BLACK BAY CHRONO S&G

นาฬิกาโครโนกราฟสุดชิคในตระกูล Black Bay ทำจากเหล็กกล้าและทองคำ พร้อมคาลิเบอร์อัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง กับกลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง บ่งบอกถึงความยึดมั่นขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมที่สุดในการผลิตเรือนเวลาเพื่อการกีฬา

TUDOR ได้รังสรรค์นาฬิกาที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับโลกแห่งกีฬาแข่งรถมาตั้งแต่เปิดตัวนาฬิกา Oysterdate เมื่อปี 1970 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ และด้วยแนวทางเดียวกันนี้เอง นับตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมา TUDOR ได้มีการปรับปรุงนาฬิกาของนักดำน้ำมืออาชีพอย่างไม่หยุดยั้ง นาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G ได้ผสานรวมขนบธรรมเนียมเหล่านี้เอาไว้ภายในนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟสุดชิค ด้วยวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาและคาลิเบอร์อัตโนมัติสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมกลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง

จุดเด่นสำคัญ


• ตัวเรือนผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงาทำจากเหล็กกล้า 316L และทองคำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. พร้อมขอบหน้าปัดแบบยึดแน่นทำจากทองคำ วงแหวนอะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำพร้อมสเกลวัดความเร็ว
• หน้าปัดทรงโดมเคลือบผิวสีดำด้านหรือสีแชมเปญ ผิวสัมผัสซาตินซันเรย์ พร้อมหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลารูปวงกลมในสีที่ตัดกัน
• เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแต่ปี 1969 ทำจากวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova® เกรดเอของสวิส
• โครโนกราฟคาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองผ่านการรับรองโดย COSC พร้อมสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุล พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง กลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง
• ตัวเลือกสายนาฬิกา 3 รูปแบบ สายผ้าแจ็กการ์ดสีดำ สายหนังแบบบันด์สีน้ำตาลวินเทจ หรือสายแบบริเว็ทที่ทำจากเหล็กกล้า 316L และทองคำ
• การรับประกัน 5 ปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงตามระยะ

จิตวิญญาณแห่งพื้นดินและท้องทะเล

นาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G ยังคงเคารพต่อความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Black Bay ด้วยเข็มนาฬิกา “เกล็ดหิมะ” อันเลื่องชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์สำหรับนาฬิกานักดำน้ำมาตั้งแต่ปี 1969 ทำให้สามารถอ่านหน้าปัดได้อย่างเด่นชัดเมื่ออยู่บนหน้าปัดทรงโดม ภายในหน้าปัดจะมีวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสองวงเป็นร่องลึกลงไปในสีที่ตัดกันซึ่งก็คือสีแชมเปญและสีดำด้าน เพื่อเพิ่มสมรรถนะสูงสุดในการอ่านเวลา ด้วยแรงบันดาลใจจากโครโนกราฟยุคแรกของ TUDOR นาฬิกามาพร้อมกับวงหน้าปัดย่อยที่มีผิวสัมผัสแบบลายเกรนรูปวงกลม แสดงการจับเวลา 45 นาที และหน้าต่างวันที่ได้ถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คุณลักษณะซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของ Black Bay นั้นได้รับการรักษาไว้ภายในตัวเรือนเหล็กกล้าและทองคำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของแบรนด์ ดีไซน์ของปุ่มกดทองคำจึงได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาโครโนกราฟ TUDOR ยุคแรกเริ่ม ขอบหน้าปัดแบบยึดแน่นทำจากทองคำที่มีวงแหวนอะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำพร้อมสเกลวัดความเร็ว แต่งเติมรูปลักษณ์แห่งความเป็นนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟรุ่นนี้ได้อย่างโดดเด่น

สายผ้าแจ็กการ์ด สายเหล็กกล้าและทองคำ หรือสายหนัง

สายผ้านั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ TUDOR ซึ่งในปี 2010 ได้กลายเป็นนาฬิกาแบรนด์แรกที่มอบสายผ้ามาให้พร้อมกับผลิตภัณฑ์ ผ้าดังกล่าวทอขึ้นในฝรั่งเศสด้วยวิธีดั้งเดิมในสมัยศตวรรษที่ 19 โดยเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ดของบริษัท Julien Faure ในแคว้นแซงต์ เอเตียน มีความโดดเด่นด้านคุณภาพและความรู้สึกสบายยามสวมใส่บนข้อมือที่ไม่เหมือนใคร ในปี 2020 TUDOR ได้เฉลิมฉลองครบรอบสิบปีของความร่วมมือกับบริษัท Julien Faure ที่ก่อตั้งมายาวนานถึง 150 ปี การเป็นพันธมิตรได้เริ่มต้นขึ้นจากการเปิดตัวนาฬิกา Heritage Chrono ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมกับสายผ้าที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญในงาน Baselworld 2010

TUDOR ได้เลือกใช้สายผ้าสีดำที่ถักทอขึ้นโดยช่างฝีมือดั้งเดิมเหล่านี้สำหรับนาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G นาฬิการุ่นนี้ยังมีให้เลือก
ในแบบสายสเตนเลสสตีลและทองคำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายนาฬิกาแบบพับได้ซึ่งยึดด้วยหมุดที่ TUDOR ผลิตขึ้นในช่วง
ทศวรรษที่ 1950 และ 1960 อีกด้วย โดยเป็นที่รู้จักกันดีถึงหัวหมุดที่มองเห็นได้ชัดจากด้านข้างของสายนาฬิกาที่ยึดข้อต่อสายเข้าด้วยกัน และข้อต่อเหล่านี้ยังมีโครงสร้างแบบขั้นบันไดที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย รายละเอียดที่งดงามทั้งสองนี้สามารถพบได้บนสายนาฬิกาในปัจจุบัน

ซึ่งได้ผนวกรวมวิธีการผลิตนาฬิกาสมัยใหม่เข้ากับการใช้ข้อต่อแบบติดแน่นและตัวยึดสไตล์หัวหมุดที่ขัดผิวด้วยเลเซอร์อีกด้วย และประการ
สุดท้าย เพื่อเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับจิตวิญญาณของ “การแข่งรถในทศวรรษที่ 1970” นาฬิกา Black Bay Chrono S&G จึงมาพร้อมกับ
ตัวเลือกสายอีกหนึ่งรูปแบบ สายหนังแบบบันด์สีน้ำตาลวินเทจ พร้อมเย็บตะเข็บด้านบนสีขาวนวลและตัวล็อกแบบบานพับทำจากเหล็กกล้า

คาลิเบอร์โครโนกราฟ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง


คาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นขุมพลังของนาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G แสดงชั่วโมง นาที วินาที การจับเวลา และวันที่ โดยมีผิวสัมผัสเช่นเดียวกันกับคาลิเบอร์ทั่วไปที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR โรเตอร์ทำจากทังสเตนแบบโมโนบล็อกที่มีลวดลายฉลุ พร้อมผิวสัมผัสซาตินที่ตกแต่งรายละเอียดแบบพ่นทราย แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและตกแต่งด้วยเลเซอร์

ด้วยพลังงานสำรองนานถึง 70 ชั่วโมง และสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุล คาลิเบอร์โครโนกราฟ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง จึงผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นยิ่งกว่ามาตรฐาน
ที่กำหนดโดยสถาบันอิสระแห่งนี้ อันที่จริงแล้ว ทาง COSC อนุญาตให้กลไกนาฬิกามีความผันแปรเฉลี่ยสำหรับอัตราการทำงานในแต่ละวัน
อยู่ที่ระหว่าง -4 ถึง +6 วินาทีตามเวลาสัมบูรณ์ในแต่ละครั้งที่เคลื่อนไหว แต่ TUDOR ยังคงยืนยันที่จะกำหนดความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้
ไว้ที่ -2 ถึง +4 วินาทีสำหรับนาฬิกาของบริษัทที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว กลไกลานสมรรถนะสูงซึ่งรังสรรค์ขึ้นตามขนบธรรมเนียมที่แท้จริง
ในการผลิตนาฬิกา พร้อมกลไกคอลัมน์วีลและคลัตช์แนวตั้ง นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมความทนทานและความน่าเชื่อถืออันยอดเยี่ยมเพื่อคงไว้
ซึ่งปรัชญาแห่งคุณภาพของ TUDOR พร้อมรับประกันประสิทธิภาพด้วยการทดสอบระดับสูงสุดในรูปแบบต่างๆ ที่ใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์ TUDOR ทุกรุ่น

กลไกลานซึ่งมีที่มาจากคาลิเบอร์โครโนกราฟ Breitling 01 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR พร้อมระบบควบคุมภายในที่มีความแม่นยำสูงที่ TUDOR เป็นผู้พัฒนาขึ้น รวมถึงผิวสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้คือ ผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างสองแบรนด์ที่ได้นำเอาความเชี่ยวชาญของตนมาร่วมกันพัฒนาด้านการออกแบบและการผลิตระบบกลไกขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับประโยชน์จากการใช้งาน

เอกลักษณ์แห่ง BLACK BAY

เฉกเช่นเดียวกันกับนาฬิกาในตระกูล Black Bay ทุกรุ่น Black Bay Chrono S&G ใช้เข็มนาฬิกามุมเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ TUDOR ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เกล็ดหิมะ” ดังที่ปรากฏครั้งแรกในแคตตาล็อกของแบรนด์เมื่อปี 1969 ผลลัพธ์ก็คือการผสมผสานสุนทรียภาพที่สืบสานมายาวนานเข้ากับการรังสรรค์นาฬิการ่วมสมัยได้อย่างละมุนละไม นาฬิกาในตระกูล Black Bay จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเอารูปแบบคลาสสิกเดิมๆ มาเปิดตัวใหม่เท่านั้น ด้วยความเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นสู่ยุคปัจจุบัน นี่คือการหลอมรวมเอานาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR จากเกือบ 7 ทศวรรษเข้ามาไว้ด้วยกัน แม้จะมีรูปลักษณ์แบบนีโอวินเทจ แต่เทคนิคการผลิต พร้อมความแข็งแกร่ง ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และความเที่ยงตรง รวมถึงคุณภาพของผิวสัมผัส ล้วนเหนือชั้นกว่ามาตรฐานในปัจจุบันของอุตสาหกรรมนี้ทั้งสิ้น

ห้าสิบปีแห่งนาฬิกาโครโนกราฟของ TUDOR

ในปี 1970 TUDOR ได้เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรก Oysterdate นาฬิกาซึ่งทั้งแข็งแกร่งและเปี่ยมสมรรถนะ กับดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครด้วยเอกลักษณ์แห่งสีสันที่สดใส พร้อมสัญลักษณ์บอกชั่วโมงทรงห้าเหลี่ยมที่มีรูปทรงเหมือนป้ายโฮมเพลทในการแข่งขันเบสบอล หน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลา 45 นาที และฟังก์ชันวันที่ ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ด้วยการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในทันทีจากโลกแห่งกีฬาแข่งรถ นาฬิการุ่นนี้ได้เบิกทางสู่ 50 ปีของนาฬิกาโครโนกราฟที่ TUDOR ได้ทุ่มเทพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตลอดมา

การรับประกันโดย TUDOR

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มีต่อการผลิตนาฬิกาที่ดีเยี่ยม TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพของนาฬิกา TUDOR จึงมอบการรับประกัน 5 ปีสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของบริษัท โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

เกี่ยวกับ TUDOR

TUDOR คือแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัลซึ่งนำเสนอนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และมาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่าไม่มีใครเทียบได้ ต้นกำเนิดของ TUDOR เริ่มขึ้นเมื่อปี 1926 โดยชื่อ “The Tudor” ได้ถูกจดทะเบียนในฐานะแบรนด์เป็นครั้งแรกในนามของ Hans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Rolex เขาได้จัดตั้งบริษัท Montres TUDOR SA อย่างเป็นทางการในปี 1946 เพื่อผลิตนาฬิกาตามแนวปรัชญาดั้งเดิมของ Rolex ในด้านคุณภาพ โดยมาในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ด้วยความทนทานและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้นี้เอง จึงทำให้ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา เหล่าผู้กล้านักผจญภัย ทั้งบนพื้นดิน ในอากาศ ใต้น้ำ และท่ามกลางหิมะต่างพร้อมใจกันเลือก TUDOR เป็นนาฬิกาคู่ใจ คอลเลกชันของ TUDOR ในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยนาฬิการุ่นเอกลักษณ์มากมาย อาทิ Black Bay, Pelagos, 1926 และ Royal ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา TUDOR ยังได้นำเสนอนาฬิการุ่นต่างๆ ที่ติดตั้งกลไกคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันการทำงานหลากหลายและสมรรถนะในการทำงานที่เหนือชั้น

หมายเลขอ้างอิง 79363N

ตัวเรือน
ตัวเรือนเหล็กกล้า 316L ขนาด 41 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบขัดเงาและซาติน

ขอบตัวเรือน
ขอบตัวเรือนแบบยึดแน่นทำจากทองคำ และดิสก์อะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำด้าน พร้อมสเกลวัดความเร็วและเครื่องหมายตำแหน่งชุบทอง

เม็ดมะยม
เม็ดมะยมทองคำแบบขันเกลียว พร้อมโลโก้ TUDOR แบบนูน
ปุ่มกดแบบขันเกลียวทำจากทองคำที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา และ 4 นาฬิกา

หน้าปัด
สีดำทรงโดมพร้อมวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสีทอง หรือสีแชมเปญพร้อมวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสีดำ
หน้าต่างวันที่ ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

กระจกคริสตัล
คริสตัลแซฟไฟร์ ทรงโดม

การกันน้ำ
กันน้ำได้ลึกถึง 200 ม. (660 ฟุต)

สายนาฬิกา
สายนาฬิกาเหล็กกล้า 316L และทองคำแบบริเว็ท พร้อมผิวสัมผัสแบบขัดเงาและซาติน หรือสายหนังสีน้ำตาลเข้มมีแผ่นรองถอดได้ พร้อมตัวล็อกแบบพับและสลักนิรภัยที่ทำจากเหล็กกล้า หรือสายผ้าสีดำพร้อมหัวเข็มขัด

กลไกลาน
คาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟ
กลไกลานโครโนกราฟอัตโนมัติพร้อมระบบโรเตอร์หมุนได้สองทิศทาง

พลังงานสำรอง
ประมาณ 70 ชั่วโมง

ความเที่ยงตรง
สวิสโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการโดย COSC
(สถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์)

ฟังก์ชันการทำงาน
เข็มชั่วโมงและนาทีตรงกลาง
เข็มวินาทีแบบโครโนกราฟตรงกลาง
วงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลา 45 นาที ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
เข็มวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
หน้าต่างวันที่ปรับเปลี่ยนได้ทันทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยไม่จำกัดช่วงเวลาที่สามารถปรับแก้ได้
เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ

วงจรกำเนิดฐานเวลา
เม็ดถ่วงสมดุลที่ปรับแต่งอย่างละเอียดได้ด้วยสกรู
สปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลแบบไร้แม่เหล็ก
ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)

เส้นผ่านศูนย์กลางโดยรวม
30.4 มม.

ความหนา
7.23 มม.

อัญมณีในกลไก
41 เม็ด

DB28GS ‘JPS’ De Bethune

ด้วยแรงบันดาลมาจากการแข่งขันฟอร์มูลาวัน ณ ช่วง 1970s แต่เหนืออื่นใดคือการอุทิศให้กับช่วงเวลาสำคัญของการวิจัยด้านจักรกลและอากาศพลศาสตร์ จึงเป็นที่มาของ  ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ เดอ บีธูน ในเฉดสีดำและทองให้เป็นตัวแทนแห่งยุคอันกล้าหาญ เรามาทำความรู้จักดีไซน์สุดพิเศษนี้ โดยให้รายละเอียดที่คุณอาจจะยังไม่ทราบอย่างการเคลือบ DLC – Diamond-Like Carbon ที่ไม่สามารถทำกับวัสดุได้ทุกชนิด การเกิดแสงบนหน้าปัดไม่ได้มาจากแบตเตอรีแต่มาจากจักรกล และการใช้หลักอากาศพลศาสตร์มาทำให้ระบบบาลานซ์ในกลไกเบาจนเสมือนบินได้

เจพีเอส (JPS) ซึ่งย่อมาจาก จอห์น เพลเยอร์ สเปเชียล (John Player Special) นั้น นับเป็นสามตัวอักษรที่ชวนให้หวนนึกถึงสัมพันธภาพแห่งตำนานของเฉดสีดำและทอง ที่มากไปกว่าการเป็นแบรนด์ เป็นดั่งรหัสสีไอคอนิก ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมโลตัส (Team Lotus) พร้อมทั้งการปฏิวัติครั้งใหม่ในทุกมิติ โดยเฉพาะรถแข่งที่มิอาจเอาชนะได้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสูงสุดในช่วงเวลานั้นของพวกเขา และบ่อยครั้ง ยังได้รับการยกย่องในฐานะรถแข่งสูตรหนึ่ง (Formular 1) อันสวยงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เจพีเอส จึงเปรียบดั่งความฝันแห่งจักรกล และการสืบทอดซึ่งชัยชนะ นับจากถ้วยรางวัล คอนสตรัคเตอร์ส เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Constructors’ World Championship) ถึงเจ็ดครั้ง และรางวัลไดรเวอร์ส เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Drivers’ World Champhionship) อีกหกครั้งที่ได้ร่วมสร้างไว้โดยเหล่านักขับแห่งตำนาน อาทิ จิม คลาร์ก (Jim Clark), เกรแฮม ฮิลล์ (Graham Hill), โยเชน รินดท์ (Jochen Rindt), เอเมอร์สัน ฟิตติพาลดิ (Emerson Fittipaldi), มาริโอ อันเดรตติ (Mario Andretti) นั่นคือยุคสมัยที่ไม่มีใครเหมือน

คนที่ผ่านช่วงต้นยุค 1970s ย่อมจดจำได้ดีกับภาพของบรรดา ‘จรวด’ สีดำ-ทองที่ผ่านสายตาของพวกเขาในช่วงวัยรุ่น โดยมีภาพของเหล่านักแข่งในเครื่องแต่งกายคู่สีดำและทองรวมทั้งหมวกกันน็อค หรือแม้แต่ภาพของทีมวิศวกรที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกๆ จากการติดตั้งด้วยกล้องต่างๆ ภายในพิตส์ ถือเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยในช่วงเวลานั้น

ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมีรถโลตัส เจพีเอส (Lotus JPS) เป็นหนึ่งในรถแข่งแบบที่นั่งเดี่ยวคันแรกๆ ที่ร่วมใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลักอันล้ำสมัย  เช่นเดียวกับการวิจัยด้านหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกส์ (aerodynamics) รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆ โดยมีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเป็นครั้งแรกๆ  การแข่งรถสูตร 1 (F1) จึงนับเป็นการสร้างรูปให้กับจินตนาการที่สั่งสมมานานสู่ความเป็นจริง ภายใต้เฉดสีดำแห่งความน่าเกรงขามที่จับคู่มากับสีทองแวววาวอันทรงเกียรติและสง่างาม นั่นทำให้ เจพีเอส ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค 1970s ในวันนี้ เดอ บีธูน (De Bethune) ได้นำแรงบันดาลใจนี้มาใช้สร้างสรรค์เป็นเวอร์ชันใหม่ของนาฬิกาสปอร์ต ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ (DB28GS ‘JPS’)
นาฬิกาสไตล์สปอร์ตด้วยลุคสีดำและทอง ตัวแทนจิตวิญญาณอันกล้าแกร่งของ ‘เจพีเอส’ แห่งยุคสมัย

ด้วยความปิติที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต (Denis Flageollet) และทีมของเขาได้หวนกลับสู่ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ พร้อมปลดปล่อยพลังในการพัฒนาการปรับจูน (tuning) นาฬิกาสปอร์ตเรือนแรกของเขา อย่าง ดีบี28จีเอส (DB28GS) เพื่อนำเสนอเวอร์ชันใหม่ของเฉดสีดำและทอง ภายในตัวเรือนสตีล, ไทเทเนียม และเซอร์โคเนียม

ผ่านการพัฒนาปรับปรุงความแตกต่างด้านโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง ที่มอบมิติแห่งความต่างระหว่างการตกแต่งแบบขัดเงาและด้าน สีเทาเข้มและดำสนิท ขณะเดียวกันยังเติมเต็มไว้ด้วยรายละเอียดอันแวววาวของทอง ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นคือไทเทเนียมสีเหลือง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของเดอ บีธูน ในการจัดการกับปฏิกิริยาออกซิเดชันของไทเทเนียมและแถบสีสันต่างๆ โดยมีสีน้ำเงิน เดอ บีธูน (De Bethune blue) ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และการบุกเบิกของแบรนด์ ในวันนี้ได้สืบทอดไว้โดยสีเหลืองทอง ทักษะการสร้างลวดลายใหม่ ทั้งหมดนั้นล้วนได้รับความร่วมมือจากเดนิส ฟลาจีโอลเลต และทีมของเขาในการพัฒนา เพื่อนำพาให้โครงการนี้มาสู่ผลิตผลแห่งความสำเร็จ ทั้งยังอุทิศอย่างแรงกล้าให้กับยุคสมัยอันมิอาจต้านทานได้แห่งการค้นพบความไฮเทคล้ำสมัย

การหลอมรวมแห่งจักรกล

ในปี ค.ศ. 1978 รถโลตัส 78 เจพีเอส มาร์ก ทรี (Lotus 78 JPS Mark III) ได้สร้างการปฏิวัติให้กับหลักแห่งอากาศพลศาสตร์ของการแข่งขันความเร็วยานยนต์ ด้วยโครงร่างใหม่ทั้งหมดของปีกที่แหงนขึ้น จึงทำให้สามารถยกกำลังแรงดึงดูดได้ ซึ่งช่วยให้รถแข่งสามารถ ‘เกาะหนึบ’ กับสนามแข่งขัน นับเป็นการหลอมรวมทั้งความโดดเด่นพิเศษ นวัตกรรมและความท้าทายอย่างแท้จริง พร้อมทั้งความทุ่มเทให้กับการค้นพบซึ่งพรมแดนแห่งสมรรถนะสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการจัดการด้วยเทคนิคเฉพาะหนึ่งเดียวนี้เองที่ทำให้ มาริโอ อันเดรตติ ได้กลายเป็นหนึ่งในตำนานจากความสามารถของเขา โดยมีทีมโลตัสเป็นผู้ร่วมสร้างความสำเร็จไปกับเขา

เฉกเช่นเดียวกับเหล่าวิศวกรของทีมแข่งรถสูตร 1 ที่กำลังมุ่งมั่นพยายามพัฒนาปรับปรุงหลักการด้านอากาศพลศาสตร์ของรถแข่งที่นั่งเดี่ยวของพวกเขา (เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดของรถบนสนามแข่ง) ที่ในเวลาเดียวกันนั้น เดนิส ฟลาจีโอลเลตและทีมแห่ง เดอ บีธูน ได้ทำงานอย่างทุ่มเทเช่นกันในการพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของอุปกรณ์ชิ้นส่วนควบคุมของกลไก ซึ่งนั่นยังเชื่อมโยงสัมพันธ์ถึงการเสริมหลักอากาศพลศาสตร์ของบาลานซ์ แต่ต่างวัตถุประสงค์ไปจากโลกของการแข่งขันความเร็วรถยนต์ กับการเสาะหาวิธีที่จะกำจัดแรงดึงดูดของบาลานซ์เข้าหาแท่นเครื่อง

เพื่ออธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขากำลังย้อนกลับไปมองถึงคุณลักษณะของอากาศที่มีความลื่นไหล แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ โดยนักคณิตศาสตร์ชาวสวิส ดาเนียล แบร์นูลลี (Daniel Bernoulli) ได้พัฒนาหลักการที่กล่าวว่าภายในการไหลของของเหลวนั้น มีการเร่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับการลดลงของแรงกดอากาศ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องบินสามารถบินได้ ด้วยปีกที่มีสองโครงร่างแตกต่างกัน โดยด้านหนึ่งมีความโค้งทำให้อากาศผ่านไปได้เร็วกว่า (เพราะครอบคลุมระยะทางที่มากกว่า) ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้นอากาศไหลได้ช้ากว่า และด้วยความแตกต่างของแรงกดอากาศนี้จึงทำให้เกิดการยกตัว และช่วยให้เครื่องบินสามารถบินได้

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต พยายามที่จะนำมาปรับใช้กับบาลานซ์ของเขา โดยการให้บาลานซ์ผ่านอย่างใกล้ชิดกับแท่นเครื่อง เพื่อให้เกิดซึ่งแรงดึงดูด เช่นในกรณีของรถแข่ง ปีกที่แหงนขึ้นทำให้เกิดแรงยกลบที่ผลักให้รถสามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าบนสนามแข่งขัน ทั้งยังเพิ่มการเกาะยึดของยาง จึงทำให้สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นรอบขอบสนาม ขณะที่ในบาลานซ์ของ เดอ บีธูน นั้นมีผลตรงกันข้าม โดยเป็นการมอบผลลัพธ์แบบเดียวกับจาก “ปีกเครื่องบิน” แต่เป็นการยกขึ้นด้วยความเบาที่เกือบจะทำให้บาลานซ์เหล่านั้นเสมือน “บิน” ได้

และขณะที่แรงดึงดูดนั้นมีพลังมากขึ้นด้วยการเร่งความเร็ว สิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นเช่นกันในระหว่างการเร่งระยะของบาลานซ์ ดังนั้น จึงเหมือนกันกับรถสูตรหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากปีกที่แหงนขึ้น เพื่อกดให้รถยึดกับพื้นสนามได้มากขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ทว่า ประโยชน์ที่ได้นี้มีประสิทธิผลในทางตรงกันข้ามสำหรับบาลานซ์ ซึ่งใช้กระบวนการของปีกเครื่องบินนี้เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูก ‘ดัน’ เข้าหาแท่นเครื่อง

คล้ายกันกับที่ทีมวิศวกรเอฟวัน ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญกลุ่มแรกๆ ที่ทำงานกับเทคนิคการเคลือบต้านแรงเสียดทานอย่าง ดีแอลซี (DLC – Diamond-Like Carbon) เพื่อช่วยลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนโลหะภายในเครื่องยนต์ และดังนั้น จึงช่วยพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของรถยนต์ได้ด้วย ที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต และทีมของเขาได้ทำงานกับคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของการเคลือบ ดีแอลซี นี้บนสตีลผ่านการทำให้แข็งเช่นกัน เพื่อพัฒนาปรับปรุงด้านความทนทานของชิ้นส่วน อาทิ หูตัวเรือนเชื่อมสาย และขอบตัวเรือนแบบลอยเคลือบสีดำของนาฬิกา
ทว่า บ่อยครั้งที่การเคลือบนี้มักถูกนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมเท่าใดนักในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยเพราะเป็นการใช้บนวัสดุที่อ่อนมากเกินไป อาทิ สเตนเลสสตีล 316แอล (316L) หรือไทเทเนียม ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปได้ภายใต้ชั้นของ ดีแอลซี หรือแม้แต่อาจทำให้เปราะได้ ดังนั้น เดอ บีธูน จึงเลือกใช้การเคลือบ ดีแอลซี นี้เฉพาะกับสเตนเลสสตีลที่ผ่านความร้อนเพื่อทำให้มีความแข็งพิเศษ เหมือนกับสเตนเลสสตีลที่นำไปใช้ในเครื่องยนต์ หรือเครื่องมือศัลยกรรมที่มีความคม โดยชั้นดีแอลซีแข็งนี้จะยึดติดได้อย่างสมบูรณ์แบบกับวัสดุที่มีความแข็ง และไม่ถูกทำลายโดยสิ่งกระทบต่างๆ (ไม่เหมือนกับการเคลือบดีแอลซี ที่นำมาใช้กับวัสดุที่อ่อนเกินไป) และในทางตรงกันข้ามนั้น การเคลือบนี้ยังจะยิ่งช่วยพัฒนาคุณภาพโดยรวมได้อีกด้วย
ขณะที่ธีมสีทูโทนของ ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ นั้นเปรียบได้กับความมืดและสว่าง ความด้านและเงาวาว
อันเป็นคุณสมบัติของการผสมผสานระหว่างแสงสว่างและความเรืองปัญญา

ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ดีแอลซี

นับเป็นเวลาสิบปี ที่เดอ บีธูน ได้เริ่มต้นพัฒนาเรือนเวลาซึ่งอาบไว้ด้วยจิตวิญญาณอันร่วมสมัยเหนือกว่า เหมือนเช่นที่ถ่ายทอดไว้ในนาฬิการุ่นแรกของ ดีบี28 (DB28) ซึ่ง ณ เวลานั้น เดนิส ฟลาจีโอลเลต ผู้ก่อตั้งและช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์ของ เดอ บีธูน และเป็นผู้ที่ชื่นชอบในกีฬากลางแจ้งอันท้าทาย รับรู้ได้ถึงความต้องการนาฬิกาซึ่งเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์แอคทีฟเหล่านี้

โดยมีพื้นฐานมาจากการสังเกตเห็นว่านาฬิกาสปอร์ตนั้น จำเป็นต้องมอบซึ่งความสามารถในการมองเห็นได้ในทุกสภาวการณ์ของทั้งสภาพอากาศและสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงเกิดเป็นกลไกซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากช่วงเริ่มต้นที่มีรูปแบบของการให้แสงสว่างกับหน้าปัดและกลไกจากด้านใน โดยแหล่งกำเนิดของแสงสีขาวนั้นถูกผลิตขึ้นโดยวิธีการทางจักรกลทั้งหมด และทำงานบนหลักการที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือไดนาโม

แม้ไม่มีกระแสไฟฟ้า ไม่มีแบตเตอรี ทว่า เป็นการทำงานของจักรกลทั้งหมด… โดยปุ่มกดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะทำหน้าที่มอบแสงสว่างได้ตามต้องการ อันเป็นผลลัพธ์มาจากเกียร์เทรน (gear train) ซึ่งขับเคลื่อนโดยตลับลานคู่ และโดยวิธีการเดียวกันกับการจำลองย่อส่วนมาจากไดนาโมแบบดั้งเดิม ที่เกียร์เทรนนี้ได้มอบพลังงานที่จำเป็นสำหรับการให้แสงสว่างขึ้นบนหน้าปัดของนาฬิกา โดยที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อกระบวนการทำงานและพลังงานที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อนการทำงานอย่างราบรื่นของกลไก ความท้าทายอย่างแท้จริงนี้จึงอาจเปรียบได้กับกระบวนการทำงานทางเทคนิคขั้นสูงของกลไกจักรกลตีบอกเวลา (minute repeater) ที่ต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพสูงสุดของการให้พลังงานโดยรวม และต้องสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน

โดยแสงสว่างเพียงไม่กี่วินาทีนั้น มากเพียงพอสำหรับการอ่านค่าเวลาหรือแม้แต่ในเวลากลางคืน และฉายให้ ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ ถ่ายทอดถึงรูปโฉมสีดำและทองได้อย่างโดดเด่น แม้ในที่มืด

รับกับสรีระและสะดวกสบาย

ท้ายสุดนั้น เรือนเวลา ดีบี28 จีเอส (DB28 GS) ซึ่งแรกเริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 ก็ได้มาบรรจบกับแรงบันดาลใจแห่งสไตล์สปอร์ต อันเปี่ยมด้วยเทคนิคและความสวยงามของเดอ บีธูน โดยมีตัวเรือนวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 44 มม. พร้อมประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึกระดับ 105 เมตร (10 เอทีเอ็ม) ที่ ดีบี28 จีเอส ‘เจพีเอส’ นี้อยู่เหนือซึ่งความคาดหมาย และมอบซึ่งความสะดวกสบายให้กับผู้สวมใส่ตามหลักการของเดอ บีธูน อย่างแท้จริง

ทั้งยังมอบความสะดวกสบายอันแสนพิเศษจากการผสมผสานระหว่างเซอร์โคเนียมสีดำและสเตนเลสสตีล ที่ถ่ายทอดด้วยความนุ่มนวลประณีตของงานการตกแต่งขัดเงาด้วยมือ รวมถึงเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเหนืออื่นใดคือการปรากฏของระบบหูตัวเรือนเชื่อมสายแบบลอยผ่านการจดสิทธิบัตรของแบรนด์ ซึ่งมาพร้อมด้วยปลายทรงกรวยอันเป็นเอกลักษณ์ มอบความโดดเด่นมากกว่าที่เคย ทั้งยังประกอบด้วยการแทรกไทเทเนียม เกรด 5 สีเหลืองขัดเงา ซึ่งชวนให้หวนนึกถึงด้านข้างของตัวเรือน กับผลลัพธ์อันทรงคุณค่านั่นคือโครงสร้างซึ่งสามารถปรับให้รับไปกับแต่ละขนาดข้อมือ และทุกๆ วิถีการเคลื่อนไหวได้อย่างดีเยี่ยมเสมอ

PANERAI :New Boutique in Suvarnabhumi Airport, BKK

คึกคักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบูติกใหม่ๆ เปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้อนรับกับการเดินทางที่จะกลับมาในวิถีชีวิตแบบใหม่ ล่าสุด PANERAI  นาฬิกาหรูที่มีมรดกวัฒนธรรมจากนครฟลอเรนซ์  เป็นที่รู้จักด้วยจิตวิญญานแห่งการผจญภัยและการสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งสำหรับฮีโร่ยุคใหม่ ได้เผยให้เห็นความเป็นอิตาลีในไทยด้วยบูติกแห่งใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ


โดยการเปิดบูติกครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ บนพื้นที่ 24 ตร.ม. ผสมผสานขนบและความสง่างามแบบอิตาลีเข้าด้วยกันอย่างเรียบโก้ เผยให้เห็นรูปลักษณ์และความหลงใหลในท้องทะเลของ PANERAI และความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์บอกเวลาของเมืองของนูชาแตล ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่นาฬิกาทุกเรือนของ PANERAI ได้รับการออกแบบและคิดค้นในเชิงกลไกต่างๆ

ตัวบูติกมีความเด่นสะดุดตาด้วยนาฬิกาแขวนขนาดใหญ่เกินจริง นาฬิกา Luminor อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ การตกแต่งภายในใช้องค์ประกอบทางทะเลที่คัดสรรมาเพื่ออ้างอิงถึงเรื่องราวอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแบรนด์อย่างชัดเจน ซึ่งมีรากฐานที่ฝังแน่นในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรืออิตาลี ในขณะที่การจัดวางผลงานสร้างสรรค์ที่โฉบเฉี่ยวเน้นงานชิ้นเอกจากคอลเลกชั่นหลักของ PANERAI ไม่ว่าจะเป็น  Radiomir, Luminor, Luminor Due และ Submersible


การเผยโฉมครั้งนี้เพื่อต้อนรับคนที่หลงใหลในงานสร้างสรรค์ของ PANERAI จากทั่วทุกมุมโลกในบรรยากาศที่เป็นกันเอง บูติกแห่งนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงและพร้อมต้อนรับนักเดินทางทุกวัน ตั้งอยู่ที่  KPT1DE4-29 อาคารผู้โดยสารขาออก 1 ฝั่งตะวันออก 4-29 นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่จะยืนยันว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้าในวิถีธรรมดาแบบใหม่ เพราะสนามบินจะเป็นจุดเร่ิมต้นการเดินทางที่เราคุ้นเคยอีกครั้ง

Big Bang Integral Ceramic

เผยโฉมนาฬิกาที่เป็นภาพลักษณ์ของ HUBLOT กับการสร้างสรรค์ใหม่ที่เน้นความเป็นเอกด้วยหนึ่งเดียวไม่ว่าจะเป็น monobloc, monomaterial, monochrome ที่มาพร้อมตัวเรือนกับสายที่เป็นหนึ่งเดียวทำจากวัสดุชนิดเดียวทั้งเรือนคือเซรามิกที่มาในสีสีเดียว

การจะทำเช่นนี้ได้ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างสูงเพื่อให้เกิดงานเซรามิกที่สีสวยสม่ำเสมอทั้งชิ้นงานโดยเป็นเซรามิกที่มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนสูง และเป็นสารประกอบจาก zirconium ที่มีผ่านความร้อนสูง ดังนั้นเรื่องความสม่ำเสมอของสีหรือแม้แต่เฉดสีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จำทำขึ้นมา

จะเห็นว่าทาง HUBLOT มีความเชี่ยวชาญในเรื่องวัสดุชนิดนี้และมีเฉดสีใหม่ๆ ที่เราจะไม่เห็นในวัสดุเดียวกันนี้ที่ไหนๆ โดยคอลเลกชั่นใหม่นี้มีเฉดสีที่สวยงาม 4 สี คือ blue indigo, sky blue, sand beige และ jungle green โดยสีน้ำเงิน Indigo นั้นมาจากสวน Majorelle Garden และสีน้ำเงินตามท้องถนนในย่าน Chefchaouen ประเทศโมรอคโค

เที่ยงตรงด้วยกลไก Unico 2 caleber ซึ่งเป็นกลไกดครโนกราฟที่มีขนาดเล็ก เสมือนการเปิดโลกแห่ง HUBLOT สู่ความศรัทธาใหม่ๆ ดดยคงรูปแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ด้วย double coupling system ที่ปรากฏบนหน้าปัด พร้อมด้วยพลังงานสำรองนาน 72 ชั่วโมง โดยมีกลไกไขขึ้นลานใหม่ที่มีความบางกว่าเดิมจนสามารถทำให้กลไกมีความหนา 1.3 มม.
นี่คือรวมรวมเอาองค์ประกอบที่สำคัญและโดดเด่นในด้านต่างๆ มารวมกันไว้ใน Big Bang Integral Ceramic และด้วยความงามของเฉดสีที่หาไม่ได้ทั่วไปและความเป็นเฉดสีเดียวทั้งเรือนนั้นคือความงามที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยๆ จึงไม่แปลกใจที่จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากการเปิดตัวใน Watches and Wonders 2022 ครั้งนี้

Annual Calendar Travel Time Ref. 5326G และ Ref.5226G

ใครเห็นหน้าปัดของนาฬิการุ่นใหม่ของ Patek Philippe ในงาน Watches and Wonders 2022 ต้องชวนให้นึกถึงกล้องถ่ายรูปยุคเก่าที่ตัวกล้องมีผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงแต่การหยิบเอาความวินเทจมาใส่เพียงน้อยนิดแต่สร้างเอกลักษณ์และความจดจำให้นาฬิกาดีไซน์สุดโมเดิร์นนี้ ยังมีความพิเศษที่นำเอากลไกซับซ้อนซ้อน 2 ชนิดที่มากด้วยประโยชน์ในการบอกเวลามารวมกันเป็นครั้งแรก


ภายในตัวเรือน Calatrava ทรงกลมที่ออกแบบและตกแต่งอย่างมีที่เอกลักษณ์ ดีไซน์หน้าปัดที่ยากจะเลียนและกลไกไขลานอัตโนมัติแบบใหม่ที่มีสิทธิบัตร 8ฉบับ ทำให้นาฬิการุ่นนี้ Annual Calendar Travel Time (Ref. 5326G-001) เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานศิลปะการทำนาฬิกาทุกด้านเข้ากับความสง่างามที่สมดุล
ความเชื่อมโยงระหว่างปฏิทินประจำปีกับฟังก์ชันเวลาสำหรับการเดินทางเกี่ยวข้องกับความท้าทายทางเทคนิคหลายอย่าง ปัญหานี้ไม่ได้รองรับกลไกทั้งสองในกรณีเดียวกัน แต่ต้องมีการทำงานที่ประสานกันในลักษณะวันที่ที่สอดคล้องกับเวลาท้องถิ่น ดังนั้นเวลา ณ ตำแหน่งของผู้สวมใส่นาฬิกา ในกลไก Calibre 31-260 PS QA LU FUS 24H รุ่นใหม่ ปฏิทินประจำปีจะถูกควบคุมโดย Travel Time function และวงชั่วโมงตามเวลาท้องถิ่นที่เป็นตัวหลักของปฏิทิน

Annual Calendar Travel Time (Ref. 5326G-001)


เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวทางกลไกด้วยฟังก์ชันพิเศษ Patek Philippe ได้สร้างตัวเรือนทองคำขาวใหม่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม. หน้าปัดเป็นสีเทาชาร์โคลที่มีการไล่เฉดที่บริเวณขอบ และมีผิวสัมผัสที่ละเอียดชวนให้นึกถึงกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่า ref. 5326G-001 มาพร้อมกับสายนาฬิกาที่เปลี่ยนได้ 2 แบบ หนังลูกวัวสีเบจแบบนูบัค(รุ่นดั้งเดิม) และหนังลูกวัวสีดำที่มีการปั๊มผิวลายนูนและเย็บตกแต่งด้วยด้ายสีเบจ
Patek Philippe นำเสนอนาฬิกาในคอลเลคชัน Calatrava ที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเหมือนกัน แต่ฟังชั่นก์อาจจะไม่เท่าใน Calatrava 5226G-001 ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางค่อนข้างเล็กกว่า (40 มม.) และไม่มีฟังก์ชันเพิ่มเติม ตัวเรือนไวท์โกลด์พร้อมลวดลาย guilloched hobnail motif บนตัวเรือน ขับเคลื่อนโดยกลไกไขลานอัตโนมัติขนาด 26-330 SC ที่มีเข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง และหน้าต่างวันที่ที่ 3 นาฬิกา

Calatrava (Ref. 5226G-001)

Master Grande Tradition Calibre 948

กลไก Calibre 948 เป็นกลไกที่มีความซับซ้อนมาและเป็นและเป็นการนำเอา World-Time complication และฟลายอิ้งทูร์บิญง(flying tourbillon)มาผนวกเข้ากัน เป็นความงามอันวิจิตรใหม่ของกลไกนี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการตกแต่งงานฝีมือควบคู่ไปกับความสามารถทางเทคนิค โดยกรอบโครงของทวีปต่างๆ บนหน้าปัดนั้นสร้างขึ้นโดยช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ของเมซงโดยตัดจากแผ่นทองคำขาวและตกแต่งด้วยการลงยาเทคนิค champlevé enamel ซึ่งเป็นการลงยาให้มีพื้นผิวนูนมีระดับต่างๆ

เมื่อ Jaeger-LeCoultre สร้าง Calibre 948 นับเป็นครั้งแรกที่ความซับซ้อนของนาฬิกาบอกเวลาโลกได้ผนวกเอากลไก Flying Tourbillon ยิ่งไปกว่านั้น Universal Tourbillon ยังสร้างวงจรที่สมบูรณ์ของหน้าปัดทุกๆ 24 ชั่วโมง ความยาวของวันสุริยคติเฉลี่ย เป็นการแสดงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของ Jaeger-LeCoultre อย่างแท้จริง โดยคาลิเบอร์อัตโนมัติไนี้ด้รับการคิดค้น พัฒนา และผลิตขึ้นทั้งหมดภายในศูนย์การผลิตของ Jaeger-LeCoultre

ศิลปะแห่งงานลงยา
ในการสร้างสรรค์แผนที่โลกบนหน้าปัดนาฬิการุ่นพิเศษนี้เมื่อมองที่ขั้วโลกเหนือนั้นจะเห็นว่าพื้นผิวไม่ได้แบนราบหรือยู่ในระนาบเดียวกับส่วนอื่นๆ โดยจะลอยอยู่เหนือแป้นหมุนบนโครงทรงโดมที่เกิดจากเส้นลองจิจูดและละติจูดของซีกโลกเหนือ สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือระดับปรมาจารย์แห่ง Métiers Rares® (Rare Handcrafts™) โครงร่างของทวีปต่างๆ ถูกตัดออกจากแผ่นทองคำขาวและตกแต่งด้วยการลงยาแบบชองปลีเว่ รายละเอียดขนาดเล็กของภูมิประเทศที่สำคัญต่างๆ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความประณีต

ความงดงามของมหาสมุทร
ใต้โดมที่เป็นที่ตั้งของแผ่นทวีปเป็นภาพมหาสมุทร โดนแป้นหมุนนี้เป็นแผ่นแล็กเกอร์สีน้ำเงินสดใสที่ทาทับลวดลายที่สลักแบบลายคลื่นคลื่นกิโยเช่(guilloché pattern)แสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของทะเลและอิทธิพลของดวงจันทร์ที่มีต่อกระแสน้ำ ในรูรับแสงแบบวงกลมในด้านหนึ่งของแผนที่ กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญงจะลอยอยู่เหนือมหาสมุทรสีฟ้านี้เสมือนไร้น้ำหนัก โดยจะหมุนในรอบ 60 วินาที

ตัวเรือนที่หรูหรา
ตัวเรือน Master Grande Tradition เป็นส่วนเสริมที่สมบูรณ์แบบสำหรับหน้าปัด ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากกว่า 80 ชิ้น ขอบหน้าปัดนูนที่ตัดกับมุมเอียงแบบกว้างบนตัวเชื่อม และด้านข้างของตัวเชื่อมแบบกลวงช่วยเพิ่มแรงตึงแบบไดนามิก พื้นผิวที่แตกต่างกันได้รับการตกแต่งด้วยการพ่นไมโครบลาสท์ ขัดเงา และขัดด้านแบบซาตินเพื่อเพิ่มการเล่นแสงเงา
การจับนาฬิกาพลิกดูจะเผยให้เห็นความงดงามที่น่าตื่นตา ด้านหลังตัวเรือนเป็นคริสตัลแซฟไฟร์เผยให้เห็นการเรียงกลไกและการประดับตกแต่งอย่างสุดประณีตของกลไกคาลิเบอร์อัตโนมัติ ทำให้เราเห็นถึงความซับซ้อนอันน่าทึ่งของนาฬิกาเรือนนี้

โลกทั้งโลกอยู่บนข้อมือ
เช่นเดียวกับนาฬิการะดับโลกสุดคลาสสิกทั้งหลาย แต่ละเขตเวลาจะแสดงด้วยชื่อเมือง จัดเรียงเป็นวงแหวนรอบหน้าปัดตรงกลาง วงแหวนคงที่สองวงล้อมวงแหวนที่มีชื่อเมือง บ่งบอกจำนวน 24 ชั่วโมงพร้อมตัวเลขและดัชนีสี่เหลี่ยม และขีดบอกนาทีที่แกะสลักด้วยเลเซอร์บนวงแหวนเคลือบสีน้ำเงินที่งดงามเข้ากับมหาสมุทรสีฟ้า การเลียนแบบการหมุนของโลกบนแกน แผนที่ Earth ทรงนุนเล็กน้อย ร่วมกับ Universal Tourbillon และวงแหวนบอกเมือง ทำให้เกิดการปฏิวัติแบบ 360 องศาอย่างสมบูรณ์แบบในจำนวน 24 ชั่วโมง โดยจะระบุเวลาอย่างถูกต้องในแต่ละเมืองเสมอ

ROLEX : Oyster Perpetual GMT-Master II.


สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในการเปิดตัวนาฬิการุ่นล่าสุดของ ROLEX ในงาน Watches and Wonders-Geneva 2022 กับนาฬิกาที่มีเม็ดมะยมด้านซ้ายรวมทั้งหน้าต่างวันที่ก็ขยับมาอยู่ที่ 9 นาฬิกา โดยมี เลนส์ขยายหรือ Cyclops lens ช่วยขยายให้มองเห็นวันที่ได้ชัดเจนขึ้น เป็นการพลิกการจัดวางกลไกด้านในให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ใช่การกลับขวาเป็นซ้ายกับกลไกแล้วจะออกมาเป็นเช่นนี้ได้


การกลับมาของ Oyster Perpetual GMT-Master II. นับตั้งแต่ปี 1982 ที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก แต่รุ่นใหม่นี้ก็มาพร้อมกับความใหม่ทั้งสีของขอบหน้าปัดที่ทำหน้าที่บอกเวลาของไทม์โซนที่สองซึ่งแบ่งเป็นสีดำกับสีเขียวซึ่งไม่เคยมีมาก่อนสำหรับนาฬิการุ่นนี้ ทำจาก Cerachrom โดยตัวเรือนทำจาก Oystersteel ขนาด 40 มม. ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติกันน้ำ และนาฬิการุ่นนี้กันน้ำได้ลึก 100 เมตร โดยปุ่มเม็ดมะยมมีการล็อค 3 ชั้นเพื่อกันน้ำโดยมีชิ้นส่วนที่ปกป้องเม็ดมะยมหรือ crown guard ที่กันไม่ให้ไปโดยเม็ดมะยมโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งเป็นดีไซน์ที่เน้นความสมบุกสมบันของนาฬิกาเพื่อการใช้งาน


กลไก Calibre 3285 ที่มีความเที่ยงตรงสูงจาก blue Parachrom hairspring ที่ทาง ROLEX ได้คิดค้นขึ้นเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงของจังหวะการเดินของเข็มนาฬิกา โดยกลไกชุดนี้ถือว่าเป็นชุดที่มีประสิทธิภาพสูงชุดหนึ่งของ ROLEX รับประกันด้วยการผ่านการทดสอบจาก Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะเป็นนาฬิกาสำหรับนักเดินทางทำให้ Oyster Perpetual GMT-Master II. ไม่เพียงแต่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และทำมาสำหรับคนที่ชอบใส่นาฬิกามือขวา และคงถูกใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ถนัดมือซ้ายเพราะเหมือนออกแบบมาให้พวกเขาโดยเฉพาะ แต่ทว่าไม่ได้หมายความว่าคนถนัดขวาจะใช้นาฬิกานี้ไม่ได้หรือจะสวมนาฬิกานี้กับมือซ้ายไม่ได้ แต่กลับเป็นดีไซน์ที่สร้างความเท่อย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยคุณสมบัติที่สำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง


สายนาฬิกาเป็น Oyster bracelet สุดคลาสสิกที่แต่ละข้อต่อมีส่วนประกอบ 3 ชิ้นอันเป็นดีไซน์คลาสิกของสายนาฬิกาออยสเตอร์มายาวนาน โดยสายสำหรับนาฬิการุ่นนี้จะมีคลิปเป็นตัวล็อคเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ไปโดยตัวล็อคโดยบังเอิญแล้วทำให้สายนาฬิกาปิดออก โดยตัวล็อคสายเป็นแบบบานพับ
ดีไซน์ที่สะดุดตั้งแต่เม็ดมะยมอยู่ด้านซ้ายของ Oyster Perpetual GMT-Master II. ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ทรงประสิทธิภาพแฝงไว้อีกมาก เชื่อว่าหลายคนต้องการจับจองที่จะเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนพิเศษนี้ และถือเป็นดีไซน์แห่งปีของ ROLEX ที่ออกมาสร้างความฮือฮาจริงๆ

SEIKO : The Black Series Limited Edition

การดำน้ำตอนกลางคืนเป็นวิถีแห่งความท้าทายไปกับประสบการณ์ใต้ทะเลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำน้ำในตอนกลางวัน นักดำน้ำหลายคนหลงใหลในโลกแห่งความลึกลับ ของมหาสมุทรในช่วงเวลาที่มืดมิดจึงทำให้กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมสำหรับนักดำน้ำมือโปรทั่วโลก วันนี้ ไซโก ขอแนะนำนาฬิการุ่นพิเศษ ที่จะชวนให้คุณไปสัมผัสโลกใต้น้ำยามค่ำคืนในมุมที่แตกต่าง


สมาชิกใหม่ของ The Black Series รุ่นล่าสุด ตัวเรือนสีดำสะท้อนถึงความมืดและความเงียบของมหาสมุทรยามค่ำคืน ผสมผสานกับสีส้มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงไฟที่สาดส่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการดำน้ำในยามวิกาล นาฬิกา Seiko Prospex Black Series ใหม่มีทั้งหมดโดย 3 รุ่นเป็นผลงานที่ถูกนำกลับมาตีความใหม่ในไสตล์โมเดิร์น จากนาฬิกาดำน้ำระดับแลนด์มาร์คของไซโก ในปี 1965, 1968 และ 1970 กับมุมมองใหม่ในโลกของ The Black Series

The Black Series Limited Edition

นาฬิกาดำน้ำกลไกจักรกลที่ได้รับการตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์นจากปี 1965 / 1968 และ 1970 สามผลงานลุคโมเดิร์นจากการตีความใหม่ของนาฬิกาดำน้ำในปี 1965, 1968 และ 1970 ที่มาพร้อมชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35 พร้อมมอบพลังงานสำรองได้ยาวนาน ถึง 70 ชั่วโมง

หน้าปัดและขอบตัวเรือน

แถบสีส้มบนนาฬิกาได้แนวคิดจากแสงที่ส่องไฟที่ส่องลงมาใต้ท้องทะเลสำหรับการดำน้ำในยามค่ำคืน

ลูมิไบร์ท

ตำแหน่งชั่วโมงและชุดเข็มนาฬิกาได้รับการเคลือบด้วยสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนแม้ในที่มืดสนิท

สายนาฬิกา

นาฬิกาในซีรีย์ใหม่นี้ มาพร้อมสายผ้าที่รวมเทคนิคการถักทอแบบดั้งเดิมจากประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า Seichu (เซชู) ซึ่งเป็นสายที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อการเสื่อมสภาพที่เกิดจากการโดนแสงแสงเป็นเวลานาน และเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของนาฬิกาดำน้ำไซโก Prospex

สายเพิ่มเติม

สายซิลิโคนสีดำเพิ่มเป็นสายทางเลือกที่รวมอยู่ในชุด และสามารถใช้สวมใส่ได้ในหลากหลายกิจกรรม

1965 / 1968 / 1970 Mechanical diver’s

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1965

นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่น ที่เปิดตัวในปี 1965 นาฬิกาได้รับการพิสูจน์ถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือเมื่อนำไปใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนของทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงทศวรรษ 1960 การนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่นี้สืบทอดมรดกในเชิงการออกแบบ แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Prospex (พรอสเป็กซ์) ในปัจจุบัน นาฬิกาเรือนนี้เหมาะกับการสวมใส่ใช้งานในทุกวันด้วยรูปทรงเพรียวบางและตัวเรือนที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ

1965 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB253J ชุดกลไก 6R35, SPB253J ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1968

นาฬิการุ่นดั้งเดิมเปิดตัวในปี 1968 ด้วยความสามารถกันน้ำได้ 300 เมตรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมกลไกอัตโนมัติความถี่ 10 บีท ในขณะที่ยังคงดีไซน์เฉียบคมและทรงพลังของรุ่นดั้งเดิมไว้ แต่ให้ความสบายและพอดีกับข้อมือด้วยตัวเรือนที่เล็กลงในขนาด 42 มิลลิเมตร

1968 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB255J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB255J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

mechanical diver’s จากรุ่นดั้งเดิมในปี 1970

เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาดำน้ำที่มีรูปทรงเพรียวบางอันเปี่ยมเอกลักษณ์ ที่ได้รับการใช้งานโดยนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น  Naomi Uemura (นาโอมิ อูเอมูระ) ในระหว่างปี 1974 – 1976 ที่ใช้ในการเดินทางด้วยสุนัขลากเลื่อนแบบโซโลเป็นระยะทาง 12,500 กิโลเมตรจาก กรีนแลนด์สู่อลาสก้า ซึ่งพิสูจน์ความน่าเชื่อถือท่ามกลางสภาวะที่หฤโหด ในขณะที่ยังคงรูปแบบตัวเรือนของรุ่นดั้งเดิมไว้ หากเพิ่มความสามารถกันน้ำจาก 150 เมตร เป็น 200 เมตร และวัสดุกระจกได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นกระจกแซฟไฟร์

1970 Mechanical Diver’s Modern Re-interpretation SPB257J ชุดกลไก 6R35 รหัส SPB257J  ผลิตจำนวนจำกัด 5,500 เรือน

นอกจากจะเป็นนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ด้วยคุณสมบัติต่างๆ แล้วยังเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่คุณสวมใส่ได้ทุกวาระ และสามารถเข้ากับการแต่งกายหลากสไตล์ของคุณ ด้วยดีไซน์ของนาฬิกาที่มีความเท่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดที่มีสัญลักษณ์แทนตัวเลขบอกเวลา การเล่นจังหวะของสีส้มในตำแหน่งต่างๆ ที่นอกจะใช้งานเพื่ออ่านค่าต่างๆ ยามดำน้ำ แต่ยังมีความเป็นกราฟฟิกในดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไปนานแสนนาน

ติดตามข้อมูลรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

https://www.seikowatches.com/th-th/products/prospex/special/blackseries_limited-2nd/

Facebook: Seiko Club by Seiko Thailand;

Instagram: Seiko_Thailand;

Line: @Seiko_Thailand;

หรือโทรสอบถามได้ที่ 0 2255 1245 #888

นาฬิกาที่ฮอตที่สุดในนาทีนี้ทั้งดีไซน์และราคา! SWATCH เชิดชูหนึ่งในนาฬิกาที่โด่งดังที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสด้วยการเผยเรือนเวลา BIOCERAMIC ในคอลเลคชั่น MoonSwatch ใหม่ถึง 11 รุ่น

Swatch ร่วมกับ OMEGA เพื่อจินตนาการถึงการนำนวัตกรรมของ Swatch มาบรรจุลงใน Speedmaster Moonwatch

การจับมือกันที่เหนือความคาดหมาย, น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ครั้งแรกระหว่าง Swatch กับ OMEGA คือจุดสูงสุดของกระแสการร่วมงานกันระหว่างแบรนด์หรูและสตรีทแบรนด์เพื่อที่จะรังสรรค์ประดิษฐกรรมเวลาที่ผสานไว้ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองขั้ว

แบรนด์ได้หยิบนำแรงบันดาลใจจากอวกาศมาใช้ในการรังสรรค์นาฬิกา Swatch ถึงสิบเอ็ดรุ่นซึ่งตั้งชื่อตามดวงดาวบนท้องฟ้า ตั้งแต่ดาวยักษ์แดงที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะไปจนถึงดาวเคราะห์แคระกับดาวบริวาร

นาฬิกา Swatch ทุกรุ่นนี้มาพร้อมวัสดุที่เป็นสิทธิบัตรของแบรนด์อย่าง BIOCERAMIC อันเป็นเอกลักษณ์จากส่วนผสมเซรามิกสองในสามส่วน และสารที่ได้จากน้ำมันละหุ่งอีกหนึ่งส่วน แม้สีอย่างสีชมพูและสีน้ำเงินอ่อนจะเป็นการเผยอย่างชัดเจนว่าเรือนเวลาเหล่านี้จะแตกต่างไปจากนาฬิกาOmega Speedmaster ปกติ ทว่ากระทั่งเหล่าที่นิยมในนาฬิกา Moonwatch ก็ยังยากที่จะหาความแตกต่างพบ ทุกองค์ประกอบสำคัญของ Moonwatch ถูกบรรจุมาอย่างไม่ขาดตก ทั้งตัวเรือนแบบอสมมาตร, สเกลทาคีมิเตอร์อันโด่งดังที่มีจุดเหนือเลขเก้าสิบ รวมถึงหน้าปัดย่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Speedmaster ซึ่งสอดผสานกันได้อย่างลงตัว

นาฬิกา Moonwatch ของ OMEGA นับได้ว่าเป็นเครื่องบอกเวลาระดับตำนานที่นักสะสมทุกรายไม่ควรพลาด ส่วนนาฬิกาBIOCERAMIC MoonSwatch ของ Swatch ก็ช่วยทำให้การออกแบบระดับไอคอนิกนี้สามารถเข้าถึงได้ การทำให้ทุกคนสามารถสัมผัสกับนาฬิกาที่เคยไปยังดวงจันทร์สามารถสะท้อนถึงความสุขในการใช้ชีวิตและปรัชญาด้านนวัตกรรมของ Swatch ได้อย่างดี

ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้าน Swatch 3 สาขา

– Swatch Central World Flagship Store ชั้น 1 เบอร์ 02 613 1471

-Swatch Icon Siam ชั้น เบอร์ 02 117 9633 

-Swatch Siam Paragon ชั้น M Watch Galleria  เบอร์ 02 690 1000 ต่อ 1124

สำหรับเงื่อนไขการซื้อคอลเลคชั่น Bioceramic MoonSwatch

จำกัดจำนวนไม่เกิน 2 เรือน (ไม่ซ้ำแบบต่อ 1 คน  เรือนละ 8,700 บาท

First come First Served”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA : @swatch_th 

#MoonSwatch #OmegaxSwatch

เรียบเรียง rhunrun

เตรียมเดินทางอย่างมีสไตล์กับนาฬิกาที่บอก 2 เขตเวลาเพียงกดปุ่ม Breguet 5557-MARINE HORA MUNDI

Manufacture Breguet ขอเชิญให้คุณได้มาเพลิดเพลินไปกับการตีความใหม่ของเรือนเวลา Hora Mundi ในคอลเลคชั่น Marine เครื่องบอกเวลาที่ผสานไว้ซึ่งคุณสมบัติทางเทคนิคและ สุนทรียศาสตร์ใหม่ของกาลเวลา ด้วยการตั้งค่าที่ง่ายเพียงลัดนิ้วมือจึงทำให้ Hora Mundi ได้รับความนิยมทันทีตั้งแต่การเปิดตัว นาฬิกาจักรกลที่มา พร้อมกับกลไกการแสดงสองเขตเวลาที่สามารถเปลี่ยนในทันทีและสิทธิบัตรสำคัญถึงสี่ชิ้นซึ่งต้องใช้เวลาถึงสามปี ในการพัฒนา

ความสำเร็จทางด้านเทคนิคนี้สามารถใช้งานได้โดยใช้เพียงการกดปุ่มกับเม็ดมะยม เริ่มด้วยการเลือกเวลากับวันที่ ของเมืองต้นทาง จากนั้นเพียงแค่เลือกเพิ่มชื่อเมืองอีกแห่ง กลไกของนาฬิกาก็จะสามารถคำนวณเวลากับวันที่ผ่าน ชิ้นส่วนที่ผ่านการออกแบบอย่างชาญฉลาดอย่างลูกเบี้ยว (Cam), แฮมเมอร์ และเฟืองท้ายที่ติดตั้งอยู่ภายในเรือน เวลานี้ซึ่งมาพร้อมการกดเพียงปุ่มเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการดูเวลาข้ามซีกโลกและยังไม่รบกวนการทำงานอัน เที่ยงตรงของนาฬิกา

Visual Escapism

หน้าปัดถูกตีความด้วยการหยิบนำรูปโลกมาไว้บนข้อมือผ่านวัสดุและแผ่นหน้าปัดลวดลายที่วางซ้อนทับกัน ชั้นแรก ทำจากทองที่ตกแต่งด้วยการสลักลายกิโยเซต์ด้วยมือเป็นรูปคลื่นที่เคลื่อนกระทบผืนทวีปอย่างนุ่มนวล ฐานของ หน้าปัดSunburstตกแต่งด้วยสีน้ำเงินก้นสมุทรที่ช่วยสร้างสัมผัสให้ลายคลื่นเปรียบเสมือนมีการเลื่อนขยับอยู่ตลอด เสริมด้วยกรรมวิธีที่ใช้ในการจำลองภาพทวีป แผ่นแซฟไฟร์ที่ประดับด้วยเส้นเมอริเดียนจากโลหะ พื้นทวีปตกแต่ง ด้วยการขัดด้านแบบซาตินในแนวดิ่ง ในขณะที่ตามขอบตัดด้วยสีเมทัลลิคเทอร์ควอยซ์ และที่ขาดไม่ได้คือวงขอบที่ คอยทำหน้าที่ยึดโยงรายละเอียดต่างๆบนหน้าปัดเรือนเวลา เผยให้เห็นถึงความประณีตในการผลิตทั้งด้านมิติและ พื้นผิวนี้ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการผลิตหลากหลายขั้นตอนเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

ความสำคัญของรายละเอียด

หน้าปัดยังคงอ่านค่าได้ง่ายพร้อมทั้งตกแต่งความงดงามเป็นพิเศษ สำหรับ Breguet รายละเอียดต่างๆ จะแฝงไว้ซึ่ง ความหรูหรา จึงเป็นเหตุผลที่เข็มชั่วโมง เข็มนาที เช่นเดียวกับหลักชั่วโมงจะได้รับการบรรจุด้วยสารที่มีคุณสมบัติ เรืองแสง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะสามารถอ่านเวลาได้แม้ในเวลากลางคืน ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาถูกตอกขึ้นด้วยมือเพื่อมอบรายละเอียดที่สมจริง ในขณะที่ดวงอาทิตย์เฉิดฉายด้วยโรสโกลด์ ดวงจันทร์ชุบ โรเดียมก็ส่องประกายสีเทาลุ่มลึก หน้าต่างที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาบอกวันที่ผ่านเข็มแบบเรโทเกรดปลายเข็มโค้งมน ทรง “ตัวยู” คอยทำหน้าที่ระบุวันที่อยู่ข้างใต้อย่างชาญฉลาด
เทคนิคการขัดแต่งอย่างวิจิตรที่มีชื่อว่า brouillage กรรมวิธีการตกแต่งแบบโบราณถูกนำมาปรับปรุงและได้ช่วย มอบพื้นผิวที่มีความด้านแต่ก็ยังสามารถสะท้อนแสง ช่วยเสริมการอ่านเวลาอย่างมีชั้นเชิง

เมืองต่างๆ ที่อยู่ในแต่ละเขตเวลาเผยอยู่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และสมอโลหะที่ปรากฏด้านบนหน้าต่างนี้จะช่วย ระบุสถานที่

กลไกอันเป็นเอกลักษณ์

ตัวเรือนขนาด 43.9 มม. มาพร้อมกับตัวเลือกวัสดุไวท์โกลด์หรือโรสโกลด์ ติดตั้งด้วยกลไก Calibre 77F1 ที่เดินด้วย ความถี่ 4 เฮิร์ต กลไกอัตโนมัติติดตั้งด้วยระบบปล่อยจักรจากวัสดุซิลิคอน – วัสดุมากด้วยคุณสมบัติที่ทั้งต้านทาน ต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอ อีกทั้งยังไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก Calibre 77F1 มีความพิเศษด้วย โมดูลกลไกเสริมที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสำหรับระบบการบอกสองเขตเวลา, การแสดงเขตเวลาที่สอง, กลไกของจักร บันทึกที่สามารถบันทึกและปรับการตั้งค่า รวมถึงลูกศรระบุกลางวัน กลางคืน ส่วนหนึ่งของกลไกระดับสูงนี้คือสามารถสำรองพลังงานที่ยาวนานกว่า 55 ชั่วโมงที่สามารถรับชมได้ผ่านกระจก แซฟไฟร์บนฝาหลังซึ่งตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยการขัดแต่งด้วยลาย Cotes de Geneve กิโยเซต์และลายก้นหอย Marine Hora Mundi เรือนเวลารุ่นใหม่นี้พร้อมแล้วที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณไม่ว่าจะเป็นสายหนัง, สายนาฬิกายาง หรือสายนาฬิกาที่ผลิตจากทองคำ

Breguet กับกองทัพเรือ

อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคชั้นแนวหน้า โชคชะตาของเขาเข้ามา บรรจบกับราชนาวีฝรั่งเศสในปี 1814 หลังได้รับแต่งตั้งจากทางราชสำนักให้เป็นสมาชิกของ Bureau des Longitudes ร่วมกับนักวิชาการอย่าง Delambre, Biot และ Laplace หนึ่งในหน้าที่ของสำนักคือการแก้ปัญหาทาง ดาราศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวนตำแหน่งทางลองจิจูดเมื่ออยู่ในทะเล ในอีกหนึ่งปีให้หลัง พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 ก็ได้พระราชทานหนึ่งในตำแหน่งที่ทรงเกียรติที่สุดแห่งยุคให้แก่เบรเกต์, ช่างนาฬิกาหลวงแห่งราชนาวี นอกจากนี้ เรือของนักสำรวจที่ยิ่งใหญ่หลายรายต่างออกแล่นไปพร้อมกับอุปกรณ์บอกเวลาของเบรเกต์ ในปัจจุบันนาฬิกากลุ่ม Marine ที่มาพร้อมความหรูหราแต่แฝงด้วยความสปอร์ตก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นสัญลักษณ์ของแบรนด์