Gucci เปิดตัว Pop-up Store คอนเซ็ปต์ล่าสุด

เปิดตัว Gucci Pop up Store ในงาน Siam Paragon Watch Expo 2019 โดย เตย มหาดำรงค์กุล ผู้บริหารแห่ง โทรคาเดโร ไทม์ พร้อมโชว์นาฬิกาไฮไลท์ จี-ไทม์เลส (G-Timeless) ที่แฝงด้วยลูกเล่นเต็มไปด้วยเสน่ห์ ผลงานสร้างสรรค์ของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) โดยการนำเอาเฮ้าส์โมทีฟซิกเนเจอร์ GG สุดคลาสสิก มาทวิสต์กับแฟชั่นไอคอนล่าสุด Gucci Strawberry ผลไม้ประจำซีซั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพพิมพ์ลายการ์ตูนสีสันสดใสในยุค 70s นอกจากนี้ยังมีจิวเวลรี่ใหม่ล่าสุด ทั้ง Fine Jewelry และ Silver แบบฟูลคอลเลคชั่น นำมาจัดแสดงเพื่อเอาใจบรรดาแฟชั่นนิสต้าให้ได้สัมผัสก่อนใคร

ภายใน Pop-up Store นำเสนอความหรูหราด้วยความสดใสของสีฟ้า Dusty Blue ทั้งผนัง พรมและตู้โชว์ สร้างความเด่นตัดกับสีสันของพรมเปอร์เชียสไตล์วินเทจ เก้าอี้กำมะหยี่สี Heart Red ที่เป็นกลิ่นอายจากป็อปอัพคอนเซ็ปต์กลาสเฮ้าส์ล่าสุด พร้อมทั้งทาวเวอร์โชว์เคสสี Pistachio และ Pale Pink ตกแต่งในแนวอินดัสเตรียลด้วยหมุดสตีล เส้นสายสีดำ กระจกโค้ง และโลโก้ที่ส่องสว่าง เพื่อชูให้เห็นความโดดเด่นของนาฬิกาและจิวเวลรี่คอลเลคชั่นใหม่ อาทิ นาฬิการุ่น จี-ไทม์เลส ไอคอนนิค (G-Timeless Iconic), จี-ไทม์เลส คอนเทมโพรารี่ (G-Timeless Contemporary), จี-ไทม์เลส ออโตเมติค (G-Timeless Automatic), ไดฟ์ (Dive) และวินเทจ เว็บ (Vintage Web)

งานนาฬิกาและจิวเวลรี่ Gucci Pop-up Store จะจัดแสดงในช่วงงาน Siam Paragon Watch Expo ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 สิงหาคม 2562 ณ Hall of Fame ชั้น M

Parisian Time

รู้หรือไม่ว่าประเทศฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกามายาวนานมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสวิตเซอร์แลนด์เสียอีก และแม้ว่าบ่อยครั้งจะทำงานด้วยกลไกลสวิส แต่แบรนด์ฝรั่งเศสก็ไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเลิศจองตนทั้งในด้ามีสไตล์และเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือน พิสูขน์ได้จากนาฬิกาทั้ง 7 รุ่นที่คัดสรรมานี้ ซึ่งมีทั้งรุ่นที่เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ไปจนถึงรุ่นที่เข้าถึงได้จริง

นาฬิการุ่น Monsieur จาก Chanel

นาฬิกาที่ได้ชื่อว่า Monsieur นี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน และขึ้นแท่นผลงานที่น่าจับตามองในโลกนาฬิกาชั้นสูงสำหรับผู้ชาย ตัวเรือนกลม ดีไซน์เรียบง่ายสะอาดตา โชว์ความโดดเด่นของกลไกรุ่นแรกที่พัฒนาและผลิตขึ้นในโรงงานของ Chanel เอง ซึ่งกลไกดีไซน์งดงามราวประติมากรรมนี้แสดงชั่วโมงด้วยตัวเลขแบบจัมปิงอาวร์ และเข็มนาทีแบบเรโทรเกรดหรือแบบตีกลับ ทั้งยังมีกำลังลานสำรองนานถึง 3 วัน ตัวเรือนแพลทินัมขนาด 40 มิลลิเมตร กลไกขึ้นลานด้วยมือ แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย สายรัดข้อมือหนังจระเข้สีดำ ตัวล็อกแบบบานพับผลิตจากแพลทินัม

นาฬิการุ่น Santos-Dumont จาก Cartier

ก้าวเข้าสู่บทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ของนาฬิกาตระกูล Santos ด้วยผลงานล่าสุดที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของผลงานดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม นาฬิกา Santos-Dumont ประจำปี 2019 นี้ ทั้งไร้กาลเวลา เรียบหรู และงดงามลงตัว พร้อมเครื่องควอร์ตซ์รุ่นล่าสุดที่ทำงานได้นานถึง 6 ปี นับเป็นหนึ่งในผลงานที่จับต้องได้จริง และยังเป็นหนึ่งในผลงานของ Cartier ที่ไม่ว่าใครก็หมายตา โดยมีให้เลือกสองขนาด ในภาพนี้ตัวเรือนเหล็ก ขนาด 38.5 มิลลิเมตร (ไซส์เล็ก) ทำงานด้วยเครื่องควอร์ตซ์ แสดงชั่วโมงและนาที สายรัดข้อมือหนังจระเข้สีน้ำเงินพร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

นาฬิการุ่น Newport Classique จาก Michel Herbelin

นาฬิการุ่น Newport Classique นี้ออกแบบและประกอบในฝรั่งเศส แต่เข็มหมุนไปตามแรงบันดาลใจจากชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา โดดเด่นด้วยสไตล์แบบยุค ’70s หน้าปัดสีน้ำเงินมันเงาเข้ากับสายหนังสีน้ำตาลเข้ม เสน่ห์ของรุ่นล่าสุดนี้อยู่ที่หน้าปัดกลมซ้อนอยู่ในตัวเรือนทรงคุชชั่น สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ในช่วงยุค ’70s ตัวเรือนเหล็กขนาด 38 มิลลิเมตร ทำงานด้วยเครื่องควอร์ตซ์ แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ สายรัดข้อมือหนังพร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

นาฬิการุ่น Les Matinaux จาก Trilobe

เมื่อนักธุรกิจหนุ่มชาวปารีสได้พบกับวอตช์เมกเกอร์ชาวสวิสผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพลิเคชั่น แบรนด์ Trilobe จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เช่นเดียวกับแบรนด์รุ่นหลัง แบรนด์นาฬิกาน้องใหม่นี้เลือกที่จะท้าทายการบอกเวลาในรูปแบบที่เราคุ้นเคย ด้วยแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมและสถาปัตยกรรม ในที่สุดคอนเซ็ปต์ของนาฬิกา Les Matinaux ก็เป็นรูปเป็นร่างด้วยการใช้วงล้อหมุนสามวงแทนเข็มนาฬิกา ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จออกมาได้ ตัวเรือนเหล็กขนาด 41.5 มิลลิเมตร กลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมง นาที และวินาที สายรัดข้อมือหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม (ถอดเปลี่ยนได้) พร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด สำหรับผลงานรุ่นแรกนี้ผลิตเพียง 300 เรือน

นาฬิการุ่น Clubmaster Iconic Acier จาก Briston

ดีไซน์ตัวเรือน Clubmaster รุ่นใหม่ล่าสุดยังคงเป็นทรงคุชชั่นซึ่งนำความสำเร็จมาสู่แบรนด์นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 2013 ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติจากญี่ปุ่น พร้อมเปิดช่องโชว์บาลานซ์วีล ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา หน้าปัดเฉดสีขาวเงินประดับด้วยเข็มวินาทีเฉดสีน้ำเงิน ตอกย้ำเสน่ห์ความเท่แบบเรโทร เข้ากับสายรัดข้อมือหนังที่ผ่านกรรมวิธีทำให้ดูเก่า ตัวเรือนสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร กลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมง นาที และวินาที สายรัดข้อมือหนังสไตล์เรโทรสีโทป (ถอดเปลี่ยนได้) พร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

นาฬิการุ่น BR 03-92 Blue Steel จาก Bell & Ross

คอลเลกชั่น Blue Steel ได้เพิ่มเติมสมาชิกใหม่เฉดสีน้ำเงินในปีนี้ด้วยรุ่น BR 03 โดยยังคงอ่านค่าเวลาได้ง่ายด้วยตัวเลขและอินเด็กซ์เฉดสีตัดกับพื้นหน้าปัดเฉดสีน้ำเงินเข้มขัดเงาแบบซันเรย์ พร้อมสายรัดข้อมือเฉดสีเดียวกัน ต้องบอกว่าเป็นผลงานที่เน้นความสปอร์ตและสง่าในเรือนเดียว จึงเข้าได้กับหลายโอกาสอย่างแท้จริง ตัวเรือนสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร กลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ สายรัดข้อมือหนังสีน้ำเงินพร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

นาฬิการุ่น Tambour Damier Graphite จาก Louis Vuitton

ผลงานล่าสุดจากคอลเลกชั่น Tambour ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2002 มีชื่อว่า Tambour Damier Graphite อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของแบรนด์ Louis Vuitton นับตั้งแต่การเลือกใช้ดามิเยร์กราไฟต์ลายแคนวาสรุ่นดั้งเดิมซึ่งจำลองขึ้นมาใหม่บนหน้าปัดรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยช่างผลิตหน้าปัดของโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton ที่เมืองเจนีวา ตัวเรือนเหล็กขนาด 41.5 มิลลิเมตร ทำงานด้วยเครื่องควอร์ตซ์ แสดงชั่วโมง นาที และวินาที สายรัดข้อมือแคนวาสดามิเยร์กราไฟต์ (ถอดเปลี่ยนได้) พร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

Author: Bertrand Waldbillig
Photographer: Julien Roux
Translator: Pimpilai Boonjong

Gucci เปิดตัว Grip นาฬิการุ่นล่าสุด

Gucci เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด Grip ที่ใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ในดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และร่วมสมัย 

นาฬิกาคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยนาฬิการะบบควอตซ์สี่ชิ้นสี่ดีไซน์ แต่ละแบบเน้นตัวเรือนสี่เหลี่ยมโค้งมน พร้อมช่องสีขาวไว้บอกวัน เวลา และนาทีตามลำดับ

หนึ่งในสี่รุ่นนั้นคือตัวเรือนทองที่มาพร้อมสายรัดข้อมือสีทองเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งมี สัญลักษณ์ GG สลักอยู่บนตัวเรือนและสาย ส่วนอีกรุ่นนั้นทำจากเหล็กกล้า เพิ่มความเงางาม ทันสมัยและสามารถเข้าได้กับทุกโอกาส

นอกจากนั้นยังมีอีกสองรุ่นที่จับคู่มาพร้อมกับสายหนังลูกวัวในโทนสีที่ดูหรูหรา สีเขียวจับคู่กับตัวเรือนเหล็กกล้า ส่วนสายหนังลูกวัวสีแดงบอร์โดซ์จับคู่มากับตัวเรือนสีทอง

นาฬิการุ่น Grip นี้จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับทั้งชายและหญิงที่มองหานาฬิกาที่ดูเรียบ หรู สบายตา แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์อันหรูหรา น่าหลงไหล และดึงดูดความสนใจด้วยเสน่ห์ของความเป็นวินเทจ

เกี่ยวกับนาฬิกา Gucci 

Gucci Timepieces เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาแฟชั่นที่มีชื่อเสียง ด้วยรูปลักษณ์ การออกแบบ และการพัฒนาในด้านดีไซน์และการผลิตอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970

นาฬิกา Gucci ได้รับการยอมรับในด้านการออกแบบนวัตกรรม ความร่วมสมัย คุณภาพและงานฝีมือที่ผลิตภายใต้มาตรฐานอันเข้มงวดของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และถูกจัดจำหน่ายไปทั่วโลกเฉพาะที่ร้าน Gucci และผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาที่ได้รับการเลือกสรรแล้วเท่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci Timepieces สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.gucci.com 

Gucci เป็นส่วนหนึ่งของ Kering Group ผู้นำแห่งโลกเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับซึ่งพัฒนาแบรนด์สินค้ากลุ่มลัคชัวรี่ กีฬา และสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ อีกมากมาย

ULYSSE NARDIN : SKELETON X

คำว่า ‘ค้นคว้า’ มีความหมายมากกว่าที่เคย เพราะได้แปรไปเป็นแรงจูงใจให้รังสรรค์ Ulysse Nardin (ยูลีสส์ นาร์แดง) X-Factor เอ็กซ์เป็นดั่งการผจญภัย แรงปรารถนาจากส่วนลึก สิ่งที่ยังไม่รู้ สิ่งต้องห้าม ความหาญกล้า และความเร้าอารมณ์ Skeleton X จึงเป็นความสมบูรณ์แบบของการแสดงวิสัยทัศน์จากการเอกซเรย์การประดิษฐ์นาฬิกา เพื่อทำการลบเลือนเขตแดนระหว่างภายในกับภายนอกโลกของเรา การเอกซเรย์ทำให้เราเชื่อมโยงกับสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งซ่อนอยู่ได้ Skeleton X ได้แสดงถึงความโปร่งใสของกลไกสมรรถภาพสูงด้วยการบรรจงตัดสลักเนื้อวัสดุออกให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ตัวเรือนของ Skeleton X ได้รับการออกแบบรูปทรงใหม่และมีขนาดเล็กเพียง 42 มิลลิเมตร เน้นให้มีเหลี่ยมมุมมากขึ้นและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ลักษณะ X เกิดขึ้นจากตำแหน่งหลักชั่วโมงสี่หลักที่เชื่อมโยงเข้ากับโครงกรอบเหลี่ยมซึ่งอยู่ภายในวงกรอบของตัวเรือนเพื่อสร้างความพึงใจสู่สายตา เผยการทำงานของกลไก โดยเฉพาะจังหวะการเต้นของหนึ่งในนวัตกรรมเด่นจากรุ่น Freak Vision (ฟรีก วิชั่น) ได้แก่ จักรกรอกวัสดุซิลิเซียมน้ำหนักแสนเบาซึ่งมีขนาดกว้างเป็นพิเศษพร้อมชิ้นนิกเกิลถ่วงน้ำหนักและใบจักรรักษาเสถียรภาพขนาดเล็ก กลไกคาลิเบอร์ UN-371 เครื่องนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของกลไก UN-171 พลังงานสำรองถึง 96 ชั่วโมง

สามารถทราบถึงพลังงานที่เหลืออยู่จากด้านหลังกลไก โดยดูจากช่องหน้าต่างของตลับลาน นาฬิกา Skeleton X มีรูปแบบที่แตกต่างกันสี่เวอร์ชั่น คือ ไทเทเนียมสีน้ำเงิน ขัดแต่งผิวแบบซาติน, ไทเทเนียมสีดำ ขัดแต่งผิวแบบซาติน, โรสโกลด์ (ทองกุหลาบ) ขัดแต่งผิวแบบซาติน และคาร์โบเนียมโกลด์ ผิวด้าน

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Ulysses Nardin

TAG HEUER : THE AUTAVIA COLLECTION

ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Autavia ที่โด่งดัง ผนวกรวมกับนวัตกรรมนาฬิกาในยุคนี้ ทำให้เกิดการนำเสนอนาฬิกา TAG Heuer: the Autavia collection ที่จะนำเสนอ Autavia ใหม่แบบครบสมบูรณ์ โดยนาฬิการุ่นนี้ได้เผยโฉมครั้งแรกในทศวรรษ 1960s โดยใช้เทคโนโลยี carbon-composite hairspring ที่ความเที่ยงตรงของการบอกเวลานาฬิกาจะไม่ถูกรบกวนจากคลื่นแม่เหล็ก และแต่ละชิ้นของเส้นใยสปริงจะเป็น Isograph โดยทักษะเหล่านี้จะยังถ่ายทอดมาสู่นาฬิการุ่นใหม่นี้ด้วย

คอลเลกชั่น Autavia เป็นการนำเสนอเพื่อเติมความสมบูรณ์ให้กับคอลเลกชั่นนาฬิกาของ TAG Heuer ทั้ง Carrera, Monaco, Formula 1, Aquaracer และ Link collections ตั้งแต่ปี 1933 – 1957 Autavia คือแผงควบคุมการจับเวลา (dashboard) ที่ติดอยู่ในห้องควบคุมของเครื่องบินและรถแข่ง โดยชื่อนั้นมาจากคำว่า automobile และ aviation นั่นเอง เมื่อการผลิตแผงควบคุมการจับเวลาได้หยุดการผลิต ทาง CEO ของ TAG Heuer ในยุคนั้นคือ Jack Heuer ได้ตัดสินใจรังสรรค์นาฬิกาข้อมือแบบจับเวลา หรือ chronograph wristwatch ขึ้นในปีค.ศ. 1962 ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก โดยเฉพาะจากนักแข่งรถ จนถึงค.ศ. 1985 ได้ยุติสายการผลิต

สำหรับนาฬิกา Autavia ที่เรานำเสนอนี้ตัวเรือนทำจากบรอนซ์ (มีที่ทำจากสเตนเลสสตีลด้วย) โดยมี 2 แบบที่ทำจากบรอนซ์ ด้วยหน้าปัดขนาด 42 มิลลิเมตร เป็นสี smoked green และ brown มีวงกรอบนาฬิกาที่หมุนได้ 2 ทิศทางซึ่งทำจากเซรามิกสีดำและสีน้ำตาล โดยวงกรอบสีดำจับคู่หน้าปัดสีเขียว และวงกรอบสีน้ำตาลสำหรับหน้าปัดสีน้ำตาล สายหนังสีกากี ตัวล็อกทำจากบรอนซ์เช่นกัน เฉพาะรุ่นนี้ฝาหลังทำจากไทเทเนียม

กลไก automatic calibre 5 with new in-house Isograph hairspring แสดงวันที่ที่ 6 นาฬิกา มี 3 เข็มเคลือบ Super-Luminovaú ที่สว่างเรืองแสงในที่แสงน้อย บอกชั่วโมง นาที และวินาที กระจกหน้าแซฟไฟร์ สามารถกันน้ำได้ 100 เมตร

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of TAG Heuer

TUDOR : BLACK BAY P01

Tudor ได้รังสรรค์นาฬิกาเพื่อราชนาวีสหรัฐมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค ’50s และเริ่มพัฒนานาฬิกาเพื่อจะทดแทน Oyster Prince Submariner 7928 ซึ่งเป็นมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำในยุคนั้น โดยมีรหัสของงานนี้ว่า Commando ในปี 2019 นี้ได้มีการพัฒนานาฬิกาดำน้ำที่มีที่มาจากการพัฒนาครั้งนั้นในชื่อ Tudor Black Bay P01 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาต้นแบบที่พัฒนามาจากอดีต 50 ปีที่ผ่านมา

รูปลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากต้นแบบ ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร โลหะสตีลตกแต่งด้วยการขัดผิวซาติน มีเม็ดมะยมสำหรับไขลานที่ 4 นาฬิกา ตกแต่งด้วยรูปโลโก้นูน ฟังก์ชั่นของนาฬิกาผสมผสานระหว่างนาฬิกาดำน้ำและนาฬิกาเพื่อนักสำรวจ โดยวงกรอบนาฬิกาจะมีระบบการหยุดการหมุนสองทิศทางได้ที่ 12 นาฬิกา สามารถกันน้ำได้ลึก 200 เมตร หน้าปัดนาฬิกาแสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที และวินาที รวมทั้งมีช่องหน้าต่างบอกวันที่ที่ 3 นาฬิกา โดยหน้าปัดนาฬิกาสีดำด้านจะมีความนูนเล็กน้อยเป็นรูปโดม กระจกคริสตัลแซฟไฟร์นูนรูปโดมรับกับหน้าปัด รับกับตัวเรือนด้านนอกที่ปัดด้วยเทคนิค satin brushed เพื่อให้ดูผิวด้าน ไม่มันวาว

กลไก manufacture calibre MT5612 ไขลานด้วยมือที่มีชื่อเสียงของ Tudor ฟันเฟืองที่เจาะฉลุตกแต่งด้วยการขัดผิวแบบซาตินและการขัดผิวแบบทรายด้าน โดยส่วนอื่นๆ ของกลไกก็มีการตกแต่งผิวเพื่อความสวยงามเช่นกัน ส่วนความเที่ยงตรงไม่ต้องห่วง เพราะกลไกนี้ได้รับเกียรติบัตรรับรองจาก Official Swiss Chronometer Testing Institute (COSC) สำรองพลังงานนาน 70 ชั่วโมง สามารถถอดนาฬิกาวางไว้ในเย็นวันศุกร์และหยิบมาสวมในเช้าวันจันทร์ในขณะที่นาฬิกายังเดินตามปกติ นี่คือข้อดีของการสำรองพลังงานได้นานระดับนี้

นอกจากนี้ความเท่ยังอยู่ที่สายซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุ 2 ชนิด คือยางที่มีลวดลาย snowflake กุ๊นขอบด้วยหนังสีน้ำตาล ตัวล็อกโลหะมีการขัดผิวตกแต่งเช่นเดียวกับตัวเรือน

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Tudor

PANERAI : SUBMERSIBLE LUNA ROSSA

ลูนา รอสซา (Luna Rossa) ทีมแข่งเรือของอิตาลี นับเป็นทีมแรกผู้ลงท้าชิงทีมป้องกันแชมป์ในการแข่งขันอเมริกาคัพ ครั้งที่ 36 (the 36th America’s Cup) โดย Panerai ได้สร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่สำหรับทีมที่มีชื่อเสียงนี้ นาฬิกาพาเนราย ลูนา รอสซา (Panerai Luna Rossa) ใหม่ที่จะกลายเป็นอุปกรณ์อันสมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตเหนือท้องทะเล ซึ่งสวมใส่โดยเหล่าสมาชิกของลูนา รอสซา เซลลิ่ง ทีม (Luna Rossa sailing team) นำโดยมัสซิมิลิอาโน ‘แม็ก’ ไซเรนา (Massimiliano ‘Max’ Sirena) ผู้ซึ่งเคยคว้าชัยชนะในรายการอเมริกาคัพมาแล้วสองครั้ง

ด้วยรูปโฉมที่สวยแกร่งสะดุดตา หน้าปัดขนาด 47 มิลลิเมตร วงกรอบนาฬิกาปรับหมุนได้ทางเดียว ทำจาก Carbotech ดีไซน์ของหน้าปัดที่เป็นสีเทา พร้อมด้วยผ้าใบเรือแบบ dark grey sail มีจุดบอกเวลาเรืองแสงได้ในที่แสงน้อย ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาเป็นหน้าต่างบอกวันที่ ส่วนที่ 9 นาฬิกาเป็นหน้าปัดเล็กบอกวินาที ฝาหลังไทเทเนียมเคลือบสีดำ อุปกรณ์ปกป้องเม็ดมะยม (จดเครื่องหมายการค้า) ทำจากคาร์โบเทค

Carbotech คือวัสดุที่สร้างขึ้นมาจากการอัดแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์กับ high-end polymer, PEEK (polyether ether ketone) ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมและแรงอัดสูงทำให้เกิดวัสดุที่มีความแข็งแกร่ง คงทน และมีความสวยงาม

กลไกอัตโนมัติ P.9010/GMT calibre ที่ได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นที่โรงงานของ Panerai ที่ Neuchatel สวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ 199 ชิ้น มีความหนาของกลไก 6 มิลลิเมตร สามารถสำรองพลังงานได้นาน 3 วัน

Author:  Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Panerai

HUBLOT : Art Provocateur Alec Monopoly

ด้วยความชัดเจนที่จะดำรงไว้ซึ่งขนบและความล้ำสมัยในทักษะความเชี่ยวชาญสมดังปรัชญาของนาฬิกา Hublot ที่ว่า “Be first, different, and unique.” ที่นำเอาทรงโค้งมารังสรรค์ให้เป็นรูปทรงที่สะดุดตา รวมทั้งการนำเอาวัสดุใหม่ๆ มาใช้สำหรับงานนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นสีทองแบบ scratch-resistant ‘Magic Gold’ หรือเซรามิกหลากสี รวมทั้งกระจกแซฟไฟร์

นี่คืออีกหนึ่งผลงานที่ Hublot ทำร่วมกับ Richard Orlinski ศิลปินแนวป็อปอาร์ตผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เป็นที่กล่าวขานไม่ว่าจะเป็น Wild Kong ประติมากรรมกอริลลาที่เมืองคานส์ หรือประติมากรรมจระเข้ที่ Miami Design District หรือหมีที่สูง 5 เมตรที่ Courchevel ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์อย่างสูง

สำหรับนาฬิการุ่นดีไซน์พิเศษนี้มีทั้งตัวเรือนไทเทเนียม ทำจำกัดเพียง 200 เรือน และตัวเรือน King Gold ทำจำกัดเพียง 100 เรือน หน้าปัดขัดด้วยมือแบบ polished faceted black dial ตัวเรือนขัดด้วยมือเช่นกัน หน้าปัด 40 มิลลิเมตร หนา 11.10 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ลึก 50 เมตร กลไก HUB1100 self-winding movement สำรองพลังงานได้นาน 42 ชั่วโมง สำหรับฝาหลังมีให้เลือกทั้งที่ใช้วัสดุเดียวกับตัวเรือนและฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ที่มองเห็นกลไกด้านหลัง

สายหนัง rubber ตัวล็อกเป็นสเตนเลสสตีล หรือทอง 18 กะรัต (18K gold 5N) และ black-plated stainless steel ตัวล็อกแบบปรับได้

Author:  Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Hublot

ไซโก (Seiko) จัดงานเปิดตัวอสูรกายใต้ทะเลอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

หลังจากเปิดตัวอสูรกายใต้ทะเลอย่างเป็นทางการ ในงานบาเซิลเวิลด์ 2019 เป็นครั้งแรก ทางไซโก ประเทศไทยก็ไม่รอช้าได้นำเข้านาฬิการุ่น SRPD25K และ SRPD27K มานำเสนอให้ให้แฟนๆ ชาวไทยได้ยลโฉมตัวจริงของเจ้าอสูรกายใต้ทะเล หรือที่แฟนๆ ชาวไทยขนานนามกันว่า “มอนสเตอร์”

ในครั้งนี้ไซโก ประเทศไทยได้เลือกศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาต่อแฟนๆ ที่รอคอยรุ่นใหม่กันมาตั้งแต่ปี 2015 ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าอสูรกายได้ถูกนำกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง โดยได้รับดีเอ็นเอจากรุ่นแรก (SKX779K) ที่เปิดตัวในปี 2000 ซึ่งมีความแตกต่างตรงร่องเขี้ยวด้านข้างที่เพิ่มความดุดันให้กับรูปทรงตัวเรือนที่มีมุมองศามากขึ้น และเลนส์นูนขยายวันและวันที่ โดยนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดนี้ติดตั้งเครื่องระบบกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 ที่สามารถขึ้นลานได้ด้วยมือ อีกทั้งความทนทานของเครื่องที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย หน้าปัดใช้แพทเทิร์นการทำสีแบบซันเรย์ โดยภายในงานได้เปิดจำหน่ายเจ้าอสูรกายรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่น เป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งรุ่น SRPD25K (สีน้ำเงิน) ราคา 18,500 บาท และรุ่น SRPD27K (สีดำ) ราคา 17,000 บาทเท่านั้น

ภายในงานเปิดตัวยังได้รับเกียรติจากแฟนพันธุ์แท้ไซโก อย่างคุณเอ็ม-อคิรากร อิกิติสิริมาช่วยเราเติมเต็มสีสันความจุใจด้วยคอลเลคชั่นนาฬิกาอสูรกายใต้ทะเลที่ใช้เวลาเก็บสะสมมานานหลายปี และยังมาร่วมแชร์เรื่องราวความประทับใจของนาฬิกาคอลเลคชั่นนี้ด้วย อีกทั้งภายในงานยังมีเต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์ และอาร์ม พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์มาพูดคุยถึงเรื่องราวความรักของเขาที่มีต่อนาฬิกาไซโก ประสบการณ์ในการเก็บสะสมนาฬิกาไซโก และความสนุกสนานในการตามหานาฬิกาเพื่อมาเติมเต็มคอลเลคชั่นของเขา

จากนั้นดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบทาคุมิ คิชิโนะหัวเรือใหญ่จากแผนกออกแบบนาฬิกาไซโก ประเทศญี่ปุ่นได้ขึ้นมาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางและแรงบันดาลใจในการออกแบบ ทั้งในเรื่องรายละเอียดต่างๆ สีสัน และประสบการณ์ให้กับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านได้เข้าถึงดีเอ็นเอที่แท้จริงของเจ้าอสูรกายใต้ทะเล

ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากวงดนตรีสุดชิคอย่าง SCRUBB ที่มาสร้างสีสันให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน และแฟนพันธุ์แท้ไซโกทุกท่านอย่างสนุกสนานและเต็มที่ไปด้วยกัน ส่วนใครที่พลาด ไม่ได้จับจองอสูรกายใต้ทะเล SRPD25K และ SRPD27K ในวันเปิดตัวที่ผ่านมา สามารถสั่งซื้ออสูรกายใต้ทะเลพร้อมรับสายนาฬิกาหนังวัวแท้สุดพิเศษจำนวน 1 เส้น เฉพาะช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ สโตร์ โดยบริษัทไซโก (ประเทศไทย) เท่านั้น (สายนาฬิกาสุดพิเศษมีจำนวนจำกัด)

ไซโก รุ่น SRPD25K และรุ่น SRPD27K นั้นจะวางจำหน่ายที่ เคาน์เตอร์ ไซโก สาขาห้างสรรพสินค้าชั้นนำ Seiko Official online stores at โดย บริษัทไซโก (ประเทศไทย)
Lazada: http://bit.ly/SeikoxLazada
JD Central: http://bit.ly/SeikoxJDCentral
Shopee: http://bit.ly/SeikoxShopee ตัวแทนจัดจำหน่าย King Power City Chain

KLASSE14 IMPERFECT ANGLE

โทรคาเดโร ไทม์ เปิดตัว คลาสส์ โฟร์ทีน (Klasse14) นาฬิกาแฟชั่นแบรนด์ล่าสุดในเครือ มาพร้อมคอลเลคชั่นใหม่ “อิมเพอร์เฟคแองเกิล” (Imperfect Angle) ผลงานอิตาเลี่ยนดีไซน์ของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์หนุ่ม มาริโอ้ โนบิเล่ (Mario Nobile) นำเสนอความสวยงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ที่ทำให้เราแต่ละคนมีเอกลักษณ์ ความพิเศษ และมีความน่าดึงดูด ทัศนคติและมุมมองของเราต่างหาก ที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความงดงามที่มีอยู่ในทุกทางรอบตัวเรา การมีสไตล์ในแบบที่ไม่ซ้ำใคร นั่นแหล่ะคือความสมบูรณ์แบบ

“Imperfect Angle” ถ่ายทอดความเหนือชั้นทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้วยหน้าปัดที่ออกแบบให้ไม่สมบูรณ์แบบ สื่อถึงความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ ในแบบที่ไม่ซ้ำใคร และเตือนใจให้เราทุกคนมองสิ่งต่างๆในมุมมองที่แตกต่าง ใครจะรู้..เราอาจจะค้นพบบางสิ่งที่พิเศษและสวยงามมากกว่า

คอลเลคชั่นนี้มาโทนสีดำ และสีโรสโกลด์ ที่มีให้เลือก 2 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 32 มม. และขนาดใหญ่ 40 มม. แมทช์เข้ากับสายซิลิโคน และมาพร้อมสายเมช (mesh) อีกหนึ่งเส้น ให้ได้เลือกเปลี่ยนสวมใส่ได้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์สะกดทุกสายตา

#OrdinarilyUnique