Arceau Le temps voyageur เรือนเวลาที่อัดแน่นด้วยจิตวิญญาณของการเดินทางตามแบบวิถีแห่งแอร์เมสพร้อมระบบจักรกลสุดประณีต “ทราเวลลิงไทม์” ที่โชว์ให้เห็นการโคจรของดวงดาวที่เคลื่อนหมุนด้วยแรงดึงดูด

นาฬิกา อาร์โซ (Arceau) เป็นผลงานการออกแบบโดย อองรี ดอริญี (Henry d’Origny) ในปี ค.ศ. 1978 ที่ได้มอบการแสดงออกครั้งใหม่แห่งสไตล์ และเชื้อชวนให้หวนนึกถึงจิตวิญญาณของการเดินทางตามแบบวิถีแห่งแอร์เมส (Hermès) โดยรังสรรค์ขึ้นภายใต้ตัวเรือนทรงกลมทำจากแพลทินัม และไทเทเนียม หรือสตีล พร้อมทั้งเอกลักษณ์ของหูตัวเรือนแบบอสมมาตร ที่เผยให้เห็นถึงการตีความใหม่เฉพาะหนึ่งเดียวโดยแอร์เมส ให้กับความสลับซับซ้อนภายในเครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) อันแสนคลาสสิก กับการเดินทางผ่านหลากหลายชั่วโมงของโลก ด้วยจักรกล “ทราเวลลิง ไทม์” (“Travelling time”) ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับแอร์เมส โดยมอบการแสดงแบบดิสก์ของทั้ง 24 ไทม์โซน และการโคจรของดวงดาวที่เคลื่อนหมุนด้วยแรงดึงดูดรอบแผนที่อันแสนแฟนตาซี ซึ่งจินตนาการขึ้นโดย เฌอโรม คอลลิยาร์ด (Jérôme Colliard) สำหรับรังสรรค์ลวดลายบนผ้าพันคอไหม “แพลนิสสเฟียร์ เดอ’อุน มองเด เอเควสเตร” (“Planisphère d’un monde équestre”) 

โดยหน้าปัดย่อยเคลื่อนที่และการแสดงเวลาบ้านเกิด (home time) ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นั้นขับเคลื่อนด้วยโมดูลพิเศษประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 122 ชิ้นส่วน หนาเพียง 4.4 มม. ซึ่งผสานไว้ภายในกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ แอร์เมส เอช1837 (Hermès H1837) จักรกลนี้ขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมง นาที และเวลาสองไทม์โซน พร้อมทั้งการแสดงชื่อเมืองต่างๆ โดยบรรจุภายในนาฬิกาสองรุ่นของ อาร์โซ ตอมป์ส โวยาเชอร์ (Arceau Le temps voyageur) กับเวอร์ชันแพลทินัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. พร้อมด้วยขอบตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดีแอลซี (DLC) สีดำด้าน และเวอร์ชันสตีล 38 มม. ซึ่งทั้งสองรุ่นประกอบคู่มากับสายหนังจระเข้ หรือสายหนังวัวสวิฟต์ (Swift) ที่รังสรรค์ขึ้นภายในห้องปฏิบัติการของ แอร์เมส ออร์โลเฌอร์ (Hermès Horloger) จากการใช้ทักษะความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือการทำเครื่องหนังและอานม้า    ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของเฮาส์  (House)

rhunrun เรียบเรียง

OMEGA : Time, Tide & Fame.

สร้างกระแสตอบรับล้นหลามสำหรับการมาร่วมงานกับลอฟฟีเซียลออมส์ไทยแลนด์สำหรับเจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุขมาในมาดหนุ่มเท่กับลุคต่างๆทั้งลำลองเป็นทางการและเท่แบบสปอร์ตๆโดยอมชลุคกับนาฬิกา OMEGA รุ่นต่างๆที่ครั้งนี้เราจะมาขยายกันว่าแต่ละรุ่นแต่ละเรือนที่สุดเท่นั้นมีความพิเศษอย่างไรนอกจากประสิทธิภาพเรื่องการบอกเวลาแล้วนวัตกรรมใหม่ๆในการรังสรรค์วัสดุทำให้ OMEGA คือนาฬิกาที่ต้องจับตามอง

ในกลิ่นอายของความวินเทจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะดูเป็นหนุ่มทันสมัยไม่ได้ กับลุคนี้ที่แม้จะจับคู่เชิ้ตตัวในสีดำกับแจ็คเก็ตตัวนอกสีน้ำตาลอันเป็นคู่สีสุดคูลสำหรับหนุ่มๆ แต่เพิ่มดีเทลกับนาฬิกาข้อมือที่สวมใส่อย่าง OMEGA Speedmaster รุ่น CHRONOSCOPE ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกายุค 1940s ของ OMEGA มีหนาปัดย่อยเพื่อการคำนวณค่าเวลาต่างๆ รวมทั้งสเกลจับเวลา 3 ตัวในดีไซน์หอยทากอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสายหนังที่ดูเท่ตลอดกาล

SPEED MASTER CHRONOSCOPE CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER CHRONOGRAPH 43 MM

(หมายเลขอ้างอิง 329.92.43.51.10.001)

คอลเลกชั่น Chronoscope ได้นำการออกแบบ Speedmaster ในตำนานมาผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟของ OMEGA จากทศวรรษที่ 1940 รุ่นตัวเรือน 43 มม. นี้รังสรรค์ด้วยสีบรอนซ์โกลด์อันเป็นเอกสิทธิ์ของ OMEGA พร้อมหน้าปัดบรอนซ์ออกซิไดซ์ที่มีร่องรอยพิเศษและผิวเคลือบโอปาลีน นอกจากวงขอบตัวเรือนทำจากเซรามิกสีน้ำตาลขัดมันที่มีสเกลทาคีมิเตอร์ทำด้วยเทคนิคอีนาเมล “วินเทจ” แล้ว เข็มรูปใบไม้และตัวเลขอารบิกยังมีการเคลือบ PVD ทองสัมฤทธิ์ ทอง 18K ด้วยรูปแบบแทร็ก “เกลียว” ที่ไม่เหมือนใครอยู่ใต้ตัวเลข ที่โดดเด่นที่สุดคือ หน้าปัดพิมพ์ด้วยสเกลจับเวลาที่โดดเด่นสามตัวในดีไซน์ “หอยทาก” ของปี 1940 ซึ่งรวมถึงสเกลทาคีมิเตอร์ สเกลพัลโซมิเตอร์ และสเกลเทเลมิเตอร์

สายหนังสีน้ำตาล เด่นด้วยหน้าปัดขนาดเล็กสีเงินที่ 9 นาฬิกาเพื่อบอก 60 นาทีและหน้าปัดเล็กสีเงินที่ 3 นาฬิกา บอกเวลา 12 ชั่วโมงภายในนาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 9908 การออกแบบของกลไกนี้โดดเด่นคือโครโนสโคปบริดจ์ การขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves ที่เริ่มจากบาลานซ์วีลแทนที่จะเป็นกลางกลไก – นับเป็นครั้งแรกที่ปรากฏในแบรนด์ OMEG เพื่อที่จะเพิ่มกำลังสำรองของนาฬิกา OMEGA ได้เลือกเสริมการเคลือบฟิล์มคาร์บอนคล้ายเพชร (Diamond-Like-Carbon) ที่เพิ่มทนทานต่อการสึกหรอให้กับตลับลานคู่ ระบบคอลัมน์วีลของ OMEGA ยังช่วยรับประกันว่าฟังก์ชั่นต่างๆ ของโครโนสโคปจะทำงานได้อย่างเที่ยงตรงด้วยการรับรองระดับ Master Chronometer ทั้งกลไกและนาฬิกาได้ถูกทดสอบภายใต้สภาวะที่สุดขั้วที่ตั้งขึ้นจากการทดสอบที่เข้มงวดที่สุดของอุตสาหกรรมโดย Swiss Federal Institute of Metrology (METAS)

ขยายความบางฟังก์ชั่นที่คนอาจจะไม่ทราบถึงความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้

ทาคีมิเตอร์ คือ การบอกความเร็วจากระยะทาง Chronoscope จะสามารถบอกความเร็วที่คุณใช้ในการเดินทางได้ โดยอิงจากระยะทางที่เดินทาง โดยสเกลจะช่วยวัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางเฉลี่ยระหว่างตำแหน่งสองตำแหน่ง ไม่มีว่าการเดินทางของคุณจะเป็นในหน่วยไมล์หรือกิโลเมตร

เทเลมิเตอร์ คือ การบอกระยะทางจากความเร็วของเสียง เพียงสองขั้นตอนสุดง่าย เครื่องบอกเวลาอันเที่ยงตรงจาก OMEGA สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่าคุณอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดที่สามารถมองเห็นและมีเสียง เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง

พัลโซมิเตอร์ คือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เต้นช้าไป เร็วไป หรือกำลังพอดี ต้องขอบคุณสเกล 30 ครั้งต่อนาที ที่ทำให้คุณสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจของทั้งตนเองหรือผู้อื่นได้



สำหรับรุ่นต่างๆ ของ CHRONOSCOPE มีทั้งตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 43 มม. ถึงหกรุ่นที่มาพร้อมกับตัวเรือนสแตนเลสสตีลขัดเงาสลับด้าน สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดสีเงินและชุดเข็มน้ำเงิน / สองรุ่นติดตั้งด้วยหน้าปัดน้ำเงินกับชุดเข็มชุบโรเดียม / สองรุ่นที่มาพร้อมกับหน้าปัดสีเงินกับหน้าปัดย่อยสีดำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหน้าปัด “แพนด้า” ของ OMEGA กับชุดเข็มสีดำ ทุกหน้าปัดติดตั้งด้วยหลักเลขอารบิก ขอบตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีน้ำเงินหรือดำ สามารถเลือกสายหนังที่มาคู่กับหัวสายสตีลแบบใหม่ หรือสายสแตนเลสสตีล

เพิ่มลุคสปอร์ตสำหรับการแต่งกายของหนุ่มๆ ด้วยนาฬิกาดำน้ำสุดเท่ Seamaster Professional Diver 300M ที่มีเวอร์ชั่นใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่เกิดจากเลเซอร์ล้อมกรอบด้วยทอง Sedna™ แต่งขอบแบบเจียมุมเป็นลายเหลี่ยมสุดเท่ ไม่ว่าจะแต่งตัวในลุคหรูเพียงใดแต่ถ้าต้องการเดิมความสปอร์ตที่ดูแพงก็คงต้องเป็นนาฬิกาเรือนนี้ ดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นไม่มียุคสมัย ลูกเล่นของเม็ดมะยม 2 ตำแหน่งที่ออกแบบมาเพื่อการใช้สอยอย่างสะดวกเมื่อมือต้องสวมถุงมือดำน้ำกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ที่เท่ไม่เหมือนใคร

SEAMASTER DIVER 300M CO‑AXIAL MASTER CHRONOMETER 43.5 MM

(หมายเลขอ้างอิง 210.62.44.20.01.001)

ตั้งแต่ปี 1993 นาฬิกา Seamaster Professional Diver 300M มาถึงรุ่นศตวรรษที่ 21 ของ OMEGA ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำแบบดั้งเดิม ในขณะที่นำเสนอวัสดุและกลไกใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น รุ่น 43.50 มม. นี้ตัวเรือนเซรามิกสีดำ [ZrO2] และทอง Sedna™ หน้าปัดเซรามิกสีดำพร้อมลายคลื่นที่ฉลุด้วยเลเซอร์เพื่อเป็นลวดลายแบบโปร่ง ขีดบอกเวลาทำจากทองคำ Sedna™ ขัดเงาและเข็มนาฬิกาแบบเหลี่ยมเพชรเคลือบด้วย Super-LumiNova สีขาว ตัดกันอย่างสวยงามกับหน้าปัดสีดำ เติมเต็มลุคด้วยสายนาฬิกาทำจากยางสีดำพร้อมตัวล็อคเซรามิกสีดำ ฝาหลังแบบขัดมันเงาพร้อมการออกแบบขอบเป็นคลื่นมาพร้อม NAIAD LOCK ที่จดสิทธิบัตรของ OMEGA กลไกขับเคลื่อนนาฬิกาคือ Co-Axial Master Chronometer Caliber 8806 ของ OMEGA สามารถกันน้ำได้ในระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)

กลไก คาลิเบอร์: โอเมก้า 8806 แบบไขลานอัตโนมัติแบบ Co-Axial Master Chronometer ที่ผ่านการรับรองโดย METAS ทนทานต่อสนามแม่เหล็กถึง 15,000 เกาส์ ฟรีสปริงบาลานซ์พร้อมสปริงซิลิกอนบาลานซ์ ไขลานอัตโนมัติทั้งสองทิศทาง การตกแต่งที่หรูหราเป็นพิเศษด้วยโรเตอร์ชุบโรเดียมและ บริดจ์ที่มีการขัดแต่งแบบ Arabesque Geneva Waves

OMEGA มีวัสดุที่คิดค้นขึ้นมาพิเศษ คือ SednaTM Gold 18K ซึ่งเป็นโลหะผสมทองคำโรสโกลด์อัลลอยด์ที่มีความสว่างเรื่อเรืองออกเฉดแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ได้รับการตั้งชื่อตาม Sedna ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบ ๆ เป็นดาวเคราะห์ที่มีสีแดงที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล SednaTM Gold จึงไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติมาตรฐานทั้งหมดของทองคำ 18K แต่ยังให้ความคงทนสูงต่อการซีดจางของสีและความมันวาวเมื่อเวลาผ่านไป องค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วยทองแดงและแพลเลเดียมสำหรับสีและความทนทาน

เจมส์ จิรายุมาในลุคสบายๆ กับสเว็ตเตอร์ทอลายกราฟฟิกและจับคู่กับนาฬิกา OMEGA : CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K จับคู่หน้าปัดสีน้ำเงินซันบรัชเป็นคู่สีที่หรูหราแต่ยังมีความโมเดิร์นทันสมัย เท่ด้วยวงขอบหน้าปัดที่มีตัวเลขโรมัน ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายของยุคเอจตี้ส์แต่กลับดูโมเดิร์นในยุคนี้อย่างลงตัว สวมใส่กับสไตล์การแต่งกายได้หลายลุคทั้งลำลองและเป็นทางการโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนาฬิกา และสีน้ำเงินนี้ยังบ่งบอกถึงความภูมิฐานแบบสุภาพบุรุษที่ชอบความท้าทายในการใช้ชีวิต

CONSTELLATION MASTER CHRONOMETER

เป็นเวลามากกว่า 40 ปีที่ OMEGA เปิดตัวดีไซน์ Constellation “Manhattan” อันโด่งดัง แม้ชื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทว่าความคลาสสิคจากปี 1982 ยังคงตราตรึงผู้คนทั่วโลกไม่เสื่อมคลาย การออกแบบได้รับการปรับเปลี่ยนหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ และในเจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ก็บรรจุไว้ซึ่งรายละเอียดน่าตื่นตาแบบใหม่มากมาย รวมถึงการรับรองมาตรฐาน Master Chronometer ที่เป็นมาตรฐานด้านความเที่ยงตรงที่สูงที่สุด ตัวเรือนทอง Sedna™ 18K ที่มาพร้อมกับหน้าปัดซันบรัชสีน้ำเงินและขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน เรือนเวลาสำหรับสุภาพบุรุษรุ่นนี้รังสรรค์มาเพื่อให้สวมใส่ได้ในทุกโอกาสตลอดทั้งปี นี่คือนาฬิกาที่คุณจะสวมใส่ในเวลาที่อยากโดดเด่นไม่เหมือนใคร

สำหรับตัวเรือนขนาด 41 มม. ขับเคลื่อนโดยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8901 ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังที่เป็นคริสตัลแซฟไฟร์ที่ป้องกันรอยขีดข่วนแบบโดม(หมายเลขอ้างอิง 131.63.41.21.03.001)

การออกแบบที่น่าทึ่งและคงทนของ OMEGA Constellation โดดเด่นด้วยรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่มีชื่อเสียง และขีดข้างหรือ claw ที่ด้านข้างของตัวเรือน สำหรับรุ่นตัวเรือนทองคำ 18K Sedna™ ขนาด 41 มม. นี้โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดเซรามิกสีน้ำเงินขัดเงาพร้อมตัวเลขโรมันทำจาก Ceragold™ หน้าปัดสีน้ำเงินแบบซันบรัช และหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เข็มนาฬิกา โลโก้ OMEGA ดาว Constellation และขีดบอกเวลาทรงเหลี่ยมเพชรล้วนเป็นทองคำ 18K Sedna™ สายหนังสีน้ำเงินพร้อมซับในด้วยยางทำให้สวมใส่สบายแม้อากาศจะร้อนชื้น สามารถกันน้ำได้ในระดับ 5 บาร์(50 เมตร)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือนเวลาเหล่านี้ได้ที่บูติก OMEGA
สาขา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959
สาขา ดิ เอ็มโพเรียม โทร. 02-664-9550
และสาขา สยามพารากอน โทร. 02-129-4878
LINE OA: @OMEGAThailand หรือ คลิก https://bit.ly/3P2XNBx

Design of Greenroom 2022

Greenroom คือห้องโถงของงานออสการ์พื้นท่ีสังสรรค์ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัลและผู้ประกาศ รางวัลจะมารวมตัวกันก่อนขึ้นสู่เวที Greenroom เป็นประสบการณ์อันชวนดื่มด่ำท่ี Rolex ได้พัฒนา รูปแบบการตกแต่งใหม่ในแต่ละปี โดยในปี 2022 นี้ เป็นการเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และ ศิลปะการทำนาฬิกา


แรงบันดาลใจสาหรับธีมในปีนี้ได้มาจากฮอลลีวูดและสตูดิโอหลัก ๆ ของฮอลลีวูด ผนังตกแต่งในสไตล์ อาร์ตเดโคจัดเรียงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนาฬิกา Rolex สู่กระเบื้องโมเสค เพื่อให้เกิดเป็นภาพเส้นขอบ ฟ้าของลอสแองเจลิสซึ่งเป็นบ้านของภาพยนตร์บทกวีที่สรรเสริญถึงความกล้าหาญแห่งการรังสรรค์เครื่องบอกเวลานี้ ใช้รูปแบบขององค์ประกอบการตกแต่ง ท่ีแสดงถึงสัญลักษณ์ของสถานท่ีสำคัญอันเป็นท่ีรู้จักจากโลกภาพยนตร์ เช่น ฮอลลีวูด, สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ Academy of Motion Picture Arts and Sciences และพิพิธภัณฑ์สถาบันภาพยนตร์ Academy Museum of Motion Pictures ตลอดจน ประดับประดาด้วยคุณลักษณะท่ีโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex อันได้แก่ หลักชั่วโมง เข็มและขอบหน้าปัดแบบร่องของนาฬิกา
ในการสร้างแบบจำลองสถานท่ีสาคัญเหล่านี้ ช่างฝีมือของ Rolex จากแผนกออกแบบ ได้แกะสลักและหุ้ม ด้วยแผ่นหนัง Arnaud Boetsch ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อ สารและภาพลักษณ์ของ Rolex กล่าวว่า “ความเอาใจ ใส่อย่างพิถีพิถันในการผลิตนาฬิกา Rolex ความต้ังใจท่ีใส่เข้าไปในทุกอณูรายละเอียด ตลอดจนการ แสวงหาความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องของเราล้วนแสดงให้ประจักษ์ในห้อง Greenroom ท่ีสะท้อนความ ละเอียดอ่อน ความแม่นยำ และความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์”


การผสานรวมองค์ประกอบการตกแต่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นสิ่งท่ี Rolex ต้องการสื่อในแคมเปญล่าสุด ซึ่งเป็นการยกย่องงานศิลปะของผู้สร้างภาพยนตร์ ท้ังน้ี บทภาพยนตร์ของ The Path ซึ่งจะออกอากาศในพิธีมอบ รางวัลออสการ์ครั้งท่ี 94 จะเปิดแสดงอยู่ในห้อง Greenroom ด้วย ภาพยนตร์เรื่องน้ีถูกออกแบบให้เสมือนเป็นอุปลักษณ์หรือการเปรียบเปรยอันทรงพลังแห่งการเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และกระบวนการอัน สร้างสรรค์ผ่านภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นเส้นทางต่าง ๆ ท่ีบุคคลสามารถเลือกเดินได้ ภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rolex เพื่อยังคุณค่าของความเป็นเลิศท่ีทางแบรนด์มีกับโลกแห่งภาพยนตร์

2

บทภาพยนตร์มาพร้อมกับภาพท่ีถ่ายจากภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ท่ัวห้อง Greenroom “แต่ละฉาก จากภาพยนตร์ไอคอนิกท่ีถูกจัดแสดงล้วนเป็นการราลึกถึงครอบครัวแห่งภาพยนตร์” Arnaud Boetsch กล่าว

ด้วยการเป็นเจ้าภาพห้อง Greenroom สาหรับผู้ได้รับการเสนอช่ือเข้าชิงรางวัล Rolex ได้มีส่วนร่วมใน ช่วงเวลาแห่งอารมณ์อันเข้มข้นท่ีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่ีสุดในวงการภาพยนตร์บางท่านได้สัมผัส ท้ังก่อนและ หลังพิธีมอบรางวัลออสการ์

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ซึ่งเป็นองคก์รสูงสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สำหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็นสากลของ ภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งน้ีถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และ ผู้สนับสนุนรายเดียวของงาน Governors Awards

นอกจากนี้ Rolex ยังเป็นผู้ร่วมก่อต้ังพิพิธภัณฑ์ Academy Museum of Motion Pictures ซึ่งเปิดตัวข้ึนในลอสแองเจลิสเมื่อเดือนกันยายน ปี 2021 อีกด้วย

Rolex สนับสนุนการส่งเสริมและเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ การอนุรักษ์ศิลปะ ตลอดจนการสร้างศิลปินรุ่นใหม่

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาเปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ต้ังอยู่ ท่ีนครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรงสมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ซีลสีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายใน ห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้นซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ

คาว่า “Perpetual” ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คาท่ีอยู่บนหน้าปัด นาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลาน อัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นข้ึนในปี 1931 ท้ังนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือนหน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

ROLEX และภาพยนตร์

Rolex ยังคงเช่ือมโยงกับโลกแห่งภาพยนตร์มาโดยตลอด นาฬิกาของแบรนด์ได้สวมบทบาทอยู่บนข้อมือ ของตัวละครท่ีเป็นตำนานในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงเหล่าผลงานชิ้นเอกท่ีได้รับรางวัลออสการ์ใน หลากหลายสาขา และทุกวันน้ี ด้วยการสนับสนุนความเป็นเลิศด้านศิลปะและเทคนิคในการสร้าง ภาพยนตร์ Rolex ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่มีบทบาทของตนเอง

Rolex สนับสนุนการอนุรักษ์และการถ่ายทอดศิลปะภาพยนตร์ พร้อมส่งเสริมความเป็นเลิศและเฉลิมฉลอง ความก้าวหน้าด้วยการร่วมมือกับบุคคลท่ียังคงเป็นตำนาน รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ผู้มีพรสวรรค์ ผ่าน Rolex Testimonee (Martin Scorsese และ James Cameron) การเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันศิลปะและ วิทยาการภาพยนตร์ (ซึ่งเป็นท้ังสถาบัน รางวัล และพิพิธภัณฑ์แห่งภาพยนตร์ในลอสแองเจลิส) และ โครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative

ROLEX: ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานรางวัลออสการ์

ไฮไลทข์องฤดูกาลภาพยนตร์

งานประกาศรางวัลออสการ์เป็นการเฉลิมฉลองเอกลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ แรงบันดาลใจ และความอัจฉริยะทางเทคนิคจากผลงานชิ้นเอกท่ีถูกรังสรรค์ข้ึนมาซึ่ง Rolex มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจ ของงานออสการ์ ณ โรงละคร Dolby® ในฮอลลีวูด ต่อเนื่องเป็นปีท่ี 6 โดยมีการถ่ายทอดสดไปยังประเทศ ต่าง ๆ กว่า 200 แห่งท่ัวโลก งานอันมีลักษณะพิเศษเฉพาะนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเฉลิมฉลองแห่งวงการภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกำหนดทิศทางของภาพยนตร์ท่ัวโลกปีแล้วปีเล่า

การเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ

งานมอบรางวัลออสการ์เป็นมากกว่าการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองแรงบันดาลใจ และอารมณ์ ตลอดจนกระบวนการผลิต ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และอื่น ๆ ท้ังหมดท่ีเก่ียวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ัง Rolex เคยกล่าวคำพูดโปรดไว้ว่า งานนี้เป็นบทกวีแห่ง “ผลงานท่ีสร้างไว้เป็นอย่างดี” ภาพยนตร์เป็นศิลปะ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม และงานมอบรางวัลออสการ์ก็เป็นเช่นนั้นในทุกแง่มุม

ROLEX และห้อง OSCARS® GREENROOM

Rolex คือเจ้าภาพอย่างเป็นทางการของ Greenroom ห้องโถงประจำงานออสการ์ ผู้ได้รับการเสนอช่ือและผู้ นำเสนอรางวัลจะมารวมตัวกันภายในห้องรับรองนี้ก่อนและหลังการข้ึนเวทีในงานมอบรางวัลออสการ์ โดยบางรายกลับมาพร้อมกับรูปปั้นแห่งความปรารถนา

ในแต่ละปี Rolex จะพัฒนารูปแบบการตกแต่งใหม่ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศ ของห้อง Greenroom ได้อย่างเต็มท่ี โดยการตกแต่งพื้นท่ีปี 2022 นี้ เป็นการยกย่องภาพยนตร์ฮอลลีวูดใน ตำนานและเฉลิมฉลองการรวมตัวกันของภาพยนตร์และศิลปะการทำนาฬิกา

ROLEX กับงานประกาศรางวัล GOVERNORS AWARDS

งาน Governors Awards บ่งบอกถึงการเริ่มต้นแห่งฤดูกาลประกาศรางวัลออสการ์ โดยในงานจะมีการ นำเสนอรายช่ือผู้มีผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จท่ียอดเยี่ยมตลอดช่วงชีวิต

ROLEX และฮอลลีวูด

ในปี 2017 Rolex ได้ผนึกความร่วมมือกับ Academy of Motion Picture Arts and Sciences องค์กร กิตติมศักดิ์ท่ีมีอานาจสูงสุดแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ภารกิจของสถาบันฯ คือการส่งเสริมความเป็นเลิศในภาพยนตร์และรักษามรดกไว้สาหรับชนรุ่นหลัง เพื่อจุดประกายจินตนาการและเฉลิมฉลองคุณค่าอันเป็น สากลของภาพยนตร์ ท้ังนี้ความร่วมมือระยะยาวในครั้งนี้ถือเป็นการฉลองการผสานรวมคุณค่าท่ี Rolex และศิลปะแห่งภาพยนตร์มีร่วมกัน

Rolex ได้กลายเป็นนาฬิกาเอกสิทธิ์ของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences ผู้สนับสนุนท่ีภาคภูมิใจของงานประกาศรางวัลออสการ์ (Proud Sponsor of the Oscars®) และผู้สนับสนุนรายเดียวของ งาน Governors Awards

เกี่ยวกับ ROLEX

กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่หาที่เปรียบไม่ได้

Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยมีสานักงานใหญ่ต้ังอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีช่ือเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความหรูหรามีระดับ และคุณค่าอันทรงเกียรติ นาฬิการุ่น Oyster Perpetual และ Cellini ได้รับการรับรองจาก COSC และได้รับการทดสอบภายในองค์กรเพื่อรับรองด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเช่ือถือ การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตรา สัญลักษณ์ซีลสีเขียว เพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาแต่ละเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดท่ีกาหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจาก ภายนอกอยู่เป็นระยะ

คำว่า “Perpetual” ท่ีปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำท่ีอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาท่ีหล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อต้ังบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนท่ีผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไป ข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาท่ีสาคัญ ของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกท่ีกันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ท่ี Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ท้ังน้ี Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 500 ฉบับตลอดช่วง ประวัติศาสตร์ท่ีผ่านมาของแบรนด์ ณ ไซต์ท้ังสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสาคัญของนาฬิกาได้เอง นับต้ังแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และ สายนาฬิกานอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมัน่ ท่ีจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมกีฬา และการสำรวจ ตลอดจนบุคคลที่ทุ่มเทในการหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้

BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation

แรงบันดาลใจของกรุงโรมสู่กรุงเทพฯ บุลการีจัดงานแสดงเครื่องประดับชั้นสูง “BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation” เผยโฉมผลงานอันงดงามวิจิตรแห่งเครื่องประดับ High Jewellery Collection มากกว่า 100 ชิ้นเป็นการถ่ายทอดความงดงามและหัตถศิลป์ รวมถึงความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง ที่ บุลการี (Bulgari) ในฐานะช่างอัญมณีแห่งโรมัน (Roman Jeweler)


โดยทางบุลการีได้แสดงถึงความหรูหราและความประณีตวิจิตรของอัญมณีล้ำเลอค่า ผ่านการจัดงานแสดง “BVLGARI Exclusive High Jewellery Presentation” กับการเผยโฉมเหล่าผลงานอันงดงามของเครื่องประดับอัญมณีจาก High Jewellery Collection มากกว่า 100 ชิ้นงาน โดยมีกว่า 20 ผลงานที่เป็นเครื่องประดับ One-of-a-kind ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวชิ้นเดียวในโลก จากการหล่อหลอมไว้ด้วยเสน่ห์แห่งงานฝีมือที่รังสรรค์เครื่องประดับแต่ละชิ้นเสมือนศิลปะชิ้นเอก พร้อมทั้งความโดดเด่นของสี ความมีชีวิตชีวา และความแจ่มจรัสของเหล่าอัญมณีสีล้ำค่าอันแสนพิเศษ

ในงานได้รับเกียรติจากคุณเจฟฟรีย์ ฮัง (Jeffrey Hang), Regional Managing Director, Bulgari South Asia Pacific ร่วมด้วย คุณสุปราณี จันทไพบูลย์ขจร ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท บุลการี (ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม) กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ก่อนนำทุกท่านเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงของบุลการี ทั้งความยิ่งใหญ่แห่งเมืองอันเป็นนิรันดร์ (Eternal City) อย่างโรม รวมถึงสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งได้นำมาสู่การรังสรรค์ลวดลายและงานดีไซน์อันสง่างามของเครื่องประดับอัญมณีหลากหลายชิ้นพิเศษ พร้อมทั้งถ่ายทอดถึงสัมผัสและพลังแห่งเฉดสีสันที่มาจากทั้งอัญมณีและธรรมชาติ มวลดอกไม้และสวนอันเปี่ยมเสน่ห์ ที่ได้มอบเรื่องราวแห่งการรังสรรค์ให้กับอัญมณีชิ้นเอกเสมือนดั่งบทกวีแห่งความสุขอันเป็นนิรันดร์ที่อยู่เหนือซึ่งกาลเวลา ภายใต้ความหรูหราของงานจัดแสดงที่บรรจงเนรมิตจากแรงบันดาลใจของกรุงโรมสู่กรุงเทพฯ ณ ห้อง Author’s Lounge โรงแรม Mandarin Oriental Hotel

เฉกเช่นทุกๆ อัญมณีซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่บุลการีได้นำมาถ่ายทอดเคียงคู่กับเอกลักษณ์แห่งงานดีไซน์อันไร้ขอบเขตของจินตนาการ ทั้งยังผสมผสานไว้ด้วยเหล่าผลงานอันเป็นไอคอนิก อาทิ ความทรงพลังและเปี่ยมด้วยความหมายแห่งการเปลี่ยนรูปและการตีความใหม่ได้อย่างไม่มีสิ้นสุดของงู สู่ชิ้นงาน High Jewellery ซึ่งได้ต้นแบบมาจากผลงานระดับตำนานแห่ง Serpenti หรือรูปทรงพัดที่นำมาถ่ายทอดบนเครื่องประดับ Divas’ Dream จากแรงบันดาลใจแห่งลวดลายและสีสันแบบโมเสกของ Roman Baths of Caracalla ที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างเมืองอันเป็นนิรันดร์และความสวยงามสไตล์อิตาลีอันเป็นหัวใจ เช่นเดียวกับอัญมณีหายาก อย่าง แซฟไฟร์เฉดสีน้ำเงินทรงพลัง ที่นำมารังสรรค์สู่สร้อยคอรายล้อมด้วยเพชรจากงานฝีมือชั้นเอกของบุลการี พร้อมทั้งถ่ายทอดความงดงามวิจิตรดั่งศิลปะชิ้นเอกหนึ่งเดียวนี้โดย อแมนด้า ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ที่เผยความสวยงามของอัญมณีได้อย่างไร้ที่ติ

คอลเลกชั่นเครื่องประดับอัญมณีเหล่านี้ได้ร่วมเผยกวีบทใหม่แห่งมหากาพย์ความงดงามล้ำเลิศ และร่วมเฉลิมฉลองให้กับความสวยงาม พร้อมทั้งแรงบันดาลใจอันเป็นนิรันดร์แห่งโรมัน ที่หล่อหลอมสู่ความวิจิตรหรูหราภายในโลกแห่งอัญมณีชั้นสูงจากบุลการี

ร่วมระลึกถึง OMEGA, Snoopy และ Apollo 13 กับภารกิจสุดระทึกที่มีเรือนเวลา Speedmaster เป็นส่วนสำคัญในการนำลูกเรือกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย

วันที่ 17 เมษายนนับได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับ OMEGA หลังเวลาล่วงเลยไปมากกว่า 50 ปีนับตั้งแต่ภารกิจ  Apollo 13 เมื่อภารกิจอันโด่งดังที่เกิดขึ้นในปี 1970 ทั้งลูกเรือ หรือเจ้าหน้าที่ภาคพื้นต่างก็ไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ที่ลุ้นระทึกและเฉียดหายนะมากเท่านี้มาก่อน

สำหรับ OMEGA ห้วงเวลานั้นยังคงประทับแน่นอยู่มิเสื่อมคลาย และต้องขอบคุณเรือนเวลาโครโนกราฟ Speedmaster Professional ที่มีบทบาทสำคัญในการนำลูกเรือกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

นักบินอวกาศ เจมส์ เอ. โลเวลล์ จูเนียร์ (James A. Lovell Jr.), ผู้บัญชาการภารกิจ Apollo 13 ของ NASA
ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพโดย NASA

ตั้งแต่ปี 1965 ทาง NASA ได้ทำการกำหนดให้นาฬิกาเหล่านี้เป็น “อุปกรณ์สำรองชิ้นสำคัญ” ในกรณีที่เครื่องบอกเวลาดิจิทัลของนักบินอวกาศไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อเกิดปัญหาระดับวิกฤตขึ้นกับ Apollo 13 ระหว่างการมุ่งหน้าไปดวงจันทร์ “อุปกรณ์สำรอง” ก็ได้ทำหน้าที่ของตน

เพียงสองวันหลังจากออกตัว ถังอ็อกซิเจนบนยาน Apollo 13 ก็เกิดระเบิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับ Service Module และทำให้นักบินอวกาศตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่ ภารกิจไปดวงจันทร์ถูกยกเลิก บัดนี้เป้าหมายเหลือเพียงการนำลูกเรือกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ส่วนหนึ่งของแผนช่วยเหลือที่ทางฮูสตัน (Houston) แนะนำคือการย้ายนักบินอวกาศเข้าไปใน Lunar Module อย่างไรก็ตาม โมดูลก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับคนจำนวนมากในระยะเวลานาน ดังนั้น ลูกเรือต้องปิดระบบเกือบทั้งหมดเพื่อทำการประหยัดพลังงาน – เครื่องจับเวลาดิจิทัลของพวกเขาจึงใช้การไม่ได้ ชะตากรรมของนักบินอวกาศต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายท่ามกลางความมืดมิดและหนาวเหน็บ

ยาน Apollo 13 เผชิญกับวิกฤตการณ์หลายอย่างตลอดระยะเวลาหลายวัน แต่เป็นอุปสรรคสุดท้ายที่ความเที่ยงตรงของ OMEGA ได้แสดงผลงาน

การช่วยเหลือลูกเรือภารกิจ Apollo 13 crew หลังลงจอดบนมหาสมุทร
ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพโดย NASA

เนื่องจากยานหลุดออกจากเส้นทางไปราว 60 ถึง 80 ไมล์ทะเล นั่นหมายความว่าโมดูลจะทำมุมระหว่างกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลกผิดและไม่มีทางจะปรับแก้ได้ ดังนั้นจึงต้องมีปรับเส้นทางใหม่ด้วยมือก่อนด้วยการเปิดการสันดาปเชื้อเพลิงนาน 14 วินาทีพอดี

ไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาด เมื่อไร้อุปกรณ์จับเวลาดิจิทัล นักบินโมดูล แจ็ค สวีเกิร์ต (Jack Swigert) จึงใช้นาฬิกาโครโนกราฟ OMEGA Speedmaster Professional ของตนในการจับเวลาการเปิดสันดาปเชื้อเพลิงแทนระหว่างที่ผบ.เจมส์ โลเวลล์คอยบังคับยานโดยอ้างอิงจากเส้นขอบฟ้าของโลก ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ทางแก้ที่ไม่เหมือนใครนี้ได้ผล และท้ายที่สุด ในวันที่ 17 เมษายน หลังผ่านไป 142 ชั่วโมงกับอีก 54 นาที ยาน Apollo 13 ก็ลงจอดบนมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้อย่างปลอดภัย

หนึ่งปีต่อมา วันที่ 5 ตุลาคม ปี 1970 ทาง OMEGA ก็ได้รับรางวัล “Silver Snoopy Award” จาก NASA – เครื่องหมายแสดงความขอบคุณสำหรับการมีส่วนร่วมในความสำเร็จของภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์ เมื่อรางวัลอันทรงเกียรตินี้ถูกรังสรรค์ขึ้น Snoopy ก็ได้รับเลือกให้เป็นมาสคอตแบบไม่เป็นทางการของ NASA จากความสามารถในทำให้บรรยากาศลดความตึงเครียดลงเมื่อพบกับปัญหา อีกทั้งยังสื่อถึงความสำเร็จของภารกิจและบทบาทการเป็น “สุนัขระวังภัย” (watchdog)

ตั้งแต่นั้น ทั้ง Snoopy และ Apollo 13 ก็อยู่ในหัวใจของ OMEGA มาตลอด รวมถึงได้มีการรังสรรค์นาฬิกา “Snoopy” หลายรุ่นขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับหมุดหมายต่างๆ ของการครบรอบภารกิจ และนาฬิกาSpeedmaster “Silver Snoopy Award” 50th Anniversary ที่ถูกเปิดตัวไปไม่นานมานี้เมื่อปี 2020 ก็อัดแน่นไว้ด้วยสัมผัสแห่งความสนุกสนาน ทั้งหน้าปัดประดับด้วยเหรียญ Snoopy และจากนี้ยังมีตัวเรือนที่แสนพิเศษกับฝาหลังที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจากตัวการ์ตูน Snoopy ที่บังคับยานโคจรรอบดวงจันทร์

นอกจากนาฬิกา Snoopy ทุกรุ่นจะทั้งดูดีและมอบความสนุกสนานให้กับบนข้อมือของคุณ เรือนเวลายังเป็นสิ่งย้ำเตือนที่เหนือกาลเวลาถึงความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือที่ OMEGA ได้มอบให้กับการสำรวจอวกาศตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี

rhunrun เรียบเรียง

BLACK BAY CHRONO S&G

นาฬิกาโครโนกราฟสุดชิคในตระกูล Black Bay ทำจากเหล็กกล้าและทองคำ พร้อมคาลิเบอร์อัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง กับกลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง บ่งบอกถึงความยึดมั่นขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมที่สุดในการผลิตเรือนเวลาเพื่อการกีฬา

TUDOR ได้รังสรรค์นาฬิกาที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับโลกแห่งกีฬาแข่งรถมาตั้งแต่เปิดตัวนาฬิกา Oysterdate เมื่อปี 1970 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ และด้วยแนวทางเดียวกันนี้เอง นับตั้งแต่ปี 1954 เป็นต้นมา TUDOR ได้มีการปรับปรุงนาฬิกาของนักดำน้ำมืออาชีพอย่างไม่หยุดยั้ง นาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G ได้ผสานรวมขนบธรรมเนียมเหล่านี้เอาไว้ภายในนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟสุดชิค ด้วยวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาและคาลิเบอร์อัตโนมัติสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมกลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง

จุดเด่นสำคัญ


• ตัวเรือนผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงาทำจากเหล็กกล้า 316L และทองคำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. พร้อมขอบหน้าปัดแบบยึดแน่นทำจากทองคำ วงแหวนอะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำพร้อมสเกลวัดความเร็ว
• หน้าปัดทรงโดมเคลือบผิวสีดำด้านหรือสีแชมเปญ ผิวสัมผัสซาตินซันเรย์ พร้อมหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลารูปวงกลมในสีที่ตัดกัน
• เข็มนาฬิกาทรง “เกล็ดหิมะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของนาฬิกานักดำน้ำ TUDOR มาตั้งแต่ปี 1969 ทำจากวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova® เกรดเอของสวิส
• โครโนกราฟคาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเองผ่านการรับรองโดย COSC พร้อมสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุล พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง กลไกคอลัมน์วีลและคลัทช์แนวตั้ง
• ตัวเลือกสายนาฬิกา 3 รูปแบบ สายผ้าแจ็กการ์ดสีดำ สายหนังแบบบันด์สีน้ำตาลวินเทจ หรือสายแบบริเว็ทที่ทำจากเหล็กกล้า 316L และทองคำ
• การรับประกัน 5 ปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงตามระยะ

จิตวิญญาณแห่งพื้นดินและท้องทะเล

นาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G ยังคงเคารพต่อความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Black Bay ด้วยเข็มนาฬิกา “เกล็ดหิมะ” อันเลื่องชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์สำหรับนาฬิกานักดำน้ำมาตั้งแต่ปี 1969 ทำให้สามารถอ่านหน้าปัดได้อย่างเด่นชัดเมื่ออยู่บนหน้าปัดทรงโดม ภายในหน้าปัดจะมีวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสองวงเป็นร่องลึกลงไปในสีที่ตัดกันซึ่งก็คือสีแชมเปญและสีดำด้าน เพื่อเพิ่มสมรรถนะสูงสุดในการอ่านเวลา ด้วยแรงบันดาลใจจากโครโนกราฟยุคแรกของ TUDOR นาฬิกามาพร้อมกับวงหน้าปัดย่อยที่มีผิวสัมผัสแบบลายเกรนรูปวงกลม แสดงการจับเวลา 45 นาที และหน้าต่างวันที่ได้ถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คุณลักษณะซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของ Black Bay นั้นได้รับการรักษาไว้ภายในตัวเรือนเหล็กกล้าและทองคำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของแบรนด์ ดีไซน์ของปุ่มกดทองคำจึงได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาโครโนกราฟ TUDOR ยุคแรกเริ่ม ขอบหน้าปัดแบบยึดแน่นทำจากทองคำที่มีวงแหวนอะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำพร้อมสเกลวัดความเร็ว แต่งเติมรูปลักษณ์แห่งความเป็นนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟรุ่นนี้ได้อย่างโดดเด่น

สายผ้าแจ็กการ์ด สายเหล็กกล้าและทองคำ หรือสายหนัง

สายผ้านั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ TUDOR ซึ่งในปี 2010 ได้กลายเป็นนาฬิกาแบรนด์แรกที่มอบสายผ้ามาให้พร้อมกับผลิตภัณฑ์ ผ้าดังกล่าวทอขึ้นในฝรั่งเศสด้วยวิธีดั้งเดิมในสมัยศตวรรษที่ 19 โดยเครื่องทอผ้าแจ็กการ์ดของบริษัท Julien Faure ในแคว้นแซงต์ เอเตียน มีความโดดเด่นด้านคุณภาพและความรู้สึกสบายยามสวมใส่บนข้อมือที่ไม่เหมือนใคร ในปี 2020 TUDOR ได้เฉลิมฉลองครบรอบสิบปีของความร่วมมือกับบริษัท Julien Faure ที่ก่อตั้งมายาวนานถึง 150 ปี การเป็นพันธมิตรได้เริ่มต้นขึ้นจากการเปิดตัวนาฬิกา Heritage Chrono ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมกับสายผ้าที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญในงาน Baselworld 2010

TUDOR ได้เลือกใช้สายผ้าสีดำที่ถักทอขึ้นโดยช่างฝีมือดั้งเดิมเหล่านี้สำหรับนาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G นาฬิการุ่นนี้ยังมีให้เลือก
ในแบบสายสเตนเลสสตีลและทองคำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายนาฬิกาแบบพับได้ซึ่งยึดด้วยหมุดที่ TUDOR ผลิตขึ้นในช่วง
ทศวรรษที่ 1950 และ 1960 อีกด้วย โดยเป็นที่รู้จักกันดีถึงหัวหมุดที่มองเห็นได้ชัดจากด้านข้างของสายนาฬิกาที่ยึดข้อต่อสายเข้าด้วยกัน และข้อต่อเหล่านี้ยังมีโครงสร้างแบบขั้นบันไดที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย รายละเอียดที่งดงามทั้งสองนี้สามารถพบได้บนสายนาฬิกาในปัจจุบัน

ซึ่งได้ผนวกรวมวิธีการผลิตนาฬิกาสมัยใหม่เข้ากับการใช้ข้อต่อแบบติดแน่นและตัวยึดสไตล์หัวหมุดที่ขัดผิวด้วยเลเซอร์อีกด้วย และประการ
สุดท้าย เพื่อเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับจิตวิญญาณของ “การแข่งรถในทศวรรษที่ 1970” นาฬิกา Black Bay Chrono S&G จึงมาพร้อมกับ
ตัวเลือกสายอีกหนึ่งรูปแบบ สายหนังแบบบันด์สีน้ำตาลวินเทจ พร้อมเย็บตะเข็บด้านบนสีขาวนวลและตัวล็อกแบบบานพับทำจากเหล็กกล้า

คาลิเบอร์โครโนกราฟ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง


คาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นขุมพลังของนาฬิการุ่น Black Bay Chrono S&G แสดงชั่วโมง นาที วินาที การจับเวลา และวันที่ โดยมีผิวสัมผัสเช่นเดียวกันกับคาลิเบอร์ทั่วไปที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR โรเตอร์ทำจากทังสเตนแบบโมโนบล็อกที่มีลวดลายฉลุ พร้อมผิวสัมผัสซาตินที่ตกแต่งรายละเอียดแบบพ่นทราย แผ่นเชื่อมและแท่นเครื่องมีพื้นผิวแบบพ่นทรายสลับกับขัดเงาและตกแต่งด้วยเลเซอร์

ด้วยพลังงานสำรองนานถึง 70 ชั่วโมง และสปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุล คาลิเบอร์โครโนกราฟ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง จึงผ่านการรับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ (COSC) ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นยิ่งกว่ามาตรฐาน
ที่กำหนดโดยสถาบันอิสระแห่งนี้ อันที่จริงแล้ว ทาง COSC อนุญาตให้กลไกนาฬิกามีความผันแปรเฉลี่ยสำหรับอัตราการทำงานในแต่ละวัน
อยู่ที่ระหว่าง -4 ถึง +6 วินาทีตามเวลาสัมบูรณ์ในแต่ละครั้งที่เคลื่อนไหว แต่ TUDOR ยังคงยืนยันที่จะกำหนดความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้
ไว้ที่ -2 ถึง +4 วินาทีสำหรับนาฬิกาของบริษัทที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว กลไกลานสมรรถนะสูงซึ่งรังสรรค์ขึ้นตามขนบธรรมเนียมที่แท้จริง
ในการผลิตนาฬิกา พร้อมกลไกคอลัมน์วีลและคลัตช์แนวตั้ง นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมความทนทานและความน่าเชื่อถืออันยอดเยี่ยมเพื่อคงไว้
ซึ่งปรัชญาแห่งคุณภาพของ TUDOR พร้อมรับประกันประสิทธิภาพด้วยการทดสอบระดับสูงสุดในรูปแบบต่างๆ ที่ใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์ TUDOR ทุกรุ่น

กลไกลานซึ่งมีที่มาจากคาลิเบอร์โครโนกราฟ Breitling 01 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ TUDOR พร้อมระบบควบคุมภายในที่มีความแม่นยำสูงที่ TUDOR เป็นผู้พัฒนาขึ้น รวมถึงผิวสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้คือ ผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างสองแบรนด์ที่ได้นำเอาความเชี่ยวชาญของตนมาร่วมกันพัฒนาด้านการออกแบบและการผลิตระบบกลไกขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับประโยชน์จากการใช้งาน

เอกลักษณ์แห่ง BLACK BAY

เฉกเช่นเดียวกันกับนาฬิกาในตระกูล Black Bay ทุกรุ่น Black Bay Chrono S&G ใช้เข็มนาฬิกามุมเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ TUDOR ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เกล็ดหิมะ” ดังที่ปรากฏครั้งแรกในแคตตาล็อกของแบรนด์เมื่อปี 1969 ผลลัพธ์ก็คือการผสมผสานสุนทรียภาพที่สืบสานมายาวนานเข้ากับการรังสรรค์นาฬิการ่วมสมัยได้อย่างละมุนละไม นาฬิกาในตระกูล Black Bay จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเอารูปแบบคลาสสิกเดิมๆ มาเปิดตัวใหม่เท่านั้น ด้วยความเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นสู่ยุคปัจจุบัน นี่คือการหลอมรวมเอานาฬิกานักดำน้ำของ TUDOR จากเกือบ 7 ทศวรรษเข้ามาไว้ด้วยกัน แม้จะมีรูปลักษณ์แบบนีโอวินเทจ แต่เทคนิคการผลิต พร้อมความแข็งแกร่ง ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และความเที่ยงตรง รวมถึงคุณภาพของผิวสัมผัส ล้วนเหนือชั้นกว่ามาตรฐานในปัจจุบันของอุตสาหกรรมนี้ทั้งสิ้น

ห้าสิบปีแห่งนาฬิกาโครโนกราฟของ TUDOR

ในปี 1970 TUDOR ได้เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรก Oysterdate นาฬิกาซึ่งทั้งแข็งแกร่งและเปี่ยมสมรรถนะ กับดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครด้วยเอกลักษณ์แห่งสีสันที่สดใส พร้อมสัญลักษณ์บอกชั่วโมงทรงห้าเหลี่ยมที่มีรูปทรงเหมือนป้ายโฮมเพลทในการแข่งขันเบสบอล หน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลา 45 นาที และฟังก์ชันวันที่ ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ด้วยการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในทันทีจากโลกแห่งกีฬาแข่งรถ นาฬิการุ่นนี้ได้เบิกทางสู่ 50 ปีของนาฬิกาโครโนกราฟที่ TUDOR ได้ทุ่มเทพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตลอดมา

การรับประกันโดย TUDOR

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มีต่อการผลิตนาฬิกาที่ดีเยี่ยม TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพของนาฬิกา TUDOR จึงมอบการรับประกัน 5 ปีสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของบริษัท โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

เกี่ยวกับ TUDOR

TUDOR คือแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัลซึ่งนำเสนอนาฬิกาที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และมาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่าไม่มีใครเทียบได้ ต้นกำเนิดของ TUDOR เริ่มขึ้นเมื่อปี 1926 โดยชื่อ “The Tudor” ได้ถูกจดทะเบียนในฐานะแบรนด์เป็นครั้งแรกในนามของ Hans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Rolex เขาได้จัดตั้งบริษัท Montres TUDOR SA อย่างเป็นทางการในปี 1946 เพื่อผลิตนาฬิกาตามแนวปรัชญาดั้งเดิมของ Rolex ในด้านคุณภาพ โดยมาในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ด้วยความทนทานและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้นี้เอง จึงทำให้ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา เหล่าผู้กล้านักผจญภัย ทั้งบนพื้นดิน ในอากาศ ใต้น้ำ และท่ามกลางหิมะต่างพร้อมใจกันเลือก TUDOR เป็นนาฬิกาคู่ใจ คอลเลกชันของ TUDOR ในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยนาฬิการุ่นเอกลักษณ์มากมาย อาทิ Black Bay, Pelagos, 1926 และ Royal ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา TUDOR ยังได้นำเสนอนาฬิการุ่นต่างๆ ที่ติดตั้งกลไกคาลิเบอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันการทำงานหลากหลายและสมรรถนะในการทำงานที่เหนือชั้น

หมายเลขอ้างอิง 79363N

ตัวเรือน
ตัวเรือนเหล็กกล้า 316L ขนาด 41 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบขัดเงาและซาติน

ขอบตัวเรือน
ขอบตัวเรือนแบบยึดแน่นทำจากทองคำ และดิสก์อะลูมิเนียมเคลือบผิวสีดำด้าน พร้อมสเกลวัดความเร็วและเครื่องหมายตำแหน่งชุบทอง

เม็ดมะยม
เม็ดมะยมทองคำแบบขันเกลียว พร้อมโลโก้ TUDOR แบบนูน
ปุ่มกดแบบขันเกลียวทำจากทองคำที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา และ 4 นาฬิกา

หน้าปัด
สีดำทรงโดมพร้อมวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสีทอง หรือสีแชมเปญพร้อมวงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลาสีดำ
หน้าต่างวันที่ ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

กระจกคริสตัล
คริสตัลแซฟไฟร์ ทรงโดม

การกันน้ำ
กันน้ำได้ลึกถึง 200 ม. (660 ฟุต)

สายนาฬิกา
สายนาฬิกาเหล็กกล้า 316L และทองคำแบบริเว็ท พร้อมผิวสัมผัสแบบขัดเงาและซาติน หรือสายหนังสีน้ำตาลเข้มมีแผ่นรองถอดได้ พร้อมตัวล็อกแบบพับและสลักนิรภัยที่ทำจากเหล็กกล้า หรือสายผ้าสีดำพร้อมหัวเข็มขัด

กลไกลาน
คาลิเบอร์ MT5813 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟ
กลไกลานโครโนกราฟอัตโนมัติพร้อมระบบโรเตอร์หมุนได้สองทิศทาง

พลังงานสำรอง
ประมาณ 70 ชั่วโมง

ความเที่ยงตรง
สวิสโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการโดย COSC
(สถาบันทดสอบความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์)

ฟังก์ชันการทำงาน
เข็มชั่วโมงและนาทีตรงกลาง
เข็มวินาทีแบบโครโนกราฟตรงกลาง
วงหน้าปัดย่อยแสดงการจับเวลา 45 นาที ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
เข็มวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
หน้าต่างวันที่ปรับเปลี่ยนได้ทันทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยไม่จำกัดช่วงเวลาที่สามารถปรับแก้ได้
เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ

วงจรกำเนิดฐานเวลา
เม็ดถ่วงสมดุลที่ปรับแต่งอย่างละเอียดได้ด้วยสกรู
สปริงซิลิคอนเพิ่มสมดุลแบบไร้แม่เหล็ก
ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)

เส้นผ่านศูนย์กลางโดยรวม
30.4 มม.

ความหนา
7.23 มม.

อัญมณีในกลไก
41 เม็ด

DB28GS ‘JPS’ De Bethune

ด้วยแรงบันดาลมาจากการแข่งขันฟอร์มูลาวัน ณ ช่วง 1970s แต่เหนืออื่นใดคือการอุทิศให้กับช่วงเวลาสำคัญของการวิจัยด้านจักรกลและอากาศพลศาสตร์ จึงเป็นที่มาของ  ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ เดอ บีธูน ในเฉดสีดำและทองให้เป็นตัวแทนแห่งยุคอันกล้าหาญ เรามาทำความรู้จักดีไซน์สุดพิเศษนี้ โดยให้รายละเอียดที่คุณอาจจะยังไม่ทราบอย่างการเคลือบ DLC – Diamond-Like Carbon ที่ไม่สามารถทำกับวัสดุได้ทุกชนิด การเกิดแสงบนหน้าปัดไม่ได้มาจากแบตเตอรีแต่มาจากจักรกล และการใช้หลักอากาศพลศาสตร์มาทำให้ระบบบาลานซ์ในกลไกเบาจนเสมือนบินได้

เจพีเอส (JPS) ซึ่งย่อมาจาก จอห์น เพลเยอร์ สเปเชียล (John Player Special) นั้น นับเป็นสามตัวอักษรที่ชวนให้หวนนึกถึงสัมพันธภาพแห่งตำนานของเฉดสีดำและทอง ที่มากไปกว่าการเป็นแบรนด์ เป็นดั่งรหัสสีไอคอนิก ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมโลตัส (Team Lotus) พร้อมทั้งการปฏิวัติครั้งใหม่ในทุกมิติ โดยเฉพาะรถแข่งที่มิอาจเอาชนะได้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสูงสุดในช่วงเวลานั้นของพวกเขา และบ่อยครั้ง ยังได้รับการยกย่องในฐานะรถแข่งสูตรหนึ่ง (Formular 1) อันสวยงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เจพีเอส จึงเปรียบดั่งความฝันแห่งจักรกล และการสืบทอดซึ่งชัยชนะ นับจากถ้วยรางวัล คอนสตรัคเตอร์ส เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Constructors’ World Championship) ถึงเจ็ดครั้ง และรางวัลไดรเวอร์ส เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Drivers’ World Champhionship) อีกหกครั้งที่ได้ร่วมสร้างไว้โดยเหล่านักขับแห่งตำนาน อาทิ จิม คลาร์ก (Jim Clark), เกรแฮม ฮิลล์ (Graham Hill), โยเชน รินดท์ (Jochen Rindt), เอเมอร์สัน ฟิตติพาลดิ (Emerson Fittipaldi), มาริโอ อันเดรตติ (Mario Andretti) นั่นคือยุคสมัยที่ไม่มีใครเหมือน

คนที่ผ่านช่วงต้นยุค 1970s ย่อมจดจำได้ดีกับภาพของบรรดา ‘จรวด’ สีดำ-ทองที่ผ่านสายตาของพวกเขาในช่วงวัยรุ่น โดยมีภาพของเหล่านักแข่งในเครื่องแต่งกายคู่สีดำและทองรวมทั้งหมวกกันน็อค หรือแม้แต่ภาพของทีมวิศวกรที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกๆ จากการติดตั้งด้วยกล้องต่างๆ ภายในพิตส์ ถือเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยในช่วงเวลานั้น

ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมีรถโลตัส เจพีเอส (Lotus JPS) เป็นหนึ่งในรถแข่งแบบที่นั่งเดี่ยวคันแรกๆ ที่ร่วมใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลักอันล้ำสมัย  เช่นเดียวกับการวิจัยด้านหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกส์ (aerodynamics) รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆ โดยมีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเป็นครั้งแรกๆ  การแข่งรถสูตร 1 (F1) จึงนับเป็นการสร้างรูปให้กับจินตนาการที่สั่งสมมานานสู่ความเป็นจริง ภายใต้เฉดสีดำแห่งความน่าเกรงขามที่จับคู่มากับสีทองแวววาวอันทรงเกียรติและสง่างาม นั่นทำให้ เจพีเอส ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค 1970s ในวันนี้ เดอ บีธูน (De Bethune) ได้นำแรงบันดาลใจนี้มาใช้สร้างสรรค์เป็นเวอร์ชันใหม่ของนาฬิกาสปอร์ต ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ (DB28GS ‘JPS’)
นาฬิกาสไตล์สปอร์ตด้วยลุคสีดำและทอง ตัวแทนจิตวิญญาณอันกล้าแกร่งของ ‘เจพีเอส’ แห่งยุคสมัย

ด้วยความปิติที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต (Denis Flageollet) และทีมของเขาได้หวนกลับสู่ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ พร้อมปลดปล่อยพลังในการพัฒนาการปรับจูน (tuning) นาฬิกาสปอร์ตเรือนแรกของเขา อย่าง ดีบี28จีเอส (DB28GS) เพื่อนำเสนอเวอร์ชันใหม่ของเฉดสีดำและทอง ภายในตัวเรือนสตีล, ไทเทเนียม และเซอร์โคเนียม

ผ่านการพัฒนาปรับปรุงความแตกต่างด้านโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง ที่มอบมิติแห่งความต่างระหว่างการตกแต่งแบบขัดเงาและด้าน สีเทาเข้มและดำสนิท ขณะเดียวกันยังเติมเต็มไว้ด้วยรายละเอียดอันแวววาวของทอง ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นคือไทเทเนียมสีเหลือง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของเดอ บีธูน ในการจัดการกับปฏิกิริยาออกซิเดชันของไทเทเนียมและแถบสีสันต่างๆ โดยมีสีน้ำเงิน เดอ บีธูน (De Bethune blue) ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และการบุกเบิกของแบรนด์ ในวันนี้ได้สืบทอดไว้โดยสีเหลืองทอง ทักษะการสร้างลวดลายใหม่ ทั้งหมดนั้นล้วนได้รับความร่วมมือจากเดนิส ฟลาจีโอลเลต และทีมของเขาในการพัฒนา เพื่อนำพาให้โครงการนี้มาสู่ผลิตผลแห่งความสำเร็จ ทั้งยังอุทิศอย่างแรงกล้าให้กับยุคสมัยอันมิอาจต้านทานได้แห่งการค้นพบความไฮเทคล้ำสมัย

การหลอมรวมแห่งจักรกล

ในปี ค.ศ. 1978 รถโลตัส 78 เจพีเอส มาร์ก ทรี (Lotus 78 JPS Mark III) ได้สร้างการปฏิวัติให้กับหลักแห่งอากาศพลศาสตร์ของการแข่งขันความเร็วยานยนต์ ด้วยโครงร่างใหม่ทั้งหมดของปีกที่แหงนขึ้น จึงทำให้สามารถยกกำลังแรงดึงดูดได้ ซึ่งช่วยให้รถแข่งสามารถ ‘เกาะหนึบ’ กับสนามแข่งขัน นับเป็นการหลอมรวมทั้งความโดดเด่นพิเศษ นวัตกรรมและความท้าทายอย่างแท้จริง พร้อมทั้งความทุ่มเทให้กับการค้นพบซึ่งพรมแดนแห่งสมรรถนะสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการจัดการด้วยเทคนิคเฉพาะหนึ่งเดียวนี้เองที่ทำให้ มาริโอ อันเดรตติ ได้กลายเป็นหนึ่งในตำนานจากความสามารถของเขา โดยมีทีมโลตัสเป็นผู้ร่วมสร้างความสำเร็จไปกับเขา

เฉกเช่นเดียวกับเหล่าวิศวกรของทีมแข่งรถสูตร 1 ที่กำลังมุ่งมั่นพยายามพัฒนาปรับปรุงหลักการด้านอากาศพลศาสตร์ของรถแข่งที่นั่งเดี่ยวของพวกเขา (เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดของรถบนสนามแข่ง) ที่ในเวลาเดียวกันนั้น เดนิส ฟลาจีโอลเลตและทีมแห่ง เดอ บีธูน ได้ทำงานอย่างทุ่มเทเช่นกันในการพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของอุปกรณ์ชิ้นส่วนควบคุมของกลไก ซึ่งนั่นยังเชื่อมโยงสัมพันธ์ถึงการเสริมหลักอากาศพลศาสตร์ของบาลานซ์ แต่ต่างวัตถุประสงค์ไปจากโลกของการแข่งขันความเร็วรถยนต์ กับการเสาะหาวิธีที่จะกำจัดแรงดึงดูดของบาลานซ์เข้าหาแท่นเครื่อง

เพื่ออธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขากำลังย้อนกลับไปมองถึงคุณลักษณะของอากาศที่มีความลื่นไหล แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ โดยนักคณิตศาสตร์ชาวสวิส ดาเนียล แบร์นูลลี (Daniel Bernoulli) ได้พัฒนาหลักการที่กล่าวว่าภายในการไหลของของเหลวนั้น มีการเร่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับการลดลงของแรงกดอากาศ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เครื่องบินสามารถบินได้ ด้วยปีกที่มีสองโครงร่างแตกต่างกัน โดยด้านหนึ่งมีความโค้งทำให้อากาศผ่านไปได้เร็วกว่า (เพราะครอบคลุมระยะทางที่มากกว่า) ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้นอากาศไหลได้ช้ากว่า และด้วยความแตกต่างของแรงกดอากาศนี้จึงทำให้เกิดการยกตัว และช่วยให้เครื่องบินสามารถบินได้

นั่นเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต พยายามที่จะนำมาปรับใช้กับบาลานซ์ของเขา โดยการให้บาลานซ์ผ่านอย่างใกล้ชิดกับแท่นเครื่อง เพื่อให้เกิดซึ่งแรงดึงดูด เช่นในกรณีของรถแข่ง ปีกที่แหงนขึ้นทำให้เกิดแรงยกลบที่ผลักให้รถสามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าบนสนามแข่งขัน ทั้งยังเพิ่มการเกาะยึดของยาง จึงทำให้สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นรอบขอบสนาม ขณะที่ในบาลานซ์ของ เดอ บีธูน นั้นมีผลตรงกันข้าม โดยเป็นการมอบผลลัพธ์แบบเดียวกับจาก “ปีกเครื่องบิน” แต่เป็นการยกขึ้นด้วยความเบาที่เกือบจะทำให้บาลานซ์เหล่านั้นเสมือน “บิน” ได้

และขณะที่แรงดึงดูดนั้นมีพลังมากขึ้นด้วยการเร่งความเร็ว สิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นเช่นกันในระหว่างการเร่งระยะของบาลานซ์ ดังนั้น จึงเหมือนกันกับรถสูตรหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากปีกที่แหงนขึ้น เพื่อกดให้รถยึดกับพื้นสนามได้มากขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ทว่า ประโยชน์ที่ได้นี้มีประสิทธิผลในทางตรงกันข้ามสำหรับบาลานซ์ ซึ่งใช้กระบวนการของปีกเครื่องบินนี้เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูก ‘ดัน’ เข้าหาแท่นเครื่อง

คล้ายกันกับที่ทีมวิศวกรเอฟวัน ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญกลุ่มแรกๆ ที่ทำงานกับเทคนิคการเคลือบต้านแรงเสียดทานอย่าง ดีแอลซี (DLC – Diamond-Like Carbon) เพื่อช่วยลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนโลหะภายในเครื่องยนต์ และดังนั้น จึงช่วยพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของรถยนต์ได้ด้วย ที่เดนิส ฟลาจีโอลเลต และทีมของเขาได้ทำงานกับคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของการเคลือบ ดีแอลซี นี้บนสตีลผ่านการทำให้แข็งเช่นกัน เพื่อพัฒนาปรับปรุงด้านความทนทานของชิ้นส่วน อาทิ หูตัวเรือนเชื่อมสาย และขอบตัวเรือนแบบลอยเคลือบสีดำของนาฬิกา
ทว่า บ่อยครั้งที่การเคลือบนี้มักถูกนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมเท่าใดนักในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยเพราะเป็นการใช้บนวัสดุที่อ่อนมากเกินไป อาทิ สเตนเลสสตีล 316แอล (316L) หรือไทเทเนียม ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปได้ภายใต้ชั้นของ ดีแอลซี หรือแม้แต่อาจทำให้เปราะได้ ดังนั้น เดอ บีธูน จึงเลือกใช้การเคลือบ ดีแอลซี นี้เฉพาะกับสเตนเลสสตีลที่ผ่านความร้อนเพื่อทำให้มีความแข็งพิเศษ เหมือนกับสเตนเลสสตีลที่นำไปใช้ในเครื่องยนต์ หรือเครื่องมือศัลยกรรมที่มีความคม โดยชั้นดีแอลซีแข็งนี้จะยึดติดได้อย่างสมบูรณ์แบบกับวัสดุที่มีความแข็ง และไม่ถูกทำลายโดยสิ่งกระทบต่างๆ (ไม่เหมือนกับการเคลือบดีแอลซี ที่นำมาใช้กับวัสดุที่อ่อนเกินไป) และในทางตรงกันข้ามนั้น การเคลือบนี้ยังจะยิ่งช่วยพัฒนาคุณภาพโดยรวมได้อีกด้วย
ขณะที่ธีมสีทูโทนของ ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ นั้นเปรียบได้กับความมืดและสว่าง ความด้านและเงาวาว
อันเป็นคุณสมบัติของการผสมผสานระหว่างแสงสว่างและความเรืองปัญญา

ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ดีแอลซี

นับเป็นเวลาสิบปี ที่เดอ บีธูน ได้เริ่มต้นพัฒนาเรือนเวลาซึ่งอาบไว้ด้วยจิตวิญญาณอันร่วมสมัยเหนือกว่า เหมือนเช่นที่ถ่ายทอดไว้ในนาฬิการุ่นแรกของ ดีบี28 (DB28) ซึ่ง ณ เวลานั้น เดนิส ฟลาจีโอลเลต ผู้ก่อตั้งและช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์ของ เดอ บีธูน และเป็นผู้ที่ชื่นชอบในกีฬากลางแจ้งอันท้าทาย รับรู้ได้ถึงความต้องการนาฬิกาซึ่งเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์แอคทีฟเหล่านี้

โดยมีพื้นฐานมาจากการสังเกตเห็นว่านาฬิกาสปอร์ตนั้น จำเป็นต้องมอบซึ่งความสามารถในการมองเห็นได้ในทุกสภาวการณ์ของทั้งสภาพอากาศและสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงเกิดเป็นกลไกซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากช่วงเริ่มต้นที่มีรูปแบบของการให้แสงสว่างกับหน้าปัดและกลไกจากด้านใน โดยแหล่งกำเนิดของแสงสีขาวนั้นถูกผลิตขึ้นโดยวิธีการทางจักรกลทั้งหมด และทำงานบนหลักการที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือไดนาโม

แม้ไม่มีกระแสไฟฟ้า ไม่มีแบตเตอรี ทว่า เป็นการทำงานของจักรกลทั้งหมด… โดยปุ่มกดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะทำหน้าที่มอบแสงสว่างได้ตามต้องการ อันเป็นผลลัพธ์มาจากเกียร์เทรน (gear train) ซึ่งขับเคลื่อนโดยตลับลานคู่ และโดยวิธีการเดียวกันกับการจำลองย่อส่วนมาจากไดนาโมแบบดั้งเดิม ที่เกียร์เทรนนี้ได้มอบพลังงานที่จำเป็นสำหรับการให้แสงสว่างขึ้นบนหน้าปัดของนาฬิกา โดยที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อกระบวนการทำงานและพลังงานที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อนการทำงานอย่างราบรื่นของกลไก ความท้าทายอย่างแท้จริงนี้จึงอาจเปรียบได้กับกระบวนการทำงานทางเทคนิคขั้นสูงของกลไกจักรกลตีบอกเวลา (minute repeater) ที่ต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพสูงสุดของการให้พลังงานโดยรวม และต้องสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน

โดยแสงสว่างเพียงไม่กี่วินาทีนั้น มากเพียงพอสำหรับการอ่านค่าเวลาหรือแม้แต่ในเวลากลางคืน และฉายให้ ดีบี28จีเอส ‘เจพีเอส’ ถ่ายทอดถึงรูปโฉมสีดำและทองได้อย่างโดดเด่น แม้ในที่มืด

รับกับสรีระและสะดวกสบาย

ท้ายสุดนั้น เรือนเวลา ดีบี28 จีเอส (DB28 GS) ซึ่งแรกเริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 ก็ได้มาบรรจบกับแรงบันดาลใจแห่งสไตล์สปอร์ต อันเปี่ยมด้วยเทคนิคและความสวยงามของเดอ บีธูน โดยมีตัวเรือนวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 44 มม. พร้อมประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึกระดับ 105 เมตร (10 เอทีเอ็ม) ที่ ดีบี28 จีเอส ‘เจพีเอส’ นี้อยู่เหนือซึ่งความคาดหมาย และมอบซึ่งความสะดวกสบายให้กับผู้สวมใส่ตามหลักการของเดอ บีธูน อย่างแท้จริง

ทั้งยังมอบความสะดวกสบายอันแสนพิเศษจากการผสมผสานระหว่างเซอร์โคเนียมสีดำและสเตนเลสสตีล ที่ถ่ายทอดด้วยความนุ่มนวลประณีตของงานการตกแต่งขัดเงาด้วยมือ รวมถึงเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเหนืออื่นใดคือการปรากฏของระบบหูตัวเรือนเชื่อมสายแบบลอยผ่านการจดสิทธิบัตรของแบรนด์ ซึ่งมาพร้อมด้วยปลายทรงกรวยอันเป็นเอกลักษณ์ มอบความโดดเด่นมากกว่าที่เคย ทั้งยังประกอบด้วยการแทรกไทเทเนียม เกรด 5 สีเหลืองขัดเงา ซึ่งชวนให้หวนนึกถึงด้านข้างของตัวเรือน กับผลลัพธ์อันทรงคุณค่านั่นคือโครงสร้างซึ่งสามารถปรับให้รับไปกับแต่ละขนาดข้อมือ และทุกๆ วิถีการเคลื่อนไหวได้อย่างดีเยี่ยมเสมอ

PANERAI :New Boutique in Suvarnabhumi Airport, BKK

คึกคักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบูติกใหม่ๆ เปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้อนรับกับการเดินทางที่จะกลับมาในวิถีชีวิตแบบใหม่ ล่าสุด PANERAI  นาฬิกาหรูที่มีมรดกวัฒนธรรมจากนครฟลอเรนซ์  เป็นที่รู้จักด้วยจิตวิญญานแห่งการผจญภัยและการสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งสำหรับฮีโร่ยุคใหม่ ได้เผยให้เห็นความเป็นอิตาลีในไทยด้วยบูติกแห่งใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ


โดยการเปิดบูติกครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ บนพื้นที่ 24 ตร.ม. ผสมผสานขนบและความสง่างามแบบอิตาลีเข้าด้วยกันอย่างเรียบโก้ เผยให้เห็นรูปลักษณ์และความหลงใหลในท้องทะเลของ PANERAI และความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์บอกเวลาของเมืองของนูชาแตล ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่นาฬิกาทุกเรือนของ PANERAI ได้รับการออกแบบและคิดค้นในเชิงกลไกต่างๆ

ตัวบูติกมีความเด่นสะดุดตาด้วยนาฬิกาแขวนขนาดใหญ่เกินจริง นาฬิกา Luminor อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ การตกแต่งภายในใช้องค์ประกอบทางทะเลที่คัดสรรมาเพื่ออ้างอิงถึงเรื่องราวอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแบรนด์อย่างชัดเจน ซึ่งมีรากฐานที่ฝังแน่นในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรืออิตาลี ในขณะที่การจัดวางผลงานสร้างสรรค์ที่โฉบเฉี่ยวเน้นงานชิ้นเอกจากคอลเลกชั่นหลักของ PANERAI ไม่ว่าจะเป็น  Radiomir, Luminor, Luminor Due และ Submersible


การเผยโฉมครั้งนี้เพื่อต้อนรับคนที่หลงใหลในงานสร้างสรรค์ของ PANERAI จากทั่วทุกมุมโลกในบรรยากาศที่เป็นกันเอง บูติกแห่งนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงและพร้อมต้อนรับนักเดินทางทุกวัน ตั้งอยู่ที่  KPT1DE4-29 อาคารผู้โดยสารขาออก 1 ฝั่งตะวันออก 4-29 นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่จะยืนยันว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้าในวิถีธรรมดาแบบใหม่ เพราะสนามบินจะเป็นจุดเร่ิมต้นการเดินทางที่เราคุ้นเคยอีกครั้ง

Big Bang Integral Ceramic

เผยโฉมนาฬิกาที่เป็นภาพลักษณ์ของ HUBLOT กับการสร้างสรรค์ใหม่ที่เน้นความเป็นเอกด้วยหนึ่งเดียวไม่ว่าจะเป็น monobloc, monomaterial, monochrome ที่มาพร้อมตัวเรือนกับสายที่เป็นหนึ่งเดียวทำจากวัสดุชนิดเดียวทั้งเรือนคือเซรามิกที่มาในสีสีเดียว

การจะทำเช่นนี้ได้ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างสูงเพื่อให้เกิดงานเซรามิกที่สีสวยสม่ำเสมอทั้งชิ้นงานโดยเป็นเซรามิกที่มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนสูง และเป็นสารประกอบจาก zirconium ที่มีผ่านความร้อนสูง ดังนั้นเรื่องความสม่ำเสมอของสีหรือแม้แต่เฉดสีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จำทำขึ้นมา

จะเห็นว่าทาง HUBLOT มีความเชี่ยวชาญในเรื่องวัสดุชนิดนี้และมีเฉดสีใหม่ๆ ที่เราจะไม่เห็นในวัสดุเดียวกันนี้ที่ไหนๆ โดยคอลเลกชั่นใหม่นี้มีเฉดสีที่สวยงาม 4 สี คือ blue indigo, sky blue, sand beige และ jungle green โดยสีน้ำเงิน Indigo นั้นมาจากสวน Majorelle Garden และสีน้ำเงินตามท้องถนนในย่าน Chefchaouen ประเทศโมรอคโค

เที่ยงตรงด้วยกลไก Unico 2 caleber ซึ่งเป็นกลไกดครโนกราฟที่มีขนาดเล็ก เสมือนการเปิดโลกแห่ง HUBLOT สู่ความศรัทธาใหม่ๆ ดดยคงรูปแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ด้วย double coupling system ที่ปรากฏบนหน้าปัด พร้อมด้วยพลังงานสำรองนาน 72 ชั่วโมง โดยมีกลไกไขขึ้นลานใหม่ที่มีความบางกว่าเดิมจนสามารถทำให้กลไกมีความหนา 1.3 มม.
นี่คือรวมรวมเอาองค์ประกอบที่สำคัญและโดดเด่นในด้านต่างๆ มารวมกันไว้ใน Big Bang Integral Ceramic และด้วยความงามของเฉดสีที่หาไม่ได้ทั่วไปและความเป็นเฉดสีเดียวทั้งเรือนนั้นคือความงามที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยๆ จึงไม่แปลกใจที่จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากการเปิดตัวใน Watches and Wonders 2022 ครั้งนี้