุคคล เเละมุ่งเน้นไปทางสุขภาพ นอกจากนี้เเล้วตั้งเเต่ปี 2002 Ryan Lee เป็นผู้ฝึกสอนเเบบตัวต่อตัว ด้วยประสบการณ์ฟิสเนตที่มากกว่าสิบปี เขาสร้างทฤษฎีทางกายภาพเรียกว่า Muscle Mind ซึ่งเน้นการสื่อสารระหว่างจิตใจกับกล้ามเนื้อ ดังนั้นการออกกำลังกายจึงไม่เหมือนการสร้างร่างกายเเบบดังเดิม ในปี 2009 Ryan ได้สร้างตัวละครชื่อ Rumbbel ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเเทนด้านฟิสเนตเพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสุขภาพสู่สาธารณะ Ryan ได้ร่วมมือกับตัวการ์ตูน เเบรนด์ เเละศิลปินจากต่างประเทศเพื่อผลิตไอเท็มต่างๆ @rumbbell

Jeffery Yau นักออกแบบกราฟฟิกอาวุโสและปรมจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เมื่อเขาโตขึ้น เขาได้รับแรงบันดาลใจจากอนิเมะและ Sci fi เขาเข้าสู่วงการโฆษณาหลังจบการศึกษาวิชาออกแบบ แรงผลักดันของเขาเกิดจากความคลั่งไคล้สัตว์จำพวกครัสเตเซีย Jeffery สร้างร้าน crayfish ระดับโลกที่ชื่อว่า Crayfish Keepers และตีพิมพ์หนังสือ CrayfishFever ในปี 2018 เขาออกแบบของเล่นชิ้นแรก, OBA, เรื่องราวเกี่ยวกับกั้งซึ่งรุกรานโดยมนุษย์ต่างดาว ส่วนผลงานที่ประสบความสำเร็จชิ้นอื่นๆ ได้แก่ Omeow, Gangstiger และผลงานล่าสุด จากการออกแบบกราฟฟิกจนถึงแบรนด์ที่ทันสมัย, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไปจนถึงการสร้างสรรค์ของเล่น Jeffery มีผลงานที่ไร้ที่ติและน่าดึงดูด โดยหวังว่าเขาจะแสดงความคิดทั้งหมดผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของเล่นอย่างต่อเนื่อง @bigclawx

LamPei เป็นนักวาดภาพประกอบและศิลปินทัศนศิลป์ในฮ่องกงที่บันทึกชีวิตของเธอผ่านเส้นขยุกขยิกภาพวาดการ์ตูนและภาพประกอบ เธอสร้างสรรค์งานศิลปะที่ยอดเยี่ยมและเป็นมืออาชีพ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ภายในและธรรมชาติ เพื่อทะนุถนอมสิ่งที่ทำให้หวนคิดถึงและเธอยังได้ตีพิมพ์หนังสือภาพการ์ตูน และนิตยสารต่างๆมากมายภายใต้ซีรีส์ The flying sofye แบรนด์ภาพประกอบซิกเนเจอร์ Flying Sofye ด้วยภาพลักษณ์ที่อ่อนโยน น่ารัก มีชีวิตชีวา แต่ลึกลับ สำรวจเรื่องราวเบื้องหลังของเก่าและผู้คน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Lam Pei Studio ได้เปิดตัว Vinyl Toys ที่เกี่ยวข้องและจัดแสดงของเล่นที่ทันสมัยระดับนานาชาติในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่น ไทย ไทเป ฯลฯ @lampei

Mickey Mic ในฐานะนักออกเเบบมัลติมีเดีย ความสนใจเริ่มเเรกคือของเล่นซึ่งได้พัฒนามาเป็นเเรงบันดาลใจ เขาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่นการเเข่งขัน Artidol Original Figure Design Competition, Comics x Figures Hong Kong Ani-com Figure Show เเละ B.O.A.T-Both of the Art & Toys Fair ในปี 2019 เขาได้สร้างเเบรนด์ MicBraining เเละเริ่มสร้างหุ่นตัวเเรกของตนเอง ในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้ทำงานภาพประกอบ, การปรับปรุงของเล่น เเละการสร้างสรรค์งานร่วมกัน นิยายทางวิทยาศาสตร์ทำให้เขานึกถึงเเสงสีในงานของเขา ดังนั้นเขามักจะใช้เมมัลลิกเเละสีเรืองเเสงในงานของเขาเพื่อให้ผลงานสามารถเเสดงความรู้สึกที่ตัดกันภายใต้เเสงอาทิตย์เเละอัลตราไวโอเลต @Micbraining

Nicolas Lesaffre เป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลจากสหสาขาวิชาชีพชาวฝรั่งเศสในฮ่องกง งานศิลปะของเขาครอบคลุมสื่อหลากหลายประเภทรวมถึง Digital art/NFT,แอนิเมชั่นและ Art Toy ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และแอนิเมชั่นตัวละคร ฉากเซอร์เรียลที่เขาสร้างขึ้นนั้นเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตาและตัวละครที่ดึงดูดความสนใจซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้เห็นสิ่งใหม่และไม่เหมือนใคร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Nicolas ได้สร้างจานสีที่มีสีสันของภาพยนตร์ ภาพประกอบการทำแผนที่การฉายภาพเพิ่มความเป็นจริงและการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในปารีสลอนดอนลอสแองเจลิสและตั้งแต่ 10 ปี ในฮ่องกงภายใต้ชื่อสตูดิโอแอนิเมชั่นเชิงสร้างสรรค์ของเขาซึ่งคือ Nikopicto การสร้างผลงาน IP ล่าสุดของ Nicolas ได้แก่ Hug the K (arttoys/music/skateboard), GoingApe (NFT/metaverse/arttoys) , Wuen (เป็นแอนิเมชั่นสำหรับเด็ก) และ Shiny the squirrel(toys/Malllicence) ผลงานแอนิเมชั่นของเขาได้รับการคัดเลือกและเข้าฉายในสะสมมากกว่า 100 เทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก Nicolas มีความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ เช่น Gucci, Lacoste, Louis Vuitton, Wechat เป็นต้น @Hugthek

Eric และ Stanley ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากสถาบันศิลปะและการออกแบบแห่งแรกของฮ่องกง และทำงานด้านการออกแบบที่เกี่ยวข้องตั้งแต่นั้นมา เพราะเขาทั้งสองรักของเล่นและการวาดภาพมาโดยตลอด ด้วยความรักนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจก่อตั้ง “Spookyworkhk studio” อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2018 บนพื้นฐานของวัฒนธรรมซอมบี้เหนือธรรมชาติของจีน Spooky Work ให้นิยามใหม่ด้วยมุมมองซอมบี้ยุคใหม่ของ “Zombie Zero” การเข้าสู่โลกแห่งของเล่นของดีไซเนอร์และหวังว่าจะเพลิดเพลินไปกับของเล่นในธีมที่
คุณชื่นชอบต่อไป @spookyworkhk

Steven Choi เป็นนักวาดภาพประกอบที่เติบโตขึ้นในฮ่องกงเเละเป็นชาวจีนคนเเรกที่ชนะรางวัลลำดับสองของ WIA Self-Initiated Professional Category เเละ Grand Prix in JIA Illustration Award เขาเป็นนักวาดประกอบชาวจีนคนเเรกที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้วาด Le Petit Prince นอกจากนี้เเล้วเขายังเป็นคนจีนคนเเรกที่ร่วมมือเปิดตัวของเล่นกับเเบรนด์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Kaiyodo ตั้งเเต่ปี 2016 เขาสร้างตัวละคร Pi สามมิติในการวาดภาพประกอบ เเละผู้คนมากมายสัมผัสได้ ภาพประกอบที่ได้รับรางวัลของเขาจัดถูกเเสดงในงาน Somerset House ใน UK เเละได้ดำเนินการทัวร์ระดับชาติ ตอนนี้งานของเขายังอยู่ที่ Tate Modern, Louvre, เเละ Centre Pompidou ฯลฯ @zuandpi

ถ้าพูดถึงศิลปินรุ่นใหม่ของฮ่องกง, Foon Wong คือหนึ่งในศิลปินที่ได้รับอิทธิพลและแรงบัลดาลใจมาจากวัฒนธรรมประชานิยมในช่วงสมัย 1990s และ Street art เขาผสมผสานวัฒนธรรมประชานิยม เช่นกราฟฟิตี้และการออกแบบกราฟิกกับวัฒนธรรมจีน ซึ่งทำให้ผลงานของเขาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวอย่างเช่นเขาได้ขับเคลื่อนเเรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ญี่ปุ่น เเละตะวันตก Foon สร้าง SC Brave ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ผสมผสานระหว่างการเต้นรำของสิงโตจีน เเละเเนวคิดฮีโร่อนิเมะญี่ปุ่นในปี 1990 ในขณะที่ Frankenskidขึ้นชื่อว่าผู้ที่กำลังโดดเดี่ยว เเละถูกทอดทิ้งจากโลกใบนี้ เเต่เขาก็ยังมีความทะเยอทะยานที่จะเรียนรู้ต่อไป @ foons_creations

Kevin Husky มีหลายเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง ทัศนศิลป์ ที่ปรึกษาของแบรนด์ และการเป็นโค้ช Nunchaku ตั้งแต่ปี 2003 ที่ก่อตั้ง Husky x3 มีการสร้างสรรค์และออกผลงานมากมายหลายชนิด ตั้งแต่ทัศนศิลป์ ภาพวาด สิ่งพิมพ์ ของเล่น และ เสื้อผ้า ไปจนถึง คาเฟ่ Husky ในไทเป ตีมสัตว์โดยเฉพาะสุนัขได้ถูกใช้งานส่วนใหญ่ในงานของเขาเพื่อการส่งเสริมการดูแลและปกป้องสัตว์ ผลงานล่าสุดสำหรับนิทรรศการเดี่ยวของเขาคือ 武藝入魂Martial & Arts ซึ่งทำให้ศิลปะการต่อสู้กลายไปเป็นผลงานทางศิลปะ @huskyx3

Miloza Ma นักวาดภาพประกอบ, นักออกเเบบของเล่น เเละนักออกเเบบตัวละครที่มีความหลากหลาย งานสามมิติของเธอได้รับรางวัลทั้งสองครั้งในการประกวด Artidol ซึ่งจัดขึ้นที่ ACGHK Miloza มีชื่อเสียงสำหรับการไล่ค้นหาความลึกลับของจักรวาลที่นำไอเดียของเธอออกมาในรูปเเบบที่เคลิบเคลิ้มผ่านสีพาสเทลให้ตัวการ์ตูนออกมาดูมีเอกลักษณ์ ผลงาน toy series ได้เเก่ Angel Cat เเละ Lady ที่ได้จัดเเสดงในนิทรรศการ Taipei Toy Festival, Shanghai Toy Show, Beijing Toy Show, Thailand Toy Exhibition เเละ Wonder Festival Japan ทั้งยังได้รับการโปรโมทในญี่ปุ่นไต้หวัน เซี่ยงไฮ ปักกิ่งเป็นหลัก ควบคู่ไปกับ toy series Angel Cat and Lady @milozama

Pat Lee ตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ผ่านมา Pat Lee ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองในฐานะตัวท๊อปศิลปินการ์ตูนชั้นนำและ Creative director ทางทวีปอเมริกาเหนือ แพทเคยได้รับร่วมงานกับ DC และ Marvel เช่นผลงานเกี่ยวกับ mega-franchises as Batman, Superman, Iron Man, X-Men/ Fantastic Four, Wolverine, Punisher and Spiderman. เขาสร้างการ์การ์ตูนTransformer ซึ่งเป็นซีรีย์ต้นฉบับในอเมริกาเหนือซึ่งติดอันดับหนังสือการ์ตูนที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในระยะเวลาหกเดือนติดต่อกัน เขายังทำงานในภาพยนต์เรื่อง Superman ให้กับ Warner และออกแบบIronManสำหรับMarvel Patขึ้นอันดับหนึ่งในรายชื่อศิลปินยอดนิยม10อันดับแรกในนิตยสาร Wizard และเคยร่วมงานกับบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ในอเมริกาเหนือ เช่น Hasbro, Mattel & Spin Master Pro ปัจจุบัน Pat เป็นหุ้นส่วนและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ UCOLLEX @ patleeart

Pucky จากการใช้เวลาทั้งในฮ่องกงและแคนนาดาในช่วงวัยเด็กของเธอ Pucky เติบโตขึ้นมาระหว่างสองวัฒนธรรมซึ่งกระตุ้นให้เธอสำรวจคุณค่าของอัตลักษณ์และความหมายของการเป็นเจ้าของอย่างสร้างสรรค์ ผลงานของ Pucky เป็นการผสมผสานระหว่างความน่ารักและความลึกลับแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีแบบบูรณาการที่มีสิ่งที่ตรงกันข้ามเช่นความดีและความชั่วหรือความรักและความกลัวอยู่ร่วมกัน เธอได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากความมหัศจรรย์และความบึกลับของโลกใบนี้และภาพวาดของเธอได้รับผลกระทบอย่างมากจากความงดงามของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และความโรแมนติก เธอวาดเพื่อที่จะสื่อถึงความรู้สึกเหล่านี้ด้วยภาษาภาพของเธอเองและผ่านทางสื่อหลายประเภท ร่วมไปถึง ประติมากรรม ภาพวาด แอนิเมชั่น และการเล่าเรื่องอีกมากมาย  @puckytoys

Winson เริ่มต้นเส้นทางสร้างสรรค์ด้วยการเข้าร่วมอุตสาหกรรมโฆษณาหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 1985 เริ่มต้นจากการเป็นนักออกแบบกราฟิกจนถึงผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เขาได้ก่อตั้งบริษัทโฆษณาและยังสานต่อหน้าที่ของเขาในฐานะนักวาดภาพ การประกอบ ด้วยงานอดิเรกและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของเล่นของเขา เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นนักออกแบบของเล่นศิลปะและร่วมก่อตั้งแบรนด์แอ็คชั่นฟิกเกอร์ในตำนาน Brotherfree กับเพื่อนสองคนในปี 2000 ต่อมา Winson ได้ก่อตั้งแบรนด์ของเล่นศิลปะ Winson Classic Creation ขึ้นด้วย แนวคิดเรื่องหุ่นจำลองพิทักษ์สิ่งแวดล้อม Apexplorers ซึ่งสำรวจขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้กับ Dr. Rebecca Lee ซึ่งเป็นนักสำรวจจากฮ่องกง ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา Winson Classic Creation ได้สร้างเครื่องหมายการค้าของเล่นเก้ารายการโดยแต่ละแห่งมีเรื่องราวที่เป็นของตัวเอง Winsonได้อยู่ในรายชื่อ International Trend Artist Influence Ranking ปี 2021 โดย London Daily Post, London ในปี 2021 @ winsonclassiccreation

Ma Fai รูปลักษณ์ที่น่ารักช่วยส่งเสริมด้วยการใช้เครื่องประดับเเละเครื่องเเต่งกาย นอกจากนี้เเล้วยังสามารถให้ความเพลิดเพลินกับนักสะสมด้วยเช่นกัน Ma Fai ก่อตั้ง IXTEE Production ในปี 2005 พวกเขาสร้างตุ๊กตาด้วยการออกเเบบเป็น
นวัตกรรมเเละการผลิตระดับไฮเอนด์ ผลงานของพวกเขามีเอกลักษณ์ เเละเป็นเครื่องประดับเเฟชั่นที่ไร้ที่ติ ในปี 2010 IXTEE พวกเขาเริ่มพัฒนาตุ๊กตา Mui-chan เเละ Fai chai ซึ่งเป็นตุ๊กตาฝาเเฝดที่มีใบหน้าที่ต่างกัน ตุ๊กตาเเฮนด์เมดที่มีข้อต่อ นอกจากนี้เเล้ว Mui-chan ตุ๊กตาชุดใหม่ Hachichi ก็ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดของ Mui-chan อายุ 8 ขวบที่มีรากผมในหลากหลายสีให้ทันสมัยและน่ารักในเเบบของผู้หญิง @IXDOLL

Hong Kong Art Toy Story ครั้งแรกในเมืองไทย รวมผลงานสุดยอดนักออกแบบอาร์ตทอยส์จากฮ่องกงกว่า 300 ใจกลางเซนทรัลเวิลด์

Let’s Unbox! 2022 Hong Kong Art Toy Exhibition, Thailand จัดขึ้นโดย โดย Innovative Entrepreneur Association (IEA) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Creative Hong Kong (Create HK)โดยนิทรรศการในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาจัดในประเทศไทยนำเสนอรูปแบบภายใต้แนว ความคิด  Let’s unbox ที่แบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 4 โซน นำเสนอผลงานการออกแบบจากศิลปิน 15 ท่าน พร้อมผลงานต้นฉบับที่สะสมมายาวนานกว่าสามทศวรรษที่ผ่าน รวมมากว่า 300 ชิ้น ซึ่งมีหลายชิ้นผลงานที่เป็นต้นฉบับชิ้นงาน Art toy ที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ และเป็นชิ้นงานประมูลหาชมได้ยาก การจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้จึงอยากเปิดโอกาสในผู้ที่สนใจ แฟนอาร์ตทอยส์ในเมืองไทย ได้เห็นถึงวิวัฒนาการ และเส้นทางความสำเร็จของ Hong Kong Art toy ที่ดำเนินมาตั่งแต่ปี ค.ศ 1990

            Ms. Grace Tse ประธาน Innovative Entrepreneur Association ได้กล่าวถึงแนวคิดของการจัดงานในครั้งนี้ว่า การมาจัดงานในไทยครั้งนี้เราได้นำแนวความคิด Unbox ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของวงการอาร์ตทอยส์ของฮ่องกง ที่พร้อมให้ทุกคนได้เปิดประตูเข้ามาดื่มด่ำไปกับแนวความคิดสร้างสรรค์ในโลกของอาร์ตทอยฮ่องกง ทั้งในรูปแบบการออกแบบยุคใหม่และเก่า ซึ่งภายในงานเราได้มีการผสมผสานชิ้นงานที่จัดแสดงโดยรวบรวมมาตั้งแต่ผลงานคลาสสิค ของสะสมหายาก ไปจนถึงผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงและมาแรงในยุค

            ความพิเศษของงานนี้จะนำเอาผลงานกว่า 300 ชิ้นจากดีไซเนอร์สุดโดดเด่นงานอาร์ตทอยส์ของฮ่องกง 15 คน และความพิเศษคือผลงานบางส่วนเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงและเป็นผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมจากนักออกแบบอาร์ตทอยส์ที่มีชื่อเสียงของฮ่องกง ซึ่งรวมไปถึงชิ้นที่อยู่พิพิธภัณฑ์และของสะสมระดับการประมูล ก็ถูกนำมาจัดแสดงในงานนี้ด้วย

             และงานครั้งนี้ทาง Innovative Entrepreneur Association (IEA) รับหน้าที่จัดงานนี้ขึ้นซึ่ง IEA คือ   สมาคมผู้ประกอบการนวัตกรรมเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณของ “การเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม” ในฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และทั่วโลก ด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรอื่นๆมากมาย,  IEA ช่วยธุรกิจเริ่มต้นใหม่ให้ได้รับประสบการณ์และกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถสำหรับการแข่งขัน, IEA คอยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็น “เมืองหลวงแห่งความสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ” ชั้นนำของโลก

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้มีความต้องการที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมอาร์ตทอยส์ฮ่องกงสู่ประเทศไทยและเอเชียใต้ อยากให้งานในครั้งนี้เสมือนจุดเริ่มต้นเพื่อกระตุ้นให้อาร์ตทอยส์ฮ่องกงเกิดเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น และสามารถพัฒนาพร้อมขยายตลาดใหม่ๆ สำรวจหาโอกาสและความร่วมมือกับดีไซเนอร์ไทยและการที่เลือก ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของจากจัดการก็เพื่อที่จะนำร่องขยายไปในประเทศและตลาดอื่นๆในปีหน้าๆ  

“ตั้งเป้าหมายในระยะยาวของอุตสาหกรรมอาร์ตทอย”

เราได้วางแผนในระยะยาวเพื่อเดินหน้า และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทางรัฐบาล เพื่อเพิ่มขยายฐานจำนวนดีไซเนอร์ให้มาเข้าร่วมกับอุสาหกรรมนี้ให้มากยิ่งขึ้น และจะร่วมมือกันในอุสากรรมเพื่อผลักดันให้เกิดพื้นที่การจัดแสดง และพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าสำหรับอาร์ตทอยส์ให้มีมากขึ้น ยกตัวอย่างก็คือ เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วตอนที่ฉันได้มาที่กรุงเทพ แผนกอาร์ตทอยส์ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ นั้นยังไม่ได้ใหญ่หรือมีมากนัก แต่ตอนนี้ห้างสรรพสินค้าเกือบทุกแห่งได้จัดสรรพื้นที่ให้สำหรับอาร์ตทอยส์ไว้อย่างเหมาะสมแล้วมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าอาร์ตทอยส์ได้รับความสำคัญและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปีต่อๆไป และด้วยประวัติศาสตร์ที่มั่นคง และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาร์ตทอยส์ เรามั่นใจว่าฮ่องกงจะเป็นผู้นำด้านการออกแบบอาร์ตทอยส์อย่างแน่นอน

            และสำหรับงาน Let’s Unbox! 2022 Hong Kong Art Toy Exhibition, Thailand จะจัดขึ้นในวันที่ 9-18 กันยายน 2565 รวม 10 วัน ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ทุกท่านสามารถเข้าร่วมชมงาน และร่วมกิจกรรมได้ตลอดทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในงานจะแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซนกิจกรรมได้แก่ Amazing Art Toy Zone (Zone A), Brilliant Art Toy Zone (Zone B), Classic Art Toy Zone (Zone C), Discovery Zone (Zone D) 

โดยไฮไลท์ในงานจะพบการ ผลงานอาร์ตทอยส์บิ๊กไซส์ให้ได้ร่วมถ่ายรูป พร้อมกาซาปองยักษ์ ให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมเล่นเอรับของที่ระลึกจากงานอีกด้วย

         ติดตามความเคลื่อนไหวของงานที่เว็บไซต์ www.hkarttoystory.com

และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างในทุกช่องทาง Facebook, Instagram, Twitter, Line ได้ที่ @hkarttoystory

Silpakorn Clay Works Sanam Chandra 2022 ‘ศิลปะไร้พรมแดน’ ถนนสายประติมากรรมเซรามิก

“ศิลปะไร้พรมแดน”

มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมเปิดถนนสายประติมากรรมเซรามิกเต็มรูปแบบ

รวมตัวนักปั้นทั่วโลก สร้างงานอาร์ตขนาดยักษ์ รวมกว่า 80 ชิ้น

ตั้งแต่วันที่ 19 – 30 กันยายน 2565 นี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมงาน “Silpakorn Clay Works Sanam Chandra 2022” งานที่รวบรวมศิลปินนักปั้นเซรามิกจากทั่วโลก อาทิ จอร์เจีย สาธารณรัฐลัตเวีย  เกาหลี เยอรมัน สิงคโปร์ ตูนีเซีย รวมถึงศิลปินแห่งชาติของไทย และศิลปินชาวไทยรวมกว่า 80 ชีวิต ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ถ่ายทอดเอกลักษณ์และเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของแต่ละคน ผ่านชิ้นงานและกระบวนการเผาแบบ “รากุ” สร้างประติมากรรมเซรามิกขนาดยักษ์ที่มีความสูงระหว่าง 1-1.5 เมตร เพื่อส่งมอบและติดตั้งอย่างถาวรรวม 80 ชิ้น ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม 

โดยในช่วงเย็นวันที่ 19 กันยายน 2565 ที่ผ่านมาได้มีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย รองศาสตรจารย์สยุมพร กาษรสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวเปิดงาน พร้อมเชิญ ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรให้เกียรติเปิดงาน โดยมีตัวแทนศิลปินแห่งชาติ ดร. กมล ทัศนาชลี, รศ.เขมรัตน์ กองสุข และ ศจ.เดชา วราชุน ร่วมตัดริบบิ้น นอกจากนี้ ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ ยังได้มอบผ้าขาวม้าเป็นของที่ระลึกให้ศิลปินทุกท่านเพื่อต้อนรับและสร้างการร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสร้างผลงานให้ลุล่วงไปด้วยดี

นับถอยหลังอีก 12 วันจากนี้ ประติมากรรมเซรามิกขนาดยักษ์ทั้ง 80 ชิ้นจะพร้อมปรากฏตัวอย่างโดดเด่น ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมทุกขั้นตอนการสร้างสรรค์งานอย่างใกล้ชิดกับศิลปินทั้งหมด และสนุกกับกิจกรรมทดลองปั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งบูทสินค้างานเซรามิกให้เลือกซื้อเป็นของที่ระลึกกลับบ้านได้อีกด้วย ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2565 นี้ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร สนามจันทร์ นครปฐม

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 

          งาน “Silpakorn Clay Works Sanam Chandra 2022”

ข้อมูลเพิ่มเติม

รัชตา ประกายหงษ์มณี  

โทร: 081-554-5496

LineID: pumrct

The Prefect Moment ‘การผ่านวันและเวลา’ ความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ

สิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ตัวตน ความสามารถ และความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มีต่อวงการบันเทิงได้ดีนั้นคงไม่หนีไปจากการพิสูจน์จาก ‘เวลา’ ซึ่งไม่ว่าจะย้อนเวลากลับไป หรือหมุนเวลาไปข้างหน้า เขาก็เชื่อสุดใจว่าพื้นที่ในวงการบันเทิงเป็นของเขาอย่างแท้จริง และในวันนี้ เรือนเวลาสุดพิเศษจาก Louis Vuitton ก็จะมาพิสูจน์แล้วว่า ‘การผ่านวันและเวลา’ มานั้น ทำให้ณเดชน์กลมกล่อมขึ้นมากแค่ไหน

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Fashion Editor: Chanond Mingmit

เวลากับการเติบโตในวงการบันเทิง

“ผมอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 17 ปีครับ” ณเดชน์ คูกิมิยะนิ่งคิดไปสักพักเมื่อเราถามว่าเขาอยู่ในวงการบันเทิงมานานขนาดไหนกันแน่ เพราะสำหรับเรา เหมือนกับว่าเราเห็นหน้าค่าตาเขามาตลอดจนเลิกนับนิ้วไปแล้ว “ปีนี้ผมอายุ 31 แล้วครับผมว่าการเปลี่ยนแปลงเติบโตของตัวผมในวงการบันเทิงมีผลกระทบในทางที่ดีนะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยก็คือ ถ้าผมไม่ได้มาเป็นนักแสดง ผมคิดไม่ออกเลยครับว่าทุกวันนี้ผมจะทำอะไรอยู่ เพราะผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย เรื่องอื่นไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เราจะไป ผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงมัน…”เขาเงียบไปสักครู่ ราวกับจะขุดคำตอบอะไรในใจมาสื่อสารกับเราให้ตรงกับสิ่งที่ใจเขาคิดมากที่สุด “มันทำให้เราเป็นคน…” อีกครั้งที่เขาเงียบ เราก็นิ่งเงียบรอคำตอบจากเขาเช่นกัน “คนที่มองเห็นความรู้สึกคนอื่นมากครับ” เขาตัดสินใจตอบออกมาในที่สุด นั่นทำให้เราผ่อนลมหายใจออกยาว อธิบายเพิ่มหน่อยสิ เราว่า “เหมือนเรา… มันอาจจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยนะครับ แต่ผมแคร์คนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนผมเอาตัวเองเป็นหลัก ก็ไม่ค่อยคิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ แต่พอมีชื่อเสียง มีแฟนคลับ มีอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเข้ามาหาสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมองคนลึกลงไปกว่าเดิม และมองสถานการณ์ต่างๆ ในมุมกว้างมากขึ้น ไม่ตัดสินคนเร็วตั้งแต่แรกเห็น และก็ไม่ตัดสินตัวเอง ผ่อนคลายกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นแต่นั่นก็อาจจะเพราะด้วยอายุด้วยมั้งครับ” เขาหัวเราะ “รู้สึกว่าตอนนี้คือผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน ได้เจอแฟนคลับ และผมอยากจะทำให้ทุกๆ วันเป็นวันที่ดีของผมและคนรอบตัวครับ”

ฟังดูแล้วเหมือนเวลาจะทำให้ณเดชน์ใจดีกับทั้งตัวเองและคนรอบข้างขึ้นนะ คิดแบบนั้นไหม “ใจดีขึ้นไหมเหรอครับ”เขาเงียบไปนานก่อนตอบเสียงเบาอย่างลังเล “อาจจะใจดีขึ้นมั้งครับ สิ่งที่ผมรู้สึกคือการให้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการได้รับครับ เพราะประเด็นแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงก็คือเงินอะเนอะ ผมอยากมีเงินใช้จ่าย เพราะครอบครัวผมก็ไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เลยจุดที่รู้สึกแบบนั้นไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมอยากจะให้อะไรบางอย่างกับทุกคนรอบตัว ให้ทั้งงาน ทั้งแฟนคลับ ทั้งคนที่ผมรัก พอแนวความคิดเปลี่ยนเป็นเรื่องการให้ มันก็จะเห็นแก่ตัวน้อยลงและผมก็จะทำทุกอย่างจากใจ จากความรู้สึกจริงๆ ด้วยครับ”ถ้าขอให้ณเดชน์คิดทบทวนความเป็นตัวเองในวันนี้ เทียบกับตัวเองเมื่อสิบปีที่แล้ว และตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าณเดชน์คิดว่าตัวตนของณเดชน์ทั้งสามแตกต่างกันมากขนาดไหน “ต่างค่อนข้างเยอะนะครับ” เขาตอบหลังจากที่นิ่งคิดไปสักพัก จนเราจับสังเกตได้เลยว่า ก่อนที่เขาจะตอบคำถามใดๆ ก็ตาม เขาจะใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่เสมอ “ถ้ามองย้อนกลับไปสิบปี ตอนนั้นชีวิตผมจะเป็น… (เขาทำเสียงรัวกลอง และเสียงดนตรีจังหวะเร็วๆ ใส่เรา ทำให้เราอดอมยิ้มตามไปกับความพยายามที่จะอธิบายตัวเองในแบบของเขาไม่ได้) มันรัวไปหมด เพราะผมเป็นคนพลังเยอะ มีกิจกรรมเยอะ ทำนั่นทำนี่ ไปนั่นไปนี่ไม่ใช่คนประเภทตื่นเช้ามาอ่านหนังสืออยู่บ้าน แต่อยากจะลองนั่นลองนี่ มีเรื่องในหัววุ่นวายเต็มไปหมด และมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่า… ผมก็เป็นเหมือนเดิมอยู่นะ แต่จังหวะดนตรีในหัวมันช้าลง สิ่งที่วุ่นวายอยู่ในหัวกลับรวมตัวเป็นก้อนใหญ่มากขึ้น ดูชัดเจนมากขึ้น เป็นสิ่งที่คิดเพื่อที่จะทำออกมาได้จริงๆ ไม่ใช่การคิดแบบฟุ้งไปฟุ้งมาอีกแล้ว ส่วนในอีกสิบปีข้างหน้าเหรอ…” อีกครั้งที่เขานิ่งคิด “อย่างแรกคือผมมั่นใจว่าผมจะทำงานในวงการอยู่ ถ้าไม่ไปสะดุดขาตัวเองในเรื่องอะไรเข้านะครับ อย่างที่สองคือผมอยากจะเป็นนักแสดงต่อไป ไม่ว่าจะในบทบาทไหน แม้จะไม่ใช่พระเอกแล้วก็ตาม อย่างที่สาม ผมอยากมีพื้นที่ในฐานะผู้ผลิต อยากลองเอาภาพในหัวออกมาเล่าให้ผู้ชมได้ฟังในมุมมองของตัวผมเองครับ ซึ่งดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ผมคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้า ประสบการณ์ของผมน่าจะพอที่จะทำให้ผมไปยืนในจุดนั้นได้ครับ”นั่นแปลว่าณเดชน์เห็นตัวเองในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กยันโตเลยเนอะ เรายิ้ม เขาเพียงรับคำ“ครับ”

ตัวตนกับการแสดง

ตอนที่เรานัดถ่ายปกกับณเดชน์ เขาเพิ่งจะปิดกล้องละครเรื่อง‘ลายกินรี’ ไปหมาดๆ หลังจากที่ใช้เวลาถ่ายทำอยู่เกือบสองปีครึ่ง ด้วยสาเหตุหลายปัจจัย รวมทั้งโรคระบาดครั้งสำคัญอย่างโควิด-19 “โควิดก็ส่วนหนึ่งล่ะครับ แต่มันก็เกี่ยวกับอะไรหลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน (หัวเราะแหะๆ) หยุดไปนานพอสมควร ไปถ่ายอีกเรื่องหนึ่งมา พอกลับมาถ่ายอีกรอบนี่ต้องล้างตัวละครเก่าออกให้หมดเลยครับ“ในระยะแรกของการถ่ายทำ กว่าจะเข้าไปอินกับตัวละครที่แสดงได้นี่ต้องใช้เวลานวดพอสมควรเลยครับ” ณเดชน์อธิบายต่อพร้อมทำท่า ‘นวด’ ประกอบคำอธิบายดังกล่าว “ราวๆ 5-6 คิวได้เลยครับ และบทออกหลวงอินทราชภักดีก็ไม่ใช่คนในยุคปัจจุบันตามปกติ แต่เป็นคนในสมัย 400 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น การทำการบ้านก็ต้องดูละครย้อนยุค ต้องไปศึกษาว่าเจ้าคนนายคนสมัยก่อนเขาโหดขนาดไหน ยิ่งเขาเป็นตำรวจวัง มีคุกอยู่ที่บ้านจับขังคนได้เลยนะ (หืม) กว่าจะนวดให้เข้าเนื้อได้ก็มาติดโควิด… ผมก็ต้องกลับมาเป็นตัวเอง มีความสุขกับช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรทีนี้ พอต้องกลับไปสวมบทเดิม มันก็ใช้เวลานวดน้อยลงหน่อยเพราะเราพอจะเห็นร่องของมันแล้ว ก็อาศัยกลับไปเกาะร่องนั้นมันก็สบายขึ้นหน่อยครับ”ถ้าจะต้องนวดตัวละครให้เข้าเนื้อขนาดนี้ เคยมีปัญหาตอนถ่ายละครซ้อนกันบ้างไหม “ผมเคยถ่ายละครเรื่อง แรงปรารถนา’ ซ้อนกับหนังเรื่อง ‘คู่กรรม’ ครับ ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นเมื่อเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ช่วงนั้น “ผมติดสำเนียงญี่ปุ่นจากกองหนังมากองละครด้วยนะ” เขาหัวเราะ“ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่พอมองย้อนกลับไปเราก็จะเห็นกระบวนการว่า ตอนเราไปอยู่ที่กองละคร ด้วยสภาวะสิ่งแวดล้อมในกองนั้น มันจะทำให้กลไกร่างกายของเรา สมองของเรา และภาพจำของเรากลับไปสู่ในโซนนั้นได้โดยอัตโนมัติ เราแค่ต้องมาทบทวนเรื่องราวของตัวละคร จังหวะการเล่น และจังหวะพูดให้ราบรื่นเท่านั้นครับ“และถ้าจดจำเสียง สำเนียงต่างๆ ของตัวละครได้ขึ้นใจมีภูมิหลังของตัวละครอยู่ในหัว เวลาเข้าบท แววตา การขยับร่างกาย และอะไรต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป มันจะค่อยๆ มาเองตามธรรมชาติ” เขาอธิบาย “บางทีฉากแรกอาจจะยังนวดไม่เข้าเนื้อ แต่พอแสดงๆ ไป มันก็เข้าเนื้อไปเองครับ”มีเอาตัวละครกลับบ้านไปแบบสลัดไม่หลุดบ้างไหม“ไม่เคยมีปัญหาเอาตัวละครกลับบ้านนะครับ” เขาตอบทันที“ผมไม่ได้ยึดติดกับตัวละครขนาดนั้น ถ้าผมใช้ method actingหนักมากเกินไป มันจะส่งผลกระทบกับอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเพราะผมมีสิ่งอื่นต้องทำ ทั้งงานอีเวนต์ งานอื่นๆ มีครอบครัวต้องดูแล และอะไรอีกหลายๆ อย่าง การที่จะต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น เพื่องานที่พิเศษกว่า มันก็เป็นเรื่องท้าทายนะครับแต่ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันของผม ผมทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆผมเลยต้องเรียนรู้ที่จะปิดกั้นทุกอย่างหลังผู้กำกับสั่งคัต…” เขานิ่งไปสักพัก “ผมมองแบบนี้นะฮะ ถ้าผมมีแบบแผนในการเดินเข้าไปเป็นตัวละครนั้นๆ ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น ถ้าผมทำการบ้านของตัวละครไว้อย่างละเอียดมากพอ ผมจะมีภาพในหัวที่ชัดเจนมากพอที่จะย้อนกลับไปได้ทุกครั้งที่ผมเข้ากอง และพอเลิกกองก็‘สวัสดีครับทุกคน’ แล้วกลับมาเป็นณเดชน์คนเดิมที่ผมเป็น ผมอาจจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากด้วยมั้งครับ ไม่ใช่คนที่จะนิ่งๆ เงียบๆเป็นตัวละครได้ตลอดเวลา เพราะผมก็มักจะคุยเล่นกับทีมงานระหว่างถ่ายทำเสมอ ถ้าไม่ใช่ซีนอารมณ์หนักหน่วงนะครับ”

ตัวตนในฐานะนายแบบ

“สมัยเด็กๆ นี่ถ่ายแบบเยอะมากจริงๆ ครับ ได้เงินสดสองพันสามพันหลังเลิกกองนี่มีความสุขมาก” เขาเล่าย้อนอดีตพร้อมเสียงหัวเราะ “แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็จะรู้สึกว่าการถ่ายแบบเป็นเรื่องน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มซ้ำๆ กัน ถ่ายแบบเดิมๆ เซ็ตไฟเดิมๆ ทำสีหน้าเดิมๆ ผมรู้สึกว่าการถ่ายแบบเริ่มจะไม่ใช่งานคราฟต์แล้ว ในตอนนั้นนะ”ช่วงที่เขาเอ่ยถึงคงเป็นช่วงยุคทองของนิตยสารในประเทศไทยที่มีนิตยสารเยอะในระดับ ‘เกลื่อนเมือง’ แน่นอน “แต่พอมาถึงตอนนี้ นิตยสารที่แข็งแรงจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ และด้วยความเป็นนิตยสารหัวนอกของพี่ วิสัยทัศน์คงจะแตกต่างออกไป วันนี้ผมเลยมาถ่ายแบบด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เป็นความรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะถ่ายอะไรบ้างนะ เพราะนี่คือหนังสือหัวนอก และเป็นการถ่ายนาฬิกาและเสื้อผ้าแบรนด์ Louis Vuitton อีกด้วยครับ”เอาล่ะ… ความตื่นเต้นของณเดชน์ในวันนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันบนบ่าของทั้งช่างภาพและบรรณาธิการแฟชั่นของเล่มเราทันที เรายิ้มบางๆ ปล่อยเขาไปถ่ายแฟชั่นสักพักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่เขา ‘อยากรู้อยากเห็น’ ก่อนจะกลับมาถามถึงความรู้สึกในการถ่ายแบบกับเราในวันนี้อีกครั้ง “ดูดีครับ… ทำให้ผมดูดีขึ้นเยอะมาก” เขาหัวเราะเสียงใสนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ณเดชน์รับงานถ่ายแฟชั่นนาฬิกาคิดเห็นอย่างไรกับแอคเซสเซอรี่ชิ้นนี้ “จริงๆ ผมชอบนาฬิกาอยู่แล้วครับ มีสะสมอยู่ และผมรู้สึกว่าตอนนี้ไฮแบรนก์ก็พยายามตีตลาดนาฬิกามากขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ในวันนี้ นาฬิกาเรือนที่ผมชอบที่สุดคือ Louis Vuitton Street Diver เพราะผมชอบที่รูปทรงสปอร์ต เข้ากันได้กับทุกชุด และยังใส่ดำน้ำได้อีกด้วยครับ”แล้วส่วนตัวณเดชน์คิดเห็นอย่างไรกับสินค้าแบรนด์เนมกันล่ะ“ส่วนตัวผมคิดว่าการใส่เสื้อแบรนด์เนมทำให้คนเรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อาจจะด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาก็ได้ครับแต่ในขณะเดียวกัน แบรนด์เนมก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง สามารถนำไปขายต่อได้หลังจากที่เราใส่จนเบื่อแล้วหรือมันตกคอลเลกชั่นไปแล้ว ผมก็เชื่อว่า สิ่งของอะไรก็ตาม ถ้ามันมีคุณค่าทางจิตใจต่อเจ้าของ มันจะเพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเองได้เหมือนกันครับ”

– Author: Pacharee Klinchoo –

Make-up: Naruchat Jettanavilai

Hair: Rachada Pongpuaung-ngam

Assistant Fashion Editor: Napat Roongruang

POP ART : Who’s Leftover?

Photography: Courtesy of the Artist / the Studio

ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีประชาชนและนักต่อสู้เคลื่อนไหวมากมายที่ต้องประสบภัยจากการปราบปรามโดยอำนาจรัฐจนเสียชีวิตหรือถูกบังคับให้หายสาบสูญ ญาติมิตรหรือคนรักของพวกเขาเหล่านั้นไม่เพียงต้องเจ็บปวดกับการเสียชีวิตของบุคคล

อันเป็นที่รักเท่านั้น บางคนก็ยังคงได้แต่เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุคคลผู้หายสาบสูญอย่างไม่อาจทราบชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้จะไม่ถูกบอกเล่าผ่านสื่อกระแสหลักเท่าไรนัก แต่ก็มีศิลปินหลายคนหยิบยกเอาเรื่องราวเหล่านี้มาตีแผ่ให้ผู้ชมได้รับรู้ผ่านงานศิลปะของพวกเขาและเธออยู่ไม่น้อย ดังเช่นในนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อว่า แด่คนที่ยังอยู่ (The Leftovers) นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งที่สองของแพร – พัชราภา อินทร์ช่าง ศิลปินอิสระ นักออกแบบกราฟิก ครูสอนโยคะ และนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิและพื้นที่ของผู้หญิง ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยในสังคมร่วมสมัย ผู้พำนักและทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่มากว่า 12 ปี

นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอผลงานจิตรกรรมบนกระดาษและผืนผ้าใบที่ถูกวาดขึ้นด้วยผงฝุ่นของเถ้าถ่านโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย จนเกิดป็นร่องรอยคราบไคลดำทะมึนของเรือนร่าง รูปเงา และองคาพยพบางส่วนของร่างกายมนุษย์ (หรือสัตว์) ภาพวาดเหล่านี้มีแรงบันดาลใจเริ่มต้นมาจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในหนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนชาวไทยที่เล่าเรื่องของหญิงสาวผู้พยายามจะลืมคนรักที่สาบสูญไปอย่างเป็นปริศนาด้วยการลอกคราบผิวหนังของเธอเอง กระนั้นเศษซากจากผิวหนังของเธอก็กลับก่อเกิดเป็นตัวตนใหม่ของผู้ที่เคยสูญหาย

แพรผสมผสานเนื้อหาในเรื่องสั้นเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตของเธอและเรื่องราวของผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ทางการเมือง เพื่อสื่อถึงประสบการณ์ของความรู้สึกสูญเสีย โศกเศร้า เจ็บปวดของญาติมิตรหรือคนรักของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของคนที่พวกเขารัก ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยไม่อาจทราบได้ว่าคนที่เขารักนั้นอยู่ที่ใด หรือแม้แต่ยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

“ผลงานชุดนี้ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นชื่อ ‘ลอก’ จากหนังสือรวบรวมเรื่องสั้นชุด ‘รักในลวง’ ของจิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ ที่นางเอกในเรื่องพยายามลืมคนรักที่เลิกรากันไปด้วยการลอกผิวหนังส่วนที่คนรักของเธอเคยสัมผัสจับต้อง เพื่อที่จะลืมเขาให้ได้

“ความคิดที่จะเอาเรื่องสั้นมาทำเป็นงานศิลปะเริ่มต้นมาจากเรามีโอกาสได้ออกแบบโลโก้คาเฟ่ Artzy ให้คุณต้น – พัลลภ สามสี แล้วได้คุยกับเขาว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ในวงการศิลปะกับพื้นที่ในวงการวรรณกรรมนั้นมีความคาบเกี่ยวกันอยู่ เราก็เลยสนใจที่จะทำงานร่วมกับนักเขียนในมุมมองของนักอ่านดูว่าเราจะตีความงานเขียนออกมาเป็นภาพอย่างไร เพราะกระบวนการทำงานของนักเขียนก็เริ่มขึ้นจากการเปลี่ยนตัวหนังสือให้เกิดเป็นภาพในหัวของนักอ่าน แล้วถ้านักอ่านบังเอิญวาดภาพได้ก็น่าจะถ่ายทอดภาพนั้นให้ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น

“เริ่มแรกเราสนใจเรื่อง ‘ฝ่าละออง’ เรื่องสั้นอีกเรื่องในหนังสือ ‘รักในลวง’ เพราะเราสนใจเรื่องของคนที่แทนตัวเองว่าเป็นฝุ่น เหมือนประชาชนที่เป็นฝุ่น แต่ด้วยความที่เราอยากมองในมุมมองของบุคคลผู้ยังมีชีวิตอยู่ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปโดยอำนาจรัฐพอเป็นเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราคิดว่าเรื่องสั้นเรื่อง ‘ลอก’ น่าจะเข้ากับสิ่งที่เราต้องการจะสื่อมากกว่า ก็เลยเลือกเรื่องนี้มาใช้เป็นแรงบันดาลใจ เพราะในเรื่องสั้นเรื่องนี้นางเอกอยู่ในห้วงเวลาของความพยายามที่จะลืมคนรัก ห้วงเวลาของความคิดถึง ห้วงเวลาของการพยายามที่จะหนีออกจากพื้นที่เก่าที่เคยมีคนรักอยู่ พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีคนรักอยู่อีกต่อไป

“อย่างภาพวาดพอร์ตเทรตผู้หญิงที่ถูกกรีดเป็นริ้วๆ นี่คือภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายของคุณประทับจิต นีละไพจิตรลูกสาวของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ถ่ายโดยคุณศุภชัย เกศการุณกุล ทนายสมชายเป็นคดีแรกๆ ของการถูกบังคับให้สูญหายคุณประทับจิตเคยให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่พ่อของเธอหายไปแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เธอเห็นข่าวเหล่านี้ ก็รู้สึกว่าเหมือนถูกกรีดแผลเดิมซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆเราเลยกรีดภาพวาดของเธอที่วาดเสร็จแล้วให้ขาดเป็นริ้วๆ เพราะคำพูดที่เขาบอกว่าเขารู้สึกเหมือนถูกกรีดเป็นแผลซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ได้ข่าวบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย

“ส่วนอีกภาพเราได้แรงบันดาลใจจากบางตอนของบทความที่พูดเรื่องฝน และการกำเนิดของร่างที่ถูกลอกออกมา เราก็วาดภาพของคนที่มีรอยหยดของฝนรายรอบ เหมือนเป็นภาพนามธรรม แต่วาดไปวาดมา กลายเป็นว่าเหมือนภาพในโปสเตอร์หนัง (สุดเสน่หา)ของพี่เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่เคยติดอยู่ในบ้านเรา แต่ปลดออกไปแล้ว เหมือนภาพนี้เป็นภาพที่เราเคยเห็นติดตา แล้วพอถึงเวลาเราก็วาดสิ่งที่เคยอยู่ในหัวเราออกมา

“หรืออีกภาพที่จ๊อยซ์ (กิตติมา จารีประสิทธิ์) ภัณฑารักษ์ บอกว่าเชื่อมโยงกับงานในนิทรรศการก่อนหน้านี้ของเรา (Poetry of Dead, we are all alone… how ghosts found us) เพราะดูมีความเป็นเมือง แต่โดยหลักแล้ว ตอนที่วาดภาพนี้ เราคิดถึงตัวเองในวันที่ฝนตกแล้วเดินข้างถนนหาแท็กซี่กลับบ้านจนตัวเปียกโชก เราตัดสินใจว่าไม่อยากจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว และคิดหาทางออกไปอยู่ที่อื่นแทน

“หรืออีกภาพที่เราอยากลองเอางานที่อยู่ในประวัติศาสตร์ศิลปะมาตีความใหม่ ซึ่งเราหยิบเอาภาพวาด The Wounded Deer ของฟรีด้า คาห์โล (Frida Kahlo) ที่เขากำลังจะไปผ่าตัดที่นิวยอร์ค แล้วเขาก็วาดภาพนี้ให้เพื่อนของเขาที่เป็นคนดูแลการผ่าตัดครั้งนี้ เป็นภาพกวางที่บาดเจ็บอยู่ในป่าเราสนใจที่เขาวาดภาพพอร์ตเทรตของตัวเองใส่ลงไปบนตัวกวาง ซึ่งพ้องกับเรื่องสั้น ‘ลอก’ ที่นางเอกพยายามลอกผิวหนังของตัวเองออกเพื่อหนีความทรงจำเกี่ยวกับความรัก

“หรือภาพวาดนกตายซึ่งเป็นภาพที่เราอยากสื่อความหมายของสิ่งที่ตายแล้วแต่ไม่ใช่แค่การตายธรรมดา หากแต่เป็นการสูญเสียที่เหมือนเป็นการถือกำเนิดใหม่ของจิตวิญญาณ เหมือนคนที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย พอเขาตายลงไป ก็เหมือนเขาได้ปลุกจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพของคนอื่นให้ตื่นขึ้นมาเราอยากวาดภาพนี้โดยไม่ใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ต ก็เลยรอเวลาไปเรื่อยๆ จนบังเอิญเราเห็นแมวคาบซากนกมาทิ้งไว้ เราก็เลยเอามาเป็นแบบวาดภาพนี้

“หรือภาพวาดผู้หญิงที่ถูกมือสัมผัสใบหน้า เป็นภาพจากเหตุการณ์ในเรื่องสั้น ที่นางเอกคิดถึงเวลาที่เธอถูกคนรักสัมผัส เรารู้สึกว่าเวลาที่เราคิดถึงคนรัก เราจะคิดถึงสัมผัสของเขา ไม่ว่าจะเป็นในเชิงความรู้สึกทางเพศหรือไม่ก็ตาม เราคิดว่าความคิดถึงแบบนี้เป็นความรู้สึกที่รุนแรง เหมือนเป็นความรู้สึกของความปรารถนาที่ฝังลึกลงไปในร่างกายของเรา”

นอกจากผลงานจิตรกรรมหลากหลายภาพแล้ว ภายในห้องแสดงงานยังถูกโรยด้วยฝุ่นสีดำของผงถ่านชาร์โคลจนเกือบทั่วพื้นห้องเมื่อผู้ชมเข้าไปในห้องแสดงงานก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเหยียบย่ำฝุ่นเป็นรอยเท้าเปื้อนฝุ่นกระดำกระด่าง ไม่ต่างอะไรกับการเสียดเย้ยวลี ‘ฝุ่นใต้ตีน’ ที่ติดปากผู้คนในประเทศที่รัฐคอยกล่อมเกลาฝังหัวให้ประชาชนเชื่อว่าชีวิตของตนไม่ต่างอะไรจากฝุ่นผง ส่วนผู้ที่เห็นต่างและไม่สยบยอมก็ถูกปราบปรามและบังคับให้สูญหายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะเป็นการตอกย้ำความไร้ค่าในความเป็นมนุษย์ของประชาชนในประเทศนี้ก็ไม่ปาน

“เหตุผลที่เราโรยผงถ่านชาร์โคลบนพื้น มาจากไอเดียแรกที่พูดถึงการเปรียบเทียบประชาชนเหมือนเป็นฝุ่นใต้เท้า เราเลยอยากเอาฝุ่นมาเล่าเรื่อง ตอนแรกกะจะเอาฝุ่นมาวาดเป็นภาพนามธรรม แต่คิดว่าตัวเองยังไม่ถึงเวลาที่จะทำงานนามธรรม ก็เลยปรับใหม่ เอาฝุ่นมาทำเป็นสื่อจัดวางบนพื้นห้องไปก่อน ใต้ฝุ่นผงถ่านชาร์โคลเรายังรองด้วยขี้เถ้าจากการเผาเปลือกข้าวทำให้เกิดความหนาเป็นกองฝุ่นขึ้นมา เพราะผงถ่านชาร์โคลนั้นเบาและละเอียดเกินไปตัวขี้เถ้าเองก็สื่อถึงความตายด้วยเหมือนกัน”

นอกจากผลงานจิตรกรรมและศิลปะจัดวางแล้ว ยังมีเรื่องสั้นที่เป็นต้นธารแรงบันดาลใจของนิทรรศการครั้งนี้อย่าง‘ลอก’ ให้ผู้ชมยืนอ่านภายในห้องแสดงงานหรือจะสแกนคิวอาร์โค้ดกลับไปอ่านที่บ้าน

“การนำงานวรรณกรรมมาตีความเป็นงานศิลปะให้อะไรกับเราเยอะมาก เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะพูดเรื่องส่วนตัวให้คนได้รับรู้ทั้งหมด และเราคิดว่างานวรรณกรรมเปิดโอกาสให้ผู้อ่านตีความได้อย่างอิสระ เราเองก็สนใจที่จะตีความวรรณกรรมออกมาเป็นภาพ และใช้งานวรรณกรรมเป็นพื้นที่เล่าเรื่อง

ที่เราอยากจะสื่อสาร เรารู้สึกว่าศิลปะกับวรรณกรรมสามารถไปด้วยกันได้”

– Author: MutAnt –

นิทรรศการ ‘แด่คนที่ยังอยู่’ (The Leftovers) โดยพัชราภา อินทร์ช่าง ภัณฑารักษ์โดยกิตติมา จารีประสิทธิ์ จัดแสดงที่ VS Gallery โครงการ N22 ซอยนราธิวาส 22