Posts

5 เรื่องราวเบื้องหลัง 5 ปกอัลบั้มระดับตำนาน

นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่ดึงดูดสายตาของนักฟังเพลงบนแผงแล้ว ปกอัลบั้มแต่ละปกนั้นจะต้องมีหน้าที่ถ่ายทอด ‘เรื่องราว’ และคอนเซ็ปต์หลักๆ ของเนื้อหาในอัลบั้มนั้นออกมาได้อย่างแยบยลโดยไม่ให้ผู้ชม (หรือผู้ฟัง) รู้สึกว่าถูกยัดเยียดมากเกินไป ดังนั้น หลังจากที่ศิลปินต่างๆ จัดการเรื่องเพลงในอัลบั้มเรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจำต้องมานั่งจับเข่าคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวคือการออกแบบปกอัลบั้มให้สามารถสื่อถึงตัวตน บทเพลง และความหมายต่างๆ ที่พวกเขาต้องการนำเสนอ … ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

มาดู 5 ปกอัลบั้มเพลงสากลระดับโลกที่มีเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่า ‘แค่ใช้ไอโฟนถ่ายก็สวยแล้ว’ กันดีกว่า

ALBUM: The Velvet Underground & Nico
ARTIST: The Velvet Underground & Nico
YEAR RELEASED: 1967
COVER DESIGNER: Andy Warhol
สำหรับศิลปินป็อปอาร์ตอย่างแอนดี้ วอร์ฮอล การออกแบบปกอัลบั้มต้องไม่ธรรมดาเป็นที่แน่นอน ภาพกล้วยบนปกอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอาร์ตเวิร์กของวอร์ฮอลที่ถูกเลือกมาทำปก … และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อัลบั้มนี้ออกช้ากว่ากำหนดร่วมปี … เพราะวอร์ฮอลยืนกรานว่ากล้วยบนปกอัลบั้มนั้นจะต้องถูก ‘Peel slowly and see. – ปอกช้าๆ เพื่อดูข้างใน’ จึงต้องมีการสกรีนกล้วยลงบนสติกเกอร์ และนำมาแปะลงบนกล่องซีดี และเมื่อลอกสติกเกอร์นั้นออกมา ก็จะเห็นเนื้อกล้วยสีอมแดงซ่อนอยู่ที่ปกด้านใน และการผลิตอันซับซ้อนแบบนี้ก็ต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ และต้นสังกัดก็ยินดีจ่ายเพิ่มทั้งเงินและเวลาด้วยเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นยอดขายได้

ซึ่งก็ไม่ผิดไปนัก ณ ปัจจุบัน ตัวซีดีออริจินัลที่มีสติกเกอร์ลอกได้นั้นกลายเป็นหนึ่งในแรร์ไอเท็มที่ราคาพุ่งกระฉูด (เพราะอัลบั้มที่รีอิชชู่ทั้งหลายแทบจะไม่มีสติกเกอร์แบบนี้อีกแล้ว นอกจากอัลบั้มไวนิลที่รีอิชชู่ที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นยุค ’80s เท่านั้นที่ใช้เทคนิคนี้) และเมื่อรวมเข้ากับภาพอื้อฉาวของอีริค เอเมอร์สัน ดาราชื่อดังที่ปรากฏในปกในโดยที่เจ้าตัวอ้างว่าไม่ยินยอม ทำให้เกิดการฟ้องร้องและเรียกเก็บอัลบั้มนี้เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงดราม่าดังกล่าว … ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ปกออริจินัลแบบแท้ๆ นั้น … คงจะ 1)หายากมาก 2)ราคาแรงมาก

ก็สมกับเป็นผลงานสุดจี๊ดของตัวพ่อในวงการทั้งฝั่งเพลงและฝั่งอาร์ตน่ะนะ

ALBUM: Abbey Road
ARTIST: The Beatles
YEAR RELEASED: 1969
COVER DESIGNER: Kosh/Iain McMillan
ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมว่า ไม่มีใครไม่รู้จักภาพปก ‘ทางม้าลาย’ อันแสนลือลั่นของวงสี่เต่าทองนี้ เรื่องเล่าเบื้องหลังก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าความพยายามที่จะ ‘ขาย’ อัลบั้มโดยไม่มีทั้งชื่อวงและชื่ออัลบั้มปรากฏบนหน้าปก เพราะทุกคนเชื่อสุดหัวใจว่า The Beatles นั้นเป็นวงที่โด่งดังที่สุดในปฐพีนี้แล้ว

ซึ่งพอล แม็กคาร์ทนีย์เองก็เป็นคนสเก็ตช์ไอเดียภาพนี้บนปก และทั้งวงก็ออกมาถ่ายภาพปกนี้โดยพร้อมเพรียงในวันที่ 8 สิงหาคม 1969 ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการถ่าย เพราะตำรวจต้องกั้นการจราจรทั้งหมด และจากภาพถ่าย 5 ภาพ พอลเป็นผู้เลือกภาพที่เขาคิดว่าดีที่สุดมาปรากฏบนปก

และในภาพนั้นเองก็ปรากฏเรื่องเล่าสองเรื่องอันโด่งดัง เรื่องแรกเกี่ยวพันกับรถเต่าสีขาวที่จอดอยู่ในเฟรม ซึ่งหลังจากที่อัลบั้มออกวางจำหน่าย ป้ายทะเบียนรถคันนั้น (LMW 281F) ถูกขโมยออกไปจากรถเกือบจะทันที และต่อมาในปีค.ศ. 1986 รถคันนี้ก็ถูกส่งไปประมูลที่ 2,530 ปอนด์ ต่อมาในปีค.ศ. 2001 มันก็ไปปรากฎตัวในพิพิธภัณฑ์รถในประเทศเยอรมนี ส่วนเรื่องที่สองก็คือ ผู้ชายที่ปรากฏในแบ็กกราวด์ฝั่งขวามือนั้นคือพอล โคล เขาเป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เผอิญไปเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้น และไม่ได้สังเกตสังกาอะไรจนกระทั่งอัลบั้มนี้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก โคลเสียชีวิตในปีค.ศ. 2008 และเขาก็กลายเป็นหนึ่งในตำนานเพราะความบังเอิญล้วนๆ

บางครั้ง คนเราก็แค่เดินมาให้ถูกที่ถูกจังหวะเท่านั้นเอง

ALBUM: Horses
ARTIST: Patti Smith
YEAR RELEASED: 1975
COVER PHOTOGRAPHER: Robert Mapplethorpe
อัลบั้มเปิดตัวของนักร้องสาวบุคลิกชัดเจนอย่างแพตตี้ สมิธที่ได้ ‘เพื่อนสนิท’ อย่างโรเบิร์ต แมปเปิ้ลธอร์ปมาเป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ให้กับเธอในสภาพแสงธรรมชาติ (ที่ทุกคนเคลมว่าไม่มีการตกแต่งภาพเพิ่มเติมแต่อย่างใด) โดยภาพนี้เป็นภาพที่เธอแต่งตัว ‘ในแบบตัวเอง’ และมีกลิ่นอายของชาร์ลส์ โบเดอร์แลร์ และแฟรงค์ ซินาตร้าอบอวลอยู่ … ซึ่งถ้าคิดดูในยุคนั้น การปรากฏตัวของหญิงสาวในลุคยูนิเซ็กซ์แบบนี้ ถือเป็นปรากฏการแหวกขนบนักร้องหญิงโดยสิ้นเชิง

ภาพถ่ายที่ไร้การแต่งเติมนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งใน ‘ภาพถ่ายที่ดีที่สุดของเพศหญิงบนโลกใบนี้’ โดยนักเขียนชื่อดังอย่างคามิลล์ แพกเลีย และก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แพตตี้กลายมาเป็นหนึ่งในสไตล์ไอค่อนให้กับเทอม ‘Androgynous’ นับตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา


ALBUM: Animals
ARTIST: Pink Floyd
YEAR RELEASED: 1977
COVER DESIGNER: Hipgnosis
คอนเซ็ปต์ของเนื้อหาในอัลบั้มนี้นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเรื่อง Animal Farm ของจอร์จ ออร์เวลล์ ซึ่งสตรอม ธอร์เกอร์สันแห่ง Hipgnosis (กลุ่มกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังในยุคนั้น) ได้เสนอคอนเซ็ปต์สองสามอย่างซึ่งดูรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ โรเจอร์ วอเตอร์ส นักร้องนำจึงเสนอให้ใช้ Battersea Power Station ซึ่งเป็นโรงจ่ายไฟฟ้าร้าง อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความล่มสลายของระบบทุนนิยมโดยว่างจ้างให้บริษัท Balloon Fabrik (ผู้ผลิตบอลลูนในตำนานอย่าง Zeppelin ทำบอลลูนรูปหมูหมู (ที่พวกเขาตั้งชื่อว่า Algie) และในวันถ่ายทำ (เดือนธันวาคม 1976) เจ้าบอลลูนหมูที่ถูกผูกไว้บนปล่องไฟของโรงงานก็หลุดลอยไปขวางทางขึ้นลงของสนามบินฮีธโธรว์ ส่งผลให้เครื่องบินต้องหยุดการเดินทางกะทันหัน และเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจต้องไล่บอลลูนลูกนี้จนกระทั่งไปตกกลางฟาร์มที่เมืองเคนต์ ซึ่งเจ้าของฟาร์มดังกล่าวก็โกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเจ้าหมูน้อยนี่ทำให้ฝูงวัวของเขา ‘ตกใจจนฉี่ราด’

จนถึงบัดนี้แล้ว ยังไม่มีใครยืนยันว่าอุบัติเหตุนี้เป็นอุบัติเหตุจริงๆ หรือเป็นการโปรโมทอัลบั้มโดยตั้งใจ เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้อัลบั้ม Animals นี้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทั่วโลก และเจ้าหมูตัวนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในคอนเสิร์ตของ Pink Floyd มาอีกหลายต่อหลายครั้ง … และที่เด็ดก็คือ เมื่อเจ้าหมูน้อยหลุดลอยลิ่วไป ทีมงานถ่ายภาพก็ถ่ายภาพสถานีจ่ายไฟฟ้าเปล่าๆ เก็บไว้หลายภาพ เพราะชอบแสงช่วงนั้นพอดี และสามวันถัดมาที่พวกเขาได้เจ้าหมูน้อยกลับมาเข้าฉาก แสงก็ไม่เป็นดังใจอีกแล้ว (ก็ตอนนั้นไลท์รูมยังไม่เกิดเนอะ) ทีมงานจึงแก้ปัญหาโดยการตัดและแปะภาพบอลลูนเข้าไปในภาพวาดที่ถ่ายทำในวันแรกแทน จึงถือว่าเป็นปกอัลบั้มที่ ‘ปลอม’ ที่สุดในยุคนั้น … แต่ก็โด่งดังกันข้ามศตวรรษมาถึงยุคนี้

แถมอีกนิด … เมื่อปีค.ศ. 2014 มีการประกาศว่าจะจัดการแปลงโฉม Battersea Power Station หลังนี้ให้กลายมาเป็นวิลล่าสุดหรูพร้อมสวนสวยบนหลังคา เพราะมีการเปลี่ยนมือไปเป็นของนักธุรกิจชาวมาเลเซียไปเรียบร้อยแล้ว … บอกตรงๆ ว่าเราแอบเสียใจนิดๆ นะ แต่อย่างว่า ความเจริญระลอกใหม่ก็เข้ามา และตัวโรงงานจ่ายไฟแห่งนี้เองก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความล่มสลายของระบบทุนนิยมในยุคนั้นมาแล้ว จะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของการเข้ามาของระบบทุนนิยมใหม่ในประเทศสุดอนุรักษ์นิยมแบบนี้ก็คงไม่แปลกหรอก(มั้ง)

ALBUM: Nevermind
ARTIST: Nirvana
YEAR RELEASED: 1991
COVER DESIGNER: Robert Fisher
เดิมทีอัลบั้มนี้เกือบจะได้ชื่อว่า ‘Sheep’ เพื่อเป็นการกระทบกระเทียบถึงปฏิกิริยาของผู้คนต่อสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ผู้คนต่างให้การสนับสนุนสงครามเหมือน ‘ลูกแกะเชื่องๆ’ ที่ถูกต้อนไปไหนได้โดยง่าย แต่เมื่ออัลบั้มนี้อัดจบลงจริงๆ เคิร์ท โคเบน ก็บอกกับคริสต์ โนโวเซลิก มือเบสว่าเขาเหนื่อยเหลือเกิน และอยากจะตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า ‘Nevermind’ (แปลว่า ช่างมันเถอะ) ซึ่งชื่อนี้เป็นคำเปรียบเปรยที่แสนจะโดนใจเขาในเรื่องทัศนคติต่อชีวิตของเขาเอง และที่สำคัญคือ คำนี้ไม่ถูกหลักไวยากรณ์แต่อย่างใด

ส่วนภาพรูปเด็กน้อยเปลือยบนหน้าปกนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่เคิร์ทเห็นภาพการคลอดใต้น้ำ และไปบอกกับโรเบิร์ต ฟิชเชอร์ถึงคอนเซ็ปต์นี้ แต่ภาพการคลอดจริงๆ นั้นดูโหดร้ายเกินกว่าจะนำมาทำเป็นปกอัลบั้มได้ พวกเขาจึงจัดการจ้างช่างภาพและเด็กน้อยไปถ่ายภาพใต้น้ำ และเด็กน้อยอายุสี่เดือนนามสเปนเซอร์ เอลเดน (ลูกชายของเพื่อนช่างภาพ) ก็ถูกเลือกมาขึ้นปก ถึงแม้ว่าภาพน้องชายของเขาจะชัดเจนมากจนมีหลายคนอยากจะตัดมันออกไป แต่เคิร์ทก็บอกว่าเขาไม่ให้ตัดออกเด็ดขาด เขายอมเพียงแค่ให้แปะสติกเกอร์ทับและเขียนว่า “ถ้าคุณเกิดอารมณ์กับภาพนี้ ก็แปลว่าคุณเป็นพวกชอบมีเซ็กซ์กับเด็กแล้วล่ะ”

และก็เป็นดังคาด เมื่อปกอัลบั้มนี้ส่งให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว และส่งผลให้อัลบั้มนี้โด่งดังต่อเนื่องยาวนาน และเพลง Smells Like Teen Spirit ก็กลายมาเป็นหนึ่งในเพลงสำคัญของยุคนั้นไปแบบปฏิเสธไม่ได้ และ 25 ปีต่อมา (ก็ปีนี้นั่นแหละ) เจ้าหนูน้อยเอลเดนในวัยรุ่นก็ตัดสินใจกระโดดลงสระน้ำ พร้อมถ่ายรูปตัวเอง (พร้อมรอยสักคำว่า Nevermind พาดกลางหน้าอก) ในลักษณะเดียวกับภาพบนปก (แต่เขาสวมกางเกงว่ายน้ำนะ) พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ว่า “การครบรอบ 25 ปีครั้งนี้มีความหมายสำหรับผมมาก มันเป็นเรื่องแปลกมากที่ช่วงเวลาเพียงห้านาทีของผมในวัยสี่เดือนกลายมาเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ของโลกนี้ไปแล้ว”

ก็เป็นประวัติศาสตร์จริงๆ น่ะนะ