ROLEX : Exclusive dials with unique designs.

นาฬิกาใหม่ 2021 ด้วยหน้าปัดสุดพิเศษที่มีการออกแบบ อันโดดเด่น Rolex แนะนำผลงานประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะในการผลิตนาฬิกา ท่ามกลางผลงานนั้นคือ Datejust 36 และ Cosmograph Daytona นาฬิกาเวอร์ชันใหม่ที่นำเสนอหน้าปัดดั้งเดิมอันประณีต


หน้าปัดมักได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นเสมือน ใบหน้าของนาฬิกา ที่ Rolex หน้าปัดส่องประกาย แห่งความมุ่งมั่นและความมีชีวิตชีวา ราวกับการ ปลุกพลังชีวิตให้สดใสในทันทีที่แสงตกกระทบบน บริเวณพื้นผิว ไม่เพียงแค่แสงสว่างเท่านั้นที่นำมาซึ่ง อัตลักษณ์ของหน้าปัดในนาฬิกาใหม่ แต่ยังเต็ม เปี่ยมด้วยพลังงานจากแหล่งที่มาต่างๆ อันเก่าแก่ และโดดเด่น หนึ่งในนั้นมาจากวัสดุที่ถูกสร้าง ขึ้นลึกเข้าไปใต้ชั้นเปลือกโลก และอีกสิ่งหนึ่งได้ เดินทางมาจากด้านนอกของระบบสุริยะของเรา พลังงานเหล่านี้ที่มอบจิตวิญญาณและความเป็น เอกลักษณ์ให้กับหน้าปัด Rolex ซึ่งรังสรรค์จาก ประสบการณ์และความรู้ของช่างฝีมือประณีต ของแบรนด์

หน้าปัดใหม่ของ Oyster Perpetual Datejust 36 โดดเด่นด้วยลวดลายต้นปาล์มที่ได้รับ แรงบันดาลใจมาจากป่าเขตร้อน หรือลวดลาย แบบร่องที่เป็นการรวบรวมหนึ่งในสไตล์อันเป็น เอกลักษณ์งดงามของ Rolex สีเขียวมะกอก สีเงิน หรือสีทองล้วนทำจากวัสดุที่มีอายุเก่าแก่ อย่างเช่น ทองแดง สังกะสี นิกเกิล โครเมียม ไทเทเนียม และซิลิคอนที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี ล้ำาสมัยเพื่อสร้างสรรค์สีเมทัลลิคที่เข้มข้นและ สดใส


เวอร์ชันใหม่ของนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ทำจากทองคำ ทองคำขาว หรือเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต และมีหน้าปัดเมธีโอไรท์เป็นประจักษ์พยานถึง พลังงานที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศ มายังโลก วัสดุนี้ปรากฏให้เห็นลวดลายที่เกิดขึ้น ขณะที่ส่วนสำคัญของดาวเคราะห์ค่อยๆ เย็น ตัวลงระหว่างการเดินทางผ่านจักรวาลซึ่งเป็น กระบวนการที่ใช้เวลาหลายล้านปี Rolex คัดสรรเฉพาะอุกกาบาตโลหะที่ตรงกับ เกณฑ์ความงดงามที่เคร่งครัดของแบรนด์ แต่ละ ชิ้นส่วนจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้นาฬิกา Cosmograph Daytona รุ่นที่ ประกอบด้วยหน้าปัดเมธีโอไรท์มีความเป็นหนึ่ง เดียวอย่างแท้จริง

ลวดลายใหม่


Rolex แนะนำนาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 รุ่นล่าสุดสี่รุ่นที่โดดเด่นด้วยหน้าปัด ลวดลาย ‘ต้นปาล์ม’ และลวดลาย ‘แบบร่อง’ ใหม่ ลวดลายต้นปาล์มหวนให้นึกถึงป่าเขตร้อนที่เขียว ชอุ่มและมีสีสัน ขณะที่ลวดลายแบบร่องแสดงให้ เห็นถึงรูปแบบที่ปรากฏบนขอบนาฬิกา Rolex หลายรุ่นซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์พิเศษอัน งดงามของแบรนด์
ลวดลายต้นปาล์มสามารถพบได้ในนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่น ในรุ่นแรกที่ทำจาก Oystersteel ประกอบ ด้วยสายนาฬิกา Oyster ลวดลายดังกล่าวได้ รับการนำเสนอบนหน้าปัดสีเขียวมะกอก รวมถึง การตกแต่งบนหน้าปัดสีทองของนาฬิการุ่นที่ สองในเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ซึ่งประกอบ ส่วนลวดลายแบบร่องจะพบบนหน้าปัดสีทอง ของนาฬิการุ่นสุดท้าย อีกหนึ่งเวอร์ชันใน Yellow Rolesor ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกา Jubilee 2021 ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกเรือน Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer เพื่อรับประกันถึง สมรรถนะอันเป็นเลิศเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

นาฬิกา Datejust ของ Rolex คือรูปแบบ เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกทั้งในส่วนของ ฟังก์ชันและความงดงามที่ไม่เคยตกยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1945 ถือเป็นนาฬิกาข้อมือ โครโนมิเตอร์กันน้ำเรือนแรกที่ใช้ระบบกลไกลานอัตโนมัติ เพื่อแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา บนหน้าปัดและเป็นการรวบรวมนวัตกรรมสำคัญทั้งหมดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมืออันทันสมัยจวบจนถึงปัจจุบันนาฬิการุ่น Datejust ยังคงความงดงามที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นที่จดจำได้ทันทีที่พบเห็น

ROLESOR ความลงตัวของทองและเหล็ก

Rolesor เป็นการผสมผสานระหว่างทองคำ 18 กะรัตและ Oystersteel บนเรือนเวลา Rolex ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์มานับตั้งแต่ปี 1933 หลังจากที่ได้ทำการจดทะเบียนในชื่อ นี้ นับเป็นการบรรจบกันอย่างงดงามของโลหะสองประเภทที่ทรงคุณค่า สะกดสายตาด้วยความ เงางามและเสถียรภาพ พร้อมคุณสมบัติการ ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง เพื่อรับประกันถึง ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติ ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนถึงความงามสง่าและ ประสิทธิภาพที่รวมอยู่ในนาฬิกาของ Rolex สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ใน Yellow Rolesor ของ Datejust 36 มาพร้อมกับขอบหน้าปัด ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. และข้อต่อสายนาฬิกาตรงกลางที่ ทําาจากทองคํา 18 กะรัต ขณะที่ตัวเรือนและข้อต่อ สายนาฬิกาด้านนอกทําาจาก Oystersteel ส่วน เวอร์ชัน Everose Rolesor นั้นใช้องค์ประกอบ เดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต แทนการใช้ทองคํา

ตัวเรือน OYSTER สัญลักษณ์ของการกันน้ํา

ตัวเรือน Oyster ขนาด 36 มม. ของ Datejust 36 รับประกันการกันน้ำที่ความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) คือความเป็นที่สุดในเรื่องความ ทนทานและความสง่างาม ตัวเรือนตรงกลาง รังสรรค์ขึ้นจากบล็อกแข็งของ Oystersteel อัลลอยที่ทนทานต่อการผุกร่อนมากเป็นพิเศษ ด้านหลังตัวเรือนที่เซาะเป็นร่องเจาะยึดด้วย เครื่องมือพิเศษ มีเพียงช่างทำนาฬิกาของ Rolex เท่านั้นที่สามารถเปิดดูกลไกภายในได้ เม็ดมะยม Twinlock ที่ติดตั้งพร้อมระบบกันน้ำ สองชั้น เจาะยึดด้วยสกรูเข้ากับตัวเรือนไว้อย่าง แน่นหนา คริสตัลที่ประดับบนเลนส์ Cyclops บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกาเพื่อการอ่านวันที่ได้ โดยง่ายทำจากแซฟไฟร์ป้องกันการขีดข่วน ตัวเรือน Oyster กันน้ำให้การปกป้องกลไก การทำงานของเรือนเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม

PERPETUAL CALIBRE 3235

นาฬิกา Datejust 36 เวอร์ชันใหม่มาพร้อมกับ calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกการทำงานที่พัฒนา และผลิตขึ้นโดย Rolex ทั้งหมด โดยเปิดตัวเป็น ครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการประกอบกับนาฬิการุ่นนี้มานับตั้งแต่ปี 2018 เทคโนโลยี ชั้นนำในการผลิตนาฬิกาเหล่านี้ทำงานด้วย ระบบกลไกลานอัตโนมัติที่นำไปสู่การจดสิทธิ- บัตรหลายฉบับและมีประสิทธิภาพอันโดดเด่นใน ด้านของความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือ

กลไก calibre 3235 ประกอบด้วยเฟืองแกว่ง Chronergy ที่จดสิทธิบัตรโดย Rolex อันเป็น ส่วนผสมระหว่างประสิทธิภาพด้านพลังงาน สูงสุดและกลไกการทำงานที่สมบูรณ์ ส่วน ประกอบนี้ทำาจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ซึ่งทนต่อสนามแม่เหล็ก กลไกการทำงานประกอบด้วยแฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ผลิตโดย Rolex ภายในอัลลอยต้านสนามแม่เหล็กที่มีความแม่นยํา มากกว่าแฮร์สปริงแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่าในกรณี ที่เกิดการกระแทก แฮร์สปริง Parachrom สีฟ้า ประกอบด้วยโอเวอร์คอยล์ของ Rolex เพื่อรับ ประกันถึงการทําางานของ calibre ที่เป็นปกติ ในทุกตําแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ประกอบด้วยตัว ดูดซับแรงกระแทก Paraflex ประสิทธิภาพสูงที่ ออกแบบและได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Rolex ซึ่ง จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก Calibre 3235 มาพร้อมกับโมดูลระบบไขลาน อัตโนมัติผ่านโรเตอร์ Perpetual เนื่องจาก สถาปัตยกรรมกระบอกทรงกลม (barrel) แบบ ใหม่และประสิทธิผลอันเหนือชั้นของเฟืองแกว่ง ความสามารถในการสําารองพลังงานของ calibre 3235 เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 70 ชั่วโมง

สายนาฬิกา JUBILEE และ OYSTER

นาฬิกา Datejust 36 ที่ทำจาก Oystersteel มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมะกอกลวดลายต้นปาล์ม และเวอร์ชัน Yellow Rolesor (ที่ผสมผสาน Oystersteel และทองคำ 18 กะรัต) ที่มีหน้าปัด สีทองลวดลายต้นปาล์มล้วนประกอบด้วย สายนาฬิกา Oyster ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใน ปลายทศวรรษ 1930 สายนาฬิกาแบบข้อต่อ สามชิ้นนี้เป็นที่เลื่องชื่อเรื่องความทนทาน นาฬิกาเวอร์ชัน Everose Rolesor (ที่ผสม ผสาน Oystersteel และเอเวอร์โรสโกลด์ 18 กะรัต) ใหม่ที่มีหน้าปัดสีเงินลวดลายต้นปาล์ม ประกอบด้วยสายนาฬิกา Jubilee เช่นเดียวกับ นาฬิกาที่ทำจาก Yellow Rolesor ที่มาพร้อม หน้าปัดสีทองตกแต่งด้วยลวดลายแบบร่อง สายนาฬิกา Jubilee ที่ดูเรียบหรูและสวมใส่สบาย ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อห้าชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา เป็นพิเศษต้อนรับการเปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Perpetual Datejust ในปี 1945 สายนาฬิกา Oyster และ Jubilee ของ นาฬิกา Datejust 36 ประกอบด้วยชุดตัวล็อก Oysterclasp แบบพับได้รวมถึงฟังก์ชันของ ระบบขยายสายนาฬิกา Easylink ที่พัฒนาโดย Rolex ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเพิ่มความ ยาวของสายประมาณ 5 มม. ได้โดยง่าย อีกทั้ง ระบบบานพับแบบซ่อนยังทำให้สายนาฬิกาและ ตัวเรือนเรียบสนิทเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

การรับรองสถานะ SUPERLATIVE CHRONOMETER

ดังเช่นนาฬิกาของ Rolex ทุกรุ่น Oyster Perpetual Datejust 36 ได้รับการรับรองสถานะ Superlative Chronometer ตามนิยามใหม่ที่ Rolex กำหนดขึ้นในปี 2015 ข้อกำหนดนี้ยืนยัน ได้ว่านาฬิกาทุกเรือนที่ออกจากห้องปฏิบัติการ ของแบรนด์ได้ผ่านลำดับการทดสอบซึ่งควบคุม โดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการตามเกณฑ์ ที่บริษัทกำหนดขึ้นโดยสมบูรณ์ การทดสอบ รับรองเหล่านี้มีผลใช้ได้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ ประกอบเสร็จสมบูรณ์หลังจากงานหลอมกลไก การทำงาน เพื่อรับประกันสมรรถนะอันเหนือชั้น บนข้อมือทั้งในด้านความเที่ยงตรง การสำรองพลังงาน การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงของ Rolex Superlative Chronometer อยู่ที่ −2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่ง อัตราค่าเบี่ยงเบนที่แบรนด์ยอมรับได้สำหรับ นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้วมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ของ Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ในการรับรองอย่างเป็น ทางการของกลไกการทำงาน

สถานะ Superlative Chronometer สามารถ สังเกตได้จากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นซีลสีเขียวที่มา พร้อมกับนาฬิกา Rolex ทุกเรือน ควบคู่กับการ รับประกันทั่วโลกเป็นเวลา 5 ปี

นาฬิกาที่ได้รับการออกแบบมาให้ทนทานเหนือกาลเวลา: ก้าวสู่โลกแห่ง Rolex World Service

นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ Hans Wilsdorf เชื่อมั่นว่านาฬิกา Rolex ทุกเรือนต้องมีความเที่ยงตรงและความทนทาน ปรัชญาของเขาได้ก่อกำเนิดเป็นตัวเรือน Oyster สุดยอดของแบบฉบับความแข็งแกร่งที่ทำหน้าที่ปกป้องกลไกของนาฬิกาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Hans Wilsdorf ยังนำไปสู่การก่อตั้งเครือข่ายการให้บริการหลังการขายโดยเฉพาะในประเทศต่างๆ ที่มีแบรนด์ปรากฏอยู่

การก่อตั้งเครือข่ายนี้ทำให้ Rolex สามารถยืนหยัดในมาตรฐานการให้บริการที่ดีที่สุดทุกเมื่อ เพื่อคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดและความงดงามไร้ที่ติของเรือนเวลา ศูนย์บริการที่ดำเนินงานโดย Rolex World Service เป็นการสานต่อพันธกิจของแบรนด์ในการรักษาความคงทนและความน่าเชื่อถือของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนด้วยการให้บริการคุณภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้า

ด้วยการมอบบริการที่ดีที่สุดนี้ นาฬิกา Rolex จึงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไปและคงอยู่ได้หลายชั่วอายุคน ช่างนาฬิกาของศูนย์บริการ Rolex World Service นั้นผ่านการฝึกฝนอบรมมาเป็นพิเศษโดย Rolex เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพและสอดคล้องกันทั่วโลก

ร่วมสำรวจเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการดูแลเอาใจใส่ ความแม่นยำ และความพิถีพิถัน สำหรับการดูแลและการเข้ารับบริการหลังการขายได้ที่ https://www.rolex.com/watch-care-and-service/the-rolex-servicing-procedure.html?fbclid=IwAR0aJ9JY1e_eZRTSrXOIeyamsYKYgKQDm-QlhiQinZjPasv9IvF2BzY9drw

Gucci’s high watchmaking collection : Grip

พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใช้วัสดุที่หรูหราเพื่อให้สมเป็นนาฬิกาชั้นสูง คอลเลกชั่น Grip ที่ครั้งนี้แบ่งย่อยเป็น 5 ดีไซน์ที่แตกต่าง ผลิตขึ้นด้วยวัตถุดิบล้ำค่าที่สร้างความสมดุลให้กับประเพณีงานฝีมือด้านการตกแต่งและเทคนิคที่ล้ำสมัยด้วยความรู้และทักษะทางเทคโนโลยี


ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเขียวจากมาลาไคท์(Malachite stone) ที่ถือว่าเป็นหินที่มีค่า สามารถดึงพลังด้านบวกและทำให้พลังลบจางหายไปตามความเชื่อที่มีสืบๆ มา หน้าปัดสีน้ำตาลจากหินตาเสือหรือ Tiger eye stone ที่มีพลังในการบำบัดและความมั่งคั่งสำหรับคนที่เชื่อเรื่องพลังของหินในธรรมชาติ ลายเส้นของหินตาเสือนี้มีเส้นสีทองสอดแทรกอยู่เป็นความงดงามที่ะรรมชาติเท่านั้นที่สร้างได้ ส่วนหน้าปัดสีดำทำจากหินนิลกาฬหรือ Onyx นั้นช่วยให้มีพลังและความรู้สึกกระตือรือล้น ซึ่งเรื่องความเชื่อจากพลังหินะรรมชาตินี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ที่เราเห็ฯได้กับตาก็คือความงดงามของหินมีค่าทั้ง 3 ชนิดที่นำมาทำหน้าปัดสำหรับนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci
นาฬิกา Grip แต่ละรุ่นนั้นถูกติดตั้งด้วยกลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่จะกระโดดไปข้างหน้าทุก ๆ ชั่วโมงไปยังดิสก์นาทีที่กวาดไปรอบ ๆ 60 นาที เทคโนโลยีนี้แสดงออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ในนาฬิการุ่นใหม่ด้วยช่องหน้าต่างที่โค้งบนหน้าปัดนาฬิกาแต่ละอันทำให้สามารถแสดงตัวเลขได้อย่างชัดเจน
หน้าปัดนาฬิกาแบบ Hardstone ประดับด้วย Grip ทอง 18kt รุ่นใหม่สามรุ่น โดยมีสองรุ่นที่ทำด้วยทองคำส่วนอีกรุ่นจะทำด้วยทองคำขาว หน้าปัดนาฬิกาแต่ละเรือนได้รับการเจียระไนอย่างแม่นยำโดยช่างเจียระไนเพชรพลอยที่มีทักษะสูงซึ่งจะต้องขึ้นรูปวัตถุดิบที่ละเอียดอ่อนในขณะที่ยังคงรักษาความแข็งแรง ดีไซน์ของนาฬิกา Grip จะมาพร้อมกับสายนาฬิกาหนังจระเข้ในเฉดสีที่สอดคล้องกับสีของหน้าปัดหิน


ดีไซน์ที่สี่ในรุ่นที่ทำจากทองของนาฬิกา Grip ถูกผลิตขึ้นด้วยทองคำ 18kt ทั้งหมดพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกาสีทองแบบปัดเงาที่ถูกแกะสลักอย่างละเอียดด้วยโลโก้ Gucci และสายนาฬิกา bracelet link แบบตรงที่ส่องแสงแวววาว นาฬิกา Grip ที่ทำจากทอง 18kt แต่ละเรือนได้รับการประดับอย่างดงามด้วยฝีมือช่างที่แม่นยำในการฝังด้วยเพชรบาเก็ต 44 เม้ดเรียงต่อเนื่องกันโดยไม่มีหนามเตยปรากฏให้เห็น
นาฬิกา Grip Sapphire เป็นรุ่นที่ห้าในไลน์สินค้านาฬิกา Grip เป็นนาฬิกากลไกเคลื่อนไหวแบบ Jump Hour ที่ชวนให้หลงใหลด้วยตัวเรือนที่ผลิตขึ้นจากคริสตัลแซฟไฟร์ทั้งหมด มีด้วยกันสี่สี ได้แก่ สีใส สีฟ้า สีเขียว และสีชมพู พร้อมด้วยสายนาฬิกายางแบบ tone-on-tone โปร่งแสงที่ถูกสลักลายนูนด้วยลวดลาย Interlocking G และตัวล็อกสายเหล็กแบบ ardillon buckle
ชมนาฬิกาชั้นสูงของ Gucci ได้โดยการนัดหมายที่บูติกนาฬิกาและเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงของ Gucci ที่ Place Vendôme กรุงปารีส(16 Place Vendôme Paris, 75001, France T:+33.1.70.79.15.24) สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci ได้ที่ www.gucci.com

HERMÈS เปิดตัว H08 WATCH นาฬิกากลิ่นไอสปอร์ตสุดหรูกลไกออโตแมติก แรงบันดาลใจจากคณิตศาสตร์และอภิปรัชญา

การผสมผสานความหนักแน่นและเส้นสายที่ลื่นไหล ความแข็งแกร่งและความละเอียดอ่อน นาฬิกาแอร์เมส H08 (Hermès H08) ฝังแน่นใน Men’s Universe ของแบรนด์

ในขณะที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวอย่างชัดเจน แต่ที่บ้านก็มีความเท่าเทียมกันกับวิถีที่เร่งรีบ นาฬิกา Hermès H08 ในดีไซน์ร่วมสมัยที่อยู่เหนือกาลเวลาเพื่อวางทาบบนข้อมือให้สัมผัสชีพจรของคนรุ่นใหม่ ที่ทุกย่างก้าวในทุกลมหายใจและทุกระลอกคลื่นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนและความเร่งรีบ นี่คือสิ่งที่จะสร้างความสมดุล ส่งเสริมบทสนทนาระหว่างสิ่งตรงกันข้ามและความแตกต่าง

นาฬิกา Hermès H08 ต้องการช่างนาฬิกาที่จะรังสรรค์ขึ้นโดยแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด การดูแลที่พิถีพิถันและความเชี่ยวชาญที่ได้มาจากความอดทน เมื่อเวลาผ่านไป มันจะรวมจิตวิญญาณ แรงผลักดัน และการเคลื่อนไหว ดีไซน์สปอร์ตที่ได้แรงบันดาลใจจากความหนักแน่นและเส้นสายที่ลื่นไหล พื้นหน้าปัดทรงกลมโอบล้อมด้วยตัวเรือนพร้อมขอบที่อ่อนโยน ราวกับมุมและเส้นโค้งผสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ดูราวกับถูกตกแต่งด้วยวัสดุที่เป็นแร่ และโทนสีดำ เทาและสีแดนทราไซต์ โดยจับคู่กับสายยางธรรมชาติสีน้ำเงินและสีส้ม

ความจริงจังและความเย้ายวน ความแข็งแกร่งและความละเอียดอ่อน ความด้านและความมันวาว ที่ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน ถูกกำหนดขึ้นจากลักษณะที่แตกต่างกันโดยเนื้อแท้ที่มีหลายแง่มุมเช่นเดียวกับหนุ่ม Hermès นาฬิกา Hermès H08 ฝังแน่นเป็นส่วนหนึ่งใน Men’s Universe ของแบรนด์ที่ เวโรนิก นิชาเนียน (Véronique Nichanian) ได้สร้างขึ้นในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีส่วนร่วมจากองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งการตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ วัสดุที่เย้ายวน และมาตรฐานแห่งความสบายอย่างไร้ที่ติ

ชื่อที่น่าพิศวงของนาฬิกา Hermès H08 บ่งบอกเป็นนัยถึงกราฟิก คณิตศาสตร์และอภิปรัชญา แบบตัวอักษรดั้งเดิมที่โดดเด่นของตัวเลขที่สะท้อนถึงวัตถุ ประกอบด้วย 0 และ 8 ที่เผยให้เห็นจากรูปแบบของตัวเรือน เลข 0 แสดงถึงความว่างเปล่า ในขณะที่รูปแนวนอนของเลข 8 คือสัญลักษณ์ “ไม่มีที่สิ้นสุด” เปรียบได้กับการเดินทางระหว่างความไม่มีอยู่และทุกสิ่งที่มีอยู่ ราวกับการสะท้อนถึงความลึกลับและความลึกซึ้งของเวลา

ขับเคลื่อนอย่างเป็นจังหวะด้วยกลไกอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1837 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ นาฬิกา Hermès H08 ไลน์ใหม่นำเสนอในตัวเรือนทรงคุชชั่นขนาดใหญ่ 3 รุ่น พร้อมเม็ดมะยมขันเกลียว รุ่นแรกกับตัวเรือนที่ผลิตจากคอมโพสิตเสิรมกราฟีน ประดับด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกปัดด้านและขัดเงา พื้นหน้าปัดเคลือบทองสีดำคั่นด้วยแทร็กนาที ตัวเลขอารบิกเคลือบสารเรืองแสงและชุดเข็มเคลือบนิกเกิลสีดำ แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ 4.30 นาฬิกา จับคู่กับสายยางสีดำและล็อกแน่นด้วยบานพับล็อกสายปีกผีเสื้อที่ผลิตจากไทเทเนียม อีกสองรุ่น รุ่นแรกในตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดำด้านด้วยเทคนิค DLC และรุ่นที่สองในตัวเรือนไทเทเนียมปัดด้าน กรอบหน้าปัดนิกเกิลเคลือบดำ ประกอบกับสายรัดสีน้ำเงินหรือสีดำ หรือสายยางสีดำหรือสีส้ม นอกเหนือจากความทนทานและความสบายในการสวมใส่แล้ว สายแบบทอยังได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิกา Hermès H08 เป็นตัวอย่างของสไตล์สปอร์ตที่มีความซับซ้อนและสอดคล้องกับเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษของ Hermès อย่างชัดเจน

Montblanc เปิดตัว Montblanc Star Legacy Metamorphosis Limited Edition 8 นาฬิกาสีน้ำเงินเจิดจรัสกับกลไกและงานประกอบชั้นสูง โรงงานผลิตของมงต์บลองค์ที่เมืองวิเญอเรต์

การผลิตนาฬิกามงต์บลองค์ขั้นสูงในสีน้ำเงินที่เจิดจรัส มงต์บลองค์เผยโฉมรุ่น Metamorphosis และ Exo Tourbillon ที่มีสิทธิบัตรในแนวสีน้ำเงินออกใหม่  สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นกุญแจสำคัญทั้งสองได้จารึกเรื่องราวบทใหม่ให้กับจักรวาลของการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยมของมงต์บลองค์ทันทีที่เปิดตัว ทั้งยังกลายเป็นเสาหลักด้านนาฬิกามาตลอดระยะเวลาหลายปีและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาระบบกลไกสำหรับอนาคตซึ่งจะถูกนำมาใช้ในคอลเล็กชั่นหลักของเมซงด้วย

มงต์บลองค์เปิดตัว Montblanc Star Legacy Metamorphosis Limited Edition 8 ในสีน้ำเงินที่เจิดจรัส  เครื่องบอกเวลาที่เป็นนวัตกรรมชิ้นนี้แปลงเปลี่ยนตัวเองได้จริงด้วยการเผยโฉมหน้าที่แตกต่างกันสองแบบ  ระบบกลไกซับซ้อนที่ใช้ในการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยมจำนวนมากถูกนำเข้ามาใช้โดยได้แรงขับเคลื่อนจากเครื่อง Manufacture calibre MB M67.60 ที่ผลิตขึ้นด้วยมือและเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูงมาก  การเปลี่ยนไปมาระหว่างสองหน้านั้นมีความยุ่งยากสูงและต้องอาศัยชิ้นส่วนมากกว่า 320 ชิ้น ซึ่งทุกชิ้นถูกผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถันและต้องเคลื่อนที่พร้อมๆ กัน  ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการสร้างกลไก Exo Tourbillon เพียงอย่างเดียวต้องใช้ชิ้นส่วนมากกว่า 100 ชิ้น และนาฬิกาทั้งเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 718 ชิ้นถ้วน  ทั้งนี้ทุกชิ้นส่วนผ่านการผลิตด้วยมือ ณ โรงงานผลิตของมงต์บลองค์ที่เมืองวิเญอเรต์ตามขนบที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน

กลไกเริ่มต้นการทำงานด้วยการเลื่อนคันโยกที่ข้างตัวเรือน (เหมือนกับกลไก Minute Repeater) ซึ่งเชื่อมต่อกับหน้าปัด  กลไกจักรกลดังกล่าวประกอบด้วยส่วนที่ยึดอยู่กับที่กับชัตเตอร์ที่ขยับได้ซึ่งเปิดและปิดตามหน้าของนาฬิกาที่เลือกไว้

เมื่อชัตเตอร์ปิด หน้าของนาฬิกาจะแสดงฟังก์ชั่นเวลาโลกที่ 6 นาฬิกาในลักษณะของซีกโลกเหนือทรงโดมที่หมุนได้และล้อมรอบด้วยสเกล 24 ชั่วโมงกับตัวบอกกลางวัน/กลางคืน  ที่ 12 นาฬิกา จักรกรอกชุบโรเดียมพร้อมสปริงที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นสีน้ำเงินและสกรู 18 ตัว จะแกว่งไปด้วยความถี่ดั้งเดิมที่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง

เมื่อชัตเตอร์เปิด หน้าปัดจะเผยให้ความงามของกลไก Exo Tourbillon หนึ่งนาทีที่ได้รับสิทธิบัตร ซึ่งยึดไว้กับสะพานกระจกคริสตัลแซฟไฟร์และทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ที่ 12 นาฬิกา  สิ่งนี้เป็นไปได้ก็ด้วยการก่อสร้างระบบกลไกที่ซับซ้อนซึ่งช่วยเอาจักรกรอกไปวางไว้นอกกรงและอยู่ใต้ชัตเตอร์  จานวันที่ที่กระโดดได้ปรากฏอยู่รอบ Exo Tourbillon

ที่ 6 นาฬิกา พระจันทร์สามมิติเสมือนจริงในตำแหน่งเดียวกับที่อยู่บนฟ้าเมื่อมองขึ้นจากโลก กำลังเดินวนรอบโลกอย่างสม่ำเสมอตามหลักไจโรสโคปซึ่งเหมือนกับที่พระจันทร์ทำจริงๆ เมื่อโคจรรอบโลก  ตัวแทนพระจันทร์ปรากฏตัวตัดกับฉากหลังที่ตกแต่งด้วยสะเก็ดสีทองที่ทอประกายราวกับค่ำคืนเต็มไปด้วยดวงดาว  ระบบดิถีพระจันทร์ตามหลักดาราศาสตร์ หรือ Moonsphase มีความแม่นยำสูงมากและต้องการการปรับเพียงหนึ่งวันในทุก 122 ปีเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค

เครื่อง                                   Montblanc Manufacture Calibre MB M67.60

ลักษณะกลไก                         กลไกจักรกลพร้อมระบบไขลานด้วยมือ, Exo Tourbillon 1 นาทีที่มีสิทธิบัตร, เวลาโลก และการบอกดิถีพระจันทร์ที่สมจริง

ขนาด                                        เส้นผ่านศูนย์กลาง = 45 มม.; สูง = 12.87 มม.

จำนวนชิ้นส่วน                       718 ชิ้น

จำนวนทับทิม                        61 เม็ด

พลังงานสำรอง                       ประมาณ 50 ชั่วโมง

จักรกรอก                                   บาลานซ์วีล เส้นผ่านศูนย์กลาง = 14.5 มม.; ความเฉื่อย = 59 มก./ตรซม.

ความถี่                                      18,800 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5 เฮิรตซ์)

สปริง                                     ผ่านกระบวนการทำให้เป็นสีน้ำเงิน ใช้ฟิลิปส์ เทอร์มินอล เคิร์ฟ

แท่นเครื่อง                             ชุบโรเดียมพร้อมขัดลายวงกลม

สะพาน                                  ชุบโรเดียมพร้อมลาย “Côtes de Genève” 

ขบวนเฟือง                                ซี่เฟืองพิเศษเพื่อการส่งกำลังที่มีประสิทธิมากขึ้น

การบอกค่าต่างๆ                    เข็มชั่วโมงและนาทีเยื้องศูนย์กลาง ช่องวินาทีขนาดเล็กที่ 12 นาฬิกา

                                            หน้าปิด: เวลาโลกโดยมีซีกโลกเหนือล้อมด้วยสเกล 24 ชั่วโมงและบอกกลางวัน/กลางคืน

                                            หน้าเปิด: กลไกทูร์บิญง 1 นาทีที่มีสิทธิบัตร ซีกโลกเหนือล้อมด้วยท้องฟ้าที่อยู่จานเคลือบสะเก็ดสีทองซึ่งเสมือนเป็นดวงดาวและดิถีพระจันทร์ที่สมจริง แสดงวันที่ที่ 12 นาฬิกา

Wakanda Forever! Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon สุดลิมิเต็ดเพียง 250 เรือน!

หลังจากการประกาศพาร์ทเนอร์ชิพอย่างเป็นทางการกับมาร์เวล เอนเตอร์เทนเมนท์ (Marvel Entertainment) โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมนาฬิกาเรือนแรกในซีรีส์นาฬิกาซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล กับนาฬิการุ่น รอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง (Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon) ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ผลิตเพียง 250 เรือน ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาจากคาแรคเตอร์ในตำนานเพื่อยกย่องซูเปอร์ฮีโร่เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก จึงเป็นที่มาให้โอเดอมาร์ ปิเกต์เลือกความแข็งแกร่งและทรงพลังของตัวละครในจักรวาลมาร์เวล และเลือกเปิดตัวนาฬิกาเรือนแรกด้วยคาแรคเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับโอเดอมาร์ ปิเกต์ อย่าง แบล็ค แพนเธอร์ (Black Panther) ที่ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ของครอบครัว รวมไปถึงการผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากันอย่างลงตัว

ในการสร้างสรรค์นาฬิการอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ “แบล็ค แพนเธอร์” ฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง นั้น
โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้เน้นถึงรากฐานของแบรนด์ทั้งในด้านความพิถีพิถันของงานฝีมือแบบดั้งเดิมและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแห่งอนาคต กลั่นเอาความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ กลายเป็นนาฬิกาที่มีกลไกอันซับซ้อน นาฬิกาขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรเรือนนี้บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ในด้านของความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งในแง่ของการดีไซน์ รวมถึงการที่แบรนด์มักจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และเพราะการที่แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเป็นเหตุผลให้โอเดอมาร์ ปิเกต์ผลักดันและก้าวข้ามขีดจำกัดของการสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมองให้ไกลกว่าการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูง ที่ผสมผสานแรงบันดาลใจจากป๊อปคัลเจอร์และวงการบันเทิง

ตัวเรือนล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี ด้วยแรงบันดาลใจจากไวเบรเนียม

นาฬิกาเรือนนี้ถูกรังสรรค์ออกมาด้วยดีไซน์แบบฟิวเจอริสติกที่ทำให้ทุกคนนึกถึงชุดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำของแบล็ค แพนเธอร์ ตัวละครสำคัญอีกหนึ่งตัวจากจักรวาลมาร์เวล ตัวเรือนไทเทเนียมทรงกลมถูกเน้นให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมและเม็ดมะยม
เซรามิกสีดำเพื่อดีไซน์ที่ดูไฮเทค แม้ตัวเซรามิกที่มีความแข็งแรงทนทานจะไม่มีความยืดหยุ่น แต่วัสดุที่มีน้ำหนักเบาชนิดนี้ก็ช่วยขับเน้นรูปทรงโค้งเว้าให้เข้ารับกับรูปทรงของตัวเรือน และหน้าปัดขนาด 42 มิลลิเมตรก็กลมกลืนไปกับสัดส่วนของข้อมือได้อย่างลงตัว

ตัวเรือนที่กันน้ำได้อย่างดีเยี่ยมยังคงใช้ศิลปะการสร้างสรรค์เรือนเวลาแบบดั้งเดิมด้วยงานฝีมือสุดพิถีพิถัน ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำมาพร้อมรายละเอียดของการขัดแบบซาตินและการขัดลบมุมที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ เทกซ์เจอร์บนตัวเรือนไทเทเนียม ที่ใช้เทคนิคแซนด์บลาสต์ การขัดลบมุมให้เป็นทรงหกเหลี่ยม และการขัดแบบซาตินเพื่อให้ลุคแบบทูโทนได้อย่างน่าสนใจ ส่วนซีลยางสีม่วงช่วยเสริมสีสันที่มีความสดใสเข้ามาบนตัวเรือนให้โดดเด่นได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของฝาหลังแซฟไฟร์ใช้ทั้งเทคนิคการขัดแบบแซนด์บลาสต์และการขัดแบบซาตินพร้อมเผยให้เห็นกลไกขนาดเล็กอันซับซ้อนภายใน

นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมพลังของคาลิเบอร์ 2965 ถือว่าเป็นพัฒนาการล่าสุดของการพัฒนากลไกไขลานที่มาพร้อมฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง ซึ่งโอเดอมาร์ ปิเกต์เปิดตัวออกมาครั้งแรกปี 2018 ในคอลเลกชั่นรอยัล โอ๊ค คอนเซปท์ ดีไซน์ทูโทนร่วมสมัย กรอบแสดงกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง
แมทช์กับสุนทรียะในการออกแบบของตัวเรือนโดยรวม ส่งเสริมให้กลไกดูมีมิติและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ฝาด้านหลังแซฟไฟร์ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มองเข้าไปสำรวจการดีไซน์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้ากับความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากอดีต กลไกด้านหลังอย่างบริดจ์ไทเทเนียมรูปทรงเรขาคณิตขัดแบบแซนด์บลาสต์ เคลือบพีวีดีสีดำและเทา เผยให้เห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของกลไกแห่งอนาคตที่เป็นดั่งหัวใจของนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยด้านหลังของกรอบหน้าต่างกลไกฟลายอิ้ง ตูร์บิยอง และชุดของฟันเฟือง ขอบตัวเรือนด้านในสีม่วงขัดแบบแซนด์บลาสต์ ยังมีการสลักคำว่า “Royal Oak Concept Limited Edition of 250 Pieces” ไว้อย่างโดดเด่น

การกักเก็บพลังงานยาวนาน 72 ชั่วโมงและกันน้ำได้ลึก 50 เมตร เป็นอีก 2 องค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีเสน่ห์ของความเป็นนาฬิกาแห่งการผจญภัยและพร้อมเผชิญทุกความท้าทายอย่างมีสไตล์

Vacheron Constantin : Historiques American 1921

หนึ่งร้อยปีแห่งความกล้าและการปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ นาฬิกาสามรุ่นผสมผสานซิกเนเจอร์ดีไซน์
-Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 100 ปีของนาฬิกาประวัติศาสตร์ในชื่อ American 1921 ซึ่งเดิมผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก
-ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของยุค Roaring Twenties (1920s) สื่อผ่านตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมแบบเยื้องศูนย์
-นาฬิกาสามรุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการดีไซน์ โดยมีสองรุ่นผลิตจากไวท์โกลด์ และอีก 100 เรือนอยู่ใน Collection Excellence Paltine ผลิตในจำนวนจำกัด เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมนาฬิกาวินเทจ
-ทำงานด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre 4400 AS สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง
-นาฬิกาไอคอนนี้เป็นที่ชื่นชอบเพราะความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

ในปี 1921 Vacheron Constantin จับกระแสความแรงของยุค Roaring Twenties มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์อาวองต์-การ์ดเพื่อตลาดอเมริกันเป็นหลัก ต่อมาในปี 2021 เมซงได้ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของผลงานไอคอนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาชั้นสูง โดยนำเสนอเป็นนาฬิกาใหม่ 3 เวอร์ชั่นในชื่อ American 1921 เป็นการตีความนาฬิการะดับตำนานให้ร่วมสมัย ตอกย้ำความกล้าเปี่ยมวิสัยทัศน์ของเมซง ผลงานใหม่ทั้งสามรุ่นนี้เปิดตัวภายในงาน Watches & Wonders 2021 เป็นส่วนหนึ่งของธีมประจำปี 2021 ของ Vacheron Constantin ซึ่งมีชื่อว่า Classic with a Twist เชิดชูพลังความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการให้ความสำคัญกับมรดกของอดีต และความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่คาดไม่ถึง

นอกจากจะสง่างามและคลาสสิกแล้ว ผลงานนี้ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แหวกล้ำ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาธรรมดาๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin นาฬิกา American 1921 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน นับเป็นหนึ่งในผลงานมรดกชิ้นสำคัญ ล่าสุด เมซงได้เฉลิมฉลองจิตวิญญาณอาวองต์-การ์ดนี้ผ่าน 3 ผลงานใหม่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อเหล่านักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาวินเทจ ตัวเรือนทรงคุชั่น ดิสเพลย์แบบอสมมาตร และเม็ดมะยมซึ่งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกานั้น เป็นการนำขนบดีไซน์มาทวิสต์ใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดใจ
ทั้งการจัดวางเลย์เอาต์แบบเยื้องศูนย์และดีไซน์ที่ไร้กาลเวลา นาฬิกา American 1921 ทั้ง 3 รุ่นใหม่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี ประกอบด้วย 2 เวอร์ชั่นที่ผลิตจากไวท์โกลด์ 18K และรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 100 เรือนใน Collection Excellence Platine ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre 4400 AS กลไกนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. มองเห็นชัดเจนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ในขณะที่ตลับลานขนาดใหญ่ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง

ไอคอนแห่งยุค Roaring Twenties
ต้นกำเนิดของนาฬิการุ่นนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1919 ในช่วงเวลานั้น เมซงได้ทดลองนำเสนอตัวเรือนรูปทรงหลากหลายออกมาในปริมาณไม่มาก และกลายเป็นที่รู้จักด้วยสไตล์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเรือนทรงคุชั่น และสองปีหลังจากนั้น Vacheron Constantin ได้ผลิตนาฬิกาเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ และได้ตั้งชื่อว่า American 1921 ผลงานในครั้งนั้นได้กลายเป็นนิยามด้านดีไซน์ของคอลเลกชั่น Historiques ในปัจจุบัน

เบื้องหลังดีไซน์แปลกตาของผลงานในยุค 1920s นี้มาจากจิตวิญญาณของยุค Roaring Twenties ซึ่งได้นำกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรปอยูนานเกือบทศวรรษ ยุคนี้มีทั้งความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรมและศิลปะ เป็นยุคแห่งความกล้าหาญและการพลิกทลายขนบดั้งเดิม เศรษฐกิจเจิรญเติบโตถึงขีดสุด ลองนึกภาพโจเซฟีน เบเกอร์ออกมาเต้นโดยสวมเพียงกระโปรงผ้าพันคอบานาที่แทบจะปิดอะไรไม่มิด คลับและแดนซ์ฮอลล์สั่นสะเทือนด้วยเสียงเสียงเพลงชารลส์ตันและแจ๊ซ อีกทั้งศิลปินเซอร์เรียลิสต์ก็ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ… ภายในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin ได้จับเอากระแสมาแรงในช่วงปีนั้นมาใช้ต่อเติมมุมมองใหม่ๆ ในช่วงนั้น นาฬิกาพกกำลังล่าถอยให้กับนาฬิกาข้อมือนั้น ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนกลไกขนาดเล็กได้แผ้วถางทางให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมปะทุ สไตล์ฝันเฟื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปรากฏจริงได้บนข้อมือ ดังจะเห็นได้จากผลงานวินเทจต่างๆ ในยุค 1921 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ชาญฉลาดระหว่างความเคร่งขรึมจริงจังและความไม่ยึดติดกับขนบ เรียกได้ว่าเป็นความคลาสสิกที่ถูกนำมาทวิสต์ใหม่

นาฬิกาล้ำค่าหายาก
นาฬิกา American 1921 โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ ด้วยตัวเรือนทรงคุชั่นสง่างามเรียบง่ายที่เป็นตัวกำหนดกรอบของลุค ทั้งยังไม่เหมือนใครด้วยการดีไซน์การแสดงเวลา หน้าปัดย่อยวางตัว 45 องศาหมุนทวนเข็มนาฬิกา กลไกทำให้สามารถอ่านค่าเวลาในแนวทะแยงได้ ในขณะที่เม็ดมะยมติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาทางมุมบนขวาของตัวเรือน ทำให้นาฬิกาโดดเด่นไม่เหมือนใครและยังเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดใจ

นาฬิกาเวอร์ชั่นแรกที่ผลิตขึ้นนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักขับซึ่งสามารถดูเวลาได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย และจากเดิมที่เป็นนาฬิกาของสุภาพบุรุษนักขับ ต่อมานาฬิการุ่นนี้ก็กลายมาเป็นที่นิยมในวงของผู้รักในความสง่างามและสไตล์อาวองต์-การ์ด เมื่อค้นดูในอาร์ไคฟ์จึงได้พบว่ามีนาฬิกาสองเรือนที่เป็นของนักเขียนและนักบวชชาวอเมริกันนามว่า แซมมวล พาร์กส์-แคดแมน บุรุษผู้นี้เป็นที่รู้จักจากการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมด้านชาติพันธุ์และการต่อต้านชาวยิว และยังเป็นนักบุกเบิกในหัวใจ เขาเป็นคนแรกๆ ที่ใช้วิทยุกระจายเสียงบทสวดไปยังผู้ฟังนับล้าน และเชื่อว่าที่เขาเลือกใช้นาฬิการุ่นนี้เพราะช่วยให้เขาดูเวลาได้อย่างสะดวก ไม่โจ่งแจ้งขณะเทศนา หนึ่งในนาฬิกาสองรุ่นที่เขาเป็นเจ้าของ ปัจจุบันอยู่ในคอลเลกชั่นเฮอริเทจของ Vacheron Constantin ผลงานเลอค่าหายากนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ในปี 2021

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 40 มม.
ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ และเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกาไม่เหมือนใคร นาฬิกา American 1921 นำแรงบันดาลใจจากรหัสดีไซน์ที่ใช้ครั้งแรกในเวิร์กช็อปของ Vacheron Constantin เมื่อ 100 ปีก่อน รูปลักษณ์เรโทรเหมาะสำหรับหนุ่มแดนดี้ผู้หลงรักสไตล์วินเทจ รับกับข้อมือพอเหมาะพอดีด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. ล้อมหน้าปัดสีเงินแบบเกรน โฉมหน้าเรียบง่าย ประดับบด้วยตัวเลขอาระบิก และรางนาทีสีดำ รับกับเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากทอง 18K เพรียวบางสไตล์เบรเกต์ และเข็มทรงบาตองบนหน้าปัดวินาที ซึ่งทั้งสามเข็มมาในเฉดสีดำ รูปลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ยังเข้ากับสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลจากเวิร์กช็อป Serapian บริษัทเครื่องหนังจากอิตาลี ก่อตั้งขึ้นที่มิลานตั้งแต่ปี 1928

ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นกลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin ซึ่งติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน กลไกอินเฮาส์ซึ่งเที่ยงตรงและทำงานเต็มประสิทธิภาพ ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2008 แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 65 ชั่วโมง ตกแต่งอยางประณีตด้วยมือตามขนบการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูง

Historiques American 1921 – ตัวเรือนไวท์โกลด์ 36.5 มม.
ด้วยตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ทำให้นาฬิกกา American 1921 เหมาะกับทุกคนแม้แต่ผู้ที่มีข้อมือเล็ก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K รูปทรงเพรียวบางโอบล้อมหน้าปัดเฉดสีเงินแบบเกรน รับกับตัวเลขอาระบิกสีดำและหน้าปัดย่อยวินาที และเข็มชั่วโมงและนาทีสีดำปลายฉลุทำจากทอง 18K และเส้นรอบวงหน้าปัดยังเด่นด้วยรางนาที เพิ่มเสน่ห์แบบเรโทรให้กับดีไซน์ดั้งเดิม

กลไกไขลาน Calibre 4400 AS ของ Vacheron Consrantin แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์จากแกน ควบคุมด้วยเม็ดมะยมซึ่งติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 1.30 น. นอกจากจะสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมงอย่างสบายๆ แล้ว กลไกอินเฮาส์นี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตบรรจงดังจะเห็นได้ผ่านฝาหลังโปร่งใสตามธรรมเนียมของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง และเติมความสมบูรณ์แบบด้วยสายรัดข้อมือหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้มหรือสีเบอร์กันดี ผลิตจากโรงงานเครื่องหนัง Serapian ในอิตาลี

Classic with a twist
ความคิดสร้างสรรค์ของ Vacheron Constantin ยังคงสอดประสานกลมกลืนไปกับช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้นึกถึงความทรงจำในอดีต ผลงานเหล่านี้คือตัวแทนแห่งความสง่างาม ซึ่งเป็นหลักยึดของเหล่าวอทช์เมกเกอร์ ช่างฝีมือ และดีไซเนอร์มาตลอดหลายศตวรรษ ทั้งยังเป็นการเชิดชูมรดกจากอดีตและความกล้าที่จะค้นหาสิ่งที่คาดไม่ถึง ผลงานของ Vacheron Constantin กำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบของความเป็นเลิศทางเทคนิคและความประณีตงดงาม และยังคงร่ายมนต์สะกดผ่านยุคสมัยต่างๆ มาจนถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าเสน่ห์ไร้กาลเวลานี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเพียงการผลิตนาฬิกาตามขนบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ผลงานแต่ละเรือนยังต้องแสดงถึงความกล้าผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการแสดงเวลาแบบพิเศษ หน้าปัดเยื้องศูนย์ การตกแต่งชิ้นส่วนด้วยเทคนิคพิเศษ การเก็บรายละเอียดอย่างประณีตด้วยมือ และความสลับซับซ้อนของกลไก ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เข้าถึงความรูสึก ซึ่งเทคนิคและสไตล์มาบรรจบกันอย่างสมดุลกับขนบและความแหวกขนบ

Exclusive Preview : BIG BANG SANG BLEU II: A TRIO IN CERAMIC

Hublot และสตูดิโอช่างสัก Sang Bleu ที่มีชื่อเสียงในลอนดอนร่วมกันรังสรรค์สุดพิเศษ นาฬิกาสามเรือนที่ทำจากเซรามิก นาฬิกา Big Bang รุ่นลิมิเต็ดสามรุ่นที่นำคุณไปสู่โลกแห่งสีสันใหม่ๆ การสร้างสรรค์ใหม่ 3 สิ่งสำหรับการทำงานร่วมกันของพวกเขา Hublot และ Sang Bleu ได้ปลดปล่อยเปลวไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเพื่อสร้างความใหม่ที่มีสีสันนาฬิกา Big Bang Sang Bleu II Ceramic รุ่นใหม่ในสีฟ้า สีเทาและสีขาว นอกจากความสำเร็จทางเทคนิคในการสร้างเซรามิกที่มีสีสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบและสม่ำเสมอแล้ว Hublot ได้เผยถึงสถาปัตยกรรมนาฬิกาที่ยังคงมีความขบถต่อขนบเดิมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการเปิดตัว Sang Bleu II All Black เมื่อปีที่แล้วเราได้เปิดประตูสู่การทำงานด้วยวัสดุอย่างเซรามิกในโมเดลที่เราพัฒนาร่วมกับ Sang Bleu มาเป็นเวลาห้าปีแล้ว เวอร์ชันใหม่ทั้งสามนี้ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาเป็นความต่อเนื่องเชิงตรรกะของเวอร์ชันดั้งเดิมของ All Black และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับงานชิ้นนี้ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์และประติมากรรมสามมิติที่มองเห็นได้ที่นี่ในแง่มุมใหม่ๆ “
Ricardo Guadalupe Hublot CEO

การสามารถทำงานในระยะยาวกับการผลิตถือเป็นสิทธิพิเศษและเป็นเกียรติ Hublot และ Sang Bleu ได้ผลักดันขอบเขตด้านศิลปะและการผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ปี 2016 และเสรีภาพนี้ทำให้สามารถสำรวจนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง Big Bang Sang Bleu II ทั้งสามรุ่นนี้เป็นผลของการทุ่มเทนี้ การเผยโฉมเซรามิกสามสีนี้จะเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของหน้าปัด ชุดเข็มนาฬิกาบนตัวเรือน ประสบการณ์และผลกระทบของแต่ละชิ้นส่วนเป็นสิ่งเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่นาฬิกาจะเติมเต็มและเพิ่มความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ “
Maxime Plescia-Buchi ผู้ก่อตั้ง Sang Bleu และ Hublot Ambassador

ด้วยเหลี่ยมมุมที่เฉียบคมของตัวเรือนที่เป็นรูปสลักหลายเหลี่ยมราวกับเพชรทำให้ Big Bang Sang Bleu II ที่ออกแบบโดย Maxime Plescia-Buchi และ Hublot สามารถสร้างความประหลาดใจ การผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของช่างสักเข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของการผลิตโดยใช้ Nyon ชิ้นนี้แสดงการออกแบบที่ซับซ้อนและทรงพลัง ซึ่งต้องการการมองที่ใกล้ขึ้นให้สามารถชื่นชมรูปลักษณ์หลายมิติได้อย่างเต็มที่ ตัวเรือน ขอบตัวเรือนตรงกลางสายและหน้าปัดได้รับการสร้างขึ้นด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความลื่นไหลที่ไร้รอยต่อ

เวอร์ชันใหม่ที่ดูเรียบง่าย แต่ลึกลับ ภาพสะท้อนของรุ่น All Black ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วรุ่น “All White” นี้มีการเล่นแสงที่แพรวพราวแทนเฉดสีดั้งเดิม เสมือนสถาปัตยกรรมแห่งเหลี่ยมเพชรพลอยของกรอบตัวเรือน และสายข้อมือที่เชิญชวนให้มองสำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อชื่นชมมุม และส่วนโค้งที่ละเอียดอ่อนของแต่ละชิ้นส่วนนาฬิกา เป็นงานสร้างที่ทรงพลังมีแสงสะท้อนบนผิวหนังเช่นเดียวกับรอยสักที่ Maxime Plescia-Buchi ใช้ในงานศิลปะภาพพิมพ์ของเขา
Big Bang Sang Bleu II ใหม่แต่ละชิ้นจะวางจำหน่ายแบบ จำกัดจำนวน 200 ชิ้น ทั้งหมดจะมีตัวเรือนขนาดเดียว คือ 45 มม. ทำจากเซรามิกไฮเทคทั้งหมดตัวเรือนโครโนกราฟไขลานของ UNICO ผลิต ได้รับการพัฒนาภายในโดยวิศวกรและช่างทำนาฬิกาของ Hublot ประกอบด้วยส่วนประกอบ 330 ชิ้นและติดตั้งฟังก์ชันฟลายแบ็ค มีพลังงานสำรอง 3 วัน แต่ละชิ้นมีสายรัดข้อมือยางที่สอดคล้องกันด้วยระบบ One Click ช่วยให้เปลี่ยนสายได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ

หมายเลขอ้างอิง
418.HX.2001.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีขาว จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.EX.5107.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีฟ้า จำกัด เพียง 200 ชิ้น
418.FX.8007.RX.MXM21 รุ่นเซรามิกสีเทาจำนวน จำกัด 200 ชิ้น
ด้านหลังหน้าปัดทุกสีทำจากเซรามิกเคลือบสลัก“ LIMITED EDITION 200NUM” และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ สายนาฬิกายางแบบหัวเข็มขัด ตัวเรือนเซรามิกสีขาว สายยางสีดำและสีขาว ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน สายยางสีดำและสีน้ำเงิน ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD
ตัวเรือนเซรามิกสีเทา สายยางสีดำและสีเทา ตัวล็อคหัวเข็มขัดดีไซน์ของ Sang Bleu ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมสีดำ PVD


ราคาเรือนละ 861,000 บาท

Exclusive preview HUBLOT : BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC

Exclusive preview HUBLOT ขอเชิญคุณมาสนุกกับชีวิตที่สดใส! BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC ที่จะเผยโฉมในงาน Watches and Wonder 2021 วันพรุ่งนี้ แต่ L’Officiel Hommes Thailand นำความสุดพิเศษนี้มาให้คุณชมเป็นที่แรก แม้ว่าสีเหลืองจะเป็นสีหลักที่มีอยู่มากในธรรมชาติ แต่สีนี้ก็ยังทำให้มีเฉดที่สวยได้ยากโดยเฉพาะในวัสดุเช่นเซรามิก

ในฐานะผู้นำอย่างแท้จริงทางด้านนวัตกรรม และด้วยความเชี่ยวชาญของ Hublot Manufacture จึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการสร้างเซรามิกสีเหลืองสดใสชิ้นแรก อนาคตของคุณจะสดใสด้วย Big Bang Unico Yellow Magic ของ Hublot เพราะคุณคงไม่ได้เห็นนาฬิกาสีเหลืองสดใสเขิดจ้าเหมือนแสงแดดที่จะทำให้วันของคุณสดใสขึ้นเช่นนี้มาก่อน

ด้วยการเปิดตัวเซรามิกสีแดงสดมีการกล่าวว่า (เกือบ)เป็นสีใน Pantone ที่เป็นไปได้สำหรับการทำเซรามิกสีสดใสเช่นนี้ขึ้นมา แต่เราก็ทำได้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2018 ฉะนั้น Big Bang Unico Yellow Magic ไม่เพียง แต่เข้ากันได้อย่างลงตัวด้วย สีสันสดใสเจิดจ้าที่กำลังมาแรงของ Pantone ประจำปี 2021 เสมือนการเขียนอนาคตด้วยการสร้างวัสดุในเชิงนวัตกรรมของเรา … จักรวาลที่ไม่มีขอบเขต จุดเด่นของนวัตกรรมของเราอยู่ที่คำขวัญของเราที่ว่า “เป็นคนแรกไม่เหมือนใครอย่างแตกต่าง” และสิ่งที่ดีที่สุดคือยังมาไม่ถึง…”
Ricardo Guadalupe
HUBLOT CEO

แสงแดดสดใสเจิดจ้าเสมือนการมองโลกในแง่ดี … ทำให้รู้สึกดี มีความสุขด้วยสีเหลืองสดใสนี้
นอกเหนือจากรูปลักษณ์ตามเทรนด์ที่ไม่อาจพลาดได้แล้ว นี่คือนาฬิกาสปอร์ตที่มีสีสันของความสำเร็จทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ช่างทำนาฬิกาชาวสวิสถือเป็นความลับนวัตกรรมที่ไร้ขีด จำกัด

Yellow Magic ชื่อของเซรามิกไฮเทคสีสันสดใสใหม่ที่สร้างโดย Hublot ซึ่งได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การมาถึงของเซรามิกสีแดงในปี 2018 กระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์วัสดุที่ได้รับการจดสิทธิบัตรซึ่งพัฒนาและผลิตทั้งหมดโดยแผนก R&D ของผู้ผลิต ในห้องปฏิบัติการโลหะวิทยาและวัสดุ สี่ปีของการพัฒนาเพื่อค้นหาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของอุณหภูมิและความดันทำให้สามารถเผาเซรามิกได้โดยไม่ต้องเผาสี
Hublot ได้พบกับความท้าทายในการรักษาคุณสมบัติและความสมดุลของสีในขณะที่เพิ่มความต้านทานการสึกหรอของเซรามิกซึ่งยากกว่าเซรามิกแบบดั้งเดิม (1350 HV เทียบกับ 1200 HV) ไม่มีขาวดำอีกต่อไป ขอบคุณ Hublot เซรามิกมีให้เลือกทุกสีไม่ว่าจะเป็นแดงน้ำเงินเบจเขียวและเหลือง ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่มีสไตล์นี้ Hublot จึงยังคงสานต่อเรื่องราวของนวัตกรรมโดยการคิดค้นวัสดุใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

BIGBANG UNICO YELLOW MAGIC มีจำหน่ายในรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 250 เรือน ที่อวดสีสันเฉกเช่นแสงอาทิตย์ของตัวเรือนขนาด 42 มม. ขอบหน้าปัดส่องประกายด้วยเซรามิกสีเหลืองสดใส มีชีดบอกนาทีและวินาทีตัว ตัวเลขอารบิกบอกเวลา และเข็มนาฬิกาก็ล้วนเป็นสีเหลืองเจิดจ้า ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico HUB1280 มองเห็นจากด้านหน้าปัดผ่านกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ความสว่างสดใสยังคงเรื่อยไปจนถึงสายนาฬิกายางสีเหลืองที่มีเส้นดีไซน์ที่งดงาม นาฬิกาเรือนนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการจำลองแสงแดดแห่งชีวิตมาไว้บนข้อมือของคุณ

BIG BANG UNICO YELLOW MAGIC (เลขอ้างอิง 441.CY.471Y.RX) ผลิตจำนวนจำกัด เพียง 250 เรือน หน้าปัดแบบ skeleton มองเห็นโครงสร้างภายใน ตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง: 42 มม ความหนา: 14.50 มม กันน้ำ: 10 ATM (100mt) ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre Hublot HUB1280 UNICO ไขลานอัตโนมัติ Chronograph Flyback Movement with Column Wheel สำรองพลังงาน: 72 ชั่วโมง ด้านหลัง Microblasted Black Ceramic สลัก“ LIMITED EDITION 250NUM” สายยางลายโครงสร้างสีเหลืองและสีดำพร้อมตัวล็อคหัวเข็มขัดไททาเนียมเคลือบเซรามิกสีดำและชุบสีดำ

ราคาเรือนละ 828,000 บาท

BREITLING’S HERITAGE, REVIVED

สดๆ ร้อนๆ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมากับการเผยโฉม Premier Heritage Collection ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้ง Breitling เพื่อคนทันสมัย มีรสนิยมที่ไร้ที่ติ นาฬิกาที่สวยงามเหล่านี้เป็นนาฬิกาที่หรูหราและประณีตที่สุดของแบรนด์

“ การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมด้วยการเพิ่มเติมความทันสมัยอย่างมีสไตล์ สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breitling และฟื้นฟูมรดกด้านการผลิตนาฬิกาของ Breitling ในการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาสมัยใหม่ นี่คือมรดกของที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง”

Georges Kern แห่ง Breitling ได้กล่าวอย่างภูมิใจ


Premier Heritage Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้ก่อตั้งของ Breitling ชายสามรุ่นที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การบอกเวลาและทำให้ Breitling เป็นเช่นทุกวันนี้ นั่นก็คือ Léon Breitling ก่อตั้ง บริษัท ในปี ค.ศ.1884 ต่อมาเขาได้จดสิทธิบัตรเครื่องจับเวลา/เครื่องวัดความเร็วแบบธรรมดาที่สามารถวัดความเร็วระหว่าง 15 ถึง 150 กม./ชม. ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่นำเสนอในนาฬิกาพกรุ่น 1906 Vitesse
ในปี 1906 และ Gaston ลูกชายของเขาได้สร้างนาฬิกาโครโนกราฟแบบสวมที่ข้อมือเครื่องแรกโดยมีตัวกดอิสระที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา นวัตกรรมนี้แยกฟังก์ชั่นเริ่มต้น หยุดและรีเซ็ต ออกจากเม็ดมะยมทำให้ใช้งานได้คล่องตัวและจริงจังมากยิ่งขึ้นสำหรับนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬา
ในปี 1934 วิลลีหลานชายของลีอองได้จดสิทธิบัตรตัวกดโครโนกราฟอิสระตัวที่สองที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา หนึ่งในความสำเร็จในการบุกเบิกที่โด่งดังของ Willy Breitling คือการก่อตั้งแผนกการบิน Huit ในปีพ. ศ. 1938

รสนิยมที่ไร้ที่ติ
นอกจากความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแล้ว วิลลี ไบรท์ลิง ยังเข้าใจความต้องการของผู้คนที่ต้องการสัมผัสความสง่างามและความเย้ายวนใจ สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกแบบนาฬิกาข้อมือระดับพรีเมียร์ดั้งเดิมในปี 1940 ซึ่งเป็นก้าวแรกของ Breitling ในการเชื่อมโยงจุดมุ่งหมายกับสไตล์ ดังที่วิลลีเห็น
“เมื่อผู้ชายใส่นาฬิกาของเขา มันคือตราประทับของรสนิยมที่ไร้ที่ติ”

Premiers รุ่นล่าสุด (Breitling’s Premier Heritage Collection)นำความสง่างามเหนือกาลเวลานี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คอลเล็กชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกาหกเรือนที่แบ่งออกเป็นสามประเภทที่โดดเด่น ได้แก่ The Chronograph, The Duograph และ The Datora
ทั้งหมดประกอบด้วยตัวเลขอารบิก เข็มนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจ และสายจระเข้กึ่งเงาพร้อมการเย็บแบบ tone-on-tone นาฬิกาทุกเรือนเป็นนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

ฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่เพิ่มเติม


นาฬิกา Premier Heritage Chronograph ขนาด 40 มม. เป็นนาฬิกาไขลานด้วยมือเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิมในปี 1940 ใช้กลไก Breitling Manufacture Caliber B09 ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Breitling Manufacture Calibre 01 โดยมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ หน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอที่สะดุดตาซึ่งตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หรือหน้าปัดสีเงินอันโอ่อ่าตกแต่งด้วยทอง Red gold 18 k


ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลและทองคำขาว 18 k ขนาด 42 มม. Premier Heritage Duograph มาพร้อมกับหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีดำตามลำดับ ฟังก์ชั่น Rattrapante ซึ่งเป็นหนึ่งในความซับซ้อนที่สุดในการผลิตนาฬิกาช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถจับเวลาที่ผ่านไปสองครั้งพร้อมกันได้ด้วยเข็มนาฬิกาโครโนกราฟสองอันที่ซ้อนทับกัน ชิ้นนี้เป็นกลไก Breitling Manufacture Calibre B15 ซึ่งพัฒนามาจาก Breitling Manufacture Caliber B03


เช่นเดียวกับรุ่นก่อนในปี 1940 Premier Heritage Datora ขนาด 42 มม. ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นที่มองเห็นได้ชัดเจนและซับซ้อนเช่นการแสดงวันวันที่และข้างขึ้นข้างแรม ขับเคลื่อนโดยกลไก Calibre B25 หน้าปัดสี Red gold ของ Datora ล้อมรอบด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลในขณะที่หน้าปัดสีเงินมาในตัวเรือนทองคำขาว 18 k
Premier Heritage Collection ทั้งสามรุ่นเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการบอกเวลาของ Breitling ที่สืบเนื่องจากการพัฒนาการมาหลายชั่วอายุคน