ภายนอก Tissot เรือนนี้อาจจะดูเรียบง่าย แต่หัวใจด้านในนั้นแข็งแกร่งและทนทาน

Smart & Classic

นาฬิกาที่ดูดีนั้นไม่ใช่ว่าจะมองดูจากภายนอกเพียงอย่างเดียวแต่ภายในนั้นก็ต้องมีสิ่งที่คู่ควรกับภายนอกด้วยเช่นกัน

T108_408_16_057_00

ตัวเรือน

วัสดุสเตนเลสสตีลขนาด 41 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนขัดลาย Cloud de Paris เพิ่มความลงตัวได้เป็นอย่างดี

สายนาฬิกา

มีให้เลือกทั้งสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับแบบซ่อนและสายหนังแท้พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

การรับรอง

ความแม่นยำในการเดินของนาฬิกาเรือนนี้นั้นได้ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมีเตอร์จากสถาบัน COSC

หน้าปัด

พื้นหน้าปัดสีดำ

เครื่อง

ระบบกลไกอัตโนมัติ บาลานซ์สปริงของรุ่นนี้นั้นใช้วัสดุซิลิคอนซึ่งเป็นครั้งแรกในนาฬิกา Tissot ทำให้เครื่องสามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติแม้จะมีแรงของแม่เหล็กมากระทบก็ตาม และยังสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง

 

Related Post

ดีไซน์ที่ลงตัวระหว่างรถยนต์ระดับตำนานและนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

high Performance

ในปี 2011 แบรนด์นาฬิกา Hublot ได้จับมือกับ Ferrari ผลิตเรือนเวลาไซส์ใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากรถซูเปอร์คาร์ และปีนี้ทั้งสองก็กลับมาร่วมงานอีกครั้ง ภายใต้ชื่อรุ่น Big Bang Ferrari

นาฬิกาตาย

ภายใต้การดีไซน์แบบใหม่ครั้งนี้นั้นดึงเอาเป็นความเอกลักษณ์
ของทั้งสองค่ายและความลงตัวในตำแหน่งแต่ละตำแหน่งของนาฬิกาได้เป็นอย่างดี ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 45 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนไทเทเนียมที่รูขันน็อตล็อกหน้าปัดนั้นเว้าลงไป แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมในการผลิตที่ล้ำสมัยและรูปทรงที่ลงตัวมากขึ้น หน้าปัด
ใช้วัสดุแซฟไฟร์โปร่งแสงเพื่อแสดงให้เห็นถึงกลไกที่ทำงานอยู่ภายใน ประทับสัญลักษณ์ Ferrrai ที่ผลิตจากโรเดียมไว้เหนือหลัก 6 นาฬิกา วงทดนาทีโครโนกราฟและหน้าต่างแสดงวันที่นั้นออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากหน้าปัดแสดงผลความเร็วใน Ferrari ส่วนพื้น
สีเหลืองในช่องวันที่นั้นเป็นสีเดียวกับหน้าปัดความเร็วแสดงผลความเร็วในรถเลย ส่วนหน้าต่างแสดงวินาทีในด้าน 9 นาฬิกานั้น
ใช้แรงบันดาลใจจากช่องระบายอากาศของรถ หลักชั่วโมงนั้นก็ออกแบบมาให้ดูเป็นสามมิติมากขึ้นคุณจะรู้สึกได้ว่ามีความเป็น
ชั้นเวลามองเข้าไป ในส่วนของข้างตัวเรือนนั้นคุณจะสังเกตุว่ามีเส้นสีแดงๆ คาดอยู่ตรงกลางไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นล่ะคือเอกลักษณ์ด้านท้ายของรถรุ่น La Ferrari ที่ได้นำมาใส่เอาไว้ด้วย ภายในขับเคลื่อนด้วยเครื่องกลไกอัตโนมัติจากโรงงาน Hublot สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง กันน้ำได้ลึกสูงสุด 100 เมตร ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน สวมใส่ด้วยสายหนังอัลคันทาราสีดำ พร้อมบานพับไทเทเนียมขัดลายซาติน และที่สำคัญรุ่นที่เป็นไทเทเนียมนี้ผลิตออกมาเพียง 1000 เรือนทั่วโลก ส่วนในรุ่นคิงโกลด์และคาร์บอนนั้นผลิตออกมาอย่างละ 500 เรือนเท่านั้น 
สำหรับสาวก Ferrai บอกเลยว่าไม่ควรพลาดจริงๆ

Related Post

7 นาฬิกาเรือนเด่นจากงาน SIHH 2017 ที่เราคัดสรรมาให้ชมก่อนใคร

ก็ใช่ว่าวงการนาฬิกาปีนี้จะไม่กระทบกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง แต่ไม่ว่าอย่างไรแบรนด์นาฬิกาทุกแบรนด์นั้นก็ต้องยืนหยัดในการโชว์ผลงานอย่างต่อเนื่องแบบหยุดไม่ได้ และงาน SIHH 2017 คราวนี้เราก็หยิบเอาเรือนเด่น 7 เรือนมาเสริฟ์ให้คุณได้เชยชมก่อนใคร ส่วนใครอยากจะเห็นรายละเอียดกันแบบชัดๆ อดใจรอกันอีกสักนิดติดตามได้ในนิตยสารลอปติมัมไทยแลนด์เช่นเคย

Cartier รุ่น Drive de Cartier Moon Phases อันที่จริงคอลเลคชั่น Drive de Cartier นั้นเปิดตัวให้เห็นกันตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็๋ยังไม่มีรุ่นใดที่มีฟังก์ชั่นมูนเฟสให้เห็น ในปีนี้ Cartier ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ที่รอคอยผิดหวังอัญเชิญพระจันทร์มาประดับบนหน้าปัดเป็นที่เรียบร้อย

cartier

IWC รุ่น Da Vinci Chronograph Edition “Laureus Sport for Good Foundation” ปีนี้ต้องบอกว่าเป็นการอัพเดทรุ่น Da Vinci ใหม่ทั้งหมด และรุ่นพิเศษนี้คือรุ่นการกุศลประจำปีนี้นั่นเอง

iwc

Jaeger-LeCoultre รุ่น Geophysic Universal Time อันที่จริงเรือนนี้นั้นเป็นรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ปีนี้ได้เพิ่มสายสเตนเลสสตีลมาให้ได้เลือกสรรมากขึ้น เพราะเดิมทีนั้นมีให้เลือกแต่สายหนังเท่านั้น

jlc

A. Lange & Söhne รุ่น 1815 Annual Calendar รุ่นนี้ออกมาตอบโจทย์ความต้องการของคนที่อยากจะมีนาฬิกาคอมพลิเคชั่นไว้ครอบครอง แล้วก็ไม่ต้องการที่จะจ่ายแพงถึงขั้นที่มีฟังก์ชั่นเพอร์เพทชวลคาเลนดาร์นั่นเอง

lange

HYT รุ่น Skull Axl Rose เป็นรุ่นพิเศษสำหรับปีนี้ โดยแอกเซิล โรส แห่งวง Guns N’ Roses เป็นผู้ร่วมมือในการออกแบบ

hyt

MB&F รุ่น HM7 Aquapod ออกแบบให้ดูเหมือนแมงกะพรุน บอกเวลาด้วยวงแหวนสองวง อ่านตรงขีดสีฟ้า อย่างในภาพนี้นั้นเวลาประมาณ 6 โมง 53 นาที

mb&f

Panerai  รุ่น Luminor Submersible 1950 BMG-Tech 3 Days Automatic 47 mm (PAM00692) ตัวเรือนวัสดุใชวัสดุใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า BMG เป็นหนึ่งในเรือนที่โดดเด่นในงานครี่งนี้

panerai

 

Related Post

นาฬิกาดำน้ำที่มาพร้อมเรื่องราวและตำนานสำหรับคนถนัดซ้ายตัวจริง

Left – Hand Diver

หนึ่งในอุปสรรคสุดเศร้าสำหรับชาวมือซ้ายคือการที่ต้องถอดนาฬิกาออกจากข้อมือทุกครั้งที่ต้องการปรับเม็ดมะยม แต่วันนี้ถึงเวลาที่คนถนัดซ้ายจะได้เฮกันแล้ว … แต่ก็แอบเดือดร้อนกระเป๋าสตางค์กันอย่างแน่นอน

ต้องบอกก่อนเลยว่านาฬิกาที่มีเม็ดมะยมอยู่ฝั่งซ้ายนั้นตามปกติแล้วคือของหายากในวงการนาฬิกาวินเทจและในยุคปัจจุบัน
ก็ไม่ได้มีให้เลือกซื้อกันทุกรุ่นเช่นกัน ปกติคุณมักจะเจอกับเม็ดมะยมฝั่งขวากันเสียส่วนใหญ่ หรือจะพูดง่ายๆ ว่านาฬิกา
ที่ออกจำหน่ายแต่ละปีนั้น เป็นเม็ดมะยมฝั่งขวาราว 95 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น แต่เม็ดมะยมซ้ายจะมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้น นั่นก็จะหมายความว่านาฬิกาเม็ดมะยมซ้ายก็จะกลายเป็นของหายากในอนาคตอันไกลหรืออันใกล้นี้แน่ๆ

PELAGOS LHD 1

แต่ที่ต้องเฮกันดังๆ เพราะ Tudor (ทิวดอร์) เพิ่งจะเปิดตัวรุ่น Pelagos LHD ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ไปได้ไม่นาน เรามาเริ่มสาธยายถึงความเจ๋งของนาฬิกาเรือนนี้กันก่อน บอกเลยว่ารูปลักษณ์นั้นเท่มากๆ หลักชั่วโมง เข็มนาฬิกา ตัวอักษร และหลักนาทีบนขอบหมุนนั้นใช้สีเบจตัดกับหน้าปัดสีดำ และขอบหมุนวัสดุเซรามิกสีดำ ซึ่งในอดีตนั้นกว่าคุณจะได้หลักชั่วโมง เข็มนาฬิกา ตัวอักษร และหลักนาทีบนขอบหมุนเป็นสีเบจอมเหลืองขนาดนี้ต้องใส่และดูแลกันแบบยาวๆ เป็นเวลานับสิบปีรอให้สารที่เคลือบนั้นค่อยๆ เปลี่ยนสีไปตามอายุ แต่ใน Pelagos LHD ไม่ต้องรอให้เสียเวลา มีมาให้หล่อกันตั้งแต่วันแรกที่แกะกล่อง ถัดมาก็เป็นตัวอักษรบรรทัดที่บอกชื่อรุ่น Pelagos พิมพ์เป็นตัวสีแดง ต้องบอกว่าถ้าอยู่ในรุ่นวินเทจของค่ายมงกุฎนั้นราคาทะลุทะลวงกระเป๋าสตางค์ฉีกกันไปแล้ว แต่เราก็คาดว่าหากรุ่นนี้ผลิตกันแค่ปีเดียวและขายออกไปไม่เยอะ รับรองเลยในอนาคตหากใส่และรักษาอย่างทะนุถนอม ราคาของนาฬิกาเรือนนี้คงน่าตกใจไม่ใช่น้อย และถัดมาที่โดดเด่นที่สุดและจะพลาดไม่ได้เลยคือเม็ดมะยมที่ติดตั้งอยู่ฝั่งซ้าย หรือพระเอกของเรือนนี้ที่มีตำนานในอดีต ครั้งที่กองทัพเรือฝรั่งเศสสั่งผลิตให้ทหารใช้โดยเฉพาะนักสะสมจึงชอบมากเป็นพิเศษส่วนที่เป็นทุนเดิมของ Pelagos เรือนนี้อยู่แล้วคือเข็มชั่วโมง Snowflake ที่เป็นกลิ่นอายจากตำนานของรุ่นนี้ เครื่องระบบกลไกอัตโนมัติ MT5612-LHD จากโรงงาน Tudor และสุดท้ายคือวัสดุไทเทเนียมที่ใช้ผลิตตัวเรือนนั้นก็จะพบได้แค่ในรุ่น Pelagos เท่านั้นด้วย

mt5612-lhd

นับว่าได้ว่าแทบทุกส่วนในนาฬิกาเรือนนี้นั้นไม่ว่าส่วนไหนๆ  ก็มีแต่เรื่องราวที่น่าหลงใหลและอัดแน่นไปด้วยคุณภาพตามแบบฉบับสวิสขนานแท้ และหากใครไม่ชอบสวมใส่สายไทเทเนียมเนื่องจากเป็นรอยง่ายล่ะก็ ในกล่องจะบรรจุสายยางสีดำมาให้เปลี่ยนตามใจอีกด้วย

Related Post

Seiko Zimbe เรือนนี้มันใช่ เพราะฉลามวาฬคือสัญลักษณ์แห่งท้องทะเล

Whale Shark

เพราะฉลามวาฬคือสัญลักษณ์แห่งท้องทะเล คอลเลกชั่นนาฬิกาดำน้ำ จึงอดที่จะหยิบยืมแรงบันดาลใจมาจากความยิ่งใหญ่ของพวกมันไม่ได้

Logo Seiko

เมื่อปีที่แล้ว Seiko (ไซโก้) ได้ออกนาฬิการุ่น Prospex Diver’s Watch 50th Anniversary Special Edition ออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัด ก็เรียกได้ว่าหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรกๆ ที่วางตลาด และเป็นที่หมายปองของสาวกนาฬิกาหลายคนแต่สินค้าก็ขาดตลาดแบบหาไม่ได้เลยสักเรือนเดียวในปีนี้ Seiko ได้ออกคอลเลกชั่นพิเศษอีกครั้งในชื่อรุ่น Prospex Zimbe Limited Edition

Prospex_SRPA47J1_AD

ซึ่งรุ่นใหม่นั้นได้ออกแบบตัวเรือนโดยใช้ต้นแบบเป็นรุ่นในตำนาน ที่มีตัวเรือนแบบหลายชิ้น มีขนาดถึง 50.2 มิลลิเมตร และมีชื่อเรียกในวงการว่า Baby Tuna นั่นเอง หลายคนคงจะเริ่มคุ้นหูแล้วล่ะว่า ตัวเรือนทรง Baby Tuna นั้นอมตะขนาดไหน เพราะในปัจจุบันนาฬิกาดำน้ำตัวท็อปอย่าง Marinemaster เองก็มีตัวเรือนแบบ Baby Tuna เช่นกัน แต่สำหรับรุ่นพิเศษนี้ มาพร้อมหน้าปัดสีขาว หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบสารลูมิไบร์ทให้ความสว่างในเวลากลางคืนหรือบริเวณแสงน้อยได้อย่างชัดเจน ที่บริเวณ 3 นาฬิกามี ฟังก์ชั่นแสดงวันและวันที่ ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแบบ Hardlex Crystal ที่ป้องกันรอยขีดข่วนได้ ตัวเรือนผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลที่ใช้วิธีการผลิตแบบ Horning Finish เคลือบด้วยเซรามิกสีดำ ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง กลไกอัตโนมัติ 4R36 เครื่องรุ่นนี้เมื่อดึงเม็ดมะยมออกเพื่อตั้งเวลาเข็มวินาทีจะหยุดเดิน และยังสามารถขึ้นลานด้วยมือได้อีกด้วย ฝาหลังประทับโลโก้ Zimbe หรือฉลามวาฬ พร้อมเลขประจำตัวเรือนที่ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 1,286 เรือนอีกด้วย กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตรตามสไตล์นาฬิกาดำน้ำจาก Seiko สวมใส่ด้วยสายยางสีดำคุณภาพสูงพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล และกล่องของรุ่นนี้ยังประทับตราสัญลักษณ์ Zimbe   ไว้เพิ่มความพิเศษให้กับผู้ครอบครองเพิ่มขึ้นอีกระดับ

สำหรับแฟนๆ Seiko ที่ชื่นชอบนาฬิการุ่นพิเศษนั้น อย่ามัวแต่จับจ้อง ให้รีบจับจอง มิเช่นนั้นอาจจะต้องน้ำตาตกในกันแน่ๆ แล้วจะหาว่าเราไม่เตือน

Related Post

นาฬิกาที่มาพร้อมฟังก์ชั่นช่วยกระตุ้นให้คุณอยากลุกขึ้นมาขยับร่างกาย

healthy times

หนุ่มๆ รุ่นเดอะอายุสัก 40-50 ที่ปากบอกว่าจะหันกลับมาเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนั้น ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นข้ออ้างที่จะซื้อนาฬิการุ่นล่าสุดที่มาพร้อมฟังก์ชั่นตรวจวัดกิจกรรมประจำวัน และฟังก์ชั่นกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาขยับร่างกายสักเรือนสองเรือนมากกว่า เอาเป็นว่า เรามาดูว่านาฬิกาที่มาพร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ เหล่านั้นมีเรือนไหนน่าสนใจ และเสริมลุคของคุณให้ดูดีขึ้นไปอีก

caviar_cmjn300

Apple

รุ่น: Apple Watch

คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับนาฬิกา Apple Watch เพราะเป็นเหมือนราชินีที่ไม่มีใครมาทาบทามได้ในเรื่องของสมาร์ทวอตช์ ในขณะที่กำลังรอคอย Apple Watch รุ่นสองอยู่นั้น ทาง Apple ก็ได้เตรียมอัพเดทระบบปฏิบัติการระบบใหม่ WatchOS3 ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม นาฬิการุ่นล่าสุดที่ว่านี้ ยั่วยวนใจด้วยสายข้อมือโลหะถัก และยังประกอบไปด้วยเครื่องวัดชีพจรหัวใจ เซ็นเซอร์วัดความเร่ง และวัดความเร็วเชิงมุม นอกจากนั้นยังมีตัววัดสภาพแสงแวดล้อม ลำโพงไมโครโฟน และยังเชื่อมต่อไวไฟและบลูทูธได้ด้วย  ตัวเรือนทำจากโลหะไร้สนิมสีดำขนาด 42 มิลลิเมตร สายข้อมือแบบเชือกถักจากมิลาน

ราคา: 849 ยูโร www.apple.com

คาเวียร์ Baeri Origine จากเมือง Ultrïea

amandes_cmjn300

Fossil

รุ่น: Q Crewmaster

นาฬิกาเรือนนี้เพิ่งจะได้เข้าร่วมในคอลเลกชั่น Q ของ Fossil (ฟอสซิล) เป็นนาฬิกาสปอร์ตที่มาพร้อมเครื่องคำนวณการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟน แอนดรอยด์หรือแอปเปิ้ล ตัวเรือนมีระบบสั่นแจ้งเตือนอีเมล และข้อความเข้า ในขณะที่หน้าจอเล็กๆ ในตำแหน่งเลข 6 จะคอยบอกคุณว่าออกกำลังกายไปถึงไหนแล้ว และยังคอยเตือนเพื่อที่คุณจะได้ไม่ออกนอกลู่นอกทางมีตัวคำนวณการเคลื่อนไหว และการนอนหลับ กลไกลานแบบควอตซ์ มีเข็มบอกชั่วโมง และนาที ตัวเรือนทำจากเหล็ก สายข้อมือทำจากยางสีดำพร้อมบานพับเหล็ก

ราคา: 179 ยูโร www.fossil.com

ถั่วอัลมอนด์ มีขายที่ La Grande Epicerie de Paris

chocolat_cmjn300

Withings

รุ่น: Activité- Steel

ด้วยความที่เป็นผู้บุกเบิกในด้านนาฬิกาอนาล็อก ที่ติดตั้งเครื่องคำนวณการเคลื่อนไหว ทำให้นาฬิกา Withings (วิทธิงส์) แตกต่างจากแบรนด์อื่นด้วยความประณีตขั้นสูงอันเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ ตัวเรือนมีขนาดเพียง 36.3 มิลลิเมตรเท่านั้น ถึงเป็นข้อได้เปรียบอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่แค่นั้น การใช้งานแบบสองฟังก์ชั่นร่วมกันในนาฬิกาเรือนนี้ ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากที่สุดอีกด้วย ตัวคำนวณการเคลื่อนไหวบอกทั้งการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ และการนอนหลับ กลไกลานแบบควอตซ์ มีเข็มบอกชั่วโมง และนาที ตัวเรือนทำจากเหล็ก และสายข้อมือทำจากหนังสีดำพร้อมบานพับเหล็ก

ราคา: 220 ยูโร www.withings.com

ช็อกโกแลต 72% ของ Michel Cluizel มีขายที่ La Grande Epicerie de Paris

the_cmjn300

Motorola

รุ่น: Moto 360

นาฬิกาข้อมือ Moto 360 รุ่นที่สองได้อาศัยการอัพเดทระบบใหม่เพื่อให้ตามทันคู่แข่งแบรนด์อื่น ดังนั้นผู้สวมใส่จึงจะได้ชื่นชมทั้งดีไซน์ของตัวเรือนที่บรรจงสร้าง และได้ดื่มด่ำกับโอกาสในการเลือกขนาดตัวเรือนระหว่าง 46 และ 42 มิลลิเมตร นอกจากนั้นนาฬิกาเรือนนี้ยังมีข้อได้เปรียบอื่นๆ อีกคือ ตัวคำนวณแสงสว่างที่ปรับความสว่างหน้าจอได้อย่างอัตโนมัติ การเชื่อมต่อไวไฟได้อย่างมีอิสระกว่าเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟน ในเรือนประกอบด้วยตัวคำนวณสภาพแสงแวดล้อม ตัววัดระดับการเต้นของหัวใจ และตัวเชื่อมต่อไวไฟ ตัวเรือนทำจากเหล็ก และสายข้อมือทำจากหนังสีดำพร้อมบานพับทำจากเหล็ก

ราคา: 299 ยูโร www.motorola.com

ชาคลายเครียด มีขายที่ร้านชา Mariage Frerés

champagne_cmjn300

Frédérique Constant

รุ่น: Horological Smartwatch

Frederique Constant (เฟรเดอริก กองสตอง) เป็นนาฬิกาสวิสแบรนด์แรกที่ผลิตนาฬิกาข้อมือแบบนี้ เพิ่งเปิดตัว Horological Smartwatch รุ่นที่สองไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยนาฬิการุ่นล่าสุดนี้ยังคงรักษาเนื้อแท้ของแบรนด์ไว้ได้ คือ ดีไซน์นาฬิกาสวิสแบบขนานแท้ แต่ได้เพิ่มระบบบางอย่างลงไปในแผงปฏิบัติการของนาฬิกาด้วย เช่น ระบบคำนวณการเคลื่อนไหวและการนอนหลับอัจฉริยะ และฟังก์ชั่น Worldtimer เพื่อดูเวลาได้รอบโลกแบบไม่ต้องตั้ง ระบบลานแบบควอตซ์ มีเข็มบอกชั่วโมง นาที และวันที่ ตัวเรือนและสายข้อมือทำจากเหล็ก พร้อมตัวล็อกแบบฝาพับปรับได้ทำจากเหล็กเช่นกัน

ราคา: 1,095 ยูโร

www.frederiqueconstant.com

ถ้วยปากกว้าง จาก The Conran Shop

riz_cmjn300

Huawei

รุ่น: Huawei Watch

นาฬิกาแบรนด์ Huawei (หัวเหว่ย) จากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนได้เข้ามาตีตลาดยุโรปมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว โดยได้ Mario Testino (มาริโอ้ เทสทิโน) มาทำแคมเปญการตลาดให้ ถ้าพูดถึงเรื่องลุคแล้ว นาฬิการุ่นนี้ถือว่าเป็นเรือนที่ใส่สบายที่สุด ถึงแม้ตัวเรือนจะมีขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งประกอบมือพร้อมเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา นอกจากนั้นยังเป็นนาฬิกาเรือนแรกๆ ที่ได้รับการหล่อด้วยระบบ Android Wear ซึ่งเชื่อมต่อกับ iPhone ได้ มีเซ็นเซอร์วัดความเร็วเชิงมุม ความเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ และเครื่องวัดความกดอากาศ พร้อมด้วยไมโครโฟน และเชื่อมต่อบลูทูธได้อีกด้วย ตัวเรือนทำจากเหล็ก สายข้อมือทำจากหนังสีดำพร้อมบานพับเหล็ก

ราคา: 399 ยูโร www.huawei.com

ข้าวเปลือกดำ Venere จาก Casale Paradiso มีขายที่ La Grande Epicerie de Paris

Related Post

Omega ลุยตลาดออนไลน์พร้อมเปิดตัวรุ่น Speedmaster “Speedy Tuesday”

พูดได้ว่า Omega เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิการะดับไฮเอนด์แบรนด์แรกๆ ที่ได้เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อโดยไม่ต้องไปถึงหน้าบูติกหรือตัวแทนจำหน่ายให้เสียเวลา ทั้งยังสะดวกต่อในการดูข้อมูลรายละเอียดของแต่ละรุ่นได้อย่างง่ายดาย

Omega Marine

Omega Marine

และในการเปิดตัวครั้งนี้ก็มัดรวมไปกับการเปิดตัว Omega รุ่น Speedmaster “Speedy Tuesday” ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากโมเดล  “Alaska Project III” เพื่อให้ NASA ได้น้ำไปใช้งานจริงๆ บนอวกาศในปี 1978 โดยรุ่น “Speedy Tuesday” นั้นจะผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 2,012 เรือน ผ่านอินสตาแกรม @OMEGA ส่วนเหล่าสาวกคนไหนที่กำลังหมายปองหรือถูกใจก็สามารถจองได้บนหน้าเว็บไซต์ omegawatches.com
และที่สำคัญคุณยังสามารถเลือกหมายประจำเลขตัวเรือนได้อย่างอิสระตามความต้องการอีกด้วย

Related Post

HM8 เรือนเวลาที่มีคาแรกเตอร์จัดจ้าน จาก MB&F

The Beauty of Engineering

MB&F เป็นแบรนด์นาฬิกาอิสระสัญชาติสวิส ก่อตั้งโดยผู้ชายที่ความหลงใหลในการทำนาฬิกากลไกอย่าง Maximilian Büsser (แม็กซิมิเลียน บุสเซอร์) และผองเพื่อน ในปีค.ศ. 2005 เรื่องราวการก่อร่างสร้างแบรนด์ของเขานั้นเต็มไปด้วยสีสันพอที่จะเอาไปทำเป็นหนังฮอลลีวูดได้สบายๆ

maximilian_buesser_2016-copyright-hung-h5-production

จากเด็กชายลูกครึ่งอินเดีย-สวิสที่แปลกแยกจากสังคม แปรเปลี่ยนปมในวัยเด็กและความหลุ่มหลงในโลกการ์ตูนญี่ปุ่นมาเป็นนาฬิกาชั้นสูง ไอเดียการทำธุรกิจของเขานั้น สวนทางกับผู้บริหารที่จบ MBA อย่างเช่นปีที่ผ่านมาความต้องการนาฬิกา MB&F สูงกว่ากำลังการผลิต 35 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงขยายโรงงาน แต่แม็กซิมิเลียนเลือกที่จะลดจำนวนผู้แทนจำหน่ายลงหนึ่งในสามแทน

HM8 คือนาฬิกาคอลเลกชั่นล่าสุดของ MB&F สำหรับแฟนตัวจริงอาจจะสงสัยว่า HM7 หายไปไหน? เพราะก่อนหน้านี้ คือ HMX รุ่นฉลองครบ 10 ปี และ HM6 แล้วข้ามมา HM8 เลย “จริงๆ แล้วเราวางแผนที่จะเปิดตัว HM7 และ HM8 ปีนี้ ทั้งสองรุ่นนี้อยู่ในสายพานการเปิดตัวเรียบร้อยแล้ว” แม็กซิมิเลียนบอกว่า เขาตัดสินใจพัก HM7 ไว้ก่อน เพราะอยากเปิดตัวนาฬิกาปีละรุ่น และที่เลือก HM8 เพราะเป็นนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันรถยนต์ Can-Am การแข่งขันรถยนต์ระหว่างแคนาดาและอเมริกา ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1966 (Canadian-American) ซึ่งช่วงเวลาที่เปิดตัว HM8 นั้นเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Can-Am พอดีhm8_rt_rear_hres

แล้วทำไมถึงไม่เรียกนาฬิการุ่นนี้ว่า HM7 เสียเลยล่ะ? แม็กซิมิเลียน ให้เหตุผลว่า “8 เท่ากับ 5 บวก 3” กล่าวคือ HM8 เป็นผลรวมของพลังครีเอทีฟระหว่างนาฬิการุ่น HM5 และ HM3 “HM5 เป็นนาฬิการุ่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งคลาสสิก Lamboghini ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นนักออกแบบรถยนต์สุดๆ” เอกลักษณ์สำคัญของ HM5  คือ กลไกนาฬิกาที่วางตัวแนวราบ แต่แสดงผลในแนวตั้งเฉพาะการออกแบบรายละเอียดของฟังก์ชั่นส่วนนี้ก็ใช้เงินในการพัฒนาหลายสิบล้านเข้าไปแล้ว ถ้ามองในเชิงธุรกิจ นี่ถือเป็นการลงทุนที่บ้าคลั่งเอามากๆ ส่วนที่หยิบยืมมาจาก HM3 คือ โรเตอร์รูปขวาน Battle Axe ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากการ์ตูนหุ่นยนต์พิฆาต Grendizer ที่เขาชื่นชอบ

ความโดดเด่นของ HM8 อีกอย่างคือ เขาตัดสินใจเรียกนาฬิการุ่นนี้ว่า Can-Am ศัพท์เฉพาะที่คอรถยนต์ตัวจริงเท่านั้นที่จะรู้จัก

hm8_rt_hres

กล่าวคือ HM8 เป็นการผสมผสานระหว่าง HM3 และ HM5 มีทั้งรุ่นที่ทำจากทองคำขาว (HM8 CAN-AM WT) และรุ่นที่ตัวเรือนทำจากเรดโกลด์ (HM8 CAN-AM RT) หน้าปัดเป็นแเซฟไฟร์ที่มองทะลุเห็นโรเตอร์ทองคำรูปขวาน Battle Axe “ทำให้คุณได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใส่ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของนาฬิกา” แม็กซิมิเลียน อธิบายที่มาที่ไป ส่วนช่องหน้าต่างแสดงเวลาสองทิศทางแบบจัมปิ้งอาวร์ ใช้ปริซึ่มสะท้อนภาพให้อยู่ในแนวตั้ง ความเท่ อีกอย่างคือโรลบาร์สองข้างที่ปกป้องหน้าปัด ทำให้ดูเหมือนคุณจอดรถแข่งไว้บนข้อมือ

Related Post

หนึ่งในนาฬิกาเรือนล่าสุดจาก Tudor ที่เพิ่งจะคว้ารางวัลนาฬิกาที่มีความโดดเด่นมาจาก GPHG

tudor-black-bay-bronze-1

แต่แต่นาฬิกา Tudor Heritage Black Bay Bronze รุ่นนี้ได้เปิดตัวก็มีแววว่าจะฉายแสงเจิดจรัสและคงจะอนาคตดีแน่ๆ และตั้งแต่ครั้งที่เปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาคงจะไม่มีใครคิดเช่นเดียวกับเราแน่ๆ ว่านาฬิกาเรือนนี้จะไปคว้ารางวัลอะไร แต่ล่าสุดในงานประกาศผล GPHG หรือ Grand Prix d’Horlogerie de Genève ผลปรากฏว่า Black Bay Bronze ได้รางวัล Petite Aiguille Prize ในฐานะนาฬิกาที่มีความโดดเด่นในระดับราคาขายปลีกไม่เกิน 8,000 สวิสฟรังก์ ก็คงจะทำให้แฟนๆ Tudor นั้นได้ใจชื้นและมีหนึ่งหัวข้อในการพูดคุยถึงนาฬิกาบนข้อมือตัวเองมากขึ้นไปอีก

Related Post

เยือนโรงงานผลิตนาฬิกา TAG Heuer เบื้องหลังเครื่องจักรผลิตนาฬิกาอันล้ำสมัย

Modern Mechanics

เยือนโรงงานผลิตนาฬิกา TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ชมเบื้องหลังเครื่องจักรผลิตนาฬิกาอันล้ำสมัยและฝีมือของช่างผลิตนาฬิกาชั้นครูที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็งอยู่ในโรงงาน

lcdf_facade_w1

“สายการผลิต” นั้นคืออะไรกันแน่ ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีนิยามที่สั้นๆ อธิบายได้ง่าย แต่ตามความเข้าใจของทุกคนแล้ว อุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมอบรางวัลอันสูงค่าให้กับ
บริษัทนาฬิกาที่มีเครื่องเป็นของตัวเอง และสามารถผลิตแท่นเครื่อง สะพานจักร และสะพานจักรกรอกได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ นั้นก็พอจะอะลุ่มอล่วยได้ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่สามารถสรรค์สร้างอุปกรณ์สำหรับการผลิตและอะไรต่อมิอะไรในเรือนเวลาได้อย่างไม่จำกัด คุณสามารถวางใจในฝีมือของพวกเขาโดยไม่จำเป็นต้องผลิตชิ้นส่วนทุกชิ้นด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้

cornol_four_w1

ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ TAG Heuer เริ่มต้นก้าวแรกที่สำคัญของแบรนด์โดยการเข้าสู่วงจร “สายการผลิต” อย่างเต็มตัวเมื่อปีค.ศ. 2010 โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อบริษัทซัพพลายอะไหล่คนสำคัญอย่าง ETA ตัดสินใจที่จะกำหนดข้อจำกัดครั้งยิ่งใหญ่ในการซัพพลายชิ้นส่วนต่างๆ ให้กับโรงงานนาฬิกา ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับการตัดสินใจเปิดแผนกพัฒนาและทดลองผลิตเครื่องภายในที่ TAG Heuer ตัดสินใจอนุมัติเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ เพราะมันจำเป็นต้องอาศัยเวลายาวนานในการวิจัยและพัฒนาเครื่องนาฬิกาที่เที่ยงตรง ไว้ใจได้ และอยู่ในต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อที่จะสามารถผลิตจำนวนมากได้แม้ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทุกอย่างต้องพึ่งคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาที่มากับฟังก์ชั่นจับเวลาแบบดั้งเดิมนั้น TAG Heuer จึงจำต้องเก็บอัตลักษณ์ของแบรนด์ไว้แบบทิ้งไม่ได้ และก็เป็นที่แน่นอนว่า ฟังก์ชั่นจับเวลานั้นถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศิลปะในการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม ถึงแม้ว่าจะมีตัวเครื่องอัตโนมัติอย่าง Caliber ETA 7750 มาทดแทนได้แล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม กลไกอันซับซ้อนในเรือนเวลานั้น ถึงแม้ว่าจะดูมีขนาดเล็กจิ๋วไม่สลักสำคัญมากนักก็ตาม แต่ละชิ้นส่วนนั้นจำเป็นต้องอาศัยทั้งเวลาและความเชี่ยวชาญทั้งจากวิศวกรและช่างฝีมือเป็นอย่างมากในการศึกษาและพัฒนา และด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เครื่องอัตโนมัติเครื่องแรก Caliber 1887 ที่ออกมาในปีค.ศ. 2010 นั้นก็ถือเป็นเครื่องจับเวลาที่มีความเที่ยงตรงสูงที่ผลิตโดย TAG Heuer เอง ซึ่งก็ส่งผลให้เครื่องนาฬิการุ่นใหม่เอี่ยมอย่าง Heuer 02 T (ที่เปิดตัวในงาน Baselworld 2016) นั้นมีระบบขึ้นลานอัตโนมัติ ฟังก์ชั่นจับเวลา และฟังก์ชั่นตูร์บิญงพร้อมกรงที่ทำจากคาร์บอนน้ำหนักเบาแต่เหนียวและยืดหยุ่นได้ดี ซึ่งผลลัพธ์แห่งความเที่ยงตรงของเครื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันด้วยประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงที่แบรนด์ได้รับ และก็เป็นประกาศนียบัตรที่ไม่ใคร่จะมอบให้กับนาฬิกาตูร์บิญงเท่าใดนัก

lcdf_etancheite_w1

จาก T0 จนถึง T3

วงการนาฬิกา โดยเฉพาะสายการผลิตแบบใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นต้องการโครงสร้างการผลิตที่ชัดเจน ในโรงงานการผลิตจึงแบ่งลำดับขั้นตอนในการผลิตแยกส่วนอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ชิ้นส่วนโลหะพื้นฐานไล่เรียงไปจนถึงขั้นตอนที่นาฬิกาเสร็จสมบูรณ์ เป็นที่แน่นอนว่า
ในตอนต้นนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะประกอบไปด้วย ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ วิศวกร และดีไซเนอร์ที่ทำงานร่วมกันที่เมือง La Chaux-de-Fonds ซึ่งก็มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องพื้นฐานทั้งหมดของนาฬิการุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่อง ตัวเรือน หน้าปัด เข็ม หรือสาย วิศวกรผู้ออกแบบตัวต้นแบบนั้นจะทำงานร่วมกับสำนักงานใหญ่เป็นเสมือนผู้แปลงทฤษฎีที่ออกแบบโดยคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นนาฬิกาเรือนจริงที่ใช้การได้ หลังจากการทดสอบต่างๆ ในห้องทดลองที่ถูกเรียกกันติดปากว่า “ห้องเชือด” และปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งนาฬิกาเรือนนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงค่อยส่งไปผลิตในสายการผลิตเพื่อนำออกขายในท้องตลาด

cornol_usinage_w1

ในช่วงต้นๆ ของการพัฒนาและผลิตส่วนประกอบเครื่องนั้น จะมีธรรมเนียมเรียกขั้นตอนนี้ว่า T0 ซึ่งก็จะตามมาด้วยขั้นตอน T1 ซึ่งหมายถึงกระบวนการทดลองประกอบชิ้นส่วนกลไกภายในหลายชิ้น เพื่อที่จะ
ให้ออกมาเป็นเครื่องนาฬิกาที่สมบูรณ์ สำหรับ TAG Heuer นั้น ทั้งสองขั้นตอนผลิตที่เมือง Chevenez เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ติดชายแดนประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการตัดสินใจก่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องนาฬิกาที่เมืองนี้นั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดมาแล้วอย่างถี่ถ้วน เพราะมันสามารถดึงดูดช่างทำนาฬิกามีฝีมือจากอีกฟากชายแดนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ไม่ยากนัก ในปัจจุบันนี้ โรงงานผลิตแห่งนี้มีพนักงานผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องนาฬิกาอยู่กว่า 40 ชีวิต

lcdf_constructeurmouvement_w1

กระบวนการผลิตและสร้างสรรค์แท่นเครื่องและสะพานจักรนั้นเกิดขึ้นในตึกหน้าตาทันสมัยในเมือง Fleury ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โดยเครื่องจักรเหล่านี้นั้นสามารถทำงานได้หลากหลายและสามารถทำงานต่อเนื่องกันได้โดยไม่สะดุด หลังจากที่มันจบงานขั้นตอนหนึ่งแล้ว มันก็จะส่งชิ้นงานนั้นไปยังเครื่องจักรตัวถัดไปเพื่อเริ่มกระบวนการต่อไปได้ทันที กระบวนการจักรกลที่แม่นยำแบบนี้นั้นเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องของความแม่นยำที่เครื่องนาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นจับเวลาต้องการ หลังจากที่ผิวของตัวเรือนเสร็จสิ้นกระบวนการฟินิชชิ่งแล้ว เครื่องจักรเหล่านี้ยังสามารถทำหน้าที่ฝังเพชรบนตัวเรือนต่อได้อีกด้วย และมันก็สามารถทำงานละเอียดอ่อนเหล่านี้ได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ ไม่มีปัจจัยเรื่องความเหน็ดเหนื่อย
เมื่อยล้าแบบแรงงานมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

artecad_posesln_w1

และในตึก Atelier T1 ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก กว่า 100 ขั้นตอนกระบวนการเกิดขึ้นเพื่อประกอบชิ้นส่วนคุณภาพสูงต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้กลายมาเป็นเครื่องนาฬิกาที่เที่ยงตรงที่สุด อุปกรณ์หลักๆ นั้นไปอยู่ที่สายการผลิตของโรงงาน Lecureux ซึ่งกำหนดมาตรฐานการผลิตทั้งหมดโดย TAG Heuer มีจอฉายภาพกระบวนการทุกขั้นตอนให้กับผู้เชี่ยวชาญที่คุมเครื่องจักรได้เห็น กระบวนการหล่อลื่นโดยใช้คนหยอดน้ำมันแบบดั้งเดิมนั้นถูกยกเลิกไป แต่ใช้เครื่องจักรที่มีความแม่นยำคำนวณปริมาณน้ำมันและหยอดลงไปในแต่ละขั้นตอน ซึ่งก็เป็นการจำกัดความผิดพลาด
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความใส่ใจและความละเอียดอ่อนนั้นถือเป็นกระบวนการสำคัญในการผลิตช่วงนี้ และเมื่อกระบวนการผลิตสิ้นสุดลง ก็จะมีกระบวนการตรวจเช็คและแยกคุณภาพอย่างระมัดระวัง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่อง 1887 และ Heuer 01 จะเป็นผู้เข้ามาจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองทีละเคส

lcdf_emboitage_w1

เมื่อเครื่องเดินทางมาถึงเมือง La Chaux-de-Fonds แล้ว 
ก็มีการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการปรับโครงสร้างภายในองค์กรครั้งใหญ่ที่เมือง Chevenez ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สายพานการผลิตนั้น
ก็มีคุณภาพสูงขึ้น และอัตราการผิดพลาดก็ลดน้อยลงแบบเห็นได้ชัดเจน หลังจากนั้นแผนก T2 และ T3 ก็รับหน้าที่ดำเนินการต่อ พวกเขารับผิดชอบเรื่องการประกอบชิ้นส่วนหน้าปัด เข็ม การเข้าตัวเรือน และการใส่สาย ไปจนถึงเรื่องการตีตราและออกเอกสารรับรอง จนสิ้นสุดที่การตรวจสอบคุณภาพครั้งสุดท้าย Jean-Claude Biver (ฌ็อง-คล็อด บีเวอร์) ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่หนึ่งเสมอ

lcdf_labo_chocs_w1

เรื่องเล่ารอบตัวเรือน

ไม่ไกลจากเมือง Chevenez คือที่ตั้งของเมือง Cornol ที่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกว่า 140 ชีวิตได้ร่วมมือกันผลิตตัวเรือนด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ตัวเรือนหลากหลายวัสดุถูกผลิตขึ้นเพื่อเรือนเวลาของ TAG Heuer ตั้งแต่รุ่น Aquaracer ไปจนถึงรุ่น Monaco ซึ่งเครื่องจักรหน้าตาดุดันเหล่านี้
ก็ทำงานกันอย่างต่อเนื่องเข้มแข็ง

เริ่มต้นการผลิตด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ ในการที่จะผลิตตัวเรือนอันซับซ้อนจากแผ่นสเตนเลสสตีลหนึ่งแผ่นนั้น ต้องอาศัยกระบวนการปั๊มขึ้นรูปถึงสิบครั้ง โดยใช้เครื่องปั๊มหลายรูปแบบซึ่งควบคุมโดยคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำสูงสุด และในแวดวงการสรรค์สร้างกลไกนาฬิกา ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวเรือนก็จะจัดการตัด ตกแต่ง และเจียรชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างประณีตบรรจงจนกระทั่งได้ชิ้นส่วนตัวเรือนที่สมบูรณ์แบบมาประกอบเป็นตัวเรือน

artecad_frappe_w1

หลังจากขั้นตอนการปั๊มเสร็จสิ้นแล้ว เครื่องจักรอีกส่วนก็จะเจาะรูและประกอบเดือยต่างๆ จัดการลบเหลี่ยมมุม และดำเนินการจนกระทั่งกระบวนการตัวเรือนเสร็จสิ้น อีกครั้งหนึ่งที่มนุษย์และเครื่องจักรจะต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด งานบางส่วนจำต้องอาศัยความแม่นยำไม่ผิดพลาดของหุ่นยนต์ ในขณะที่มนุษย์มีหน้าที่จบงานละเอียดที่เครื่องจักรอาจจะไม่แม่นยำเท่า ทุกขั้นตอนมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ตัวเรือนที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็หมายรวมถึงฝาหลังและขอบตัวเรือนด้วย

กระบวนการถัดไปต้องอาศัยห้องปลอดฝุ่น เพราะมันคือกระบวนการประกอบกระจกแซฟไฟร์ป้องกันหน้าปัด และการประกอบตัวเรือนทั้งหมดเพื่อให้นาฬิกากันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ การทดสอบแรงกด และการเช็คคุณภาพโดยรวมอีกครั้งหนึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ห้ามมีข้อผิดพลาด
เกิดขึ้นเป็นอันขาด และการทดสอบตัวเรือนนั้นก็โหดหินไม่ต่างจากการทดสอบเครื่องที่เกิดขึ้น ณ เมือง La Chaux-de-Fonds เพราะทุกอย่างจะต้องถูกตรวจสอบอย่างชัดเจนตามมาตรฐานอันสูงส่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพสูงสุดเท่านั้น

artecad_galvano_w1

หน้าปัดนาฬิกา

เบื้องหลังความพยายามและเทคนิคอันซับซ้อนในการผลิตหน้าปัดนาฬิกานั้นสามารถวัดได้จากอารมณ์ที่คุณสัมผัสได้ยามวางหน้าปัดอันสุดแสนจะสมบูรณ์แบบนั้นลงบนข้อมือของคุณและรัดสายนาฬิการอบข้อมือนั่นเอง ArteCad บริษัทลูกของ TAG Heuer (ที่ตั้งอยู่ในเขต Tramelan ทางตะวันตกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์) นั้นมีขีดความสามารถในการผลิตหน้าปัดทุกประเภท และใช้เทคนิคการผลิตอันซับซ้อนที่เชื่อกันว่าหายสาบสูญไปแล้วได้อย่างคล่องแคล่ว แม้กระทั่งการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ที่โดยปกติจะทำงานอยู่ที่เมือง La Chaux-de-Fonds นั้น เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านหน้าปัดที่นี่ก็จะสามารถหาทางออกให้กับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำหน้าปัดนาฬิการุ่นเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ หรือมาเพิ่มเติมออกแบบใหม่ให้ทันสมัยก็ตาม

lcdf_prototypage_w1

ความสลับซับซ้อนของหน้าปัดแบบใหม่ ยกตัวอย่างให้ชัดเจนก็รุ่น Carrera Heuer 01 และ Carrera Heuer 02T นั้นดูจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี่ หน้าปัดแบบสามมิตินั้นเมื่อก่อนก็มีแค่เพียงปั๊มตรานูน หรือมีกรอบนูนขึ้นมาล้อมรอบหน้าต่างบอกวันที่บนหน้าปัดเท่านั้น แต่
ในปัจจุบันนั้น หน้าปัดส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้น และฝีมือในการผลิตนั้นก็ต้องถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแสดงถึงทักษะในการประกอบงานแต่ละชิ้นให้ลงล็อกพอดีกัน ArteCad นั้นถนัดในเรื่องการประกอบชิ้นงานทองเหลืองที่ผ่านการปั๊ม ขัดเงา เคลือบเงา ปั๊มจมและปั๊มนูน รวมไปถึงการใช้ไข่มุกมาทำหน้าปัดสำหรับนาฬิกาสุภาพสตรีเพื่อเพิ่มความหรูหราและมูลค่าให้กับตัวเรือนอีกด้วย

การปั๊มนูนเล็กๆ บางอย่างนั้นต้องอาศัยทักษะอันชำนาญการของช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เครื่องจักรจะตัดมันออกมาจากชิ้นส่วนโลหะใหญ่ หลังจากนั้นก็จะขัดและเคลือบให้เรียบร้อย ArteCad นั้นก็เชี่ยวชาญเรื่องการเคลือบสารซูเปอร์ลูมิโนวา และผ่านความร้อนในเตาสั่งทำพิเศษ และการติดเครื่องหมายเหล่านั้นลงบนหน้าปัดนั้นก็ไม่ใช่ศาสตร์ที่ทำได้ง่ายนัก เพราะการประกอบติดนั้นคือการเจาะรูขนาดเล็กจิ๋วลงบนหน้าปัดก่อนประกอบให้เรียบที่สุด และเมื่อผู้ตรวจงานขั้นสุดท้ายจบงานนั้น ก็เท่ากับว่านาฬิกาข้อมือเรือนนี้ได้ผ่านกระบวนการผลิตมามากกว่า 100 ขั้นตอน ความพยายามทั้งหลายที่มันได้ผ่านมานั้นถือว่าคุ้มค่า เพราะเรือนเวลาเหล่านี้นั้นถือเป็น “หน้าฉากแห่งกาลเวลา” ที่จะคงทั้ง
ความคลาสสิกและเทคโนโลยีไว้ในตัวมันตราบนานเท่านาน

lcdf_labo_w1

เครื่อง ตัวเรือน และหน้าปัดนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประกอบสร้างเป็นเรือนเวลาสุดคลาสสิกของ TAG Heuer เท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์หลากหลายสาขาที่ร่วมมือกันผลิตเรือนเวลาอันล้ำค่านั้นถือว่าเป็นผู้ร่วมสรรค์สร้างประวัติศาสตร์แห่งเรือนเวลาไปพร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัยอีกด้วย

Related Post