Posts

Extracurricular : เพราะผู้ใหญ่ไว้ใจไม่ได้ เป็นวัยรุ่นจึงต้องเจ็บปวด

ท่ามกลางซีรีส์รักกุ๊กกิ๊กหวานแหววขายความหล่อสวยของพระเอกและนางเอกจากประเทศเกาหลีที่สตรีมกันเกลื่อนเมืองแบบไล่ดูเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะตลาดต้องการเป็นอย่างมากแบบนี้ เราอดไม่ได้ที่จะนับถือความกล้าของทีมงานจาก Extracurricular ที่แหวกกระแสตลาดส่งซีรีส์สายดาร์กออกมาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมยามที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดูจะเป็นเพื่อนสนิทในสถานการณ์เช่นนี้ (ดาร์กจนเรานึกว่าเป็นภาคต่อของ Parasite เสียอีก)

Extracurricular

Author: Pacharee Klinchoo

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวของโอจีซู (นำแสดงโดย Kim Dong-hee) นักเรียนมัธยมปลายที่เลือกเส้นทางประกอบอาชีพผิดกฎหมายเพื่อทำตามความฝันของตัวเองในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่สามารถพึ่งพาพอที่ติดการพนันจนชีวิตครอบครัวล้มเหลว และแม่ก็หนีหายไปไม่ดูดำดูดีเขาได้อีกต่อไป และแพกยูริ (นำแสดงโดย Park Ju-hyun) สาวน้อยอนาคตไกลจากครอบครัวมหาเศรษฐีที่บังเอิญมารู้ความลับของจีซู และเต็มใจกระโดดเข้าร่วมวงการใต้ดินนี้อย่างเต็มใจ โดยมีซอมินฮี (นำแสดงโดย Jung Da-bin) และควักกีแท (นำแสดงโดย Nam Yoon-soo) เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการที่เข้าแล้วไม่สามารถออกนี้ได้

Extracurricular

ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหว

“ฉันมีชีวิตต่อไม่ได้ในบ้านหลังนั้น” คือคำพูดที่กยูรีแผดเสียงใส่จีซูเมื่อเขาแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงจะต้องมาวุ่นวายกับโลกของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว และเมื่อเธอย้อนถามเขาว่า เหตุใดเขาถึงเลือกที่จะลงมาทำอาชีพสีเทาแบบนี้ เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ฉันแค่อยากเรียนมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตอย่างพวกเธอเท่านั้นเอง” 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์พิลึกพิลั่นระหว่างคู่พระนางแห่ง Extracurricular ก็ว่าได้ เด็กวัยรุ่นสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วกลับมีบางสิ่งอย่างที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ และบางสิ่งอย่างที่ว่านั้นก็คือ ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหวสำหรับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต

Extracurricular

ภาพครอบครัวที่ยากจน พ่อติดการพนันและขโมยเงินของลูกไปทั้งหมดอย่างครอบครัวของจีซูนั้นดูเหมือนจะเป็นภาพพื้นฐานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างที่พบเห็นได้ทั่วโลก ซึ่งความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเท่าใดนัก แต่บทของ Extracurricular นั้นกลับตั้งใจเพิ่มภาพครอบครัวชนชั้นกลางระดับท็อปที่ล้มเหลวไม่แพ้กันอย่างครอบครัวของยูกริเข้ามาในวงจรด้านมืดนี้ด้วย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การจินตนาการถึงความยากลำบากของครอบครัวกยูรินั้นทำได้ยากมาก หากมองจากมุมมองของคนนอก 

เธอเป็นลูกสาวตนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจชื่อดัง เป็นเด็กเรียนเก่ง เพื่อนเยอะ และมีความสามารถมากพอที่จะเข้าวงการได้ทันที เมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแล้ว อนาคตของกยูรินั้นสดใสมากแน่นอน ทว่า… นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการในชีวิต พฤติกรรมอันดำมืดของจีซูกลับดูดึงดูดใจให้เธออยากจะใช้ชีวิตต่อไปมากกว่าการเป็นนกน้อยในกรงทองของบิดามารดา

Extracurricular

ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่จบไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว เด็กวัยรุ่นที่ถูกกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครอบครัวของตัวเอง ซึ่งควรจะเป็นหน่วยในสังคมที่ทำให้พวกเขาปลอดภัยนั้น ก็สามารถหลงทางและทำเรื่องเลวร้ายได้เทียมเทียมกัน ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฐานะหรือชนชั้นเลยทีเดียว

‘หัวหน้าอี’ ฮีโร่นอกระบบที่พึ่งพาได้มากกว่าครอบครัวหรืออำนาจรัฐ

อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ใน Extracurricular คือความสัมพันธ์ระหว่างมินฮี เด็กสาวสปอยล์ที่มีอาชีพไซด์ไลน์ลับๆ เพื่อหาเงินมาปรนเปรอกีแท แฟนหนุ่ม กับหัวหน้าอี ชายวัยกลางคนลึกลับที่รับหน้าที่เป็นเสมือนบอดี้การ์ดให้กับสาวๆ ไซด์ไลน์เหล่านั้น 

เนื้อเรื่องไม่ได้แตะประเด็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างตัวละครทั้งคู่แบบเห็นได้ชัดเจน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใยกันและกัน และความเข้าอกเข้าใจกันยามต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด และสังคมที่โหดร้าย เมื่อบทเผยเบื้องหลังที่มาของหัวหน้าอี ผู้ชมก็จะเห็นได้ชัดเจนถึง ‘ความนอกกฎหมาย’ ของตัวละครนี้ แต่มินฮีกลับเลือกที่จะพึ่งพิงเขามากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามเสนอความช่วยเหลือให้เธอตลอดทั้งเรื่อง

Extracurricular

เบื้องลึกเบื้องหลังครอบครัวของมินฮีนั้นไม่ได้ถูกสาธยายอย่างละเอียดเหมือนตัวละครหลักทั้งสองที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า เหตุจูงใจของเธอในการเดินเข้าสู่ธุรกิจค้ากามนี้เป็นเพียงความฟุ้งเฟ้อ และต้องการหาเงินมาปรนเปรอแฟนหนุ่มของตัวเองเท่านั้น แม้เราจะไม่รู้เบื้องหลังด้านครอบครัว แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเธอเป็นเด็กที่เปล่าเปลี่ยวและต้องการการเติมเต็มมากแค่ไหน เมื่อบวกกับความไว้วางใจในตัวหัวหน้าอีที่ปกป้องเธอได้ โดยไม่แยแสอำนาจรัฐที่พร่ำบอกว่าจะปกป้องเธอนั้น เราก็คงเดาไม่ยากว่า แท้จริงแล้ว นักเขียนและผู้กำกับต้องการสอดแทรกคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรไว้ในตัวละครทั้งสองคนนี้กันแน่ 

Extracurricular

Extracurricular เป็นซีรีส์สายดาร์กที่ดำเนินเรื่องแบบลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่อง นักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงนำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปิดตัวกับซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงอดนับถือใน ‘ความกล้าที่จะแหกกรอบ’ อะไรบางอย่างของ ‘ซีรีส์เกาหลี’ แบบที่ชาวโลกส่วนใหญ่รับรู้ไม่ได้ และในความกล้าที่จะแหกนั้น ก็ทำให้เรายอมรับได้ว่า นี่น่าจะเป็นก้าวแรกสู่ความหลากหลายทางเนื้อหาของซีรีส์เกาหลี ในแบบที่ Parasite เคยทำได้มาแล้วในวงการภาพยนตร์

Extracurricular สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Hyena เกมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่บทสรุปน่าสนใจกว่า Itaewon Class

ใครที่คิดถึงซีรีส์แนวหักเหลี่ยมเฉือนคมพลิกไปพลิกมาแบบ Itaewon Class เราขอแนะนำให้คุณเปิด Hyena ว่าด้วยกลโกงเกมทนายที่เดือดกว่าธุรกิจร้านอาหาร… กับการพลิกบทบาทจนแทบจำไม่ได้ของจูจีฮุน หรือรัชทายาทอีชาง แห่ง Kingdom 

Author: Pacharee Klinchoo

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นดูซีรีส์เรื่อง Itaewon Class นั้น เราได้อ่านบทวิจารณ์หลายบทว่าด้วยเรื่อง ‘ความเป๋’ ของบทสรุปจบของซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งในเรื่องทางออกที่มา ‘ง่ายจนเกินไป’ และความไม่คงเส้นคงวาของคาแร็กเตอร์ทั้งหลักและรองหลายต่อหลายตัว แต่ด้วยความเฉียบขาดของบทในระหว่างทาง ทำให้เราไม่อาจเลิกดูได้…​ และส่วนตัว เราก็แอบผิดหวังกับบทเฉลยในตอนจบอย่างที่บทวิจารณ์หลายบทนั้นว่าไว้จริงๆ 

อย่างไรก็ดี หลังจากเรานำเอาประเด็นนี้ไปถกเถียงกับเพื่อนสนิท และคนแวดวงเดียวกันหลายต่อหลายคน ทุกคนก็ออกความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าพวกเขาหวังความเชือดเฉือนระหว่างประธานชาและเถ้าแก่พัคมากกว่านี้จริงๆ เกือบจะเรียกได้ว่าได้ยินความผิดหวังอยู่ในกระแสเสียงของทุกคนดูตามติดซีรีส์เรื่องนี้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ประสบการณ์และความคาดหวังของแต่ละคน 

หลังจากอะดรีนาลินหลั่งและลดอย่างรวดเร็วไปแล้ว เราก็เลยอยากหาซีรีส์อะไรที่มีความเชือดเฉือนหักเหลี่ยมกันแบบนี้มาดูให้หายหงุดหงิดค้างคาใจกันบ้าง และก็มาพบกับซีรีส์เรื่อง Hyena โดยบังเอิญจากอัลกอริทึ่มแสนรู้ของ Netflix เลยกดดูเล่นๆ และติดหนึบตั้งแต่ตอนแรกเลยทีเดียว

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องเกมกฏหมายเข้มข้นนี้บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทนายยุนฮีแจ (รับบทโดยจูจีฮุน) ชายหนุ่มฐานะดี มีพ่อและพี่ชายเป็นผู้พิพากษา ส่วนตัวเองเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จสังกัดบริษัทกฏหมายที่มีลูกความเป็นกลุ่มคนรวยในสังคมเกาหลี กับทนายจองกึมจา (รับบทโดยคิมฮเยซู) ทนายสาวที่อยู่คนละขั้วกับเขา ซึ่งทั้งคู่ก็จะต้องทั้งต่อสู้กัน และร่วมมือกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะยามขึ้นว่าความ 

ต้องยอมรับก่อนว่า ผู้เขียนบทเรื่องนี้นั้นพัฒนาทั้งคาแร็กเตอร์ตัวละครและความสม่ำเสมอของบทได้อย่างคงเส้นคงวาตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย โดยสอดแทรกเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของคู่พระนางเข้ามาได้อย่างกลมกล่อมพอเหมาะพอดี ไม่ให้เสียรสชาติของเส้นเรื่องหลักไป และเมื่อเราร่วมดูไปจนถึงจุดคลี่คลายของเรื่องแล้ว ก็ไม่เกิดปรากฏการณ์ ‘อกหัก’ หรือ ‘อิหยังวะ’ เหมือนเช่นความรู้สึกที่เรา (และใครอีกจำนวนหนึ่ง) รู้สึกกับซีรีส์เรื่อง Itaewon Class 

หากใครอกหักจากตอนจบชองซีรีส์เรื่อง Itaewon Class เราแนะนำให้คุณเปิด Hyena ดูแก้ฟกช้ำกันได้ และขอจบบทความนี้ด้วยจุดยืนว่า เราไม่ได้นำซีรีส์สองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันนะ เราแค่แนะนำตัวเลือกให้แฟนๆ เท่านั้นเอง 

Hyena (และ Itaewon Class) สตรีมแล้วที่ Netflix 

ลือสนั่น!!! กงยูร่วมอ่านบทซีรีส์ไซไฟที่อาจร่วมแสดงกับเบดูนา

วันที่ 21 เมษายนนี้ ตัวแทนจากเอเจนซี่ Management Soop ของนักแสดงชื่อดังอย่าง Gong Yoo ออกมายอมรับว่ากงยูกำลังพิจารณาเพื่อรับบทในซีรีส์ไซไฟของ Netflix ที่มีชื่อว่า Ocean of Silence อยู่

โดยก่อนหน้านี้ Ocean of Silence ได้รับความสนใจเมื่อมีข่าวว่าจะได้นักแสดงอย่าง Jung Woo-sung มาร่วมแสดงและโปรดิวซ์ไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นเรื่องราวไซไฟทริลเลอร์ในยุคที่โลกกลายเป็นทะเลทรายทั้งใบ กลุ่มนักสำรวจจึงต้องถูกส่งไปหาสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่ดวงจันทร์

ในขณะที่ Bae Doo-na นักแสดงนำจากซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Kingdom เองก็อยู่ในระหว่างการเจรจาร่วมแสดงเป็นหนึ่งในทีมสำรวจดวงจันทร์เช่นกัน และถ้าหากกงยูยอมรับข้อเสนอนี้ เขาจะรับบทเป็น Yoon Jae หัวหน้าทีมสำรวจ ผู้ที่เป็นทหารเก่า

คุณคิดว่าหากข่าวลือข้างต้นทั้งหมดเป็นจริง จะเป็นอย่างไรกันนะ?

ต้นตอข่าวลือ คลิก ที่นี่ และ ที่นี

What’s Wrong with Secretary Kim? : ภารกิจในการค้นหาชีวิตของตัวเอง

ภายใต้ความกุ๊กกิ๊ก เบาสมองที่ฉาบเคลือบซีรีส์ What’s Wrong with Secretary Kim? อยู่นั้น เราอาจจะได้เรียนรู้ทั้งตัวตนของตัวเอง ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจตัวตนของคนอื่นไปพร้อมกันก็เป็นได้

Author: Pacharee Klinchoo

“ฉันอยากมีชีวิตที่ไม่ใช่เลขา และไม่ต้องดูแลครอบครัว”

คือเหตุผลที่เลขาคิม (นำแสดงโดย Park Min-young) ให้กับท่านรองประธาน อียองจุน (นำแสดงโดย Park Seo-jun) เมื่อเธอบอกเขาว่าเธอตัดสินใจลาออกจากอาชีพเลขานุการส่วนตัวของเขาที่เธอทำมา 9 ปี ‘ด้วยเหตุผลส่วนตัว’ ซึ่งหมายถึงการใช้หนี้ของครอบครัว และส่งพี่สาวทั้งสองเรียนต่อจนจบ มีงานมีการทำเรียบร้อยแล้วนั่นเอง แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากความกุ๊กกิ๊กน่ารักสดในของฉากคู่พระ-คู่นางแล้ว เราก็จะไปร่วมสำรวจในจิตใจของทั้งเลขาคิม และตัวละครหลายๆ ตัวว่าแท้จริงแล้ว ความหมายแห่งตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไรกันแน่ 

ฟังดูอาจจะเวอร์ หรือคิดมากไปนิด หากจะมาชวนคุยวิเคราะห์เรื่องนี้จากซีรีส์ที่หน้าหนังดูเบาสมองเยี่ยงนี้ แต่ในระหว่างทางที่เรื่องดำเนินไปนั้น เราก็ได้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคราที่ ‘ตัวตน’ ของเรานั้นคือสิ่งที่เราตัดสินใจเลือกลงมือทำ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งความสามารถเหล่านั้นกลายเป็นเสมือนอวัยวะในร่างกายของเรา ไม่แตกต่างจากความสามารถของคิมมีโซ ในฐานะเลขาคิมตลอดเรื่องนั่นเอง 

ในขณะเดียวกัน ตัวละครอย่างอีซองยอน (นำแสดงโดย Lee Tae-hwan) นั้นเองกลับเป็นผู้ที่หลงทางกับตัวตนของตัวเองได้อย่างมากที่สุด แม้ว่าเขาจะเลือกอาชีพที่ดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ ‘ติสต์’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ อย่างที่สุดในสายตาคนปกติอย่างนักเขียนก็ตาม 

ด้วยเหตุการณ์พลิกผันในวัยเด็กของทั้งอียองจุน และอีซองยอน ทำให้พวกเขาเดินตามเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หากมองด้วยแว่นตาของคนปกติแล้ว การใช้ชีวิตในฐานะศิลปินโดยไม่ต้องดูแลกิจการของครอบครัวนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ ‘มีความสุข’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ มากกว่าการมารับหน้าที่เป็นรองประธานธุรกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

(นับจากนี้ไป มีสปอยล์เนื้อหาหลักของเรื่อง)

บทบาทของพระเอ๊ก…​ พระเอก… ที่อาจทำร้ายบางคนโดยไม่รู้ตัว

ในวันที่อียองจุนตัดสินใจโกหกคำโตเพื่อทำให้พ่อและแม่ของเขาสบายใจ และให้ครอบครัวของตัวเองดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุขนั้น อาจจะเป็นวันที่เขาคิดแล้วว่านั่นคือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยการแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดมาไว้ในตัวเอง แต่ในวันนั้นเอง…​ ก็เป็นวันที่เขาปลดเปลื้องตัวตนของอีซองยอนไปได้ในแบบที่เขาไม่ทันคิดได้เช่นกัน

การที่อียองจุนตัดสินใจแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้กับตัวเอง และไม่เปิดโอกาสให้อีซองยอนเข้ารับการบำบัดรักษาอาการทางจิตที่เกิดจากความรู้สึกผิดในใจนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของอีซองยอนไปได้ตลอดกาล เราจะพูดแรงไปไหมว่า นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าใจร้ายและเห็นแก่ตัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้… แม้ว่ามันจะมาจากความปรารถนาดีที่สุดของเด็กตัวน้อยคนหนึ่งก็ตาม 

ในวันที่เหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายออก ทุกคนรับรู้ความจริงที่ปิดบังกันมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ อียองจุนไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองใดๆ ไปในระหว่างที่เขาบอกตัวเองว่าเขาโกหกเพื่อคนอื่น แต่อีซองยอนนั้นกลับใช้ชีวิตในสองทศวรรษที่ผ่านมาในความทรงจำปลอมๆ ของคนอื่น… และเมื่อทุกอย่างเปิดเผย… เขากลับกลายเป็นผู้ไร้ตัวตนอย่างแท้จริง 

เราแอบทึ่งในความเข้มแข็งของตัวละครที่สามารถยอมรับความจริงทั้งหมดนี้ได้โดยไม่บุบสลายมากมายดังที่ควรจะเป็น สิ่งที่เขาทำคือตัดสินใจออกเดินทางค้นหาตัวตนของตัวเอง ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากได้รับการบำบัดอย่างที่ควรจะเป็น และเขาก็สัญญากับน้องชายว่า จะกลับมาพร้อมหนังสือเล่มใหม่…

ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า หนทางสายอาชีพนักเขียนที่เขาเลือกนั้น ก็กลายมาเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในชีวิตเขา คือตัวตนของเขาในรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากตัวตนของคิมมีโซในฐานะเลขาคิมเลย

บทสรุปแห่งเส้นทางชีวิตที่เลือกเดิน

ด้วยความโรแมนติกคอมเมอดี้ของซีรีส์เรื่องนี้ บทสรุปทั้งหมดจึงเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น พระเอกและนางเอกอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบนิรันดร์… และภารกิจในการค้นหาตัวตนของคิมมีโซก็มีบทสรุปง่ายๆ แต่น่ารักถูกใจแฟนๆ ว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของเธอนั้นก็ผูกพันแนบแน่นกับอียองจุนมาตั้งแต่เธอยังเด็ก และตลอดระยะเวลาการทำงานเก้าปีที่ผ่านมากับเขา ก็สร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองขึ้นมา และเธอก็ได้รับการยอมรับในฐานะเลขามืออาชีพ ส่วนตัวเธอเองก็ยอมรับได้ในที่สุดว่า คงจะไม่มีใครทำตำแหน่งนี้ได้ดีไปกว่าเธออีกแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคิมมีโซ หรือเลขาคิม ทั้งสองคนนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันจนแทบจะแยกไม่ออกแล้วก็ว่าได้

บทสรุปตรงนี้ทำให้เราอดย้อนกลับไปนึกถึงหนังสือเรื่อง The Alchemist (ชื่อภาษาไทย : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) ของ Paolo Coelho ไม่ได้ เพราะในวันที่เด็กหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจออกจากที่พักของตัวเองเพื่อไปตามหาขุมทรัพย์ที่ปลายฝันนั้น คือวันที่ชะตากำหนดให้เขาย้อนกลับมาค้นพบขุมทรัพย์ก้อนใหญ่ใต้ที่นอนของเขานั่นเอง แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งยากลำบากใดๆ มากมายมหาศาลเพื่อพบสัจธรรมเล็กๆ ว่าแท้จริงแล้ว ขุมทรัพย์นั้นอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด แต่หากเขาไม่ตัดสินใจออกเดินทางก้าวแรกเพื่อ ‘ค้นหา’ แล้ว ขุมทรัพย์นั้นคงนอนนิ่งอยู่ใต้ที่นอนของเขาไปตราบนิรันดร์กาล 

ซึ่งก็ไม่ต่างจากเส้นทางการค้นหาตัวตนของเลขาคิมและอียองจุนนั่นเอง ในวันที่เธอตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เธอคุ้นชิน และในวันที่เขาตัดสินใจปล่อยเธอไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็คือวันที่เขาและเธอค้นพบว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของทั้งคู่นั้นผูกพัน และพึ่งพิงกันและกันมามายขนาดไหน 

บทสรุปนี้อาจจะดูเหมือนแสนหวาน แต่แท้จริงแล้ว จะมีใครสักกี่คนบนโลกนี้ที่เห็นคุณค่าของที่อยู่ในมือก่อนที่เราจะสูญเสียมันไปจริงๆ กันล่ะ?

What’s Wrong with Secretary Kim? สตรีมมิ่งที่ Netflix 

รีวิวด่วนๆ The King: Eternal Monarch สองตอนแรก!!!

หรือเราจะอยู่ในโลกคู่ขนานของกันและกัน?

Author: Pacharee Klinchoo

ถึงขั้นเซ็ตเรตติ้งใหม่ให้ช่อง SBS ทันทีที่ตอนแรกของ The King: Eternal Monarch ออกฉายวันแรกเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยแม่เหล็กของนักแสดงนำทั้ง Lee Min-ho (ที่เพิ่งจะออกมาจากกรมสดๆ ร้อนๆ) และ Kim Go-eun และเนื้อหาแฟนตาซีสุดเพ้อฝันนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่าเกินคาดไปแม้แต่น้อย

เพิ่งจะผ่านไปได้แค่สองตอน เนื้อหาหลักๆ เกี่ยวข้องกับประเทศเกาหลีในโลกคู่ขนาน โดยโลกหนึ่งมีประเทศที่ชื่อว่า จักรวรรดิเกาหลี (Kingdom of Corea) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์โดยมีพระเจ้าอีกน (รับบทโดย Lee Min-ho) ขึ้นปกครองหลังจากที่เสด็จพ่อโดนพระเชษฐาองค์โตลอบปลงประชนม์ และหนีไปยังโลกคู่ขนานที่มีประเทศสหพันธรัฐเกาหลี (Republic of Korea) ที่ปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี และกษัตริย์อีกนก็เดินทางข้ามมายังโลกคู่ขนานเพื่อค้นหาผู้ช่วยชีวิตของพระองค์ไว้ในวันเกิดเหตุ ซึ่งก็คือผู้หมวดจองแทอึล (รับบทโดย Kim Go-eun) นั่นเอง 

ดูท่าแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้คงจะเป็นซีรีส์ดราม่าผสานโรแมนติกตามแบบฉบับซีรีส์เกาหลีสูตรปกติทั่วไป แต่ประเด็นน่าสนใจในสองตอนแรกที่เห็นท่าแล้วจะไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือการสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมาโดยที่โลกหนึ่งเป็นประเทศเกาหลีที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และจักรวรรดิเกาหลีภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ ซึ่งมีการอธิบายไว้ในเนื้อเรื่องอย่างชัดเจนว่าทั้งสองโลกคู่ขนานนั้นมีประวัติศาสตร์ร่วมและแยกจากกันอย่างไร ซึ่งเราเดา(เอาเอง)ไว้ก่อนว่า ประเด็นนี้น่าจะกลายมาเป็นหนึ่งในจุดขยี้ของเนื้อเรื่องนี้ได้ไม่มากก็น้อย

หลังจากสองตอนผ่านไป เราพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ถ้าคุณเป็นคนชอบซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมอดี้เบาสมอง คุณก็สามารถสนุกสนานกับซีรีส์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก แต่ในขณะเดียวกัน… ถ้าคุณต้องการซีรีส์ที่มีประเด็นทางสังคมบ้าง เราก็แนะนำให้คุณลองเปิดใจให้ The King: Eternal Monarch ดู ไม่แน่ว่า ตอนต่อๆ ไปอาจจะเข้มข้นมากกว่านี้ก็เป็นได้

The King: Eternal Monarch ออกฉายทาง Netflix ทุกวันศุกร์ และเสาร์ เวลา 21.30 น.

เปิดตัวอย่างแรกซีรีส์สายดาร์กรับอากาศอันร้อนระอุ ‘Extracurricular – ชมลับ ธุรกิจรัก’

หน้าร้อนนี้จะระอุกว่าที่เคย เมื่อ Netflix ส่งซีรีส์เกาหลีแนวฮาร์ดคอร์ Extracurricular (ชมรมลับ ธุรกิจรัก) พร้อมที่จะเข้ามาเพิ่มดีกรีความฮอต และระเบิดความดาร์กแบบฉุดไม่อยู่ โดยงานนี้ได้นักแสดงวัยรุ่นเลือดใหม่ไฟแรงอย่าง คิม ดงฮี (Kim Dong-hee)จอง ดาบิน (Jung Da-bin) และ พัค จูฮยอน (Park Ju-hyun) มาร่วมฉายภาพเบื้องลึกเบื้องหลังความดาร์กของนักเรียนไฮสคูลที่ก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจด้านมืดของเกาหลีใต้
ที่ทั้งดุเดือดและเข้มข้นชนิดที่เรียกว่า ‘พลาดไม่ได้’

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวสุดเข้มข้นของกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่เลือกที่จะก่ออาชญากรรมเพื่อแลกกับเงิน และความเสี่ยงที่แสนสาหัสคือผลลัพธ์ที่ตามมา โอ จีซู (รับบทโดยคิม ดงฮี) เลือกที่จะก่ออาชญากรรมเพื่อตอบสนองความมุ่งมั่นในการหาเงินส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยโดยไม่สนใจวิธีการและความถูกต้อง ในขณะที่ซอ มินฮี (รับบทโดย จอง ดาบิน) มีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมครั้งนี้เช่นเดียวกับ แบ กยูรี (รับบทโดยพัค จูฮยอน) เพื่อนร่วมชั้นของจีซู การตัดสินใจที่ผิดพลาดนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไข เมื่อหันหลังกลับไม่ได้ หนทางแห่งอาชญากรรมและความรุนแรงคือสิ่งที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

สามารถรับชมตัวอย่างแรกได้แล้ววันนี้ ที่นี่ และเตรียมติดตามเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้พร้อมการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ใน Extracurricular วันที่ 29 เมษายน บน Netflix เท่านั้น

Itaewon Class: ศักดิ์ศรี ความถูกต้อง และหมัดแรกที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

อีกหนึ่งซีรีส์แฟนตาซีประเภทเดวิดล้มยักษ์โกไลแอธอย่าง Itaewon Class อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแฟนตาซีบนแผ่นฟิล์มเสมอไป ถ้าใครสักคนมีคุณธรรมมากพอที่จะยึดมั่นในความถูกต้อง มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่คุกเข่าให้อำนาจที่เหนือกว่า และมีความกล้ามากพอที่จะปล่อยหมัดแรกเพื่อเปลี่ยนแปลงขนบอันเน่าเฟะดั้งเดิม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าหมัดนั้นจะต้องแรกมาด้วยอะไรก็ตาม 

Author: Pacharee Klinchoo

“ก็แค่คุกเข่าขอโทษไปซะ จะได้จบๆ เรื่อง” เชื่อว่าวลีนี้อาจจะเด้งขึ้นมาในหัวของหลายคนหลังจากเปิดซีรีส์เรตติ้งดีอย่าง Itaewon Class ไปไม่พ้นสามตอนแรก เพราะเอาเข้าจริง มหากาพย์การชิงไหวชิงพริบกันในธุรกิจวงการร้านอาหารของประเทศเกาหลีใต้นี้ก็เริ่มต้นเพียงเพราะความดื้อดึงของพัคแซรอย (รับบทโดย Park Seo-joon) ที่ปฏิเสธก้มหัวขอโทษชางกึนวอน (รับบทโดย Ahn Bo-hyun) อันธพาลประจำชั้นมัธยมปลายลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของประธานบริษัทอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างชางกา(เท่านั้น)เองจริงๆ 

แต่มันแค่ ‘เท่านั้นเอง’ จริงๆ หรือ?

ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขั้วอำนาจที่ผูกขาด และการลุกขึ้นสู้ของผู้ที่อยู่ต่ำกว่า

ซีรีส์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการที่ที่พัคแซรอยกระโจนเข้าไปช่วยเหลือเด็กเนิร์ดร่วมห้องที่ถูกชางกึนวอนรังแก โดยปล่อยหมัดเข้าเต็มๆ ที่ใบหน้า ทั้งๆ ที่สถานการณ์รอบตัวนั้นชี้นำให้เขา​ (และผู้ชม) เชื่อเลยว่า หมัดนั้นจะนำพาความยุ่งยากมาให้เขาตลอดซีรีส์นี้แน่ๆ 

และมันก็จริง… เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น 

เพราะจริงๆ แล้ว… หมัดที่พัคแซรอยปล่อยไป (และความกล้าหาญในการปฏิเสธที่จะคุกเข่าขอโทษชางกึนวอนด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ผมไม่ได้รู้สึกผิด’) นั้น คือหมัดแรกที่ทำให้คนดูซีรีส์เรื่องนี้ ‘เชื่อตาม’ ไปกับตัวละครได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อคนเราพยายามมากพอ อดทนมากพอ และตั้งใจมากพอ ทุกอย่างก็เป็นจริงได้ (ภายในระยะเวลาเพียง 16 ตอนเท่านั้นเอง) 

ในระหว่างที่เราดูซีรีส์เรื่องนี้แบบตอนชนตอนอยู่นั้น เราเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางการต่อสู้ของเถ้าแก่พัคแซรอยนั้น ชวนให้เราระลึกถึงการต่อสู้กับอำนาจรัฐของชาดัลกอน โกแฮรี และผองเพื่อนใน Vagabond ไม่ได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว บริบทของทั้งสองเรื่องนี้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเกี่ยวซีรีส์สองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันได้ เห็นจะเป็นประเด็นเดวิดตัวน้อยล้มยักษ์โกไลแอธนี่เอง 

เราเคยบอกไว้ว่า Vagabond นั้นเป็นซีรีส์เพ้อฝันแฟนตาซีที่ไม่มีมังกรบินได้ ออกมาเพื่อให้คนจินตนาการถึงโลกที่คนตัวเล็กสามารถต่อกรกับอำนาจรัฐ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้จนประสบความสำเร็จ ซีรีส์เรื่อง Itaewon Class เองก็เป็นอีกหนึ่งแฟนตาซีในสเกลที่เล็กกว่า นั่นคือ เป็นภาพว่าคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนขึ้นมาโค่นยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมาตลอดได้

นั่นเป็นแฟนตาซีที่เหนือจริงเสียยิ่งกว่าแฟนตาซีใน Vagabond เสียอีก เพราะสเกลเพียงเท่านี้ เป็นสเกลที่ทำให้คนดูเชื่อได้ไม่ยากนักว่าเหตุการณ์ทั้งหลายใน Itaewon Class นั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้ พระเอกนางเอกไม่ต้องไปยิงปืนเท่ๆ หรือเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และเข้าสู่สงครามที่เสียเลือดเสียเนื้อใดๆ แต่ทุกคนมีเพียงสมอง สองมือ และการวางแผนที่แยบคายเท่านั้น ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น…​ ไม่ใช่สิ… ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลได้ 

บทบาทของผู้นำ และ ‘ความเชื่อ’ ที่ยึดมั่นในการใช้ชีวิต

นอกจากประเด็นแฟนตาซีในการล้มยักษ์ทางธุรกิจแล้ว อีกหนึ่งประเด็นเด่น(มาก)ที่ปรากฏในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นยันจบคือ เรื่องบทบาทของผู้นำทั้งในมุมมองของเถ้าแก่พัคแซรอย แห่งทันบัมผับ และประธานชางแดอี แห่งชางกากรุ๊ป ที่ต่างยืนอยู่กันบนเส้นขนานที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันมาบรรจบกันได้ 

ภาพของเถ้าแก่พัคแซรอยนั้นถูกวางให้เป็นเจ้านายในฝัน นั่นคือมีเมตตา ใจดี และใจเย็น แต่ในขณะเดียวกันก็เด็ดขาด พึ่งพาได้ ลูกน้องทุกคนจึงพร้อมเดินตามเขาไปอย่างมั่นคง และพัฒนาความสัมพันธ์กลายมาเป็นเพื่อนที่ไม่มีวันทิ้งกัน แม้ในวันที่ยากลำบากที่สุด ส่วนประธานชางแดอีนั้นคือเสือกระหายอำนาจที่พร้อมจะบั่นคอทุกคนที่หมดประโยชน์ทิ้งแบบไม่ไยดี ทำให้คนรอบตัวของเขานั้นเป็นเพียง ‘ลูกน้อง’ ที่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และรับเงินเดือนเมื่อหมดเดือนเท่านั้น 

นอกจากนั้น ‘ความเชื่อ’ ของตัวละครเอกทั้งสองนั้นก็ดูจะถูกวาดออกมาให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพัคแซรอยนั้นมีจุดมุ่งหมายในการขึ้นเป็นหนึ่ง เพื่อแก้แค้น และเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่จุดหมายที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่ยอมทิ้งเพื่อนร่วมงานที่เดินตามกันมาตั้งแต่วันแรกไปไหนเลยแม้แต่คนเดียว แม้นั่นจะหมายถึงการต้องเฉือนเนื้อตัวเองในหลายครั้งหลายคราก็ตาม ตัวละครชางแดอีกลับถูกให้ภาพเป็นคนที่ ‘เอาแต่พูด’ ว่าจะทำเพื่อบริษัท ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาตัดสินใจนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่คิดถึงแต่ตัวเองเป็นหลักเท่านั้นเอง 

ขมวดภาพลักษณ์และความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของตัวละครทั้งสองมาไว้ด้วยกัน เราจะพบว่า ภาพลักษณ์ของพัคแซรอยนั้นเป็นภาพลักษณ์ของ ‘ผู้นำ’ ในฝัน ผู้นำที่ตั้งมั่น เชื่อมั่นในศรัทธาของตัวเอง พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น โดยไม่ทอดทิ้งลูกน้องที่เดินตามกันมา ในขณะที่ภาพลักษณ์ของชางแดอีนั้นเป็นภาพลักษณ์ผู้นำประเภท ‘เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล’ และในตอนจบของซีรีส์เรื่องนี้ก็คงจะบอกเองว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินธุรกิจอย่างไรกันแน่ ที่ยั่งยืนกว่ากัน 

บทสรุป Itaewon Class ที่คนไม่สนใจธุรกิจก็เข้าใจได้

แม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันในด้านธุรกิจ แต่มันก็สอดแทรกแฟนตาซีประเภทที่ถูกใจชนชั้นกลางไว้ได้อย่างแยบคาย เมื่อบวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า พัคแซรอยเรียนไม่จบมัธยมปลาย และเป็นอดีตนักโทษ แต่สามารถก่อตั้งบริษัทของตัวเองจนประสบความสำเร็จ และโค่นบริษัทยักษ์ที่ผูกขาดวงการอาหารมาอย่างยาวนานลงได้ในที่สุด เราก็ได้เห็นเลยว่า แท้จริงแล้ว ซีรีส์นี้เป็นซีรีส์แฟนตาซีเพ้อฝันดูเอาสนุก ที่เรื่องราวทั้งหลายเกิดขึ้นเพียงเพราะการไม่ยอมจำนน และหมัดแรกหมัดนั้น 

อย่างไรก็ดี… แม้เรื่องราวของซีรีส์นี้จะดูแฟนตาซีจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งมวล ไม่ว่าจะในสเกลการเปลี่ยนแปลงตัวเอง การเปลี่ยนแปลงสังคมรอบตัว รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบใดๆ ก็ตามที่หยั่งฐานรากมาอย่างยาวนานให้จงได้นั้น มันก็เริ่มต้นจากการกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยอย่างการปฏิเสธการคุกเข่าจากความกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในระบอบดั้งเดิมมานานเกินไป  

ดังนั้น… เราขอให้คุณปิดเสียงในหัว “ก็แค่คุกเข่าขอโทษไปซะ จะได้จบๆ เรื่อง” ที่ดังก้องขึ้นหลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้ไปได้สามตอนแรก และให้คุณเชื่อมั่นตามเถ้าแก่พัคแซรอยว่า แท้จริงแล้ว คนตัวเล็กๆ นั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้เพียงแค่มีความกล้าที่จะออกหมัดแรก

เท่านั้นเอง

Itaewon Class สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix.com

ทบทวนบทบาทของกษัตริย์ และภาวะผู้นำที่ผู้คนต้องการยามประเทศเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดไปกับรัชทายาทอีชาง จาก Kingdom ซีซั่นล่าสุด

เปิดตัวอย่างสวยงามถูกจังหวะและเวลากับซีรีส์ Kingdom ซีซั่นสองที่ลงสตรีมมิ่งใน Netflix ในช่วงเวลาที่โลกกำลังประสบภัยซอมบี้จากไวรัสโคโรน่าระบาดพอดิบพอดี อยู่บ้านกักตัวช่วยชาติ ชมซีรีส์สนุกๆ แล้วมาลองมองย้อนดูสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเรากันดีกว่า

Author: Pacharee Klinchoo

Kingdom

“A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” คำพูดอันโด่งดังของ Ling Yao (หลิน เหยา) องค์ชายรัชทายาทจากประเทศชิน ในมังงะชื่อดังเรื่อง Fullmetal Alchemist หรือ ‘แขนกลคนแปรธาตุ’ นั้นดูจะมาพ้องพานกับเนื้อหาที่ปรากฏในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Kingdom แบบไม่น่าเชื่อ ในแง่ของ ‘หน้าที่’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ของผู้นำเมื่อคราวที่ประเทศประสบกับภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม

เราจะปล่อยเรื่อง Fullmetal Alchemist เอาไว้ก่อนในตอนนี้ เพราะประเด็นเรื่องภาวะผู้นำที่ปรากฏในซีรีส์เรื่อง Kingdom ซีซั่นนี้ดูน่าจะสนใจ และสอดคล้องกับคำพูดของหลิน เหยาที่เรายกมาตอนต้นในแบบที่ทำให้เราเชื่อได้เลยว่า พื้นฐานจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าจะชนชาติไหนก็คล้ายคลึงกันอย่างแท้จริง และเราแอบเชื่อว่า ป่านนี้ทุกคนคงจะได้เสพซีรีส์ซีซั่นนี้กันไปหมดแล้ว เราจึงขออนุญาตเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับบทความนี้แบบไม่ระวังสปอยล์แล้วกัน

ภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทอีชางในฐานะผู้นำในอุดมคติ

Kingdom

ในซีซั่นนี้ องค์รัชทายาทอีชาง (รับบทโดย Ju Ji-hoon) ได้เปล่งประกายความเป็นผู้นำแบบอุดมคติให้เหล่าพสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอได้ประจักษ์กันอย่างชัดเจนเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการปักหลักรับมือกับฝูงซอมบี้เป็นด่านหน้าร่วมหัวจมท้ายกับทหารคู่ใจที่ป้อมปราการเมืองซังจูโดยไม่ล่าถอยง่ายๆ ตัดสินใจบุกเดี่ยว (พร้อมทหารคู่ใจ) ไปแจ้งข่าวเรื่องโรคระบาดที่เมืองหลวงฮันยาง ไปจนถึงฉากที่ตัดสินใจสั่งปิดประตูวังหลวงเพื่อกั้นซอมบี้ไว้ภายในวัง ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านทำร้ายชาวบ้านร้านตลาดนอกรั้ววัง ทั้งๆ ที่ในทุกสถานการณ์นั้น องค์รัชทายาทสามารถลี้ภัยไปทำตัวเงียบๆ หลบภัยโรคระบาดจนกว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาเยือนก็ย่อมได้ แต่บทกลับใส่ภาพพระเอกเต็มตัวให้กับองค์รัชทายาทผู้ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏต่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันแบบนี้

สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Kingdom นี้คือการนำเอาเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงมาปรุงแต่งจนกระทั่งดูน่าเชื่อถือตามตรรกะของเรื่องแต่ง ไม่ว่าจะแทนโรคระบาดด้วยซอมบี้ หรือการเล่าถึงการแบ่งแยกชนชั้น ความกระหายอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมไปถึงอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังบัลลังก์กษัตริย์ในแต่ละราชวงศ์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ภาพขององค์รัชทายาทอีชางที่ถูกแต่งแต้มตามหลักการและเหตุผลในการดำเนินเรื่องนั้นจึงไม่พ้นภาพกษัตริย์ในอุดมคติที่เหล่าไพร่ฟ้าราษฎรเฝ้าฝันถึงนั่นเอง

ภาพองค์รัชทายาทวางแผนจัดการเหล่าซอมบี้ พร้อมบุกตะลุยแนวหน้าด้วยพระองค์เอง เป็นภาพที่เหล่าพสกนิกรไพร่ฟ้าทั่วโลกได้รับรู้พร้อมกันว่า ‘นี่แหละผู้นำที่เราต้องการ’ ซึ่งความเฉลียวฉลาดในการแต่งแต้มบทโดยดึงเอาประวัติศาสตร์เกาหลีในยุคราชวงศ์โชชอน (รัชสมัยพระเจ้าซอนโจ หรือรัชกาลที่ 14 ของราชวงศ์นี้) ซึ่งเกาหลีต้องตั้งรับการรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งเผชิญสภาวะภัยหนาวยาวนานต่อเนื่อง (และภัยหนาวนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝูงซอมบี้ออกอาละวาดอย่างหนักหน่วงรุนแรงในซีรีส์ซีซั่นนี้) นั้นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูได้สนุกสนาน แต่ก็สอดแทรกบริบททางประวัติศาสตร์ที่เราอยากให้เป็นไว้ได้อย่างแยบคาย

ผู้ชนะคือผู้จารึกพงศาวดาร

Kingdom

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในตอนเกือบจบซีรีส์ซี่ซั่นนี้เห็นจะได้แก่ประเด็นหลังจากที่เหล่าฝูงซอมบี้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว และฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนประเทศนี้ นั่นคือ การดำรงอยู่ต่อของสถาบันกษัตริย์อันเป็นสถาบันชั้นปกครองที่ยังหายไปไม่ได้ ทว่า… หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไล่มาตั้งแต่องค์รัชทายาทถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การบั่นคอกษัตริย์พระองค์ก่อนด้วยตัวเอง และการล่มสลายของราชวงศ์เกือบทั้งหมดจาก ‘โรคระบาด’ องค์ชายรัชทายาทจะสามารถสร้างความชอบธรรมในการขึ้นบัลลังก์ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนที่ได้รับข่าวเพียงว่าพระองค์เป็นกบฏ และเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์พระองค์เก่าด้วยมือพระองค์เองกันได้ล่ะ

ซึ่งผู้เขียนบทก็ยังใส่ภาพผู้นำในอุดมคติเข้าไปในองค์รัชทายาทอีชางเช่นเคย การให้องค์รัชทายาทตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้กับโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน (ที่ทุกคนก็รู้กันหมดว่าเจ้าชายน้อยนั้นไม่ได้สืบสายเลือดตรงของทั้งกษัตริย์หรือมเหสี) พร้อมสั่งให้จารึกประวัติศาสตร์เสียใหม่ว่า พระบิดา พระมารดา รวมถึงพระเชษฐาของเจ้าชายน้อยนั้นเสียชีวิตจากโรคระบาดทั้งหมด บัลลังก์จึงตกสู่เจ้าชายน้อยโดยชอบธรรม ไร้ข้อกังขา… ตรงนี้นั้นแสดงถึงภาพลักษณ์ของ ‘เจ้าชายในฝัน’ ทั้งในแง่ของการเสียสละเพื่อส่วนรวม มองเห็นผลประโยชน์และความสงบสุขของประเทศเป็นสำคัญกว่าอำนาจและอภิสิทธิ์ที่ตนเองจะได้รับจากการขึ้นครองบัลลังก์ แต่ในขณะเดียวกัน สาส์นหนึ่งที่ซ่อนไว้อย่างแยบคายก็คือคำจารึกบนพงศาวดารนั้น… จากน้ำมือผู้ชนะนั่นเอง

เหตุผลที่พสกนิกรที่เฝ้าหน้าจออยู่นั้นรับได้กับบทตรงนี้ เป็นเพราะว่าตรรกะของซีรีส์นี้ได้วางให้องค์รัชทายาทรับบท ‘พระเอก’ ผู้เสียสละ และในความเป็น ‘คนดี’ ขององค์รัชทายาทอีชางนั้นเอง ก็ทำให้การจารึกประวัติศาสตร์ที่ดูยังไงก็ ‘ผิด’ นี้ กลายเป็นเรื่องที่ ‘ชอบธรรม’ และ ‘ยอมรับได้’ เลยเถิดไปถึงว่าเป็นพฤติกรรม ‘ที่น่าสรรเสริญ’ เพราะคือการเสียสละเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง

แต่ถ้าหากว่า… สถานการณ์คลี่คลายไปในทางกลับกันล่ะ? ถ้าหากว่าผู้ที่จารึกประวัติศาสตร์คืออัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และองค์ราชินีโจ… คุณคิดว่าข้อโต้แย้งภายในใจของพสกนิกรที่เสพซีรีส์นี้อยู่หน้าจอจะเป็นไปในทิศทางไหนกัน? และทำไมเราถึงยอมรับตรรกะว่า ‘คนดี’ มีสิทธิเขียนพงศาวดารตามใจตัว ในขณะที่ ‘คนไม่ดี’ อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้นตั้งแต่การวางบทแล้วกันล่ะ? 

ดูซีรีส์ ดูละคร แล้วมาย้อนดูบ้านเมือง

Kingdom

ขอย้อนกลับมาคำพูดของหลิน เหยา แห่ง Fullmetal Alchemist ที่เรายกมาไว้ตั้งแต่เริ่มบทความนี้ “A King’s duty is to his people. Without them, he is no king at all. – หน้าที่ของกษัตริย์นั้นมีต่อประชาชน หากไร้ซึ่งประชาชน ก็ไร้ซึ่งกษัตริย์เช่นกัน” เพราะเมื่อดูซีรีส์ Kingdom จนจบครบทั้งสองซีซั่นแล้ว ก็เห็นได้เลยว่า ภาพของผู้นำในอุดมคติที่ถูกวาดไว้ในซีรีส์เรื่องนี้นั้น เป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าประเทศชาติจะดำเนินไปในทิศทางใดยามเกิดปรากฏการณ์ใดๆ ก็ตามที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ดังเช่นเหตุการณ์โรคระบาดซอมบี้ในเรื่องนี้

การที่อัครมหาเสนาบดีโจฮักจู และอาจารย์อันฮยุน ‘ตัดสินใจ’ สังเวยคนในหมู่บ้านของยองชินให้กลายเป็นซอมบี้เพื่อเป็นด่านหน้าป้องกันข้าศึกจากประเทศญี่ปุ่นนั้น ทำให้เกิดผลพวงอันร้ายแรงต่อมา นั่นคือการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว และทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาเดือดร้อนจากมาตรการที่ลงมือทำโดยคนที่มีอำนาจอยู่ในมือ ซึ่งถ้าจะให้มองกันตรงๆ แล้ว การตัดสินใจอย่างลับๆ ระหว่างผู้นำทั้งสองนั้น ก็เกิดจาก ‘ภาระหน้าที่’ ที่ต้องป้องกันบ้านเมือง แต่ดูเหมือนว่าการทำตามหน้าที่ของตนนั้น กลับหลงลืม ‘คุณธรรม’ ของความเป็นผู้นำไป

ในขณะเดียวกัน การ ‘ตัดสินใจ’ ของมเหสีโจที่จะปล่อยซอมบี้ที่เลี้ยงไว้ออกมาเพ่นพ่านในวังให้ทุกคนติดเชื้อโรคระบาดกันไปหมด เนื่องจากตัวเธอเองก็ไม่สามารถยึดอำนาจการปกครองไว้ได้อีกต่อไปแล้วนั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ถ้าหากว่าอำนาจหลุดไปอยู่ในมือคนที่ไม่สนอะไรเลย นอกจากประโยชน์ส่วนตนนั้น จะนำพาหายนะมาสู่บ้านเมืองได้มากขนาดไหน และถ้าองค์รัชทายาทไม่ ‘ตัดสินใจ’ ออกคำสั่งปิดกั้นประตูวังทั้งหมด โรคระบาดก็จะลุกลามออกไปในเมืองหลวงฮันยางที่ยังไม่เกิดโรคระบาด และไพร่ฟ้าราษฎรก็จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของมเหสีโจไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

การมาถึงขององค์ชายรัชทายาท และการ ‘ตัดสินใจ’ ต่างๆ โดยที่บทวางให้พระองค์นึกถึงแต่ประโยชน์ของไพร่ฟ้ามากกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น ทำให้พสกนิกรที่นั่งเฝ้าหน้าจอเชื่อและคล้อยตามการตัดสินใจขององค์รัชทายาทได้อย่างง่ายๆ โดยเราไม่ตั้งคำถามถึงความถูกต้อง หรือเหมาะสมที่เกิดจากการตัดสินใจนั้นๆ เสียด้วยซ้ำ… หรือถ้าใครคิดจะตั้งคำถาม ก็จะมีคำตอบว่า ‘ทรงตัดสินใจเพื่อประชาชน’ และทำให้คำถามเหล่านั้นถูกปัดตกไปได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น คำพูดของหลิน เหยา ที่ยกมานั้น แฝงไว้ด้วยนัยยะที่ลึกซึ้งไปมากกว่า ‘หน้าที่’ ของ ‘กษัตริย์’ ที่มีต่อ ‘ประชาชน’ แต่มันหมายรวมว่า หากกษัตริย์องค์นั้นตัดสินใจใดๆ ก็ตาม เพื่อ ‘ประชาชน’ เป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน… กษัตริย์ก็จะสามารถกระทำการมิชอบได้โดยชอบธรรม 

ใช่หรือไม่? 

Kingdom ทั้งสองซีซั่น สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix.com 

Vagabond – เจาะแผนลับเครือข่ายนรก: โลกแฟนตาซีที่ไม่มีมังกรบินได้

ไม่แปลกใจเลยที่ซีรีส์เรื่อง Vagabond – เจาะแผนลับเครือข่ายนรกของช่อง SBS ที่ออกฉายทั่วโลกผ่าน Netflix จะได้รับเรตติ้งสูงถึง 10.4% ในตอนแรกทันทีที่ออกฉาย นอกเหนือไปจากความสนุกสนาน ชวนระทึกให้ติดตามตามสไตล์หนังแอ็กชั่นสืบสวนสอบสวนแล้ว สาส์นที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้นั้นก็ช่างพอเหมาะลงตัวกับสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้อย่างแท้จริง

Author: Pacharee Klinchoo

ซีรีส์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่องนี้เพิ่งเริ่มไปได้เพียงหนึ่งซีซั่น แม้จะมีข่าวว่ากำลังวางแผนสร้างซีซั่นสองอยู่ แต่ด้วยความอลังการของทั้งบท ฉาก และคิวดารานำตัวใหญ่หลายต่อหลายคน เราอาจจะต้องกด pause ซีรีส์เรื่องนี้กันไปยาวๆ ก็เป็นได้ 

ในระหว่างนั้น… เรามาลองคิดเล่นๆ กันดูไหมว่า เหตุใดซีรีส์เรื่องนี้ถึงเรตติ้งสูงแซงซีรีส์ประเภทรักโรแมนติกที่มักจะเข้าถึงคนดูได้กว้างกว่ากันแน่

คนธรรมดากับชะตาชีวิตที่ผกผัน

Vagabond เล่าเรื่องราวของชาดัลกอน (รับบทโดย Lee Seung-gi) สตันท์แมนหนุ่มตกอับที่ต้องสูญเสียชาฮุน หลานชายเพียงคนเดียวของตัวเองไปจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่เขาบังเอิญไปรับรู้ว่าแท้จริงแล้วนั่นเป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย และด้วยความช่วยเหลือของโกแฮรี (รับบทโดย Bae Suzy) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติของประเทศเกาหลี พร้อมด้วยพรรคพวกเพียงไม่กี่คน ชาดัลกอนก็สามารถเปิดโปงแผนลับระดับชาติซึ่งมี ‘รัฐบาลเกาหลี’ ชักใยอยู่เบื้องหลังสำเร็จจนได้

เรื่องย่อมีแค่ย่อหน้าที่แล้วที่เราเล่าไปนั่นล่ะ แต่การดำเนินเรื่องสุดระทึก บวกกับการออกแบบคิวบู๊สุดตื่นตา ทำให้ผู้ชมที่ชมซีรีส์เรื่องนี้ลุ้นระทึกไปพร้อมกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่า… ปัจจัยของ ‘ความดัง’ เปรี้ยงปร้างนั้นมีเพียงแค่เท่านั้นจริงๆ หรือ?

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ชาดัลกอนเป็นเพียงสตันท์แมนหนุ่มตกอับ เป็นชายโสดที่ใช้ชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งสูญเสียหลานชายเพียงคนเดียวไปจากเหตุการณ์ปริศนาครั้งนี้ ในขณะที่โกแฮรีเองก็เป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ไม่ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าหน่วย แต่ในยามที่ทั้งคู่มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง การณ์กลับกลายเป็นว่า ทั้งคู่สามารถเปิดโปงความลับดำมืดเบื้องหลังรัฐบาลเกาหลี ที่มีองค์กรร้ายใหญ่กว่านั้นชักใยอยู่เบื้องหลังจนล้มยักษ์ลงได้ภายในระยะเวลาแค่ 16 ตอนเท่านั้น

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิตจริงมีอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์กัน? นั่นเพียงพอหรือยังที่จะทำให้เราออกปากว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แฟนตาซีเพ้อฝันที่ไร้ซึ่งมังกรบินได้ หากถูกฉาบเคลือบด้วยฉาก ผู้คน วันเวลา และสถานที่ที่มีอยู่จริง ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วม และเชื่อได้อย่างเต็มที่ว่าเหตุการณ์ในซีรีส์ก็จะสามารถเป็นไปได้ในชีวิตจริง

แล้วมันเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ หรือ?

อำนาจในมือคนธรรมดา

เรื่องราวในซีรีส์นั้นคลี่คลายปมไปเรื่อยๆ ในระหว่างทาง มันทำให้คนดูที่กำลังลุ้นระทึกไปกับโลกเสมือนจริงตรงหน้านั้นเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า เมื่อคนธรรมดาอย่างชาดัลกอนและโกแฮรีตั้งมั่นมากพอ พวกเขาสามารถทำตัวเป็นเดวิดที่ล้มยักษ์โกไลแอธลงได้ และในที่สุดแล้ว โลกก็จะรับรู้ความเป็นจริงได้ในที่สุด ไม่ว่าอิทธิพลมืดนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม 

แม้กระทั่งกีแทอุง (รับบทโดย Shin Sung-rok) หัวหน้าหน่วยของโกแฮรีเอง ก็ยังเกิดอาการลักลั่น เมื่อต้องคราวต้องอยู่จุดปะทะกันระหว่าง ‘คุณธรรม’ และ ‘หน้าที่รับใช้ประชาชน’ ที่ถูกกรอกหูมาตลอดชีวิต กับ ‘หน้าที่ในฐานะลูกจ้างรัฐบาล’ และถึงแม้ว่าการกระทำของเขาจะคลี่คลายไปในทิศทางเอาใจคนดู แต่ในระหว่างการตัดสินใจสลับไปสลับมานั้น การกระทำของเขาก็ตีแผ่อะไรที่ติดอยู่ในใจของ ‘ประชาชน’ ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และปกป้องพยานเพียงคนเดียวที่จะตีแผ่แผนลับดำมืดในคดีที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ กับการทำตามคำสั่งของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และปล่อยให้เหตุการณ์ที่ตนเองรู้อยู่แก่ใจว่า ‘ผิดศีลธรรม’ เกิดขึ้นตรงหน้า หรือการที่ต้องตัดสินใจ ‘ตามน้ำ’ ไปกับรัฐ โดยการปรักปรำฝั่งชาดัลกอนทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเราต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าต้องสวมรองเท้าของกีแทอุงเข้าไปยืนอยู่ ณ จุดนั้น’ คำตอบนั้นอาจจะไม่ต่างจากการตัดสินใจของเขาเลยก็เป็นได้

มันเป็นความจริง… แม้จะแสนเศร้าและหดหู่ แต่มันก็คือความจริง 

อย่างไรก็ดี… ซีรีส์เรื่องนี้ก็คือซีรีส์แฟนตาซี… มันคลี่คลายไปในทิศทางที่เอาใจผู้ชมคนธรรมดาที่เฝ้าหน้าจออยู่โดยส่งสารออกมาทื่อๆ เลยว่า คุณธรรม ความดี และความตั้งใจจริงของคนธรรมดานั้น อยู๋เหนืออำนาจใดๆ ก็ตาม และทุกคนสามารถเป็นฮีโร่กอบกู้โลกได้ 

เรียกได้ว่า… โลกทั้งใบอยู่ในมือเรา ถ้าเรายึดมั่นในคุณธรรมมากพอ 

ความดำมืดในจิตใจที่ไม่อาจปล่อยวางได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับประเด็นแฟนตาซีเดวิดล้มยักษ์โกไลแอธที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเห็นจะได้แก่ประเด็นที่ว่าด้วยความดำมืดในจิตใจของชาดัลกอน ที่ต้องการแก้แค้นให้กับหลานชายของตัวเอง ซึ่งทำให้การกระทำของเขานั้นกลายเป็น ‘ทำเพื่อชาติ’ ไปโดยปริยาย 

แต่แท้จริงแล้ว… ในใจของชาดัลกอนนั้น เขาต้องการที่จะ ‘ตีแผ่’ ความเป็นจริงอันฟอนเฟะเบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่พรากเอาหลานชายเพียงคนเดียวไปจากตัวเขา หรือเขาต้องการที่จะ ‘ฆ่าล้างโคตร’ คนที่มีส่วนทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกันแน่?

คำตอบของคำถามนี้ถูกเฉลยไว้ในช่วงท้ายๆ ของซีรีส์ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะตัดขาดจากโกแฮรีอันเป็นที่รัก และเข้าร่วมองค์กรทหารรับจ้าง เพื่อสาวไปให้ถึงตัวบงการตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้โดยไม่พึ่งพาอำนาจรัฐหรืออะไรใดๆ เรียกได้ว่าลงใต้ดินอย่างเต็มตัว และเมื่อเขาได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับตัวการที่พรากหลานชายไปจากเขาแบบตัวต่อตัว… เขาก็ตัดสินใจตั้งศาลเตี้ยจัดการด้วยตัวเอง

นั่นอาจจะเป็นฉากแรกที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้หลุดออกจากความเป็นแฟนตาซีมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็ว่าได้ 

เพราะในวันที่อำนาจรัฐพึ่งพาไม่ได้ ไร้การตรวจสอบ ไม่โปร่งใสนั้น ‘เหยื่อ’ ที่เกิดจากความหละหลวมดังกล่าวนั้นดูจะไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากฉีกกรอบ ‘คุณธรรม’ และ ‘กฎหมาย’ พื้นฐานเพื่อตั้งศาลเตี้ยจัดการเรื่องอยุติธรรมที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่อยู่เหนือกว่านั่นเอง 

เนื้อเรื่องของซีรีส์ Vagabond นั้นยังไม่จบ เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า มันจะดำเนินไปสำรวจคุณธรรมในตัวชาดัลกอนและพรรคพวกจนถึงจุดไหน โกแฮรีจะหันหน้าเข้าหาความมืดเพื่อแก้แค้นให้กับชาดัลกอนหรือไม่ และชาดัลกอนจะสามารถถอนตัวออกจากหลุมดำที่เรียกว่าความแค้นได้ไหม และที่สำคัญ… ซีรีส์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินเรื่องความเป็นแฟนตาซีโดยเขียนให้รัฐบาลเกาหลีกลับมาโปร่งใส ตรวจสอบได้อีกครั้งหรือไม่

คงต้องรอลุ้นซีซั่นสองไปพร้อมกันครับ 

รับชม Vagabond ได้ที่ www.netflix.com