Posts

Audemars Piguet เผยเฉดสีใหม่สุดโดดเด่นของนาฬิการุ่น 
Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่หรูหราโดดเด่นด้วยไวท์โกลด์และพิ้งค์โกลด์พร้อมด้วยเพชรและอัญมณีหลากสีสันให้เรือนเวลาเรือนนี้พิเศษกว่าใคร !

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวคอลเลกชั๋นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง ที่รังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์และพิ้งค์โกลด์ พร้อมเพิ่มรายะละเอียดระยิบระยับด้วยเพชรและอัญมณีหลากสีสันที่ส่องประกายโดดเด่นเมื่อได้สัมผัสกับแสง เมื่องานสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูงมาบรรจบกับงานออกแบบเครื่องประดับชั้นสูง (Haute Joaillerie) จนเกิดเป็นเรือนเวลาสุดซับซ้อนที่ผสมผสานการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์อาว็อง-การ์ดล้ำสมัย (Avant-garde) ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่น ความคอนทราสต์ที่ลงตัว ทำให้ยิ่งสะดุดตาเมื่ออยู่บนข้อมือของผู้สวมใส่

เสาะหาอัญมณีที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นาฬิกาโมเดลใหม่นี้ได้รับการตกแต่งด้วยอัญมณีหลากหลายที่เจียระไนมาทั้งทรงบริลเลี่ยน (Brilliant-cut) และทรงบาเก็ต (Baguette-cut) โดยใน 4 เรือนถูกประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้า และอีก 2 เรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีที่จัดเรียงกันเป็นเฉดสีรุ้ง ซึ่งการค้นหาอัญมณีเหมาะสม นับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการดีไซน์นาฬิกาแต่ละเรือน ทั้งในเรื่องของชนิดอัญมณี สีสัน ไปจนถึงความแตกต่างระหว่างเฉดสีของอัญมณี และไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ต้องประดับอัญมณีเจียระไนทรงบริลเลี่ยน 468 เม็ด และทรงบาเก็ต อีก 208 เม็ด

สำหรับเรือนเวลา 2 เรือนที่มาพร้อมอัญมณีสีรุ้งนั้น ใช้อัญมณีหลากสี 12 ชนิด ได้แก่ ทับทิม 
ซาโวไรต์ (Tsavorite) มรกต บุษราคัม แทนซาไนต์ (Tanzanite) อเมทิสต์ (Amethyst) และแซฟไฟร์หลากสีที่ได้ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เฉดสีที่สดใสและสมบูรณแบบที่สุดเมื่อนำมาจัดเรียงรวมกัน ด้วยเฉดสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน และม่วง ที่ช่วยขับเน้นรูปทรงเรขาคณิตของตัวเรือนและขอบตัวเรือนให้ดูโดดเด่นและเมื่อกระทบกับแสงเกิดเป็นสีรุ้งที่ไล่เฉดได้อย่างงดงาม นาฬิกาโมเดลแรกมาพร้อมตัวเรือนและหน้าปัดประดับด้วยเพชร และขอบตัวเรือนสีรุ้งประดับด้วยอัญมณีที่เจียระไนทรงบาเก็ต ส่วนอีกเรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีที่เจียระไนทรงบริลเลี่ยน

ศิลปะแห่งการจัดวางอัญมณี

เพชรและอัญมณีหลากสีที่ประดับอยู่บนเรือนเวลาคอลเลกชันใหม่นี้ผ่านการเจียระไนและขัดเงาอย่างพิถีพิถันทุกเม็ด เพื่อให้ได้รูปทรงและขนาดที่ต้องการ ก่อนนำมาประดับลงบนตัวเรือนทองโดยช่างอัญมณีผู้เชี่ยวชาญ การประดับอัญมณีลงบนหน้าปัดเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอีกระดับด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กของดีไซน์และส่วนประกอบนาฬิกา

คอลเลคชั่นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง ใหม่นี้ มี 2 โมเดลที่ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต จำนวน 208 เม็ด ตัวเรือนรังสรรค์ด้วยไวท์โกลด์หรือพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต โดยแซฟไฟร์มีขนาดที่แตกต่างกันถึง 144 ขนาด เพื่อให้รับกับส่วนโค้งของตัวเรือนนาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์และโครงสร้างของหน้าปัด รวมไปถึงส่วนประกอบของกลไกอีกด้วย โดยแซฟไฟร์แต่ละเม็ดจะถูกเจียระไนให้เกิดร่องเล็ก ๆ อย่างประณีต ก่อนจะนำไปวางเรียงทีละเม็ดอย่างพิถีพิถันบนรางทองที่ซ่อนอยู่บนขอบตัวเรือน เสมือนว่าอัญมณีทั้งหมดสามารถตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งขั้นตอนการประดับอัญมณีสำหรับนาฬิกาแต่ละเรือนใช้เวลายาวนานถึง 150 ชั่วโมง

อีกหนึ่งความซับซ้อนของเรือนเวลาคอลเลกชั่นนี้คือการสร้างสรรค์รายละเอียดแบบไร้ที่ติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งความพยายามและความแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเจียระไนอัญมณีที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับคุณภาพและเกรดความใสสะอาดของตัวอัญมณีแต่ละเม็ด การเจียระไนทรงบาเก็ตนั้น ต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อมองด้วยตาเปล่า ไม่มีตำหนิและร่องรอยที่สามารถมองด้วยตาเห็น และทุกเหลี่ยมมุมต้องมีความสมมาตร อยู่ในระนาบที่เท่ากัน และยังเพิ่มความท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อมีการไล่เฉดของสีน้ำเงินให้ต่อเนื่องกัน  เมื่อประกอบอัญมณีเข้ากับตัวเรือนแล้ว แซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต มอบความโดดเด่นให้กับนาฬิกา พร้อมทั้งขับเน้นการขับเคลื่อนของกลไกแบบ 3 มิติ พร้อมทั้งเพิ่มความสะดุดตาเมื่อกระทบกับแสง

รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง 2 โมเดลที่ประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงทรงบาเก็ตนี้ จะถูกวางจำหน่ายในปี 2022 ณ บูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์เพียงบางสาขาเท่านั้น

รายละเอียดด้านเทคนิค

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26228BC.SS.D314CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต ไล่เฉดสี

ขอบตัวเรือนประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.6 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพนเวิร์ค

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนเย็บมือ

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ต

และมีสายยางสีฟ้าอ่อนลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ตบนตัวเรือน ขอบตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล   182 เม็ด (รวม ~9.16 กะรัต)

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ตบนหน้าปัด                                                                          26 เม็ด (รวม ~0.32 กะรัต)

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                           9 เม็ด (รวม ~0.012 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกไขลาน คาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                        77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26229BC.ZY.D326CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลี่ยน

ขอบตัวเรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนทรงบาเก็ต

กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังประดับแซฟไฟร์ เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.6 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลี่ยน เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพนเวิร์ค

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนเย็บมือ 

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยเพชรทรงบริลเลี่ยน

และมีสายยางสีฟ้าอ่อนลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

เพชรทรงบริลเลี่ยนบนตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล   357 เม็ด (รวม ~2.81 กะรัต)

อัญมณีหลากสีทรงบาเก็ตบนขอบตัวเรือน                                                               32 เม็ด (รวม ~1.67 กะรัต)

เพชรทรงบริลเลี่ยนบนหน้าปัด                                                                               62 เม็ด (รวม ~0.16 กะรัต)

เพชรทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                         9 เม็ด (รวม 0.02 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกไขลาน คาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                          77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26227BC.YY.D326CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนทรงบริลเลี่ยน กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ 
เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย

คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.4 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนแบบบริลเลี่ยน เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพน

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บมือ 

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยอัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยน

และมีสายยางสีน้ำเงินลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

อัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยนบนตัวเรือน ขอบตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล         397 เม็ด (รวม ~3.414 กะรัต)

อัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยนบนหน้าปัด                                                                    62 เม็ด (รวม ~0.17 กะรัต)

ไพลินทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                            9 เม็ด (รวม ~0.012 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกคาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                          77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 กลไกโครโนกราฟที่แฟนๆหลงใหล!

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยโฉมนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร 2 โมเดลใหม่ พร้อมขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 ซึ่งเป็นกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟ (Flyback Chronograph) ใหม่ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยในครั้งนี้ได้นำเสนอตัวเรือนที่รังสรรค์จากไทเทเนียม (Titanium) ทนทานเป็นพิเศษและสเตนเลส สตีล (Stainless steel) ซึ่งมาช่วยเติมเต็มความสวยงามของหน้าปัดลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” (Méga Tapisserie) ในโทนสีฟ้าอ่อนและสีเขียวกากี มาพร้อมสายนาฬิกายางปั๊มลายในโทนสีเดียวกัน ที่สามารถถอดเปลี่ยนสายแบบใหม่ หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการบอกเวลาที่ชัดเจนขึ้น โดยเรือนเวลาใหม่ 2 โมเดลที่ถูกออกแบบที่เพื่อการผจญภัยสุดท้าทายนี้จะถูกวางจำหน่ายอย่างเอ็กคลูซีฟในบูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ทั่วโลก

กลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟเพื่อการทำงานที่แม่นยำที่สุด

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ โมเดลใหม่ 2 เรือนนี้ ขับเคลื่อนด้วยกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้งใหม่ล่าสุด
คาลิเบอร์ 4404 ที่มีระบบคอลัมน์ วีล (Column wheel) และฟังก์ชันฟลายแบ็กที่แตกต่างจากกลไกโครโนกราฟทั่วไปที่ผู้สวมใส่สามารถหยุด รีเซ็ต และเริ่มต้นจับเวลาใหม่ได้ในครั้งเดียว โดยคอลัมน์วีลจะทำงานร่วมกับคลัตช์แนวตั้ง (Vertical Clutch) เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เข็มนาฬิกามีการกระโดดเมื่อกลไกโครโนกราฟเริ่มหรือหยุดการจับเวลา ส่วนของปุ่มกดจับเวลายังถูกพัฒนาให้กดง่ายและนิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีกลไกการรีเซ็ตเป็นศูนย์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรยังช่วยให้มั่นใจได้ว่า เข็มจับเวลาบนหน้าปัดย่อยแต่ละเข็มจะรีเซ็ตเป็นกลับไปที่ศูนย์ได้อย่างไม่ติดขัด

ฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิกาเรือนนี้ยังเผยให้เห็นกลไกการทำงานภายใน ทั้งส่วนของคอลัมน์วีล และค้อนโครโนกราฟ* ที่มีการเคลื่อนไหวเมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการจับเวลา รวมไปถึงชิ้นส่วนของ Oscillating Weight พิ้งค์โกลด์ 22 กะรัตที่มีอักษรย่อ AP สลักอยู่ พร้อมตกแต่งด้วยรายละเอียดสุดละเมียดละไมด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นลายวงกลมวน “โกตส์ เดอ เฌอแนฟ” (Côtes de Genève) เทคนิคการขัดแบบซาติน และการขัดลบมุม

ระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาที่มาพร้อมความสะดวกสบายและปลอดภัย

นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเองจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยกลไกการเปลี่ยนสายถูกออกแบบไว้กับหมุดและและตัวล็อกบนตัวเรือนโดยตรง ซึ่งกลมกลืนไปกับดีไซน์ของตัวเรือนนาฬิกา

ความสะดวกสบายแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการใช้งานของระบบถอดเปลี่ยนสายนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายและหัวเข็มขัดของนาฬิกาได้ด้วยตนเอง โดยการกดปุ่มคลิกเพื่อปลดสายออก ซึ่งจะต้องใช้การกด 2 ครั้งเพื่อปลดหรือล็อกสายเพื่อเพิ่มความแน่นหนาปลอดภัยทุกครั้งที่สวมใส่

นาฬิกาทั้ง 2 เรือนนี้มาพร้อมสายยางในเฉดสีฟ้าและสีเขียวกากี ซึ่งแมตช์กับสีของหน้าปัดนาฬิกาของทั้งสองโมเดล มาพร้อมสายสำรองหนังลูกวัวสีดำที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาสายยางสีน้ำเงินและสีดำให้เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับรายละเอียดอันพิถีพิถัน

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ รุ่นนี้นำเสนอตัวเรือน 2 วัสดุ ได้แก่ สเตนเลส สตีล และไทเทเนียม โดยทั้งคู่มาพร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดเซรามิกสีดำและถูกเก็บรายละเอียดอย่างพิถีพิถันด้วยมือ ทั้งเทคนิคการขัดลายซาตินและและการขัดลบเหลี่ยมมุมด้วยที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์

เรือนสเตนเลส สตีลนำเสนอหน้าปัดสีฟ้าอ่อนลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในคอลเลกชั่นของรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ในปี 2001 พร้อมกับหน้าปัดย่อยโครโนกราฟและขอบตัวเรียนด้านในสีดำ เพิ่มสีสันสดใสด้วยสีส้มของตัวเลขอาราบิกบนหน้าปัดย่อยและเข็มวินาที ในขณะนาฬิกาเรือนไทเทเนียมนำเสนอหน้าปัดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ในสีเขียวกากีที่เข้ากันกับขอบตัวเรือนด้านในเฉดสีเดียวกัน โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดย่อยสีเงินประกอบกับเครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงสีดำ ตัวเลขอารบิก และเข็มจับเวลาสีดำ

นอกเหนือจากการนำเสนอสีสันใหม่ๆ แล้ว เรือนเวลารุ่นนี้ยังเพิ่มรายละเอียดโลโก้ที่ถูกปรับใหม่ โดยอักษรย่อ AP ถูกนำมาจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาโดยไม่มีโลโก้ชื่อเต็มของแบรนด์เพื่อเพิ่มความสปอร์ตให้กับนาฬิกา

แม้ว่านาฬิกาทั้ง 2 เรือนจะยังคงรักษาการจัดวางหน้าปัดย่อยในแนวตั้งของนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์แบบดั้งเดิมไว้ แต่ได้มีการสลับตำแหน่งของหน้าปัดย่อยชั่วโมงและวินาที โดยนำหน้าปัดชั่วโมงอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และหน้าปัดวินาทีจะถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แต่ยังคงหน้าปัดนาทีไว้ที่
9 นาฬิกาเช่นเดิม นอกจากนี้หน้าปัดย่อยทั้งหมดจะถูกจัดวางให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของหน้าปัดเพื่อให้ดีไซน์ภาพรวมของหน้าปัดดูน่าสนใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้กระจกขยายในช่องแสดงวันที่ที่ติดตั้งอยู่บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงและตัวเลขอารบิกถูกรังสรรค์ด้วยไวท์โกลด์ รวมถึงเข็มนาฬิการอยัล โอ๊ค จากไวท์โกลด์ที่เคลือบสารเรืองแสง ช่วยเติมเต็มรายละเอียดของดีไซน์นาฬิกาทั้งสองเรือนให้สอดคล้องไปกับสีของตัวเรือนได้อย่างลงตัว

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph C:\Users\rlertpongwipusana\AppData\Local\Microsoft\Windows\INetCache\Content.Word\ROO_26238TI-OO-A056CA-01_SDT_JPEG.jpeg

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238TI.OO.A056CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนไทเทเนียม กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์  ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดไทเทเนียม 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีเขียวกากี ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับการจับเวลาสีเงิน

ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีเขียวกากี

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีเขียวกากี สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238ST.OO.A340CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนสเตนเลส สตีล กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์ 

ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดสเตนเลส สตีล 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีฟ้า ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาสีดำ ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีดำ

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีฟ้า สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

Audemars Piguet เรือนเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เผยเฉดสีเขียวใหม่บน Royal Oak

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เผยโฉมเหล่าโมเดลใหม่ของนาฬิกาข้อมือจากคอลเลคชั่นรอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ที่มาพร้อมหน้าปัดใหม่ในโทนสีเขียว โดยในครั้งนี้โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้นำเสนอรอยัล โอ๊ค จัมโบ้ เอ็กซ์ตร้า ธิน (Royal Oak “Jumbo” Extra-Thin) ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแพลทินัม 950 ซึ่งมาพร้อมกับหน้าปัดสีเขียวสโมคกรีนในเทคนิค


ซันเบิร์สท (Sunburst) และพิเศษยิ่งขึ้นกับรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่นอย่างรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ (Royal Oak Selfwinding Chronograph) ตัวเรือนผลิตจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัตที่เข้ากันเป็นอย่างดีกับหน้าปัดสีเขียวลวดลายกรองด์ ทาพิสเซอรี (Grande Tapisserie) อีกทั้งในคอลเลคชั่นนาฬิกาหน้าปัดโทนสีเขียวนี้ยังได้นำเสนอเรือนเวลา อีก 3 โมเดลใหม่ ในรุ่นรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง (Royal Oak Selfwinding Flying Tourbillon) ผลิตจากวัสดุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิ้งค์โกลด์ (Pink gold) หรือไทเทเนียม(Titanium) ที่เข้ากับเฉดสีเขียวสุดโดดเด่นบนหน้าปัดได้อย่างลงตัว

ในช่วงปี 1970 โอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นการเพิ่มสีสันบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นโทนสีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเจเนอเรชันใหม่ที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมชีวิตชีวาในช่วงปี 1990 และนับแต่นั้นเป็นต้นมาโอเดอมาร์ ปิเกต์จึงพัฒนาหน้าปัดสีสันต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงปี 1970 โอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นการเพิ่มสีสันบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นโทนสีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเจเนอเรชันใหม่ที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมชีวิตชีวาในช่วงปี 1990 และนับแต่นั้นเป็นต้นมาโอเดอมาร์ ปิเกต์จึงพัฒนาหน้าปัดสีสันต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ROYAL OAK “JUMBO” EXTRA-THIN

รอยัล โอ๊ค จัมโบ้ ขนาดหน้าปัด 39 มิลลิเมตร มาพร้อมตัวเรือนและสายนาฬิกาแพลทินัม 950 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวสโมคกรีนลายซันเบิร์สท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่นำหน้าปัดนี้มาใช้ในคอลเลกชั่น 15202 และด้วยความหนาเพียง 8.1 มิลลิเมตรยิ่งเน้นย้ำถึงความเรียวบางของตัวเรือนเวลารุ่นนี้

เครื่องหมายบอกชั่วโมงถูกรังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์ และเข็มนาฬิกามาพร้อมวัสดุเคลือบสีเรืองแสงที่ทำให้สามารถอ่านเวลาได้ง่ายเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีแสงน้อย โลโก้ Audemars Piguet ถูกวางไว้ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมกับอักษรย่อ AP ที่ถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาตามแบบฉบับของรุ่นจัมโบ้

หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ 2121 ประกอบกับ Oscillating Weight ที่ผลิตจากทองคำ 22 กะรัต พร้อมด้วยกลไกการบอกเวลาแบบชั่วโมง นาที และวันที่ นาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้มีวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ เอพี เฮ้าส์ (AP House) เท่านั้น

ROYAL OAK SELFWINDING FLYING TOURBILLON

โอเดอมาร์ ปิเกต์สานต่อชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนานในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีกลไกสุดซับซ้อนและพิถีพิถัน ด้วยการนำเสนอรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง 3 รุ่นใหม่ที่เผยให้เห็นความสามารถและพรสวรรค์ของช่างฝีมือของโอเดอมาร์ ปิเกต์  ที่สร้างสรรค์นาฬิกาด้วยมือจนถึงรายละเอียดสุดท้าย แต่ละเรือนมีหน้าปัดขนาด 41 มิลลิเมตร ที่ออกแบบหน้าปัดด้วยลายทาพิสเซอรีสีเขียวและลายซันเบิร์สท โดยทุกโมเดลมาพร้อมคาลิเบอร์ 2950 ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง
เจเนอเรชั่นล่าสุดของของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ซึ่งต่างกับกลไกทูร์บิญองทั่วไปตรงที่การออกแบบให้มีพื้นที่ระหว่างบริดจ์ส่วนบนเพื่อให้มองเห็นมูฟเม้นท์ของกลไกและชิ้นส่วนอื่นๆ ด้านในได้อย่างชัดเจน

ในโมเดลแรกของคอลเลกชั่นนี้นั้น เป็นนาฬิกาเอ็กซ์คลูซีฟที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น โดยทั้งตัวเรือน และเข็มบอกเวลา ผลิตอย่างปราณีตจากพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต 

สำหรับเรือนที่สอง เป็นโมเดลพิเศษมีจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน โดยนาฬิกาทั้งเรือนถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยไทเทเนียม

และโมเดลที่สามนั้น มีจำนวนจำกัดเพียง 15 เรือนเท่านั้น ด้วยการออกแบบเรือนเวลาที่ผสมผสานไทเทเนียมบนตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่ผลิตด้วยไวท์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมกับประดับด้วยมรกตเจียระไนทรงเหลี่ยม จำนวน 32 เม็ด ที่มีน้ำหนักถึง 2.41 กะรัต

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

โดยนำมาประกอบเข้าด้วยกันโดยช่างฝีมือทั้งหมด ซึ่งเฉดสีเขียวสดของมรกตช่วยเน้นความงดงามของลวดลายทาพิสเซอรีบนหน้าปัดให้
ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความน่าสนใจเมื่อเรือนเวลากระทบกับแสง โดยทั้งสองโมเดลนี้ใช้ไวท์โกลด์ ในการสร้างสรรค์เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบวัสดุเรืองแสงพร้อมความหรูหราของสายนาฬิกาไทเทเนียม

Wakanda Forever! Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon สุดลิมิเต็ดเพียง 250 เรือน!

หลังจากการประกาศพาร์ทเนอร์ชิพอย่างเป็นทางการกับมาร์เวล เอนเตอร์เทนเมนท์ (Marvel Entertainment) โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมนาฬิกาเรือนแรกในซีรีส์นาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง (Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon) ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ผลิตเพียง 250 เรือน ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาจากคาแรคเตอร์ในตำนานเพื่อยกย่องซูเปอร์ฮีโร่เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก จึงเป็นที่มาให้โอเดอมาร์ ปิเกต์เลือกความแข็งแกร่งและทรงพลังของตัวละครในจักรวาลมาร์เวล และเลือกเปิดตัวนาฬิกาเรือนแรกด้วยคาแรคเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับโอเดอมาร์ ปิเกต์ อย่าง แบล็ค แพนเธอร์ (Black Panther) ที่ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ของครอบครัว รวมไปถึงการผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากันอย่างลงตัว

ในการสร้างสรรค์นาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง นั้น
โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้เน้นถึงรากฐานของแบรนด์ทั้งในด้านความพิถีพิถันของงานฝีมือแบบดั้งเดิมและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแห่งอนาคต กลั่นเอาความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ กลายเป็นนาฬิกาที่มีกลไกอันซับซ้อน นาฬิกาขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรเรือนนี้บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ในด้านของความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งในแง่ของการดีไซน์ รวมถึงการที่แบรนด์มักจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และเพราะการที่แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเป็นเหตุผลให้โอเดอมาร์ ปิเกต์ผลักดันและก้าวข้ามขีดจำกัดของการสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมองให้ไกลกว่าการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูง ที่ผสมผสานแรงบันดาลใจจากป๊อปคัลเจอร์และวงการบันเทิง

ตัวเรือนล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี ด้วยแรงบันดาลใจจากไวเบรเนียม

นาฬิกาเรือนนี้ถูกรังสรรค์ออกมาด้วยดีไซน์แบบฟิวเจอริสติกที่ทำให้ทุกคนนึกถึงชุดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของแบล็ค แพนเธอร์ ตัวละครสำคัญอีกหนึ่งตัวจากจักรวาลมาร์เวล ตัวเรือนไทเทเนียมทรงกลมถูกเน้นให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมและเม็ดมะยม
เซรามิกสีดำเพื่อดีไซน์ที่ดูไฮเทค แม้ตัวเซรามิกที่มีความแข็งแรงทนทานจะไม่มีความยืดหยุ่น แต่วัสดุที่มีน้ำหนักเบาชนิดนี้ก็ช่วยขับเน้นรูปทรงโค้งเว้าให้เข้ารับกับรูปทรงของตัวเรือน และหน้าปัดขนาด 42 มิลลิเมตรก็กลมกลืนไปกับสัดส่วนของข้อมือได้อย่างลงตัว

ตัวเรือนที่กันน้ำได้อย่างดีเยี่ยมยังคงใช้ศิลปะการสร้างสรรค์เรือนเวลาแบบดั้งเดิมด้วยงานฝีมือสุดพิถีพิถัน ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำมาพร้อมรายละเอียดของการขัดแบบซาตินและการขัดลบมุมที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ เทกซ์เจอร์บนตัวเรือนไทเทเนียม ที่ใช้เทคนิคแซนด์บลาสต์ การขัดลบมุมให้เป็นทรงหกเหลี่ยม และการขัดแบบซาตินเพื่อให้ลุคแบบทูโทนได้อย่างน่าสนใจ ส่วนซีลยางสีม่วงช่วยเสริมสีสันที่มีความสดใสเข้ามาบนตัวเรือนให้โดดเด่นได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของฝาหลังแซฟไฟร์ใช้ทั้งเทคนิคการขัดแบบแซนด์บลาสต์และการขัดแบบซาตินพร้อมเผยให้เห็นกลไกขนาดเล็กอันซับซ้อนภายใน

นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมพลังของคาลิเบอร์ 2965 ถือว่าเป็นพัฒนาการล่าสุดของการพัฒนากลไกไขลานที่มาพร้อมฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง ซึ่งโอเดอมาร์ ปิเกต์เปิดตัวออกมาครั้งแรกปี 2018 ในคอลเลกชั่นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ดีไซน์ทูโทนร่วมสมัย กรอบแสดงกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง
แมทช์กับสุนทรียะในการออกแบบของตัวเรือนโดยรวม ส่งเสริมให้กลไกดูมีมิติและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มองเข้าไปสำรวจการดีไซน์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้ากับความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากอดีต กลไกด้านหลังอย่างบริดจ์ไทเทเนียมรูปทรงเรขาคณิตขัดแบบแซนด์บลาสต์ เคลือบพีวีดีสีดำและเทา เผยให้เห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของกลไกแห่งอนาคตที่เป็นดั่งหัวใจของนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยด้านหลังของกรอบหน้าต่างกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง และชุดของฟันเฟือง ขอบตัวเรือนด้านในสีม่วงขัดแบบแซนด์บลาสต์ ยังมีการสลักคำว่า “Royal Oak Concept Limited Edition of 250 Pieces” ไว้อย่างโดดเด่น

การกักเก็บพลังงานยาวนาน 72 ชั่วโมงและกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เป็นอีก 2 องค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีเสน่ห์ของความเป็นนาฬิกาแห่งการผจญภัยและพร้อมเผชิญทุกความท้าทายอย่างมีสไตล์

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

AUDEMARS PIGUET OPENS THE FIRST AP HOUSE IN SOUTH EAST ASIA

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว เอพี เฮ้าส์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 4 แห่งเกษรทาวเวอร์ ใจกลางเมืองของย่านปทุมวัน ภายใต้คอนเซปท์อพาร์ทเม้นท์ร่วมสมัยที่พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกคน

“การเปิดเอพี เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้สำหรับโอเดอมาร์ ปิเกต์มองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกของวงการรีเทล” สเตฟานี อึง (Stefanie Ng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า “เอพี เฮ้าส์จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์พิเศษที่เรามอบให้กับแขกผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะภายในสถานที่แห่งนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่ที่ผ่อนคลาย เสมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นภายในบ้านของคุณเอง”

นอกเหนือจากการรังสรรค์บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์สำหรับคนรักโอเดอมาร์ ปิเกต์ แล้ว คอนเซ็ปต์การออกแบบเอพี เฮ้าส์แห่งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามที่ว่า “มีอะไรที่เราสามารถทำเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ากับโอเดอมาร์ ปิเกต์ให้ดีที่สุด” ทีมงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นด้วยการจินตนาการไปว่า หากจูลส์ หลุยส์ โอเดอมาร์ (Jules Louis Audemars) และเอ็ดเวิร์ด ออกุสต์ ปิเกต์ (Edward Auguste Piguet) สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 เดินทางท่องไปทั่วโลก และได้แบ่งปันความหลงใหลที่พวกเขามีต่อนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและงดงามที่สุด ทั้งสองท่านจะดูแลลูกค้าอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้สะดวกสบายเหมือนบ้านและเต็มเปี่ยมด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรภาพ 

ฟรังซัว-อองรี เบนนาเมียส (François-Henry Bennahmias) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนเอพี เฮ้าส์สามารถชวนเพื่อนๆ มารับประทานอาหารมื้อเที่ยง หรือจัดการประชุมเพื่อพูดคุยธุรกิจ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อนาฬิกากับเรา แค่เข้ามานั่งพักผ่อน แล้วปล่อยใจให้”

ภายใต้สถาปัตยกรรมการออกแบบสไตล์ร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับการตกแต่งด้วยงานศิลปะฝีมือศิลปินชาวไทย เอพี เฮ้าส์ แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 500 ตารางเมตร พร้อมเป็นสถานที่สำหรับการจัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือน สามารถค้นพบเรื่องราวการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ รวมไปถึงความเชี่ยวชาญ และความโดดเด่นของแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ในโลกยุคปัจจุบันด้วย

เอพี เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

เวลาทำการ: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

ที่อยู่: 127 อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 4 ยูนิต A

ถนนราชดำริ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทร: +66 2 108 6305

อีเมล: aphouse.bangkok@audemarspiguet.com 

CODE 11.59 BY AUDEMARS PIGUET

หลากแง่มุมการสร้างสรรค์ที่งดงามของ AUDEMARS PIGUET ดังสถาปัตยกรรมภายใต้การบรรจบกันของขนบที่สืบสานและนวัตกรรมยุคใหม่

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” ที่เปิดตัวในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอส่วนประกอบที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามทว่าสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่มุมความสวยงามและความสลับซับซ้อนของงานสร้างสรรค์เชิงเทคนิค ภายใต้รายละเอียดสุดพิถีพิถันที่ซ่อนไว้ด้วยหลากมุมมองของเส้นสายที่โค้งเว้าดั่งงานสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนและอีกระดับที่เหนือกว่าของความเชี่ยวชาญในการทำงานด้วยมือ ทั้งหมดนี้นำไปสู่รายละเอียดอันซับซ้อนน่าค้นหาเกินกว่าจะบรรยายออกมาแค่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น

ไมเคิล ฟรีดแมน (Michael Friedman) ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพลิเคชัน (Head of Complications) แห่งโอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายไว้ว่าคอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” นั้นเปรียบเหมือนการมอบผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าให้กับช่างขัดนาฬิกา แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่”

รายละเอียดของการทำงานด้วยความเชี่ยวชาญเชิงช่าง (Savoir-Faire) ในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนของคอลเลกชั่นนี้ เกิดขึ้นจากการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าผสานเข้ากับขนบธรรมเนียมในการทำงานที่สืบสานต่อมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของความซับซ้อนบนเส้นสายเรขาคณิต

คอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet นั้นได้รับการออกแบบมาในแนวทางที่ไม่ต่างกับการสร้างงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ซึ่งเลือกผนวกส่วนกลางของตัวเรือน (Middle Case) ทรงแปดเหลี่ยมเข้ากับขอบตัวเรือน (Bezel) ทรงกลมที่บางเป็นพิเศษ และขานาฬิกา (Lug) ทรงโค้งที่ดูล้ำสมัย หลากหลายเหลี่ยมมุมของตัวเรือนและความโค้งมนที่ตอบรับกับสรีระของผู้สวมใส่ช่วยให้ทั้งคอนเซ็ปต์การสร้างสรรค์ กระบวนการผลิต และการตกแต่งทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเต็มเปี่ยมด้วยความละเอียดอ่อนอย่างถึงที่สุด การใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อน การเลือกใช้เครื่องมือที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน รวมถึงความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษของช่างนาฬิกา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องประสานเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะในกระบวนการผลิต ทั้งด้วยการใช้เครื่องจักรและการประกอบเข้าด้วยกันของทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยมือ


ส่วนโค้งสองด้านที่โดดเด่นและร่วมสมัย

สัดส่วนเชิงเรขาคณิตของขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษได้รับการออกแบบให้รองรับรายละเอียดของกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่โอเดอมาร์ ปิเกต์รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคอลเลกชั่นนี้ ด้านในของกระจกมีรูปทรงโค้งเหมือนโดม ส่วนด้านนอกมาพร้อมส่วนโค้งจาก 6 นาฬิกาถึง 12 นาฬิกา กระจกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีรายละเอียดในมุมมองที่แตกต่าง และความสว่างกระจ่างชัด ช่วยมอบประสบการณ์ทางสายตาของการบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่เปี่ยมเอกลักษณ์และแสดงถึงการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันถึงขีดสุด

ขานาฬิการังสรรค์อย่างล้ำสมัยด้วยมือ

เพื่อเติมความโดดเด่นให้กับตัวเรือนที่ประกอบขึ้นดังงานสถาปัตยกรรมที่ซ่อนความงดงามหลากแง่มุมเอาไว้
โอเดอมาร์ ปิเกต์ตัดสินใจออกแบบให้แต่ละด้านของขานาฬิกามีช่องว่างแยกออกเหมือนฉลุให้เป็นช่องด้วยรูปทรงที่เป็นเส้นโค้ง โดยให้ขานาฬิกาเชื่อมต่อกับขอบตัวเรือนด้านบนและเว้นช่องให้มองเห็นส่วนกลางของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน ช่วยยกระดับความละเอียดอ่อนของการสร้างสรรค์ผลงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยส่วนบนของขาตัวเรือนจะถูกเชื่อมอยู่กับขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนล่างของขาตัวเรือนจะโน้มอย่างอ่อนช้อยอยู่ติดกับฝาด้านหลังในองศาที่ลงตัวพอดี

กระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบใหม่ที่ท้าทายการทำงานตามมาตรฐานที่เคยเป็นมาให้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับ เพื่อให้สามารถเชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่บางเป็นพิเศษได้ โดยขาตัวเรือนแต่ละด้านจะถูกเชื่อมเข้ากับขอบตัวเรือนด้วยขั้นตอนการเชื่อมด้วยมือ จากนั้นจะมีการนำไปทดสอบความทนทานด้วยเครื่องจักรชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นมาใช้กับนาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet โดยเฉพาะ

เมื่อปรับเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบตัวเรือนหลังถูกความร้อนที่ทำให้รูปทรงขยับไปเล็กน้อยจนพอดีแล้ว ช่างขัดนาฬิกาผู้ชำนาญจะค่อย ๆ ทำการขัดรอยต่อของการเชื่อมขาตัวเรือนกับขอบตัวเรือนให้ออกมาดูเรียบร้อยและงดงามที่สุด ซึ่งรายละเอียดของรอยเชื่อมต่อนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อการประกอบตัวเรือนนาฬิกาแล้วเสร็จ

ความพิถีพิถันถึงขีดสุดของการขัดเงาและการขัดแบบซาติน

ความท้าทายและความสลับซับซ้อนของการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet อยู่ตรงที่การสลับสับเปลี่ยนการขัดเงาและการขัดแบบซาตินบนพื้นผิวรอบ ๆ ตัวเรือน ซึ่งด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนนี้ การจะทำงานให้ออกมาเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานด้วยมือเท่านั้น

การผสมผสานเทคนิคของการขัดเงาและการขัดแบบซาตินถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งในการทำงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ และถึงแม้จะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางหลังการเปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak ในปี 1972 ทว่าเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือจำนวนมากใช้กันมาอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 20

ถึงแม้ว่าคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet จะยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีมาเดิมไว้ แต่โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้ยกระดับเทคนิคการทำงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะจากการสร้างสรรค์ตัวเรือนที่มีทั้งเหลี่ยมมุมและเส้นโค้ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทีมช่างนาฬิกาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ อันประกอบไปด้วยช่างผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านซึ่งแบ่งเป็น ช่างขัดนาฬิกา 6 คนและช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดแบบซาตินอีก 5 คน

การทำงานด้วยมืออย่างพิถีพิถันถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด

แต่ละองค์ประกอบของตัวเรือนได้รับการขัดเงาก่อนประกอบและขัดแบบซาตินหลังจากนำมาผ่านเครื่องจักรจากนั้นจึงนำมาตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เล็กที่สุดด้วยมือ ช่างผู้ทำหน้าที่ขัดจะค่อย ๆ ลบมุมของแต่ละชิ้นส่วนเพื่อเติมความเรียบลื่นและความมันเงาให้กับพื้นผิว ส่วนที่ยากในงานนี้คือการขัดเงาชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดโดยไม่ทำให้แต่ละชิ้นสูญเสียรูปทรงและความลงตัวเมื่อต้องไปจัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง การขัดเพื่อลบเหลี่ยมมุมของขาตัวเรือนทั้งด้านนอกและด้านใน รวมถึงด้านที่ติดกับฝาด้านหลังซึ่งเป็นองศาที่หลบอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นบทพิสูจน์ความซับซ้อนทั้งในเชิงสุนทรียะและเทคนิคการทำงานเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ น็อตบนขาตัวเรือนยังเผยให้เห็นรายละเอียดของมุมเฉียงที่ถูกขัดเงาในลักษณะที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รายละเอียดของการทำงานแม้ในส่วนประกอบที่เล็กที่สุดนี้เองคือบทพิสูจน์ความแม่นยำในการสร้างสรรค์ ทั้งนี้ แต่ละองค์ประกอบของนาฬิกายังได้รับการเก็บรายละเอียดในตอนท้ายด้วยเทคนิค traits-tirés ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยทั้งความคล่องแคล่ว ความอดทน และความแม่นยำในการวางตำแหน่ง

จากจุดเริ่มต้นสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ตัวเรือนของนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเหนือความคาดหมายด้วยรายละเอียดที่ดูเหมือนตรงข้ามกันทว่าสามารถนำมาผนวกรวมกันได้อย่างกลมกลืนจนออกมาเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีหลากหลายแง่มุมให้ค้นหาชิ้นนี้ ทั้งยังเป็นความลงตัวอย่างถึงที่สุดของการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สอดประสานไปกับความเชี่ยวชาญเชิงช่างที่ได้รับการสืบทอดต่อมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พบกับ CODE 11 .59 by Audemars Piguet ได้ที่เว็บไซต์ https://www.audemarspiguet.com/en/watch-collection/code1159byap/#!/welcome หรือโอเดอมาร์ ปิเกต์ บูติค ชั้น จี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5838