Posts

นิทรรศการ GUCCI GARDEN ARCHETYPES เปิดแล้วที่ประเทศออสเตรเลีย

Gucci Garden Archetypes นิทรรศการมัลติมีเดียที่ผสานโลกเสมือนจริง ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เดินทางมาถึงที่ Powerhouse Ultimo ณ เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียแล้ว นิทรรศการครั้งนี้จะนำแคมเปญโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ และมีแนวคิดอันแปลกใหม่ที่สุดของ Gucci จากวิสัยทัศน์ของ Alessandro Michele มาถ่ายทอดใหม่ โดยนิทรรศการที่กำลังจัดขึ้นที่ซิดนีย์นี้ถือว่าเป็นลำดับที่ 7 หลังจากที่จัดมาแล้วในเซี่ยงไฮ้ ไทเป ฮ่องกง โตเกียว และโซล

จากความหมายของคำว่า Archetype ที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ดั้งเดิม มีเพียงหนึ่งเดียวและจะไม่ถูกสร้างอีกครั้ง เป็นต้นแบบของสำเนาที่ตามมาทั้งหมด แคมเปญโฆษณาทุกแคมเปญของ Gucci ล้วนกล่าวถึงห้วงเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของแต่ละคอลเล็คชั่น สะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียว และถ่ายทอดปรัชญาแห่งความกล้าหาญและเสรีของ Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci นั่นเอง

Gucci Garden Archetypes จะเจาะลึกลงไปสู่แรงบันดาลใจอันหลากหลาย ทั้งจากโลกแห่งเสียงดนตรี ศิลปะ การเดินทาง และป๊อปคัลเจอร์ ที่สะท้อนออกมาผ่านแคมเปญโฆษณาของ Gucci

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะเปิดให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสกับการผจญภัยอันยาวนานเกือบแปดปีนี้ และเชิญทุกคนให้ก้าวเข้ามาสู่จินตนาการ เรื่องเล่า สิ่งเหนือความคาดหมาย และความหรูหรา ดังนั้น ผมจึงได้สร้างสนามเด็กเล่นทางอารมณ์อันหลากหลาย ที่จะสะท้อนความรู้สึกที่อยู่ในแคมเปญเหล่านั้น เพราะนั่นจะเป็นการเดินทางที่ชัดเจนที่สุดไปสู่โลกแห่งจินตนาการของผม” Alessandro Michele กล่าวในฐานะภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้


เทคโนโลยีสุดล้ำยุค งานฝีมืออันแสนวิจิตร และงานออกแบบภายในที่แปลกใหม่ ร้อยเรียงร่วมกันจนถือกำเนิดเป็นเรื่องราวที่แตกต่างภายในโลกที่ชวนดื่มด่ำ ซึ่งทั้งหมดออกแบบโดยสตูดิโอ Archivio Personale จากการแปลงวิสัยทัศน์ของ Alessandro Michele ให้กลายเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวซึ่งทั้งสะท้อนและส่งเสริมวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ของเขาในเวลาเดียวกัน  เมื่อก้าวเข้าสู่นิทรรศการ ผู้เยี่ยมชมจะได้รับประสบการณ์ที่เสมือนการชมงานเบื้องหลังผ่านทางห้องปฏิบัติการ ที่จะถ่ายทอดบรรยากาศสดภายในห้องจัดแสดงผ่านจอแสดงผลแบบแยก  ภายในนิทรรศการ พื้นที่ที่ถูกแบ่งเป็นธีมต่างๆ มากมายจะปลุกโลกที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนของแคมเปญโฆษณาของ Gucci ให้ดูมีชีวิตขึ้นมาในทันใด

“ทาง Powerhouse รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ Gucci Garden Archetypes ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย  Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผู้เลิศล้ำของ Gucci ได้นำเอาแง่มุมของแฟชั่นที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ ดนตรีและสร้างสรรค์นิทรรศการที่จะนำผู้ชมไปสู่การเดินทางที่หลอมรวมโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน เป็นดั่งการเดินทางที่ท่องไปท่ามกลางแรงบันดาลใจเบื้องหลังแคมเปญโฆษณามากมาย ซึ่งกลายเป็นไอคอนของแบรนด์แฟชั่นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงก้องโลก” Lisa Havilah ผู้บริหารสูงสุดของ Powerhouse กล่าวถึงงานนิทรรศการครั้งนี้

นอกจากนี้ ผู้ชมนิทรรศการยังจะได้เข้าชมสวนสวรรค์แห่งดอกไม้หอมอย่าง Gucci Bloom สวนลับในจินตนาการที่กลายมาเป็นสถานที่แห่งเสรีภาพสำหรับเซเลบริตี้ทั้งสาม ได้แก่ นักแสดงสาว Dakota Johnson  ศิลปินและช่างภาพ Petra Collins และนักแสดง/นางแบบ Hari Nef  ด้วยบุคลิกที่มีเสน่ห์และโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งสามจะทำหน้าที่เป็นบุกเบิกวิสัยทัศน์ใหม่ของ Alessandro Michele ในการตีความหมายของสตรีในโลกยุคปัจจุบัน 

ภาพวาดกราฟิตีบนฝาผนังนั้นนำมาจากแคมเปญก่อนฤดูใบไม้ร่วงปี 2018 ที่อุทิศให้กับเยาวชนของปารีสในเหตุการณ์ ‘May 68’ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว

อีกหนึ่งแคมเปญที่ถูกนำมารังสรรค์ขึ้นใหม่ในนิทรรศการครั้งนี้คือ The Beloved Show ซึ่งเล่าฉากของดาราระดับเอลิสต์ของฮอลลีวูดหยอกล้อกับพิธีกรรายการทอลค์โชว์ช่วงดึก โดยมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ของเมืองซิดนีย์ พร้อมอวดกระเป๋าถือจากคอลเล็คชั่น Beloved ทั้งสี่รุ่น ได้แก่ Dionysus, Horsebit 1955  และ Jackie 1961 สุดคลาสสิคทั้งสี่รุ่นของ Gucci ซึ่งล้วนแต่เป็นกระเป๋าที่มีเรื่องราวของตนเองทั้งสิ้น

แคมเปญของคอลเล็คชั่นอันน่าหลงใหลจาก Fall Winter 2018 จะครองพื้นที่จากพื้นจรดเพดานขณะที่ผู้มาชมนิทรรศการไม่อาจละสายตาจากชั้นที่เต็มไปด้วยนาฬิกานกกาเหว่า (Cuckoo Clock) นับร้อยๆเรือน  เครื่องถ้วยเซรามิคและกระเป๋ารุ่น Marmont  นอกจากนี้ ผู้ชมยังจะได้พบตัวเองอยู่ในฉากของห้องน้ำในไนต์คลับยุค 80 จากแคมเปญ Spring Summer 2016 อีกด้วย

ในงานนี้ผู้เข้าชมนิทรรศการจะได้เดินผ่านเขาวงกตกระจกเข้าสู่คฤหาสน์หรูที่เป็นหัวใจของแคมเปญ Cruise 2016 และจะได้นั่งรถไฟใต้ดินของลอสแอนเจลิสอย่างที่ปรากฏในแคมเปญ Fall Winter 2015 ซึ่งเป็นผลงานแคมเปญแรกของอเลสซานโดร มิเคเลอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแคตตาล็อกของนิทรรศการ Gucci Garden Archetypes ซึ่งจะสานต่อการเดินทางของนิทรรศการนี้ เข้าสู่โลกแห่งจินตนาการของ Alessandro Michele เปรียบเหมือนคลังแสงแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยภาพและความประหลาดใจมากมาย ผ่านถ้อยคำพรรณนาอันไม่ซ้ำแบบใครของบุคคลที่โดดเด่นในแวดวงศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ Achille Bonito Oliva, นักปรัชญา Emanuele Coccia, ศิลปินและนักวิจัย Anna Franceschini, ภัณฑารักษ์ Antwaun Sargent และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและวัฒนธรรมอย่าง Shaway Yeh

นิทรรศการ Gucci Garden Archetypes เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2022 จนถึง 15 มกราคม 2023 ณ Powerhouse Ultimo กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย  จองตั๋วเข้าชมได้ที่ www.gucci.com

Alessandro Michele ออกจากแบรนด์ Gucci อย่างเป็นทางการแล้ว

อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ตัวเขานั้นได้เติบโตในกรุงโรมโดยได้ครอบครัวสนับสนุนตั้งแต่ยังเล็ก ตัวมิเคเล่ได้สำเร็จการศึกษาจากสถาบัน Accademia di Costume e di Moda ในกรุงโรม เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องแต่งกายในโรงละครและ เครื่องแต่งกายแฟชั่น ต่อมาตัวมิเคเล่นั้นได้เริ่มเข้ามาทำหน้าที่ออกแบบเครื่องประดับให้กับ Fandi หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 เขาได้ย้ายไป Gucci ในช่วงที่คุณ Tom Ford นั้นได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เขาได้รับผิดชอบการออกแบบการออกแบบกระเป๋าถือ และต่อมาในปี ค.ศ. 2006 เขาได้รับการโปรโมตให้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเครื่องหนัง ในปี ค.ศ. 2015 ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci นาม Frida Giannini ได้ประกาศลาออกก่อนโชว์ใหญ่อย่างกะทันหัน ทำให้ทาง Gucci ได้ประกาศให้ อเลสซานโดร มิเคเล่ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ฝ่ายออกแบบคนต่อไป ในปี ค.ศ. 2019 Alessandro Michele ได้นำ Gucci Beauty กลับมาฟื้นฟูและได้เปิดตัวคอลเลกชั่นเครื่องประดับ Fine Jewelry เรียกได้ว่าตัวมิเคเล่นั้นสามารถนับเป็นนักออกแบบที่ยิ่งใหญ่ของยุคเลยก็ว่าได้ ในที่สุดงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราหลังจากได้สร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานมาอย่างยาวนาน เป็นที่ยืนยันแล้วว่าตัว อเลสซานโดร มิเคเล่ ได้ทำการออกจากแบรนด์ Gucci อย่างเป็นทางการแล้ว

cr : Alessandro Michele

รวม 6 ผลงาน Collaborations สุด Hype ของ Gucci

อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ในช่วงเวลาที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของทางแบรนด์ Gucci ได้ร่วมออกแบบ Collaboration กับแบรนด์อื่นในคอลเลคชั่นสุดพิเศษ นั้นได้สร้างกระแส Gucci Hype ไปทั่วโลกเลยกันทีเดียว ในวันนี้เราได้รวบรวม 6 ผลงานสุดโด่งดังมาให้รับชมกันครับ

1. Gucci x Adidas

คอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ได้เปิดตัวในซีซัน Fall/Winter 2022 ที่มิลานคอลเลคชั่น “Exquisite Gucci” ได้พาย้อนไปในยุค 70s ที่ได้นำวัฒนธรรมฮิปฮอป Pop Culture และเสื้อผ้าสำเร็จรูปกลิ่นอายของสปอร์ตแวร์ พร้อมลายโมโนแกรมของทางแบรนด์

2. Gucci x Palace

การรวมมือกันกับแบรนด์สเก็ตชื่อดังจากลอนดอน ‘Palace’ ที่ก่อตั้งในปี 2009 ได้ร่วมกันกำหนดนิยามของผู้ชายยุคใหม่ การรวมตัวตนของทั้ง 2 แบรนด์วัฒนธรรมการขี่มอเตอร์ไซค์ของแบรนด์ Palace หรือการเล่นสเก็ตบอร์ด มารวมกับตัวแบรนด์ Gucci ได้อย่างลงตัว

https://youtu.be/78wHAsOPNRs

3. Gucci x The North Face

Gucci และ The North Face นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นดร็อปที่ได้รับคำวิจารณ์มากที่สุดชิ้นหนึ่งในปี 2020 ได้เปิดตัวเป้สะพายหลัง และรองเท้าบู๊ตมีโลโก้ The North Face half Dome บน Gucci Monogram ในส่วนของฮู้ดดี้และเสื้อถักเน้นลวดลายนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=IqB8SOYG-h4&t=1s

4. Gucci x Kai

หลังจาก Kai แห่งวง EXO ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของแบรนด์ Gucci มาหลายปี ในที่สุดได้ปล่อยแคปซูลคอลเลคชั่นที่ประกอบไปด้วย ลายพิมพ์โมโนแกรม GG นำมารวมกับลายหมีเท็ดดี้ที่ทาง Kai ได้ร่วมออกแบบได้อย่างลงตัว

5. Gucci x Disney

Disney นับได้ว่าเป็นสื่อบันเทิงที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งยังเคยร่วมมือกับ Gucci มาก่อน ในคอลเลคชั่นพิเศษนี้ได้นำตัวการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดของค่ายสองตัวคือ Micky Mouse และ Donald Duck มาทำเป็นลวดลายในคอลเลคชั่น และถือเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันเกิดครบรอบ 90 ปีของ Micky Mouse ในปี 2018 อีกด้วย

6. Gucci x Balenciaga

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของ Gucci ได้สร้างตำนานให้กับวงการแฟชั่นเพื่อให้สมแก่การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการร่วมงานกันของ 2 ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่เรียกได้ว่ามาแรงที่สุดในยุคนี้ Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci และ Demna Gvasalia ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Balenciaga ได้นำเสนอคอลเลคชั่นที่ผสมผสานความรูปแบบงามของทั้งสองแบรนด์เข้ากับเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับได้อย่างลงตัว

 

cr : Gucci

Mirror on The Wall

Translator: Dr. Wattana K

“เมื่อศตวรรษที่ 13 ตำรา Speculum majusอันเป็นงานเขียนของ Vincent de Beauvais ได้รับรองว่ากระจกคือเครื่องมือแห่งความรู้อันสำคัญจำเป็น ความจริงก็คือ มันเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงความเข้าใจอันโปร่งใสและแม่นยำของความเป็นจริงผ่านกระจก “ด้วยความมหัศจรรย์แห่งการผลิตซ้ำทันควันและเหมือนต้นฉบับอย่าแม่นยำชัดเจน กระจกกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิสัยทัศน์ของสิ่งต่างๆ ที่บิดเบือนไม่ได้เลย” คือคำกล่าวของ J. Baltrusaitis ด้วยมุมมองเช่นนี้เอง สมรรถนะแห่งการสะท้อนภาพของกระจกทำให้มันเป็นไปได้ที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงภววิทยา – เกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งที่เป็นจริง – ของโลก หมายความว่าจากมุมมองเช่นนี้ สิ่งต่างๆ จะเป็นเหมือนเช่นที่เรามองเห็นมันแบบนั้นจริงๆ

“แต่นั่นก็เป็นมุมมองที่ค่อนข้างคับแคบผมมักรู้สึกไม่ชอบใจกับมายาคติเรื่องวิสัยทัศน์ที่แน่นอนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ในท้ายที่สุดแล้วก็จะไปจบที่การแช่แข็อำนาจแห่งจินตนาการของโลก ด้วยเหตุผลนี้ ผมต้องการที่จะนำเอาคุณสมบัติอีกประการหนึ่งของกระจกกลับมา นั่นคือ การสร้างความวิปลาส เสน่ห์ ผีปีศาจ ผมกำลังคิดถึงกระจกวิเศษที่ถูกบรรยายไว้ในตำราจากยุค 1600s ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์แสงสะท้อนและภาพที่ขึ้นรูปโดยใช้กระจก กล่าวคือ กระจกถูกกำหนดให้เป็น ‘Wunderkammer – ห้องแห่งความอัศจรรย์’ อันทรงคุณค่า คือทำหน้าที่เช่นเดียวกับเครื่องจักรสำหรับขยายและเปลี่ยนรูปความเป็นจริงในเครื่องจักรที่หรูหราเหล่านี้ ความแปลกประหลาดของเล่ห์กลอันเกี่ยวกับการมองเห็นสร้างความมึนงงและความประหลาดใจ เช่น หัวที่ไม่มีตา ต้นไม้ที่เติบโตกลายเป็นป่า ร่างกายมนุษย์ที่เปลี่ยนไปเป็นม้า เทพบุตรที่มีหลายหัว มันคือการเฉลิมฉลองของการเปลี่ยนรูปที่ซึ่งช่างเทคนิคที่ทำงานเกี่ยวกับการหักเหของแสงที่ชี้เล่นได้สลายทุกข้อจำกัดเชิงพื้นที่และปูทางสำหรับการหลบหนีออกจากรูปแบบเดิมๆ

“การเพิ่มจำนวน การแทนที่ การหกกลับ การขยายภาพ การลดขนาด การขยายขนาด การหดเล็กลงของรูปแบบ” จากปากคำของ J. Baltrusaitis เหล่านี้ คือปฏิบัติการที่กระจกบาโรคสร้างผลงาน alter mundus อันแสนวิเศษขึ้นมา แต่ปฏิบัติการก็ต้องการสร้างเสื้อผ้าด้วย นั่นคือ กระจกวิเศษนอกเหนือจากความเป็นเลิศ วิธีการที่เราจะสามารถสร้างเสน่ห์แห่งการนำเสนอขึ้นมาใหม่ในโลกนี้ ความจริงแล้ว เสื้อผ้ามีสมรรถนะในการสะท้อนภาพลักษณ์ตัวตนของเราในมิติที่ขยายออกและเปลี่ยนรูปไป ในฐานะ theatrum catoptricum polydicticum แล้ว เสื้อผ้าเสนอตัวเองในฐานะผู้สร้างความหลากหลายซับซ้อน การสวมใส่เสื้อผ้า หมายถึงการก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่เรากลายเป็นอื่น มันหมายถึงสามารถที่จะยกระดับหรือแสดงอัตลักษณ์และนำเสนอศักยภาพของเราในวิถีทางที่แตกต่างออกไป

“ดังนั้น ผมอุปมากระจกวิเศษเพื่อเข้าหาอำนาจอันเพ้อฝันของแฟชั่น อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์อันส่งรัศมีออกมาจากผิวของแพรพรรณ และที่นั่นคือที่ที่ผมทำงาน บนผิวสัมผัสนี้ ผ่านการอ้างอิงการแก้ไขดัดแปลง ช่องโหว่ และสินบน โลกและความหมายที่ถูกวางเคียงกัน การดัดแปลงความมั่นคงของการรับรู้ การใช้ประโยชน์และการขยายภาพของการมีอยู่ ผ่านกระบวนการแทรกแซงเหล่านี้ ผมเฉลิมฉลองเสื้อผ้าในฐานะห้องทดลองอันเกี่ยวกับการมองเห็น หมายถึงเครื่องจักรวิเศษที่สามารถให้กำเนิดเทพนิยายแห่งการอุปมาอุปมัยและการสร้างเสน่ห์ขึ้นมาใหม่”

รับชมโชว์คอลเล็กชั่นล่าสุด Gucci Twinsburg สดๆส่งตรงจากอิตาลีได้ที่นี่ในวันศุกร์ที่ 23 กันยายนนี้เวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง!

รับชมโชว์คอลเล็กชั่นล่าสุด Gucci Twinsburg ผลงานการออกแบบของ Alessandro Michele สดๆส่งตรงจากอิตาลีได้ที่นี่ในวันศุกร์ที่ 23 กันยายนนี้เวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง!

rhunrun เรียบเรียง

Gucci เปิดตัว TOWARDS THE SUN คอลเล็กชั่นล่าสุดที่ถ่ายทอดเรื่องราวอันมีสีสันของฤดูร้อนได้อย่างสดใสและมีสไตล์

Gucci เปิดตัวเสื้อผ้ารับฤดูร้อน กับชุด ready-to-wear และแอคเซสเซอรี่ที่คัดสรรมาจากคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุดซึ่งได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาซัมเมอร์ โดยผสมผสานเนื้อผ้าบางเบาเข้ากับสีสันสดใสบาดตา ในชื่อว่า Towards the Sun ที่ชวนให้นึกถึงดนตรีจังหวะสบายๆ ที่มาพร้อมกับเวลาพักผ่อนในวันสดใส 

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า หรือแอคเซสเซอรี่ต่างๆ ในคอลเล็คชั่นล้วนมาพร้อมลวดลายและโมโนแกรม GG บนวัสดุปาล์มถักทอ ลายผ้าทั้ง Houndstooth และ Seersucker ก็มีให้เลือกสรรกับสินค้าซิกเนเจอร์ อาทิเช่น กระเป๋าจากไลน์  Beloved  เสื้อผ้า ready-to-wear ของสตรีที่มีความเป็นเฟมินีนและเลือกใส่ได้ง่าย  ด้วยชุดสลิปเดรสผ้ามัสลินตกแต่งด้วยลูกไม้ รวมไปถึงชุดว่ายน้ำหลายรูปแบบ ทางด้านเสื้อผ้าบุรุษมีตั้งแต่สไตล์แคชชวลไปจนถึงเสื้อผ้าหรูในสไตล์เป็นทางการ  มีทั้งกางเกงออกกำลังกายขาสั้น กางเกงขายาวลายตาราง แจ็กเก็ตผ้าไนลอน และเสื้อเบลเซอร์กระดุมสองแถว 

สินค้าต่างๆ ในคอลเล็คชั่น Towards the Sun นั้นถูกนำเสนอในแคมเปญพิเศษที่ถ่ายทำ ณ ชายทะเลแห่งโพรวินซ์ทาวน์  แหล่งตากอากาศที่บรรดาศิลปินและผู้ทำงานสร้างสรรค์โปรดปราน   ภาพนิ่งและวิดีโอในแคมเปญนี้จับภาพของผู้คนที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆ บนปลายแหลมทางตอนเหนือของเคปก็อด  ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ นอนอาบแดด และเดินเล่นรอบๆ ประภาคาร  นอกจากนี้ยังมีภาพที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการพักผ่อนหย่อนใจ นั่นก็คือ กระเป๋าเดินทาง  Gucci Ophidia ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประวัติอันยาวนานนับร้อยปีของ Gucci ในด้านของการเดินทางได้เป็นอย่างดี 

สินค้าในคอลเล็คชั่น Towards the Sun มีจำหน่ายแล้วในร้าน Gucci ทั่วโลกและนำเสนอผ่านวินโดว์ดิสเพลย์และร้าน Pop-Ups ด้วยคอนเซ็ปท์สร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ลวดลาย  houndstooth ซึ่งพบได้ในสินค้าต่างๆ ในคอลเล็คชั่น Towards the Sun นั่นเอง  นอกจากนั้นยังมีจำหน่ายผ่านทางออนไลน์บนเว็บไซต์ gucci.com ด้วยเช่นกัน

เรียบเรียง rhunrun

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่น Gucci Pet ซึ่งออกแบบมาสำหรับสุนัขและแมวให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมีสไตล์ไม่แพ้เจ้าของ!

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่น Gucci Pet ซึ่งออกแบบมาสำหรับสุนัขและแมว โดยผสมผสานวัสดุคุณภาพสูงและงานฝีมือที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมตลอดจนลวดลายต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ คอลเลคชั่นใหม่นี้ยังคงเล่าเรื่องราวของความสุขและความประหลาดใจเบื้องหลังคอลเลคชั่น Gucci Lifestyle ซึ่งเปิดตัวไปในเดือนกันยายน 2021 ที่ผ่านมาและได้รับแรงบันดาลใจตู้เก็บของต่างๆ ที่เรียกว่า cabinet of curiosities สถานที่ที่เก็บสิ่งของทุกอย่างเป็นอย่างดี แม้ว่าสิ่งของเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แต่มันก็ยังคงเปล่งประกายที่น่าหลงใหลและมหัศจรรย์ออกมา

สินค้าในคอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วยปลอกคอและสายรัดตัวที่มาในหนังแบบเรียบ ผ้าแคนวาสลาย GG ลายแถบ Web ลาย Herbarium หรือลาย Geometric G แบบทั่วทั้งตัว และยังประดับตกแต่งด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เช่น โลโก้ Interlocking G หรือสตั๊ด สำหรับสายจูงในขนาดความยาวและความกว้างที่แตกต่างกัน ที่ใส่ถุงอุจจาระสัตว์เลี้ยง และเคส Air Tag ซึ่งมีมาให้เลือกในวัสดุและลวดลายแบบเดียวกันเพื่อช่วยให้จับคู่กันได้อย่างลงตัว ภายในคอลเลคชั่นนี้ยังมีสินค้าที่ใช้เป็นของตกแต่งภายในบ้านได้ เช่น โซฟาขนาดจิ๋วแบบ Made-to-Order ซึ่งเป็นที่นอนให้สัตว์เลี้ยงนอนเล่น ชามอาหารที่มีลวดลายต่าง ๆ ของ Gucci ฝาครอบชาม กล่องแบบแข็งพร้อมชามเซรามิกแบบถอดได้และที่จับเพื่อการขนย้ายที่สะดวก และแผ่นรองสำหรับให้อาหาร สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เดินทางบ่อย กระเป๋าใส่สัตว์เลี้ยงที่แสนสะดวกสบายทำจากผ้าแคนวาสลาย GG ก็เป็นส่วนหนึ่งในของคอลเลคชั่นนี้

ในส่วนของเสื้อผ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นจะประกอบด้วย เสื้อโปโล เสื้อยืด เสื้อถัก และเสื้อโค้ท ที่ดูโดดเด่นด้วยสีสันที่สดใสและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์และขี้เล่น อาทิเช่น ลายสตรอเบอรี่และลายหัวใจแบบทั่วทั้งตัว ไปจนถึงลาย Interlocking G และลายโมโนแกรมแบบคลาสสิก ที่พบเห็นได้ในสินค้าเครื่องแต่งกาย ready-to-wear ของ Gucci ที่ยังช่วยเปิดโอกาสในการจับคู่เข้ากับลุคต่าง ๆ อีกด้วย

เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านความยั่งยืน คอลเลคชั่น Gucci Pet ได้รวมสินค้าต่าง ๆ ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล ผ้าฝ้ายรีไซเคิล หรือ Demetra วัสดุที่เป็นนวัตกรรมของ Gucci ซึ่งเปิดตัวไปในเดือนมิถุนายน 2021 หลังจากสองปีของการวิจัยและพัฒนาภายในบริษัท วัสดุ Demetra ได้ผสมผสานคุณภาพ ความอ่อนนุ่ม และความทนทานเข้ากับจริยธรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงถูกผลิตขึ้นจากวัตถุดิบปลอดสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแหล่งหมุนเวียนและชีวภาพ นอกจากนี้วัสดุ Demetra ที่ผลิตขึ้นจากความปรารถนาของแบรนด์ในการสำรวจและสร้างสรรค์วัสดุสำหรับอนาคต ยังถูกผลิตขึ้นทั้งหมดภายในโรงงาน Gucci ที่ประเทศอิตาลีโดยใช้ความเชี่ยวชาญและกระบวนการแบบเดียวกันสำหรับการฟอกหนังซึ่งทำให้ตัววัสดุมีความยืดหยุ่นพร้อมกับผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่ม

กลุ่มสินค้าใหม่นี้ถูกเปิดตัวผ่านแคมเปญที่กำกับและถ่ายภาพโดย Max Siedentopf สุนัขและแมวขี้เล่นในสายพันธุ์และขนาดต่าง ๆ ที่กำลังสวมใส่สินค้าจากคอลเลคชั่นใหม่ในสไตล์ย้อนยุค ได้ถูกถ่ายทำร่วมกับฉากหลังที่สะอาดตาและมีสีสันสดใสที่ช่วยดึงให้บุคลิกของสัตว์แต่ละตัวให้โดดเด่นออกมา โดยทั้งหมดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์พื้นฐานที่เป็นลักษณะเฉพาะของ Gucci

rhunrun เรียบเรียง

Gucci เปิดตัวร้านใหม่ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ บนพื้นที่กว่า 224 ตารางเมตร พร้อมด้วยไอเท็มสินค้าให้เลือกครบทุกรูปแบบ

Gucci เปิดตัวร้านใหม่ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ บนพื้นที่ 224 ตารางเมตร พรั่งพร้อมด้วยสินค้าที่ได้รับการคัดสรรสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ready-to-wear) กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ นาฬิกา และแอคเซสเซอรี รวมถึงกระเป๋าเดินหลากหลายรูปแบบ

ผู้ที่มาแวะชมที่ร้านจะได้รับการต้อนรับสู่ร้านที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งแบบความร่วมสมัย ภายนอกร้านทั้งหมดติดตั้งจอ LED เต็มรูปแบบ เพื่อให้เห็นดีไซน์อันน่าตื่นตาของโลโก้รูปตัว G อันเป็นสัญลักษณ์ของ Gucci รวมถึงการตกแต่งภายในด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่สุดแสนประณีต พร้อมต้อนรับลูกค้าในบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกอันอบอุ่น ผ่อนคลาย และนอกจากความหรูหราในสไตล์สมัยใหม่ที่มาจากวัสดุที่สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังมีความน่าสนใจในการเลือกใช้พื้นที่ได้อย่างลงตัว ร้าน Gucci แห่งนี้จึงเป็นส่วนผสมของร้านในรูปแบบดั้งเดิม แต่ยังมีความร่วมสมัยอินดัสเทรียล และความโรแมนติกเข้าไว้ด้วยกัน และยังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วย

บรรยากาศภายในร้านจะเน้นความสวยงามประณีต แต่แฝงลูกเล่นและความน่าตื่นเต้นอยู่ในวัสดุต่าง ๆ ที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้องหินอ่อนหลากสีที่ช่วยดึงความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์ ชั้นโชว์สินค้าทองเหลืองขัดเงา ที่ดูตัดกันกับโซฟาและเก้าอี้นวมบุกำมะหยี่สีชมพูกุหลาบ ช่วยให้ร้านเต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าประทับใจอย่างคาดไม่ถึง และซึมซับได้ถึงบรรยากาศในแบบเฉพาะตัวของGucci อย่างแท้จริง

rhunrun เรียบเรียง

พาไปชมเรื่องราวของ Gucci Blondie กระเป๋าสุดไอคอนิกจากยุค 70s ของ Gucci ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงกลมของลวดลาย Interlocking G

Gucci นำเสนอ Gucci Blondie กระเป๋าถือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์ที่อยู่ในคลังข้อมูลซึ่งถูกนิยามโดยการตีความในรูปทรงกลมของลวดลาย Interlocking G อันเป็นเอกลักษณ์ ดังที่เห็นในเอกสารสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 1971 โดยตัวสัญลักษณ์จะอยู่ตรงกลางที่ด้านหน้าของตัวกระเป๋า ขณะที่ Alessandro Michele ยังคงเดินทางข้ามเวลา ค่อย ๆ ลากเส้นของเรื่องราวที่กำลังรอคอยอย่างใจเย็นที่จะรอให้ถูกค้นพบและให้ชีวิตใหม่

Gucci Blondie เปิดตัวครั้งแรกภายในแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่น Love Parade ซึ่งจัดขึ้นที่ ลอสแองเจลิส สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงยุคสมัยต่าง ๆ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานของเขาได้อย่างง่ายดาย ความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิมนี้สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ที่ทั้งเปลี่ยนแปลงได้และมีเสน่ห์ เป็นการผสมผสานที่ทำให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นเฉกเช่นเดียวกับกระเป๋าตัวอื่น ๆ ของ Gucci ที่ยังคงความร่วมสมัยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม การตีความใหม่นี้นับเป็นความก้าวหน้าทางรูปแบบของสินค้าเดิมที่ถูกผสมผสานด้วยการตกแต่งอันโดดเด่นและตัวตนที่เป็นอิสระ

Gucci Blondie มีให้เลือกในขนาด รูปทรง และรายละเอียดที่หลากหลาย ตั้งแต่กระเป๋าสะพายข้างอเนกประสงค์ที่สามารถสะพายไหล่หรือพาดลำตัวด้วยสายลาย Web หรือสายหนัง ไปจนถึงสไตล์ที่ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนที่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งมาพร้อมสายโซ่ที่สามารถซ่อนไว้ด้านในแล้วเปลี่ยนให้เป็นกระเป๋าคลัทช์ได้ ในส่วนของขนาดมินิจะมาพร้อมกับสายหนังและสายลาย Web ที่สามารถสับเปลี่ยนและปรับขนาดได้ สำหรับดีไซน์ต่าง ๆ จะมีให้เลือกทั้งแบบหนัง หนังกลับ และแคนวาสลาย GG โทนสีที่หลากหลายสำหรับทั้งกระเป๋าและสายลาย Web

Gucci Blondie ได้ถูกนำเสนอผ่านแคมเปญตัวใหม่ที่เปรียบเสมือนเป็นจดหมายรักถึงนิวยอร์ก ขณะที่ตัวแสดงในแคมเปญนั้นถูกถ่ายทำโดยมีสถานที่สำคัญที่ต่างๆของเมืองเป็นฉากหลัง ในส่วนของรูปภาพแบบ Reportage-style ที่ชวนให้นึกถึงยุคอนาล็อกที่เต็มไปด้วยความตรงไปตรงมาและความเป็นธรรมชาติ โดยถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งมรดกอย่างกะทันหันและผสานอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันอย่างกระตือรือร้นในทุก ๆ เฟรม

rhunrun เรียบเรียง

GUCCI : Cosmogonies

การนำเสนอคอลเลกชั่น GUCCI Cosmogonies (กุชชี่ คอส-โม-โก-เหนี่ย) ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของปรัชญาที่คนต่างยุคสมัยกัน มีมุมมองคล้ายกันที่ต้องการทำลายกำแพงของความไม่รู้ไปสู่ความเวิ้งว้างของห้วงนภากาศ โดยตำแหน่งของดวงดาวคือหมุดหมายเสมือนแผนที่ที่จะนำไปสู่การไขปริศนาต่างๆ แม้ทุกวันนี้เราจะเดินทางไปสู่อวกาศได้ง่ายขึ้น แต่ปริศนาแห่งดวงดาวก็ยังคงรอการขานไขอีกมากมาย แต่ที่นี่เราจะเผยคำตอบแห่งปริศนาของคอลเลกชั่นนี้

การเดินทางสู่การไขปริศนาแห่งดวงดาวและความมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์ของ GUCCI แม้สาสน์จาก Alessandro Michele เกี่ยวกับคอลเลกชั่นนี้จะเล่าถึงเรื่องของ Hannah Arendt และ Walter Benjamin นักปรัชญาชาวยิวที่พยายามหลบหนีนาซีออกจากเยอรมัน โดยเบนจามินได้มอบงานเขียนของเขาให้กับอาเร็นต์ ซึ่งเธอได้นำมาเผยแพร่ในภายหลังเมื่อมาลี้ภัยมาอยู่อเมริกา ขณะที่เบนจามินกำลังหนี เมื่อเขาถูกจับตัวโดยตำรวจที่ชายแดนสเปนเขาทราบข่าวว่าเกสตาโปได้บุกค้นอพาร์ตเม้นต์และทำลายห้องสมุดของเขา เขาจึงคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรในเมือ่เขาไม่สามารถรวบรวมข้อความดีๆ จากแหล่งอ้างอิงในห้องสมุดของเขา หนังสือหรือเอกสารที่เขาคัดสรรมาเพื่อสะท้อนความคิดของเขา เบนจามินเลยเลือกที่จะจากไปชัวนิรันดร์ บทความของเบนจามินถูกเผยแพร่โดยอาเร็นต์ในอีกหลายปีต่อมา


การจะเชื่อมโยงงานปรัชญาของวอลเตอร์ เบนจามินเข้ากับสถานที่จัดแสดงแฟชั่นโชว์ Castel del Monte ที่เป็นปราสาท(ป้อมปราการ)เก่าสมัยศตวรรษที่ 13 โดยจักรพรรดิเฟรเดอริกที่ 2 ได้โปรดให้สร้างขึ้นมาอาจจะชวนกังขาไม่น้อย แต่ถ้าทราบว่าพระองค์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องบทกวี ทรงตรัสได้หลายภาษา และทรงคลั่งไคล้ศาสตร์ต่างๆ ที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์(ในปัจจุบัน)ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์รวมไปถึงการเล่นแร่แปรธาตุ พระองค์ถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้วิเศษที่มีพลังอำนาจ(น่าจะมาจากศาสตร์ต่างๆ ที่ทรงศึกษาและสนับสนุนให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาทำงานให้พระองค์นั่นเอง) จะว่าไปที่ปราสาทนี้ก็เหมือนกับสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในยุคกลางนั่นเองซึ่งจะออกไปในทางนอกรีตนิดๆ ตามขนบความเชื่อของคนยุคนั้นที่จะไม่ท้าทายกับความเชื่อของศาสนจักรคือการไปค้นหาคำตอบในสิ่งที่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้าง


ถ้าเราโชว์นี้จากออนไลน์ สิ่งที่เราจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนที่คนที่นั่งดูโชว์แบบเรียลไทม์จะไม่เห็นก็คือการทวิสต์เอาสถาปัตยกรรมของปราสาทที่ดูเป็นป้อมปราการโบราณเมื่อถ่ายภาพจากมุมท็อปในยามกลางคืน การหมุนเลนส์ให้เหมือนตัวปราสาทหมุนเป็นวงกลม การจัดแสงสีที่ลงตัวทำให้ภาพที่ถ่านจากด้านบนของปราสาทดูเหมือนภาพด้านหลังของยานอวกาศที่กำลังลอยอยู่ในอวกาศ รวมทั้งเสียงนักบินอวกาศที่เป็นซาวด์แทรคกับเสียงดนตรีที่ชวนใ้ห้นึกถึงความเวิ้งว้างของอวกาศ ผสมกับเรื่องราวโรแมนติกของเรื่องเล่าของกลุ่มดาว โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายที่มีการฉายภาพแผนที่ดวงดาวขึ้นไปบนผนังของปราสาทที่ไม่เพียงสวยงามมีความขลังชวนให้นึกถึงนิทานแห่งดวงดาวปรัมปรากับการเดินทางไปในอวกาศของเหล่ามนุษย์อวกาศที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำใหม่


แน่นอนว่าเรื่องราวของคอลเลกชั่นเกี่ยวพันกับช่วงเวลาหลายยุคสมัย ซึ่งปกติงานสร้างสรรค์ของมิเคเล่ ก็จะไม่นำเสนออะไรมาแบบทื่อๆ อยู่แล้ว ซิลลูเอทของคอลเลกชั่นนี้จึงนำเอารายละเอียดของแฟชั่นยุคสมัยต่างๆ มาผสมผสานให้เป็นความใหม่ในแบบ GUCCI ไม่ว่าจะเป็นชุดนักบวชของยุคกลาง การใช้ coif ผ้าที่สวมศีรษะเพื่อปิดบังผมเผยให้เห็นแค่ใบหน้าโดยผ้าจะยาวลงมาถึงคอ(แบบที่แม่ชีใส่)และ guimpe ที่เหมือน cape ตัวสั้นปิดแค่ช่วงไหล่หรือยาวลงมาครึ่งหน้าอก แต่มิเคเล่ ได้ดีไซน์ให้มีรูปทรงแบบใหม่มีแค่โครงคร่าวๆ พอที่จะรำลึกถึงที่มาของดีไซน์ แม้แต่เสื้อคอปกแหลมยาวลงมาถึงหน้าอกก็เป็นเครื่องแต่งกายของยุคกลาง รวมทั้งหลายข้าวหลามตัดสีสันต่างๆ ที่เรียกว่าลาย harlequin จนถึงลายกราฟฟิกของแฟชั่นยุค 1930s ลาย Op Art ของยุคเซเวนตี้ส์ รายละอียดของการปักประดับต่างๆ บางลวดลายชวนให้นึกถึงแผนที่ของดวงดาว การใช้ผ้าเดนิมสีซีดมาปักลายด้วยคริสตัลและหมุดสีเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาสั้นหรือแจ็คเก็ต การปักประดับนี้มีทั้งลวดลายพันธุ์พฤกษาต่างๆ รวมไปถึงลวดลายแผนที่ดวงดาว หรือแม้แต่ชุดบางชุดมีการปักเลื่อมไล่สีเหลือบดุจดังท้องฟ้ายามมีแสงเหนือ เป็นสิ่งที่ล้าเกินจินตนาการจริงๆ แม้ไฮไลท์จะเป็นชุดฟินาเล่ที่เป็นชุดกระโปรงยาวทรงหลวมที่มีสีน้ำเงินแบบท้องฟ้าในยามค่ำคืนกับลายปักแผนที่ดวงดาวโดยมี guimpe ทรงเหลี่ยมทำจากลูกไม้สวมทับตรงคอและไหล่ โดย guimpe หรือ chemisette จะทำจากผ้าไหมหรือผ้าลินินมีความโปร่งบาง บางครั้งจะลงแป้งให้อยู่ตัว เพื่อคลุมคอและไหล่ของผู้สวมใส่ บางครั้งก็คลุมทั้งหน้าอก สวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเพื่อแสดงฐานะทางสังคมในยุคกลาง


สำหรับสุภาพบุรุษนั้นแม้ซิลลูเอทจะไม่แฟนซีเท่าของสุภาพสตรีแต่ก็มีชิ้นที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทร้นช์โค้ตที่มีกลิ่นอายของยุค 1940s แต่ทำด้วยหนังที่มีความมันวาวและทำผิวให้ดูเป็นวัสดุสมัยใหม่ โดยกางเกงที่สวมจะเป็นดครงกางเกงสามมิติที่ทำให้เกิดรอยย่นของทรงกางเกงเมื่อสวมเข้าคู่กับรองเท้าหนังสีดำหัวตัด ชุดสูทแบบกุชชี่ก็ยังมีมาในซิลลูเอทสุดเท่แต่ปักประดับด้วยลายแผนที่ดวงดาวที่มีความแอบสแตรคและไร้กาลเวลา นอกจากนี้ยังมีชุดสูทกางเกงขาสั้นระดับเหนือเข่าแต่เพิ่มความแซบด้วยรองเท้าบู้ทปลายมนแบบแมรีเจนแต่ตัวรองเท้าเป็นเข็มขัดรัดขึ้นมาสูงเกินครึ่งน่องแบบแกลดิเอเตอร์ หนุ่มคนไหนชอบความเผ็ดต้องไม่พลาดรองเท้านี้ ส่วนผ้าเดนิมทำสีซีดปักหมุดมาในรูปกางเกงขาสั้นและแจ็คเก็ตเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ฮิตแน่


ส่วนเครื่องประดับสวยๆ มีหลากหลาย หลายๆ ชิ้นจะเป็นชิ้นใหญ่ๆ อย่าง head dress ที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในยุคหนังเงียบ ที่เป็นเครื่องแต่งกายของนักแสดงอย่าง Theda bara และไม่จำกัดเพศ แต่ชิ้นที่ดูต้องใจกล้านิดหนึ่งคงเป็นสร้อยตุ้งติ้งที่โยงเข้ากับหูและมาเกี่ยวที่มุมปาก คือแต่ละชิ้นล้วนเป็นชิ้นเด่นที่มาเสริมลุคให้เผ้ดทั้งสิ้น ส่วนกระเป๋าก็มาจากคลังตำนานของกุชชี่แต่นำมาทวิสต์ใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าทรงบัคเก็ตหรือกระเป๋าทรงโบโฮ หรือกระเป๋ารูปสตรอว์เบอร์รี่สองลูกซ้อนกันสายเป็นโซ่ที่มีทั้งสีแดง-ขาวและสีดำ-ขาวที่นายแบบนำมาสวมพาดลำตัวดูแท่ๆ ไม่หวานแบบสีแดง ส่วนรองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งของความโดดเด่นของซีซั่นนี้ อย่างรองเท้าบู้ทสูงขึ้นมาถึงต้นขาร้อยด้วยเชือกที่เป็นส่วนตกแต่งไปในตัว รองเท้าบู้ทหัวตัดสูงครึ่งน่อง รองเท้าทูโทนส่วนปลายสีแดงตัวรองเท้าสีดำ บู้ทปลายมนแบบแมรีเจนแต่เป็นตัวเข็มขัดรัดขึ้นมาสูงแบบแกลดิเอเตอร์ เป็นอีกหนึ่งคอลเลกชั่นที่น่าจดจำของกุชชี่


ปิดท้ายด้วยเหล่านางแบบและนายแบบเดินออกมาอีกครั้งพร้อมกับผนังตัวปราสาทที่เรียบนั้นกลายเป็นจอขนาดใหญ่ของภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนและหมู่มวลดาราที่ครั้งหนึ่งมนุษย์ต้องการค้นหาไขปริศนาลี้ลับนี้ และผู้คนที่เคยอยู่ในปราสาทแห่งนี้ก็คงได้ศึกษาแผนที่ดวงดาวจนก่อให้เกิดศาสตร์ต่างๆ ที่ไขความลับของสิ่งที่ถูกเรียกว่าพลังวิเศษหรือความมหัศจรรย์ด้วยวิทยาศาสตร์หรือหลักการที่เป็นเหตุและผล


ค่ำคืนนี้แขกรับเชิญของกุชชี่ก็ได้มาสัมผัสพลังวิเศษจากการร่ายมนต์โดยอเลสซานโร มิเคเล่ ด้วยคอลเลกชั่นที่งดงามน่าตื่นตาชวนจินตนาการไปถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้นและการเดินทางตามแผนที่ดวงดาวที่จะพาไปสู่คำตอบแห่งปริศนาต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด