Posts

ส่องหนุ่มๆ ที่ไปงาน Cartier ว่าใครใส่ไอเท็มเด็ดชิ้นไหน

ส่องแฟชั่นคนดังจากงานปาร์ตี้ Clash de Cartier
เผยเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยเครื่องประดับจากคอลเลคชั่น Clash de Cartier
เครื่องประดับสะท้อนหลากหลายสไตล์

คาร์เทียร์ (Cartier) ชวนส่องลุคเครื่องประดับจากงานปาร์ตี้ Clash de Cartier ปาร์ตี้สุดอลังการครั้งใหญ่แห่งปีของคาร์เทียร์ เพื่อเปิดตัวคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ครองโลกโซเชียลของทุกคนไปเมื่อไม่นานมานี้ ผ่าน #ClashdeCartier ปาร์ตี้นี้นับเป็นอีเวนท์ครั้งสำคัญของวงการแฟชั่นที่พรั่งพร้อมไปด้วยเซเลบริตี้ทั่วฟ้าเมืองไทย ทุกคนเผยเสน่ห์และสไตล์ของตัวเอง ถ่ายทอดผ่านเครื่องประดับจากคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ ได้อย่างลงตัว

แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) เครื่องประดับเครื่องประดับยูนิเซ็กซ์ที่มาพร้อมกับดีไซน์ร่วมสมัยและสะท้อนสไตล์ได้หลากหลาย โดยนำความงดงามของชิ้นงานในอดีตผสานเข้ากับความร่วมสมัยของห้วงเวลาปัจจุบัน รังสรรค์เป็นเครื่องประดับชิ้นไอคอนิคแห่งอนาคต เกิดเป็นความสมดุลของสไตล์อันแตกต่างแต่คลาสสิก นำเสนอผ่านองค์ประกอบสำคัญอย่าง หมุดสตั๊ด ลูกปัด และหมุดจัตุรัสทรงโดมหรือหมุดคลู คาเร่ต์ (Clous Carrés) ที่สะท้อนเจตคติสไตล์พังค์ประจำคอลเลคชั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นลุคโฉบเฉี่ยวในวันพิเศษ หรือเติมเต็มความเรียบหรูกับ Everyday Look ในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ กำไลข้อมือ แหวนหรือต่างหู ที่มีทั้งตัวเรือนแบบโรสโกลด์และไวท์โกลด์ นับว่าเป็นเครื่องประดับที่เปี่ยมด้วยความสมดุลแห่งการออกแบบผสานรหัสความงามชั้นสูงแห่งคาร์เทียร์อย่างแท้จริง


ประเดิมลุคแรกด้วยดาวเด่นของงาน แจ็กสัน หวัง ศิลปินหนุ่มชื่อดังมากความสามารถและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของคาร์เทียร์ เพิ่มลูกเล่นให้กับลุคเรียบหรูด้วยกำไลข้อมือ Clash de Cartier และสร้อยคอ Clash de Cartier ผสานความแตกต่างอย่างลงตัวของตัวเรือนโรสโกลด์เคียงคู่กับออนิกซ์ได้เป็นอย่างดี

Clash de Cartier Bracelet ราคา 740,000.-
Clash de Cartier Necklace ราคา 525,000.-

จัดเต็มความเท่ห์ให้กับลุคสวยหรู ของคิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส Friend of the Maison ของคาร์เทียร์ ประเทศไทย ด้วยเครื่องประดับสไตล์ Oversized จากคอลเลคชั่น Clash de Cartier อย่างแหวน Clash de Cartier XL, กำไลข้อมือ Clash de Cartier XL, สร้อยคอ Clash de Cartier XL และต่างหู Clash de Cartier ที่ประดับด้วยหมุดจัตุรัสทรงโดมหรือ Clou Carré แบบแถวคู่ ให้ลุคหรูหราดูแตกต่างกว่าเคย

Clash de Cartier Ring XL Model ราคา 325,000.-
Clash de Cartier Bracelet XL Model ราคา 945,000.-

Clash de Cartier Earrings ราคา 249,000.-
Clash de Cartier Necklace XL Model ราคา 2,180,000.-

เพิ่มความร็อคแอนด์โรลให้กับมาดเข้มของ บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ด้วยกำไลข้อมือ Clash de Cartier ตัวเรือนไวท์โกลด์และโรสโกลด์พร้อมด้วยแหวน Clash de Cartier ตัวเรือนไวท์โกลด์ เคียงคู่มากับ พีพี – กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ที่เสริมลุคเรียบหรูด้วยเครื่องประดับแคลช เดอ คาร์เทียร์หลากหลายชิ้น ได้แก่ สร้อยคอ Clash de Cartier, กำไลข้อมือ Clash de Cartier ตัวเรือนไวท์โกลด์ และต่างหู Clash de Cartier โรสโกลด์ ขนาดเล็ก และแหวน เติมความเปรี้ยวได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นการจับคู่สองสไตล์ แตกต่างอย่างลงตัว

Clash de Cartier Bracelet Medium Model ราคา 316,000.-
Clash de Cartier Bracelet Medium Model ราคา 339,000.-
Clash de Cartier Ring Medium Model ราคา 119,000.-


Clash de Cartier Ring Medium Model ราคา 111,000.-
Clash de Cartier Necklace Small Model ราคา 86,000.-

Clash de Cartier Earrings Small Model ราคา 140,000.-

Clash de Cartier Bracelet Medium Model ราคา 339,000.-

เติมความพังค์ให้กับลุค White on White ของ ต่อ – ธนภพ ลีรัตนขจร ด้วย Clash de Cartier ไวท์โกลด์ทั้งลุค ทั้งสร้อยคอและสร้อยข้อมือ และแหวน Clash de Cartier ให้ลุคเรียบง่าย เปล่งประกายอย่างโดดเด่นในค่ำคืนพิเศษ

Clash de Cartier Necklace Flexible Medium Model ราคา 700,000.-
Clash de Cartier Bracelet Flexible Medium Model ราคา 316,000.-

Clash de Cartier Ring Medium Model ราคา 119,000.-


เสริมความน่าค้นหาให้กับหนุ่มฮอตสายแฟ เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ที่มาพร้อมกับสไตล์ไอคอนิค ประจำตัวด้วยต่างหู Clash de Cartier ตัวเรือนโรสโกลด์ แมทช์ไปกับกำไลข้อมือ และแหวน Clash de Cartier ขนาด small และ medium ตัวเรือนไวท์โกลด์

Clash de Cartier Bracelet Medium Model
ราคา 339,000.-
Clash de Cartier Ring Medium Model
ราคา 119,000.-
Clash de Cartier Ring Small Model
ราคา 82,500.-
Clash de Cartier Single earring
ราคา 95,500.-

อัพเลเวลความเท่ห์ให้กับลุคหวานๆ ของ แอลลี่ – อชิรญา นิติพน ด้วย แหวน Clash de Cartier กำไลข้อมือ Clash de Cartier และสร้อยคอ Clash de Cartier โรสด์โกลด์ ทั้งสามไอเท็มมีให้เลือกแบบ Small Model ช่วยเติมเต็มลุคอ่อนโยนให้ดูมีลูกเล่นมากกว่าเคย

Clash de Cartier Ring Small Model ราคา 77,000.-
Clash de Cartier Bracelet Small Model ราคา 240,000.-
Clash de Cartier Necklace Small Model ราคา 86,000.-

เพิ่มความเร้าใจและเสริมความสนุกให้กับ ไอซ์ – พาริส อินทรโกมาลย์สุต ด้วยการจับคู่สร้อยข้อมือ Clash de Cartier และแหวน Clash de Cartier ในตัวเรือนไวท์โกลด์และโรสโกลด์ เลเยอร์คู่สีที่แตกต่างเข้ากันได้อย่างลงตัว

Clash de Cartier ring Medium Model ราคา 111,000.-

Clash de Cartier ring Medium Model ราคา 119,000.-

C

Clash de Cartier bracelet, flexible Medium Model ราคา 316,000.-

Clash de Cartier bracelet, flexible Medium Model ราคา 294,000.-

เต็มเติมลุคสุดสมาร์ทของ พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ด้วยกำไลข้อมือ Clash de Cartier และสร้อยคอ Clash de Cartier และสร้างความสนุกขึ้นด้วยการใส่แหวน Clash de Cartier สองขนาดทับซ้อนกันเป็นเลเยอร์ เครื่องประดับแคลช เดอ คาร์เทียร์ในตัวเรือนโรสโกลด์ช่วยคอมพลีตลุคเรียบๆ ให้สมบูรณ์แบบกว่าเคย

Clash de Cartier Ring Small Model ราคา 77,000.-
Clash de Cartier Bracelet Medium Model
ราคา 316,000.-
Clash de Cartier Hoop Earrings Small Model
ราคา 271,000.-
Clash de Cartier Ring ราคา 170,000.-

เติมเต็มความร้อนแรงให้กับเดรสสุดฮอตของ เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ด้วยสร้อยคอ Clash de Cartier แบบหมุดรอบตัวเรือน, กำไลข้อมือ Clash de Cartier และแหวน Clash de Cartier ทั้งหมดในตัวเรือนไวท์โกลด์ ตัดกับสีขาวของชุดและช่วยขับผิวให้สว่างขึ้นได้เป็นอย่างดี

Clash de Cartier Ring Medium Model ราคา 111,000.-
Clash de Cartier Bracelet Medium Model
ราคา 316,000.-
Clash de Cartier Necklace Flexible Medium Model ราคา 655,000.-

จะเห็นได้ว่า เครื่องประดับคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) คือเครื่องประดับร่วมสมัยที่สะท้อนสไตล์ได้หลากหลาย ปราศจากกฎตายตัว ไม่ว่าจะเติมเต็มลุคเรียบหรู อ่อนหวาน หรือสมาร์ท โดยมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แหวน ต่างหู กำไลข้อมือและสร้อยคอ จับคู่เติมแต่งลุคต่างๆ ให้โดดเด่น แตกต่าง และโฉบเฉี่ยวกว่าเคย
คาร์เทียร์ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Clash de Cartier อย่างใกล้ชิด ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันที่ 17 – 28 สิงหาคม 2565 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น. (เฉพาะวันที่ 17 ส.ค. เปิดให้เข้าชมเวลา 16.30 – 19.00 น.และมีช่วงเวลาปิดให้เข้าชมดังนี้ 19 ส.ค. เวลา 11.00-12.30 น. และ 13.00 – 14.30 น. / 20 ส.ค. เวลา 11.00-12.30 น.)
#ClashdeCartier #CartierThailand
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/th-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand
LINE Official Account @CartierTH หรือสแกน QR Code

พาไปชมบูติคโฉมใหม่ของ Cartier  ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่พร้อมมอบประสบการณ์อันล้ำค่าจากเมซงอย่างครบครัน

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสเปิดตัวคาร์เทียร์บูติคโฉมใหม่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สอดแทรกบรรยากาศการท่องเที่ยวเข้ากับเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์และสถาปัตยกรรมของท่าอากาศยานอย่างกลมกลืน พร้อมการตกแต่งภายในที่คำนึงถึง ความสะดวกสบายของนักเดินทาง คาร์เทียร์บูติค ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินับเป็นบูติคในท่าอากาศยานที่มอบประสบการณ์ในแบบฉบับคาร์เทียร์อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับและเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ พร้อมทั้งเครื่องหนังและแอคเซสเซอรีต่างๆ คาร์เทียร์บูติค ตั้งอยู่ที่ชั้น 4  อาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บูติคแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ผสานเข้ากันกับเอกลักษณ์ท้องถิ่นของประเทศไทยอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยองค์ประกอบด้านหน้าอย่าง Façade ที่กว้างถึง 40 เมตร ให้ความรู้สึกต้อนรับและเชื้อเชิญ นักเดินทางจึงไม่อาจพลาดสายตาจากคาร์เทียร์บูติคแห่งนี้ได้ ด้วยประตูทางเข้าถึงสองด้านและเหลี่ยมมุมที่โดดเด่นทว่ากลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมของท่าอากาศยาน อีกทั้งยังมีป้ายดิจิทัลขนาดใหญ่บริเวณด้านซ้ายและขวาของบูติค บริเวณด้านในให้ความรู้สึกโปร่งและโอ่โถง เพื่อมอบประสบการณ์อย่างเหนือระดับ นักเดินทางสามารถนำรถเข็นและกระเป๋าเดินทางเข้ามาได้อย่างสะดวกสบาย

นับเป็นอีกหนึ่งบูติคจากของเมซงที่มอบประสบการณ์ในแบบฉบับคาร์เทียร์อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นสำหรับสุภาพสตรี คอลเลคชั่นสำหรับสุภาพบุรุษ และ คอลเลคชั่นยูนิเซ็กซ์ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องประดับ เรือนเวลาและเครื่องหนัง ภายในบูติคจัดแสดงผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน นักเดินทางสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยวที่สอดแทรกอยู่ในทุกรายละเอียด อาทิ มือจับตู้ที่ออกแบบมาให้คล้ายกับหูของกระเป๋าเดินทาง

คาร์เทียร์บูติค ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดทำการครั้งแรกในปี 2004 และได้รับการปรับปรุงตกแต่งในปี 2015 และในครั้งนี้ได้ย้ายมาตั้งทำการ ณ บริเวณทำเลสำคัญของท่าอากาศยาน ผู้โดยสารจะพบกับบูติคของคาร์เทียร์เป็นสถานที่แรกหลังจากผ่านด่านตรวจขาออก คาร์เทียร์บูติค ตั้งอยู่ที่ ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดทำการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงโทร 02 677 8888 ต่อ 6441

rhunrun เรียบเรียง

FG T NG
A O O

Cartier เผยโฉมไฮจิวเวลรีแสนประณีตภายใต้คอนเซ็ปต์ Les Éléments ผลงานทางศิลปะอันล้ำค่าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติผ่านองค์ประกอบทั้งสี่ของโลก อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ

คาร์เทียร์จัดแสดงคอลเลคชั่นไฮจิวเวลรี กว่า 200 ชิ้นจากหลากหลายคอลเลคชั่นภายใต้คอนเซ็ปต์ Les Éléments หรือ The Elements รวบรวมเครื่องประดับชั้นสูงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติในแบบของคาร์เทียร์ และบอกเล่าเรื่องราวไฮจิวเวลรี่ผ่านองค์ประกอบทั้งสี่ของโลก อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นเสมือนปัจจัยล้ำค่าของทุกสรรพสิ่ง เช่นเดียวกับคาร์เทียร์ที่ได้รังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงที่เป็นเสมือนผลงานทางศิลปะอันล้ำค่าที่จะคงอยู่และกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

เครื่องประดับชั้นสูงหรือไฮจิวเวลรีของคาร์เทียร์ มีเอกลักษณ์และความเป็นมาเฉพาะตัวที่มีเบื้องหลังในการรังสรรค์ ก่อกำเนิดขึ้น ณ สตูดิโอสร้างสรรค์ของคาร์เทียร์ใจกลางกรุงปารีส สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ตัดขาดจากความวุ่นวายของโลกภายนอกที่บรรดานักสร้างสรรค์และเหล่าดีไซเนอร์ ผู้เชียวชาญทางหัตถศิลป์ต่างๆ มารวมตัวกันเพื่อสานต่อคุณค่าของเมซง  ความรู้แจ้งทางด้านงานฝีมือและวัสดุต่างๆ ถือเป็นพลังงานทรงอานุภาพประจำแผนกอัญมณี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการรังสรรค์ทุกงานศิลป์บ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่สร้างชิ้นงานที่ประณีตละเอียดจนไม่เหลือช่องว่างให้ความผิดพลาดใดๆ เหล่าอัญมณีล้ำค่าและวัสดุธรรมชาติที่คาร์เทียร์เลือกใช้ล้วนตอบโจทย์เกณฑ์จำเพาะที่ได้กำหนดไว้ นอกจากคุณภาพที่เหนือใครแล้ว ยังต้องเป็นเม็ดเดี่ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งประกายน้ำและความเข้มจัดของสี เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่จะยิ่งช่วยขับเน้นเสน่ห์และลักษณะเฉพาะตัวให้อัญมณีเจิดจรัสราวกับมีชีวิต ซัพพลายเออร์ทั่วโลกต่างตระหนักดีว่าคาร์เทียร์มีมาตรฐานด้านคุณภาพที่สูงที่สุดและจะสงวนอัญมณีล้ำค่าหายากที่เข้าเกณฑ์ไว้สำหรับเมซงคาร์เทียร์โดยเฉพาะ

ไฮจิวเวลรีแต่ละชิ้นมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง การถ่ายทอดภาพวาดของชิ้นงานให้ออกมาเป็นชิ้นงานจริงต้องอาศัยความใส่ใจในการเลือกรูปแบบการฝังอัญมณีให้ตรงกับผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝังแบบ Grain, การฝังแบบ Claw, การฝังแบบ Fur Setting, การฝังแบบ Bezel, การฝังแบบ Closed, การฝังแบบ Angled และอีกหลากหลายรูปแบบ โดยมีประสงค์ในสมดุลยภาพของขนาดชิ้นงาน โดยมี Openwork ซึ่งถือเป็นเทคนิคพิเศษประจำแผนกไฮจิวเวลรีของคาร์เทียร์เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งช่างจะเพิ่มช่องว่างเล็กๆ ไว้ใต้ฐานของอัญมณีทุกเม็ดเพื่อให้แสงส่องผ่านได้ ทำให้อัญมณีทุกเม็ดยังส่องประกายระยิบระยับล้อแสงยิ่งขึ้น  

เพราะไฮจิวเวลรีที่คาร์เทียร์นั้นหมายถึงศิลปะของสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน ข้อต่อชิ้นเล็กชิ้นน้อยจึงถูกซ่อนเอาไว้อย่างประณีตบรรจง ยามเมื่อสวมใส่นั้น เครื่องประดับสูงค่าก็เปรียบราวกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ลื่นไหลขยับไปกับผิวกาย ชิ้นงานจะถูกส่งมอบให้ช่างขัดเคลือบเงากลับไปกลับมาหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังการประกอบแต่ละขั้นตอน ตลอดจนหลังการฝังและหลังการเก็บความเรียบร้อยของชิ้นงานในขั้นตอนสุดท้าย โดยดีไซเนอร์จะทำงานร่วมกับทั้งเมซงอย่างใกล้ชิดตลอดทุกขั้นตอนการสร้างสรรค์เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นงานจะยังคงสะท้อนแนวคิดแรก

สำหรับคาร์เทียร์ การสร้างสรรค์เครื่องประดับอัญมณีอาจตีความได้ว่าเป็นภารกิจแห่งการส่งต่อความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากช่างฝีมือคนรุ่นเก่าที่สุดสู่ช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่สุด ทว่ายังเป็นการส่งต่อที่ร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน งานฝีมือระดับธรรมเนียมประเพณีได้ถูกอนุรักษ์ไว้ด้วยผลงานที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันซึ่งพวกเขาได้รับมาด้วยภูมิปัญญา ถึงแม้ว่าจะเลี่ยงการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได เหล่าช่างฝีมือแห่งเมซงคาร์เทียร์ก็ยังสานต่อหัตถศิลป์ที่เป็นขนบเพื่อสร้างคุณลักษณะพิเศษให้กับชิ้นงานไฮจิวเวลรี

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการวัดขนาดและความถูกต้องแม่นยำ ตลอดจนการฝึกฝน การค้นหาและค้นพบ การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งความแน่วแน่ตั้งใจและการเปิดใจเรียนรู้นับเป็นสมบัติของช่างฝีมือที่นับวันจะยิ่งพัฒนาขึ้นไปตามกาลเวลา ความตระหนักในพลังแห่งแรงบันดาลใจในอัญมณีแสนพิเศษและลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละเม็ด การเคลิบเคลิ้มไปกับพลังนั้นในขณะที่ยังยึดมั่นในสัญชาตญาณที่มีร่วมกัน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการพัฒนาทักษะที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น การตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องประดับอัญมณีและร่างกาย การให้ความสนใจกับสิ่งที่มองไม่เห็นและอุทิศตนให้กับสิ่งเหล่านั้นพอๆ กับการใส่ใจในอัญมณีที่เปล่งประกายชวนหลงใหล ทั้งหมดนี่คือวิสัยทัศน์และสไตล์ที่เหล่าช่างฝีมือระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่แผนกไฮจิวเวลรีของคาร์เทียร์ล้วนยึดถือและปฏิบัติตามมาโดยตลอด

เรียบเรียง rhunrun

ค้นหาไอคอนในแบบของคุณผ่าน “Cartier Iconic Mini Game” เกมส์สุดสนุกถึง 7 ดีไซน์ที่ชวนให้คุณปลดล็อกฟิลเตอร์สุดเก๋ในลวดลายของไอคอนิคคอลเลคชั่นทั้ง 7

คาร์เทียร์ชวนแฟนๆ ชาวไทยมาสร้างสีสันในช่วงเวลาแห่งความสุขและเพลิดเพลินไปกับ “Cartier Iconic Mini Game” เกมที่จะพาคุณไปค้นหาไอคอนในแบบฉบับของตัวเอง โดยมีความสนุกให้เลือกถึง 7 แบบ 7 เกม ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคอลเลคชั่นอันโดดเด่นทั้ง 7 อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ได้แก่ บัลลง เบลอ    (Ballon Bleu), จุสต์ เอิง คลู (Juste un Clou), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), ปองแตร์ (Panthère), เลิฟ (Love) และ ซานโตส (Santos) เมื่อเล่นสะสมคะแนนให้ครบตามกติกา รับฟิลเตอร์แต่งภาพ The Culture of Design ฟิลเตอร์สุดเก๋ในลวดลายของไอคอนิคคอลเลคชั่นทั้ง 7 จากคาร์เทียร์ ให้แฟนๆ คาร์เทียร์ทุกท่านแบ่งปันโมเมนท์สุดพิเศษลงบนโซเชียลมีเดียได้ทุกช่วงเวลา 

นอกจากนี้ คาร์เทียร์ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมค้นหาและสัมผัสกับคอลเลคชั่นอันโดดเด่นทั้ง 7 ด้วยตัวเอง ณ ร้านคาร์เทียร์ไอคอนิคป๊อปอัพ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ภายในร้านผู้เยี่ยมชมจะเพลิดเพลินไปกับการเลือกชมเครื่องประดับและเรือนเวลา พร้อมทั้งรับคำแนะนำเกี่ยวกับแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิดจาก Cartier Ambassador ตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2565

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ศิลปะแห่งการออกแบบ The Culture of Design และค้นหาไอคอนในแบบฉบับของตัวเองทั้งในช่องทางดิจิทัล ผ่าน “Cartier Iconic Mini Game” เพียงแอดไลน์ @CartierTH หรือเลือกสรรเครื่องประดับและเรือนเวลาชิ้นโปรดให้กับตัวเองและคนพิเศษ ณ ร้านคาร์เทียร์ไอคอนิคป๊อปอัพ ชั้น M  ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2565

เรียบเรียง rhunrun

แทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่จากตระกูลแทงก์เรือนเวลาเอกลักษณ์ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งจาก Cartier ชิ้นไอคอนิคที่คนมีสไตล์ ‘ต้อง’ ครอบครอง

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส เปิดตัวนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูลแทงก์ คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่ขึ้นแท่นเป็นไอคอนของคาร์เทียร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 นาฬิกาแทงก์ มัสท์คือการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์อย่างแทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970 นอกจากสายหนังและสายสตีล นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ยังมีรุ่นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และสายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์อีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมในการรังสรรค์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดนิ่งของเมซงคาร์เทียร์

นาฬิกาแทงก์ (Tank Watch): ตำนานแห่งเรือนเวลาของคาร์เทียร์

เรือนเวลารุ่นแทงก์ได้จารึกความสง่างามของคาร์เทียร์ผ่านดีไซน์ที่คมชัดและเพรียวบาง นับตั้งแต่หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) สร้างสรรค์เรือนเวลานี้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อปี ค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ เลือกหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำให้นาฬิกาแทงก์โดดเด่นจากนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุคนั้นซึ่งมีหน้าปัดเป็นทรงกลม ทำให้นาฬิกาแทงก์มีกลิ่นอายที่ล้ำสมัย อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เส้นตรงสองเส้นที่ขนาบข้างหน้าปัดนับเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมุมสูงของรถถัง โดยมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นประกบเข้ากับตัวเรือนทรงเหลี่ยมดุจล้อรถและหอบังคับการ การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกา   ทำได้กลมกลืนเสียจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งนี้เอาไว้

นาฬิการุ่นแทงก์ ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นนาฬิกาคู่ใจของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายจนมีคำกล่าวว่า การสวมใส่แทงก์ คือการประกาศตัวตน จนนาฬิกาแทงก์กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งในปี 2021 ในชื่อรุ่น แทงก์ มัสท์ โดยทั้ง แทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คือผลลัพธ์ที่ลงตัวระหว่างสัญลักษณ์สำคัญประจำเมซงคาร์เทียร์ โดยแทงก์ (Tank) คือคอลเลคชั่นสำคัญของแบรนด์ ในขณะที่มัสท์ (Must) คือคอลเลคชั่นนาฬิกาอันเป็นอมตะของคาร์เทียร์ที่ใครๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครอง ในปีนี้ คาร์เทียร์นำขนบของความหรูหราคลาสสิกกลับมาอีกครั้งผ่านนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): ดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) เป็นผลผลิตแห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างมาก นับเป็นอีกเอกลักษณ์ของเมซงคาร์เทียร์ที่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์และกลไกอยู่เสมอ ด้วยพันธสัญญาด้านศิลปะการประกอบเรือนเวลาชั้นสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายออกแบบจึงได้รังสรรค์นาฬิการุ่นแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อีกครั้ง โดยมาในรุ่นโมโนโครมและรุ่นดั้งเดิมพร้อมกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ได้รับแรงบัลดาลใจจากนาฬิการุ่นแทงก์ หลุยส์คาร์เทียร์ เมซงคาร์เทียร์ออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์นาฬิกาแทงก์ มัสท์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งคานปลายมนสองชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน และสัดส่วนของหน้าปัด ความชำนาญอันเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ถูกกำหนดไว้ ได้ให้กำเนิดเรือนเวลาที่หาญกล้าย้อนเวลาเพื่อนำความคลาสสิกกลับมาประดับบนทุกรายละเอียดปลีกย่อย ไปจนถึงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมเจียระไนแบบคาโบชง และการกลับมาของตัวล็อกสายแบบ Ardillon Buckle สไตล์ดั้งเดิมสำหรับรุ่นสายหนัง ชั้นเชิงศิลป์ในการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์นั้นเปี่ยมด้วยความชำนาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายสตีลพร้อมข้อต่อทรงโค้งมนซึ่งถูกออกแบบใหม่และสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ไปจนถึงกลไกควอทซ์ประสิทธิภาพสูงจากเมซงซึ่งแบตเตอรี่คงคุณภาพยาวนานถึง 8 ปี

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): เฉดสีโมโนโครมแห่งยุค 1980

หลังจากที่นาฬิกามัสท์ เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 1977 คาร์เทียร์ได้นำนาฬิกาแทงก์ ซึ่งถือถือเป็นผลงานระดับไอคอนจากศิลปะ การประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้นมาออกแบบใหม่อีกครั้งด้วยวัสดุเวอร์มิล (Vermeil) ฉีกกรอบเรือนเวลาจากยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเบอร์กันดีหรือดำสนิท หรือโลโก้สีทองโดดเด่น เลือกที่จะแตกต่างบนความสง่างามที่เรียบง่ายกว่าเดิม นาฬิกาแทงก์ มัสท์รุ่นใหม่ในปี 2021 มาพร้อมดีไซน์ที่รักษาจิตวิญญานแห่งยุค 1980 ให้เลือกสรร ผ่านเฉดสีโมโนโครมที่เปรียบดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ทั้ง 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเขียว พร้อมตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดเรียบ มินิมัล ปราศจากตัวเลขหรือเส้นสายอื่นใด มาพร้อมกับสายหนังในโทนสีเข้ากัน

จากธรรมชาติ สู่ความหรูหราบนเรือนเวลา: สายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์

นอกจากนี้ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับสายที่ผลิตจากวัสดุนวัตกรรมใหม่ซึ่งมอบทั้งคุณภาพและสัมผัสสบายยามสวมใส่บนข้อมือ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ 40% โดยประกอบด้วยเศษพืชจากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี

กระบวนการผลิตของสายนาฬิกานี้บ่งบอกถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับการผลิตสายนาฬิกาหนังลูกวัว โดยสามารถการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon Footprint) ได้มากว่ากว่า 6 เท่า ประหยัดน้ำมากกว่า 10 ลิตร และลดพลังงานได้อีกกว่า 7 เมกะจูล หรือเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนประมาณ 80 ครั้ง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ด้วยการใช้เศษพืชจากแอปเปิ้ลที่ปลูกในยุโรป สู่ผู้ผลิตวัสดุในประเทศอิตาลี และส่งต่อสู่ผู้ผลิตสายนาฬิกาในประเทศโปรตุเกส ไปจนถึงโรงงานประกอบเรือนเวลาชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะรักษาชื่อเสียงในความเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอยู่เสมอแล้ว นาฬิกาแทงก์ยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต และกับนาฬิกาแทงก์ มัสท์นี้ก็เช่นกัน คาร์เทียร์ยังคงหาญกล้าที่จะรังสรรค์เรือนเวลาเพื่อท้าทายกาลเวลา ในขณะเดียวกันยังเผยวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่มองไปยังวันข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier)

หลังจากได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1917 เรือนเวลาแทงก์อีกหลากหลายรุ่นก็ได้มีการแตกแขนงอย่างต่อเนื่อง หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) นำนาฬิกาแทงก์หลายรุ่นมาออกแบบอีกครั้ง โดยรุ่น หลุยส์ คาร์เทียร์ หรือ แทงก์ เอล. ซี. (Louis Cartier) ได้รับการออกแบบอิงจากรุ่น ปีค.ศ.1922 ให้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้น พร้อมคานประกบตัวเรือนที่บางลงและมีขอบโค้งมนสวย ถือเป็นกำเนิดใหม่แห่งความคลาสสิกอันไร้ที่ติ ด้วยลายเส้น หรือ Rail Tracks บริเวณกรอบหน้าปัด เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงคาโบชง อีกทั้งตัวเลขโรมันบอกเวลาซึ่งเผยความงามอมตะที่เป็นหัวใจหลักของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงจากเมซง ผ่านเรือนเวลารุ่นล่าสุดที่ถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งต่อมรดกแห่งขนบที่เหนือกาลเวลานี้

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์เนรมิตความสง่างามด้วยสองเฉดสี ที่เป็นดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ ได้แก่สีแดงก่ำลุ่มลึก และ สีน้ำเงินสว่างสดใส ทั้งสองเฉดล้วนเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับเส้นสายที่เฉียบคมของนาฬิการุ่นนี้ นอกจากนี้คาร์เทียร์ยังได้ผสานรายละเอียดที่รุ่มรวยขึ้นด้วยตัวเลขโรมันและเส้นเดินรอบขอบหน้าปัด หรือ Rail Tracks ในเฉดสีทอง ที่ช่วยขับให้ทุกส่วนประกอบกราฟฟิกบนหน้าปัดเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเรือนสีน้ำเงินมาจับคู่มากับกรอบหน้าปัดสีพิงค์โกลด์ ในขณะที่เรือนสีแดงนำเสนอกรอบหน้าปัดสีเยลโลโกลด์ ทั้งหมดมาพร้อมสายนาฬิกาในโทนสีเดียวกันกับหน้าปัด โดยใช้กลไก Manufacture 1917 MC ไขลานด้วยมือ

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสตีลและสายหนัง หรือตัวเรือนสตีลพร้อมสายสตีลในกลไกควอทซ์, ตัวเรือนสตีล สายจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมกลไกพลังงานแสงอาทิตย์ (SolarBeat™) หรือหรูหราอย่างมีระดับด้วยตัวเรือนฝังเพชร ในราคาเริ่มต้นเพียง 85,500 บาท จับจองนาฬิกาแทงก์ มัสท์และนาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/en-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand

LINE Official Account @CartierTH 

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

นาฬิกา แทงก์ มัสท์ (Tank Must) นาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลไกความแม่นยำไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้น ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตนาฬิกาของคาร์เทียร์ (Cartier) คือการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการตอบสนองและความมุ่งมั่นของเมซงคาร์เทียร์ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การบุกเบิกนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนข้อมือ ซานโตส (Santos) หรือนาฬิกาที่มีตัวล็อกของสายแบบพับได้ (1910)

การผลิตนาฬิกาของ คาร์เทียร์  มุ่งมั่นที่จะคิดล่วงหน้าไปถึงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น QuickSwitch (2018) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนสายนาฬิกาได้เอง 

หรือล่าสุดคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใน แทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นทางเลือกที่ทันสมัย ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ครอบครองนาฬิการุ่นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการรังสรรค์จาก Cartier Manufacture ที่ La Chaux-de-Fonds สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นเสมือนห้องทดลองและขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิด รุ่น SolarBeatTM movement ที่รับพลังงานการเดินกลไกของระบบควอตซ์จากแสงอาทิตย์ ภายใต้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ฉลุให้แผงวงจรแสงอาทิตย์ข้างใต้ได้รับพลังงานจากแสงแดด

โดยมีอายุการใช้งานของแผงวงจรนี้ 16 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่ นาฬิกานี้จะเดินเที่ยงตรงตราบใดที่หน้าปัดยังมีโอกาสโดนแสงเพื่อสะสมพลังงาน แม้แต่สายนาฬิกายังเป็นนวัตกรรมการสร้างวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยการผลิตวัสดุนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไป 6 เท่า ประหยัดน้ำไป 10 ลิตร และประหยัดพลังงานไป 7 เมกาจูลส์ หรือราวๆ การชาร์จแบตฯ สำหรับโทรศัพท์มือถือถึง 80 ครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่รูปทรงที่เก๋เท่ของนาฬิกา Cartier ที่พัฒนาขึ้นมาจากดีไซน์คลาสสิกของ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier) ผสมความเก๋เท่ของนาฬิกา เดอะ แทงก์ มัสท์ (The Tank Must Watch) ของ Cartier ในยุค 1970s เท่านั้น แต่ยังผสมผสานนวัตกรรมใหม่เข้าไปอย่างลงตัว และยังเป็นนาฬิการักษ์โลกที่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Cartier

 สามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official : @CartierTH หรือ Website : www.cartier.com/en-th

Author: Sethapong Pawwattana

Cartier Crash เรือนเวลาในฝันของหลายๆคนกับต้นกำเนิดแสนลึกลับเข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ที่ราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2 ล้านบาท!

เรือนเวลาในฝันกับราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2ล้าน! นาฬิกา Cartier Crash ที่เป็นที่ต้องการของทั้งคนรักนาฬิกาและสายแฟชั่น เข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ด้วยการประเมินราคาที่ 76,000 USD หรือประมาณ 2,370,000 บาท

โดยนาฬิกาทรงอสมมาตรที่มีต้นกำเนิดแสนลึกลับที่เล่าต่อกันว่ารูปทรงที่บิดเบี้ยวนั้นเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1967 ที่ทำให้นาฬิกา Baignoire ได้รับแรงกระแทงบวกกับความร้อนทำให้หลอมละลายออกและบีบอัดออกมาเป็นทรงเรขาคณิตสุดไอคอนิกก่อนที่จะถูกส่งต่อไปซ่อมที่ maison ที่ Bond Steert กรุงลอนดอนซึ่งนักออกแบบอัญมณีชื่อดัง Jean-Jacques Cartier เกิดต้องตากับรูปทรงแปลกตานี้จึงนำมาผลิตในจำนวนที่จำกัดมากๆ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

The Persistence of Memory ปี 1931

ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและนาฬิกาหลายคนก็เชื่อว่ารูปทรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสีน้ำมัน The Persistence of Memory ของศิลปิน Surrealism ระดับตำนานชาวสเปนอย่าง Salvador Dalí โดยบทสรุปนั้นไม่เคยมีการชี้แจงจาก Cartier โดยตรง

ด้วยจำนวนที่จำกัดและหนึ่งในนั้นก็คือเรือนที่เข้าร่วมการประมูลและถูกที่ตีเลขจำนวนไว้ที่ 113/400 ทำจากทองคำ 18k มาพร้อมสายหนังจระเข้ และเซเลปคนดังที่มีนาฬิกานี้ไว้ในครอบครองและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือแร็พเปอร์ Kanye West

Kanye West

ที่แน่นอนว่ารสนิยมของเจ้าตัวไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับใครที่สนใจต้องรีบเลยล่ะ เพราะของหายากระดับตำนานนี้นานๆจึงมีโอกาสที่จะได้มาครับ

คาร์เทียร์ เปิดตัว LINE Official Account สรรสร้างสีสันให้กับบทสนทนาด้วยสติกเกอร์ไลน์ชุดพิเศษสำหรับแฟนคาร์เทียร์ในประเทศไทย

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสเปิดตัว Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH ให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดคาร์เทียร์มากกว่าเคยไม่ว่าจะเป็นติดตามข่าวสารต่างๆ จากคาร์เทียร์ สอบถามข้อมูลคอลเลคชั่นโปรด หรือภาพแฟชั่นเซ็ตสร้างแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ คาร์เทียร์ยังได้มอบความน่ารักสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเพื่อนไลน์ของคาร์เทียร์เท่านั้นด้วยสติกเกอร์ไลน์แสนพิเศษ ถ่ายทอดข้อความโดยคาร์เทียร์บอย หนึ่งในสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่พร้อมต้อนรับและบริการลูกค้าทุกท่านด้วยความนอบน้อม ดีไซน์ขึ้นพิเศษเพื่อผู้ใช้ในประเทศไทยโดยเฉพาะ เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 27 เมษายนเป็นต้นไป จนถึง 25 กรกฎาคม 2564 

Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH ให้แฟนๆของคาร์เทียร์สามารถติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว คาร์เทียร์มอบของขวัญพิเศษให้กับแฟนชาวไทยด้วยสติกเกอร์ไลน์ชุด “Welcome to Cartier” คาร์เทียร์บอยผู้เสมือนเป็นตัวแทนของคาร์เทียร์ พร้อมต้อนรับและบริการลูกค้าทุกท่านด้วยความนอบน้อม

สติกเกอร์ไลน์ทั้ง 8 ลาย ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Welcome to Cartier’ พร้อมด้วยข้อความทักทายในชีวิตประจำวันที่สามารถใช้ได้หลายโอกาส อาทิ ‘SAWASDEE’, ‘MISS YOU’, ‘555’ และ ‘THANK YOU’ นอกจากคาร์เทียร์บอยแล้ว สติกเกอร์ไลน์ชุดนี้ยังมีเสือแพนเตอร์และกล่องแดงอันเป็นไอคอนของแบรนด์ เพื่อสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้กับบทสนทนาในทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วง Social Distancing ที่ทุกคนต้องห่างไกลกัน


ความพิเศษยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะคาร์เทียร์ได้ขยายเวลาร้านไอคอนิคป๊อปอัพ สถานที่ที่คัดสรร 7คอลเลคชั่นโดดเด่นที่สุดของแบรนด์มารวมกันไว้ในที่เดียว ณ Hall of Fame ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนและแอดไลน์ @CartierTH  ที่ร้านไอคอนิคป๊อปอัพ รับเจลแอลกอฮอล์จากคาร์เทียร์ (จำกัด 40 ชุดต่อวันหรือจนกว่าสินค้าจะหมด)

เตรียมดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์คาร์เทียร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2564 – 25 กรกฎาคม 2564 นี้เท่านั้น เพียงคุณเป็นเพื่อนกับ Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH หรือคลิกที่ลิงค์ https://line.me/S/sticker/23405 (เฉพาะผู้ใช้ LINE ในประเทศไทย สามารถใช้สติกเกอร์ได้ 180 วันหลังดาวน์โหลด) 

The Culture of Design

คาร์เทียร์เฉลิมฉลองศักราชใหม่ด้วยแคมเปญ The Culture of Design แคมเปญระดับโลกของคาร์เทียร์ ที่อุทิศให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คาร์เทียร์ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบวัฒนธรรมการออกแบบของคอลเลคชั่นในตำนานของคาร์เทียร์อีกครั้ง ได้แก่ ซานโตส (Santos), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), เลิฟ (Love), จุตส์ เอิง คลู (Cartier Juste un Clou), ปองแตร์ (Panthère) และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนถึงมาตรฐานอันพิถีพิถันของคาร์เทียร์ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่คาร์เทียร์ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเสาะหารูปทรงอันสมบูรณ์แบบ จากการเรียงร้อยเส้นสายอันบริสุทธิ์ รูปทรงที่แม่นยำ การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และรายละเอียดต่างๆ อันประณีต แคมเปญนี้จะนำเสนอคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ เพื่อให้เกียรติต่อผลงานชิ้นไอคอน ที่เป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์และความตั้งใจของนักออกแบบ ที่นำเสนอเครื่องประดับและเรือนเวลาคอลเลคชั่นต่างๆ อันทรงพลัง เรียบง่ายและสรรสร้างขึ้นอย่างพอดี ผลงานชิ้นไอคอนเหล่านี้ทำให้เครื่องประดับของคาร์เทียร์กลายเป็นดีไซน์แบบร่วมสมัยและเป็นที่ปรารถนาของทุกคนมาโดยตลอด

สำหรับแบรนด์คาร์เทียร์ ดีไซน์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง แนวคิดอันแหวกแนวซึ่งถูกหล่อหลอมและฝังรากลึกของแบรนด์ระดับตำนานที่สามารถรังสรรค์ผลงานศิลปะผ่านคอลเลคชั่นเครื่องประดับเลอค่าและเรือนเวลาที่มีดีไซน์โดดเด่นจนยากที่จะละสายตา คืออัตลักษณ์ของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นแทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou), ซานโตส (Santos), เลิฟ (Love), ปองแตร์ (Panthère), และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) แคลช (Clash) ล้วนเป็นผลงานที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคอลเลคชั่นเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักการออกแบบ 4 ประการ ได้แก่ เส้นลายที่บริสุทธิ์, รูปทรงที่แม่นยำ, ความเที่ยงตรงของสัดส่วน และรายละเอียดอันประณีต

เส้นลายที่บริสุทธิ์ คือความปรารถนาของคาร์เทียร์ในการลดทอนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะบดบังโครงสร้างแท้จริงอันงดงามของชิ้นงาน และทำให้ความสวยงามนั้นเข้าใจง่าย การเสาะแสวงหาความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้งานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงช่างในระดับสูง
รูปทรงที่แม่นยำ อยู่เหนือทุกการแสวงหาใดๆของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะถูกรังสรรค์ด้วยรูปทรงจัตุรัส ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ด้วยการวัดขนาด กะเกณฑ์ผลลัพธ์แห่งความสมมาตร เส้นขนาน หรือแม้แต่ความอสมมาตรที่แต่ละรูปทรงจะนำพาไปได้ บวกกับมุมมองตามสัดส่วนผ่านสายตาที่ช่วยเพิ่มมิติและเส้นสายอ่อนช้อย ราวกับคาร์เทียร์ได้รังสรรค์รูปทรงใหม่และซ่อนความเคลื่อนไหวให้กับทุกชิ้นงาน

ความเที่ยงตรงของสัดส่วน คือสมดุลยภาพระหว่างเส้นสายและรูปทรง ขนาดของเครื่องประดับและแขนของผู้สวมใส่ ความถูกต้องของสัดส่วนนั้นจะถูกวัดจากวิธีการสวมใส่เช่นเดียวกับเสื้อผ้า จากนั้นสัดส่วนจะทำหน้าที่กำหนดความหมายที่แท้จริงให้กับความสง่างามของชิ้นงานตามบริบทที่ลงตัว และจากความแม่นยำนี้ ทำให้คาร์เทียร์สามารถรังสรรค์สัดส่วนให้กับผลงานใหม่ไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่บิดเบือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ตอบรับกับนวัตกรรมเชิงเทคนิค การวิจัยด้านกายศาสตร์ และความเข้าใจด้านการใช้งานของแต่ละชิ้นงาน
รายละเอียดอันประณีต สื่อถึงสัญชาตญาณในด้านสไตล์ของช่างผู้สร้างสรรค์อัญมณีที่ค้นพบและกล้าเปิดเผยความงดงามที่ถูกซ่อนไว้ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนต้องสื่อความหมายให้กับเครื่องประดับและเรือนเวลาจึงทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเชิงศิลป์เท่านั้น และคาร์เทียร์ก็พร้อมที่จะแสดงความเลอค่าของทุกรายละเอียดในทุกชิ้นงานออกมา

เครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงคุณค่า
ความชาญฉลาดของการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลาดูกลมกลืนในทุกยุคสมัยรวมถึงในอนาคต ความร่วมสมัยนี้ ถึงแม้จะให้ความรู้สึกเก่าแก่ในความคิดของบางคน แต่ดีไซน์เหล่านี้ก็ได้แสดงกับกาลเวลาให้ได้ประจักษ์แล้วว่าความคลาสสิกเหนือกาลเวลานั้นมีความสำคัญเพียงใด ชิ้นงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้อาจถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังคงจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแหล่งพลังงานทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตซึ่งคาร์เทียร์หาญกล้าที่จะนำมาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกผลงานคือมรดกทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงอารมณ์ความรู้สึก และความความสัมพันธ์ทางจิตใจอย่างแรงกล้าที่เรามีกับผลงานระดับประวัติศาสตร์ที่ เหนือการเวลาเหล่านี้จะเติบโตไปตามเวลาที่แปรผันเช่นเดียวกับความหมายที่แต่ละชิ้นงานต้องการสื่อออกมา คอลเลคชั่นเครื่องประดับและ เรือนเวลาล้ำค่าน่าจดจำแห่งประวัติศาสตร์วงการจิวเวลรี่และวงการประกอบนาฬิกาชั้นสูงเหล่านี้เป็นดังบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถ่ายทอดผ่านชิ้นงานเครื่องประดับและนาฬิกา

บัลลอง เบลอ เดอ คาร์เทียร์ (Ballon Bleu de Cartier)
นาฬิกาคอลเลคชั่นบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu de Cartier) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2007 โดยดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำความกลมมนมาตีความใหม่ด้วยการเพิ่มมิติ และผลลัพธ์คือความซับซ้อนของวงกลมที่มีมิติ บนตัวเรือนที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการซ่อนเม็ดมะยมคริสตัลแซฟไฟร์ สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ในวงแหวนกลมเล็กไว้กับตัวเรือนอย่างแนบเนียนไม่มีสะดุด ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou)
สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับจุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองนิวยอร์กในช่วงยุค 70 โดย อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) ดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำรูปทรงตะปูที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมาตีความใหม่ เป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ด้วยเส้นสายโค้งมน ทว่ามีดีไซน์เฉียบคม พร้อมสัดส่วนที่ถูกต้องรับกับข้อมืออย่างลงตัว

แทงก์ (Tank)

เมื่อปีค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้นำแรงบันดาลใจจากความคมชัดของเส้นสายต่างๆ และภาพจากด้านบนของรถถังมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงใหม่ให้กับนาฬิการุ่นแทงก์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนทรงเหลี่ยม ด้วยหลักการออกแบบกราฟฟิกให้คานทรงเหลี่ยมสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนเป็นดั่งล้อรถ และตัวเรือนดุจหอบังคับการ โดยที่การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกาต้องกลมกลืนจนเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันเพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจเอาไว้

ทรินิตี้ (Tritiny)
แหวนทรินิตี้ เป็นผลงานการออกแบบของหลุยส์ คาร์เทียร์เมื่อปีค.ศ.1924 ด้วยการเผยความงดงามของวงแหวนสีทองไวท์โกลด์ เยลโลโกลด์และพิงค์โกลด์ 3 วงที่มีเส้นสายเรียบง่ายและขนาดสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบซึ่งกระหวัดพันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier)
นาฬิกาปองแตร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1983 ให้เป็นมากกว่างานศิลปะ ด้วยตัวเรือนทรงเหลี่ยมมุมมน เส้นสายที่กลมกลืนอย่างไร้รอยต่อของตัวเรือนและสายนาฬิกา รวมถึงหมุดตอกที่เห็นบนกรอบตัวเรือน คาร์เทียร์ปรารถนาที่จะให้นาฬิกาปองแตร์รักษาความความโดดเด่นของเส้นสายแต่ยังความอ่อนช้อย ซึ่งทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นเสมือนเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน โดยนาฬิกาเรือนนี้ มีชื่อเดียวกับกำไลข้อมือที่สะท้อน ความเคลื่อนไหวของเสือแพนเตอร์ สัตว์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำแบรนด์คาร์เทียร์ นาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำมาออกแบบตีความใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2017 ให้แสดงถึงความเป็นอิสตรีที่เปี่ยมสุข เด็ดเดี่ยว และเป็นอิสระเหนือชายชาตรี

เลิฟ (Love)
เลิฟ คือเครื่องประดับที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการดีไซน์ของคาร์เทียร์ และเส้นสายที่คมชัดคือความสมบูรณ์แบบ กำไลข้อมือทรงรีนี้ถูกสร้างสรรค์โดย อัลโด้ ซิพูลโล (Aldo Cipullo) ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1969 ด้วยการนำแผ่นโลหะหรูหราทรงโค้งสองอันมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยสกรูวและไขควงที่ให้มาโดยเฉพาะ

ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ (Santos de Cartier)
นาฬิกาซานโตสถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1904 บนแนวคิดเรื่องรูปทรง รสนิยมแบบเรียบง่าย ความถูกต้องของสัดส่วนและรายละเอียดที่ปราณีตซึ่งเป็นครั้งแรกที่คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดสี่เหลี่ยม ขณะที่ในยุคนั้นนาฬิกาพกมักมีทรงกลม ส่วนสกรูวที่มักถูกซ่อนไว้อยู่เสมอในเทคนิคการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงก็กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดและกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงามของคอลเลคชั่นในที่สุด

ความหลากหลายของดีไซน์ที่ร่วมสมัย ไปจนถึงรูปทรงที่ออกแบบอย่างประณีตและบริสุทธิ์ กลายเป็นผลงานชิ้นไอคอนที่สร้างชื่อ ให้กับแบรนด์คาร์เทียร์ คาร์เทียร์ยังคงมุ่งมั่นรักษาประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับต่างๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป รวมไปถึงแนวคิดของการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูแต่เป็นตำนานเพื่อประกอบเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไป
ค้นพบงานดีไซน์ในคอลเลคชั่นอันเป็นไอคอนได้ที่ คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Mad Paris หยิบเอา jewelry ชิ้นคลาสสิคของ Cartier มาลงสีดำด้านเพิ่มความดุดันกลิ่นไอหรูหรา

หล่อเข้มแบบดุดัน Mad Paris แบรนด์ที่โด่งดังเรื่องการคัสตอมไอเท็มสุดหรู หยิบเอา jewelry ชิ้นคลาสสิคของ Cartier  มาลงสีดำด้านใหม่ให้ไม่เหมือนใคร โดยที่รายละเอียดเดิมไม่เสียหาย! (คอลเล็กชั่นก่อนที่มช้ไอเท็มของ Cartier นั้นก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว)ใครที่อยากใส่ชิ้นไอคอนิกที่มีคาแรคเตอร์แตกต่างสามารถเข้าไปชมได้ที่ Dover Street Market London ครับ