BLACK BAY CERAMIC

TUDOR เปิดตัว นาฬิการุ่น Black Bay Ceramic ที่มีความพิเศษสุดและแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญด้านแทคนิคของแบรนด์ โดยที่ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีดำด้านพร้อมกลไกที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง และได้รับการรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเตอร์จากสถาบัน METAS

Black Bay Ceramic คือตัวอย่างชั้นเลิศแห่งความเชี่ยวชาญของ TUDOR

ที่เป็นหนึ่งในมาตรฐานระดับสูงสุดของอุดสาหกรรมนี้ในด้านการทำงานที่เที่ยงตรงและความต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก

นาฬิกาในตระกูล Black Bay นี้ผ่านการทดสอบโดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธรัฐหรือ METAS

จึงเปรียบเสมือนตัวแทนอันยอดเยี่ยมของการผสมผสานสุนทรียภาพเข้ากับเทคโนโลยีสุดล้ำ

ส่วนประกอบที่ทำจากเซรามิกสีดำด้านและกลไกลานสีดำ ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง

ขับเน้นให้เห็นถึงสมรรถนะในการทำงานอันโดดเด่นของ Black Bay Ceramic

จุดเด่นสำคัญ

1. ตัวเรือนเซรามิกสีดำด้านขนาด 41 มม.

2. หนำาปัดทรงโดมสีดำด้าน ประดับด้วยสัญลักษณ์บอกชั่วโมง

3. เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแดปี 1969

เคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova  เกรด เอของสวิส

4. คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) พร้อมด้วยแฮร์สปริงซิลิคอนและพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง

5. การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเดอร์

6. การรับประกันห้าปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นไดโดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงดามระยะ

คุณภาพระดับ TUDOR

TUDOR ประสบความสำเร็จในการส่งนาฬิการุ่น Black Bay Ceramic

เข้ารับการทดสอบเพื่อขอการรับรองสถานะมาสเตอร์โครโนมิเตอร์

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างไม่หยุดยั้ง

นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกในคอลเลกชั่นของ TUDOR ที่ถูกส่งไปทดสอบภายในมาตรฐานระดับนี้

การผ่านการรับรองนี้เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนที่สำคัญหลายอย่างกับคาลิเบอร์ที่ TUDOR

พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งหมายความว่า TUDOR

สามารถมอบการรับรองคุณภาพจากองค์กรอิสระเพื่อรับประกันถึงนาฬิกาที่มีคุณภาพชั้นเลิศของบริษัทได้

การรับรองมาตรฐานอย่างครอบคลุมโดยองค์กรอิสระและมาตรฐานระดับสูง

การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเตอร์จากสถามัน METAS

มีขั้นตอนการพิจารณาที่ครอบคลุมโดยรวมถึงคุณลักษณะของฟังก์ชันการทำงานหลักของนาฬิกา ได้แก่ความเที่ยงตรง

ความต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก การกันน้ำ และพลังงานสำร้อง สถาบันมีมาตรฐานที่สูงเป็นอย่างยิ่งโดยเริ่มจากความเที่ยงตรง

ในการจะผ่านเกณฑไ์ด้นั้นนาฬิกาจะต้องสามารถทำงานได้ภายในเกณฑ์การผันแปรในช่วง 5 วินาทีต่อวัน (0 +5) ซึ่งต่ำกว่าที่สถาบันการทดสอบโครโนมิเตอรอ์ย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์(COSC) กำหนดไว้ถึง 5 วินาที (-4 +6) สำหรับในแต่ละกลไกลานท่ีทำการทดสอบ และต่ำกว่าค่ามาตรฐานภายในที่ TUDOR กาหนดไว้สำหรับนาฬิการุ่นต่างๆ ของแบรนดที่ใช้คาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองอยู่ 1วินาที (-2 +4)
การรับรองน้ียังรับประกันถึงความแม่นยำในการทำงานของนาฬิกาเมื่ออยุ่ในสนามแม่เหล็กที่มีระดับ 15,000 เกาส์
ประการสุดท้ายสถาบันยังรับประกันถึงความสามารถในการกันน้ำตามที่ผู้ผลิตได้แจ้งไว้ โดยสอดคล้องตามมาตรฐาน  22810:2010 ขององค์การมาตรฐานสากล (ISO)
รวมไปถึงการรับประกันพลังงานสำรองของนาฬิกามาสเตอร์โครโนมิเตอร์แต่ละเรือน นอกจากนี้
ยังมีคุณสมบัติอีกสองข้อที่จำเป็นต้องมีก่อนที่จะผ่านเกณฑ์การับรอง ได้แก่ การผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ Swiss Made และกลไกลานต้องผ่านการรับรองโดยสถาบันการทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) 

รูปลักษณ์ของความไฮเทค

นาฬิการุ่น Black Bay Ceramic ของ TUDOR ผสมผสานสุนทรียภาพของความร่วมสมัยและรายละเอียดของความไฮเทค

ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งมรดกตกทอดแห่ง TUDOR ได้อย่างกลมกลืน

ด้วเรือนเซรามิกโมโนบล็อกสีดำด้านมีพื้นผิวแบบพ่นทรายพร้อมด้วยการขัดแต่งเหลี่ยมมุมของขอบตัวเรือนตัดกับการขัดเงาซึ่ง

ขับเน้นผิวตัวเรือนให้มีความงดงามและตกแด่งด้วยลายเส้นที่โดดเด่น

วงแหวนขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทำจากเซรามิกสีดำผิวซาตินชันเรย์เช่นเดียวกัน

ช่องแบ่งเวลาแบบสลักในโทนสีเดียวกันเพิ่มรายละเอียดให้กับพื้นผิวแบบด้านที่สะท้อนแสงเล็กน้อย

นอกจากนี้หน้าปัดยังเป็นสีดำล้วน มีเพียงเครื่องหมายดำแหน่งชั่วโมงเท่านั้นที่ตัดชอบด้วยวัสดุเรืองแสงสีขาวหม่น

ประการสุดท้าย สายนาฬิกาที่ผสมผสานสองวัสดุระหว่างหนังและยางซึ่งแน่นอนว่าเป็นสีดำอีกเช่นกัน พร้อมด้วยลวดลายเกล็ดหิมะ” ที่ด้านใน และตัวล็อกแบบพับ รวมทั้งสายผ้าสีดำแถบคาดสีครีมที่รวมมาให้อีกเส้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับสีดำทีเข้มขรึมของนาฬิการุ่นนี้

คาลิเบอร์ MT5602- 1U ที่พัฒนาขึ้นภ ายในโรงงานของตนเอง

คาลิเบอร์ MT5602- 1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงนของตนเอง ซึ่งเป็นขุมพลังของ Black Bay Ceramic

แสดงการทำงานของชั่วโมง นาที และวินาที โดยมีผิวสัมผัสเช่นเดียวกันกับคาลิเบอร์ ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR

รุ่นอื่นๆ แต่เป็นสีดำสนิทเพื่อให้สอดรับกับรูปลักษณ์โดยรวมของนาฬิกา โดยเน้นให้เห็นสมรรถนะในการทำงานที่โดดเด่น

โรเตอร์ทำจากทังสเดนแบบโมโนบล็อกสีดำที่มีลวดลายฉลุ พร้อมผิวสัมผัสซาตินที่ตกแด่งรายละเอียดแบบพ่นทราย

แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและดกแต่งด้วยเลเซอร์

โครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันถึงความทนทานและความเที่ยงตรง

เช่นเดียวกับเม็ดถ่วงสมดุลในตัวนาฬิกาซึ่งถ่วงด้วยแผ่นเชื่อมอันมั่นคงที่มีจุดยืดสองจุด

และด้วยแฮร์สปริงซิลิคอนแบบไร้แม่เหล็ก คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง

ทำให้สามารถทำงานได้ภายใด้เกณฑ์การผันแปรที่ยอมรับได้ในช่วง 5 วินาที (0 +5)

อีกคุณสมบัติที่โดดเด่นก็คือพลังงานสำรองของคาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาชี้บในโรงงานของตบเองนั้น

“ไม่หยุดสุดสัปดาห์” หรือกล่าวคือ 70 ชั่วโมง ซึ่งได้ผ่านการรับรองโดยสถาบัน METAS

จึงทำให้ผู้สวมใส่สามารถถอดนาฬิกาในคืนวันศุกร์และสวมกลับคืนอีกครั้งในตอนเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไขลานหรือ

ตั้งเวลาใหม่ แม้ผู้สวมใส่จะหยุดพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ แต่นาฬิการุ่นนี้จะไม่หยุดทำงาน

หมายเลขอ้างอิง 79210CNU

ตัวเรือน

ตัวเรือนเซรามิกสีดำด้านขนาด 41 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบพ่นทรายละเอียดและตัวเรือนตรงกลางแบบโมโนบล็อก

ฝาหลังตัวเรือนแบบเปิดทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ พร้อมคริสตัลแซฟไฟร์

ขอบตัวเรือน

ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ

พร้อมดิสก์เซรามิกสีดำผิวชาตินชันเรย์ที่แสดงช่องแบ่งเวลา 60 นาที สลักด้วยเครื่องหมายดำแหน่งและตัวเลข

ม็ดมะยม

เม็ดมะยมทำจากเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำแบบขันเกลียว พร้อมสัญลักษณ์กุหลาบ TUDOR แบบนูน

และท่อเม็ดมะยมทรงกลมผิวชาติน

หน้าปัด

ทรงโดมสีดำ

กระจกคริสตัล

คริสตัลแชฟไฟร์ ทรงโดม

การกันน้ำ

กันน้ำได้ลึกถึง 200 ม. (660 ฟุด)

สายนาฬิกา

สายนาฬิกาที่ผสมผสานสองวัสดุระหว่างหนังและยาง พร้อมตัวล็อกแบบพับทำจากเหล็กกล้า 316L และสลักนิรภัยเหล็กกล้า

316L เคลือบ PVD สีดำ และยังมีสายผ้าสีดำพร้อมแถบคาดครีมและหัวเข็มขัดเหล็กกล้า 316L เคลือบ PVD สีดำ

รวมมาให้ในกล่องอีกด้วย

คาลิเบอร์

คาลิเบอร์ MT5602-1U ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง

กลไกลานอัตโนมัติพร้อมระบบโรเตอร์หมุนได้สองทิศทาง

พลังงานสำรอง

70 ชั่วโมงที่ผ่านการรับรองโดยสถาบัน METAS

ความเที่ยงตรง

สวิสโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการโดย COSC

(สถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์)

การรับรองมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเดอร์จากสถาบัน METAS

ฟังก์ชันการทำางาน

เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง

เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ 

วงจรกำเนิดฐานเวลา

เม็ดถ่วงสมดุลที่ปรับแต่งอย่างละเอียดได้ด้วยสกรู

สปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลแบบไร้แม่หล็ก

ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz)

เส้นผ่านศูนย์กลางโดยรวม

31.8 มม.

ความหนา

6.5 มม.

อัณมณีในกลไก

25 เม็ด

Seiko 140th Anniversary

ผนึกกำลังร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 140 ปีของ Seiko กับ Prospex (พรอสเป็กซ์), Astron (แอสตรอน), Presage (พรีซาจ) และ 5 Sports (5 สปอร์ต) ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ก่อตั้งบริษัทของเขาในปี 1881 เมื่อเขามีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น ในช่วง 50 ปีภายใต้การดูแลและบริหารงานของเขา ไซโก (Seiko) ได้กลายเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำในญี่ปุ่น โดยเป็นศูนย์กลางในการออกแบบและมีโรงงานที่ใช้ผลิตกลไกเป็นของตนเอง ความสำเร็จที่เป็นผลโดยตรงมาจากวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวที่ยึดมั่นของเขานั่นคือ “One step ahead of the rest” หมายถึง ‘ต้องนำหน้าคู่แข่งอยู่ 1 ก้าวเสมอ’ คือคำกล่าวที่ยังคงสะท้อนกึกก้อง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Seiko มาจนถึงปัจจุบันนี้

ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Seiko วิสัยทัศน์ของคินทาโร่นั้น ได้ถูกนำกลับมาถ่ายทอดโดยสะท้อนผ่านผลงานนาฬิกา 4 รุ่นพิเศษที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัด ซึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาของ Seiko ตั้งแต่กลไกอัตโนมัติไปจนถึงระบบแห่งเทคโลยีอย่าง GPS Solar

จาก พรอสเป็กซ์ (Prospex) ไปจนถึง แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) ความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาที่หลากหลาย

นาฬิกา 4 เรือนในซีรีส์นี้ มาพร้อมโทนสีฟ้าและสีขาวเงินสว่างโทนเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่กลไกและเทคโนโลยี โดยลักษณะเฉพาะสำหรับ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) นั้น แสดงถึงจุดสูงสุดของการผลิตนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ในขณะที่ชุดกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มทีของเครื่อง 6R64 คือการสืบสานการผลิตนาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิมที่ดีที่สุดโดยยึดหลักตามแนวทางนาฬิกาสปอร์ตแข็งแกร่งของ Seiko ที่มีมาอย่างยาวนานอย่าง พรอสเป็กซ์ (Prospex) โดยรุ่นนี้ถูกนำมาผลิตใหม่โดยได้รับอิทธิพลมาจากนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 โดยดีไซน์ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น

ในขณะที่การสร้างสรรค์นาฬิกา ไซโก 5 สปอร์ต (Seiko 5 Sports) นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แห่งคุณค่าพิเศษที่ตั้งใจมอบให้กับผู้ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

โดยนาฬิกา นาฬิกาทั้ง 4 เรือนจะวางจำหน่ายที่บูติกของ Seiko และร้านค้าปลีกทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้

พรอสเป็กซ์ (SPB213J)

การตีความใหม่จากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของ Seiko ที่ผลิตขึ้นในปี 1965 ออกแบบให้เข็มกว้างขึ้นและเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ทให้การมองเห็นมีความคมชัดสูง ในขณะที่เม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว มอบความสามารถกันน้ำได้ที่ 200 เมตรอย่างมั่นใจ ตัวเรือนและฝาหลังออกแบบให้มีรูปทรงที่ลงตัวกับข้อมือ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6,000 เรือนทั่วโลก

แอสตรอน (SSH093J)

ตัวเรือนของ แอสตรอน จีพีเอส โซล่า (Astron GPS Solar) รุ่นพิเศษนี้มีส่วนเงาโค้งเหมือนกันและมีข้อต่อตัวเรือนกว้างเท่ากับนาฬิกา ควอตซ์ แอสตรอน (Quartz Astron) ที่ผลิตขึ้นเมื่อปี 1969 ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกาเรือนยอดนิยมที่สุดในคอลเลกชั่นแอสตรอน ที่เกิดจากความสำเร็จด้านเทคโนโลยีของ Seiko การออกแบบที่มาพร้อมการปรับปรุงให้ทันสมัยของชุดกลไก GPS Solar Dual-Time 5X53 ปรับตั้งค่าเวลาอย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในทุกแห่งบนโลก* โดยใช้เพียงพลังงานแสงและนำเสนอคุณสมบัติขั้นสูงมากมาย รวมถึงการปรับเวลาต่างไทม์โซนด้วยความเร็วสูง พร้อมฟังก์ชั่น “การเปลี่ยนโอนเวลา” บนพื้นหน้าปัดสะอาดตาในโทนสีเงินเน้นด้วยสีฟ้ารับกับขอบตัวเรือนเซรามิก ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลก

*หากมีการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค / เขตเวลา / DST (เวลาออมแสง) อาจต้องเลือกการปรับตั้งด้วยตนเอง

พรีซาจ (SPB223J)

ตัวเรือนและสายของซีรีส์ พรีซาจ ชาร์ป เอดจ์ (Presage Sharp Edged Series) โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวเรือนที่แบนเรียบเข้ากับความเฉียบของเหลี่ยมมุม และสันบนตัวเรือนตามที่มาของคำว่า Sharp Edged เพื่อทำให้นาฬิกาสะท้อนประกายแสงได้จากทุกมุม ตัวเรือนเคลือบสารเพิ่มความแกร่งที่ช่วยปกป้องตัวเรือนและสายจากการขีดข่วน แต่ยังคงเงางามเป็นประกาย พื้นหน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายอาซาโนฮะ (Asanoha) หรือลายใบป่าน ที่ใช้กันมานานนับพันปีในญี่ปุ่นซึ่งจะพบเห็นได้จากลายผ้าทอและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น พื้นผิวที่โดดเด่นของรูปทรงเรขาคณิตบนพื้นหน้าปัดเพื่อสร้างแสงเงาที่หลากหลายยามเมื่อแสงสาดกระทบในมุมที่แตกต่าง นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ จีเอ็มที คาลิเบอร์ 6R64 ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลก

ไซโก 5 สปอร์ต (SRPG47K)

นับเป็นครั้งแรกสำหรับ ไซโก 5 สปอร์ตที่ดีไซน์พื้นหน้าปัดสีขาวบนตัวเรือนที่คุ้นตา ผสานกับแพทเทิร์นที่สวยงามลงตัวรับ กับขอบตัวเรือนและชุดเข็มสีฟ้า ผสานชุดกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 ของ Seiko ที่เชื่อถือได้ มอบความแม่นยำในการแสดงค่าให้กับนาฬิกาในซีรีส์ที่โด่งดังมายาวนาน ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือน ทั่วโลก

Seiko 140th Anniversary Limited Editions

Prospex First Diver’s Modern Re-interpretation: SPB213J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R35

ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 70 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลเคลือบผิวเพิ่มความแกร่ง ซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียว เม็ดมะยมขันเกลียว

ความสามารถกันน้ำ: 200 เมตร สำหรับดำน้ำ

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.2 มิลลิเมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและส่วนเพิ่มขยาย

(ผลิตจำนวนจำกัด 6,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 250 เรือนในประเทศไทย)

Presage Sharp Edged Series: SPB223J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 6R64

ความถี่ในการทำงาน: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (8 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 45 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 29 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อน

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.4 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.7 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดปลดล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 3,500 เรือน ทั่วโลกและเพียง 100 เรือนในประเทศไทย)

Astron GPS Solar Dual-Time 5X53: SSH093J

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 5X53

ปรับเวลาด้วยสัญญาณ GPS

แสดงเวลา 2 ไทม์โซน ตัวแสดงเวลา AM/PM

แสดงปฏิทินร้อยปีที่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2100

ฟังก์ชั่น ปรับชดเชยเวลาออมแสง DST

เปลี่ยนเวลาด้วยความรวดเร็วสูง

ฟังก์ชั่นเปลี่ยนโอนเวลา

มาตรวัดแสดงสถานะของการรับสัญญาณ

แสดงเวลาทั่วโลก (39 เขตเวลา)

โหมดประหยัดพลังงาน

ความเที่ยงตรง : +/-15 วินาทีต่อเดือน (โดยที่ไม่มีการรับสัญญาณ GPS และอยู่ภายใต้อุณหภูมิระหว่าง 5-35 องศาเซลเซียส)

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล เคลือบพื้นผิวทนทานต่อการขูดขีดแบบซูเปอร์-ฮาร์ด

ขอบตัวเรือนเซรามิก

กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดตัวเรือน : เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.7 มิลลิเมตร ความหนา 13.3 มิลลิเมตร

บานพับแบบ 3 ชั้นแบบปรับอย่างสะดวกพร้อมปุ่มกดคลายล็อก

(ผลิตจำนวนจำกัด 1,400 เรือนทั่วโลกและเพียง 12 เรือนในประเทศไทย)

Seiko 5 Sports: SRPG47K

ชุดกลไก คาลิเบอร์ 4R36

ความถี่ในการทำงาน: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 บีทต่อวินาที)

พลังงานสำรอง: 41 ชั่วโมง

จำนวนทับทิม: 24 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล พร้อมบานพับล็อกสาย 3 ทบ ล็อกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยและปุ่มกดปลดล็อก

กระจกฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล

ฝาหลังขันเกลียวโปร่งใสมองเห็นกลไก

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 42.5 มิลลิเมตร, ความหนา: 13.4 มิลลิเมตร

ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์

ความสามารถกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร

(ผลิตจำนวนจำกัด 11,000 เรือนทั่วโลกและเพียง 1,000 เรือนในประเทศไทย)

Contact us :

Facebook : SeikoThailandOfficial

Instagram : seiko_Thailand

Line : @Seiko_Thailand

Website : https://www.seikowatches.com/th-th/products

Twitter : SeikoThailand

For more information 02-2551245-50 Ext. 888

Cartier Crash เรือนเวลาในฝันของหลายๆคนกับต้นกำเนิดแสนลึกลับเข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ที่ราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2 ล้านบาท!

เรือนเวลาในฝันกับราคาเริ่มต้นอย่างต่ำ 2ล้าน! นาฬิกา Cartier Crash ที่เป็นที่ต้องการของทั้งคนรักนาฬิกาและสายแฟชั่น เข้าสู่ตลาดประมูล Phillips Auction ด้วยการประเมินราคาที่ 76,000 USD หรือประมาณ 2,370,000 บาท

โดยนาฬิกาทรงอสมมาตรที่มีต้นกำเนิดแสนลึกลับที่เล่าต่อกันว่ารูปทรงที่บิดเบี้ยวนั้นเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1967 ที่ทำให้นาฬิกา Baignoire ได้รับแรงกระแทงบวกกับความร้อนทำให้หลอมละลายออกและบีบอัดออกมาเป็นทรงเรขาคณิตสุดไอคอนิกก่อนที่จะถูกส่งต่อไปซ่อมที่ maison ที่ Bond Steert กรุงลอนดอนซึ่งนักออกแบบอัญมณีชื่อดัง Jean-Jacques Cartier เกิดต้องตากับรูปทรงแปลกตานี้จึงนำมาผลิตในจำนวนที่จำกัดมากๆ

The Persistence of Memory ปี 1931

ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและนาฬิกาหลายคนก็เชื่อว่ารูปทรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสีน้ำมัน The Persistence of Memory ของศิลปิน Surrealism ระดับตำนานชาวสเปนอย่าง Salvador Dalí โดยบทสรุปนั้นไม่เคยมีการชี้แจงจาก Cartier โดยตรง

ด้วยจำนวนที่จำกัดและหนึ่งในนั้นก็คือเรือนที่เข้าร่วมการประมูลและถูกที่ตีเลขจำนวนไว้ที่ 113/400 ทำจากทองคำ 18k มาพร้อมสายหนังจระเข้ และเซเลปคนดังที่มีนาฬิกานี้ไว้ในครอบครองและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือแร็พเปอร์ Kanye West

Kanye West

ที่แน่นอนว่ารสนิยมของเจ้าตัวไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับใครที่สนใจต้องรีบเลยล่ะ เพราะของหายากระดับตำนานนี้นานๆจึงมีโอกาสที่จะได้มาครับ

The interview with Matthieu Dupont, Montblanc South East Asia & Oceania President

ในระหว่างการเปิดตัวนาฬิการะดับโลกหลายๆ แบรนด์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Montblanc ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการด้วยการเผยโฉมคอลเลกชั่นนาฬิกา 3 รุ่นที่มีความพิเศษระดับ Montblanc Fine Watchmaking ซึ่งเราก็มีโอกาสสนทนากับ Matthieu Dupont ในฐานะ Montblanc South East Asia & Oceania President เขาจะทำให้เรารู้จักความพิเศษจากมงต์บลองค์นี้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่เรายังไม่สามารถเดินทางไปไหนๆ ได้อย่างเดิม แต่เหล่านักสะสมนาฬิการะดับหรูก็ยังมองหาผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ และกระหายใคร่รู้จักผลงานเหล่านั้นเสมอ

1. ในการแพร่ระบาดของโควิด -19 หลายประเทศที่คุณต้องดูแลทางด้านการตลาดให้ Montblanc คุณมีนโยบายเกี่ยวกับสินค้าหรูหราเช่นนาฬิกาอย่างไรบ้าง

”ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดเขึ้นในช่วงปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งเรามักจะทำข้ามไปอีกขั้นเสมอในแง่ของเทคนิคผลิตภัณฑ์ เป็นการสั่งสมความเชี่ยวชาญที่สืบต่อกันมา และชื่อเสียงที่เป็นสุดยอดของการผลิตนาฬิกา เราได้แสดงความเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราเองให้ความสำคัญกับนาฬิกามากพอ ๆ กับเครื่องหนังและเครื่องเขียน ที่แม้จะเป็นงานผลิตจำนวนมาก แต่ก็ต้องคงความเสมอต้นเสมอปลายของคุณภาพ เรายังนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาเรื่อยๆ แม้จะเผชิญกับวิกฤตินี้ โดยเน้นคุณภาพที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ รวมทั้งการคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในแต่ละปี และสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมนี่ได้อย่างแท้จริง ผมถึงบอกว่าแม้ในวิกฤติโควิด ผมจะไม่เปลี่ยนวิสัยทัศน์ที่มีต่อความเป็นที่สุดสำหรับมงต์บลองค์“

2. ถ้าคุณต้องบอกเราว่าอะไรคือจุดแข็งของ Montblanc Fine Watchmaking ทั้ง 3 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปแล้วไม่นานนี้ คุณจะสรุปสั้นๆ ได้อย่างไร

”ใช่เราเพิ่งเปิดตัว 3รุ่น คือ Montblanc 1858 Geosphere Desert ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากกลุ่มคนนิยมสะสมนาฬิกา Fine Watchmaking เนื่องจากรุ่นก่อนหน้านั้นก็ทำชื่อเสียงไว้ดีมาก มาถึงรุ่นนี้กระแสตอบรับจึงอบอุ่นมาก เมื่อคุณมองจากรูปลักษณ์ภายนอก คุณจะเห็นถึงความพิเศษในทันทีโดยเฉพาะแรงบันดาลใจมาจากการเดินทางในทะเลทรายของไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่ท้าทายสาหัสทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มีทั้งร้อนและหนาวต่างกันสุดขั้ว จนไปถึงหน้าผาที่เขาต้องผ่านไปให้ได้  ถ้าคุณมองไปที่ด้านหลังตัวเรือนสีน้ำตาลบรอนซ์  จะมีแผ่นโลหะสลักด้วยเลเซอร์เป็นภาพหน้าผา ส่วนหน้าปัดมีสีน้ำตาลควันบุหรี่ที่กลมกลืนกับสีตัวเรือนอย่างเหมาะเจาะ พิถีพิถันไปจนถึงสายหนังลูกวัวสฟูมาโต ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมงต์บลองค์

”เรือนต่อมาคือ Montblanc 1858 Monopusher Chronograph Origins Limited Edition 100 ผลิตเพียง 100 เรือนเท่านั้น เป็นนาฬิกาที่มีดีไซน์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งแบบทหารโดยมีที่มาจากนาฬิกาที่เราผลิตในปี 1930 และใช้กลไกคาร์ลิเบอร์ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เป็นนาฬิกาที่ทำด้วยมืออย่างประณีตและพิถีพิถันตามตระกูลของนาฬิกา Minerva ด้านหลังมีการสลักรูปเทพีแห่งสงคราม ส่วนฝาหลังสามารถเปิดออกได้ เผยให้เห็นกลไกที่ออกแบบไว้อย่างสวยงามและมีถ้อยคำที่จารึกไว้ถึงที่มาของนาฬิการุ่นนี้สลักไว้ด้านในฝาหลังอีกด้วย  

”อีกรุ่นหนึ่งก็คือ Montblanc 1858 Spit Second Chronograph Limited Edition 18 ที่ทำขึ้นมาจำกัดเพียง 18 เรือนเท่านั้น นักสะสมนาฬิกาทั้งหลายที่สั่งจองไม่ทันก็จะพลาดไปเลยเพราะรุ่นนี้เมื่อมีการเปิดตัวจะถูกสั่งจองทั้งหมดทันที ซึ่งความพิเศษอยู่ที่โลหะ 18 K Lime gold ทำจากอัลลอยพิเศษที่ทำให้สีออกมาผสมผสานระหว่างเหลืองทองและเขียวแบบวินเทจ รวมทั้งความซับซ้อนของกลไก“

3. คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่การผลิตนาฬิกาแบบ Fine Watchmaking มีความน่าสนใจ ความซับซ้อนของกลไกเทคโนโลยีใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นหรือรูปลักษณ์

“ผมคิดว่ามันเป็นการผสมผสานระหว่างสิ่งที่คุณพูดทั้งหมดนั่นเอง มันเป็นสิ่งที่ต้องสอดคล้องกัน ในแง่กลไกก็ต้องมีการพัฒนาและไม่มีการประนีประนอมกับผลงานที่เราเปิดตัวนี้อย่างแน่นอน เราไม่ได้ผลิตนาฬิกาแฮนด์เมดที่สวยงามเท่านั้น แต่เรายังแสดงให้เห็นถึงเทคนิคการเคลื่อนไหวของกลไกที่ซับซ้อน และเทคนิคที่ล้ำสมัยของชิ้นส่วนกลไกพิเศษต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการคิดค้นและผลิตนาฬิกาที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพสูง

“ผมเชื่อเรื่องการเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจของการเล่าเรื่อง ที่เราทุกคนต่างกระหายใคร่รู้เรื่องราวเหล่านี้ คุณบอกว่าตอนนี้เราทำงานจากที่บ้าน ไม่สามารถเดินทางอย่างอิสระดังแต่ก่อน แต่เราก็รู้จักนักสะสมนาฬิกาในเมืองไทยที่เป็นนักเดินทางตัวยงเช่นกัน  คุณมีประเทศที่สวยงาม สารภาพเลยว่าผมเป็นแฟนตัวยงของประเทศไทยที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมการเล่าเรื่องมานานหลายปีแล้ว เรื่องราวของการสำรวจที่สวยงาม การได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่คุณทำทุกอย่างได้อย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางหรือสำรวจโลก ที่คงจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกครั้งเมื่อทุกๆ อย่างปลอดภัย”

4. หากเปรียบเทียบนาฬิกา 3 รุ่นที่ออกใหม่นี้คุณคิดว่าแต่ละรุ่นจะเหมาะกับลูกค้าของคุณอย่างไร

“เมื่อเราพูดถึงความหลากหลาย เราสามารถพูดถึงเรื่องอายุ พูดถึงเรื่องเพศสภาพ ความชอบของคนเหล่านี้ก็จะมีความต่างกัน แต่เมื่อคุณเป็นคนที่ชอบนาฬิกามงต์บลองค์ เป็นลูกค้าหรือเป็นคนสะสมนาฬิกาของเรา ผมเชื่อว่าความชอบของกลุ่มคนเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกัน และท้ายที่สุดไม่ว่าคุณจะอายุน้อยหรือยังเด็ก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย ไม่ว่าคุณเพิ่งจะมาสนใจสะสมนาฬิกา หรือว่าคุณเชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาเป็นอย่างดี ที่สุดแล้วคุณก็จะมองหาสุนทรียศาสตร์ทางด้านความงามที่เรามอบให้คุณอยู่ดี คุณมองหาความน่าเชื่อถือในกลุ่มนาฬิกา ซึ่งแน่นอนว่าเรามีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานและเราก็มีเรื่องราวใหม่ๆ มาทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษเสมอ อย่างนาฬิกาของเราที่ดีไซน์มาจากยุคโฟร์ตี้ส์ แต่การใช้วัสดุที่ต่างออกไปจะทำให้น่าสนใจ อย่างการที่เราใช้บรอนซ์ เราใช้ทองและไทเทเนียม ผมคิดว่าเราแสดงให้เห็นว่าลูกค้าที่มีความหลากหลายจะมาพร้อมกับคุณสมบัติบางอย่างที่พวกเขามองหาเช่นเดียวกัน”

5. คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งพิเศษเกี่ยวกับ The Montblanc 1858 Monopusher Chronograph Origins Limited Edition 100 ในความคิดของคุณเอง หรือมีอะไรในนาฬิกาเรือนนี้ที่ทำให้คุณประทับใจ

“เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจมาก ด้วยประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ผมยกให้เป็นรุ่นที่โดดเด่น ด้วยขนาดเดิม 46 มม. เป็นการดึงนาฬิกาออกมาดูเวลาจากกระเป๋ามาเป็นแบบสวมเข้ากับข้อมือ(รุ่นใหม่นี้ขนาด 44 มม.) โดยรุ่นล่าสุดนี้เป็นเทคนิคที่ไปไกลกว่าแค่การปรับปรุงใหม่ เราเก็บองค์ประกอบสำคัญบางอย่างของต้นแบบเดิมไว้ อย่างฝาหลังที่มีการแกะสลักด้วยเทคนิคที่ทำให้เกิดความลึกตื้นที่ทำให้ภาพมิเนอร์วา เทพีแห่งสงครามดูงดงามมากยิ่งขึ้น รวมทั้งกลไกโครโนกราฟคาร์ลิเบอร์ที่ย้อนไปถึงปี 1900s การเร่ิมของศตวรรษที่ 20 คุณสามารถเห็นองค์ประกอบบางอย่างของกลไก เช่น จานหลักที่เชื่อมกับชิ้นส่วนสะพานชิ้นเล็กๆ ทำจากสิ่งที่เรียกว่าเงินเยอรมัน ซึ่งเราทราบว่านักสะสมบางท่านให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ เราก็ให้ความสนใจที่จะนำเสนอในรายละเอียดเหล่านี้เช่นกัน แน่นอนว่าเราคงไว้ซึ่งการตกแต่งแบบดั้งเดิม ก่อนที่จะก้าวไปอีกขั้นในด้านเทคโนโลยี การทำลวดลาย Côtes de Genève ที่สวยงาม ด้วยมือ ซึ่งสำคัญมากสำหรับเราในการแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคต่างๆ ในเชิงช่างฝีมือ” 

6. คุณคาดว่า 18 K Lime Gold สำหรับนาฬิกา Montblanc 1858 Split Second Chronograph Limited Edition 18 จะได้รับความนิยมเพียงใด เพราะเป็นสีทองแบบใหม่ที่ลดความมันวาวแบบเดิม ๆ ที่คิดค้นโลหะทองสีนี้ขึ้นมาเพราะต้องการให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่หรือเปล่า

“เป็นอีกรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะตอนนี้ถือได้ว่าจำหน่ายหมดไปแล้วอย่างรวดเร็ว ด้วยความซับซ้อนของกลไกแต่การใช้งานไม่ซับซ้อน ดีไซน์หน้าปัดที่สวยงามอยู่ภายใต้ตัวเรือนที่ทำจากโลหะผสมแบบใหม่ที่เป็นทองออกแนววินเทจมากๆ ทำให้ทองมีโทนสีเหลืองเจือเขียว ที่ไม่ได้เห็นในงานใด ๆ เพราะเป็นการผสมผสานของโลหะเงิน ทองและเหล็กที่ให้สีทองเฉดใหม่โดดเด่นมาก

“น่าเสียดายที่มีเพียง 18 เรือนเท่านั้นที่เราผลิต เพื่อนักสะสมนาฬิกาของเราจริงๆ กลุ่มลูกค้าไม่ได้ขึ้นกับอายุ ขอให้เขาชอบ เราใช้ความคิดมากมายที่จะสร้างสิ่งที่แตกต่างเพื่อให้เจ้าของภาคภูมิใจในการสวมใส่นาฬิกาของเรา และได้เห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไป และสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ นั้นดูเหมือนว่าพวกเขาก็มักมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไป และเข้าถึงข้อมูลสิ่งที่เขาสนใจได้อย่างลึกซึ้ง ความสำเร็จของไลม์โกลด์นั้นไม่ใช่ว่าเราไม่เคยคิดค้นอะไรแบบนี้มาก่อน ตลอดเวลาอันยาวนานของเราก็ได้คิ้นค้นเรื่องโลหะผสมใหม่ๆ สำหรับนาฬิกาซึ่งมูลค่าจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป นอกเหนือจากความซับซ้อนของกลไกและรูปลักษณ์ที่สวยสะดุดตาแล้วทองชนิดพิเศษนี้ช่วยเสริมให้นาฬิการุ่นนี้เหมาะสมจะเป็นรุ่นที่ทำขึ้นจำกัดจำนวน”

7. ทำไม Montblanc 1858 Geosphere Limited Edition 1858 ใหม่ถึงได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลทรายโกบี

“นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นหนึ่งในการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบกับเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของดีไซน์ เป็นโอกาสพิเศษที่เราได้ร่วมงานกับ ไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ นักปีนเขาที่เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมเชื่อว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจมากให้ก้บหลายๆ คนเขามีเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นการผจญภัยที่ยากที่สุดครั้งหนึ่ง เขาข้ามทะเลทรายโกบีสองพันกิโลเมตร คละเคล้าไปด้วยอุณหภูมิที่รุนแรงที่เกิดขึ้นจากพื้นที่อากาศร้อนจัด พายุทราย ไปจนถึงพื้นที่หนาวระดับเยือกแข็ง มงต์บลองค์ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของเขามาเป็นงานดีไซน์ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา  แต่สำหรับเรื่องของเมสเนอร์ เขาเป็นคนที่มาเล่าเรื่องราวไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้น เป็นเรื่องจากปากคำของคนมียังมีชีวิตอยู่จริงๆ ที่ได้ไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีการประนีประนอมใดๆ”

8. แล้วอะไรคือจุดเด่นของนาฬิกาเรือนนี้ในความคิดของคุณ

“หนึ่งในนั้นคือไฮไลท์เกี่ยวกับทะเลทราย รูปลักษณ์ของนาฬิกาที่โดดเด่น สเฟียร์รูปโลก 2 ลูกนั้นวางตำแหน่งอย่างสวยงามบนหน้าปัดและถูกล้อมรอบด้วยการบอกโซนเวลาที่แตกต่างกัน คุณสามารถอ่านค่าเวลาได้ทั้งจากซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้อย่างง่ายดาย สามารถดูเวลาในโซนที่สองพร้อมๆ กับเวลาที่คุณตั้งให้เป็นเวลาหลัก ดีไซน์สีทองที่งดงามและรูปลูกโลกนั้นจะสื่อว่าคุณกำลังจะเดินทางไปทั่วโลก ส่วนการใช้งานอื่นๆ ก็ง่ายมาก เพราะมงต์บลองค์ไม่เน้นความซับซ้อนของการใช้งาน แม้กลไกจะมีความซับซ้อนมากแต่กลับใช้งานได้ง่ายและอ่านค่าเวลาได้ชัดเจน มงต์บลองค์เป็นแบรนด์หรูชั้นนำระดับโลก เราจึงสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยความประณีต เน้นงานฝีมือที่จะทำให้ของชิ้นนั้นเป็นชิ้นพิเศษสุดอย่างแท้จริง”

9. ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่แตกต่างกันสามรุ่นคุณคิดว่าแต่ละรุ่นจะมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะหรือไม่ หรือลูกค้าจะเลือกนาฬิกาที่เขาชอบมากกว่าหนึ่งรุ่น

“เราสร้างสรรค์ผลงานไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ได้จำกัดกลุ่มของลูกค้า เราพัฒนาตัวเองให้อยู่กับพวกเขาในทุกๆ ขณะไม่ว่าจะเป็นการฉลองในชัยชนะสำหรับการใช้ชีวิตของพวกเขา การเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งมากกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งกระตุ้นและทำให้คุณรู้ว่าไลฟ์สไตล์นั้นคืออะไรก็ตามที่คุณคุ้นชิน และให้คุณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ได้เช่นกัน 

“หากคุณดูแคมเปญของแบรนด์ เรามีแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มีบุคลิกที่ต่างกันออกไป อย่างนักแสดงเฉินคุน หรือคนอื่นๆ เรามีคนที่มีความโดดเด่นที่เข้ามาร่วมแคมเปญของมงต์บลองค์ และเราเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับพวกเขาเหล่านั้น ท้ายที่สุดเมื่อเรามองไปที่พวกเขา พวกเราทุกคนจะมีแรงบันดาลใจที่จะไปข้างหน้า และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ เช่นกัน พวกเขาเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเราจะอยู่ที่นั่นในวาระที่จะได้เฉลิมฉลองด้วยกัน”

10. คุณมองตลาดนาฬิกา Montblanc ในประเทศไทยอย่างไร และคุณคาดหวังการตอบรับของนาฬิกา 3 รุ่นใหม่นี้หรือไม่

“ประเทศไทยเป็นตลาดที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์มงต์บลองค์ รวมทั้งนาฬิกาด้วยถือเป็นตลาดสำคัญของเราเลย นักสะสมนาฬิกาของไทยมีความชื่นชอบในเรื่องการสะสมนาฬิการะดับสุดยอดมาก  ผมอยากจะบอกว่าถือเป็นกลุ่มนักสะสมที่ภักดีและมีความกระตือรือร้น  ผมหวังว่าปีนี้เราจะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจกับนาฬิกาคอลเลกชั่นเหล่านี้อีกครั้ง  พวกเขามีความรู้เรื่องนาฬิกาเป็นอย่างดีทั้งในเรื่องเทคนิคและความซับซ้อนของกลไก ซึ่งมงต์บลองค์สามารถแสดงอัตลักษณ์ตัวตนของเขาได้อย่างแท้จริง และเราก็พร้อมที่จะนำเสนอหรือสาธิตทางเทคนิคต่างๆ ให้กับพวกเขาเข้าใจในผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้น 

“วิกฤติไวรัสโควิด-19 เปลี่ยนการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ของผู้คน เราอาจจะไม่สามารถนั่งลงพูดคุยกับกับนักสะสมเหล่านั้นได้มากเท่าที่เราต้องการเช่นแต่ก่อน แต่เราก็สามารถติดต่อพวกเขาผ่านทางออนไลน์ที่สามารถสร้างบรรยากาศเหมือนการสนทนาแบบส่วนตัวได้โดยไม่ต้องพบปะกันจริงๆ แต่พวกเขาอยู่ที่บ้านได้ เปิดไวน์ที่ชื่นชอบและติดต่อกับเราทางออนไลน์จากในบ้านของเขาเองอย่างสะดวกสบาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำตอบกับคุณได้ในเรื่องของนาฬิกาที่คุณสนใจ แล้วไม่จำกัดแค่เจ้าหน้าที่ของเราที่พูดคุยกับคุณอยู่ หากคุณต้องการคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญในสวิตเซอร์แลนด์ก็สามารถที่จะให้เขาเข้ามาอธิบายในสิ่งที่คุณสงสัยได้ ก็นับว่าเป็นข้อดีของเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการนำเสนอนาฬิกาของเราในรูปแบบใหม่นี้ ด้วยวิธีนี้คุณอยู่ที่บ้านพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่มที่คุณโปรดปรานพร้อมทั้งคุยกับเจ้าหน้าที่ของเราไปด้วยอย่างสบายๆ เป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจไปจนถึงคุณสามารถสั่งซื้อสินค้ากับเราได้เลย”

นับเป็นการสนทนาที่ทำให้เราได้เห็นการปรับตัวของมงต์บลองค์ ที่จะนำเสนอผลงานสร้างสรรค์สุดพิเศษแม้ในยุคที่เราเต็มไปด้วยข้อจำกัดในการเดินทาง หรือแม้แต่การไปสู่สถานที่สาธารณะต่างๆ แต่สำหรับนักสะสมที่ติดตามผลงานของนาฬิกา Montblanc มาตลอด ทางมงต์บลองค์ก็มีวิธีที่สื่อสารกับพวกเขาได้อย่างสะดวกสบาย หรือแม้แต่หน้าเว็บไซต์ของมงต์บลองค์ก็ปรับให้เข้าถึงรายละเอียดของดีไซน์ที่ท่านสนใจได้อย่างชัดเจนและง่ายดาย

นาฬิกา 3 รุ่นที่เผยโฉมล่าสุดของมงต์บลองค์นี้คือดีไซน์ที่น่าตื่นเต้น และสำหรับคนที่ชื่นชอบงานดีไซน์สุดพิเศษคงไม่พลาดที่จะเข้าไปทำความรู้จักหรือแม้แต่ครอบครอง อย่างที่ Matthieu Dupont บอกกับเราว่า ทางมงต์บลองค์เชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่นักสะสมนาฬิกาทั้งหลายได้ภาคภูมิใจกับผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดนี้

Audemars Piguet เรือนเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เผยเฉดสีเขียวใหม่บน Royal Oak

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เผยโฉมเหล่าโมเดลใหม่ของนาฬิกาข้อมือจากคอลเลคชั่นรอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ที่มาพร้อมหน้าปัดใหม่ในโทนสีเขียว โดยในครั้งนี้โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้นำเสนอรอยัล โอ๊ค จัมโบ้ เอ็กซ์ตร้า ธิน (Royal Oak “Jumbo” Extra-Thin) ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแพลทินัม 950 ซึ่งมาพร้อมกับหน้าปัดสีเขียวสโมคกรีนในเทคนิค


ซันเบิร์สท (Sunburst) และพิเศษยิ่งขึ้นกับรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่นอย่างรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ (Royal Oak Selfwinding Chronograph) ตัวเรือนผลิตจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัตที่เข้ากันเป็นอย่างดีกับหน้าปัดสีเขียวลวดลายกรองด์ ทาพิสเซอรี (Grande Tapisserie) อีกทั้งในคอลเลคชั่นนาฬิกาหน้าปัดโทนสีเขียวนี้ยังได้นำเสนอเรือนเวลา อีก 3 โมเดลใหม่ ในรุ่นรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง (Royal Oak Selfwinding Flying Tourbillon) ผลิตจากวัสดุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิ้งค์โกลด์ (Pink gold) หรือไทเทเนียม(Titanium) ที่เข้ากับเฉดสีเขียวสุดโดดเด่นบนหน้าปัดได้อย่างลงตัว

ในช่วงปี 1970 โอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นการเพิ่มสีสันบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นโทนสีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเจเนอเรชันใหม่ที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมชีวิตชีวาในช่วงปี 1990 และนับแต่นั้นเป็นต้นมาโอเดอมาร์ ปิเกต์จึงพัฒนาหน้าปัดสีสันต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงปี 1970 โอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นการเพิ่มสีสันบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นโทนสีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเจเนอเรชันใหม่ที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมชีวิตชีวาในช่วงปี 1990 และนับแต่นั้นเป็นต้นมาโอเดอมาร์ ปิเกต์จึงพัฒนาหน้าปัดสีสันต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ROYAL OAK “JUMBO” EXTRA-THIN

รอยัล โอ๊ค จัมโบ้ ขนาดหน้าปัด 39 มิลลิเมตร มาพร้อมตัวเรือนและสายนาฬิกาแพลทินัม 950 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวสโมคกรีนลายซันเบิร์สท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่นำหน้าปัดนี้มาใช้ในคอลเลกชั่น 15202 และด้วยความหนาเพียง 8.1 มิลลิเมตรยิ่งเน้นย้ำถึงความเรียวบางของตัวเรือนเวลารุ่นนี้

เครื่องหมายบอกชั่วโมงถูกรังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์ และเข็มนาฬิกามาพร้อมวัสดุเคลือบสีเรืองแสงที่ทำให้สามารถอ่านเวลาได้ง่ายเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีแสงน้อย โลโก้ Audemars Piguet ถูกวางไว้ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมกับอักษรย่อ AP ที่ถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาตามแบบฉบับของรุ่นจัมโบ้

หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ 2121 ประกอบกับ Oscillating Weight ที่ผลิตจากทองคำ 22 กะรัต พร้อมด้วยกลไกการบอกเวลาแบบชั่วโมง นาที และวันที่ นาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้มีวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ เอพี เฮ้าส์ (AP House) เท่านั้น

ROYAL OAK SELFWINDING FLYING TOURBILLON

โอเดอมาร์ ปิเกต์สานต่อชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนานในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีกลไกสุดซับซ้อนและพิถีพิถัน ด้วยการนำเสนอรอยัล โอ๊ค เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง 3 รุ่นใหม่ที่เผยให้เห็นความสามารถและพรสวรรค์ของช่างฝีมือของโอเดอมาร์ ปิเกต์  ที่สร้างสรรค์นาฬิกาด้วยมือจนถึงรายละเอียดสุดท้าย แต่ละเรือนมีหน้าปัดขนาด 41 มิลลิเมตร ที่ออกแบบหน้าปัดด้วยลายทาพิสเซอรีสีเขียวและลายซันเบิร์สท โดยทุกโมเดลมาพร้อมคาลิเบอร์ 2950 ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง
เจเนอเรชั่นล่าสุดของของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ซึ่งต่างกับกลไกทูร์บิญองทั่วไปตรงที่การออกแบบให้มีพื้นที่ระหว่างบริดจ์ส่วนบนเพื่อให้มองเห็นมูฟเม้นท์ของกลไกและชิ้นส่วนอื่นๆ ด้านในได้อย่างชัดเจน

ในโมเดลแรกของคอลเลกชั่นนี้นั้น เป็นนาฬิกาเอ็กซ์คลูซีฟที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น โดยทั้งตัวเรือน และเข็มบอกเวลา ผลิตอย่างปราณีตจากพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต 

สำหรับเรือนที่สอง เป็นโมเดลพิเศษมีจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน โดยนาฬิกาทั้งเรือนถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยไทเทเนียม

และโมเดลที่สามนั้น มีจำนวนจำกัดเพียง 15 เรือนเท่านั้น ด้วยการออกแบบเรือนเวลาที่ผสมผสานไทเทเนียมบนตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่ผลิตด้วยไวท์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมกับประดับด้วยมรกตเจียระไนทรงเหลี่ยม จำนวน 32 เม็ด ที่มีน้ำหนักถึง 2.41 กะรัต

โดยนำมาประกอบเข้าด้วยกันโดยช่างฝีมือทั้งหมด ซึ่งเฉดสีเขียวสดของมรกตช่วยเน้นความงดงามของลวดลายทาพิสเซอรีบนหน้าปัดให้
ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความน่าสนใจเมื่อเรือนเวลากระทบกับแสง โดยทั้งสองโมเดลนี้ใช้ไวท์โกลด์ ในการสร้างสรรค์เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบวัสดุเรืองแสงพร้อมความหรูหราของสายนาฬิกาไทเทเนียม

ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

นาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาให้ทนทานเหนือกาลเวลา: ก้าวสู่โลกแห่ง Rolex World Service

นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ Hans Wilsdorf เชื่อมั่นว่านาฬิกา Rolex ทุกเรือนต้องมีความเที่ยงตรงและความทนทาน ปรัชญาของเขาได้ก่อกำเนิดเป็นตัวเรือน Oyster สุดยอดของแบบฉบับความแข็งแกร่งที่ทำหน้าที่ปกป้องกลไกของนาฬิกาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Hans Wilsdorf ยังนำไปสู่การก่อตั้งเครือข่ายการให้บริการหลังการขายโดยเฉพาะในประเทศต่างๆ ที่มีแบรนด์ปรากฏอยู่

การก่อตั้งเครือข่ายนี้ทำให้ Rolex สามารถยืนหยัดในมาตรฐานการให้บริการที่ดีที่สุดทุกเมื่อ เพื่อคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและความงดงามไร้ที่ติของเรือนเวลา ศูนย์บริการที่ดำเนินงานโดย Rolex World Service เป็นการสานต่อพันธกิจของแบรนด์ในการรักษาความคงทนและความน่าเชื่อถือของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนด้วยการให้บริการคุณภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้า

ด้วยการมอบบริการที่ดีที่สุดนี้ นาฬิกา Rolex จึงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไปและคงอยู่ได้หลายชั่วอายุคน ช่างนาฬิกาของศูนย์บริการ Rolex World Service นั้นผ่านการฝึกฝนอบรมมาเป็นพิเศษโดย Rolex เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพและสอดคล้องกันทั่วโลก

ร่วมสำรวจเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการดูแลเอาใจใส่ ความแม่นยำ และความพิถีพิถัน สำหรับการดูแลและการเข้ารับบริการหลังการขายได้ที่ https://www.rolex.com/watch-care-and-service/the-rolex-servicing-procedure.html?fbclid=IwAR0aJ9JY1e_eZRTSrXOIeyamsYKYgKQDm-QlhiQinZjPasv9IvF2BzY9drw

Gucci’s high watchmaking collection : Grip

พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใช้วัสดุที่หรูหราเพื่อให้สมเป็นนาฬิกาชั้นสูง คอลเลกชั่น Grip ที่ครั้งนี้แบ่งย่อยเป็น 5 ดีไซน์ที่แตกต่าง ผลิตขึ้นด้วยวัตถุดิบล้ำค่าที่สร้างความสมดุลให้กับประเพณีงานฝีมือด้านการตกแต่งและเทคนิคที่ล้ำสมัยด้วยความรู้และทักษะทางเทคโนโลยี


ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเขียวจากมาลาไคท์(Malachite stone) ที่ถือว่าเป็นหินที่มีค่า สามารถดึงพลังด้านบวกและทำให้พลังลบจางหายไปตามความเชื่อที่มีสืบๆ มา หน้าปัดสีน้ำตาลจากหินตาเสือหรือ Tiger eye stone ที่มีพลังในการบำบัดและความมั่งคั่งสำหรับคนที่เชื่อเรื่องพลังของหินในธรรมชาติ ลายเส้นของหินตาเสือนี้มีเส้นสีทองสอดแทรกอยู่เป็นความงดงามที่ะรรมชาติเท่านั้นที่สร้างได้ ส่วนหน้าปัดสีดำทำจากหินนิลกาฬหรือ Onyx นั้นช่วยให้มีพลังและความรู้สึกกระตือรือล้น ซึ่งเรื่องความเชื่อจากพลังหินะรรมชาตินี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ที่เราเห็ฯได้กับตาก็คือความงดงามของหินมีค่าทั้ง 3 ชนิดที่นำมาทำหน้าปัดสำหรับนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci
นาฬิกา Grip แต่ละรุ่นนั้นถูกติดตั้งด้วยกลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่จะกระโดดไปข้างหน้าทุก ๆ ชั่วโมงไปยังดิสก์นาทีที่กวาดไปรอบ ๆ 60 นาที เทคโนโลยีนี้แสดงออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ในนาฬิการุ่นใหม่ด้วยช่องหน้าต่างที่โค้งบนหน้าปัดนาฬิกาแต่ละอันทำให้สามารถแสดงตัวเลขได้อย่างชัดเจน
หน้าปัดนาฬิกาแบบ Hardstone ประดับด้วย Grip ทอง 18kt รุ่นใหม่สามรุ่น โดยมีสองรุ่นที่ทำด้วยทองคำส่วนอีกรุ่นจะทำด้วยทองคำขาว หน้าปัดนาฬิกาแต่ละเรือนได้รับการเจียระไนอย่างแม่นยำโดยช่างเจียระไนเพชรพลอยที่มีทักษะสูงซึ่งจะต้องขึ้นรูปวัตถุดิบที่ละเอียดอ่อนในขณะที่ยังคงรักษาความแข็งแรง ดีไซน์ของนาฬิกา Grip จะมาพร้อมกับสายนาฬิกาหนังจระเข้ในเฉดสีที่สอดคล้องกับสีของหน้าปัดหิน


ดีไซน์ที่สี่ในรุ่นที่ทำจากทองของนาฬิกา Grip ถูกผลิตขึ้นด้วยทองคำ 18kt ทั้งหมดพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกาสีทองแบบปัดเงาที่ถูกแกะสลักอย่างละเอียดด้วยโลโก้ Gucci และสายนาฬิกา bracelet link แบบตรงที่ส่องแสงแวววาว นาฬิกา Grip ที่ทำจากทอง 18kt แต่ละเรือนได้รับการประดับอย่างดงามด้วยฝีมือช่างที่แม่นยำในการฝังด้วยเพชรบาเก็ต 44 เม้ดเรียงต่อเนื่องกันโดยไม่มีหนามเตยปรากฏให้เห็น
นาฬิกา Grip Sapphire เป็นรุ่นที่ห้าในไลน์สินค้านาฬิกา Grip เป็นนาฬิกากลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่ชวนให้หลงใหลด้วยตัวเรือนที่ผลิตขึ้นจากคริสตัลแซฟไฟร์ทั้งหมด มีด้วยกันสี่สี ได้แก่ สีใส สีฟ้า สีเขียว และสีชมพู พร้อมด้วยสายนาฬิกายางแบบ tone-on-tone โปร่งแสงที่ถูกสลักลายนูนด้วยลวดลาย Interlocking G และตัวล็อกสายเหล็กแบบ ardillon buckle
ชมนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci ได้โดยการนัดหมายที่บูติกนาฬิกาและเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงของ Gucci ที่ Place Vendôme กรุงปารีส(16 Place Vendôme Paris, 75001, France T:+33.1.70.79.15.24) สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci ได้ที่ www.gucci.com

HERMÈS เปิดตัว H08 WATCH นาฬิกากลิ่นไอสปอร์ตสุดหรูกลไกออโตแมติก แรงบันดาลใจจากคณิตศาสตร์และอภิปรัชญา

การผสมผสานความหนักแน่นและเส้นสายที่ลื่นไหล ความแข็งแกร่งและความละเอียดอ่อน นาฬิกาแอร์เมส H08 (Hermès H08) ฝังแน่นใน Men’s Universe ของแบรนด์

ในขณะที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวอย่างชัดเจน แต่ที่บ้านก็มีความเท่าเทียมกันกับวิถีที่เร่งรีบ นาฬิกา Hermès H08 ในดีไซน์ร่วมสมัยที่อยู่เหนือกาลเวลาเพื่อวางทาบบนข้อมือให้สัมผัสชีพจรของคนรุ่นใหม่ ที่ทุกย่างก้าวในทุกลมหายใจและทุกระลอกคลื่นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนและความเร่งรีบ นี่คือสิ่งที่จะสร้างความสมดุล ส่งเสริมบทสนทนาระหว่างสิ่งตรงกันข้ามและความแตกต่าง

นาฬิกา Hermès H08 ต้องการช่างนาฬิกาที่จะรังสรรค์ขึ้นโดยแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด การดูแลที่พิถีพิถันและความเชี่ยวชาญที่ได้มาจากความอดทน เมื่อเวลาผ่านไป มันจะรวมจิตวิญญาณ แรงผลักดัน และการเคลื่อนไหว ดีไซน์สปอร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากความหนักแน่นและเส้นสายที่ลื่นไหล พื้นหน้าปัดทรงกลมโอบล้อมด้วยตัวเรือนพร้อมขอบที่อ่อนโยน ราวกับมุมและเส้นโค้งผสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ดูราวกับถูกตกแต่งด้วยวัสดุที่เป็นแร่ และโทนสีดำ เทาและสีแดนทราไซต์ โดยจับคู่กับสายยางธรรมชาติสีน้ำเงินและสีส้ม

ความจริงจังและความเย้ายวน ความแข็งแกร่งและความละเอียดอ่อน ความด้านและความมันวาว ที่ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน ถูกกำหนดขึ้นจากลักษณะที่แตกต่างกันโดยเนื้อแท้ที่มีหลายแง่มุมเช่นเดียวกับหนุ่ม Hermès นาฬิกา Hermès H08 ฝังแน่นเป็นส่วนหนึ่งใน Men’s Universe ของแบรนด์ที่ เวโรนิก นิชาเนียน (Véronique Nichanian) ได้สร้างขึ้นในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีส่วนร่วมจากองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งการตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ วัสดุที่เย้ายวน และมาตรฐานแห่งความสบายอย่างไร้ที่ติ

ชื่อที่น่าพิศวงของนาฬิกา Hermès H08 บ่งบอกเป็นนัยถึงกราฟิก คณิตศาสตร์และอภิปรัชญา แบบตัวอักษรดั้งเดิมที่โดดเด่นของตัวเลขที่สะท้อนถึงวัตถุ ประกอบด้วย 0 และ 8 ที่เผยให้เห็นจากรูปแบบของตัวเรือน เลข 0 แสดงถึงความว่างเปล่า ในขณะที่รูปแนวนอนของเลข 8 คือสัญลักษณ์ “ไม่มีที่สิ้นสุด” เปรียบได้กับการเดินทางระหว่างความไม่มีอยู่และทุกสิ่งที่มีอยู่ ราวกับการสะท้อนถึงความลึกลับและความลึกซึ้งของเวลา

ขับเคลื่อนอย่างเป็นจังหวะด้วยกลไกอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1837 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ นาฬิกา Hermès H08 ไลน์ใหม่นำเสนอในตัวเรือนทรงคุชชั่นขนาดใหญ่ 3 รุ่น พร้อมเม็ดมะยมขันเกลียว รุ่นแรกกับตัวเรือนที่ผลิตจากคอมโพสิตเสิรมกราฟีน ประดับด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกปัดด้านและขัดเงา พื้นหน้าปัดเคลือบทองสีดำคั่นด้วยแทร็กนาที ตัวเลขอารบิกเคลือบสารเรืองแสงและชุดเข็มเคลือบนิกเกิลสีดำ แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ 4.30 นาฬิกา จับคู่กับสายยางสีดำและล็อกแน่นด้วยบานพับล็อกสายปีกผีเสื้อที่ผลิตจากไทเทเนียม อีกสองรุ่น รุ่นแรกในตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดำด้านด้วยเทคนิค DLC และรุ่นที่สองในตัวเรือนไทเทเนียมปัดด้าน กรอบหน้าปัดนิกเกิลเคลือบดำ ประกอบกับสายรัดสีน้ำเงินหรือสีดำ หรือสายยางสีดำหรือสีส้ม นอกเหนือจากความทนทานและความสบายในการสวมใส่แล้ว สายแบบทอยังได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิกา Hermès H08 เป็นตัวอย่างของสไตล์สปอร์ตที่มีความซับซ้อนและสอดคล้องกับเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษของ Hermès อย่างชัดเจน

Montblanc เปิดตัว Montblanc Star Legacy Metamorphosis Limited Edition 8 นาฬิกาสีน้ำเงินเจิดจรัสกับกลไกและงานประกอบชั้นสูง โรงงานผลิตของมงต์บลองค์ที่เมืองวิเญอเรต์

การผลิตนาฬิกามงต์บลองค์ขั้นสูงในสีน้ำเงินที่เจิดจรัส มงต์บลองค์เผยโฉมรุ่น Metamorphosis และ Exo Tourbillon ที่มีสิทธิบัตรในแนวสีน้ำเงินออกใหม่  สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นกุญแจสำคัญทั้งสองได้จารึกเรื่องราวบทใหม่ให้กับจักรวาลของการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยมของมงต์บลองค์ทันทีที่เปิดตัว ทั้งยังกลายเป็นเสาหลักด้านนาฬิกามาตลอดระยะเวลาหลายปีและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาระบบกลไกสำหรับอนาคตซึ่งจะถูกนำมาใช้ในคอลเล็กชั่นหลักของเมซงด้วย

มงต์บลองค์เปิดตัว Montblanc Star Legacy Metamorphosis Limited Edition 8 ในสีน้ำเงินที่เจิดจรัส  เครื่องบอกเวลาที่เป็นนวัตกรรมชิ้นนี้แปลงเปลี่ยนตัวเองได้จริงด้วยการเผยโฉมหน้าที่แตกต่างกันสองแบบ  ระบบกลไกซับซ้อนที่ใช้ในการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยมจำนวนมากถูกนำเข้ามาใช้โดยได้แรงขับเคลื่อนจากเครื่อง Manufacture calibre MB M67.60 ที่ผลิตขึ้นด้วยมือและเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูงมาก  การเปลี่ยนไปมาระหว่างสองหน้านั้นมีความยุ่งยากสูงและต้องอาศัยชิ้นส่วนมากกว่า 320 ชิ้น ซึ่งทุกชิ้นถูกผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถันและต้องเคลื่อนที่พร้อมๆ กัน  ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการสร้างกลไก Exo Tourbillon เพียงอย่างเดียวต้องใช้ชิ้นส่วนมากกว่า 100 ชิ้น และนาฬิกาทั้งเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 718 ชิ้นถ้วน  ทั้งนี้ทุกชิ้นส่วนผ่านการผลิตด้วยมือ ณ โรงงานผลิตของมงต์บลองค์ที่เมืองวิเญอเรต์ตามขนบที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน

กลไกเริ่มต้นการทำงานด้วยการเลื่อนคันโยกที่ข้างตัวเรือน (เหมือนกับกลไก Minute Repeater) ซึ่งเชื่อมต่อกับหน้าปัด  กลไกจักรกลดังกล่าวประกอบด้วยส่วนที่ยึดอยู่กับที่กับชัตเตอร์ที่ขยับได้ซึ่งเปิดและปิดตามหน้าของนาฬิกาที่เลือกไว้

เมื่อชัตเตอร์ปิด หน้าของนาฬิกาจะแสดงฟังก์ชั่นเวลาโลกที่ 6 นาฬิกาในลักษณะของซีกโลกเหนือทรงโดมที่หมุนได้และล้อมรอบด้วยสเกล 24 ชั่วโมงกับตัวบอกกลางวัน/กลางคืน  ที่ 12 นาฬิกา จักรกรอกชุบโรเดียมพร้อมสปริงที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นสีน้ำเงินและสกรู 18 ตัว จะแกว่งไปด้วยความถี่ดั้งเดิมที่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง

เมื่อชัตเตอร์เปิด หน้าปัดจะเผยให้ความงามของกลไก Exo Tourbillon หนึ่งนาทีที่ได้รับสิทธิบัตร ซึ่งยึดไว้กับสะพานกระจกคริสตัลแซฟไฟร์และทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ที่ 12 นาฬิกา  สิ่งนี้เป็นไปได้ก็ด้วยการก่อสร้างระบบกลไกที่ซับซ้อนซึ่งช่วยเอาจักรกรอกไปวางไว้นอกกรงและอยู่ใต้ชัตเตอร์  จานวันที่ที่กระโดดได้ปรากฏอยู่รอบ Exo Tourbillon

ที่ 6 นาฬิกา พระจันทร์สามมิติเสมือนจริงในตำแหน่งเดียวกับที่อยู่บนฟ้าเมื่อมองขึ้นจากโลก กำลังเดินวนรอบโลกอย่างสม่ำเสมอตามหลักไจโรสโคปซึ่งเหมือนกับที่พระจันทร์ทำจริงๆ เมื่อโคจรรอบโลก  ตัวแทนพระจันทร์ปรากฏตัวตัดกับฉากหลังที่ตกแต่งด้วยสะเก็ดสีทองที่ทอประกายราวกับค่ำคืนเต็มไปด้วยดวงดาว  ระบบดิถีพระจันทร์ตามหลักดาราศาสตร์ หรือ Moonsphase มีความแม่นยำสูงมากและต้องการการปรับเพียงหนึ่งวันในทุก 122 ปีเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค

เครื่อง                                   Montblanc Manufacture Calibre MB M67.60

ลักษณะกลไก                         กลไกจักรกลพร้อมระบบไขลานด้วยมือ, Exo Tourbillon 1 นาทีที่มีสิทธิบัตร, เวลาโลก และการบอกดิถีพระจันทร์ที่สมจริง

ขนาด                                        เส้นผ่านศูนย์กลาง = 45 มม.; สูง = 12.87 มม.

จำนวนชิ้นส่วน                       718 ชิ้น

จำนวนทับทิม                        61 เม็ด

พลังงานสำรอง                       ประมาณ 50 ชั่วโมง

จักรกรอก                                   บาลานซ์วีล เส้นผ่านศูนย์กลาง = 14.5 มม.; ความเฉื่อย = 59 มก./ตรซม.

ความถี่                                      18,800 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5 เฮิรตซ์)

สปริง                                     ผ่านกระบวนการทำให้เป็นสีน้ำเงิน ใช้ฟิลิปส์ เทอร์มินอล เคิร์ฟ

แท่นเครื่อง                             ชุบโรเดียมพร้อมขัดลายวงกลม

สะพาน                                  ชุบโรเดียมพร้อมลาย “Côtes de Genève” 

ขบวนเฟือง                                ซี่เฟืองพิเศษเพื่อการส่งกำลังที่มีประสิทธิมากขึ้น

การบอกค่าต่างๆ                    เข็มชั่วโมงและนาทีเยื้องศูนย์กลาง ช่องวินาทีขนาดเล็กที่ 12 นาฬิกา

                                            หน้าปิด: เวลาโลกโดยมีซีกโลกเหนือล้อมด้วยสเกล 24 ชั่วโมงและบอกกลางวัน/กลางคืน

                                            หน้าเปิด: กลไกทูร์บิญง 1 นาทีที่มีสิทธิบัตร ซีกโลกเหนือล้อมด้วยท้องฟ้าที่อยู่จานเคลือบสะเก็ดสีทองซึ่งเสมือนเป็นดวงดาวและดิถีพระจันทร์ที่สมจริง แสดงวันที่ที่ 12 นาฬิกา