CODE 11.59 BY AUDEMARS PIGUET

หลากแง่มุมการสร้างสรรค์ที่งดงามของ AUDEMARS PIGUET ดังสถาปัตยกรรมภายใต้การบรรจบกันของขนบที่สืบสานและนวัตกรรมยุคใหม่

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” ที่เปิดตัวในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอส่วนประกอบที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามทว่าสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่มุมความสวยงามและความสลับซับซ้อนของงานสร้างสรรค์เชิงเทคนิค ภายใต้รายละเอียดสุดพิถีพิถันที่ซ่อนไว้ด้วยหลากมุมมองของเส้นสายที่โค้งเว้าดั่งงานสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนและอีกระดับที่เหนือกว่าของความเชี่ยวชาญในการทำงานด้วยมือ ทั้งหมดนี้นำไปสู่รายละเอียดอันซับซ้อนน่าค้นหาเกินกว่าจะบรรยายออกมาแค่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น

ไมเคิล ฟรีดแมน (Michael Friedman) ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพลิเคชัน (Head of Complications) แห่งโอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายไว้ว่าคอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” นั้นเปรียบเหมือนการมอบผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าให้กับช่างขัดนาฬิกา แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่”

รายละเอียดของการทำงานด้วยความเชี่ยวชาญเชิงช่าง (Savoir-Faire) ในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนของคอลเลกชั่นนี้ เกิดขึ้นจากการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าผสานเข้ากับขนบธรรมเนียมในการทำงานที่สืบสานต่อมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของความซับซ้อนบนเส้นสายเรขาคณิต

คอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet นั้นได้รับการออกแบบมาในแนวทางที่ไม่ต่างกับการสร้างงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ซึ่งเลือกผนวกส่วนกลางของตัวเรือน (Middle Case) ทรงแปดเหลี่ยมเข้ากับขอบตัวเรือน (Bezel) ทรงกลมที่บางเป็นพิเศษ และขานาฬิกา (Lug) ทรงโค้งที่ดูล้ำสมัย หลากหลายเหลี่ยมมุมของตัวเรือนและความโค้งมนที่ตอบรับกับสรีระของผู้สวมใส่ช่วยให้ทั้งคอนเซ็ปต์การสร้างสรรค์ กระบวนการผลิต และการตกแต่งทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเต็มเปี่ยมด้วยความละเอียดอ่อนอย่างถึงที่สุด การใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อน การเลือกใช้เครื่องมือที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน รวมถึงความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษของช่างนาฬิกา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องประสานเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะในกระบวนการผลิต ทั้งด้วยการใช้เครื่องจักรและการประกอบเข้าด้วยกันของทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยมือ


ส่วนโค้งสองด้านที่โดดเด่นและร่วมสมัย

สัดส่วนเชิงเรขาคณิตของขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษได้รับการออกแบบให้รองรับรายละเอียดของกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่โอเดอมาร์ ปิเกต์รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคอลเลกชั่นนี้ ด้านในของกระจกมีรูปทรงโค้งเหมือนโดม ส่วนด้านนอกมาพร้อมส่วนโค้งจาก 6 นาฬิกาถึง 12 นาฬิกา กระจกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีรายละเอียดในมุมมองที่แตกต่าง และความสว่างกระจ่างชัด ช่วยมอบประสบการณ์ทางสายตาของการบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่เปี่ยมเอกลักษณ์และแสดงถึงการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันถึงขีดสุด

ขานาฬิการังสรรค์อย่างล้ำสมัยด้วยมือ

เพื่อเติมความโดดเด่นให้กับตัวเรือนที่ประกอบขึ้นดังงานสถาปัตยกรรมที่ซ่อนความงดงามหลากแง่มุมเอาไว้
โอเดอมาร์ ปิเกต์ตัดสินใจออกแบบให้แต่ละด้านของขานาฬิกามีช่องว่างแยกออกเหมือนฉลุให้เป็นช่องด้วยรูปทรงที่เป็นเส้นโค้ง โดยให้ขานาฬิกาเชื่อมต่อกับขอบตัวเรือนด้านบนและเว้นช่องให้มองเห็นส่วนกลางของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน ช่วยยกระดับความละเอียดอ่อนของการสร้างสรรค์ผลงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยส่วนบนของขาตัวเรือนจะถูกเชื่อมอยู่กับขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนล่างของขาตัวเรือนจะโน้มอย่างอ่อนช้อยอยู่ติดกับฝาด้านหลังในองศาที่ลงตัวพอดี

กระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบใหม่ที่ท้าทายการทำงานตามมาตรฐานที่เคยเป็นมาให้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับ เพื่อให้สามารถเชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่บางเป็นพิเศษได้ โดยขาตัวเรือนแต่ละด้านจะถูกเชื่อมเข้ากับขอบตัวเรือนด้วยขั้นตอนการเชื่อมด้วยมือ จากนั้นจะมีการนำไปทดสอบความทนทานด้วยเครื่องจักรชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นมาใช้กับนาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet โดยเฉพาะ

เมื่อปรับเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบตัวเรือนหลังถูกความร้อนที่ทำให้รูปทรงขยับไปเล็กน้อยจนพอดีแล้ว ช่างขัดนาฬิกาผู้ชำนาญจะค่อย ๆ ทำการขัดรอยต่อของการเชื่อมขาตัวเรือนกับขอบตัวเรือนให้ออกมาดูเรียบร้อยและงดงามที่สุด ซึ่งรายละเอียดของรอยเชื่อมต่อนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อการประกอบตัวเรือนนาฬิกาแล้วเสร็จ

ความพิถีพิถันถึงขีดสุดของการขัดเงาและการขัดแบบซาติน

ความท้าทายและความสลับซับซ้อนของการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet อยู่ตรงที่การสลับสับเปลี่ยนการขัดเงาและการขัดแบบซาตินบนพื้นผิวรอบ ๆ ตัวเรือน ซึ่งด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนนี้ การจะทำงานให้ออกมาเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานด้วยมือเท่านั้น

การผสมผสานเทคนิคของการขัดเงาและการขัดแบบซาตินถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งในการทำงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ และถึงแม้จะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางหลังการเปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak ในปี 1972 ทว่าเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือจำนวนมากใช้กันมาอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 20

ถึงแม้ว่าคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet จะยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีมาเดิมไว้ แต่โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้ยกระดับเทคนิคการทำงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะจากการสร้างสรรค์ตัวเรือนที่มีทั้งเหลี่ยมมุมและเส้นโค้ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทีมช่างนาฬิกาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ อันประกอบไปด้วยช่างผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านซึ่งแบ่งเป็น ช่างขัดนาฬิกา 6 คนและช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดแบบซาตินอีก 5 คน

การทำงานด้วยมืออย่างพิถีพิถันถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด

แต่ละองค์ประกอบของตัวเรือนได้รับการขัดเงาก่อนประกอบและขัดแบบซาตินหลังจากนำมาผ่านเครื่องจักรจากนั้นจึงนำมาตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เล็กที่สุดด้วยมือ ช่างผู้ทำหน้าที่ขัดจะค่อย ๆ ลบมุมของแต่ละชิ้นส่วนเพื่อเติมความเรียบลื่นและความมันเงาให้กับพื้นผิว ส่วนที่ยากในงานนี้คือการขัดเงาชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดโดยไม่ทำให้แต่ละชิ้นสูญเสียรูปทรงและความลงตัวเมื่อต้องไปจัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง การขัดเพื่อลบเหลี่ยมมุมของขาตัวเรือนทั้งด้านนอกและด้านใน รวมถึงด้านที่ติดกับฝาด้านหลังซึ่งเป็นองศาที่หลบอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นบทพิสูจน์ความซับซ้อนทั้งในเชิงสุนทรียะและเทคนิคการทำงานเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ น็อตบนขาตัวเรือนยังเผยให้เห็นรายละเอียดของมุมเฉียงที่ถูกขัดเงาในลักษณะที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รายละเอียดของการทำงานแม้ในส่วนประกอบที่เล็กที่สุดนี้เองคือบทพิสูจน์ความแม่นยำในการสร้างสรรค์ ทั้งนี้ แต่ละองค์ประกอบของนาฬิกายังได้รับการเก็บรายละเอียดในตอนท้ายด้วยเทคนิค traits-tirés ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยทั้งความคล่องแคล่ว ความอดทน และความแม่นยำในการวางตำแหน่ง

จากจุดเริ่มต้นสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ตัวเรือนของนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเหนือความคาดหมายด้วยรายละเอียดที่ดูเหมือนตรงข้ามกันทว่าสามารถนำมาผนวกรวมกันได้อย่างกลมกลืนจนออกมาเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีหลากหลายแง่มุมให้ค้นหาชิ้นนี้ ทั้งยังเป็นความลงตัวอย่างถึงที่สุดของการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สอดประสานไปกับความเชี่ยวชาญเชิงช่างที่ได้รับการสืบทอดต่อมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พบกับ CODE 11 .59 by Audemars Piguet ได้ที่เว็บไซต์ https://www.audemarspiguet.com/en/watch-collection/code1159byap/#!/welcome หรือโอเดอมาร์ ปิเกต์ บูติค ชั้น จี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5838

The Masterpieces from The Master Watchmaker

กลไกสเกเลตันสองไทม์โซนอันงดงามนี้ยิ่งดูโดดเด่นเมื่อเผยให้เห็นผ่านหน้าปัดทรงตอนโน

Author: Pimpilai Boonjong

จากประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาจะเห็นได้ว่าคาร์เทียร์ (Cartier) รุ่มรวยด้วยความคิดสร้างสรรค์จนเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา shaped watch ไม่ว่าจะทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงรีเหมือนอ่างน้ำ หรือทรงบิดเบี้ยว Cartier ก็ล้วนนำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดทางแบรนด์ได้หวนกลับไปหาผลงานเก่าในอาร์ไคฟ์ นั่นคือนาฬิกาทรงตอนโนซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในปีค.ศ. 1906 นอกจากรูปทรงที่แปลกตา ตัวเรือนยังเคลือบด้วยแพลทินัม แตกต่างจากนาฬิกาตัวเรือนทองยอดนิยม และยังดีไซน์ขาตัวเรือนเป็นทรงท่อประดับหมุด หรือ vis amurier จัดว่าเป็นผลงานที่ ‘โมเดิร์น’ ในยุคสมัยนั้น

Cartier ได้นำนาฬิกาทรงตอนโนนี้มาตีความใหม่และจัดไว้ในคอลเลกชั่น Cartier Privé มีทั้งรุ่นหน้าปัดเรียบ แสดงชั่วโมงกับนาที ดูคลาสสิก และที่เรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซอย่างรุ่นสเกเลตัน แสดงเวลาสองไทม์โซน ดังเช่นที่เห็นในภาพ งดงามด้วยดีไซน์โค้ดที่บ่งบอกความเป็น Cartier ทั้งตัวเลขโรมัน สเกลนาที เม็ดมะยมประดับอัญมณีทรงหลังเบี้ย สายรัดข้อมือหนัง และขาตัวเรือนประดับหมุด อีกทั้งการดีไซน์หน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกแบบสเกเลตัน ทำให้เห็นชิ้นส่วนกลไกที่จัดเรียงอย่างงดงามและแปลกใหม่

เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าตัวเรือนมีความโค้งเพื่อให้กระชับกับข้อมือ แต่ก็ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปทรงของกลไกไขลาน 9919 MC เสียใหม่ให้มีความโค้งไปตามรูปทรงของตัวเรือนด้วย และทำให้ต้องจัดวางวีลและเกียร์เทรนเป็นเส้นยาวตามความยาวของตัวเรือน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่าง ส่วนการแสดงเวลาทั้งสองไทม์โซนเชื่อมโยงกัน สามารถปรับตั้งค่าไทม์โซนที่สองได้ด้วยเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา โดยเข็มชั่วโมงจะจัมป์ไปทีละชั่วโมง

From Outer Space

นาฬิกาดีไซน์ซึ่งทำงานด้วยกลไกอาวองต์การ์ดนี้มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนจากนอกโลก

Author: Pimpilai Boonjong

Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 ทำงานด้วยกลไกไขลาน Jaeger-LeCoultre caliber 176 กำลังลานสำรอง 45 ชั่วโมง ผลิตเพียง 8 เรือน

หลายคนคงรู้ว่าตูร์บิญงคือคอมพลิเคชั่นที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนของนาฬิกาจักรกลอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อชิ้นส่วนกลไกเมื่อนาฬิกาวางตัวในแนวตั้งกับพื้นโลก คนรุ่นต่อๆ มายังคงรู้สึกทึ่งและได้พัฒนาตูร์บิญงออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับแบรนด์ Jaeger-LeCoultre ที่นำเสนอนาฬิกา Gyrotourbillon ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2004

ความล้ำของ Gyrotourbillon คือเป็นตูร์บิญงที่หมุนได้หลายแกน จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพไม่ว่านาฬิกาจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม และลดความคลาดเคลื่อนของกลไกให้เหลืออยู่ที่ -1/+1 วินาทีต่อวัน (เทียบกับตูร์บิญงปกติที่ -4/+6 วินาทีต่อวัน) และยังทำให้ตูร์บิญงมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้แบบสามมิติ ซึ่งทำให้ต้องนำอะลูมิเนียมมาใช้ผลิตกรงเพื่อให้น้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้พลังงานในการหมุนมาก ทำให้มีพลังงานเหลือเอาไปฟังก์ชั่นอย่างอื่น

Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 ทำงานด้วยกลไกไขลาน Jaeger-LeCoultre caliber 176 กำลังลานสำรอง 45 ชั่วโมง ผลิตเพียง 8 เรือน

สำหรับผลงานรุ่น Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 (ผลิตขึ้นมาครั้งแรกในโอกาสที่แบรนด์ครบรอบ 180 ปีเมื่อค.ศ. 2013) แตกต่างจากรุ่นก่อนเพราะเป็นฟลายอิ้งตูร์บิญง ทำให้ไม่มีบริดจ์เป็นตัวยึดอยู่ด้านบน และความงดงามของผลงานรุ่นนี้ยังอยู่ที่การวางเลย์เอาต์หน้าปัดต่างๆ แบบเล่นระดับ ทั้งหน้าปัดแสดงเวลา หน้าปัดแสดงกลางวัน-กลางคืน หน้าปัดโครโนกราฟแสดงเวลาแบบดิจิตอล รวมทั้งช่องไจโรตูร์บิญง

และล่าสุดทางแบรนด์ยังได้แปลงโฉมผลงานนี้ใหม่ โดยร่วมมือกับช่างฝีมือจากแผนก Rare Handcrafts™ ใช้ศิลปะการตกแต่งโบร่ำโบราณ ทั้งการกิโยเชด้วยมือ การแกะสลัก การลงยา อีกทั้งการใช้วัสดุอย่างอุกกาบาตสีเทาซึ่งพบที่นามิเบียมาตกแต่งตัดกับอาเวนเจอรีนสีน้ำเงิน ทั้งบนหน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกด้านหลัง โดยช่างต้องมีความเชี่ยวชาญอย่างสูงในการตัดแต่งชิ้นส่วนอุกกาบาตซึ่งมีความแข็งให้ได้รูปทรงและความหนาตามต้องการเพื่อฝังลงไปบนเพลตหรือบริดจ์เงินที่เซาะพื้นที่ไว้ได้อย่างงดงามลงตัว

Louis Vuitton เปิดตัวนาฬิกา Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève ความล้ำสมัยที่แฝงไปด้วยราบละเอียดแสนปราณีต

Louis Vuitton เปิดตัวนาฬิกา Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève ที่คงความฟิวเจอร์ลิสทิคล้ำสมัยของ Louis Vuitton ได้อย่างลงตัว

โดยในส่วนของตัวเรือนนั้น มีการประดับด้วยเพชรถึง 354 เม็ดและด้วยการออกแบบที่โชว์ให้เห็นถึงกลไกด้านในของตัวนาฬิกาซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก The Mobius Strip หรือรูปทรงที่วางตัวเป็นแนววนกับหน้าปัดขนาด 46 mm

ยิ่งไปกว่านั้นทางแบรนด์ยังได้รับการประทับตรารับรองมาตรฐาน Poincon De Geneve สำหรับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกเท่านั้น

โดยนาฬิกาตัวนี้สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ถึง 80 ชั่วโมงและถูกออกแบบมาให้เห็นโครงสร้างการเคลื่อนไหวของภายในโดยมีชิ้นส่วนกว่า 168 ชิ้น โดยวัสดุที่คิดค้นมาพิเศษเพื่อหลุยส์ วิคตอง ที่ทำให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ โดยวัสดุนี้สร้างมาจากการเอาคาร์บอนนับร้อยชั้นมาเรียงตัวกันทำให้ Tourbillion ตัวนี้เป็นมิติใหม่ของนาฬิกาเลยล่ะ

Legend Has It

Author: Pimpilai Boonjong

เปิดประวัติศาสตร์ฉลองครบรอบ 160 ปีของ TAG Heuer ด้วยผลงานลิมิเต็ดควรค่าแก่การสะสม

ขณะที่เราก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ TAG Heuer ก็ฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 160 ของตนเองเช่นกัน นับตั้งแต่เอดูอาร์ด ฮอยเออร์ ได้ก่อตั้งเวิร์กช็อปนาฬิกา Heuer ณ เทือกเขาจูรา เมื่อปีค.ศ. 1860 ปัจจุบันแบรนด์ TAG Heuer ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยเฉพาะการพัฒนากลไกล้ำสมัย และการสร้างสรรค์นาฬิกาไอคอนิกทั้งในแง่ของดีไซน์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาสำหรับคนที่รักความท้าทาย

และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 160 ปี TAG Heuer จึงนำเสนอผลงานพิเศษมากมาย โดยเริ่มกันที่ผลงานที่มีชื่อว่า TAG Heuer Carrera 160 Years Silver Limited Edition ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจาก Carrera คอลเลกชั่นยอดนิยมที่อยู่คู่กับแบรนด์มายาวนานเกือบ 60 ปี เป็นนาฬิกาโครโนกราฟระดับตำนานซึ่งริเริ่มโดยแจ๊ก ฮอยเออร์ ผู้นำชื่อมาจากการแข่งขันรถยนต์ Carrera Panamericana โดย TAG Heuer ได้เลือกรุ่นหน้าปัดสีเงินพร้อมหน้าปัดโครโนกราฟขัดลายสตาร์เบิร์สต์ที่ออกมาในปีค.ศ. 1964 มาสร้างสรรค์ใหม่สำหรับฉลองครบรอบ 160 ปี

TAG Heuer Carrera 160 Years Silver Limited Edition ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม ทั้งหน้าปัด การขัดตัวเรือน และปุ่มกดต่างๆ แต่ได้ปรับรูปทรงตัวเรือนเล็กน้อยโดยเพิ่มขนาดเป็น 39 มิลลิเมตร จากเดิมที่มีขนาด 36 มิลลิเมตร และย้ายหน้าปัดจับเวลาวินาทีมาอยู่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จากเดิม 9 นาฬิกา อีกทั้งเข็มชั่วโมงและนาทีที่เกลาให้เป็นเหลี่ยมและเคลือบสารเรืองแสง ตกแต่งหน้าปัดด้วยคำว่า ‘Carrera’ และ ‘HEUER’ ให้อารมณ์เรโทร

และด้วยประสิทธิภาพของกลไก Heuer 02 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ TAG Heuer พัฒนาขึ้นในโรงงาน Chevenez ในสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีกำลังสำรอง 80 ชั่วโมง กลไกขนาดบางทำให้ตัวเรือนไม่หนาเทอะทะ ทั้งยังเป็นโครโนกราฟแบบคอลัมน์วีลซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงแม่นยำ และมีระบบ vertical clutch ที่ช่วยให้การกดจับเวลาสตาร์ท-สต็อปทำงานอย่างแม่นยำ ฝาหลังตัวเรือนเป็นแซฟไฟร์คริสตัล ทำให้มองเห็นกลไกพร้อมโรเตอร์ที่สลักบ่งบอกว่าเป็นรุ่นครบรอบ 160 ปี โดยผลงานพิเศษนี้ผลิตขึ้นเพียง 1,860 เรือนเท่านั้น

State of the Art

ที่สุดของนาฬิกาโครโนกราฟจาก Breitling ที่ยังคงความเที่ยงตรงและทนทานสูงสุด

Author: Pimpilai Boonjong

Navitimer B03 Chronograph Rattrapante 45

หากเทียบในบรรดาคอมพลิเคชั่นทั้งหลาย โครโนกราฟคือคอมพลิเคชั่นที่ฟังก์ชั่นนอลที่สุดในชีวิตประจำวัน โดยหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนี้ก็คือ Breitling ซึ่งได้พัฒนาคอลเลกชั่นนาฬิกาโครโนกราฟ Navitimer ขึ้นในปีค.ศ. 1952 โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา Breitling ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยตลอด เช่น ปุ่มกดจับเวลาอิสระ ปุ่มกดวินาที จนกลายมาเป็นรูปแบบของนาฬิกาโครโนกราฟยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนากลไกโครโนกราฟอัตโนมัติเป็นแบรนด์แรกๆ ผลงานรุ่นต่างๆ ในตระกูล Navitimer เป็นที่นิยมและยอมรับอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการการบิน เนื่องจาก slide rule ทำให้นักบินสามารถใช้ประโยชน์ในการคำนวณค่าต่างๆ ได้

Navitimer B03 Chronograph Rattrapante 45 คือผลงานใหม่ล่าสุดที่นำเอาคอมพลิเคชั่น Rattrapante หรือ Split Second มาตีความใหม่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำนวัตกรรมของแบรนด์ โดย Rattrapante ต่างจากโครโนกราฟที่เราคุ้นเคยตรงที่มีเข็มวินาทีสองเข็ม ทำให้จับเวลาสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้อนกันได้ (ลองนึกถึงการแข่งขันวิ่งที่ต้องจับเวลานักวิ่งแต่ละคนที่ลงสนาม)

Navitimer B03 Chronograph Rattrapante 45

นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นเก๋ๆ อย่างโลโก้ตัว B และสมอเรือซึ่งอยู่ที่เข็มโครโนกราฟทั้งสอง โดยตัว B ประดับอยู่ที่เข็มวินาทีโครโนกราฟสีแดง และสมอเรืออยู่บนเข็ม Split Second เมื่อเข็มทั้งสองเคลื่อนมาอยู่ในแนวเดียวกันก็จะรวมเป็นโลโก้ที่สมบูรณ์ โดยปุ่มกดจับเวลา Split Second อยู่รวมกับเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา สามารถกดหยุดและรีสตาร์ทเข็มวินาทีนั้นได้เท่าที่ต้องการจับเวลาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยกลไก Caliber B03 ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน COSC กำลังลานสำรอง 70 ชั่วโมง พร้อมรับประกัน 5 ปี ดีไซน์มีสไตล์โดดเด่น ตัวเรือนเรดโกลด์ขนาดใหญ่ 45 มิลลิเมตร หน้าปัดสี Stratos Gray เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์-ลูมิโนวา เพิ่มความหรูหราด้วยสายหนังจระเข้สีดำ

The New Black

การพลิกโฉมใหม่ของ Octo ซึ่งผลิตจากเซรามิกสีดำแต่ก็ยังคงความบางอันเป็นซิกเนเจอร์

Author: Pimpilai Boonjong

จริงๆ แทบจะไม่ต้องอธิบายความโดดเด่นของนาฬิกาคอลเลกชั่น Octo ของ Bvlgari แล้วกระมัง เพราะนับตั้งแต่เปิดตัวมาก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงดีไซน์ร่วมสมัยราวกับประติมากรรมบนข้อมือ และความบางแบบทุบสถิติโลกไม่ว่าจะผนวกเข้ากับกลไกรุ่นใดๆ

สำหรับปีนี้ Octo ก็ยังคงความเป็นผลงานไฮไลต์ในหมวดนาฬิกาผู้ชายของ Bvlgari (แต่จะมองว่าเป็นนาฬิกายูนิเซ็กส์ก็ได้) ซึ่งนำเสนอออกมาหลายรุ่น โดยหนึ่งรุ่นเด่นแม้จะปราศจากคอมพลิเคชั่นก็คือ Bvlgari Octo Finissimo Automatic Black Sandblast-Polished Ceramic ซึ่งยังคงคอนเซ็ปต์สีเดียวทั้งเรือนแบบรุ่นไทเทเนียม แต่การนำเสนอในเฉดสีดำไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสีเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนวัสดุมาเป็นเซรามิกและกรรมวิธีฟินิชชิ่ง โดยเน้นคอนทราสต์ระหว่างการขัดแต่งพื้นผิว ทำให้ลุคดูคูลและร่วมสมัย เน้นเหลี่ยมมุมต่างๆ ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับหน้าปัดสีดำด้าน แต่ดีไซน์มาร์กเกอร์ เข็ม และตัวเลขต่างๆ ให้ตัดกันเพื่อดูค่าเวลาได้ง่าย ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ BVL138 พร้อมไมโครโรเตอร์ทำจากแพลทินัม กำลังลานสำรอง 60 ชั่วโมง ตัวเรือนหนา 5.50 มิลลิเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นสตีลและรุ่นทองเล็กน้อย แต่ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร พร้อมขาตัวเรือนที่ไม่กางออก ทำให้กระชับพอดีกับข้อมือเช่นเดิม

GUCCI GRIP CHRONO นาฬิกาเรือนสวยต่อยอดดีไซน์วินเทจร่วมสมัย เติมลุคเท่ด้วยฟังก์ชั่นโครโนกราฟ

Gucci ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์แฟชั่นระดับเวิลด์คลาสแถวหน้า และความสำเร็จของนาฬิกาGenderless   แบบไม่แบ่งเพศเรือนแรกของแบรนด์ในคอลเลคชั่นGripเปิดตัวรุ่นล่าสุดGrip Chronoต่อยอดนาฬิกาดีไซน์วินเทจแบบเดิม ด้วยองค์ประกอบแนวสปอร์ตเปี่ยมความโมเดิร์น สะท้อนความร่วมสมัยอย่างลงตัว ตามแบบฉบับของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ อเลสซานโดร มิเคเล่(Alessandro Michele) 

คอลเลคชั่นGrip นาฬิกาดีไซน์วินเทจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมกลุ่มสเก็ตบอร์ดช่วงยุค1970s ที่ส่งอิทธิพล    ในงานออกแบบของมิเคเล่เรื่อยมา ถูกออกแบบมาให้แนบชิดกับข้อมือยามสวมใส่ โดยความน่าสนใจของGrip Chrono รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมหน้าปัดที่แสดงผลเวลา 2 ช่องสำหรับชั่วโมง และนาที พร้อมความพิเศษของฟังก์ชั่นโครโนกราฟในการจับเวลา และทาคีมิเตอร์ เพื่อวัดความเร็วในระยะ 1 กิโลเมตร ตัวเรือนสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร มีให้เลือกทั้งแบบ หน้าปัดสีเงิน จับคู่กับสายสตีล พร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟที่แสดงผ่านเข็มนาฬิกา ประดับด้วยซิกเนเจอร์ไอคอนInterlocking G และหน้าปัดสีดำ จับคู่กับสายรับเบอร์สีดำที่สลักด้วยโมทีฟInterlocking Gพร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟซึ่งแสดงผ่าน        จุดสีแดงที่เดินรอบขอบหน้าปัด 

สัมผัสนาฬิกาGucci Grip Chrono เรือนจริงได้แล้ว ณ เคาน์เตอร์นาฬิกาGucci ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Justify My Love”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

Crafted Time with Hermès

ด้วยแรงบันดาลใจจากความสง่างามของม้าซึ่งเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ของแบรนด์ผนวกเข้ากับหัตถศิลป์ชั้นสูง

Author: Pimpilai Boonjong

ประวัติศาสตร์ของ Hermès ผูกพันกับม้าตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการขี่ม้า มาจนถึงการนำเรื่องราวของม้ามาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบผลงานใหม่ เช่น นาฬิการุ่นล่าสุด Slim d’Hermès Cheval Ikat หน้าปัดตกแต่งด้วยรูปม้ากำลังควบทะยานอย่างสง่างาม

คนที่เป็นคอนาฬิกาเดรสวอทช์น่าจะเคยได้ยินชื่อคอลเลกชั่นสลิม แดร์เมส (Slim d’Hermès) กันมาบ้าง ฟิลิปป์ เดโลตัล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาของแบรนด์ ได้ออกแบบนาฬิการุ่นนี้ไว้เมื่อปีค.ศ. 2015 โดยตั้งใจให้เป็นนาฬิกาที่มีเส้นสายเรียบง่ายสง่างาม ตกแต่งหน้าปัดด้วยฟอนต์ตัวเลขที่ออกแบบใหม่ และทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติที่ Hermès พัฒนาขึ้นเอง

ส่วน Slim d’Hermès Cheval Ikat รุ่นล่าสุด ถือเป็นการยกระดับคอลเลกชั่นนี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วยงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตกแต่งหน้าปัดด้วยดีไซน์รูปม้าซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากกรรมวิธีผลิตผ้าไหมมัดหมี่หรือ ikat คือการย้อมเส้นด้ายก่อนการทอเพื่อให้เกิดลวดลายและสีสันตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมโบราณสืบทอดกันมาในทวีปเอเชีย ในการสร้างสรรค์ลวดลายม้ายกขาควบทะยาน ช่างศิลป์ต้องวางเส้นด้ายขนาดบางกว่าเส้นผมสามเท่าลงบนหน้าปัด ก่อนเริ่มงานปักแต่ละจุด โดยกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของด้ายแต่ละเส้น จากนั้นจะค่อยๆ ยิงเลเซอร์เพื่อเจาะรูของจุดที่ด้ายจะมาบรรจบกัน แต่ละช่องที่ร้อยด้ายจะถูกแต่งแต้มด้วยทอง 24K เพื่อสร้างสรรค์เป็นเค้าโครงที่สวยงาม ด้ายที่ถูกถักทอร้อยเรียงกันอย่างแม่นยำจนครบ 1,165 เส้น กำเนิดเป็นลวดลายที่มีมิติงดงาม

Slim d’Hermès Cheval Ikat มีทั้งหมดสองเวอร์ชั่น คือรุ่นตัวเรือนไวต์โกลด์หน้าปัดสีน้ำเงิน และรุ่นตัวเรือนโรสโกลด์หน้าปัดสีขาว จับคู่กับสายรัดข้อมือหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีต ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ H1950 กำลังลานสำรอง 42 ชั่วโมง ผลิตรุ่นละ 36 เรือน

The Longines Heritage Military 1938

ลองจินส์ พาคุณย้อนเวลาไปสู่อดีตกับ The Longines Heritage Military 1938 ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารจากยุคสมัยระหว่างสงครามผสมผสานดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลา

@longines ลองจินส์ พาคุณย้อนเวลาไปสู่อดีตกับ The Longines Heritage Military 1938 ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารจากยุคสมัยระหว่างสงครามผสมผสานดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลากับตัวเรือนสตีลขนาด 43 มม. ที่มาพร้อมกลไกไขลาน และเพื่อเป็นการสดุดีแด่ปีที่เรือนเวลาในอดีต

นาฬิการุ่นนี้จึงได้ผลิตออกมาโดยมีหมายเลขรุ่นและจำนวนผลิตเป็นตัวเลข “ 1938 ” นั่นเอง ภายใต้กระจกหน้าปัดแซปไฟร์ทรงโดมที่ช่วย

กันแสงสะท้อนหน้าปัดของ The Longines Heritage Military 1938

มาพร้อมสีดำแมตช์เรียบๆ ที่ทำให้อ่านเวลาได้อย่างง่ายดาย

สำหรับสายนาฬิกาของ The Longines Heritage Military 1938

สามารถเลือกสายหนังสีชาร์โคลเกรย์และสายหนังนาโตสีคอนยัก พร้อมอุปกรณ์การเปลี่ยนสายที่มาพร้อมกันในกล่อง

#longines 

#military 

#heritagemilitary 

#longinesthailand 

#hommesthailand 

#lofficielhommesthailand