BLANCPAIN Fifty Fathoms Collection

ไขข้อสงสัย ไฉนนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ จึงได้รับความนิยม


หากกล่าวถึงนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกใต้ท้องทะเลชื่อของ Fifty Fathoms จาก Blancpain คงถูกยกขึ้นมากล่าวถึงในลำดับต้นๆ ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นยอดนิยมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำสัญชาติสวิสเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตกลไกนาฬิกาอันสลับซับซ้อน สะท้อนความสามารถของช่างนาฬิกาที่ชำนาญงานหาใครเทียบเคียงได้ยาก ส่งผลให้คอลเลกชั่น Fifty Fathoms ได้รับการยอมรับจากนักประดาน้ำมืออาชีพ นอกจากนั้นยังเป็นเพื่อนคู่กายของสุภาพบุรุษที่ต้องการนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเหนือใคร

Fifty Fathoms ถือเป็นนาฬิการุ่นไอคอนของ Blancpain ที่ได้รับการยอมรับและความนิยมจากรุ่นสู่รุ่น โดยได้รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักดำน้ำและผู้ที่หลงใหลในกีฬาทางน้ำ ด้วยคุณสมบัติของตัวเรือนที่แข็งแกร่งทนทาน ตัวเลขและขีดสเกลขนาดใหญ่พร้อมเคลือบสารเรืองแสงเพื่อการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญยังมาพร้อมประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับ Blancpain Fifty Fathoms ยังเหมาะสำหรับสุภาพบุรุษที่กำลังมองหานาฬิกาคลาสสิคร่วมสมัย เรียบหรูดูมีเสน่ห์ สามารถหยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ เหมาะกับทุกการแต่งกายและวาระโอกาส เพื่อเสริมลุคทำให้ดูสมบูรณ์แบบ 

เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศของ Blancpain Fifty Fathoms ทางแบรนด์จึงได้นำเสนอผลงานนาฬิกา 4 แบบ 4 สไตล์ ที่มีลูกเล่นอันแตกต่าง ชวนให้หลงใหลไปกับรูปแบบและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันให้เลือกสรรตามความชอบใจของแต่ละคน

จากนาฬิกาสำหรับดำน้ำเรือนแรกของโลก Fifty Fathoms ที่ผลิตขึ้นในปี 1953 สู่แรงบันดาลใจในการผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms Automatiqueซึ่งยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะเฉพาะสำคัญๆ ที่ได้สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังของรุ่นต้นแบบ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพที่ยังคงฉายแววด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ ผลงานรุ่นนี้ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพอันสูงสุดสร้างเอกลักษณ์เพียงแค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าคือ Fifty Fathoms Markers บนขอบหน้าปัด เข็มนาฬิกาและมาร์คเกอร์บอกเวลาทรงสามเหลี่ยมคว่ำบนหน้าปัดสีดำขัดลายแสงอาทิตย์ ตัวเรือนควงแขนคู่สายแคนวาสที่บุด้วยยางด้านในเพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่

ส่วนอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง อย่าง Fifty Fathoms Chronographe Flyback Quantime Complet นาฬิกาสุดสปอร์ตที่ผสมผสานฟังก์ชันการแสดงค่าเวลาปฏิทินอย่างครบครันและฟังก์ชันการจับเวลาแบบฟลายแบ็คโครโนกราฟที่เที่ยงตรงแม่นยำ ซึ่งกลไกทั้งสองฟังก์ชันขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกคาลิเบอร์​ F185 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 448 ชิ้น สะท้อนความเป็นเลิศในการพัฒนาทางด้านกลไก บรรจุมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 45.0 มิลลิเมตร มาพร้อมพื้นหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่จัดวางหน้าปัดย่อยในตำแหน่งที่เหมาะสม สอดรับกับขอบตัวเรือนแซฟไฟร์คริสตัลสีน้ำเงิน ดูมีมิติน่าค้นหา เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตคลาสสิคที่ครบครันด้วยฟังก์ชัน 

สำหรับ ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ แกรนด์ เดท (Fifty Fathoms Grande Date) นาฬิกาสุดคลาสสิคเรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจ โดยส่วนใหญ่ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ของผลงานในสำหรับ Fifty Fathoms Grande Date นาฬิกาสุดคลาสสิคเรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ของผลงานในคอลเลกชั่น Fifty Fathoms จะถูกบรรจุไว้ในตำแหน่งระหว่าง 4-5 นาฬิกา แต่สำหรับผลงานรุ่นนี้ได้นำเอากลไกแสดง Large Date ที่สามารถเปลี่ยนวันที่ได้ในทันทีเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนมาแสดงผ่านหน้าต่างวันที่คู่ขนาดใหญ่ดูเด่นสะดุดตาในตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกอินเฮาส์ของบลองแปง มาพร้อมกระปุกลาน 3 ชุด จึงสามารถกักเก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 5 วัน โดยสามารถชมความงามของกลไกผ่านฝาหลังที่ประกบด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์โปร่งใสด้านหลังของตัวเรือน ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมขัดลายซาตินขนาด 45.0 มิลลิเมตร เพื่อสานต่อมรดกแห่งผู้นำด้านนาฬิกาดำน้ำ ตัวเรือนจึงมาพร้อมสาย Sail-canvas หรือสาย Nato

สำหรับเรือนสุดท้าย Blancpain ได้แต่งเติมมิติแห่งสไตล์กับเรือนเวลาระดับตำนาน Fifty Fathoms Automatique ด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่มาพร้อมหน้าปัดเซรามิคสีน้ำเงินโคบอลต์เรือนแรกในตระกูล Fifty Fathoms จับคู่มาพร้อมตัวเรือนเรดโกลด์ที่ขัดแต่งลวดลายซาตินอย่างประณีต โดยหน้าปัดเซรามิคสะท้อนศาสตร์และศิลป์ ส่วนตัวเรือนเรดโกลด์คือสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ถือเป็นการผสมผสานสีสันและสสารให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มาในตัวเรือนขนาด 45.0 มิลลิเมตร ภายในบรรจุกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 1315 สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุด 5 วัน ตัวเรือนประกอบเข้ากับสายหนังลูกวัวสีน้ำเงิน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงท้องทะเล

เพื่อสะท้อนความเป็นผู้นำทางด้านนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำของ Blancpain ในวันที่ 8 มิถุนายนของทุกๆ ปี ทางแบรนด์จึงร่วมฉลองวันมหาสมุทรโลก หรือ World Oceans Day พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ การสำรวจ และการอนุรักษ์ท้องทะเลผ่านโครงการ Blancpain Ocean Commitment อีกด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blancpain-ocean-commitment.com/

SEIKO : The Black Series “Night Vision” Limited Edition



หลายๆ คนเฟ้นหาการผจญภัยใหม่ๆ ที่จะทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายได้สูบฉีดอีกครั้ง และเมื่อคำตอบของการผจญภัยไม่ได้พาชีวิตคุณออกทะเลเสมอไป นั่นทำให้คำตอบครั้งนี้พาคุณกลับหลังหันอย่างอัตโนมัติ เพื่อแพ็คกระเป่าแบกเป้แล้วตบเท้ามุ่งหน้าออกเดินทางขึ้นเขาเพื่อตั้งแคมป์กลางป่ายามค่ำคืนที่สวยงาม กิจกรรมการเดินทางไปออกแคมป์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมเพราะการตั้งแคมป์กลางป่าลึกนั้น อาจทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์และบรรยากาศที่แตกต่างในการเดินทางใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าให้อารมณ์คนละขั้วกับการผจญภัยดำดิ่งลงใต้ทะเล

หากยังจำกันได้ เวอร์ชั่นก่อนสำหรับ Black series เกิดมาจากไอเดียคอนเซปต์ของการดำน้ำในเวลากลางคืน โดยมีลำแสงสีส้ม จากไฟฉายใต้น้ำเป็นกิมมิก แต่สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2022 ครั้งนี้ ไซโกจะพาทุกท่านไปพบกับประสบการณ์ในการเดินป่าเพื่อตั้งแคมป์ในยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อดื่มด่ำกับแสงจากธรรมชาติบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ฟ้าเป็นใจจนเกือบจะมองเห็นดวงดาวทั้งกาแล็กซี่ โดยเฉพาะในบางตำแหน่งที่อาจทำให้มองเห็นเป็นแสงสีเขียวเรืองรองท่ามกลางความมืดมิดสาดส่องลงมากระทบกับเงาของต้นไม้รอบด้าน จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition รุ่นใหม่ล่าสุด
Seiko Prospex Black Series “Night Vision” Collection นำเสนอบนตัวเรือนทั้งหมด 3 แบบ ทั้ง 3 รุ่นจะตกแต่งในโทนสีดำภายใต้คอนเซปต์ “Night Vision” โดยชิ้นส่วนทั้งหมดของตัวนาฬิกาจะถูกเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนด้วยกรรมวิธีแบบ Hard Coating เสริมความโดดเด่นด้วยการใช้ Highly Bright Green Lumibrite แบบพิเศษที่เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมง ซึ่ง Lumibrite ที่ใช้ในครั้งนี้ส่องประกายเป็นสีเขียวซึ่งสามารถส่องสว่างในพื้นที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยาวนานกว่าเดิม ซึ่งเหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของแสงจากท้องฟ้าในค่ำคืนอันมืดมิด ที่อาจมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้พบความสวยงามพิเศษแบบนี้

Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SNE587P1
กลไกคาลิเบอร์ V147
ระบบพลังงานแสง
สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 6 เดือน
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
บานพับแบบทบ 3 ชั้น มาพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 38.5 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH97K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียว
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายซิลิโคนพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์พร้อมเลนส์ขยาย
ขนาดตัวเรือน : 43.8 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 8,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 360 เรือนเท่านั้น


Seiko Prospex The Black Series “Night Vision” Limited Edition : SRPH99K1
กลไกคาลิเบอร์ 4R35
ระบบอัตโนมัติ
สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่นบอกวันที่
ขอบตัวเรือนหมุนอิสระพร้อมสเกลเข็มทิศ
รายละเอียดทางเทคนิค
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเคลือบฮาร์ด โค้ตติ้งสีดำ
สายโพลีเอสเตอร์พร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์
ขนาดตัวเรือน : 42.4 มิลลิเมตร
การกันน้ำ : 200 เมตร
การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
จำนวนจำกัด 7,000 เรือนทั่วโลก
วางจำหน่ายในประเทศไทย 130 เรือนเท่านั้น

พาไปชมบรรยากาศเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Royal Oak เรือนเวลาสุดไอคอนิกที่หลายคนอยากหามาครอบครองจาก Audemars Piguet

โอเดอมาร์ ปิเกต์แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เฉลิมฉลองการครบรอบอันยิ่งใหญ่แห่งคอลเลกชันรอยัล  โอ๊ค – เผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1972 ณบาเซล แฟร์ (Basel Fair) – มหกรรมการจัดแสดงนาฬิการะดับโลก ซึ่งหมุนเวียนจัดขึ้นตามเมืองสำคัญต่างๆโอเดอมาร์ ปิเกต์ภูมิใจนำเสนอนิทรรศการขนาดย่อมที่จะมอบประสบการณ์เกี่ยวกับรอยัล โอ๊ค ณ ดูไบ ซูริก นิวยอร์ก และเซี่ยงไฮ้ ระหว่างเดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคม2022 นิทรรศการขนาดย่อมที่เปี่ยมด้วยความรู้เหล่านี้จะพาผู้เยี่ยมชมเดินทางไปพบกับดีไซน์และนวัตกรรมกลไกและพัฒนาการต่างๆ ของรอยัล โอ๊คตลอด50ปีที่ผ่านมา

การเฉลิมฉลองทั่วโลก

การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของรอยัล โอ๊ค ได้เริ่มขึ้นด้วยการสร้างประสบการณ์ทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อันเหนือคำบรรยาย ณ ใจกลางของดูไบ มอลล์ (Dubai Mall) โดยจัดแสดงช่วง 15-24 เมษายน 2022 ที่ผ่านมาผู้เยี่ยมชมสามารถเพลิดเพลินไปกับจักรวาลแห่งวัฒนธรรมของรอยัล โอ๊ค และติดตามการเดินทางของนาฬิกาเรือนนี้ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ไปจนถึงพัฒนาการแห่งยุคสมัยที่เปิดโลกนาฬิกาให้กว้างขึ้น ประวัติศาสตร์ 5 ทศวรรษของคอลเลกชันนี้ถูกนำเสนอผ่านเรื่องราวอันน่าทึ่งและดื่มด่ำไปกับสื่อที่เปี่ยมด้วยความรู้ บอกเล่าแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต วิสัยทัศน์ที่เด็ดเดี่ยวสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ต้นกำเนิด ในบูธจัดแสดงเรือนเวลาที่มีความร่วมสมัยผสานความดั้งเดิม เพื่อมอบประสบการณ์ที่แสนตราตรึงให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีโซนที่มอบความรู้เกี่ยวกับรอยัล โอ๊คและแบรนด์โดยรวมผ่านสื่อดิจิทัล การจัดแสดงในครั้งถัดมาจัดขึ้นที่ซูริกตั้งแต่ 6-12 พฤษภาคม ตามมาด้วยที่นิวยอร์ก ในวันที่ 19-25 พฤษภาคม และที่เซี่ยงไฮ้ในช่วงเดือนกรกฎาคม

Pop-up exhibitions จะจัดแสดงที่โตเกียว ฮ่องกง และลอนดอน ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงกันยายน สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันทันสมัย นิทรรศการขนาดย่อมนี้บอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการการสร้างสรรค์รอยัล โอ๊ค และประวัติศาสตร์ของเรือนเวลาที่ร่วมสมัยผสานกับความดั้งเดิม

ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษที่จะจัดขึ้นในเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่นสิงคโปร์ ไทเป กรุงเทพมหานคร ลอนดอน และตูริน โดยลูกค้าและนักสะสมนาฬิกามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอันแสนล้ำค่าและคอลเลกชันรุ่นดั้งเดิมของรอยัล โอ๊ค

การเปิดตัวโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรอยัล โอ๊ค

รอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ออกแบบโดยเจอรัล เจนตา (Gérald Genta) ให้กับโอเดอมาร์ ปิเกต์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15เมษายน 1972 ณ บาเซล แฟร์ (Basel Fair) เรือนเวลาอันล้ำยุคนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการนาฬิกาด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ทำด้วยสแตนเลส สตีล พร้อมประกอบด้วยมือทุกขั้นตอน โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม ยึดด้วยสกรูหกเหลี่ยมอันสะดุดตา สายสแตนเลส สตีลที่ออกแบบอย่างล้ำสมัยและกลไกไขลานอัตโนมัติอันบางเฉียบ แม้จะมีกระแสต่อต้านในช่วงแรก แต่เรือนเวลานี้ก็ได้เอาชนะทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และผสมผสานความสปอร์ตกับความเชี่ยวชาญของบรรพบุรุษได้อย่างลงตัว รอยัล โอ๊คได้จุดประกายให้เกิดยุคการผลิตนาฬิกาชั้นสูงแบบใหม่ที่แปรผันไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้คน เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมแห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง และเป็นผืนผ้าที่แต่งแต้มด้วยนวัตกรรมการออกแบบตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน50 ปีผ่านไป รอยัล โอ๊คถูกสร้างสรรค์ออกมากว่า 500 เรือนในขนาด วัสดุ รูปแบบ และกลไกต่างๆ

โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้คอลเลกชันกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในทุกองค์ประกอบตั้งแต่กลไกภายในและก้าวข้ามไปมากกว่าการผลิตนาฬิกา วาระครบรอบ 50 ปีของรอยัล โอ๊คนี้ได้นำพาผู้หลงใหลนาฬิกามารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง และจิตวิญญาณอันสดใหม่ ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีก

rhunrun เรียบเรียง

Zoë Kravitz นักแสดงสาวมากความสามารถเลือก OMEGA เป็นเรือนเวลาคู่ใจที่บ่งบอกสไตล์และคาแรคเตอร์ที่สะกดผู้ชมได้เสมอในแบบฉบับของเธอ 

โซอี้ คราวิตซ์ ดาราสาวเจ้าบทบาทตบเท้าเข้าเป็นหนึ่งในทำเนียบสตรีมากมายที่เลือกใส่เรือนเวลา OMEGA จากสวิส

นับได้ว่าฝีมือการแสดงที่โดดเด่นระดับโลกของ โซอี้ คราวิตซ์ นั้นสามารถสะกดผู้ชมได้อยู่หมัด เห็นได้จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลากหลายแนวและภาพยนตร์อิสระอีกหลายเรื่อง นักแสดง, ผู้กำกับ, นางแบบ และโปรดิวเซอร์สาวรายนี้มีสไตล์ที่เปี่ยมด้วยพลังของความหนุ่มสาวและเชื่อมั่นในตนเอง และ OMEGA ก็ตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับเธอสู่โลกของแบรนด์

โซอี้ คราวิตซ์คือดาวเด่นประจำแฟรนไชส์ภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์เช่น The Batman, Mad Max และ Fantastic Beasts อีกทั้งยังคว้ารางวัล EMMY® Award จากละครโทรทัศน์อย่าง Big Little Lies ตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าสู่วงการบันเทิง Variety ได้จัดให้เธออยู่ในรายการ “10 Actors to Watch” ในขณะที่ Forbes ยกเธอให้อยู่ในทำเนียบ “30 Under 30 List” หลังจากควบทั้งตำแหน่งนักแสดงและผู้อำนวยการผลิตในละครโทรทัศน์เรื่อง High Fidelity for Hulu ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย

และบทบาทล่าสุดของเธอในฐานะ Catwoman จากภาพยนตร์ The Batman ปี 2022 ฝีมือกำกับของแมตต์ รีฟส์ (Matt Reeves) ของค่าย Warner Bros. ในปีเดียวกันนี้ โซอี้ คราวิตซ์ยังจะมีผลงานกำกับครั้งแรกผ่านภาพยนตร์เรื่อง Pussy Island

อีกฝ่ายก็รู้สึกเช่นเดียวกัน มร.เรย์โนลด์ เอชลิมานน์ (Raynald Aeschlimann) ทางประธานและซีอีโอของ OMEGA กล่าวชื่นชมโซอี้ คราวิตซ์ว่า “เธอเป็นหญิงสาวที่มีพรสรรค์เต็มเปี่ยม มาพร้อมกับแรงผลักดันที่น่าชมและความตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จในแบบของตนเอง” รวมถึงบรรยายความร่วมมือครั้งใหม่นี้ว่า “นับเป็นก้าวต่อไปที่น่าตื่นเต้นในพันธกิจเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังนิยามความหรูหราในแบบที่แตกต่างออกไป”

rhunrun เรียบเรียง

Arceau Le temps voyageur เรือนเวลาที่อัดแน่นด้วยจิตวิญญาณของการเดินทางตามแบบวิถีแห่งแอร์เมสพร้อมระบบจักรกลสุดประณีต “ทราเวลลิงไทม์” ที่โชว์ให้เห็นการโคจรของดวงดาวที่เคลื่อนหมุนด้วยแรงดึงดูด

นาฬิกา อาร์โซ (Arceau) เป็นผลงานการออกแบบโดย อองรี ดอริญี (Henry d’Origny) ในปี ค.ศ. 1978 ที่ได้มอบการแสดงออกครั้งใหม่แห่งสไตล์ และเชื้อชวนให้หวนนึกถึงจิตวิญญาณของการเดินทางตามแบบวิถีแห่งแอร์เมส (Hermès) โดยรังสรรค์ขึ้นภายใต้ตัวเรือนทรงกลมทำจากแพลทินัม และไทเทเนียม หรือสตีล พร้อมทั้งเอกลักษณ์ของหูตัวเรือนแบบอสมมาตร ที่เผยให้เห็นถึงการตีความใหม่เฉพาะหนึ่งเดียวโดยแอร์เมส ให้กับความสลับซับซ้อนภายในเครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) อันแสนคลาสสิก กับการเดินทางผ่านหลากหลายชั่วโมงของโลก ด้วยจักรกล “ทราเวลลิง ไทม์” (“Travelling time”) ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับแอร์เมส โดยมอบการแสดงแบบดิสก์ของทั้ง 24 ไทม์โซน และการโคจรของดวงดาวที่เคลื่อนหมุนด้วยแรงดึงดูดรอบแผนที่อันแสนแฟนตาซี ซึ่งจินตนาการขึ้นโดย เฌอโรม คอลลิยาร์ด (Jérôme Colliard) สำหรับรังสรรค์ลวดลายบนผ้าพันคอไหม “แพลนิสสเฟียร์ เดอ’อุน มองเด เอเควสเตร” (“Planisphère d’un monde équestre”) 

โดยหน้าปัดย่อยเคลื่อนที่และการแสดงเวลาบ้านเกิด (home time) ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นั้นขับเคลื่อนด้วยโมดูลพิเศษประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 122 ชิ้นส่วน หนาเพียง 4.4 มม. ซึ่งผสานไว้ภายในกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ แอร์เมส เอช1837 (Hermès H1837) จักรกลนี้ขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมง นาที และเวลาสองไทม์โซน พร้อมทั้งการแสดงชื่อเมืองต่างๆ โดยบรรจุภายในนาฬิกาสองรุ่นของ อาร์โซ ตอมป์ส โวยาเชอร์ (Arceau Le temps voyageur) กับเวอร์ชันแพลทินัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. พร้อมด้วยขอบตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดีแอลซี (DLC) สีดำด้าน และเวอร์ชันสตีล 38 มม. ซึ่งทั้งสองรุ่นประกอบคู่มากับสายหนังจระเข้ หรือสายหนังวัวสวิฟต์ (Swift) ที่รังสรรค์ขึ้นภายในห้องปฏิบัติการของ แอร์เมส ออร์โลเฌอร์ (Hermès Horloger) จากการใช้ทักษะความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือการทำเครื่องหนังและอานม้า    ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของเฮาส์  (House)

rhunrun เรียบเรียง

OMEGA : Time, Tide & Fame.

สร้างกระแสตอบรับล้นหลามสำหรับการมาร่วมงานกับลอฟฟีเซียลออมส์ไทยแลนด์สำหรับเจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุขมาในมาดหนุ่มเท่กับลุคต่างๆทั้งลำลองเป็นทางการและเท่แบบสปอร์ตๆโดยอมชลุคกับนาฬิกา OMEGA รุ่นต่างๆที่ครั้งนี้เราจะมาขยายกันว่าแต่ละรุ่นแต่ละเรือนที่สุดเท่นั้นมีความพิเศษอย่างไรนอกจากประสิทธิภาพเรื่องการบอกเวลาแล้วนวัตกรรมใหม่ๆในการรังสรรค์วัสดุทำให้ OMEGA คือนาฬิกาที่ต้องจับตามอง

ในกลิ่นอายของความวินเทจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะดูเป็นหนุ่มทันสมัยไม่ได้ กับลุคนี้ที่แม้จะจับคู่เชิ้ตตัวในสีดำกับแจ็คเก็ตตัวนอกสีน้ำตาลอันเป็นคู่สีสุดคูลสำหรับหนุ่มๆ แต่เพิ่มดีเทลกับนาฬิกาข้อมือที่สวมใส่อย่าง OMEGA Speedmaster รุ่น CHRONOSCOPE ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกายุค 1940s ของ OMEGA มีหนาปัดย่อยเพื่อการคำนวณค่าเวลาต่างๆ รวมทั้งสเกลจับเวลา 3 ตัวในดีไซน์หอยทากอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสายหนังที่ดูเท่ตลอดกาล

SPEED MASTER CHRONOSCOPE CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER CHRONOGRAPH 43 MM

(หมายเลขอ้างอิง 329.92.43.51.10.001)

คอลเลกชั่น Chronoscope ได้นำการออกแบบ Speedmaster ในตำนานมาผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟของ OMEGA จากทศวรรษที่ 1940 รุ่นตัวเรือน 43 มม. นี้รังสรรค์ด้วยสีบรอนซ์โกลด์อันเป็นเอกสิทธิ์ของ OMEGA พร้อมหน้าปัดบรอนซ์ออกซิไดซ์ที่มีร่องรอยพิเศษและผิวเคลือบโอปาลีน นอกจากวงขอบตัวเรือนทำจากเซรามิกสีน้ำตาลขัดมันที่มีสเกลทาคีมิเตอร์ทำด้วยเทคนิคอีนาเมล “วินเทจ” แล้ว เข็มรูปใบไม้และตัวเลขอารบิกยังมีการเคลือบ PVD ทองสัมฤทธิ์ ทอง 18K ด้วยรูปแบบแทร็ก “เกลียว” ที่ไม่เหมือนใครอยู่ใต้ตัวเลข ที่โดดเด่นที่สุดคือ หน้าปัดพิมพ์ด้วยสเกลจับเวลาที่โดดเด่นสามตัวในดีไซน์ “หอยทาก” ของปี 1940 ซึ่งรวมถึงสเกลทาคีมิเตอร์ สเกลพัลโซมิเตอร์ และสเกลเทเลมิเตอร์

สายหนังสีน้ำตาล เด่นด้วยหน้าปัดขนาดเล็กสีเงินที่ 9 นาฬิกาเพื่อบอก 60 นาทีและหน้าปัดเล็กสีเงินที่ 3 นาฬิกา บอกเวลา 12 ชั่วโมงภายในนาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 9908 การออกแบบของกลไกนี้โดดเด่นคือโครโนสโคปบริดจ์ การขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves ที่เริ่มจากบาลานซ์วีลแทนที่จะเป็นกลางกลไก – นับเป็นครั้งแรกที่ปรากฏในแบรนด์ OMEG เพื่อที่จะเพิ่มกำลังสำรองของนาฬิกา OMEGA ได้เลือกเสริมการเคลือบฟิล์มคาร์บอนคล้ายเพชร (Diamond-Like-Carbon) ที่เพิ่มทนทานต่อการสึกหรอให้กับตลับลานคู่ ระบบคอลัมน์วีลของ OMEGA ยังช่วยรับประกันว่าฟังก์ชั่นต่างๆ ของโครโนสโคปจะทำงานได้อย่างเที่ยงตรงด้วยการรับรองระดับ Master Chronometer ทั้งกลไกและนาฬิกาได้ถูกทดสอบภายใต้สภาวะที่สุดขั้วที่ตั้งขึ้นจากการทดสอบที่เข้มงวดที่สุดของอุตสาหกรรมโดย Swiss Federal Institute of Metrology (METAS)

ขยายความบางฟังก์ชั่นที่คนอาจจะไม่ทราบถึงความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้

ทาคีมิเตอร์ คือ การบอกความเร็วจากระยะทาง Chronoscope จะสามารถบอกความเร็วที่คุณใช้ในการเดินทางได้ โดยอิงจากระยะทางที่เดินทาง โดยสเกลจะช่วยวัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางเฉลี่ยระหว่างตำแหน่งสองตำแหน่ง ไม่มีว่าการเดินทางของคุณจะเป็นในหน่วยไมล์หรือกิโลเมตร

เทเลมิเตอร์ คือ การบอกระยะทางจากความเร็วของเสียง เพียงสองขั้นตอนสุดง่าย เครื่องบอกเวลาอันเที่ยงตรงจาก OMEGA สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่าคุณอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดที่สามารถมองเห็นและมีเสียง เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง

พัลโซมิเตอร์ คือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เต้นช้าไป เร็วไป หรือกำลังพอดี ต้องขอบคุณสเกล 30 ครั้งต่อนาที ที่ทำให้คุณสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจของทั้งตนเองหรือผู้อื่นได้



สำหรับรุ่นต่างๆ ของ CHRONOSCOPE มีทั้งตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 43 มม. ถึงหกรุ่นที่มาพร้อมกับตัวเรือนสแตนเลสสตีลขัดเงาสลับด้าน สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดสีเงินและชุดเข็มน้ำเงิน / สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดน้ำเงินกับชุดเข็มชุบโรเดียม / สองรุ่นที่มาพร้อมกับหน้าปัดสีเงินกับหน้าปัดย่อยสีดำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหน้าปัด “แพนด้า” ของ OMEGA กับชุดเข็มสีดำ ทุกหน้าปัดติดตั้งด้วยหลักเลขอารบิก ขอบตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินหรือดำ สามารถเลือกสายหนังที่มาคู่กับหัวสายสตีลแบบใหม่ หรือสายสแตนเลสสตีล

เพิ่มลุคสปอร์ตสำหรับการแต่งกายของหนุ่มๆ ด้วยนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ Seamaster Professional Diver 300M ที่มีเวอร์ชั่นใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่เกิดจากเลเซอร์ล้อมกรอบด้วยทอง Sedna™ แต่งขอบแบบเจียมุมเป็นลายเหลี่ยมสุดเท่ ไม่ว่าจะแต่งตัวในลุคหรูเพียงใดแต่ถ้าต้องการเดิมความสปอร์ตที่ดูแพงก็คงต้องเป็นนาฬิกาเรือนนี้ ดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไม่มียุคสมัย ลูกเล่นของเม็ดมะยม 2 ตำแหน่งที่ออกแบบมาเพื่อการใช้สอยอย่างสะดวกเมื่อมือต้องสวมถุงมือดำน้ำกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ที่เท่ไม่เหมือนใคร

SEAMASTER DIVER 300M CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER 43.5 MM

(หมายเลขอ้างอิง 210.62.44.20.01.001)

ตั้งแต่ปี 1993 นาฬิกา Seamaster Professional Diver 300M มาถึงรุ่นศตวรรษที่ 21 ของ OMEGA ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำแบบดั้งเดิม ในขณะที่นำเสนอวัสดุและกลไกใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น รุ่น 43.50 มม. นี้ตัวเรือนเซรามิกสีดำ [ZrO2] และทอง Sedna™ หน้าปัดเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่ฉลุด้วยเลเซอร์เพื่อเป็นลวดลายแบบโปร่ง ขีดบอกเวลาทำจากทองคำ Sedna™ ขัดเงาและเข็มนาฬิกาแบบเหลี่ยมเพชรเคลือบด้วย Super-LumiNova สีขาว ตัดกันอย่างสวยงามกับหน้าปัดสีดำ เติมเต็มลุคด้วยสายนาฬิกาทำจากยางสีดำพร้อมตัวล็อคเซรามิกสีดำ ฝาหลังแบบขัดมันเงาพร้อมการออกแบบขอบเป็นคลื่นมาพร้อม NAIAD LOCK ที่จดสิทธิบัตรของ OMEGA กลไกขับเคลื่อนนาฬิกาคือ Co-Axial Master Chronometer Caliber 8806 ของ OMEGA สามารถกันน้ำได้ในระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)

กลไก คาลิเบอร์: โอเมก้า 8806 แบบไขลานอัตโนมัติแบบ Co-Axial Master Chronometer ที่ผ่านการรับรองโดย METAS ทนทานต่อสนามแม่เหล็กถึง 15,000 เกาส์ ฟรีสปริงบาลานซ์พร้อมสปริงซิลิกอนบาลานซ์ ไขลานอัตโนมัติทั้งสองทิศทาง การตกแต่งที่หรูหราเป็นพิเศษด้วยโรเตอร์ชุบโรเดียมและ บริดจ์ที่มีการขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves

OMEGA มีวัสดุที่คิดค้นขึ้นมาพิเศษ คือ SednaTM Gold 18K ซึ่งเป็นโลหะผสมทองคำโรสโกลด์อัลลอยด์ที่มีความสว่างเรื่อเรืองออกเฉดแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ได้รับการตั้งชื่อตาม Sedna ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบ ๆ เป็นดาวเคราะห์ที่มีสีแดงที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล SednaTM Gold จึงไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติมาตรฐานทั้งหมดของทองคำ 18K แต่ยังให้ความคงทนสูงต่อการซีดจางของสีและความมันวาวเมื่อเวลาผ่านไป องค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วยทองแดงและแพลเลเดียมสำหรับสีและความทนทาน

เจมส์ จิรายุมาในลุคสบายๆ กับสเว็ตเตอร์ทอลายกราฟฟิกและจับคู่กับนาฬิกา OMEGA : CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K จับคู่หน้าปัดสีน้ำเงินซันบรัชเป็นคู่สีที่หรูหราแต่ยังมีความโมเดิร์นทันสมัย เท่ด้วยวงขอบหน้าปัดที่มีตัวเลขโรมัน ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายของยุคเอจตี้ส์แต่กลับดูโมเดิร์นในยุคนี้อย่างลงตัว สวมใส่กับสไตล์การแต่งกายได้หลายลุคทั้งลำลองและเป็นทางการโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนาฬิกา และสีน้ำเงินนี้ยังบ่งบอกถึงความภูมิฐานแบบสุภาพบุรุษที่ชอบความท้าทายในการใช้ชีวิต

CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER

เป็นเวลามากกว่า 40 ปีที่ OMEGA เปิดตัวดีไซน์ Constellation “Manhattan” อันโด่งดัง แม้ชื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทว่าความคลาสสิคจากปี 1982 ยังคงตราตรึงผู้คนทั่วโลกไม่เสื่อมคลาย การออกแบบได้รับการปรับเปลี่ยนหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ และในเจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ก็บรรจุไว้ซึ่งรายละเอียดน่าตื่นตาแบบใหม่มากมาย รวมถึงการรับรองมาตรฐาน Master Chronometer ที่เป็นมาตรฐานด้านความเที่ยงตรงที่สูงที่สุด ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K ที่มาพร้อมกับหน้าปัดซันบรัชสีน้ำเงินและขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน เรือนเวลาสำหรับสุภาพบุรุษรุ่นนี้รังสรรค์มาเพื่อให้สวมใส่ได้ในทุกโอกาสตลอดทั้งปี นี่คือนาฬิกาที่คุณจะสวมใส่ในเวลาที่อยากโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สำหรับตัวเรือนขนาด 41 มม. ขับเคลื่อนโดยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8901 ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังที่เป็นคริสตัลแซฟไฟร์ที่ป้องกันรอยขีดข่วนแบบโดม(หมายเลขอ้างอิง 131.63.41.21.03.001)

การออกแบบที่น่าทึ่งและคงทนของ OMEGA Constellation โดดเด่นด้วยรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่มีชื่อเสียง และขีดข้างหรือ claw ที่ด้านข้างของตัวเรือน สำหรับรุ่นตัวเรือนทองคำ 18K Sedna™ ขนาด 41 มม. นี้โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดเซรามิกสีน้ำเงินขัดเงาพร้อมตัวเลขโรมันทำจาก Ceragold™ หน้าปัดสีน้ำเงินแบบซันบรัช และหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เข็มนาฬิกา โลโก้ OMEGA ดาว Constellation และขีดบอกเวลาทรงเหลี่ยมเพชรล้วนเป็นทองคำ 18K Sedna™ สายหนังสีน้ำเงินพร้อมซับในด้วยยางทำให้สวมใส่สบายแม้อากาศจะร้อนชื้น สามารถกันน้ำได้ในระดับ 5 บาร์(50 เมตร)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือนเวลาเหล่านี้ได้ที่บูติก OMEGA
สาขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959
สาขา ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 02-664-9550
และสาขา สยามพารากอน โทร. 02-129-4878
LINE OA: @OMEGAThailand หรือ คลิก https://bit.ly/3P2XNBx

Design of Greenroom 2022

Greenroom คือห้องโถงของงานออสการ์พื้นท่ีสังสรรค์ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัลและผู้ประกาศ รางวัลจะมารวมตัวกันก่อนขึ้นสู่เวที Greenroom เป็นประสบการณ์อันชวนดื่มด่ำท่ี Rolex ได้พัฒนา รูปแบบการตกแต่งใหม่ในแต่ละปี โดยในปี 2022 นี้ เป็นการเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และ ศิลปะการทำนาฬิกา


แรงบันดาลใจสาหรับธีมในปีนี้ได้มาจากฮอลลีวูดและสตูดิโอหลัก ๆ ของฮอลลีวูด ผนังตกแต่งในสไตล์ อาร์ตเดโคจัดเรียงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนาฬิกา Rolex สู่กระเบื้องโมเสค เพื่อให้เกิดเป็นภาพเส้นขอบ ฟ้าของลอสแองเจลิสซึ่งเป็นบ้านของภาพยนตร์บทกวีที่สรรเสริญถึงความกล้าหาญแห่งการรังสรรค์เครื่องบอกเวลานี้ ใช้รูปแบบขององค์ประกอบการตกแต่ง ท่ีแสดงถึงสัญลักษณ์ของสถานท่ีสำคัญอันเป็นท่ีรู้จักจากโลกภาพยนตร์ เช่น ฮอลลีวูด, สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ Academy of Motion Picture Arts and Sciences และพิพิธภัณฑ์สถาบันภาพยนตร์ Academy Museum of Motion Pictures ตลอดจน ประดับประดาด้วยคุณลักษณะท่ีโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex อันได้แก่ หลักชั่วโมง เข็มและขอบหน้าปัดแบบร่องของนาฬิกา
ในการสร้างแบบจำลองสถานท่ีสาคัญเหล่านี้ ช่างฝีมือของ Rolex จากแผนกออกแบบ ได้แกะสลักและหุ้ม ด้วยแผ่นหนัง Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อ สารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าวว่า “ความเอาใจ ใส่อย่างพิถีพิถันในการผลิตนาฬิกา Rolex ความต้ังใจท่ีใส่เข้าไปในทุกอณูรายละเอียด ตลอดจนการ แสวงหาความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องของเราล้วนแสดงให้ประจักษ์ในห้อง Greenroom ท่ีสะท้อนความ ละเอียดอ่อน ความแม่นยำ และความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์”


การผสานรวมองค์ประกอบการตกแต่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นสิ่งท่ี Rolex ต้องการสื่อในแคมเปญล่าสุด ซึ่งเป็นการยกย่องงานศิลปะของผู้สร้างภาพยนตร์ ท้ังน้ี บทภาพยนตร์ของ The Path ซึ่งจะออกอากาศในพิธีมอบ รางวัลออสการ์ครั้งท่ี 94 จะเปิดแสดงอยู่ในห้อง Greenroom ด้วย ภาพยนตร์เรื่องน้ีถูกออกแบบให้เสมือนเป็นอุปลักษณ์หรือการเปรียบเปรยอันทรงพลังแห่งการเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และกระบวนการอัน สร้างสรรค์ผ่านภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นเส้นทางต่าง ๆ ท่ีบุคคลสามารถเลือกเดินได้ ภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex เพื่อยังคุณค่าของความเป็นเลิศท่ีทางแบรนด์มีกับโลกแห่งภาพยนตร์

2

บทภาพยนตร์มาพร้อมกับภาพท่ีถ่ายจากภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ท่ัวห้อง Greenroom “แต่ละฉาก จากภาพยนตร์ไอคอนิกท่ีถูกจัดแสดงล้วนเป็นการราลึกถึงครอบครัวแห่งภาพยนตร์” Arnaud Boetsch กล่าว

ด้วยการเป็นเจ้าภาพห้อง Greenroom สาหรับผู้ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัล Rolex ได้มีส่วนร่วมใน ช่วงเวลาแห่งอารมณ์อันเข้มข้นท่ีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่ีสุดในวงการภาพยนตร์บางท่านได้สัมผัส ท้ังก่อนและ หลังพิธีมอบรางวัลออสการ์

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ซึ่งเป็นองคก์รสูงสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สำหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็นสากลของ ภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งน้ีถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และ ผู้สนับสนุนรายเดียวของงาน Governors Awards

นอกจากนี้ Rolex ยังเป็นผู้ร่วมก่อต้ังพิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ซึ่งเปิดตัวข้ึนในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนกันยายน ปี 2021 อีกด้วย

Rolex สนับสนุนการส่งเสริมและเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ การอนุรักษ์ศิลปะ ตลอดจนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาเปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ต้ังอยู่ ท่ีนครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรงสมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายใน ห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้นซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คาว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คาท่ีอยู่บนหน้าปัด นาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลาน อัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นข้ึนในปี 1931 ท้ังนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือนหน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

ROLEX และภาพยนตร์

Rolex ยังคงเช่ือมโยงกับโลกแห่งภาพยนตร์มาโดยตลอด นาฬิกาของแบรนด์ได้สวมบทบาทอยู่บนข้อมือ ของตัวละครท่ีเป็นตำนานในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงเหล่าผลงานชิ้นเอกท่ีได้รับรางวัลออสการ์ใน หลากหลายสาขา และทุกวันน้ี ด้วยการสนับสนุนความเป็นเลิศด้านศิลปะและเทคนิคในการสร้าง ภาพยนตร์ Rolex ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่มีบทบาทของตนเอง

Rolex สนับสนุนการอนุรักษ์และการถ่ายทอดศิลปะภาพยนตร์ พร้อมส่งเสริมความเป็นเลิศและเฉลิมฉลอง ความก้าวหน้าด้วยการร่วมมือกับบุคคลท่ียังคงเป็นตำนาน รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ผู้มีพรสวรรค์ ผ่าน Rolex Testimonee (Martin Scorsese และ James Cameron) การเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันศิลปะและ วิทยาการภาพยนตร์ (ซึ่งเป็นท้ังสถาบัน รางวัล และพิพิธภัณฑ์แห่งภาพยนตร์ในลอสแองเจลิส) และ โครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative

ROLEX: ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานรางวัลออสการ์

ไฮไลทข์องฤดูกาลภาพยนตร์

งานประกาศรางวัลออสการ์เป็นการเฉลิมฉลองเอกลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ แรงบันดาลใจ และความอัจฉริยะทางเทคนิคจากผลงานชิ้นเอกท่ีถูกรังสรรค์ข้ึนมาซึ่ง Rolex มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจ ของงานออสการ์ ณ โรงละคร Dolby® ในฮอลลีวูด ต่อเนื่องเป็นปีท่ี 6 โดยมีการถ่ายทอดสดไปยังประเทศ ต่าง ๆ กว่า 200 แห่งท่ัวโลก งานอันมีลักษณะพิเศษเฉพาะนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเฉลิมฉลองแห่งวงการภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกำหนดทิศทางของภาพยนตร์ท่ัวโลกปีแล้วปีเล่า

การเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ

งานมอบรางวัลออสการ์เป็นมากกว่าการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองแรงบันดาลใจ และอารมณ์ ตลอดจนกระบวนการผลิต ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และอื่น ๆ ท้ังหมดท่ีเก่ียวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ัง Rolex เคยกล่าวคำพูดโปรดไว้ว่า งานนี้เป็นบทกวีแห่ง “ผลงานท่ีสร้างไว้เป็นอย่างดี” ภาพยนตร์เป็นศิลปะ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม และงานมอบรางวัลออสการ์ก็เป็นเช่นนั้นในทุกแง่มุม

ROLEX และห้อง OSCARS® GREENROOM

Rolex คือเจ้าภาพอย่างเป็นทางการของ Greenroom ห้องโถงประจำงานออสการ์ ผู้ได้รับการเสนอช่ือและผู้ นำเสนอรางวัลจะมารวมตัวกันภายในห้องรับรองนี้ก่อนและหลังการข้ึนเวทีในงานมอบรางวัลออสการ์ โดยบางรายกลับมาพร้อมกับรูปปั้นแห่งความปรารถนา

ในแต่ละปี Rolex จะพัฒนารูปแบบการตกแต่งใหม่ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของห้อง Greenroom ได้อย่างเต็มท่ี โดยการตกแต่งพื้นท่ีปี 2022 นี้ เป็นการยกย่องภาพยนตร์ฮอลลีวูดใน ตำนานและเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และศิลปะการทำนาฬิกา

ROLEX กับงานประกาศรางวัล GOVERNORS AWARDS

งาน Governors Awards บ่งบอกถึงการเริ่มต้นแห่งฤดูกาลประกาศรางวัลออสการ์ โดยในงานจะมีการ นำเสนอรายช่ือผู้มีผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จท่ียอดเยี่ยมตลอดช่วงชีวิต

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences องค์กร กิตติมศักดิ์ท่ีมีอานาจสูงสุดแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สาหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็น สากลของภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งนี้ถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน

Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และผู้สนับสนุนรายเดียวของ งาน Governors Awards

เกี่ยวกับ ROLEX

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาที่เปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยมีสานักงานใหญ่ต้ังอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตรา สัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดท่ีกาหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจาก ภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ท่ีปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำท่ีอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ท้ังน้ี Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วง ประวัติศาสตร์ท่ีผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสาคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และ สายนาฬิกานอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมัน่ ท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมกีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation

แรงบันดาลใจของกรุงโรมสู่กรุงเทพฯ บุลการีจัดงานแสดงเครื่องประดับชั้นสูง “BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation” เผยโฉมผลงานอันงดงามวิจิตรแห่งเครื่องประดับ High Jewellery Collection มากกว่า 100 ชิ้นเป็นการถ่ายทอดความงดงามและหัตถศิลป์ รวมถึงความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ที่ บุลการี (Bulgari) ในฐานะช่างอัญมณีแห่งโรมัน (Roman Jeweler)


โดยทางบุลการีได้แสดงถึงความหรูหราและความประณีตวิจิตรของอัญมณีล้ำเลอค่า ผ่านการจัดงานแสดง “BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation” กับการเผยโฉมเหล่าผลงานอันงดงามของเครื่องประดับอัญมณีจาก High Jewellery Collection มากกว่า 100 ชิ้นงาน โดยมีกว่า 20 ผลงานที่เป็นเครื่องประดับ One-of-a-kind ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวชิ้นเดียวในโลก จากการหล่อหลอมไว้ด้วยเสน่ห์แห่งงานฝีมือที่รังสรรค์เครื่องประดับแต่ละชิ้นเสมือนศิลปะชิ้นเอก พร้อมทั้งความโดดเด่นของสี ความมีชีวิตชีวา และความแจ่มจรัสของเหล่าอัญมณีสีล้ำค่าอันแสนพิเศษ

ในงานได้รับเกียรติจากคุณเจฟฟรีย์ ฮัง (Jeffrey Hang), Regional Managing Director, Bulgari South Asia Pacific ร่วมด้วย คุณสุปราณี จันทไพบูลย์ขจร ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท บุลการี (ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม) กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ก่อนนำทุกท่านเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงของบุลการี ทั้งความยิ่งใหญ่แห่งเมืองอันเป็นนิรันดร์ (Eternal City) อย่างโรม รวมถึงสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งได้นำมาสู่การรังสรรค์ลวดลายและงานดีไซน์อันสง่างามของเครื่องประดับอัญมณีหลากหลายชิ้นพิเศษ พร้อมทั้งถ่ายทอดถึงสัมผัสและพลังแห่งเฉดสีสันที่มาจากทั้งอัญมณีและธรรมชาติ มวลดอกไม้และสวนอันเปี่ยมเสน่ห์ ที่ได้มอบเรื่องราวแห่งการรังสรรค์ให้กับอัญมณีชิ้นเอกเสมือนดั่งบทกวีแห่งความสุขอันเป็นนิรันดร์ที่อยู่เหนือซึ่งกาลเวลา ภายใต้ความหรูหราของงานจัดแสดงที่บรรจงเนรมิตจากแรงบันดาลใจของกรุงโรมสู่กรุงเทพฯ ณ ห้อง Author’s Lounge โรงแรม Mandarin Oriental Hotel

เฉกเช่นทุกๆ อัญมณีซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่บุลการีได้นำมาถ่ายทอดเคียงคู่กับเอกลักษณ์แห่งงานดีไซน์อันไร้ขอบเขตของจินตนาการ ทั้งยังผสมผสานไว้ด้วยเหล่าผลงานอันเป็นไอคอนิก อาทิ ความทรงพลังและเปี่ยมด้วยความหมายแห่งการเปลี่ยนรูปและการตีความใหม่ได้อย่างไม่มีสิ้นสุดของงู สู่ชิ้นงาน High Jewellery ซึ่งได้ต้นแบบมาจากผลงานระดับตำนานแห่ง Serpenti หรือรูปทรงพัดที่นำมาถ่ายทอดบนเครื่องประดับ Divas’ Dream จากแรงบันดาลใจแห่งลวดลายและสีสันแบบโมเสกของ Roman Baths of Caracalla ที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างเมืองอันเป็นนิรันดร์และความสวยงามสไตล์อิตาลีอันเป็นหัวใจ เช่นเดียวกับอัญมณีหายาก อย่าง แซฟไฟร์เฉดสีน้ำเงินทรงพลัง ที่นำมารังสรรค์สู่สร้อยคอรายล้อมด้วยเพชรจากงานฝีมือชั้นเอกของบุลการี พร้อมทั้งถ่ายทอดความงดงามวิจิตรดั่งศิลปะชิ้นเอกหนึ่งเดียวนี้โดย อแมนด้า ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ที่เผยความสวยงามของอัญมณีได้อย่างไร้ที่ติ

คอลเลกชั่นเครื่องประดับอัญมณีเหล่านี้ได้ร่วมเผยกวีบทใหม่แห่งมหากาพย์ความงดงามล้ำเลิศ และร่วมเฉลิมฉลองให้กับความสวยงาม พร้อมทั้งแรงบันดาลใจอันเป็นนิรันดร์แห่งโรมัน ที่หล่อหลอมสู่ความวิจิตรหรูหราภายในโลกแห่งอัญมณีชั้นสูงจากบุลการี

ร่วมระลึกถึง OMEGA, Snoopy และ Apollo 13 กับภารกิจสุดระทึกที่มีเรือนเวลา Speedmaster เป็นส่วนสำคัญในการนำลูกเรือกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย

วันที่ 17 เมษายนนับได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับ OMEGA หลังเวลาล่วงเลยไปมากกว่า 50 ปีนับตั้งแต่ภารกิจ  Apollo 13 เมื่อภารกิจอันโด่งดังที่เกิดขึ้นในปี 1970 ทั้งลูกเรือ หรือเจ้าหน้าที่ภาคพื้นต่างก็ไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่ลุ้นระทึกและเฉียดหายนะมากเท่านี้มาก่อน

สำหรับ OMEGA ห้วงเวลานั้นยังคงประทับแน่นอยู่มิเสื่อมคลาย และต้องขอบคุณเรือนเวลาโครโนกราฟ Speedmaster Professional ที่มีบทบาทสำคัญในการนำลูกเรือกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

นักบินอวกาศ เจมส์ เอ. โลเวลล์ จูเนียร์ (James A. Lovell Jr.), ผู้บัญชาการภารกิจ Apollo 13 ของ NASA
ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพโดย NASA

ตั้งแต่ปี 1965 ทาง NASA ได้ทำการกำหนดให้นาฬิกาเหล่านี้เป็น “อุปกรณ์สำรองชิ้นสำคัญ” ในกรณีที่เครื่องบอกเวลาดิจิทัลของนักบินอวกาศไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อเกิดปัญหาระดับวิกฤตขึ้นกับ Apollo 13 ระหว่างการมุ่งหน้าไปดวงจันทร์ “อุปกรณ์สำรอง” ก็ได้ทำหน้าที่ของตน

เพียงสองวันหลังจากออกตัว ถังอ็อกซิเจนบนยาน Apollo 13 ก็เกิดระเบิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับ Service Module และทำให้นักบินอวกาศตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่ ภารกิจไปดวงจันทร์ถูกยกเลิก บัดนี้เป้าหมายเหลือเพียงการนำลูกเรือกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ส่วนหนึ่งของแผนช่วยเหลือที่ทางฮูสตัน (Houston) แนะนำคือการย้ายนักบินอวกาศเข้าไปใน Lunar Module อย่างไรก็ตาม โมดูลก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับคนจำนวนมากในระยะเวลานาน ดังนั้น ลูกเรือต้องปิดระบบเกือบทั้งหมดเพื่อทำการประหยัดพลังงาน – เครื่องจับเวลาดิจิทัลของพวกเขาจึงใช้การไม่ได้ ชะตากรรมของนักบินอวกาศต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเหน็บ

ยาน Apollo 13 เผชิญกับวิกฤตการณ์หลายอย่างตลอดระยะเวลาหลายวัน แต่เป็นอุปสรรคสุดท้ายที่ความเที่ยงตรงของ OMEGA ได้แสดงผลงาน

การช่วยเหลือลูกเรือภารกิจ Apollo 13 crew หลังลงจอดบนมหาสมุทร
ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพโดย NASA

เนื่องจากยานหลุดออกจากเส้นทางไปราว 60 ถึง 80 ไมล์ทะเล นั่นหมายความว่าโมดูลจะทำมุมระหว่างกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลกผิดและไม่มีทางจะปรับแก้ได้ ดังนั้นจึงต้องมีปรับเส้นทางใหม่ด้วยมือก่อนด้วยการเปิดการสันดาปเชื้อเพลิงนาน 14 วินาทีพอดี

ไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาด เมื่อไร้อุปกรณ์จับเวลาดิจิทัล นักบินโมดูล แจ็ค สวีเกิร์ต (Jack Swigert) จึงใช้นาฬิกาโครโนกราฟ OMEGA Speedmaster Professional ของตนในการจับเวลาการเปิดสันดาปเชื้อเพลิงแทนระหว่างที่ผบ.เจมส์ โลเวลล์คอยบังคับยานโดยอ้างอิงจากเส้นขอบฟ้าของโลก ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ทางแก้ที่ไม่เหมือนใครนี้ได้ผล และท้ายที่สุด ในวันที่ 17 เมษายน หลังผ่านไป 142 ชั่วโมงกับอีก 54 นาที ยาน Apollo 13 ก็ลงจอดบนมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้อย่างปลอดภัย

หนึ่งปีต่อมา วันที่ 5 ตุลาคม ปี 1970 ทาง OMEGA ก็ได้รับรางวัล “Silver Snoopy Award” จาก NASA – เครื่องหมายแสดงความขอบคุณสำหรับการมีส่วนร่วมในความสำเร็จของภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์ เมื่อรางวัลอันทรงเกียรตินี้ถูกรังสรรค์ขึ้น Snoopy ก็ได้รับเลือกให้เป็นมาสคอตแบบไม่เป็นทางการของ NASA จากความสามารถในทำให้บรรยากาศลดความตึงเครียดลงเมื่อพบกับปัญหา อีกทั้งยังสื่อถึงความสำเร็จของภารกิจและบทบาทการเป็น “สุนัขระวังภัย” (watchdog)

ตั้งแต่นั้น ทั้ง Snoopy และ Apollo 13 ก็อยู่ในหัวใจของ OMEGA มาตลอด รวมถึงได้มีการรังสรรค์นาฬิกา “Snoopy” หลายรุ่นขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับหมุดหมายต่างๆ ของการครบรอบภารกิจ และนาฬิกาSpeedmaster “Silver Snoopy Award” 50th Anniversary ที่ถูกเปิดตัวไปไม่นานมานี้เมื่อปี 2020 ก็อัดแน่นไว้ด้วยสัมผัสแห่งความสนุกสนาน ทั้งหน้าปัดประดับด้วยเหรียญ Snoopy และจากนี้ยังมีตัวเรือนที่แสนพิเศษกับฝาหลังที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจากตัวการ์ตูน Snoopy ที่บังคับยานโคจรรอบดวงจันทร์

นอกจากนาฬิกา Snoopy ทุกรุ่นจะทั้งดูดีและมอบความสนุกสนานให้กับบนข้อมือของคุณ เรือนเวลายังเป็นสิ่งย้ำเตือนที่เหนือกาลเวลาถึงความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือที่ OMEGA ได้มอบให้กับการสำรวจอวกาศตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี

rhunrun เรียบเรียง