Posts

พลิกแพลงเพื่อแตกต่าง! Gucci เปิดตัวรองเท้าโลฟเฟอร์ดีไซน์ใหม่ที่มีการ cut-out ลดทอนน้ำหนักและพับส้นได้เพื่อเพิ่มความสบาย

แม้จะปิดไตรภาคของแฟชั่นคอลเลคชั่นไว้ใน Epilogue เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางออนไลน์กับการให้ช่างตัดเสื้อและดีไซน์เนอร์มารับบทนายแบบนางแบบสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัวเองออกแบบ

แต่ Gucci ก็ยังไม่หยุดที่จะนำสิ่งต่าง ๆ มาสร้างสรรค์รวมกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ครับ ล่าสุดทางแบรนด์ได้ปล่อยรองเท้าโลฟเฟอร์อีกหนึ่งไอเท็มชิ้นไอคอนิกของแบรนด์ในรูปแบบ hybrid ผสมผสานที่นำรายละเอียด cut-out ตามสไตล์รองเท้าแตะรัดส้นมาใช้ในการดีไซน์ครับ 

รองเท้าโลฟเฟอร์หนังสุดคลาสสิกนี้ได้รับการออกแบบครั้งใหม่ให้พับบริเวณส้นได้ ทำให้สามารถสวมใส่เป็น slip-on แบบลำลองได้ง่าย ๆ สร้างเสน่ห์อันร่วมสมัยและเป็นการพลิกแพลงเพื่อต้อนรับซัมเมอร์ ตัวรองเท้าทำมาจากหนังวัว และเน้นย้ำความงามด้วยตัวล็อกโลโก้ Interlocking G Horsebit เคลือบเงาสีทอง-ดำที่ด้านบน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าโลเฟอร์ตกแต่ง Horsebit คู่คลาสสิกของแบรนด์ ด้านหน้ารองเท้ายังมีการ cut-out ออกเป็นช่องระบายอากาศ ซึ่งเป็นการนำรูปลักษณ์ดั้งเดิมของรองเท้าโลฟเฟอร์มาคิดใหม่ทำใหม่ได้ไม่เหมือนใครและยังลดน้ำหนักลงเพื่อตอบสนองรูปแบบการใส่สบายๆของรองเท้าคู่สวยนี้  

รองเท้า 1953 Horsebit leather loafer คู่คลาสสิกของ Gucci

รองเท้าโลฟเฟอร์คู่นี้สนนราคาอยู่ที่ 950 เหรียญฯ (ประมาณ 29,400 บาท) พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วทางเว็บไซต์ของ Gucci ถือเป็นรองเท้าอีกรุ่นหนึ่งจากแบรนด์ที่โดดเด่นและน่ามีไว้สำหรับช่วงที่เริ่มกลับไปเที่ยวได้แล้วแบบนี้ครับ! 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Light / summer *15.50 pm/ ROMA

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

GUCCI’s EPILOGUE : When the curtain closed.

ปิดฉากอย่างดงามของไตรภาคแห่งความรักจาก Alessandro Michele ที่ปฐมบทเร่ิมในแฟชั่นโชว์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงภาคสองในแคมเปญโฆษณานำเสนอในเดือนพฤษภาคม และบทส่งท้ายอันเป็นบทจบ Epilogue ที่รูดม่านปิดไตรภาคแห่งความรักนี้อย่างงดงามสมบูรณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา(19.00 น.17/07/20)

แม้มหากาพย์ความรักนี้จะมีบทจบที่คาดไม่ถึงด้วยวิกฤติไวรัสโคโรนา-19 ที่ทำให้ฉากจบที่สมควรจะอบอวลไปด้วยสวนสวยและมวลหมู่พฤกษากลับกลายเป็นการที่ต่างคนต่างมี social distancing และการเดินทางไปชมคอลเลกชั่นอย่างใกล้ชิดกลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ บทส่งท้ายนี้จึงอยู่กันแบบสันโดษต่างคนต่างชื่นชมผ่านจอคอมพ์ ซึ่ง Gucci ก็จัดให้หนำใจ 12 ชั่วโมงตั้งแต่บ่ายโมงตรงในประเทศไทย จนถึงถึงการโชว์ให้เห็นอาภรณ์ในคอลเลกชั่นและหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายภาพต่างๆ ไปเรื่อยจนครบ 12 ชั่วโมง เรียกว่าดูกันจุใจผ่านทาง www.gucci.com 

ในเมื่อเราไปยังสวนของกุชชี่ไม่ได้ กุชชี่ก็ส่งพืชผักและผลไม้ออร์แกนิกมาให้สื่อมวลชนถึงออฟฟิศและถึงบ้านเพื่อจะได้เข้าใจกับบทส่งท้ายนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีบางคนได้ส้มโอเป็นลูกๆ ไปส่งถึงบ้านนอกเหนือจากเงาะ กล้วย แอปเปิ้ล แก้วมังกร มะเขือเทศเชอร์รี่ ถั่วแขก ผักสลัดและเห็ด ก็ต้องบอกว่ามาเหนือชนิดที่ใครๆ ก็ต้องอ้าปากค้าง

ระหว่างการดำเนินบทส่งท้ายไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงเวลาทุ่มตรงที่มีลุคในคอลเลกชั่นมาให้ชมต้องบอกว่าทำได้ดีมากๆ เพราะเป็นการนำเสนอเบื้องหลังการถ่ายภาพแฟชั่นหรืออาจจะเป็นแคมเปญของคอลเลกชั่นนี้ที่ Campo Boario และ Palazzo Sacchetti ในกรุงโรม ได้เห็นการแต่งหน้าโมเดลที่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของคอลเลกชั่นต่างๆ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับอเลสซานโดร เขาจึงมาคิดว่าบทส่งท้ายนี้นักแสดงก็ควรจะเป็นพวกเขาเหล่านี้ที่เป็นนักออกแบบและมีความคิดสร้างสรรค์และแน่นอนย่อมมีความเป็นกุชชี่ ใน Lookbook ที่เพิ่งส่งมาสดๆ ร้อนๆ และในช่วงนำเสนอคอลเลกชั่นตอนทุ่มตรงเราจึงเห็นภาพคนเหล่านี้ในลุคต่างๆ ของคอลเลกชั่นนี้ ที่ทำให้รู้สึกจริงมากยิ่งกว่าใช้โมเดล เพราะพวกเขาก็มีรูปร่างแบบคนปกติส่วนใหญ่ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทว่าเป็นเรื่องของบุคลิกที่ทำให้แครีย์ลุคนั้นๆ ได้ แน่นอนว่าสาวกกุชชี่ก็ย่อมทำได้เฉกเช่นเดียวกันเพราะเป็นเรื่องของอินเนอร์ล้วนๆ

ความเก๋อยู่ที่เขาทำให้โมเดลในลุคต่างๆ เป็นเหมือนตุ๊กตากระดาษ มีข้อความเขียนเน้นในส่วนที่ต้องการเน้น มีสติ๊กเกอร์ติดให้ซูมว่าเป็น detail ของเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่บิวตี้ มีแม้แต่แยกรูปมาเฉพาะส่วนหน้าแล้วเติมสีลิปสติกเข้าไปในหน้าชายหนุ่มแล้วมีป้ายสติ๊กเกอร์ใสแปะพร้อมข้อความลองทาลิปสติกดู นี่คือความสนุกที่เราได้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่อเลสซานโดร ต้องการเน้นย้ำ รวมไปถึงการทาสีเล็บของหนุ่มๆ (หลากวัย)ที่มาเป็นแบบ ว่าให้ทาเล็บสีดำหรือสีแดงเพียงบางนิ้วเท่านั้น ก็เก๋ไปอีกแบบ กุชชี่ก็ยัง no gender เช่นเคยแต่สนุกตรงที่ล้ำให้เพศสภาพชายทำในหลายๆ สิ่งที่คาดไม่ถึง แม้แต่การผูกผ้าโพกผมทำจากผ้าชีฟองพิมพลายดอกไม้ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ชายทำตามแน่ๆ

ลายดอกไม้ ลายพันธ์ุพฤกษาที่คลี่คลายมาจากลายยุคอาร์ตนูโวช่วงเซเวนตี้ส์ เขียนไม่ผิดเพราะยุคเซเวนตี้ส์นำเอาลายอาร์ตนูโวกลับมาทำเป็นลายแบบเซเวนตี้ส์ ใครยังทันแบรนด์แฟชั่นที่ชื่อ Biba ของลอนดอนต้องนึกออก เราจึงเห็นลายดอกป็อปปี้ที่มีก้านยาวคดโค้ง ดอกคาร์เนชั่นที่มีกลีบพับจับระบายสวย ลายดอกแอนนีโมนี(Anemone)สุดฮิตของยุคนั้น และอีกหลายๆ ลายดอกไม้แบบเซเวนตี้ส์ที่มาสร้างสีสันเจิดจ้าสมกับฤดูกาลที่แสงอาทิตย์มาปลุกทุกสรรพสิ่งบนโลกให้ผ่านพ้นฤดูหนาว 

คือความฮิปคือความเนิร์ดและคือความกุชชี่ที่หลอมรวมเป็นบทส่งท้าย ไม่มีซิลลูเอทที่สวมใส่ยากเพราะจำกัดเรื่องรูปร่าง หากแต่ถ้าใจไปลุคไหนๆ ก็แครีย์อยู่ ลายโลโก้ GG ก็ยังมีอยู่ ทั้งแจ็คเก็ตผ้าเดนิมตกแต่งด้วยหนังในส่วนของขอบกระเป๋าหรือข้อแขนของเสื้อ ผ้าสักหลาดแต่ทำให้เนื้อบางและสวมใส่สบาย เติมสีสันด้วยผ้าพันคอลายดอกที่จับพลีทคลายๆ เหมือนผ่านการใช้งานมานานมาผูกแทนโบไท ถือกระเป๋าทรงโบโฮใบใหญ่ที่จุของได้สารพัดตกแต่งด้วยแถบสีเขียวแดงอันคลาสสิกของกุชชี่

เครื่องประดับก็สุดเหวี่ยงด้วยงานโลหะในรูปทรงแบบโรโคโค ลูกปัดโลหะของชนเผ่า สร้อยทองกับจี้โลหะสุดเท่ เข็มขัดหนังเส้นใหญ่ที่หัวเข็มขัดเป็นโลหะหล่อลายวิจิตร ส่วนรองเท้านั้นเป็นทรงคลาสสิกตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์ Horsebit  ในส่วนลายตกแต่งต่างๆ รองเท้าบู้ตลายหนังงูสามารถแมตช์ได้ทุกลุคถ้าใจต้องการ รองเท้าผู้หญิงมีส้นสูงตันหนาแต่งส้นด้วยโลหะมันวาวโดยรอบ ของสุภาพบุรุษมีทั้งรองเท้าทรงคลาสสิกไปจนถึงรองเท้าสนีกเกอร์สีสดจ้า รองเท้าผ้าใบลายดอกไม้ โดยมีถุงเท้าสูงยาวไปถึงเข่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าลุคนั้นเป็นกางเกงขาสั้นของหนุ่มๆ

ยังมีลายการ์ตูนของ Looney Tunes ที่เราประทับใจกันถ้วนทั่ว แต่สะดุดตาที่สุดก็คือกระเป๋าทรงโท๊ตลายโลโก้ GG ที่มีตัวการ์ตูนโดราเอมอนในอากัปกิริยาต่างๆ ประดับอยู่ทั่วไป ถือเป็นการ์ตูนจากเอเชียที่โดดเด่นขึ้นมาในลวดลายของเหล่าลูนนีย์ตูน แต่ส่วนตัวก็ยังชอบลวดลายที่มีเส้นสายแบบอาร์ตนูโวฉวัดเฉวียนแต่เมื่อมองให้ชัด อ้าวนั่นคือลูกเป็ดจอมซนหลานๆ ของโดนัลด์ ดัก ที่แสนน่ารัก คือ Huey, Dewey และ Louie ต้องบอกว่าปังมากๆ กับการสร้างสรรค์ลวดลายของกระเป๋าต่างๆ 

บทส่งท้ายที่แสนจะโรแมนติก อบอวลไปด้วยดอกไม้ พันธุ์พฤกษาและการ์ตูน แต่ยิ่งล้ำไปอีกในเรื่องไร้เพศสภาพเพราะในคอลเลกชั่นนี้ทุกชิ้นจับมาผสมผสานโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องเพศสภาพยิ่งกว่าทุกๆ ภาคของไตรภาคแห่งความรักนี้ เป็นการรูดม่านปิดพร้อมเสียงปรบมือกึกก้องชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่เราจะได้สัมผัสในปีหน้าที่กุชชี่จะมีการจัดแสดงคอลเลกชั่นเพียง 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น ระหว่างรอที่จะเป็นเจ้าของชิ้นสวยๆ ของคอลเลกชั่นนี้ที่จะเข้าบูติกคงช่วงไตรมาสแรกปีหน้า เราก็ตื่นเต้นว่าปฐมบทของจักรวาลกุชชี่ในปีหน้านั้นจะเป็นเช่นไร     

รับชมไลฟ์สตรีมต่อเนื่อง 12 ชั่วโมงจาก Gucci ก่อนชมโชว์ล่าสุด “Epilogue” ได้แล้วตอนนี้!

รับชมการไลฟ์สตรีมมิ่งความยาวกว่า 12 ชั่วโมงนำเสนอความเป็นมาและเรื่องราวของ #GucciEpilogue โดย Creative Director คนเก่งชาวอิตาลี Alessandro Michele ต้องการจะนำเสนอมุมมองใหม่ในการนำเสนอคอลเล็กชั่นในรูปแบบดิจิทัล สามารถรับชมอินโทรที่เปิดเผยสิ่งที่อยู่ด้านหลังม่านของพิธีกรรมอันเป็นที่รักของ Michele ได้แล้วผ่าน Gucci.com และ YouTube และ Twitter ของ Gucci ก่อนจะไปชมความอัศจรรย์ของวงการแฟชั่นผ่านโชว์เต็มรูปแบบได้หนึ่งทุ่มตรง(ตามเวลาประเทศไทย)วันนี้ครับ

GUCCI เตรียมนำเสนอคอลเล็กชั่นล่าสุด EPILOGUE ในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางไลฟ์สตรีมมิ่งความยาว 12 ชั่วโมง!

วันที่ กรกฎาคม 2020 – Gucci มีความยินดีที่จะประกาศว่าผู้อำนวนการฝ่ายสร้างสรรค์ อเลสซานโดร มิเคเล จะนำเสนอคอลเลคชั่น Epilogue ผ่านทางไลฟ์สตรีมมิ่ง พร้อมทั้งเปิดตัววีดีโอพิเศษที่มีการเล่าเรื่องราวผ่านทางรูปภาพ

แฟชั่นโชว์นี้จะออกอากาศในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2020 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ Milan Digital Fashion Week บนแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายแห่งทั่วโลก โดยแฟชั่นโชว์ในรูปแบบของวีดีโอที่มีการเล่าเรื่องราวพิเศษนี้จะเริ่มในเวลา 14.00 น. CEST (หนึ่งทุ่ม ประเทศไทย) ในขณะที่การไลฟ์สตรีมมิ่งแบบต่อเนื่อง 12 ชั่วโมงนั้นจะเริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 น. CEST (บ่ายโมงประเทศไทย)

ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ อเลสซานโดร มิเคเล ต้องการที่จะเขียนบทสรุป (Epilogue) ส่งท้ายของเรื่องราวที่เริ่มต้นจากโชว์ครั้งล่าสุดของเขา “An Unrepeatable Ritual”เมื่อเขาเริ่มชื่นชมถึงความอัศจรรย์ของวงการแฟชั่นโดยการเปิดเผยสิ่งที่อยู่ด้านหลังม่านของพิธีกรรมอันเป็นที่รักของเขา วันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ก็จะเป็นวันที่เขาจะนำเสนอบทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวนี้ การทดลองเล่น ๆ นี้มีเป้าหมายที่จะทำตรงข้ามกับกฎเกณฑ์และมุมมองแบบดังเดิมของวงการแฟชั่น

การคัดเลือกทีมงานจากออฟฟิศออกแบบของเขา คอลเลคชั่น Epilogue จะถูกนำเสนอผ่านทางคอลเลคชั่นรวมชายหญิง พร้อมด้วยเมล็ดพันธุ์ของสิ่งที่จะเป็นในอนาคตอันใกล้นี้

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Colosseum /The temple of the Sybil /stars on silk “

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

งานอีเว้นท์ทั้งหมดประกอบไปด้วยการไลฟ์สตรีมมิ่งต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง และ วีดีโอที่มีการเล่าเรื่องราวแบบพิเศษ ซึ่งจะเริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 8.00 CEST (บ่ายโมงประเทศไทย)บน Gucci.com, YouTube, Twitter, Weibo และ Gucci App และตอน 12.00 น. (ห้าโมงเย็นประเทศไทย) บน Gucci Facebook

 ส่วนไฮไลต์อย่าง แฟชั่นโชว์ในรูปแบบวีดีโอที่มีการเล่าเรื่องราวจะออกอากาศตอน 14.00 น. CEST (หนึ่งทุ่ม ประเทศไทย) บน Gucci.com, YouTube, Twitter, Instagram, Facebook, Weibo, Gucci App และ ช่องทางการของ CNMI เรียกได้ว่าห้ามพลาดเลยครับสำหรับวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2020 นี้!!

ปรับกลยุทธ์! Gucci เตรียมปรับราคากระเป๋ารุ่นสำคัญเพิ่มขึ้น 5%-9%

เป็นประจำสำหรับช่วงนี้ที่ทางเราได้นำเสนอข่าวการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของแบรนด์หรูต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจในยุคโควิด-19 และสำหรับวันนี้นั้นมีรายงานออกมาว่า Gucci จะปรับขึ้นราคากระเป๋าของตนเองเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นกันครับ 

Jefferies บริษัททางการเงินชื่อดังในสหรัฐฯ รายงานว่า Gucci จะปรับราคากระเป๋าเพิ่มขึ้น 5%-9% ในตลาดประเทศจีน อิตาลี และสหราชอาณาจักร โดยกระเป๋ารุ่น Dionysus มีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2,290 เหรียญฯ (ประมาณ 70,990 บาท) และรุ่น Zumi เป็น 2,980 เหรียญฯ (92,380 บาท)

ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ของ Gucci นั้นคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ของแบรนด์คู่แข่งอย่าง Louis Vuitton และ Chanel (คาดว่าเพื่อวัดว่ากลุ่มลูกค้าหลักผู้มีกำลังซื้อนั้นจะยังคงซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นอยู่หรือไม่) 

อีกทั้งจากการวิเคราะห์ของ Cereda นั้นระบุว่า การปรับราคาครั้งนี้จะลดช่องว่างระหว่างราคากระเป๋าที่ถูกกว่าในยุโรปกับราคากระเป๋าที่สูงกว่าในตลาดสำคัญอย่างจีน และถือเป็นโอกาสที่แบรนด์จะบรรเทาปัญหาจากรายได้ที่ลดลงได้ครับ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงการขึ้นราคากระเป๋าครั้งนี้จากฝั่ง Gucci เอง ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่า ทางแบรนด์จะมีกลยุทธ์อย่างไรต่อไปเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมแฟชั่นนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเสี่ยงเราขอแนะนำว่าให้รีบจับจองกระเป๋าใบสวยทีเล็งก่อนจะต้องเสียดายทีหลังครับ!  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สวยและเก่งมาก! Emma Watson ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการด้านความยั่งยืนของกลุ่มแบรนด์หรู Kering บริษัทแม่ของ Gucci และ Saint Laurant

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บอร์ดบริหารของ Kering กลุ่มแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสผู้เป็นบริษัทแม่ของ Gucci, Yves Saint Laurant และ Balenciaga ได้ออกมารับรองกรรมการบริหารรายใหม่ที่จะเข้านั่งในบอร์ดของบริษัทหลังจากการเสนอชื่อเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ที่จะมาเป็นกรรมการรายใหม่ของบริษัทนั้นคือ นักแสดงชาวอังกฤษชื่อดังอย่าง Emma Watson จาก Harry Potter และ Beauty and the Beast นั่นเอง  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Kering is proud to announce that Emma Watson is joining its Board of Directors, alongside Jean Liu and Tidjane Thiam. Their appointments have been approved by Kering’s shareholders during the Group’s Annual General Meeting, as proposed by the Board of Directors in March 2020. Emma Watson has also been appointed Chair of the Sustainability Committee of the Board of Directors. The combined wealth of experience and skillsets of these three well-known figures will be complementary assets to the Group, enhancing the quality of the work done by the Board of Directors. The latter will benefit from their contribution in defining the Group’s strategic orientations. “I am delighted to welcome Jean Liu, Tidjane Thiam and Emma Watson to our Board of Directors. Their respective knowledge and competence, the multiplicity of their backgrounds and perspectives will be invaluable additions to the reflections of Kering’s Board of Directors. The collective intelligence that comes from the diversity of point of views and the richness brought by different experiences are crucial to the future of our organization, and I am proud to add such impressive talents to the team.” François-Henri Pinault, Chairman and CEO of Kering. Click on the link in bio for more info. Photo by Carter Bowman @emmawatson

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

นอกจากการเป็นนักแสดงมากฝีมือแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่า Watson ยังมีบทบาทที่โดดเด่นในฐานะนักกิจกรรม ทั้งการเป็นทูตของ UN Global Goodwill ตั้งแต่ปี 2014 หรือการจัดทำแคมเปญ HeForShe เพื่อกระตุ้นให้สุภาพบุรุษมีส่วนร่วมในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ เธอได้ออกมาสนับสนุนสิทธิของ LGBTQ หลังจากที่ J.K. Rowling ออกมาพูดถึงชาวทรานส์ในเชิงลบ  

ส่วนด้านแฟชั่น Watson ได้ผลักดัน sustainable fashion มาโดยตลอด เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลระหว่างการเดินพรมแดง, การร่วมมือกับ Alberta Ferretti นักออกแบบชาวอิตาเลียนในการออกคอลเลคชั่นสีเขียวเมื่อปี 2011 และการเป็นบรรณาธิการรับเชิญในการพูดถึงประเด็นนี้เมื่อปี 2014 ด้วยความทุ่มเทเพื่อการสร้างความยั่งยืนในวงการแฟชั่นเหล่านี้ ทำให้ Kering ได้คัดเลือกเธอให้เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการด้านความยั่งยืน (sustainability committee) ของบริษัทครับ 

นอกจากนี้ยังมีกรรมการใหม่อีก 2 รายที่เข้ามาร่วมบอร์ดของบริษัทด้วย ได้แก่ Tidjane Thiam ชาวฝรั่งเศส-โกตดิวัวร์ อดีตประธานบริหารของบริษัททางการเงิน Credit Suisse และปัจจุบันเป็นตัวแทนของ African Union ในการจัดการปัญหาโควิด-19 ซึ่ง Thiam จะเข้ามาเป็นกรรมการตรวจสอบ (audit committee) ของ Kering และอีกราย คือ Jean Liu ประธานบริษัทคมนาคม DiDi Chuxing ในประเทศจีน ผู้มีส่วนในการผลักดันบทบาทผู้หญิงในสายงานเทคโนโลยีและเศรษฐกิจครับ  

L’Officiel Hommes ก็ขอแสดงความยินดีแก่ Watson, Thiam และ Liu ที่ได้มีส่วนร่วมในการเข้ารับตำแหน่งในบอร์ดบริหารของ Kering มา ณ ที่นี้ด้วยครับ!

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Kering is proud to announce that Jean Liu is joining its Board of Directors, alongside Tidjane Thiam and Emma Watson. Their appointments have been approved by Kering’s shareholders during the Group’s Annual General Meeting today, as proposed by the Board of Directors in March 2020. The combined wealth of experience and skillsets of these three well-known figures will be complementary assets to the Group, enhancing the quality of the work done by the Board of Directors. The latter will benefit from their contribution in defining the Group’s strategic orientations. “I am delighted to welcome Jean Liu, Tidjane Thiam and Emma Watson to our Board of Directors. Their respective knowledge and competence, the multiplicity of their backgrounds and perspectives will be invaluable additions to the reflections of Kering’s Board of Directors. The collective intelligence that comes from the diversity of point of views and the richness brought by different experiences are crucial to the future of our organization, and I am proud to add such impressive talents to the team.” François-Henri Pinault, Chairman and CEO of Kering. Click on the link in bio for more info.

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

GUCCI เปิดตัวคอลเล็คชั่นล่าสุด OFF THE GRID ที่ผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิลพร้อมร่วมงานกับดารานักร้องชื่อดังมากมายอาทิ Jane Fonda, Lil Nas X, King Princess, Miyavi และ David de Rothschild

คอลเล็คชั่น Off The Grid ได้รับการออกแบบมาด้วยความตั้งใจที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ผลิตนั้นเน้นวัสดุรีไซเคิล วัสดุชีวภาพ และวัสดุที่มีที่มาจากแหล่งยั่งยืน รวมถึงECONYL®เส้นไยไนล่อนที่ทำมาจากขยะที่เกิดก่อนและหลังที่ผ่านการบริโภคแล้ว

มนุษย์ทุกคนต่างปรารถนาจะเชื่อมโยงกับโลกภายนอก มีความหลงใหลในพลังและความสง่างามของธรรมชาติรวมถึงให้ความสำคัญกับความสนุกสนานและจินตนาการที่พวกเขาสามารถเข้าไปสำรวจได้ความปรารถนาที่จะสำรวจวิถีชีวิตนี้ รวมถึงธรรมชาติโดยรวมเป็นความปรารถนาโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ ทำให้การเดินทางกลายเป็นสิ่งมีค่าเพราะมันช่วยหล่อเลี้ยงจินตนาการและทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองที่Gucci ได้น้อมนำเอาไอเดียการเดินทางสำรวจวิถีชีวิตนี้มาใช้เป็นแนวทางการค้นพบและแสดงออกถึงความเป็นตัวตน

สินค้าในคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยกระเป๋าเดินทาง แอคเซสเซอรี่ต่างๆ  รองเท้า และเสื้อผ้า นอกจากนี้ Gucci ยังได้ปล่อยแคมเปญภาพที่สร้างสรรค์โดย อเลสซานโดร มิเคเล่ และถ่ายภาพโดยช่างภาพและผู้กำกับมือดีอย่างฮาร์โมนี คอรีนโดยให้ภาพนำเสนอเรื่องราวของผู้คนเมืองที่ตัดสินใจอยู๋ในบ้านต้นไม้แบบพื้นๆ ที่สร้างขึ้นกลางป่าคอนกรีตที่สูงตระหง่านของมหานครอันทันสมัย ความแตกต่างอันน่าทึ่งระหว่างโครงสร้างไม้ขนาดเล็กที่ประกอบกันอย่างหยาบๆ ผสมกับความเขียวขจีและแผ่นไม้กระดานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ตัดกับตึกสูงระฟ้าที่สูงชัน ทำให้ภาพที่ออกมาดูแตกต่างและดูเหมือนกับนำสำรวจที่  กำลังยืนอยู่ในโลกอนาคตของเหล่ามวลมนุษยชาติ และแน่นอนที่สุดว่าบ้านต้นไม้และการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายได้กลายเป็นการอุปมาที่ทรงพลังเพื่อตอบสนองความปรารถนาที่จะหนีออกจากชีวิตปกติไปเพลิดเพลินกับประสบการณ์การใช้ชีวิตนอกระบบมากขึ้น

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“You've Got The Love”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

อเลสซานโดร มิเคเล่ได้กล่าวไว้ว่า “คอลเล็คชั่นนี้เป็นผลงานที่ได้จากการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทุกๆคนต่างร่วมมือกันเพื่อสิ่งนี้ รวมไปถึงแคมเปญนี้ด้วยเช่นกันที่ไอเดียคือการนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่กำลังสร้างสิ่งใหม่ ผมจินตนาการว่าเราสามารถสร้างบ้านต้นไม้ขึ้นกลางเมืองได้ เหมือนกับเด็กๆที่เล่นในสวนสาธารณะ และเพราะเราทุกคนต้องสร้างบ้านนี้ให้เกิดขึ้น หรือเพื่อค้นหาว่าโลกเรายังคงอยู่แม้จะดูเหมือนว่ามันไม่มีอยู่จริงหรือถ้ามีก็อยู่ไกลมาก็ตาม  

กลุ่มคนที่สร้างบ้านต้นไม้ในแคมเปญที่ถ่ายทำขึ้นใน ลอสอองเจลิส ก่อนหน้านี้ได้นักแสดงหญิงผู้มีรางวัลการันตี เจน ฟอนด้า;มิยาวิ ผู้ผลิตภาพยนตร์ นักเขียนและนักต่อสู้ นักกีต้าร์ นักแต่งเพลง ผู้ผลิตเพลง และนักแสดง;เดวิด เดอ ร็อธส์ไชลด์นักสำรวจและนักสิ่งแวดล้อม; แร็พเปอร์ชนะรางวัลแกรมมี่ นักร้องและนักแต่งเพลง ลิล นาส เอ็กซ์; และ คิงส์ พริ้นซ์เซส นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี และผู้ผลิตเพลงภาพทั้งหมดถ่ายทำในลอสแองเจลลิสก่อนเหตุการณ์ปัจจุบัน  

แคมเปญนี้จะถูกแสดงอยู่บนGucci ArtWalls ทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป ในสถานที่ต่าง ๆ อาทิเช่น Largo la Foppaในเขต Corso Garibaldiเมืองมิลาน; ถนนBrick Lane นอกเขตลอนดอนออกไปทางตะวันออก; เขต Fengsheng Liและเขต Jinganในนครเซี่ยงไฮ้; และหลังจากนั้นจะนำออกแสดงบนถนน Lafayetteใกล้โซโห เมืองแมนฮัตตัน; เขต Lan Kwai Fong ถนน D’Aguilarในฮ่องกง; และเขต Da’an ถนนYongkangไทเป

ดูโพสต์นี้บน Instagram

@gucciequilibrium is defined by one of its pillars—Planet—to reduce environmental impacts within Gucci’s direct operations and across the entire supply chain and introduce sustainability at every stage of the Gucci creation process—from the design phase where designers think outside traditional material choices, to use alternative and sustainable approaches. Other production and manufacturing processes include the Gucci Scrap-less program, uses less water and chemicals and minimizing the amount of finished leather scraps by tanning only the leather needed for production. Gucci also promotes metal or chrome free tanning for a lower environmental impact and upcycles leather and textile offcuts created during manufacturing through the ‘Gucci-Up’ program. Discover more on @gucciequilibrium.

โพสต์ที่แชร์โดย Gucci (@gucci) เมื่อ

นอกจากนี้ในGucci App ยังเปิดให้ผู้ใช้แอพได้ทำอะไรที่ท้าทาย เช่น การทำควิซตามธีมด้วยการตอบคำถามเกี่ยวกับคอลเลคชั่นและกระบวนการผลิตแบบหมุนเวียน โดยการได้รับแรงบันดาลใจจากแคมเปญนี้ผู้เล่นสามารถสร้างบ้านต้นไม้เสมือนจริงของตัวเองได้กลางกรุงด้วยการตอบคำถามให้ถูกต้องเพื่อปลดล็อควอลเปเปอร์ของธีมและแชร์บนโซเชียบมีเดียได้ความยั่งยืนในทุกระดับเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเคารพ: เคารพผู้คนที่อยู่ร่วมกันบนโลกนี้รวมถึงสิ่งแวดล้อม ถ้าเราทำให้ร่องรอยการปล่อยก๊าซทำลายสิ่งแวดล้อมของเราน้อยลง เราจะสามารถออกสำรวจโลกอย่างมีอิสระภาพมากขึ้น–อิสระที่จะทำตามความฝันความอยากรู้อยากเห็นการเปิดกว้างและความสุข

ครีเอทีฟไดเรคเตอร์:อเลสซานโดร มิเคเล 

อาร์ทไดเรคเตอร์:คริสโตเฟอร์ ซิมมอนด์ 

ช่างภาพ/ผู้กำกับ:ฮาร์โมนี คอริน

แสดงแบบโดยเจน ฟอนด้า, ลิล นาส เอ็กซ์, คิงส์ พริ้นซ์เซส, มิยาวิ และเดวิด เดอ ร็อธส์ไชลด์

แต่งหน้า:โธมัส เดอ คลีฟเวอร์

ออกแบบผมอเล็กซ์ บลาวเซลล์

เห็นผลแล้ว! Gucci ประกาศ ผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี 2562 โดยปริมาณการปล่อยคาร์บอนลดลงกว่า 21%

ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก Gucci เปิดตัวแคมเปญใหม่ที่อุทิศให้กับงานพัฒนาความยั่งยืนบนอินสตราแกรม Instagram.com/GucciEquilibrium และ Equilibrium เว็บไซต์ www.equilibrium.gucci.com เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีอย่างต่อเนื่องของGucciในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นกับผู้คนและโลกใบนี้ นอกจากนั้น Gucci ยังได้ประกาศผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า EP&L ว่าสามารถลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมไปได้อย่างมากถึง-21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

Gucci Equilibrium เปิดตัวครั้งแรกในงานวันสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2561โดยในปีนี้แคมเปญมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชุมชนที่รวมตัวกันแสดงความคิดเห็นในหัวข้อต่างๆ ที่มีความสำคัญมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในโลกปัจจุบัน นอกเหนือจากช่องทางดิจิตัลอื่น ๆ ของGucci Instagram.com/GucciEquilibriumและ www.equilibrium.gucci.comแคมเปญนี้เป็นการปูทาง ปละเปิดช่องทางใหม่เพื่อสื่อสารกับกลุ่มคนที่มีความสนใจ ชื่นชอบ และมีแรงบันดาลใจเดียวกัน ที่เรียกกันในชื่อว่า #GucciCommunity

GucciCommunity นี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีความคิดเห็นเดียวกัน ต้องการทำงานร่วมกันเพื่อยืนหยัดขึ้นต่อสู้เพื่อประเด็นทางสังคมที่กำหนดวิถีปฏิบัติต่อโลกและซึ่งกันและกัน แพล็ทฟอร์มดิจิตัลใหม่ของGucci จะทำหน้าที่แบ่งปันข้อมูลจากชุมชนที่อยู่บน Gucci Equilibrium และที่อื่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์และความคิดสร้างการเปลี่ยนแปลง

ดูโพสต์นี้บน Instagram

@gucciequilibrium is defined by one of its pillars—Planet—to reduce environmental impacts within Gucci’s direct operations and across the entire supply chain and introduce sustainability at every stage of the Gucci creation process—from the design phase where designers think outside traditional material choices, to use alternative and sustainable approaches. Other production and manufacturing processes include the Gucci Scrap-less program, uses less water and chemicals and minimizing the amount of finished leather scraps by tanning only the leather needed for production. Gucci also promotes metal or chrome free tanning for a lower environmental impact and upcycles leather and textile offcuts created during manufacturing through the ‘Gucci-Up’ program. Discover more on @gucciequilibrium.

โพสต์ที่แชร์โดย Gucci (@gucci) เมื่อ

Gucciดำเนินการภายใต้แรงผลักดันของประเด็นปัญหาที่เป็นพื้นฐานและมีอิทธิพลต่อการสร้างอนาคตส่วนรวมของพวกเราทุกคน เราจะยืดหยัดมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับผู้คนและธรรมชาติที่อยู่รายล้อมธุรกิจของพวกเรา ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการและความคืบหน้าในการลดปริมาณคาร์บอนที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากรายงาน EP&L ฉบับใหม่ปี2562นอกจากนั้น เรายังได้แสดงความรับผิดชอบในฐานะแบรนด์ดังระดับโลกและพาร์ทเนอร์ที่ทำงานภายในชุมชนเพื่อ  เพื่อปลุกระดมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและGucci Equilibrium มีความสามารถในการเรียกประชุมและรวบรวมเสียงของสมาชิกชุมชนเพื่อช่วยนำทางให้งานนี้ก้าวไปข้างหน้าได้”  Marco BizzarriประธานและซีอีโอของGucci กล่าว

เว็บไซต์www.equilibrium.gucci.comถูกกำหนดกรอบการทำงานภายใต้หลักสองประการคือ เพื่อมนุษย์และโลก จึงมุ่งเน้นสนับสนุนคำมั่นสัญญาและการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณคาร์บอนในสิ่งแวดล้อมและปกป้องธรรมชาติ ในขณะที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและต่อสู้เพื่อการเคารพระหว่างบุคคล รวมถึงการมีส่วนร่วม เพื่อให้ทุกคนในGucci Community มีอิสรภาพในการแสดงออกตัวตนที่แท้จริงและแตกต่าง เว็บไซต์นี้มาพร้อมกับโลโก้ใหม่ออกแบบโดยศิลปิน MP5

นอกจากนั้น Gucci ยังเพิ่มความหนักแน่นให้กับข้อความที่ต้องการสื่อสารในEquilibrium ให้เป็นมากกว่าข้อความจากแพลตฟอร์มด้วยการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Gucci.com, และGucci App  ที่ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถมีส่วนร่วมและชมสินค้าต่างๆที่มีส่วนในการสร้างความยั่งยืนมากกว่า400แบบ

Gucci 2019 EP&L

วันนี้ Gucci ได้ประกาศผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี2562 (EP&L) เพื่อเป็นข้อมูลมาตรฐาน     สำหรับวัดความคืบหน้าการทำงานเปรียบเทียบกับเป้าหมายความยั่งยืนที่ตั้งไว้ด้วยความทะเยอทะยาน และเป็นปัจจัยผลักดันกลยุทธ์วัฒนธรรมการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในช่วงปี 2558-2568วัตถุประสงค์เหล่านี้รวมถึง การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมของ Gucci 40% ของการดำเนินงานตรงและตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2558ทั้งหมดนี้ Gucci ได้สร้างความก้าวหน้าไปไกลกว่าที่กำหนดไว้และใกล้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รายละเอียดผลประกอบการEP&L ปี2562 แบบดิจิตัลแสดงให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับข้อมูลฐานปี พ.ศ.2558 Gucci สามารถลดผลกระทบโดยรวมของห้องเสื้อไปได้ทั้งหมด 39% โดย 37% เป็นการลดก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว,เมื่อเทียบกับผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี 2561 Gucci สามารถลดปริมาณคาร์บอนรวมได้ทั้งหมด21% เป็นก๊าซเรือนกระจก 18% ซึ่งสัมพันธ์กับการเติบโต(ปีฐาน 2558) ผลลัพธ์ที่สุดยอดแบบนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความพยายามของGucci ทั้งหมดที่เน้นขับเคลื่อนการปรับปรุงในพื้นที่ที่มีผลกระทบสูงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและสามารถวัดผลได้รวมถึง:

  • เพิ่มการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลและเส้นใยแบบธรรมชาติกับคอลเลคชั่นต่าง ๆ ของห้องเสื้อ และนำเหล็กมีค่าที่นำมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบมาใช้กับฮาร์ดแวร์และจิวเวลรี่ตกแต่ง เช่น การใช้ทองคำ 100% ethical gold ในงานผลิตจิวเวลรี่
  • ขยายกระบวนการทำงานแบบยั่งยืนและการผลิตแบบมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้วัตถุดิบไร้เศษ (scrap-less) สำหรับผลิตหนังและGucci-up เพื่อเวียนในวัฏจักรการผลิต
  • เปลี่ยนมาใช้พลังงานสีเขียว ทำให้ Gucci ใช้พลังงานแบบหมุนเวียนในร้าน สำนักงาน คลังสินค้า และโรงงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย100% ที่ตั้งไว้สิ้นปี 2563 

Gucci มีความมุ่งมั่นดำเนินงานโครงการที่เห็นว่าสำคัญต่อการทำงานเพื่อกราฟผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินต่อไปอย่างสวยงามรากฐานที่สาคัญของกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศของGucciนั้นรวมถึง ความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ภายใต้Scope 1, 2 และ 3ของพิธีสารเกียวโต) ที่ห้องเสื้อยึดถือจนกลายเป็นกลางทางคาร์บอนตั้งแต่ปี2561  แนวทางประจำปีของGucci ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนดำเนินงานตามขั้นตอนอย่างแรกเพื่อหลีกเลี่ยงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนั้นในมาตรการขั้นสุดท้ายทำการทดแทนการปล่อยก๊าซที่เหลือผ่านวิธีการทางธรรมชาติเช่น การส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกที่อยู่ภายใต้สถานการณ์วิกฤต


เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 50% ของ Gucci (เทียบกับปีฐาน2558) เกี่ยวข้องกับScope1 และ 2 และควบคุมโดยScope3(การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ, การเดินทางทางอากาศชั้นธุรกิจ, และการปล่อยก๊าซผ่านการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงทุกชนิด) ด้วยอัตราการลดเพิ่มเติมอีก 40% ตามการปล่อยก๊าซ Scope3จากการซื้อสินค้าและบริการในช่วงเวลาเดียวกัน

พิธีสารเกียวโตเป็นกรอบมาตรฐานระดับนานาชาติเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย Scope1 พูดถึงการปล่อยก๊าซโดยตรงจากแหล่งที่ควบคุมได้หรือเป็นเจ้าของเอง; Scope 2 กล่าวถึง การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการผลิตพลังงานที่ซื้อขาย; และ Scope 3กล่าวถึงการปล่อยก๊าซทางอ้อมที่เป็นทางอ้อมทั้งหมด (ไม่รวมอยู่ในScope 2) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทที่กำลังรายงานอยู่ รวมทั้งการปล่อยก๊าซต้นน้ำและปลายน้ำ

การทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ในปี2018 ทั่วโลกของ Gucci ผ่านโครงการ REDD+ระดับเยี่ยมที่ดำเนินงานครอบคลุมประเทศเคนย่า เปรู อินโดนีเซีย และกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เข้มงวดระดับโลก เรียกว่า Verified Carbon Standard และthe Climate, Community and Biodiversity Standards

เกี่ยวกับ Gucci Equilibrium

Gucci Equilibrium เป็นความมุ่งมั่นของเราที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดกับมนุษย์และโลก สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและปกป้องธรรมชาติ ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้ทุกคนใน Gucci Community ทั่วโลกมีอิสรภาพในการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงและแตกต่าง  ในขณะนี้เรากำลังเข้าสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ100 ปีของเรา เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ทศวรรษใหม่ด้วยความมุ่งมั่นส่งเสริมวัฒนะธรรมการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แสดงให้เห็นคุณค่าผ่านแนวทางนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม Gucci Equilibrium รวมหลักการทั้งหมดที่เรายึดถือเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงการกระทำเพื่อดูแลโลกของเราและพวกเราเอง เพื่ออนาคตโดยรวมที่ดีขึ้น

ดูโพสต์นี้บน Instagram

*My heavenly gang*

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

Gucci กับคอลเล็กชั่นล่าสุด Towards the Sun ที่จะมาปลดปล่อยจิตวิญญาณให้เป็นอิสระผ่านคู่สีสดใสมากมายหลายเฉด

สีสันเป็นกุญแจสำคัญที่นำจิตวิญญาณอันอิสระและความสนุกสนานให้กับคอลเลคชั่น Towards the Sunของ Gucciเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับชีวิตของเราสินค้าต่างๆในคอลเล็กชั่นนี้จึงถูกออกแบบด้วยการนำความคิดเรื่อง แสง และความอบอุ่นเข้ามาใช้โดยการนำเอาเฉดสีพาสเทลต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อสะท้อนถึงความสุขและการมองโลกในด้านที่ดี 

คอลเลคชั่นนี้มีมีสินค้าหลากหลายที่จตอบสนองการใช้งานทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการนำเสนอผ่านการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับวาระโอกาสต่าง ๆ เพิ่มความหรูหรา สง่างามและร่วมสมัย 

คอลเลคชั่นTowards the Sunนี้ประกอบด้วยสินค้าหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าเครื่องประดับ และเครื่องหนังขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยความโดดเด่นเฉพาะตัว เปี่ยมไปด้วยความเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์จากสัญลักษณ์ต่างๆของแบรนด์และฮาร์ดแวร์ต่างๆที่นำมาใช้ตกแต่ง

รายละเอียดสินค้าในคอลเลคชั่นTOWARDS THE SUN

กระเป๋าของสุภาพสตรีในคอลเลคชั่นTowards the Sunนี้เป็นกระเป๋าจากคอลเล็คชั่นGG Marmont 2.0, Gucci Zumiและ Gucci 1955 Horsebit ซึ่งทุกรุ่นนั้นสื่อถึงจิตวิญญาณอันเรียบง่าย สนุกสนานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Gucciที่ส่งเสริมการแสดงออกและความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละบุคคลมาอย่างต่อเนื่องกระเป๋าทุกรุ่นได้รับการตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของGucciไม่ว่าจะเป็น การนำเอาสัญลักษณ์Double G สีเงินวาวมาใช้กับกระเป๋ารุ่น GG Marmont 2.0 การใส่รายละเอียดที่โดดเด่นให้กับGucci Zumiโดยการรวมเอาสัญลักษณ์สองอย่างของแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์คือInterlocking Gและ Horsebitมาตกแต่งบนกระเป๋า และแน่นอนว่าสัญลักษณ์เหล็กคาดปากม้าสีทอง ถูกนำมาใช้กับกระเป๋ารุ่น Gucci 1955 Horsebitด้วยเช่นกัน

สำหรับกระเป๋ารุ่น GG Marmont 2.0 ในคอลเล็คชั่นนี้นั้นกระเป๋าทรงฝาพับนี้ มาพร้อมกับสายสะพายบ่ามีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 ขนาด คือขนาดมินิ ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ส่วนกระเป๋าทรงสำหรับใส่กล้องมี2 ขนาด คือ ขนาดมินิและขนาดเล็ก และท้ายสุดกระเป๋าทรงtop handle ที่มีหูจับด้านบนก็มีมาให้เลือกใน2 ขนาด เช่นกัน คือขนาดมินิและขนาดเล็ก ประดับด้วยฮาร์ดแวร์ลาย GG สีเงินมันวาว นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ฮาร์ดแวร์สีเงินนี้ ในส่วนของสีสันนั้น ก็มีให้เลือกหลากหลายในโทนสีพาสเทลสุดหวานทั้งสีเดี่ยวสีเดียวอย่าง สีชมพูเบบี้พิงค์ ฟ้าอ่อน เหลืองพาลเทล และสีเขียวอ่อนสดใส ไปจนถึงรุ่นมัลติคัลเลอร์ที่นำเอาสีทั้งหมดข้างต้นมารวมไว้ในใบเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าในเวอร์ชั่นหนังเอ็กโซติคหายาก (Exotic)มาเติมเต็มให้คอลเล็คชั่นนี้สมบูรณ์ขึ้น อาทิ หนังจระเข้ที่นำมาใช้กับกระเป๋าสะพายใบเล็ก และหนังงูที่ถูกนำมาใช้กับกระเป๋ารุ่นสะพายไหล่และกระเป๋าใส่กล้องด้วยเช่นกัน หนังหายากทั้งหมดเหล่านี้มาในโทนสีพาสเทลเช่นกันและด้วยความมันเงาของหนังเหล่านี้ยิ่งทำให้กระเป๋าเหล่านี้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น

กระเป๋า GG Marmont 2.0 ยังมีอีกรุ่นที่ได้รับการออกแบบด้วยการนำหนังมาบุและตัดต่อแบบเฉลียง ตัดขอบด้วยหนังสีฟ้า โทนสีคลาสสิคทั้งสองสีนี้สร้างความรู้สึกของการท่องทะเล และแต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์สัญลักษณ์ GGสีทองที่บิดเป็นเกลียว ที่เรียกว่า (twisted torchon Double G buckle)เช่นเดียวกับกระเป๋าอื่นๆกระเป๋าสะพายรุ่นมินิ กระเป่าสะพายแบบบัคเก็ตใบเล็ก และกระเป๋าสตางค์แบบมีสายสะพาย กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่บัตรต่างๆ ก็มีมาให้เลือกในโทนสีขาวขลิบฟ้านี้ด้วยเช่นกัน

กระเป๋า Gucci Zumi มีมาให้เลือกในโทนสีพาสเทลใน2 เฉดสี คือสีเขียวอ่อนและสีฟ้าอ่อน สำหรับรุ่นที่มีหูหิ้วด้านบนมาในทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมไปถึงกระเป๋าสะพายในรุ่นเล็กและมินิ นอกจากนั้นสีเขียวอ่อนและฟ้าอ่อนนี้ก็ยังถูกนำมาใช้กับกระเป๋าGucci Zumi  รุ่นที่ทำจากหนังนกกระจอกเทศด้วย

ส่วนกระเป๋า Gucci 1955 Horsebit ในคอลเล็คชั่นนี้ มีทรง tote ขนาดใหญ่และขนาดกลางในโทนสีขาวคลาสสิค พร้อมสายโซ่สีทองและหูจับด้านบนทำจากหนังให้เลือกส่วนกระเป๋า tote ขนาดกลางยังมีแบบหูจับด้านบนแบบยาวทำจากหนังสีขาวอีกด้วย ส่วนกระเป๋าผ้าแคนวาสลายGGดั้งเดิมนั้นก็มีให้เลือกในแบบกระเป๋าสะพายบ่า ส่วนของรุ่นเล็กและกลางนั้นถูกออกแบบให้มีหูจับด้านบนและกุ๊นขอบด้วยหนัง เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศอันแสนสดใสของซัมเมอร์ กระเป๋ารุ่น top-handle domeในขนาดกลางและเล็ก และกระเป๋าสะพายแบบฝาปิดขนาดเล็กก็ยังมีมาในสีเขียวอ่อนให้เลือกเช่นกัน   

ในคอลเลคชั่นนี้มีกระเป๋าทรงใหม่อย่างกระเป๋าทรง bucket ที่มีทรงแข็งด้านล่างส่วนด้านบนนั้นเป็นหนัง ปากกระเป๋ารูดด้วยเชือกหนัง ตกแต่งด้วยโลโก้ Horsebit ซึ่งเป็นเหล็กคาดปากม้าสีทองขนาดเล็ก กระเป๋ารุ่น Horsebitทรง bucketนี้ ยังมีรุ่นที่ทำจากผ้าแคนวาสลวดลาย GGแบบดั้งเดิมและกุ๊นขอบด้วยหนังสีน้ำตาล หรือ สีขาวให้เลือก พร้อมสายที่สามารถปรับสั้น – ยาวได้เมื่อสะพายหรือมัวนสายให้สั้นและถือด้วยมือ ภายในกระเป๋าซับด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ในโทนสีธรรมชาติ 

Gucciนำชีวิตมาสู๋ลายพิมพ์ต่าง ๆ ที่อยู๋ในคลังข้อมูลเดิม ไม่ว่าจะเป็นลาย Baiaderaสีแดง เหลือง เขียว ฟ้าเข้มมาใส่ลงบนกระเป๋าผ้าลินิน ตกแต่งด้วยป้ายหนังสีแดงรูปรีที่มีโลโก้ Gucciสีทองอยู่ด้านนอก มีหลากหลายรูปทรงให้เลือก อาทิเช่น กระเป๋าทรงmessenger แบบบางที่เป็นทรงใหม่ให้ความเป็นสตรีทแวร์ที่สามารถใช้สะพายแบบcross-body ได้ กระเป๋าเข็มขัดทรงเหลี่ยม กระเป๋าสะพายบ่าทรงครึ่งวงกลมที่ให้ลุคเฟมินีนที่ดูไม่เป็นทางการแต่สามารถใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับการใช้งานได้ทุกวันกระเป๋าทรงtote ที่ผสมผสานแบบตะวันออกและตะวันตก มีหูจับด้านบนพร้อมสายสะพายบ่าปรับได้ มีช่องใส่ของขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ในการใช้งานรวมไปถึงกระเป๋าเป้สะพายหลัง2 แบบ ที่ขนาดเล็กมีฝาเปิดและขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับผู้ชาย

ลายพิมพ์ Baiadera นี้ยังถูกนำมาใช้กับรองเท้าสุภาพบุรุษ ทั้งแบบมีเชือกผูกซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้งานได้หลากหลายและอยู่กึ่งกลางระหว่างรองเท้าผ้าใบและรองเท้าลำลองรองเท้า Espadrilles หรือรองเท้าพื้นสาน และรองเท้าแบบสไลด์มีพื้นยางอย่างหนา 

นอกจากนี้ยังมี่คอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับสุภาพบุรุษและสตรี โดยสุภาพบุรุษ มีเสื้อเชิ้ตโปโลผ้าฝ้ายและสินค้านิตแวร์อีกหลายแบบ เสื้อtracksuits ทำจากผ้าฝ้ายพิมพ์ลายตามฤดูกาลและลายทางWebซึ่งเป็นหนึ่งในลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องเสื้อ กางเกงผ้าฝ้ายและกางเกงจ๊อกกิ้ง เสื้อแจ็คเก็ตแบบbomberผ้าไหมพิมพ์ลายสีเขียวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเสื้อแจ็คเก็ตที่มีน้ำหนักเบา 

ส่วนสินค้าเครื่องหนังขนาดเล็ก เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่เหรียญ และกระเป๋าขนาดมินิมีสายรวมถึงสินค้าทำจากผ้าไหมอีก3แบบที่มาพร้อมกับลายพิมพ์Baiaderaซึ่งประกอบไปด้วยผ้าพันคอทรงสี่เหลี่ยม 2แบบ และผ้าพันคอผืนใหญ่แบบstoleและหมวกลายพิมพ์บนผืนผ้าลินินแคนวาส หมวกทำจากฟาง และหมวกอื่น ๆ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

Gucci เริ่มโครงการ CHIME FOR CHANGE เพื่อร่วมต่อสู้กับปัญหาความรุนแรงต่อเพศหญิงในช่วงวิกฤต COVID-19

ซัลมา ฮาเย็ค ปิโนลท์ (Salma Hayek Pinaultผู้ร่วมก่อตั้งCHIME FOR CHANGEและกรรมการThe Kering Foundation เปิดตัวแคมเปญ#StandWithWomenโดยเน้นให้ประโยชน์แก่องค์กรพันธมิตรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วโลก

ผู้หญิงและเด็กได้รับผลกระทบอย่างไม่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น การระบาดของCOVID-19 ไปทั่วโลกส่งผลให้ความรุนแรงทวียิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ รวมถึงความรุนแรงต่อผู้หญิง ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับการระบาดของ COVID-19 Gucci ได้ดำเนินการผ่านโครงการ CHIME FOR CHANGE ร่วมกับ KERING FOUNDATIONในการร่วมสร้างสรรค์แคมเปญ#StandWithWomen ขึ้น โดยแคมเปญนี้ทำขึ้นเพื่อขยายการระดมทุนในการ สนับสนุนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อให้เป็นแนวหน้าในการสนับสนุนผู้หญิงและเด็กทั่วโลกและจัดการกับความรุนแรงทางเพศระหว่างการระบาดใหญ่ของ COVID-19

แคมเปญ#StandWithWomenภายใต้การนำของบริษัท Kering ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Gucci และมูลนิธิได้เรียกร้องให้มีการดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือ“ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน” หรือ “We Are All in This Together” ได้ส่งเงินบริจาคจำนวนทั้งหมด 2 ล้านยูโรไปจัดการให้ความช่วยเหลือในประเทศจีน อิตาลี ฝรั่งเศส และอเมริกาSalma Hayek Pinault ผู้ร่วมก่อตั้งCHIME FOR CHANGE และกรรมการ Kering Foundation ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ #StandWithWomen อย่างเป็นทางการด้วยข้อความผ่านวิดีโอเรียกร้องให้ประชาชมโลกร่วมมือร่วมใจกับผู้หญิงทั่วโลก

รวมถึงแสดงการยืดหยัดทางสัญลักษณ์ต่อต้านความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้เมื่อการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและทรัพยากรอื่นๆมีจำกัด

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

เธอได้กล่าวว่า “ขณะนี้เป็นเวลาที่เราควรจะร่วมมือกันในการรักษาสุขภาพ สร้างความปลอดภัย ปกป้องสิทธิของสตรีและเด็กทั่วโลก” และ “เราต้องยืนหยัดร่วมมือกับผู้หญิงทั่วโลกเพื่อหยุดความรุนแรงทางเพศ เราต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้หญิงทั่วโลก เนื่องจากเราไม่สามารถแลกความคืบหน้าในการทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศที่เราอุตส่าห์ต่อสู้มายาวนานไปกับอย่างอื่นได้”

รายงานของUN Women และองค์กรอนามัยโลกได้แสดงให้เห็นว่า จำนวนเคสกรณีทำร้ายร่างกายภายในครัวเรือนเกิดขึ้นมากมายในช่วงการระบาดCOVID-19โดย Google Trends Data ได้ร่วมยืนยันว่ามีกรณีทำร้ายร่างกายที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เพิ่มขึ้นถึง143% เมื่อค้นหาผ่านsearch engine(ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม) 

การระดมทุนผ่านโครงการCHIME FOR CHANGE และKERING FOUNDATION ได้ขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถช่วยเหลือองค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานร่วมกับองค์กรรากหญ้าในแนวหน้าได้มากขึ้น ทำให้พวกเขายังคงดำเนินงานที่สำคัญในการสนับสนุนงานด้านความปลอดภัย สุขภาพ และความยุติธรรมแก่สตรี รวมถึงผู้หญิงผิวสี หญิงประเภทสอง หญิงพื้นเมือง และหญิงพิการ

โครงการ CHIME FOR CHANGE และ KERING FOUNDATION ได้เชื้อเชิญให้ผู้สนับสนุนจากทั่วโลกเข้ามาร่วมในแคมเปญ#StandWithWomen ผ่านพันธมิตรการระดมทุนคราวด์ฟันดิงอย่างGlobal Giving ที่หน้าเว็บเพจ globalgiving.org/standwithwomen

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นผู้รับผลประโยชน์จากแคมเปญ#StandWithWomenประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Chayn Italiaประเทศอิตาลี
  • Equality Nowทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
  • Global Fund for Womenทำงานร่วมกับกองทุนรากหญ้าอย่าง Elas ในประเทศบราซิล, HER Fund ในประเทศฮ่องกงและMediterranean Women’s Fund ในประเทศฝรั่งเศส และSemillas ในประเทศเม็กซิโก
  • Ms. Foundation for Womenทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา
  • Rosa Fundในประเทศอังกฤษ   

แคมเปญ #StandWithWomen เป็นความคิดริเริ่มมุ่งมั่นล่าสุดของGucciที่จะเปิดประเด็นในประชาคมโลกในการต่อสู้กับCOVID-19โดยเรียกร้องให้“ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน”ในเดือนมีนาคม 2563 ภายใต้การระดมทุนคราวด์ฟันดิ้ง2 โครงการ:

  • การบริจาคเงินจำนวน1ล้านยูโรให้แก่กรมการป้องกันพลเรือนแห่งชาติแห่งประเทศอิตาลี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยจากวิกฤตการณ์โดยเฉพาะ ผ่านช่องทางการระดมทุนคราวด์ฟันดิ้งของIntesa Sanpaolo’s For Funding เพื่อส่งเสริมงานบริการด้านสุขภาพของอิตาลีและเพิ่มเตียงห้องไอซียู
  • การบริจาคเงินจำนวน1ล้านยูโรให้แก่กองทุน COVID-19 Solidarity Response Fundขององค์กรสหประชาชาติ เพื่อช่วยเหลือองค์กรอนามัยโลกในการติดตามและรวบรวมข้อมูลการกระจายของไวรัส เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้กับงานไอซียูทั่วโลก รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้แก่บุคลากรด้านสุขภาพ งานวิจัยคิดค้นวัคซีนและการรักษา

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรพันธมิตรในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ KERING FOUNDATION จึงได้แจกจ่ายเงินทุนฉุกเฉินให้แก่องค์กรและมูลนิธิเหล่านั้นไปเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครัวเรือน ทำให้องค์กรเหล่านี้ยังคงดำเนินงานต่อไปได้ นอกจากนั้น มูลนิธิยังได้เปิดตัวแคมเปญ #YouAreNotAloneเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ให้ข้อมูลและเป็นแหล่งความรู้ให้แก่ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาจากกรณีความรุนแรง รวมถึงส่งผ่านพวกเขาไปให้กับองค์กรผู้เชี่ยวชาญในยุโรปและอเมริกาที่สามารถให้ความช่วยเหลือพวกเขาต่อไปได้

ในประเทศฝรั่งเศสนั้นเครือข่าย One In Three Women เป็นเครือข่ายบริษัทเครือข่ายแรกของยุโรปที่มุ่งมั่นต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ ที่ทางมูลนิธิได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี2561 และได้มีการเปิดตัวแคมเปญระดมทุนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่Fédération Nationale Solidarité Femmes เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรท้องถิ่นจะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในระหว่างและหลังการปลดล็อค

ในปัจจุบันนี้Gucci และKERING FOUNDATION มีเป้าหมายที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสาธารณสุขและวิกฤตเศรษฐกิจผ่านแคมเปญ #StandWithWomenเนื่องจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ในปัจจุบันรวมถึงการลดทรัพยากรในระยะยาวทั่วโลกโดยไม่ต้องมีการดำเนินการและการสนับสนุนสำหรับองค์กรที่นำโดยสตรี อาจจะทำให้เกิดการถดถอยด้านความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านความเท่าเทียมทางเพศ Gucci และมูลนิธิ KERING FOUNDATION จึงขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกยืนยัดทางสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้หญิงและเด็กทั่วโลก

ดูโพสต์นี้บน Instagram

As with most crises, the COVID-19 pandemic has intensified long-standing gender inequities, including violence against women. Now more than ever is the time to show that we #StandWithWomen everywhere to protect their safety, health and human rights. @chimeforchange and the Kering Foundation are calling on the global community to unite with women around the world "stand" in support of all women, especially during this time when they are more vulnerable to gender-based violence, and when access to health services and resources is limited. Through crowdfunding partner GlobalGiving, the broader community is invited to join Chime For Change and the Kering Foundation by donating to support nonprofit partners by clicking on the link in bio. @gucci @equalitynoworg, @msfoundation, @globalfundwomen, @herfundhk, @fondosemillas, @fundoelas, @mediterraneanwomensfund, @chayn_italia, @rosaforwomen #keringfoundation #keringforwomen #chimeforchange #guccicommunity #gucciequilibrium #youarenotalone

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ #StandWithWomen และให้การสนับสนุนแคมเปญขององค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหากำไรโดยตรงได้ที่ที่: globalgiving.org/standwithwomen