BVLGARI in Geneva Watch Days

ชมนาฬิกาสุดหรูของ BVLGARI ใน Geneva Watch Days  ถือเป็นความท้าทายต่อธุรกิจนาฬิกาหรูต่างๆ เมื่อวิกฤติไวรัสทำให้การจัดแสดงนาฬิกาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ถึงอย่างนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อนวัตกรรมและรูปแบบดีไซน์ของนาฬิการะดับสูงเหล่านี้ ที่งาน Geneva Watch Days ที่ผ่านมาก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของวงการนาฬิกาในปีนี้ โดยเฉพาะ BVLGARI ที่มีการเผยโฉมนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ๆ โดย Jean-Christophe Babin ผู้เป็น  CEO ของ ได้นำเสนอนิทรรศการนาฬิกาแนวใหม่ที่ยังคงวิถีแห่งนิวนอร์มอล โดยมีการพบกับลูกค้าคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในโซนยุโรป ผ่าน Zoom และมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ทั่วโลก ผ่านทางออนไลน์กว่า 45 สำนักในช่วงวันที่ 26-29 สิงหาคมที่ผ่านมา

แม้จะเป็นการจัดนิทรรศการแบบวิถีปรกติใหม่ แม้คนจะไม่ได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการจากทั่วโลกเหมือนแต่ก่อน ทว่าการตกแต่งสถานที่และบรรยากาศโชว์รูมนาฬิกาบุลการี ชั่วคราวในครั้งนี้ก็ทำได้อย่างหรูหราและประณีต โดยมีนาฬิกาที่น่าสนใจอย่าง  Bvlgari Aluminium ในเวอร์ชั่นใหม่ นาฬิกา Octo Finissimo  ที่สร้างสถิติโลกอันใหม่ The Automatic Tourbillon Chronograph ในรูปโฉมแบบสเกลเลตันที่มองห็นกลไกอย่างสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  และ The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ซึ่งทางบุลการีได้ผนวกรวมเข้ามาไว้ตั้งแต่ปี 2000

มาดูภาพสวยๆ ของนาฬิกา BVLGARI รุ่นใหม่ที่เผยโฉมในงานนี้กัน รวมทั้ง The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ต้องบอกว่าหนุ่มๆ เตรียมเงินไว้ได้เลย เพราะมีทั้งแบบหรูและแบบสปอร์ตและดูเท่ทันสมัย เหมาะกับคนที่ชอบดีไซน์นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

Rolex เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี 2020 ไปชมรุ่นไฮไลต์กันได้เลยครับ!

ในปีนี้ นาฬิกาเจเนอร์เรชันใหม่หลายรุ่นรวมถึง Oyster Perpetual Submariner และ Oyster Perpetual Submariner Date ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolex และโลกใต้น้ำ โดยตัวเรือนของนาฬิกาทั้งสองได้รับการออกแบบใหม่ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 41 มม. พร้อมเพิ่มเติมความโดดเด่นด้วยแสงสะท้อนจากด้านข้างตัวเรือนและสลักตะขอซึ่งประกอบอยู่บนสายนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบใหม่ เรือนเวลาเหล่านี้ติดตั้งกลไกการทำงานที่ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โดยนาฬิการุ่น Submariner มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3230 ที่เปิดตัวปีนี้ และนาฬิการุ่น Submariner Date มาพร้อมกับคาลิเบอร์ 3235 ที่มีฟังก์ชันเวลาและวันที่ซึ่งนำมาใช้งานกับนาฬิการุ่น Submariner เป็นครั้งแรก นาฬิการุ่น Submariner โฉมใหม่ได้สืบทอดมรดกแห่งความงดงามในรูปแบบ Oystersteel ผ่านหน้าปัดสีดำ และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้พร้อมขอบหน้าปัด Cerachrom สีเดียวกัน นาฬิกา Submariner Date เวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel กับทองคำ 18 กะรัต) มาพร้อมกับหน้าปัดสีรอยัลบลู และขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ที่มีขอบหน้าปัด Cerachrom สีน้ำเงิน

นาฬิกาใหม่ทุกเรือนล้วนสานต่อปณิธานอันแน่วแน่ของ Rolex ที่สืบทอดมานานกว่าหนึ่งศตวรรษในการรักษาคุณค่าแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบ และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการรักษาความเป็นเลิศให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน (Perpetual) วันนี้ คำว่า ‘Perpetual’ เป็นมากกว่าคำที่ปรากฏบนอยู่หน้าปัด หากแต่หมายถึงปรัชญาแห่งการเสาะหาความเป็นเลิศที่ไม่รู้จบ การสำรวจ และแบ่งปันความรู้ของมวลมนุษย์เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเคย

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Rolex is introducing the new generation Submariner and Submariner Date, watches that exemplify the historic links between Rolex and the world of diving. Both timepieces now feature a redesigned, slightly larger 41mm case and are fitted on a remodelled bracelet. They are equipped with movements at the forefront of watchmaking technology – the Submariner with calibre 3230, unveiled by the brand this year, and the Submariner Date with calibre 3235, offering both time and date functions and used in the Submariner range for the first time. Presented here, the new Submariner in Oystersteel featuring a black dial with a Cerachrom insert in black ceramic. #Rolex #Submariner #NewWatches2020 For more details about this watch see the link in the profile.

โพสต์ที่แชร์โดย ROLEX (@rolex) เมื่อ

เผยโฉมดีไซน์สุดคูลของ Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition

หนุ่มเท่และคนสายแฟฯ คงได้ข่าวการร่วมมือกันของ Samsung และ Thom Browne แบรนด์แฟชั่นสุดแนวจากนิวยอร์ก ที่กลับมาร่วมงานกันอีก หลังจากที่สร้างความฮือฮาเมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Galaxy Z Flip Thom Browne Edition ล่าสุดความร่วมมือนี้ก็ได้ขยายจินตนาการและรูปโฉมสุดล้ำไปอีกระดับกับ Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ที่เป็น power phone ที่สามารถพับจอได้ในดีไซน์สุดพรีเมียม แม้รูปลักษณ์ของ Galaxy Z Fold 2  ของซัมซุงจะสุดล้ำแล้วก็ตาม แต่ผนวกกับการดีไซน์ของแบรนด์สุดแนวอย่าง  Thom Browne  จึงเป็นความเอ็กซ์ครูซีฟสุดๆ สำหรับคนที่ได้ครอบครองพาวเวอร์โฟนรุ่นนี้

เรียกว่าสร้างกระแสให้วงการสมาร์ทโฟนอย่างมากเมื่อ Samsung Galaxy Z Fold 2 ได้เปิดตัวเผยโฉมไปก่อนหน้านี้ โดยมีให้เลือก 2 สี คือ Mystic Black และ Mystic Bronze ที่ถือเป็นเฉดสีพรีเมียมโดนใจคนชอบงานดีไซน์ แต่สำหรับ Thom Browne Edition จะมาในเฉดสีเทาที่เป็นเหมือนสีเด่นประจำแบรนด์นี้ และที่ต้องมีเพราะเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นปุ๊บต้องนึกถึง Thom Browne นั่นก็คือดีไซน์ที่คาดด้วยแถบสีแดง ขาว และน้ำเงิน 

และไม่ใช่แค่ตัวโทรศัพท์ แต่มาทั้งทีต้องมายกเซ็ต ดีไซน์เฉียบตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ และไม่ใช่มีแค่เครื่องพาวเวอร์โฟนสุดหรู แต่ภายในกล่อง Samsung Galaxy Z Fold 2 Thom Browne Edition ยังมีสมาร์ทวอทช์ Galaxy Watch 3 ที่ออกแบบมาเท่มากๆ ด้วยหน้าปัดสีเทาในกรอบตัวเรือนสีดำที่ดูเด่นด้วยสายสีเทาเดินเส้นด้ายข้างด้วยด้ายสีขาว(มีสายสีดำมาให้เปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของคุณในแต่ละวันด้วย)  และหูฟังไร้สาย Galaxy Buds Live ที่ดีไซน์สวยในรูปทรงโค้งที่สวยทันสมัยมากมาให้ด้วย และเป็นรุ่นพิเศษที่มาในโทนสีที่เข้ากันทั้งเซ็ต คงต้องรอติดตามต่อไปว่าทาง Samsung ในประเทศไทยจะวางดีไซน์สุดเอ็กครูซีฟนี้เมื่อไรและราคาจะเป็นอย่างไร นี่คืองานดีไซน์ที่แม้คุณจะไม่ใช่คนสายแฟ(ชั่น) แต่ก็เหมาะกับคนที่รักงานดีไซน์ที่มีความพิเศษในทุกรายละเอียดที่ไม่สามารถจะหาได้ทั่วไป 

AUDEMARS PIGUET OPENS THE FIRST AP HOUSE IN SOUTH EAST ASIA

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว เอพี เฮ้าส์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 4 แห่งเกษรทาวเวอร์ ใจกลางเมืองของย่านปทุมวัน ภายใต้คอนเซปท์อพาร์ทเม้นท์ร่วมสมัยที่พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกคน

“การเปิดเอพี เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้สำหรับโอเดอมาร์ ปิเกต์มองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกของวงการรีเทล” สเตฟานี อึง (Stefanie Ng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า “เอพี เฮ้าส์จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์พิเศษที่เรามอบให้กับแขกผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะภายในสถานที่แห่งนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่ที่ผ่อนคลาย เสมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นภายในบ้านของคุณเอง”

นอกเหนือจากการรังสรรค์บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์สำหรับคนรักโอเดอมาร์ ปิเกต์ แล้ว คอนเซ็ปต์การออกแบบเอพี เฮ้าส์แห่งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามที่ว่า “มีอะไรที่เราสามารถทำเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ากับโอเดอมาร์ ปิเกต์ให้ดีที่สุด” ทีมงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์เริ่มต้นด้วยการจินตนาการไปว่า หากจูลส์ หลุยส์ โอเดอมาร์ (Jules Louis Audemars) และเอ็ดเวิร์ด ออกุสต์ ปิเกต์ (Edward Auguste Piguet) สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 เดินทางท่องไปทั่วโลก และได้แบ่งปันความหลงใหลที่พวกเขามีต่อนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและงดงามที่สุด ทั้งสองท่านจะดูแลลูกค้าอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้สะดวกสบายเหมือนบ้านและเต็มเปี่ยมด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรภาพ 

ฟรังซัว-อองรี เบนนาเมียส (François-Henry Bennahmias) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนเอพี เฮ้าส์สามารถชวนเพื่อนๆ มารับประทานอาหารมื้อเที่ยง หรือจัดการประชุมเพื่อพูดคุยธุรกิจ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อนาฬิกากับเรา แค่เข้ามานั่งพักผ่อน แล้วปล่อยใจให้”

ภายใต้สถาปัตยกรรมการออกแบบสไตล์ร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับการตกแต่งด้วยงานศิลปะฝีมือศิลปินชาวไทย เอพี เฮ้าส์ แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 500 ตารางเมตร พร้อมเป็นสถานที่สำหรับการจัดอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่แขกผู้เข้ามาเยี่ยมเยือน สามารถค้นพบเรื่องราวการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ รวมไปถึงความเชี่ยวชาญ และความโดดเด่นของแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ในโลกยุคปัจจุบันด้วย

เอพี เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

เวลาทำการ: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น.

ที่อยู่: 127 อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 4 ยูนิต A

ถนนราชดำริ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทร: +66 2 108 6305

อีเมล: aphouse.bangkok@audemarspiguet.com 

ROLEX “Perpetual Music”, You can’t miss.

Rolex ประกาศเปิดตัวโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนนักดนตรีและนักร้องระหว่างช่วงเวลาอันท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการเชิดชูบุคคลผู้มีความเป็นเลิศที่กำหนดมาตรฐานขั้นสูงสุดให้แก่วงการดนตรีทั่วโลก ทั้งยังช่วยรักษาศิลปะแขนงนี้ไม่ให้ห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ไปจนถึงต้นเดือนกันยายน  Rolex จะจัดคอนเสิร์ต “Perpetual Music” สามครั้งในประเทศอิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

French Violinist Renaud Capuçon

ก่อนเริ่มการแสดงหลัก ณ คอนเสิร์ตแต่ละครั้ง Rolex Testimonees ทั้งสามท่าน ได้แก่ Juan Diego Flórez, Rolando Villazón และ Sonya Yoncheva ผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้น จะขึ้นแสดงบทเพลงที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกับนักร้องนักดนตรีที่ได้รับเกียรติให้แสดงในคอนเสิร์ต โดยจะขึ้นเวทีขับร้องเดี่ยวหรือเล่นดนตรีร่วมกับวง โดย Renaud Capuçon นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสและผู้ร่วมจัดโครงการในครั้งนี้จะร่วมเวทีคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นที่ปารีสด้วย

กำหนดการจัดคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้: ครั้งแรกจัดขึ้นที่ Teatro Rossini, Pesaro ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Juan Diego Flórez และวงออร์เครสตรา ครั้งที่สองจัดขึ้นที่  Berlin Staatsoper ในวันอังคารที่ 2 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Sonya Yoncheva     ในรูปแบบการแสดงเดี่ยว ครั้งที่สามจัดขึ้นที่ Opéra national de Paris (Palais Garnier) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Rolando Villazón  และ Renaud Capuçon ในโปรแกรมการแสดงดนตรีแนวบาโรกและแชมเบอร์

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีเหล่าศิลปินที่อาศัยและสร้างผลงานผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสกว่า 100 คนร่วมแสดง

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

Rolex Testimonee Juan Diego Flórez

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ นักดนตรีมากมายต้องสูญเสียทั้งผู้ชมและรายได้ เป้าหมายของเราคือการเปิดโอกาสให้ศิลปินชื่อดังได้แสดงดนตรีในสถานที่แสดงดนตรีอันทรงเกียรติที่มีคุณภาพเสียงอะคูสติกที่ดีที่สุด” Arnaud Boetsch, Rolex Director of Communication & Image กล่าว “เราจะถ่ายทอดการแสดงผ่าน medici.tv ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Rolex มานานนับทศวรรษ เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมโครงการนี้ไปยังผู้ชมทั่วโลก ทั้งนี้การเปิดโอกาสและมอบพื้นที่การสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเสาะหาความเป็นเลิศ มุ่งหวังสนับสนุนบุคคลผู้มีเป้าหมายที่จะเดินทางไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงานของตน และด้วยสถานการณ์อันไม่คาดคิดเช่นนี้ เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยรักษาดนตรีให้ยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราได้ต่อไป”

แนวคิดที่เป็นมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Rolex คือ การผลักดันสนับสนุนผลงานอันเป็นเลิศ และการพัฒนาของศิลปินทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี การริเริ่มคอนเสิร์ตเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ Rolex ในการสนับสนุนวงการดนตรีทั่วโลกในวงกว้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา Rolex ยังได้สนับสนุนเงินทุนแก่ศิลปินที่ Metropolitan Opera ณ เมืองนิวยอร์ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส

Rolex Testimonee Sonya Yoncheva

ศิลปินแต่ละราย ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีใดหรือใช้โทนเสียงใดได้ผ่านการคัดเลือก โดยตัดสินจากความสามารถและเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดย Renaud Capuçon นักไวโอลินผู้เป็นหนึ่งในสาม Rolex Testimonees ซึ่ง Testimonees ทั้งสี่คนเคยร่วมงานกับศิลปินผู้ได้รับเลือกมาแล้วทั้งสิ้นและแต่ละคนจะร่วมแสดงในคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้น ศิลปินทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกให้แสดงจะได้รับค่าตอบแทน

4 ศิลปินนานาชาติผู้ร่วมจัดคอนเสิร์ต The “Perpetual Music” Concerts

Juan Diego Flórez เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงเทเนอร์ขวัญใจผู้ชมที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ตลอดเส้นทางสายดนตรี เขาได้แสดงบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาแล้วมากมาย ด้วยพรสวรรค์สุดพิเศษและลักษณะการขับร้องที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักร้องชาวเปรูคนนี้ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของวงการโอเปร่า นอกเหนือจากการขึ้นเวทีขับร้องในคอนเสิร์ตและเข้าห้องอัดเพลงแล้ว เขายังได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคมมากมายเพื่อช่วยเหลือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น โดย Flórez ได้รับเลือกเป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2015

Sonya Yoncheva เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโนชาวบัลแกเรีย-สวิสที่น่าจับตามองมากที่สุด คนหนึ่งในปัจจุบัน เธอเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการและขึ้นแสดงโอเปร่าเฮาส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Opéra national de Paris, La Scala และ The Met โดย Yoncheva เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Rolex Testimonee ในปี 2011 

Rolando Villazón เป็นนักร้องเสียงลีริกเทเนอร์ขวัญใจนักวิจารณ์และผู้ชมในวงการดนตรี ด้วยความสามารถพิเศษด้านเสียงเพลงที่หลากหลาย เมื่อไม่ได้อยู่บนเวที เขายังประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับเวที นักเขียนนิยาย นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งเป็นผู้กำกับศิลป์ของโครงการ Mozartwoche Salzburg ผลงานเพลงของเขาทำยอดขายถล่มทลายจนได้รับแผ่นเสียงทองคำหรือแพลตินัมอยู่เสมอ Villazón เข้าร่วมครอบครัว Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2005

Renaud Capuçon เป็นนักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่กุมหัวใจผู้ชมทั่วโลกด้วยความสง่างามความโอบอ้อมอารี และความสามารถพิเศษในการบรรเลงบทเพลงที่ลุ่มลึก เขาได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีทั่วโลกในฐานะนักโซโล่ไวโอลิน นักดนตรีในการแสดงเดี่ยว และนักดนตรีในวงแชมเบอร์ ตลอดชีวิตนักดนตรี Capuçon ได้ร่วมงานกับวงออร์เครสตา ศิลปินชั้นครูมากมายและแสดงบนเวทีและเทศกาลดนตรีที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก

CODE 11.59 BY AUDEMARS PIGUET

หลากแง่มุมการสร้างสรรค์ที่งดงามของ AUDEMARS PIGUET ดังสถาปัตยกรรมภายใต้การบรรจบกันของขนบที่สืบสานและนวัตกรรมยุคใหม่

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” ที่เปิดตัวในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอส่วนประกอบที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามทว่าสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่มุมความสวยงามและความสลับซับซ้อนของงานสร้างสรรค์เชิงเทคนิค ภายใต้รายละเอียดสุดพิถีพิถันที่ซ่อนไว้ด้วยหลากมุมมองของเส้นสายที่โค้งเว้าดั่งงานสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนและอีกระดับที่เหนือกว่าของความเชี่ยวชาญในการทำงานด้วยมือ ทั้งหมดนี้นำไปสู่รายละเอียดอันซับซ้อนน่าค้นหาเกินกว่าจะบรรยายออกมาแค่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น

ไมเคิล ฟรีดแมน (Michael Friedman) ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพลิเคชัน (Head of Complications) แห่งโอเดอมาร์ ปิเกต์ อธิบายไว้ว่าคอลเลกชั่น “Code 11.59 by Audemars Piguet” นั้นเปรียบเหมือนการมอบผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าให้กับช่างขัดนาฬิกา แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่”

รายละเอียดของการทำงานด้วยความเชี่ยวชาญเชิงช่าง (Savoir-Faire) ในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาที่มีความสลับซับซ้อนของคอลเลกชั่นนี้ เกิดขึ้นจากการผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าผสานเข้ากับขนบธรรมเนียมในการทำงานที่สืบสานต่อมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

ก้าวข้ามขีดจำกัดของความซับซ้อนบนเส้นสายเรขาคณิต

คอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet นั้นได้รับการออกแบบมาในแนวทางที่ไม่ต่างกับการสร้างงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ซึ่งเลือกผนวกส่วนกลางของตัวเรือน (Middle Case) ทรงแปดเหลี่ยมเข้ากับขอบตัวเรือน (Bezel) ทรงกลมที่บางเป็นพิเศษ และขานาฬิกา (Lug) ทรงโค้งที่ดูล้ำสมัย หลากหลายเหลี่ยมมุมของตัวเรือนและความโค้งมนที่ตอบรับกับสรีระของผู้สวมใส่ช่วยให้ทั้งคอนเซ็ปต์การสร้างสรรค์ กระบวนการผลิต และการตกแต่งทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเต็มเปี่ยมด้วยความละเอียดอ่อนอย่างถึงที่สุด การใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อน การเลือกใช้เครื่องมือที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน รวมถึงความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษของช่างนาฬิกา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องประสานเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะในกระบวนการผลิต ทั้งด้วยการใช้เครื่องจักรและการประกอบเข้าด้วยกันของทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยมือ


ส่วนโค้งสองด้านที่โดดเด่นและร่วมสมัย

สัดส่วนเชิงเรขาคณิตของขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษได้รับการออกแบบให้รองรับรายละเอียดของกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่โอเดอมาร์ ปิเกต์รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคอลเลกชั่นนี้ ด้านในของกระจกมีรูปทรงโค้งเหมือนโดม ส่วนด้านนอกมาพร้อมส่วนโค้งจาก 6 นาฬิกาถึง 12 นาฬิกา กระจกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีรายละเอียดในมุมมองที่แตกต่าง และความสว่างกระจ่างชัด ช่วยมอบประสบการณ์ทางสายตาของการบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่เปี่ยมเอกลักษณ์และแสดงถึงการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันถึงขีดสุด

ขานาฬิการังสรรค์อย่างล้ำสมัยด้วยมือ

เพื่อเติมความโดดเด่นให้กับตัวเรือนที่ประกอบขึ้นดังงานสถาปัตยกรรมที่ซ่อนความงดงามหลากแง่มุมเอาไว้
โอเดอมาร์ ปิเกต์ตัดสินใจออกแบบให้แต่ละด้านของขานาฬิกามีช่องว่างแยกออกเหมือนฉลุให้เป็นช่องด้วยรูปทรงที่เป็นเส้นโค้ง โดยให้ขานาฬิกาเชื่อมต่อกับขอบตัวเรือนด้านบนและเว้นช่องให้มองเห็นส่วนกลางของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน ช่วยยกระดับความละเอียดอ่อนของการสร้างสรรค์ผลงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยส่วนบนของขาตัวเรือนจะถูกเชื่อมอยู่กับขอบตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษ ในขณะที่ส่วนล่างของขาตัวเรือนจะโน้มอย่างอ่อนช้อยอยู่ติดกับฝาด้านหลังในองศาที่ลงตัวพอดี

กระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบใหม่ที่ท้าทายการทำงานตามมาตรฐานที่เคยเป็นมาให้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับ เพื่อให้สามารถเชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับขอบตัวเรือนที่บางเป็นพิเศษได้ โดยขาตัวเรือนแต่ละด้านจะถูกเชื่อมเข้ากับขอบตัวเรือนด้วยขั้นตอนการเชื่อมด้วยมือ จากนั้นจะมีการนำไปทดสอบความทนทานด้วยเครื่องจักรชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นมาใช้กับนาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet โดยเฉพาะ

เมื่อปรับเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบตัวเรือนหลังถูกความร้อนที่ทำให้รูปทรงขยับไปเล็กน้อยจนพอดีแล้ว ช่างขัดนาฬิกาผู้ชำนาญจะค่อย ๆ ทำการขัดรอยต่อของการเชื่อมขาตัวเรือนกับขอบตัวเรือนให้ออกมาดูเรียบร้อยและงดงามที่สุด ซึ่งรายละเอียดของรอยเชื่อมต่อนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อการประกอบตัวเรือนนาฬิกาแล้วเสร็จ

ความพิถีพิถันถึงขีดสุดของการขัดเงาและการขัดแบบซาติน

ความท้าทายและความสลับซับซ้อนของการสร้างสรรค์นาฬิกาในคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet อยู่ตรงที่การสลับสับเปลี่ยนการขัดเงาและการขัดแบบซาตินบนพื้นผิวรอบ ๆ ตัวเรือน ซึ่งด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนนี้ การจะทำงานให้ออกมาเรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานด้วยมือเท่านั้น

การผสมผสานเทคนิคของการขัดเงาและการขัดแบบซาตินถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งในการทำงานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ และถึงแม้จะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางหลังการเปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak ในปี 1972 ทว่าเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือจำนวนมากใช้กันมาอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 20

ถึงแม้ว่าคอลเลกชั่น Code 11.59 by Audemars Piguet จะยังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีมาเดิมไว้ แต่โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังได้ยกระดับเทคนิคการทำงานด้วยมือขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะจากการสร้างสรรค์ตัวเรือนที่มีทั้งเหลี่ยมมุมและเส้นโค้ง ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับทีมช่างนาฬิกาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ อันประกอบไปด้วยช่างผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านซึ่งแบ่งเป็น ช่างขัดนาฬิกา 6 คนและช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการขัดแบบซาตินอีก 5 คน

การทำงานด้วยมืออย่างพิถีพิถันถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด

แต่ละองค์ประกอบของตัวเรือนได้รับการขัดเงาก่อนประกอบและขัดแบบซาตินหลังจากนำมาผ่านเครื่องจักรจากนั้นจึงนำมาตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เล็กที่สุดด้วยมือ ช่างผู้ทำหน้าที่ขัดจะค่อย ๆ ลบมุมของแต่ละชิ้นส่วนเพื่อเติมความเรียบลื่นและความมันเงาให้กับพื้นผิว ส่วนที่ยากในงานนี้คือการขัดเงาชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดโดยไม่ทำให้แต่ละชิ้นสูญเสียรูปทรงและความลงตัวเมื่อต้องไปจัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง การขัดเพื่อลบเหลี่ยมมุมของขาตัวเรือนทั้งด้านนอกและด้านใน รวมถึงด้านที่ติดกับฝาด้านหลังซึ่งเป็นองศาที่หลบอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นบทพิสูจน์ความซับซ้อนทั้งในเชิงสุนทรียะและเทคนิคการทำงานเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ น็อตบนขาตัวเรือนยังเผยให้เห็นรายละเอียดของมุมเฉียงที่ถูกขัดเงาในลักษณะที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รายละเอียดของการทำงานแม้ในส่วนประกอบที่เล็กที่สุดนี้เองคือบทพิสูจน์ความแม่นยำในการสร้างสรรค์ ทั้งนี้ แต่ละองค์ประกอบของนาฬิกายังได้รับการเก็บรายละเอียดในตอนท้ายด้วยเทคนิค traits-tirés ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยทั้งความคล่องแคล่ว ความอดทน และความแม่นยำในการวางตำแหน่ง

จากจุดเริ่มต้นสู่ผลลัพธ์สุดท้าย ตัวเรือนของนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเหนือความคาดหมายด้วยรายละเอียดที่ดูเหมือนตรงข้ามกันทว่าสามารถนำมาผนวกรวมกันได้อย่างกลมกลืนจนออกมาเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีหลากหลายแง่มุมให้ค้นหาชิ้นนี้ ทั้งยังเป็นความลงตัวอย่างถึงที่สุดของการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สอดประสานไปกับความเชี่ยวชาญเชิงช่างที่ได้รับการสืบทอดต่อมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พบกับ CODE 11 .59 by Audemars Piguet ได้ที่เว็บไซต์ https://www.audemarspiguet.com/en/watch-collection/code1159byap/#!/welcome หรือโอเดอมาร์ ปิเกต์ บูติค ชั้น จี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5838

The Masterpieces from The Master Watchmaker

กลไกสเกเลตันสองไทม์โซนอันงดงามนี้ยิ่งดูโดดเด่นเมื่อเผยให้เห็นผ่านหน้าปัดทรงตอนโน

Author: Pimpilai Boonjong

จากประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาจะเห็นได้ว่าคาร์เทียร์ (Cartier) รุ่มรวยด้วยความคิดสร้างสรรค์จนเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา shaped watch ไม่ว่าจะทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงรีเหมือนอ่างน้ำ หรือทรงบิดเบี้ยว Cartier ก็ล้วนนำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดทางแบรนด์ได้หวนกลับไปหาผลงานเก่าในอาร์ไคฟ์ นั่นคือนาฬิกาทรงตอนโนซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในปีค.ศ. 1906 นอกจากรูปทรงที่แปลกตา ตัวเรือนยังเคลือบด้วยแพลทินัม แตกต่างจากนาฬิกาตัวเรือนทองยอดนิยม และยังดีไซน์ขาตัวเรือนเป็นทรงท่อประดับหมุด หรือ vis amurier จัดว่าเป็นผลงานที่ ‘โมเดิร์น’ ในยุคสมัยนั้น

Cartier ได้นำนาฬิกาทรงตอนโนนี้มาตีความใหม่และจัดไว้ในคอลเลกชั่น Cartier Privé มีทั้งรุ่นหน้าปัดเรียบ แสดงชั่วโมงกับนาที ดูคลาสสิก และที่เรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซอย่างรุ่นสเกเลตัน แสดงเวลาสองไทม์โซน ดังเช่นที่เห็นในภาพ งดงามด้วยดีไซน์โค้ดที่บ่งบอกความเป็น Cartier ทั้งตัวเลขโรมัน สเกลนาที เม็ดมะยมประดับอัญมณีทรงหลังเบี้ย สายรัดข้อมือหนัง และขาตัวเรือนประดับหมุด อีกทั้งการดีไซน์หน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกแบบสเกเลตัน ทำให้เห็นชิ้นส่วนกลไกที่จัดเรียงอย่างงดงามและแปลกใหม่

เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าตัวเรือนมีความโค้งเพื่อให้กระชับกับข้อมือ แต่ก็ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปทรงของกลไกไขลาน 9919 MC เสียใหม่ให้มีความโค้งไปตามรูปทรงของตัวเรือนด้วย และทำให้ต้องจัดวางวีลและเกียร์เทรนเป็นเส้นยาวตามความยาวของตัวเรือน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่าง ส่วนการแสดงเวลาทั้งสองไทม์โซนเชื่อมโยงกัน สามารถปรับตั้งค่าไทม์โซนที่สองได้ด้วยเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา โดยเข็มชั่วโมงจะจัมป์ไปทีละชั่วโมง

From Outer Space

นาฬิกาดีไซน์ซึ่งทำงานด้วยกลไกอาวองต์การ์ดนี้มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนจากนอกโลก

Author: Pimpilai Boonjong

Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 ทำงานด้วยกลไกไขลาน Jaeger-LeCoultre caliber 176 กำลังลานสำรอง 45 ชั่วโมง ผลิตเพียง 8 เรือน

หลายคนคงรู้ว่าตูร์บิญงคือคอมพลิเคชั่นที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนของนาฬิกาจักรกลอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อชิ้นส่วนกลไกเมื่อนาฬิกาวางตัวในแนวตั้งกับพื้นโลก คนรุ่นต่อๆ มายังคงรู้สึกทึ่งและได้พัฒนาตูร์บิญงออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับแบรนด์ Jaeger-LeCoultre ที่นำเสนอนาฬิกา Gyrotourbillon ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2004

ความล้ำของ Gyrotourbillon คือเป็นตูร์บิญงที่หมุนได้หลายแกน จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพไม่ว่านาฬิกาจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม และลดความคลาดเคลื่อนของกลไกให้เหลืออยู่ที่ -1/+1 วินาทีต่อวัน (เทียบกับตูร์บิญงปกติที่ -4/+6 วินาทีต่อวัน) และยังทำให้ตูร์บิญงมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้แบบสามมิติ ซึ่งทำให้ต้องนำอะลูมิเนียมมาใช้ผลิตกรงเพื่อให้น้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้พลังงานในการหมุนมาก ทำให้มีพลังงานเหลือเอาไปฟังก์ชั่นอย่างอื่น

Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 ทำงานด้วยกลไกไขลาน Jaeger-LeCoultre caliber 176 กำลังลานสำรอง 45 ชั่วโมง ผลิตเพียง 8 เรือน

สำหรับผลงานรุ่น Master Grande Tradition Gyrotourbillon 3 (ผลิตขึ้นมาครั้งแรกในโอกาสที่แบรนด์ครบรอบ 180 ปีเมื่อค.ศ. 2013) แตกต่างจากรุ่นก่อนเพราะเป็นฟลายอิ้งตูร์บิญง ทำให้ไม่มีบริดจ์เป็นตัวยึดอยู่ด้านบน และความงดงามของผลงานรุ่นนี้ยังอยู่ที่การวางเลย์เอาต์หน้าปัดต่างๆ แบบเล่นระดับ ทั้งหน้าปัดแสดงเวลา หน้าปัดแสดงกลางวัน-กลางคืน หน้าปัดโครโนกราฟแสดงเวลาแบบดิจิตอล รวมทั้งช่องไจโรตูร์บิญง

และล่าสุดทางแบรนด์ยังได้แปลงโฉมผลงานนี้ใหม่ โดยร่วมมือกับช่างฝีมือจากแผนก Rare Handcrafts™ ใช้ศิลปะการตกแต่งโบร่ำโบราณ ทั้งการกิโยเชด้วยมือ การแกะสลัก การลงยา อีกทั้งการใช้วัสดุอย่างอุกกาบาตสีเทาซึ่งพบที่นามิเบียมาตกแต่งตัดกับอาเวนเจอรีนสีน้ำเงิน ทั้งบนหน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกด้านหลัง โดยช่างต้องมีความเชี่ยวชาญอย่างสูงในการตัดแต่งชิ้นส่วนอุกกาบาตซึ่งมีความแข็งให้ได้รูปทรงและความหนาตามต้องการเพื่อฝังลงไปบนเพลตหรือบริดจ์เงินที่เซาะพื้นที่ไว้ได้อย่างงดงามลงตัว

Louis Vuitton เปิดตัวนาฬิกา Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève ความล้ำสมัยที่แฝงไปด้วยราบละเอียดแสนปราณีต

Louis Vuitton เปิดตัวนาฬิกา Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève ที่คงความฟิวเจอร์ลิสทิคล้ำสมัยของ Louis Vuitton ได้อย่างลงตัว

โดยในส่วนของตัวเรือนนั้น มีการประดับด้วยเพชรถึง 354 เม็ดและด้วยการออกแบบที่โชว์ให้เห็นถึงกลไกด้านในของตัวนาฬิกาซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก The Mobius Strip หรือรูปทรงที่วางตัวเป็นแนววนกับหน้าปัดขนาด 46 mm

ยิ่งไปกว่านั้นทางแบรนด์ยังได้รับการประทับตรารับรองมาตรฐาน Poincon De Geneve สำหรับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกเท่านั้น

โดยนาฬิกาตัวนี้สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ถึง 80 ชั่วโมงและถูกออกแบบมาให้เห็นโครงสร้างการเคลื่อนไหวของภายในโดยมีชิ้นส่วนกว่า 168 ชิ้น โดยวัสดุที่คิดค้นมาพิเศษเพื่อหลุยส์ วิคตอง ที่ทำให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ โดยวัสดุนี้สร้างมาจากการเอาคาร์บอนนับร้อยชั้นมาเรียงตัวกันทำให้ Tourbillion ตัวนี้เป็นมิติใหม่ของนาฬิกาเลยล่ะ

Legend Has It

Author: Pimpilai Boonjong

เปิดประวัติศาสตร์ฉลองครบรอบ 160 ปีของ TAG Heuer ด้วยผลงานลิมิเต็ดควรค่าแก่การสะสม

ขณะที่เราก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ TAG Heuer ก็ฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 160 ของตนเองเช่นกัน นับตั้งแต่เอดูอาร์ด ฮอยเออร์ ได้ก่อตั้งเวิร์กช็อปนาฬิกา Heuer ณ เทือกเขาจูรา เมื่อปีค.ศ. 1860 ปัจจุบันแบรนด์ TAG Heuer ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยเฉพาะการพัฒนากลไกล้ำสมัย และการสร้างสรรค์นาฬิกาไอคอนิกทั้งในแง่ของดีไซน์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาสำหรับคนที่รักความท้าทาย

และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 160 ปี TAG Heuer จึงนำเสนอผลงานพิเศษมากมาย โดยเริ่มกันที่ผลงานที่มีชื่อว่า TAG Heuer Carrera 160 Years Silver Limited Edition ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจาก Carrera คอลเลกชั่นยอดนิยมที่อยู่คู่กับแบรนด์มายาวนานเกือบ 60 ปี เป็นนาฬิกาโครโนกราฟระดับตำนานซึ่งริเริ่มโดยแจ๊ก ฮอยเออร์ ผู้นำชื่อมาจากการแข่งขันรถยนต์ Carrera Panamericana โดย TAG Heuer ได้เลือกรุ่นหน้าปัดสีเงินพร้อมหน้าปัดโครโนกราฟขัดลายสตาร์เบิร์สต์ที่ออกมาในปีค.ศ. 1964 มาสร้างสรรค์ใหม่สำหรับฉลองครบรอบ 160 ปี

TAG Heuer Carrera 160 Years Silver Limited Edition ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม ทั้งหน้าปัด การขัดตัวเรือน และปุ่มกดต่างๆ แต่ได้ปรับรูปทรงตัวเรือนเล็กน้อยโดยเพิ่มขนาดเป็น 39 มิลลิเมตร จากเดิมที่มีขนาด 36 มิลลิเมตร และย้ายหน้าปัดจับเวลาวินาทีมาอยู่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จากเดิม 9 นาฬิกา อีกทั้งเข็มชั่วโมงและนาทีที่เกลาให้เป็นเหลี่ยมและเคลือบสารเรืองแสง ตกแต่งหน้าปัดด้วยคำว่า ‘Carrera’ และ ‘HEUER’ ให้อารมณ์เรโทร

และด้วยประสิทธิภาพของกลไก Heuer 02 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ TAG Heuer พัฒนาขึ้นในโรงงาน Chevenez ในสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีกำลังสำรอง 80 ชั่วโมง กลไกขนาดบางทำให้ตัวเรือนไม่หนาเทอะทะ ทั้งยังเป็นโครโนกราฟแบบคอลัมน์วีลซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงแม่นยำ และมีระบบ vertical clutch ที่ช่วยให้การกดจับเวลาสตาร์ท-สต็อปทำงานอย่างแม่นยำ ฝาหลังตัวเรือนเป็นแซฟไฟร์คริสตัล ทำให้มองเห็นกลไกพร้อมโรเตอร์ที่สลักบ่งบอกว่าเป็นรุ่นครบรอบ 160 ปี โดยผลงานพิเศษนี้ผลิตขึ้นเพียง 1,860 เรือนเท่านั้น