Wakanda Forever! Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon สุดลิมิเต็ดเพียง 250 เรือน!

หลังจากการประกาศพาร์ทเนอร์ชิพอย่างเป็นทางการกับมาร์เวล เอนเตอร์เทนเมนท์ (Marvel Entertainment) โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมนาฬิกาเรือนแรกในซีรีส์นาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง (Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon) ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ผลิตเพียง 250 เรือน ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาจากคาแรคเตอร์ในตำนานเพื่อยกย่องซูเปอร์ฮีโร่เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก จึงเป็นที่มาให้โอเดอมาร์ ปิเกต์เลือกความแข็งแกร่งและทรงพลังของตัวละครในจักรวาลมาร์เวล และเลือกเปิดตัวนาฬิกาเรือนแรกด้วยคาแรคเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับโอเดอมาร์ ปิเกต์ อย่าง แบล็ค แพนเธอร์ (Black Panther) ที่ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ของครอบครัว รวมไปถึงการผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากันอย่างลงตัว

ในการสร้างสรรค์นาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง นั้น
โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้เน้นถึงรากฐานของแบรนด์ทั้งในด้านความพิถีพิถันของงานฝีมือแบบดั้งเดิมและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแห่งอนาคต กลั่นเอาความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ กลายเป็นนาฬิกาที่มีกลไกอันซับซ้อน นาฬิกาขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรเรือนนี้บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ในด้านของความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งในแง่ของการดีไซน์ รวมถึงการที่แบรนด์มักจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และเพราะการที่แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเป็นเหตุผลให้โอเดอมาร์ ปิเกต์ผลักดันและก้าวข้ามขีดจำกัดของการสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมองให้ไกลกว่าการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูง ที่ผสมผสานแรงบันดาลใจจากป๊อปคัลเจอร์และวงการบันเทิง

ตัวเรือนล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี ด้วยแรงบันดาลใจจากไวเบรเนียม

นาฬิกาเรือนนี้ถูกรังสรรค์ออกมาด้วยดีไซน์แบบฟิวเจอริสติกที่ทำให้ทุกคนนึกถึงชุดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของแบล็ค แพนเธอร์ ตัวละครสำคัญอีกหนึ่งตัวจากจักรวาลมาร์เวล ตัวเรือนไทเทเนียมทรงกลมถูกเน้นให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมและเม็ดมะยม
เซรามิกสีดำเพื่อดีไซน์ที่ดูไฮเทค แม้ตัวเซรามิกที่มีความแข็งแรงทนทานจะไม่มีความยืดหยุ่น แต่วัสดุที่มีน้ำหนักเบาชนิดนี้ก็ช่วยขับเน้นรูปทรงโค้งเว้าให้เข้ารับกับรูปทรงของตัวเรือน และหน้าปัดขนาด 42 มิลลิเมตรก็กลมกลืนไปกับสัดส่วนของข้อมือได้อย่างลงตัว

ตัวเรือนที่กันน้ำได้อย่างดีเยี่ยมยังคงใช้ศิลปะการสร้างสรรค์เรือนเวลาแบบดั้งเดิมด้วยงานฝีมือสุดพิถีพิถัน ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำมาพร้อมรายละเอียดของการขัดแบบซาตินและการขัดลบมุมที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ เทกซ์เจอร์บนตัวเรือนไทเทเนียม ที่ใช้เทคนิคแซนด์บลาสต์ การขัดลบมุมให้เป็นทรงหกเหลี่ยม และการขัดแบบซาตินเพื่อให้ลุคแบบทูโทนได้อย่างน่าสนใจ ส่วนซีลยางสีม่วงช่วยเสริมสีสันที่มีความสดใสเข้ามาบนตัวเรือนให้โดดเด่นได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของฝาหลังแซฟไฟร์ใช้ทั้งเทคนิคการขัดแบบแซนด์บลาสต์และการขัดแบบซาตินพร้อมเผยให้เห็นกลไกขนาดเล็กอันซับซ้อนภายใน

นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมพลังของคาลิเบอร์ 2965 ถือว่าเป็นพัฒนาการล่าสุดของการพัฒนากลไกไขลานที่มาพร้อมฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง ซึ่งโอเดอมาร์ ปิเกต์เปิดตัวออกมาครั้งแรกปี 2018 ในคอลเลกชั่นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ดีไซน์ทูโทนร่วมสมัย กรอบแสดงกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง
แมทช์กับสุนทรียะในการออกแบบของตัวเรือนโดยรวม ส่งเสริมให้กลไกดูมีมิติและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มองเข้าไปสำรวจการดีไซน์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้ากับความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากอดีต กลไกด้านหลังอย่างบริดจ์ไทเทเนียมรูปทรงเรขาคณิตขัดแบบแซนด์บลาสต์ เคลือบพีวีดีสีดำและเทา เผยให้เห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของกลไกแห่งอนาคตที่เป็นดั่งหัวใจของนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยด้านหลังของกรอบหน้าต่างกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง และชุดของฟันเฟือง ขอบตัวเรือนด้านในสีม่วงขัดแบบแซนด์บลาสต์ ยังมีการสลักคำว่า “Royal Oak Concept Limited Edition of 250 Pieces” ไว้อย่างโดดเด่น

การกักเก็บพลังงานยาวนาน 72 ชั่วโมงและกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เป็นอีก 2 องค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีเสน่ห์ของความเป็นนาฬิกาแห่งการผจญภัยและพร้อมเผชิญทุกความท้าทายอย่างมีสไตล์

Vacheron Constantin : Historiques American 1921

หนึ่งร้อยปีแห่งความกล้าและการปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ นาฬิกาสามรุ่นผสมผสานซิกเนเจอร์ดีไซน์
-Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 100 ปีของนาฬิกาประวัติศาสตร์ในชื่อ American 1921 ซึ่งเดิมผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก
-ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของยุค Roaring Twenties (1920s) สื่อผ่านตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมแบบเยื้องศูนย์
-นาฬิกาสามรุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการดีไซน์ โดยมีสองรุ่นผลิตจากไวท์โกลด์ และอีก 100 เรือนอยู่ใน Collection Excellence Paltine ผลิตในจำนวนจำกัด เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมนาฬิกาวินเทจ
-ทำงานด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre 4400 AS สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง
-นาฬิกาไอคอนนี้เป็นที่ชื่นชอบเพราะความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

ในปี 1921 Vacheron Constantin จับกระแสความแรงของยุค Roaring Twenties มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์อาวองต์-การ์ดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก ต่อมาในปี 2021 เมซงได้ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของผลงานไอคอนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาชั้นสูง โดยนำเสนอเป็นนาฬิกาใหม่ 3 เวอร์ชั่นในชื่อ American 1921 เป็นการตีความนาฬิการะดับตำนานให้ร่วมสมัย ตอกย้ำความกล้าเปี่ยมวิสัยทัศน์ของเมซง ผลงานใหม่ทั้งสามรุ่นนี้เปิดตัวภายในงาน Watches & Wonders 2021 เป็นส่วนหนึ่งของธีมประจำปี 2021 ของ Vacheron Constantin ซึ่งมีชื่อว่า Classic with a Twist เชิดชูพลังความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการให้ความสำคัญกับมรดกของอดีต และความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่คาดไม่ถึง

นอกจากจะสง่างามและคลาสสิกแล้ว ผลงานนี้ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แหวกล้ำ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาธรรมดาๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin นาฬิกา American 1921 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน นับเป็นหนึ่งในผลงานมรดกชิ้นสำคัญ ล่าสุด เมซงได้เฉลิมฉลองจิตวิญญาณอาวองต์-การ์ดนี้ผ่าน 3 ผลงานใหม่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาวินเทจ ตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมซึ่งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกานั้น เป็นการนำขนบดีไซน์มาทวิสต์ใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดใจ
ทั้งการจัดวางเลย์เอาต์แบบเยื้องศูนย์และดีไซน์ที่ไร้กาลเวลา นาฬิกา American 1921 ทั้ง 3 รุ่นใหม่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี ประกอบด้วย 2 เวอร์ชั่นที่ผลิตจากไวท์โกลด์ 18K และรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 100 เรือนใน Collection Excellence Platine ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre 4400 AS กลไกนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. มองเห็นชัดเจนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ในขณะที่ตลับลานขนาดใหญ่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง

ไอคอนแห่งยุค Roaring Twenties
ต้นกำเนิดของนาฬิการุ่นนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1919 ในช่วงเวลานั้น เมซงได้ทดลองนำเสนอตัวเรือนรูปทรงหลากหลายออกมาในปริมาณไม่มาก และกลายเป็นที่รู้จักด้วยสไตล์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเรือนทรงคุชั่น และสองปีหลังจากนั้น Vacheron Constantin ได้ผลิตนาฬิกาเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ และได้ตั้งชื่อว่า American 1921 ผลงานในครั้งนั้นได้กลายเป็นนิยามด้านดีไซน์ของคอลเลกชั่น Historiques ในปัจจุบัน

เบื้องหลังดีไซน์แปลกตาของผลงานในยุค 1920s นี้มาจากจิตวิญญาณของยุค Roaring Twenties ซึ่งได้นำกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรปอยูนานเกือบทศวรรษ ยุคนี้มีทั้งความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรมและศิลปะ เป็นยุคแห่งความกล้าหาญและการพลิกทลายขนบดั้งเดิม เศรษฐกิจเจิรญเติบโตถึงขีดสุด ลองนึกภาพโจเซฟีน เบเกอร์ออกมาเต้นโดยสวมเพียงกระโปรงผ้าพันคอบานาที่แทบจะปิดอะไรไม่มิด คลับและแดนซ์ฮอลล์สั่นสะเทือนด้วยเสียงเสียงเพลงชารลส์ตันและแจ๊ซ อีกทั้งศิลปินเซอร์เรียลิสต์ก็ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ… ภายในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin ได้จับเอากระแสมาแรงในช่วงปีนั้นมาใช้ต่อเติมมุมมองใหม่ๆ ในช่วงนั้น นาฬิกาพกกำลังล่าถอยให้กับนาฬิกาข้อมือนั้น ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนกลไกขนาดเล็กได้แผ้วถางทางให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมปะทุ สไตล์ฝันเฟื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปรากฏจริงได้บนข้อมือ ดังจะเห็นได้จากผลงานวินเทจต่างๆ ในยุค 1921 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ชาญฉลาดระหว่างความเคร่งขรึมจริงจังและความไม่ยึดติดกับขนบ เรียกได้ว่าเป็นความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

นาฬิกาล้ำค่าหายาก
นาฬิกา American 1921 โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ ด้วยตัวเรือนทรงคุชั่นสง่างามเรียบง่ายที่เป็นตัวกำหนดกรอบของลุค ทั้งยังไม่เหมือนใครด้วยการดีไซน์การแสดงเวลา หน้าปัดย่อยวางตัว 45 องศาหมุนทวนเข็มนาฬิกา กลไกทำให้สามารถอ่านค่าเวลาในแนวทะแยงได้ ในขณะที่เม็ดมะยมติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาทางมุมบนขวาของตัวเรือน ทำให้นาฬิกาโดดเด่นไม่เหมือนใครและยังเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดใจ

นาฬิกาเวอร์ชั่นแรกที่ผลิตขึ้นนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักขับซึ่งสามารถดูเวลาได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย และจากเดิมที่เป็นนาฬิกาของสุภาพบุรุษนักขับ ต่อมานาฬิการุ่นนี้ก็กลายมาเป็นที่นิยมในวงของผู้รักในความสง่างามและสไตล์อาวองต์-การ์ด เมื่อค้นดูในอาร์ไคฟ์จึงได้พบว่ามีนาฬิกาสองเรือนที่เป็นของนักเขียนและนักบวชชาวอเมริกันนามว่า แซมมวล พาร์กส์-แคดแมน บุรุษผู้นี้เป็นที่รู้จักจากการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมด้านชาติพันธุ์และการต่อต้านชาวยิว และยังเป็นนักบุกเบิกในหัวใจ เขาเป็นคนแรกๆ ที่ใช้วิทยุกระจายเสียงบทสวดไปยังผู้ฟังนับล้าน และเชื่อว่าที่เขาเลือกใช้นาฬิการุ่นนี้เพราะช่วยให้เขาดูเวลาได้อย่างสะดวก ไม่โจ่งแจ้งขณะเทศนา หนึ่งในนาฬิกาสองรุ่นที่เขาเป็นเจ้าของ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นเฮอริเทจของ Vacheron Constantin ผลงานเลอค่าหายากนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ในปี 2021

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 40 มม.
ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ และเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาไม่เหมือนใคร นาฬิกา American 1921 นำแรงบันดาลใจจากรหัสดีไซน์ที่ใช้ครั้งแรกในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin เมื่อ 100 ปีก่อน รูปลักษณ์เรโทรเหมาะสำหรับหนุ่มแดนดี้ผู้หลงรักสไตล์วินเทจ รับกับข้อมือพอเหมาะพอดีด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. ล้อมหน้าปัดสีเงินแบบเกรน โฉมหน้าเรียบง่าย ประดับบด้วยตัวเลขอาระบิก และรางนาทีสีดำ รับกับเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากทอง 18K เพรียวบางสไตล์เบรเกต์ และเข็มทรงบาตองบนหน้าปัดวินาที ซึ่งทั้งสามเข็มมาในเฉดสีดำ รูปลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ยังเข้ากับสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลจากเวิร์กช็อป Serapian บริษัทเครื่องหนังจากอิตาลี ก่อตั้งขึ้นที่มิลานตั้งแต่ปี 1928

ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นกลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin ซึ่งติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน กลไกอินเฮาส์ซึ่งเที่ยงตรงและทำงานเต็มประสิทธิภาพ ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2008 แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 65 ชั่วโมง ตกแต่งอยางประณีตด้วยมือตามขนบการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูง

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 36.5 มม.
ด้วยตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ทำให้นาฬิกกา American 1921 เหมาะกับทุกคนแม้แต่ผู้ที่มีข้อมือเล็ก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K รูปทรงเพรียวบางโอบล้อมหน้าปัดเฉดสีเงินแบบเกรน รับกับตัวเลขอาระบิกสีดำและหน้าปัดย่อยวินาที และเข็มชั่วโมงและนาทีสีดำปลายฉลุทำจากทอง 18K และเส้นรอบวงหน้าปัดยังเด่นด้วยรางนาที เพิ่มเสน่ห์แบบเรโทรให้กับดีไซน์ดั้งเดิม

กลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ควบคุมด้วยเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 1.30 น. นอกจากจะสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมงอย่างสบายๆ แล้ว กลไกอินเฮาส์นี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตบรรจงดังจะเห็นได้ผ่านฝาหลังโปร่งใสตามธรรมเนียมของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง และเติมความสมบูรณ์แบบด้วยสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้มหรือสีเบอร์กันดี ผลิตจากโรงงานเครื่องหนัง Serapian ในอิตาลี

Classic with a twist
ความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin ยังคงสอดประสานกลมกลืนไปกับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้นึกถึงความทรงจำในอดีต ผลงานเหล่านี้คือตัวแทนแห่งความสง่างาม ซึ่งเป็นหลักยึดของเหล่าวอทช์เมกเกอร์ ช่างฝีมือ และดีไซเนอร์มาตลอดหลายศตวรรษ ทั้งยังเป็นการเชิดชูมรดกจากอดีตและความกล้าที่จะค้นหาสิ่งที่คาดไม่ถึง ผลงานของ Vacheron Constantin กำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบของความเป็นเลิศทางเทคนิคและความประณีตงดงาม และยังคงร่ายมนต์สะกดผ่านยุคสมัยต่างๆ มาจนถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเสน่ห์ไร้กาลเวลานี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเพียงการผลิตนาฬิกาตามขนบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ผลงานแต่ละเรือนยังต้องแสดงถึงความกล้าผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการแสดงเวลาแบบพิเศษ หน้าปัดเยื้องศูนย์ การตกแต่งชิ้นส่วนด้วยเทคนิคพิเศษ การเก็บรายละเอียดอย่างประณีตด้วยมือ และความสลับซับซ้อนของกลไก ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เข้าถึงความรูสึก ซึ่งเทคนิคและสไตล์มาบรรจบกันอย่างสมดุลกับขนบและความแหวกขนบ

Exclusive Preview : BIG BANG SANG BLEU II: A TRIO IN CERAMIC

Hublot และสตูดิโอช่างสัก Sang Bleu ที่มีชื่อเสียงในลอนดอนร่วมกันรังสรรค์สุดพิเศษ นาฬิกาสามเรือนที่ทำจากเซรามิก นาฬิกา Big Bang รุ่นลิมิเต็ดสามรุ่นที่นำคุณไปสู่โลกแห่งสีสันใหม่ๆ การสร้างสรรค์ใหม่ 3 สิ่งสำหรับการทำงานร่วมกันของพวกเขา Hublot และ Sang Bleu ได้ปลดปล่อยเปลวไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเพื่อสร้างความใหม่ที่มีสีสันนาฬิกา Big Bang Sang Bleu II Ceramic รุ่นใหม่ในสีฟ้า สีเทาและสีขาว นอกจากความสำเร็จทางเทคนิคในการสร้างเซรามิกที่มีสีสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบและสม่ำเสมอแล้ว Hublot ได้เผยถึงสถาปัตยกรรมนาฬิกาที่ยังคงมีความขบถต่อขนบเดิมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการเปิดตัว Sang Bleu II All Black เมื่อปีที่แล้วเราได้เปิดประตูสู่การทำงานด้วยวัสดุอย่างเซรามิกในโมเดลที่เราพัฒนาร่วมกับ Sang Bleu มาเป็นเวลาห้าปีแล้ว เวอร์ชันใหม่ทั้งสามนี้ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาเป็นความต่อเนื่องเชิงตรรกะของเวอร์ชันดั้งเดิมของ All Black และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับงานชิ้นนี้ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์และประติมากรรมสามมิติที่มองเห็นได้ที่นี่ในแง่มุมใหม่ๆ “
Ricardo Guadalupe Hublot CEO

การสามารถทำงานในระยะยาวกับการผลิตถือเป็นสิทธิพิเศษและเป็นเกียรติ Hublot และ Sang Bleu ได้ผลักดันขอบเขตด้านศิลปะและการผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ปี 2016 และเสรีภาพนี้ทำให้สามารถสำรวจนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง Big Bang Sang Bleu II ทั้งสามรุ่นนี้เป็นผลของการทุ่มเทนี้ การเผยโฉมเซรามิกสามสีนี้จะเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของหน้าปัด ชุดเข็มนาฬิกาบนตัวเรือน ประสบการณ์และผลกระทบของแต่ละชิ้นส่วนเป็นสิ่งเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่นาฬิกาจะเติมเต็มและเพิ่มความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ “
Maxime Plescia-Buchi ผู้ก่อตั้ง Sang Bleu และ Hublot Ambassador

ด้วยเหลี่ยมมุมที่เฉียบคมของตัวเรือนที่เป็นรูปสลักหลายเหลี่ยมราวกับเพชรทำให้ Big Bang Sang Bleu II ที่ออกแบบโดย Maxime Plescia-Buchi และ Hublot สามารถสร้างความประหลาดใจ การผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของช่างสักเข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของการผลิตโดยใช้ Nyon ชิ้นนี้แสดงการออกแบบที่ซับซ้อนและทรงพลัง ซึ่งต้องการการมองที่ใกล้ขึ้นให้สามารถชื่นชมรูปลักษณ์หลายมิติได้อย่างเต็มที่ ตัวเรือน ขอบตัวเรือนตรงกลางสายและหน้าปัดได้รับการสร้างขึ้นด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความลื่นไหลที่ไร้รอยต่อ

เวอร์ชันใหม่ที่ดูเรียบง่าย แต่ลึกลับ ภาพสะท้อนของรุ่น All Black ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วรุ่น “All White” นี้มีการเล่นแสงที่แพรวพราวแทนเฉดสีดั้งเดิม เสมือนสถาปัตยกรรมแห่งเหลี่ยมเพชรพลอยของกรอบตัวเรือน และสายข้อมือที่เชิญชวนให้มองสำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อชื่นชมมุม และส่วนโค้งที่ละเอียดอ่อนของแต่ละชิ้นส่วนนาฬิกา เป็นงานสร้างที่ทรงพลังมีแสงสะท้อนบนผิวหนังเช่นเดียวกับรอยสักที่ Maxime Plescia-Buchi ใช้ในงานศิลปะภาพพิมพ์ของเขา
Big Bang Sang Bleu II ใหม่แต่ละชิ้นจะวางจำหน่ายแบบ จำกัดจำนวน 200 ชิ้น ทั้งหมดจะมีตัวเรือนขนาดเดียว คือ 45 มม. ทำจากเซรามิกไฮเทคทั้งหมดตัวเรือนโครโนกราฟไขลานของ UNICO ผลิต ได้รับการพัฒนาภายในโดยวิศวกรและช่างทำนาฬิกาของ Hublot ประกอบด้วยส่วนประกอบ 330 ชิ้นและติดตั้งฟังก์ชันฟลายแบ็ค มีพลังงานสำรอง 3 วัน แต่ละชิ้นมีสายรัดข้อมือยางที่สอดคล้องกันด้วยระบบ One Click ช่วยให้เปลี่ยนสายได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ

หมายเลขอ้างอิง
418.HX.2001.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีขาว จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.EX.5107.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีฟ้า จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.FX.8007.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีเทาจำนวน จำกัด 200 ชิ้น
ด้านหลังหน้าปัดทุกสีทำจากเซรามิกเคลือบสลัก“ LIMITED EDITION 200NUM” และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ สายนาฬิกายางแบบหัวเข็มขัด ตัวเรือนเซรามิกสีขาว สายยางสีดำและสีขาว ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน สายยางสีดำและสีน้ำเงิน ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีเทา สายยางสีดำและสีเทา ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD


ราคาเรือนละ 861,000 บาท

Exclusive preview HUBLOT : BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC

Exclusive preview HUBLOT ขอเชิญคุณมาสนุกกับชีวิตที่สดใส! BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC ที่จะเผยโฉมในงาน Watches and Wonder 2021 วันพรุ่งนี้ แต่ L’Officiel Hommes Thailand นำความสุดพิเศษนี้มาให้คุณชมเป็นที่แรก แม้ว่าสีเหลืองจะเป็นสีหลักที่มีอยู่มากในธรรมชาติ แต่สีนี้ก็ยังทำให้มีเฉดที่สวยได้ยากโดยเฉพาะในวัสดุเช่นเซรามิก

ในฐานะผู้นำอย่างแท้จริงทางด้านนวัตกรรม และด้วยความเชี่ยวชาญของ Hublot Manufacture จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการสร้างเซรามิกสีเหลืองสดใสชิ้นแรก อนาคตของคุณจะสดใสด้วย Big Bang Unico Yellow Magic ของ Hublot เพราะคุณคงไม่ได้เห็นนาฬิกาสีเหลืองสดใสเขิดจ้าเหมือนแสงแดดที่จะทำให้วันของคุณสดใสขึ้นเช่นนี้มาก่อน

ด้วยการเปิดตัวเซรามิกสีแดงสดมีการกล่าวว่า (เกือบ)เป็นสีใน Pantone ที่เป็นไปได้สำหรับการทำเซรามิกสีสดใสเช่นนี้ขึ้นมา แต่เราก็ทำได้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2018 ฉะนั้น Big Bang Unico Yellow Magic ไม่เพียง แต่เข้ากันได้อย่างลงตัวด้วย สีสันสดใสเจิดจ้าที่กำลังมาแรงของ Pantone ประจำปี 2021 เสมือนการเขียนอนาคตด้วยการสร้างวัสดุในเชิงนวัตกรรมของเรา … จักรวาลที่ไม่มีขอบเขต จุดเด่นของนวัตกรรมของเราอยู่ที่คำขวัญของเราที่ว่า “เป็นคนแรกไม่เหมือนใครอย่างแตกต่าง” และสิ่งที่ดีที่สุดคือยังมาไม่ถึง…”
Ricardo Guadalupe
HUBLOT CEO

แสงแดดสดใสเจิดจ้าเสมือนการมองโลกในแง่ดี … ทำให้รู้สึกดี มีความสุขด้วยสีเหลืองสดใสนี้
นอกเหนือจากรูปลักษณ์ตามเทรนด์ที่ไม่อาจพลาดได้แล้ว นี่คือนาฬิกาสปอร์ตที่มีสีสันของความสำเร็จทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ช่างทำนาฬิกาชาวสวิสถือเป็นความลับนวัตกรรมที่ไร้ขีด จำกัด

Yellow Magic ชื่อของเซรามิกไฮเทคสีสันสดใสใหม่ที่สร้างโดย Hublot ซึ่งได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การมาถึงของเซรามิกสีแดงในปี 2018 กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์วัสดุที่ได้รับการจดสิทธิบัตรซึ่งพัฒนาและผลิตทั้งหมดโดยแผนก R&D ของผู้ผลิต ในห้องปฏิบัติการโลหะวิทยาและวัสดุ สี่ปีของการพัฒนาเพื่อค้นหาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของอุณหภูมิและความดันทำให้สามารถเผาเซรามิกได้โดยไม่ต้องเผาสี
Hublot ได้พบกับความท้าทายในการรักษาคุณสมบัติและความสมดุลของสีในขณะที่เพิ่มความต้านทานการสึกหรอของเซรามิกซึ่งยากกว่าเซรามิกแบบดั้งเดิม (1350 HV เทียบกับ 1200 HV) ไม่มีขาวดำอีกต่อไป ขอบคุณ Hublot เซรามิกมีให้เลือกทุกสีไม่ว่าจะเป็นแดงน้ำเงินเบจเขียวและเหลือง ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่มีสไตล์นี้ Hublot จึงยังคงสานต่อเรื่องราวของนวัตกรรมโดยการคิดค้นวัสดุใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

BIGBANG UNICO YELLOW MAGIC มีจำหน่ายในรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 250 เรือน ที่อวดสีสันเฉกเช่นแสงอาทิตย์ของตัวเรือนขนาด 42 มม. ขอบหน้าปัดส่องประกายด้วยเซรามิกสีเหลืองสดใส มีชีดบอกนาทีและวินาทีตัว ตัวเลขอารบิกบอกเวลา และเข็มนาฬิกาก็ล้วนเป็นสีเหลืองเจิดจ้า ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico HUB1280 มองเห็นจากด้านหน้าปัดผ่านกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ความสว่างสดใสยังคงเรื่อยไปจนถึงสายนาฬิกายางสีเหลืองที่มีเส้นดีไซน์ที่งดงาม นาฬิกาเรือนนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการจำลองแสงแดดแห่งชีวิตมาไว้บนข้อมือของคุณ

BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC (เลขอ้างอิง 441.CY.471Y.RX) ผลิตจำนวนจำกัด เพียง 250 เรือน หน้าปัดแบบ skeleton มองเห็นโครงสร้างภายใน ตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง: 42 มม ความหนา: 14.50 มม กันน้ำ: 10 ATM (100mt) ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre Hublot HUB1280 UNICO ไขลานอัตโนมัติ Chronograph Flyback Movement with Column Wheel สำรองพลังงาน: 72 ชั่วโมง ด้านหลัง Microblasted Black Ceramic สลัก“ LIMITED EDITION 250NUM” สายยางลายโครงสร้างสีเหลืองและสีดำพร้อมตัวล็อคหัวเข็มขัดไททาเนียมเคลือบเซรามิกสีดำและชุบสีดำ

ราคาเรือนละ 828,000 บาท

BREITLING’S HERITAGE, REVIVED

สดๆ ร้อนๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมากับการเผยโฉม Premier Heritage Collection ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้ง Breitling เพื่อคนทันสมัย มีรสนิยมที่ไร้ที่ติ นาฬิกาที่สวยงามเหล่านี้เป็นนาฬิกาที่หรูหราและประณีตที่สุดของแบรนด์

“ การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมด้วยการเพิ่มเติมความทันสมัยอย่างมีสไตล์ สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breitling และฟื้นฟูมรดกด้านการผลิตนาฬิกาของ Breitling ในการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาสมัยใหม่ นี่คือมรดกของที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง”

Georges Kern แห่ง Breitling ได้กล่าวอย่างภูมิใจ


Premier Heritage Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้ก่อตั้งของ Breitling ชายสามรุ่นที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การบอกเวลาและทำให้ Breitling เป็นเช่นทุกวันนี้ นั่นก็คือ Léon Breitling ก่อตั้ง บริษัท ในปี ค.ศ.1884 ต่อมาเขาได้จดสิทธิบัตรเครื่องจับเวลา/เครื่องวัดความเร็วแบบธรรมดาที่สามารถวัดความเร็วระหว่าง 15 ถึง 150 กม./ชม. ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่นำเสนอในนาฬิกาพกรุ่น 1906 Vitesse
ในปี 1906 และ Gaston ลูกชายของเขาได้สร้างนาฬิกาโครโนกราฟแบบสวมที่ข้อมือเครื่องแรกโดยมีตัวกดอิสระที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา นวัตกรรมนี้แยกฟังก์ชั่นเริ่มต้น หยุดและรีเซ็ต ออกจากเม็ดมะยมทำให้ใช้งานได้คล่องตัวและจริงจังมากยิ่งขึ้นสำหรับนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬา
ในปี 1934 วิลลีหลานชายของลีอองได้จดสิทธิบัตรตัวกดโครโนกราฟอิสระตัวที่สองที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา หนึ่งในความสำเร็จในการบุกเบิกที่โด่งดังของ Willy Breitling คือการก่อตั้งแผนกการบิน Huit ในปีพ. ศ. 1938

รสนิยมที่ไร้ที่ติ
นอกจากความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้ว วิลลี ไบรท์ลิง ยังเข้าใจความต้องการของผู้คนที่ต้องการสัมผัสความสง่างามและความเย้ายวนใจ สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกแบบนาฬิกาข้อมือระดับพรีเมียร์ดั้งเดิมในปี 1940 ซึ่งเป็นก้าวแรกของ Breitling ในการเชื่อมโยงจุดมุ่งหมายกับสไตล์ ดังที่วิลลีเห็น
“เมื่อผู้ชายใส่นาฬิกาของเขา มันคือตราประทับของรสนิยมที่ไร้ที่ติ”

Premiers รุ่นล่าสุด (Breitling’s Premier Heritage Collection)นำความสง่างามเหนือกาลเวลานี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คอลเล็กชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกาหกเรือนที่แบ่งออกเป็นสามประเภทที่โดดเด่น ได้แก่ The Chronograph, The Duograph และ The Datora
ทั้งหมดประกอบด้วยตัวเลขอารบิก เข็มนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจ และสายจระเข้กึ่งเงาพร้อมการเย็บแบบ tone-on-tone นาฬิกาทุกเรือนเป็นนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

ฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มเติม


นาฬิกา Premier Heritage Chronograph ขนาด 40 มม. เป็นนาฬิกาไขลานด้วยมือเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิมในปี 1940 ใช้กลไก Breitling Manufacture Caliber B09 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Breitling Manufacture Calibre 01 โดยมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ หน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอที่สะดุดตาซึ่งตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หรือหน้าปัดสีเงินอันโอ่อ่าตกแต่งด้วยทอง Red gold 18 k


ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลและทองคำขาว 18 k ขนาด 42 มม. Premier Heritage Duograph มาพร้อมกับหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีดำตามลำดับ ฟังก์ชั่น Rattrapante ซึ่งเป็นหนึ่งในความซับซ้อนที่สุดในการผลิตนาฬิกาช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถจับเวลาที่ผ่านไปสองครั้งพร้อมกันได้ด้วยเข็มนาฬิกาโครโนกราฟสองอันที่ซ้อนทับกัน ชิ้นนี้เป็นกลไก Breitling Manufacture Calibre B15 ซึ่งพัฒนามาจาก Breitling Manufacture Caliber B03


เช่นเดียวกับรุ่นก่อนในปี 1940 Premier Heritage Datora ขนาด 42 มม. ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นที่มองเห็นได้ชัดเจนและซับซ้อนเช่นการแสดงวันวันที่และข้างขึ้นข้างแรม ขับเคลื่อนโดยกลไก Calibre B25 หน้าปัดสี Red gold ของ Datora ล้อมรอบด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลในขณะที่หน้าปัดสีเงินมาในตัวเรือนทองคำขาว 18 k
Premier Heritage Collection ทั้งสามรุ่นเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการบอกเวลาของ Breitling ที่สืบเนื่องจากการพัฒนาการมาหลายชั่วอายุคน

Seiko Save The Ocean Project #4

โครงการเพื่อคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมจากบริษัทไซโก (ประเทศไทย) ที่กลับมาอีกครั้งในปี 2021 โดยไซโก ได้ร่วมกับเหล่าพันธมิตร อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) จังหวัดกระบี่, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล กลุ่มแฟนพันธ์แท้ไซโก สื่อมวลชน และชุมชนชาวท่าเลน จังหวัดกระบี่ เพื่อคืนความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเล


โดยโครงการ Seiko Save The Ocean นี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และโครงการนี้เริ่มต้นมาจากแนวคิดที่แบรนด์ไซโกเอง ได้นำเอาแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำหลากหลายรุ่นมาจากท้องทะเล รวมถึงรุ่นสำคัญที่ผลิตเฉพาะในประเทศไทย อย่าง “พรอสเปกซ์ จิมเบ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ฉลามวาฬ” เพื่อวางจำหน่ายจนโด่งดังไปทั่วโลก ทางบริษัทฯ จึงมีความตั้งใจที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา ไซโก จิมเบ และ นาฬิกา ไซโก เซฟ ดิ โอเชียน มาทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์กลับไปยังท้องทะเลไทย ซึ่งในครั้งนี้ได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ไซโก แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด มาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย


โดยกิจกรรมหลักคือร่วมกันสร้างบ้านปลาจากวัสดุธรรมชาติ ณ The Tubkkak Boutique resort ทำไมปลาต้องมีบ้าน บ้านปลาคือภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ช่วยหาแหล่งอนุบาลให้กับปลาตั้งแต่วางไข่ ลูกปลาเล็กๆ จะได้มีที่หลบภัย บางคนอาจจะสงสัยว่าธรรมชาติของปลาจำเป็นต้องมีบ้านหรือ ปลามีบ้านโดยธรรมชาติอยู่แล้วนั่นก็คือแนวปะการัง แต่ทุกวันนี้แนวปะการังถูกทำลาย ชาวประมงท้องถิ่นจึงต้องกาแหล่งอนุบาลปลาในธรรมชาติที่พวกเขาสร้างให้ปลาได้ นั่นก็คือบ้านปลาที่ทำจากโครงสร้างไม้เป็นรูปสามเหลี่ยม มุงด้วยใบมะพร้าวที่มัดให้ติดกับโครงบ้านปลา โดยทางมะพร้าวนี้เมื่อทิ้งไว้ในน้ำทะเลก็จะเป็นแหล่งพักของลูกปลาเล็กๆ ที่เพิ่งออกจากไข่ เมื่อเวลาผ่านไปทางมะพร้าวก็ย่อยสลายกลายเป็นอาหารปลาด้วย สำหรับบ้านปลานี้เมื่อทางมะพร้าวย่อยสลายไปแล้วสามารถนำเอาโครงไม้มาผูกกับทางมะพร้าวใหม่แล้วปล่อยลงทะเลอีกครั้ง


กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งท้องทะเลและชุมชน นำโดยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทย นายฮิโรยูกิ อาคาชิ และเหล่าพันธมิตร ชาวบ้านชุมชนท่าเลนที่ร่วมกันสร้างบ้านปลาและสัตว์ทะเลที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติอย่างไม้และทางมะพร้าวเพื่อนำไปหย่อนกลางทะเลบริเวณอ่าวท่าเลนให้เป็นแหล่งอนุบาลปลาและสัตว์ทะเลให้ชุมชน ณ โรงแรมเดอะทับแขก บูทีค รีสอร์ท โดยกิจกรรมร่วมกันสร้างบ้านสัตว์น้ำในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มและขยายพันธ์สัตว์น้ำและให้ชุมชนมีแหล่งอาหารเพื่อนำมาเป็นรายได้แก่ครอบครัวต่อไป


นอกจากนี้ ยังรวมตัวกันพายเรือคายัคเพื่อเข้าไปในพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณท่าเลน แคนย่อนเพื่อร่วมกันปล่อยปูดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่คืนสู่ธรรมชาติเพื่อขยายพันธ์กว่า 1,000 ตัว โดยมีเป้าหมายถึงจะฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของท้องทะเลบริเวณป่าชายเลนให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

#Seiko #SeikoThailnd #SeikoProspex #SeikoSaveTheOcean2021 #CSR

Vacheron Constantin กับการกลับมาของนาฬิกาโครโนกราฟ Cornes de vache ที่มีดีไซน์หรูหราคลาสสิกกลิ่นไอเท่ๆจากยุค 60’s

ถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1955 ท่ามกลางช่วงปีอันเฟื่องฟูหลังสงคราม นาฬิกา วาเชอรอง คองสตองแตง รุ่น “คอร์น เดอ วาช” (Cornes de vache) ซึ่งตั้งชื่อตามลักษณะรูปทรงของหูเชื่อมสายได้สร้างชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฐานะหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นสัญลักษณ์ของช่วงเวลานั้น ด้วยหมายเลขอ้างอิง 6087 และผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดพิเศษมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลารุ่นที่ผู้คนซึ่งหลงใหลในเมซง (Maison) แห่งนี้ต่างตามหามากที่สุด ภายใต้จิตวิญญาณความวินเทจของคอลเลคชั่น ฮิสทอริคส (Historiques) ในวันนี้ วาเชอรอง คอนสแตนติน (Vacheron Constantin) ได้นำเสนอซึ่งการตีความและการนำกลับมาทำใหม่ของเรือนเวลาสตีล พร้อมด้วยเอกลักษณ์แห่งการผสมผสานระหว่างประเพณีและความเป็นต้นตำรับดั้งเดิมอันเปี่ยมด้วยสไตล์

วาเชอรอง คองสตองแตง ปรารถนาที่จะมอบซึ่งความเป็นจริงที่สามารถจับต้องได้ให้กับมรดกของตน โดยการสร้างสรรค์ ฮิสทอริคส คอลเลคชั่น ขึ้นในปี ค.ศ. 2006 เพื่ออุทิศให้กับเหล่าต้นแบบซึ่งได้สร้างวิวัฒนาการให้กับเมซง โดยคอลเลคชั่นนี้ได้ตอกย้ำความโดดเด่นของมรดกอันรุ่มรวยทางเทคนิคและความสวยงามของโรงงานการผลิต ผ่านการตีความใหม่อันร่วมสมัยของเหล่ารุ่นตำนานอันเป็นสัญลักษณ์ ด้วยการรังสรรค์ทายาทเรือนเวลาทั้งหมดที่บรรดานักสะสมและผู้ซึ่งหลงใหลในนาฬิกากำลังมองหาซึ่งผลงานที่อาบไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเก่าแก่และความวินเทจ ทำให้นาฬิกา ฮิสทอริคส นี้มีความพิเศษโดยธรรมชาติ และตลอดระยะเวลาหลายปี ผลงานหลากหลายรุ่น อาทิ อเมริกัน 1921 (American 1921) หรืออัลตร้า-ไฟน์ 1955 (Ultra-fine 1955) ได้มอบซึ่งการปลุกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่

HISTORIQUES CORNES DE VACHE 1955

นาฬิกา คอร์น เดอ วาช ฮิสทอริคส  1955 ขับเคลื่อนโดยกลไกจักรกลไขลานด้วยมือโครโนกราฟ คาลิเบอร์ 1142 มอบการสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง โดยรักษาไว้ซึ่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันยิ่งใหญ่ กับจักรกลจับเวลาช่วงสั้นๆ ที่ควบคุมผ่านคอลัมน์วีล (column-wheel) ตกแต่งด้วยหัวสกรูรูปทรงคล้าย มอลทิส ครอส (Maltese cross) สัญลักษณ์ของวาเชอรอง คอนสแตนติน พร้อมทั้งงานตกแต่งและขัดขึ้นมุมด้วยมือทั้งหมด กับลวดลายเกรนวงกลมบนด้านหน้าปัด และโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) บนด้านหลัง กลไกซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 164 ชิ้นและทำงานความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) นี้ยังสามารถชื่นชมความสวยงามประณีตได้ผ่านฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ใส และล้อมกรอบด้วยขอบตัวเรือนรูปทรงสิบด้าน 

เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้นำเสนอฟังก์ชั่นแสดงเวลา ซึ่งรวมไปถึงการแสดงวินาทีบนหน้าปัดเล็ก เช่นเดียวกับฟังก์ชั่นจับเวลาโครโนกราฟ พร้อมด้วยเข็มจับเวลาวินาทีกลาง และหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลานาที รายล้อมด้วยสเกลทาคีมิเตอร์ (tachymeter) (ทำหน้าที่ในการช่วยคำนวณความเร็วเฉลี่ยเหนือระยะทางที่กำหนด) บนฐาน 1000 เมตร รอบหน้าปัดซึ่งติดตั้งด้วยเข็มชี้สตีลสีน้ำเงินเพื่อมอบความสามารถในการมองเห็นได้อย่างชัดเจนสูงสุด ขณะที่วงแหวนสเกลนาทีสีขาวยังแสดงเวลาได้อย่างแม่นยำด้วยตัวเลขสีแดงเข้ม ตอกย้ำความโดดเด่นของโทนสีเทากำมะหยี่บนหน้าปัดโอปอลซึ่งบรรจุไว้ด้วยหน้าปัดย่อยลายก้นหอยสองวง พร้อมทั้งตัวเลขโรมันสีแดงและเครื่องหมายบอกชั่วโมงแบบนำมาติดบนหน้าปัด 

ข้อมูลทางเทคนิค

ฮิสทอริคส คอร์น เดอ วาช 1955 

หมายเลขอ้างอิง              5000H/000A-B582

คาลิเบอร์                       1142

                                    พัฒนาและผลิตขึ้นโดย วาเชอรอง คองสตองแตง

                                    จักรกล, ไขลานด้วยมือ

                                    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 27.5 มม. (12”’)

                                    หนา 5.57 มม.

                                    สำรองพลังงานได้ประมาณ48 ชั่วโมง 

                                    ความถี่ 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

                                    ชิ้นส่วน164ชิ้น

                                    ทับทิม 21 เม็ด

                                    เรือนเวลาผ่านประกาศนียบัตร ฮอลล์มาร์ค ออฟ เจนีวา (Hallmark of Geneva) 

การแสดง                       ชั่วโมง, นาที, วินาทีบนหน้าปัดเล็ก ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา 

                                    โครโนกราฟคอลัมน์วีล (หน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาที) 

ตัวเรือน                         สตีล

                                    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38.5 มม., หนา 10.9 มม.

                                    ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส 

                                    ผ่านการทดสอบการกันน้ำที่ระดับความลึก 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร) 

หน้าปัด                         บริเวณศูนย์กลางทำจากโอปอลตกแต่งสีเทากำมะหยี่ พร้อมด้วยหน้าปัดย่อยลายก้นหอย

                                    เครื่องหมายบอกชั่วโมงและตัวเลขโรมันแบบนำมาติดบนหน้าปัด ทำจากทองไวท์โกลด์ 18 กะรัต 

                                    เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก ทำจากทองไวท์โกลด์ 18 กะรัต

                                    เข็มโครโนกราฟและเข็มบนหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาที ทำจากสตีลสีน้ำเงิน 

สาย                              สายหนังวัวสีน้ำตาลเข้มแบบพาติน่าโดยเซอราเปียน, ด้านในทำจากหนังวัว, เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีเดียวกัน                                            

หัวเข็มขัด                       หัวเข็มขัดสตีล

                                    รูปทรง มอลทิส ครอส ครึ่งซีกขัดเงา 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Pendulum Siam Paragon โทร. 026109423

The Culture of Design

คาร์เทียร์เฉลิมฉลองศักราชใหม่ด้วยแคมเปญ The Culture of Design แคมเปญระดับโลกของคาร์เทียร์ ที่อุทิศให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คาร์เทียร์ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบวัฒนธรรมการออกแบบของคอลเลคชั่นในตำนานของคาร์เทียร์อีกครั้ง ได้แก่ ซานโตส (Santos), แทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), เลิฟ (Love), จุตส์ เอิง คลู (Cartier Juste un Clou), ปองแตร์ (Panthère) และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนถึงมาตรฐานอันพิถีพิถันของคาร์เทียร์ รวมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่คาร์เทียร์ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเสาะหารูปทรงอันสมบูรณ์แบบ จากการเรียงร้อยเส้นสายอันบริสุทธิ์ รูปทรงที่แม่นยำ การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และรายละเอียดต่างๆ อันประณีต แคมเปญนี้จะนำเสนอคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ เพื่อให้เกียรติต่อผลงานชิ้นไอคอน ที่เป็นผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์และความตั้งใจของนักออกแบบ ที่นำเสนอเครื่องประดับและเรือนเวลาคอลเลคชั่นต่างๆ อันทรงพลัง เรียบง่ายและสรรสร้างขึ้นอย่างพอดี ผลงานชิ้นไอคอนเหล่านี้ทำให้เครื่องประดับของคาร์เทียร์กลายเป็นดีไซน์แบบร่วมสมัยและเป็นที่ปรารถนาของทุกคนมาโดยตลอด

สำหรับแบรนด์คาร์เทียร์ ดีไซน์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง แนวคิดอันแหวกแนวซึ่งถูกหล่อหลอมและฝังรากลึกของแบรนด์ระดับตำนานที่สามารถรังสรรค์ผลงานศิลปะผ่านคอลเลคชั่นเครื่องประดับเลอค่าและเรือนเวลาที่มีดีไซน์โดดเด่นจนยากที่จะละสายตา คืออัตลักษณ์ของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็น คอลเลคชั่นแทงก์ (Tank), ทรินิตี้ (Trinity), จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou), ซานโตส (Santos), เลิฟ (Love), ปองแตร์ (Panthère), และบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu) แคลช (Clash) ล้วนเป็นผลงานที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคอลเลคชั่นเหล่านี้มีรากฐานมาจากหลักการออกแบบ 4 ประการ ได้แก่ เส้นลายที่บริสุทธิ์, รูปทรงที่แม่นยำ, ความเที่ยงตรงของสัดส่วน และรายละเอียดอันประณีต

เส้นลายที่บริสุทธิ์ คือความปรารถนาของคาร์เทียร์ในการลดทอนรายละเอียดปลีกย่อยที่จะบดบังโครงสร้างแท้จริงอันงดงามของชิ้นงาน และทำให้ความสวยงามนั้นเข้าใจง่าย การเสาะแสวงหาความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้งานแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงช่างในระดับสูง
รูปทรงที่แม่นยำ อยู่เหนือทุกการแสวงหาใดๆของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะถูกรังสรรค์ด้วยรูปทรงจัตุรัส ทรงกลม หรือแม้แต่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ด้วยการวัดขนาด กะเกณฑ์ผลลัพธ์แห่งความสมมาตร เส้นขนาน หรือแม้แต่ความอสมมาตรที่แต่ละรูปทรงจะนำพาไปได้ บวกกับมุมมองตามสัดส่วนผ่านสายตาที่ช่วยเพิ่มมิติและเส้นสายอ่อนช้อย ราวกับคาร์เทียร์ได้รังสรรค์รูปทรงใหม่และซ่อนความเคลื่อนไหวให้กับทุกชิ้นงาน

ความเที่ยงตรงของสัดส่วน คือสมดุลยภาพระหว่างเส้นสายและรูปทรง ขนาดของเครื่องประดับและแขนของผู้สวมใส่ ความถูกต้องของสัดส่วนนั้นจะถูกวัดจากวิธีการสวมใส่เช่นเดียวกับเสื้อผ้า จากนั้นสัดส่วนจะทำหน้าที่กำหนดความหมายที่แท้จริงให้กับความสง่างามของชิ้นงานตามบริบทที่ลงตัว และจากความแม่นยำนี้ ทำให้คาร์เทียร์สามารถรังสรรค์สัดส่วนให้กับผลงานใหม่ไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่บิดเบือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ตอบรับกับนวัตกรรมเชิงเทคนิค การวิจัยด้านกายศาสตร์ และความเข้าใจด้านการใช้งานของแต่ละชิ้นงาน
รายละเอียดอันประณีต สื่อถึงสัญชาตญาณในด้านสไตล์ของช่างผู้สร้างสรรค์อัญมณีที่ค้นพบและกล้าเปิดเผยความงดงามที่ถูกซ่อนไว้ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนต้องสื่อความหมายให้กับเครื่องประดับและเรือนเวลาจึงทำให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามเชิงศิลป์เท่านั้น และคาร์เทียร์ก็พร้อมที่จะแสดงความเลอค่าของทุกรายละเอียดในทุกชิ้นงานออกมา

เครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงคุณค่า
ความชาญฉลาดของการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลาดูกลมกลืนในทุกยุคสมัยรวมถึงในอนาคต ความร่วมสมัยนี้ ถึงแม้จะให้ความรู้สึกเก่าแก่ในความคิดของบางคน แต่ดีไซน์เหล่านี้ก็ได้แสดงกับกาลเวลาให้ได้ประจักษ์แล้วว่าความคลาสสิกเหนือกาลเวลานั้นมีความสำคัญเพียงใด ชิ้นงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้อาจถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังคงจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่สิ้นสุด และเป็นแหล่งพลังงานทางความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตซึ่งคาร์เทียร์หาญกล้าที่จะนำมาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกผลงานคือมรดกทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงอารมณ์ความรู้สึก และความความสัมพันธ์ทางจิตใจอย่างแรงกล้าที่เรามีกับผลงานระดับประวัติศาสตร์ที่ เหนือการเวลาเหล่านี้จะเติบโตไปตามเวลาที่แปรผันเช่นเดียวกับความหมายที่แต่ละชิ้นงานต้องการสื่อออกมา คอลเลคชั่นเครื่องประดับและ เรือนเวลาล้ำค่าน่าจดจำแห่งประวัติศาสตร์วงการจิวเวลรี่และวงการประกอบนาฬิกาชั้นสูงเหล่านี้เป็นดังบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของคาร์เทียร์ ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถ่ายทอดผ่านชิ้นงานเครื่องประดับและนาฬิกา

บัลลอง เบลอ เดอ คาร์เทียร์ (Ballon Bleu de Cartier)
นาฬิกาคอลเลคชั่นบัลลอง เบลอ (Ballon Bleu de Cartier) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2007 โดยดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำความกลมมนมาตีความใหม่ด้วยการเพิ่มมิติ และผลลัพธ์คือความซับซ้อนของวงกลมที่มีมิติ บนตัวเรือนที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการซ่อนเม็ดมะยมคริสตัลแซฟไฟร์ สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ในวงแหวนกลมเล็กไว้กับตัวเรือนอย่างแนบเนียนไม่มีสะดุด ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

จุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou)
สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับจุตส์ เอิง คลู (Juste un Clou) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองนิวยอร์กในช่วงยุค 70 โดย อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) ดีไซเนอร์ของคาร์เทียร์ได้นำรูปทรงตะปูที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมาตีความใหม่ เป็นเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ด้วยเส้นสายโค้งมน ทว่ามีดีไซน์เฉียบคม พร้อมสัดส่วนที่ถูกต้องรับกับข้อมืออย่างลงตัว

แทงก์ (Tank)

เมื่อปีค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้นำแรงบันดาลใจจากความคมชัดของเส้นสายต่างๆ และภาพจากด้านบนของรถถังมาสร้างสรรค์เป็นรูปทรงใหม่ให้กับนาฬิการุ่นแทงก์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนทรงเหลี่ยม ด้วยหลักการออกแบบกราฟฟิกให้คานทรงเหลี่ยมสองชิ้นที่ประกบตัวเรือนเป็นดั่งล้อรถ และตัวเรือนดุจหอบังคับการ โดยที่การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกาต้องกลมกลืนจนเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันเพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจเอาไว้

ทรินิตี้ (Tritiny)
แหวนทรินิตี้ เป็นผลงานการออกแบบของหลุยส์ คาร์เทียร์เมื่อปีค.ศ.1924 ด้วยการเผยความงดงามของวงแหวนสีทองไวท์โกลด์ เยลโลโกลด์และพิงค์โกลด์ 3 วงที่มีเส้นสายเรียบง่ายและขนาดสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบซึ่งกระหวัดพันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์ (Panthère de Cartier)
นาฬิกาปองแตร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1983 ให้เป็นมากกว่างานศิลปะ ด้วยตัวเรือนทรงเหลี่ยมมุมมน เส้นสายที่กลมกลืนอย่างไร้รอยต่อของตัวเรือนและสายนาฬิกา รวมถึงหมุดตอกที่เห็นบนกรอบตัวเรือน คาร์เทียร์ปรารถนาที่จะให้นาฬิกาปองแตร์รักษาความความโดดเด่นของเส้นสายแต่ยังความอ่อนช้อย ซึ่งทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นเสมือนเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน โดยนาฬิกาเรือนนี้ มีชื่อเดียวกับกำไลข้อมือที่สะท้อน ความเคลื่อนไหวของเสือแพนเตอร์ สัตว์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ประจำแบรนด์คาร์เทียร์ นาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำมาออกแบบตีความใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2017 ให้แสดงถึงความเป็นอิสตรีที่เปี่ยมสุข เด็ดเดี่ยว และเป็นอิสระเหนือชายชาตรี

เลิฟ (Love)
เลิฟ คือเครื่องประดับที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการดีไซน์ของคาร์เทียร์ และเส้นสายที่คมชัดคือความสมบูรณ์แบบ กำไลข้อมือทรงรีนี้ถูกสร้างสรรค์โดย อัลโด้ ซิพูลโล (Aldo Cipullo) ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1969 ด้วยการนำแผ่นโลหะหรูหราทรงโค้งสองอันมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยสกรูวและไขควงที่ให้มาโดยเฉพาะ

ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ (Santos de Cartier)
นาฬิกาซานโตสถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1904 บนแนวคิดเรื่องรูปทรง รสนิยมแบบเรียบง่าย ความถูกต้องของสัดส่วนและรายละเอียดที่ปราณีตซึ่งเป็นครั้งแรกที่คาร์เทียร์ออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีหน้าปัดสี่เหลี่ยม ขณะที่ในยุคนั้นนาฬิกาพกมักมีทรงกลม ส่วนสกรูวที่มักถูกซ่อนไว้อยู่เสมอในเทคนิคการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงก็กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดและกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสวยงามของคอลเลคชั่นในที่สุด

ความหลากหลายของดีไซน์ที่ร่วมสมัย ไปจนถึงรูปทรงที่ออกแบบอย่างประณีตและบริสุทธิ์ กลายเป็นผลงานชิ้นไอคอนที่สร้างชื่อ ให้กับแบรนด์คาร์เทียร์ คาร์เทียร์ยังคงมุ่งมั่นรักษาประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับต่างๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป รวมไปถึงแนวคิดของการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูแต่เป็นตำนานเพื่อประกอบเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไป
ค้นพบงานดีไซน์ในคอลเลคชั่นอันเป็นไอคอนได้ที่ คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Rolex กับความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน

จากยอดเขาอันสูงตระหง่านไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร นาฬิกา Rolex ได้ร่วมเดินทางอย่างมุ่งมั่นในภารกิจการบุกเบิกของคณะนักสำรวจสู่สถานที่สุดหฤโหดบนพรมแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การออกเดินทางไปยังที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าถึงนั้นทำให้ Rolex สามารถทดสอบการทำงานของนาฬิกาในสถานการณ์จริงผ่านการสำรวจขั้วโลก ปีนยอดเขา สำรวจถ้ำ ตลอดจนด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เหล่านักสำรวจผู้กล้าหาญชื่อดังระดับโลกได้สวมใส่นาฬิกา Rolex ไปยังสภาวะสุดหฤโหดเพื่อทดสอบสเถียรภาพของนาฬิกา พร้อมนำผลการทดสอบจากการออกเดินทางแต่ละครั้งมาพัฒนานาฬิการุ่น Professional ให้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1953 ระหว่างการเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อนักสำรวจ Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ได้กลายเป็นสองบุคคลแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้ โดยองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจากการสำรวจครั้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเปิดตัวนาฬิกา Oyster Perpetual Explorer และตามมาด้วย Oyster Perpetual Explorer II ภายในปีเดียวกัน

ไม่นานหลังจากที่มนุษย์พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ทีมนักสำรวจนำโดย Jacques Piccard และ Don Walsh ก็ได้ด่ำดิ่งสู่จุดที่ลึกที่สุดในโลกที่ความลึก 10,916 เมตร ณ บริเวณ มาเรียนา เทรนช์ หรือที่รู้จักในชื่อ Challenger Deep ในปี 1960 ด้วยยานสำรวจน้ำลึก Trieste ต่อมาในปี 2012 นักสร้างภาพยนตร์ นักสำรวจ และ Rolex Testimonee อย่าง James Cameron ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการด่ำดิ่งเพียงลำพังไปสู่จุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร หรือ มาเรียนา เทรนช์ ณ ความลึก 10,908 เมตร โดยนาฬิกา Rolex ที่ถูกติดตั้งไว้ด้านนอกของยาน ยังคงสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในการสำรวจทั้งสองครั้ง

ภารกิจการสำรวจ ผนวกกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ได้นำมาสู่การเปิดตัว Oyster Perpetual Sea-Dweller ครั้งแรกในปี 1967 และ Oyster Perpetual Rolex Deepsea ในปี 2008

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักดำน้ำ นักปีนเขา นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ ได้กลายมาเป็น Rolex Testimonee ร่วมทำลายสถิติและสร้างบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความอดทนและกล้าหาญในรูปแบบที่สร้างสรรค์ โดยมี Rolex เคียงคู่ทุกการสำรวจในฐานะเพื่อนร่วมการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ

Sylvia Earle นักชีววิทยาทางทะเล และ Rolex Testimonee ได้บอกเล่าบทบาทของ Rolex ในฐานะผู้สนับสนุนการสำรวจอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติไว้ได้อย่างดีเยี่ยมว่า “การออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องน่านฟ้า พิชิตยอดเขา สำรวจถ้ำ เดินเรือ เดินป่า หรือด่ำดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก ทุกการผจญภัยล้วนเล่าขานเรื่องราวแห่งธรรมชาติและมีส่วนช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษย์มาจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งสิ่งที่นักสำรวจพบเจอก็กลายมาเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันไป Rolex จึงเป็นดั่งพยานที่มีชีวิตที่ร่วมบันทึกทุกการเดินทางของผู้พิชิตธรรมชาติ”

TUDOR ROYAL


นาฬิกาสปอร์ตชิคที่เหนือชั้นยิ่งกว่าด้วยสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องและกลไกลานอัตโนมัติ นาฬิกาตระกูล TUDOR Royal รุ่นใหม่นี้จึงเหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ

Royal เป็นชื่อที่ TUDOR นำมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1950 เพื่อตอกย้ำถึงคุณภาพที่เหนือระดับของนาฬิกา ตระกูล TUDOR Royal ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดนี้ ด้วยการนำเสนอนาฬิกาสปอร์ตชิคระบบอัตโนมัติพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้และคุณภาพที่ไม่ยิ่งหย่อน สมรรถนะทางเทคโนโลยีสุดล้ำและความงดงามประณีตคือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของนาฬิกาในตระกูลนี้ ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างนาฬิกาคลาสสิกและนาฬิกาสปอร์ต โดยมีให้เลือกในรุ่นสเตนเลสสตีลหรือสเตนเลสสตีลและทองคำ และนำเสนอใน 4 ขนาดพร้อมหน้าปัดที่มีให้เลือกถึง 9 รูปแบบ

จุดเด่นสำคัญ

  • ตัวเรือนขนาด 28, 34, 38 และ 41 มิลลิเมตร ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ 
  • หน้าปัดผิวสัมผัสแบบซาตินซันเรย์หลากหลายแบบ พร้อมตัวเลขโรมันหรือแบบฝังเพชร
  • เข็มนาฬิกาทรง Baton เคลือบสารเรืองแสง Swiss Super-LumiNova®
  • ช่องแสดงวันที่ และวันของสัปดาห์สำหรับรุ่นเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม.
  • สายนาฬิกา “ห้าข้อต่อ” ที่เป็นชิ้นเดียวกับตัวเรือน ผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ
  • การรับประกันห้าปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงตามระยะ

TUDOR ROYAL คือสัญลักษณ์แห่งการท้าทาย #BORNTODARE

นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1926 TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด เป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งทั้งในขณะนั้นและจวบจนถึงทุกวันนี้มาจากการสืบสานวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งแบรนด์ นักประดิษฐ์ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนาฬิกายุคใหม่ นั่นคือความแม่นยำสำหรับนาฬิกาข้อมือ การกันน้ำและกลไกลานอัตโนมัติ เขากล้าที่จะฝันถึงเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ และได้รังสรรค์แบรนด์ TUDOR ขึ้นเพื่อทำความฝันนั้นให้กลายเป็นจริง นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวอย่างที่เด่นชัดของมรดกตกทอดแห่งการยืนหยัดในวิสัยทัศน์และคำมั่นสัญญาต่อผู้ที่จะเป็นเจ้าของในอนาคตถึงคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด ผลิตขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์จากแท่งสเตนเลสสตีล 316L ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุด

ตัวเรือนของรุ่น TUDOR Royal นั้นกันน้ำในทุกสถานการณ์จนถึงระดับความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) ใต้ผิวน้ำทะเลด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและฝาหลัง แม้จะมองไม่เห็น แต่กลไกลานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ในด้านกลไกขนาดเล็กได้รับการตกแต่งอย่างงดงามและทำงานตามมาตรฐานการจับเวลาที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา  ประการสุดท้ายก็คือสายนาฬิกา “5 ข้อต่อ” ซึ่งใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดดเด่นด้วยคุณภาพที่เหนือชั้นทั้งในด้านการออกแบบ การผลิต และความประณีตของชิ้นงาน คุณสมบัติเหล่านี้และอีกมากมายนำไปสู่คุณภาพที่ได้รับการกล่าวขานของ TUDOR ตามปรัชญาที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือ #BornToDare ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอยู่เสมอ

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน 

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวแทนแห่งความสมดุล ความหรูหรา และการใช้งานที่อเนกประสงค์ รายละเอียดของการออกแบบมอบบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นการสลับกันระหว่างพื้นผิวขัดเงากับลายร่อง  TUDOR Royal ให้รูปลักษณ์ที่ดูลื่นไหลและสไตล์ที่มั่นคง ด้วยสายนาฬิกาเหล็กแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนที่สอดประสานเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยเอกลักษณ์ของข้อต่อแบบกว้างผิวซาติน 3 ชิ้นที่อยู่ระหว่างข้อต่อแบบแคบผิวเงา 2 ชิ้น คุณภาพของผิวสัมผัสที่ลื่นละมุน และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือขอบของข้อต่อเหล่านี้ล้วนตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ TUDOR เพื่อให้สวมใส่สบายยามที่อยู่บนข้อมือ มีให้เลือกทั้งในแบบสเตนเลสสตีล แบบข้อต่อสลับกันระหว่างสเตนเลสสตีลและทองคำ นาฬิกาในตระกูลนี้จึงตอบสนองได้ทุกรสนิยมด้วยพื้นผิวหลากหลายแบบ TUDOR Royal ออกแบบมาให้รองรับข้อมือได้ทุกขนาด ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาดด้วยกัน โดยรุ่น 41 มม. นั้นจะยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษกับระบบกลไกที่แสดงวันพร้อมกันกับวันที่

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมหน้าปัดอันประณีต

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal เสนอเอกลักษณ์ที่เป็นลวดลายซันเรย์บนหน้าปัดที่ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกในสีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ลวดลายซึ่งแผ่รัศมีจากจุดกึ่งกลางของหน้าปัดนี้สร้างเอฟเฟ็กต์แสงและเงาสะท้อนที่สวยสะดุดตา ซึ่งขับเน้นให้นาฬิกาในตระกูลนี้ดูหรูหราโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังมีในรุ่นหน้าปัดมุกประดับเพชรที่ดูสวยหวานเหมาะสำหรับสุภาพสตรี และเพื่อแต่งเติมให้ดูเก๋ไก๋ยิ่งขึ้น TUDOR จึงได้ประดับตัวเลขโรมันให้กับนาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal อีกด้วย 

การรับประกันโดย TUDOR

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สูงสุด TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดมา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือชั้นของนาฬิกา วันนี้ TUDOR จึงมีความยินดีมอบการรับประกันห้าปี สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่จำหน่ายหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ TUDOR ที่ซื้อระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ถึง 31 ธันวาคม 2019 ก็ยังจะได้รับการขยายเวลารับประกันไปอีก 18 เดือน นับเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 3 ปีครึ่งอีกด้วย TUDOR ยังแนะนำให้นำนาฬิกามาเข้ารับบริการทุก 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการใช้งานจริง

หมายเลขอ้างอิง 28600/3, 28500/3, 28400/3, 28300/3

ตัวเรือน

ตัวเรือนเหล็กกล้า 316L ขนาด 41, 38, 34 หรือ 28 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา

ขอบตัวเรือน

ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต ที่สลับกันระหว่างรอยบากและพื้นผิวขัดเงา

เม็ดมะยม

เม็ดมะยมแบบขันเกลียวทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ TUDOR แบบนูน

หน้าปัด

สีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ตกแต่งผิวซันเรย์ ประดับเพชรหรือไม่ประดับเพชร

หน้าปัดไข่มุกสีขาวประดับอัญมณี (เฉพาะรุ่น 34 และ 28 มม.)

ตัวเลขโรมัน

วันของสัปดาห์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

วันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา

กระจกคริสตัล

คริสตัลแซฟไฟร์

การกันน้ำ

กันน้ำลึกสูงสุดถึง 100 ม. (330 ฟุต)

สายนาฬิกา

สายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนทำจากเหล็กกล้า 316L หรือเหล็กกล้า 316L และทองคำ 18 กะรัต 5 แถว ข้อต่อด้านนอกและตรงกลางผิวซาติน ข้อต่อตัวเชื่อมผิวขัดเงา พร้อมระบบล็อกแบบบานพับและสลักนิรภัย

กลไกลาน

กลไกลานอัตโนมัติ, คาลิเบอร์ T603 (41 มม.) หรือ T601 (38 และ 34 มม.) หรือ T201 (28 มม.) 

พลังงานสำรอง

ประมาณ 38 ชั่วโมง

ฟังก์ชันการทำงาน

เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง

วันที่แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

วันของสัปดาห์แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งได้อย่างแม่นยำ