Posts

แทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่จากตระกูลแทงก์เรือนเวลาเอกลักษณ์ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งจาก Cartier ชิ้นไอคอนิคที่คนมีสไตล์ ‘ต้อง’ ครอบครอง

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส เปิดตัวนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูลแทงก์ คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่ขึ้นแท่นเป็นไอคอนของคาร์เทียร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 นาฬิกาแทงก์ มัสท์คือการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์อย่างแทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970 นอกจากสายหนังและสายสตีล นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ยังมีรุ่นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และสายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์อีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมในการรังสรรค์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดนิ่งของเมซงคาร์เทียร์

นาฬิกาแทงก์ (Tank Watch): ตำนานแห่งเรือนเวลาของคาร์เทียร์

เรือนเวลารุ่นแทงก์ได้จารึกความสง่างามของคาร์เทียร์ผ่านดีไซน์ที่คมชัดและเพรียวบาง นับตั้งแต่หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) สร้างสรรค์เรือนเวลานี้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อปี ค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ เลือกหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำให้นาฬิกาแทงก์โดดเด่นจากนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุคนั้นซึ่งมีหน้าปัดเป็นทรงกลม ทำให้นาฬิกาแทงก์มีกลิ่นอายที่ล้ำสมัย อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เส้นตรงสองเส้นที่ขนาบข้างหน้าปัดนับเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมุมสูงของรถถัง โดยมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นประกบเข้ากับตัวเรือนทรงเหลี่ยมดุจล้อรถและหอบังคับการ การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกา   ทำได้กลมกลืนเสียจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งนี้เอาไว้

นาฬิการุ่นแทงก์ ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นนาฬิกาคู่ใจของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายจนมีคำกล่าวว่า การสวมใส่แทงก์ คือการประกาศตัวตน จนนาฬิกาแทงก์กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งในปี 2021 ในชื่อรุ่น แทงก์ มัสท์ โดยทั้ง แทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คือผลลัพธ์ที่ลงตัวระหว่างสัญลักษณ์สำคัญประจำเมซงคาร์เทียร์ โดยแทงก์ (Tank) คือคอลเลคชั่นสำคัญของแบรนด์ ในขณะที่มัสท์ (Must) คือคอลเลคชั่นนาฬิกาอันเป็นอมตะของคาร์เทียร์ที่ใครๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครอง ในปีนี้ คาร์เทียร์นำขนบของความหรูหราคลาสสิกกลับมาอีกครั้งผ่านนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): ดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) เป็นผลผลิตแห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างมาก นับเป็นอีกเอกลักษณ์ของเมซงคาร์เทียร์ที่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์และกลไกอยู่เสมอ ด้วยพันธสัญญาด้านศิลปะการประกอบเรือนเวลาชั้นสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายออกแบบจึงได้รังสรรค์นาฬิการุ่นแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อีกครั้ง โดยมาในรุ่นโมโนโครมและรุ่นดั้งเดิมพร้อมกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ได้รับแรงบัลดาลใจจากนาฬิการุ่นแทงก์ หลุยส์คาร์เทียร์ เมซงคาร์เทียร์ออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์นาฬิกาแทงก์ มัสท์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งคานปลายมนสองชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน และสัดส่วนของหน้าปัด ความชำนาญอันเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ถูกกำหนดไว้ ได้ให้กำเนิดเรือนเวลาที่หาญกล้าย้อนเวลาเพื่อนำความคลาสสิกกลับมาประดับบนทุกรายละเอียดปลีกย่อย ไปจนถึงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมเจียระไนแบบคาโบชง และการกลับมาของตัวล็อกสายแบบ Ardillon Buckle สไตล์ดั้งเดิมสำหรับรุ่นสายหนัง ชั้นเชิงศิลป์ในการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์นั้นเปี่ยมด้วยความชำนาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายสตีลพร้อมข้อต่อทรงโค้งมนซึ่งถูกออกแบบใหม่และสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ไปจนถึงกลไกควอทซ์ประสิทธิภาพสูงจากเมซงซึ่งแบตเตอรี่คงคุณภาพยาวนานถึง 8 ปี

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): เฉดสีโมโนโครมแห่งยุค 1980

หลังจากที่นาฬิกามัสท์ เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 1977 คาร์เทียร์ได้นำนาฬิกาแทงก์ ซึ่งถือถือเป็นผลงานระดับไอคอนจากศิลปะ การประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้นมาออกแบบใหม่อีกครั้งด้วยวัสดุเวอร์มิล (Vermeil) ฉีกกรอบเรือนเวลาจากยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเบอร์กันดีหรือดำสนิท หรือโลโก้สีทองโดดเด่น เลือกที่จะแตกต่างบนความสง่างามที่เรียบง่ายกว่าเดิม นาฬิกาแทงก์ มัสท์รุ่นใหม่ในปี 2021 มาพร้อมดีไซน์ที่รักษาจิตวิญญานแห่งยุค 1980 ให้เลือกสรร ผ่านเฉดสีโมโนโครมที่เปรียบดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ทั้ง 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเขียว พร้อมตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดเรียบ มินิมัล ปราศจากตัวเลขหรือเส้นสายอื่นใด มาพร้อมกับสายหนังในโทนสีเข้ากัน

จากธรรมชาติ สู่ความหรูหราบนเรือนเวลา: สายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์

นอกจากนี้ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับสายที่ผลิตจากวัสดุนวัตกรรมใหม่ซึ่งมอบทั้งคุณภาพและสัมผัสสบายยามสวมใส่บนข้อมือ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ 40% โดยประกอบด้วยเศษพืชจากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี

กระบวนการผลิตของสายนาฬิกานี้บ่งบอกถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับการผลิตสายนาฬิกาหนังลูกวัว โดยสามารถการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon Footprint) ได้มากว่ากว่า 6 เท่า ประหยัดน้ำมากกว่า 10 ลิตร และลดพลังงานได้อีกกว่า 7 เมกะจูล หรือเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนประมาณ 80 ครั้ง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ด้วยการใช้เศษพืชจากแอปเปิ้ลที่ปลูกในยุโรป สู่ผู้ผลิตวัสดุในประเทศอิตาลี และส่งต่อสู่ผู้ผลิตสายนาฬิกาในประเทศโปรตุเกส ไปจนถึงโรงงานประกอบเรือนเวลาชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะรักษาชื่อเสียงในความเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอยู่เสมอแล้ว นาฬิกาแทงก์ยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต และกับนาฬิกาแทงก์ มัสท์นี้ก็เช่นกัน คาร์เทียร์ยังคงหาญกล้าที่จะรังสรรค์เรือนเวลาเพื่อท้าทายกาลเวลา ในขณะเดียวกันยังเผยวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่มองไปยังวันข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier)

หลังจากได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1917 เรือนเวลาแทงก์อีกหลากหลายรุ่นก็ได้มีการแตกแขนงอย่างต่อเนื่อง หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) นำนาฬิกาแทงก์หลายรุ่นมาออกแบบอีกครั้ง โดยรุ่น หลุยส์ คาร์เทียร์ หรือ แทงก์ เอล. ซี. (Louis Cartier) ได้รับการออกแบบอิงจากรุ่น ปีค.ศ.1922 ให้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้น พร้อมคานประกบตัวเรือนที่บางลงและมีขอบโค้งมนสวย ถือเป็นกำเนิดใหม่แห่งความคลาสสิกอันไร้ที่ติ ด้วยลายเส้น หรือ Rail Tracks บริเวณกรอบหน้าปัด เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงคาโบชง อีกทั้งตัวเลขโรมันบอกเวลาซึ่งเผยความงามอมตะที่เป็นหัวใจหลักของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงจากเมซง ผ่านเรือนเวลารุ่นล่าสุดที่ถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งต่อมรดกแห่งขนบที่เหนือกาลเวลานี้

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์เนรมิตความสง่างามด้วยสองเฉดสี ที่เป็นดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ ได้แก่สีแดงก่ำลุ่มลึก และ สีน้ำเงินสว่างสดใส ทั้งสองเฉดล้วนเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับเส้นสายที่เฉียบคมของนาฬิการุ่นนี้ นอกจากนี้คาร์เทียร์ยังได้ผสานรายละเอียดที่รุ่มรวยขึ้นด้วยตัวเลขโรมันและเส้นเดินรอบขอบหน้าปัด หรือ Rail Tracks ในเฉดสีทอง ที่ช่วยขับให้ทุกส่วนประกอบกราฟฟิกบนหน้าปัดเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเรือนสีน้ำเงินมาจับคู่มากับกรอบหน้าปัดสีพิงค์โกลด์ ในขณะที่เรือนสีแดงนำเสนอกรอบหน้าปัดสีเยลโลโกลด์ ทั้งหมดมาพร้อมสายนาฬิกาในโทนสีเดียวกันกับหน้าปัด โดยใช้กลไก Manufacture 1917 MC ไขลานด้วยมือ

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสตีลและสายหนัง หรือตัวเรือนสตีลพร้อมสายสตีลในกลไกควอทซ์, ตัวเรือนสตีล สายจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมกลไกพลังงานแสงอาทิตย์ (SolarBeat™) หรือหรูหราอย่างมีระดับด้วยตัวเรือนฝังเพชร ในราคาเริ่มต้นเพียง 85,500 บาท จับจองนาฬิกาแทงก์ มัสท์และนาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/en-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand

LINE Official Account @CartierTH 

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

นาฬิกา แทงก์ มัสท์ (Tank Must) นาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลไกความแม่นยำไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้น ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตนาฬิกาของคาร์เทียร์ (Cartier) คือการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการตอบสนองและความมุ่งมั่นของเมซงคาร์เทียร์ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การบุกเบิกนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนข้อมือ ซานโตส (Santos) หรือนาฬิกาที่มีตัวล็อกของสายแบบพับได้ (1910)

การผลิตนาฬิกาของ คาร์เทียร์  มุ่งมั่นที่จะคิดล่วงหน้าไปถึงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น QuickSwitch (2018) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนสายนาฬิกาได้เอง 

หรือล่าสุดคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใน แทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นทางเลือกที่ทันสมัย ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ครอบครองนาฬิการุ่นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการรังสรรค์จาก Cartier Manufacture ที่ La Chaux-de-Fonds สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นเสมือนห้องทดลองและขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิด รุ่น SolarBeatTM movement ที่รับพลังงานการเดินกลไกของระบบควอตซ์จากแสงอาทิตย์ ภายใต้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ฉลุให้แผงวงจรแสงอาทิตย์ข้างใต้ได้รับพลังงานจากแสงแดด

โดยมีอายุการใช้งานของแผงวงจรนี้ 16 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่ นาฬิกานี้จะเดินเที่ยงตรงตราบใดที่หน้าปัดยังมีโอกาสโดนแสงเพื่อสะสมพลังงาน แม้แต่สายนาฬิกายังเป็นนวัตกรรมการสร้างวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยการผลิตวัสดุนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไป 6 เท่า ประหยัดน้ำไป 10 ลิตร และประหยัดพลังงานไป 7 เมกาจูลส์ หรือราวๆ การชาร์จแบตฯ สำหรับโทรศัพท์มือถือถึง 80 ครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่รูปทรงที่เก๋เท่ของนาฬิกา Cartier ที่พัฒนาขึ้นมาจากดีไซน์คลาสสิกของ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier) ผสมความเก๋เท่ของนาฬิกา เดอะ แทงก์ มัสท์ (The Tank Must Watch) ของ Cartier ในยุค 1970s เท่านั้น แต่ยังผสมผสานนวัตกรรมใหม่เข้าไปอย่างลงตัว และยังเป็นนาฬิการักษ์โลกที่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Cartier

 สามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official : @CartierTH หรือ Website : www.cartier.com/en-th

Author: Sethapong Pawwattana

Cartier Crash เรือนเวลาในฝันของหลายๆคนกับต้นกำเนิดแสนลึกลับเข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ที่ราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2 ล้านบาท!

เรือนเวลาในฝันกับราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2ล้าน! นาฬิกา Cartier Crash ที่เป็นที่ต้องการของทั้งคนรักนาฬิกาและสายแฟชั่น เข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ด้วยการประเมินราคาที่ 76,000 USD หรือประมาณ 2,370,000 บาท

โดยนาฬิกาทรงอสมมาตรที่มีต้นกำเนิดแสนลึกลับที่เล่าต่อกันว่ารูปทรงที่บิดเบี้ยวนั้นเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1967 ที่ทำให้นาฬิกา Baignoire ได้รับแรงกระแทงบวกกับความร้อนทำให้หลอมละลายออกและบีบอัดออกมาเป็นทรงเรขาคณิตสุดไอคอนิกก่อนที่จะถูกส่งต่อไปซ่อมที่ maison ที่ Bond Steert กรุงลอนดอนซึ่งนักออกแบบอัญมณีชื่อดัง Jean-Jacques Cartier เกิดต้องตากับรูปทรงแปลกตานี้จึงนำมาผลิตในจำนวนที่จำกัดมากๆ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

The Persistence of Memory ปี 1931

ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและนาฬิกาหลายคนก็เชื่อว่ารูปทรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสีน้ำมัน The Persistence of Memory ของศิลปิน Surrealism ระดับตำนานชาวสเปนอย่าง Salvador Dalí โดยบทสรุปนั้นไม่เคยมีการชี้แจงจาก Cartier โดยตรง

ด้วยจำนวนที่จำกัดและหนึ่งในนั้นก็คือเรือนที่เข้าร่วมการประมูลและถูกที่ตีเลขจำนวนไว้ที่ 113/400 ทำจากทองคำ 18k มาพร้อมสายหนังจระเข้ และเซเลปคนดังที่มีนาฬิกานี้ไว้ในครอบครองและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือแร็พเปอร์ Kanye West

Kanye West

ที่แน่นอนว่ารสนิยมของเจ้าตัวไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับใครที่สนใจต้องรีบเลยล่ะ เพราะของหายากระดับตำนานนี้นานๆจึงมีโอกาสที่จะได้มาครับ

คาร์เทียร์ เปิดตัว LINE Official Account สรรสร้างสีสันให้กับบทสนทนาด้วยสติกเกอร์ไลน์ชุดพิเศษสำหรับแฟนคาร์เทียร์ในประเทศไทย

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสเปิดตัว Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH ให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดคาร์เทียร์มากกว่าเคยไม่ว่าจะเป็นติดตามข่าวสารต่างๆ จากคาร์เทียร์ สอบถามข้อมูลคอลเลคชั่นโปรด หรือภาพแฟชั่นเซ็ตสร้างแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ คาร์เทียร์ยังได้มอบความน่ารักสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเพื่อนไลน์ของคาร์เทียร์เท่านั้นด้วยสติกเกอร์ไลน์แสนพิเศษ ถ่ายทอดข้อความโดยคาร์เทียร์บอย หนึ่งในสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่พร้อมต้อนรับและบริการลูกค้าทุกท่านด้วยความนอบน้อม ดีไซน์ขึ้นพิเศษเพื่อผู้ใช้ในประเทศไทยโดยเฉพาะ เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 27 เมษายนเป็นต้นไป จนถึง 25 กรกฎาคม 2564 

Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH ให้แฟนๆของคาร์เทียร์สามารถติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว คาร์เทียร์มอบของขวัญพิเศษให้กับแฟนชาวไทยด้วยสติกเกอร์ไลน์ชุด “Welcome to Cartier” คาร์เทียร์บอยผู้เสมือนเป็นตัวแทนของคาร์เทียร์ พร้อมต้อนรับและบริการลูกค้าทุกท่านด้วยความนอบน้อม

สติกเกอร์ไลน์ทั้ง 8 ลาย ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Welcome to Cartier’ พร้อมด้วยข้อความทักทายในชีวิตประจำวันที่สามารถใช้ได้หลายโอกาส อาทิ ‘SAWASDEE’, ‘MISS YOU’, ‘555’ และ ‘THANK YOU’ นอกจากคาร์เทียร์บอยแล้ว สติกเกอร์ไลน์ชุดนี้ยังมีเสือแพนเตอร์และกล่องแดงอันเป็นไอคอนของแบรนด์ เพื่อสร้างสีสันและชีวิตชีวาให้กับบทสนทนาในทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วง Social Distancing ที่ทุกคนต้องห่างไกลกัน


ความพิเศษยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะคาร์เทียร์ได้ขยายเวลาร้านไอคอนิคป๊อปอัพ สถานที่ที่คัดสรร 7คอลเลคชั่นโดดเด่นที่สุดของแบรนด์มารวมกันไว้ในที่เดียว ณ Hall of Fame ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนและแอดไลน์ @CartierTH  ที่ร้านไอคอนิคป๊อปอัพ รับเจลแอลกอฮอล์จากคาร์เทียร์ (จำกัด 40 ชุดต่อวันหรือจนกว่าสินค้าจะหมด)

เตรียมดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์คาร์เทียร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2564 – 25 กรกฎาคม 2564 นี้เท่านั้น เพียงคุณเป็นเพื่อนกับ Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH หรือคลิกที่ลิงค์ https://line.me/S/sticker/23405 (เฉพาะผู้ใช้ LINE ในประเทศไทย สามารถใช้สติกเกอร์ได้ 180 วันหลังดาวน์โหลด) 

The Culture of Design

คาร์เทียร์เฉลิมฉลองศักราชใหม่ด้วยแคมเปญ The Culture of Design แคมเปญระดับโลกของคาร์เทียร์ ที่อุทิศให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คาร์เทียร์ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบวัฒนธรรมการออกแบบของคอลเลคชั่นในตำนานของคาร์เทียร์อีกครั้ง ได้แก่ ซานโตส (Santos), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), เลิฟ (Love), จุตส์ เอิง คลู (Cartier Juste un Clou), ปองแตร์ (Panthère) และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนถึงมาตรฐานอันพิถีพิถันของคาร์เทียร์ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่คาร์เทียร์ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเสาะหารูปทรงอันสมบูรณ์แบบ จากการเรียงร้อยเส้นสายอันบริสุทธิ์ รูปทรงที่แม่นยำ การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และรายละเอียดต่างๆ อันประณีต แคมเปญนี้จะนำเสนอคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ เพื่อให้เกียรติต่อผลงานชิ้นไอคอน ที่เป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์และความตั้งใจของนักออกแบบ ที่นำเสนอเครื่องประดับและเรือนเวลาคอลเลคชั่นต่างๆ อันทรงพลัง เรียบง่ายและสรรสร้างขึ้นอย่างพอดี ผลงานชิ้นไอคอนเหล่านี้ทำให้เครื่องประดับของคาร์เทียร์กลายเป็นดีไซน์แบบร่วมสมัยและเป็นที่ปรารถนาของทุกคนมาโดยตลอด

สำหรับแบรนด์คาร์เทียร์ ดีไซน์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง แนวคิดอันแหวกแนวซึ่งถูกหล่อหลอมและฝังรากลึกของแบรนด์ระดับตำนานที่สามารถรังสรรค์ผลงานศิลปะผ่านคอลเลคชั่นเครื่องประดับเลอค่าและเรือนเวลาที่มีดีไซน์โดดเด่นจนยากที่จะละสายตา คืออัตลักษณ์ของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นแทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou), ซานโตส (Santos), เลิฟ (Love), ปองแตร์ (Panthère), และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) แคลช (Clash) ล้วนเป็นผลงานที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคอลเลคชั่นเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักการออกแบบ 4 ประการ ได้แก่ เส้นลายที่บริสุทธิ์, รูปทรงที่แม่นยำ, ความเที่ยงตรงของสัดส่วน และรายละเอียดอันประณีต

เส้นลายที่บริสุทธิ์ คือความปรารถนาของคาร์เทียร์ในการลดทอนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะบดบังโครงสร้างแท้จริงอันงดงามของชิ้นงาน และทำให้ความสวยงามนั้นเข้าใจง่าย การเสาะแสวงหาความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้งานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงช่างในระดับสูง
รูปทรงที่แม่นยำ อยู่เหนือทุกการแสวงหาใดๆของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะถูกรังสรรค์ด้วยรูปทรงจัตุรัส ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ด้วยการวัดขนาด กะเกณฑ์ผลลัพธ์แห่งความสมมาตร เส้นขนาน หรือแม้แต่ความอสมมาตรที่แต่ละรูปทรงจะนำพาไปได้ บวกกับมุมมองตามสัดส่วนผ่านสายตาที่ช่วยเพิ่มมิติและเส้นสายอ่อนช้อย ราวกับคาร์เทียร์ได้รังสรรค์รูปทรงใหม่และซ่อนความเคลื่อนไหวให้กับทุกชิ้นงาน

ความเที่ยงตรงของสัดส่วน คือสมดุลยภาพระหว่างเส้นสายและรูปทรง ขนาดของเครื่องประดับและแขนของผู้สวมใส่ ความถูกต้องของสัดส่วนนั้นจะถูกวัดจากวิธีการสวมใส่เช่นเดียวกับเสื้อผ้า จากนั้นสัดส่วนจะทำหน้าที่กำหนดความหมายที่แท้จริงให้กับความสง่างามของชิ้นงานตามบริบทที่ลงตัว และจากความแม่นยำนี้ ทำให้คาร์เทียร์สามารถรังสรรค์สัดส่วนให้กับผลงานใหม่ไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่บิดเบือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ตอบรับกับนวัตกรรมเชิงเทคนิค การวิจัยด้านกายศาสตร์ และความเข้าใจด้านการใช้งานของแต่ละชิ้นงาน
รายละเอียดอันประณีต สื่อถึงสัญชาตญาณในด้านสไตล์ของช่างผู้สร้างสรรค์อัญมณีที่ค้นพบและกล้าเปิดเผยความงดงามที่ถูกซ่อนไว้ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนต้องสื่อความหมายให้กับเครื่องประดับและเรือนเวลาจึงทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเชิงศิลป์เท่านั้น และคาร์เทียร์ก็พร้อมที่จะแสดงความเลอค่าของทุกรายละเอียดในทุกชิ้นงานออกมา

เครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงคุณค่า
ความชาญฉลาดของการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลาดูกลมกลืนในทุกยุคสมัยรวมถึงในอนาคต ความร่วมสมัยนี้ ถึงแม้จะให้ความรู้สึกเก่าแก่ในความคิดของบางคน แต่ดีไซน์เหล่านี้ก็ได้แสดงกับกาลเวลาให้ได้ประจักษ์แล้วว่าความคลาสสิกเหนือกาลเวลานั้นมีความสำคัญเพียงใด ชิ้นงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้อาจถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังคงจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแหล่งพลังงานทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตซึ่งคาร์เทียร์หาญกล้าที่จะนำมาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกผลงานคือมรดกทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงอารมณ์ความรู้สึก และความความสัมพันธ์ทางจิตใจอย่างแรงกล้าที่เรามีกับผลงานระดับประวัติศาสตร์ที่ เหนือการเวลาเหล่านี้จะเติบโตไปตามเวลาที่แปรผันเช่นเดียวกับความหมายที่แต่ละชิ้นงานต้องการสื่อออกมา คอลเลคชั่นเครื่องประดับและ เรือนเวลาล้ำค่าน่าจดจำแห่งประวัติศาสตร์วงการจิวเวลรี่และวงการประกอบนาฬิกาชั้นสูงเหล่านี้เป็นดังบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถ่ายทอดผ่านชิ้นงานเครื่องประดับและนาฬิกา

บัลลอง เบลอ เดอ คาร์เทียร์ (Ballon Bleu de Cartier)
นาฬิกาคอลเลคชั่นบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu de Cartier) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2007 โดยดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำความกลมมนมาตีความใหม่ด้วยการเพิ่มมิติ และผลลัพธ์คือความซับซ้อนของวงกลมที่มีมิติ บนตัวเรือนที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการซ่อนเม็ดมะยมคริสตัลแซฟไฟร์ สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ในวงแหวนกลมเล็กไว้กับตัวเรือนอย่างแนบเนียนไม่มีสะดุด ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou)
สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับจุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองนิวยอร์กในช่วงยุค 70 โดย อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) ดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำรูปทรงตะปูที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมาตีความใหม่ เป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ด้วยเส้นสายโค้งมน ทว่ามีดีไซน์เฉียบคม พร้อมสัดส่วนที่ถูกต้องรับกับข้อมืออย่างลงตัว

แทงก์ (Tank)

เมื่อปีค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้นำแรงบันดาลใจจากความคมชัดของเส้นสายต่างๆ และภาพจากด้านบนของรถถังมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงใหม่ให้กับนาฬิการุ่นแทงก์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนทรงเหลี่ยม ด้วยหลักการออกแบบกราฟฟิกให้คานทรงเหลี่ยมสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนเป็นดั่งล้อรถ และตัวเรือนดุจหอบังคับการ โดยที่การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกาต้องกลมกลืนจนเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันเพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจเอาไว้

ทรินิตี้ (Tritiny)
แหวนทรินิตี้ เป็นผลงานการออกแบบของหลุยส์ คาร์เทียร์เมื่อปีค.ศ.1924 ด้วยการเผยความงดงามของวงแหวนสีทองไวท์โกลด์ เยลโลโกลด์และพิงค์โกลด์ 3 วงที่มีเส้นสายเรียบง่ายและขนาดสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบซึ่งกระหวัดพันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier)
นาฬิกาปองแตร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1983 ให้เป็นมากกว่างานศิลปะ ด้วยตัวเรือนทรงเหลี่ยมมุมมน เส้นสายที่กลมกลืนอย่างไร้รอยต่อของตัวเรือนและสายนาฬิกา รวมถึงหมุดตอกที่เห็นบนกรอบตัวเรือน คาร์เทียร์ปรารถนาที่จะให้นาฬิกาปองแตร์รักษาความความโดดเด่นของเส้นสายแต่ยังความอ่อนช้อย ซึ่งทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นเสมือนเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน โดยนาฬิกาเรือนนี้ มีชื่อเดียวกับกำไลข้อมือที่สะท้อน ความเคลื่อนไหวของเสือแพนเตอร์ สัตว์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำแบรนด์คาร์เทียร์ นาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำมาออกแบบตีความใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2017 ให้แสดงถึงความเป็นอิสตรีที่เปี่ยมสุข เด็ดเดี่ยว และเป็นอิสระเหนือชายชาตรี

เลิฟ (Love)
เลิฟ คือเครื่องประดับที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการดีไซน์ของคาร์เทียร์ และเส้นสายที่คมชัดคือความสมบูรณ์แบบ กำไลข้อมือทรงรีนี้ถูกสร้างสรรค์โดย อัลโด้ ซิพูลโล (Aldo Cipullo) ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1969 ด้วยการนำแผ่นโลหะหรูหราทรงโค้งสองอันมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยสกรูวและไขควงที่ให้มาโดยเฉพาะ

ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ (Santos de Cartier)
นาฬิกาซานโตสถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1904 บนแนวคิดเรื่องรูปทรง รสนิยมแบบเรียบง่าย ความถูกต้องของสัดส่วนและรายละเอียดที่ปราณีตซึ่งเป็นครั้งแรกที่คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดสี่เหลี่ยม ขณะที่ในยุคนั้นนาฬิกาพกมักมีทรงกลม ส่วนสกรูวที่มักถูกซ่อนไว้อยู่เสมอในเทคนิคการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงก็กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดและกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงามของคอลเลคชั่นในที่สุด

ความหลากหลายของดีไซน์ที่ร่วมสมัย ไปจนถึงรูปทรงที่ออกแบบอย่างประณีตและบริสุทธิ์ กลายเป็นผลงานชิ้นไอคอนที่สร้างชื่อ ให้กับแบรนด์คาร์เทียร์ คาร์เทียร์ยังคงมุ่งมั่นรักษาประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับต่างๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป รวมไปถึงแนวคิดของการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูแต่เป็นตำนานเพื่อประกอบเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไป
ค้นพบงานดีไซน์ในคอลเลคชั่นอันเป็นไอคอนได้ที่ คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Mad Paris หยิบเอา jewelry ชิ้นคลาสสิคของ Cartier มาลงสีดำด้านเพิ่มความดุดันกลิ่นไอหรูหรา

หล่อเข้มแบบดุดัน Mad Paris แบรนด์ที่โด่งดังเรื่องการคัสตอมไอเท็มสุดหรู หยิบเอา jewelry ชิ้นคลาสสิคของ Cartier  มาลงสีดำด้านใหม่ให้ไม่เหมือนใคร โดยที่รายละเอียดเดิมไม่เสียหาย! (คอลเล็กชั่นก่อนที่มช้ไอเท็มของ Cartier นั้นก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว)ใครที่อยากใส่ชิ้นไอคอนิกที่มีคาแรคเตอร์แตกต่างสามารถเข้าไปชมได้ที่ Dover Street Market London ครับ

ไปทำความรู้จักกับเสือแพนเตอร์ ไอคอนอันโดดเด่นของ Cartier ก่อนรับชม นิทรรศการมากเรื่องราว Into the Wild ณ บูติกคาร์เทียร์ ชั้น M ศูนย์การค้า Icon Siam

เสือแพนเตอร์ ไอคอนอันโดดเด่นของคาร์เทียร์ รังสรรค์คอลเลกชั่นสุดคลาสสิก

ก่อนที่จะถึงนิทรรศการ Into The Wild ที่จะพาทุกท่านไปดื่มด่ำโลกของเสือแพนเตอร์ สัญลักษณ์ที่เคียงข้างคาร์เทียร์มาอย่างยาวนาน ชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับเสือแพนเตอร์ ไอคอนโดดเด่นของคาร์เทียร์ และเรื่องราวความเป็นมา สายใยความผูกพันธ์ที่ถักร้อยคาร์เทียร์และเสือแพนเตอร์ไว้ด้วยกัน ก่อนจะรังสรรค์เป็นคอลเลกชั่นเครื่องประดับและเรือนเวลาสุดคลาสสิกปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์  (Panthère de Cartier) พร้อมยลโฉมความสง่าอย่างเสือด้วยตาท่านเอง ในงานนิทรรศการ  Into the Wild ที่เปิดให้แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ บูติกคาร์เทียร์ ชั้น M ศูนย์การค้าไอคอนสยาม     14 – 21 พฤศจิกายนนี้

เสือแพนเตอร์ ไอคอนโดดเด่นของคาร์เทียร์                                              

เมื่อเอ่ยถึงคาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและเรือนเวลาที่มีประวัติอันยาวนานกว่า 173 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ย่อมนึกถึงสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับคาร์เทียร์มาอย่างยาวนาน อย่างเสือแพนเตอร์ (Panther) เสือรูปร่างปราดเปรียว มิยอมสยบให้ใคร เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูดที่เผยถึงบุคลิกลักษณะอันเป็นจุดเด่นเฉพาะตัว  เสือแพนเตอร์คือสิ่งมีชีวิตที่สะท้อนถึงความปรารถนาและเสน่ห์ดึงดูดใจ เต็มไปด้วยพลังอำนาจ อิสรภาพและจิตวิญญาณอันกล้าท้าทาย เสือแพนเตอร์เข้าใจคนประเภทเดียวกันเองเป็นอย่างดี เพราะเป็นเผ่าพันธุ์ที่เชื่อมร้อยเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสัญชาติญาณและความเป็นตัวของตัวเอง

เสือแพนเตอร์กลายเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับคาร์เทียร์นับตั้งปรากฏให้เห็นครั้งแรกในรูปแบบลายจุดบนนาฬิกาข้อมือเมื่อปี ค.ศ. 1914ก่อนจะมีวิวัฒนาการจากลวดลายเชิงนามธรรมสู่เรือนร่างอันสมจริงของเสือแพนเตอร์ อีก 3 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1917 เสือแพนเตอร์โลดแล่นบนกล่องเครื่องสำอางค์ที่หลุยส์ คาร์เทียร์มอบให้เป็นของขวัญแก่ ฌาน ตูแซงท์ (Jeanne Toussaint) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ผู้หญิงคนแรกของคาร์เทียร์ สตรีผู้มีจินตนาการแหวกแนวและจิตวิญญาณอิสระ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

เรื่องราวความผูกพันธ์ระหว่างเสือแพนเตอร์และฌาน ตูแซงท์ดำเนินต่อไป ในอีก 2 ปีต่อมาฌานได้สั่งทำ กล่องเครื่องสำอางเคลือบลงยาเอนาเมลแบบจีนสีทองและสีดำ และเป็นอีกครั้งที่เสือแพนเตอร์ได้วาดท่วงท่าอยู่ด้วย ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้กลายเสมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของฌาน ตูแซงท์ ต่อมาในปีค.ศ. 1948 ฌาน ตูแซงท์ ได้รังสรรค์การออกแบบอันเสมือนจริงให้กับเสือแพนเตอร์ในรูปแบบสามมิติ เสือแพนเตอร์จึงย่างกรายอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเมซงคาร์เทียร์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับการรังสรรค์คอลเลกชั่นปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier) ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เรือนเวลา น้ำหอมและอื่นๆ อีกมากมายทำให้เสือแพนเตอร์ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ามาอย่างยาวนาน ผ่านการตีความหลากทิศทาง ทั้งในแนวธรรมชาตินิยม (Naturalistic), กราฟิก (Graphic) และนามธรรม (Abstract)

ความท้าทายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ คือการทำให้เสือแพนเตอร์ดูเสมือนมีชีวิตและเคลื่อนไหวอย่างสมจริง ซึ่งต้องอาศัยการดีไซน์ที่สร้างสรรค์ประกอบกับหัตถศิลป์ฝีมือชั้นครู ปฏิสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่เช่นนี้คือกุญแจสำคัญแห่งพลังสร้างสรรค์อันเป็นนิรันดร์ของเสือแพนเตอร์

Panthère Community กลุ่มผู้กล้าที่สง่างาม เปี่ยมพลัง น่าหลงใหลเสมือนเสือแพนเตอร์

เสือแพนเตอร์มีชัยเหนือทุกอย่าง เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่สะกดทุกสายตาได้ตั้งแต่แรกเริ่ม เสือแพนเตอร์ถ่ายทอดตัวตนของกลุ่มคนรุ่นหนึ่งทั้งชายและหญิง ที่ต่างมีเสน่ห์น่าหลงไหลและมีบุคลิกที่คล้ายเสือ เสือแพนเตอร์ถ่ายทอดบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวของสตรีผู้สูงศักดิ์ อย่าง ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์, มาเรีย เฟลิกซ์ (María Félix), จูเลียต เกรโก (Juliette Greco), บาร์บารา ฮัตตัน (Barbara Hutton) และอีกมากมายหลายท่าน 

นอกจากนี้ ยังมีเซเลบริตี้รุ่นใหม่ที่หลงไหลในความสง่าและหาญกล้าของเสือแพนเตอร์ ได้แก่ มาเรียคาร์ลา บอสโคโน (Mariacarla Boscono), แอนนาเบลล์ วอลลิส (Annabelle Wallis), เอลล่า บาลินสกา (Ella Balinska), จาง เจิ้น (Chang Chen), คาเรน ม็อก (Karen Mok) เป็นต้น บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ไร้ความหวาดกลัวและกล้าที่จะฉีกกฏเกณฑ์ ล้วนถูกดึงดูดให้เป็นเผ่าพันธุ์ของสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลกของคาร์เทียร์ เนื่องด้วยพลังความเย้ายวนของเสือแพนเตอร์และความปรารถนา

ดูโพสต์นี้บน Instagram

From the summer sun, elegance radiates. #CartierSummer

โพสต์ที่แชร์โดย Cartier Official (@cartier) เมื่อ

ดื่มด่ำเรื่องราวอันเป็นตำนานของคาร์เทียร์และความสง่าอย่างเสือแพนเตอร์ พร้อมยลโฉมคอลเลกชั่นปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier) ที่รังสรรค์จากไอคอนที่อยู่คู่กับคาร์เทียร์มาอย่างยาวนานด้วยตาท่านเอง ในนิทรรศการ Into the Wild ณ บูติกคาร์เทียร์ ชั้น M ศูนย์การค้าไอคอนสยาม 14 – 21 พฤศจิกายนนี้

Cartier เปิดตัวคิมเบอร์ลี่ในฐานะ Friend of Cartier ประเทศไทยตัวแทนสตรีผู้สง่างาม เหนือกาลเวลาในแบบคาร์เทียร์

Cartier เปิดตัวคิมเบอร์ลี่ (@kimmy_kimberley) ในฐานะ Friend of Cartier ประเทศไทยตัวแทนสตรีผู้สง่างาม เหนือกาลเวลาในแบบคาร์เทียร์
“Friends of Cartier เป็นกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลที่หลงไหลในคาร์เทียร์และมีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกันกับแบรนด์ นั่นก็คือ การยึดมั่นในความเป็นเลิศ Friends of Cartier เป็นบุคคลผู้เปี่ยมด้วยความใฝ่รู้ ไม่หยุดยั้งที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆ รอบตัว นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างเรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม มีความเป็นตัวของตัวเอง

คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส นักแสดงสาววัย 28 ปี ลูกครึ่งไทย-เยอรมนีและสเปนถือเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง   ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ฝากผลงานให้กับผู้ชมมากมายกว่า 18 เรื่อง คิมเบอร์ลี่เป็นนักแสดงมากความสามารถ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างสมจริง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเต็มไปด้วยทัศนคติที่ดี ประกอบกับบุคลิกอันสง่างาม  คิมเบอร์ลี่จึงสะท้อนภาพลักษณ์และถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นคาร์เทียร์ได้เป็นอย่างดี  

สองปีที่ผ่านมาคิมเบอร์ลี่ได้มีโอกาสร่วมงานกับคาร์เทียร์หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายแฟชั่นขึ้นปกนิตยสาร ร่วมงานอีเวนท์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง (High Jewelery) ระดับโลกร่วมกับดาราและเซเลบริตี้ชื่อดัง โดยคิมเบอร์ลี่กล่าวถึงความรู้สึกในการได้รับเลือกให้เป็น Friend of Cartier ครั้งนี้ว่า “คาร์เทียร์เป็นแบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานกว่า 173 ปี เป็นแบรนด์ที่คิมมีความผูกพันเป็นการส่วนตัว ภาพคุณพ่อในความทรงจำของคิมคือ คุณพ่อใส่แว่นตาของคาร์เทียร์เสมอ นอกจากนี้คุณพ่อยังมอบสร้อยคาร์เทียร์รูปเสือแพนเตอร์ให้คิมเป็นของขวัญเมื่อตอนคิมยังเป็นเด็กอีกด้วย

ไปฟังความรู้สึกของสาวสวยมากความสามารถ คิมเบอร์ลี่ กับการได้เป็น Friend of Cartier คนแรกของประเทศไทยได้ที่โพสต์ของเราด้านล่างนี้ครับ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

ไปฟังความรู้สึกของสาวสวยมากความสามารถ หลังจากแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศส @cartier เปิดตัวคิมเบอร์ลี่ @kimmy_kimberley ในฐานะ Friend of Cartier ประเทศไทยตัวแทนสตรีผู้สง่างาม เหนือกาลเวลาในแบบคาร์เทียร์ “Friends of Cartier เป็นกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลที่หลงไหลในคาร์เทียร์และมีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกันกับแบรนด์ นั่นก็คือ การยึดมั่นในความเป็นเลิศ Friends of Cartier เป็นบุคคลผู้เปี่ยมด้วยความใฝ่รู้ ไม่หยุดยั้งที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆ รอบตัว นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างเรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม มีความเป็นตัวของตัวเอง #cartierthailand #cartier #friendsofcartier #kimmy_kimberley #hommesthailand #lofficielhommesthailand

โพสต์ที่แชร์โดย L'Officiel Hommes Thailand (@hommesthailand) เมื่อ

Ocean8 x Cartier รังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

 

ได้รับความสนใจไม่แพ้พลังนักแสดงระดับแถวหน้าของฮอลลีวู้ดในภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s 8 โดย Cartier ได้ปลุกตำนานสร้อยพระศอของมหาราชาแคว้น Nawanagar  ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์แห่งปี Ocean’s 8 ภาคต่อของภาพยนตร์   แอคชั่นในตำนาน Ocean’s 11อันโด่งดัง บรรจงรังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

คาร์เทียร์ได้ระดมช่างฝีมือของแผนกอัญมณีชั้นสูง (High Jewelry) ณ Rue de la Paix ในกรุงปารีส ใช้ช่างอัญมณีที่เชี่ยวชาญที่สุดเพื่อรังสรรค์สร้อยคอชิ้นเอกในระยะเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์ สร้อยคอได้ถูกปรับให้เข้ากับสรีระของดารานำในเรื่อง แอน แฮทธาเวย์ โดยลดขนาดลงราว 15-20% ของขนาดดั้งเดิมที่ออกแบบมาเพื่อมหาราชาแห่งแคว้น Nawanagar

สามารถถอดเปลี่ยนได้และได้รับการปรับแต่งให้พอดีกับสรีระของนักแสดงอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับสร้อยคอตูซองต์ที่ผลิตขึ้นใหม่เพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ ประกอบไปด้วย เพชรน้ำงามไม่มีสีใดๆ เจือปน ส่วนดั้งเดิมที่ใช้เพชรสี ช่างได้ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่เรียกว่าเซอร์คอเนียมออกไซด์แทนที่และวางลงบนตัวเรือนทองคำขาว

 

คาร์เทียร์ยังเป็นแบรนด์เครื่องประดับเพียงหนึ่งเดียวที่ดารารับเชิญในภาพยนตร์สวมใส่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตันหรือ The Met เป็นเวลา 5 คืนติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชั้นสูง ไฮ จิวเวลรี่ นาฬิกาและเครื่องประดับแบบต่างๆ

 

 

 

 

บูติคแฟลกชิพ ณ ถนนฟิฟท์อเวนิวหรือคาร์เทียร์แมนชั่น (Cartier Mansion) หนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงนิวยอร์กได้ใช้เป็นที่ถ่ายทำหลายฉากที่สำคัญ โดยคาร์เทียร์ปิดทำการแมนชั่นเป็นเวลา 2 วันในการถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมด้านนอกของคาร์เทียร์แมนชั่นบนถนนหมายเลข 52 ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกด้วย

 

Drive de Cartier อีกหนึ่งคอลเลกชั่นนาฬิกาที่แฝงเอาไว้ด้วยความงดงามแต่เรียบหรู

Elegant Stylish

37689

แฟนๆ นาฬิกาคาร์เทียร์หลายท่านคงจะค่อนข้างผูกใจไว้กับ Santos 100 จากคอลเลกชั่น Santos de Cartier เสียส่วนใหญ่ แต่จริงๆ แล้วคอลเลกชั่นนาฬิกาสำหรับผู้ชายจากแบรนด์ Cartier นั้นมีรุ่น Drive de Cartier ที่น่าสนใจไม่แพ้ Santos 100 เลย แม้รูปทรงตัวเรือนจะแตกต่างกันดั่งถนนคนละสายแต่มีสไตล์ที่คล้ายคลึงกัน สำหรับ Santos de Cartier นั้นตวเรือนจะมีรู้ร่างค่อนข้างเหลี่ยมแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราและความสปอร์ต ส่วนรุ่น Drive de Cartier นั้นตัวเรือนจะมีความโค้งมนกว่าหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Cushion-Shaped หรือทรงเบาะนั่นเอง ตัวเรือนของรุ่น Drive de Catier นั่นจะให้ความรู้สึกที่หรูหราและงดงาม

37687

คอลเลกชั่น Drive de Cartier จะใช้วัสดุตัวเรือนเป็นโรสโกลด์หรือสเตนเลสสตีลด้านข้างขัดลายซาติน หน้าปัดที่สลักลายกิโยเช่นั้นได้รับแรงบันดาลใจคล้ายกับการออกแบบกระจังหน้ารถยนต์จะมีให้เลือกทั้งสีดำ เทาและขาว หลักชั่วโมงใช้ตัวเลขสไตล์โรมัน เข็มนาฬิกาจะเป็นทรงดาบ ฝาหลังนั้นจะใช้กระจกซัฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วนเพื่อให้คุณได้สัมผัสกับเครื่องตระกุล 1904 MC จากโรงงาน Cartier เครื่องรุ่นนี้จะแบ่งย่อยออกไปเป็น 2 รุ่นคือ 1904-PS MC ที่แสดง ชั่วโมง นาที วินาทีวงเล็ก และ 1904-FU MC ที่แสดงชั่วโมง นาที วินาทีวงเล็ก มาพร้อมฟังก์ชั่น GMT (แสดงเวลาต่างถิ่นหรือโซนเวลาที่สอง) บอกกลางวัน/กลางคืน แสดงผลวันที่ขนาดใหญ่ แต่หากทั้งสองรุ่นนี้ฟังก์ชั่นยังไม่ถูกใจคุณก็สามารถเลือกรุ่นที่เป็น Fine Watchmaking ซึ่งรุ่นนี้ใช้เครื่อง 9452 MC จะติดตั้งกลไก Flying Tourbillon เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงในการเดินมาให้คุณแล้ว และได้รับการรับโดยประกาศนียบัตร Poinçon de Genève ให้คุณได้อุ่นใจกับคุณภาพแบบคับแก้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือความน่าสนใจและคุณสมบัตที่สำคัญของเรือนนี้ และเราก็เชื่อว่าหากคุณเป็นแฟนนาฬิกา Cartier คงจะพอแบ่งใจจาก Santos 100 มาให้ Drive de Cartier ไปเข้าคอลเลกชั่นของคุณแน่

Content by Poramin Thongkong