Posts

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

พร้อมให้บริการความอร่อยแล้ว Anantara Siam Bangkok to reopen restaurants.

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย

พร้อมให้บริการแล้ว โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์การรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรมฯ (ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ, อควา, มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ และเดอะ ล็อบบี้) ด้วยสารพัดเมนูอาหารรสเลิศที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ (Biscotti) มื้อกลางวัน เวลา 12.00 – 14.30 น. และ มื้อค่ำ เวลา 17.00 – 20.30 น. 

อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารอิตาเลียน จากห้องอาหารที่ได้รับการจัดอันดับในหมวดหมู่ “The Plate” หรือร้านอาหารคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ของคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับกรุงเทพฯ (MICHELIN Guide Bangkok) ถึง 3 ปีซ้อน เมนูแนะนำ อาทิ ฟอคคาเซียมาสคาโปเน่ชีส, ราวิโอลีเนื้อตุ๋นและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, รีซอตโตกับเห็ดทรัฟเฟิลดำ เป็นต้น

อควา (Aqua) เวลา 16.00 – 20.30 น.

เลือกรับประทานหลากหลายเมนูอาหารจานเด่นจากทุกห้องอาหารของโรงแรมฯ ทั้งอาหารไทยรสจัดจ้านจากห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต สเต๊กเนื้อคุณภาพนำเข้าจากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ หรือพาสต้า พิซซ่า อาหารอิตาเลียนจากห้องอาหารบิสก็อตติ ณ ที่นั่งกลางแจ้งบริเวณปาริชาติ คอร์ท โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง, แทสมาเนียนแซลมอนย่างเสิร์ฟกับหน่อไม้ฝรั่ง และโฟมฮอลันเดส, ปูนิ่มผัดพริกไทยอ่อน, กุ้งผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น

มอคค่า แอนด์ มัฟฟินส์ (Mocha & Muffins) เวลา 07.00 – 19.00 น.

เพลิดเพลินกับขนมอบโฮมเมดหอมกรุ่นจากเตา อาทิ ซิกเนเจอร์ ซอสเซสโรล (Sausage Roll) ครัวซองค์ มัฟฟินส์ โดนัท และเบเกอรี่สดใหม่ รวมถึง บลูเบอรี่ชีสเค้ก เอแคลร์ และเมนูเพื่อสุขภาพอย่างสลัด แซนด์วิช คีช(Quiches) เติมความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับเครื่องดื่มหลากเมนู ทั้งน้ำผลไม้ สมูทตี้ ฟรีคกี้เชค โฮมเมดไอศครีม และอื่นๆอีกมากมาย

เดอะ ล็อบบี้ (The Lobby) เวลา 10.00 – 22.00 น.

เลือกจิบชามาคิยาจ แฟรส์ เบลนด์พิเศษสำหรับโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ พร้อมลิ้มรสชาติหลากหลายเมนูของหวาน และเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้บรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่นของเดอะ ล็อบบี้

ลิ้มรสชาติความอร่อยจากทุกห้องอาหารได้ทุกวัน ณ บริเวณชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ)          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0 2126 8866 หรือ อีเมล dining.asia@anantara.com เว็บไซต์ www.anantara.com/en/siam-bangkok