Posts

ท่ามกลางความคาดหวังและแรงกดดัน Alessandro Michele ผู้กุมบังเหียนแห่งอาณาจักร Gucci ก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Gucci ในรัชสมัยของ อเลสซานโดร มิเคเล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แตกต่างจากหลายๆ แบรนด์นั้นคือการให้ความสำคัญและสดุดีต่อรากเหง้าและวัฒนธรรมของโลกในแต่ละช่วงยุคสมัย รวมไปถึงการเคารพต่อสถานที่ทางวัฒนธรรมซึ่งทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างภาพโฆษณาแคมเปญก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2018 ที่รำลึกถึงการออกมาประท้วงของเหล่านักเรียนนักศึกษาในเดือนพฤษภาคม ปี 1968 กลางกรุงปารีส รวมถึงการไปจัดแสดงโชว์ที่ Promenade Des Alyscamps ใน Arles ประเทศฝรั่งเศส ของคอลเลกชั่น Cruise 2019 และล่าสุดกับคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน 2019 ที่ อเลสซานโดร มิเคเล ได้พาเราไปยังหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวขวัญจารึกเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่าง Théâtre Le Palace หนึ่งในไนต์คลับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกช่วงยุค ’70s

โดยในครั้งนี้ อเลสซานโดร มิเคเล ได้เลือกที่จะเล่าเรื่องผ่าน Leo de Berardinis และ Perla Peragallo สองศิลปินชาวอิตาเลียนที่ได้รับสมญานามว่าเป็นศิลปินที่มีความลุ่มหลงและมีความผิดแปลกแหวกแนวเป็นที่สุดซึ่งเป็นผู้นำของยุคเสื่อมและอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของการทำละครแนวทดลองทั้งปวงโรงละครแห่งความย้อนแย้ง’ (Theatre of Contradiction) ของพวกเขาได้กลายเป็นสถานที่สร้างความขัดแย้งทางความคิดอย่างถาวร และถือว่าเป็นพื้นที่นำเสนอทางเลือกแบบสุดโต่งให้กับสังคมและโลกศิลปะอันสุนทรียะในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว แนวคิดของละครของพวกเขานั้นมีลักษณะท้าทายอำนาจ การยึดติดกับความคิดแบบเดิมๆ และวัฒนธรรมการคล้อยตามสังคมอย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาแล้วโรงละครไม่ได้เป็นเพียงการแสดงโชว์ เพราะว่าโชว์จะนำเสนอสุนทรียภาพของการแสดงที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการนำเสนอประสบการณ์เดิมที่นำมาทำเลียนแบบขึ้นใหม่โดยปราศจากความตื่นเต้น ในความคิดของ เลโอ เด เบอราดินิส นั้นโรงละครต้องเป็นสถานที่นำเสนอศิลปะกำเนิดโลก เป็นองค์ความรู้รวม เป็นความสยองขวัญและความสุขของชีวิต เป็นห้องแล็บทดลองความซับซ้อนของชีวิตในรูปแบบสถานการณ์ที่ง่ายขึ้นของช่วงเวลาและสถานที่หนึ่งโรงละครในความเป็นจริงจะสามารถสร้างความรู้สึกโหยหาในอีกชีวิตหนึ่งได้ สามารถทำให้การเมืองและจริยธรรมอันตึงเครียดสั่นสะเทือนได้ สามารถแปลงศักยภาพซ่อนเร้นในเชิงกวีให้กลายเป็นจริงได้

การร้อยเรียง การรื้อ และการประกอบสร้างใหม่ของพวกเขาทั้งสองนั้นนำมาซึ่งการประพันธ์ที่ใช้คำและความหมายหลากหลายแบบเดียวกับที่ Shakespeare, Rimbaud, Strindberg และ Majakovskij มีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อนิยายประโลมโลกของชาวเนเปิลในอิตาลี เพลงเมโลดิก และละครตลกของ Toto ภายใต้กรอบเดียวกันนี้ การผสมผสานของความคิดที่ไม่เหมือนกันและไม่มีบริบทเฉพาะทำให้เกิดเสียงสะท้อนและความหมายใหม่ที่หลากหลาย โรงละครแห่งความด่างพร้อยนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากเรื่องความมีอิสรภาพ ไม่มีรูปแบบที่จำกัด และไม่อ้างอิงตรรกะ เป็นสถานที่แห่งการระเบิดไอเดียและการปลดปล่อยทางความคิด เสมือนการนำเอาศิลปะชั้นสูงมาเล่าเรื่องสู่วัฒนธรรมป็อปนั่นเอง

มันคือเรื่องของการนำองค์ประกอบที่แตกต่างมาเรียงร้อยใหม่ ผสมผสานเข้ากับความเข้มข้นทางอารมณ์ที่สามารถนำออกแสดงได้ W. Benjamin นักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้กล่าวไว้ว่า วิธีนี้ทำให้นึกถึงจินตภาพเฉพาะของระยะทางสามารถปลุกความเป็นไปได้ของประสาทสัมผัสในรูปแบบใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดจากการสร้างจินตนาการความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ พลังของบทประพันธ์ได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นโครงการทางการเมือง ดังจะสามารถกล่าวได้ว่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้อารมณ์การละคร โรงละครแห่งความสับสนบ้าคลั่งนี้จึงเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นโดย เลโอ เด เบอราดินิส และ เปอลา เปลากัลโญ เป็นโรงละครที่สื่ออารมณ์ด้วยความระมัดระวังและความชำนาญขั้นสูงสุด พวกเขาใส่ใจกับทุกรายละเอียดของทุกฉากทุกตอนที่เกิดขึ้นในการแสดง รวมถึงแสงสี การเคลื่อนไหว การออกแบบเสื้อผ้าและเวที เสียงและเสียงรบกวน การสัมผัสคำในละครที่มีชีวิตเหมือนการทำการทดลองเชิงลึกแบบสุดโต่ง เช่น การแสดงแบบหมู่และเดี่ยวที่เข้ากัน การผูกสัมผัสเสียงเสียดสีกันของแก้วแตกและความกล้าบ้าบิ่นของงานประพันธ์เพลงของ Schönberg เสียงดังก้องและโครงสร้างทางภูมิศาสตร์การเมืองจินตภาพยนตร์ที่บิดเบี้ยวและบรรยากาศของเพลงโอเปร่าที่ประพันธ์โดย Verdi และเสียงคำรามของน้ำและการเดินละเมอของ Lady Macbeth

ความอัจฉริยะของ Gucci ในยุคของ อเลสซานโดร มิเคเล จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์และศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ เพื่อแสดงความสดุดีและรำลึกต่อทั้งเหตุการณ์และสถานที่สำคัญอีกด้วย

The Artist Is Present – GUCCI

Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์จาก Gucci และ Maurizio Cattelan ศิลปินชาวอิตาเลียน สองหัวเรือใหญ่แห่งศตวรรษจากทั้งสองวงการร่วมกันตั้งคำถามถึงเรื่องของการลอกเลียนแบบและการเปลี่ยนความฝันและจินตนาการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของพันธมิตรศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกภายใต้แนวความคิดเดียวกัน โดยนิทรรศการครั้งนี้ถูกริเริ่มและจัดขึ้นโดยคัตเตลัน และถูกขับเคลื่อนโดยมิเคเล โดยทั้งสองได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความเป็นจริงในการนำเสนอในแง่มุมของศิลปะที่สามารถจับต้องได้จริงทั้งในแง่ของศิลปินผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงาน

โดยศิลปินทั้งหมดกว่า 30 ชีวิตจากทั่วโลกรวมถึงศิลปินจีนที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของการลอกเลียนแบบ การทำซ้ำ การรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกดูแคลนเสมอไปหรือไม่ หรือว่าค่านิยมของการลอกเลียนแบบนั้นถ้ามองจากในอีกมุมมันคือการรักษางานของต้นฉบับไว้ไม่ให้สูญหาย และมีคุณค่าในแง่ของศิลปะการสร้างสรรค์ไม่ต่างจากผลงานต้นแบบ

โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยการทำซ้ำโดยเก็บรักษาต้นฉบับไว้นั้นเป็นหลักการค่านิยมที่ริเริ่มกระทำกันก่อนหน้านี้ในงานศิลปะของฝั่งยุโรปด้วยซ้ำไป ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงมีกระบวนการคิดและสร้างผลงานภายใต้โจทย์ความคิดการลอกเลียนแบบสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

โดยเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นฉบับนั้นไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ Gucci ที่ผ่านมาภายใต้การสร้างสรรค์ของมิเคเลที่ได้ผสมผสานเอาแรงบันดาลใจที่มีอยู่แล้วตามวัฒนธรรมต่างๆ จากทั่วโลกผนวกเข้ากับผลงานการออกแบบของตัวเองเช่นนี้เรียกว่าการลอกเลียนแบบหรือไม่

หรือสิ่งที่มิเคเลกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของโลกผ่านผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เราเรียกว่าเครื่องแต่งกายนั้นจึงตอกย้ำไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนร้อยเรียงเล่าเรื่องต่อเนื่องกันแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นและโลกของศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

การคัดลอกผลงานเปรียบเสมือนการหมิ่นประมาท การไม่เคารพต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงการรับรู้ของสิ่งที่มีอยู่อย่างมีนัยสำคัญคือคำกล่าวของคัตเตลันต่อนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าไม่นับรวมความย้อนแย้งและการเสียดสีต่อนิทรรศการในครั้งนี้ที่ได้ไปจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่ง เวลานี้นับเป็นแหล่งขุดทองแห่งใหม่ของโลก รวมไปถึงยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคอย่างมหาศาล การแสดงความเคารพต่อกันทั้งในแง่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างและในมุมของความเป็นมนุษย์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะศิลปะคือภาษาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มากั้นนั่นเอง

The Artists on show:

John Ahearn (with Rigoberto Torres), John Armleder, Nina Beier, Brian Belott, Anne Collier, Jose Dávila, Wim Delvoye, Eric Doeringer, Sayre Gomez, Andy Hung Chi-Kin, Matt Johnson, Jamian Juliano-Villani, Kapwani Kiwanga, Ragnar Kjartansson, Josh Kline, Louise Lawler, Margaret Lee, Hannah Levy, Lu Pingyuan, Ma Jun, Nevine Mahmoud, Aleksandra Mir, Pentti Monkkonen, Philippe Parreno, Jon Rafman, Mika Rottenberg, Reena Spaulings, Sturtevant, Superflex, Oscar Tuazon, Kaari Upson, Danh Vo, Gillian Wearing, Lawrence Weiner, Christopher Williams, XU ZHEN®, Yan Pei-Ming, Damon Zucconi

โลกตัดแปะของ Gucci FW 2018

“เกิดอะไรขึ้นบนรันเวย์ Gucci ? ” น่าจะเป็นคำถามในใจของหลายคนเมื่อเห็นภาพนางแบบในห้องผ่าตัดสีเขียว อุ้มหัวตัวเองเดินออกมาพร้อมใบหน้าบึ้งตึง

Invitation

มหากาพย์ความแปลกประหลาดเริ่มขึ้นจากบัตรเชิญเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ที่ถูกลำเลียงส่งให้แขกทั่วโลก มันไม่ใช่แผ่นกระดาษแข็งที่ระบุวันที่และเวลา แขกทุกคนจะได้รับเครื่องนับเวลาในซองพลาสติก เครื่องนับเวลาสีส้มพร้อมตัวเลขสีแดงจะนับถอยหลังสู่เวลาที่โชว์จะเริ่ม ส่วนด้านหลังเครื่องคือรายละเอียดสถานที่จัดงานพร้อมคำเตือน ซึ่งรอบนี้แสดงทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงในโชว์เดียวกัน

 

Venue

แฟชั่นโชว์จัดขึ้น ณ Gucci Hub ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองมิลาน Hub แห่งนี้เป็นทั้งโชว์รูมและออฟฟิศของ Gucci แขกทุกคนตื่นตะลึงเมื่อพบว่า Alessandro Michele หัวเรือใหญ่ของ Gucci  ได้เนรมิตด้านในอาคารให้กลายเป็นห้องผ่าตัดสีเขียวสะอาด พร้อมไฟขาวสว่าง ตรงกลางคือเก้าอี้ผ่าตัดพร้อมโคมไฟแบบในโรงพยาบาล รามล้อมด้วยแผงเก้าอี้นั่งเสมือนคุณกำลังนั่งรอคนไข้

 

The Concept

ความงุนงงของแขกทวีคูณเมื่อนางแบบคนแรกเดินออกมาในเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้ขลิบเขียวตัวโคร่ง กระโปรงลายตารางสวมทับกางเกงสีฟ้าด้านใน ในมือเธอถือศีรษะของตน ใช่ คุณอ่านไม่ผิด ศีรษะจำลองที่ดูมีชีวิตกว่าใบหน้าจริงของเธอเสียเอง

ในคอลเลกชั่นนี้ Gucci กำลังรื้อสร้างอัตลักษณ์ของตน เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ รื้อ ? สร้าง ? รื้อ คือ Gucci รื้อหางานออกแบบของแบรนด์ที่สั่งสมมายาวนานหลายศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นลายโมโนแกรม สีเขียว-แดง เหล็กจากบังเหียนคุมม้า และตรา GG รื้อ คือ Gucci รื้อหาแรงบันดาลใจจากยุคฮิปปี้ และ 80s ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาบาน สูทปกยักษ์ ที่ปรากฏมาแล้วในฤดูกาลก่อน ๆ และในฤดูกาลนี้ Gucci ข้ามฝั่งไปรื้อของเก่าถึงมหานครนิวยอร์ก สะท้อนออกมาเป็นชื่อเมือง New York ที่ปักลงบนเสื้อผ้า รวมไปถึงตรา Yankee และ Paramount Pictures ที่มีให้เห็นตลอดทั้งโชว์

สร้าง คือ ผ่านการยำรวมของเก่า Alessandro ได้สร้างมิติใหม่ของการแต่งตัวขึ้น ในคอลเลกชั่นนี้ Alessandro ทำตัวเป็นหมอผ่าตัด ผ่าแยกความงดงามของยุคสมัย ผ่าแยกเสื้อผ้าชิ้นเก่าของคุณยายเมื่อ 40 ปีก่อน ผ่าแยกความเป็นเด็กแนวของนิวยอร์ก ก่อนจะประกอบร่างมันใหม่บนตัวนายแบบและนางแบบที่เดินวนอยู่ในห้องผ่าตัดของเขา

 

What about the head?

แน่นอนว่ามิใช่เพียงเสื้อผ้าเท่านั้นที่ถูกผ่าแยก ส่วนตัวผู้สวมใส่เองก็เช่นกัน นางแบบ 2 หัว บนคอและในมือ เหมือนกำลังสื่อสารกับเราว่าอัตลักษณ์ของตัวเธอก็ถูกตัดออกจากร่างเช่นกัน เพื่อสะท้อนความยุ่งเหยิงของโลกอันศิวิไลซ์ Alessandro ร่วมมือกับบริษัททำอุปกรณ์การแสดงพิเศษ ชื่อว่า Makinarium สร้างสรรค์แบบจำลองต่าง ๆ อาทิ ศีรษะคน ลูกมังกร กิ้งก่า แรงบันดาลใจมหาศาลที่วนเวียนอยู่ในคอลเลกชั่นนี้ มีหมอมือฉมังนามว่า Alessandro Michele รออยู่ริมเตียงผ่าตัด คอยจับมันมาแยกส่วน เย็บใหม่ คอลเลกชั่นนี้คื Intertextuality อันเป็นรูปธรรม บนโลกตัดแปะ สิ่งใหม่เป็นเพียงการประกอบสร้างสิ่งเก่าจากความทรงจำ คลับคล้ายคลับคลา แต่เหมือนไม่เคยเห็น