H.Moser & Cie.กับการอัพเกรดนาฬิกา SWISS ALP WATCH

จุดสิ้นสุดของแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจของนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) ได้เผยโฉมไปแล้วเมื่อวานนี้จากณ เมือง Neuhausen am Rheinfall ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในการผจญภัยของสาวกผู้หลงใหลนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) มาตั้งแต่ปี 2011 โดยเปิดตัวเพื่อตอบสนองต่อการถือกำเนิดของนาฬิกาที่เชื่อมโยงต่อความปรารถนาอันแรงกล้าของแบรนด์ที่มีอายุกว่า 200 ปี อย่าง H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ที่ยังคงยึดมั่นต่อคุณค่าของประเพณีดั้งเดิมในการผลิตกลไกนาฬิกาชั้นสูง ที่ถูกผสานลงในกลไกอันทันสมัย 

 

โดยนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ จนเกิดเป็นผลงานที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร ซึ่งนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการยกย่องนาฬิกาที่เป็นตัวเชื่อมโยงและผสมผสานเทคโนโลยี Vantablack®  (แวนทาแบล็ค) ให้เข้ากับการผลิตกลไกนาฬิกาชั้นดีในแบบดั้งเดิม 

ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเชื่อมโยงอีกครั้ง ทั้งต่อตัวเราเอง, ต่อผู้คนรอบข้างและต่อสิ่งสาคัญ ซึ่งเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นเครื่องเตือนใจว่า โลกเสมือนจริงนั้นไม่มีวันเหนือกว่าโลกของความเป็นจริง โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีทางทดแทนผู้คน และเทคโนโลยียังคงเป็นเพียงเครื่องมืออย่างไม่มีวันสิ้นสุด 

ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของ H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ที่ต้องการจะปิดท้ายคอลเลกชั่น Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่มีความคล้ายคลึงจากรุ่นก่อนหน้านี้ โดยนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) ได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากสมาร์ทวอทช์แต่ภายในเป็นระบบกลไกจักรกล100% จากโรงงานในสวิสส์ และสำรองพลังงานขั้นต่า 100 ชั่วโมง ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบสาหรับนาฬิการุ่นต่อไป 

แทนที่จะต้องดาวน์โหลดข้อมูล ผู้ผลิตนาฬิกาจากเมือง Schaffhausen (ซาฟฟ์ฮาวเซน) จึงมีความคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเติมพลังให้ตนเอง ด้วยนาฬิกาที่ต้องสื่อถึงอารมณ์และตามฝันของคุณ โดยยังคงทำตามวัตถุประสงค์หลักของมันนั่นคือ การบอกเวลาสำหรับนาฬิการุ่นนี้ H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ต้องการรวมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้เกิดความสาเร็จในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างความงดงามของหน้าปัด Vantablack® (แวนทาแบล็ค) ในรุ่น Concept  (คอนเซ็ปต์) ที่ไม่มีโลโก้และหลักชั่วโมง โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และใช้หน้าปัด Vantablack® (แวนทาแบล็ค) ผลิตจากวัสดุที่คิดค้นขึ้นเองร่วมกับเข็มชั่วโมง-นาทีสีดำ ยิ่งทำให้ดูเหมือนหน้าปัดกำลังอยู่ในโหมด Standby (สแตนบาย) โดยมีการเสริมความสมบูรณ์แบบด้วยช่องบอกวินาทีสีเทาตรงตำแหน่ง 1 นาฬิกาบนหน้าปัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทาให้นึกถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนความจำว่าที่นี่และตอนนี้คือสิ่งสำคัญ 

“แนวคิดนี้เกิดขึ้นโดยลูกค้าและเพื่อนของแบรนด์ ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบและเป็นแฟนตัวจริงของคอลเลกชั่นนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) โดยพวกเขาได้มาเยี่ยมเยียนเราด้วยไอเดียการออกแบบที่นอกกรอบสุดๆ และเราเองก็ต้องการลงมือสร้างสรรค์โมเดลนี้ขึ้นมาอย่างไม่รีรอ โดยสอดคล้องกับปรัชญาของเราด้วยอารมณ์ขันและหยอกเย้า” 

Edouard Meylan (เอดวอร์ด เมย์ลอง) CEO of H. Moser & Cie. (ซีอีโอ ของ เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ได้กล่าวไว้ 

 

BVLGARI: Aluminium Chronograph

เป็นดีไซน์ที่ดูทันสมัยเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยากซ่อนความหรูหราให้อยู่ภายในความเรียบง่ายล้ำสมัยของวัสดุที่อาจจะไม่ใช่ธาตุล้ำค่า แต่สื่อถึงความโมเดิร์น ทันสมัย และพลิกโฉมของวงการอากาศยาน นั่นก็คืออะลูมิเนียม วัสดุใหม่ของยุคนั้นที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่ง

นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นจากยางสีดำและอะลูมิเนียมอัลลอยพร้อมกลไกไขลานอัตโนมัติ ฟังก์ชั่นจับเวลา และฟังก์ชั่นบอกวันที่ สร้างความโดดเด่นในฐานะตัวแทนของสไตล์เรียบเท่ที่ใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยดีไซน์นี้เป็นแบบยูนิเซ็กส์มาตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการออกแบบ ซึ่งก็มาจากเครื่องบินไอพ่นของสายการบินอลิตาเลียของอิตาลี โดยอะลูมิเนียมอัลลอยนี้เป็นวัสดุที่ใช้ประกอบอากาศยานในยุคโมเดิร์นของการเดินทางทางอากาศ ด้วยขนาดหน้าปัด 40 มิลลิเมตร ถูกใจคนรักนาฬิกาไซส์ที่ไม่เล็ก คือดูเด่นขึ้นมาเลยว่าเป็นไซส์ใหญ่ แต่ทว่าทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่หลงใหลนาฬิกาดีไซน์โมเดิร์นนี้สามารถสวมใส่ได้ตามบุคลิก สามารถกันน้ำได้ลึก 100 เมตร

กลไกเป็นเครื่องตระกูล B ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติ ETA (อีทีเอ) ของสวิสที่ BVLGARI นำมาทำให้เป็นเครื่องตระกูล B ฝาหลังทำจากไทเทเนียมเช่นเดียวกับเม็ดมะยมและปุ่มกดต่างๆ แต่ทำเป็นสีดำด้วยการเคลือบ DLC ส่วนขอบตัวเรือนที่เราเห็นเป็นสีดำนั้นทำจากยางที่มีการประทับโลโก้ BVLGARI ด้านบนและด้านล่างตามการดีไซน์เริ่มแรก สายทำจากยางเช่นกัน มีตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทำจากอะลูมิเนียม

Pasha de Cartier: เรือนเวลาสูงสง่าเพื่อคนเช่นคุณ

Author: Sethapong Pawwattana

Pasha de Cartier

นาฬิกา Pasha de Cartier (พาช่า เดอ คาร์เทียร์) ได้ขึ้นสถานะคัลท์ (cult) นับตั้งแต่การเกิดของคอลเลกชั่นในปี 1985 ซึ่งเป็นการเผยโฉมนาฬิการุ่นนี้ที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาที่ Cartier ออกแบบให้สุลต่านแห่งโมร็อกโกในยุค 1940s ในรูปลักษณ์แบบกราฟิกที่เด่นชัด สะท้อนถึงต้นกำเนิดของนาฬิการุ่นนี้ที่มีมาในยุคเฟื่องฟูของอาร์ตเดโคในทศวรรษ 1940s อันเด่นชัด ลายเส้นสี่เหลี่ยมแบบรางรถไฟในหน้าปัดวงกลม ตกแต่งลายกิโยเช ตัวเลขบอกเวลาแบบอารบิกโอเวอร์ไซส์ (นาฬิกา Cartier ใช้ตัวเลขแบบนี้น้อยรุ่น) ข้อต่อสายประดับด้วยหมุดสตั๊ด clous de Paris เสริมสายนาฬิกาให้มีลูกเล่นยิ่งกว่าเคย

สายนาฬิกาที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตนเองด้วยระบบ QuickSwitch และ SmartLink ฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ Pasha de Cartier มีให้เลือกทั้งแบบสายสตีล เยลโลว์โกลด์ พิงค์โกลด์และฝังเพชรทั้งหน้าปัดขนาด 35 มิลลิเมตร และขนาด 41 มิลลิเมตร ที่ล้วนผสานอัญมณีชั้นเลิศและศิลปะการสร้างสรรค์นาฬิกาอันประณีต พร้อมด้วยรุ่นสเกเลตัน (skeleton) โชว์โครงสร้างและกลไกสุดล้ำของนาฬิกา

Patek Philippe สองรุ่นสองสไตล์ สำหรับทุกวันของคุณ

Author: Sethapong Pawwattana

Patek Philippe 5270J-001

นาฬิกาจับเวลาระบบปฏิทินถาวรรุ่น 5270J-001 ความคลาสสิกสง่างามที่สะท้อนบนตัวเรือนทองคำแบบใหม่ นาฬิกา Patek Philippe คลาสสิกแกรนด์ ปี 1941 (รุ่น 1518) ถ่ายทอดสู่นาฬิกาจับเวลาระบบปฏิทินถาวร รุ่น 5270 ที่นำเสนอมาตั้งแต่ปี 2018 บนตัวเรือนแพลทินัม รุ่นหน้าปัดทองคำกำมะหยี่ และรุ่นหน้าปัดทองชมพู คู่กับสายนาฬิกาทรงหยดน้ำ โดยได้นำนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูงรุ่น 5270 ให้เป็นรุ่นที่ทำตัวเรือนด้วยทองคำเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความหรูหราสง่างามเคียงคู่ไปกับขอบหน้าปัดนาฬิกาเว้าโค้ง รับกับหูตัวเรือนสองระดับ

หน้าปัดสีเงินวาวที่มีขีดแสดงเวลารูปทรงบาตอง เข็มบอกเวลารูปทรงใบไม้ทำจากทองคำ การแสดงผลของปฏิทินถาวรมีความสวยงามโดดเด่นสมดุลกับการแสดงวันที่แบบอนาล็อกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และช่องหน้าต่างคู่แสดงวันและเดือนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยมีช่องหน้าต่างรูปทรงกลมขนาดเล็กแสดงผลกลางวัน-กลางคืน พร้อมด้วยหน้าปัดย่อยที่แสดงรอบปีอธิกสุรทิน และหน้าต่างแสดงปรากฏการณ์ข้างขึ้น-ข้างแรม

ความเที่ยงตรงเหล่านี้มาจากกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS Q เป็นการทำงานจับเวลาพร้อมด้วยระบบปฏิทินถาวรรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นมาในปี 2011 ซึ่งผลิตโดย Patek Philippe แต่เพียงผู้เดียว เป็นการผนวกกันระหว่างโครงสร้างดั้งเดิม (คลัชแนวนอน คอลัมน์วีล และการไขลานด้วยมือ) พร้อมกับสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ 6 รายการ ด้านระบบการทำงานจับเวลา และความโดดเด่นของกลไก ระบบปฏิทินที่มีขนาดบางเป็นพิเศษ (ขนาด 1.65 มิลลิเมตร สำหรับชิ้นส่วนจำนวน 182 ชิ้น) กลไกการทำงานสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังที่ทำจากกระจกแซฟไฟร์คริสตัล โดยมีฝาหลังทึบที่ทำจากทองคำ 18K ให้เลือกด้วย สายทำจากหนังจระเข้ลายสี่เหลี่ยมใหญ่ ทำสีน้ำตาลช็อกโกแลตด้าน ตัวล็อกบานพับทำจากทองคำ

Patek Philippe 5370P-011

นาฬิกาจับเวลาที่มีฟังก์ชั่นการทำงานแบบแยกจับเวลามากกว่า 2 รายการ (Split-Seconds Chronograph) รุ่น 5370P-011 รูปลักษณ์ใหม่ของหน้าปัดเคลือบลงยาสีน้ำเงินเข้ม นอกจากนาฬิกามินิท รีพีทเตอร์ และตูร์บิญงแล้ว นาฬิการูปแบบที่สาม ซึ่งเป็นสุดยอดของกลไกความซับซ้อนสูงสุดของศิลปะการสร้างสรรค์นาฬิกา ได้แก่ นาฬิกาที่มีระบบการทำงานแบบแยกจับเวลามากกว่า 2 รายการ (กลไก 124’824) ตั้งแต่ปี 1923 เป็นต้นมา นาฬิกาประเภทนี้ได้กลายมาเป็นความพิเศษสำหรับคอลเลกชั่นนาฬิกาข้อมือของ Patek Philippe โดย นาฬิการุ่น 5370 เป็นนาฬิการุ่นแรกที่มีระบบการทำงานแบบแยกจับเวลามากกว่า 2 รายการ ซึ่งผลิตด้วยกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS 

หน้าปัดใหม่ สีน้ำเงินมันวาวสะท้อนถึงหน้าปัดเคลือบลงยาแบบกรองเฟอ ทำด้วยมือลงบนแผ่นหน้าปัดที่ทำจากทองคำ 18K รูปลักษณ์หน้าปัดออกแบบมาให้สามารถอ่านได้ง่าย เข็มบอกเวลาชั่วโมงและนาทีรูปทรงใบไม้เพรียวบาง เคลือบด้วยสารเรืองแสง ตัวเลขบอกเวลาแบบบริเกต์ทำจากทองคำขาว ทำให้ผลการจับเวลาระยะสั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เที่ยงตรง และรวดเร็ว เข็มจับเวลาวินาที เข็มจับเวลาแบบแยก จับเวลามากกว่า 2 รายการ และเข็มบอกเวลาทันที สำหรับหน้าปัดย่อย 30 นาทีสามารถมองเห็นได้ชัดเจนบนหน้าปัดสีน้ำเงิน และสเกลบอกเวลาที่พิมพ์เป็นสีขาว  

การทำงานของกลไกจับเวลา 2 รายการนี้ประกอบด้วยปุ่มกดสองปุ่มเพื่อให้ระบบการจับเวลาทำงาน โดยมีปุ่มกดการทำงาน แบบแยกจับเวลาบนเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา สะท้อนถึงความน่าประทับใจในการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ ตัวเรือนทำจากแพลทินัมขัดมัน ขอบหน้าปัดนาฬิกาโค้งเว้า ด้านข้างขัดมันลดมุมแบบซาติน สายนาฬิกาหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มมันเงา ตัวล็อกบานพับท้าจากแพลทินัม ตกแต่งด้วยเพชรขนาดเล็กระหว่างหูตัวเรือนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

Code 11.59 by Audemars Piguet

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยสองเวอร์ชั่นใหม่ของนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet กับกลไก Selfwinding Flying Tourbillon พร้อมหน้าปัดดีไซน์ใหม่ที่มีรายละเอียดของงานสุดประณีตกับ Aventurine ที่วาววับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

 เพื่อเติมเต็มความโดดเด่นของรูปทรงและรายละเอียดอันรุ่มรวยไม่รู้จบ โอเดอมาร์ ปิเกต์เลือกประดับหน้าปัดสีทองของนาฬิกาในคอลเลกชั่นนี้ด้วยการผสานเทคนิคการลงยาแบบ “Grand Feu” กับการประดับด้วย Aventurine ที่เผยให้เห็นสัมผัสของความคิดสร้างสรรค์น่าค้นหา

หน้าปัดลงยาแบบ “Grand Feu” นั้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทั้งด้วยวัสดุออร์แกนิกจากธรรมชาติ พร้อมกับเทคนิคการสร้างสรรค์ที่ใช้มือเท่านั้น รวมถึงเวลาที่ต้องทุ่มเทลงไปในการสร้างชิ้นงาน กระบวนการทำงานเริ่มจากการผสมทรายแก้วกับน้ำก่อนวางลงไปบนผง Aventurine ด้วยมือ จากนั้นจึงนำไปผ่านความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 800 องศาเซลเซียสในเตาอบที่ออกแบบมาเฉพาะ ก่อนทำซ้ำกระบวนการดังกล่าวนี้อีกหลายครั้งเพื่อให้เกิดลักษณะโปร่งแสง ความลึก และมุมมองของแสง โดยกระบวนการทำงานแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้อุณหภูมิและเวลาที่แตกต่างกันไป 

โมเดลแรกของนาฬิกาในคอลเลกชั่นใหม่นี้มาพร้อมหน้าปัด Aventurine สีดำลงยาที่เป็นเสมือนพื้นหลังที่ขับเน้นให้เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมง ตัวเลขอารบิก และเข็มนาฬิกาพิ้งค์ โกลด์ 18 กะรัตดูโดดเด่นบนตัวเรือนพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัตเช่นเดียวกัน โดยช่องกลไก Flying Tourbillon ที่ปรากฏอยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกาเผยให้เห็นสัมผัสของสีพิ้งค์โกลด์ที่โดดเด่นด้วยเช่นกัน กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง 2 ชั้นตอบรับกับเส้นโค้งของขอบตัวเรือนที่บางเฉียบได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งช่วยขับเน้นความพร่างพราวราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนของหน้าปัดที่สะดุดตาในทันทีที่หน้าปัดนาฬิกากระทบกับแสง

อีกหนึ่งเรือนในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon เลือกผนวกหน้าปัด Aventurine สีน้ำเงินลงยา เข้ากับตัวเรือนที่รังสรรค์จากไวท์ โกลด์ 18 กะรัต โดยทุกรายละเอียดที่กล่าวมาใช้เทคนิคการสร้างสรรค์ด้วยมือเท่านั้น หน้าปัดได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมด้วยเทคนิคการไล่เฉดสีเพื่อเติมมิติและรายละเอียดสุดประณีตเข้ามา การไล่ระดับสีนี้รังสรรค์ขึ้นได้โดยการผสมผสาน Aventurine สีน้ำเงินและสีดำลงไปในงานลงยา ส่วนช่องกลไก Flying Tourbillon โทนสีโรเดียมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาสอดรับกับโทนสีสว่างของตัวเรือนไวท์โกลด์ของนาฬิกาเรือนนี้ด้วย และเพื่อให้แมตช์กับสีสันของตัวเรือนมากยิ่งขึ้น โอเดอมาร์ ปิเกต์จึงเลือกรังสรรค์ Oscillating weight ที่มองเห็นได้ผ่านฝาด้านหลังประดับแซฟไฟร์ด้วยพิ้งค์ โกลด์ 22 กะรัตโทนสีโรเดียมด้วยเช่นกัน

ตัวเรือนทองของทั้งสองโมเดลในคอลเลกชั่นนี้มาพร้อมเทคนิคการขัดเงาสลับกับการขัดแบบซาติน เพื่อเติมความเด่นให้กับหลากหลายเหลี่ยมมุมของนาฬิกาเรือนนี้ โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญทีมเล็ก ๆ ผู้มีประสบการณ์อันยาวนานเข้ามาทำหน้าที่ตกแต่งตัวเรือนของนาฬิกาที่มีความซับซ้อนเช่นนาฬิกาเรือนนี้ ที่ประกอบขึ้นด้วยรายละเอียดสุดพิถีพิถันทั้งขอบตัวเรือนที่บางเฉียบ ส่วนกลางของตัวเรือนรูปทรงแปดเหลี่ยม ฝาหลังทรงกลม และขานาฬิกา

กลไก Flying Tourbillon อันล้ำค่า

สองโมเดลใหม่ในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกของคาลิเบอร์ 2950 ที่ผสานกลไก Flying Tourbillon เข้ากับกลไกส่วนกลาง

นับตั้งแต่ถูกพัฒนาขึ้นในยุค 1920s กลไก Flying Tourbillon ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศในศิลปะแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา จวบจนปัจจุบัน โอเดอมาร์ ปิเกต์นับได้ว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้สร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถสร้างสรรค์กลไกนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทั้งนี้ โอเดอมาร์ ปิเกต์เปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมกลไก Flying Tourbillon เรือนแรกในปี 2018 กับคอลเลกชั่น Royal Oak Concept ส่วนคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet ถือว่าเป็นคอลเลกชั่นที่ 2 ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่มาพร้อมกลไกอันล้ำค่านี้

“โมเดลใหม่ล่าสุดของ Code 11.59 by Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon เผยให้เห็นความงดงามดั่งฝันของหน้าปัด Aventurine ที่ส่องประกายระยิบระยับพร้อมกับเทคนิคการสร้างสรรค์กลไกที่มีความซับซ้อนที่สุด”
ไมเคิล ฟรีดแมน ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพลิเคชัน กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Code 11.59 by Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon ได้ที่
เอพี เฮ้าส์ ชั้น 4 เกษรทาวเวอร์ และโอเดอมาร์ ปิเกต์ บูติก ชั้น G เซ็นทรัลเอ็มบาสซี หรือ โทร. 02-108-6305

Born in Le Brassus, raised around the world. – www.audemarspiguet.com 

New Classic Fusion 40 Years Anniversary

ผ่านไปแล้วกับการไลฟ์ฉลองครบรอบ 40 ปี แบรนด์ Hublot เมื่อวานนี้ มองย้อนไปในอดีตของแบรนด์ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1980 โดย Carlo Crocco เขาเป็นช่างนาฬิกาชาวอิตาเลียนแต่ได้ที่ได้ย้ายไปอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และที่มาของชื่อ Hublot ที่เป็นแบรนด์นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงช่องหน้าต่างของเรือรบโบราณ และนาฬิการุ่นแรกของ Hublot ก็จำลองกรอบหน้าต่างนั้นมาไว้บนขอบหน้าปัดซึ่งทำได้งดงามและมีเอกลักษณ์ ในวาระครบรอบ 40 ปีของ Hublot จึงมี New Classic Fusion 40 Years Anniversary! ฉลองครบรอบ 40 ปี Hublot นำเรือนเวลา 1980 Classic Original ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการยืนหยัด

สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างมาให้แฟนๆ Hublot ได้สัมผัสกลิ่นอายคลาสสิกกันอีกครั้ง ในรูปแบบของนาฬิการุ่นพิเศษสามรุ่น สามรูปลักษณ์ โดยยังคงแนวคิดการผสมผสานจับคู่สองวัสดุที่แตกต่าง และยังผสมผสานความสวยหรูแบบนาฬิกาสวิสเข้ากับกลไกออโตแมติกสุดล้ำหน้าของ Hublot สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง กันน้ำที่ระดับความลึก 100 เมตร หรือ 10 ATM ด้านหลังของตัวเรือนตกแต่งโลโก้ XL สำหรับโอกาสพิเศษนี้ด้วย

สวยดีเทลแน่นแถมยังชวนให้คิดถึงวันวาน! Beams x Citizen

Beams แบรนด์ญี่ปุ่นขวัญใจสายแฟชั่นร่วมกับ Citizen ผู้ผลิตนาฬิกาจากโตเกียว ร่วมกันสร้างสรรค์ Ana-Digi นาฬิกาหน้าตาเรโทรที่มาพร้อมดีเทลสนุกๆทั้งหน้าปัดแบบคู่ทั้ง analog ที่เป็นเข็มและตัวเลขแบบดิจิทัล


โดยฟ้อนท์ทั้งหมดจะใช้เป็นลายมือเขียนแทนในทุกๆจุด นอกจากนี้ดีเทลที่เป็นเอกลักษณ์ของ Citizen อย่างเซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิก็ยังอยู่ครบข้างๆกับโลโก้ของนาฬิกามากรายละเอียดเรือนนี้
มาในราคาน่าคบหาที่ 260 USD หรือประมาณ 7,900 บาทเท่านั้นครับ (วางจำหน่ายบนเวปไซต์ของ Beams)

ดูโพสต์นี้บน Instagram

アウトドアレジャー 11名品 いいかげん外で遊びたい 11/100 of BEAMS BEST 100 2020AW @beams_mens_casual ビームスの百名品 最新のアウトドア服やギアって、ハイテク機能がてんこ盛りでグッとくるんですよね~。でも、ぶっちゃけそれをいつものファッションに取り入れたり、部屋の中で使ったりすることも醍醐味だったり。だから今は、フルで外遊びできる日を妄想しながら、街&家での普段使いをMAX楽しみましょう! アウトドア&スポーツをもっとチェック! https://www.beams.co.jp/special/bb100/outdoor&sports/ @beams_official ストーリーズハイライト "Features" より! #BEAMS #BEAMSBEST100 #ビームス #ビームスの百名品 #百名品

โพสต์ที่แชร์โดย BEAMS (@beams_official) เมื่อ

Fossil เปิดตัว WEARABLE WATCH ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แอคทีฟคนรุ่นใหม่จัดเต็มทั้งฟังค์ชั่นและงานดีไซน์

ในยุคทีเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน WEARABLE Watch (แวร์เอเบิล วอทช์) จึงถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองความต้องการได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่หยุดแค่การบอกเวลา แต่ยังล้ำกว่าด้วยฟังค์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ล่าสุด บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกาแฟชั่นแบรนด์ดัง จึงขอเปิดตัว WEARABLE Watch นาฬิกาอัจฉริยะจากแฟชั่นแบรนด์ชั้นนำอย่าง Fossil, Emporio Armani, Michael Kors และ Diesel ที่มาพร้อมฟังค์ชั่นใช้งานหลากหลาย และดีไซน์ที่เรียบแต่เท่  รับรองได้ว่า WEARABLE Watch จะเป็นนาฬิกาเรือนโปรดของคุณอย่างแน่นอน และวันนี้เราจะขอนำเสนอแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดทั้งดีไซน์และฟังก์ชั่นอย่าง Fossil ในรุ่น CARLYLE HR ครับ

CARLYLE HR

โดดเด่นด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ตลอดฤดูกาลนี้ ด้วย Matteo สมาร์ทวอทช์ยอดนิยมจาก Fossil นำเสนอสีสันที่เรียบเท่เพื่อให้เข้ากับแอคทีฟสไตล์ของคุณ ดีไซน์ผสมผสานความเท่แบบสปอร์ต เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ช่วยเติมเต็มสไตล์ของคุณได้อย่างสมบูรณ์

Retail Price:  13,500 THB

Display Size:  1.28” full round AMOLED, (328 pixels per inch)

Case Size:  44 mm

Case Finish:  Stainless steel case and top ring, Rubber, Mesh

Thickness:  12 mm

Strap Compatibility:  22 mm straps and bracelets

ล้ำกว่า ด้วยฟังค์ชั่นใช้งานสำหรับ Active Lifestyle ที่แท้จริง

OPTIMIZED ACTIVITY TRACKER

ออกกำลังได้อย่างต่อเนื่องกับ Battery-saving workouts แบตเตอร์รี่ระบบใหม่ที่ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น ให้คุณใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาที่คุณออกกำลังกาย แอปพลิเคชั่นด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่มาพร้อมกับระบบการจัดการแบบเรียลไทม์และยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ โดยเปลี่ยนการใช้พลังงานออกจากโปรเซสเซอร์หลัก ทั้งยังติดตาม Tracking ข้อมูลด้านสุขภาพที่คุณสนใจอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ, ระยะทางและจำนวนก้าวเพื่อคำนวณแคลอรี่ และอื่น ๆ

SLEEP TRACKING

ระบบติดตามประวัติการนอนหลับ และกำหนดเป้าหมายการนอนหลับ ด้วยความสามารถของ Gen 5 ในการชาร์จแบตอย่างรวดเร็ว (50 นาทีถึง 80%) และโหมดแบตเตอรี่ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถสวมใส่นาฬิกาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งช่วงกลางวันและช่วงกลางคืน เพียงชาร์จไฟในขณะที่เตรียมพร้อมในตอนเช้าแล้วออกเดินทางได้เลย!

CARDIO FITNESS TRACKING

Cardio Fitness Level หรือ VO2 max เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดของสุขภาพหัวใจและระบบทางเดินหายใจโดยรวม มักใช้ในการติดตามดูแลสุขภาพในระยะยาว ตัวติดตามใหม่แสดงการประมาณค่า VO2 max โดยใช้อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักและไบโอเมตริกของผู้ใช้ (อายุเพศน้ำหนัก) เพื่อแสดงระดับความฟิตโดยรวมโดยประมาณในช่วงเวลาหนึ่ง

NEW LOOK & FEATURES FOR BATTERY MODES 

ด้วยระบบการสั่งการใหม่ คุณสามารถการสร้างโปรไฟล์การใช้งานได้ด้วยตัวเอง Custom Mode ให้คุณออกแบบการแสดงผลข้อมูลที่เรียบง่าย ช่วยอ่านข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถบันทึกโปรไฟล์ส่วนบุคคลเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ เช่น สร้างโหมดสำหรับการออกกำลังกาย, กำหนดเวลาเลิกงานและอื่น ๆ  เข้าถึงแต่ละฟังค์ชั่นได้อย่างรวดเร็ว ปรับไปโหมด “ใช้งาน 24 ชั่วโมง” เพื่อให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น

PHONE APP UPDATES การปรับแต่งการออกแบบรวมถึง Phone Tile แบบใหม่ และการเพิ่มอวตารผู้ติดต่อช่วยให้สามารถโทรได้อย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบประวัติการโทรก่อนหน้า และปรับปรุงการใช้งานโดยรวมได้อย่างรวดเร็ว รองรับทั้งผู้ใช้ Android และ iPhone สามารถรับสายเชื่อมต่อผ่านระบบพิเศษที่พัฒนาโดย

#Wearable #CMGFashionWatch #FossilQ #MKAccess #EAConnected #DieselOn

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Fossil Q's Julianna HR สมาร์ทวอชที่เกิดมาเพื่อสายมินิมอล เรียบง่าย ทันสมัย เข้ากับการแต่งตัวได้ทุกสไตล์ ◾ สายซิลิโคนสีดำ ดูดี นุ่ม ใส่สบาย ◾ หน้าปัดขนาด 44 มม. ◾ วัดอัตราการเต้นหัวใจ รับโทรศัพท์ แจ้งเตือน ลำโพงในตัวเรือน ◾ สมาร์ทวอช Gen 5 รองรับ iPhone และ Android ⌚️ เป็นเจ้าของได้ที่แผนกนาฬิกา ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ ร้าน WatchStation 📲 ช้อปผ่าน Line: @WATCHSTATION_TH ทักเลย

โพสต์ที่แชร์โดย CMG Fashion Watch (@cmgfashionwatch) เมื่อ

TAG HEUER X BAMFORD นาฬิกา Aquaracer รุ่นพิเศษที่มาพร้อมกับกลไก Calibre 5 Automatic มีจำนวนจำกัด เพียง 1,500 ชิ้น

แทค ฮอยเออร์ นาฬิกาหรูจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ Bamford Watch Department ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งนาฬิกาจากประเทศอังกฤษ ได้มาร่วมออกแบบนาฬิการุ่นพิเศษลิมิเต็ด อิดิชั่น และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2  The Aquaracer Bamford Limited Edition ความพิถีพิถันในการเลือกวัสดุ อย่างการนำไทเทเนียมที่สะดุดตามาใช้ ตกแต่งด้วยสีส้มอันโดดเด่น นาฬิการุ่นพิเศษนี้คือความผสมผสานที่ลงตัวของงานออกแบบของ TAG Heuer และ Bamford Watch Department ที่มอบความใหม่และน่าตื่นเต้นลงในเรือนนาฬิกานี้  ในปี 2018, TAG Heuer และ George Bamford ได้เคยร่วมกันมาแล้ว ในการออกแบบนาฬิการุ่นโมนาโค (Monaco) รุ่นพิเศษซึ่งได้รับเสียงยกย่องและชื่นชมมากมาย การกลับมาร่วมมือกันของทั้งสองจึงเป็นที่คาดหวัง และถูกจับจ้องในด้านการออกแบบของ Bamford Watch Department ที่นำเอาจินตนาการและมรดกที่โดดเด่นของ TAG Heuer มากลั่นออกมาเป็นเรือนนาฬิการุ่นพี่พิเศษในครั้งนี้ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่รักและหลงในในเรือนนาฬิกา

“การออกแบบ Aquaracer รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่นนี้ เราศึกษาจากโมเดลของ TAG Heuer ในอดีต มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ องค์ประกอบการออกแบบ โดยนำสีส้มและขอบหน้าปัดแบบสปอร์ตชวนให้นึกถึงงานดีไซน์ของ TAG Heuer ที่มีอิทธิพลในช่วงปี 1979 ถึง 1994 จนกลายมาเป็น Aquaracer ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2004”- George Bamford ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Bamford Watch Department.

TAG Heuer Aquaracer Bamford embraces the ultra-modern

การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์เห็นชัดในทุกการออกแบบของ Bamford Watch Department นั่นก็คือหน้าปัดสีดำอันหรูหรา พร้อมกับชื่อ Bamford ปรากฏอยู่ ณ 6 นาฬิกา โดยนำสีส้มมาใช้แต่งแต้มบริเวณ เข็มนาฬิกาบอกชั่วโมง นาที และ วินาที รวมถึงรอบหน้าปัดนาฬิกา  ตัวเรือนมีขนาด 43 มม.  กรอบตัวเรือนมาพร้อมตัวเลข 60 นาที หมุนได้ทิศเดียวและสายนาฬิกาแบบ 3 แถว โดยใช้ไททาเนียมเกรด 2 ที่มีความยืดหยุ่นสูง ผ่านกระบวนการแบบ แซนบลาสหรือการพ่นทรายมาใช้กับสายนาฬิกานี้

โลหะไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบาและทนทานเป็นพิเศษ ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และ ทนต่อการกัดกร่อน ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับสร้างเครื่องบิน และการผลิตอุปกรณ์กีฬา ถือว่าเป็นวัสดุที่เหมาะแก่การมาใช้เพื่อสรรค์สร้างเป็น Aquaracer รุ่นพิเศษนี้ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและพร้อมที่เผชิญทุกความท้าทาย

เข็มนาฬิกาทองถูกเคลือบสีดำ พร้อมแล็คเกอร์สีส้มเคลือบด้วย Super-LumiNova® สีขาวและ Super-LumiNova® ยังถูกนำมาใช้อินเด็กซ์บอกเวลา เพื่อให้อ่านค่าได้อย่างง่ายขึ้น เหมาะสำหรับทุกสภาพแสงและทุกระดับความลึก ให้สมกับเป็นเรือนนาฬิกาที่เหมาะกับทุกการใช้งาน มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำได้ลึกถึง 300 ม. ตัวเรือนทำจากไททาเนียมเกรด 2 พร้อมสลักคำว่า “ LIMITED ONE OF 1,500” กลไกการทำงานของนาฬิกาอัตโนมัติรุ่นนี้คือ Calibre 5 

จะไว้ใช้หรือโชว์ก็เหมาะไปหมดกับ watch case อลูมิเนียมสุดหรูจาก RIMOWA !

อีกหนึ่ง accessory ชิ้นล่าสุดที่น่าสนใจเอามากๆสำหรับ RIMOWA Watch Case เคสอลูมิเนียมดีไซน์เรียบหรูผลิตในอิตาลีที่สามารถเก็บนาฬิกาเรือนหรูของคุณให้ปลอดภัยระหว่างการเดินทางด้วยกลไกบานสไลด์ ซึ่งเคสยาว 26.7 CM สูง 11.2 CM ชิ้นนี้สามารถเก็บนาฬิกาได้ถึงสามเรือน 

ปกป้องทุกรอยเขียดข่วนด้วย cushions 3 ชิ้นที่สามารถถอดประกอบได้และยังมีชิ้นยาวไว้ปิดบริเวณหน้าปัดนาฬิกาอีกด้วย ด้วยดีไซน์สุดคลาสสิกของแบรนด์เยอรมันทำให้เมื่อไม่ใช้งานก็ยังสามารถใช้เป็น display โชว์เรือนเวลาสุดโปรดของคุณอีกด้วย

RIMOWA Watch Case จะเปิดให้พรีออเดอร์บนเวปไซต์ของแบรนด์ในจำนวนจำกัดในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ในราคาประมาณ 1,985 USD หรือประมาณ 61,000 บาทครับ!