หลากสีมาแรง เผยโฉมนาฬิกา Longines : HydroConquest XXII Commonwealth Games ดีไซน์ลิมิเต็ดที่มีจำนวนจำกัด

ในฐานะผู้สนับสนุนและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ Birmingham 2022 (ประเทศอังกฤษ) ลองจินส์ได้ออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น HydroConquest XXII Commonwealth Games ซึ่งผลิตอย่างจำกัดเพียง 2,022 เรือนเท่านั้น มาพร้อมสีสันสดใสจากการไล่เฉดสีบนสัญลักษณ์ของการแช่งชันกีฬาเครือสหภพปรากฏอยู่บนเลขแสดงนาทีบนขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ หน้าปัดสีดำซันเรย์ ภายในตัวเรือนสตีลขนาด 41 มม. บรรจุกลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริงเพื่อการันตีด้านความแม่นยำระดับสูงและการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น


ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ส่งผลให้นาฬิกาเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพระดับสูง และทำให้ลองจินส์สามารถรับประกันการใช้งานนานถึง 5 ปี นอกจากนี้ฝาหลังตัวเรือนยังสลักลายโลโก้เกม Birmingham 2022 และหมายเลขตามลำดับการผลิต “Limited Edition – 1 out of 2022” อีกด้วยสายรัดข้อมือสตีลช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ตและเส้นสายแบบโมเดิร์นให้กับนาฬิกาเรือนนี้
ลองจินส์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้านความเชี่ยวชาญในการจับเวลา โดยเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ Perth 1962 มาตั้งแต่แรกเริ่ม และได้ต่อสัญญาการเป็นผู้สนับสนุนสำหรับ Glasgow 2014 และ Gold Coast 2018 ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่แบรนด์มีมาอย่างยาวนานด้านความแม่นยำในการจับเวลาให้กับวงการกีฬาจากนั้นในปี 2020 ลองจินส์ได้ตั้งเป้าหมายเชื่อมความสัมพันธ์ในการเป็นผู้จับเวลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการต่อไปในปี 2022, 2026 และ 2030 ตามลำดับ

HydroConquest XXII Commonwealth Games
หมายเลขรุ่น
L3.781.4.59.6

คาลิเบอร์
กลไกไขลานอัตโนมัติ
คาลิเบอร์L888.5 (ETA A31.L11)
11½ lines, ทับทิม21 เม็ด, แกว่งด้วยความถี่ 25’200 ครั้งต่อชั่วโมง
กำลังลานสำรอง: ประมาณ 72 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่น
ชั่วโมง, นาที, วินาที และวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

ตัวเรือน
ตัวเรือนสตีลทรงกลมขนาด 41 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำตกแต่งสีสันการไล่เฉดบนตัวเลขเอราบิคบอกนาทีของโลโก้การแข่งขันกีฬาCommonwealth Games เม็ดมะยมและฝาหลังตัวเรือนขันเกลียว

หน้าปัด
สีดำซันเรย์ เลขอารบิก3 ตัวและคาโบชง 10 ตัว เคลือบสาร Super LumiNova® วงกลมนาทีเป็นสีสันของโลโก้การแข่งขันกีฬาCommonwealth Games

เข็มนาฬิกา
สีเงินขัดเงาเคลือบสาร Super-LumiNova®

ระดับการกันน้ำ
30 บาร์ (300 เมตร)

กระจกหน้าปัด
กระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ทรง box-shaped พร้อมเคลือบกันสะท้อนหลายชั้นทั้งด้านในและนอก

สายนาฬิกา
สายสตีลพร้อมตัวล็อคเพื่อความปลอดภัยแบบพับสองชั้นและส่วนต่อขยายสำหรับการดำน้ำ

สามารถเป็นเจ้าของ นาฬิกาลองจินส์ ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ที่ Longines Official Store @Lazada และ @Shopee สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.longines.co.thและ http://www.facebook.com/LonginesTH และ Line official : @Longines_th

55 th Anniversary Grand Seiko 44GS

The origin of “Grand Seiko Style”
ในวาระครบรอบ 55 ปีของนาฬิกา Grand Seiko 44 GS ที่ถือว่าเป็นรากฐานแห่งดีไซน์ของนาฬิกา Grand Seiko ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองนี้จึงควรที่จะสืบย้อนไปถึงเรื่องราวที่กลายมาเป็นประวัติศาสตร์บริษัท Seiko ผลิตนาฬิกาข้อมือออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1913 จนกระทั่งปี 1950 พบว่ายอดขายของ Seiko เติบโตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น แต่ยอดขายในตลาดต่างประเทศยังไม่ดีนัก เนื่องจากการออกแบบไม่มีเอกลักษณ์ของตนเอง อีกทั้งชื่อเสียงแบรนด์ในมุมมองของตลาดต่างประเทศยังคงเป็นรองนาฬิกาสัญชาติ Swiss ดังนั้นจึงมีการวางแผนที่จะแก้ไขจุดนี้


ในปี 1956 Seiko ได้เริ่มก่อตั้งแผนกออกแบบขึ้น แต่ในระยะนั้นทีมออกแบบรับผิดชอบเพียงการออกแบบ “หน้าปัด” นาฬิกาเท่านั้น จนกระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1959 หลังจากที่ Seiko ได้ว่าจ้าง “Mr.Taro Tanaka” ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านการออกแบบโดยตรงมารับผิดชอบงานออกแบบโดยรวมทั้งหมดของ Seiko กลุ่ม Luxury โดยเฉพาะอย่าง Grand Seiko และ King Seiko
Taro Tanaka มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ที่จะออกแบบนาฬิกากลุ่ม Luxury ของ Seiko ให้มีอัตลักษณ์ของตนเอง โดยใช้การศึกษา Gem Cutting เป็นต้นแบบ จนกระทั่งคิดค้นหลักการออกแบบอันเข้มงวดขึ้น (Grammar of design) โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการดังนี้
1.พื้นผิวของตัวเรือน เข็ม และหน้าปัดจะต้องเรียบอย่างสมบูรณ์ และต้องมีขนาดที่กว้างที่สุด เพื่อให้สะท้อนแสงได้ดี
2.พื้นผิวจะต้องมี 2 ระนาบ หรือมี 2 มิติ
3.การขัดตัวเรือนจะต้องขัดขึ้นเงาแบบ mirror-finished โดยต้องปราศจากการบิดเบือนของระนาบพื้นผิว (Distortion-free)


Grammar of design ที่ Taro Tanaka คิดค้นขึ้นสำหรับ Grand Seiko เรียกว่า
Grand Seiko Style” มี 9 องค์ประกอบ
1.หลักชั่วโมงในตำแหน่ง 12 นาฬิกามีความกว้างเพิ่มขึ้นสองเท่า
2.หลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมที่ถูกขัดแต่งให้สวยงาม
3.ขอบหน้าปัดขัดเงาพิเศษ
4.พื้นผิวขัดเงาพิเศษดูเป็นแบบสองมิติ
5.เม็ดมะยมแบบดึงออกครึ่งเดียว
6.หน้าปัดแบนเรียบ
7.เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีแบบหลายเหลี่ยมมุม
8.ขอบด้านบนแบบโค้ง
9.ขอบด้านหน้าปัดและด้านข้างตัวเรือนมีรูปทรงกลับด้าน

นี่คือ 9 องค์ประกอบที่เป็นรากฐานทำให้ดีไซน์ของนาฬิกา Grand Seiko มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำในระดับโลก โดยนาฬิการุ่นที่โดดเด่นเป็นที่จดจำต่างก็มีเอกลักษณ์

44GS with Iwate Dial
“The natural beauty top view of Mount Iwate”
เป็นดีไซน์ที่มีที่มาจากธรรมชาติที่จังหวัดอิวาเตะ ที่ถือเป็น Home place อันเป็นที่ตั้งของ Grand Seiko Studio Shizukuishi สถานที่ผลิต GS กลไก mechanical โดยลวดลายหน้าปัดได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายของโขดหินของภูเขา Iwate เมื่อมองผ่านจากด้านบน ตัวเรือนจะเป็น Stainless Steel ขนาด 40 มม./ 44GS case หน้าปัดเคลือบสีเงินนุ่มนวลให้ล้อกับแสงได้อย่างงดงาม กลไก Automatic Hi-beat GMT cal.9S86 สำรองพลังงานได้นาน 55 ชั่วโมง

44GS with Ultimate Quartz.
ตัวเรือนจะเป็น Stainless Steel ขนาด 40 มม./ 44GS case หน้าปัดเคลือบสีเงินนุ่มนวลให้ล้อกับแสงได้อย่างงดงาม กลไก Ultimate Quartz cal.9F85

44GS with Spring Drive
ตัวเรือน Stainless Steel 40 มม./ 44GS case หน้าปัดเคลือบสีน้ำเงิน Midnight blue นุ่มนวลให้ล้อกับแสงได้อย่างงดงาม กลไกSpring Drive cal.9R65

44GS with Automatic Hi-beat
ตัวเรือน Hi-intensity Titanium (SBGH253G, SBGH245G) และทำจาก Stainless Steel (SBGH277G, SBGH279G) ขนาด 40 มม. กลไก Automatic Hi-beat cal.9S85 สำรองพลังงานนาน 55 ชั่วโมง

นาฬิกา 44GS 55th Anniversary

SBGJ255G
ทำขึ้นมาเพียง1,200 เรือน การสร้างสรรค์ตัวเรือน “44GS”ได้สืบทอดเจตนารมณ์ หลักการออกแบบของ Grand Seiko หรือ “Grand Seiko Style” ที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1967 โดยเป็นตัวเรือนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ Grand Seiko มากที่สุด
กลไก Hi-beat GMT function ถูกนำมาใช้เพื่อรำลึกให้กับ Grand Seiko เรือนแรก (SBGJ005) ที่ใช้กลไกนี้และได้รับรางวัล GPHG ในปี 2014
เพื่อทำให้ตัวเรือนมีสีสันอันเป็นเอกลักษณ์จึงทำจากไททาเนียมที่มีความหนาแน่นสูง(Hi-intensity Titanium) ขนาด 40 มม./ 44GS case กลไก Automatic Hi-beat GMT cal.9S86 สำรองพลังงานนาน 55 ชั่วโมง และมีชิ้นส่วนที่เป็นจานเหวี่ยง(Oscillating Weight)สีทองโดยใช้เทคนิค Anodic Oxidation ไททาเนียมที่มีความหนาแน่นสูง

SLGH009G
ทำขึ้นมาเพียง 550 เรือน ตัวเรือน “44GS” สืบทอดเจตนารมณ์ หลักการออกแบบของ Grand Seiko หรือ “Grand Seiko Style” ที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1967 โดยเป็นชนิดของตัวเรือนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ Grand Seiko มากที่สุด เป็นครั้งแรกที่กลไก new Hi-beat 80 hours ถูกนำมาใช้ในตัวเรือนแบบ 44GS เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ 44GS 55th Anniversary
ลวดลายของหน้าปัดได้แรงบันดาลใจจาก “วงโคจร” ของดวงดาว โดยเข็มวินาทีเปรียบเสมือน การเคลื่อนของเวลา ตาม “Flow of time” concept ของแบรนด์
มีดีไซน์และแรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์ของ“Shizukuishi Landscape” ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของ GS ทั้งมวล กลไก Mechanic
ตัวเรือน Ever Brilliant Stainless Steel 40 มม./ 44GS case เป็นสแตนเลสตีลเกรดพิเศษที่ทนการกัดกร่อนสูงกว่าเกรดทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมนาฬิกา 1.7 เท่า และมีความสว่างกว่าเมื่อขัดขึ้นเงา กลไก New Automatic Hi-beat cal.9SA5 สำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง ด้วย Power double barrels.

SLGA013G
ทำขึ้นจำกัดจำนวนเพียง 550 เรือน เป็นครั้งแรกที่กลไก new Spring Drive 120 hours ถูกนำมาใช้ในตัวเรือนแบบ 44GS เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ 44GS 55th Anniversary ด้วยตัวเรือน “44GS” ที่สืบทอดเจตนารมณ์ หลักการออกแบบของ Grand Seiko หรือ “Grand Seiko Style” ที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1967 โดยเป็นชนิดของตัวเรือนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ Grand Seiko มากที่สุด
ลวดลายของหน้าปัดได้แรงบันดาลใจจาก “วงโคจร” ของดวงดาว โดยเข็มวินาทีเปรียบเสมือน การไหลเคลื่อนของเวลา ตาม “Flow of time” concept ของแบรนด์ กลไก Cal.9RA2 ตกแต่งด้วยเทคนิค “Shinshu Frost Finish” ซึ่งเป็นการทำเฉพาะในกลไก 9RA2 เท่านั้น
ตัวเรือน Ever Brilliant Stainless Steel 40 มม./ 44GS case เป็นสแตนเลสสตีลเกรดพิเศษที่ทนการกัดกร่อนสูงกว่าเกรดทั่วไปไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมนาฬิกา 1.7 เท่า และมีความสว่างกว่าเมื่อขัดขึ้นเงา กลไก New Spring Drive cal.9RA2 ที่มีความบางลง เพื่อสามารถบรรจุลงในตัวเรือน 44GS ได้ สำรองพลังงานได้นาน 120 ชั่วโมงด้วยdouble barrels เท่ตรงที่เข็มบอกปริมาณพลังงานสำรองแสดงอยู่ที่ด้านหลังของตัวเรือน

เรียบเรียง rhunrun

HUBLOT: CLASSIC FUSION 42MM ELEMENTS SPECIAL EDITION FOR THE HOUR GLASS

ด้วยการเป็นพันธมิตรมากกว่า 40 ปี Hublot (อูโบลท์) และ The Hour Glass (ดิ อาวร์ กลาส) ได้ร่วมมือกันอีกครั้ง เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์เฉพาะของหน้าปัดหินธรรมชาติเข้ากับคอลเลกชั่นอันเป็นสัญลักษณ์ของ Hublot อย่าง Classic Fusion (คลาสสิค ฟิวชั่น) ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

ครั้งนี้ Hublot ได้เลือกธาตุทั้งห้าตามธรรมชาติมาเพื่อแสดงออกและถ่ายทอดถึงตัวตนภายใต้ความสวยงามเหนือจินตนาการ ตามปรัชญาแห่งการพัฒนาของแบรนด์ นั่นคือ ‘Art of Fusion’ (‘ศิลปะแห่งการผสมผสาน’) โดดเด่นด้วย tiger’s eye (ไทเกอร์ส อาย หรือหินตาเสือ), red jasper (เรด แจสเปอร์ หรือควอร์ตซ์แดง), malachite (มาลาไคต์), turquoise (เทอร์คอยส์) และ lapis lazuli (ลาพิส ลาซูลี)

เรือนเวลา Classic Fusion 42mm Elements special edition for The Hour Glass อาบไว้ด้วยบุคลิกความโดดเด่นและความเข้มข้นหนักแน่นของธาตุธรรมชาติ

เริ่มจากคุณสมบัติเฉพาะของ Tiger’s Eye นั้นคือเสน่ห์จากลายเส้นสีเหลือง ทอง และน้ำตาล ที่คล้ายราวกับขนของเสืออันมีเอกลักษณ์ และเมื่อผ่านการตัดและขัดอย่างพิถีพิถันละเอียดอ่อนแล้ว Tiger’s Eye ยังได้มอบผลลัพธ์ของหน้าปัดที่สะท้อนความอบอุ่นและดึงดูดใจ ทั้งยังอาบไว้ด้วยบุคลิกสไตล์เอิร์ธโทนได้อย่างงดงามเปี่ยมด้วยพลัง มีชื่อเสียงด้วยคุณสมบัติด้านการรักษาและบำบัดฟื้นฟู

Red Jasper นั้นมีความสวยงามจากเฉดสีแดงสดใสมีชีวิตชีวา และยังคงถูกเลือกสวมใส่เป็นดั่งเครื่องรางนำโชคของผู้คนทั่วโลก

Malachite กับเอกลักษณ์ของสีเขียวสดได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและเป็นที่นิยมตลอดช่วงประวัติศาสตร์โบราณ จากทั้งคุณสมบัติด้านความสวยงามสำหรับเครื่องประดับตกแต่งและในทางพิธีกรรม โดยเฉดสีเขียวอันเปล่งประกายนี้ชวนให้นึกถึงผืนป่าอันเขียวขจีและเขียวชอุ่มไปด้วยแมกไม้

Turquoise ได้ชื่อมาจากภาษาฝรั่งเศสโบราณว่า “turkeise” ซึ่งมีความหมายว่า “Turkish” (ตุรกี) ด้วยเพราะเป็นแร่ธรรมชาติชนิดแรกที่ถูกนำเข้าสู่ยุโรปผ่านตุรกีจากเหมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกกลาง เฉดสีฟ้าอันโดดเด่นและแตกต่างของ เทอร์คอยซ์ได้ถูกนำมาใช้ผสมผสานกับงานออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมทั่วโลก เพื่อมอบซึ่งมิติอันงดงามและยิ่งใหญ่ 

Lapis Lazuli กับสีโคบอลต์บลู (cobalt blue) เฉดน้ำเงินเข้มได้ถูกเลือกใช้โดยเหล่าราชวงศ์สำหรับเครื่องประดับและการตกแต่งตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษ และเมื่อถูกขัดเงาหินแปรด้วยประกายระริบระยับในเฉดสีน้ำเงินเข้มนี้ได้มอบซึ่งภาพราวดั่งท้องฟ้ายามราตรีที่พร่างพราวระยิบระยับไปด้วยมวลหมู่ดาว 

นาฬิการุ่นพิเศษ Classic Fusion 42mm Elements special edition for The Hour Glass ผสมผสานองค์ประกอบ เช่น สกรูบนขอบตัวเรือนรูปทรง ‘H’ ทำจาก King Gold ขัดเงา รวมถึงเข็มชี้บอกชั่วโมง นาที และวินาที ชุบเคลือบทองขัดเงาวาว

นาฬิกาดีไซน์สุดพิเศษนี้มีจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนสำหรับแต่ละเวอร์ชั่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ ความถี่ 4 เฮิรตซ์ ของ Hublot HUB1100 calibre (อูโบลท์ เอชยูบี 1100 คาลิเบอร์) สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ฝาหลังไทเทเนียมที่ตกแต่งด้วยงานปัดด้านแบบซาติน พร้อมแกะสลักข้อความ “SPECIAL EDITION”, “XX/10” โดยรอบขอบฝาหลัง

นาฬิกาแต่ละเรือนมาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีดำผสานยางสีดำ เย็บตะเข็บด้วยเส้นทองคำ 5N และหัวเข็มขัดแบบบานพับปรับได้ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบทอง

มีจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่บูติกแห่งต่างๆ ของ The Hour Glass ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และบูติก PMT The Hour Glass ในประเทศไทย

Seiko Save The Ocean 2022

กลับมาอีกครั้งกับ Seiko “Save The Ocean” ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ 5 อย่างเป็นทางการที่ไซโกได้ร่วมสนับสนุน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex มาจัดทำโครงการดีๆ นี้ในทุกๆปี โดยโครงการ “Save The Ocean” ได้จัดทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยหน้านี้ในแถบ หมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต, เกาะกระดาน จังหวัดตรัง และ บริเวณอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ มาปีนี้เรามาที่ภูเก็ตและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่


นำทีมโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ นาฬิกาไซโก , มิสเตอร์ฮิโรยูคิ อะกาชิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) พร้อมด้วยเจ้าที่และผู้บริหาร คุณวิเชษฐ์ ชูเชื้อ กรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) และ มีแขกพิเศษคือ ศิลปินแม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ที่วันนี้ไม่ได้มาชวนเดินเข้าป่าแต่ชวนมาอนุรักษ์ท้องทะเลกัน รวมถึงสื่อมวลชนหลากหลายแขนง ที่ร่วมสำรวจพื้นที่ สร้างและปล่อยปะการังเทียมลงสู่ท้องทะเล
เมื่อเราเดินทางไปถึงจังหวัดภูเก็ตซึ่งตรงกับมื้อกลางวัน ไซโกไม่ยอมให้เราหิวโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน Good Forest ส่วนตัวขอแนะนำเลยว่าใครมาภูเก็ตต้องแวะร้านนี้ อาหารอร่อยรสเข้มข้น(ไม่เผ็ด)เพราะใช้เครื่องแกงของชาวมุสลิมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใส่เครื่องเทศแต่ไม่มีกลิ่นฉุนรสเข้มถึงใจไม่เน้นเผ็ด แน่นอนว่าเราติดใจกับขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานไก่ แกงมัสมั่นเสิร์ฟมากับโรตีมันฝรั่ง ไข่เจียวปูก็ล้ำ ต้องไม่พลาดจานนี้ แต่ชอบที่สุดก็คือห่อหมก ไม่ได้กินรสนี้นานแล้วต่างจากห่อหมกภาคกลางอย่างโดดเด่น และที่บอกว่าต้องเผื่อท้องไว้ก็คือขนมหวานในแนวขนมอบต่างๆ ร้านที่กรุงเทพฯ หลายๆ ร้านอาจจะต้องหลบให้เพราะอร่อยหอมมันไม่หวานจัด มาช่วงนี้ก็ต้องทาร์ตมะยงชิด พลาดไม่ได้จริงๆ
จากนั้นเราก็เข้าที่พักที่ Foto Hotel Phuket ที่สวยทั้งตัวสถาปัตยกรรมและพักผ่อนสบายด้วยเตียงที่นอนหลับลึก และตื่นมาอีกทีกับวิวพระอาทิตย์ขึ้น แม้ที่นี่จะไม่มีหาดส่วนตัวแต่การออกแบบให้มีสระว่ายน้ำแทรกอยู่ในตัวสถาปัตยกรรม และหาดทรายเล็กๆที่สร้างขึ้นมาริมทะเลก็ถือว่าไม่ทำให้เสียความตั้งใจจะมานอนอาบแดดหรือลงว่ายน้ำ เพราะมีสระว่ายน้ำแทบจะทุกมุมของโรงแรม แถมสถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่าภูเก็ต

ในปีนี้ ไซโก รวมถึงคณะสื่อมวลชน, เหล่าคนรักนาฬิกาไซโก และ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ได้กลับมาทำโครงการบ้านปลาเพื่ออนุบาลสัตว์ทะเล ให้กับชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก ที่บริเวณอ่าวซันไรส์ จังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวบ้าน และยังจัดทำแนวปะการังเทียมระยะทางกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปหย่อนลงบริเวณอ่าวเปลว ในแถบหมู่เกาะพีพี เพื่อหวังให้เกิดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลรวมถึงเป็นที่ยึดเกาะของปะการังจริงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับท้องทะเลในระยะยาว โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรอย่าง บริษัท SCG จำกัด มหาชน ที่ร่วมสนับสนุนปะการังเทียมที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มเติมให้กับโครงการ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทธยาน หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อีกด้วย

ชุมชนชาวแหลมตุ๊กแก แถบหมู่เกาะสิเหร่ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยทางไซโก ได้ร่วมสนับสนุนชุมชน ในการสร้างบ้านปลา เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กในบริเวณอ่าวซันไรส์ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเพื่อประกอบอาชีพ จำนวนกว่า 10 หลัง เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการสร้างอาชีพ โดยมีชาวบ้านและคณะ มาร่วมแสดงศิลปะพื้นเมืองของภาคใต้อย่าง “รองเง็ง” ในวันแถลงข่าวและร่วมกันทำบ้านปลาอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักละหลงลืม และเผลอทำร้ายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งจากชุมชนหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว ทำให้ในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายหน่วยงานที่เดินหน้าในการทำโครงการอนุรักษ์เพื่อปลูกจิตสำนึกและคืนความสวยงามให้กับท้องทะเลอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Seiko ของเราที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้ก้าวออกมาจัดทำโครงการเล็กๆ ด้วยจุดประสงค์ที่จะฟื้นฟูท้องทะเลไทย โดยมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ Seiko “Save The Ocean” เพื่อทำกิจกรรมคืนความสวยงามสู่ท้องทะเลจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ความจริงจังและวิธีการที่เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

จังหวัดภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามของสถานนั้นนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคงหนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ โดยครั้งนี้ ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทธยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing

ปะการังเทียม 3D Printing
ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้ มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยมี calaium carbonate (แคลเซียม คอร์บอเนต)ที่เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนปะการังใช้ดักจับจากน้ำทะเลในธรรมชาติเพื่อเอามาสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่แล้ว โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้ เหมาะให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัยและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนากว่า

ทางบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Seiko save the ocean จะเป็นโครงการเล็กๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนและท้องทะเลต่อไป

Luminor Marina Quaranta

แม้แต่นาฬิกาที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดก็ต้องมีพัฒนาการไม่หยุดนิ่งเพื่อตอบสนองต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยีและสไตล์ อย่าง PANERAI: Luminor Marina สุดคลาสสิกกับหน้าปัดทรงโค้งที่มีเอกลักษณ์ การขัดแต่งที่ทำให้เกิดมิติงดงามบนตัวเรือน ยังมีการเปิดตัว Luminor Marina Quaranta ขนาด 40 มม. ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ของ PANERAI ที่มีความโดดเด่นในขนาดตัวเรือนที่เคยสร้างประวัติศาสตร์และถูกเล่าขานถึงเสมอ ผสานกับฟังก์ชั่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ Luminor Marina Quaranta กลายเป็น Luminor Marina ที่เล็กที่สุด สร้างสมดุลระหว่างรูปลักษณ์ที่สง่างามและทัศนคติที่นำสมัย เข้าถึงกลุ่มคนต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง เปี่ยมความมั่นใจและเป็นอิสระ

Luminor Marina Quaranta มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลและหน้าปัดสามแบบที่แตกต่างกันซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่น โดยแสดงหน้าปัดย่อยวินาทีที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และวันที่ที่ 3 นาฬิกา นาฬิกาแต่ละเรือนมาพร้อมกับสายหนังจระเข้และสายหนังลูกวัวที่เลือกให้เข้ากับหน้าปัด อย่างหน้าปัดสีขาวด้านพร้อมสายหนังจระเข้สีดำและหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้ม (PAM01271) หน้าปัดสีดำด้านที่จับคู่กับสายหนังจระเข้สีดำและสายหนังลูกวัวสีดำ (PAM01272) และหน้าปัดสีน้ำเงิน Blue Sun-brushed ตัวเลขอารบิกมาพร้อมสายหนังจระเข้สีกรมท่า และมีแบบสายหนังลูกวัวทำสีน้ำตาลใบยาสูบ(PAM01270)

ในแต่ละแบบสายนาฬิกาและตัวล็อกได้รวมระบบ Quick Release ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยใดๆ ด้วยคอลเลกชั่นสายรัดที่คัดสรรมาให้เลือกตามความชอบส่วนบุคคล การเปลี่ยนลุคของ Luminor Marina Quaranta ให้เข้ากับสไตล์การแต่งตัวหรืออารมณ์ของผู้สวมใส่ รวมทั้งสายข้อมือยางที่ยืดหยุ่นและน้ำหนักเบาพร้อมระบบ Quick Release เพื่อเพิ่มความสปอร์ตให้กับลุคของคุณ ความเที่ยงตรงจากกลไกคาลิเบอร์ P.900 ความไร้กาลเวลาของรุ่น Luminor Marina Quaranta คาลิเบอร์ไขลานอัตโนมัติที่มีความบาง 4.2 มม. สำรองพลังงานได้นานสามวัน ฝาหลังเป็นแบบปิด กันน้ำได้ 10 บาร์ (ความลึกประมาณ 100 เมตร)

เบื้องหลังความสำเร็จที่สวนกระแสของ Maurice Lacroix เรือนเวลาที่ทำยอดขายโตเกินเป้ากว่า 20% ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ปี 2563

ในปี 2564 ที่ผ่านมา มอริส ลาครัวซ์ ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งจุดเริ่มต้นของความสำเร็จกับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามนั้น เริ่มจุดประกายมาจากคอลเล็กชั่น Aikon รุ่น Limited Edition อย่าง Aikon Urban Tribe ที่เข้ามาไทยเพียง 24 เรือนเท่านั้น และได้ถูกจับจองหมดภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับแบรนด์เลยทีเดียว จนทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจที่จะจัดงานเลี้ยง เพื่อส่งมอบนาฬิกา ซึ่งเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ได้พรีออเดอร์กันเข้ามาล่วงหน้า ที่ห้องอาหารรีเดล เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยภายในงานนั้นทางผู้บริหารของแบรนด์ คือ คุณ Marcel Gut (คุณมาแซล กู้ด) Global Sales Director of Maurice Lacroix เป็นผู้เดินทางมาส่งมอบนาฬิการุ่น Aikon Urban Tribe ให้ถึงมือลูกค้าไทยด้วยตัวเอง 

นอกจากนี้แล้วการกำเนิดขึ้นของ Maurice Lacroix Club Thailand ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แบรนด์เติบโตได้อย่างชนิดเรียกว่าก้าวกระโดด และอยู่ในกระแสนิยมของวงการนาฬิกาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Maurice Lacroix Club Thailand นี้เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบและหลงใหลในนาฬิกาเป็นอย่างมาก และยังเป็นกลุ่มคนที่มีความชื่นชมในแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และมองว่าทางแบรนด์เองก็มีศักยภาพพอที่จะเติบโตเป็นที่นิยมและรู้จักมากขึ้น     

ซึ่งหลังจากที่ Maurice Lacroix Club Thailand ได้ก่อตั้งขึ้นผ่านทาง Facebook Group ก็เริ่มมีสมาชิกเข้ามาร่วมอยู่ในคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ คลับมีสามชิกเกือบ 2,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจ และนิยมในแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ ที่เพิ่มเยอะขึ้นในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด  

โดยในปีที่ผ่านมาทางแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ ได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกันกับ คลับ อยู่เป็นประจำ และล่าสุดได้ร่วมกัน จัดประมูลนาฬิกา Aikon Urban Tribe เรือนสุดท้ายของโลก ผ่านทางคลับ โดยเงินที่ได้จากการประมูลนั้น ทางแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ ได้มอบบริจาคให้แก่โรงพยาบาลเจ้าคุณทหารลาดกระบังเพื่อใช้ในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์  

ถึงแม้ในปีที่ผ่านมาจะเป็นปีที่พูดได้ว่า โรคระบาดโควิด-19 ยังมีผลกระทบในการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้านี้ แต่ผลประกอบการของทางแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ กลับถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 กว่า 60% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 20% 

ด้วยกระแสตอบรับที่ดี และความสำเร็จของแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ ในประเทศไทยนี้เอง ทาง มอริส ลาครัวซ์ โกลบอล จึงได้ตัดสินใจที่จะเปิด บูติก มอริส ลาครัวซ์ คอนเซ็บใหม่ โดยจะใส่ความเป็น Urban Spirit ลงไป ซึ่งประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกของโลกที่จะเปิดบูติกคอนเซ็บใหม่นี้ โดยบูติกจะตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น 2 ของเกสรวิลเลจ     

ในปีนี้ มอริส ลาครัวซ์ ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและแผนของทางแบรนด์ที่จะทำให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยในวงกว้างมากขึ้นโดยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งท่าน คือ คุณ ชิน ชินวุฒ นักร้องและนักแสดง ศิลปินชื่อดัง ที่มี character ตอบโจทย์กับสโลแกน #BeYourAikon ของแบรนด์ มอริส ลาครัวซ์ ดังที่กล่าวไว้ได้อย่างชัดเจน  

เรียบเรียง rhunrun

SEIKO 5 Sports x Brian May Limited Edition

แนะนำผลงานรุ่นที่ 2 จากความร่วมมือระหว่าง Seiko 5 Sports (ไซโก ไฟว์ สปอร์ต) และ Brian May (ไบรอัน เมย์) มือ กีตาร์ระดับตำนานแห่งวงร็อคระดับโลกอย่าง QUEEN ตลอดชีวิตการทำงานของ ไบรอัน เมย์ นักดนตรีร็อคในตำนาน เขาพึ่งพากีตาร์คู่ใจอย่าง “Red Special” ที่สร้างสรรค์ เสียงดนตรีให้กับวงควีน จนทำให้เป็นหนึ่งในวงที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดวงหนึ่งของโลก และนอกจากนั้น เขาก็ยังเชื่อมั่นใน Seiko ด้วย เพราะเป็นเวลากว่า 40 ปีที่ไบรอัน มักสวมใส่นาฬิกาดำน้ำที่ได้รับความนิยมมาอย่าง ยาวนาน โดยเมื่อได้ร่วมงานกับ ไซโก เขาจึงได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจสําหรับการออกแบบนาฬิกา SEIKO 5 Sports รุ่นใหม่ ล่าสุดนี้อีกด้วย ไบรอัน ได้เลือกซื้อนาฬิกา Seiko ในขณะที่เขากำลังทัวร์คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1970 และ นับตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาและกีตาร์ของเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปทั่วโลก เพื่อการทำเพลงยอดเยี่ยมและรักษาเวลาที่เยี่ยมยอด ไปด้วยกัน


ไบรอันและพ่อของเขาทำกีตาร์ด้วยมือทั้งสองและใช้เครื่องมือช่างเท่านั้น ช่วงคอของกีตาร์นั้นแกะสลักด้วยไม้จากเตาผิงเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ส่วนตัวของกีตาร์นั้นทำจาก block-board แทรกกับไม้โอ๊กโบราณและครอบด้วย ไม้วีเนียร์และไม้มะฮอกกานีที่ไบรอันลงแรงขัดเงามันด้วยตัวเอง ระบบเสียงที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดดเด่นด้วยแผ่นเหล็กคันโยกที่แกะสลักด้วยมือซึ่งหมุนไปบนขอบ โดยมีความตึงของสายที่สมดุลด้วยสปริงวาล์ว ตั้งสายที่ดัดแปลงมาจากชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ เพื่อให้ผลงานสำเร็จสมบูรณ์ ช่วงคอกีตาร์ได้รับการปรับแต่งจากส่วน หนึ่งของที่ยึดกระเป๋าข้างจักรยาน เย็บด้วยเข็มที่แข็งแรงจากกล่องเย็บผ้าของแม่ กีตาร์ Red Special ตัวนี้ของเขาจึงเป็น ผลงานที่สร้างด้วยความรัก และสร้างความมีเอกลักษณ์ให้กับไบรอันทั้งบนเวทีและในสตูดิโอมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดย เขายังคงพัฒนาและปรับปรุงมันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

การออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ด

หน้าปัดและตัวเรือน

เช่นเดียวกับผลงานที่เคยประสบความสำเร็จจากรุ่นแรก พื้นหน้าปัดได้สร้างรายละเอียดอันวิจิตรของกีตาร์ในตำนานขึ้น ใหม่ด้วยเทคนิคการกดที่ทำให้เกิดลวดลาย คล้ายกับพื้นผิวของไม้ที่เงางามพร้อมไล่เฉดสี ตัวเรือนในรุ่นนี้โดดเด่นในเวอร์ชั่นสีทองพิเศษที่ไบรอันขอให้ทางไซโกจัดทำขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก อัลบั้มเดี่ยวที่เพิ่งออกมาใหม่ของเขาอย่าง Gold Series

สายนาฬิกา

ทำจากไนลอนตกแต่งด้วยแถบเส้นแนวตั้งที่ออกแบบให้ดูเหมือนสายกีตาร์

ฝาหลัง

นาฬิการุ่นนี้ผลิตในจำนวนจำกัด โดยมีลายเซ็นต์ของไบรอันบนฝาหลัง พร้อมคำว่า LIMITED EDITION และหมายเลข ประจําตัวเรือน 00001/12500 ถึง 12500/12500

*สินค้าตัวจริงฝาหลังอาจจะแตกต่างจากในรูป

กล่องพิเศษ


กล่องใส่นาฬิกาได้รับการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงกระเป๋าใส่กีตาร์ และมาพร้อมกับเหรียญที่ระลึกหกเพนนี ที่ไบรอันใช้ แทนบิ๊กกีตาร์เสมอ ซึ่งความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ มีทั้งความพิเศษที่เหมาะกับการสวมใส่และความเพลินเพลินในฐานะ

นาฬิกาเพื่อการสะสม

Seiko Watch Corporation (ไซโก วอท์ช คอร์ปอเรชั่น) ร่วมบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกาเรือนนี้ให้กับ The Mercury Phoenix Trust with Goal 3 (มูลนิธิเพื่อการดูแลชีวิตให้มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับ ทุกวัย) ของ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่กำหนดโดยสหประชาชาติ โดย MPT เป็นองค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งโดย Brian May (ไบรอัน เมย์), Roger Taylor (โรเจอร์ เทย์เลอร์) และ จิม บีช (Jim Beach) ผู้จัดการวง Queen เพื่อรำลึกถึง เฟรดดี เมอร์รี่ (Freddie Mercury) และเพื่อช่วยหาทุนสนับสนุนในการต่อสู้กับโรค เอชไอวี/เอสด์ ทั่วโลก รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.mercuryphoenixtrust.com/

Seiko 5 Sports Brian May Limited Edition (SRPH80K1)

คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ครั้งต่อวินาที)

พลังงานสํารอง: 41 ชั่วโมง

อัญมณีรับแรงกระแทก: 24 ชิ้น

ข้อมูลจําเพาะ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบสีทอง

สายไนลอน

ฮาร์ดเล็ก คริสตัล

ฝาหลังแบบเปลือย

ขนาด: 42.5 มิลลิเมตร หนา: 13.4 มิลลิเมตร

กันนา: 100 เมตร

ต้านทานแม่เหล็ก: 4,800 แอมแปร์ต่อเมตร

ผลิตจํานวนจํากัด 12,500 เรือน

วางจําหน่าย เดือนมีนาคม 2022

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

WEBSITE: https://www.seikowatches.com/th-th

FACEBOOK: Seiko club

IG : Seiko_Thailand

Line : @Seiko_thailand

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

เรียบเรียง rhunrun

Safe and Sustainable future in space.

มาจัดการขยะอวกาศกัน ไม่น่าเชื่อว่าในอวกาศที่เรายังเดินทางไปไม่ได้ง่ายๆ เหมือนบนโลกจะมีมนุษย์จะมีดาวเทียมและเศษวัตถุในอวกาศที่มีแนวโน้มจะก่ออันตรายต่อกิจกรรมในอวกาศของมนุษย์มากกว่า 40,000 ชิ้น ทาง OMEGA จึงร่วมมือกับ Privateer เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนในอวกาศ

OMEGA ผู้ผลิตนาฬิกาแบบแรกที่ได้ไปยังดวงจันทร์กลับมาเป็นแนวหน้าในการสำรวจอวกาศอีกครั้ง ได้มีภารกิจใหม่เป็นการสนับสนุนการติดตามดาวเทียมและเศษวัตถุในอวกาศที่มีแนวโน้มจะก่ออันตรายต่อกิจกรรมในอวกาศของมนุษย์ โดยร่วมกันทำแผนที่วัตถุอวกาศต่างๆ ในวงโคจรด้วยความแม่นยำและเปิดเผยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อคอยติดตามรวมถึงทำให้อวกาศเป็นสถานที่ปลอดภัยและทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ภารกิจของ Privateer อยู่ภายใต้การนำของสามผู้บริหาร: สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple, อเล็กซ์ ฟิลดิง (Alex Fielding) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Ripcord, ดร. โมริบา จาห์ (Moriba Jah) นักกลศาสตร์วงโคจรและนักสิ่งแวดล้อมอวกาศ

เป็นการรวมตัวสามผู้ยิ่งใหญ่ แต่นี่หาใช่ภารกิจเพื่อเกียรติยศ นักนวัตกรรมและนักแก้ปัญหาเหล่านี้ทราบดีว่าเศษวัตถุในอวกาศเป็นปัญหาเร่งด่วนและเป็นสิ่งที่ทุกชาติและทุกฝ่ายกังวล มี “ขยะ” อวกาศจากฝีมือมนุษย์กว่าสีหมื่นชิ้นที่โคจรรอบโลกที่ได้รับการถูกติดตาม ทว่ามันกลับครอบคลุมเพียงวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ซม. มีวัตถุอันตรายในวงโคจรอีกมากที่ยังคงไม่สามารถระบุ, ติดตามและคาดการณ์ได้

เมื่ออวกาศสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าที่เคย ปริมาณปัญหาที่เกิดจากขยะอวกาศก็เริ่มสร้างความเสี่ยงให้กับดาวเทียมที่มนุษย์ต้องใช้สำหรับบริการที่จำเป็นต่างๆ เช่น การสื่อสาร, การระบุตำแหน่ง และการติดตามสภาพอากาศ ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันจึงนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเรา – ไม่ใช่เพียงแค่ในอวกาศ แต่ยังรวมถึงบนโลกของเราด้วย

การรวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองระดับนี้คืองานขนาดยักษ์ และ OMEGA ก็ภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมกับทาง Privateer ในความพยายามอันกล้าหาญนี้ เมื่อร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าความยั่งยืนทางอวกาศกำลังลดน้อยถอยลง มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือ

“เราตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับทาง OMEGA สำหรับการเปิดตัวเทคโนโลยีด้านกราฟของ Privateer” ฟิลดิงให้สัมภาษณ์ “OMEGA มีประวัติศาสตร์ยาวนานในด้านการสำรวจไม่ว่าจะเป็นบนแผ่นดิน, ทะเล และอวกาศ และด้วยการสนับสนุนจากพวกเขา ทาง Privateer จะสามารถขยายการสำรวจของมนุษยชาติและเข้าใจพรมแดนแห่งสุดท้ายได้ดียิ่งขึ้น”

มร. เรย์โนลด์ เอชลิมานน์ (Raynald Aeschlimann) ประธานและซีอีโอของ OMEGA เปิดเผยความรู้สึก “การได้ร่วมมือกับ Privateer นั้นเหมือนกับการพบตัวต่อชิ้นสุดท้าย ด้วยโครงการใหม่นี้ เราจะสามารถตอบแทนโลกได้ตั้งแต่ก้นสมุทรไปจนถึงอวกาศ OMEGA กับ Privateer ต่างเสริมซึ่งกันและกัน พวกเรายึดมั่นในรายละเอียด ภายในนาฬิกาจักรกลนั้นไม่ต่างอะไรกับจักรวาลขนาดย่อม ทุกอย่างต้องทำงานได้อย่างไร้ที่ติหากอยากให้มันทำงานอย่างสมบูรณ์แบบและยาวนาน”

ความร่วมมือใหม่คือหลักประกันที่มั่นคงยิ่งกว่าเดิมถึงความตั้งใจในการมองหาการผจญภัย, การเรียนรู้, การพัฒนา และกล้าที่จะเสี่ยงของแบรนด์จากสวิส — รวมถึงใช้อินฟลูเอนเซอร์ระดับโลกเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
เมื่อนำประวัติศาสตร์ด้านการสำรวจอวกาศของ OMEGA และนวัตกรรมล่าสุดของ Privateer มาผสานกัน ความร่วมมือยังแสดงพันธกิจที่จะอุปถัมภ์ความรู้และความหวังของบริษัท เมื่อโลกกำลังเผชิญกับอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่แน่นอนทั้งทางบก, ทางทะเล, ทางอากาศ และในอวกาศ นักบุกเบิกเหล่านี้จึงมุ่งที่จะเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการรักสิ่งแวดล้อม “เราต้องดูแลสิ่งแวดล้อมราวกับว่าชีวิตเราขึ้นอยู่กับมัน เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ” จาห์เผย

เช่นเดียวกับภาพ Earthrise อันโด่งดังที่ถ่ายจากยาน Apollo 8 ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม แผนที่ดิจิทัลของสิ่งที่มนุษยชาติหลงเหลือไว้ในอวกาศนี้จะเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันในการสร้างความตระหนักถึงความเปราะบางของโลกของเรา

ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดู mission.privateer.com.

Hublot: Sport Chic with Yellow Gold

ความงดงามคลาสสิกของ Yellow Gold ทำให้ Hublot (อูโบลท์) นำเสนอนาฬิกา 6 รุ่นจากคอลเลกชั่น Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น), Big Bang (บิ๊ก แบง) และ Spirit of Big Bang (สปิริต ออฟ บิ๊ก แบง) ที่ทั้งหมดรังสรรค์ขึ้นจากเยลโลว์โกลด์ เสมือนการอุทิศให้วัสดุที่เป็นที่ชื่นชอบของแบรนด์และได้หวนคืนมาอีกครั้งจากเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว

เผยโฉมไปล่าสุดแบบเอกซ์คลูซีฟภายในงาน LVMH Watch Week (แอลวีเอ็มเอช วอทช์ วีค) ปีนี้ที่ผ่านไปเมื่อปลายเดือนมกราคมนี้เอง โดยนำเอาแก่นแท้ของโรงงานการผลิต นั่นคือการผสมผสานระหว่างทองคำและยาง ภายใต้ความสวยงามสไตล์สปอร์ตชิค ซึ่งเมื่อ 40 กว่าปีก่อน คอนเซปต์ของนาฬิกาสปอร์ตชิคนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยซ้ำ

โดยผลงานทั้ง 6 รุ่น นับเป็นตัวแทนบางส่วนของประวัติศาสตร์แห่งโรงงานการผลิต และวิถีการสร้างสรรค์ที่แบรนด์ Hublot ผ่านประวัติศาสตร์ 40 กว่าปีแห่งความเชี่ยวชาญ ความคิดสร้างสรรค์ ความชำนาญทางด้านเทคนิคทั้งหมด หลอมรวมกลายเป็นการสร้างสรรค์มากมาย เริ่มต้นจากผลงานอันโดดเด่น นั่นคือ Classic Original (คลาสสิก ออริจินัล) ของปี ค.ศ. 1980

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นได้ถูกถ่ายทอดผ่านหัวใจสำคัญสูงสุดของนาฬิการุ่น Classic Fusion Chronograph (คลาสสิก ฟิวชั่น โครโนกราฟ) กับครั้งแรกของการผลิตขึ้นด้วยเยลโลว์โกลด์ ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน 42 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติแบบไบคอมแพกซ์ (bicompax) ด้วยความแม่นยำ มีเอกลักษณ์ และเปี่ยมด้วยสไตล์

ตามมาด้วยผลงานอันทันสมัยของ Big Bang Integral (บิ๊ก แบง อินทิกรัล) ที่รังสรรค์ขึ้นจากเยลโลว์โกลด์ทั้งเรือน (ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และสายสร้อยข้อมือแบบผสาน) และยังมีให้เลือกในเวอร์ชั่นประดับเพชรทั้งเรือน ร่วมไปกับเวอร์ชั่น Haute Joaillerie (โอต์ ยอแอลเลอรี) อันงดงามหรูหราสูงสุด

ขณะที่นาฬิกาอีกสามรุ่นอันเป็นไอคอนิคของเจเนอเรชั่นล่าสุดภายในคอลเลกชั่นอันร่วมสมัยของ Hublot นั้น ประกอบด้วยเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียว Big Bang Unico (บิ๊ก แบง ยูนิโค) และความโดดเด่นแห่งสถาปัตยกรรมโครงสร้างของ Spirit of Big Bang (สปิริต ออฟ บิ๊ก แบง) โดยใน Big Bang นี้ยังนับเป็นครั้งแรกกับตัวเรือนขนาด 42 มม. ทำจากเยลโลว์โกลด์ทั้งหมด พร้อมด้วยสายยางและกลไก Unico (ยูนิโค) สำรองพลังงานได้นาน 3 วัน กับรูปลักษณ์อันสง่างามภายนอกซึ่งผสมผสานระหว่างเยลโลว์โกลด์ สีดำเข้ม เข้ากับงานตกแต่งแบบสเกเลตัน รวมถึงสมรรถนะและพลังอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วยการสร้างสรรค์ของ Spirit of Big Bang ที่ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้ตอกย้ำถึงงานออกแบบอันโดดเด่น ใช้รูปทรงของตัวเรือนตอนโน (tonneau) พร้อมด้วยเส้นสายแนวตรงและโค้งสลับกัน ถ่ายทอดผ่านมิติของพื้นผิวแบบขัดเงาและปัดด้านซาตินของเยลโลว์โกลด์ในเวอร์ชั่น 42 มม. พร้อมกลไกสเกเลตัน มาพร้อมระบบสาย One Click (วัน คลิก) ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้เช่นเดียวกับรุ่น Big Bang และขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ HUB 4700 (เอชยูบี 4700) หนึ่งในกลไกอันเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดด้วยอัตราการทำงานความถี่ 5 เฮิรตซ์ (36,000 ครั้ง/ชั่วโมง)

BREITLING X TRIUMPH

พบกับการจับคู่นาฬิการะดับสุดยอด Breitling และรถจักรยานยนต์สุดหรู Triumph เป็นการร่วมมือครั้งใหม่อันน่าทึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม café-racer ในปี 1960 ซึ่งในยุคนั้นสายบิดกับการแข่งรถรุ่งโรจน์มาก และเกิดกระแส“café-racer” ซึ่งพวกเขาจะไปพบปะกันที่คาเฟ่จำหน่ายเครื่องดื่มพร้อมรถจักรยานยนต์ที่มีสไตล์ ซึ่งพวกเขาจะตระเวณไปตามคาเฟ่สุดฮิปต่างๆ นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว

Willy Breitling ตระเวณไปวัดความเร็วของนักบิดเปี่ยมสไตล์เหล่านั้นด้วยนาฬิกาที่เป็นรูปแบบใหม่ในการจับเวลา ผลลัพธ์ก็คือนาฬิกา Breitling Top Time Triumph ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแหวกแนวที่ออกแบบมาสำหรับ “มืออาชีพรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น” ทำให้เป็นนาฬิกายอดนิยมอย่างรวดเร็วสำหรับชายและหญิงออกแนวสปอร์ตที่ห้าวหาญ

วันนี้ จิตวิญญาณของ café-racer เปี่ยมเสรีแห่งทศวรรษ 1960 ได้กลับมาอีกครั้ง เป็นการทำงานร่วมกันแบบท็อปไทม์ครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้นระหว่าง Breitling และ Triumph รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษ และนับเป็นปีที่ 120 ที่ Triumph ผสมผสานงานฝีมืออันเก่าแก่เข้ากับการออกแบบร่วมสมัยเพื่อสร้างรถจักรยานยนต์คลาสสิก

“มรดกของ Triumph และความงามแบบย้อนยุคแต่มีความสมัยใหม่เป็นสองสิ่งที่เรามีเหมือนกัน” Georges Kern ประธานกรรมการบริหารของ Breitling กล่าว “การผสมผสานระหว่างประเพณีกับเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราทำ”

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรก Breitling ผลิตนาฬิกา Top Time Triumph ที่มีพื้นผิวขัดมันอันโดดเด่นในลวดลายโบว์ไทที่เรียกเล่นๆ ว่า “หน้าปัด Zorro” โดยนักสะสม Top Time ขณะเดียวกัน Triumph กำลังเปิดตัวรถจักรยานยนต์ The Speed Twin Breitling Limited Edition ซึ่งผู้ที่ได้ครอบครองจะมีโอกาสรับสิทธิพิเศษในการซื้อ Top Time Triumph รุ่นพิเศษด้วย โดยรุ่นนี้มีหน้าปัดแบบ Sunray และฝาหลังแบบจะแกะสลักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นก็คือหมายเลขของจักรยานยนต์ที่คู่กัน (การสั่งซื้อกับ Triumph ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2022)

ความเจิดจรัสของนาฬิกาทั้งสองเรือนคือหน้าปัดสีน้ำเงินไอซ์บลู สีที่เป็นเอกลักษณ์นี้มีการอ้างอิงหลักสองประการ: Triumph Thunderbird 6T สีน้ำเงินจากปี 1951 และ Breitling Top Time Ref. สีน้ำเงินที่หายาก 815 จากปี 1970

ความโดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ สายหนังลูกวัวในธีมรถแข่งที่ดูเรียบหรู ช่วยให้หน้าปัดเปล่งประกาย โลโก้ Breitling และ Triumph วางไว้อย่างประณีตที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา ปุ่มกดทรงดอกเห็ดขนาดใหญ่ช่วยควบคุมฟังก์ชันหยุด-เริ่มและรีเซ็ตของโครโนกราฟได้อย่างง่ายดาย และสเกลทาคีมิเตอร์คอนทราสต์สูงที่ให้ความชัดเจนในการอ่านค่าความเร็วอย่างเด่นชัด นาฬิกาใช้พลังงานจากกลไก Breitling Calibre 23 ซึ่งเป็นโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC สามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 48 ชั่วโมง และอีกหนึ่งคุณลักษณะเจ๋ง ๆ ที่นักสะสมจะหลงรักนั่นก็คือ ฝาหลังสลักด้วยภาพร่างการออกแบบที่มีรายละเอียดของเครื่องยนต์แฝดของ Triumph
หน้าปัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. Top Time Triumph จึงมีความพอเหมาะสำหรับชายและหญิงเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม สำหรับแฟน ๆ ของแบรนด์ Triumph และผู้ที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ Speed ​​Twin Breitling Limited Edition ก็คงต้องมีอย่างแน่นอน


Triumph Speed ​​Twin Breitling รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตเพียง 270 คันเท่านั้น มาดูการออกแบบที่ร่วมสร้างสรรค์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน Polychromatic Blue ที่ปรากฏบนหน้าปัดของนาฬิกาโครโนกราฟ Top Time ซึ่งเป็นโทนสีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรถมอร์เตอร์ไซค์ Triumph รุ่นอมตะในภาพยนตร์นักบิดที่เป็นตำนานจากปี 1953 เรื่อง The Wild One
สเปคสุดพรีเมี่ยมของรถจักรยานยนต์ด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่หลัง Öhlins piggyback twin rear suspension units  ที่ปรับแต่งได้เต็มที่ เป็นสเปกที่สูงกว่า ผสานกับสมรรถนะ ความสามารถ และเทคโนโลยีของ Speed ​​Twin เจนเนอเรชั่นล่าสุด
รวมทั้งรายละเอียดเครื่องยนต์ที่ไม่ซ้ำใคร อุปกรณ์ตกแต่งคลัตช์อะลูมิเนียมกลึง Billet และ alternator พร้อมผิวเคลือบอะโนไดซ์สีเข้มแสดงโลโก้ Breitling ที่ทำขึ้นอย่างประณีต


เบาะหนังพรีเมี่ยมทำจากหนังสีดำเจาะรูพร้อมเย็บตะเข็บสีเทาตัดกันเชื่อมโยงดีไซน์กับสายนาฬิกา Top Time Triumph และโดดเด่นด้วยการปัก Breitling “B” อย่างหรูหรา
ปรับแต่งรายละเอียดแสดงผลความเร็วของรถ ร่วมออกแบบโดย Breitling มาตรวัดความเร็วและ RPM gauges ของรถจักรยานยนต์ใช้สไตล์เดียวกับการออกแบบหน้าปัดนาฬิกา Top Time Triumph
นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว