Posts

เปิดกรุของสะสมปราสาท วิทยาภัทร์คอลเล็กเตอร์นาฬิกาวินเทจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ปราสาท วิทยาภัทร์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์นาฬิกาข้อมือวินเทจ ปากกา และนาฬิกาพก รวมไปถึงนาฬิกาตั้งโต๊ะ และเครื่องมือช่างวินเทจหลากหลายรายการนั้น จริงๆ แล้วเขาเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิทเทลเลคท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ เรียกได้ว่าเขาไม่มีธุรกิจอะไรเกี่ยวข้องกับวงการนาฬิกาเลย นอกเหนือไปจาก ‘ความรัก’ เท่านั้น

เพราะรักจึงสะสม

“ปกติเวลาใครเข้ามาในห้องนี้จะคิดว่าผมขายนาฬิกา ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับนาฬิกาเลย” ปราสาทเปิดบทสนทนากับเราพร้อมกับมองไปรอบพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเรือนเวลาวินเทจด้วยแววตาแห่งความรัก “ผมทำอาชีพเป็นผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เป็นนายกสมาคมผู้ผลิตฯ สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษามาหลายสมัย ส่วนนาฬิกานี้ทำเพราะรัก เพราะชอบเท่านั้น ผมจึงจะบอกทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้ว่า อย่าขอ หรืออย่าขอซื้อเลย ไม่อย่างนั้นผมจะลำบากใจมาก” ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครๆ จะคิดว่านาฬิกาในห้องนี้มีไว้เพื่อขาย หรือเก็งกำไร เพราะทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยนาฬิกาวินเทจสารพัดรุ่น หลากหลายยี่ห้อ บางรุ่นเก่าเก็บหายากมากเสียจนพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์เองก็ยังไม่เคยเห็น “ผมเลือกเก็บเฉพาะนาฬิกาวินเทจ เพราะแต่ละเรือนจะมีเรื่องเล่า 
มีเรื่องราว เก็บสนุกกว่านาฬิกาใหม่ซึ่งใครมีเงินก็ซื้อได้ และบาง
แบรนด์ก็ผูกพันกับตัวผมมากๆ อย่างเช่น Omega นี่ถือว่าผูกพันมาก 
เพราะเป็นนาฬิกาในฝันของผมสมัยเด็กๆ คือ แบบอยากได้ตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มๆ แล้วไม่มีเงินซื้อไง ก็เริ่มต้นซื้อ Seiko ไปก่อน 
ช่วงประมาณยุค ’70s Omega Dynamic ราคาอยู่ที่สามพันสองร้อยบาท ในขณะที่ Seiko M88 ราคาเรือนละสองร้อยบาท ผมอยากได้ ไปขอเขาผ่อน เขาคิดสามร้อยยี่สิบบาท ผ่อนเดือนละร้อย ก็ยังต้องผ่อนไปตั้งสามเดือน แล้วพอเริ่มมีรายได้ ก็เลยเก็บมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นคอลเลกชั่นใหญ่ในปัจจุบัน”

ปราสาทเล่าว่า เขาเริ่มเก็บนาฬิกาเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็เมื่อกว่าสี่สิบปีที่แล้ว ช่วงชีวิตที่เขาตกงาน ไม่มีอะไรทำ ก็หยิบจับของเก่าภายในบ้านมาลูบคลำเล่น เอานาฬิกาโบราณของน้าชายมาขัด เปลี่ยนสาย นำมาใส่ “เพราะไม่มีเงินซื้อใหม่ไงครับ” ปราสาทพูดติดตลก​ “แต่พอเอามา
ใส่จริงๆ ก็รู้สึกหลงรัก รู้สึกว่าสวยมาก เลยเริ่มเห็นของเก่าสวย มีคุณค่า 
ในสมัยนั้นคนไทยไม่ค่อยเล่นของเก่าเท่าไหร่นะ ยุคแรกๆ ที่ผมไปเดินดูนาฬิกา Rolex Bubble Back สองกษัตริย์สภาพสวยๆ นี่ ราคาเรือนละ
ไม่ถึงสองพันนะครับ ผมก็อาศัยเก็บตามมีตามเกิด ไม่ได้เน้นของแพงครับ เน้นของที่ชอบ ผมคิดว่า แค่ซื้อมาเพราะชอบ คุณก็ได้กำไรไปแล้วครับ”

คุณค่าอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ราคา!

ดังที่ปราสาทเล่าให้เราฟังว่า เขาไม่ได้ให้คุณค่าของนาฬิกาในคอลเลกชั่นผ่านราคาค่าตัว แต่ให้คุณค่าทางด้านความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก เขาจึงให้คำแนะนำแก่คอลเลกเตอร์รุ่นใหม่ๆ เสมอว่า อย่าได้ไปคิดจะ
เก็บนาฬิกาเพื่อเก็งกำไร แต่ให้คิดเก็บนาฬิกาที่ชอบ แล้วกำไรจะตามมาเอง “ถ้าพูดกันตรงๆ นะครับ กำไรที่ได้จากการหมุนเวียนนาฬิกานั้น
ส่วนมากตกไปอยู่ที่พ่อค้า ไม่ใช่นักสะสม คุณต้องมองให้ออกว่า นาฬิการุ่นใหม่ๆ นั้น โอกาสที่จะได้ราคามากกว่าตอนซื้อนี่น้อยมาก แต่นาฬิกาวินเทจ
นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ เพราะอันนี้อาศัยความยาวนานในการเก็บ คือ ถ้าคุณซื้อนาฬิกามาวันนี้ แล้วรอขายต่ออีกสี่สิบปีให้หลัง ราคาอาจจะขึ้นหลายเท่า แต่คุณจะอยู่ถึงวันนั้นไหมล่ะ” ปราสาทถามด้วยเสียงหัวเราะ “ดังนั้น ถ้าคิดจะเป็นคอลเลกเตอร์นะ ให้เก็บด้วยความรัก รับประกันได้กำไรแน่นอน อย่างแรกก็มีความสุข ได้ชื่นชมของที่ชอบที่อยากได้ อย่าเก็บด้วยความคาดหวังว่าจะทำกำไร เพราะถ้าไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง 
ก็จะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์นะครับ”

ปรัชญาการเก็บนาฬิกาด้วยความรักที่ปราสาทยึดมั่นนั้นทำให้เขาไม่ตกเป็น ‘ทาส’ ของของสะสมชุดใหญ่ภายในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมนี้  เมื่อเราถามเขาถึงวิธีการดูแลรักษานาฬิกาจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เขาตอบสั้นๆ ว่า “ผม ‘ดู’ เขา แต่ไม่ได้ไปคอยระวังรักษาเขาครับ ไม่อย่างนั้น
ผมจะตกเป็นทาสของนาฬิกา คือ ผมซื้อนาฬิกามาดู ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าผมต้องมานั่งระมัดระวังนาฬิกาทุกเรือน ชีวิตผมคงจะลำบากแย่ บางครั้งผมหยิบนาฬิกามาใส่ก็ลืมไขลานด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้ว นาฬิกาจะเดินตรงหรือไม่ตรง ไม่ค่อยเป็นประเด็นสำคัญนัก ผมแค่มองว่า ผมชอบดีไซน์นี้ ใส่แล้วสวย อยากใส่ก็ใส่เลย ดังนั้น คำตอบของผมก็คือ ผมไม่ได้ดูแลนาฬิกา ผมแค่เดินดูนาฬิกาแล้วมีความสุขก็เท่านั้น ไม่ได้กังวลจนต้องคอยเช็คว่านาฬิกาแต่ละเรือนเดินตรงหรือไม่”

งานศิลปะที่สวมใส่ได้

“ผมชอบงานศิลปะครับ” ปราสาทตอบเมื่อเราถามว่าเขาชอบนาฬิกาอื่นๆ ที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือด้วยใช่หรือไม่ “ในห้องนี้จะมีงานศิลปะอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาฬิกาผสมอยู่ด้วย คือ ผมมองงานศิลปะแล้วรู้สึกว่าสวย ผมก็จะเก็บไว้ แต่งานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ แบบภาพวาด หรือนาฬิกาติดผนังนั้น ผมมีพื้นที่จำกัด เพราะไม่มีผนังให้ติด ไม่รู้จะไปเก็บที่ไหน ผมจึงเลือกที่จะเก็บงานศิลปะขนาดเล็กลง ก็ได้แก่นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก นาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็ก และปากกาแนววินเทจแต่ในขณะเดียวกัน ผมทำงานเกี่ยวกับช่าง ก็เลยมองเครื่องมือวิทยาศาสตร์โบราณเป็นงานศิลปะไปด้วยครับ”

นอกเหนือไปจากนาฬิกาข้อมือ และของสะสมอื่นๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้คอลเลกชั่นในห้องนี้สมบูรณ์แบบขึ้นอีกหลายเท่าตัว ก็ได้แก่
แอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ เกี่ยวกับนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นถาด ฐานตั้ง กล่อง ใบรับประกัน และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งปราสาทเองก็บอกว่า บางครั้ง การ ‘เสาะ’ แสวงหาของเหล่านี้นั้นก็ต้องอาศัยความบังเอิญและพรหมลิขิตเป็นตัวชักพา “การเก็บของเหล่านี้ทำให้เราสนุกขึ้น เพราะการที่เราเอานาฬิกา Rolex ไปใส่บนฐาน Rolex ที่ถูกยุคถูกสมัย ทำให้นาฬิกาดูดีขึ้น และก็ดีต่อจิตใจเราด้วย อย่างฐานของ TAG Heuer แบบโบราณผมก็มีอยู่สองสามชิ้นเท่านั้น ถ้ามีโอกาสเจอ ผมจะซื้อเสมอ นี่รวมถึงกล่องโบราณ ใบรับประกันโบราณ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วยนะครับ เพราะทำให้การสะสมของผมนั้นสนุก และมีเรื่องราวมากขึ้น”

เรื่องราวแห่งความผูกพัน

“นาฬิกาเรือนแรกที่ผมเก็บนี่ ไม่มีชื่อหรือเป็นที่รู้จักเลยครับ ยี่ห้อ Prely ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว เป็นนาฬิกาของน้าชายที่ยกให้พี่ชายผม เมื่อพี่ชายผมซื้อเรือนใหม่ ก็ทิ้งเรือนนี้ไว้ ผมก็เอามาใส่เล่นช่วงตกงาน ก็รู้สึกชอบทันที หน้าปัดแตกลายงา และขึ้นราตามอายุ ดูสวย และคลาสสิกสุดๆ ครับ” และด้วยความผูกพันดังกล่าวนั้น ทำให้ปราสาทเริ่มต้นการสะสมนาฬิกาด้วยความรักอย่างจริงจัง และดังที่เขาเน้นย้ำไว้หลายต่อหลายครั้งว่า การเก็บสะสมของเขานั้นเริ่มต้นจากความรัก ดังนั้น ความรักจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเก็บสะสมมาจนถึงทุกวันนี้ “มีคนถามผมเสมอว่า มีอะไรค้างคาใจไหมกับการสะสม ผมตอบได้เลยว่า ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนผมมี
ความฝันที่จะได้ Omega, Rolex และ TAG Heuer บางรุ่นซึ่งในปัจจุบันผมก็ตามเก็บได้หมดแล้ว Rolex Bubble Back ตัวที่ผมคิดว่าสวยที่สุด
ในประเทศไทยก็อยู่กับผมแล้ว  Corum Saddam Hussein เรือนเดียวในโลกก็ยังโคจรมาเจอผมจนได้ ส่วน Corum Rolls-Royce นี่นายช่างใหญ่ของ Corum จากสวิตเซอร์แลนด์ก็บอกให้มาดูของจริงที่ผม  เรียกได้ว่าผมมีครบหมดแล้วล่ะ แต่ในกรณีที่เดินไปเจอบางเรือนแล้วอยากได้ อันนี้ถือเป็นเรื่องไม่คาดคิด ไม่นับนะครับ” ปราสาทจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม

แม้จะออกตัวว่าไม่มีอะไรค้างคาในใจแล้ว แต่ปราสาทก็ยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดสะสมนาฬิกา “ก็หยุดไม่ได้จริงๆ นะครับ ทุกครั้งที่เห็นก็จะคิดว่า เอาไปเพิ่มอีกสักนิดแล้วกัน บางทีซื้อมาเพิ่ม เอามาวางในตู้นาฬิกานี่ก็กลืนหายไปเลย ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น ผมก็เข้าใจปรัชญาตัวนี้
จนถึงขั้นเขียนติดไว้ที่โต๊ะทำงานว่า ถ้ามีนาฬิกาอีกสักเรือนหรือสองเรือนเพิ่มขึ้น จะทำให้สถานภาพเราแตกต่างไปจากวันนี้ไหม คำตอบก็คือ
ไม่หรอก ก็เท่านี้แหละ สถานภาพก็เท่านี้แหละไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้ว แต่ก็อย่างที่บอก เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำกำไรจากนาฬิกา 
แต่คือความสุขที่ได้จากการสะสม ผมเลือกสะสมสิ่งที่ผมมีความสุข และนั่นก็เป็นกำไรสูงสุดของชีวิตแล้วครับ”

เปิดกรุของสะสมระดับเวิลด์คลาส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The World-class Collector

001

ใครๆ ก็รู้จักเขาในฐานะลูกชายคนเดียวของศิลปินแห่งชาติ ผู้ล่วงลับอย่างถวัลย์ ดัชนี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักเขาในฐานะ
คอลเลกเตอร์ระดับเวิลด์คลาส ผู้ชื่นชมความงดงามของงานศิลป์ ความเร็ว เรือนเวลา และ … ดาบซามูไร ลอปติมัมได้มีโอกาสเปิดบ้านของ ม่องต้อย” – ดอยธิเบศร์ ดัชนี แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมบทสัมภาษณ์เจาะลึกหลากหลายตัวตนของผู้ชายน่าสนใจคนนี้

His Serenity

“ดาบแต่ละเล่มที่ผมเก็บมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ของในห้องนี้ ถ้ารวมมูลค่าแล้วแพงกว่าบ้านและรถยนต์ทั้งหมดของผมรวมกัน” ดอยธิเบศร์เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง เมื่อเราก้าวผ่านธรณีประตูไปสู่ห้องสถิตย์วิญญาณที่เก็บดาบซามูไรของเขา บรรยากาศในห้องทำให้เขาดูสงบนิ่งและเยือกเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “และผมไม่ได้เก็บอย่างเดียวนะครับ ผมต้องเรียนรู้ที่จะใช้ดาบให้เป็นและดูแลรักษาให้เป็นด้วย” ความหลงใหลในศาสตราวุธของดอยธิเบศร์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ จากการเห็นบิดาชื่นชอบอาวุธ และด้วยปรัชญาส่วนตัวที่คิดว่าถ้าจะชอบอะไรสักอย่าง เขาจะไปให้ “สุด” ทาง เขาจึงเทใจให้กับดาบซามูไร เพราะเป็นดาบที่ดีที่สุดในโลกถึงขั้นบินไปเรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับดาบซามูไร ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การสร้าง การตีดาบ การฟันดาบ และการดูแลรักษาดาบที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องมาเกือบยี่สิบปีแล้ว “ดาบที่ผมเก็บส่วนใหญ่จะเป็นดาบต้นตระกูลสำคัญๆ เช่น ตระกูลกัสซัน ตระกูลมาซามูเน่ ตระกูลโตกูกาว่า และดาบที่ผมหลงใหลมากที่สุดคือดาบที่เรียกว่า Cutting Test หรือดาบที่ทดสอบความคมด้วยการฟันคนจริงๆ และจะสลัก วัน เวลา รวมถึงท่าฟัน จำนวนคนที่ถูกฟัน และชื่อผู้ที่ทำการทดสอบไว้บนด้ามดาบ จากนั้นคร่ำด้วยทองคำ ซึ่งก็จะมีหลายศพแตกต่างกันออกไป เล่มที่ผมมีสูงสุดคือแปดศพในเล่มเดียว ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เพราะโดยปกติจะเฉลี่ยอยู่ที่ห้าศพเท่านั้น” กระบวนการ Cutting Test ที่ดอยธิเบศร์อธิบายนั้นคือการเลือกเอานักโทษประหารหรือเชลยศึกมาเป็นผู้ถูกทดสอบความคมของดาบ ซึ่งผู้ที่ฟันนั้นก็จะต้องเป็นนักดาบที่มีฝีมือ เพราะการที่จะฟันมนุษย์ให้ขาดเป็นสองท่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นการทดสอบกับคนจำนวนที่มากกว่าหนึ่งคนนั้น จะต้องเอาคนมามัดรวมกันสองถึงสามศพ และฟันทีเดียวให้ขาด ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง(มาก)ที่ไม่ใช่ว่าใครก็จะทำได้

ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นความชอบส่วนบุคคลของเขา “มันเริ่มต้นจากคุณพ่อครับ” เขาเล่า “ผมสงสัยว่าทำไมคุณพ่อถึงยอมเอารูปตั้งหลายรูปไปแลกกับดาบเล่มเดียว แต่ละรูปราคาเป็นล้านนะครับ ผมเลยสนใจศึกษาค้นคว้าตั้งแต่นั้นมาและก็กลายเป็นความชื่นชอบและหลงใหลของตัวเองในตอนนี้ล่ะครับ” นอกเหนือไปจากการเก็บสะสมดาบซามูไรของตระกูลซามูไรชั้นสูงหลายตระกูลแล้ว ดอยธิเบศร์ก็เก็บสะสมสิ่งของอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับดาบซามูไร ทั้งชุดเกราะ หอก ง้าว ธนู และข้าวของ
เครื่องใช้ต่างๆของซามูไรในสมัยนั้น รวมไปถึงภาพเขียนสีสมัยโบราณสมัยศตวรรษที่ 13 บนกระดาษที่จารึกเรื่องราวการสู้รบของตระกูลต่างๆ อีกด้วย “ผมมีชุดเกราะที่เป็นมาสเตอร์พีซอยู่หลายชุด ชุดหนึ่งเคยนำไปจัดแสดงไว้ที่ห้างเกษร ส่วนที่เหลือในห้องนี้ผมเปิดแอร์ให้อยู่ตลอด ให้อุณหภูมิคงที่เพื่อรักษาของ เขาอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว เราก็มีหน้าที่รักษาเขาให้อยู่ต่อไป” เขานำชมของสะสมสุดรักสุดหวงในห้องของเขาอย่างกระตือรือร้น “ราคาดาบพวกนี้มีตั้งแต่หลักแสนจนถึงสิบล้าน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นดาบของใคร สมัยไหน ตระกูลอะไร ผมเลือกสะสมแต่ดาบต้นตระกูล ส่วนตัวผมชอบตระกูล Gassan ซึ่งถ้าคุณจำได้ เขาเคยใส่ชุดญี่ปุ่นถือดาบซามูไรเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับนาฬิกา Rolex ในสมัยนั้น นั่นเป็นช็อตที่จุดประกายให้ผมรู้สึกว่า การที่เขาเอานักดาบมาโฆษณาได้ขนาดนั้น แปลว่ามันจะต้องยิ่งใหญ่ และเป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นได้ ผมจึงเริ่มศึกษาและเรียนรู้ทุกอย่างของตระกูลนี้ ว่าเขายิ่งใหญ่แค่ไหน มีความเป็นมาอย่างไร เมื่อผมมีโอกาสได้เป็นเจ้าของดาบซึ่งเป็นดาบของต้นตระกูลผู้ก่อตั้งสายตระกูลกัสซัน นับเป็นความภูมิใจของผมจริงๆ ครับ” ดอยธิเบศร์ไม่ค่อยได้เปิดเผยของสะสมในส่วนนี้ให้ใครดู เพราะเขารู้สึกว่าการที่จะอธิบายความหลงใหลของเขาให้คนอื่นฟังนั้น มันต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเราก็แอบภูมิใจที่เขาไว้ใจ เล่าเรื่องราวตัวตนมุมนี้ให้เราฟังแบบไม่หวงเลย และเขาตั้งใจว่าสมบัติเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ซามูไรที่เขาตั้งใจจะสร้างขึ้นเพื่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป

His Speed

003

“ว่ากันตรงๆ ก็พูดได้ว่าผมซื้อบ้านให้รถอยู่นะครับ” ดอยธิเบศร์หัวเราะ เมื่อเราถามถึงบ้านสไตล์การาจหลังที่เรานั่งอยู่นี้ “ผมมีบ้านสองหลังที่ ทำให้รถอยู่ครับ แต่แต่งแตกต่างกันเลย หลังหนึ่งเป็นสไตล์วินเทจ ส่วนอีกหลังเป็นโมเดิร์นครับ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเรามีรถแต่ไม่มีที่ให้เขาอยู่ มันก็ไม่ใช่ ก็เลยแต่งบ้านหลังนี้ให้ออกโมเดิร์น เต็มไปด้วยของสะสมและสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักแข่งรถทั่วโลก ผมก็ค่อยๆ เก็บสะสมของแต่ละชิ้น ทีละเล็กละน้อย จนได้อย่างที่เห็น ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่ง
ก็คิดแค่ว่าอยากได้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อผมชอบ Ferrari ซึ่งเป็นของประเทศอิตาลี ผมก็เลยแต่งบ้านหลังนั้นให้ออกสไตล์ Italian Vintage” เพราะอาชีพของเขาผูกอยู่กับความงามและการดีไซน์ เขาเชื่อว่า ประเทศอิตาลีถือเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องการดีไซน์ของโลกอยู่แล้ว เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะเลือกสะสมรถสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Ferrari “ผมเลือกรถจากคาแรกเตอร์ของรถ และเลือกให้เข้ากับตัวเอง ผมมี 458 Speciale และ 430 Scuderia เป็น Lightweight Version ทั้งสองตัว และพอ Fiat Abarth 695 Tributo Ferrari ออกมาเหมือนเป็น Limited Edition คู่กับ รุ่น Scuderia ผมก็ซื้อมาอีกคันหนึ่งครับ ผมจะเลือกเฉพาะรุ่นไลต์เวต เพราะคาแรกเตอร์และสไตล์ของผมไม่เหมือนคนอื่น ผมไม่ได้ชอบรถที่ขับสบาย แต่จะชอบรถที่ค่อนข้างดุดัน รุนแรง และรถไลต์เวตจะเป็นรถที่ผลิตน้อย เหมือนเป็นรถแข่งที่สามารถนำมาใช้ขับในชีวิตประจำวันได้ นั่งไม่ค่อยสบายหรอกครับ ออกแนวแรง โหด ดิบ ตัวถังทำจากอลูมิเนียมและชิ้นส่วนประกอบจากเคฟลาร์ ส่วนเบาะก็เป็นบักเก็ตซีต ไม่เหมือน Ferrari ทั่วไปที่เป็นเบาะหนังนิ่มๆ ปรับด้วยไฟฟ้าสบายๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวผม”

นอกเหนือไปจากการเก็บรถแล้ว เขายังเก็บสะสมของทุกอย่างเกี่ยวกับรถ ไล่มาตั้งแต่ของแต่งบ้าน ของแต่งรถ เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Ferrari ทั้งหมด หนึ่งในของสะสมสุดหวงของเขา ก็คือนาฬิกาที่ผลิตให้กับ Ferrari นั่นเอง “ผมเก็บนาฬิกา Hublot เพราะรถเต็มๆ เลยนะครับ ปกติผมเป็นคนชอบนาฬิกาอยู่แล้วครับ ที่เก็บไว้ก็มีหลายยี่ห้อที่ชอบครับ แต่ในที่นี้ขอพูดถึง Hublot Ferrari ครับ” เมื่อดอยธิเบศร์ตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บสะสมอะไร เขาจึงต้องเอาให้สุด Hublot King Gold จึงเป็นตัวเลือกแรกและตัวเลือกเดียวของเขา เพราะโลโก้ Ferrari สุดที่รักของเขาที่เห็นได้ชัดเจน บ่งบอกตัวตนของเขาทั้งในเรื่องของดีไซน์และเทคโนโลยีในเรือนนาฬิกา และเชื่อหรือไม่ว่า นาฬิกาเหล่านี้ก็เลือกที่จะมาอยู่กับเขาเช่นกัน “ตอนนั้นผมอยู่ที่เชียงราย มีคนโทรมาบอกว่ารุ่นนี้มีมาสองเรือน เป็นไทเทเนียมกับคิงโกลด์ซึ่งเป็นหมายเลข 99/500 ซึ่งผมเห็นเลขปุ๊บ ก็ส่งเงินจากเชียงรายไปมัดจำทันที โดยยังไม่ได้เห็นของด้วยซ้ำเพราะผมเชื่อว่ามันคงไม่มีมาอีกแล้วแน่ๆ และมันก็ไม่มีมาจริงๆ แล้วต่อมา Hublot ก็ออกรุ่น Big Bang Ferrari Speciale Ceramic มาคู่กับรถ Ferrari 458 Speciale ที่ผมมีอยู่แล้ว ผมก็ดันไปปากเสียกับที่ร้านว่า ถ้าสามารถหาเบอร์ 99/250 ได้ผมจะซื้อ เพราะนาฬิกาเรือนก่อนผมก็หมายเลข 99/500 และรถ 458 Speciale ของผมก็เป็นคันที่ 9 ของประเทศ ผมจึงเจาะจงไป ซึ่งปรากฏว่าเขาก็หาได้จริงๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับพูดไปแล้วก็ต้องรักษาสัจจะ ก็เลยต้องซื้อมา (หัวเราะ) หลังจากซื้อมาแล้วผมรู้สึกดีมากเลยนะครับ เพราะมันไม่มีใครได้ไปอีกแล้ว มันเป็นเรือนเดียวในประเทศไทย ที่ได้โควต้ามา และยังเป็นเบอร์นี้อีก” เขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความภาคภูมิใจอย่างถึงขีดสุด

His Cuteness

“จริงๆ แล้วผมเป็นคนมุ้งมิ้งนะครับ” ดอยธิเบศร์ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้ว หัวเราะเมื่อเราถามถึงเหตุผลเบื้องหลังตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่วางเรียงรายอยู่เต็มชั้น และโซฟารับแขกหน้าบ้าน “ผมเลยชอบของน่ารักๆ ประเภทซอฟต์ทอย หรือฟิกเกอร์สัตว์ที่ดูน่าเอ็นดู เพียงแต่ว่าผมคงจะพรีเซนต์มุมนี้เยอะๆ ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นรู้หมด (หัวเราะ) ผมชอบของน่ารักจริงๆ นะ แต่ไม่ถึงขั้นตุ๊กตาบาร์บี้หรอก แค่อะไรน่ารักเท่านั้นแหละ” และเราก็สังเกตว่าของสะสมสไตล์ “น่ารัก” เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาก็คือหมี ไล่เรียงมาตั้งแต่หมี TED หมีคุมะมง หมีริลัคคุมะ หมีบราวน์ หมีแพดดิงตัน และเท็ดดี้แบร์ สวมเสื้อผ้าแตกต่างหลากหลาย พอเราตั้งข้อสังเกต เขาก็หัวเราะอย่างเอียงอายพร้อมบอกว่า “ผมชอบหมีครับ อาจจะเพราะผมมีคาแรกเตอร์เหมือนหมีจนกระทั่งพี่ๆน้องๆ รอบตัวเรียกผมว่า ‘พี่หมี’ มันก็เลยเหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเองไป ก็เก็บสะสมมาเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้คิดอะไร จนรู้ตัวอีกทีก็เต็มบ้านไปหมดแล้ว” ก่อนจะจากเราไป ผู้ชายหลายบุคลิกคนนี้สรุปกับเราว่า “ถึงแม้ว่าผมจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่มันก็เป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่งนะครับ ทุกอย่างที่ผมสะสมเริ่มจากแพชชั่นส่วนตัวล้วนๆ พอเริ่มเก็บ เริ่มสะสม สิ่งที่ผมได้รับจากของเหล่านี้กลับเป็นเรื่องอื่นๆ ที่มีคุณค่ามากกว่ามูลค่าของมัน สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้มากลับกลายเป็นว่าผมได้เรียนรู้เรื่องงานดีไซน์ ความงาม ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งผมสามารถเอาปรับใช้ในชีวิตของผมได้ นั่นก็ทำให้ผมมองโลกในอีกมุมหนึ่งเลยทีเดียว ของเหล่านี้มันคือความหลงใหล คือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต กระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเอง และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ การทำงานในวงการศิลปะ วิสัยทัศน์ในเรื่องความงามของเราจะต้องแตกต่างจากคนอื่น เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ผมเชื่อว่าสุดยอด อย่าง Ferrari ก็คือสุดยอดรถยนต์ นาฬิกาทั้งหลายที่เป็นสุดยอด รวมไปถึงดาบซามูไรที่ถือว่าเป็นศิลปะสุดยอดของประเทศญี่ปุ่นจึงกระตุ้นให้ผมอยากจะเรียนรู้กับพวกมัน ทำให้ผมคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ผมถือว่าของเหล่านี้เป็นหนี้บุญคุณให้กับผมนะ ผมจึงอยากจะรับหน้าที่ดูแล หาที่ทางให้อยู่แบบสมศักดิ์ศรี เปิดเป็นไพรเวทมิวเซียมให้ผู้คนได้เห็นความงามและคุณค่าในแบบที่ผมเห็น เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน และเป็นสมบัติของชาติต่อไป เท่านี้ผมว่าชีวิตผมก็มีคุณค่ามากแล้วครับ”