Posts

Cutting-Edge Passion

ในครั้งที่เราเทียบเชิญม่องต้อยมาเป็น creative director คนแรกของประวัติศาสตร์นิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ Spring 2018 นั้น เรามีโอกาสได้เห็นคลังแสงอาวุธโบราณจากประเทศญี่ปุ่น (ที่เราเคยได้เห็นมาแล้วในครั้งที่สัมภาษณ์เขาลงนิตยสารลอปติมัมเมื่อนานมาแล้ว) ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากดาบซามูไรที่เขาหลงใหลมาเป็นชุดเกราะนักรบโบราณ ภาพพิมพ์โบราณหายาก และศัสตราวุธอีกหลายประเภท จนเต็มห้องมากมายมหาศาลกว่าที่เราจำได้มากนัก ใจเราก็คิดว่าอยากจะหาโอกาสชวนเขาพูดคุยเรื่องนี้กันอีกสักครั้ง

จนสบโอกาสหนึ่งปีพอดีในฉบับ collectors’ issue นี้ เราจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเขาเพื่อเทียบเชิญมาเป็นหนึ่งในนักสะสมทันที และเมื่อทีมงานเราไปปรากฏตัวในห้องเดิมอันคุ้นตานั้นก็เห็นได้ชัดว่าข้าวของต่างๆ เพิ่มขึ้นกว่าภาพในหัวเราอีกหลายเท่าตัว “ดูกล่องนี้สิครับ” เขาเชื้อเชิญทีมงานของเราให้เข้าไปใกล้วัตถุทรงกลมสีดำสนิทที่วางอยู่กลางห้อง พลางเปิดฝาออก ทำให้ทีมงานทั้งหมดถึงกับผงะไปชั่ววินาที ก่อนที่เขาจะหัวเราะด้วยน้ำเสียงซุกซน “นี่คือที่ใส่หัวมนุษย์ของจริงครับ แต่หัวข้างในนี้เป็นของปลอมสิ ผมใส่ไว้หลอกๆ อย่างนั้นแหละ ทำจากไม้ครับ เป็นของจริงเลย ถือว่าเป็นของพรีเมียม ประมาณว่าใส่หัวของอาชญากร หรือบุคคลสำคัญที่มีค่าหัวน่ะครับ จะได้เอาไปขึ้นเงินค่าหัวได้สะดวกๆ ตอนที่ได้มานี่ยังรู้สึกเหมือนได้กลิ่นคาวเลือดอยู่เลยครับ”

นอกเหนือไปจากภาชนะใส่หัวที่ม่องต้อยภูมิใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว ชุดเกราะโบราณ รวมไปถึงคลังดาบในห้องก็เพิ่มขึ้นมากมาย บรรยากาศโดยรวมนั้นดูราวกับพวกเราถูกจับจ้องตลอดเวลา ทีมงานบางคนถึงกับเลือกที่จะไปรอรับคำสั่งอยู่นอกห้องเลยทีเดียว “เวลาเราสะสมอะไรก็ตามก็ควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนใช่ไหมครับ” ม่องต้อยเล่าต่อ มือก็ลูบคลำดาบขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ตัวด้วยอาการหลงใหล “ถึงแม้ว่าตอนแรกผมจะเริ่มสะสมไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าชอบดาบของตระกูลใหญ่ต่างๆ หรือดาบที่มีชื่อเสียง มีเรื่องเล่า เรื่องราวต่างๆ หรือมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างดาบของตระกูลกัสซัน หรือดาบในตำนานต่างๆ ครับ จนในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าดาบที่ผมชอบเข้าขั้นหลงใหลจริงๆ คือดาบประเภทที่เรียกว่าดาบ cutting test หรือดาบที่ผ่านการทดสอบความคมโดยการใช้มนุษย์นั่นเองครับ”

บทสนทนาไหลมาถึงจุดนี้ ทีมงานบางคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนถึงกับตาโตด้วยอาการตื่นตกใจ ม่องต้อยเพียงยิ้มบางๆ และเล่าต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “น่าจะมีประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวบนโลกแล้วนะครับที่ใช้มนุษย์ในการทดสอบความคมของดาบ จริงๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าที่ของดาบนั้นก็คือการเป็นอาวุธทำร้ายกันล่ะครับ ทหารทุกคนบนโลกก็ใช้ดาบบั่นคอคนกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีชาติไหนใช่ไหมครับที่เอาดาบไปฟันคนเสร็จแล้วก็เอารายละเอียดต่างๆ มาสลักที่ด้ามข้างใน ทั้งชื่อคนทดสอบ วันที่ทดสอบ มีการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว และคร่ำทองทับไปในรอยสลักนั้นด้วยนะครับ ถ้าไม่ใช่ของล้ำค่าจริงๆ ก็คงไม่มีใครเอาทองคำมาใช้หรอกเนอะ นี่คือความน่าหลงใหลของมันน่ะครับ”

ม่องต้อยยังหยิบเอกสารและหนังสือที่มีบันทึกเรื่องราวของการทดสอบดาบต่างๆ ออกมาให้เราดูอย่างกระตือรือร้น “เห็นไหมครับว่าเขามีวิธีการระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องเอาศพกี่ศพมามัดรวมกันไว้ และจะต้องฟันตรงไหนให้ศพทั้งหมดขาดพร้อมกัน” เขาเปิดไล่ไปทีละหน้า “อธิบายก่อนว่าสมัยก่อนนั้นอาชญากรก็ถูกประหารโดยการตัดหัวอยู่แล้ว และศพเหล่านั้นล่ะครับที่จะเอามาเป็นที่ทดสอบความคม มีการมัดรวมกันสูงสุดถึงห้าศพเลยนะครับ คิดภาพตามนะครับว่าคนห้าคนนอนทับกันนี่มีความหนาขนาดไหน และต้องฟันครั้งเดียวให้ขาด คนฟันจะต้องเป็นนักดาบที่มีฝีมือมากที่สุดใช่ไหมครับ”

แต่กระบวนการ cutting test นั้นก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด “เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบดาบ cutting test นี่ก็เพราะว่ามันเป็นดาบที่หายากและเก่าแก่ครับ กระบวนการนี้ถูกยกเลิกไปในช่วงสมัยเอโดะ เรียกได้ว่ามีเพียงหนึ่งในพันเล่มเท่านั้นที่เป็นดาบ cutting test แค่ดาบแท้ๆ ปกติก็หายากแล้ว แต่ดาบเหล่านี้เป็นดาบที่มีตำนาน มีความล้ำค่าทวีขึ้นไปอีก ในคอลเลกชั่นของผมนี่มีทั้งหมด 18 เล่ม ก็รวมว่าเทสต์มาแล้ว 45 ศพล่ะครับ”

ก่อนที่ทีมงานบางส่วนของเราจะขนหัวลุกไปมากกว่านี้ เราก็ชวนเขาเปลี่ยนเรื่องจากดาบ cutting test มาเป็นเรื่องของตัวเขาจะดีกว่า “ผมชอบอาวุธตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ เรียกได้ว่าตั้งแต่จำความได้เลยล่ะ” ม่องต้อยเล่าย้อนอดีต “ส่วนหนึ่งเพราะผมชินน่ะครับ คุณพ่อเองก็สะสมอาวุธ มีดพร้าต่างๆ อยู่แล้ว ผมเติบโตมากับของเหล่านั้น แต่พอโตมาผมรู้สึกว่าดาบญี่ปุ่นเป็นของที่ผมหลงใหลที่สุด เพราะว่าดาบเหล่านี้ก็มีตำนานของตัวเองอยู่แล้วน่ะครับ บวกกับตัวผมเองก็เคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘ซามูไรพ่อลูกอ่อน’ กับคุณพ่อสมัยเด็กๆ ทำให้ภาพซามูไรเป็นภาพที่เราชื่นชอบ และนี่ยังเป็นอาวุธที่คมที่สุด มีอานุภาพที่สุด ผมก็เริ่มชอบมาเรื่อยๆ น่ะครับ

“แต่ตอนเด็กๆ ถึงแม้จะชอบแค่ไหน ผมก็ไม่ได้จะซื้อได้ เพราะดาบแต่ละเล่มมีราคาค่างวดของมัน และราคาก็สูงมาก ผมไม่สามารถซื้อได้จริงๆ แต่ด้วยความที่หลงใหลมันจริงๆ ผมก็เริ่มทำตัวใกล้ชิดกับดาบ โดยการไปเรียนฟันดาบ เรียนศิลปะป้องกันตัวหลายแบบ ให้ตัวเองได้ใกล้ชิดกับมันน่ะครับ” เขายิ้ม “ที่ไม่ได้สะสมเป็นเรื่องเป็นราวนี่ก็เพราะเงินล่ะครับ แต่พอเริ่มเก็บเงินได้ ผมก็เริ่มต้นซื้อจากดาบที่ระลึก ราคาสักสี่ห้าพันเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ดาบจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นล่ะครับ

“ต่อมาพอเราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รู้ว่าในฝั่งพม่ามีดาบของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลุดมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เก็บกระเป๋าไปเลยครับ” ม่องต้อยดวงตาเป็นประกาย “ตั้งใจไปตามหาดาบเลยครับ ดาบแบบนั้นเป็นดาบที่ทำเลียนแบบน่ะครับ เป็นของใหม่ในสมัยนั้น แต่ในกองที่เราเห็นนั้นมีดาบจริงที่เป็นดาบโบราณอยู่หนึ่งเล่ม หนึ่งเล่มเท่านั้น ผมก็ซื้อกลับมา ถือว่าเป็นดาบจริงเล่มแรกของผม และก็ต่อยอดมาจนถึงบัดนี้ล่ะครับ”

ด้วยจำนวนดาบที่วางเรียงรายอยู่ในห้องเล็กๆ นั่นทำให้เราอดถามถึงกระบวนการดูแลรักษาไม่ได้ “มันมีวิธีดูแลของมันครับ ต้องชโลมน้ำมัน และอะไรต่างๆ” เขาอธิบาย “นอกเหนือไปจากการลับให้คมแล้ว ผมดูแลจัดการเองเลยครับ แต่การแกะดาบออกมาจากห่อและดูแลรักษาเล่มหนึ่งนี่ก็กินเวลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาทีสำหรับดาบปกติแล้วครับ ก็ต้องอาศัยหมุนๆ ดูแลกันไปเรื่อยๆ น่ะครับ”

แม้ว่าม่องต้อยจะแสดงความหลงใหลในดาบออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างชัดเจนแล้ว เราก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ในเมื่อดาบมีไว้ฆ่าฟัน แล้วดาบที่ไม่ได้ทำหน้าที่พื้นฐานของมันนั้นมีความหมายอย่างไรในสายตาของเขา เขาอมยิ้ม “ผมว่าจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่แค่ของสะสมหรืออาวุธเท่านั้นนะครับ นี่คือเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของการทำสมาธิ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายน่ะครับ คนเราไม่ได้ใช้ดาบฆ่าฟันกันแล้ว แต่คนญี่ปุ่นก็ใช้ชีวิตตามจิตวิญญาณของบูชิโด ตามวิถีของนักรบผู้เกรียงไกรอยู่ ทั้งในเรื่องของการดำเนินชีวิต และการดำเนินธุรกิจ วิถีของซามูไรนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลยนะครับถ้ามาคิดจริงๆ แล้ว”

จุดหมายที่ม่องต้อยวางไว้ในอนาคตคือการได้เปิดพิพิธภัณฑ์และให้ความรู้ผู้คนในเรื่องประวัติศาสตร์และตำนานของสิ่งที่เขาหลงใหลนี้ “ผมวางแผนว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เชียงรายนี่ล่ะครับ แต่เบื้องต้นผมก็คงจะทำเป็น road show ไปก่อน ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ค่อยๆ ให้ความรู้ผู้คนไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขล่ะครับ”