Vanguard Gravity Tiger.

ปีขาลเหมาะจะหาเสือมาเสริมบารมี ข้ามผ่านลายเสือถ้าคุณไม่ชอบเป็นหนุ่มเสื้อลายเสือ แต่มีดีไซน์เสือเท่ๆ เสือผงาดมาให้คุณมีเสือไว้สวมติดกายคู่บารมี Franck Muller : Vanguard Gravity Tiger เป็นการผสมผสานจักรกลตูร์บิญงให้มาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ โดยมีรูปสลักเสือที่กระโจนขึ้นเหนือกรงตูร์บิญงกราวิตี้(GravityTourbillon) โดยช่างฝีมือแกะสลักย่อส่วนฝีมือชั้นครู ผลิตขึ้นมาในแบบอินเฮาส์(in-house)ที่เมืองเลอบัวส์(LesBois) หน้าปัดมีฉากหลังที่มีประกายวิบวับด้วยอัญมณีที่เสมือนประหนึ่งดวงดาวที่พร่างพราว


ดีไซน์สุดพิเศษนี้มีนำเสนอ 3 เวอร์ชัน คือ ตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ ไวท์โกลด์ 18กะรัต ประดับด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตรวม 643 เม็ดบนหน้าปัด และตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตเคลือบด้วยพีวีดี(PVD)สีดำประดับด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตสีดำบนตัวเรือนจำนวน 465 เม็ด และเพชรสีเขียว 63 เม็ดคู่กับเพชรบริลเลียนท์คัตสีดำอีก 48 เม็ดบนหน้าปัด แต่ละเวอร์ชั่นจับคู่มาพร้อมกับสายหนังที่รับกับโทนสีของตัวเรือน และการตกแต่ง เช่นเดียวกับหัวเข็มขัด สายประดับด้วยเพชรน้ำงาม


ภายใต้ตัวเรือนขนาดใหญ่ของแวงการ์ด กราวิตี้ ไทเกอร์ มีสัดส่วน 49.5 มม. และ 41 มม. จะเป็นพื้นที่ของรูปแกะสลักเสือและกรงตูร์บิญงกว่าครึ่งของพื้นที่หน้าปัด โดยมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับจักรกลเอ็มวีทีเอฟเอ็มแอล 03(MVTFML03) ท่ีติดตั้งไว้ด้วยเมนสปริง(Mainspring)ขนาดใหญ่ และมอบพลังงานสำรองได้ส้งสุดถึงห้าวัน แต่ละเวอร์ชั่นของแวงการ์ดกราวิตี้ไทเกอร์น้ีผลิตข้ึนในจำนวนจำกัดเพียง 3 เรือนและมีจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

เปิดร้าน TUDOR โฉมใหม่สไตล์ SHOP-IN-SHOP ที่สยามพารากอน

TUDOR แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับ PMT The Hour Glass ผู้จัดจําหน่ายนาฬิกาชั้นนําของประเทศไทยได้เปิดตัว TUDOR shop-in-shop แห่งใหม่ที่สยามพารากอน ศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคนี้เกิดจากความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง TUDOR และ The Hour Glass Group

ร้าน Tudor shop-in-shop แห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เปี่ยมศักยภาพภายในศูนย์การค้าสยามพารากอนชั้น M ซึ่งพร้อมต้อนรับทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสโลกของ Tudor ภายในร้านตกแต่งด้วยสามสีหลักของแบรนด์ ได้แก่ สีดำ สีแดงและสีขาวเพื่อบุคลิกที่เข้มและโดดเด่นเหมือนตัวตนของเรือนเวลา Tudor รุ่นต่างๆสีทั้งสามนี้ถูกนำเสนอผ่านทางวัสดุหลากชนิดในรูปแบบที่เรียบหรูทันสมัยไร้ที่ติ โดยองค์ประกอบแต่ละสีจะมอบพื้นผิวที่แตกต่างกัน สีดำจะเป็นผิวซาติน หรือปัดลายเส้นสีแดงโปร่งแสง และงานโครงสร้างที่เป็นสีขาว ร้านคอนเซ็ปท์ใหม่นี้เชื้อเชิญให้ทุกคนมาสัมผัสกับโลกของ Tudor
จุดเด่นสําคัญภายในร้านก็คือนาฬิกา Tudor รุ่นต่างๆที่พร้อมด้วยนวัตกรรมและประสิทธิภาพในการทํางานรวมไปถึงภาพแบรนด์แอมบาสเดอร์คนดังทั้งหลายเพื่อให้เกิดเป็นทัศนประสบการณ์ที่ครบถ้วน

PMT The Hour Glass ผู้จัดจำหน่ายเรือนเวลาชั้นนําของประเทศไทยเป็นตัวแทนจัดจําหน่ายนาฬิกา Tudor อย่างเป็นทางการและมีร้านค้าหมด 4 แห่ง ได้แก่ ที่สยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ เกษรและเซ็นทรัลภูเก็ตฟลอเรสต้า ขอเชิญมาชมนาฬิกา ลองสวมใส่บนข้อมือ และทราบถึงคุณค่าของแบรนด์ได้ที่ร้านค้า พนักงานที่มีประสบการณ์สามารถให้ข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ ตลอดจนคุณสมบัติทางด้านเทคนิคของนาฬิกาทุกเรือนในร้าน โดยนาฬิกาทุกเรือนทำงานด้วยกลไกที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Tudor

Tudor แบรนด์นาฬิกาสวิสมากรางวัลมีนาฬิการุ่นที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณกําลังมองหาเรือนเวลาแนวคลาสสิกเพื่อใส่ให้เหมาะกับลุคนักธุรกิจ หรือเรือนเวลาแนวสปอร์ตเพื่อใส่ช่วงวันหยุดสบาย ๆ คอลเลคชั่นที่โดดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Black Bay, Tudor Royal, Pelagos, Glamour และ Tudor 1926 มีนาฬิการุ่นและฟังก์ชั่นต่างๆให้เลือกมากมาย แต่ละรุ่นใช้เครื่องนาฬิกาจักรกลที่ผลิตเพื่อ Tudor โดยเฉพาะและบางรุ่นก็ใช้กลไกที่ Tudor ออกแบบและผลิตขึ้นใช้เองด้วย

นอกจากข้อมูลทางด้านเทคนิคแล้วพนักงานขายนาฬิกา Tudor ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และแรงบันดาลใจเบื้องหลังนาฬิกาแต่ละรุ่นตลอดจนหน้าปัดและสายชนิดต่างๆที่มีให้เลือกจุดจําหน่ายนาฬิกา Tudor อยู่ในท่าเลสะดวกสําหรับทุกคนขอเชิญมาชมนาฬิการุ่นต่างๆที่น่าสนใจได้ที่ร้าน Tudor shop-in-shop แห่งใหม่หรือทำนัดหมายกับพนักงานของเราซึ่งจะช่วยแนะนําเรือนเวลาที่จะอยู่คู่ข้อมือคุณได้ตราบนานเท่านาน

พบกับนาฬิกา Tudor ซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องหมายเลข 42 ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอนหรือทำนัดหมายได้ที่หมายเลขโทรคัพท์ + 662-2129-4777 สําหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.thehourglass.com/th/tudor/

Blancpain ต้อนรับวันตรุษจีน 2022 ด้วยนาฬิกา Traditional Chinese Calendar ที่มาพร้อมหน้าปัดแสดงข้อมูลปฏิทินสุริยจันทรคติและกลไกขึ้นลานอัตโนมัติรหัส 3638 สุดซับซ้อน

Blancpain (บลองแปง) ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2022 ด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Traditional Chinese Calendar (ปฏิทินจีนโบราณ) เวอร์ชั่นใหม่ โดยผลิตจากแพลทินัมในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน หน้าปัด grand feu enamel แสดงข้อมูลปฏิทินสุริยจันทรคติ โดยมีรูปแกะสลัก “เสือ” สัญลักษณ์นักษัตรประจำปีขาลเป็นไฮไลท์อยู่ทางด้านหลังของเรือนเวลา

กลไกของนาฬิกา Traditional Chinese Calendar ถือเป็นกลไกพิเศษที่ Blancpain พัฒนาขึ้นมาโดยยึดหลักการที่ถูกคิดค้นมาเป็นเวลาหลายพันปี และมีรากฐานมาจากขนบธรรมเนียมของชาวจีน บนหน้าปัดมีการบอกข้อมูลชั่วโมง นาที และปฏิทินระบบเกรโกเรียนเคียงคู่ไปกับการบอกข้อมูลระบบปฏิทินจีนทั้งการบอกชั่วยาม (1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง) วัน เดือนพร้อมการแจ้งบอกเดือนอธิกมาส สัญลักษณ์ปีนักษัตร ธาตุทั้งห้า อนุกรมทั้งสิบ รวมไปถึง moon phases หรือข้างขึ้นข้างแรมที่ใช้สำหรับการกำหนดเดือนตามปฏิทินจีนโบราณ และยังเป็นส่วนประกอบหลักในเรือนเวลาระบบปฏิทินสมบูรณ์ของ Blancpain อีกด้วย

เพื่อเป็นการก้าวเข้าสู่ปีขาล 2022 (1 กุมภาพันธ์ 2022 ถึง 21 มกราคม 2023) Blancpain ได้รังสรรค์นาฬิกาอิดิชั่นใหม่ในตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัด grand feu enamel สีขาว บริเวณตุ้มเหวี่ยงมีการแกะสลักรูปเสืออันเป็นสัญลักษณ์ประจำปีขาล

เรือนเวลามีขอบหน้าปัดเล่นระดับสองชั้นตามแบบฉบับความงดงามของคอลเล็กชั่น Villeret ขนาด 45 มม. อีกทั้งมีระบบปรับเวลาที่หูสายหรือ under-lug correctors เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ในส่วนการออกแบบหน้าปัดแสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงทางงานศิลป์ของ Blancpain ได้เป็นอย่างดี หลักชั่วโมงใช้เทคนิคการนำชิ้นทองคำมาประกบติด ในขณะที่หลักข้อมูลอื่น ๆ ที่เหลือใช้เทคนิคการลงสี enamel มีเข็มบอกเวลาเจาะกลวงตรงกลางคล้ายทรงใบไม้ และเข็มชี้บอกวันที่ตามระบบปฏิทินเกรโกเรียนสีน้ำเงินที่มีลักษณะคดเคี้ยวตามขนบการประดิษฐ์นาฬิกายุคศตวรรษที่ 18

นาฬิกา Traditional Chinese Calendar ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติรหัส 3638 ที่สุดแสนสลับซับซ้อน ดูได้จากข้อมูลที่นาฬิกาสามารถแสดงได้ อีกทั้งรอบของการทำงานก็แปลกแตกต่าง ที่ถึงแม้ว่า Blancpain จะมีประสบการณ์ในการประดิษฐ์กลไกของเรือนเวลามามากกว่าสองศตวรรษ แต่การจะรังสรรค์กลไกชุดนี้ขึ้นมาจนกระทั่งประสบสำเร็จได้นั้นทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ อีกทั้งเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึงห้าปีในการทำวิจัยและพัฒนา

นาฬิกา Traditional Chinese Calendar เต็มไปด้วยความพิเศษในตัวเอง และเชื้อเชิญให้เหล่าผู้คนที่หลงรักเรือนเวลาระดับสูงมาชื่นชมความแตกต่างในแนวคิดเชิงเวลา ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน โดยทุกเรือนมีการระบุหมายเลขเฉพาะประจำเรือนไว้ เหมาะแก่การเป็นสักขีพยานในโลกแห่งเวลาของโลกยุคปี 2022 ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและแตกต่าง

เรียบเรียง rhunrun

Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาอิดิชั่นพิเศษเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ พร้อมอัปเดตฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำจาก Virtual Boutique เพื่อยกระดับสู่ช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ

เดินหน้ายกระดับสู่ช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบไปอีกขั้น Grand Seiko (แกรนด์ ไซโก) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลก เผยโฉม The first Grand Seiko Boutique Online Exclusive Edition ครั้งแรกของการรังสรรค์เรือนนาฬิกาพิเศษที่นำเสนอขายเฉพาะบนช่องทางออนไลน์เท่านั้น ให้แฟนๆ และเหล่านักสะสมนาฬิกาได้ร่วมสัมผัสความพิเศษและเก็บไว้ในคอลเลคชั่นแล้ววันนี้ พร้อมพัฒนา 3 ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดใน Virtual Boutique: www.grandseikoboutiquethailand.com เพื่อตอบโจทย์การช้อปออนไลน์ที่เข้าถึงลูกค้ามากยิ่งขึ้น

หลังจากสร้างประสบการณ์ครั้งสำคัญสู่โลกออนไลน์ช้อปปิ้งด้วยการเปิดตัว Grand Seiko Virtual Boutique แห่งแรกของโลก โดยฝีมือการพัฒนาจากทีมงานของประเทศไทย ล่าสุด Grand Seiko ได้เปิดตัวเรือนเวลาพิเศษในงาน “The first Grand Seiko Boutique Online Exclusive Edition” รุ่น SBGA469 Grand Seiko Boutique Online Exclusive Edition ซึ่งจะจัดจำหน่ายเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ให้เหล่าแฟนๆ ได้สัมผัสความงามและเก็บสะสม พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน Virtual Boutique ผ่าน VDO โฆษณาที่นำแสดงโดยลูกค้าคนสำคัญของแบรนด์อีกด้วย 

สำหรับ นาฬิการุ่น SBGA469 The First Grand Seiko Boutique Online Exclusive Edition ถูกออกแบบให้หน้าปัดมีสีน้ำเงิน katsuiro (คัตสึ-อิโระ) หนึ่งในเฉดสี Iindigo blue ซึ่งเป็นสีประจำของแบรนด์ pattern ลวดลายบนหน้าปัดได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ออกแบบให้มีลวดลายและ texture คล้ายกับโขดหินของเทือกเขา Hotake ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกับ Shinshu watch studio ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Grand Seiko Spring drive ตัวเรือนเป็น stainless steel ขนาด 40 mm และถูกนำไปผ่านกระบวนการ heat treatment ที่อุณหภูมิ 800 องศา เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานต่อการเกิดรอย ส่วนตัว movement เป็น spring drive +/- 1 วินาทีต่อวัน ซึ่งถือได้ว่าเที่ยงตรงที่สุดในโลกสำหรับนาฬิกาที่ operate โดยกระปุกลาน และยังสะสมพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมงอีกด้วย

แฟนๆ Grand Seiko และเหล่าคนรักนาฬิกา สามารถเข้าชมและช้อปออนไลน์ผ่าน Virtual Boutique บูติกเสมือนจริงแห่งแรกของ Grand Seiko บูติกที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน พร้อมรับบริการผ่านฟีเจอร์มากมายที่สะดวกสบาย ทันสมัย สัมผัสประสบการ์ที่มีคุณภาพแบบไร้รอยต่อ (Seamless Customer Experience) ได้แล้ววันนี้ ที่ www.grandseikoboutiquethailand.com

เรียบเรียง rhunrun

ร่วมดำดิ่งสู่โลกใต้ท้องทะเล เพื่อค้นหาจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่กับ BLANCPAIN FIFTY FATHOMS BATHYSCAPHE COLLECTION

หมุนเข็มย้อนเวลากลับไปในอดีต สำหรับสุภาพบุรุษ การแต่งกายถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกสไตล์ของแต่ละคน โดยมีนาฬิกาเป็นเครื่องประดับชิ้นเอกที่ช่วยสะท้อนรสนิยม ซึ่งถูกแบ่งออกตามรูปแบบและประเภทการใช้งาน ซึ่งนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบนาฬิกาที่มีบทบาทสำคัญในอดีต จากการผลิตเพื่อการใช้งานของนักประดาน้ำในกองทัพเรือ ก่อนจะกระจายความนิยมแพร่หลายสู่สุภาพบุรุษที่ชื่นชอบนาฬิกาในสไตล์สปอร์ตคลาสสิก

บลองแปง (Blancpain) ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำที่เชี่ยวชาญในการผลิตกลไกแบบดั้งเดิมตามแบบฉบับเครื่องบอกเวลาสัญชาติสวิส โดยเฉพาะผลงานในคอลเลกชั่น ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป (Fifty Fathoms Bathyscaphe) นาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1956 ซึ่งทางบลองแปงได้ผสมผสานคุณสมบัติของนาฬิกาดำน้ำเข้ากับรูปแบบที่ดูคลาสสิกร่วมสมัย จึงทำให้นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้มีจุดเด่นที่ชวนหลงใหลและได้รับความไว้วางใจจากนักดำน้ำมืออาชีพจากทั่วทุกมุมโลก

สำหรับ บลองแปง ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป สุดยอดนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำที่มาพร้อมคุณสมบัติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน สามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นขอบตัวเรือนยังสามารถหมุนได้ในทิศทางเดียวกันเพื่อการวัดระยะเวลาขณะที่อยู่ใต้น้ำ นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ลึกตามระดับมาตรฐานถึง 30 บาร์ หรือประมาณ 300 เมตร

ล่าสุดทาง บลองแปง ได้ต่อยอดผลงานในคอลเลกชั่น ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป ด้วยผลงานนาฬิกา 4 แบบ 4 สไตล์ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน สะกดทุกสายตาด้วยรูปแบบอันโดดเด่นและตราตรึงใจด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่เพียบพร้อม

ประเดิมรุ่นแรกด้วย ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป (Fifty Fathoms Bathyscaphe) ที่ปรับโฉมใหม่มาในตัวเรือนไทเทเนียมขัดด้านซาตินเกรด 23 ไทเทเนียมระดับพรีเมี่ยมที่แทบไม่เคยนำวัสดุชนิดนี้มาใช้ในอุตสาหกรรมนาฬิกามาก่อน ด้วยคุณสมบัติของไทเทเนียมที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทนทานต่อแรงกระแทก แรงกดดันและการกัดกร่อน แต่กลับมีน้ำหนักเบา จึงทำให้สวมใส่สบายพร้อมเป็นเพื่อนคู่กายเวลาดำน้ำ มาในขนาดพอเหมาะ 43.0 มิลลิเมตร คู่พื้นหน้าปัดเทาแอนทราไซต์ ขัดลายซาตินด้วยมืออย่างประณีต เวลากระทบแสงจึงทำให้เกิดเหลือบสีที่ดูมีมิติ ขอบตัวเรือนเซรามิกประดับมาตรวัดการจับเวลาแบบ Loquidmetal จึงดูเท่อย่างลงตัว

ภายในตัวเรือนบรรจุกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.1315 ที่ผลิตภายในโรงงานของแบรนด์เอง (in-house movement) สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุด 5 วัน มาพร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริงที่ทนต่อสนามแม่เหล็ก จึงเชื่อมันได้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะพร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมและอากาศ ฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไกการทำงานที่ขัดแต่งอย่างสวยงาม ตัวเรือนควงแขนคู่สายผ้า สายนาโต้หรือจะเปลี่ยนมาเป็นสายไทเทเนียมเกรด 23 ก็ดูเท่ไปอีกแบบ เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษช่างเลือกที่ต้องการสิ่งที่ถูกใจกับสไตล์ของตัวเองมากที่สุด

สำหรับ บลองแปง ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป อีกรุ่นที่ดูเรียบหรูร่วมสมัย เรียบง่ายด้วยการแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม มาในโทนสีน้ำเงิน เทรนสียอดนิยมที่เสริมลุคทำให้นาฬิกาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาวินเทจ ตัวเรือนผลิตจากพลาสม่าเซรามิกสีเทา จึงทนต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี ขนาด 43.6 มิลลิเมตร มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินที่ดูเรียบง่ายดั่งพื้นมหาสมุทรที่เงียบสงบ ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.1315 รับประกันความเที่ยงตรง สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุด 5 วัน ตัวเรือนมาพร้อมสายผ้า สายนาโต้สีน้ำเงินสอดรับกับพื้นหน้าปัด ดูเป็นหนึ่งเดียว ช่วยเสริมลุคให้กับบุรุษที่กำลังมองหาความเรียบง่ายแต่ไม่จำเจ

มาเติมเต็มสกิลความเท่ด้วยนาฬิกา ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ บาธีสเคป โครโนกราฟ ฟลายแบ็ค (Fifty Fathoms Bathyscaphe Chronographe Flyback) ที่ฉีกกฎด้วยโทนสีเขียว ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือฟังก์ชันการใช้งาน มาพร้อมกลไกโครโนกราฟ ฟลายแบ็ค Cal.F385 ที่บรรจุชุดฟันเฟืองคอลัมน์วีล จึงสามารถจับเวลาได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำ โดยฟังก์ชันโครโนกราฟ ฟลายแบ็ค สามารถเริ่มต้นและรีเซ็ตค่าการจับเวลาครั้งใหม่ได้ในทันทีผ่านปุ่มกดด้านข้างตัวเรือนในตำแหน่ง 4 นาฬิกาเพียงปุ่มเดียว ตัวเรือนผลิตจากเซรามิกสีดำขัดด้านขนาด 43.6 มิลลิเมตร คู่พื้นหน้าปัดเขียวแบบขัดลายพระอาทิตย์ (sunburst) สร้างความแตกต่างของพื้นที่ในหน้าปัดย่อยด้วยการขัดลายแบบก้นหอย สะท้อนถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วยนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนอย่าง Fifty Fathoms Bathyscaphe Quantieme Complet Phase de Lune นาฬิกาสำหรับดำน้ำที่ผสมผสานเข้ากับฟังก์ชันของการแสดงค่าวัน วันที่และเดือน รวมไปถึงเวลาข้างขึ้น-ข้างแรม อย่างครบครัน ซึ่งทั้งหมดแสดงผ่านพื้นหน้าปัดสีเทา ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลขนาด 43.0 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.6654.P ซึ่งการแสดงวัฏจักรดวงจันทร์บนหน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างนาฬิกากับดาราศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน

Audemars Piguet Royal Oak Offshore คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดที่เป็นเรือนเวลาในฝันของหลายๆคนที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เรือนเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยโฉมนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร 2 โมเดลใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 ซึ่งเป็นกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟใหม่ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์

โดยครั้งนี้ได้นำเสนอตัวเรือนที่รังสรรค์จากวัสดุที่ทนทานอย่างไทเทเนียมและสเตนเลส สตีล ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดลวดลาย เมก้า ทาพิสเซอรี่  ในโทนสีสดใสอย่างฟ้าอ่อนและสีเขียวกากี พร้อมสายนาฬิกายางปั๊มลายในโทนสีเดียวกัน ที่สามารถถอดเปลี่ยนและสลับสายได้อย่างสะดวกสบาย หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการบอกเวลาที่ชัดเจนขึ้น โดยเรือนเวลาใหม่ 2 โมเดลที่ถูกออกแบบเพื่อการผจญภัยสุดท้าทายนี้จะถูกวางจำหน่ายอย่างเอ็กคลูซีฟในบูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ทั่วโลก

นอกจาก 2 โมเดลที่กล่าวไป โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังนำเสนอเรือนเวลาที่พัฒนาจาก รอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ รุ่นดั้งเดิมในปี 1993 สร้างสรรค์ด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน ได้แก่ สเตนเลส สตีล  ไทเทเนียม และพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต ถึงแม้จะคงไว้ซึ่งรายละเอียดสำคัญของนาฬิการุ่นดั้งเดิม 

ทว่าเรือนเวลาขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรทั้ง 3 เรือนนี้มาพร้อมกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายแบ็ก โครโนกราฟ คาลิเบอร์ล่าสุดจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ รวมถึงระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีการปรับดีไซน์หน้าปัดเล็กน้อย พร้อมยังนำฝาหลังแซฟไฟร์กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อนำเสนอกลไกโครโนกราฟซึ่งรังสรรค์อย่างประณีต

ต่อด้วย 5 โมเดลใหม่ในรุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ บนขนาดหน้าปัด 43 มิลลิเมตร พร้อมตัวเรือนรังสรรค์ขึ้นจากไทเทเนียม พิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต และสเตนเลส สตีล  ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ถือเป็นการปรับดีไซน์ใหม่ครั้งแรกของรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ นับตั้งแต่คอลเลคชันขนาดหน้าปัด 44 มิลลิเมตรที่ลอนช์ในช่วงต้นทศวรรษ 2000s

 แม้จะยังคงเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์แบบดั้งเดิมไว้ แต่นาฬิกาโมเดลนี้ได้ถูกปรับดีไซน์เพื่อความสวยงามและตอบรับกับสรีระช้อมือของผู้สวมใส่ พร้อมขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4401 ซึ่งเป็นกลฟลายแบ็กไกโครโนกราฟนอกจากนี้ นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ขนาดหน้าปัด 43 มิลลิเมตรเรือนนี้ยังใช้ระบบถอดเปลี่ยนสายที่ให้ผู้สวมใส่ สามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาได้เองอย่างง่ายดาย

ชมคอลเลคชั่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ได้ที่ AP House Bangkok ชั้น 4 เกษร ทาวเวอร์ โทร. 02-108-630

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

TUDOR: PELAGOS FXD

สายดำน้ำต้องมองนาฬิการุ่นนี้จาก TUDOR เป็นพิเศษแล้ว เพราะนี่คือผลงานที่รังสรรค์ขึ้นจากสายสัมพันธ์ที่ TUDOR มีต่อนาฬิกาดำน้ำและการทำงานร่วมกับกองทัพเรือฝรั่งเศส นาฬิการุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการนำทางใต้น้ำและการใช้งานระดับมืออาชีพที่เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 การรังสรรค์หนึ่งในนาฬิกานักดำน้ำยุคใหม่รุ่นแรกๆ ของ TUDOR มาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 ทางแบรนด์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหานาฬิกาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องเสมอมา

ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญของกองทัพเรือฝรั่งเศส Pelagos FXD(หมายเลขอ้างอิง 25707B/21) ถูกพัฒนาขึ้นจากข้อกำหนดเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร นาฬิการุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการนำทางใต้น้ำและการใช้งานระดับมืออาชีพที่เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 การรังสรรค์หนึ่งในนาฬิกานักดำน้ำยุคใหม่รุ่นแรกๆ ของ TUDOR มาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 ทางแบรนด์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหานาฬิกาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องเสมอมา TUDOR ได้หวนรำลึกถึงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้อีกครั้งด้วยนาฬิการุ่น Pelagos FXD ซึ่ง FXD หมายถึงบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาแบบยึดติดกับตัวเรือนที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ในครั้งนี้แบรนด์ภูมิใจนำเสนอนาฬิกาทางเทคนิคที่ตรงตามข้อกำหนดเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับ Commando Hubert ซึ่งเป็นหน่วยจู่โจมใต้น้ำที่มีชื่อเสียงของกองทัพฝรั่งเศส

จุดเด่นสำคัญ
• ตัวเรือนไทเทเนียมผิวสัมผัสซาติน ขนาด 42 มม. พร้อมบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาแบบยึดติด ผลิตจากแท่งโลหะชิ้นเดียว และฝาหลังตัวเรือนสลักโลโก้ Marine nationale (กองทัพเรือฝรั่งเศส) และข้อความจารึก “M.N.21” (Marine nationale 2021) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการสลักข้อความดั้งเดิมในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980
• ขอบตัวเรือนหมุนได้สองทิศทางทำจากไทเทเนียม พร้อมวงแหวนทำจากเซรามิกที่แสดงช่องแบ่งเวลา 60 นาทีแบบเรโทรเกรด เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• หน้าปัดสีน้ำเงินกรมท่าแบบด้าน ประดับด้วยเครื่องหมายชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) พร้อมด้วยสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลและพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
• เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแต่ปี 1969 เคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด X1 ของสวิส
• สายผ้าแบบชิ้นเดียวที่เป็นระบบยึดรัดได้เองสีน้ำเงินกรมท่า พร้อมแถบกลางสีเทา และสายอีกหนึ่งเส้นทำจากยางแบบชิ้นเดียวปั๊มด้วยลายผ้า

TUDOR และกองทัพเรือฝรั่งเศส
TUDOR ได้ร่วมมือกับ Marine nationale (กองทัพเรือฝรั่งเศส) ในปี 2021 เพื่อสืบสานความสัมพันธ์อันยาวนานที่มีมานับตั้งแต่ปี 1956 ซึ่งในครั้งนั้น Groupe d’Étude et de Recherches Sous-Marines (G.E.R.S.) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพเรือฝรั่งเศสที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองตูลง ได้นำเอานาฬิกา Oyster Prince Submariner บางรุ่นไปประเมินประสิทธิภาพการทำงานในสถานการณ์จริง โดยเป็นนาฬิการุ่นหมายเลขอ้างอิง 7922 และ 7923 ซึ่งทั้งสองรุ่นสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 100 เมตร (330 ฟุต) และมาพร้อมกลไกลานแบบอัตโนมัติและแบบหมุนเองตามลำดับ ผู้บัญชาการของ G.E.R.S. ในขณะนั้นได้ตัดสินว่าการกันน้ำของนาฬิกาเหล่านี้ “สมบูรณ์แบบ” และประสิทธิภาพในการทำงาน “ถูกต้องทั้งหมด” ด้วยความเชื่อมั่นในสมรรถนะของอุปกรณ์จากแบรนด์ที่มาจากเจนีวานี้ เขาจึงได้สั่งซื้อนาฬิกาเพิ่ม ทำให้ TUDOR มีสถานะเป็น “ผู้จัดหานาฬิกาอย่างเป็นทางการของกองทัพเรือฝรั่งเศส” ในปี 1961

นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทางกองทัพเรือฝรั่งเศสก็ได้เลือกใช้นาฬิกาจากทางแบรนด์หลายต่อหลายรุ่นมานานหลายทศวรรษต่อจากนั้น และในวันนี้ นาฬิกานักดำน้ำที่โด่งดังที่สุดของ TUDOR ซึ่งทางกองทัพเรือฝรั่งเศสได้เลือกใช้ก็คือรุ่นหมายเลขอ้างอิง 9401 พร้อมหน้าปัดและขอบตัวเรือนสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สลักตัวย่อ “M.N” ไว้ที่ฝาหลังตัวเรือน ตามด้วยปีที่วางจำหน่าย โดยนำเสนอนาฬิกาในสองรูปแบบ ได้แก่ รุ่นเข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” พร้อมเครื่องหมายบอกชั่วโมง ส่วนอีกรุ่นจะมาพร้อมเครื่องหมายบอกชั่วโมงทรงสามเหลี่ยม นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 และได้รับการจัดหาให้กับกองทัพเรือฝรั่งเศสจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 และยังมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนสอนดำน้ำของกองทัพเรือฝรั่งเศส รวมถึงหน่วยจู่โจมใต้น้ำ ถึงแม้จะถูกนำออกจากรายการวัสดุคงคลังของกองทัพเรือฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ทุกวันนี้ก็ยังอาจพบเห็นนาฬิการุ่นนี้ได้ในบางครั้งบนข้อมือของทหารกองหนุนและทหารเรือที่เกษียณแล้ว นาฬิการุ่น Pelagos FXD นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง

ข้อกำหนดจำเพาะที่ไม่เหมือนใคร
Pelagos FXD นั้นได้รับการพัฒนาขึ้นร่วมกับหน่วยจู่โจมใต้น้ำของกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยอ้างอิงจากข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงซึ่งมีความพิถีพิถัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้นาฬิกามาพร้อมหลากหลายฟังก์ชันการทำงานที่ไม่เคยมีมาก่อนในนาฬิกา TUDOR เช่น บาร์สำหรับใส่สายนาฬิกาที่เชื่อมเข้ากับตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 42 มม. เพื่อเพิ่มความทนทานและความมั่นใจในการใช้งาน โดยบาร์สำหรับใส่สายนาฬิกานี้เป็นส่วนที่ต่อออกมาจากปลายขานาฬิกา และถือเป็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของนาฬิการุ่นนี้เลยทีเดียว

อีกหนึ่งคุณสมบัติจำเพาะของรุ่นนี้ก็คือขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ที่มี 120 ร่อง ซึ่งหมุนได้สองทิศทาง พร้อมช่องแบ่งเวลาแบบเรโทรเกรดที่แสดงตัวเลขจาก 60 ถึง 0 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO 6425:2018 ของนาฬิกานักดำน้ำ แต่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงตามวิธีที่เรียกว่า “การนำทางใต้น้ำ” อันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของเจ้าหน้าที่หน่วยจู่โจมใต้น้ำ

การนำทางใต้น้ำ
การนำทางใต้น้ำประกอบด้วยการไปถึงตำแหน่งที่ตั้งทางทะเลได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำตามเส้นทางที่วางแผนเอาไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน นักดำน้ำจะทำการนำทางใต้น้ำนี้เป็นคู่ๆ โดยผูกโยงระหว่างกันไว้ด้วยเชือกนิรภัยหรือ “Life Line” และว่ายน้ำเป็นเส้นตรงเป็นช่วงๆ ตามที่นำทางโดยเข็มทิศแม่เหล็ก นักดำน้ำจะว่ายด้วยความเร็วคงที่ตามเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วง และว่ายให้ได้จำนวนช่วงตามที่จำเป็นพร้อมกับจับเวลาแต่ละช่วงอย่างแม่นยำ โดยการนำทางนี้จะต้องทำการเริ่มจับเวลาถอยหลังใหม่ในแต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนเส้นทาง เครื่องหมายแบ่งเวลาแบบทวนเข็มนาฬิกาและขอบตัวเรือนเรืองแสงของนาฬิการุ่นนี้ช่วยให้สามารถตั้งเวลาและควบคุมเวลาที่นับถอยหลังในแต่ละครั้งได้อย่างง่ายดาย โดยตั้งเวลาสำหรับการว่ายแต่ละช่วงบนขอบตัวเรือนให้สอดคล้องกับเข็มนาที เมื่อเข็มนาทีเดินไปถึงฝั่งตรงข้ามกับสามเหลี่ยม ทีมก็จะเปลี่ยนเส้นทางและนักดำน้ำที่มีหน้าที่ควบคุมเวลาก็จะเริ่มทำการจับเวลาถอยหลังครั้งถัดไป นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมวงแหวนขอบตัวเรือนขนาดใหญ่ ซึ่งกว้างกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือนเพื่อความสะดวกในการบิดหมุนแม้ในขณะที่สวมถุงมือดำน้ำหรือเมื่อมือรู้สึกชาจากการดำน้ำเย็นเป็นระยะเวลานาน

ในแง่ของความงาม นาฬิการุ่น Pelagos FXD ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสนำมาใช้จนกลายเป็นตำนาน โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินกรมท่าและมีเครื่องหมายบอกชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมและเข็มนาฬิกามุมเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ เกล็ดหิมะ ที่ทางแบรนด์เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1969 เพื่อให้นาฬิกาสามารถเรืองแสงได้เด่นชัดยิ่งขึ้นในสภาวะที่มีแสงสลัว นอกจากนี้ยังมาพร้อมขอบตัวเรือนหมุนได้ที่เป็นวงแหวนเซรามิกพ่นทรายเคลือบด้วยสารเรืองแสง ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 42 มม. กันน้ำได้ถึง 200 เมตร และมีผิวสัมผัสแบบซาตินทั้งหมดเพื่อให้มีรูปลักษณ์แบบด้านที่ช่วยลดการสะท้อนแสง เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคุณลักษณะที่เป็นทางการของนาฬิกา ฝาหลังของตัวเรือนสลักด้วยโลโก้ Marine nationale (กองทัพฝรั่งเศส) ซึ่งประกอบด้วยสมอเรือและหมวกทหารเรืออยู่ด้านบน รวมถึงอักษรย่อ “M.N.21” สำหรับ “Marine nationale 2021” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์

สายนาฬิกาผ้าทอที่เป็นมรดกตกทอดของกองทัพเรือฝรั่งเศส
แต่เดิมนั้นทางกองทัพเรือฝรั่งเศสได้สั่งนาฬิกา TUDOR แบบไม่มีสาย จากนั้นจึงนำไปใส่สายของตนเองทั้งในแบบแฮนด์เมดหรือแบบอื่นๆ โดยดูเหมือนว่าจะมีสายนาฬิกาสองรูปแบบที่ใช้อย่างแพร่หลายตลอดระยะเวลาหลายปี แบบแรกคือสายสีดำทำจากไนลอนถักแบบชิ้นเดียว และอีกแบบที่พบเห็นน้อยกว่าก็คือสายแบบแฮนด์เมดที่ทำจากยางยืดร่มชูชีพ ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่มองเห็นได้จากสีเขียวของสายและแถบกลางที่เป็นสีเหลืองหรือแดง ซึ่งสายแบบหลังอันเป็นอนุสรณ์ตกทอดที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในการใช้งานที่เชื่อมโยงกับนักดำน้ำของฝรั่งเศสอย่างเหนี่ยวแน่นนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจของสายนาฬิกาผ้าในรุ่น Pelagos FXD

สายผ้าแบบชิ้นเดียวนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ TUDOR ซึ่งในปี 2010 ได้กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาแบรนด์แรกๆ ที่มอบสายผ้ามาให้พร้อมกับนาฬิกา ผ้าดังกล่าวทอขึ้นในฝรั่งเศสด้วยเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ดสมัยศตวรรษที่ 19 โดยบริษัท Julien Faure ในแคว้นแซงต์ เอเตียน มีความโดดเด่นด้านคุณภาพและความรู้สึกสบายยามสวมใส่บนข้อมือที่ไม่เหมือนใคร สำหรับรุ่น Pelagos FXD นั้น TUDOR และ Julien Faure ได้มีการพัฒนาเทคนิคขั้นสูงแบบใหม่ในการผลิตสายนาฬิกาเพื่อให้สอดคล้องกับความเรียบง่ายในการทำงานของนักดำน้ำกองทัพเรือฝรั่งเศส รังสรรค์ขึ้นจากริบบิ้นโพลีเอทิลีนถักสีน้ำเงินกรมท่าขนาด 22 มม. ที่มีแถบกลางสีเงิน หัวเข็มขัดไทเทเนียมรูปตัว “D” และระบบยึดรัดได้เอง โดยสามารถปรับให้พอดีกับข้อมือขนาดต่างๆ และให้ความรู้สึกสบายขณะสวมใส่

และด้วยความบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อที่ Julien Faure ธุรกิจครอบครัวซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1864 ได้ทอริบบิ้นสำหรับตกแต่งเฉพาะในโรงงานของตนเองเป็นเวลาหลายปีโดยตั้งชื่อตามเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศส และเป็นส่วนสำคัญของบาชิ หมวกพู่สีแดงอันเป็นตำนานที่ทหารเรือและลูกเรือฝรั่งเศสสวมใส่กัน

นอกจากนี้ Pelagos FXD ยังมาพร้อมสายอีกหนึ่งเส้นทำจากยางแบบชิ้นเดียวปั๊มลาย พร้อมหัวเข็มขัดรวมมาให้ด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ TUDOR ได้นำเสนอสายในรูปแบบเรียบง่ายที่สวมใส่สบายนี้

คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง
คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นในโรงงานของตนเอง ซึ่งขับเคลื่อนนาฬิการุ่น Pelagos FXD แสดงชั่วโมง นาที และวินาที โดยมีพื้นผิวแบบเดียวกันกับคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองรุ่นอื่นๆ ของ TUDOR ได้แก่ โรเตอร์ทำจากทังสเตนแบบโมโนบล็อกที่มีลวดลายฉลุ พร้อมพื้นผิวซาตินที่ตกแต่งรายละเอียดแบบพ่นทราย แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและตกแต่งด้วยเลเซอร์

โครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันถึงความทนทาน อายุการใช้งานที่ยืนยาว ความน่าเชื่อถือ และความเที่ยงตรง เช่นเดียวกับเม็ดถ่วงสมดุลในตัวนาฬิกาซึ่งรักษาสมดุลด้วยแผ่นเชื่อมอันมั่นคงที่มีจุดยึดสองจุด และด้วยสปริงซิลิคอนแบบไร้แม่เหล็ก คาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองจึงเป็นโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นยิ่งกว่ามาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันอิสระแห่งนี้ โดยอันที่จริงแล้ว ทาง COSC อนุญาตให้กลไกนาฬิกามีความผันแปรเฉลี่ยสำหรับอัตราการทำงานในแต่ละวันอยู่ที่ระหว่าง -4 ถึง +6 วินาทีตามเวลาสัมบูรณ์ในแต่ละครั้งที่เคลื่อนไหว แต่ TUDOR ยังคงยืนยันที่จะกำหนดความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไว้ที่ -2 ถึง +4 วินาทีสำหรับนาฬิกาของบริษัทที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว

อีกคุณสมบัติที่โดดเด่นก็คือพลังงานสำรองของคาลิเบอร์ MT5602 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองนั้น “ไม่หยุดสุดสัปดาห์” หรือกล่าวคือประมาณ 70 ชั่วโมง จึงทำให้ผู้สวมใส่สามารถถอดนาฬิกาในคืนวันศุกร์และสวมกลับคืนอีกครั้งตอนเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องไขลานหรือตั้งเวลาใหม่

นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR
ประวัติศาสตร์ของนาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1954 ที่ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นหมายเลขอ้างอิง 7922 ด้วยคุณสมบัติการกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) นี่จึงเป็นต้นกำเนิดของนาฬิกา “นักดำน้ำ” ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน ราคาที่เอื้อมถึงได้ ความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และความเที่ยงตรง สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนแห่งหลักปรัชญาของนาฬิกาประเภทเครื่องมือของแบรนด์ หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกเป็นเวลากว่า 70 ปี นาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR ยังคงมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และมีหลายรุ่นที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากมืออาชีพในสายงานต่างๆ ซึ่งรวมถึงกองทัพราชนาวีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกหลายประเทศ การเปิดตัว Pelagos FXD ในปี 2021 บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ TUDOR ที่จะสืบสานเรื่องราวใต้ทะเลร่วมกับพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างกองทัพเรือฝรั่งเศสต่อไป

การรับประกันโดย TUDOR
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเขาที่ต้องการสร้างนาฬิกาที่ตอบโจทย์สูงสุด TUDOR ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือชั้นของนาฬิกา TUDOR จึงมีความยินดีมอบการรับประกันห้าปีสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ TUDOR ยังแนะนำให้นำนาฬิกามาเข้ารับบริการทุก 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการใช้งานจริงในแต่ละวันด้วย

เกี่ยวกับ TUDOR
TUDOR คือแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัล ซึ่งนำเสนอนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และมาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่าไม่มีใครเทียบได้ ต้นกำเนิดของ TUDOR เริ่มขึ้นเมื่อปี 1926 โดยชื่อ “The Tudor” ได้ถูกจดทะเบียนในฐานะแบรนด์เป็นครั้งแรกในนามของ Hans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Rolex เขาได้ก่อตั้งบริษัท Montres TUDOR SA ในปี 1946 เพื่อผลิตนาฬิกาซึ่งมีทั้งคุณภาพและความน่าเชื่อถือดังเช่น Rolex แต่อยู่ในระดับราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้ ด้วยความทนทานและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้นี้เอง จึงทำให้ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา เหล่าผู้กล้านักผจญภัย ทั้งบนพื้นดิน ใต้น้ำ และท่ามกลางหิมะต่างพร้อมใจกันเลือก TUDOR เป็นนาฬิกาคู่ใจ คอลเลกชันของ TUDOR ในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยนาฬิการุ่นเอกลักษณ์มากมาย อาทิ Pelagos, Black Bay, 1926 และ Royal ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา TUDOR ยังได้นำเสนอคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันการทำงานหลากหลายและสมรรถนะในการทำงานที่เหนือชั้น

ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมด้วยตัวคุณเองทางออนไลน์ได้ที่ https://tudor.watch/PelagosFXD

Jaeger-LeCoultre : Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures

เนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปีการกำเนิดของ Reverso ทาง Jaeger-LeCoultre ขอแนะนำ Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures ซึ่งเป็นนาฬิกาสามเรือนที่เฉลิมฉลองผลงานของ 3 ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของศิลปะสมัยใหม่ ได้แก่ Gustave Courbet, Vincent Van Gogh และ Gustav Klimt นาฬิกาทั้งสามเรือนได้ยังรวมเอาทักษะทางช่างฝีมือที่แตกต่างกัน 3 ประการที่ได้รับการฝึกฝนภายใน Manufacturing Jaeger-LeCoultre ได้แก่ grand feu enamel, miniature painting และ guillochage มาไว้ด้วยกัน

คอลเลกชั่น Reverso Tribute นั้นถูกออกแบบใกล้เคียงกับสไตล์ของนาฬิการุ่นดั้งเดิมจากทศวรรษ 1930 ทั้งรายละเอียดและดีไซน์ ในนาฬิการุ่นใหม่ทั้ง 3 เรือนนี้ หน้าปัดหน้าแรกจะมีความเรียบง่ายอันเป็นเอกลักษณ์สอดแทรกความงามของพื้นหลังแบบกิโยเช่ สีของหน้าปัดแต่ละเรือนจะมีเฉดสีที่แตกต่างกันทั้งสีน้ำเงินและสีเขียวนำพาไปสู่สีหน้าปัดในหน้าที่สองซึ่งก็คือผลงาน Enamel ภาพวาด ขนาดจิ๋วที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันประณีตและอาศัยฝีมือระดับสูงของช่างลงยาที่วาดลงบนหน้าปัดค่อนข้างเล็ก

ภาพวาดอันทรงคุณค่าทั้ง 3 ชิ้นถูกนำเสนอใน Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures สื่อถึงขนบแห่งศิลปะตะวันตก ตั้งแต่แนว Realism ของ Courbet ไปจนถึง Post-Impressionism ของ Van Gogh และ The expressive and experimental spirit ของ Klimt และศิลปินกลุ่ม The Viennese Secession เพื่อเป็นเกียรติแก่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Reverso ที่สามารถซ่อนและเปิดเผยงานศิลปะที่อยู่ที่หน้าปัดหน้าที่สอง นักวิจัยของ Jaeger Lecoultre Manufacturer ได้นำภาพวาดที่สวยงาม 3 ภาพที่หายจากโลกไปหลายสิบปีและได้รับการค้นพบอีกครั้ง พร้อมกับได้รับการพิสูจน์ว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง

Gustave Courbet – View of Lake Léman (1876)

กุสตาฟ กูร์เบต์ พลัดถิ่นจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2416 เขาอาศัยอยู่ใกล้เมืองเวเวย์บนชายฝั่งทะเลสาบ Lac Léman ของสวิตเซอร์แลนด์ (ทะเลสาบเจนีวา) ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปของผืนน้ำ ในบรรยากาศที่สวยงามนี้กูเบต์ได้จับภาพความเคลื่อนไหวของเมฆและแสงแดดที่ผิวทะเลสาบ

ในการนำภาพนี้มาทำใหม่ใน Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures ช่างลงยาได้พยายามเก็บรายละเอียดของต้นฉบับให้มากที่สุดทั้งเรื่องของสี รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงงานต้นฉบับ โทนสีอ่อน ๆ ของภาพวาดได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ด้วยตัวเรือนทองคำขาวแวววาวและพื้นผิวลายกิโยเช่ที่ละเอียดอ่อนของหน้าปัดสีเทาน้ำเงินจางๆ

Vincent Van Gogh – Sunset at Montmajour (1888)

หลังจากย้ายมาอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2431 แวนโก๊ะได้ทดลองรูปแบบการเขียนภาพแบบใหม่ โดย Sunset at Montmajour วาดในช่วงเย็นของฤดูร้อน เป็นตัวอย่างการแสวงหาของศิลปินในการวาดภาพธรรมชาติในรูปแบบใหม่ จับภาพพืชพันธุ์ที่โดดเด่นแห่งโพรวองซ์และสีสันของช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

สำหรับ Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures มาสเตอร์อีนาเมลของ Jaeger-LeCoultre จะสร้างมุมมองที่ชัดเจนของต้นฉบับอย่างเที่ยงตรง ตลอดจนรายละเอียดของฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปินและเทคนิค Impasto (การเน้นรอยเกรียงหรือรอยฝีแปรงหนาๆ บนภาพ)บนหน้าปัดให้ความแตกต่างที่ดูสง่างามกับโทนสีทองและสีน้ำตาลแดงของภาพวาด

Gustav Klimt – Portrait of a Lady (1917)

ภาพวาดโดย Gustav Klimt หนึ่งปีก่อนจะสิ้นชีวิตของเขา Portrait of a Lady เป็นภาพที่ผู้คนรู้จักว่าเป็น ‘double’ portrait ของศิลปินเวียนนา เป็นการเพ้นต์ทับลงไปบนภาพเดิม คลิ้มท์ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งอย่างมาก เธอเป็นเหมือนเทพธิดาที่เป็นแรงบันดาลใจของกวี แต่เธอได้เสียชีวิตลง ด้วยความพยายามที่จะบรรเทาความเจ็บปวดจากการสูญเสีย เขาวาดภาพของผู้หญิงคนอื่นลงไปบนภาพวาดของเธอผู้เป็นที่รัก

Portrait of a Lady จำลองภาพขนาดย่อที่ด้านหลังตัวเรือนของ Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures โดยถ่ายทอดภาพเหมือนชวนฝันแบบเดียวกับที่ Klimt สร้างขึ้น ท่าทีที่สง่างามและเครื่องแต่งกายที่ทันสมัยของตัวแบบได้รับการถ่ายทอดออกมาในรายละเอียดที่สมบูรณ์ และโทนสี

เขียวของแบ็คกราวด์ก็ช่วยสร้างภาพให้ดูมีมิติเช่นเดียวกับภาพต้นฉบับ หน้าปัดสีเขียวที่ลงเทคนิค grand feu enamel บน barleycorn guilloché pattern ทำฉากหลังให้สวยมากๆเมื่อกระทบแสง

Enamelling – a rich tradition at Jaeger-LeCoultre

ศิลปะการ ลงยา(Enamel)มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ณ La Grande Maison(Jaeger-Lecoultre Manufacture) ตัวเรือนนาฬิกา Reverso เรือนแรกที่ได้ผลิตผลงานการลงยาไว้ที่หน้าปัดหลังถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1936 ซึ่งเป็นภาพของสตรีผุ้ที่คาดว่าเป็นมหารานี ณ ขณะนั้น

จากนั้นได้มีการจัดตั้ง In-house Enamelling Atelier ในปีค .ศ. 1990 – จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งมีเพียงไม่กี่โรงงานบนโลกที่จะมีส่วนของการลงยาในโรงงานเช่นนี้ ช่วงปีค.ศ. 1996 Jaeger-Lecoultre เริ่มนำผลงานของศิลปินสำคัญๆ จากยุโรปและเอเชียมาผลิตลงบนหน้าปัดด้านหลังของนาฬิกา Reverso

การลงยาบนหน้าปัดด้านหลังของนาฬิกา Reverso ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กนั้นมีความท้าทายหลายประการ ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ขั้นสูงของช่างลงยา เพราะนอกจากจะต้องคงรายละเอียดต่างๆของภาพต้นฉบับไว้ ทั้งยังต้องวาดลงในขนาดที่เล็กลงอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นเรื่องของสีจะต้องเป็นเหมือนกับงานศิลปะต้นฉบับ แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของศิลปะการลงยา เรื่องเม็ดสีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดได้อย่างเที่ยงตรงหรือกำหนดได้หลังจากการเผา

ผลงานของ Courbet และ Van Gogh ที่นำมาผลิตซ้ำบน Reverso Tribute Enamel Hidden Treasures ทำให้เกิดความท้าทายเป็นพิเศษ ศิลปินทั้งสองใช้ impasto ที่ค่อนข้างหนัก ดังนั้นการลงสีจึงหนามากจนยก

ขึ้นเหนือพื้นผิวผ้าใบ แน่นอนว่าเทคนิคนี้การลงยา ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น ช่างต้องใช้ illusion of the technique และ เทคนิค grand feu enamel ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ภาพดูมีมิติมากๆ

TECHNICAL SPECIFICATIONS

REVERSO TRIBUTE ENAMEL HIDDEN TREASURES – COURBET

ตัวเรือน: ไวท์โกลด์

ขนาดตัวเรือน: 45.6 x 27.4 มม.

ความหนา: 9.73 มม.

กลไก: ไขขึ้นลานด้วยมือ – Jaeger-LeCoultre Calibre 822/2

บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาที

สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง

กันน้ำลึก 30 เมตร

หน้าปัด: Herringbone guilloche ตกแต่งด้วย Grand Feu enamel

ฝาหลังปิดทึบตกแต่งด้วยเทคนิค Grand Feu enamel

สายหนังจระเข้สีดำ

หมายเลขอ้างอิง: Q39334C2

ทำขึ้นมาจำกัดเพียง 10 เรือน

REVERSO TRIBUTE ENAMEL HIDDEN TREASURES – VAN GOGH

ตัวเรือน: ไวท์โกลด์

ขนาดตัวเรือน: 45.6 x 27.4 มม.

ความหนา: 9.73 มม.

กลไก: ไขขึ้นลานด้วยมือ – Jaeger-LeCoultre Calibre 822/2

บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาที

สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง

กันน้ำลึก 30 เมตร

หน้าปัด: Herringbone guilloche ตกแต่งด้วย Grand Feu enamel

ฝาหลังปิดทึบตกแต่งด้วยเทคนิค Grand Feu enamel

สายหนังจระเข้สีดำ

หมายเลขอ้างอิง: Q39334V1

ทำขึ้นมาจำกัดเพียง 10 เรือน

REVERSO TRIBUTE ENAMEL HIDDEN TREASURES – KLIMT

ตัวเรือน: ไวท์โกลด์

ขนาดตัวเรือน: 45.6 x 27.4 มม.

ความหนา: 9.73 มม.

กลไก: ไขขึ้นลานด้วยมือ – Jaeger-LeCoultre Calibre 822/2

บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาที

สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง

กันน้ำลึก 30 เมตร

หน้าปัด: Herringbone guilloche ตกแต่งด้วย Grand Feu enamel

ฝาหลังปิดทึบตกแต่งด้วยเทคนิค Grand Feu enamel

สายหนังจระเข้สีดำ

หมายเลขอ้างอิง: Q39334K1

ทำขึ้นมาจำกัดเพียง 10 เรือน

เผยโฉม Carl F. Bucherer Manero Flyback Signature

เมื่อบริษัทที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของสวิสอย่าง Caran D’Ache ผู้ผลิตเครื่องมือเขียนและวาดภาพที่โดดเด่นในเจนีวา ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตนาฬิกาสวิสอย่าง Carl F. Bucherer เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกจากการจับคู่นาฬิกาสุดหรูและเครื่องเขียนที่โดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาอันสำคัญ ทั้งสองแบรนด์ต่างเป็นมรดกของครอบครัวที่มีอายุนับศตวรรษ สร้างผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากงานฝีมือด้วยความทุ่มเท ผนวกกับวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตที่สดใสเพื่อความยั่งยืน

Carl F. Bucherer และ Caran d’Ache ได้ประกาศโครงการ Signature Moments ของพวกเขา: การจับคู่นาฬิกา Carl F. Bucherer Manero Flyback Signature รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด (188 เรือน) และปากกาโรลเลอร์บอล Caran d’Ache Signature (ผลิตเพียง 188 ด้ามเช่นกัน)ที่ยอดเยี่ยม นาฬิกาและเครื่องเขียนถูกนำเสนอร่วมกันในกระเป๋าเดินทางนวัตกรรมใหม่ที่ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดส่งมาในกล่องไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างสวยงาม ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ทั้งสองได้ประกาศแผนการที่จะทำงานร่วมกันในโครงการพิเศษและได้เปิดตัวโครงการ Signature Moments เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

Carl F. Bucherer และ Caran d’Ache เป็นความภูมิใจของชาวสวิสที่ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษแล้วและยังคงเป็นบริษัทที่นำโดยคนในครอบครัว ทั้งสองได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในด้านงานฝีมือและการออกแบบร่วมสมัยเหนือกาลเวลา และในขณะที่ Carl F. Bucherer และ Caran d’Ache สร้างผลิตภัณฑ์อนาล็อกในยุคดิจิทัล ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะนำคุณภาพ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ไปสู่อนาคต

Sascha Moeri ซีอีโอของ Carl F. Bucherer กล่าวว่าการจับคู่ผลิตภัณฑ์มุ่งเน้นไปที่ช่วงเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเราไปตลอดกาล “ช่วงเวลาที่จะได้จารึกในประวัติศาสตร์นี้จะเผยแพร่ผ่านนาฬิกา Manero Flyback Signature และ เครื่องเขียน Caran d’Ache Signature บ่อยครั้งที่ช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ในชีวิตของเราทำให้ตระหนักถึงความฝันอันยาวนาน ผมชอบความคิดที่จะเฉลิมฉลองไม่เพียงแต่การบรรลุความทะเยอทะยานที่มีมายาวนานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาก่อนหน้าในชีวิตของบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเป้าหมายนั้นด้วย”

ส่วน Carole Hubscher เล่าถึงงานฉลอง 100 ปีแรกของ Caran d’Ache “เราได้จัดนิทรรศการที่ยอดเยี่ยมที่เรียกว่า ‘The Caran d’Ache de Picasso’ ในเมืองอินเทอร์ลาเคน เรามีโอกาสได้แสดงผลงานศิลปะต้นฉบับที่ Picasso สร้างขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์ Caran d’Ache มันเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับฉันเพราะเป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์แบบ

The Manero Flyback Signature : ความซับซ้อนทางเทคนิคและการออกแบบที่เท่และสปอร์ตผสมผสานความซับซ้อนทางเทคนิค แก่นแท้ของความเป็นสากลที่เป็นลักษณะของเส้น ด้วยฟังก์ชัน flyback ที่จะรีเซ็ตและรีสตาร์ทนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟด้วยการสัมผัสที่แสนง่าย เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของงานฝีมือนาฬิกา Made of Lucerne ของแบรนด์ หน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีเทากราไฟต์ให้ความคมชัดที่คมชัดกับหน้าปัดสีเงิน ซึ่งตำแหน่งบอกชั่วโมงทำให้นึกถึงสีของดินสอสีซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Caran d’Ache ภายในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 43 มม. กลไกอัตโนมัติ CFB 1970 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง

นาฬิกาถูกนำเสนอพร้อมสายนาฬิกา NATO ลายทางสีเบจและสีเทากราไฟท์อย่างมีสไตล์พร้อมไฮไลท์สีแดง แต่ใครก็ตามที่ต้องการสร้างสไตล์ที่แตกต่างหรือแสดงอารมณ์ที่แตกต่างก็จะมีสายนาฬิกา NATO ลายทางสองโทนสีน้ำเงินจัดเป็นชุดอยู่ในกล่องสำหรับพกพาพร้อมปากกา Caran d’Ache สายนาฬิกาทั้งสองผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืน 100% นาฬิกาสามารถกันน้ำได้ลึก 30 เมตร(3 atm)

เอกลักษณ์ของ Caran d’Ache สะท้อนรูปแบบดั้งเดิมของ Manero Flyback ตัวเรือนเคลือบโรเดียมและสีเงินประดับด้วยกิโยเช่ “crown effect” และตกแต่งด้วยรูปสามเหลี่ยมหลากสีที่ลงแล็กเกอร์ด้วยมือช่วยเสริมให้หน้าปัดของนาฬิกาดูสมบูรณ์แบบ เส้นสีแดงบาง ๆ ที่สลักอยู่ในคลิปทำให้ชวนให้นึกถึงเข็มนาฬิกาและฝาครอบหกเหลี่ยมสีเทากราไฟท์ที่เคลือบเงาอย่างประณีต
ชื่อรุ่นและตัวเลข: Carl F. Bucherer Manero Flyback Signature
หมายเลขอ้างอิง: 00.10919.08.13.98
การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ CFB 1970 caliber ทีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.4 มม., หนา 7.9 มม., 25 jewels , สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟ: ตัวนับนาทีและวินาที, ฟังก์ชั่น flyback, วันที่, ชั่วโมง, นาที, วินาทีเล็ก
ตัวเรือน: สแตนเลส แซฟไฟร์คริสตัลดับเบิลโดมเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังประดับคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำลึก 30 บาร์ (3 ม.) ตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มม. หนา 14.45 มม. หมายเลขบนตัวเรือน – 001/188 ถึง 188/188
หน้าปัด: สีเงิน ดัชนีสีรุ้ง เคาน์เตอร์สีเทากราไฟท์
สาย: สายนาฬิกาผ้า NATO ทำจาก PET รีไซเคิล 100% ตกแต่งด้วยแถบด้วยหนังลูกวัว (สีเบจ/สีเทา/สีแดง), ตัวล็อคแบบหมุดสแตนเลส
สายรัดเพิ่มเติม: สายนาฬิกาผ้า NATO ทำจากวัสดุ PET รีไซเคิล 100% ตกแต่งด้วยหนังลูกวัว (สีน้ำเงิน), ตัวล็อคแบบหมุดสแตนเลส
ทำขึ้นจำนวนจำกัด: 188 เรือน

ปากกา Caran d’Ache Signature rollerball
ตัวปากกาเคลือบโรเดียมและเงินพร้อมการแกะสลักแบบลึก “ crown effect” เส้นผ่านศูนย์กลาง: 12.2 มม. ความยาว: 135.73 มม.
ตัวปากกาและปลอกตกแต่งด้วยสามเหลี่ยมลงแล็คเกอร์ด้วยมือ 12 เฉดสี
ที่อ้างอิงถึงวงล้อสีของ Caran d’Ache
ปลอกปากกา: ไอโซไทป์หกเหลี่ยมสีเทากราไฟท์โดยอ้างอิงจากนาฬิกาและดินสอกราไฟท์ Caran d’Ache
คลิปของปากกาเป็นบานพับสลักด้วยเส้นเคลือบสีแดงแลคเกอร์ของ Caran d’Ache การแกะสลัก: หมายเลขสลักบนบล็อกการเขียน – 001/188 ถึง 188/188 ปลายปากกาเป็นหัวปากกาลูกลื่นสีดำขนาด F
ผลิตจำนวนจำกัด: 188 ด้าม

Audemars Piguet เผยเฉดสีใหม่สุดโดดเด่นของนาฬิการุ่น 
Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่หรูหราโดดเด่นด้วยไวท์โกลด์และพิ้งค์โกลด์พร้อมด้วยเพชรและอัญมณีหลากสีสันให้เรือนเวลาเรือนนี้พิเศษกว่าใคร !

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวคอลเลกชั๋นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง ที่รังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์และพิ้งค์โกลด์ พร้อมเพิ่มรายะละเอียดระยิบระยับด้วยเพชรและอัญมณีหลากสีสันที่ส่องประกายโดดเด่นเมื่อได้สัมผัสกับแสง เมื่องานสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูงมาบรรจบกับงานออกแบบเครื่องประดับชั้นสูง (Haute Joaillerie) จนเกิดเป็นเรือนเวลาสุดซับซ้อนที่ผสมผสานการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์อาว็อง-การ์ดล้ำสมัย (Avant-garde) ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่น ความคอนทราสต์ที่ลงตัว ทำให้ยิ่งสะดุดตาเมื่ออยู่บนข้อมือของผู้สวมใส่

เสาะหาอัญมณีที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นาฬิกาโมเดลใหม่นี้ได้รับการตกแต่งด้วยอัญมณีหลากหลายที่เจียระไนมาทั้งทรงบริลเลี่ยน (Brilliant-cut) และทรงบาเก็ต (Baguette-cut) โดยใน 4 เรือนถูกประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้า และอีก 2 เรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีที่จัดเรียงกันเป็นเฉดสีรุ้ง ซึ่งการค้นหาอัญมณีเหมาะสม นับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการดีไซน์นาฬิกาแต่ละเรือน ทั้งในเรื่องของชนิดอัญมณี สีสัน ไปจนถึงความแตกต่างระหว่างเฉดสีของอัญมณี และไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ต้องประดับอัญมณีเจียระไนทรงบริลเลี่ยน 468 เม็ด และทรงบาเก็ต อีก 208 เม็ด

สำหรับเรือนเวลา 2 เรือนที่มาพร้อมอัญมณีสีรุ้งนั้น ใช้อัญมณีหลากสี 12 ชนิด ได้แก่ ทับทิม 
ซาโวไรต์ (Tsavorite) มรกต บุษราคัม แทนซาไนต์ (Tanzanite) อเมทิสต์ (Amethyst) และแซฟไฟร์หลากสีที่ได้ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เฉดสีที่สดใสและสมบูรณแบบที่สุดเมื่อนำมาจัดเรียงรวมกัน ด้วยเฉดสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน และม่วง ที่ช่วยขับเน้นรูปทรงเรขาคณิตของตัวเรือนและขอบตัวเรือนให้ดูโดดเด่นและเมื่อกระทบกับแสงเกิดเป็นสีรุ้งที่ไล่เฉดได้อย่างงดงาม นาฬิกาโมเดลแรกมาพร้อมตัวเรือนและหน้าปัดประดับด้วยเพชร และขอบตัวเรือนสีรุ้งประดับด้วยอัญมณีที่เจียระไนทรงบาเก็ต ส่วนอีกเรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีที่เจียระไนทรงบริลเลี่ยน

ศิลปะแห่งการจัดวางอัญมณี

เพชรและอัญมณีหลากสีที่ประดับอยู่บนเรือนเวลาคอลเลกชันใหม่นี้ผ่านการเจียระไนและขัดเงาอย่างพิถีพิถันทุกเม็ด เพื่อให้ได้รูปทรงและขนาดที่ต้องการ ก่อนนำมาประดับลงบนตัวเรือนทองโดยช่างอัญมณีผู้เชี่ยวชาญ การประดับอัญมณีลงบนหน้าปัดเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอีกระดับด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กของดีไซน์และส่วนประกอบนาฬิกา

คอลเลคชั่นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง ใหม่นี้ มี 2 โมเดลที่ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต จำนวน 208 เม็ด ตัวเรือนรังสรรค์ด้วยไวท์โกลด์หรือพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต โดยแซฟไฟร์มีขนาดที่แตกต่างกันถึง 144 ขนาด เพื่อให้รับกับส่วนโค้งของตัวเรือนนาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์และโครงสร้างของหน้าปัด รวมไปถึงส่วนประกอบของกลไกอีกด้วย โดยแซฟไฟร์แต่ละเม็ดจะถูกเจียระไนให้เกิดร่องเล็ก ๆ อย่างประณีต ก่อนจะนำไปวางเรียงทีละเม็ดอย่างพิถีพิถันบนรางทองที่ซ่อนอยู่บนขอบตัวเรือน เสมือนว่าอัญมณีทั้งหมดสามารถตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งขั้นตอนการประดับอัญมณีสำหรับนาฬิกาแต่ละเรือนใช้เวลายาวนานถึง 150 ชั่วโมง

อีกหนึ่งความซับซ้อนของเรือนเวลาคอลเลกชั่นนี้คือการสร้างสรรค์รายละเอียดแบบไร้ที่ติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งความพยายามและความแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเจียระไนอัญมณีที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับคุณภาพและเกรดความใสสะอาดของตัวอัญมณีแต่ละเม็ด การเจียระไนทรงบาเก็ตนั้น ต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อมองด้วยตาเปล่า ไม่มีตำหนิและร่องรอยที่สามารถมองด้วยตาเห็น และทุกเหลี่ยมมุมต้องมีความสมมาตร อยู่ในระนาบที่เท่ากัน และยังเพิ่มความท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อมีการไล่เฉดของสีน้ำเงินให้ต่อเนื่องกัน  เมื่อประกอบอัญมณีเข้ากับตัวเรือนแล้ว แซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต มอบความโดดเด่นให้กับนาฬิกา พร้อมทั้งขับเน้นการขับเคลื่อนของกลไกแบบ 3 มิติ พร้อมทั้งเพิ่มความสะดุดตาเมื่อกระทบกับแสง

รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง 2 โมเดลที่ประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงทรงบาเก็ตนี้ จะถูกวางจำหน่ายในปี 2022 ณ บูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์เพียงบางสาขาเท่านั้น

รายละเอียดด้านเทคนิค

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26228BC.SS.D314CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต ไล่เฉดสี

ขอบตัวเรือนประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.6 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าเจียระไนทรงบาเก็ต เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพนเวิร์ค

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนเย็บมือ

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ต

และมีสายยางสีฟ้าอ่อนลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ตบนตัวเรือน ขอบตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล   182 เม็ด (รวม ~9.16 กะรัต)

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบาเก็ตบนหน้าปัด                                                                          26 เม็ด (รวม ~0.32 กะรัต)

แซฟไฟร์สีฟ้าทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                           9 เม็ด (รวม ~0.012 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกไขลาน คาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                        77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26229BC.ZY.D326CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลี่ยน

ขอบตัวเรือนประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนทรงบาเก็ต

กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังประดับแซฟไฟร์ เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.6 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลี่ยน เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพนเวิร์ค

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนเย็บมือ 

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยเพชรทรงบริลเลี่ยน

และมีสายยางสีฟ้าอ่อนลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

เพชรทรงบริลเลี่ยนบนตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล   357 เม็ด (รวม ~2.81 กะรัต)

อัญมณีหลากสีทรงบาเก็ตบนขอบตัวเรือน                                                               32 เม็ด (รวม ~1.67 กะรัต)

เพชรทรงบริลเลี่ยนบนหน้าปัด                                                                               62 เม็ด (รวม ~0.16 กะรัต)

เพชรทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                         9 เม็ด (รวม 0.02 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกไขลาน คาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                          77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

นาฬิกาข้อมือรุ่น Royal Oak Concept Flying Tourbillon ขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร 26227BC.YY.D326CR.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง บอกเวลาชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน  

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัตประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนทรงบริลเลี่ยน กระจกแซฟไฟร์ ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ 
เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์โปร่งแสงเจียระไนแบบหลังเบี้ย

คุณสมบัติกันน้ำ 20 เมตร

ตัวเรือนหนา 11.4 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์ค ขอบตัวเรือนด้านในไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจียระไนแบบบริลเลี่ยน เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์โอเพน

สายนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บมือ 

เข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยอัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยน

และมีสายยางสีน้ำเงินลาย Constellation สำรองให้อีกหนึ่งเส้น

รายละเอียดของอัญมณีที่ประดับบนนาฬิกา

อัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยนบนตัวเรือน ขอบตัวเรือน ขอบตัวเรือนด้านในและบัคเคิล         397 เม็ด (รวม ~3.414 กะรัต)

อัญมณีหลากสีทรงบริลเลี่ยนบนหน้าปัด                                                                    62 เม็ด (รวม ~0.17 กะรัต)

ไพลินทรงบริลเลี่ยนประดับที่กลไก                                                                            9 เม็ด (รวม ~0.012 กะรัต)

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกคาลิเบอร์ 2951

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               29.5 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          4.75 มิลลิเมตร

จำนวนอัญมณี                                                     17

จำนวนชิ้นส่วน                                                    225

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                          77 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel                              3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun