Posts

นิทรรศการ Shadow Dancing: Where Can We Find a Silver Lining in Challenging Times?

Shadow Dancing: Where Can We Find a Silver Lining in Challenging Times? เป็นนิทรรศการต่อเนื่องจากโครงการ Challenging Time, Artists and Curatorial Exchange, and Research Residency Program Between Thailand and Taiwan 2020 ซึ่งเป็นโครงการศิลปินในพำนักเพื่อการแลกเปลี่ยนและวิจัยเชิงทดลองออนไลน์ ภายใต้ความร่วมมือทางไกลระหว่าง หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ในกรุงเทพฯ และ พิพิธภัณฑ์ฮงกา ในไทเป

นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายที่มีอยู่ระหว่างแวดวงศิลปะของประเทศไทยกับไต้หวันแล้ว นิทรรศการนี้ยังถือเป็นความร่วมมือระหว่างภัณฑารักษ์ ศิลปิน กับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้ชม ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมคุณค่าของการร่วมสนทนา การเชื่อมต่อถึงกัน และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน อันเป็นแบบอย่างสำหรับการอยู่ในโลกนี้ในช่วงเวลาที่ท้าทายในปัจจุบัน

นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการลำดับที่ 2 ในนิทรรศการชุดสงครามเย็นของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน โดยเน้นที่บริบททางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของประเทศไทยและไต้หวัน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมาจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการนี้ที่เป็นผลลัพธ์ของการอภิปรายอย่างต่อเนื่องระหว่างศิลปินและองค์กรศิลปะทั้งสองแห่งที่เข้าร่วม โดยเป็นการนำประวัติศาสตร์สงครามเย็นกลับมาพิจารณาใหม่ และยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่มีส่วนช่วยในการสำรวจการคงอยู่ของประวัติศาสตร์และผลพวงจากยุคสงครามเย็น ซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นและสัมพันธ์กับความเป็นจริงร่วมสมัย อีกทั้งยังส่งผลถึงการมองหาความเป็นไปได้ในอนาคตที่คลุมเครือ

Shadow Dancing เปิดเผยเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์กระแสรองที่ทำให้เราครุ่นคิดพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์ของชีวิตความเป็นอยู่ในโลกที่ซับซ้อนและมีหลากหลายแง่มุม โดยหยิบยืมมโนทัศน์จากการ การเคลื่อนไหวในความมืด อันเป็นพลวัตที่ตรงข้ามกับความชัดแจ้งและความชอบธรรม ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และเมื่อเราต้องจมอยู่กับความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เราจะมองหาแสงสว่างในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ได้จากที่ไหน? โดยที่เราไม่รู้ตัว จังหวะชีวิตของเราถูกก่อกวนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยังไม่นับความจริงที่ว่าเราได้ใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกมาตลอด ในทำนองเดียวกัน Shadow Dancing ยังพาดพิงถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์การเมืองของไต้หวัน ตลอดจนสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ปั่นป่วนในไทยที่คล้ายกับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมไปทั่ว ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์จากการพบปะพูดคุยเสมือนจริงและการวิจัยออนไลน์ตลอดระยะเวลาสี่เดือนโดยศิลปินชาวไต้หวันและชาวไทยทั้ง 8 คน ประกอบด้วยผลงานศิลปะสหสาขา ที่เน้นประสบการณ์และการมีส่วนร่วม รวมถึงศิลปะวิดีโอการแสดงและศิลปะจัดวางเสียง ผลงานของศิลปินต่างสะท้อนมุมมองอันหลากหลายและนำเสนอการอภิปรายอันล้ำลึกหลายชั้นและต่อเนื่อง

จากความสนใจเกี่ยวกับการตั้งฐานทัพของสหรัฐฯในบ้านเกิดของ ปณชัย ชัยจิรรัตน์ ได้สำรวจแนวคิดเรื่องพื้นที่นอกอาณาเขต และตรวจสอบหาความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของทหารในเขตเป่ยโถวและบริเวณใกล้เคียงในไต้หวัน นอกจากนี้เขายังพิจารณาการมีอยู่ของพื้นที่นี้ภายในไทย ซึ่งทำให้เขาได้พบบันทึกเหตุการณ์ของกองทหารก๊กมินตั๋ง กองพันที่ 93 ซึ่งหลังจากถอนที่มั่นออกจากเมืองยูนนานในปี พ.ศ. 2492 บางส่วนได้อพยพไปไต้หวันผ่านโครงการความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวัน ไทย พม่า กับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกทิ้งและยังคงอาศัยอยู่ที่ภาคเหนือของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วน ศรภัทร ภัทราคร ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกและความเป็นประชาธิปไตย โดยเขาอ้างถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมและนักเคลื่อนไหวที่สำคัญในประวัติศาสตร์จากทั้งสองฝั่ง ด้วยความที่เขาสนใจเรื่องเล่ากระแสรองและต้องการรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้องมาไว้ในงานของเขาให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีการที่เขาทำสามารถสร้างพื้นที่ให้เรื่องเล่าขนาดย่อมและเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการเติมส่วนที่ขาดหายไป

ผลงานของ เอนคาริอน อัง ใช้เทคนิคการดัดแปลงเสียงและภาษาที่อ้างถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่มีความเกี่ยวเนื่องกับภูมิศาสตร์และปรากฏการณ์ระดับโลก ศิลปินทำการรวบรวมภาพยนตร์ไทยและคลิปเสียงจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย และสร้างสรรค์เสียงในรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อท้าทายการรับรู้และความเข้าใจของเรา ในขณะที่ เจิ้ง ถิงถิง ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง The Beach และภาพข่าวในประเทศไทยของผู้ประท้วงสองคนที่ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำไปยังรัฐสภา ศิลปินฉายภาพเกาะพีพีของประเทศไทย อันเป็นเกาะสวรรค์ของคนไทยและนักท่องเที่ยว เป็นดั่งจุดหมายที่ไม่มีวันไปถึงได้ กล่าวได้ว่าแดนสวรรค์ในความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไปเมื่อนำไปใช้กับบริบทของเวลาในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เราครุ่นคิดถึงความเป็นจริงที่ท้าทายต่อความคาดหวังและการมองอนาคตของเรา

งานวิจัยของ หลิน อี๋จวิน เกี่ยวกับบทบาทของคนค้าขายหาบเร่ตามท้องถนนในประเทศไทย เกิดขึ้นหลังจากศิลปินได้รู้เห็นว่าคนค้าขายหาบเร่เหล่านี้ตอบสนองต่อการประท้วงและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ นอกจากนี้ศิลปินยังย้อนกลับไปพิจารณาความเป็นมาของคนค้าขายหาบเร่ของไต้หวันอีกด้วย ในขณะที่ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ค้นพบแรงบันดาลใจจากวงไอดอลหญิงล้วนยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่าง AKB48 และวงน้องสาวต่างประเทศของพวกเขาในเอเชีย ซึ่งรวมถึง BNK48 ในกรุงเทพฯ และ TPE48 ในไทเป เขาสร้าง ANGSUMALIN 48 หรือ ANG 48 เพื่อล้อเลียนวงดังกล่าวว่าทำงานเพื่ออุดมการณ์กระแสหลัก เขายังชี้ให้เห็นถึงความแพร่หลายของวัฒนธรรมหรือซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศญี่ปุ่นในเอเชียตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เจิง เยี่ยนอวี๋ มักใช้ผ้ามาทำหุ่นเชิดโดยใช้เทคนิคการห่อและรัดให้แน่น ศิลปินเกิดความประทับใจต่อการมีส่วนร่วมในชุมชนของ คุณจิม ทอมป์สัน ตลอดจนวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่องานหัตถกรรมและการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างบทบาทให้ผู้หญิง ส่วน กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ ในฐานะแพทย์สำหรับครอบครัว เขาสนใจการปะทะสังสรรค์กันระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมกับบุคคลที่ถูกจำกัด เขาจึงสำรวจเรื่องราว “ดั้งเดิม” ที่ถูกละเลยและความเชื่อมโยงของเรื่องราวเหล่านี้ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น ศิลปะและการทรงเจ้าเข้าผี นอกจากนี้เขายังจัด Limbic Release โครงการฉายภาพยนตร์ที่จะเชื้อเชิญให้เราขบคิดทบทวนเรื่องการล่าอาณานิคมและผลกระทบของโลกาภิวัตน์

นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย, มูลนิธิ เจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม, GroundControl, และ SEALECT BRAND, ร่วมกับสถาบันภาพยนตร์และโสตทัศนูปกรณ์ไต้หวัน (TFAI), สถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS), โรงภาพยนตร์ลิโด้ และสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) และขอขอบคุณสมาชิกของเราที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนในการจัดนิทรรศการและโปรแกรมของเรา

โปรแกรมสำหรับสาธารณชน:

17 มีนาคม 2565 วันเปิดงานนิทรรศการ ณ ห้องโถง Event Space ชั้น 2

● เวลา 16:00 – 17:00 น.
ลงทะเบียนและรับการตรวจ ATK ณ ชั้น G

● เวลา 17:00 – 18:30 น.
เสวนาโดยศิลปินไทย จุฬญาณนนท์ ศิริผล, กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ, และปณชัย ชัยจิรรัตน์
ดำเนินรายการโดย ปวีณา เนคมานุรักษ์
ศิลปินไทยทั้ง 3 คนจะมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการทำงานและการพัฒนาผลงานศิลปะในระหว่างการเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ช่วงออนไลน์มาจนถึงการติดตั้งผลงาน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

● เวลา 18:30 – 18:45 น. พิธีเปิดนิทรรศการและการกล่าวต้อนรับโดย กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน และ เถียน โย่วอัน ผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรม สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป แห่งประเทศไทย

● เวลา 18:45 – 21:30 น. เดินชมนิทรรศการ ณ แกลเลอรี่ 1 และ 2 ชั้น 3

23 เมษายน 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Limbic Release ภาค 1 โดย กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ
การฉายภาพยนตร์เรื่องสั้น ที่ห้อง Event Space หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
ประกันชีวิต (2009, นฆ ปักษนาวิน, 30 นาที)
เงาสูญสิ้นแสง (2018, กฤษดา นาคะเกตุ, 25 นาที)
32 Km – 60 Years (2018, ลาฮา มีโบ, 20 นาที)
Water without Source (2017, เหลี่ยง ติงหยู, 30 นาที)

เสวนา (ประมาณ 30-45 นาที)
หัวข้อ: สนทนาข้ามสาขาวิชาชีพระหว่างภัณฑารักษ์กับแพทย์/ผู้สร้างภาพยนตร์

ผู้ดำเนินรายการ: กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ (แพทย์/ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)
ผู้ร่วมเสวนา: นฆ ปักษนาวิน (แพทย์/ผู้สร้างภาพยนตร์)
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา (ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)

7 พฤษภาคม 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Screen World: ด้วยความร่วมมือระหว่างหอศิลป์บ้านจืม ทอมป์สัน, บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลอรี่, สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โปรแกรมฉายภาพยนตร์ Onsite & Online และการเสวนาข้ามสาขาวิชาชีพกับศิลปิน
จุฬญาณนนท์ ศิริผล ในการรื้อสร้างประวัติศาสตร์และการปลดแอก “ความโรแมนติก” ในประเทศไทยและเอเชีย

ผู้ร่วมเสวนา: อ. ดร. วิกานดา พรหมขุนทอง
(สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล )
รศ. ดร. นัทธนัย ประสานนาม
(ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

*ดำเนินรายการด้วยภาษาไทยพร้อมการแปลสดภาษาอังกฤษ

21 พฤษภาคม 2565
● เวลา 16:00 – 18:00 น.
Limbic Release ภาค 2 โดย กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ
การฉายภาพยนตร์เรื่องยาว ที่ โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์ ซอย 2
Bodo (1993, ฮวง หมิง ฉวน, 80 นาที)

เสวนา (ประมาณ 30-45 นาที)
หัวข้อ: สนทนาข้ามสาขาวิชาชีพขยายความเคลื่อนไหวของภาพยนตร์

ผู้ดำเนินรายการ: กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ (แพทย์/ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์)
ผู้ร่วมเสวนา: ปวีณวัช ทองประสพ (ศศ.ม. สาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ เชี่ยวชาญ
ด้านนิเวศวิทยาและกฎหมายพื้นเมือง)
รณฤทธิ์ มณีพันธุ์ (ศศ.ม. สาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ เชี่ยวชาญด้าน
วรรณคดีในช่วงความสะพรึงสีขาว (White Terror), ประวัติศาสตร์
บาดแผล และการศึกษาความทรงจำ)

* โปรแกรมออนไลน์เพิ่มเติมจะประกาศในภายหลัง อย่างไรก็ตามโปรแกรมทางกายภาพอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดติดตามการอัพเดทเพิ่มเติมบนเว็บไซต์และหน้าเพจเฟสบุ๊คของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

หมายเหตุ: ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านต้องได้รับการตรวจ ATK ที่หน้างาน จึงเรียนมาเพื่อขอความร่วมมือ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์ (+66) 02 001 5470
อีเมล artcenter@jimthonpsonhouse.com
เว็บไซต์ www.jimthompsonartceter.org
เฟสบุ๊ค Jim Thompson Art Center
เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 10.00 น. – 18.00 น.
ค่าเข้าชม: บุคคลทั่วไป 50 บาท; เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเข้าชมฟรี; สมาชิกเข้าชมฟรี
กลุ่มนักเรียนนักศึกษา (กรุณาจองล่วงหน้า)

ข้อมูลเพิ่มเติม: เรามีที่จอดรถจำนวนจำกัด ท่านสามารถเดินทางมาหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สันด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออกที่ 1 และเดินเข้าซอยเกษมสันต์ 2 เข้ามาประมาณ 200 เมตร

LOVE – CAMP – EXPLORE – DREAMS : Bill Bensley’s First Ever (“Coming Out”) Art Exhibition

สำหรับแวดวงสถาปัตยกรรมคงไม่มีใครไม่รู้จัก บิล เบนสเลย์ (Bill Bensley) เขามีผลงานทุกแขนงทางด้านสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน ภูมิสถาปัตย์รวมทั้งออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ รวมทั้งเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติเป็นอย่างมาก หลายๆ คนติดตามไปพักหรือชมโรงแรมที่เขาออกแบบซึ่งมีจำนวนมากมายจนจะกล่าวได้ละเอียด รวมทั้งงานออกแบบภูมิสถาปัตย์ของเขาก็คืออันดับต้นๆ ของโลก แต่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาที่เราอยู่ในช่วงการระบาดของไวรัส แต่เขาได้ใช้เวลาช่วงนั้นทำงานศิลปะอย่างจริงจัง


เราได้มาร่วมในงานเปิดนิทรรศการศิลปะครั้งแรกของเขาในชื่อ LOVE – CAMP – EXPLORE – DREAMS โดยในช่วง 3 ปีก่อนเขาได้ล่องเรือส่วนตัวไปตามประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับอุปกรณ์สเก็ตช์ภาพ ประเทศเหล่านี้เขามีความคุ้นเคยอยู่แล้ว เขาพูดภาษาอินโดนีเซียได้พอๆ กับภาษาไทยที่เขาก็ใช้สื่อสารได้ หลังจากกลับมาเขาก็เร่ิมทำงานศิลปะอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด 19 ซึ่งกลายเป็นช่วงที่เขาได้ทุ่มเทให้กับการทำงานศิลปะอย่างเต็มที่ จนได้ผลงานออกมาจำนวนมากทั้งในรูปแบบจิตรกรรมและประติมากรรม รวมทั้งศิลปะแนวจัดวาง ดังที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเป็นศิลปินหรือนักออกแบบ เขาจึงสร้างสรรค์งานไ้ด้อย่างอิสระ
อย่างที่เขาเกริ่นกับทุกๆ คนที่มาชมงานนิทรรศการของเขาในวันแรกว่าเขาคือคนนอกของแวดวงศิลปะ เขาไม่ได้จำกัดความตัวเองว่าเป็นศิลปิน แต่เขาทำงานดีไซน์มาโดยตลอด การทำงานสิลปะของเขาจะมีห้วงที่เขาได้แรงบันดาลใจจากศิลปินระดับโลกมากมายอย่าง ปิกาซโซ,พอล คลี, แจ็คสัน พอลล็อค ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่การเลียนแบบแต่นำเอาเทคนิคการทำงานของศิลปินเหล่านั้นมาสร้างผลงานในเรื่องราวและรูปแบบที่เป็นของเขาเอง ดังจะเห็นว่าในนิทรรศการนั้นแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อซึ่งการทำงานศิลปะของเขาได้สามารถจัดหมวดหมู่ได้อย่างชัดเจน ถ้าเป้นการทำงานแบบเลียนแบบงานของศิลปินท่านอื่นคงไม่สามารถนำเอาผลงานมาจัดหมาจัดหมู่เช่นนี้ได้เพราะคงกระจัดกระจายไม่สามารถนำมารวมกลุ่มกันได้

ก่อนที่จะเข้าสู่โซนต่างๆ ของนิทรรศการ จะมีห้องแรกที่ทาด้วยผนังสีส้มเหมือนเป็นห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เราเห็นในนิทรรศการนี้ก็คือดีไซน์ที่เขาใช้ในงานออกแบบของเขา บางชิ้นมีกลิ่นอายยุคฟิฟตี้ส์ บางชิ้นคลุมด้วยผ้าปักแบบชนเผ่า บางชิ้นเป็นงานฝังผิวไม้ด้วยวัสดุต่างๆ ให้เป็นลวดลาย(marquetry) รวมทั้งการจัดดอกไม้ในแจกันซึ่งมีหลากหลายแต่จะอยู่ในโทนสีม่วง อย่างดอกกล้วยไม้สีม่วงเข้มดังกำมะหยี่นั้นเราก็เห้นในงานดีไซน์ของเขาเช่นกัน คือเขาออกแบบนิทรรศการนี้ด้วยรสนิยมของเขานั่นเอง


LOVE นิทรรศการในส่วนนี้เป็นผลงานที่เกี่ยวกับความรักที่เราแบ่งปันให้กันและกันในฐานะที่เป็นมนุษย์และเพื่อโลกที่เราอยู่ ด้วยความที่เขาเป็นนักสิ่งแวดล้อมและสถาปนิก สิ่งนี้สำคัญสำหรับเขาเป็นอย่างยิ่ง เขาต้องการสอนทุกคนผ่านศิลปะให้ได้มากเท่ากับการที่เขาสอนผ่านการออกแบบโรงแรม(หลายคนจึงติดตามชมผลงานของเขาเพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ) เขาชอบความหลากหลายและสีสันต่างๆ ในงานดีไซน์ของเขา และเชื่อว่าสิ่งเดียวที่ควรจะแยกแยะด้วยสีก็คือการซักผ้าเท่านั้น(แยกซักผ้าสีกับผ้าขาว) ไม่ใช่กับเชื้อชาติหรือผิวสี ผลงานในส่วนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับการแบ่งแยกเชื้อชาติซึ่งเขาคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมาก แต่เขากลับถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์ขันและขนบแบบดั้งเดิม เราจึงเป็นคนที่มีชาติพันธุ์และผิวสีต่างๆ อยู่ในผลงานชุดนี้อย่างไม่มีข้อจำกัดในการสื่อถึงความรักที่มีต่อกัน โดยเขาหยิบจับเอาเรื่องราวรอบตัวมาสร้างเป็นผลงาน แม้แต่คนดูแลต้นไม้ที่บ้านของเขาก็ทำให้เกิดงานชิ้นสวยที่สื่อความหมายถึงความรักของจิระชัยที่มีต่อต้นไม้ในสวนที่เขาดูแล

CAMP เขาอธิบายถึงส่วนนี้ว่า ส่วนนี้นำเสนอเรื่องพฤติกรรมที่แปลกออกไปของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) เพื่อนๆ ของโดโรธี (Dorothy จากเรื่องพ่อมดแห่งออซ) ที่ผมรัก เมืองไทยคือบ้านของผมมามากกว่า 30 ปี ผมรักที่นี่ด้วยเหตุผลหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งความใจกว้างของผู้คน ผลงานที่จัดแสดงในส่วนนี้สื่อให้เห็นถึงกลุ่มคน LGBT ในประเทศไทยในสายตาของผม พวกเขามักปรากฎตัวที่งานปาร์ตี้ใน Baan Botanica ที่จัดเกือบทุกๆ สุดสัปดาห์ ชื่อของงานศิลปะของเขาจะถูกตั้งอย่างซื่อและจริงใจเพราะเป็นที่มาของภาพนั้นนั่นเอง อย่างภาพ“แค่หยุดและดมดอกไม้เป็นพักๆ ดีไหม” ซึ่งเป็นภาพกลุ่มคนทำงานในบ้านของเขาซึ่งเป็นชายหนุ่มที่แต่ละคนก็สาละวนทำงานตามหน้าที่ตนแต่ก็มีบางคนก็ละงานหยิบดอกไม้มาดอมดม เรื่องราวที่สื่อง่ายๆ ผ่านลายเส้นและสีสันที่งดงามน่าสนใจด้วยการใช้เทคนิคใหม่ๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคเดิมๆ ไปเสียทั้งหมด แต่ในห้วงเวลาหนึ่งๆ ที่เขาทำงานศิลปะก็จะมีเทคนิคและการลงสีที่คล้ายกัน แต่ถ้าไปสู่ห้วงใหม่เขาก็มีการเปลี่ยนแปลงอีก เลยทำให้การชมนิทรรศการครั้งนี้มีความน่าสนใจและไม่ใช่การนำเสนอในรูปแบบเดิมๆ

EXPLORE
แสดงให้เห็นถึงช่วงการเดินทางที่เขาเก็บเอาความประทับใจต่างๆ มาสร้างงานศิลปะ นั่นก็คือการล่องเรือดังที่ได้เกร่ินไปข้างต้น ในส่วนนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงชาวปาปัวที่แสนใจดีที่เขาพบช่วงปลายปี 2019 เมื่อออกเดินทางไปกับเรือ Kudanil Explorer พวกเขาได้สำรวจเกาะต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปซึ่งตั้งอยู่มานานหลายพันปีและแทบจะไม่ได้ติดต่อกับสังคมสมัยใหม่ ในฐานะที่เขาเป็นกระบอกเสียงของของชาวอินโดนีเซีย เขาจึงได้เรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่นและพวกเขามีความสุขเป็นอย่างมากเมื่อคุณบิลสเก็ตช์ภาพของพวกเขา ผลงานในส่วนนี้ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส หลวงพระบาง และเขาได้จินตนาการถึงการเดินทางไปยังอเมริกาใต้อีกด้วย แต่มีภาพหนึ่งที่เขาถ่ายทอดสุภาพสตรี 3 ท่านในผมทรงเกล้าสูง ยืนอยู่หน้าป้อมแถวท่าพระอาทิตย์ในช่วงปี 1968 แต่เป็นผลงานที่เขาเพิ่งวาด นั่นคือบันทึกความทรงจำถึงกรุงเทพฯ ที่เขาเคยได้พบพานมา

DREAMS
และก่อนที่จะสิ้นสุดลง ด้วย DREAMS ที่เขาค่อนข้างมีจินตนาการ “งาน” ของเขาคือการคิดเพื่อให้งานออกแบบดูบ้าบิ่นและสนุกมากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ นี่คือการเดินทางสู่ความฝันที่ปั้นแต่งขึ้นมา การผจญไปสู่จิตใต้สำนึกและความฝันได้รวมกันไปสู่จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ที่เป็นเสมือนโรงภาพยนตร์ของบิล เบนสเลย์ ซึ่งผู้ชมจะได้ทำความรู้จักกับคุณบิลในฐานะดีไซเนอร์ และ BENSLEY คือสตูดิโอ ความฝันสำหรับดีไซเนอร์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
แต่ในฐานะดีไซเนอร์ โดยส่วนใหญ่แล้วเขาเชื่อว่าเราต้องทดลองและเล่นสนุก อันเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เขาได้เปิดเผยถึงสิ่งนี้ในโซนสุดท้ายของนิทรรศการผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรมที่แตกต่างจากโซนอื่นๆ เขาเล่นกับเทคนิคและวัสดุที่หลากหลาย ไฟ ไม้ ขี้ผึ้ง โซดาไฟ ตะปู เซรามิก…
การเดินทางผ่านการชมงานศิลปะในนิทรรสการครั้งแรกของเขาทำให้เราได้เกิดไฟในการใช้ชีวิต อาจจะเป็นไฟของการสร้างสรรค์ที่เขาส่งผ่านมาในผลงานของเขา ความรู้สึกมีความสุข สนุกสนานและอิ่มเอม ดังที่เขาย้ำเสมอว่าผลงานศิลปะของเขาจะสร้างความสุขและสนุกสนาน แต่ถ้าจะหาความเศร้า ความกดดันในผลงานของเขานั้นคงไม่มี เพราะเขาส่งผ่านความสุขความสนุกด้วยผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ใดๆ เสมอมา รวมทั้งงานศิลปะของเขาที่เราเพิ่งได้สัมผัสมานี้เช่นกัน

นิทรรศการ LOVE – CAMP – EXPLORE – DREAMS เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 
28 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ RCB Galleria ชั้น 2
ร่วมกับริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จัดแสดงวันที่ 28 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ RCB Galleria ชั้น 2
รายได้จากการจำหน่ายผลงานทั้งหมดมอบให้กับมูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์และปกป้องสัตว์ป่า และมูลนิธิชินตา มณี (Shinta Mani Foundation)

Bill Bensley’s First Ever (“Coming Out”) Art Exhibition to be held
At River City Bangkok
28 January – 28 February 2022 at RCB Galleria (2nd floor)
All Proceeds to Fund Conservation and Wildlife Protection

#LoveCampExploreDreams #BillBensley #ShintaManiFoundation #Rivercitybangkok #Rivercitycontemporary