Posts

โควิดก็หยุดไม่อยู่! ธุรกิจการซื้อขายศิลปะยังคงทำเงินต่อเนื่องถึง 300 ล้านเหรียญในปีนี้

แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะสร้างผลกระทบอย่างหนักแก่ธุรกิจแฟชั่น และทำให้บางบริษัทถึงขั้นต้องปิดตัวไปหรือเข้าสู่ภาวะล้มละลาย แต่ดูเหมือนว่า ธุรกิจการซื้อขายผลงานศิลปะจะไม่ได้รับผลกระทบในห้วงเวลานี้มากเท่าไรนักครับ 

แม้ว่าจะไม่สามารถจัดกการประมูลแบบปกติได้ เนื่องจากต้องปฏิบัติตามการรักษาระยะห่างทางสังคม แต่ในปี 2020 ตัวแทนจัดจำหน่ายงานศิลปะรายต่าง ๆ ที่ได้ย้ายไปจัดการประมูลทางออนไลน์นั้น สามารถทำเงินได้กว่า 300 ล้านเหรียญฯ (หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท) จนถึงขณะนี้ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

150,000 people tuned into our #RembrandtToRichter Evening Auction tonight…were you watching? 🙋‍♀️ The grand finale of Sotheby’s global sales series, the auction totalled £150 million, led by Joan Miró’s cobalt ‘dream painting’, which sparked an 11-minute bidding battle before selling for £22.3 million, and Rembrandt’s 1632 self-portrait, which set a new record for a self-portrait by the artist at £14.5 million. The sale saw five lots sell for more than $10 million, and brought Sotheby’s flagship global summer series beyond the billion dollar mark. Watch our stories or head to the link in bio to re-live the highlights 💥 The four concurrent day sales are still open for bidding…head to our website to view the catalogues! – @ob1london @newmanhelena @cladwek

โพสต์ที่แชร์โดย Sotheby’s (@sothebys) เมื่อ

ตัวอย่างเช่น Sotheby’s บริษัทรับประมูลสัญชาติอังกฤษ-อเมริกันรายใหญ่ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1744 ได้เปิดเผยว่า มีผลงานศิลปะ 17 ชิ้นที่ขายประมูลได้เป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านเหรียญฯ (300 ล้านบาท) และมีผลงานภาพวาดปี 1927 Femme au chapeau rouge ของ Joan Miró ที่เป็นผลงานที่มีราคาประมูลสูงที่สุดของบริษัทในซีซั่นนี้ ด้วยราคากว่า 28.7 ล้านเหรียญฯ (หรือประมาณ 860 ล้านบาท) ในเวลาเพียง 11 นาทีหลังจากเปิดประมูลและมีคนเข้ามาชมการประมูลสูงถึง 150,000 คน

 Femme au chapeau rouge ของ Joan Miró

นอกจากนี้ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังมีผลงานภาพวาดปี 2005 Antipodal Reunion ของ George Condo ที่ถูกประมูลไปในราคา 1.3 ล้านเหรียญฯ (39 ล้านบาท) และการประมูลผลงานการออกแบบสมัยศตวรรษที่ 20 (20th Century Design online auction) ที่ทำรายได้รวมกว่า 4 ล้านเหรียญฯ (120 ล้านบาท) 

Antipodal Reunion ของ George Condo

“ตลาดการประมูลในลอนดอนและทั่วโลกนั้นยังไม่หยุดนิ่งไปแต่อย่างใด” Oliver Barker ประธานฯ ของ Sotheby’s กล่าว “ช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิดนั้นมักเป็นแรงกระตุ้นสำหรับการเปลี่ยนแปลง ที่เรียกร้องความยืดหยุ่นและการคิดใหม่ทำใหม่”  

ในเร็ว ๆ นี้ บริษัทคู่แข่งอย่าง Christie’s จะมีการจัดการประมูลผลงานศิลปะร่วมสมัยสายสตรีทของ KAWS, Banksy และอื่น ๆ ทางออนไลน์ ซึ่งประเมินกันว่าจะมีผลงานที่อาจทำเงินสูงสุดถึง 200,000 เหรียญฯ (6 ล้านบาท) 

Jack and Jill ของ Banksy

ถือเป็นอีกหนึ่งในไม่กี่วงการที่ได้รับผลกระทบไม่มากนักในช่วงโควิด-19 นี้ แต่ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามชมกันต่อไปครับ!  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“At the arts and crafts center in Pittsburgh, I started to do printmaking,’ explained Keith Haring. ⠀ .⠀ ‘Around this time, 1977, I had a real obsession with paper. As I started to expand and do bigger things, I had this real aversion to canvas. I didn’t want to do things on canvas. I wanted to work on paper, partly because paper was inexpensive, but partly because it was interesting.’⠀ .⠀ Keith Haring (1958-1990), ‘Medusa Head’, aquatint on Hahnemühle paper, 1986. Estimate: $60,000 – 80,000.⠀ .⠀ Contemporary Edition — 16 July – 30 July, online.⠀ .⠀ #art #artist #contemporaryart #haring #keithharing #medusa #nielsborchjensen

โพสต์ที่แชร์โดย Christie’s (@christiesinc) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ไม่หวั่นกระแสโลก! Hermès สามารถเติบโตได้ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ด้วยจากการเจาะตลาดจีน!

ธุรกิจและแบรนด์แฟชั่นต่าง ๆ ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปไม่มากก็น้อย ทว่า มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่สามารถเติบโตขึ้นได้ในภาวะการณ์เช่นนี้ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอย่าง Hermès ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนครับ  

ก่อนหน้านี้ ช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคฯ นั้น Hermès มียอดขายตกลงเพียง 7.7% เท่านั้น น้อยกว่าที่บริษัท Morgan Stanley ประเมินไว้ว่าจะตกลงที่ 13% กว่าครึ่งนึง แต่เมื่อสามารถเปิดทำการร้านค้าได้อีกครั้ง บูติกของแบรนด์ในเมืองกว่างโจว สามารถทำเงินได้มากถึง 2.7 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 83 ล้านบาท) ภายในวันเดียว อีกทั้งมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ปารีสของ Hermès เองก็เพิ่มสูงถึง 13% ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2020 กลายเป็น 1 ใน 8 แบรนด์หรูที่มีราคาหุ้นสูงขึ้น 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Relaxing backstage. #Carefreeexpression #Timelessinrealtime #SpringSummer #Hermes #HermesHomme

โพสต์ที่แชร์โดย Hermès (@hermes) เมื่อ

มีการวิเคราะห์กลยุทธ์ของ Hermès ที่สามารถเติบโตขึ้นได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งหลายรายได้มองว่า ทางแบรนด์ได้เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้มองว่า Hermès เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราอีกระดับที่ไม่ได้อิงกับผลงานคอลแลป กระแสต่างๆที่มาไวไปไว แคปซูลคอลเลคชั่นสำหรับคน Gen-Z และระบบแฟชั่นที่มีโลโก้หรือลายโมโนแกรมเป็นแก่นกลางหรือจุดขายสำคัญ ประกอบกับผลงานผลิตภัณฑ์เด่นๆของแบรนด์นั้นบางส่วนไม่อ้างอิงกับซีซั่น ทำให้เกิดความคลาสสิกและมนต์สเน่ห์ในตัวเองแบบไม่ตามใคร 

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่บริษัทให้คำปรึกษา McKinsey & Company นิยามว่า “Silent Luxury” ซึ่งเป็นการกลับมาของกระแสความหรูหราที่มีแก่นสารแห่งความสง่างามและความสงบ นอกจากนี้ การเจาะตลาดลูกค้าชาวจีนผ่านช่องทางออนไลน์หรือดิจิตอลนั้นก็ช่วยไม่ให้ยอดขายของแบรนด์ตกลงไปมากนัก ทั้งนี้เพราะชาวจีนเองก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มในการซื้อสินค้าระดับหรูผ่านออนไลน์ด้วยเช่นกัน คาดว่ากลยุทธ์ในลักษณะนี้อาจทำให้รายได้ที่มาจากประเทศจีนของผลิตภัณฑ์หรูต่าง ๆ มีส่วนแบ่งที่ 50% ภายในปี 2025 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับกระเป๋า Birkin ที่ตั้งชื่อตามนักร้องนักแสดงชาวอังกฤษอย่าง  Jane Birkin อันเป็นไอเท็มชิ้นไอคอนิกของแบรนด์มาตั้งแต่ยุค 80 (และบางครั้งก็ได้รับการมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีกว่าทองเสียอีก) คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Hermès มีความยืดหยุ่นในการดำเนินงานไม่ว่าจะช่วงก่อนหรือหลังโควิด

Jane Birkin และกระเป๋า Hermes Birkin

นอกจากนี้ ยังมีอีกแบรนด์หนึ่งที่เติบโตขึ้นอย่างสูงในประเทศจีน คือ Li-Ning แบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬาภายในประเทศที่ก่อตั้งโดยนักกีฬาโอลิมปิกเหรียญทองปี 1989 อย่าง Li Ning ที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสชาตินิยมของชาวจีน การโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างหนัก การปรากฏตัวในการแข่งขัน NBA (สวมใส่โดยตำนานนักบาสอย่าง Dwyane Wade) และ Paris Fashion Week ที่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสินค้า Made in China เป็นที่ยอมรับมากขึ้น  

เรียกได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวในยามนี้ครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ยังไม่ฟื้นตัว! LVMH เผยผลประกอบการประจำไตรมาส 2/2020 โดยมีรายได้ตกลงไปมากถึง 38%

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเจ้าของแบรนด์หรูหลากหลายหมวดหมู่ LVMH ได้ออกมาประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/2020 ของบริษัท ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญว่า รายได้ของบริษัทในไตรมาสนี้ลดลงไปถึง 38% และยอดขายของผลิตภัณฑ์แฟชั่นและเครื่องหนังต่าง ๆ – ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton – ตกลงไป 37% อันเป็นผลมาจากการปิดร้านค้ากับบูติกในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่หยุดชะงักไป อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้ที่ 42% และ 38% ตามลำดับ 

“แม้ว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนจากการดำเนินงานต่าง ๆ ของบริษัท แต่รายได้ในสหรัฐฯ และทวีปยุโรปยังคงตกลงอยู่ในไตรมาสนี้” LVMH ออกมาชี้แจง “อย่างไรก็ตาม ในทวีปเอเชียนั้นมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะจากการกลับมาเติบโตในประเทศจีน” ส่วนกำไรของหกเดือนแรกของบริษัทในปี 2020 นี้อยู่ที่ 1.67 พันล้านยูโร (ประมาณ 61.8 พันล้านบาท) น้อยกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.32 พันล้านยูโร (85.8 พันล้านบาท) แต่ “การกำไรของแบรนด์ Louis Vuitton Christian Dior และ Moët Hennessy นั้นยังอยู่ในระดับที่สูง” ทางบริษัทกล่าวเสริม 

แผนผังแบรนด์ในกลุ่ม LVMH

ด้านรายได้จากทางออนไลน์นั้น LVMH กล่าวว่า “ยอดขายจากออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญนั้น มีผลต่อรายได้เพียงเล็กน้อยหลังจากการปิดร้านค้าเป็นเวลาหลายเดือน” ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่เคยประกาศไปเมื่อปี 2018 นั้น บ่งบอกว่าบริษัทมียอดขายจากช่องทางออนไลน์อยู่ที่เพียง 8% ผู้ลงทุนจึงยังคงจับตาดูว่า การแพร่ระบาดของโรคฯ จะเร่งให้บริษัทปรับตัวสู่โลกดิจิตอลมากขึ้นหรือไม่ 

นอกเหนือจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์จาก Credit Suisse ออกมาว่า Louis Vuitton – ที่โดงดังจากลวดลายโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ – ได้ปรับราคาของกระเป๋าไอคอนิกรุ่นต่าง ๆ ขึ้นอีก 5% ในตลาดสำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ในขณะนี้ 

ต้องจับตากันดูต่อไปครับว่า ผลประกอบการของบริษัทแฟชั่นอื่น ๆ ในไตรมาสนี้ – ที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์กันไว้ว่าจะเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดจากโรคระบาด – จะเป็นเช่นไรต่อไป ยังไงเราก็เป็นกำลังใจให้นะครับ!  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

รับผลกระทบไปทั้งย่าน! ยอดการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในแมนฮัตตันและย่านหรูอย่าง Fifth Avenue ตกลงไปสูงสุดถึง 30% เนื่องจากโควิด-19

นิวยอร์กถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการแพร่ระบาดของช่วงโควิด-19 ช่วงสี่เดือนหลังที่ผ่านมา แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของโรคในมหานครแห่งนี้จะบรรเทาลงไปบ้างแล้ว ทว่ายังมีผลกระทบทางลบที่ร้ายแรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตที่มีชื่อเสียงด้านแฟชั่นและการชอปปิ้งของเมืองอย่าง แมนฮัตตัน ครับ 

Fifth Avenue
ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง Saks Fifth Avenue (ตั้งอยู่ที่ 611 Fifth Ave.)

ย่านการค้าต่าง ๆ ในแมนฮัตตันนั้นได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงไตรมาส 2/2020 ที่ผ่านมา ทำให้ยอดการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในย่านต่าง ๆ ตกลงไป โดย Lower Fifth Avenue – ย่านที่เป็นที่ตั้งของบริษัทยักษ์ใหญ่ภายในประเทศเจ้าต่าง ๆ กินพื้นที่ตั้งแต่ถนนสาย 42 ถึง 49 – มียอดการขอเช่าพื้นที่ลดลงสูงสุดถึง 30% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนหน้า, ย่าน Soho และ Madison Avenue มียอดลดไป 14% และ ย่าน Upper Fifth Avenue – ที่เป็นที่ตั้งของสโตรแบรนด์หรูระดับโลกหลายราย – มียอดตกไป 6.6%  

มีสัญญาเช่าเพียงไม่กี่ฉบับที่ได้ตกลงลงนามไปในไตรมาสนี้ หนึ่งในนั้นคือสัญญาของบริษัท Aritzia Inc. – แบรนด์เสื้อผ้าที่ Meghan Markle สวมใส่ – ที่จะมาแทนที่ร้าน flagship ของคาเฟ่ดัง Dean & DeLuca ในย่าน Soho ส่วนย่านที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย ได้แก่ ย่าน Lower Manhattan (หรือ Downtown Manhattan) ที่มียอดการเช่าเพิ่มขึ้นถึง 8.7% และ ย่าน Meatpacking District ที่มียอดการเช่าฯ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนสาธารณะ High Line อันโด่งดังในละแวกนั้นก่อนการแพร่ระบาดฯ อยู่พอสมควร 

ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโรคฯ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายต่าง ๆ ก็ต้องประสบกับพื้นที่ให้เช่าที่ว่างลงมกาขึ้นเรื่อง ๆ เนื่องจากกระแสของ e-commerce และผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ ๆ บางรายที่เข้าสู่ภาวะล้มละลายไป เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาในมหานครแห่งนี้ ทำให้ร้านค้าที่ดำเนินการอยู่ต้องปิดตัวไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นเชื้อที่ทำให้สถานการณ์เช่นนี้เลวร้ายลงไปอีกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

ต้องติดตามกันต่อไปครับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อไป และธุรกิจต่าง ๆ จะรับมือกับปัญหาดังกล่าวอย่างไรต่อไปครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ! Ted Baker ประกาศลดจำนวนพนักงานใน UK กว่า 1 ใน 4 จากภาวะโควิด-19

แม้ว่าตอนนี้สโตร์ของแบรนด์ดังต่าง ๆ จะกลับมาเปิดบริการได้บ้างจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ แต่ทุกแบรนด์ยังคงดำเนินการการปฏิรูปแผนธุรกิจเพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ซึ่งวันนี้ Ted Baker แบรนด์เครื่องแต่งกายชื่อดังจากสหราชอาณาจักรจะลดพนักงานออกไปถึงหนึ่งในสี่เลยทีเดียวครับ 

จากรายงานของ Sunday Times มีรายละเอียดว่า จะมีการลดจำนวนพนักงานออกไป 500 จาก 2,000 ตำแหน่งในอังกฤษภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเลิกการจ้างงานที่สำนักงานใหญ่ของแบรนด์ที่กรุงลอนดอนกว่า 200 ตำแหน่ง ในขณะที่อีก 300 ตำแหน่งที่เหลือจะเป็นการลดพนักงานจากช็อปและบูธต่าง ๆ ในประเทศกว่าหลายสิบแห่ง คาดว่าการลดจำนวนพนักงานครั้งนี้จะทำให้ Ted Baker ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 7.5 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 230 ล้านบาท)  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Trying to work out if summer’s back. It’s a maybe. @stayfancyj (Snake print cotton T-shirt: PORTION)

โพสต์ที่แชร์โดย Ted Baker Menswear (@ted_baker_menswear) เมื่อ

“เราเชื่อว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปแบรนด์ และสร้างธุรกิจที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในอนาคต” ทางแบรนด์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางอีเมลเกี่ยวกับการลดจำนวนพนักงานครั้งนี้ ก็ต้องมาติดตามกันต่อไปครับว่า ทาง Ted Baker และแบรนด์แฟชั่นอื่น ๆ จะปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่ท้าทายนี้อย่างไรครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ทนพิษโควิดไม่ไหว! G-Star RAW ขอยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐฯ เนื่องจากการแพร่ระบาดส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขาย

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ต้องประสบกับปัญหายอดขายเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครับสำหรับ G-Star RAW แบรนด์ดัชซ์ที่โดดเด่นจากแฟชั่นยีนส์และผ้าเดนิมและก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ที่ตอนนี้ต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองธุรกิจจากภาวะล้มละลายต่อศาล (ตามกฏหมายมาตรา 11) ในสหรัฐอเมริกา 

แม้ว่าจะสามารถจำหน่ายสินค้าได้บ้างทางออนไลน์ แต่แบรนด์นั้นยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้านปกติที่ถูกปิดหน้าร้านไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ G-Star RAW ต้องขอยื่นล้มละลายกับศาลอเมริกา โดยตัวแทนของแบรนด์ได้ออกมาแถลงว่า การยื่นล้มละลายในสหรัฐฯ ครั้งนี้ “เป็นไปได้และมีทางรอด” เพราะมียอดหนี้สินจำนวนไม่มากนัก 

“เพื่อเป็นการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เราจำเป็นต้องปรับแผนการเปิดร้านค้าในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การปิดกิจการในภูมิภาคต่าง ๆ ไป เรากำลังปรับสมดุลระหว่างร้านค้าแบบปกติ หุ้นส่วนด้านกลยุทธ์ และช่องทางออนไลน์ โดยขณะนี้ เรากำลังปรับแผนการเปิดร้านค้าในสหรัฐฯ และยุโรป เรามีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจ (ในอเมริกา) ผ่านแผนการจัดจำหน่ายที่เล็กลง มั่นคง และเข้ากับสถานการณ์ของตลาดในตอนนี้ได้เหมาะสมกว่า ส่วนในสวีเดนและยุโรปนั้น เรายังคงจะรับใช้ลูกค้าของเราผ่านช่องทางอื่น ๆ ต่อไป” ตัวแทนของของแบรนด์กล่าว 

ทางเราก็ขอส่งกำลังใจให้แบรนด์ที่เคยโด่งดังในยุค 90’s ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ครับ และต้องติดตามกันต่อว่า โควิด-19 จะส่งผลกระทับต่อธุรกิจและวงการแฟชั่นอย่างไรต่อไปครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ขอลดวัน! New York Fashion Week ปรับลดวันจัดงานประจำเดือนกันยายน 2020 เพียง 3 วัน

มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับ New York Fashion Week ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ครับ! เมื่อมีข่าวแจ้งเตือนออกมาว่า Council of Fashion Designers of America หรือ CFDA ผู้จัดงาน จะลดวันจัดงานของ NYFW ลง จากเดิม 11-16 กันยายน เป็น 14-16 กันยายนนี้แทน (แต่อาจขยายจนถึงวันที่ 17 กันยายนตามความเหมาะสมครับ) 

การปรับลดวันลงนั้นมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังระบาดหนักในสหรัฐฯ และปัญหาทางการเงินของบางแบรนด์หรือดีไซเนอร์ส่วนหนึ่ง – ที่อาจเลือกไม่เข้าร่วมใน NYFW ครั้งนี้ – ทำให้วันจัดงานถูกปรับลงเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น ทั้งนี้ CFDA ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมของแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งใหม่และเก่า สำหรับการจัดแสดงแฟชั่นคอลเลคชั่นทางออนไลน์ และจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมงานแก่แบรนด์ต่าง ๆ ไม่ว่าแบรนด์นั้นจะเป็นสมาชิกขององค์กรหรือไม่ก็ตาม 

สำหรับแฟชั่นโชว์ผู้ชายนั้น ก็จะจัดแสดงใน NYFW ครั้งนี้เช่นกัน หลังจากที่ต้องเลื่อนการจัดงานในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคฯ  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

New this season from #THEMARCJACOBS • @ArmorLuxOfficiel x THE Men’s Breton • Link in bio. THE Photographer: @JohnnyDufort THE Stylist: @LottaVolkova THE Hair: @DennisLanni THE Makeup: #KanakoTakase THE Set Design: @GaryCard THE Casting: @MidlandAgency THE Model: @JeremiahBerko THE Cat: @TheOneTrueFritz Special thanks to:
THE Ready-to-Wear Team • THE Accessories Team • THE Handbag Team • THE Shoe Team • THE Fabric and Trim Team • THE Sample Production Team • THE Atelier • THE Interns • THE Photo and Video Team • THE Styling Team • THE Hair and Makeup Team • THE Set Design Team • THE Casting Team • THE Modeling Team • THE Production Team • THE Catering Team

And all of the many others who made this happen. Photographed on February 1, 2020 in Williamsburg, Brooklyn.

โพสต์ที่แชร์โดย Marc Jacobs (@marcjacobs) เมื่อ

จนถึงขณะนี้ มีแบรนด์ใหญ่ที่ไม่ได้เข้าร่วม NYFW ประจำเดือนกันยายนนี้ 2 แบรนด์ ได้แก่ Marc Jacobs และ Michael Kors ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เฉิดฉายและสร้างชื่อให้ NYFW มาตลอด ในส่วนของรายหลังนั้นจะจัดอีเวนท์ของตัวเองในเดือนตุลาคมนี้สำหรับคอลเลคชั่น Spring 2021 

ต้องดูกันต่อไปครับว่า NYFW ครั้งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือเปล่า รวมไปถึงแฟชั่นโชว์ประจำเดือนกันยายนที่จะจัดขึ้นใน Milan และ Paris ครับ (ในส่วนของ Paris Fashion Week นั้นยืนยันแล้วว่าจะจัดงานแบบมีแขกมาร่วมแน่นอน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ) 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ยังไม่สิ้นเสียงคำราม! Jurassic Park กลับมาทำเงินเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ อีกครั้งหลังจากผ่านมา 27 ปี

ดูเหมือนว่าเจ้า T-Rex จะกลับมาคำรามบนตาราง Box Office อีกครั้งหลังจากการปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อ 27 ปีก่อนครับ โดยภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง Jurassic Park (ปี 1993) ของพ่อมดฮอลีวูด Steven Spielberg ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ ด้วยจำนวนเงิน 517,000 เหรียญฯ (ประมาณ 16,027,000 บาท) 

ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการฉายในโรงภาพยนตร์ Drive-in ที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับสัปดาห์วันพ่อของอเมริกาพอดี 

นอกจาก Jurassic Park แล้ว ยังมีภาพยนตร์ของ Spielberg ที่ติดอันดับ Box Office อีกหลายเรื่อง ทั้งฉลามระทึกโลกอย่าง Jaws (ปี 1975) ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วยรายได้ตามติดเจ้าทีเร็กซ์อยู่ที่ 516,000 เหรียญฯ, E.T. the Extra Terrestrial (ปี 1982) หรืออีทีเพื่อนรัก ติดอันดับ 7 และ Raiders of the Lost Art (ปี 1981) หรืออินเดียน่าโจนส์ภาคแรกได้เข้ามาที่อันดับ 17 นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ไซไฟที่อาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์คนนี้ได้อำนวยการสร้าง อย่าง Back to the Future (ปี 1985) ก็ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 บนตารางครับ 

คาดว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงฉายในอเมริกาและทั่วโลกจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีมาตรการผ่อนปรนแก่โรงภาพยนตร์มากขึ้น และจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผู้ชมรอคอยเข้าฉาย อย่าง Disney’s Mulan และ Tenet ของเสด็จพ่อ Christopher Nolan ครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ทนพิษโควิดไม่ไหว! Valentino ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อปิด Flagship Store สาขาหลักบนถนน Fifth Avenue ในแมนฮัตตัน

แม้ว่าจะมีมาตรการคลายล็อกดาวน์ให้ร้านค้าต่าง ๆ เปิดทำการได้อีกครั้งในมหานครนิวยอร์ก – ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสามเดือนหลังที่ผ่านมา – แต่หลายแบรนด์ดังก็ตัดสินใจปิดร้านของตัวเองในมหานครแห่งนี้เนื่องจากได้รับผลกระทบทางธุรกิจอย่างหนัก เช่น Victoria’s Secret ที่ยื่นคำร้องต่อศาลและฟ้องผู้ให้เช่าพื้นที่เพื่อยกเลิกสัญญาเช่าร้าน flagship store ใน Herald Square และตอนนี้ Valentino แบรนด์หรูจากอิตาลีก็ต้องการที่จะปิดร้านของตัวเองในแมนฮัตตันตามไปอีกรายครับ 

เว็บไซต์ Business of Fashion รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 มิถุนายน) Valentino ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดของแมนฮัตตันเพื่อฟ้องร้องบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Savitt Partners ผู้ให้เช่าพื้นที่ร้านของแบรนด์บนถนน Fifth Avenue ในแมนฮัตตัน – ซึ่งเป็นย่านเดียวกับที่ตั้งของร้าน high-end ของแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Louis Vuitton และ Versace 

โดย Valentino ต้องการยกเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากไม่สามารถกลับมาเปิดร้านแห่งนี้ได้อีกแม้จะมีมาตรการผ่อนปรนออกมาก็ตาม ด้าน Savitt Partners ก็ได้ประกาศว่า จะไม่ยอมให้แบรนด์อิตาเลียนนี้ยกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดในปี 2029 หลังจากเริ่มการเช่าพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2013

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า Valentino จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรในอนาคต และจะมีหน้าร้านของแบรนด์หรูแห่งไหนที่ต้องปิดตัวลงไปอีกเนื่องจากพิษของโคโรนาไวรัสครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

เจ็บนี้อีกนาน! Chanel คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปอีก 2 ปี

อย่างที่เราได้นำเสนอในระยะหลังครับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบแก่วงการลักซัวรี่เป็นอย่างมาก และทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังไม่คลี่คลายจนกว่าจะถึงปี 2022 อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร Chanel ครับ 

Philippe Blondiaux ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินของ Chanel ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้รายได้และกำไรลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญในปีนี้ และจะทำให้อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับความยากลำบากไปอีกเป็นเวลา 18-24 เดือนครับ  

Karl Lagerfeld และ Virginie Viard

ปีที่แล้ว Chanel นั้นทำรายได้กว่า 12.3 พันล้านเหรียญฯ (ประมาณ 381,300 ล้านบาท) และทำกำไรได้ 3.5 พันล้านเหรียญฯ (108,500 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากผลประกอบการปีที่แล้ว 13% และ 16.6% ตามลำดับ แม้จะมีดีไซน์เนอร์คนใหม่อย่าง Virginie Viard มือขวาของดีไซเนอร์ชื่อดังชาวเยอรมันผู้ล่วงลับ Karl Lagerfeld ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าตามคำสัมภาษณ์ของ Blondiaux แต่เนื่องด้วยปีนี้มีการเดินทางท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และกลุ่มลูกค้าสำคัญอย่างชาวจีนหายไป ทำให้มีการคาดการณ์ว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์แบรนด์หรูอาจตกลงไปถึง 17-35% เลยทีเดียว โดยอาจต้องรอจนถึงปี 2023 ที่ยอดขายของทุกแบรนด์จะรวมกันได้กว่า 281 พันล้านยูโร (9.7 ล้านล้านบาท) เท่ากับปี 2019 

ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปครับว่า Chanel รวมไปถึงแบรนด์ไฮเอนด์อื่น ๆ จะมีกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างไรต่อไปครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun