Posts

BVLGARI เฉลิมฉลองการเปิดตัวของ POP (UP) CORN

ก่อนจะถึงงานเฉลิมฉลองการเปิดตัวของ Pop (Up) Corn ในเย็นวันนี้ ซึ่งเป็นป็อพอัพสโตร์ธีมภาพยนตร์ ณ สยามพารากอน เรามาดูกันก่อนว่าภายในงานจะมีการตกแต่งในธีมที่น่าตื่นตาตื่นใจเพียงใด โดยรูปแบบของงานครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกภาพยนตร์อิตาลีในช่วงปี 1960 ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับยุครุ่งเรืองของ Bvlgari ด้วยเช่นกัน

ธีมอันน่าตื่นตาตื่นใจของป็อพอัพสโตร์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกภาพยนตร์อิตาลีในยุค 1960 ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในความรุ่งเรืองของ Bvlgari ณ ขณะนั้น โดยมาในรูปแบบของพื้นที่จัดแสดงหลากสีสันที่มาพร้อมเสน่ห์สะกดสายตา นอกจากนี้ ยังมีการสร้างประตูจำลองของร้านที่ตั้งอยู่บนถนน Via Condotti ในกรุงโรมขึ้นมาเพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าถึงโลกอันแสนพิเศษแห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้นและเป็นเสมือนประตูสู่เมืองหลวงของประเทศอิตาลีอีกด้วย

DOLCE VITA, PURA VITA

Bvlgari คือผู้สร้างสรรค์เครื่องประดับที่นำเสนอสีสันอันน่าสนใจ ความสดใสและเป็นธรรมชาติมาจากรากฐานของแบรนด์ซึ่งเป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์อันทันสมัยและมีเอกลักษณ์ ในช่วงยุค 1960 ร้านของ Bvlgari ที่ถนน Via Condotti ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมได้ดึงดูดเหล่าดาราฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียงมากมายหลังพวกเขามาถึงสตูดิโอ Cinecittà และนี่คือจุดเริ่มต้นของความโรแมนติกระหว่างช่างทำเครื่องประดับและดวงดาวแห่งจอเงินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Kirk Douglas, Audrey Hepburn, Frank Sinatra และแน่นอนว่ารวมถึง Elizabeth Taylor และ Richard Burton

โดยสำหรับ Burton นั้น เขาเคยกล่าวถึงนักแสดงร่วมจากเรื่อง Cleopatra ผู้นี้ว่า “คำเดียวในภาษาอิตาลีที่ Elizabeth รู้จักคือ Bvlgari!” ด้วยอัตลักษณ์ที่เต็มไปด้วยแง่มุมหลากหลายทว่าเป็นหนึ่งเดียว Bvlgari สร้างสรรค์สิ่งที่เหนือความคาดหมายและผสมผสานสีสันและรูปร่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและน่าทึ่ง ราวกับเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของตนเองพร้อมเติมความทันสมัยและเสน่ห์เพิ่มเข้าไป ช่วงเวลาแห่ง Dolce Vita ไม่เคยจางหายไปจากช่างทำเครื่องประดับ และถูกหยิบขึ้นมาตีความอีกครั้งในโอกาสนี้ซึ่งภาพยนตร์รับบทบาทเป็นผู้ดำเนินเรื่องหลัก

POP (UP) CORN

Pop (Up) Corn จาก Bvlgari คือ คอนเซ็ปต์ที่สนุกสนานและมีชีวิตชีวา ซึ่งรวมเอารูปลักษณ์แห่งภาพยนตร์และสีสันที่มีพลังของแบรนด์เครื่องประดับจากกรุงโรมเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีตู้โชว์และรถเข็นป็อปคอร์นสีสันสดใสที่โดดเด่นขึ้นด้วยแสงไฟล้อมรอบ และป็อปคอร์นทำจากเซรามิกเป็นเครื่องดึงดูดสายตา พื้นที่ที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้ทำให้มุ่งความสนใจไปที่เครื่องประดับ นาฬิกา และเครื่องหนังรุ่น Limited Edition โดยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวอันเป็นจุดร่วมของคอลเลคชั่นจากแบรนด์ หนึ่งในเอกลักษณ์ของ Bvlgari

COME CLOSE, THE SHOW IS ABOUT TO BEGIN

ตู้ดิสเพลแสดงชิ้นงานภายในประดับด้วยแสงไฟที่ช่วยขับเน้นให้โดดเด่น โดยใช้รูปทรง สี และกฎการจัดวางที่หลากหลายด้วยลูกเล่น และความประณีตเพื่อดึงดูดผู้คนเข้าสู่โลกของภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นกล่องป็อปคอร์นลายทางแบบทูโทน รถเข็นป็อปคอร์นสีสันสดใส และตู้ดิสเพลที่ส่องประกาย เครื่องตกแต่งเหล่านี้ต่างเชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมก้าวเข้าสู่โลกของภาพยนตร์อันแสนพิเศษเพื่อค้นพบดาวที่แท้จริงของงานในครั้งนี้ คือ กระเป๋า Serpenti Forever หนังลูกวัวในโทนสีชมพูที่เพิ่มประกายความสดใสให้ป็อพอัพสโตร์แห่งนี้โดดเด่นอย่างแท้จริง

Pop (Up) Corn จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2020

#BvlgariPopUpCorn

ไฮไลต์ในร้าน HERMÈS โฉมใหม่ ณ สยามพารากอน

เผยโฉมกันไปแล้วกับร้าน  Hermès สยามพารากอน ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย RDAI ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบจากปารีส ที่นำเอาความเป็นไทยมาเป็นธีมของการดีไซน์ในมุมมองของสถาปนิกฝรั่งเศส ซึ่งทำออกมาได้งดงามภูมิฐาน 

ในพื้นที่กว่า 277 ตร.ม. เมื่อก้าวเข้ามาเราจะเห็นโลโก้ ex-libris ต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของร้าน Hermès ทั่วโลก หนึ่งในความพิเศษคือโลโก้นี้ทำจากสเตนเลส สตีล ถูกฝังลงไปอย่างประณีตบนพื้นไม้ไผ่ทำสีคาราเมลเข้ม รอบๆ คือแนวกระจกบริเวณหน้าร้านรับกับฉากกั้นไม้ฉลุลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฝาปะกนของบ้านเรือนไทย สร้างบรรยากาศพื้นที่ให้มีความเป็นส่วนตัวด้วยเทคนิคลายฉลุที่มีความโปร่งและทึบ เพิ่มความโดดเด่นให้กับด้านหน้าร้านด้วยตู้โชว์ขนาดใหญ่ เป็นการนำเอารายละเอียดแบบไทยๆ มาสอดแทรกไว้อย่างเป็นสากล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเมื่อก้าวเข้ามาสู่ภายใน เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ส่วนกลางที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพื้นโมเสคอันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เผยให้พบกับโซนเครื่องหนัง ก่อนจะนำเข้าสู่ด้านใน ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้น

 

ผนังด้านในตกแต่งด้วย‘ย่านลิเภา’สานให้ความรู้สึกเป็นไทยๆ ผสมผสานกับความเป็นสากลเพราะการสานไม่ได้สานเป็นลวดลายดั้งเดิมแบบที่เราคุ้นตาหากแต่ทำให้ดูมีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สีของไม้เชอร์รี่ที่อยู่ในส่วนตกแต่งต่างๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ยังสะท้อนถึงสีของไม้สักที่มีลวดลายสวยงาม ถือเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นของที่นี่คือการนำความเป็นไทยมาสอดแทรกไว้ในบรรยากาศที่เป็นสากลอย่างลงตัว

พื้นไม้ไผ่ปาร์เก้สีคาราเมลช่วยสร้างความสมดุลของโทนสีได้เป็นอย่างดี เมื่อถูกนำมาตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนที่ทำจากไม้เชอรี่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในร้านให้ดูอบอุ่นและเรียบง่าย รวมถึงพรมสีเหลืองหญ้าฝรั่น ที่ตัดกับสีส้มมะขามและสีแดงทับทิมนั้น ยิ่งเพิ่มสีสันให้น่าค้นหาได้อย่างลงตัว

ความโอ่โถงของพื้นที่ถูกแบ่งโซนด้วยประเภทของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งส่วนแฟชั่นของชาย หญิง ส่วนน้ำหอมที่แยกเป็นโซนสวยงามด้วยความหลากสีสันของขวดน้ำหอมแอร์เมสที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น รวมทั้งโซนผ้าพันคอที่มีให้ชมอย่างจุใจและเป็นสัดส่วน โดยมีฉากหลังเป็นตู้โชว์กระจกที่ทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ในตัว นอกจากนี้ยังมีส่วนคอลเลกชั่นนาฬิกาเครื่องประดับจิวเวลรี่ รวมไปถึงสินค้าในกลุ่ม Equestrian ที่เกี่ยวข้องกับการขี่ม้าเป็นต้น

ตู้โชว์กระจกที่เหมือนชั้นลอยในร้านนี้จัดวางดีไซน์ที่ถือเป็นไฮไลต์จริงๆ ของแต่ละซีซั่น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเคลลี่ที่มีบัคเก็ตประดับเพชรทั้งหมด ซึ่งใบที่แสดงอยู่นั้นมีเจ้าของเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าเบอร์กิ้นล่องหนที่เป็นการเอ็มบรอซทำลวดลายนูนเป็นรายละเอียดของกระเป๋าเบอร์กิ้นอย่างแยบยลและเท่ทันสมัยมาก ถือเป็น it bag ที่น่าสนใจมาก

แต่อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ใครได้เป็นผู้ครอบครองเสมือนได้งานระดับสุดยอดช่างฝีมือจากแอร์เมสไว้ นั่นก็คือผ้าห่มที่ปักลายม้าด้วยดิ้นเงินด้วยเทคนิคการปักที่สุดมหัศจรรย์ เรียกว่าประมวลเอาเทคนิคการปักดิ้นเงินทั้งหมดที่มีมาไว้ในลวดลายที่สุดคลาสสิกนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือชั้นสูงจริงๆ และเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่ต้องกังขา

งานดีไซน์ของ RDAI  จากฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างการออกแบบงานร่วมสมัยที่มีรายละเอียดแบบไทยได้อย่างลงตัวมากๆ เราจะไม่รู้สึกว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้ดูเป็นไทย แต่เป็นบรรยากาศของแอร์เมสที่เราจะพบสัมผัสได้ในแบบสากลแต่มีรายละเอียดที่เป็นไทยสอดแทรกไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าลวดลายฉลุที่จำลองมาจากฝาปะกนถ้าดูเผินๆ ก็จะคล้ายๆลายตัว H ที่เรียงต่อกันของลายผ้าแอร์เมสที่เราเคยเห็น มันเป็นความบังเอิญอย่างน่าทึ่ง

การเลือกสีสันในโทนน้ำตาล-ครีมที่ดูอบอุ่นอันสื่อถึงเมืองร้อนอย่างประเทศไทย แต่ลวดลายในส่วนประดับต่างๆ จะเป็นลวดลายยุโรป อย่างลายเพดานที่ทำให้เพดานที่สูงนั้นดูไม่เวิ้งว้างด้วยเส้นกรอบลายรับกับตำแหน่งดวงไฟอย่างลงตัว โคมไฟ Grecques นี้ที่ออกแบบให้เฉพาะร้าน Hermès มาตั้งแต่ปี 1925

สัมผัสกับความพิเศษที่หรูหรานี้ได้ที่ร้าน Hermès สยามพารากอนที่พรั่งพร้อมด้วยคอลเลคชั่นต่างๆ ของ Hermès ที่ยึดมั่นในอิสรภาพของการสร้างสรรค์ ผสานด้วยความเป็นเลิศของงานฝีมือ นวัตกรรมและการเลือกสรรองค์ประกอบอันล้ำค่า