Posts

Casquette 2.0: Welcome Back

Girard-Perregaux พลิกฟื้นนาฬิกาในตำนาน คาสเคตต์ (Casquette) รุ่นดั้งเดิมนั้นผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1978 ระหว่างนั้น จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) ได้ผลิตนวัตกรรมนาฬิกาควอตซ์นี้เพียงจำนวน 8200 เรือน และตลอดช่วงเวลาหลายปี นาฬิกาควอตซ์นี้ได้เป็นที่ตามหาอย่างมากของบรรดาผู้ซึ่งหลงใหลในนาฬิกา วันนี้ นาฬิกา คาสเคตต์ ได้หวนคืนอีกครั้ง ในชื่อว่า คาสเคตต์ 2.0 (Casquette 2.0) โดดเด่นด้วยการบรรจุภายใต้ตัวเรือนเซรามิกและไทเทเนียม เกรด 5 มากไปกว่านั้น ยังมาพร้อมกลไกควอตซ์ชุดใหม่ที่เปี่ยมด้วยฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติม และท้ายสุด ด้วยตัวเรือนที่รับกับสรีระข้อมือ พร้อมทั้งขนาดและงานออกแบบของนาฬิการุ่นนี้ จึงเหมาะสมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

การถือกำเนิดของคาสเคตต์
ในปี ค.ศ. 1976 จีราร์ด-แพร์โกซ์ ได้เผยโฉม คาสเคตต์ ในฐานะเรือนเวลาอันล้ำสมัย ที่อุทิศให้กับการแสดงเวลาด้วยหลอดแอลอีดี (LED) โดยให้พลังงานผ่านกลไกควอตซ์ และบรรจุภายใต้จิตวิญญาณของเครื่องบอกเวลาแห่งยุค 70s ที่เผยโฉมเป็นนาฬิกาซึ่งมีคุณลักษณะและความแตกต่างไปจากนาฬิกาสองเข็มชี้แสดงเวลาตามแบบประเพณีทั่วไป ซึ่งนั่นทำให้ จีราร์ด-แพร์โกซ์ โรงงานการผลิต (Manufacture) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1791 ได้กลายเป็นที่สนใจในฐานะผู้นำแถวหน้าของการแสดงเวลาด้วยกลไกควอตซ์ และแท้จริงแล้ว ด้วยระดับความถี่ 32,768 เฮิรตซ์ของกลไกที่ตั้งไว้โดยเมซง (Maison) แห่งนี้ ในเวลาต่อมานั้นได้ถูกนำไปใช้ในฐานะมาตรฐานสากลของบรรดานาฬิกาควอตซ์ต่างๆ

นาฬิกาอันน่าทึ่งนี้ไม่ได้ถูกเรียกขานอย่างเป็นทางการด้วยชื่อ ‘คาสเคตต์’ (Casquette) แต่เปิดตัวสู่ตลาดโดยการใช้หมายเลขอ้างอิงแทน อย่างไรก็ดี นักสะสมนาฬิกาได้เริ่มที่จะตั้งชื่อเล่นขึ้นจากความชื่นชอบหลงใหลให้กับนาฬิการุ่นนี้ว่า ‘คาสเคตต์’ ซึ่งกลายเป็นฉายาที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในคำเรียกขานภายในแวดวงสาขาของเครื่องบอกเวลาเสมอมา

โดยการแสดงแบบดั้งเดิมของชั่วโมง นาที วินาที วัน และวันที่ พร้อมด้วยกลไกควอตซ์นั้นได้ส่งมอบซึ่งระดับของความเที่ยงตรงแม่นยำสูง มากไปกว่านั้น ขณะที่บริษัทคู่แข่งมากมายเพียงแต่เปลี่ยนจากการแสดงแบบดั้งเดิมตามประเพณีของแผงหน้าปัดวงกลมไปสู่การใช้ชุดของหลอดแอลอีดีเท่านั้น ทว่า จีราร์ด-แพร์โกซ์กลับมุ่งไปที่งานออกแบบของคาสเคตต์ด้วยสายตาและมุมมองใหม่อย่างสิ้นเชิง โดยการแสดงด้วยหลอดแอลอีดีนั้นไม่เพียงทำหน้าที่ด้านฟังก์ชัน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ที่ฉีกออกจากกฎเกณฑ์ประเพณี และได้มอบซึ่งสไตล์อันล้ำสมัยขึ้นมาแทน ซึ่งแท้จริงแล้ว ณ เวลานั้น นาฬิกานี้ยังเชื่อมโยงถึงงานออกแบบอันทรงพลังของรถมัสเซิลคาร์ (muscle car) ยุค 70s ด้วยหลอดแอลอีดีซึ่งดูคล้ายกับไฟท้ายของรถเหล่านี้นั่นเอง

ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ เมซงแห่งนี้ได้แสดงออกถึงความเชี่ยวชาญด้านงานออกแบบมาแล้วมากมาย โดยเมื่อเริ่มต้นออกแบบนาฬิกา แบรนด์ไม่ได้มองแต่ละองค์ประกอบของนาฬิกาเป็นเพียงองค์ประกอบชิ้นเดียว แต่มองถึงการเป็นส่วนหนึ่งของความกลมกลืนและสัมพันธ์กันในภาพรวม โดยย้อนกลับไปในยุค 70s จีราร์ด-แพร์โกซ์ได้นำเสนออย่างมุ่งมั่นถึงแนวคิดของนาฬิกาที่ติดตั้งไว้ด้วยสายสร้อยข้อมือแบบผสาน นอกจากนี้ บริษัทยังได้แสดงออกถึงความปรารถนาในการสร้างสรรค์รูปทรงตัวเรือนที่แตกต่างเสมอ และอุทิศให้กับการคำนึงถึงด้านการยศาสตร์ ประโยชน์ของการใช้งานได้อย่างแท้จริง และความสามารถในการอ่านค่าได้ชัดเจนสมบูรณ์

นาฬิกาคาสเคตต์ถูกผลิตขึ้นนับจากปี ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1978 และนำเสนอด้วยความหลากหลายของตัวเรือนทั้งหมดสามแบบ ระหว่างมาโครลอน (Makrolon® (โพลีคาร์บอเนต)), แผ่นเยลโลโกลด์ และท้ายสุดคือสตีล โดยตลอดหลายปีต่อมา คาสเคตต์ได้กลายเป็นนาฬิกาอันเป็นที่ตามหาของบรรดานักสะสมและผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา ด้วยภาษางานออกแบบสไตล์ ‘เรโทรล้ำยุค’ (retro futuristic) ที่ยังคงนำเสนอเสน่ห์อันดึงดูดใจอย่างที่ไม่เคยจางหาย

ยุคใหม่
ในวันนี้ คาสเคตต์ได้หวนคืน และเป็นครั้งนี้ที่ได้นำเอาชื่อเล่นดั้งเดิมกลับมาใช้อย่างเป็นทางการ ด้วยการตั้งชื่อให้ว่า คาสเคตต์ 2.0 โดยบรรจุภายใต้ตัวเรือนเซรามิกป้องกันรอยขีดข่วน และนำเสนอด้วยฝาหลังไทเทเนียม เกรด 5 ซึ่งทั้งไทเทเนียมและเซรามิกนั้นต่างมีคุณสมบัติของการไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองผิว และมีน้ำหนักเบา นั่นทำให้นาฬิการุ่นนี้มีน้ำหนักเบาเพียง 107 กรัม ซึ่งช่วยให้มอบความสะดวกสบายให้กับผู้สวมใส่ และแท้จริงแล้ว นาฬิกา คาสเคตต์ ใหม่นี้ยิ่งสวมใส่บนข้อมือได้สะดวกสบายกว่าที่เคย โดยรายล้อมโครงร่างตัวเรือนน้ำหนักเบาคล้ายกันนี้ด้วยบรรดาปุ่มกดที่ทำจากไทเทเนียม รวมถึงแผ่นไทเทเนียมซึ่งประกอบอยู่ด้านบนสุดของตัวเรือนนาฬิกา และการประดับด้วยโลโก้ GP สไตล์ย้อนยุค

ในปี ค.ศ. 2021 จีราร์ด-แพร์โกซ์ โดยความร่วมมือของ แบมฟอร์ด วอทช์ ดีพาร์ทเมนต์ (Bamford Watch Department) ได้สร้างสรรค์นาฬิกาเรือนเฉพาะหนึ่งเดียว (pièce unique) ขึ้นเพื่อสนับสนุนงานประมูลการกุศล โอนลี วอทช์ (Only Watch) โดยมีพื้นฐานมาจากนาฬิกา คาสเคตต์ รุ่นดั้งเดิมของปี ค.ศ. 1976 ที่นาฬิกาเรือนดังกล่าวบรรจุภายใต้ตัวเรือนฟอร์จคาร์บอน (forged carbon) และไทเทเนียม พร้อมทั้งเสริมด้วยปุ่มกดไทเทเนียม โดยผลงานเรือนเฉพาะหนึ่งเดียวนั้นจำหน่ายด้วยมูลค่าการประมูลถึง 100,000 สวิสฟรังก์ ซึ่งได้ร่วมสมทบทุนอันจำเป็นอย่างมากสำหรับการวิจัยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน (Duchenne muscular dystrophy) และ ณ เวลานั้นเอง ที่บรรดาผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่มีสายตาอันเฉียบคมได้สังเกตเห็นว่า คาสเคตต์ โอนลี วอทช์ เอดิชัน (Casquette Only Watch Edition) เรือนนั้นบรรจุไว้ด้วยกลไกชุดใหม่ของคาลิเบอร์ จีพี03980 (Calibre GP03980) และเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดเมซงจึงต้องผลิตกลไกชุดใหม่ให้กับเรือนเวลาเพียงเรือนเดียว และในวันนี้ กลไกเดียวกันนั้นของคาลิเบอร์ จีพี03980 จึงได้ไขปริศนาด้วยการมาบรรจุอยู่ ณ หัวใจของนาฬิกา คาสเคตต์ 2.0 ใหม่

แพทริค ปรูโนซ์ (Patrick Pruniaux) ผู้อำนวยการบริหารใหญ่ของจีราร์ด-แพร์โกซ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่นาฬิกาทุกรุ่นจะสามารถรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์และความสามารถในการเป็นที่ปรารถนาของผู้คนมากมายมาตลอดการเดินทางแห่งเวลาอันยาวนานเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ที่การผลิตนาฬิกาคาสเคตต์รุ่นดั้งเดิมได้หยุดลงในปี ค.ศ. 1978 ความสนใจในนาฬิการุ่นนี้ก็ไม่เคยหายไปไหน เรายังคงได้รับเสียงสอบถามถึงมาอย่างสม่ำเสมอ และได้ประจักษ์ว่านาฬิกาเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากเพียงใด รวมถึงยังมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าราคาจำหน่ายดั้งเดิมถึง 10 เท่าในตลาดนาฬิกาที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ไม่อาจเป็นทุกสิ่งที่เราซื้อที่จะมีมูลค่าเพิ่มได้ในแบบเดียวกันนี้! เหตุผลนั้นจึงแสนเรียบง่าย และเป็นผลลัพธ์ซึ่งมาจากการที่คาสเคตต์รุ่นดั้งเดิมได้ทำหน้าที่ในการวางรากฐานชื่อเสียงอันมั่นคงยิ่งขึ้นของเรา โดยเฉพาะด้านการออกแบบนาฬิกาด้วยรูปลักษณ์และเสน่ห์ดึงดูดใจได้อย่างยาวนานเหนือกาลเวลา เราดีใจที่ได้ต้อนรับการหวนคืนของคาสเคตต์ ในฐานะนาฬิกาเปี่ยมด้วยสไตล์ ที่จะมอบเสน่ห์ดึงดูดเย้ายวนใจอันไม่มีสิ้นสุดนี้ต่อไป”

ด้วยคุณลักษณะที่มีร่วมกับนาฬิกา คาสเคตต์ รุ่นดั้งเดิม ที่ในรุ่นใหม่ล่าสุดยังคงประกอบด้วยการแสดงชั่วโมง นาที วินาที วันและวันที่ อย่างไรก็ดี กลไกชุดใหม่ได้เสริมไว้ด้วยฟังก์ชันเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึง การแสดงเดือน ปี โครโนกราฟ เวลาไทม์โซนที่สอง และการแสดงวันที่ลับหรือซีเครตเดท (secret date) โดยฟังก์ชันหลังสุดนี้ ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเก็บวันแห่งความทรงจำที่เลือกไว้เองได้ ด้วยฟังก์ชันซีเครตเดท (ประกอบด้วยการแสดงวันที่ เดือน และปี) ที่สามารถแสดงแต่ละวัน ณ ช่วงเวลาเฉพาะซึ่งกำหนดหรือเลือกไว้โดยผู้สวมใส่ ตัวอย่างเช่น วันครบรอบแต่งงาน

นาฬิกาคาสเคตต์ ยังช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถดูเวลาได้ตามต้องการ เพื่อช่วยประหยัดอายุการใช้แบตเตอรี่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ด้วยการวางสมมติฐานไว้ว่าจะมีการใช้งานปุ่มกดโดยการกดลงบนปุ่มเฉลี่ย 20 ครั้งต่อวัน ดังนั้นอายุของแบตเตอรี่จึงควรยาวนานได้ 2 ปี นาฬิการุ่นใหม่นี้ประกอบคู่มากับสายสร้อยข้อมือเซรามิก พร้อมทั้งการตกแต่งด้วยยางบนด้านใน ซึ่งมอบทั้งความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการสวมใส่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าสายสร้อยข้อมือที่ติดตั้งในรุ่นดั้งเดิม โดยสายสร้อยข้อมือของวันนี้มาพร้อมด้วยหัวเข็มขัดแบบบานพับทำจากไทเทเนียม

ตลอดช่วงอายุนับจากการถือกำเนิดของนาฬิกาคาสเคตต์รุ่นดั้งเดิมนั้น มีนาฬิกาที่ถูกผลิตขึ้นเพียง 8200 เรือน และด้วยแรงบันดาลใจมาจากจำนวนตัวเลขหลังสุดนี้ จีราร์ด-แพร์โกซ์จึงเลือกที่จะจำกัดจำนวนการผลิตนาฬิกาคาสเคตต์รุ่นใหม่นี้ขึ้นเพียง 820 เรือน โดยคาสเคตต์ 2.0 อันคุ้มค่าและเปี่ยมด้วยคุณค่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกากลุ่มเซกเมนต์ใหม่สำหรับจีราร์ด-แพร์โกซ์

ในปี ค.ศ. 1976 คาสเคตต์ได้ถูกซื้อโดยกลุ่มลูกค้าที่เรียกขานกันว่า ‘ผู้ล้ำสมัย’ (‘early adopters’) และทำให้หลายคนที่ช้ากว่าต้องพลาดโอกาสในการได้ครอบครองไป แต่ครั้งนี้ เพื่อป้องกันความผิดหวัง คุณสามารถจับจองหรือสั่งซื้อคาสเคตต์ 2.0 ได้แล้วล่วงหน้าผ่านทางช่องทางอี-คอมเมิร์ซของแบรนด์ นับจากวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 ถึงวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2022 และหลังจากนั้น นาฬิการุ่นใหม่นี้จึงจะมีให้เลือกครอบครองผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการคัดเลือกของ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ทั่วโลกต่อไป

ร่วมพลิกฟื้นตำนานและต้อนรับการหวนคืนด้วย #WelcomeBack

“Shaping The now since 1791” Virtual Exhibition

จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) และพีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) เชิญร่วมเฉลิมฉลอง 230 ปีแห่งความหลงใหลในการประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกา ในโอกาสครบรอบ 230 ปี การก่อตั้งแบรนด์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้ผลิตเรือนเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ให้เข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 30 กันยายน 2021

นิทรรศการดังกล่าว เนรมิตพื้นที่มัลติแบรนด์บูติค PMT The Hour Glass สยามพารากอน มาไว้บนแพลตฟอร์มนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อต้อนรับบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ ให้เข้ามาสัมผัสโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงของ Girard-Perregaux แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ รับชมความงดงามของประดิษฐกรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และประทับใจในสุดยอดนวัตกรรมที่กล่าวได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกายุคสมัยปัจจุบัน ผ่านการจัดแสดงแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง ให้ผู้เข้าชมสามารถรับชมผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างละเอียดและคมชัดทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา นิทรรศการครั้งนี้ ยังตอกย้ำความเป็นเลิศในศาสตร์และศิลปะการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่สืบทอดมานานกว่าสองศตวรรษ เชื่อมโยงเทคนิคอันยอดเยี่ยมเข้ากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงฟังก์ชั่นการทำงานเข้ากับรูปลักษณ์ที่สวยงาม และเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ครองใจบรรดาเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ผู้นำประเทศ และบรรดาผู้ทรงอิทธิพลจากแวดวงต่างๆ ทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สองภาพบนคือตัวอย่างผลงานชิ้นประวัติศาสตร์สำคัญที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีตั้งแต่นาฬิกาพกที่วิจิตรบรรจง จากยุคสมัยของ ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-Francois Bautte) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไปจนถึงผลงานระดับตำนานอย่าง ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ซึ่งได้รับการออกแบบโดย คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) นั้น ล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่าที่ปกติจัดแสดงให้เข้าชมได้ที่ส่วนพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในฐานการผลิตของ Girard-Perregaux ที่เมือง ลา โชว์ เดอ ฟองด์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น

จึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่คนรักนาฬิกาชาวไทยและทั่วโลกจะได้ร่วมค้นพบประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Girard-Perregaux และสัมผัสผลงานสุดพิเศษ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในด้านความวิจิตรงดงามและฟังก์ชั่นการทำงานอันยอดเยี่ยม คงคุณค่าอยู่เหนือกาลเวลานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1791

นอกจากผลงานจากพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังจัดแสดงผลงานเรือนพิเศษที่ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และทักษะด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ อาทิ แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล (Planetarium Tri-Axial) ที่จัดวางองค์ประกอบต่างๆ ได้งดงามราวบทกวี หรือตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) เรือนเวลาร่วมสมัยจากการเปิดตัวล่าสุดภายในงาน เจนีวา วอทช์ เดย์ส (Geneva Watch Days) ปีนี้ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความเคารพที่แบรนด์มีต่อขนบประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันเก่าแก่ที่สืบทอดมาช้านาน พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงสู่โลกอนาคต ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรมด้านวัสดุ และการปรับโฉมรูปลักษณ์เรือนเวลาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The now since 1791” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2021 ที่ เว็บไซต์ของ PMT The Hour Glass

เรามีตัวอย่างของนาฬิกาที่จะมาจัดแสดงในนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ในช่วง1 – 30 กันยายน 2021 ดังนี้

“เลพีน” นาฬิกาจี้ตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย <<โบท แอนด์ มูนิเยร์>>, ราวปี ค.ศ. 1820
ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-François Bautte) (เจนีวา ค.ศ. 1772-1837) ผู้ก่อตั้งแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard Perregaux) เป็นหนึ่งในช่างนาฬิกาและช่างอัญมณีผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์สูงสุดและเป็นดั่งอัจฉริยะบุคคลอย่างแท้จริงในช่วงเวลาของเขาในฐานะช่างฝีมือ และนักการค้าผู้เปี่ยมด้วยทักษะอันแสนพิเศษ เขาได้รังสรรค์ทุกประเภทของเรือนเวลาอันสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับงานฝีมือการแกะสลักหรืองานลงยาในทุกรายละเอียดของเรือนเวลา หรือการประดับตกแต่งด้วยอัญมณีล้ำเลอค่า พรสวรรค์ของโบทยังสามารถค้นพบได้ผ่านผลงานอันประณีตละเอียดอ่อนที่เขาได้รังสรรค์ไว้บนตัวเรือนของนาฬิกาจี้เรือนนี้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการประดับตัวเรือนด้วยทองเม็ดเล็กๆทุกชิ้นด้วยมือ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบและแสนวิเศษเช่นนี้ ขณะที่หน้าปัดทองอันประณีตประดับตกแต่งไว้ด้วยลวดลายดอกไม้ รวมถึงกลไกตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับเรือนเวลาพิเศษเฉพาะหนึ่งเดียวนี้

“เลพีน” นาฬิกาพก พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “มูนิเยร์ เอต ฟิลส์ เอต เฌแนฟ” (แอสโซซีเอ เดอ เจ.เอฟ. โบท), ราวปี ค.ศ. 1830
นาฬิกาพกลงยาทองเรือนบาง พร้อมด้วยงานประดับตกแต่งลวดลายดอกไม้อันแสนวิจิตรที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้งานลงยาสีดำแบบชอมเลอเว (champlevé) งานลงยาชอมเลอเวถือเป็นเทคนิคการลงยาอันประณีตงดงาม ที่ซึ่งผ่านขั้นตอนของการแกะสลักผนังขอบลงยาด้วยสิ่วไว้บน ตัวเรือน จากนั้นจึงเติมด้วยงานลงยาใส โดยโบทเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในเทคนิคการจำลองภาพขนาดจิ๋ว และเป็นหนึ่งในช่างนาฬิการายแรกๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดที่ผลิตรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางพิเศษขึ้น โดยผ่านการประดับตกแต่งอย่างประณีตจากทองและงานลงยา โบทยังเปี่ยมด้วยองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถแสดงเวลาไม่เฉพาะเพียงผ่านเข็มชี้ แต่ยังรวมไปถึงการแสดงเวลาด้วยตัวเลข โดยนาฬิกาพกเรือนนี้ได้บรรจุไว้ด้วยการแสดงแบบตัวเลข (digital display) ด้วยระบบจัมปิ้งอาวร์ (jumping hours)

“เลพีน” นาฬิกาจี้ พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “เจ.เอฟ. โบท แอนด์ ซี เอต เฌแนฟ”, ราวปี ค.ศ. 1840
นาฬิกาจี้ลงยาทองประดับเพชรอันแสนอัศจรรย์ พร้อมด้วยสายโซ่นาฬิกาลงยาทองและกุญแจไขลาน ประดับด้วยเพชร และหน้าปัดลงยา “กรองด์ เฟอ” (“Grand-feu”) ตัวเรือนประดับตกแต่งด้วยงานลงยาสีน้ำเงินโคบอลต์โปร่งแสงบนพื้นผิวแกะสลักเอนจิ้น-เทิร์น (engine-turned) และงานแกะสลักประดับตกแต่งด้วยเพชร งานลงยาถือเป็นศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นได้โดยเฉพาะศิลปินเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และถูกเรียกขานว่า “เจนีวา บลู” (“Geneva blue”) อันเป็นต้นแบบของยุคสมัยของโบท โดยผสมผสานด้วยเทคนิคการตกแต่งอื่นๆ เช่น “กิโยชาจ” (“guillochage”) หรือการแกะสลัก ที่ช่วยให้สามารถรังสรรค์เรือนเวลาอันแสนงดงามวิเศษเหล่านี้ได้

นาฬิกาพกแบบมีฝาปิดเรือนทอง พร้อมด้วยกลไกสะพานจักร, บาลานซ์สปริงทรงกลมทำให้เป็นสีน้ำเงิน และบาลานซ์ทดกำลังด้วย สกรูทองขนาดใหญ่ ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1884
ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) จากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์ส (La Chaux-de-Fonds) สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนาความหลงใหลในโครงสร้างกลไกของนาฬิกาจักรกล โดยเขาตั้งใจที่จะรังสรรค์ความล้ำเลิศทางเทคนิคและความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดซึ่งผสมผสานไว้ด้วยความสวยงามอันแสนตราตรึงใจ นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด (hunter) เรือนนี้คือหนึ่งในตัวอย่าง เหล่านั้น โดยได้รับรางวัลความเที่ยงตรง “โครโนมิเตอร์” (“Chronometer”) จากเนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี (Neuchâtel Observatory) กับกลไกที่ถ่ายทอดด้วยงานฝีมือการตกแต่งอันประณีตวิจิตร เช่น ลวดลายโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève), ลายเกรนวงกลม, งานขัดเงาดุจกระจกและขัดขอบมุม

ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส, นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์โครโนมิเตอร์ตรึงด้วยแกนเดือย ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1888
คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ได้เปลี่ยนโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาไปอีกด้าน โดยการเปลี่ยนรูปสะพานจักรจาก องค์ประกอบทางเทคนิคที่ไม่อาจมองเห็นไปสู่ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ของเรือนเวลา เขาได้ออกแบบใหม่ให้กับสะพานจักรของนาฬิกาพกตูร์บิญองด้วยรูปทรงลูกศรอันสวยงามและจัดวางขนานกัน มอบเป็นการถือกำเนิดของนาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillon with Three Gold Bridges) เป็นครั้งแรกๆ ขึ้นในการประดิษฐ์สร้างสรรค์นาฬิกา โดยสะพานจักรทองของเรือนเวลาพิเศษเรือนนี้ซึ่งได้รับรางวัลเฟิร์สคลาส บูลเลติน (first class bulletin) จาก เนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี ได้ถ่ายทอดไว้ด้วยงานฝีมือการตกแต่งระดับไฮเอนด์ถึงห้า รูปแบบ ทั้งการขัดเงาดุจกระจกบนพื้นผิว งานขัดด้านซาตินบนขอบข้าง งานขัดกลมมนบนก้านแขน งานขัดขอบขึ้นมุมภายนอก และงานขัดขอบขึ้นมุมภายในต่างๆ ณ วันนี้ เรือนเวลาอันเป็นไอคอนิกนี้ได้กลายเป็นงานออกแบบอันเป็นที่จดจำได้ทันทีในฐานะสัญลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ไจโรเมติก นาฬิกาข้อมือสตีลและสายแบบผสาน กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติไจโรเมติกความถี่สูง พร้อมด้วย เอสเคปเมนต์แบบเลเวอร์, ราวปี ค.ศ. 1970
ในช่วงปี 1960’s จีราร์ด-แพร์โกซ์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มีแผนกวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ภายในโรงงานของตนเอง จึงเกิดการคิดค้นซึ่งนวัตกรรมอันน่าทึ่งมากมาย อาทิ ไจโรเมติก (Gyromatic) ระบบขึ้นลานเองอัตโนมัติแบบปฏิวัติ ด้วยสัดส่วนขนาดเล็กที่ช่วยให้โรงงานการผลิตแห่งนี้สามารถนำเสนอซึ่งเรือนเวลากลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติเรือนบางพิเศษได้ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประดิษฐ์นาฬิกา โดยไจโรเมติกมีโครงสร้างที่บางอย่างมาก พร้อมทั้งหวนกลับไปให้ความสนใจเป็นพิเศษกับองค์ประกอบซึ่งถูกละทิ้งนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) นั่นคืองานออกแบบของนาฬิกา และนับจากยุค 1970’s เรือนเวลานี้จึงได้รับการชื่นชมยกย่องในองค์รวม ทั้งในแง่ของเทคนิคและความสวยงาม

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ลอรีอาโต นาฬิกาควอตซ์โครโนมิเตอร์ในตัวเรือนสตีลและสายแบบผสาน, ปี ค.ศ. 1984
ในปี ค.ศ. 1975 จีราร์ด-แพร์โกซ์ ได้เปิดตัวผลงาน ลอรีอาโต (Laureato) หนึ่งในเรือนเวลา “สปอร์ต-ชิค” (“sport-chic”) รุ่นแรกๆ พร้อมด้วยเอกลักษณ์ของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมยกสูงและสายข้อมือสตีลแบบผสาน ที่ติดตั้งด้วยกลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงแม่นยำสูงและบางพิเศษ โรงงานการผลิตจากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์สรายนี้ได้เริ่มต้นเล่นกับรูปทรงบนเรือนเวลานับจากช่วงปลายยุค 60s ด้วยผลงานนาฬิกาดำน้ำ ดีพ ไดเวอร์ (Deep Diver) ของแบรนด์ซึ่งมีขอบตัวเรือนตกแต่งถึง 14 เหลี่ยมด้าน และต้องขอบคุณให้กับเส้นสายอันเรียวบาง ความสามารถในการสวมใส่ได้ง่าย และการสลับระหว่างงานตกแต่งขัดเงาและขัดด้านซาติของเส้นสายทรงตรงและทรงโค้ง ที่ทำให้ ลอรีอาโต ได้รับความสนใจอย่างทันทีและกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์

ลา เอสเมอรัลดา ตูร์บิญอง “อะ ซีเคร็ต”
(La Esmeralda Tourbillon “A Secret”)

แกะสลักขึ้นทั้งหมดด้วยมือ (ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงในการทำงาน) เราจะได้ค้นพบกับม้าที่กำลังควบวิ่งอย่างสง่างามสามตัวซึ่งปรากฏบนด้านนอกของฝาปิดนาฬิกา ขณะที่ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และด้านบนของหูตัวเรือนเชื่อมสาย รวมถึงด้านข้างของตัวเรือนนั้นได้หยิบเอาลวดลายสลับซับซ้อนอันแวววาวเจิดจรัสที่เคยใช้ตกแต่งภายในผลงานรุ่นปี ค.ศ. 1889 โดยฝีมือการแกะสลักของ ฟริตซ์ คุนเดิร์ต (Fritz Kundert) ขณะที่กระจกแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” ได้มอบซึ่งภาพมุมมองด้านบนอันน่าทึ่งแห่งสถาปัตยกรรมอันงดงามล้ำเลิศ โดยออกแบบขึ้นเหมือนกับนาฬิกา “ซีเคร็ต” (“secret” watch) ที่การตีความใหม่ของลา เอสเมอรัลดา นี้ได้ประกอบไว้ด้วยฝาปิดซึ่งทำหน้าที่ปกป้องด้านหลังของนาฬิกา ผ่านกระบวนการผลิตอันแสนพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยกลไกจักรกลผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเองที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวมถึง 310 ชิ้น พร้อมทั้งกรงตูร์บิญองรูปทรงพิณที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 80 ชิ้นภายในกรงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 14.44 มม. และหนักเพียง 0.305 กรัมเท่านั้น! โดยระบบไขลานอัตโนมัตินี้ยังติดตั้งไว้ด้วยไมโคร-โรเตอร์แพลทินัมผสานภายใต้กระปุกลาน แต่ละชิ้นส่วนยังผ่านทั้งงานขัดเงา ขัดลบมุม และแกะสลัก รวมถึงสลักเสลาด้วยมือด้วยความละเอียด 1/100 มม. (ที่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเทียบเท่ากับเส้นผมของมนุษย์) ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์นาฬิกา

เรือนเวลานี้ยังเชื้อชวนให้หวนนึกถึง ลา เอสเมอรัลดา อันโด่งดังสูงสุดในบรรดานาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillons with three gold Bridges) ภายในคอลเลคชั่นของ จีราร์ด-แพร์โกซ์ และด้วยตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส นี้เองที่ทำให้ คองสตองท์ จีราร์ด (Constant Girard) ชนะรางวัลเหรียญทองได้จากงานนิทรรศการนานาชาติกรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) ในปี ค.ศ. 1889 ได้สำเร็จ

คลาสสิก บริดจ์ส 45 มม.
(Classic Bridges 45mm)

งานออกแบบอันเข้มแข็งที่ตีความใหม่มาจากไอคอนแห่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาสู่เรือนเวลาไฮเทคล้ำสมัยซึ่งสะกดหัวใจของเหล่านักสะสม โดยเผยการปรากฏโฉมอันแสนพิเศษบนข้อมือพร้อมทั้งสวมใส่ได้อย่างสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ จากการประกอบขึ้นด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” (ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิตขึ้นรูปที่ใช้วัสดุมากกว่าสามเท่าจากกระจกมาตรฐานทั่วไป) บวกด้วยการขจัดขอบตัวเรือนออก และมอบซึ่งมุมมองจากด้านบนและด้านข้างให้มองเห็นและชื่นชมได้ถึงสถาปัตยกรรมอันสวยงามภายใต้โครงสร้างเชิงสามมิติ รวมถึงกลไกผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนองที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 208 ชิ้นและติดตั้งด้วยบาลานซ์ทดกำลังแบบปรับได้ขนาดใหญ่ (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.15 มม.) นี้สามารถมองเห็นได้บนด้านหน้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเพื่อให้สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบกับกระปุกลาน (ณ ตำแหน่ง 1.30 นาฬิกา) จึงสะท้อนด้วยการจัดวางอย่างสมดุลของไมโคร-โรเตอร์ (ณ ตำแหน่ง 10.30 นาฬิกา) ขณะที่ด้านหน้าของ แท่นเครื่องนั้นขัดแต่งแบบแซนด์บลาสต์ ชุบโรเดียม และขัดลบมุม ส่วนด้านหลังของแท่นเครื่องถ่ายทอดไว้ด้วยลวดลาย โคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) แนวตั้งฉาก ส่วนบริดจ์สทองผ่านการขัดเงาและขัดแต่งแบบซาติน (บนด้านข้าง) รวมถึงขัดลบมุมอย่างละเอียดอ่อน ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์เรือนเวลา

มินิท รีพีทเตอร์ ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Minute Repeater Tri-Axial Tourbillon)

บริดจ์ (Bridge) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซง (Maison) แห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรองรับขบวนเฟืองซึ่งขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมงภายในหน้าปัดย่อยแซฟไฟร์ ณ 9 นาฬิกา และการแสดงนาทีบนหน้าปัดย่อยอีกด้านหนึ่ง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยการพัฒนาตัวเรือนที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ด้วยอัตราส่วนระหว่างขนาดของคาลิเบอร์กลไกกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในของตัวเรือน (ผลิตจากไทเทเนียม เกรด 5) ที่จะช่วยรับประกันได้ถึงคุณภาพระดับสูงของเสียง
ขณะที่กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องสองชิ้นที่ติดตั้งบนด้านหน้าและด้านหลังของนาฬิกา เปิดโอกาสให้เราได้มองเห็นเข้าไปยังหัวใจของโครงสร้างกลไก ขณะที่กรงตูร์บิญองนั้นหมุนบนแกนต่างกันสามแกนใน 2 นาที และช่วยชดเชยผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอน เช่นเดียวกับแนวตั้ง แตกต่างจากนาฬิกา ตูร์บิญอง มินิท รีพีทเตอร์ (Tourbillon Minute Repeaters) อื่นๆ ที่เรือนเวลาของจีราร์ด-แพร์โกซ์ นั้นออกแบบขึ้นเพื่อเผยให้เห็นองค์ประกอบหลักสำคัญของจักรกลตีระฆังหรือมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) อาทิ ค้อน ฆ้อง และจักรกลตีระฆังเอง โดยการขับเคลื่อนของกลไกคาลิเบอร์ที่ออกแบบขึ้นอย่างสมมาตรและผ่านการตกแต่งอย่างประณีตละเอียดอ่อน โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 518 ชิ้น รวมถึง 145 ชิ้นเฉพาะภายในกรงตูร์บิญองเพียงอย่างเดียว โดยกรงตูร์บิญองนี้ยังต้องอาศัยเวลาในการประกอบถึงกว่า 250 ชั่วโมง

แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Planetarium Tri-Axial Tourbillon)

รังสรรค์ขึ้นจากกระจกสามชิ้น โดยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์นี้สร้างเป็นรูปทรงโดมสองตำแหน่ง คือ ณ 4 และ 9 นาฬิกา ซึ่งมอบความโดดเด่นและยังทำหน้าที่ปกป้องกรงตูร์บิญองแบบสามแกน เช่นเดียวกับลูกโลกจำลองขนาดจิ๋ว โดยลูกโลกจำลองที่เอียงลง เช่นเดียวกับตัวแสดง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกานั้นยังได้มอบวิถีใหม่ของการมองเห็นเวลาได้จากทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงไว้บนด้านหน้าปัดนั้นเป็นส่วนของกลางวัน และอีกด้านซึ่งแสดงไว้บนด้านหลังนั้นเป็นส่วนของกลางคืน ลูกโลกนี้ทำขึ้นจากอลูมิเนียมและวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 13 มม. โดยด้านหลังยังผ่านการวาดภาพด้วยมือเหมือนกับดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม และจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงในการทำงาน ส่วนบนด้านข้างของตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ติดตั้งไว้ด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมจักรกลภายในและนำทางแสงให้ส่องสว่างสู่ภายในกลไกเช่นกัน กรงตูร์บิญองนี้หมุนรอบบนแกนสามแกนใน 2 นาที และช่วยปรับสมดุลจากผลกระทบของแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง จักรกลนี้ได้ถ่ายทอดถึงความประณีตละเอียดอ่อนและความสลับซับซ้อน ด้วย “บล็อกกรงตูร์บิญอง” (กรงตูร์บิญองตามประเพณีและจักรกลที่ทำให้กรงนี้หมุนรอบแกนที่สอง) ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.24 กรัม แต่ยังคงประกอบขึ้นด้วยความซับซ้อนของชิ้นส่วนรวมถึงกว่า 140 ชิ้น

ลอรีอาโต้ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง สเกเลตัน
(Laureato Flying Tourbillon Skeleton)

ตัวเรือนบาง พร้อมทั้งขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม และสายสร้อยข้อมือแบบผสานที่สลับระหว่างการตกแต่งด้วยงานขัดเงาและขัดซาติน โดยบรรจุไว้ด้วยมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงทรงบาตอง (baton-shaped) และเข็มชี้เรืองแสง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงสลัว กลไกคาลิเบอร์นี้ซึ่งผ่านการเคลือบ เอ็นเอซี (NAC-treated) (สีเทาแอนทราไซต์) ยังทำงานประดุจตาข่ายโลหะ โดยช่วยให้สายตาของเรานั้นสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของพลังงาน ที่ต้องขอบคุณให้กับขบวนเฟืองชุบโรเดียมอันสง่างาม ขณะที่ในระหว่างการเดินทางแห่งการค้นพบไปสู่หัวใจอันซับซ้อนของจักรกลซึ่งประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 262 ชิ้นนี้ สายตาเรายังได้หยุดพัก ณ เสน่ห์แห่งฟลายอิ้งตูร์บิญองที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกาเช่นกัน แขวนลอยไว้โดยบริดจ์เพียงหนึ่งชิ้น ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จะได้เพลิดเพลินไปกับภาพการสั่งการของจักรกลซึ่งทำให้เกิดการหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ในทุกๆ 60 วินาที พร้อมทั้งงานออกแบบอันร่วมสมัยที่สะกดสายตาของกลไกชุดนี้ โดยรังสรรค์ขึ้นด้วยมือตรงตามมาตรฐานระดับสูงสุด และเน้นย้ำความประณีตอย่างอัจฉริยะผ่านงานขัดขอบของแต่ละชิ้นส่วน ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นองค์ประกอบทางจักรกลของกลไกซึ่งปรากฏราวกับลอยอย่างไร้น้ำหนักภายในตัวเรือน เช่นกันกับไมโคร-โรเตอร์ทองที่สลักเสลาแบบเปลือยโปร่ง เพื่อให้สามารถชื่นชมกลไกคาลิเบอร์นี้ได้จากด้านหลังเช่นเดียวกัน

ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส
(Tourbillon with Three Flying Bridges)

ในปี ค.ศ. 1867 จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) ได้เผยโฉมผลงาน ‘ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส’ (Tourbillon with Three Gold Bridges) และนั่นเองที่ไอคอนแห่งเรือนเวลาได้ถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังแตกต่างไปจากทั่วไป ด้วยสะพานจักรซึ่งเป็นชิ้นส่วนประกอบทางฟังก์ชั่นทั้งสามชิ้นที่โดยปกติแล้วจะถูกซ่อนไว้ แต่ในผลงานนี้ได้รังสรรค์ขึ้นเป็นดั่งองค์ประกอบด้านความสวยงาม และด้วยการตัดสินใจนี้เอง ที่ทำให้โรงงานการผลิตแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ได้กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในการสร้างซึ่งสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นให้สามารถมองเห็นได้ และผลลัพธ์นี้ยังได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ ผลงานนาฬิกาจีราร์ด-แพร์โกซ์ รุ่นต่างๆ อีกมากมายนับจากนั้น เช่นเดียวกับการถือกำเนิดของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ใหม่ ที่เมซง (Maison) แห่งนี้สืบทอดไว้ด้วยปรัชญางานออกแบบเดียวกัน ทว่าได้พลิกโฉมความน่าหลงใหลบ้างเล็กน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 230 ปีของจีราร์ด-แพร์โกซ์ในปีนี้ และเป็นดั่งส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ โรงงานการผลิตแห่งนี้จึงได้หวนคืนสู่นาฬิการุ่นไอคอนิกของตน พร้อมทั้งเผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมากมาย โดยยังคงผสมผสานไว้ด้วยนวัตกรรมแห่งความทันสมัย เช่นเดียวกันกับผลงาน ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ที่ในวันนี้ได้เสริมความน่าสนใจและปรากฏโฉมร่วมกับ นีโอ บริดจ์ส (Neo Bridges) สามชิ้นที่ขึ้นรูปจากพิงค์โกลด์ และนับเป็นครั้งแรกที่ นีโอ บริดส์จ ทั้งสามนี้ได้รังสรรค์ขึ้นจากโลหะล้ำค่าเช่นนี้ด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมซงได้เปิดตัว ฟรี บริดจ์ (Free bridge) มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2020 สู่การเผยโฉมครั้งนี้ของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ใหม่ ซึ่งจะเป็นเรือนเวลาตระกูลย่อยสุดท้ายที่เข้าร่วมอยู่ในคอลเลคชั่น บริดจ์ส (Bridges) อันเลื่องชื่อของบริษัท โดยทั้งสามสะพานจักรนี้ไม่เพียงทำหน้าที่รองรับขบวนเฟือง (geartrain), กระปุกลาน (barrel) และตูร์บิญอง (tourbillon) แต่ยังมีบทบาทในฐานะแท่นเครื่องของกลไก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือสะพานจักรที่ปรากฏเสมือนลอยอยู่กลางอากาศ และราวกับไร้น้ำหนักหรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากแรงโน้มถ่วง โดยโครงสร้างอันแสนพิเศษนี้จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของโรงงานการผลิตในการติดตั้งด้วยเครื่องหมายขีดหรืออินเด็กซ์บอกเวลาไว้บนขอบข้างหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการติดตั้งเข้ากับตัวเรือนแทน

ขณะที่พื้นผิวด้านบนและด้านล่างของสะพานจักรพิงค์โกลด์ยังผ่านการตกแต่งโดยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ แม้ว่า ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส จะปรากฏโฉมด้วยความร่วมสมัย แต่ยังคงหล่อหลอมไว้ด้วยการสืบทอดและเชิดชูซึ่งเทคนิคประเพณีอีกมากมายที่สอดคล้องกับวิถีแห่งการประดิษฐ์รังสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie)