Posts

เท่ได้ไม่ซ้ำใครกับ GUCCI DIY

เท่ได้แบบไม่ซ้ำใครเพราะมีเพียงหนึ่งเดียวที่คุณดีไซน์ให้เป็นตัวคุณได้ Gucci สาขาศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ได้ต้อนรับเหล่าบรรดาคนรักความยูนีคที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการจัดสรรพื้นที่เพื่อให้บริการ Do It Yourself หรือ DIY ตั้งแต่ วันที่ 21-28 มีนาคม 2562 โปรเจ็คที่ Gucci ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และยังทำให้ลูกค้าสามารถแสดงออกถึงตัวตนผ่านการตกแต่งตามสั่งเฉพาะบุคคล (personalization) ลงบนผลิตภัณฑ์ที่เลือกสรร ในโปรแกรม Gucci DIY เฉพาะที่สาขาศูนย์การค้าสยามพารากอน

ร้าน GUCCI สยามพารากอน จะมีบริการ DIY ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Gucci มีระบบที่ให้ภาพแบบเหมือนจริงนี้ ด้วยเทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality แอพนี้จะทำให้ลูกค้าได้ขยายประสบการณ์ในการมองเห็นภาพของบริการ DIY โดยการเล็งกล้องในไอแพดหรือไอโฟนที่จัดไว้ให้ไปยังสินค้าจริงในร้านของ Gucci จากนั้นก็ปรับแต่งสินค้า และได้เห็นผลลัพธ์ในแบบเหมือนจริง
โปรเจ็คนี้มีเวลาจำกัดถึงแค่วันที่ 28 เดือนนี้เท่านั้น

 

Gucci reveals its Spring Summer 2019 Campaign

แคมเปญนี้กำกับและถ่ายทำโดย Glen Luchford ช่างภาพคู่บุญของมิเคเล ผู้ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ระดับตำนานหลากหลายเรื่อง อาทิ An American in Paris (1951), The Band Wagon (1953), Cover Girl (1944), There’sNo Business Like Show Business (1954), Gentlemen Prefer Blondes (1953), และ Singin’ in the Rain (1952) ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพแนวเทคนิคคัลเลอร์ที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ จากการร้องเพลง และเต้นรำของนักแสดงผู้มีพรสวรรค์มากมาย (แน่สิ   ทุกคนต้องอยู่ในโททัลลุคของกุชชี่) บนเวทีขนาดใหญ่ บันไดที่ทอดยาว และภาพเกินจริงเสมือนฝันเป็นฉากหลังให้หลงใหล อารมณ์โดยรวมแสดงให้เห็นถึงความขี้เล่น ความสุข สนุกสนานของภาพยนตร์เพลงอันมีชื่อเสียงในยุค ’40s และ ’50s

โดยเฉพาะจากซาวด์แทร็กของเพลง “There’s No Business Like Show Business” ประพันธ์โดย Irving Berlin ให้กับละครเพลงเรื่อง Annie Get Your Gun ที่ถูกหยิบมาเป็นเพลงธีมของแคมเปญนี้นอกจากภาพแคมเปญหลักที่เราจะได้เห็นทางสื่อต่างๆ แล้ว มิเคเลยังเกิดปิ๊งไอเดียของการถ่ายทำ ‘Behind the Scenes’ ไม่ว่าจะเป็นภาพแคนดิดของผู้ร่วมงาน โปรดิวเซอร์ รวมถึงภาพของธุรกิจการสรรหาตัวนักแสดงของกุชชี่เอง เพื่อสื่อให้เห็นถึงความจริงที่ว่าภาพยนตร์เพลงฮอลลีวู้ดบ่อยครั้งก็เป็นแค่ธุรกิจการแสดงเท่านั้น เป็นการหักมุมตลกร้ายตอนจบ จนเราต้อง อมยิ้มเเละนั่งขบคิดตาม สมกับเป็นมิเคเลจริงๆ

ท่ามกลางความคาดหวังและแรงกดดัน Alessandro Michele ผู้กุมบังเหียนแห่งอาณาจักร Gucci ก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Gucci ในรัชสมัยของ อเลสซานโดร มิเคเล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แตกต่างจากหลายๆ แบรนด์นั้นคือการให้ความสำคัญและสดุดีต่อรากเหง้าและวัฒนธรรมของโลกในแต่ละช่วงยุคสมัย รวมไปถึงการเคารพต่อสถานที่ทางวัฒนธรรมซึ่งทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างภาพโฆษณาแคมเปญก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2018 ที่รำลึกถึงการออกมาประท้วงของเหล่านักเรียนนักศึกษาในเดือนพฤษภาคม ปี 1968 กลางกรุงปารีส รวมถึงการไปจัดแสดงโชว์ที่ Promenade Des Alyscamps ใน Arles ประเทศฝรั่งเศส ของคอลเลกชั่น Cruise 2019 และล่าสุดกับคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2019 ที่ อเลสซานโดร มิเคเล ได้พาเราไปยังหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวขวัญจารึกเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่าง Théâtre Le Palace หนึ่งในไนต์คลับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกช่วงยุค ’70s

โดยในครั้งนี้ อเลสซานโดร มิเคเล ได้เลือกที่จะเล่าเรื่องผ่าน Leo de Berardinis และ Perla Peragallo สองศิลปินชาวอิตาเลียนที่ได้รับสมญานามว่าเป็นศิลปินที่มีความลุ่มหลงและมีความผิดแปลกแหวกแนวเป็นที่สุดซึ่งเป็นผู้นำของยุคเสื่อมและอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของการทำละครแนวทดลองทั้งปวงโรงละครแห่งความย้อนแย้ง’ (Theatre of Contradiction) ของพวกเขาได้กลายเป็นสถานที่สร้างความขัดแย้งทางความคิดอย่างถาวร และถือว่าเป็นพื้นที่นำเสนอทางเลือกแบบสุดโต่งให้กับสังคมและโลกศิลปะอันสุนทรียะในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว แนวคิดของละครของพวกเขานั้นมีลักษณะท้าทายอำนาจ การยึดติดกับความคิดแบบเดิมๆ และวัฒนธรรมการคล้อยตามสังคมอย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาแล้วโรงละครไม่ได้เป็นเพียงการแสดงโชว์ เพราะว่าโชว์จะนำเสนอสุนทรียภาพของการแสดงที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการนำเสนอประสบการณ์เดิมที่นำมาทำเลียนแบบขึ้นใหม่โดยปราศจากความตื่นเต้น ในความคิดของ เลโอ เด เบอราดินิส นั้นโรงละครต้องเป็นสถานที่นำเสนอศิลปะกำเนิดโลก เป็นองค์ความรู้รวม เป็นความสยองขวัญและความสุขของชีวิต เป็นห้องแล็บทดลองความซับซ้อนของชีวิตในรูปแบบสถานการณ์ที่ง่ายขึ้นของช่วงเวลาและสถานที่หนึ่งโรงละครในความเป็นจริงจะสามารถสร้างความรู้สึกโหยหาในอีกชีวิตหนึ่งได้ สามารถทำให้การเมืองและจริยธรรมอันตึงเครียดสั่นสะเทือนได้ สามารถแปลงศักยภาพซ่อนเร้นในเชิงกวีให้กลายเป็นจริงได้

การร้อยเรียง การรื้อ และการประกอบสร้างใหม่ของพวกเขาทั้งสองนั้นนำมาซึ่งการประพันธ์ที่ใช้คำและความหมายหลากหลายแบบเดียวกับที่ Shakespeare, Rimbaud, Strindberg และ Majakovskij มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อนิยายประโลมโลกของชาวเนเปิลในอิตาลี เพลงเมโลดิก และละครตลกของ Toto ภายใต้กรอบเดียวกันนี้ การผสมผสานของความคิดที่ไม่เหมือนกันและไม่มีบริบทเฉพาะทำให้เกิดเสียงสะท้อนและความหมายใหม่ที่หลากหลาย โรงละครแห่งความด่างพร้อยนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากเรื่องความมีอิสรภาพ ไม่มีรูปแบบที่จำกัด และไม่อ้างอิงตรรกะ เป็นสถานที่แห่งการระเบิดไอเดียและการปลดปล่อยทางความคิด เสมือนการนำเอาศิลปะชั้นสูงมาเล่าเรื่องสู่วัฒนธรรมป็อปนั่นเอง

มันคือเรื่องของการนำองค์ประกอบที่แตกต่างมาเรียงร้อยใหม่ ผสมผสานเข้ากับความเข้มข้นทางอารมณ์ที่สามารถนำออกแสดงได้ W. Benjamin นักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้กล่าวไว้ว่า วิธีนี้ทำให้นึกถึงจินตภาพเฉพาะของระยะทางสามารถปลุกความเป็นไปได้ของประสาทสัมผัสในรูปแบบใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดจากการสร้างจินตนาการความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ พลังของบทประพันธ์ได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นโครงการทางการเมือง ดังจะสามารถกล่าวได้ว่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้อารมณ์การละคร โรงละครแห่งความสับสนบ้าคลั่งนี้จึงเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นโดย เลโอ เด เบอราดินิส และ เปอลา เปลากัลโญ เป็นโรงละครที่สื่ออารมณ์ด้วยความระมัดระวังและความชำนาญขั้นสูงสุด พวกเขาใส่ใจกับทุกรายละเอียดของทุกฉากทุกตอนที่เกิดขึ้นในการแสดง รวมถึงแสงสี การเคลื่อนไหว การออกแบบเสื้อผ้าและเวที เสียงและเสียงรบกวน การสัมผัสคำในละครที่มีชีวิตเหมือนการทำการทดลองเชิงลึกแบบสุดโต่ง เช่น การแสดงแบบหมู่และเดี่ยวที่เข้ากัน การผูกสัมผัสเสียงเสียดสีกันของแก้วแตกและความกล้าบ้าบิ่นของงานประพันธ์เพลงของ Schönberg เสียงดังก้องและโครงสร้างทางภูมิศาสตร์การเมืองจินตภาพยนตร์ที่บิดเบี้ยวและบรรยากาศของเพลงโอเปร่าที่ประพันธ์โดย Verdi และเสียงคำรามของน้ำและการเดินละเมอของ Lady Macbeth

ความอัจฉริยะของ Gucci ในยุคของ อเลสซานโดร มิเคเล จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์และศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ เพื่อแสดงความสดุดีและรำลึกต่อทั้งเหตุการณ์และสถานที่สำคัญอีกด้วย

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษต้อนรับปีหมู

เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน Gucci ออกคอลเล็กชั่นพิเศษต้อนรับปีหมู ซึ่งประกอบไปด้วยสินค้าพิเศษมากมาย 

สินค้าต่างๆในคอลเลคชั่นนี้ ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายหมูในลักษณะต่างๆ ที่แตกต่างกัน มีทั้งมาแบบเดี่ยว และมาเป็นคู่ และที่เป็นตัวการ์ตูนแอนนิเมชั่นจากค่าย United Artist จากเรื่องหมูสามตัวในภาพยนตร์ของ วอลต์ดิสนีย์ ที่ออกสู่สายตาประชาชนครั้งแรกในปี 1933

ปีนักษัตรได้เป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้ดีไซเนอร์เกิดแรงบันดาลใจในการนำรูปหมูน่ารักๆ เหล่านี้มาประดับบน ชิ้นงานเหล่านี้ เพื่อสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นกับคอลเลคชั่นนี้ เริ่มด้วยคอลเลคชั่น เสื้อผ้าของสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ ไปจนถึงสินค้าจำพวกกระเป๋าเดินทาง ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังขนาดเล็ก รองเท้าและเครื่องประดับอื่นๆ อีกมากมาย  ชุดนอนที่มีสีสันสดใสของสุภาพสตรี เสื้อผ้าประเภทถักขึ้นลาย เสื้อเชิ้ต และเสื้อสเวตเชิ้ต ที่มาพร้อมกับลวดลายรูปหมู ซึ่งจัดได้ว่าเป็นตัวเอกในคอลเลคชั่นนี้เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีผ้าพันคอ หมวกไหมพรม (Beanie) ถุงเท้าและเสื้อไหมพรมถักของสุภาพบุรุษ และเสื้อยืดคอกลมแสนน่ารัก 

ในส่วนของรองเท้าผ้าใบรุ่น ACE กระเป๋าเป้สะพายหลัง กระเป๋า tote กระเป๋าสตางค์ เสื้อเชิ้ตผ้ายีนส์ขนาด oversize ของสุภาพสตรี เสื้อเชิ้ตสุภาพบุรุษ และแจ็คเก็ต (Blouson Jacket) หรือจั๊มเปอร์นั้น รูปการ์ตูนจากเรื่อง หมูสามตัวจะปรากฏในรูปแบบงานดีไซน์บนแผ่นแปะแทน เพื่อสร้างอารมณ์ที่แตกต่างสำหรับผู้ที่มีไว้ครอบครอง นอกจากนั้นทาง Gucci ยังได้ทำนาฬิการุ่นพิเศษออกแบบเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เข้ากับปี หมูนี้ โดยนำเอาตัวการ์ตูนจากเรื่องหมูสามตัวมาประดับบนหน้าปัดนาฬิกา

สำหรับเสื้อยืดผ้าคอตตอนสีขาว Gucci ได้นำรูปภาพต้นฉบับดั้งเดิมจากโปสเตอร์ของวอลต์ดิสนีย์มาพิมพ์เป็น ลายบนหน้าอก ส่วนเสื้อสเวตเตอร์นั้นทางดีไซเนอร์ได้ออกแบบให้มีการถักทอลายเข้าไปเป็นส่วนเดียวกันกับ เนื้อผ้า เพื่อให้เห็นเด่นชัดเจนและเพื่อให้คอลเลคชั่นออกมาอย่างครบวงจรอย่างแท้จริง งานแว่นตาก็ได้รับการออกแบบออกมาเป็นพิเศษเช่นกัน โดยมีการนำคอนเซ็ปต์มาตีความหมายใหม่ให้สัญลักษณ์รูปหกเหลี่ยมคล้ายรังแตนของ Gucci นั้นออกมาในเฉด สีแดงดึงดูดใจผู้สวมใส่

ดั่งมีละครเรื่องหนึ่งกล่าวไว้ว่าหมูก็อาจจะบินได้คำเปรียบเปรยเชิงเสียดสีประโยคนี้ มีแรงดึงดูดใจ ทำให้เกิด แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานจิลเวลรี่แฟชั่นดีไซน์รูปหมูติดปีกออกมาสามชิ้นในรูปแบบของ งานเรซิ่นลงสี ประกอบกับเหล็กผิวสีทองด้านรมดำ โดยผลงานสองชิ้นแรกเป็นเข็มกลัด ส่วนอีกหนึ่งชิ้นงานเป็นกำไลข้อมือ ประดับด้วยคริสตัลแวววาว

คอลเลคชั่นต้อนรับปีหมูที่ประกอบไปด้วยสินค้าพิเศษทั้งหมด 35 ชิ้นนี้ นี้จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นไป ทั้งในเว็บไซต์และร้าน Gucci ทั่วโลก รวมทั้งจะมีการเปิดตัวกระเป๋าถือรุ่นพิเศษที่ออกแบบขึ้นเพื่อ เทศกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศจีน ฮ่องกง และมาเก๊าผ่านเว็บไซต์ Gucci.com สินค้าทั้งหมดทุกชิ้นจะมาพร้อมกับ แพ็คเกจที่ออกแบบพิเศษขึ้นเพื่อเทศกาลนี้เท่านั้น

ในส่วนของร้าน Gucci ทั่วเอเชียนั้น ก็จะได้รับการตกแต่งวินโดว์หน้าร้านด้วยผ้าสีแดงลวดลายรูปหมูในลักษณะ ต่างๆ  ทั่วกำแพงและพื้นร้าน รวมถึงกล่องแสดงสินค้าเพื่อขับคอลเลคชั่นให้โดดเด่นและดึงดูดใจ

คอลเลคชั่นรับปีหมูนี้ จะวางจำหน่ายพร้อมกับแคมเปญภาพที่ถ่ายโดย Frank Lebon ที่ถ่ายทอดออกมาให้เห็นถึง ความหลากหลายของผู้คนและการใช้ชีวิตอย่างหรูหราในนครนิวยอร์คพร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงที่เป็นลูกหมูตัวน้อยnภาพทั้งหมดถูกถ่ายบนถนนแมนฮัตตัน ในเซ็นทรัลพาร์ค และอพาร์ตเมนต์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราในบรรยากาศ สบายๆ อันกล่าวถึงความผูกพันตามธรรมชาติระหว่างมนุษย์และสัตว์

นอกจากนั้นแม้แต่ใน App ของ Gucci ก็จะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่จะช่วยปลุกตัวการ์ตูนรูปหมูเหล่านี้ให้มีชีวิตจริงขึ้นมา พร้อมเนื้อหาแบบอินเตอร์แรคทีฟ ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่กับหมู หรือถ่ายวิดีโอตัวเองกำลังเต้นรำกับลูกหมู เหล่านี้เพื่อความสนุกสนานได้เช่นกัน

Gucci Gift Giving Campaign ในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้

Gucci เปิดตัวแคมเปญสำหรับเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้ ด้วยสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่จิวเวลรี่ กระเป๋าถือ รองเท้า น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเสื้อผ้าเด็กจาก Gucci กิจกรรม พร้อมด้วยหนังทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ จุดเด่นของแคมเปญ Gift Giving นี้คือหนังโดยฝีมือของ Petra Collins ที่ถ่ายทำที่ Le Roi ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์และสถานที่เต้นรำและในเมืองตูริน (หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Sala da Ballo Lutrario หรือห้องบอลรูม Lutrario) เปิดทำการเมื่อปี 1926 การตกแต่งภายในได้รับการออกแบบใหม่โดยสถาปนิก นักออกแบบ และช่างภาพชาวอิตาเลียนชื่อ Carlo Mollino ในช่วงปี 60 เนื้อหาในหนังจะแสดงให้เห็นถึงงานปาร์ตี้สไตล์บอลรูมอันหรูหราแลดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล ผู้คนที่มาร่วมงานกำลังเต้นรำ กิน ดื่ม และร่วมเคาน์ดาวน์สู่ปีใหม่ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน  เป็นภาพอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุกสนานและความทรงจำที่หวนให้คิดถึงวันเก่าๆ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเทศกาลแห่งการให้ของขวัญอย่างชัดเจน

ในส่วนของ Gucci แอพพลิเคชั่นนั้น ทาง Gucci ได้นำเนื้อหาแบบอินเตอร์แอ็คทีฟมาเป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าใหม่ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งยังช่วยโปรโมทจิตวิญญาณของการให้ของขวัญในช่วงเทศกาล ผ่าน Gucci Gift Box ซึ่งเป็นการนำเสนอของขวัญอีกวิธีหนึ่ง เพียงแค่ผู้ใช้เขย่ามือถือ ก็จะได้พบกับของขวัญใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ซึ่งสามารถสั่งซื้อผ่านแอพได้อย่างง่ายดายและทันใจ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์  Gucci.com ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งของ Gucci แอพก็คือ Photo booth ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายสติกเกอร์ตัวเองและเพื่อนๆกับฉากหลังที่เป็นงานปาร์ตี้อันเต็มไปด้วยพร็อพมากมายอยู่ด้านหลัง เช่น ลูกโป่ง แก้วแชมเปญ หมวก แตร และเครื่องประดับต่างๆของ Gucci อาทิ กระเป๋า รองเท้าและอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกมาใช้ในการถ่ายรูปสติกเกอร์ได้ นอกจากนั้นยังมีวอลเปเปอร์ลวดลายเก๋ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เลือกดาวน์โหลดไปเป็นภาพหน้าจออีกมากมายเช่นกัน   แคตตาล็อคออนไลน์แบบอินเตอร์แร็คทีฟนี้ยังถูกใส่ไว้ในเว็บไซต์ Gucci.com เพื่อเพิ่มช่องทางและความหลากหลายให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าด้วย

The Artist Is Present – GUCCI

Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์จาก Gucci และ Maurizio Cattelan ศิลปินชาวอิตาเลียน สองหัวเรือใหญ่แห่งศตวรรษจากทั้งสองวงการร่วมกันตั้งคำถามถึงเรื่องของการลอกเลียนแบบและการเปลี่ยนความฝันและจินตนาการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของพันธมิตรศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกภายใต้แนวความคิดเดียวกัน โดยนิทรรศการครั้งนี้ถูกริเริ่มและจัดขึ้นโดยคัตเตลัน และถูกขับเคลื่อนโดยมิเคเล โดยทั้งสองได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความเป็นจริงในการนำเสนอในแง่มุมของศิลปะที่สามารถจับต้องได้จริงทั้งในแง่ของศิลปินผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงาน

โดยศิลปินทั้งหมดกว่า 30 ชีวิตจากทั่วโลกรวมถึงศิลปินจีนที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของการลอกเลียนแบบ การทำซ้ำ การรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกดูแคลนเสมอไปหรือไม่ หรือว่าค่านิยมของการลอกเลียนแบบนั้นถ้ามองจากในอีกมุมมันคือการรักษางานของต้นฉบับไว้ไม่ให้สูญหาย และมีคุณค่าในแง่ของศิลปะการสร้างสรรค์ไม่ต่างจากผลงานต้นแบบ

โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยการทำซ้ำโดยเก็บรักษาต้นฉบับไว้นั้นเป็นหลักการค่านิยมที่ริเริ่มกระทำกันก่อนหน้านี้ในงานศิลปะของฝั่งยุโรปด้วยซ้ำไป ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงมีกระบวนการคิดและสร้างผลงานภายใต้โจทย์ความคิดการลอกเลียนแบบสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

โดยเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นฉบับนั้นไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ Gucci ที่ผ่านมาภายใต้การสร้างสรรค์ของมิเคเลที่ได้ผสมผสานเอาแรงบันดาลใจที่มีอยู่แล้วตามวัฒนธรรมต่างๆ จากทั่วโลกผนวกเข้ากับผลงานการออกแบบของตัวเองเช่นนี้เรียกว่าการลอกเลียนแบบหรือไม่

หรือสิ่งที่มิเคเลกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของโลกผ่านผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เราเรียกว่าเครื่องแต่งกายนั้นจึงตอกย้ำไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนร้อยเรียงเล่าเรื่องต่อเนื่องกันแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นและโลกของศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

การคัดลอกผลงานเปรียบเสมือนการหมิ่นประมาท การไม่เคารพต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงการรับรู้ของสิ่งที่มีอยู่อย่างมีนัยสำคัญคือคำกล่าวของคัตเตลันต่อนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าไม่นับรวมความย้อนแย้งและการเสียดสีต่อนิทรรศการในครั้งนี้ที่ได้ไปจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่ง เวลานี้นับเป็นแหล่งขุดทองแห่งใหม่ของโลก รวมไปถึงยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคอย่างมหาศาล การแสดงความเคารพต่อกันทั้งในแง่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างและในมุมของความเป็นมนุษย์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะศิลปะคือภาษาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มากั้นนั่นเอง

The Artists on show:

John Ahearn (with Rigoberto Torres), John Armleder, Nina Beier, Brian Belott, Anne Collier, Jose Dávila, Wim Delvoye, Eric Doeringer, Sayre Gomez, Andy Hung Chi-Kin, Matt Johnson, Jamian Juliano-Villani, Kapwani Kiwanga, Ragnar Kjartansson, Josh Kline, Louise Lawler, Margaret Lee, Hannah Levy, Lu Pingyuan, Ma Jun, Nevine Mahmoud, Aleksandra Mir, Pentti Monkkonen, Philippe Parreno, Jon Rafman, Mika Rottenberg, Reena Spaulings, Sturtevant, Superflex, Oscar Tuazon, Kaari Upson, Danh Vo, Gillian Wearing, Lawrence Weiner, Christopher Williams, XU ZHEN®, Yan Pei-Ming, Damon Zucconi

GUCCI เปิดตัวแฟลกชิป สโตร์ แห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม

 

Gucci เปิดตัวแฟลกชิป สโตร์ แห่งใหม่ ห้างสรรพสินค้า ดิ ไอคอนสยาม บนพื้นที่ขนาด 512 ตารางเมตร และมีสินค้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ เสื้อผ้าสตรีจากคอลเล็กชั่นล่าสุด รวมถึงกระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ แฟชั่น จิวเวลรี่ นาฬิกา แว่นตา น้ำหอม และคอลเลคชั่นของตกแต่งบ้าน

เมื่อมองจากภายนอกอาคารด้านหน้าผ่านกำแพงกระจกที่มีลักษณะอันโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษ จะเห็นร้าน Gucci แห่งใหม่ล่าสุดที่ตกแต่งด้วยกำแพงหินอ่อนสีขาวสลับเทาขนาดใหญ่ดูโดดเด่น ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้วัสดุอ่อนนุ่มอย่างเก้าอี้กำมะหยี่และเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์วินเทจเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และเป็นไปในแบบที่เรียบง่าย  เพื่อให้เกิดความสมดุลกับการตกแต่งที่ใช้วัสดุที่มีพื้นผิวสีเข้ม และการนำส่วนประกอบในแนวอินดัสเทรียล อาทิ หมุดเหล็กต่างๆ

บรรยากาศโดยรวมในร้านไม่เพียงแต่จะนำเสนอความหรูหรางดงามในแบบร่วมสมัย แต่ยังรวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่ในการใช้สอยที่ถูกจัดแบ่งอย่างชาญฉลาด และยังคงความสง่างามของการผสมผสานความร่วมสมัยซึ่งบ่งบอกความเป็นตัวตนของคอลเล็คชั่นต่างๆของ Gucci เป็ฯอย่างดี สิ่งที่ได้จึงเป็นร้านที่ผสมผสานด้วยความมีแบบแผน แต่ก็มีความทันสมัย มีความเป็นอินดัสเทรียล และแอบแฝงไว้ด้วยความโรแมนติก

สิ่งของต่างๆที่วางจำหน่ายอยู๋ในร้านมีความหลากหลายและมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ก่อให้เกิดความตื่นเต้น กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นที่จะค้นพบสิ่งใหม่ๆให้กับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม ร้าน Gucci แต่ละแห่งจึงเปรียบเสมือนกับ cabinet of curiosities ที่เปิดขึ้นมาเพื่อสร้างความสุข ความพึงใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่มาที่ร้าน

บรรยากาศภายในร้านก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ Gucci ให้ความสำคัญและต้องการสร้างความประหลาดใจเหนือความคาดหมายให้กับผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานวัสดุที่มีความต่างเข้าด้วยกัน อาทิ เช่น การนำลายตารางหมากรุกมาสร้างเป็นลวดลายอันสวยงามให้กับพื้นของร้าน ที่ผสานด้วยพื้นไม้ลายไม้ไผ่สานที่อยู่ใกล้เคียงโดยรอบ นอกจากนี้ภายในร้านยังมีห้องสำหรับรับรองที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ผนังโดยรอบถูกตกแต่งและหุ้มด้วยกำมะหยี่สีม่วงอ่อนๆ พื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกหินอ่อน และภายในห้องรับรองแห่งนี้ยังถูกตกแต่งด้วยสินค้าตกแต่งบ้านจากคอลเล็กชั่นของ Gucci อีกด้วย 

Gucci เล็งเห็นในความงามจึงได้ตัดสินใจเอาความแตกต่างเหล่านี้มาเรียงสดประสานกัน จนเกิดเป็นรูปลักษณ์การนำเสนอแบบใหม่ขึ้นทั่วร้าน เห็นได้ชัดเจนในส่วนของเทคนิคการจัดวางสินค้า ว่ามีการใช้วัสดุที่ดูแตกต่างมาตัดกัน อาทิ โต๊ะกลมที่มาคู่กับโต๊ะรูปทรงสี่เหลี่ยม ผิวมันเงาของเนื้อไม้สีเข้มกับเก้าอี้เบาะนั่งหุ้มผ้ากำมะหยี่สีเขียวอมเทาหรือกำมะหยี่ยกดอกสีเทาเข้ม และเมื่อเดินผ่านเข้าไปภายในร้านก็จะได้พบกับเก้าอี้บุกำมะหยี่อันหรูหราตั้งวางอยู่พร้อมพรมสไตล์วินเทจที่ถูกวางทับซ้อนกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นร้านที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ดึงดูดใจ และเปี่ยมไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ

Message from Milan กุชชี่ ครูซคอลเลคชั่น 2019 เพื่อหนุ่มๆ โดยเฉพาะ

Message from Milan

หนุ่มๆ ทั้งหลาย คุณมีเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเพื่อฟิตหุ่นให้แกร่ง เพราะเสื้อซีทรูคือเทรนด์ของฤดูร้อนปีหน้า Gucci มีเสื้อผ้าโปร่งทอลายโลโก้ที่สวยขาดใจใน Cruise Collection 2019 พบในบูติกได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ 

ทั้ง Cucci และ Roberto Cavalli S/S 2019 มีกางเกงขาสั้นที่สั้นมากแต่ปลายขากว้าง หนุ่มๆ ต้องฟิตขาให้แกร่ง และบางคนอาจจะต้องทำความรู้จักกับการแว็กซ์ขา หรืออาบแดดให้ขาเป็นสีแทน เพราะร้อนหน้าหนุ่มๆ ต้องโชว์ขา 

Gucci มีกางเกงขาสั้นจับจีบทั้งตัว ใส่แล้วเหมือนกระโปรงสั้นได้เหมือนกัน ฉะนั้นหนุ่มใดที่ใส่ต้องขาดูแข็งแรง ทั้งสองแบรนด์มีเสื้อซีทรูมี่ทอด้วยเทคนิคพิเศษสวยขาดใจ นี่คือสิ่งที่ต้องมีในฤดูร้อนปีหน้า

 

ถอดรหัสลุคของหนุ่มๆ EXO ในพิธีปิดโอลิมปิคฤดูหนาว 2018

แม้อากาศจะหนาวเหน็บแต่ไม่อาจหยุดยั้งกระแสความฮอตของหนุ่มๆ วง EXO ไปได้ เมื่อวงบอยแบนด์แห่งชาติได้รับเกียรติให้แสดงโชว์ในพิธีปิดโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองพย็องชัง ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางสายตาคนนับล้านที่จับจ้องอยู่หน้าจอทีวีและสถานที่จัดงาน

นอกจากการแสดงของหนุ่มๆ ในพิธีปิดจะทำได้อย่างน่าประทับใจแล้ว สิ่งที่อดพูดถึงไม่ได้คือลุคสไตล์ preppy ของพวกเขา เพราะ EXO มาในชุดสูทสีขาวของ Gucci ที่ทำขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ด้านในสวมใส่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำ และรองเท้าหนังส้นหนา แน่นอนว่าสูท Gucci แม้มองเผินๆ อาจไม่ต่างกันเท่าไร แต่ถ้าเพ่งดูรายละเอียดดีๆ แล้วจะเห็นได้ว่าเหล่าสมาชิกแต่ละคนในวงแต่งตัวไม่เหมือนกันสักราย

 

 

เพราะสูทแต่ละชิ้นเล่นรายละเอียดด้วยสีแดงและน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำชาติของเกาหลีใต้ ส่วนเชิ้ตด้านในบางตัวเป็นปกเล็ก เบิ้ลปก หรือปกสีน้ำเงินสลับแดง แล้วแต่ว่าใครเหมาะกับลุคไหน ในขณะที่เครื่องประดับเองก็ไม่ได้จำกัดไว้แค่เนคไท เพราะเราเห็นบางคนผูกเป็นโบว์ หรือใช้ผ้าพันคอแทนการสวมใส่เครื่องประดับอื่น

ไคในชุดฮันบ็อกที่เขาใส่สำหรับ Solo Performance ช่วงต้น

อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงเค-ป๊อบชื่อดังหยิบ Gucci มาใส่เพื่อทำโปรเจ็กต์อะไรสักอย่าง เพราะก่อนหน้านี้ EXO เคยเป็นแบบให้ศิลปินชาวอเมริกัน Jesse Mockrin วาดภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุคเรอเนสซองส์ ครั้งนั้นหนุ่มๆ จัดเต็มด้วยชุด Gucci จากคอลเล็กชั่นสปริง / ซัมเมอร์ 2017 ตั้งแต่หัวจรดเท้า

จากนี้ไปภาพของ EXO จึงไม่ได้จำกัดไว้เพียงวงบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการเพลง หากแต่ในแวดวงแฟชั่นเองต่างก็ยอมให้ในสไตล์อันจัดจ้านของหนุ่มๆ EXO เช่นกัน 

โลกตัดแปะของ Gucci FW 2018

“เกิดอะไรขึ้นบนรันเวย์ Gucci ? ” น่าจะเป็นคำถามในใจของหลายคนเมื่อเห็นภาพนางแบบในห้องผ่าตัดสีเขียว อุ้มหัวตัวเองเดินออกมาพร้อมใบหน้าบึ้งตึง

Invitation

มหากาพย์ความแปลกประหลาดเริ่มขึ้นจากบัตรเชิญเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ที่ถูกลำเลียงส่งให้แขกทั่วโลก มันไม่ใช่แผ่นกระดาษแข็งที่ระบุวันที่และเวลา แขกทุกคนจะได้รับเครื่องนับเวลาในซองพลาสติก เครื่องนับเวลาสีส้มพร้อมตัวเลขสีแดงจะนับถอยหลังสู่เวลาที่โชว์จะเริ่ม ส่วนด้านหลังเครื่องคือรายละเอียดสถานที่จัดงานพร้อมคำเตือน ซึ่งรอบนี้แสดงทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงในโชว์เดียวกัน

 

Venue

แฟชั่นโชว์จัดขึ้น ณ Gucci Hub ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองมิลาน Hub แห่งนี้เป็นทั้งโชว์รูมและออฟฟิศของ Gucci แขกทุกคนตื่นตะลึงเมื่อพบว่า Alessandro Michele หัวเรือใหญ่ของ Gucci  ได้เนรมิตด้านในอาคารให้กลายเป็นห้องผ่าตัดสีเขียวสะอาด พร้อมไฟขาวสว่าง ตรงกลางคือเก้าอี้ผ่าตัดพร้อมโคมไฟแบบในโรงพยาบาล รามล้อมด้วยแผงเก้าอี้นั่งเสมือนคุณกำลังนั่งรอคนไข้

 

The Concept

ความงุนงงของแขกทวีคูณเมื่อนางแบบคนแรกเดินออกมาในเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้ขลิบเขียวตัวโคร่ง กระโปรงลายตารางสวมทับกางเกงสีฟ้าด้านใน ในมือเธอถือศีรษะของตน ใช่ คุณอ่านไม่ผิด ศีรษะจำลองที่ดูมีชีวิตกว่าใบหน้าจริงของเธอเสียเอง

ในคอลเลกชั่นนี้ Gucci กำลังรื้อสร้างอัตลักษณ์ของตน เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ รื้อ ? สร้าง ? รื้อ คือ Gucci รื้อหางานออกแบบของแบรนด์ที่สั่งสมมายาวนานหลายศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นลายโมโนแกรม สีเขียว-แดง เหล็กจากบังเหียนคุมม้า และตรา GG รื้อ คือ Gucci รื้อหาแรงบันดาลใจจากยุคฮิปปี้ และ 80s ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาบาน สูทปกยักษ์ ที่ปรากฏมาแล้วในฤดูกาลก่อน ๆ และในฤดูกาลนี้ Gucci ข้ามฝั่งไปรื้อของเก่าถึงมหานครนิวยอร์ก สะท้อนออกมาเป็นชื่อเมือง New York ที่ปักลงบนเสื้อผ้า รวมไปถึงตรา Yankee และ Paramount Pictures ที่มีให้เห็นตลอดทั้งโชว์

สร้าง คือ ผ่านการยำรวมของเก่า Alessandro ได้สร้างมิติใหม่ของการแต่งตัวขึ้น ในคอลเลกชั่นนี้ Alessandro ทำตัวเป็นหมอผ่าตัด ผ่าแยกความงดงามของยุคสมัย ผ่าแยกเสื้อผ้าชิ้นเก่าของคุณยายเมื่อ 40 ปีก่อน ผ่าแยกความเป็นเด็กแนวของนิวยอร์ก ก่อนจะประกอบร่างมันใหม่บนตัวนายแบบและนางแบบที่เดินวนอยู่ในห้องผ่าตัดของเขา

 

What about the head?

แน่นอนว่ามิใช่เพียงเสื้อผ้าเท่านั้นที่ถูกผ่าแยก ส่วนตัวผู้สวมใส่เองก็เช่นกัน นางแบบ 2 หัว บนคอและในมือ เหมือนกำลังสื่อสารกับเราว่าอัตลักษณ์ของตัวเธอก็ถูกตัดออกจากร่างเช่นกัน เพื่อสะท้อนความยุ่งเหยิงของโลกอันศิวิไลซ์ Alessandro ร่วมมือกับบริษัททำอุปกรณ์การแสดงพิเศษ ชื่อว่า Makinarium สร้างสรรค์แบบจำลองต่าง ๆ อาทิ ศีรษะคน ลูกมังกร กิ้งก่า แรงบันดาลใจมหาศาลที่วนเวียนอยู่ในคอลเลกชั่นนี้ มีหมอมือฉมังนามว่า Alessandro Michele รออยู่ริมเตียงผ่าตัด คอยจับมันมาแยกส่วน เย็บใหม่ คอลเลกชั่นนี้คื Intertextuality อันเป็นรูปธรรม บนโลกตัดแปะ สิ่งใหม่เป็นเพียงการประกอบสร้างสิ่งเก่าจากความทรงจำ คลับคล้ายคลับคลา แต่เหมือนไม่เคยเห็น