Posts

DECODING THE NEW LOGOS

หากสืบย้อนกลับไปในโลกแห่งการออกแบบ เราจะมองเห็นเหล่าครีเอเตอร์ก้มหน้าก้มตาพัฒนางานโลโก้กันอย่างจริงจัง อีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารออกไปได้กว้างขวาง ไร้พรมแดน และสร้างกลุ่มสังคมใหม่ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันได้ดี กลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกแฟชั่น แผ่วงกว้างในสังคม และแน่นอนว่าได้สร้างเม็ดเงินก้อนมหึมาจากแคมเปญต่างๆ (ผ่านเสื้อผ้าในแต่ละฤดูกาล นักสะสม แคปซูลคอลเลกชั่น หรือแม้กระทั่งพวกลิมิเต็ดเอดิชั่น) ภาษาใหม่เหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างเร่งด่วนก่อนที่ตัวมันเองจะอ่อนกำลังและหายไปตามกาลเวลา

และนี่คือ 4 ข้อข้องใจที่เราได้ถามโรดอล์ฟ ปาล และเอมมานูเอล เดอ มาซิแยร์ สองนักวางยุทธศาสตร์และผู้ให้คำแนะนำทางด้านนี้จากบริษัท Peclers Paris

ในสังคมแมสๆ ที่กำลังบ้าคลั่งความงามของโลโก้ บริษัทเอเจนซี Peclers Paris มักได้รับหน้าที่ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว คราวนี้เขาจะมาชำแหละส่วนผสมของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าอะไรคือการสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์มันคือการตกผลึกวัฒนธรรมของแบรนด์และภาพลักษณ์ที่เราอยากส่งต่อไปยังสาธารณชน

ทุกวันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคหลักแทนที่พวกผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ต่างให้คุณค่ากับแบรนด์สูงมาก หน้าที่ของโลโก้คือการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ คือภาษาสากลที่ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหนหรืออยู่มุมไหนของโลกก็จะเข้าใจความต้องการของมัน เหมือนเป็นการประกาศอัตลักษณ์ตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่เหมือนเป็นคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป มากไปกว่านั้นวัฒนธรรมเรื่องแบรนด์ไปไกลกว่าเป็นแค่โลโก้ซะแล้ว หรือที่เราเรียกว่าเป็นรหัสส่วนบุคคลมองปราดแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่อันที่จริงตอกย้ำตัวตนคนใส่ได้ดีทีเดียว ตัวอย่างซึ่งเด่นชัดสุดคือแบรนด์ Supreme

แล้วโลโก้ยังเป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคมอยู่ไหม

ไม่อีกต่อไปแล้ว ในปี 2018 ความสำคัญของโลโก้ที่เชื่อมโยงกับสังคมมีน้อยกว่าในเชิงวัฒนธรรมด้วยซ้ำ หรือถ้าหากจะว่าเป็นตัวแบ่งฐานะทางสังคมก็คงต้องดูในเรื่องมูลค่าการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดที่สำคัญแล้ว เพราะ Gen Y เขาโฟกัสไปที่ความเป็นปัญญาชนซึ่งเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุ ในอนาคตสังคมเราจะคุยกันถึงเรื่องความสำคัญต่อจิตใจมากกว่าที่จะบอกว่าเธอรวยมากเลยมีกระเป๋าใบนั้นได้

รู้สึกว่าการมีอยู่และการใช้โลโก้ในทุกวันนี้มีอิสระกว่าเมื่อก่อนไหม

แน่นอน ถ้ามองในมุมของครีเอเตอร์ก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของแบรนด์ได้มากขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขามีพื้นที่ให้สร้างนิทรรศการอยู่บ่อยๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ Burberry เป็นลาย TB โดยริกคาร์โด ทิสซี หรือการตัดอั๊กซอง (accent) บนตัว e ของแบรนด์ Celine โดยเฮดี สลิมาน ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้กลับมาให้ความสำคัญกับโลโก้อีกครั้ง แต่สนุกสนานและจริงจังกว่าเดิม

เราจะกล่าวโดยสรุปถึงพลังแห่งโลโก้กับคนในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างไร

ง่ายๆ เลย ตอนนี้คำว่า Gucci ได้เข้าไปเป็นคำนามสามัญในพจนานุกรม Urban Dictionary เรียบร้อยแล้ว มีความหมายว่ารู้สึกดีจังเลย โอเคมากๆซึ่งถ้าจะให้
ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ผมรู้สึก Gucci มากเลยจ้ะที่รักอย่าทำหน้างงถ้าคุณไม่ใช่คนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาเลิฟโลโก้มากๆ

 

5 คำถามกับยอร์โก ตลูปาส์ นักออกแบบโลโก้ตัวพ่อ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1996

สตูดิโอขนาดเล็กๆของเขาในปารีสมีชื่อว่า Yorgo&Co ไม่เคยรู้จักกับคำว่าวิกฤติ นักเรียนของเขามีตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะและนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เหมือนว่าเติบโตด้วยการกินความรู้จากเขาแทนโปรตีน ถึงเวลาแล้วที่ยอร์โกจะมาเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ เกี่ยวกับโลโก้ให้ทุกคนได้ตาสว่าง

เราจะอธิบายถึงการปฏิวัติทางโลโก้ในครั้งนี้อย่างไรดี ในฐานะที่ลงมาเล่นกับโลกของแบรนด์ระดับลักชัวรี

เพราะสุดท้ายแล้วมันพาให้คนในแบรนด์พวกนั้นเห็นถึงทางรอดในอนาคตยังไงล่ะ ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เมซงแฟชั่นใหญ่ๆ มักจะใช้บริษัทเอเจนซีระดับประเทศมาออกแบบโลโก้ ซึ่งพวกนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย แค่ทำให้สวยยังทำไม่ได้ แรกๆ แบรนด์ท็อปพวกนี้ก็ยังไม่ได้เชื่อหรอก พวกเขาแค่ลองเชื่อกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการแนะนำจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กว่าจะผ่านการอนุมัติจากพวกคนแก่ในกลุ่มผู้บริหารก็ยากเย็น ตอนที่ผมเห็น อเลสซานโดร มิเคเล โชว์ไอเดียเปลี่ยนตัว i เป็นตัว y ด้วยตัวอักษรยุค ’80s บนกระเป๋า Gucci ผมร้องว้าวออกมาเลย! เหมือนกับตอนที่นิโกลา เกสกิแยร์ แปะตัวอักษร LV ขนาดใหญ่ไว้ตรงที่เปิดกระเป๋า Louis Vuitton นั่นล่ะ

แปลว่าความสวยงามของโลโก้ไม่เคยมีอยู่จริงเลยใช่ไหม

ยินดีด้วย พวกเราออกมาจากยุคมืดนั้นแล้ว ซึ่งผมบอกเลยว่าตั้งแต่กลางยุค ’80s ถึงยุค 2000s เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนลงมือรีดีไซน์คือโลโก้สวยๆ บนโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่อันจริงๆ ส่วนเด็กยุคใหม่นี้พวกเขาเติบโตมากับโลโก้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่จะช่วยให้การตัดสินใดๆ มีคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าหายห่วง

มีวิธีสอนนักเรียนในคลาสยังไง

อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้ โลโก้คือสิ่งที่ทุกคนบนโลกต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นกรุณามีความรับผิดชอบต่อความสวยงามที่สาธารณชนต้องเสพเข้าไป ยิ่งเราอยู่ในโลกดิจิตอลก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้งานของเราแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องคำนึงถึงการใช้อย่างละเอียด เช่น ถ้าไปอยู่ในกรอบกลมๆ ของอินสตาแกรมก็ต้องไม่น่าเกลียด

อะไรคือโลโก้ที่ดี

อยากอยู่บนโลกนี้ได้เป็นร้อยปีต้องซิมเปิลที่สุด ต้องยังดูรู้เรื่องถึงแม้จะโดนแปลงเป็นสีขาวดำ มองเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์ไหนแม้จะถูกลดทอนเหลือแค่ตัวอักษรก็ตาม สมมติว่าผมเขียนคำว่า ‘Peanut’ ด้วยตัวอักษรของ Prada ก็เหมือนกับว่า Prada กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นถั่ว เข้าใจไหม

แล้วโลโก้ที่ไม่ดีล่ะ

คือพวกที่คิดเยอะไป ลดทอนหลายๆ อย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ดีเอ็นเอของแบรนด์หายหมดดู Burberry เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พวกที่ลดขอบ ลดความหวัดของตัวอักษร จนเหมือนจะถูกลมพัดให้หายไปอย่างง่ายดาย คุณจะทำได้ถ้ามีแผนการตลาดอันแข็งแรง เหมือนตอนที่เฮดี สลิมาน ตัดแค่ขีดเล็กๆ บนตัว e ออก นั่นเรียกว่าเก่ง!

อีก 1 คำถามจากอิสมาแอล ฌีมิลี ตำแหน่ง Culture and Entertainment Manager จากแบรนด์ Converseอดีตนักการตลาดสินค้าแนวสตรีทแวร์ เขาคือหนึ่งในผู้สร้างปรากฏการณ์ความคูลให้กับเด็กมิลเลนเนียลส์

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้างโลโก้ในยุคสมัยนี้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

คือคนที่ผสมผสานสองอย่างนี้ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือความขบถและความมั่นใจ เด็กยุคใหม่อยากได้งานโลโก้ที่ต้องสวยงามในเชิงศิลปะ มันคือพลวัตทางสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้ ทั้งหมดส่งผลให้แบรนด์ที่ไม่เคยมีโลโก้ที่โดดเด่นต้องใช้วิทยายุทธสูงมากในการโปรโมตสินค้าของตัวเอง ซึ่งมักจะเลือกขายคอนเซ็ปต์หรือไม่ก็สร้างคอลเลกชั่นร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก แบรนด์อย่าง Palace, Supreme และ Off-White เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดและลงมือทำมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของเครื่องแต่งกายแนวสตรีท การมาของโลกดิจิตอล และการยึดโยงระหว่างโลกแฟชั่นของเด็กรุ่นใหม่กับโลโก้สมัยพ่อแม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทุกคนกระหายอยากเห็นโลโก้ดีๆ อีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเร่งให้ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของแต่ละบ้านต้องสร้างเรื่องสินค้าขาดตลาด ที่มาในรูปแบบของแคปซูลคอลเลกชั่น หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น ถ้าถามว่าตอนนี้แบรนด์ไหนมาแรงและน่าจับตามองมากที่สุด ผมให้ Awake จากนิวยอร์ก, Nepenthes จากญี่ปุ่น และ Alyx จากอังกฤษ

Louis Vuitton และโลโก้ที่ไม่มีวันตาย

ถ้าพูดถึงความขลังของโลโก้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแบรนด์นี้ถืออยู่ยงมาได้นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ลายโมโนแกรมบนผ้าแคนวาสที่ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1869 ที่เป็นลาย LV สลับดอกไม้
บนผืนหนังสีน้ำตาลแบบที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ จนกระทั่งถึงคอลเลกชั่นที่จับมือกับ ‘Supreme’ ซึ่งออกมาสร้างเสียงฮือฮาและขายหมดเกลี้ยง Louis Vuitton คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากกาผสมรวมระหว่างการส่งทอดมรดกของตัวเองกับการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่หมุนอยู่รอบตัว ไม่ว่าเทรนด์จะเรียกร้องอะไรมา โลโก้นี้จะผ่านเข้ารอบต่อไปเสมอ ในปี 1996 แบรนด์ Louis Vuitton ได้จัดงานฉลองครบ 100 ปีลายโมโนแกรม พวกเขาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ออกมาได้อย่างน่าจดจำ คือจับมือกับเหล่าดีไซเนอร์ตัวบิ๊กในวงการเพื่อสร้างงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ศิลปินแนวคอนเทมโพราชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า สเตฟาน สเปราส์ ได้รับโอกาสให้สร้างผลงานแนวกราฟิตีในคอลเลกชั่นของปี 2001 (ซึ่งตอนนี้ราคาใน eBay พุ่งสูงขึ้นไปถึงใบละ 4,000 เหรียญแล้ว!) 2 ปีต่อมาศิลปินชาวญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ ถูกรับเชิญให้มาสาดสีรุ้งสดใสบนลายโมโนแกรม และยังคงเป็นแขกรับเชิญประจำของ Louis Vuitton เพราะเขากลับมาสร้างลายโมโนแกรมเชอร์รีในปี 2005 และลาย Monogramouflage ในปี 2008 (ซึ่งทำสถิติเป็นกระเป๋าราคาขายสูงสุดในตลาดของวินเทจ) คุณูปการทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ มาร์ค เจค็อบส์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1997 – 2014 เขาคือตำนานแห่งผู้สร้างและเจ้าพ่อมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง แม้ว่าหลังจากที่เขาออกไป ความร้อนแรงจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่คอลเลกชั่น ‘Celebrity Monogram’ ในปี 2015 ที่ได้รับความร่วมมือจาก 6 ดีไซเนอร์ระดับเทพ ก็พลิกโฉมให้ลายโมโนแกรมมีมิติมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การมาถึงของเวอร์จิล อโบลห์ ในปี 2018 ซึ่งรับหน้าที่กำหนดแนวทางเครื่องแต่งกายผู้ชายก็ควรได้รับการพูดถึงเช่นกัน เพราะโชว์แรกที่เขาทำแทบจะไม่มีโลโก้ของ Louis Vuitton อยู่เลย เหมือนอย่างกับว่าคนในแบรนด์ได้ประชุมกันแล้วว่าเพลาๆ การโปรโมตโลโก้ลงบ้างดีไหม ก็คงจะแค่นั่นล่ะมั้ง!

Related Post

Gucci Gift Giving Campaign ในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้

Gucci เปิดตัวแคมเปญสำหรับเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้ ด้วยสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่จิวเวลรี่ กระเป๋าถือ รองเท้า น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเสื้อผ้าเด็กจาก Gucci กิจกรรม พร้อมด้วยหนังทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ จุดเด่นของแคมเปญ Gift Giving นี้คือหนังโดยฝีมือของ Petra Collins ที่ถ่ายทำที่ Le Roi ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์และสถานที่เต้นรำและในเมืองตูริน (หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Sala da Ballo Lutrario หรือห้องบอลรูม Lutrario) เปิดทำการเมื่อปี 1926 การตกแต่งภายในได้รับการออกแบบใหม่โดยสถาปนิก นักออกแบบ และช่างภาพชาวอิตาเลียนชื่อ Carlo Mollino ในช่วงปี 60 เนื้อหาในหนังจะแสดงให้เห็นถึงงานปาร์ตี้สไตล์บอลรูมอันหรูหราแลดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล ผู้คนที่มาร่วมงานกำลังเต้นรำ กิน ดื่ม และร่วมเคาน์ดาวน์สู่ปีใหม่ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน  เป็นภาพอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุกสนานและความทรงจำที่หวนให้คิดถึงวันเก่าๆ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเทศกาลแห่งการให้ของขวัญอย่างชัดเจน

ในส่วนของ Gucci แอพพลิเคชั่นนั้น ทาง Gucci ได้นำเนื้อหาแบบอินเตอร์แอ็คทีฟมาเป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าใหม่ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งยังช่วยโปรโมทจิตวิญญาณของการให้ของขวัญในช่วงเทศกาล ผ่าน Gucci Gift Box ซึ่งเป็นการนำเสนอของขวัญอีกวิธีหนึ่ง เพียงแค่ผู้ใช้เขย่ามือถือ ก็จะได้พบกับของขวัญใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ซึ่งสามารถสั่งซื้อผ่านแอพได้อย่างง่ายดายและทันใจ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์  Gucci.com ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งของ Gucci แอพก็คือ Photo booth ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายสติกเกอร์ตัวเองและเพื่อนๆกับฉากหลังที่เป็นงานปาร์ตี้อันเต็มไปด้วยพร็อพมากมายอยู่ด้านหลัง เช่น ลูกโป่ง แก้วแชมเปญ หมวก แตร และเครื่องประดับต่างๆของ Gucci อาทิ กระเป๋า รองเท้าและอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกมาใช้ในการถ่ายรูปสติกเกอร์ได้ นอกจากนั้นยังมีวอลเปเปอร์ลวดลายเก๋ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เลือกดาวน์โหลดไปเป็นภาพหน้าจออีกมากมายเช่นกัน   แคตตาล็อคออนไลน์แบบอินเตอร์แร็คทีฟนี้ยังถูกใส่ไว้ในเว็บไซต์ Gucci.com เพื่อเพิ่มช่องทางและความหลากหลายให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าด้วย

Related Post

Dior Men’s Pre Fall 2019

 

คิม โจนส์ นำเอาอนาคตมาสู่แบรนด์ DIOR. Men ด้วยบรรยากาศโชว์อลังการกับเซ็กซี่โรบอทขนาดสูง 11 เมตรสีเงินมันวาว แต่แรงบันดาลใจสำหรับเขานั้นยังเป็นเรื่องของมิสเตอร์ดิออร์ ที่มีความผูกพันกับญี่ปุ่นมาก(ตัวคิมก็เช่นกัน) โตเกียวคือเมืองแรกในตะวันออกไกลที่มิสเตอร์ดิออร์นำแฟชั่นโชว์มาแสดงและเปิดตลาดที่นี่ 

 

คิม โจนส์ถ่ายทอดความหลงใหลในญี่ปุ่นด้วยวัฒนธรรมผสมผสานสุดขั้ว ด้วยเป็นคอลเล็กชั่น Pre Fall เราจึงเห็นสีที่ขรึมขึ้น แต่เนื้อผ้ารังสรรค์จากเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Tyvek jackets สีเมทัลลิก( Tyvek คือวัสดุที่ทอจากเส้นใยพลาสติก HDPV ผิวดูคล้ายกระดาษแต่มีความทนทานมากกว่า) หรือการเอาเนื้อผ้าเข้าเครื่องปั่นแล้วดูดเอาเส้นใยบางช่วงออกทำให้เกิดลวดลายที่คาดเดาไม่ได้ ทำได้ชนิดเนื้อผ้าที่เหลือจะเป็นผ้าโปร่ง จึงดูเหมือนลายลูกไม้ในอนาคตก็ว่าได้ แต่ละชุดที่ตัดจากเนื้อผ้านี้จะยูนีคไม่ซ้ำกันเลย และที่แสนจะเป็นดิออร์ คือ ผ้าลายตีนไก่(hound’s tooth)

ซิลลูเอทของชุดยังมีความสตรีทผสมผสานในความเทเลอร์ ซึ่งคิม โจนส์ บอกเป็นหัวใจของดิออร์ แต่กาวเกงทรงสลิมปลายขาอยู่ในบู้ทหรือรองเท้าขอบสูงกึ่งบู้ท ดูเหมือนยูนิฟอร์มของกองกำลังปลดปล่อยแห่งโลกแฟชั่น สไตล์ผมและการแคสติ้งนายแบบชวนให้นึกถึงคนเหล็กแต่ในเวอร์ชั่นสลิม แจ็คเก็ตป้ายด้านหน้ากระดุมเดียวอันโดดเด่นของคิม โจนส์ แต่มีลูกเล่นเยอะ อย่างตำแหน่งของกระดุมสูงขึ้นจากเดิม หรือการเล่นเนื้อผ้าต่างแบบแต่โทนสีเข้ากัน โครงแจ็คเก็ตบางตัวคล้ายเสื้อป้ายด้านหน้าของญี่ปุ่น

แล้วเซ็กซี่โรบอทอยู่ที่ไหน เธออยู่บนลายผ้าที่มีลายดอกซากุระที่ดูเก๋ ไม่ Kitsch และดูเป็นธีมสีดิออร์คือเทา-ชมพู เป็นลายผ้าสีละมุนสีเดียวในคอลเล็กชั่นโทนสีเข้มขรึมเป็นหลัก 

โดยรวมคอลเล็กชั่นนี้เหมือนเครื่องแบบของกองทัพปลดปล่อยในโลกอนาคต แต่มาปลดปล่อยแฟชั่นในยุคปัจจุบันให้พ้นจากเทรนด์เอจตี้ส์ที่กลับมาได้พักใหญ่ แต่เรายังไม่คิดว่ามินิมัลลิสม์ จะกลับมา เพราะยังไงก็ยังมีความน่าเบื่อ แต่ Dior Men คอลเล็กชั่นนี้คือคำตอบว่าไม่เยอะแบบเอจตี้ส์ แต่ไม่น้อยแบบไนน์ตี้ส์ควรจะเป็นอย่างไร คิมโจนส์ มาปลดปล่อยการแต่งกายของสุภาพบุรุษจริงๆ 

 

Related Post

Charmingly Handsome กับ ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

จากเด็กหัวเกรียนในซีรีส์ชุด ‘Hormones วัยว้าวุ่นมาจนถึงหลากหลายบทบาททั้งศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนายแบบ ในวันนี้ของต่อธนภพ ลีรัตนขจร นั้นไม่มีอะไรง่ายเอาเสียเลย

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้ตัวต่อธนภพ ลีรัตนขจร มาขึ้นปกฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะนอกจากแฟนคลับจะได้สัมผัสมนตร์ขลังของกระดาษและกลิ่นหมึกที่ถ่ายทอดแฟชั่นผู้ชายสวยๆ แล้ว ต่อยังมีคิวที่จะปล่อยเพลงใหม่ในเดือนนี้พอดีอีกด้วย

เห็นสวมบทบาทหลากหลายมากในหน้าที่การงาน ชอบทำงานอะไรมากที่สุด

ขอไม่ตอบนะครับคำถามนี้ เพราะทุกงานที่ผมทำคืองานศิลปะ ดังนั้นคงหาไม่ได้หรอกครับว่าผมชอบทำอะไรมากที่สุด แต่ถ้าผมทำงานแค่อย่างเดียวก็อาจจะเบื่อและอยากดิ้นรนไปทำอย่างอื่นบ้าง การได้ทำงานหลากหลายจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่รากฐานตัวตนของผมจริงๆ อาจจะอยู่ฝั่งนักแสดงมากกว่า เพราะเราเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงจากงานแสดงน่ะครับ

เลือกบทที่จะเล่นอย่างไร

บทที่ดีคือบทที่เราอ่านแล้วรู้ว่าคนเขียนบทเขาใส่ใจในการเขียนไหม อธิบายง่ายๆ คือ เราอยู่ในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์ปกติจะไม่มีขาวหรือดำ ทุกคนเป็นสีเทาๆ เหมือนกันหมด มีความดีความเลวผสมกันอยู่ เวลาอ่านบทที่คนเขียนแคร์ตัวละครมากๆ เราอ่านแล้วจะไม่รู้สึกเกลียดตัวละครที่ต้องทำเรื่องไม่ดี แต่เราจะเข้าใจเขาว่าทำไมเขาถึงทำตัวแบบนั้น เพราะเขาจะมีเหตุและผลของเขา ผมว่าบทแบบนี้น่าเล่น ถ้าใส่ใจกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเขียนบทมันจะไม่ตายไปตามกาลเวลา

วันว่างทำอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกายครับ แต่ถ้ามีเวลาว่างไม่นานจะป๊อกเลยครับ หลับไว้ก่อน เพราะต้องพักผ่อนให้พอ ถ้าพักไม่พอ ไปออกกำลังกายก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีครับ

คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายประเภทไหน และมีนิสัยในตัวเองอะไรที่ไม่ชอบบ้างไหม

ผมว่าผมเป็นผู้ชายประเภทที่ใช้สัญชาตญาณครับ ผมใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และรู้สึกว่าสิ่งนี้จะเป็นพิษเหมือนกัน เพราะถ้าเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะเจอกฎเกณฑ์ที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอารมณ์และเหตุผล ต้องมีสตินิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้ เพราะบางครั้งความรู้สึกก็ไม่ได้นำพาไปสู่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป นี่เป็นสิ่งที่ผมทั้งชอบและไม่ชอบในตัวเอง ไม่แน่ใจว่านี่คือข้อดีหรือข้อเสีย

แล้วความรักล่ะ ต่อคิดว่าสิ่งที่ทำให้แฟนเราแตกต่างจากคนอื่นๆ คืออะไร

ความเข้ากันได้ครับ มันเป็นเคมีพิเศษที่เราหาไม่ได้ในคนรู้จักเราปกติ เป็นเคมีที่อธิบายเป็นข้อๆ ไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้เองว่าคนนี้คือคนที่น่าจะอยู่ในชีวิตเราได้ น่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจเป็นหลัก เพราะเวลาเราโตขึ้นชีวิตมีอะไรทำมากกว่าการมีแฟน ชีวิตเรามีอะไรอีกเยอะแยะ มันอยู่ที่ว่าคนสองคนจะสามารถพร้อมจูนความเข้าใจเข้าหากันได้มากแค่ไหน

อยากทำงานกับผู้กำกับคนไหนเป็นพิเศษไหม

ตอบยากมากเลยนะครับ เพราะโลกนี้มีผู้กำกับอีกมากมายที่เราไม่รู้จัก ผมอยากจะเจอผู้กำกับใหม่ๆ ในชีวิตการทำงานของผม ดังนั้นคงไม่มีผู้กำกับคนไหนที่ผมอยากทำงานด้วยที่สุดนะครับ

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

คิดว่ายังนะครับ

แล้วจุดประสบความสำเร็จของตัวเองคือตรงไหน

(นิ่งคิด) ตอบยากมากเลยนะครับ ผมว่าตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำครับ เราคงต้องใช้เวลาค้นหาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตเลยก็ได้มั้ง

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ที่รอนิตยสารเล่มนี้อยู่หน่อยสิ

เป็นอีกวันในการทำงานที่สนุกมากเลยครับ ได้ร่วมงานกับทั้ง L’Officiel Hommes และ Dior Homme เลยครับ สนุกมากจริงๆ ผมอยากฝากแฟนๆ ที่รออยู่ให้ติดตามด้วยนะครับ ดีมากเลยที่ผมได้ลงเล่มเดือนพฤศจิกายนพอดี เพราะนอกจากจะได้เห็นผมบนหน้านิตยสารแล้ว ทุกคนจะได้ฟังเพลงใหม่ของผมพอดีเลยครับ

Related Post

เมื่อกระเป๋าเดินทางกลายมาเป็นสินค้าแฟชั่น

Text: Patsaya Ch.

ตั้งแต่แฟชั่นเฮ้าส์อย่าง LVMH ซื้อหุ้น ริโมวา (Rimowa) แบรนด์กระเป๋าเดินทางสัญชาติเยอรมันในปี 2016 นับตั้งแต่นั้นมาแบรนด์กระเป๋าเดินทางสุดหรูก็เคลื่อนเข้ามาอยู่ในวงโคจรของโลกแฟชั่นอย่างเต็มตัว

อันที่จริงริโมวาสร้างชื่ออยู่แล้ว จากการเป็นกระเป๋าเดินทางที่ถูกใจเหล่าเจ็ตเซ็ตเตอร์กระเป๋าหนัก เซเลปคนดัง หรือผู้ที่เดินทางเป็นประจำ ด้วยงานดีไซน์ที่เรียบ หรู ดูแพง รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานของนักเดินทาง แต่หลังจากที่ตกอยู่ใต้ชายคาของบ้านใหม่ ภาพกระเป๋าเดินทางที่กลายเป็นสินค้าแฟชั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น (ก็อะไรเล่าจะคอมพลีตแอร์พอร์ตลุคได้ดีเท่ากระเป๋าเดินทาง) อาทิ งานคอลเลปในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อ Alexander Arnaul ซีอีโอของ Rimowa เผยภาพกระเป๋าเดินทางรุ่น Topas Stealth Mutiwheel Suitcase สีดำขลับ ที่ทำร่วมกับแบรนด์ OFF-WHITE พิเศษด้วยคำว่า “PERSONAL” และ “BELONGING” ด้านหน้าของกระเป๋า

ส่วนมากงานคอลแลปมักเป็นกระเป๋าไซส์ที่สามารถหิ้วขึ้นได้

 

หรือที่แบรนด์สายสตรีท Fragment Design โดย ฮิโรชิ ฟูจิวารา (Hiroshi Fujiwara) เล่นสนุกกับกระเป๋าเดินทางสีเข้มของริโมวา แทนที่กระเป๋าสีเงินอลูมิเนียมที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีภาพออกมาชัดเจนว่าหน้าตากระเป๋าจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นแค่โลโก้สายฟ้าของ Fragment Design อยู่ด้านข้างกระเป๋า (ซึ่งอาจจะมีแค่นี้จริงๆ)

 

ส่วน Anti Social Social Club จับมือ Rimowa ผลิตกระเป๋าเดินทางสีดำแปะโลโก้แบรนด์สีชมพูสดทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกระเป๋า บอกตามตรงว่ามันก็เป็นงานที่เล่นง่ายไปหน่อย แต่สำหรับสาวกแบรนด์น่าจะชื่นชอบ เพราะมันก็ทำให้คุณดูเด่นจริงๆ พับผ่าสิ

sold out ไปเป็นที่เรียบร้อย

และเมื่อแบรนด์แฟชั่นจากอิตาลีมาเจอแบรนด์กระเป๋าเดินทาง ผลลัพท์ที่ได้คือกระเป๋าเดินทางที่มีน้ำหนักเบาและสไตลิชสุดๆ ตัววัสดุทำจากอลูมิเนียมที่มีโลโก้ Double F พร้อยทั้งใบ หูจับทำจากหนังพรีเมียม มาพร้อมสายรัดกระเป๋าสีเหลือง-น้ำเงิน และสลักคำโตๆ ว่า FENDI ด้านบนของกระเป๋า ล่าสุดเหล่านายแบบลากกระเป๋ารุ่นนี้ขึ้นโชว์บนรันเวย์แฟชั่นวีคที่เพิ่งผ่านมา เท่านี้คุณก็น่าจะนึกภาพออกว่า ถ้าต้องลากกระเป๋าใบนี้ขึ้นเครื่อง ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องขนาดไหนถึงจะเรียกได้ว่าสูสีกับกระเป๋า

Related Post

Fashion Manual: ไฮไลต์จากปารีสในวันที่สองของแฟชั่นโชว์

ความสนุกของปารีสแฟชั่นวีกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น จับตาดูให้ดีว่า ปีนี้อะไรอิน อะไรเอาท์ และอะไรที่คุณควรหยิบมาใส่ตลอดปีนี้

AMI

Inspiration: AMI ยังคงยึดถือในเสื้อผ้าที่จะต้องนำมาซึ่งความสะดวกสบายแก่ผู้สวมใส่ คอลเล็กชั่นนี้นักออกแบบเลือกใช้สีโทนอบอุ่นอย่างเทาและน้ำเงินเป็นหลัก และเสริมไดนามิกด้วยสีโทนร้อนอย่างเหลือง เขียว และส้ม ท่ามกลางกระแสกางเกงขาบานตัวโคร่ง เรากลับเห็นกางเกงขาเต่อและเป้าสูงจาก AMI อีกหนึ่งสไตลิ่งที่น่าสนใจคือการใส่เสื้อคอเต่าไว้ด้านในเสื้อเชิ้ตตัวบาง

 

Issey Miyake Men

Inspiration: Issey ยังคงสร้างสรรค์งานออกแบบตามปรัชญาที่เขายึดถือมาตั้งแต่แรกสร้างแบรนด์ นั่นคือเสื้อผ้าต้องเอื้อต่อการใช้ชีวิต โครงชุดใหม่ (แต่ยังสวมใส่สบายเหมือนเดิม) ดาวน์แจ็กเก็ตทรงบอมเบอร์ตัวสั้นเต่อ ใส่คู่กับกางเกงเอวสูงจั๊มพ์ปลายขา นอกจากนี้เรายังเห็นกระเป๋าย่ามใบใหญ่ที่ต้องผูกหูกระเป๋า

 

Louis Vuitton

Inspiration: คอลเล็กชั่นสุดท้ายของ Kim Jones นักออกแบบผู้ปลุกชีพให้แก่คอลเล็กชั่นผู้ชายของ Louis Vuitton จนกลับมาอยู่ในกระแส ทันทีที่มีข่าวประกาศว่า เขากำลังจะลาออก ทุกคนก็ยิ่งให้ความสนใจกับคอลเล็กชั่นนี้ ความโดดเด่นปรากฏอยู่ในกระเป๋าทั้งใบเล็กและใหญ่ที่เล่นสนุกกับลวดลายโมโนแกรมและสีสัน

Related Post

LACOSTE X M/M Paris การร่วมงานกับศิลปินดูโอผู้ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ผลงาน

การเป็นศิลปินยุคนี้ไม่ได้จำกัดว่าคุณต้องทำงานสื่อแขนงใดแขนงหนึ่งไปตลอดชีวิต เพราะศิลปะนั้นเปิดกว้าง ผู้ที่เข้าใจงานศิลป์อย่างถ่องแท้ต่างหากที่สามารถประยุกต์ใช้ หรือนำพาไอเดียอันโลดแล่นของตนให้ไปไกลเกินกว่าจินตนาการของผู้คน

Mathias Augustyniak และ Michael Amzalag หรือที่รู้จักกันในนามว่า M/M Paris เป็นตัวอย่างอันดีของนักออกแบบที่ไม่ยอมศิโรราบให้กับขีดจำกัดใดๆ เมื่อพวกเขาสามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านภาพและองค์ประกอบต่างๆ ได้โดยที่ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ลายเซ็นต์ของตัวเอง ไม่ว่าพวกเขาจะจับหยิบจับงานไหนก็ล้วนได้ความสนใจจากผู้คน ทั้งงานแฟชั่น ดนตรี ศิลปะร่วมสมัย ละครเวที เรื่อยไปจนถึงการสร้างน้ำหอมให้กับแบรนด์ Yohji Yamamoto หรือร่วมงานกับ Nicolas Ghesquière เพื่อสร้างลุคเรอเนสซองค์ให้ Balenciaga หรือทำงานร่วมกับ Jonathan Anderson สำหรับแบรนด์ Loewe และ JW Anderson รวมถึงการเป็นดีไซเนอร์หลักทำงานให้กับ Björk และออกแบบโปสเตอร์ให้กับสถาบันและองค์กรชั้นนำ อาทิ Lorient theatre, the Dijon Consortium และ Fiac นับตั้งแต่ปี 2005

 

Mathias Augustyniak และ Michael Amzalag

 

ล่าสุด คู่หูสัญชาติฝรั่งเศสยังได้รับการเชื้อเชิญจาก Felipe Oliveira Baptista, Creative Director ของ Lacoste ให้มาร่วมงานในคอลเล็กชั่นพิเศษ “ผมชื่นชอบงานของทั้งคู่ซึ่งมีความจัดจาน เป็นเอกลักษณ์ โดนใจ ผมชอบการผสานที่ลงตัวของอิสระทางความคิดในเรื่องการใช้โทนสีกับความเฉพาะของชิ้นงานที่ทั้งคู่สร้างสรรค์ออกมา” สิ่งที่ทั้งสองทำคือการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษมาดัดเป็นรูปทรงๆ ต่างโดยใช้สองสีสลับกัน ก่อให้เกิดเป็นรูปร่างของจระเข้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ Lacoste (หากคุ้นเคยกับงานเก่าๆ ของพวกเขาจะเห็นว่าทั้งคู่ชอบเล่นกับตัวอักษรมาตั้งแต่ไหนแต่ไร)

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงแบรนด์ Lacoste คุณย่อมนึกถึงเสื้อโปโลและจระเข้บนหน้าอกด้านซ้าย แต่ M/M Paris ไปไกลว่านั้นด้วยการปักคำว่า Lacoste สีเขียวและแดงสลับกันแต่ยังดูเป็นจระเข้ รวมถึงเสื้อยืดสกรีนลายกราฟฟิก รองเท้าที่ปักลายด้านทั้งสองข้าง ส่วนใต้พื้นรองเท้าก็ใสจนสามารถมองเห็นลายกราฟฟิกด้านใน ที่บ่งบอกถึงตัวตนของ M/M Paris

สร้างความโดดเด่นให้กับหางจระเข้ด้วยตัว L และใช้ตัว E เพื่อสื่อถึงปากที่อ้ากว้างอยู่

โปโลคอลเล็กชั่นนี้มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว แดง น้ำเงิน

 

 

นับเป็นคอลเล็กชั่นที่แฟนขาประจำของ M/M Paris เห็นก็ต้องจำได้ ส่วนแฟนคลับดั้งเดิมของ Lacoste ที่คุ้นชินกับวัสดุและคุณภาพการตัดเย็บก็ต้องยิ่งชอบใจ เพราะถือเป็นสีสันและความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ห้องเสื้อที่มีชื่อชั้นอยู่ในวงการมาเป็นเวลานาน

LACOSTE X M/M Limited Edition Collection วางจำหน่ายแล้วที่ Lacoste Flagship Store @Central World ชั้น 2 และสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Facebook.com/lacostethailand

Related Post

Fashion Manual: Milan Fashion Week 2018, Day 1

อุณหภูมิ 6 องศาของมิลานไม่ได้ทำให้ความร้อนแรงของมิลานแฟชั่นวีคลดลงแต่อย่างใด แม้ปีนี้แฟชั่นโชว์ผู้ชายจะน้อยกว่าปกติ และหลายแบรนด์เลือกที่จะรวบแฟชั่นโชว์ผู้ชายและผู้หญิงไว้ด้วยกัน แต่แบรนด์ที่ยังยืนหยัดจัดแฟชั่นโชว์แยกก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า มิลานคือเมืองแฟชั่นที่แท้จริง

และนี่คือสิ่งที่เราพบจากวันแรกใน Milano Moda Uomo

 

Diesel Black Gold
Inspiration: 
เริ่มต้นจากกางเกงยีนส์เมื่อปี ค.ศ. 1978 ปัจจุบันดีเซลกลายเป็นแบรนด์หัวก้าวหน้าที่ครบเครื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า คอลเล็กชั่น Fall/Winter 2018 นักออกแบบพาเรากลับไปสัมผัสรากอเมริกันอีกครั้งด้วยลายพิมพ์ชนเผ่าอินเดียนแดง


ลวดลายดั้งเดิมตีความใหม่ด้วยรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งปรากฏบนไอเท็มชิ้นเอก อาทิ Double-riders Jacket และฮูดี้ตัวโคร่ง ท่ามกลางกระแสต่อต้าน/สนับสนุนผู้อพยพทั่วโลก คงไม่ผิดนักหาก Diesel จะนึกถึงชนเผ่าอินเดียนแดง ผู้ต่อสู้กับผู้อพยพจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

 

Emporio Armani
Inspiration: 
แม้จะออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายมาตั้งแต่ยุค 60s แต่สิ่งหนึ่งที่จอร์โจ้ อาร์มานี ไม่ยอมเปลี่ยนคือโครงชุดสูทที่นำเสนอความแข็งแกร่งของบุรุษด้วยสัดส่วนแบบดั้งเดิม


ตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกที่อยู่สูงกว่าปัจจุบัน กางเกงขากว้าง และเป้ากางเกงที่ยานกว่าปกติ ปีนี้อาร์มานีเอาใจตลาดจีนด้วยรายละเอียด เช่น ลายปักมังกร ขนเฟอร์ตกแต่งปกและปลายแขน ที่มองข้ามไม่ได้คือผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเที่ยงคืนที่ถูกนำไปตัดเย็บเป็นโค้ทตัวยาว แจ็กเก็ต และกางเกงจั๊มพ์ปลายขา

 

Marni

Inspiration: ประกาศชัดตั้งแต่ในบัตรเชิญแล้วว่า ‘ศิลปะที่ดีต้องเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน’ ปีนี้มาร์นีจึงตกแต่งรันเวย์ด้วยของใช้ ‘บ้าบอ’ ที่ไม่เกี่ยวกันเลยสักชิ้น


เก้าอี้สำหรับผู้เข้าชมโชว์จึงเป็นคอมพิวเตอร์เก่าบ้าง กองหนังสือบ้าง ซากเสาหักบ้าง ความง่าย ๆ นี้ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้าซึ่งเป็นลายพิมพ์ที่สุดแสนจะแรนด้อม เช่น เก้าอี้อาร์มแชร์ กรวย (?) หรือไวโอลิน เป็นต้น แต่ลุคที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ลุคผ้าห่มมอซอผืนใหญ่คลุมร่างนายแบบ เหมือนเวลาคุณคว้าผ้าห่มผืนเก่าในห้องนอนมาห่อตัว ก่อนเดินลงไปหยิบของกินจากตู้เย็นในครัวยามดึก

วันที่สองกำลังจะตามมาติด ๆ รออ่านได้ที่นี่ที่เดียว!

 

Related Post

เมื่อห้องเสื้อฝรั่งเศสเลือกศิลปินรุ่นดึกมาร่วมงาน

Retro Meet Modern Vibes

ทุกวันนี้แบรนด์ยังคงสนุกไม่พอ เมื่อ KRIS VAN ASSCHE ตัดสินใจฉลองครบรอบสิบปีที่ร่วมงานกับ Dior Hommes ด้วยแคมเปญที่ ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งการเติบโต เพราะเล่นเอา Pet Shop Boys วงดูโอที่ดังสุดๆ จากดนตรีแนวซินธ์ป๊อบ มาปรากฏโฉมในแคมเปญล่าสุดประจำคอลเล็กชั่นสปริง / ซัมเมอร์ 2018

Photo: DAVID SIMS Style: MAURICO NARDI

 

นอกจาก Neil Tennant และ Chris Lowe จะได้ถ่ายแบบเพื่อใช้ในแคมเปญนี้แล้ว ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ที่มีใจรักยุคแปดศูนย์ยังเลือก ‘Heart’ เพลงฮิตจากดูโอทั้งสองมาใช้ในวีดีโอโปรโมตแคมเปญ โดยมีนักแสดงวัยรุ่นอย่าง Charlie Plummer จากหนังทริลเลอร์เขย่าขวัญ All Around The World และเหล่านายแบบสวมใส่เชิ้ตแขนกุด กางเกงขากว้าง แจ็กเก็ตไฮสกูล (varsity jacket) กางเกงขาสั้น ประโคมเครื่องประดับ พร้อมดอกกุหลาบก้านยาวที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะบางอย่าง

ที่แน่ๆ งานนี้ได้ใจคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ไปเต็มๆ    

 

Related Post

ปรับลุครับหุ่นใหม่ Look Good While You Get Fit

 

ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟิตก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นมาใส่ชุดหล่อ เพราะคุณสามารถดูดีได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยชุดออกกำลังกายที่ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทันสมัยของเนื้อผ้าและการตัดเย็บ รวมถึงสอดแทรกฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกับการออกแบบได้อย่างลงตัว เทคนิคอยู่ที่การมองหาเนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ระบายความร้อน และความอับชื้นได้ดี เน้นการตัดเย็บที่พอดีตัวเพื่อช่วยขับรูปร่างของคุณให้ดูฟิตยิ่งขึ้น ก่อนเสริมด้วยเครื่องประดับที่ไม่หลุดคอนเซ็ปต์สปอร์ตแวร์อย่างหมวกแก็ป เพื่อให้คุณเข้าสามารถเข้ายิมได้อย่างมั่นใจและดูดีสุดๆ แม้ยามเดินออกมาจิบกาแฟที่คาเฟ่กลางทองหล่อ

เสื้อผ้าและเครื่องประดับทั้งหมดสามารถหาซื้อได้ที่ช็อป Lacoste ทุกสาขา 

 

 

Related Post