Posts

Burberry เปิดตัวแคมเปญล่าสุด Pre-Fall 2020 ถ่ายทอด menswear ชิ้นคลาสสิคด้วยความมีชิตชีวาและคู่สีที่สนุกมากขึ้น!

Burberry เปิดตัวแคมเปญพรี-คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2020 ซึ่งได้รับการออกแบบโดย Riccardo Tisci ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ รวมถึงการถ่ายทอดผลงานโดยช่างภาพชื่อดังอย่าง Danko Steiner

Riccardo Tisci ได้นำเสนอเอกลักษณ์อันสดใสของห้องเสื้อ Burberry ผ่านแคมเปญใหม่นี้ โดยเขาได้ร่วมงานกับนางแบบและนายแบบของแบรนด์อย่าง Irina Shayk และ Reece Nelson ผู้ที่จะมาถ่ายทอดตัวตนของพวกเขาในแคมเปญที่สนุกสนาน เพื่อเติมเต็มแนวคิดของความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (duality) ที่กำลังจะกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของห้องเสื้อแห่งนี้นอกจากนี้ยังได้นำผลงานที่เคยสร้างสรรค์ไว้ในอดีตภายใต้แบรนด์ Burberry กลับมาตีความและสร้างสรรค์ใหม่ให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสดชื่นและความมีชีวิตชีวา

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาลายเส้นการออกแบบ และสัญลักษณ์อันเป็นมรดกของแบรนด์ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความสดชื่นดังกล่าว อาทิ การซ่อนลวดลายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ รวมถึงการใช้สีสันอันฉูดฉาดมาสร้างสรรค์ชุดให้ดูมีพลังมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากได้ช่างภาพมากฝีมืออย่าง Danko Steiner Riccardo ยังได้ร่วมงานกับทีมงานครีเอทีฟระดับโลก ทั้ง Ana Steiner และ Gary Gil รวมถึงสไตลิสต์และช่างผมชื่อดังอย่าง Isamaya Ffrench ผู้ดำรงตำแหน่ง Global Beauty Director ของ Burberry ในขณะนี้

แคมเปญพรี-คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2020 มีวางจำหน่ายแล้วที่ Burberry ทั้วโลกทุกสาขาและ ออนไลน์สโตร์ ที่เว็บไซต์ www.burberry.com

ดูโพสต์นี้บน Instagram

🇮🇹

โพสต์ที่แชร์โดย Riccardo Tisci (@riccardotisci17) เมื่อ

Burberry เข้าร่วมต่อสู้กับ Covid-19 ด้วยการช่วยผลิตหน้ากากและก่อตั้งกองทุน

Burberry เตรียมดัดแปลงโรงงานในประเทศอังกฤษเพื่อผลิตชุดคลุมและหน้ากากเพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่อค้นคว้าวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 พร้อมทั้งบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือในการแก้ไข้ปัญหาสภาวะขาดแคลนอาหารทั่วสหราชอาณาจักร

Burberry ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับประชาคมโลกในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยทางแบรนด์ได้นำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสและเพื่อป้องกันการระบาดในอนาคต+เราได้จัดตั้งสถานที่เพื่อผลิตชุดคลุมและหน้ากากอนามัยรวมถึงหน้ากากสำหรับใช้ในการผ่าตัดให้แก่ทีมแพทย์และผู้ป่วย

–   เราได้นำเอากำลังจากเครือข่ายการผลิตและขนส่งจากทั่วโลกมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อเร่งการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยจำนวนมากกว่า 100,000 ชิ้น แก่ UK National Health Service เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ 

     –   เราได้ทำการเปลี่ยนโรงงานผลิตไอเทมที่เป็นไอคอนิกอย่าง Trench coat ณ เมืองแคสเซิลฟอร์ด (Castleford) และเมืองยอร์คเชียร์ (Yorkshire) เป็นโรงงานผลิตชุดคลุมและหน้ากากสำหรับผู้ป่วยและทีมแพทย์ ซึ่งกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่ายจะอยู่ภายใต้การรับรองจาก องค์การควบคุมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency (MHRA)

     –   เราได้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัย single-dose vaccine เพื่อต่อต้านไวรัส ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ซึ่งจะเริ่มทำการทดลองวัคซีนกับมนุยษ์ในเดือนเมษายนนี้ โดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด  (University Of Oxford) ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่พัฒนาคิดค้นวัคซีนได้อย่างรวดเร็วที่สุด การันตีความสำเร็จจากการพัฒนาวัคซีนรักษาไวรัสอีโบล่าและไข้หวัดเมอร์ส (MERS) ในอดีตที่ผ่านมา

    –  เราได้บริจาคเพื่อสมทบทุนแก่มูลนิธิมากมาย อาทิ มูลนิธิ FareShare และ The Felix Project ที่อุทิศเพื่อการแก้ไข้ปัญหาสภาวะขาดแคลนอาหารทั่วประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามแรงกดดันยังมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางมูลนิธิได้ขยายการช่วยเหลือไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบอันเป็นผลมาจากการระบาดของไวรัส รวมไปถึงการช่วยจัดตั้งสถานที่การผลิตในชุมชน ส่งอาหารให้แก่เยาวชนที่พึ่งพาอาหารฟรีจากโรงเรียน และเพิ่มจำนวนอาหารกล่องแบบสำเร็จรูปเพื่อช่วยเหลือธนาคารอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ 

Marco Gobbetti ประธานกรรมการบริหาร Burberry กล่าวถึงมาตรการนี้ว่า “ในเวลาคับขันเช่นนี้ เราทุกคนต้องร่วมมือกัน ทีม Burberry ทุกคนภูมิใจที่สามารถช่วยเหลือเหล่าบุคลากรที่ทำงานเพื่อต่อสู้กับไวรัส COVID-19  อย่างไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในด้านการรักษาผู้ป่วย การค้นคว้าหาวัคซีนต้านไวรัส หรือการสนับสนุนอาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนในเวลานี้ ไวรัส COVID-19 ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง แต่เราหวังว่าการช่วยเหลือของเราจะช่วยรักษาชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น ด้วยการควบคุมการแพร่ระบาด และช่วยฟื้นฟูโลกของเราจากการแพร่ระบาดร้ายแรงในครั้งนี้ ซึ่งเราจะผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ศาตราจารย์ Gavin Screaton หัวหน้าคณะวิทยาศาตร์ทางการแพทย์จาก มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด(University of Oxford)  กล่าวถึงมาตรการนี้ว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการช่วยเหลืออย่างท่วมท้นจาก Burberry ในการค้นคว้าการวิจัยวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 โดยการช่วยเหลือจาก Burberry นับได้ว่าเป็นต้นแบบของบริษัทที่มุ่งเน้นการมองไปข้างหน้า เข้าใจถึงความเป็นไปได้ของอนาคตทำให้สามารถเติมเต็มและช่วยเหลือทางรัฐบาลและทุนอื่นๆในสาขาวิชาแพทย์ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบริจาคเช่นนี้ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทันที อีกทั้งยังช่วยให้งานวิจัยเป็นไปได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่สำคัญเช่นนี้อีกด้วย”

กดซื้อได้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น Burberry ปล่อยกระเป๋า versatile belt pack สีล่าสุด

Burberry ปล่อยไอเทมใหม่ประจำเดือนมีนาคม ภายใต้คอลเล็กชั่น B – Series ออกแบบโดย ริคคาร์โด ทิชชี่ (Riccardo Tisci) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ Burberry (Chief Creative Officer) โดยครั้งนี้มาในกระเป๋า “ the versatile belt pack” สีชมพู พาสเทล ที่เปลี่ยนวัสดุจากการใช้ Nylon บริสุทธิ์มาเป็น Econyl ซึ่งเป็นการนำเอา วัสดุเหลือใช้ รวมถึงขยะจากท้องทะเล อาทิ ตาข่ายดักปลา กลับมาสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวงการ อุตหกรรมแฟชั่น โดยดีไซน์ของสายคาดกระเป๋าในรูปแบบ Webbing strap สามารถสะพายได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

The versatile belt pack จะวางจำหน่ายทันทีในวันที่ 17 มีนาคม ผ่านทาง Instagram Burberry โดยมีระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น
สาวก Burberry เตรียมพบกับไอเทมจากคอลเล็กชั่น B – Series ได้อีกครั้งในวันที่ 17 เมษายน 2020

ไปชมCannon belt pack, Brummell bag และ Web sneakers สามชิ้นเด่นจากคอลเล็กชั่นล่าสุด Spring/Summer20 โดย Burberry

ภายใต้การนำของ Riccardo Tisci ในช่วงรันเวย์โชว์ Burberry Spring/Summer 2020 คอลเล็กชั่น ที่ผ่านมา โดย Ricardo Tisci นำเอาอัตลักษณ์นิยามคำว่าผู้ชายมาถ่ายทอดผ่านแอคเซสเซอรี่ประจำซีซั่นนี้ อย่างกระเป๋า “The versatile Cannon belt pack” ที่กลับมาสร้างสีสรรค์บนรันเวย์อีกครั้ง กับลายปริ้นคลาสสิก horseferry เพิ่มลูกเล่นด้วยดีไซน์ของสายคาดกระเป๋าในรูปแบบ Webbing strap สามารถสะพายได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

นอกจากนี้ยังมี “Brummell bag” กระเป๋าอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Beau Brummell ผู้นำเทรนด์แฟชั่นแห่งเกาะอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19โดยวัสดุของกระเป๋าทำมาจากหนังอิตาลี สีแทน ภายในสามารถบรรจุการ์ดได้ 6 ช่อง ที่ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันในการสะพายหลายรูปแบบ

และสุดท้าย  “Web sneakers” สนีกเกอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่หยิบเอาโมเดลสุดอมตะที่ได้รับความนิยมมาในทุกยุคสมัย นำมาตีความใหม่ผ่านรันเวย์ Spring/Summer 2020 ในรูปแบบของโครงสร้างกรอบที่มาพร้อมกับหัวเข็มขัดและสายหนัง ซึ่งสไตล์ของรองเท้ามาจากชื่อ Aston Webb สถาปนิกที่โด่งดังในยุควิคตอเรีย โดยสนีกเกอร์มีมาให้เลือกหลากหลายสีสัน รวมถึงมาในรูปแบบรองเท้าสไตล์ Oxford brogues ที่นำมาดัดแปลงให้เป็นรองเท้าลำลอง ด้วยสายรัดข้อเท้า ซึ่งเป็นการผสานความคลากสิคกับแฟชั่นในยุคปัจจุบันเอย่างลงตัว เพื่อต้อนรับช่วงซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึง

บอกลาลมหนาวอย่างมีสไตล์กับแจ๊กเก็ตขนสัตว์พิมลายสีครามตัวสวยจาก Burberry

Burberry บอกลาฤดูหนาวนี้อย่างมีสไตล์กับแจ็คเก็ตขนแกะที่มากับลายวิวทะเล โดยเสื้อตัวนี้ทำมาจากขนแกะร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยพริ้นท์ลายแบบ all-over ทั่วทั้งตัวเสื้อลงบนขนแกะเป็นรูปวิวทะเลที่มีโทนสีสบายตาอย่างน้ำเงินเข้มสีครามและ เบจ ที่ทำให้นึกถึงท้องฟ้าและน้ำทะเล

ใครที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของแจ็คเก็ตตัวนี้ได้แล้วที่ The Webster ในราคา $2490 USD (ประมาณ 78,000บาท)

ดูโพสต์นี้บน Instagram

🖤#london🇬🇧

โพสต์ที่แชร์โดย Riccardo Tisci (@riccardotisci17) เมื่อ

DECODING THE NEW LOGOS

หากสืบย้อนกลับไปในโลกแห่งการออกแบบ เราจะมองเห็นเหล่าครีเอเตอร์ก้มหน้าก้มตาพัฒนางานโลโก้กันอย่างจริงจัง อีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารออกไปได้กว้างขวาง ไร้พรมแดน และสร้างกลุ่มสังคมใหม่ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันได้ดี กลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกแฟชั่น แผ่วงกว้างในสังคม และแน่นอนว่าได้สร้างเม็ดเงินก้อนมหึมาจากแคมเปญต่างๆ (ผ่านเสื้อผ้าในแต่ละฤดูกาล นักสะสม แคปซูลคอลเลกชั่น หรือแม้กระทั่งพวกลิมิเต็ดเอดิชั่น) ภาษาใหม่เหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างเร่งด่วนก่อนที่ตัวมันเองจะอ่อนกำลังและหายไปตามกาลเวลา

และนี่คือ 4 ข้อข้องใจที่เราได้ถามโรดอล์ฟ ปาล และเอมมานูเอล เดอ มาซิแยร์ สองนักวางยุทธศาสตร์และผู้ให้คำแนะนำทางด้านนี้จากบริษัท Peclers Paris

ในสังคมแมสๆ ที่กำลังบ้าคลั่งความงามของโลโก้ บริษัทเอเจนซี Peclers Paris มักได้รับหน้าที่ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว คราวนี้เขาจะมาชำแหละส่วนผสมของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าอะไรคือการสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์มันคือการตกผลึกวัฒนธรรมของแบรนด์และภาพลักษณ์ที่เราอยากส่งต่อไปยังสาธารณชน

ทุกวันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคหลักแทนที่พวกผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ต่างให้คุณค่ากับแบรนด์สูงมาก หน้าที่ของโลโก้คือการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ คือภาษาสากลที่ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหนหรืออยู่มุมไหนของโลกก็จะเข้าใจความต้องการของมัน เหมือนเป็นการประกาศอัตลักษณ์ตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่เหมือนเป็นคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป มากไปกว่านั้นวัฒนธรรมเรื่องแบรนด์ไปไกลกว่าเป็นแค่โลโก้ซะแล้ว หรือที่เราเรียกว่าเป็นรหัสส่วนบุคคลมองปราดแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่อันที่จริงตอกย้ำตัวตนคนใส่ได้ดีทีเดียว ตัวอย่างซึ่งเด่นชัดสุดคือแบรนด์ Supreme

แล้วโลโก้ยังเป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคมอยู่ไหม

ไม่อีกต่อไปแล้ว ในปี 2018 ความสำคัญของโลโก้ที่เชื่อมโยงกับสังคมมีน้อยกว่าในเชิงวัฒนธรรมด้วยซ้ำ หรือถ้าหากจะว่าเป็นตัวแบ่งฐานะทางสังคมก็คงต้องดูในเรื่องมูลค่าการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดที่สำคัญแล้ว เพราะ Gen Y เขาโฟกัสไปที่ความเป็นปัญญาชนซึ่งเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุ ในอนาคตสังคมเราจะคุยกันถึงเรื่องความสำคัญต่อจิตใจมากกว่าที่จะบอกว่าเธอรวยมากเลยมีกระเป๋าใบนั้นได้

รู้สึกว่าการมีอยู่และการใช้โลโก้ในทุกวันนี้มีอิสระกว่าเมื่อก่อนไหม

แน่นอน ถ้ามองในมุมของครีเอเตอร์ก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของแบรนด์ได้มากขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขามีพื้นที่ให้สร้างนิทรรศการอยู่บ่อยๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ Burberry เป็นลาย TB โดยริกคาร์โด ทิสซี หรือการตัดอั๊กซอง (accent) บนตัว e ของแบรนด์ Celine โดยเฮดี สลิมาน ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้กลับมาให้ความสำคัญกับโลโก้อีกครั้ง แต่สนุกสนานและจริงจังกว่าเดิม

เราจะกล่าวโดยสรุปถึงพลังแห่งโลโก้กับคนในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างไร

ง่ายๆ เลย ตอนนี้คำว่า Gucci ได้เข้าไปเป็นคำนามสามัญในพจนานุกรม Urban Dictionary เรียบร้อยแล้ว มีความหมายว่ารู้สึกดีจังเลย โอเคมากๆซึ่งถ้าจะให้
ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ผมรู้สึก Gucci มากเลยจ้ะที่รักอย่าทำหน้างงถ้าคุณไม่ใช่คนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาเลิฟโลโก้มากๆ

 

5 คำถามกับยอร์โก ตลูปาส์ นักออกแบบโลโก้ตัวพ่อ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1996

สตูดิโอขนาดเล็กๆของเขาในปารีสมีชื่อว่า Yorgo&Co ไม่เคยรู้จักกับคำว่าวิกฤติ นักเรียนของเขามีตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะและนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เหมือนว่าเติบโตด้วยการกินความรู้จากเขาแทนโปรตีน ถึงเวลาแล้วที่ยอร์โกจะมาเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ เกี่ยวกับโลโก้ให้ทุกคนได้ตาสว่าง

เราจะอธิบายถึงการปฏิวัติทางโลโก้ในครั้งนี้อย่างไรดี ในฐานะที่ลงมาเล่นกับโลกของแบรนด์ระดับลักชัวรี

เพราะสุดท้ายแล้วมันพาให้คนในแบรนด์พวกนั้นเห็นถึงทางรอดในอนาคตยังไงล่ะ ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เมซงแฟชั่นใหญ่ๆ มักจะใช้บริษัทเอเจนซีระดับประเทศมาออกแบบโลโก้ ซึ่งพวกนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย แค่ทำให้สวยยังทำไม่ได้ แรกๆ แบรนด์ท็อปพวกนี้ก็ยังไม่ได้เชื่อหรอก พวกเขาแค่ลองเชื่อกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการแนะนำจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กว่าจะผ่านการอนุมัติจากพวกคนแก่ในกลุ่มผู้บริหารก็ยากเย็น ตอนที่ผมเห็น อเลสซานโดร มิเคเล โชว์ไอเดียเปลี่ยนตัว i เป็นตัว y ด้วยตัวอักษรยุค ’80s บนกระเป๋า Gucci ผมร้องว้าวออกมาเลย! เหมือนกับตอนที่นิโกลา เกสกิแยร์ แปะตัวอักษร LV ขนาดใหญ่ไว้ตรงที่เปิดกระเป๋า Louis Vuitton นั่นล่ะ

แปลว่าความสวยงามของโลโก้ไม่เคยมีอยู่จริงเลยใช่ไหม

ยินดีด้วย พวกเราออกมาจากยุคมืดนั้นแล้ว ซึ่งผมบอกเลยว่าตั้งแต่กลางยุค ’80s ถึงยุค 2000s เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนลงมือรีดีไซน์คือโลโก้สวยๆ บนโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่อันจริงๆ ส่วนเด็กยุคใหม่นี้พวกเขาเติบโตมากับโลโก้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่จะช่วยให้การตัดสินใดๆ มีคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าหายห่วง

มีวิธีสอนนักเรียนในคลาสยังไง

อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้ โลโก้คือสิ่งที่ทุกคนบนโลกต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นกรุณามีความรับผิดชอบต่อความสวยงามที่สาธารณชนต้องเสพเข้าไป ยิ่งเราอยู่ในโลกดิจิตอลก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้งานของเราแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องคำนึงถึงการใช้อย่างละเอียด เช่น ถ้าไปอยู่ในกรอบกลมๆ ของอินสตาแกรมก็ต้องไม่น่าเกลียด

อะไรคือโลโก้ที่ดี

อยากอยู่บนโลกนี้ได้เป็นร้อยปีต้องซิมเปิลที่สุด ต้องยังดูรู้เรื่องถึงแม้จะโดนแปลงเป็นสีขาวดำ มองเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์ไหนแม้จะถูกลดทอนเหลือแค่ตัวอักษรก็ตาม สมมติว่าผมเขียนคำว่า ‘Peanut’ ด้วยตัวอักษรของ Prada ก็เหมือนกับว่า Prada กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นถั่ว เข้าใจไหม

แล้วโลโก้ที่ไม่ดีล่ะ

คือพวกที่คิดเยอะไป ลดทอนหลายๆ อย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ดีเอ็นเอของแบรนด์หายหมดดู Burberry เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พวกที่ลดขอบ ลดความหวัดของตัวอักษร จนเหมือนจะถูกลมพัดให้หายไปอย่างง่ายดาย คุณจะทำได้ถ้ามีแผนการตลาดอันแข็งแรง เหมือนตอนที่เฮดี สลิมาน ตัดแค่ขีดเล็กๆ บนตัว e ออก นั่นเรียกว่าเก่ง!

อีก 1 คำถามจากอิสมาแอล ฌีมิลี ตำแหน่ง Culture and Entertainment Manager จากแบรนด์ Converseอดีตนักการตลาดสินค้าแนวสตรีทแวร์ เขาคือหนึ่งในผู้สร้างปรากฏการณ์ความคูลให้กับเด็กมิลเลนเนียลส์

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้างโลโก้ในยุคสมัยนี้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

คือคนที่ผสมผสานสองอย่างนี้ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือความขบถและความมั่นใจ เด็กยุคใหม่อยากได้งานโลโก้ที่ต้องสวยงามในเชิงศิลปะ มันคือพลวัตทางสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้ ทั้งหมดส่งผลให้แบรนด์ที่ไม่เคยมีโลโก้ที่โดดเด่นต้องใช้วิทยายุทธสูงมากในการโปรโมตสินค้าของตัวเอง ซึ่งมักจะเลือกขายคอนเซ็ปต์หรือไม่ก็สร้างคอลเลกชั่นร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก แบรนด์อย่าง Palace, Supreme และ Off-White เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดและลงมือทำมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของเครื่องแต่งกายแนวสตรีท การมาของโลกดิจิตอล และการยึดโยงระหว่างโลกแฟชั่นของเด็กรุ่นใหม่กับโลโก้สมัยพ่อแม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทุกคนกระหายอยากเห็นโลโก้ดีๆ อีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเร่งให้ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของแต่ละบ้านต้องสร้างเรื่องสินค้าขาดตลาด ที่มาในรูปแบบของแคปซูลคอลเลกชั่น หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น ถ้าถามว่าตอนนี้แบรนด์ไหนมาแรงและน่าจับตามองมากที่สุด ผมให้ Awake จากนิวยอร์ก, Nepenthes จากญี่ปุ่น และ Alyx จากอังกฤษ

Louis Vuitton และโลโก้ที่ไม่มีวันตาย

ถ้าพูดถึงความขลังของโลโก้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแบรนด์นี้ถืออยู่ยงมาได้นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ลายโมโนแกรมบนผ้าแคนวาสที่ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1869 ที่เป็นลาย LV สลับดอกไม้
บนผืนหนังสีน้ำตาลแบบที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ จนกระทั่งถึงคอลเลกชั่นที่จับมือกับ ‘Supreme’ ซึ่งออกมาสร้างเสียงฮือฮาและขายหมดเกลี้ยง Louis Vuitton คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากกาผสมรวมระหว่างการส่งทอดมรดกของตัวเองกับการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่หมุนอยู่รอบตัว ไม่ว่าเทรนด์จะเรียกร้องอะไรมา โลโก้นี้จะผ่านเข้ารอบต่อไปเสมอ ในปี 1996 แบรนด์ Louis Vuitton ได้จัดงานฉลองครบ 100 ปีลายโมโนแกรม พวกเขาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ออกมาได้อย่างน่าจดจำ คือจับมือกับเหล่าดีไซเนอร์ตัวบิ๊กในวงการเพื่อสร้างงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ศิลปินแนวคอนเทมโพราชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า สเตฟาน สเปราส์ ได้รับโอกาสให้สร้างผลงานแนวกราฟิตีในคอลเลกชั่นของปี 2001 (ซึ่งตอนนี้ราคาใน eBay พุ่งสูงขึ้นไปถึงใบละ 4,000 เหรียญแล้ว!) 2 ปีต่อมาศิลปินชาวญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ ถูกรับเชิญให้มาสาดสีรุ้งสดใสบนลายโมโนแกรม และยังคงเป็นแขกรับเชิญประจำของ Louis Vuitton เพราะเขากลับมาสร้างลายโมโนแกรมเชอร์รีในปี 2005 และลาย Monogramouflage ในปี 2008 (ซึ่งทำสถิติเป็นกระเป๋าราคาขายสูงสุดในตลาดของวินเทจ) คุณูปการทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ มาร์ค เจค็อบส์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1997 – 2014 เขาคือตำนานแห่งผู้สร้างและเจ้าพ่อมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง แม้ว่าหลังจากที่เขาออกไป ความร้อนแรงจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่คอลเลกชั่น ‘Celebrity Monogram’ ในปี 2015 ที่ได้รับความร่วมมือจาก 6 ดีไซเนอร์ระดับเทพ ก็พลิกโฉมให้ลายโมโนแกรมมีมิติมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การมาถึงของเวอร์จิล อโบลห์ ในปี 2018 ซึ่งรับหน้าที่กำหนดแนวทางเครื่องแต่งกายผู้ชายก็ควรได้รับการพูดถึงเช่นกัน เพราะโชว์แรกที่เขาทำแทบจะไม่มีโลโก้ของ Louis Vuitton อยู่เลย เหมือนอย่างกับว่าคนในแบรนด์ได้ประชุมกันแล้วว่าเพลาๆ การโปรโมตโลโก้ลงบ้างดีไหม ก็คงจะแค่นั่นล่ะมั้ง!

ครบรอบ 160 ปี Burberry นำเสนอภาพยนตร์โฆษณาเคมเปญล่าสุด ‘The Tale of Thomas Burberry’ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรำลึกถึง Thomas Burberry

The Tale of Thomas Burberry


ครบรอบ 160 ปี Burberry นำเสนอภาพยนตร์โฆษณาเคมเปญล่าสุด ‘The Tale of Thomas Burberry’ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรำลึกถึง Thomas Burberry

โดยเนื้อหาในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาการเดินทางและประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผู้เป็นตำนานไอคอนอย่าง Thomas Burberry ผู้อยู่เบื้องหลังการให้กำเนิดเทรนโค้ทที่มีชื่อเสียงของแบรนด์ โดยได้นักแสดงอย่าง Domhnall Gleeson มารับบทเป็น Thomas Burberry ทั้งยังได้นักแสดงสาว Sienna Miller มารับบทเป็นสาวคนแรกที่กุมหัวใจของ Thomas Burberry พร้อมร่วมทัพนักแสดงอย่าง Dominic West แสดงเป็น Sir Ernest Shackleton นักสำรวจแถบขั้วโลกผู้ซึ่งสวมเสื้อคลุมกันหนาวจาก Burberry ในการสำรวจทวีปแอนตาร์กติค และ Liliy James รับบทเป็นนักบินหญิง Betty Dawson ซึ่งเป็นคาร์แรคเตอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์อย่าง Betty Kirby Green บุคคลที่สามารถบันทึกประวัติศาสตร์โลกในการบินไปกลับจากอังกฤษถึงเคปทาวน์โดยเครื่องบินขับเคลื่อนขนาดเล็กที่ใช้ชื่อว่า ’The Burberry’ และสวมเทรนโค้ทตลอดการเดินทางในปี 1937 โดยภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ได้รับการเขียนบทโดย Matt Charman และกำกับโดย Asif Kapadia

เบอร์เบอรี่เปิดบทใหม่ของตำนานเทรนช์โคทสุดคลาสสิกด้วยน้ำหอม Mr. Burberry

Mr. Burberry, The New Scent of Gentleman

เบอร์เบอรี่เปิดบทใหม่ของตำนานเทรนช์โคทสุดคลาสสิกด้วยน้ำหอม Mr. Buberry กลิ่นที่จะสร้างความหมายใหม่ให้กับสุภาพบุรุษ

MR_BURBERRY_CREATIVE_PACKSHOT

ต้นกำเนิดของเทรนช์ โคท เอกลักษณ์ของเบอร์เบอรี่ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงทั้งในแง่ของความดั้งเดิม ความสวยงาม และการใช้งานที่คล่องตัวทนทาน เห็นจะต้องย้อนกลับไปยังปี ค.ศ. 1856 เมื่อโธมัส เบอร์เบอรี่ ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นพร้อมกับเนื้อผ้าชนิดใหม่ที่กันฝน นำมาตัดเย็บเป็นเทรนช์ โคท ซึ่งโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีนี้ เบอร์เบอรี่เปิดตัว Mr. Burberry น้ำหอมที่ผนวกเอาความทันสมัยและคลาสสิกไว้ด้วยกันภายใต้กลิ่นอายของมหานครลอนดอน เพื่อตอกย้ำตำนานเทรนช์โคทอันโด่งดัง ราวกับจะประกาศว่า สุภาพบุรุษมีสไตล์แบบเบอร์เบอรี่ นอกจากจะสวมใส่เสื้อผ้าชั้นดีตัดเย็บประณีตแล้ว ยังดูแลตัวเองถึงภายใน ตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียกได้ว่า คงความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งรากแบบลอนดอนไว้ครบทุกกระเบียดนิ้ว

เพื่อสื่อถึงแนวคิดอันซับซ้อนนี้ คริสโตเฟอร์ เบลี่ย์ นักออกแบบและผู้บริหารของเบอร์เบอรี่ได้จับมือกับ สตีฟ แมคควีน ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ จัดทำภาพยนตร์โฆษณา โดยดึงเอาชาวอังกฤษรุ่นใหม่อย่าง จอช ไวท์เฮ้าส์ และแอมเบอร์ แอนเดอร์สัน มาร่วมแสดง ผ่านภาพและองค์ประกอบศิลป์อันดุดันแต่เย้ายวน สตีฟถ่ายทอดบรรยากาศของกรุงลอนดอนผ่านทัศนียภาพและนัยน์ตาสื่อความหมายจากสองนักแสดงที่รับบทเป็นคู่รัก (ชั่วคราว ? )

เตรียมครอบครองความเป็นสุภาพบุรุษแบบลอนดอนได้ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2559 เป็นต้นไป

ปริมาณ 150 มิลลิลิตร ราคา 4,700 บาท

ปริมาณ 100 มิลลิลิตร ราคา 3,900 บาท

ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 2,700 บาท

 Content by Ronnakorn R.

อัพเดท London Men Fashion week Fall/Winter 2016 ทุกรันเวย์หลักเพื่อให้คุณไม่หลุดเทรนด์

London Men Fashion week FW 2016

เปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Men Fashion Week คอลเลกชั่นฤดูหนาว 2016 ที่กรุงลอนดอน ลอปติมัมขอพาทุกคนไปอัพเดทในทุกรันเวย์หลักเพื่อให้คุณไม่หลุดเทรนด์

Alexander McQueen

ฤดูหนาวหน้า Sarah Burton เตรียมส่งหนุ่มแมคควีนในมาดของพังก์ร็อกโกธิคในสไตล์อังกฤษขนานแท้ ที่มาพ้อมกับคัตติ้งที่คมกริบและรายละเอียดที่น่าสนใจตามแบบฉบับของ Sarah Burton การปักผีเสื้อและตัวแมลง เครื่องรางของขลัง แต่ทั้งหมดในคอลเลกชั่นนี้เรามั่นใจว่ามันจะสามารถลงมาเดินบนถนนได้ง่ายกว่าเดิมแน่นอน

Burberry

คีย์หลักสำหรับฤดูกาลนี้มีกลิ่ยอายของความเป็นสปอร์ต แวร์มากเป็นพิเศษ ทั้งรองเท้าสนีกเกอร์ซิกเนเจอร์ประจำซีซั่น (เรามั่นใจว่ามันจะเป็นไอเท็มที่ทุกคนต้องมี) แจ๊กเก็ตบอมเบอร์ เสื้อคอเต่าตกแต่งซิป แต่ที่เราเซอร์ไพรเป็นพิเศษก็คือการจับคู่กับกางเกงขาม้าแบบในยุค ’70s ที่ครั้งนี้นำทัพโดยนายแบบเอเชียมากกว่าครั้งไหนๆ

Moschino

ไม่มีครั้งไหนที่เราจะไม่ตื่นตาตื่นใจกับไปโชว์ของ Moschino ตั้งแต่ Jeramy Scott เข้ากุมบังเหียนและครั้งนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นกัน เมื่อ Jeramy Scott พาเราไปเยื่ยมชมงานศิลปะบนกำแพงตามท้องถนนของศิลปินกราฟิตี้ ซึ่งนอกจากใช้สีสันฉูดฉาดแบบไม่เกรงใจแพนโทนกันแล้ว หนุ่ม Moschino ยังนิ่งและสุขุมกว่าที่เคยเป็นมา

Coach

เป็นแบรนด์จากทางฝั่งอเมริกาที่โดดมาร่วมเดินที่ลอนดอนหลายต่อหลายครั้ง และครั้ง Coach ก็เปิดลุคด้วยเสื้อโค้ตขนสัตว์ตอนรับฤดูหนาว โค้ตปาร์ก้าตกแต่งขนแกะบริเวณปก และที่ขาดไม่ได้คือแจ๊กเก็ตหนังวัวที่เป็นซิกเนอเจอร์ประจำแบรนด์ และที่เติมขึ้นมาคือลายทาร์ทันรวมถึงสเวตเตอร์ทอลายบริเวณหน้าอกที่ทำให้คุณคิดถึงวัยเด็กอีกครั้ง

Paul Smith

เปิดพรีเซนเตชั่นฤดูหนาว 2016 ของ Paul ด้วยการย้อนกลับในปี 1970 ถึงร้านแรกของ Paul Smith ในพื้นที่แค่ 3X3 ตารางเมตร โดยเซอร์พอล สมิท ยังย้อนเล่าถึงความเป็นมาและไอเท็มชิ้นแรกๆ ที่เริ่มวางขายด้วยไม่เฉพาะเสื้อผ้าเท่านั้นยังรวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้และของตกแต่งบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์

Topman

หนุ่มTopman ในฤดูหนาวครั้งนี้มาในโครงชุดตัวโคร่งแบบโอเวอร์ไซส์ ในสไตล์ยุค ’80s ที่มาทั้งในลุคโทนสีเข้มอย่าง เทา ดำ เสื้อถักนิต และการผสมผสานระหว่างผ้าเดนิมเลเยอร์กับผ้าขนสัตว์ในโทนสีฟ้า-ขาว ปิดท้ายด้วยลายพิมพ์ผเ้าในโทนสีส้มอิฐที่มาโค้ตตัวยาวและอน่นอนว่าต้องใส่กับกางเกงตัวโคร่งและสนีกเกอร์ร์เท่านั้น

Content by Chanond M.

ความพิเศษของ10 ขวัญชิ้นโปรดสุดพิเศษสำหรับหนุ่มเบอร์เบอรี่

10 ของขวัญชิ้นโปรดสำหรับหนุ่มเบอร์เบอรี่

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงสิ้นปี หลังจากที่ทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งปีก็ถึงเวลาที่ต้องให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเองกันบ้าง เรามาดู 10 ลิสต์ของขวัญสุดพิเศษจาก Burberry กันว่ามีอะไรถูกใจคุณ

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_PACKAGING_05_RGB_CROPPED

1. น้ำหอม Burberry Brit Rhythm ที่ได้แรงบันดาลใจในความหอมมาจากดนตรีร็อคในสไตล์อังกฤษ

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_BRIT_RHYTHM_RGB_CROPPED

2. ผ้าพันคอแคชเมียร์ทอลายที่จะมอบความอบอุ่นให้กับคุณในฤดูหนาวนี้

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_HOME_BLANKETS_RGB_CROPPED_VX-688559

3. เทียนหอมที่จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศสำหรับเทศกาลเฉลิมฉลองที่จะมาถึง

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_HOME_CANDLE_RGB_CROPPED_VX-688566

4. ชุดเกมส์การ์ด เกมส์ XO ที่ทำจากหนังวัว ชุดเกมส์ Backgammon ที่จะทำให้คืนวันขึ้นปีใหม่สนุกสนานกว่าทุกปี

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_HOME_GAMES_RGB_CROPPED_VX-688568

5. ตุ๊กตาไม้ Burberry ที่จะมาตกแต่งบ้านของคุณจนเพื่อนๆ ทุกคนต้องอิจฉา

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_HOME_PUPPETS_RGB_CROPPED_VX-688575

6. เสื้อสเวตเตอร์ผ้าขนสัตว์ตัวใหม่ป้องกันลมหนาวประจำฤดูกาล

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_MW_COLOUR_RUN_KNITWEAR_RGB_CROPPED_VX-688622

7. คัฟลิ้งค์โลหะที่เหมาะสำหรับเป็นของขวัญให้ตัวเองหรือเพื่อนรักของคุณ

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_MW_CUFFLINKS_RGB_CROPPED_VX-688629

8. กระเป๋าถือทรงเอกสารและกระเป๋าคลัชที่คุณจะต้องใช้ติดตัวตลอดทั้งปีหน้า

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_MW_LONDON_LEATHER_PUPPET_RGB_CROPPED_VX-688638

9. กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่บัตร ถ้าจะให้ดีต้องมาเป็นเซ็ทเดียวกัน

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_MW_SLG_RGB_CROPPED_VX-688647

10. เนคไทผ้าไหมทอลาย เลือกให้เหมาะกับคุณสักเส้นและเผื่อคนที่คุณรักอีกสักเส้น

2015_FESTIVE_STILL_LIFE_MW_TIES_RGB_CROPPED_VX-688648

Content by Chanond M.