Hubolt Big Bang Unico Summer Purple

 Author: Sethapong Pawwattana

Hublot (อูโบลท์) เกาะติดเทรนด์ซัมเมอร์ฝั่งยุโรปปีนี้ ด้วยการเปิดตัว Big Bang Unico (บิ๊ก แบง ยูนิโค) ในเฉดสีใหม่ล่าสุดนั่นคือสีม่วง ความสดใสและเต็มไปด้วยสีสันเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับแคมเปญใหม่ ‘Summer in the City’ (ซัมเมอร์ อิน เดอะซิตี้) ของ Hublot เช่นเดียวกับ summer edition ใหม่ของนาฬิการุ่นไอคอนิกของแบรนด์อย่าง Big Bang Unico

ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา โดยตัวเรือนอโนไดซ์ตกแต่งด้วยงานขัดแต่งซาตินและขัดเงามาในโทนสีม่วงทั้งหมด ซึ่งเป็นสีที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างสรรค์เฉพาะ ทนทาน ป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนและแรงกระแทกต่างๆ

หัวใจการทำงานของ Big Bang Unico Summer ขับเคลื่อนด้วยกลไก HUB1280 manufacture caliber (เอชยูบี 1280 แมนูแฟคเจอร์ คาลิเบอร์) กลไกจักรกลโครโนกราฟที่มาพร้อมกับคอลัมน์วีลซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านทางหน้าปัด และให้พลังงานสำรองได้ 72 ชั่วโมง เข็มชี้และเครื่องหมายขีดบอกเวลามาในเฉดสีม่วงเดียวกัน เสริมความสามารถในการมองเห็นและเติมเสน่ห์ให้กับนาฬิกานี้ด้วยสัมผัสสารเรืองแสงสีขาว

มาพร้อมกับสายสองเส้นในสีเดียวกันโดยสายแรกมาในรูปแบบของสาย Velcro(เวลโคร) เย็บตะเข็บสีเดียวกันผนึกด้วยตัวพับล็อกสายสไตล์สปอร์ต และสายที่สองเป็นสายยางธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทั้งสองสายมาพร้อมระบบ One-Click (วัน-คลิก) และตัวพับล็อกสายสามารถถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Hublot

Wondrous Timepieces

Author: Sethapong Pawwattana

เมื่อ 50 ปีก่อนที่ La Chaux-de-Fonds Gucci Swiss Timepieces ได้ทำให้โลกรู้จักกับการออกแบบนาฬิกาในรูปแบบใหม่ ในปี 1972 พร้อมกับการออกแบบมาตรฐาน Swiss-made ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นทางเทคโนโลยี การยกระดับวัสดุ และศิลปะการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปี Gucci ได้เปิดตัวนาฬิกาชั้นสูงที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

ในปี 2022 Gucci ได้นำเสนอคอลเลกชั่นที่สองของนาฬิกาชั้นสูงที่งาน Gucci Wonderland ในเจนีวา คอลเลกชั่นได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่จัดงานที่มีมนต์ขลังสถานที่ที่มีความซับซ้อนของการผลิตนาฬิกาที่ประณีตที่ควบคู่ไปกับเหล่าอัญมณีที่เหมือนสายรุ้งและความมหัศจรรย์ของสรวงสวรรค์ การเข้าสู่จักรวาลอันน่าหลงใหลนี้เปรียบเสมือนการถูกเหวี่ยงไปยังขบวนรถไฟเหาะที่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวกลไกขับเคลื่อนของนาฬิการุ่นใหม่ที่ออกแบบโดย Gucci ซึ่งครั้งนี้เรานำมาให้ชม 2 รุ่นก่อน

GUCCI 25H SKELETON TOURBILLON

GUCCI 25H SKELETON TOURBILLON มาพร้อมกับกลไก flying tourbillon รุ่นใหม่สำหรับ Gucci โดยเฉพาะ พร้อมด้วยตัวเรือนหนา 8 มม. ที่ดูทันสมัย และหน้าปัดแบบซีทรูที่มีเสน่ห์ เนื่องจากตัวนาฬิกาได้รับการออกแบบมาให้อยู่รอบๆ กลไก จึงทำให้เกิดภาพลวงตาอันน่าอัศจรรย์ของกลไกต่างๆที่ลอยอยู่เหนือบริดจ์ไทเทเนียมขัดเงาซึ่งตัดผ่านหน้าปัดของนาฬิกา

นอกจากนี้ GUCCI 25H SKELETONTOURBILLON ยังมาพร้อมกับเข็มนาฬิกาสเกเลตันที่ช่วยเพิ่มเอฟเฟกต์แบบเป็นชั้นๆที่ละเอียดอ่อน และถือเป็นความสำเร็จของงานฝีมือ สไตล์ และทักษะที่ไม่ธรรมดา ซึ่งแสดงให้เห็นจากกลไก flying tourbillonที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ความซับซ้อนเหล่านี้คอยควบคุมการบอกเวลา ในขณะที่เทคนิคการออกแบบแบบกระจัดกระจายยังช่วยทำให้ดูทันสมัย GUCCI 25H SKELETON TOURBILLON ได้กลายเป็นเครื่องมือบอกเวลาสไตล์ retro-futuristic สำหรับข้อมือ ที่ทำขึ้นจากทองคำรีไซเคิล 100% มีให้เลือกทั้งในแบบสายเหล็กสีขาวและสีเหลือง และในแบบไทเทเนียมสีเทาเข้มพร้อมสายยาง

G-TIMELESS PLANETARIUM

G-TIMELESS PLANETARIUM เป็นรุ่นบุกเบิกที่เพิ่มเข้ามาในกลุ่มสินค้านาฬิกาชั้นสูง ด้วยรัศมีของอัญมณีรูปทรงสี่เหลี่ยมทั้ง 12 เม็ดที่ล้อมรอบอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา ทำให้ G-TIMELESS PLANETARIUM ส่องแสงอันล้ำค่าอยู่บนมุมมองที่เปลี่ยนแปลงตลอดของเวลาวงล้ออัญมณีจะถูกเปิดใช้งานเมื่อสัมผัสไปที่ปุ่มตัววงล้อจะหมุนไปรอบๆ หน้าปัดนาฬิกาเสมือนแสงไฟของงานเทศกาล การควบคุมการเปิด-ปิดอันน่าอภิรมย์นี้เกิดขึ้นได้ด้วยการประดิษฐ์ที่ก้าวล้ำของกลไก Dancing Hours Flying Tourbillon ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นใหม่สำหรับ Gucci มาพร้อมกับเพชรรูปดาวที่ชวนให้หลงใหลอยู่ตรงกลาง เข็มนาฬิการูปทรงลูกศร ส่วนการหมุนแต่ละครั้งของหน้าปัดนาฬิกาจะเป็นการย้ำเตือนถึงการเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีใหม่และสไตล์อิตาเลียนที่ไม่ตกยุคของ Gucci Swiss Timepieces สำหรับรุ่น G-TIMELESS PLANETARIUM จะมีจำหน่ายในรูปแบบสีขาว สีโรส หรือสีทอง ที่มาพร้อมกับวงล้อหมุนของซาโวไรท์สีเขียวแทนซาไนต์สีน้ำเงิน หรือเบริลสีเหลือง

Black is Eternity

เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ใน Geneva Watch Days 2022 ความโดดเด่นหนึ่งจาก BVLGARIที่นำเสนอมาเสมือนเทรนด์หลักก็คือสีดำ สีแห่งความลึกลับไร้กาลเวลา หากเอ่ยถึงความสง่างามและเสน่ห์เย้ายวนใจ คงยากจะปฏิเสธได้ถึงสีดำ ด้วยสีที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลาและยุคสมัยโดยคงไว้ซึ่งความทันสมัยได้เสมอ ด้วยการแสดงออกของทุกอย่างและบอกเป็นนัยได้ถึงทุกๆ สิ่ง ที่บุลการี สีดำยังผสมผสานไว้ด้วยวัสดุ โดยเฉดสีนี้ได้นำมาตกแต่งบนผลงานไอคอนิก ทั้ง เซอร์เพนติ ซีดัตทอรี (Serpenti Seduttori), เซอร์เพนติ สปิกา (Serpenti Spiga) และความล้ำสมัยสไตล์เมืองอย่าง บุลการี บุลการี (Bvlgari Bvlgari) ภายใต้วัสดุเซรามิกหรือสตีล ผ่านวิธีการเคลือบดีแอลซี (DLC) โดยทั้งสามคอลเลกชั่นนี้ได้เล่นกับเฉดสีเข้ม และสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่ประทับไว้ภายในภาพของการประดิษฐ์นาฬิกาอันแสนลึกลับและไร้กาลเวลาซึ่งเรานำบางรุ่นมาให้ชม

BVLGARI BVLGARI

ตำนานล่าสุดที่เติมเต็มเรื่องราวแห่งมหากาพย์บนแนวคิดของเฉดสีดำ และเป็นที่รู้จักกันอย่างดีผ่านอักษรย่อ บีบี (BB) นั่นคือ บุลการี บุลการี (BVLGARI BVLGARI) ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้สืบทอดเรื่องราวการเดินทางผ่านช่วงเวลามากว่าสี่ทศวรรษ พร้อมถ่ายทอดไว้ด้วยรูปทรงอันกลมมน เรียบง่ายและร่วมสมัย ในวันนี้ ยังพร้อมนำเสนอภายในสองเวอร์ชั่นใหม่ของตัวเรือนขนาด 33 มม. พร้อมทั้งกลไกควอร์ตซ์ และตัวเรือนขนาด 41 มม. ที่เต้นระรัวด้วยจังหวะอันเที่ยงตรงของกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ บีวีแอล คาลิเบอร์ 191 (BVL Calibre 191) รังสรรค์ขึ้นทั้งหมดด้วยความทันสมัยรับกับยุคสมัย ที่ทั้งสองเวอร์ชันได้เลือกใช้สีดำ 

BVLGARI BVLGARI – 103540

ตัวเรือนสตีลเคลือบดีแอลซีสีดำ ขนาด 41 มม. พร้อมด้วยเม็ดมะยมสตีล ประดับตกแต่งด้วยเซรามิกสีดำ ขอบตัวเรือนสตีล แกะสลักด้วยโลโก้คู่ สายสร้อยข้อมือสตีล เคลือบด้วยดีแอลซีสีดำ และตัวพับล็อกสาย  

BVLGARI BVLGARI – 103557

ตัวเรือนสตีลเคลือบดีแอลซีสีดำ ขนาด 33 มม. พร้อมด้วยเม็ดมะยมสตีล ประดับตกแต่งด้วยเซรามิกสีดำ ขอบตัวเรือนสตีล แกะสลักด้วยโลโก้คู่ สายสร้อยข้อมือสตีล เคลือบด้วยดีแอลซีสีดำ และตัวพับล็อกสายนี่คือตัวอย่างหนึ่งของความงามอันเป็นนิรันดร์ของสีดำที่ยังมีดีไซน์อื่นๆ อีกมากจากบุลการีซึ่งเร่ิมจะเผยโฉมออกมาเรื่อยๆ 

Time Travelling: Louis Vuitton Tambour Twenty

Author: Sethapong  Pawwattana

ในเวลาเพียงสองทศวรรษของการผลิตนาฬิกา Louis Vuitton ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหลงใหลในการผลิตนาฬิกาอย่างลึกซึ้ง และได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในอุตสาหกรรม ในปี ค.ศ.2002 เมซง(Maison) ได้เปิดตัวนาฬิกาที่ไม่เหมือนใคร Tambourคือความโดดเด่นและนวัตกรรม ด้วยรูปทรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นที่จดจำได้ง่าย ตัวเรือนทรงกลมแกะสลักจากบล็อกโลหะ และบ่าของตัวเรือนที่เป็นรูปสลักอันเป็นเอกลักษณ์ การเปิดตัวครั้งนี้เปิดประตูสู่โลกปิดของการผลิตนาฬิกาสำหรับ Louis Vuittonกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งคอลเลกชั่นนาฬิกาของ Louis Vuitton ไปแล้ว

หลายปีที่ผ่านมา Tambour ได้ทำให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ยังคงยึดมั่นใน DNA ของเมซงอยู่เสมอ การอุทิศให้กับ Art ofTravel และความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าหาญผสมผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับงานฝีมืออันยอดเยี่ยมด้วย Tambour Spin Time ในปี 2009 จึงได้คิดค้นวิธีแสดงเวลาขึ้นใหม่ด้วยลูกบาศก์ที่หมุนได้แทนเข็มนาฬิกาและดัชนีบอกเวลา ในปี 2011 La Fabrique du Temps ในเจนีวาและผู้ผลิตนาฬิการะดับมาสเตอร์อย่าง Michel Navas และ Enrico Barbasini ได้เข้าร่วมงานที่ท้าทายนี้กับ Louis Vuitton เพื่อสร้างนาฬิกาที่มีความพิเศษอย่างแท้จริง

Tambour Evolution เปิดตัวในปี 2014 มาพร้อมสายที่แข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. ในขณะที่ Tambour Slim รุ่นปี 2016 ในรุ่น Tourbillon ดูโฉบเฉี่ยวบนข้อมือ ด้วยโมเดล Tambour Moon ที่เปิดตัวในปี 2017 นาฬิกา Tambour ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเรือนกลมไว้ในขณะที่มีความโค้งของตัวเรือน จากนั้นในปี 2020 Tambour Curve ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการบอกเวลาอย่างแท้จริง ด้วยตัวเรือนไทเทเนียมและ Carbostratum เส้นโค้งนูนที่เหมือนจะยืดออกอย่างน่าประหลาดใจ กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญงที่แสนมหัศจรรย์ ประทับตราประทับเจนีวา (Poinon de Genéve) อันทรงเกียรติ  การจับคู่ที่ลงตัวระหว่างกลไกที่สลับซับซ้อนสูงและความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าหาญ

ในปี 2021 Tambour Carpe Diem ได้รับรางวัล Audacity Prize ที่ Grand Prix d’Horlogerie de Genéve ขณะที่ Tambour Street ได้รับรางวัล Diver’s WatchPrize การผลิตนาฬิกาของ Louis Vuitton ยังเชื่อมโยงกับนาฬิกาแบบ connected watch ด้วยเทคโนโลยีนี้อนาคตคือตอนนี้ ในปี 2022 เมซงได้เปิดตัวโมเดล Tambour Horizon Light Up ซึ่งเป็นนาฬิกาคอนเน็ค รุ่นที่ 3 แล้ว นาฬิกานี้เป็นเพียงการปฏิวัติวงการที่ไม่เพียงแต่จะมีความบรรเจิด เป็นมิตรกับการเดินทางและมีลูกเล่นเท่านั้น แต่ยังปรับแต่งสิ่งต่างๆ บนหน้าปัดได้ทั้งหมด จึงเหมือนการคงไว้ซึ่ง DNA ของเมซงอย่างแท้จริง

เวลาเพียงสองทศวรรษ Louis Vuitton ได้พิสูจน์ความถูกต้องตามขนบในวงการนาฬิกาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอกลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ และเหนือกาลเวลาของ Tambour ได้รวมเข้ากับนาฬิกาทุกหมวดตั้งแต่นาฬิกาคลาสสิกไปจนถึงกลไกการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนที่สุด โดยขึ้นอยู่กับตามความต้องการของผู้สวมใส่ โดยนาฬิกา The Tambour Twenty นี้มีทั้งแบบผู้ชายและแบบผู้หญิง การจับเวลา ทั้งยังนักประดาน้ำ และยังติดตั้ง Flying Tourbillon, a minute repeater, ซึ่งเป็นสักขีพยานในความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์ของช่างฝีมือของ Louis Vuitton เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองนาฬิกาที่ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ – Tambour อันเป็นไอคอนิก, La Fabrique du Temps Louis Vuitton ได้สร้างโมเดลฉลองครบรอบสุดพิเศษ

Tambour Twenty นำเสนอตัวเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและจดจำได้ในทันที เป็นการขานรับกับส่วนประกอบ tambour ของนาฬิกา ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “กลอง” นาฬิกาโดดเด่นด้วยรูปทรงผายออกมีความหนาที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและวางใจได้ บนตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.5 มม. อันเป็นเอกลักษณ์นี้มีตัวอักษรสิบสองตัวที่ประกอบกันเป็นชื่อ“หลุยส์ วิตตอง” ตามตัวเลขและดัชนี เช่นเดียวกับรุ่นปี2002 รุ่นสำหรับนักสะสมรุ่นนี้ยังมีหน้าปัดสีน้ำตาลซันบรัช พร้อมด้วยเข็มยาวสีเหลืองของโครโนกราฟที่เคลื่อนที่ไปโดยสีเหลืองนี้ล้อกับสีด้ายที่เคยใช้ในงานเครื่องหนังในอดีต

หน้าปัดย่อยที่สวยงามทั้งสองก็กลับมาอีกครั้งTambour Twenty ซึ่งกันน้ำได้ 100 เมตร รักษาเวลาด้วยการเคลื่อนไหวความถี่สูง  LV277 ตามสัญลักษณ์ Zenith El Primero ซึ่งเป็นโครโนกราฟอัตโนมัติตัวแรกที่เคยมีมา การเคลื่อนไหวนี้เกิดจากโรเตอร์ทองคำ 22 กะรัตและสำรองพลังงาน 50 ชั่วโมงแน่นอน จึงเป็นไอเท็มสำหรับนักสะสมตัวจริง โดยมีตัวเลขระบุไว้ในฝาหลังแบบสลัก Tambour Twenty ยังมาพร้อมดีไซน์อื่นๆ จากหลุยส์ ​วิตตอง อย่างหีบขนาดเล็กกรุภายนอกด้วยผ้าใบ Monogram เพื่อเป็นการรำลึกถึงมรดกการเดินทางของ Louis Vuitton และพิทักษ์ทรัพย์สินอันล้ำค่าของพวกเขาสืบต่อไป

Sign of the Times

เรือนเวลา และร่องรอยแห่งกาลเวลา ความคลาสสิกที่แยกจากกันไม่ออก

Photographer: number 45

Stylist: Teeratat Somudomsup

เปิดตัว Seiko Brand Friend กับนักแสดงมาดเท่ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และแคมเปญใหม่ล่าสุดของ Seiko Prospex Zimbe

SEIKO Thailand จัดงานเปิดตัวแคมเปญใหม่ของ SEIKO PROSPEX ZIMBE  นาฬิกาซีรีย์ยอดนิยม พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่  Zimbe 16 และ Zimbe 17 และกลับมาพร้อม Seiko Brand Friend คนแรกของปี 2022 อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม อย่างเป็นทางการ  โดยงานจัดขึ้นในค่ำวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ณ Sea Life Bangkok Ocean World สยามพารากอน โดย อากิระ ซากาอิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทยร่วมกล่าวเปิดงานพร้อมถือโอกาสนี้ในการขอบคุณแฟนไซโกที่ให้การสนับสนุนอย่างเสมอมาและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของทะเลประเทศไทยให้สวยงามขึ้นในทุกๆปีจากรายได้ส่วนหนึ่งของการจำหน่ายนาฬิการุ่น Prospex Zimbe และนาฬิกาดำน้ำรุ่นอื่นๆจากไซโกที่ได้นำไปจัดทำโครงการ Seiko Save The Ocean เพื่อดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 5 ปี

“ไซโกต้องการที่จะปลุกจิตวิญญาณของจิมเบขึ้นมาอีกครั้งจึงได้เปิดตัวนาฬิกาทั้งสองรุ่นอย่าง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 และ 17 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลามวาฬอย่างแท้จริง SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 16 นั้นมาในรูปแบบของ Baby Tuna ที่ตัวเรือนนั้นมีโครงสร้างของขอบตัวเรือนอีกชั้นหนึ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพความแข็งแรงทนทานและรองรับการดำน้ำเช่นเดียวกับผิวหนังของฉลามวาฬที่จะมีความหนา และมีเกล็ดเล็กๆเสมือนเกราะป้องกัน ส่วน SEIKO PROSPEX ZIMBE รุ่น 17 นั้นมาในรูปแบบ King Samurai ที่มีขอบตัวเรือนสีน้ำเงินเข้ม เปรียบเสมือนน้ำทะเลในช่วงกลางคืนที่ฉลามวาฬนั้นได้แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล” วรรฑนี วาทนากรณ์ (ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์การตลาดแห่งไซโก)กล่าว

Seiko Prospex Zimbe รุ่น 16 วางจำหน่ายพร้อมกัน 15 กันยายนนี้ ทั่วประเทศ และนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe รุ่น 17 เริ่มวางจำหน่ายแบบ Exclusive ในวันที่ 28 กันยายน นี้ ที่แรกในงาน Central International watch fair 2022 ที่เซ็นทรัลชิดลม และพร้อมจำหน่ายทั่วประเทศ  12 ตุลาคม โดยทั้ง 2 รุ่นจัดจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 1,000 เรือนเท่านั้นเฉพาะประเทศไทย

รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition จะถูกนำไปต่อยอด โครงการ Seiko save the ocean เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย

สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของไซโกได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

Website: https://www.seikowatches.com/th-th/products

FB: Seiko Club by Seiko Thailand

IG: Seiko_Thailand

Line: @Seiko_Thailand

YouTube: Seiko Club by Seiko Thailand

Twitter : @Seiko_Thailand

rhunrun เรียบเรียง

The new : TANK LOUIS CARTIER

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส มอบสัมผัสประสบการณ์ข้ามกาลเวลา จากแทงก์ (TANK) เรือนเวลาที่สร้างพลังและเรื่องราวประทับใจจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (TANK LOUIS CARTIER) เวอร์ชั่นล่าสุดที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดสี่เหลี่ยมลายกราฟิกซ้อนกรอบ และความเข้มขลังของหน้าปัดโมโนโครมในเฉดสีแดง สีประจำเมซง และสีเทาแอนทราไซต์ รวมไปถึงเรือนเวลารุ่น แทงก์ มัสท์ (TANK MUST) ที่ตอกย้ำความอมตะด้วยหน้าปัดดำสนิท เรียบขรึมไร้กาลเวลา

TANK LOUIS CARTIER (แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์)
แรงบันดาลใจในการรังสรรค์เรือนเวลาของคาร์เทียร์ คือแนวคิดที่ว่าเวลาอยู่กับเราทุกที่ ทุกขณะ เรือนเวลาคาร์เทียร์จึงมีเอกลักษณ์เด่นล้ำข้ามกาลเวลา ด้วยเส้นสายอันพิสุทธิ์ รูปทรงไร้ที่ติ และสัดส่วนที่ลงตัวทุกองศา แต่ละเรือนโดดเด่นอย่างไรในยุคของตน ก็จะเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต และคาร์เทียร์ แทงก์ก็เป็นตัวอย่างอันดีเลิศของความไร้กาลเวลา

ย้อนสัมผัสแรงบันดาลใจ
จากแทงก์สู่แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์
แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ มาพร้อมหน้าปัดสี่เหลี่ยมซ้อนกรอบ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ปรากฏครั้งแรกบนเรือนเวลามัสท์ เดอ คาร์เทียร์ เรือนเด่นจากยุค 1980 ด้วยตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดดเด่นตัดกับสายนาฬิกา และคานประกบตัวเรือนในแนวดิ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ แทงก์ ที่ถือกำเนิดในปี 1917 และเป็นสไตล์เอกลักษณ์ที่หวงแหนจากรุ่นสู่รุ่น คาร์เทียร์ แทงก์ เป็นเหมือนแนวคิดฐานรากที่ปูทางไปสู่เวอร์ชั่นต่อๆ มา และแตกแขนงออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในปี 1922 คาร์เทียร์ แทงก์ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่หมด เพิ่มความยาวของตัวเรือน เกลาคานประกบตัวเรือนให้บางลง และเพิ่มความโค้งมน ผลลัพธ์คือเรือนเวลา แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้หน้าปัดโมโนโครมเช่นเดียวกับแทงก์และแทงก์ มัสท์ ที่ถือกำเนิดในปี 1977 และต่อมา คาร์เทียร์ ก็ได้เปิดตัวแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้

แดงและเทา
นวัตกรรมเชิงเทคนิคในโทนโมโนโครมซ่อนเซอร์ไพรส์
ในปีนี้แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ มาพร้อมความภูมิฐานสุดขั้ว โดดเด่นกว่าที่เคยด้วยความเข้มขลังของหน้าปัดโมโนโครม ในเฉดสีแดง สีประจำเมซง และสีเทาแอนทราไซต์ ซึ่งเป็นสีเฉพาะที่คาร์เทียร์ใช้ในการรังสรรค์เรือนเวลา นอกจากนี้ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ เวอร์ชั่นล่าสุดยังได้รับการปรับเกลาอย่างละเมียดละไม ลดตัวเลขบอกชั่วโมงสุดคลาสสิกลงเหลือเพียง 4 ตำแหน่ง และตัดสเกลนาทีรูปรางรถไฟออก รูปลักษณ์ของแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์รุ่นนี้ มองเผินๆ จะเห็นเป็นนาฬิกาโมโนโครมแต่เมื่อแสงตกกระทบในบางมุม ความแพรวพราวในเฉดสีอันลึกล้ำบรรเจิดจะปรากฏต่อสายตา นี่คือผลงานการรังสรรค์ของช่างฝีมือคาร์เทียร์ที่นำการแกะลายด้วยเทคนิคไฟฟ้าเคมีมาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อความแม่นยำขั้นสูงในการรังสรรค์ลายที่ละเอียดจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สลักเสลาจากหลายทิศทางจนเกิดลายเป็นกลุ่มบนพื้นหน้าปัด จำลองลายกราฟิกบนหน้าปัดเรือนเวลาคาร์เทียร์ มัสท์จากทศวรรษ 1980 และยังใช้กรรมวิธีที่ต่างกันในการทำสี โดยหน้าปัดสีแดงใช้วิธีเคลือบแลคเกอร์ ส่วนหน้าปัดสีเทาใช้เทคนิคชุบกัลวาไนซ์ จากนั้นเพิ่มความเงางามด้วยเทคนิคการเคลือบซ้อนกันหลายเลเยอร์ ขับเน้นความเด่นของเลขโรมันทั้ง 4 ตำแหน่ง ซึ่งการแกะลายด้วยเทคนิคนี้ทำให้เกิดเงาสะท้อนและแปรผันไปตามแสง ช่วยให้เรารับรู้สีสันได้หลากหลายยิ่งขึ้น

แทงก์ มัสท์ ในเฉดสีดำอมตะ
แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ เวอร์ชั่นที่ 3 มาเติมความครบครันให้รุ่นพี่ทั้งสอง และเพิ่มความเข้มขลังฉีกแนวไปจากเดิมด้วยหน้าปัดดำสนิทเคลือบแลกเกอร์มันวาว ตัดกับตัวเรือนสีทอง ด้วยความเป็นพี่น้องร่วมตระกูลที่ต่างก็มีคาแรคเตอร์ชัดเจน แทงก์ มัสท์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของยุค 1970 และ 80 ได้นำเอกลักษณ์ด้านสไตล์ของแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ยุคแรกมาประยุกต์ใช้กับสตีล เกิดเป็นศักยภาพเชิงสุนทรียะที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจให้ช่างผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาคาร์เทียร์ และเป็นพลังขับเคลื่อนการสำรวจเชิงสร้างสรรค์ให้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี 2021 คาร์เทียร์เปลี่ยนดีไซน์ของแทงก์ มัสท์ทั้งเรือน เพื่อให้ใกล้เคียงกับแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์มากที่สุด และแทงก์ มัสท์ รุ่นปี 2022 ก็มาพร้อมหน้าปัดสีดำล้วน เรียบขรึมไร้กาลเวลา บนตัวเรือนสตีล เปี่ยมด้วยคาแรกเตอร์ที่แน่วแน่ ไร้การประนีประนอม และมีให้เลือกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

รายละเอียดเรือนเวลาแต่ละรุ่น


TANK LOUIS CARTIER
ขนาดใหญ่ ความหนา 6.6 มม. (ตัวเรือน) เยลโลว์ โกลด์ 750/1000 เม็ดมะยมฝังแซฟไฟร์ทรงหลังเบี้ย
สายหนังอัลลิเกเตอร์สีแดง กลไกจักรกลคาร์เทียร์ คาลิเบอร์ 1917 MC ไขลานด้วยมือ
เส้นผ่าศูนย์กลางชุดจักร: 7 1/4 x 5 3/4 เส้น
มิติ: 16 มม.
ความหนา: 2.9 มม.
จำนวนอัญมณี: 19 เม็ด
อัตราความถี่: 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง
พลังงานสำรอง: 38 ชั่วโมง

TANK LOUIS CARTIER
ขนาดใหญ่ 6.6 มม. (ตัวเรือน) โรสโกลด์ 750/1000 เม็ดมะยมฝังแซฟไฟร์ทรงหลังเบี้ย
สายหนังอัลลิเกเตอร์สีเทา กลไกจักรกลคาร์เทียร์ คาลิเบอร์ 1917 MC ไขลานด้วยมือ
เส้นผ่าศูนย์กลางชุดจักร: 7 1/4 x 5 3/4 เส้น
มิติ: 16 มม.
ความหนา: 2.9 มม.
จำนวนอัญมณี: 19 เม็ด
อัตราความถี่: 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง
พลังงานสำรอง: 38 ชั่วโมง

TANK LOUIS CARTIER
ขนาดใหญ่ หนา: 6.6 มม. (ตัวเรือน) เยลโลว์ โกลด์ 750/1000 เม็ดมะยมฝังแซฟไฟร์ทรงหลังเบี้ย
สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำ กลไกจักรกลคาร์เทียร์ คาลิเบอร์ 1917 MC ไขลานด้วยมือ
เส้นผ่าศูนย์กลางชุดจักร: 7 1/4 x 5 3/4 เส้น
มิติ: 16 มม.
ความหนา: 2.9 มม.
จำนวนอัญมณี: 19 เม็ด
อัตราความถี่: 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง
พลังงานสำรอง: 38 ชั่วโมง

TANK MUST
ขนาดใหญ่ หนา 6.6 มม. (ตัวเรือน) สตีล เม็ดมะยมสตีล ฝังพลอยสปิเนลสังเคราะห์ทรงหลังเบี้ยสีน้ำเงิน
สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำ
กลไกควอตซ์

TANK MUST
ขนาดเล็ก หนา: 6.6 มม. (ตัวเรือน) สตีล เม็ดมะยมสตีล ฝังพลอยสปิเนลสังเคราะห์ทรงหลังเบี้ยสีน้ำเงิน
สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำ
กลไกควอตซ์

LEGACY MACHINE SPLIT ESCAPEMENT EVO

หลังการเปิดตัวของ แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล อีโว (LM Perpetual EVO), แอลเอ็ม ซีเควนเชียล อีโว (LM Sequential EVO) และแอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ อีโว (LM Split Escapement EVO) (ซึ่งเคยเปิดตัวครั้งแรกมาแล้วในฐานะรุ่นผลิตจำนวนจำกัดในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ในวันนี้ เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) ได้เผยโฉมรุ่นใหม่ของ อีโว (EVO) พร้อมทั้งยืนยันถึงการก้าวเข้าสู่คอลเลกชันหลักด้วยบทบาทอันสำคัญของ อีโว

แนวคิดซึ่งอยู่เบื้องหลัง แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ (LM Split Escapement) นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 2015 ด้วย แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual) โดยการออกแบบและคิดค้นของช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์ชาวไอริชเหนือ สตีเฟน แมคดอนเนลล์ (Stephen McDonnell) จากการแบ่งเป็นสองเกณฑ์สำหรับจักรกลปฏิทินถาวรหรือเพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ (perpetual calendar) ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการใช้งานพร้อมทั้งยังคงแสดงไว้ด้วยฟลายอิ้งบาลานซ์วีล (flying balance wheel) อันเป็นสัญลักษณ์ของเอ็มบีแอนด์เอฟ ณ ศูนย์กลางของหน้าปัด ต่อมาไม่นาน แมคดอนเนลล์จึงตระหนักว่ายังมีอีกหนึ่งปัญหา นั่นคือการไม่มีพื้นที่สำหรับจัดวางเอสเคปเมนท์ ดังนั้นแนวคิดซึ่งเคยปรากฏมาแล้วกับ เลกาซี แมชชีน (Legacy Machines) รุ่นก่อนหน้า กับการจัดวางบาลานซ์วีลไว้บนด้านหน้าของนาฬิการ่วมไปกับเอสเคปเมนท์ (escapement) จึงได้ถูกนำมาขบคิดใหม่ ทว่า ด้วยการแสดงปฏิทินถาวรของ แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการมอบพื้นที่สำหรับทั้งสององค์ประกอบนี้

แต่ด้วยการเป็นนักแก้ปัญหา แมคดอนเนลล์มีแนวคิดอันชาญฉลาดโดยการสร้างสรรค์เสาบาลานซ์ (balance staff) ขนาดยาวที่สุดในโลก ซึ่งสามารถวางข้ามผ่านกลไกทั้งชุด และคงให้บาลานซ์วีลขนาดใหญ่นั้นครองพื้นที่ของตนเอง นั่นคือบนด้านหน้าของนาฬิกา และย้ายชิ้นส่วนที่เหลือของเอสเคปเมนท์ ได้แก่ แองเคอร์ (anchor) และเอสเคปวีล (escape wheel) ไปยังด้านตรงกันข้ามของกลไก หรือเกือบ 12 มม. ด้านล่าง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘สปลิท เอสเคปเมนท์’ (Split Escapement)

และเมื่อ แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล เผยโฉม ยังมีอีกหลากหลายนวัตกรรมมากมายให้พูดถึงเกี่ยวกับสปลิท เอสเคปเมนท์ ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตเห็น ดังนั้น ในปี ค.ศ. 2017 เอ็มบีแอนด์เอฟจึงได้ตัดสินใจที่จะสร้างสรรค์ แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ (LM Split Escapement) หรือ แอลเอ็ม เอสอี (LM SE) ขึ้น เพื่อตอกย้ำถึงแนวคิดอันอัจฉริยะของแมคดอนเนลล์ โดยกลไกจักรกลไขลานด้วยมือที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 298 ชิ้นนี้ ได้ขับเคลื่อนผ่านตลับลานคู่ซึ่งมอบการสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง และมาพร้อมด้วยระบบการเปลี่ยนวันที่อย่างรวดเร็วและใช้งานง่าย ที่ช่วยป้องกันผู้ใช้จากการสร้างความเสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจต่อกลไก เมื่อทำการปรับตั้งวันที่


จากผลงานรุ่นแรกๆ ของ แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ นั้นล้วนนำเสนอภายใต้ตัวเรือนคลาสสิกของเอ็มบีแอนด์เอฟ อย่าง เลกาซี แมชชีน (Legacy Machine) แต่ ณ ปัจจุบัน คอลเลกชันนี้จะถ่ายทอดภายใต้ตัวเรือน อีโว (EVO) ซึ่งคิดค้นขึ้นสำหรับไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟมากยิ่งขึ้น

งานออกแบบตัวเรือนใหม่นี้ปรากฏโฉมครั้งแรกในปี ค.ศ. 2020 ด้วยผลงานรุ่น แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล อีโว นาฬิกากันน้ำได้ระดับ 80 เมตร พร้อมทั้งเม็ดมะยมหมุนเกลียวลง และประกอบด้วยสายยางแบบผสาน รวมถึงงานออกแบบที่ไร้ขอบตัวเรือน ทว่า แนวคิดของ อีโว นั้นมีความลึกซึ้งมากขึ้น โดยภายในตัวเรือนบรรจุไว้ด้วยกลไกแบบแขวนลอย อันเป็นผลลัพธ์จากการเปิดตัวครั้งแรกในโลกของระบบ “เฟล็กซ์ริง” (“FlexRing”) แบบชิ้นเดียวหรือโมโนบลอกซึ่งช่วยดูดซับแรงสะเทือน พร้อมทั้งลดแรงสั่นสะเทือนได้จากทั้งแนวตั้งและแนวราบที่มาจากหลากหลายไลฟ์สไตล์การผจญภัยในชีวิตจริง

หลังการเปิดตัวของ แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล อีโว ตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ของ อีโว ได้ผสมผสานสู่คอลเลกชัน เลกาซี แมชชีน มากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการเปิดตัวล่าสุดของนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกเท่าที่เคยมีมาสำหรับเอ็มบีแอนด์เอฟ อย่าง แอลเอ็ม ซีเควนเชียล อีโว แม้ว่าก่อนหน้านี้ ได้ปรากฏโฉมกับรุ่นที่ไม่ได้แพร่หลายมากนัก อย่างผลงานซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนของ แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ อีโว (LM Split Escapement EVO) เพื่อร่วมในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี(Golden Jubilee) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
และนอกเหนือจากตัวเรือน อีโว แล้ว ในรุ่นครบรอบ 50 ปี (Golden Jubilee) นี้ยังมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการปรับแต่งใหม่ด้านงานออกแบบมาจาก แอลเอ็ม สปลิท เอสเคปเมนท์ นั่นคือจักรกลทั้งหมดถูกหมุนในทิศตามเข็มนาฬิกาไป 30 องศา พร้อมทั้งการติดตั้งเม็ดมะยมไว้ ณ ตำแหน่ง 4.30 นาฬิกา แทนที่จะเป็นตำแหน่ง 2 นาฬิกา ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงความสมมาตรของนาฬิกาอย่างสมบูรณ์ และมอบซึ่งบุคลิกใหม่โดยสิ้นเชิง


ในวันนี้ เอ็มบีแอนด์เอฟ ไม่ได้เปิดตัวเพียงนาฬิกาหนึ่งรุ่น แต่เป็นผลงานสองรุ่นใหม่ของ แอลเอ็ม เอสอี อีโว (LM SE EVO) โดยรุ่นแรกนั้นมาพร้อมตัวเรือนไทเทเนียม เกรด 5 และฐานเครื่องสีฟ้าไอซีบลู (icy blue) คู่ด้วยหน้าปัดสีเทาสเลทเกรย์ (slate grey) รวมถึงหน้าปัดย่อยแบบเปิดที่พร้อมจะทำให้หัวใจคุณสั่นระรัว แต่แน่นอนว่าเป็นไปในทางที่ดี

กับอีกหนึ่งคุณสมบัติอันโดดเด่น คือการเคลือบด้วยเฉดสีเข้มขึ้นพิเศษบนด้านกลไก ซึ่งรังสรรค์เป็นภาพที่ตัดกันยิ่งขึ้นระหว่างเฟืองต่างๆ กับตลับลาน (​barrels) ชุบโรเดียมและรายละเอียดอื่นๆ ตกแต่งด้วยโรสโกลด์ อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความตัดกันระหว่างธรรมชาติอันแอคทีฟ แต่ร่วมสมัยของคอลเลกชัน อีโว รวมถึงงานฝีมือการตกแต่งตามประเพณีดั้งเดิมของกลไก โดยเอ็มบีแอนด์เอฟ ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยทักษะและความเชี่ยวชาญที่ยังคงเดินหน้าตกแต่งชิ้นส่วนประกอบกลไกด้วยมืออย่างพิถีพิถันและทุ่มเท เพื่อมอบสุนทรียะการมองเห็นของกลไกอันงดงามเช่นเดียวกับหน้าปัดเรือนเวลา

รุ่นเบเวอร์ลีฮิลส์
ขณะที่ในรุ่นที่สองนั้นเป็นการเผยโฉมซีรีส์เรือนเวลาผลิตจำนวนจำกัดครั้งแรก ที่จะสำรองแบบเอ็กซ์คลูซีฟไว้สำหรับเอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ (MB&F LABs) รูปแบบใหม่ของร้านค้าปลีก ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยต่อยอดจากความสำเร็จของ แมดแกลลอรี(M.A.D.Galleries) แห่งเอ็มบีแอนด์เอฟ โดยปีนี้จะได้เห็นการเปิดตัวของ เอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ ทั้งในกรุงปารีส, สิงคโปร์ และเบเวอร์ลีฮิลส์ พร้อมด้วยผลงานเอดิชันพิเศษนี้ ที่ได้รับการออกแบบขึ้นอย่างเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับหนึ่งใน เอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ บนถนนโรดีโอไดรฟ์ (Rodeo Drive) ของลอสแอนเจลิส

เบเวอร์ลีส์ฮิลส์ เอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ แห่งนี้บริหารงานโดยบริษัทค้าปลีกนาฬิกาชื่อดังของอเมริกาอย่าง เวสไทม์ (Westime) ซึ่งไม่เพียงเป็นพันธมิตรของแบรนด์มานับตั้งแต่เริ่มต้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่จะได้ร่วมเปิดตัว เอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ ขณะที่นาฬิการุ่นใหม่ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 25 เรือนนี้ยังมาพร้อมสีสันประจำองค์กรของเวสไทม์ ทั้งสีน้ำเงินและดำ ด้วยฐานเครื่องสีดำโดดเด่น ตัดกับหน้าปัดและหน้าปัดย่อยแบบเปิดในเฉดสีเมทัลลิกบลู (metallic blue) โดยผลงานรุ่นนี้จะเป็นนาฬิกา เอ็มบีแอนด์เอฟ แล็บ เพียงรุ่นเดียวที่เปิดตัวในปีนี้

Seiko Prospex : The heart of Explorer.

ท้องทะเล ภูเขาน้ำแข็งและบทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งของนาฬิกาดำน้ำ 3 รุ่นใหม่จาก Seiko Prospex (ไซโก พรอสเป็กซ์) ที่จะพาคุณย้อนกลับสู่ประวัติศาสตร์แห่งความท้าทายบนดินแดนแห่งขั้วโลก ชื่อเสียงของนาฬิกาดำน้ำประวัติศาสตร์จากไซโกในแง่ของความทนทานและความไว้วางใจในการใช้งานนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 เมื่อได้รับเลือกโดยนักผจญภัยและนักวิจัยที่มีภารกิจในการสำรวจขั้วโลกเหนือและใต้

โดยครั้งนี้ Seiko ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลคชั่นนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยงามและทันสมัยจากนาฬิการุ่นดังในอดีตทั้ง 3 รุ่นของไซโกอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธารน้ำแข็งที่นักบุกเบิกเหล่านี้ได้พบเห็นและเป็นธารน้ำแข็งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นรูปทรงจนเป็นทิวทัศน์ทางบกและทางทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจจากทวีปอาร์กติก และแอนตาร์กติกา สำหรับหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนจะมีเฉดสีที่แตกต่างกันออกไปของธารน้ำแข็งโดยเริ่มจากสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีขาว

พลังและความสวยงามของธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกถูกจำลองและนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านทางลวดลายที่อยู่บนหน้าปัดซึ่งมีสีน้ำเงิน โดยนาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่เปิดตัวในปี 1965 และได้รับการพิสูจน์จากคนทั่วโลกถึงความทนทานเมื่อถูกใช้งานโดยสมาชิกของนักสำรวจขั้วโลกใต้ของญี่ปุ่น (Japanese Antarctic Research Expedition) ในช่วงระหว่างปี 1966-1969

หน้าปัดสีฟ้าอ่อนและขอบตัวเรือนที่มาพร้อมกับสีน้ำเงินที่มีโทนเข้มกว่า ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นบนตัวเรือนนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยและทันสมัยโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำที่เปิดตัวในปี 1968 ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่มีความสามารถในการกันน้ำ 300 เมตร พร้อมกลไกที่มีความถี่ในระดับ 10 ครั้งต่อวินาที

หน้าปัดสีขาวได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิการุ่นพิเศษที่มีรูปทรงอันโดดเด่นและเป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์โดยได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาสุดคลาสสิคในปี 1970 ซึ่งได้รับการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและทนทานจากการถูกสวมใส่โดยนักผจญภัยชาวญี่ปุ่นอย่าง Naomi Uemura (นาโอมิ อุเอมูระ) ในระหว่างปี 1974-1976 ผู้เดินทางเป็นระยะทางถึง 12,500 กิโลเมตร ด้วยการใช้เพียงสุนัขลากเลื่อนเพื่อข้ามทวีปจากกรีนแลนด์ไปยังอลาสก้า

นาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มีความทนทานและมั่นใจได้อย่าง 6R35 ซึ่งมีพลังงานสำรองมากถึง 70 ชั่วโมง และยังมีความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มาพร้อมกับสายสตีลที่มีบานพับที่มีระบบล็อกอย่างแน่นหนาและมีข้อต่อขยายเพื่อรองรับกับการสวมใส่ทับลงบนชุดดำน้ำ ตัวเรือนได้รับการเคลือบแข็งแบบ Super-Hard Coating และตัวกระจกเป็นแบบแซฟไฟร์ที่มีการเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน เพื่อให้ความมั่นใจว่าคุณจะสามารถมองเห็นรายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจนและคมชัดไม่ว่าจะมองจากในมุมใดของนาฬิกาเมื่อคาดอยู่บนข้อมือ และบนหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับบนชุดเข็มจะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ซึ่งจะส่องสว่างในระดับสูงสุดเมื่ออยู่ในที่มืดหรือที่แสงน้อย

นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นนี้จะถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในคอลเลคชั่น Prospex Save the Ocean (พรอสเป็กซ์ เซฟ ดิ โอเชี่ยน) ของไซโก โดยแคมเปญนี้จะนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการจำหน่ายนาฬิกาเข้ามาสนับสนุนการทำงานขององค์กรการกุศลที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำที่ทางไซโกได้คัดเลือก

สำหรับนาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้จะวางจำหน่าย ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2565 ที่บูติกของไซโกและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลกที่ได้รับการคัดเลือก
สำหรับรายละเอียดของโครงงาน Save the ocean สามารถคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/keepgoingforward/savetheocean/

CALVIN KLEIN แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกอวดโฉมคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022 นำเสนอเรือนเวลาที่มีความทันสมัยเรียบง่ายและเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จากแบรนด์

‘คาลวิน ไคลน์’ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำอันเป็นที่ยอมรับระดับโลกยาวนานกว่า 50 ปี ภูมิใจนำเสนอคอลเล็คชั่น Spring-Summer 2022 ที่มาพร้อมการถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ในดีไซน์โมเดิร์นสุดเรียบหรู ภายใต้การออกแบบที่เรียบง่าย เหนือกาลเวลา อันเป็น DNA หลักของแบรนด์ ด้วยหลักการออกแบบที่ดึงเอาเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรม และปะติมากรรม รังสรรค์ออกมาเป็นคอลเลคชั่นนี้ เผยโฉมออกมาเป็นนาฬิกาทั้งหมด 5 รุ่น ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส และยังคงมาตรฐานการเลือกใช้วัสดุคุณภาพเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการนาฬิกาที่สามารถเผยความเป็นตัวเอง สวมใส่ได้ทุกโอกาส แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพอย่างคุ้มค่าในทุกเรือน  

สำหรับเรือนเวลาจาก ‘คาลวิน ไคลน์’ (CALVIN KLEIN) ดีไซน์ล่าสุดนั้น มี 5 รุ่นด้วยกัน เริ่มจาก Timeless อันเป็นรุ่นที่บ่งบอกความเป็น คาลวิน ไคลน์ ไว้ได้อย่างดีที่สุดด้วยความแคชชวล สบายๆในสไตล์มินิมอล ให้ลุคที่เรียบหรู ดูดีมีระดับ ตัวเรือนมีความโค้งมนและบาง โดดเด่นด้วยหน้าปัด Sunray ที่เปล่งประกาย มีให้เลือกทั้งสาย Mesh สายหนัง และสายเซรามิกให้เลือก 

ถัดมาที่รุ่น Sculptural ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ การออกแบบสื่อถึงผู้หญิงที่มีความมั่นใจและแอบแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดแบบเกลียวเกิดจากการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความทันสมัยเข้าด้วยกันมาพร้อมหน้าปัดเรียบง่ายสบายตา มีให้เลือกทั้งสายนาฬิกาแบบ Mesh และสายหนัง

ถัดมาที่รุ่น Sculptural ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ การออกแบบสื่อถึงผู้หญิงที่มีความมั่นใจและแอบแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดแบบเกลียวเกิดจากการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความทันสมัยเข้าด้วยกันมาพร้อมหน้าปัดเรียบง่ายสบายตา มีให้เลือกทั้งสายนาฬิกาแบบ Mesh และสายหนัง

นาฬิกาที่ใส่ได้ทุกวัน Iconic  ดีไซน์คลาสสิคเหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่ชื่นชอบในความร่วมสมัย โดดเด่นด้วยหน้าปัดดีไซน์เก๋ที่มีโลโก้ CK อยู่ด้านบน ให้คุณคอมพลีทลุคไม่เหมือนใครในทุกวัน 

Architectural นาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษผู้ชื่นชอบงานสไตล์โมเดิร์นส่งผ่านดีไซน์อันเรียบง่ายเพิ่มความโดดเด่นด้วยหน้าปัดหลากหลายแบบที่มีความเป็นแฟชั่น เหมาะสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร 

ปิดท้ายที่รุ่น Sport ดีไซน์ยอดนิยมที่สุภาพบุรุษเลือกใช้ หน้าปัดมีความโดดเด่น  ผนวกเข้ากับการใช้โทนสีที่ตัดกันสร้างความเท่ให้คุณมากกว่าที่เคย คอมพลีทลุคด้วยคอลเล็คชั่น Spring-Summer 2022 จาก ‘คาลวิน ไคลน์’ (CALVIN KLEIN) ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน TIMEDECO, WATCH ELSE SHOP และแผนกนาฬิกาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านทาง LINE Official Account @timedecowatchclub

rhunrun เรียบเรียง