Posts

10 Anti-Oxidant Skincare Solutions

หนุ่มเท่ยุคนี้ไม่ได้ดูแลให้ร่างกายฟิตเฟิร์มเพียงอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจเรื่องดูแลผิว โดยเฉพาะผิวหน้าที่เป็นสิ่งแรกที่คนจะมองเห็นคุณแล้วรู้สึกประทับใจ การรับประทานอาหารดีๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผิวของคุณดี แต่ผลกระทบของมลพิษที่มีอยู่รอบตัวเรา ความเครียด หรือแม้การอยู่ในห้องแอร์ที่อากาศแห้ง ทำให้ผิวขาดน้ำได้ง่าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้ผิวหน้าเสื่อมโทรม สุภาพบุรุษทุกท่านควรควรดูแลผิวหน้าด้วยสกินแคร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าของคุณให้ดูสดใสอ่อนเยาว์

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Parsley Seed ของ เอ สอป ออกแบบมาเพื่อปกป้องผิวจากมลพิษ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ให้เลือกใช้ในหลายขั้นตอน ให้คุณผู้ชายดูแลผิวหน้าได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน ด้วยการดูแลผิวหน้าง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน (ทำความสะอาด / เตรียมผิวด้วยโทนเนอร์ / เติมความชุ่มชื้น) ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที อาจจะเพิ่มการบำรุงอีก 1 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับวันที่ต้องการดูแลผิวเป็นพิเศษใครที่คิดว่าการใช้สกินแคร์เป็นเรื่องเสียเวลา ลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเอ สอป แล้วคุณจะได้ความรู้สึกใหม่ๆ ต่างจากความเชื่อเดิมๆ อีกทั้งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ยังเสมือนการใช้กลิ่นบำบัดความเครียด ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เวลราประมาณ 10 นาทีนี้จะทำให้คุณได้มากกว่าผิวหน้าที่มีสุขภาพดีสดใส เลือกปกป้องผิวด้วยสกินแคร์อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในขั้นตอนต่างๆ ตามความพึงพอใจ

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ เอ สอป ที่จะมาช่วยให้ขั้นตอนการดูแลผิวของท่านชายดีขึ้นนั้นมีดังนี้

ขั้นตอนทำความสะอาดเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้าด้วย Parsley Seed Facial Cleanser 200mL (2,000.) เป็นขั้นตอนพื้นฐาน หรือจะใช้ Parsley Seed Facial Cleansing Oil 200mL (2,000.) เพื่อความสะอาดหมดจด

ขั้นตอนมาสก์ทำความสะอาด แน่นอนว่าผิวหน้าและรูขุมขนอาจจะต้องการทำความสะอาดที่ล้ำลึก การใช้มาสก์จะช่วยทำความสะอาดได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมาสก์หน้าทุกวัน โดยใช้ Parsley Seed Cleansing Masque 60mL ส่วนขั้นตอนที่ 2 นั้นคือการเตรียมผิวก่อนเติมความชุ่มชื้นนั้นเราใช้ Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Toner 200mL (2,200.) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผิวรับความชุ่มชื้นจากส่วนผสมต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และทำให้รู้สึกว่าผิวสะอาดเกลี้ยงเกลา

มาถึงขั้นตอนเติมความชุ่มชื้น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือก อย่าง Parsley Seed Anti-Oxidant Serum 100mL (2,500.) ใช้สำหรับขั้นตอนพื้นฐานในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว หรือจะเลือกใช้ Parsley Seed Anti-Oxidant Hydrator 60mL (2,300.) และ Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Hydrating Cream 60mL (2,500.) ที่มีลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันตามความชื่นชอบของผู้ใช้ แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ นี้

ส่วนขั้นตอนบำรุงขั้นสูง สำหรับผิวที่ต้องการการฟื้นฟู โดยใช้เมื่อรู้สึกว่าผิวต้องการการบำรุงขั้นสูง ด้วยคุณสมบัติที่ประกอบไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่า parsley seed, blackcurrant seed, rosehip oil, carrot seed oil และ evening primrose oil ที่เราจะพบใน Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Treatment 15mL (1,950.)

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มดูแลผิวรอบดวงตา คือ Parsley Seed Anti-Oxidant Eye Cream 10mL (3,100.) และ Parsley Seed Anti-Oxidant Eye Serum 15mL (2,800.) ที่จะช่วยลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยรอบดวงตา ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น

#AesopSkinCare

aesop.com/th

central.co.th/aesop

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

Winter Journey set dinner

    ห้องอาหารมิชลินสตาร์สระบัว บายกินกิน ต้อนรับช่วงปลายปีพร้อมเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองกับเซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาว (Winter Journey set dinner) เซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาวเกิดจากความร่วมกัน ระหว่างเชฟมิชลินสตาร์ “ชยวีร์ สุจริตจันทร์” หัวหน้าพ่อครัวอาวุโสห้องอาหารสระบัวบายกินกิน และเชฟมิชลินสตาร์“เฮนริคอูล-แอนเดอร์เซน”เจ้าของร้านอาหารกินกิน (Kiin Kiin) ณ เมืองโคเปนเฮเกน

ภายในเซ็ตเมนูประกอบไปด้วยอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นจำนวน 8 คอร์ส มาพร้อมอภินันทนาการ อาหารท้องถิ่นสไตล์ร้านข้างทาง(street food) ทำเป็นคำเล็กๆในรูปแบบที่ตื่นตาตื่นใจ เช่น ขนมเมอแรงก์ซีอิ๊วพร้อมครีมโยเกิร์ตวาซาบิ ขนมข้าวพองต้มข่าในถุงใสๆที่สามารถรับประทานได้ ไก่สเต๊ะ ไส้อั่วคอร์นเน็ตโตไอศกรีมแกงเขียวหวานปูและใบไม้หลากหลายชนิด

เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยสื่อถึงการต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวจากเชฟเฮนริค เริ่มต้น ด้วยเมนูปลาแซลมอนวาซาบิเย็น เสิร์ฟปลาแซมอนนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ พร้อมโฟมวาซาบิและซอสพอนซึเพิ่มความสดชื่น ช่วยกระตุ้น รสสัมผัส ตั้งแต่เมนูแรกตามด้วยเมนูซุปเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายกับต้มยากุ้งเสิร์ฟในเครื่องไซฟรอน ที่จะทำให้น้ำต้มยำที่ถูกต้มร้อน ไหลขึ้นไปผ่านกับเครื่องต้มยำก่อนจะไหลลงมาในกระเปาะพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ  มาพร้อมเครื่องเคียงข้าวเกรียบกุ้ง ทาโก้กุ้ง กุ้งล็อบสเตอร์ และเส้นมาม่าเต้าหู้สดที่ทุกท่านสามารถทำเองได้ด้วยการบีบหลอดฉีดยาที่มีเต้าหู้เหลวลงไปลวกในน้ำต้มยำให้กลายเป็นเส้นชวนลิ้มลอง

เมนูถัดมาคือกะเพราตับห่านพร้อมซอสฮอลแลนเดส และข้าวพองทอด จานนี้นำเอารสชาติที่คนไทยหลงใหลมารวมเข้าด้วยกัน ข้าวพองในซองเล็กๆ เขียนว่าเป็นรถด่วน(หนอนไม้ไผ่ทอดกรอบ)เพราะดูคล้ายกัน แต่จริงๆ คือข้าวพอง เมื่อจะรับประทานให้โรยข้าวพองลงไปด้านบนก่อนคลุกเคล้าให้ไข่นกกระทาดาวเคล้าไปจนทั่วตักรับประทานจะได้สัมผัสของผัดกะเพรารสเข้มข้นทุกคำ แต่มีความเนียนละมุนของฟัวการ์และความกรุบของเครื่องในไก่หั่นเต๋า  

จานหลักเสิร์ฟข้าวอบเน้ือซอสหวานท่ีตุ๋นเน้ือซี่โครงนาเข้าจากประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 48 ชั่วโมงพร้อม เครื่องเคียงท่ีประกอบด้วยข้าวอบเน้ือส้มจี๊ด ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และโรยด้วยเน้ือกรอบ จานนี้ต้องลองนอกเสียจากว่าคุณไม่รับประทานเนื้อ เพราะทุกอย่างจัทบคู่เข้ากันอย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะส้มจี๊ดที่รสชาติเสริมกับเนื้อตุ๋นได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ปิดท้ายเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวทั้ง 8 คอร์สด้วยเมนูขนมหวานที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าหลงใหลชวนให้รับประทาน” เชฟเบิ้ม ชยวีร์ สุจริตจันทร์  กล่าวเสริม“เมนูขนมหวานที่เสิร์ฟเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายประกอบไปด้วย เค้กลิ้นจี่เฟลมเบ้พร้อมโฟมดอกกุหลาบและข้าวเหนียวไอศกรีมข้าวโพดเสิร์ฟกับขนมสายไหมราดด้วยน้ำกะทิ”

รสชาติอาหารอันโดดเด่นและส่วนประกอบต่างๆในแต่ละเมนูถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันเพื่อชูโรงรสชาติอาหารไทยให้โดดเด่นในแต่ละจาน โดยผสมผสานวัตถุดิบชั้นเลิศและเทคนิคอันหลากหลายท่ีใช้ในการปรุงอาหารได้อย่างลงตัว

 “เรามีความรู้สึกตื่นเต้น เป็นอย่างมากท่ีได้เปิดห้องอาหารต้อนรับเหล่าบรรดานักชิมทุกท่านและมีความตั้งใจในการนำเสนอประสบการณ์ในการรับประทานอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินสตาร์พร้อมการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มด้วยนิวนอร์มอลหรือความปรกติใหม่กับบริการ ‘เคมปินสกี้ ไวท์ โกล์ฟ เซอร์วิส’ (Kempinski White GloveServices)เพื่อรักษามาตรฐานอันสูงสุดในด้านสุขอนามัยครอบคลุมทั้งบริเวณห้องครัวห้องอาหารรวมไปถึงพื้นที่สาธารณะในส่วนต่างๆ ของโรงแรมฯ” มร.ริชาร์ด เชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพฯ กล่าว 

เซ็ตเมนูม้ือคำ่ประจำฤดูหนาว 8 คอร์ส(Winter Journeys set dinner)ให้บริการ ณ ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 ราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 2,300 บาท++ ต่อท่าน

นอกจากน้ีห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ยังมีตัวเลือกเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวสำหรับม้ือกลางวัน 4 คอร์สในราคา 1,850 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัว เลือกแพ็คเกจไวน์ แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 1,200 บาท++ และแขกทุกท่านสามารถเลือกรับประทานเซ็ตเมนู 6 คอร์ส ราคา 2,600 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง ในราคา 1,800 บาท++ เพิ่มเติมได้ในทั้งสองม้ืออาหารได้อีกด้วย *ราคาดังกล่าวเป็นราคาเฉพาะค่าอาหารไม่รวมภาษีมลูค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์สำหรับม้ือกลางวันเวลา 12:00 น. ถึง 15:00 น. (สั่งอาหารได้ถึงเวลา 14.30 น.) และม้ือค่ำเวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (สั่งอาหารแบบเซ็ตเมนู ได้ถึงเวลา 21:00 น. และแบบอาหารจานเดี่ยวได้ถึงเวลา 22:30 น.) โดยมีให้เลือกรับประทานทั้งแบบเซ็ตเมนูและ อาหารจานเดี่ยว (a la carte)    

Bee a Tiger , KENZO : Spring/Summer 2021

งดงามบนความอ่อนไหว Felipe Oliveira Baptista  ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของ KENZO นำเสนอคอลเล็กชัน Spring/Summer 2021 ด้วยการนำเอาความรู้สึกที่คนทั้งโลกต้องเผชิญอยู่มาตั้งคำถาม และปลุกเร้าให้ทุกคนยืนหยัด Be caring, Be brave Bee a Tiger /Felipe

เสือโคร่งเสมือนอัตลักษณ์หนึ่งของ KENZO ที่เชื่อมโยงกับความเป็น  “Jungle Jap” ในวงการแฟชั่นเมื่อปลายยุคเซเวนตี้ส์ และ KENZO ได้มีโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งในป่ากับ WWF สำหรับคอลเล็กชันนี้เขานำเอาผึ้งซึ่งเป็นตัวแทนของความขยันและนักสู้มาต่อยอดไปสู่ความเป็นเสือได้อย่างดงามงาม ด้วยซิลลูเอต(sillhouette)ที่ยังเชื่อมโยงกับคอลเล็กชันแรกที่เขาทำให้ KENZO ความเป็น wanderer นักพเนจรที่คร่ำโลก เขานำเอาหมวกของนักเลี้ยงผึ้งมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นเสมือนเกราะที่ครอบให้เรามี social distancing แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความ dramatic ลึกลับ ซ่อนเร้นแต่ก็ชวนค้นหา

ลายพิมพ์ดอกไม้ที่ดูพร่าเลือนเหมือนมองผ่านม่านน้ำตา แต่ทว่าดูอีกทีก็เหมือนลวดลายของผ้าไหมมัดหมี่ที่ผูกลายอย่างอิสระ และข้อความต่อไปนี้คือสิ่งที่ฟิลิเป้ ต้องการบอกกับเรา โดยคอลเล็กชันนี้มีทั้งแบบเสื้อสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี แต่เราคัดมาให้ชมเฉพาะของสุภาพบุรุษ แม้จริงๆ ดีไซน์ของเขาจะดูไร้เพศสภาพก็ตาม อย่างชุดสุดท้ายสีน้ำเงินที่เดินโดยนางแบบภายใต้หมวกคนเลี้ยงผึ้งสีน้ำเงินเข้ากับชุดนั้นแทบจะไม่บ่งบอกใดๆ ว่าเป็นชุดของชายหรือหญิง

 ฉันไม่เคยเริ่มคอลเล็กชันท่ามกลางคำถามรอบตัว และความรู้สึกหลากหลายปนเปกันไปมามากมายขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถให้คำตอบต่อคำถามที่มีต่อสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างถูกต้องแน่นอนหรอก โลกของเราตอนนี้เหมือนกำลังหลงทาง ทุกคนต้องพยายามค้นขว้าหาความเป็นไปได้ในนั้น เราจะกำหนดและแสร้งทำเป็นให้คำตอบของความเป็นจริงที่ไม่มีใครเข้าใจทั้งหมดได้อย่างไร 

เราจะหาข้อสรุปและผลที่ตามมาจากสถานการณ์ที่ห่างไกลจากจุดจบได้อย่างไร โลกกำลังป่วย แต่มันยังมีชีวิตอยู่ และตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความหวัง

คำตอบจากการมองโลกในแง่ดีต้องมาพร้อมกับแนวทางปฏิบัติ แล้วเราจะเริ่มต้นจากจุดนี้อย่างไร เราจะก้าวต่อไปอย่างไร เราจะช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไร ทำให้พวกเขาฝัน ให้ความหวังและในขณะเดียวกันก็ให้ความสะดวกแก่ชีวิตของพวกเขา

แนวคิด และไอเดียของคอลเลคชั่นนี้นั้นหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามสภาวะจิตใจของฉันนับตั้งแต่ช่วงจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด โลกกำลังร้องไห้ ดอกไม้ในภาพพิมพ์และลายพริ้นท์ที่เราพัฒนาขึ้นสำหรับคอลเล็กชันนี้ก็เช่นกัน ดอกป๊อปปี้และดอกไฮเดรนเยียก็ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของการร้องไห้แบบดิจิทัล ความรู้สึกแรกเริ่มของดอกไม้ในการปกป้องและห่อหุ้ม กลายมาเป็นบทกวีของผึ้งผู้ควบคุมโลก ณ ตอนนี้ ตอนที่เรามีความรู้สึกอันแรงกล้าที่จะปกป้องดูแลโลกของเราให้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเร่งด่วน เสมือนผึ้ง และคนเลี้ยงผึ้งพร้อมด้วยเสื้อผ้าและหมวกที่ชวนให้หลงใหล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางและระยะทางที่กำหนดและจำเป็นในปัจจุบัน 

Going Places… ภาพลวงตาแห่งความฝัน ความหวัง ความตื่นเต้น และการค้นพบ เราจะไม่ยอมแพ้ เสื้อผ้าที่เปลี่ยนตัวเองให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ ทั้งเปราะบาง เปลือยเปล่า ทั้งกล้าที่จะเจอกับอันตรายและกฏเกณฑ์อย่างกล้าหาญ เป็นเคนโซ่ที่ยังคงความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และการมองโลกในแง่ดีไว้อย่างคงที่ เราต้องการที่จะใส่ความดิบ ความกล้าหาญ และพลังแห่งความอยากรู้อยากเห็นลงในเสื้อผ้าและในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอลเลคชั่นนี้ เหมือนกับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีในแบบพังก์ๆ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองสิ่งต่างๆ ให้แตกต่าง และจากมุมมองใหม่ๆ ถึงเวลาที่ต้องดึงทุกสิ่งมารวมกันอีกครั้งด้วยวิธีที่แปลกใหม่ ล้ำและสร้างสรรค์แต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายอันงดงาม 

คอลเล็กชันนี้ เปรียบเสมือนภาพถ่ายของบุคคลที่บอกเล่าเรื่องราวการเฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่ที่มีทั้งสองด้าน ทั้งความสนุกสนานและความเศร้าโศก ความสูงและความต่ำ การปกคลุมและเปลือยเปล่า ความละเอียดอ่อนและความกล้าหาญ ความหวาดกลัวและความมองโลกในแง่ดี การปกปิดและการเปิดเผย การไม่รู้สถานการณ์ล่วงหน้าและการควบคุมสถานการณ์ ความประหลาดใจ แล้วท้ายที่สุดความนิ่ง และการเคลื่อนไหว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือผู้ที่จะนำ KENZO ไปสู่จุดหมายเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน ในความดมเดิร์นของดีไซน์เขายังสอดแทรกความเป็นพื้นถิ่น กลิ่นอายของตะวันออกแทรกไว้อย่างแนบเนียน และอย่างที่เขาบอก ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ เราจงเดินไปข้างหน้าอย่างผ่าเผย ผงาดและกล้าหาญเช่น Bee a Tiger.  

BOSS Fall/Winter 2020 : Welcoming a New Generation

เป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหมาย แม้แต่สถานที่จัดแฟชั่นโชว์ก็ยังมีความพิเศษแปลกตากว่าเคย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของโชว์ การมีวงออร์เคสตร้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ แน่นอนว่าคอลเลกชั่น BOSS Fall/Winter 2020  ย่อมจะส่งสารสู่คนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่ BOSS ต้องการเสมือนการเฉลิมฉลองให้กับคนรุ่นนี้

ในการแสดงที่มุ่งเน้นอนาคตที่มิลานแฟชั่นวีคครั้งนี้ เหล่าโมเดลก้าวขึ้นสู่รันเวย์เพื่อแสดงผลงานออกแบบสำหรับชายและหญิงที่ผสานเอกลักษณ์ของเฮ้าส์เข้ากับจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การตัดเย็บที่ทันสมัยเป็นพิเศษ เป็นการยกระดับชุดตัวนอก และชิ้นที่เป็นผ้าเจอร์ซี่ที่พร้ิวไหวมารวมในคอลเลกชั่นที่ชื่อ “Generations” ซึ่งนำเอาดีไซน์ที่เป็นชิ้นไอคอนของ BOSS มาปรับรูปโฉมให้ดูใหม่ เผยให้เห็นความสวยงามแบบโมเดิร์น

เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บมารวมกันหลายทศวรรษด้วยแนวทางที่โดดเด่นถูกสร้างขึ้นเพื่อ BOSS ทั้งชายและหญิงทุกยุคทุกสมัยและไลฟ์สไตล์ คอลเลกชั่นนี้แสดงให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมการตัดเย็บเสื้อผ้าของแบรนด์มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น โดยมีโครงชุดที่เด่นชัดในการ การใช้ผ้าและสีใหม่ที่ปูทางไปข้างหน้าสำหรับการตัดเย็บในปี 2020

ลวดลายออร์แกนิกที่โดดเด่นมีหลายรูปแบบทั้งเสื้อโค้ทการตัดเย็บเครื่องหนังชุดเดรสและแอคเซสซอรี่ ชิ้นงานปักได้รับการประดิษฐ์ขึ้นอย่างเชี่ยวชาญในประเทศเยอรมนีซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทที่ยาวนานของ BOSS ในการทำงานฝีมือด้วยมือ

เสื้อตัวนอกเป็นทรงหลวมและมีขนาดใหญ่ในขณะที่ตัดเย็บชุดเสื้อเจอร์ซี่กระโปรงและเสื้อชั้นในแบบไร้ที่ติ หนังทอมือขอบไหลและผ้ามันวาวที่ผูกมัดด้วยลายพิมพ์ดิจิทัลล้วนเพิ่มความลึกและรายละเอียด

สีแดงสดและปะการังเน้นสีน้ำตาลครีมสีเทาและสีดำที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฤดูใบไม้ร่วงในขณะที่สีม่วงสดให้สีที่เข้ากันได้ดีกับเฉดสีอบอุ่นเหล่านี้ แนวทางใหม่ในการปิดกั้นสีนำสีสามและสี่สีมารวมกันในหลาย ๆ รูปลักษณ์ซึ่งเป็นการพัฒนาความสวยงามแบบโมโนโครมของฤดูกาลก่อน ๆ

กระเป๋าและรองเท้ารุ่นใหม่ของฤดูกาลนี้นำเสนอในวัสดุและการตกแต่งที่หรูหราพร้อมด้วยรองเท้าบูทผ้ายืดทรงสี่เหลี่ยมสำหรับเธอและกระเป๋าสะพายข้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยูทิลิตี้สำหรับเขาในฐานะรองเท้าส้นสูง การตกแต่งภาพแว่นตาและเครื่องประดับในสีของการแสดงให้สมบูรณ์แบบสำหรับคอลเลคชันที่สร้างแรงบันดาลใจและมองไปข้างหน้านี้

#BossFW20

The Jewellery of Legends Collection

Lotus Arts de Vivre xPadma Gems “The Jewellery of Legends Collection

สุดยอดความงามของ 3 อัญมณีในตำนาน

ในอดีตเครื่องประดับอัญมณีมีค่าต่างๆ คือเครื่องประดับบารมี จึงไม่แปลกใจว่าเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะเป็นสมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ แต่ก็คงไม่มีชาติที่ที่เชื้อพระวงศ์จะประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่าได้หรูหราฟู่ฟ่าเทียบเท่ามหาราชาแห่งอินเดีย ด้วยอินเดียเป็นแหล่งที่พบอัญมณีมีค่ามากมาย และเหนืออื่นใดคือเพชร คงไม่มีเพชรจากเหมืองใดจะมีชื่อเสียงเท่ากับโกลคอนดา ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงแล้ว และเพชรในสมัยหลายพันปีก่อนคือชิ้นส่วนของเทวรูปที่คนพื้นเมืองให้การนับถือ อย่างเช่นดวงตาของเทวรูปขนาดใหญ่จะทำจากเพชรก้อนใหญ่ร้อยกว่ากะรัตขึ้นไป และเพชรก้อนใหญ่ๆ บางก้อนถูกค้นพบที่ริมแม่น้ำ เพราะถูกน้ำพัดพามาจากแหล่งเพชรทางต้นน้ำ แต่ก็อยู่ในเขตโกลกอนดา ปัจจุบันแม้จะมีเหมืองเพชรใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหมืองใดที่จะเป็นตำนานได้เท่าโกลกอนดา

เรื่องเล่าขานที่ยืนยงมาหลายศตวรรษโดยมีเพชรล้ำค่าแต่ละเม็ดจากแหล่งเพชรอันลือชื่อของอินเดียทำให้ตำนานนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย เหมืองเพชรในโกลคอนดา ปัจจุบันคือ รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา คือ แหล่งที่มาของเพชรในตำนานมากมาย ถือว่าเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างเพชรโฮป เพชรของซองซีที่ล้ำค่าแต่ลึกลับตกทอดและได้เห็นกันแค่ในราชวงศ์ยุโรป(ภายหลังเพิ่งถูกนำออกมาประมูล) เพชรโคอินัวร์ ที่เลื่องชื่อลือลั่นและปัจจุบันประดับอยู่ด้านหน้ามหามงกุฏของพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักร ฯลฯ เพชรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากเหมืองโกลคอนดา ซึ่งปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว ความพิเศษของเพชรจากเหมืองนี้ไม่ใช่การร่ำลือ ว่ากันว่า หากมีใครประดับกายด้วยเพชรโกลคอนดา เมื่อไฟดับลง เราจะเห็นแสงสว่างเป็นประกายขึ้นมาจากเพชรนั้นที่ส่องแสงเหมือนดวงดาราในฟ้าที่มืดมิด เพราะคุณสมบัติการเล่นแสงล้อไฟคือจุดเด่นของเพชรโกลคอนดาคือจุดเด่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงไข่มุกจากบาสรา ที่มาของความงามของไข่มุกเปอร์เซีย และมรกตแพนจ์เซียร์จากเหมืองในอาฟกานิสถาน

โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญในการสรรหา ของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเอกสู่นักสะสม คนรักงานศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และล่าสุด โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ได้ร่วมกับ พัดมา เจมส์ Padma Gems แบรนด์สุดยอดตำนานแห่งวงการอัญมณีและเครื่องประดับเลอค่าจากประเทศอินเดีย มีประวัติมายาวนานกว่าสี่ชั่วอายุคน ได้หลอมรวมความงดงามของอัญมณีที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นปรากฏเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ จัดทำ “The Jewellery of Legends Collection” นำสุดยอด อัญมณีทั้ง 3 ชนิดนี้มาจัดทำเป็นเครื่องประดับที่ควรค่าแก่การสะสม

เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) เพชรที่ได้ชื่อว่ามีน้ำดีที่สุดของโลกและไม่สามารถหาได้อีกแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เหมืองโกลคอนดาเรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 เพชรโกลคอนดา เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพ ประกายสุกใสกว่าเพชรจากเหมืองอื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกส่วนใหญ่นั้นมาจากเหมืองโกลคอนดา อาทิ โคอินัวร์ (Koh-i-Noor) เพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 105.6 กะรัต ซึ่งแรกเริ่มเพชรโคอินัวร์ มีขนาด 187 กะรัต และถูกเปลี่ยนมือมากมายก่อนจะถูกนำส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1849 โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ไม่พอพระทัยในลักษณะของเพชรที่ดูไม่ค่อยเปล่งประกายแวววับนัก จึงทรงรับสั่งให้ช่างนำไปเจียระไนใหม่เหลือ 105.6 กะรัต ปัจจุบันเพชรโคอินัวร์ถูกเก็บรักษาไว้ใน Tower of London โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เพชรโกลคอนดาที่ลือชื่ออื่นๆ ได้แก่ เพชรโฮป (Hope Diamond) สีฟ้าเทา มีขนาด 45.52 กะรัต ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน (Smithsonian) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาเรียอินัวร์ (Daria-i-Noor) ขนาด 182 กะรัต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน เพชรสีเขียว เดรสเดน กรีน (Dresden Green Diamond) ขนาด 41 กะรัต เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองเดรสเดนประเทศเยอรมนีเป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเหมืองเพชรโกลคอนดาได้ปิดกิจการลง อุตสาหกรรมเพชรจึงขยายไปสู่แหล่งผลิตเพชรใหม่ในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย 

 ไข่มุกบาสรา (Basra Pearlsสุดยอดอัญมณีที่หลอมรวมความงามแห่งท้องทะเล มีต้นกำเนิดในอ่าวเปอร์เซีย นอกเขตประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในอดีตเมืองบาสรา ประเทศอิรัก เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไข่มุกจึงได้ขนามนามว่า ไข่มุกบาสราไข่มุกธรรมชาติที่เก่าแก่เกิดจากหอยนางรมเพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจึงทำให้หาได้ยาก โดยจุดเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา แสงเงาของมุก ที่เกิดจากน้ำจืดและน้ำเค็มมาผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งไข่มุกจากที่อื่นไม่มีแต่เป็นที่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้มุกธรรมชาติอันมีค่าถูกทำลายไปมาก

            บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับ Basra Pearls คือ มหาราชา แห่ง รัฐบาโรดา (Maharaja Khanderao Gaekwad of Baroda) ในปี ค.ศ. 1865 พระองค์ได้สั่งทำพรมที่งามมหัศจรรย์ เพื่อนำถวายพระศาสดามะหะหมัด ณ นครมะดีนะฮ์ (Medina) พรมผืนนี้ ผลิตโดยช่างฝีมือชั้นเอกจากราชสำนักโมกุล ออกแบบเป็นเส้นสายลายเถาวัลย์และไม้ดอก ปักอย่างวิจิตรด้วยมุกคุณภาพเลิศกว่า 1.5 ล้านเม็ด เสริมด้วยมรกต เพชร และแซฟไฟร์ พรมผืนนี้ ประมูลผ่านบริษัท Sotheby’s เมื่อปี ค.ศ. 2009 ในราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ซื้อนิรนาม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศกาตาร์ (National Museum of Qatar)

มรกตแพนจ์เชียร์ (Panjshir Emeralds) จากอัฟกานิสถาน มรกตที่ดีที่สุดของโลก มรกตนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ลึกลับ จากธาตุ 2 ชนิดที่หายากที่สุดนั่นคือ ธาตุ “เบริลเลียม” จากทวีปสูง ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งบนโลก และ ธาตุ “โครเมียม”จากก้นทะเล หรือ ธาตุ “วานาเดียม” เกิดการปะทะกันภายใต้แรงกดดัน ความชื้นและอุณหภูมิที่สมบูรณ์ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็น มรกตสีเขียว ซึ่งทั่วโลกพบมรกตที่เกิดจากธาตุเบริลเลียมและธาตุโครเมียมได้ที่เทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลอมเบีย และ หุบเขามรกตแพนจ์เชียร์ ในเขตเทือกเขาฮินดูกูช ประเทศอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มรกตแพนจ์เชียร์ มีสีเขียวบริสุทธิ์และสีจัดกว่ามรกตจากโคลอมเบีย เพราะมีธาตุโครเมียมในปริมาณที่มากกว่า สำหรับมรกตที่พบในประเทศอื่นนั้นเกิดจากโครเมียมทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดเป็นมรกตสีเขียวอมฟ้า

ปัจจุบันนี้แหล่งผลิต เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) และ ไข่มุกบาสรา (Basra Pearls) ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว แต่ แหล่งผลิตมรกตจากแพนจ์เชียร์ (Panjshir) ในประเทศอัฟกานิสถาน ยังคงเปิดดำเนินการให้ได้ชื่นชมความงามของมรกตอยู่อีกมาก ในอดีตมีการทำเหมืองมรกต Panjshir มากว่า 2,000 ปี โดยนำไปขายในเส้นทางสายไหม (Silk Road) แต่มาระยะหลังมรกตแพนจ์เชียร์กลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามรกตจากโคลอมเบีย และส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก เมื่อรัสเซียเข้าครอบครองอัฟกานิสถาน ทำให้การเดินทางเข้าออกบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้เหมืองมรกตดังกล่าวถูกอนุรักษ์ไว้โดยปริยาย นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศและระดับความสูงของเหมือง ที่ 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเทือกเขาฮินดูกูช ก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเช่นกัน จึงทำให้ มรกตแพนจ์เชียร์ เป็นอัญมณีหายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมอัญมณี

โดยอัญมณีทั้ง 3 ชนิดในคอลเลกชั่นThe Jewellery of Legends Collection ครั้งนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประดับของมหาราชานำมาดีไซน์ใหม่แต่ยังคงความงดงามของอัญมณีไว้อย่างยอดเยี่ยม มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ชาวไทยได้ครอบครอง ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

BVLGARI in Geneva Watch Days

ชมนาฬิกาสุดหรูของ BVLGARI ใน Geneva Watch Days  ถือเป็นความท้าทายต่อธุรกิจนาฬิกาหรูต่างๆ เมื่อวิกฤติไวรัสทำให้การจัดแสดงนาฬิกาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ถึงอย่างนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อนวัตกรรมและรูปแบบดีไซน์ของนาฬิการะดับสูงเหล่านี้ ที่งาน Geneva Watch Days ที่ผ่านมาก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของวงการนาฬิกาในปีนี้ โดยเฉพาะ BVLGARI ที่มีการเผยโฉมนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ๆ โดย Jean-Christophe Babin ผู้เป็น  CEO ของ ได้นำเสนอนิทรรศการนาฬิกาแนวใหม่ที่ยังคงวิถีแห่งนิวนอร์มอล โดยมีการพบกับลูกค้าคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในโซนยุโรป ผ่าน Zoom และมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ทั่วโลก ผ่านทางออนไลน์กว่า 45 สำนักในช่วงวันที่ 26-29 สิงหาคมที่ผ่านมา

แม้จะเป็นการจัดนิทรรศการแบบวิถีปรกติใหม่ แม้คนจะไม่ได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการจากทั่วโลกเหมือนแต่ก่อน ทว่าการตกแต่งสถานที่และบรรยากาศโชว์รูมนาฬิกาบุลการี ชั่วคราวในครั้งนี้ก็ทำได้อย่างหรูหราและประณีต โดยมีนาฬิกาที่น่าสนใจอย่าง  Bvlgari Aluminium ในเวอร์ชั่นใหม่ นาฬิกา Octo Finissimo  ที่สร้างสถิติโลกอันใหม่ The Automatic Tourbillon Chronograph ในรูปโฉมแบบสเกลเลตันที่มองห็นกลไกอย่างสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  และ The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ซึ่งทางบุลการีได้ผนวกรวมเข้ามาไว้ตั้งแต่ปี 2000

มาดูภาพสวยๆ ของนาฬิกา BVLGARI รุ่นใหม่ที่เผยโฉมในงานนี้กัน รวมทั้ง The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ต้องบอกว่าหนุ่มๆ เตรียมเงินไว้ได้เลย เพราะมีทั้งแบบหรูและแบบสปอร์ตและดูเท่ทันสมัย เหมาะกับคนที่ชอบดีไซน์นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

ARVA : A taste of new harvest.

ถ้ามาภูเก็ตต้องมารับประทานอาหารอิตาเลียนที่ Amanpuri ให้ได้ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือบรรยากาศของห้องอาหาร Arva เพียงอย่างเดียว แต่อาหารอิตาเลียนที่นี่ดูแลโดยเชฟ Stefano Artosin โดยเน้นที่มาของเครื่องปรุงแต่ละอย่างว่าต้องชั้นเลิศสดใหม่ สมกับชื่อร้านอาหารที่หมายถึงการเก็บเกี่ยว

ไม่ว่าจะแฮมจากอิตาลี หรือเนยแข็งจากเชียงใหม่ ไม่ใช่เชฟต้องการประหยัดค่าขนส่ง แต่เชฟยืนยันว่าคุณภาพเนยแข็งจากเชียงใหม่นี้ดีเยี่ยมทัดเทียมกับที่ทำในอิตาลี โดยเฉพาะเนยแข็ง Burrata ที่เป็นเนยแข็งแบบสด ข้างในเป็นครีมรสเข้มข้นหอมมัน แต่เนยแข็งชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากอิตาลีก็มีเช่นกัน

สำหรับอาหารทะเลที่จะนำมาปรุงอาหารนั้นมาจากเรือประมงเจ้าประจำที่ออกเรือไปหาปลาข้ามคืนก็มาส่ง ดังนั้นจะมีอาหารทะเลที่จับได้วันต่อวันมาปรุงในเมนูประจำวันให้เลือก แต่บางชนิดที่ไม่มีในทะเลแถบนั้นก็นำเข้ามา เชฟให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องปรุงมาก

เรามาดูอาหารที่เชฟทำให้เรารับประทานในวันนั้น คือรายละเอียดจะเปลี่ยนไปในแต่ละวันตามเครื่องปรุง แต่ก็มีเมนูหลักๆ ที่จะมีเสิร์ฟตลอด ที่พลาดไม่ได้จริงๆ คือขนมปังยีสต์สดที่หมักกว่า 24 ชั่วโมงในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้แป้งและยีสตืได้พัฒนารสชาติและรสสัมผัสของเนื้อขนมปัง พูดเลยว่าตั้งแต่รับประทานขนมปังที่เสิร์ฟมากับมื้ออาหาร ของที่นี่คือยืนหนึ่งอันดับต้นๆ เสียดายว่าเขาไม่มีขายแบบเบเกอรี่ ต้องการชิมต้องมารับประทานอาหารที่ Arva เท่านั้น เพราะตอนเสิร์ฟเขาจะอบขนมปังนี้มาในควันไม้ฮิกคอรีโดยใช้กรวยแก้วครอบไว้ ค่อยมาเปิดให้เราได้กลิ่นหอมอบอวลตรงหน้า จะด้วยขั้นตอนซับซ้อนในการหมักแป้งที่ทำให้รสชาติขนมปังชุ่มนุ่มหอมน้ำมันมะกอกนิดๆ ผิวขนมปังบางกรอบตกแต่งด้วยมะกอกดำ มะเขือเทศเชอร์รีพอสวยงาม  เนื้อขนมปังนุ่มหอมมันมีรสหวานนิดๆ คือหวานแป้งไม่ใช่หวานน้ำตาล อร่อยจริง

จานแรกคือครีมด้านในเนยแข็งบูร์ราต้า วางบนมะเขือเทศสดฉ่ำหยอดคาเวียร์ด้านบน รสชาติกลมกล่อมหอมละมุนมาก ให้รสสัมผัสที่สดชื่นและรสเค็มติดๆ จากคาเวียร์  

จานต่อมาเป็นทูน่าทาร์ทาร์ เขาปรุงรสออกมาเข้มข้นเหมาะจะเสิร์ฟมาขนาดเล็กๆ ตัดรสด้วยไข่นำกระทาออนเซ็น ฝานเห็ดทรัฟเฟิลกันสดๆ ตรงหน้า เห็ดนี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่น แต่รสสัมผัสยังหนึบ หอมๆ เหมาะจะรับประทานสดๆ แค่จานนี้ก็เห็นฝีมือของเชฟสเตฟาโน แล้ว 

    อีกจานเป็นดอกอาร์ติโช้คอบ ต้องเรียกว่าแปลก ปกติเราปลิดกลีบใบดอกของอาร์ติโช้คจิ้มซอสรับประทาน แต่นี่เขานำดอกมาอบ ซอสมีรสชาติของเบซิล อร่อยทีเดียว ไหนๆ ก็มีเนยแข็งที่ทำใดๆ จากเชียงใหม่ เชฟจึงเสิร์ฟเนยแข็งบูราต้ามากับใบอองดีฟราดน้ำมันมะกอกและบัลซามิโกที่หมักยาวนานจนรสหวานนำรสเปรี้ยว เชฟว่าเนยแข็งสดนี้อร่อยอยู่แล้ว ก็จะไม่ปรุงอะไรซับซ้อน แต่แค่นี้ก็อร่อยจริงๆ เรารับประทานจานเรียกน้ำย่อยแบบแชร์กัน ดังนั้นจึงมีหลายรายการ รวมทั้งหมึกออกโตปุสจิ๋วผัดมาในซอสรสเข้มข้น อร่อยจนต้องเอาขนมปังที่อบกรอบเช็ดน้ำซอสที่ติดในก้นถ้วยที่ใส่มา

    ส่วนแฮมที่ฝานมาจนบางเฉียบนั้นมี 2 ชนิด คละเคล้ามากับลูกแพร์ฝานและโรยด้วยถั่วแม็คคาเดเมียทุกอย่างรสชาติเข้ากันอย่างกลมกล่อม รสเค็มของแฮมและรสหวานของแพร์แต่งแต้มด้วนความกรุบกรอบหอมมันของถั่ว ส่วนใครชอบเนื้อปลาแบบยำมาสดๆ ที่เรียกว่า Ceviche ต้องสั่ง เพราะเชฟได้ปลามาแต่เช้า แล่บาง ปรุงด้วย้ำมันมะกอกและน้ำส้มคั้น และขาดไม่ได้คือเฟนเนลที่มาทั้งหัวแบบฝานบาง กับช่อที่เด็ดเอาแต่ยอด 

    ส่วนซุปฟักทองนี่พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน อย่านึกว่าสั่งเพราะความเก๋ที่เสิร์ฟซุปมาในฟักทองทั้งลูก แต่จริงๆ ความเด่นก็คือรสชาติของซุปเอง เชฟใช้ฟักทองบ้านเรานี่แหละ เชฟว่าเนื้อเหนียวหอมมันดี เชฟทำซุปฟักทองได้อร่อยจริงๆ ยิ่งเสิร์ฟมาในผลฟักทองอบร้อนๆ คือที่สุด ก่อนจะถึงจานหลักก็เป็นพาสต้า จานนี้ขอแนะนำว่าเป็นความเรียบง่ายที่อร่อยที่สุด เชฟบอกว่าเป็นซอสมะเขือเทศที่เป็นสูตรในครอบครัว Cavatelli San Marzano พาสต้าโฮมเมดทำเองเป็นท่องนั้นๆ แต่เด็ดที่ซอสมะเขือเทศที่ใช้มะเขือเทศ San Marzano กับหอมแดงกวน เนยแข็ง Caciocavallo จานนี้ต้องสั่งจริงๆ ถ้าอยากจะเข้าในรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆ จานนี้บอกได้ครบสิ่งจริงๆ 

    จานหลักมีหอยเชลล์จี่แล้วราดด้วยครีมซอสรสละมุน เราเลี่ยงจานเนื้อเพราะความอิ่ม จึงสั่งหยวดหมึกยักษ์ออกโตปุส ย่างเสิร์ฟมากับซอสสไตล์เมดิเตอเรเนียน ส่วนของหวานเป็น Cannolo E Ricotta หรือคันโนลี แป้งทรงกระบอกสั้นๆ บรรจุไส้ครีมริคอตต้าที่ขึ้นชื่อของอิตาลี แต่ก็ได้ชิมเครมบูเล่ลาเวนเดอร์ หอมหวานมันอร่อยดี ช็อกโกแลตมูสที่ใช้โกโก้ Valrhona มาทำก็เข้มข้นอร่อย และทาร์ตที่มีไส้คัสตาร์ดมะนาวหวานอมเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมาะกับการปิดท้ายของมื้ออาหารจริงๆ

    แม้คุณจะไม่ได้มาพักใน Amanpuri แต่ก็ควรมาชิมอาหารอิตาลีที่ Arva จะมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นหลังจิบเครื่องดื่มชมวิวพระอาทิตย์ตกที่บาร์ของอมันปุรีแล้ว ยิ่งช่วงนี้คนไทยและคนต่างประเทศที่มีที่พำนักในไทยจะมีราคาพิเศษถ้าจะเข้าพักที่อมันปุรี ลองติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ www.aman.com/resorts/amanpuri

โดดเด่นทะลุกาแล็คซี่กับ Samsung Galaxy Z Fold2 5G

สร้างกระแสความฮือฮาลั่นวงการกับการเปิดตัวนวัตกรรมสมาร์ทโฟนจอพับได้แห่งอนาคต Galaxy Z Fold2 5G (กาแลคซี่ ซี โฟลด์ ทู ห้าจี) สมาร์ทโฟนจอพับได้ที่ผนวกการใช้งานของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไว้ในเครื่องเดียว ไม่เพียงรูปลักษณ์ที่สวยหรู แต่ทั้งยังเพียบพร้อม ไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆที่ได้รับการพัฒนามาจากสมาร์ทโฟนจอพับได้รุ่นก่อนๆของซัมซุง เพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เรามาดูกันว่าความพิเศษที่ว่านั้นเป็นเช่นไร

เมื่อพับเครื่อง เราใช้งานสมาร์ทโฟนได้เต็มจอบนหน้าจอกว้างขนาด 6.2 นิ้ว กระชับจับถนัดมือ พกใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้สะดวก เมื่อกางเครื่องออกยังสามารถใช้งานแอพลิเคชันได้ต่อเนื่อง บนหน้าจอหลักด้านใน ยกตัวอย่าง ขณะที่คุณกำลังแชตไลน์ติดพันกลับมีเมื่อมี VDO call เข้ามาในที่คุณจำเป็นต้องรับสาย คุณสามารถกางเครื่องเพื่อรับสายวิดีโอคอลเพื่อให้ได้ภาพที่เต็มตามมากขึ้น โดยที่ยังสามารถแชตต่อได้ คุณจะแชตเรื่องงานกับลูกค้าไปพร้อมๆ กับประชุมทางวิดีโอคอลกับทางออฟฟิศในคราวเดียวกันได้สบายๆ ไม่ต้องพูดถึงเมื่อใช้ฟังก์ชั่นเหล่านี้ในเวลาสังสรรค์กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงว่าจะสะดวกและเพลินแค่ไหน


คราวนี้เรามาดูขนาดหน้าจอด้านในเมื่อกางเครื่องออก มีขนาดกว้างถึง 7.6” เทียบเท่าแท็บเล็ต ดูภาพได้อิ่มเต็มตา รองรับค่ารีเฟรชเรท 120 Hz (เฮิร์ซ) จึงให้ภาพชัดคม รู้สึกสบายตาเมื่อใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-active window ที่คุณเปิดใช้งานได้พร้อมกันถึง 3 หน้าจอพร้อมจัดวาง Layout หน้าจอได้อิสระ ตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ใครจะวิดีโอคอลไปพร้อมๆ กับแชตไลน์แล้วต้องเสิร์ชหาข้อมูลได้ในคราวเดียวกันก็ย่อมได้ นี่คือประสิทธิภาพที่มาเหนืออย่างแท้จริง ลองใช้แล้วคุณจะรู้ว่าฟังก์ชั่น 3 หน้าจอนี้คือไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง


แน่นอนว่าหน้าจอพับนี้ไม่ได้สะดวกหรือมีประโยชน์เพียงการขยายหน้าจอ แต่ Flex Mode ทำให้คุณกางเครื่องใช้งานได้หลายองศา รองรับการใช้งานได้หลากหลาย บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าจำเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ลองคิดดูว่า คุณสามารถถ่ายรูป วิดีโอคอล ดูหนัง ได้โดยไม่ต้องถือเครื่อง, สามารถถ่ายเซลฟี่ ภาพสวยคมชัดด้วยกล้องหลัง หรือ Dual Preview ที่ทำให้ผู้ถูกถ่ายเห็นภาพตัวเองได้ในขณะกำลังถูกถ่ายอยู่ด้วยกล้องหลัง โดยเฉพาะคนที่พิถีพิถันว่าต้องได้ภาพตัวเองที่เป๊ะ คุณจึงสามารถดูแลความเรียบร้อยของหน้าตาและทรงผมในแบบที่คุณอยากจะให้เป็นได้ง่ายๆ ไม่ว่าสายถ่ายภาพแนวมืออาชีพหรือสายเซลฟี่สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องระดับโปร 5 ตัวนี้ตอบโจทย์คุณแน่ๆ และรองรับความเร็ว 5G


ทีนี้อยากทราบแล้วใช่ไหมว่าในประเทศไทยจะมี Samsung Galaxy Z Fold2 5G ให้เลือกกี่เฉดสี คำตอบก็คือ 2 เฉดสี Mystic Bronze (มิสทีค บรอนซ์) และ Mystic Black (มิสทีค แบล็ค) โดยเริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษตั้งแต่วันนี้ 2 ก.ย. – 13 ก.ย. นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.samsung.com/th

เผยโฉมดีไซน์สุดคูลของ Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition

หนุ่มเท่และคนสายแฟฯ คงได้ข่าวการร่วมมือกันของ Samsung และ Thom Browne แบรนด์แฟชั่นสุดแนวจากนิวยอร์ก ที่กลับมาร่วมงานกันอีก หลังจากที่สร้างความฮือฮาเมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Galaxy Z Flip Thom Browne Edition ล่าสุดความร่วมมือนี้ก็ได้ขยายจินตนาการและรูปโฉมสุดล้ำไปอีกระดับกับ Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ที่เป็น power phone ที่สามารถพับจอได้ในดีไซน์สุดพรีเมียม แม้รูปลักษณ์ของ Galaxy Z Fold 2  ของซัมซุงจะสุดล้ำแล้วก็ตาม แต่ผนวกกับการดีไซน์ของแบรนด์สุดแนวอย่าง  Thom Browne  จึงเป็นความเอ็กซ์ครูซีฟสุดๆ สำหรับคนที่ได้ครอบครองพาวเวอร์โฟนรุ่นนี้

เรียกว่าสร้างกระแสให้วงการสมาร์ทโฟนอย่างมากเมื่อ Samsung Galaxy Z Fold 2 ได้เปิดตัวเผยโฉมไปก่อนหน้านี้ โดยมีให้เลือก 2 สี คือ Mystic Black และ Mystic Bronze ที่ถือเป็นเฉดสีพรีเมียมโดนใจคนชอบงานดีไซน์ แต่สำหรับ Thom Browne Edition จะมาในเฉดสีเทาที่เป็นเหมือนสีเด่นประจำแบรนด์นี้ และที่ต้องมีเพราะเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นปุ๊บต้องนึกถึง Thom Browne นั่นก็คือดีไซน์ที่คาดด้วยแถบสีแดง ขาว และน้ำเงิน 

และไม่ใช่แค่ตัวโทรศัพท์ แต่มาทั้งทีต้องมายกเซ็ต ดีไซน์เฉียบตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ และไม่ใช่มีแค่เครื่องพาวเวอร์โฟนสุดหรู แต่ภายในกล่อง Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ยังมีสมาร์ทวอทช์ Galaxy Watch 3 ที่ออกแบบมาเท่มากๆ ด้วยหน้าปัดสีเทาในกรอบตัวเรือนสีดำที่ดูเด่นด้วยสายสีเทาเดินเส้นด้ายข้างด้วยด้ายสีขาว(มีสายสีดำมาให้เปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของคุณในแต่ละวันด้วย)  และหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live ที่ดีไซน์สวยในรูปทรงโค้งที่สวยทันสมัยมากมาให้ด้วย และเป็นรุ่นพิเศษที่มาในโทนสีที่เข้ากันทั้งเซ็ต คงต้องรอติดตามต่อไปว่าทาง Samsung ในประเทศไทยจะวางดีไซน์สุดเอ็กครูซีฟนี้เมื่อไรและราคาจะเป็นอย่างไร นี่คืองานดีไซน์ที่แม้คุณจะไม่ใช่คนสายแฟ(ชั่น) แต่ก็เหมาะกับคนที่รักงานดีไซน์ที่มีความพิเศษในทุกรายละเอียดที่ไม่สามารถจะหาได้ทั่วไป