Posts

The Prefect Moment ‘การผ่านวันและเวลา’ ความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ

สิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์ตัวตน ความสามารถ และความทุ่มเทของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มีต่อวงการบันเทิงได้ดีนั้นคงไม่หนีไปจากการพิสูจน์จาก ‘เวลา’ ซึ่งไม่ว่าจะย้อนเวลากลับไป หรือหมุนเวลาไปข้างหน้า เขาก็เชื่อสุดใจว่าพื้นที่ในวงการบันเทิงเป็นของเขาอย่างแท้จริง และในวันนี้ เรือนเวลาสุดพิเศษจาก Louis Vuitton ก็จะมาพิสูจน์แล้วว่า ‘การผ่านวันและเวลา’ มานั้น ทำให้ณเดชน์กลมกล่อมขึ้นมากแค่ไหน

Photographer: Thanut Treamchanchuchai

Fashion Editor: Chanond Mingmit

เวลากับการเติบโตในวงการบันเทิง

“ผมอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 17 ปีครับ” ณเดชน์ คูกิมิยะนิ่งคิดไปสักพักเมื่อเราถามว่าเขาอยู่ในวงการบันเทิงมานานขนาดไหนกันแน่ เพราะสำหรับเรา เหมือนกับว่าเราเห็นหน้าค่าตาเขามาตลอดจนเลิกนับนิ้วไปแล้ว “ปีนี้ผมอายุ 31 แล้วครับผมว่าการเปลี่ยนแปลงเติบโตของตัวผมในวงการบันเทิงมีผลกระทบในทางที่ดีนะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยก็คือ ถ้าผมไม่ได้มาเป็นนักแสดง ผมคิดไม่ออกเลยครับว่าทุกวันนี้ผมจะทำอะไรอยู่ เพราะผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย เรื่องอื่นไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เราจะไป ผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงมัน…”เขาเงียบไปสักครู่ ราวกับจะขุดคำตอบอะไรในใจมาสื่อสารกับเราให้ตรงกับสิ่งที่ใจเขาคิดมากที่สุด “มันทำให้เราเป็นคน…” อีกครั้งที่เขาเงียบ เราก็นิ่งเงียบรอคำตอบจากเขาเช่นกัน “คนที่มองเห็นความรู้สึกคนอื่นมากครับ” เขาตัดสินใจตอบออกมาในที่สุด นั่นทำให้เราผ่อนลมหายใจออกยาว อธิบายเพิ่มหน่อยสิ เราว่า “เหมือนเรา… มันอาจจะเป็นเรื่องที่เหนื่อยนะครับ แต่ผมแคร์คนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนผมเอาตัวเองเป็นหลัก ก็ไม่ค่อยคิดถึงคนอื่นเท่าไหร่ แต่พอมีชื่อเสียง มีแฟนคลับ มีอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเข้ามาหาสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมองคนลึกลงไปกว่าเดิม และมองสถานการณ์ต่างๆ ในมุมกว้างมากขึ้น ไม่ตัดสินคนเร็วตั้งแต่แรกเห็น และก็ไม่ตัดสินตัวเอง ผ่อนคลายกับอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นแต่นั่นก็อาจจะเพราะด้วยอายุด้วยมั้งครับ” เขาหัวเราะ “รู้สึกว่าตอนนี้คือผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน ได้เจอแฟนคลับ และผมอยากจะทำให้ทุกๆ วันเป็นวันที่ดีของผมและคนรอบตัวครับ”

ฟังดูแล้วเหมือนเวลาจะทำให้ณเดชน์ใจดีกับทั้งตัวเองและคนรอบข้างขึ้นนะ คิดแบบนั้นไหม “ใจดีขึ้นไหมเหรอครับ”เขาเงียบไปนานก่อนตอบเสียงเบาอย่างลังเล “อาจจะใจดีขึ้นมั้งครับ สิ่งที่ผมรู้สึกคือการให้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการได้รับครับ เพราะประเด็นแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงก็คือเงินอะเนอะ ผมอยากมีเงินใช้จ่าย เพราะครอบครัวผมก็ไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เลยจุดที่รู้สึกแบบนั้นไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมอยากจะให้อะไรบางอย่างกับทุกคนรอบตัว ให้ทั้งงาน ทั้งแฟนคลับ ทั้งคนที่ผมรัก พอแนวความคิดเปลี่ยนเป็นเรื่องการให้ มันก็จะเห็นแก่ตัวน้อยลงและผมก็จะทำทุกอย่างจากใจ จากความรู้สึกจริงๆ ด้วยครับ”ถ้าขอให้ณเดชน์คิดทบทวนความเป็นตัวเองในวันนี้ เทียบกับตัวเองเมื่อสิบปีที่แล้ว และตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าณเดชน์คิดว่าตัวตนของณเดชน์ทั้งสามแตกต่างกันมากขนาดไหน “ต่างค่อนข้างเยอะนะครับ” เขาตอบหลังจากที่นิ่งคิดไปสักพัก จนเราจับสังเกตได้เลยว่า ก่อนที่เขาจะตอบคำถามใดๆ ก็ตาม เขาจะใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่เสมอ “ถ้ามองย้อนกลับไปสิบปี ตอนนั้นชีวิตผมจะเป็น… (เขาทำเสียงรัวกลอง และเสียงดนตรีจังหวะเร็วๆ ใส่เรา ทำให้เราอดอมยิ้มตามไปกับความพยายามที่จะอธิบายตัวเองในแบบของเขาไม่ได้) มันรัวไปหมด เพราะผมเป็นคนพลังเยอะ มีกิจกรรมเยอะ ทำนั่นทำนี่ ไปนั่นไปนี่ไม่ใช่คนประเภทตื่นเช้ามาอ่านหนังสืออยู่บ้าน แต่อยากจะลองนั่นลองนี่ มีเรื่องในหัววุ่นวายเต็มไปหมด และมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่า… ผมก็เป็นเหมือนเดิมอยู่นะ แต่จังหวะดนตรีในหัวมันช้าลง สิ่งที่วุ่นวายอยู่ในหัวกลับรวมตัวเป็นก้อนใหญ่มากขึ้น ดูชัดเจนมากขึ้น เป็นสิ่งที่คิดเพื่อที่จะทำออกมาได้จริงๆ ไม่ใช่การคิดแบบฟุ้งไปฟุ้งมาอีกแล้ว ส่วนในอีกสิบปีข้างหน้าเหรอ…” อีกครั้งที่เขานิ่งคิด “อย่างแรกคือผมมั่นใจว่าผมจะทำงานในวงการอยู่ ถ้าไม่ไปสะดุดขาตัวเองในเรื่องอะไรเข้านะครับ อย่างที่สองคือผมอยากจะเป็นนักแสดงต่อไป ไม่ว่าจะในบทบาทไหน แม้จะไม่ใช่พระเอกแล้วก็ตาม อย่างที่สาม ผมอยากมีพื้นที่ในฐานะผู้ผลิต อยากลองเอาภาพในหัวออกมาเล่าให้ผู้ชมได้ฟังในมุมมองของตัวผมเองครับ ซึ่งดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ผมคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้า ประสบการณ์ของผมน่าจะพอที่จะทำให้ผมไปยืนในจุดนั้นได้ครับ”นั่นแปลว่าณเดชน์เห็นตัวเองในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กยันโตเลยเนอะ เรายิ้ม เขาเพียงรับคำ“ครับ”

ตัวตนกับการแสดง

ตอนที่เรานัดถ่ายปกกับณเดชน์ เขาเพิ่งจะปิดกล้องละครเรื่อง‘ลายกินรี’ ไปหมาดๆ หลังจากที่ใช้เวลาถ่ายทำอยู่เกือบสองปีครึ่ง ด้วยสาเหตุหลายปัจจัย รวมทั้งโรคระบาดครั้งสำคัญอย่างโควิด-19 “โควิดก็ส่วนหนึ่งล่ะครับ แต่มันก็เกี่ยวกับอะไรหลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน (หัวเราะแหะๆ) หยุดไปนานพอสมควร ไปถ่ายอีกเรื่องหนึ่งมา พอกลับมาถ่ายอีกรอบนี่ต้องล้างตัวละครเก่าออกให้หมดเลยครับ“ในระยะแรกของการถ่ายทำ กว่าจะเข้าไปอินกับตัวละครที่แสดงได้นี่ต้องใช้เวลานวดพอสมควรเลยครับ” ณเดชน์อธิบายต่อพร้อมทำท่า ‘นวด’ ประกอบคำอธิบายดังกล่าว “ราวๆ 5-6 คิวได้เลยครับ และบทออกหลวงอินทราชภักดีก็ไม่ใช่คนในยุคปัจจุบันตามปกติ แต่เป็นคนในสมัย 400 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น การทำการบ้านก็ต้องดูละครย้อนยุค ต้องไปศึกษาว่าเจ้าคนนายคนสมัยก่อนเขาโหดขนาดไหน ยิ่งเขาเป็นตำรวจวัง มีคุกอยู่ที่บ้านจับขังคนได้เลยนะ (หืม) กว่าจะนวดให้เข้าเนื้อได้ก็มาติดโควิด… ผมก็ต้องกลับมาเป็นตัวเอง มีความสุขกับช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรทีนี้ พอต้องกลับไปสวมบทเดิม มันก็ใช้เวลานวดน้อยลงหน่อยเพราะเราพอจะเห็นร่องของมันแล้ว ก็อาศัยกลับไปเกาะร่องนั้นมันก็สบายขึ้นหน่อยครับ”ถ้าจะต้องนวดตัวละครให้เข้าเนื้อขนาดนี้ เคยมีปัญหาตอนถ่ายละครซ้อนกันบ้างไหม “ผมเคยถ่ายละครเรื่อง แรงปรารถนา’ ซ้อนกับหนังเรื่อง ‘คู่กรรม’ ครับ ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นเมื่อเล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ช่วงนั้น “ผมติดสำเนียงญี่ปุ่นจากกองหนังมากองละครด้วยนะ” เขาหัวเราะ“ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่พอมองย้อนกลับไปเราก็จะเห็นกระบวนการว่า ตอนเราไปอยู่ที่กองละคร ด้วยสภาวะสิ่งแวดล้อมในกองนั้น มันจะทำให้กลไกร่างกายของเรา สมองของเรา และภาพจำของเรากลับไปสู่ในโซนนั้นได้โดยอัตโนมัติ เราแค่ต้องมาทบทวนเรื่องราวของตัวละคร จังหวะการเล่น และจังหวะพูดให้ราบรื่นเท่านั้นครับ“และถ้าจดจำเสียง สำเนียงต่างๆ ของตัวละครได้ขึ้นใจมีภูมิหลังของตัวละครอยู่ในหัว เวลาเข้าบท แววตา การขยับร่างกาย และอะไรต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป มันจะค่อยๆ มาเองตามธรรมชาติ” เขาอธิบาย “บางทีฉากแรกอาจจะยังนวดไม่เข้าเนื้อ แต่พอแสดงๆ ไป มันก็เข้าเนื้อไปเองครับ”มีเอาตัวละครกลับบ้านไปแบบสลัดไม่หลุดบ้างไหม“ไม่เคยมีปัญหาเอาตัวละครกลับบ้านนะครับ” เขาตอบทันที“ผมไม่ได้ยึดติดกับตัวละครขนาดนั้น ถ้าผมใช้ method actingหนักมากเกินไป มันจะส่งผลกระทบกับอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเพราะผมมีสิ่งอื่นต้องทำ ทั้งงานอีเวนต์ งานอื่นๆ มีครอบครัวต้องดูแล และอะไรอีกหลายๆ อย่าง การที่จะต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น เพื่องานที่พิเศษกว่า มันก็เป็นเรื่องท้าทายนะครับแต่ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันของผม ผมทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆผมเลยต้องเรียนรู้ที่จะปิดกั้นทุกอย่างหลังผู้กำกับสั่งคัต…” เขานิ่งไปสักพัก “ผมมองแบบนี้นะฮะ ถ้าผมมีแบบแผนในการเดินเข้าไปเป็นตัวละครนั้นๆ ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องจับยึดตัวละครไว้ขนาดนั้น ถ้าผมทำการบ้านของตัวละครไว้อย่างละเอียดมากพอ ผมจะมีภาพในหัวที่ชัดเจนมากพอที่จะย้อนกลับไปได้ทุกครั้งที่ผมเข้ากอง และพอเลิกกองก็‘สวัสดีครับทุกคน’ แล้วกลับมาเป็นณเดชน์คนเดิมที่ผมเป็น ผมอาจจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากด้วยมั้งครับ ไม่ใช่คนที่จะนิ่งๆ เงียบๆเป็นตัวละครได้ตลอดเวลา เพราะผมก็มักจะคุยเล่นกับทีมงานระหว่างถ่ายทำเสมอ ถ้าไม่ใช่ซีนอารมณ์หนักหน่วงนะครับ”

ตัวตนในฐานะนายแบบ

“สมัยเด็กๆ นี่ถ่ายแบบเยอะมากจริงๆ ครับ ได้เงินสดสองพันสามพันหลังเลิกกองนี่มีความสุขมาก” เขาเล่าย้อนอดีตพร้อมเสียงหัวเราะ “แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ มันก็จะรู้สึกว่าการถ่ายแบบเป็นเรื่องน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มซ้ำๆ กัน ถ่ายแบบเดิมๆ เซ็ตไฟเดิมๆ ทำสีหน้าเดิมๆ ผมรู้สึกว่าการถ่ายแบบเริ่มจะไม่ใช่งานคราฟต์แล้ว ในตอนนั้นนะ”ช่วงที่เขาเอ่ยถึงคงเป็นช่วงยุคทองของนิตยสารในประเทศไทยที่มีนิตยสารเยอะในระดับ ‘เกลื่อนเมือง’ แน่นอน “แต่พอมาถึงตอนนี้ นิตยสารที่แข็งแรงจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ และด้วยความเป็นนิตยสารหัวนอกของพี่ วิสัยทัศน์คงจะแตกต่างออกไป วันนี้ผมเลยมาถ่ายแบบด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น เป็นความรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะถ่ายอะไรบ้างนะ เพราะนี่คือหนังสือหัวนอก และเป็นการถ่ายนาฬิกาและเสื้อผ้าแบรนด์ Louis Vuitton อีกด้วยครับ”เอาล่ะ… ความตื่นเต้นของณเดชน์ในวันนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันบนบ่าของทั้งช่างภาพและบรรณาธิการแฟชั่นของเล่มเราทันที เรายิ้มบางๆ ปล่อยเขาไปถ่ายแฟชั่นสักพักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่เขา ‘อยากรู้อยากเห็น’ ก่อนจะกลับมาถามถึงความรู้สึกในการถ่ายแบบกับเราในวันนี้อีกครั้ง “ดูดีครับ… ทำให้ผมดูดีขึ้นเยอะมาก” เขาหัวเราะเสียงใสนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ณเดชน์รับงานถ่ายแฟชั่นนาฬิกาคิดเห็นอย่างไรกับแอคเซสเซอรี่ชิ้นนี้ “จริงๆ ผมชอบนาฬิกาอยู่แล้วครับ มีสะสมอยู่ และผมรู้สึกว่าตอนนี้ไฮแบรนก์ก็พยายามตีตลาดนาฬิกามากขึ้นเรื่อยๆ และก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ในวันนี้ นาฬิกาเรือนที่ผมชอบที่สุดคือ Louis Vuitton Street Diver เพราะผมชอบที่รูปทรงสปอร์ต เข้ากันได้กับทุกชุด และยังใส่ดำน้ำได้อีกด้วยครับ”แล้วส่วนตัวณเดชน์คิดเห็นอย่างไรกับสินค้าแบรนด์เนมกันล่ะ“ส่วนตัวผมคิดว่าการใส่เสื้อแบรนด์เนมทำให้คนเรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อาจจะด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาก็ได้ครับแต่ในขณะเดียวกัน แบรนด์เนมก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง สามารถนำไปขายต่อได้หลังจากที่เราใส่จนเบื่อแล้วหรือมันตกคอลเลกชั่นไปแล้ว ผมก็เชื่อว่า สิ่งของอะไรก็ตาม ถ้ามันมีคุณค่าทางจิตใจต่อเจ้าของ มันจะเพิ่มมูลค่าด้วยตัวมันเองได้เหมือนกันครับ”

– Author: Pacharee Klinchoo –

Make-up: Naruchat Jettanavilai

Hair: Rachada Pongpuaung-ngam

Assistant Fashion Editor: Napat Roongruang