ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ

นาฬิกา แทงก์ มัสท์ (Tank Must) นาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลไกความแม่นยำไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้น ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตนาฬิกาของคาร์เทียร์ (Cartier) คือการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการตอบสนองและความมุ่งมั่นของเมซงคาร์เทียร์ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การบุกเบิกนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนข้อมือ ซานโตส (Santos) หรือนาฬิกาที่มีตัวล็อกของสายแบบพับได้ (1910)

การผลิตนาฬิกาของ คาร์เทียร์  มุ่งมั่นที่จะคิดล่วงหน้าไปถึงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น QuickSwitch (2018) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนสายนาฬิกาได้เอง 

หรือล่าสุดคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใน แทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นทางเลือกที่ทันสมัย ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ครอบครองนาฬิการุ่นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการรังสรรค์จาก Cartier Manufacture ที่ La Chaux-de-Fonds สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นเสมือนห้องทดลองและขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิด รุ่น SolarBeatTM movement ที่รับพลังงานการเดินกลไกของระบบควอตซ์จากแสงอาทิตย์ ภายใต้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ฉลุให้แผงวงจรแสงอาทิตย์ข้างใต้ได้รับพลังงานจากแสงแดด

โดยมีอายุการใช้งานของแผงวงจรนี้ 16 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่ นาฬิกานี้จะเดินเที่ยงตรงตราบใดที่หน้าปัดยังมีโอกาสโดนแสงเพื่อสะสมพลังงาน แม้แต่สายนาฬิกายังเป็นนวัตกรรมการสร้างวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยการผลิตวัสดุนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไป 6 เท่า ประหยัดน้ำไป 10 ลิตร และประหยัดพลังงานไป 7 เมกาจูลส์ หรือราวๆ การชาร์จแบตฯ สำหรับโทรศัพท์มือถือถึง 80 ครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่รูปทรงที่เก๋เท่ของนาฬิกา Cartier ที่พัฒนาขึ้นมาจากดีไซน์คลาสสิกของ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier) ผสมความเก๋เท่ของนาฬิกา เดอะ แทงก์ มัสท์ (The Tank Must Watch) ของ Cartier ในยุค 1970s เท่านั้น แต่ยังผสมผสานนวัตกรรมใหม่เข้าไปอย่างลงตัว และยังเป็นนาฬิการักษ์โลกที่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Cartier

 สามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official : @CartierTH หรือ Website : www.cartier.com/en-th

Author: Sethapong Pawwattana

Time and Nature in perfect harmony.

การสร้างสรรค์ของ Grand Seiko ที่นำเวลาและธรรมชาติผสานกันอย่างกลมกลืน
พร้อมสุดยอดเทคโนโลยีของกลไก Spring Drive (สปริง ไดรฟ์) ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2
ในโอกาสพิเศษเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัท ไซโก

คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ก่อตั้งบริษัทของเขาขึ้นเมื่อปี 1881 และเป็นผู้นำบริษัทจนกระทั่งจากไปในปี 1934 ด้วยอายุ 73 ปี ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเขาคือ “ก้าวนำหน้าผู้อื่น 1 ก้าวเสมอ” และแม้ว่า Grand Seiko ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1960 แต่ไม่มีอะไรที่จะแสดงถึงพลังแห่งวิสัยทัศน์ของเขาได้ดีไปกว่า Grand Seiko ด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตชั้นสูงและงานขัดแต่งที่เปี่ยมความประณีต
วันนี้ Grand Seiko ร่วมฉลองครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัทโดยคินทาโร่ ฮัตโตริ ด้วยผลงานสร้างสรรค์ใหม่ ที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2 พื้นหน้าปัดนาฬิกาได้แรงบันดาลใจมาจากผิวน้ำที่สงบนิ่งของทะเลสาบซูวะ ซึ่งอยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio (ชินชู วอทช์ สตูดิโอ) สถานที่ผลิตนาฬิกาเรือนนี้

หน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายที่ชวนให้นึกถึงผิวน้ำของทะเลสาบซูวะ ด้วยริ้วระลอกคลื่นบางๆ ที่สร้างประกายให้กับหน้าปัดในทุกมุมที่รับแสง เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหวอันเรียบลื่นของเข็มวินาที อันเป็นเอกลักษณ์ของกลไก Spring Drive พื้นหน้าปัดราวกับจะจับภาพความสงบและราบรื่น เข็มวินาทีและตัวอักษรชื่อ Grand Seiko สีทอง สะท้อนถึงพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าส่องแสงระยิบระยับเหนือผิวน้ำของทะเลสาบ

คาลิเบอร์ 9RA2 กับความงามแห่งชินชู (Shinshu)
นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดใหม่ของ Grand Seiko ซึ่งสืบทอดคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของชุดกลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9RA5 การตั้งค่าใหม่ของเข็มนาฬิกาและการย้ายมาตรวัดพลังงานสำรองไปอยู่ด้านหลังของกลไก ทำให้นาฬิกามีความเพรียวบางและหน้าปัดงามสง่า เสริมเอกลักษณ์งานฝีมืออันวิจิตรบนพื้นหน้าปัดให้กับ Grand Seiko

เสน่ห์และความงดงามของกลไกที่เรียบง่าย เผยให้เห็นความงามในแบบญี่ปุ่นอันเปี่ยมเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของ Grand Seiko พื้นผิวที่ละเอียดอ่อนของงานขัดแต่งบนกลไกสะท้อนถึงความเย็นยะเยือกที่ฤดูหนาวนำมาสู่เมืองชินชู ที่ซึ่งนาฬิกา Spring Drive ทั้งหมดได้รับการผลิตขึ้น ลายเส้นบนสะพานจักรและขอบหลุมตัดด้วยเครื่องตัดจากเพชร เพื่อให้สะท้อนแสงจากทุกมุม และทับทิมรวมถึงเข็มแสดงมาตรวัดพลังงานสำรองสีน้ำเงินจากการเผาด้วยความร้อน เพิ่มความแวววาวอันเงียบสงบอย่างน่าอัศจรรย์
คาลิเบอร์ 9RA2 ทำให้นาฬิการุ่นใหม่มีความบางกว่านาฬิกากลไกอัตโนมัติ Spring Drive รุ่นอื่นๆ ที่เคยสร้างสรรค์มา ความบางของชุดกลไกมาจากการออกแบบใหม่และการจัดวางตำแหน่งใหม่ของ Magic Lever โดยค่าออฟเซ็ตของ Magic Lever ถูกติดตั้งให้มีลักษณะที่เยื้องศูนย์เพื่อทำให้ส่วนประกอบในชิ้นส่วนนี้มีความหนาลดลง นอกจากนั้นการปรับแต่งชุดเข็มนาฬิกายังมีส่วนในการช่วยทำให้ภาพรวมของตัวนาฬิกาดูมีความเพรียวบางลงด้วยเช่นกัน

ความงามตามแบบฉบับของ Grand Seiko
การออกแบบของนาฬิกาที่ระลึกรุ่นผลิตจำนวนจำกัดนี้ สอดคล้องกับ Grand Seiko Style ที่นิยามไว้ในปี 1967 ด้วยรุ่น 44GS ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มรดกของ 44GS ได้รับการผสมผสานกับความรู้สึกร่วมสมัยที่แสดงออกถึงบุคลิกที่เงียบสงบ ทว่าแข็งแกร่งของ Grand Seiko ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดเข็มอันทรงพลังและหลักชั่วโมงเซาะร่องเด่นชัด ช่วยให้การอ่านค่าได้ชัดเจน การขัดเงาแบบซารัตซึ (Zaratsu) ที่ให้ผิวเงาราวกับกระจก โดยปราศจากความผิดเพี้ยนของภาพสะท้อน และการตกแต่งด้วยลายริ้วบางราวเส้นผมที่ละเอียดอ่อน ทำให้ตัวเรือนเปล่งประกายและกลมกลืนกันอย่างงามสง่า ตัวเรือนที่มีข้อต่อตัวเรือนกว้างและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยให้มั่นใจได้ว่า นาฬิกาจะแนบบนข้อมือได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

นาฬิกาจะวางจำหน่ายในแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,021 เรือน ที่บูติกของ Grand Seiko และตัวแทนจำหน่าย Grand Seiko ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลกในเดือนธันวาคม 2021

Grand Seiko Heritage Collection
Seiko 140th Anniversary Limited Edition

SLGA007

Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2
ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ
พลังงานสำรอง: 5 วัน (120 ชั่วโมง)
ความเที่ยงตรง: +/- 0.5 วินาทีต่อวัน (+/-10 วินาทีต่อเดือน)
จำนวนทับทิม: 38
เส้นผ่านศูนย์กลาง: 34.0 มิลลิเมตร, หนา 5.0 มิลลิเมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายสแตนเลสสสตีล
กระจกแซฟไฟร์คริสตัลทรงโค้งคู่พร้อมเคลือบสารกันแสงสะท้อน
ฝาหลังโปร่งใสมองเห็นกลไก เม็ดมะยมขันเกลียว
ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์
การป้องกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.0 มิลลิเมตร หนา: 11.8 มิลลิเมตร
บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
ราคาจำหน่าย : 308,000 บาท
ผลิตจำนวนจำกัด: 2,021 เรือน

Grand Seiko : Nature of Time

Grand Seiko เปิดตัวนาฬิกากลไกความถี่สูง (Hi-Beat) รุ่นใหม่ มาพร้อมพื้นหน้าปัดที่ได้รวมเส้นสายที่ละเอียดอ่อนซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติอันสลับซับซ้อนของวงปีในต้นไม้ นาฬิการุ่นนี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัท ด้วยแก่นแท้แห่งความงามบนพื้นหน้าปัด และเสน่ห์อันทรงพลังที่รวมไว้อยู่ในงานออกแบบ วันนี้ การสร้างสรรค์ใหม่ด้วยการออกแบบหน้าปัดและตัวเรือนที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2 เข้ามาร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบของการก่อตั้งบริษัทด้วย

คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดกลไก Spring Drive รุ่นใหม่
นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดใหม่ของ Grand Seiko ซึ่งสืบทอดคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของชุดกลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9RA5 ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 60 ปีของ Grand Seiko การตั้งค่าใหม่ของเข็มนาฬิกาและการย้ายมาตรวัดพลังงานสำรองไปอยู่ด้านหลังของกลไก ทำให้นาฬิกามีความเพรียวบางและหน้าปัดงามสง่า เสริมเอกลักษณ์งานฝีมืออันวิจิตรบนพื้นหน้าปัดให้กับ Grand Seiko

เสน่ห์และความงามที่เรียบง่ายของกลไกที่ได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ และถ่ายทอดความงามในแบบญี่ปุ่นอันเปี่ยมเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของ Grand Seiko พื้นผิวที่ละเอียดอ่อนของงานขัดแต่งบนกลไกสะท้อนถึงความเย็นยะเยือกที่ฤดูหนาวนำมาสู่เมืองชินชู ที่ซึ่งนาฬิกา Spring Drive ทั้งหมดได้รับการผลิตขึ้น ลายเส้นบนสะพานจักรและขอบหลุมตัดด้วยเครื่องตัดจากเพชร เพื่อให้สะท้อนแสงจากทุกมุม และทับทิมรวมถึงเข็มแสดงมาตรวัดพลังงานสำรองสีน้ำเงินจากการเผาด้วยความร้อน เพิ่มความแวววาวอันเงียบสงบอย่างน่าอัศจรรย์

กลไกสปริงไดร์ฟบางเฉียบที่มาพร้อมกำลังสำรองและความแข็งแกร่ง
คาลิเบอร์ 9RA2 ทำให้นาฬิการุ่นใหม่มีความบางกว่านาฬิกากลไกอัตโนมัติ Spring Drive รุ่นอื่นๆ ที่เคยสร้างสรรค์มา ความบางของชุดกลไกมาจากการออกแบบใหม่และการจัดวางตำแหน่งใหม่ของ Magic Lever โดยค่าออฟเซ็ตของ Magic Lever ถูกติดตั้งให้มีลักษณะที่เยื้องศูนย์เพื่อทำให้ส่วนประกอบในชิ้นส่วนนี้มีความหนาลดลง นอกจากนั้นการปรับแต่งชุดเข็มนาฬิกายังมีส่วนในการช่วยทำให้ภาพรวมของตัวนาฬิกาดูมีความเพรียวบางลงด้วยเช่นกัน
แม้ว่าตัวกลไกจะมีความบางแต่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งและความทนทานต่อแรงกระแทกด้วยชุดเฟืองขับ เคลื่อนรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะเยื้องไปทางด้านหน้าจากจุดกึ่งกลางของกลไกและสะพานจักรกลางแบบชิ้นเดียว (One-Piece Center Bridge) ที่ยึดรวมชิ้นส่วนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

คาลิเบอร์ 9RA2 ประกอบไปด้วยตลับลาน 2 ชุดซึ่งมีขนาดใหญ่และเล็ก โดยสำรองพลังงานได้สูงถึง 120 ชั่วโมง อัตราความเที่ยงตรงอยู่ที่ระดับ +/-10 วินาทีต่อเดือนมาจากการพัฒนาของ IC แบบใหม่ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเอาไว้ในตัวและการเลือกใช้ผลึกควอตซ์ที่มีอัตราการสั่นที่มีความคงที่ในระดับสูงตลอดช่วง 3 เดือนของการทดสอบและคัดเลือก ออสซิลเลเตอร์แบบควอตซ์และเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิจะถูกปิดผนึกสุญญากาศไว้ในแพ็คเกจเดียว เพื่อขจัดความแตกต่างของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยระหว่างทั้งสององค์ประกอบ เพื่อรักษาความแม่นยำของนาฬิกาให้อยู่ในระดับสูงสุด

ความสวยงามของหน้าปัดสามารถสร้างสัมผัสแห่งความพึงพอใจเมื่อได้พบเห็นและเป็นการแสดงให้เห็นถึงการนำความมีชีวิตชีวามาสู่ตัวนาฬิกาตามหลักปรัชญา Nature of Time ของ Grand Seiko ความแตกต่างของระดับความลึกของลวดลายที่อยู่บนหน้าปัดที่สามารถมองเห็นได้นั้น เผยให้เห็นถึงโทนสีเข้มและอ่อนของลายไม้ โทนสีน้ำตาลของหน้าปัดเป็นการจับคู่อย่างลงตัวแบบกับตัวเรือนที่ผลิตจากโรสโกลด์ ทำให้ตัวนาฬิกาสะท้อนถึงสัมผัสอ่อนโยนและอบอุ่น

การออกแบบของนาฬิกาเรือนนี้คือแก่นแท้ของ Grand Seiko Style ที่นิยามไว้ในปี 1967 ด้วยรุ่น 44GS ที่มีชื่อเสียงทว่ามรดกของ 44GS ได้รับการผสมผสานกับความรู้สึกร่วมสมัยที่แสดงออกถึงบุคลิกที่เงียบสงบแต่แข็งแกร่งของ Grand Seiko ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดเข็มอันทรงพลังและหลักชั่วโมงเซาะร่องเด่นชัด ช่วยให้การอ่านค่าได้ชัดเจน การขัดเงาแบบซารัตซึ (Zaratsu) ที่ให้ผิวเงาราวกับกระจก โดยปราศจากความผิดเพี้ยนของภาพสะท้อน และการตกแต่งด้วยลายริ้วบางราวเส้นผมที่ละเอียดอ่อน ทำให้ตัวเรือนเปล่งประกายและกลมกลืนอย่างงามสง่า เครื่องหมายรูปดาวจะประดับในตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อบ่งบอกว่าหลักชั่วโมงทุกตำแหน่งผลิตจากทองคำ เช่นเดียวกับตัวอักษร GS กรอบแสดงวันที่และบานพับล็อกสาย เข็มชั่วโมงขนาดใหญ่ ได้รับการออกแบบให้สอดรับกับหลักชั่วโมงเซาะร่องและโดดเด่นอย่างลงตัว เพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าบนหน้าปัด
นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 140 เรือน และจำหน่ายผ่านทางบูติก Grand Seiko และตัวแทนจำหน่าย Grand Seiko ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลก โดยจะเริ่มทำตลาดในเดือนพฤศจิกายน 2021

Grand Seiko Heritage Collection
Seiko 140th Anniversary Limited Edition

SLGA008

Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2
ระบบขับเคลื่อน : อัตโนมัติ
ความเที่ยงตรง : +/- 0.5 วินาทีต่อวัน (+/-10 วินาทีต่อเดือน)
พลังงานสำรอง : 5 วัน (120 ชั่วโมง)
จำนวนทับทิม : 38
เส้นผ่านศูนย์กลางกลไก : 34 มิลลิเมตร, หนา : 5 มิลลิเมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและบานพับสายผลิตจากทองคำโรสโกลด์ 18K
กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่พร้อมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน
ฝาหลังโปร่งใสมองเห็นกลไก
ความสามารถกันน้ำ : 10 บาร์
การป้องกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน : 40 มิลลิเมตร, หนา : 11.8 มิลลิเมตร
สายหนังจระเข้ พร้อมบานพับแบบกดปุ่มคลายล็อก
ราคาจำหน่าย : 1,710,000 บาท
ผลิตจำนวนจำกัด : 140 เรือน

ไปชมเรือนเวลาที่มีความแม่นยำและเที่ยงตรงที่ช่วยให้นักกีฬา Olympic แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่กับ OMEGA คอลเล็กชั่นล่าสุด Tokyo 2020

เริ่มด้วยกีฬาขี่ม้า ในกีฬาขี่ม้า (Equestrain) เทคโนโลยีติดตามวัตถุแสนพิเศษของ OMEGA จะคอยติดตามทุกการเคลื่อนไหว ในขณะที่ระบบตรวจจับด้วยเลเซอร์จะคอยระบุตำแหน่งของม้า เหรียญทองและเหรียญเงินอาจแตกต่างกันแค่สิ่งกีดขวางชิ้นเดียว ดังนั้นทุกวินาทีจึงสำคัญ เทคโนโลยีของ OMEGA จะคอยตรวจวัด บอกระยะ บอกความเร็วในเวลานั้นและความเร็วเฉลี่ย เวลาที่ใช้ในการกระโดด เส้นทางของนักขี่ในสนามและวิถีการกระโดดรวมถึงระบบติดตามการเคลื่อนไหวและระบุตำแหน่ง

กีฬาปีนผาเป็นหนึ่งในสองชนิดกีฬาที่มีการใช้ทัชแพดของ OMEGA โดยถูกติดตั้งที่ฐานและด้านบนของหน้าผาจำลอง แผ่นที่ไวต่อแรงกดนี้จะช่วยให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถเริ่มและหยุดเวลาได้ด้วยตนเอง

กีฬาเรือพาย ในการแข่งขันเรือกรรเชียงและแคนูคยัค OMEGA ได้ทำการติดตั้งโมดูลบนเรือเพื่อให้สามารถติดตามการแข่งขันได้อย่างไม่ขาดตก ซึ่งรวมถึงข้อมูล เช่น ตำแหน่งปัจจุบันและจังหวะของฝีพาย

กีฬาโปโลน้ำ สำหรับกีฬาโปโลน้ำ หน้าที่สำคัญที่ OMEGA มีส่วนคือระบบช็อตคล็อกซึ่งเหมือนกับกีฬาบาสเกตบอลแบบ 3×3 ที่มีการกำหนดเวลาที่ต้องทำคะแนนให้ได้ก่อนที่ฝ่ายบุกจะเสียการครองบอล

ส่วนเรือนเวลาที่นักกีฬสสวมใส่จากคอลเล็กชั่น OMEGA Tokyo 2020 collection สามารถชมทุกเรือนได้ที่นี่ครับ

เรียบเรียง rhunrun

Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักสะสมนาฬิกาด้วยการเปิด Virtual Boutique ร้านเสมือนจริงแห่งแรกของโลก

Grand Seiko (แกรนด์ ไซโก) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักสะสมนาฬิกาด้วยการเปิด Virtual Boutique แห่งแรกของโลกให้เหล่านักสะสมนาฬิกาได้ยลโฉมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยร้านเสมือนจริงแห่งแรกของ Grand Seiko นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในร้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน

แกรนด์ ไซโก นำโดย ฮิโรยูกิ อาคาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัทไซโกประเทศไทย และ สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ร่วมฉลองการเปิดตัว Grand Seiko Virtual Boutique แห่งแรกของโลก โดยร้านเสมือนจริงแห่งนี้พัฒนาโดยทีมงานจากประเทศไทย Grand Seiko Virtual Boutique แห่งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักสะสมแล้ว ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคใหม่รูปแบบ OMNI Channel การทำการตลาดที่ผสานช่องทางทั้งหมดเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว การสร้างกลยุทธ์ที่เน้นไปที่การทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้จากหลากหลายช่องทาง อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลของลูกค้าหรือผู้บริโภคอย่างรอบด้านผ่านทุกช่องทางการขาย เช่น ลูกค้าสามารถไปดูสินค้าที่บูติคก่อนได้ แล้วจึงกลับมากดสั่งสินค้าจากเว็บไซต์ หรือดูข้อมูลจากบนเว็บไซต์ แล้วไปซื้อที่บูติคได้ หรือเลือกให้ทางแบรนด์ไปส่งให้ถึงบ้านก็เป้นอีกหนึ่งความ สะดวกที่ทางแกรนด์ ไซโกบริการให้

โดย Grand Seiko Virtual Boutique สามารถแก้ปัญหาในช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 ที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวงการรีเทลทั่วโลก ทั้งบูติค ห้างสรรพสินค้า ถูกปิดและลูกค้าไม่สามารถรับบริการได้ การสร้างสรรค์ร้านเสมือนจริงแห่งนี้ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2020 ในช่วงที่ฉลองความสำเร็จครบรอบ 60 ปี ของแกรนด์ไซโก ปัจจุบันร้านเสมือนจริงแห่งนี้ถือเป็น Break Through ของเทคโนโลยีด้านรีเทลอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การเดินเข้าร้านค้าผ่านหน้าเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด Application การเลือกดูข้อมูลเรือนเวลาในแต่ละเรือนที่มีข้อมูลประกอบสมบูรณ์แบบ พร้อมการนำเสนอสินค้าในรูปแบบวีดีโอ  และล่าสุดฟังก์ชั่น Try-on ที่ให้เหล่านักสะสมนาฬิกาได้ทดลองเรือนเวลากับข้อมือจริงจากการใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ฟังก์ชั่นต่างๆที่กล่าวมานี้ทำให้เหล่าคนรักนาฬิกาสามารถทดลองนาฬิกาและสั่งซื้อได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless) สามารถรอรับเรือนเวลาโปรดอยู่ที่บ้านได้เลย โดยทางแกรนด์ ไซโก้ไทยแลนด์ยังให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัยของสุขภาพ โดยจัดการตรวจพนักงานอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

“ด้วยวิสัยทัศน์ของทีมงานของเราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญถึงประสบการณ์ออนไลน์ของลูกค้า รวมถึงการสื่อสารในช่องทางต่างๆต้องสมบูรณ์แบบที่สุด ทุกที่ ทุกเวลา เราจึงพัฒนา Virtual Boutique นี้ขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะสามารถยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ซึ่งเรามองเห็นถึงศักยภาพของช่องทางออนไลน์ที่สามารถจะสร้างสรรค์นาฬิกาให้กับลูกค้าในรูปแบบที่ชอบ (Customisation) ซึ่งเป็นเทรนด์ชั้นนำในโลกได้ให้ความสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การทำการตลาดแบบ DTC ในอนาคต” อาคาชิ กล่าวอย่างภาคภูมิใจในการ ก้าวกระโดดของแกรนด์ ไซโก เข้าทดลอง Virtual Boutique ได้ทีนี่ครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

แสง สี เสียง กลิ่นไอดนตรี Electronic ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาใน Rainbow J12 “Electro” นาฬิการุ่น Limited Edition สุดหรูล่าสุดจาก Chanel

Rainbow J12 “Electro”  นาฬิการุ่นลิมิเต็ดแบบใหม่ของ Chanel ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากดนตรี Electronic แห่งยุค 90’s  ที่จุดเด่นของตัวเรือนได้มีการพลิกโฉมใหม่โดยการไล่ระดับสีรุ้งพร้อมแสงไฟกะพริบเจิดจรัสเมื่อแสงกระทบความเงาของหน้าปัดขนาด 38มม. ครับ

ซึ่งวัสดุนาฬิการุ่นนี้ทำจากเซรามิกสีดำและเหล็กพร้อมเม็ดมะยมเซรามิก แบบฝาหลังแบบเปลือยให้เห็นระบบกลไล Calibre 12.1 เฉพาะทางของ Chanel ที่มีความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นและต้องใช้ความประณีตในการประกอบจากช่างฝีมือในประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ด้วยคาแรคเตอร์ของนาฬิกานี้ถูกออกแบบให้มีความเป็น Fashionable & Sport จึงสามารถกันน้ำลึกได้ถึง 200 เมตร ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและความคงทนใช้งานได้จริงเลยล่ะครับ

สำหรับใครที่สนใจหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่ารอช้าสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของทาง Chanel ได้เลยครับ

เรื่อง Eknaphat Noonwong

เรียบเรียง rhunrun


ROLEX AWARDS FOR ENTERPRISE 2021

รายนาม 5 บุคคลผู้ทรงเกียรติที่พิชิตรางวัล ROLEX AWARDS FOR ENTERPRISE ประจำปี 2021 โดยโครงการต่าง ๆ ของผู้ทรงเกียรติเหล่านี้จะช่วยสร้างสรรค์อนาคตให้ยั่งยืนขึ้นกว่าเคย Rolex ได้ประกาศรายนามผู้บุกเบิกทั้งห้าท่าน ที่ได้รับตำแหน่งบุคคลอันทรงเกียรติผู้ได้รับรางวัล Rolex Awards for Enterprise จากโครงการอันกล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ของพวกเขา ซึ่งพร้อมด้วยศักยภาพที่จะสรรค์สร้างอนาคตขึ้นมาใหม่ได้

เหล่าผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลทั้งห้าท่านล้วนมาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ประเทศบราซิล ชาด เนปาล สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักอนุรักษ์ นักสำรวจขั้วโลก ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและนักภูมิศาสตร์ รวมถึงนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ

Rolex Awards ริเริ่มขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของนาฬิกา Oyster ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือกันน้ำเรือนแรกของโลก ภายใต้โครงการดังกล่าว Rolex สนับสนุนบุคคลที่มีความโดดเด่นผู้ดำเนินโครงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่สร้างเสริมความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ ปกป้องสิ่งแวดล้อมผ่านการช่วยรักษาถิ่นที่อยู่และสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์

Rolex Awards คือหนึ่งในสามส่วนหลักของโครงการ Rolex Perpetual Planet ที่มุ่งมั่นให้การสนับสนุนเหล่าบุคคลที่มีส่วนในการสรรค์สร้างโลกให้ดีกว่าที่เคย ซึ่งในปัจจุบันได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Mission Blue ของ Sylvia Earle เพื่ออนุรักษ์บรรดามหาสมุทรและขยายความร่วมมือกับ National Geographic ที่เป็นพันธมิตรกับ Rolex มาตั้งแต่ปี 1954 เพื่อทำความเข้าใจสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงผ่านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

บุคคลผู้ทรงเกียรติประจำปี 2021 ได้แก่

Felix Brooks-church จากประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อสู้กับปัญหาภาวะทุพโภชนาการในประเทศแทนซาเนียโดยการพัฒนาเครื่อง ‘เพิ่มสารอาหาร’ เพื่อใช้กับโรงโม่แป้งในชนบท ซึ่งช่วยเพิ่มสารอาหารรองที่สำคัญในอาหารหลัก

Hindou Oumarou Ibrahim จากประเทศชาด นำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิม มาใช้ประโยชน์ในการสร้างแผนที่ทรัพยากรทางธรรมชาติและป้องกันปัญหาความขัดแย้งอันมีสาเหตุมาจากสภาพภูมิอากาศ ณ บริเวณพรมแดนกึ่งทะเลทรายซาเฮล

Rinzin Phunjok Lama จากประเทศเนปาล ทำงานเพื่อปกป้องระบบนิเวศอันสมบูรณ์หลากหลายของภูมิภาคทรานส์-หิมาลายัน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

Gina Moseley จากสหราชอาณาจักร มีจุดมุ่งหมายที่จะนำคณะสำรวจทีมแรกเข้าสำรวจกลุ่มถ้ำที่ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของโลก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่มนุษย์มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตอาร์กติก

Luiz Rocha จากประเทศบราซิล ทำการสำรวจและปกป้องแนวปะการัง Mesophotic รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพของเหล่าแนวปะการังในมหาสมุทรอินเดีย และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศเหล่านี้ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

“Rolex ได้ตระหนักมาเป็นเวลานานถึงความรับผิดชอบของแบรนด์ในการร่วมสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน นั่นคือ Perpetual Planet” Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าว “แทนที่จะเดินทางไปเสาะหาดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักและไม่ปรากฏบนแผนที่ แต่นักสำรวจสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้กลับมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะปกป้องโลกใบนี้ ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งห้าท่าน คือตัวอย่างชั้นเลิศของการเป็นผู้พิทักษ์อนาคต”

ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งห้าท่านจะได้รับเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของพวกเขา และสิทธิประโยชน์อีกมากมาย อาทิ การประชาสัมพันธ์โครงการไปทั่วโลก ซึ่งมักจะก่อให้เกิดแรงสนับสนุนเป็นวงกว้าง พวกเขาเหล่านี้ได้รับเลือกจากคณะกรรมการตัดสินรางวัล Rolex Awards ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทั่วโลก โดยสมาชิกของคณะกรรมการทั้ง 10 ท่าน ได้แก่

Meena Ganesh ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีจากอินเดีย Toshiyuki Kono ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและที่ปรึกษาด้านมรดกทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่น Louise Leakey นักบรรพชีวินวิทยาและมานุษยวิทยาจากเคนยา Chris Lintott นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากสหราชอาณาจักร Wanjira Mathai นักสิ่งแวดล้อมและนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศจากเคนยา Sam Myers นักวิทยาศาสตร์การวิจัยและแพทย์จากสหรัฐอเมริกา Konstantin Novoselov นักฟิสิกส์และเจ้าของรางวัลโนเบลจากรัสเซียและสหราชอาณาจักร Jon Paul Rodríguez นักนิเวศวิทยาและนักชีววิทยาการอนุรักษ์จากเวเนซุเอลา Norbu Tenzing ผู้ดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและนักสิ่งแวดล้อมจากสหรัฐอเมริกา Zhu Dajian ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากจีน

คณะกรรมการผู้ตัดสินได้ทำการประชุมผ่านทางออนไลน์ในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 เพื่อคัดเลือก
ผู้ทรงเกียรติจากรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 15 ท่าน โดยมีผู้สมัครทั้งสิ้น 1,659 ท่าน จาก 139 ประเทศ ซึ่งประเทศที่มีผู้สมัครมากเป็นสามอันดับแรก ได้แก่ ผู้สมัครชาวอเมริกัน (ร้อยละ 13) บราซิล (ร้อยละ 10) และไนจีเรีย (ร้อยละ 7) ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้สมัครนั้นไม่ถึง 40 ปี (ร้อยละ 39.4) โดยร้อยละ 26 ยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี ผู้สมัครที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 18 ปี และสูงสุดคือ 86 ปี ทั้งหมดนี้ร้อยละ 34 เป็นสตรี และกว่าร้อยละ 50 จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมดมาจากสาขาสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 34) รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์และสุขภาพ (ร้อยละ 26)

“โครงการที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 155 โครงการจากช่วงเวลาเกือบครึ่งศตวรรษนั้น ต่างเป็นโครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ โดยมีคนหลายล้านคนบนโลกเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์”Boetsch กล่าวเสริม “ผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติแต่ละท่านต่างโดดเด่นทั้งด้านผลงาน ความเป็นเลิศ และความสำเร็จ โดยแต่ละโครงการได้สะท้อนถึงคุณค่าที่เป็นรากฐานของ Rolex มาตั้งแต่เริ่มต้น”

งานเฉลิมฉลองให้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจะจัดขึ้นผ่านทางออนไลน์สิ้นปีนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rolex Awards ครั้งต่อไป ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ Rolex.org/rolex-awards/ ในปี 2022

เกี่ยวกับโครงการ PERPETUAL PLANET

สำหรับผู้ก่อตั้ง Rolex อย่าง Hans Wilsdorf (ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ) โลกนี้เปรียบได้ดั่งห้องทดลองที่มีชีวิต 
นับตั่งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มทดสอบนาฬิกาในห้องทดลองนี้ โดยส่งนาฬิกาไปยังสถานที่สุดหฤโหด สนับสนุนเหล่านักสำรวจที่ออกเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ทว่าปัจจุบันโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไป

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 บริษัทได้ต่อยอดจากการสนับสนุนการสำรวจเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ไปสู่การอนุรักษ์โลกธรรมชาติพร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของ Rolex ผ่านการเปิดตัวโครงการ Perpetual Planet ในปี 2019 เพื่อสนับสนุนบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลก พร้อมเสาะหาแนวทางแก้ไขที่จะช่วยคืนสมดุลกลับสู่ระบบนิเวศของเรา

เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ที่หาที่เปรียบไม่ได้ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งการรับรองสถานะ Superlative Chronometer สังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำที่อยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สำคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่กันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ทั้งนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ทั้งสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับตั้งแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่อช่วยอนุรักษ์โลกใบนี้

Chopard : Mille Miglia 2021 Race Edition

หลังการรื้อฟื้นจัดให้มีการแข่งขัน 1,000 Miglia ในปี 1977 ได้ทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องยนต์ของรถยนต์ในตำนานอย่างต่อเนื่อง ด้วยระยะทางการแข่งขัน 1,600 กม. ผ่านซานมารีโน โรม เซียนา และฟลอเรนซ์ ในฐานะที่ Chopard เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของงานตั้งแต่ปี 1988 Chopard ได้สืบทอดความมุ่งมั่นนี้อีกครั้งในปีนี้ โดยการเปิดตัว Cronographs Mille Miglia 2021 Race Edition 

สำหรับโอกาสนี้ เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 1,000 ชิ้น ทำจากสแตนเลสสตีลหรือแบบทูโทน 250 ชิ้นทำจากสแตนเลสสตีลและพิงค์โกลด์ 18 กะรัต นาฬิกาสุดหรูนี้มาพร้อมกลไกการทำงานที่มีความแม่นยำที่ผ่านการรับรอง ‘Chronometer’ สะท้อนถึงความหลงใหลที่แน่วแน่ของ Chopard ที่มีต่อมอเตอร์สปอร์ต สำหรับ The 2021 1000 Miglia ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ถึง 19 มิถุนายนปีนี้ ถือเป็นการบัญญัติกฎครั้งประวัติศาสตร์ครั้งที่ 39 ของ ‘การแข่งขัน Red Arrow’ โดย 1,000 Miglia ครั้งแรกเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1927 เมื่อกลุ่มผู้ชื่นชอบรถใน Brescia จัดการแข่งขันเพื่อทดแทนการสูญเสีย Italian Grand Prix ให้กับ Monza เส้นทางปี 2021 จะเป็นการแสดงความเคารพต่อการแข่งขันดั้งเดิม โดยมีการออกกฎใหม่นี้เป็นครั้งแรก ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา รถยนต์สี่ร้อยคันจะมุ่งหน้าไปยังชายฝั่ง Tyrrhenian จากเมือง Brescia โดยหยุดที่ Viareggio ก่อนขับไปยังกรุงโรม อาเพนนีเนส และโบโลญญา

กลไกโครโนกราฟที่ให้ความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชั่นนาฬิกา Mille Miglia มีความสปอร์ตและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง รุ่นล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันแรลลี่ก็ไม่ได้แตกต่างกัน โครโนกราฟไขลานอัตโนมัติที่สร้างขึ้นเพื่อ เป็นครั้งแรกและใหม่ล่าสุด การวัดเวลาอย่างเชื่อถือได้ รุ่น Mille Miglia 2021 Race Edition เป็นนาฬิกาที่ได้รับความไว้วางใจ สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ฟังก์ชันหยุดวินาที กันน้ำได้ 100 เมตร และคริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อนเพื่อเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น
ทั้งสองตัวเลือกนี้แบ่งออกเป็นรุ่นตัวเรือนสแตนเลส 1,000 เรือน และตัวเรือนสแตนเลส และทองคำ 18 กะรัต 250 เรือน กลไกการทำงานที่ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC ซึ่งเป็นการรับประกันความแม่นยำที่สำคัญ


รายละเอียดตัวบ่งชี้โครโนกราฟถูกเน้นด้วยเข็มสีแดงเพิ่มความชัดเจนของเข็มวินาทีตรงกลาง ตัวนับ 30 นาทีที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และตัวนับชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา การรักษาสัดส่วนที่สมมาตรบนหน้าปัดอย่างพิถีพิถัน การแสดงวินาทีเล็กๆ จะปรากฏขึ้นที่ 9 นาฬิกา และช่องหน้าต่างแสดงวันที่อยู่ที่ 3 นาฬิกา กรอบมีสเกลทาคีมิเตอร์เซรามิกสีดำขัดเงาพร้อมเครื่องหมายแล็กเกอร์สีขาวแสดงถึงเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่จะช่วยให้นักแข่งคำนวณความเร็วเฉลี่ยระหว่างการแข่งขันแรลลี่ 1,000 Miglia ซึ่งการแข่งความเร็วครั้งประวัติศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับการจับเวลาที่แม่นยำ และนั่นคือเหตุผลที่ Chopard แม่นยำและแม่นยำในทุกด้านของการผลิตนาฬิกา ยังคงเป็นคู่หูที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขัน


Mille Miglia 2021 Race Edition เป็นนาฬิกาที่มีประสิทธิภาพสูง มีฟังก์ชั่นเพื่อการงานได้ดีและทนทาน ขอบหน้าปัดทำจากสเตนเลสสตีลหรือโรสโกลด์ 18 กะรัตขัดเงาตามแบบแผนดั้งเดิมพร้อมเม็ดเซรามิกสีดำ ถ่ายทอดรูปลักษณ์จากหน้าปัดและมาตรวัดของรถยนต์คลาสสิก ฝาหลังยึดด้วยสกรูและมีธงลายตารางหมากรุก โลโก้ 1,000 Miglia และคำจารึก ‘Brescia > Roma > Brescia’ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยสีเทาและสีเงินที่เข้มข้น ขับเน้นด้วยสีแดง ทำให้นาฬิกาทั้งเรือนมีอัตลักษณ์ทางภาพที่ชัดเจน


ข้อต่อสายสั้นพอดีกับข้อมือส่วนใหญ่ และการออกแบบตัวเรือนสแตนเลสขนาด 44 มม. ได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์รถคลาสสิกที่ผสมผสานสไตล์ร่วมสมัยเข้ากับจิตวิญญาณสไตล์วินเทจ แม้แต่สร้อยข้อมือหนังลูกวัวยังได้รับแรงบันดาลใจจากถุงมือแข่งแบบมีรูพรุนแบบดั้งเดิม เย็บแบบทูโทนสีแดงหรือสีดำ บุด้วยยาง และชวนให้นึกถึงลวดลายของยาง Dunlop ในยุค 1960 — มอเตอร์สปอร์ตพยักหน้ารวมอยู่ในคอลเลกชั่น Mille Miglia ปี 2018 ของ Chopard ปิดท้ายด้วยตัวล็อคแบบพับสแตนเลสขัดเงาและขัดซาติน สายรัดนี้เป็นส่วนสำคัญของคุณลักษณะของ Mille Miglia 2021 Race Edition
หน้าปัดสีเทาที่ได้จากการชุบกัลวานิกบนฐานทองเหลือง โดดเด่นด้วยพื้นผิวปัดซาตินแบบวงกลมที่ดำเนินการโดยช่างฝีมือของผู้ผลิตหน้าปัด ลวดลาย ‘ลูกศรสีแดง’ ของ 1000 Miglia อันโด่งดังชี้ไปที่การแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งอ่านได้ชัดเจนผ่านเลนส์ขยายวันที่ เข็มนาฬิกาและตำแหน่งบอกชั่วโมงเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้อ่านค่าได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อขับรถท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

Preview GRAND SEIKO at Siam Paragon Watch Expo 2021

วันนี้(18 มิถุนายน 2564) คือวันแรกของ Siam Paragon Watch Expo 2021 เราไปชมกันว่าแบรนด์นาฬิกาที่อยู่ในใจของใครหลายคนอย่าง GRAND SEIKO มีไฮไลท์อะไรที่งานบ้าง เรารวบรวมมาพร้อมทั้งราคา เพื่อช่วยในการตัดสินใจของคุณ

SLGH007J “The tree ring” 140th anniversary
ผลิตขึ้นเพื่อฉลองฉลองในวาระครบรอบ 140 ปี บริษัท SEIKO มาพร้อมกับหน้าปัดลายพิเศษ “Tree ring” หรือลายวงปีต้นไม้ สื่อจิตวิญญาณและวิสัยทัศน์ของ คินทาโร่ ฮัตโตริ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ
ลายวงปีของต้นไม้ เปรียบเสมือนสมุดจดบันทึกที่เปิดเผยถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยสามารถทำให้เราทราบว่าแต่ละช่วงปีที่ผ่านมานั้น ปีใดมีน้ำมากหรือน้อย หรือมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติใดๆที่ประสบแก่ต้นไม้ ดังนั้นทาง Grand Seiko จึงนำลายวงปีของต้นไม้นี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการนำเสนอเพื่อสะท้อนวัน เวลาที่ผ่านมาของบริษัทฯ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
Markers ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรำลึกถึง Grand Seiko เรือนแรกที่เปิดตัวในปี 1960 ที่จะมีขนาดใหญ่เพื่อการอ่านเวลาชัดเจน และเพื่อให้เห็นถึงงานขัด diamond cut ซึ่งนำกรรมวิธีการผลิต Jewelry มาประยุกต์ใช้
สัญลักษณ์ “ดาวแปดแฉก” อันสุดคลาสสิคที่ Grand Seiko เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัว สำหรับนาฬิกาเรือนพิเศษที่มีชิ้นส่วน solid gold อยู่บนหน้าปัด
กลไก 9SA5 ได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิกาเรือนนี้ นอกจากสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นจากเดิมแล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบกลไกโดยบรรจุรายละเอียด ส่วนเว้าส่วนโค้งอันเป็นธรรมชาติลงไป โดยนำความสวยงามของเมือง Shizukuishi สถานที่ผลิตนาฬิกาลงไปอยู่ในการออกแบบกลไกด้วย ด้วยกลไก Hi-beat ใหม่ “9SA5” พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
ราคา 1,986,000 THB

SBGJ251G 24 seasons “Shunbun ”
ฤดูกาลของญี่ปุ่นนั้น ถูกแยกย่อยลงไปอีกจาก 6 ช่วงย่อยจากฤดูกลาสากลทั้ง 4 ฤดู ดังนั้นการนับฤดูกาลของญี่ปุ่นตั้งแต่โบราณจึงมีถึง 24 ฤดู (Sekki) ด้วยเหตุผลเรื่องความเหมาะสมในการทำการเพาะปลูก
เรือนเวลาเรือนนี้ได้แรงบันดาลใจจากฤดู Shunbun หรือฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น โดยสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกถึงการเริ่มเข้าใกล้สู่ฤดูใบไม้ผลิคือ เป็นช่วงเวลาที่ป่าเริ่มมีใบไม้เขียวสด และเต็มไปด้วยดอกซากุระที่ผลิบานประกอบกับแสงแดดอ่อนที่เปรียบได้กับคำสัญญาจากธรรมชาติได้มาถึงอันเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการผลิตหน้าปัดของรุ่นนี้ของ Grand Seiko
ตัวเรือนที่โค้งมนอย่างนุ่มนวลมาพร้อมกับขอบที่คมและมีเหลี่ยมมุมอย่างโดดเด่นและคลาสสิก ตามแบบฉบับของ Grand Seiko กับการขัดด้วยเทคนิคซารัตซึ (Zaratsu) ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่ใสราวกระจกปราศจากการผิดเพี้ยนของพื้นผิว
กลไกแบบ Spring Drive สามารถมองเห็นรายละเอียดของกลไกเหล่านี้ผ่านทางกระจกแซฟไฟร์ที่ผนึกบนฝาหลัง ให้ชื่นชมความงดงามที่ผ่านการขัดแต่งชิ้นส่วนกลไกต่างๆ อย่างประณีต
ราคา 250,100 THB

SBGN023G Quartz GMT 140th Anniversary
ผลิตเนื่องในโอกาสฉลองครบ 140 ปีของบริษัท SEIKO เพื่อสืบสานวิสัยทัศน์อันกว้างไกล “เราต้องนำหน้าผู้อื่นหนึ่งก้าวเสมอ” มร. คินทาโร่ ฮัตโตริ ของผู้ก่อตั้งแบรนด์
งานดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับความเป็นสปอร์ตและการใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวเรือนเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรูปทรงแข็งแกร่งและเฉียบคม พื้นผิวที่งามประณีตด้วยเทคนิคการขัดแต่งแบบซารัสซึ (Zaratsu) นำเสนอมุมมองที่ทรงพลังของความเป็นสปอร์ต มาพร้อมขอบตัวเรือนเซรามิกที่เกือบจะไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วน และเพิ่มความหรูหราให้กับสไตล์สปอร์ตโดยรวม ขอบตัวเรือนเซรามิกประดับสเกล GMT 24 ชั่วโมง ยังช่วยให้การอ่านเวลาได้ทันทีอย่างแม่นยำ
ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความชัดเจนในการแสดงเวลาและการแสดงค่าอย่างแม่นยำที่กลไกควอตซ์ คาลิเบอร์ 9F86 มอบให้ วงแหวนรอบพื้นหน้าปัดในสไตล์ทูโทนช่วยให้การอ่านค่าเวลากลางวันและกลางคืนจากโทนสีที่ตรงกันซึ่งชี้บอกด้วยเข็ม GMT ได้ในทันที ในรุ่นที่มีรายละเอียดสีทองบนหน้าปัดและเข็ม GMT นำเสนอในแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,021 เรือน เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้ง Seiko
ฝาหลังของรุ่นประดับสัญลักษณ์สิงโตที่ผลิตจากทองคำ 18k และสลักหมายเลขประจำเรือน
ราคา 182,500 THB

SBGJ249G 24 seasons “Shōsho ”
ฤดูกาลของญี่ปุ่นนั้น ถูกแยกย่อยลงไปอีกจาก 6 ช่วงย่อยจากฤดูกลาสากลทั้ง 4 ฤดู ดังนั้นการนับฤดูกาลของญี่ปุ่นตั้งแต่โบราณจึงมีถึง 24 ฤดู (Sekki) ด้วยเหตุผลเรื่องความเหมาะสมในการทำการเพาะปลูก
เรือนเวลาเรือนนี้ได้แรงบันดาลใจจากฤดู Shōsho หรือฤดูร้อนของญี่ปุ่น โดยสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกถึงการเริ่มเข้าใกล้สู่ฤดูร้อนหลังจากที่ฤดูหนาวกำลังจะผ่านไปคือ เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีสายลมอุ่นๆ พัดผ่าน ซึ่งการพัดผ่านลงกระทบบนผิวน้ำจะเกิดเป็นคลื่นระลอกเล็กๆนี้ถือเป็นความงดงามในธรรมชาติ ที่ Grand Seiko ได้แรงบันดาลใจในการผลิตหน้าปัดของรุ่นนี้
ตัวเรือนที่โค้งมนอย่างนุ่มนวลมาพร้อมกับขอบที่คมและมีเหลี่ยมมุมอย่างโดดเด่นและคลาสสิก ตามแบบฉบับของ Grand Seiko กับการขัดด้วยเทคนิคซารัตซึ (Zaratsu) ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่ใสราวกระจกปราศจากการผิดเพี้ยนของพื้นผิว
กลไกแบบ Spring Drive สามารถมองเห็นรายละเอียดของกลไกเหล่านี้ผ่านทางกระจกแซฟไฟร์ที่ผนึกบนฝาหลัง ให้ชื่นชมความงดงามที่ผ่านการขัดแต่งชิ้นส่วนกลไกต่างๆ อย่างประณีต
ราคา 250,100 THB