SevenFriday (T1/02 Micah’s Voice) for charity.

Shawn Stockman แห่งวง BoyzIIMen และ Sharhonda ภรรยาของเขา ขอให้ 7F(SevenFriday) ช่วยเหลือในการระดมทุนเพื่อการกุศล Micah’s Voice โดยในปี 2015 ได้ผลิตนาฬิการุ่น P3/10 ลิมิเต็ด อิดิชั่น 99 เรือน รายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนำไปสนับสนุนเด็กออทิสติก จำนวนมากถึง 100,000 เหรียญสหรัฐฯ และยังได้นำกีตาร์ที่ได้รับการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เข้าสู่การประมูลเพื่อเพิ่มรายได้อีกด้วย

เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนๆ และเด็ก ๆ 7F มีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมพร้อมกับการสร้างสรรค์ไอเดียที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการช่วยระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านพัฒนาการ แนวคิดตรงนี้เกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อ 7F ช่วยเหลือ Mark Suttclie และ Prior’s Court ในการระดมทุนจำนวน 100,000 ปอนด์ ในการสร้างพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับเด็ก ๆ และวัยรุ่นที่ได้รับการประเมินว่าอยู่ในสภาวะออทิสติกแบบ ASD ตั้งแต่เกิด ซึ่ง 7F ได้จับมือกับ Handicap International ในการระดมทุนจนเพียงพอสำหรับการปรับพื้นที่ทำกิจกรรม ซึ่งใหญ่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลจำนวน 20 สนามในประเทศลาว ด้วยความต้องการให้เด็ก ๆ ได้เล่น เตะฟุตบอล และทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัย โดยความเสี่ยงเดียวที่พวกเขาต้องเจอก็คือ การระเบิดอารมณ์อย่างมีความสุขเวลาที่สามารถทำคะแนนได้
และตอนนี้ 7F ก็ได้ทำแบบเดียวกันอีกครั้ง ด้วยนาฬิการุ่นใหม่ T1/02 Micah’s Voice ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน เพื่อนำรายได้บริจาคให้กับมูลนิธิ เพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติกแบบ ASD และครอบครัวของพวกเขา
ทั้งนี้ 7F ประเทศไทย ได้นำเข้านาฬิการุ่น T1/02 Micah’s Voice เพียง 5 เรือนเท่านั้น โดยเราจะนำมาทำการประมูลเพื่อการศุกลจำนวน 3 เรือน ซึ่งรายได้ส่วนนึงบริจาคให้กับเยาวชนดนตรีคลาสสิกประเทศไทย Thai Youth Orchestra
ไม่เพียงแค่จะได้นาฬิการุ่นใหม่ของ T-Series เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ด้วยนวตกรรม NFC แบรนด์แรกของโลก ที่ช่วยตรวจสอบนาฬิกาว่าเป็นของแท้ด้วยชิพ NFC ที่ฝังอยู่ในฝาหลังตัวนาฬิกา T1/02 Micah’s Voice ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ด้วยวงแหวนอะนิเมชั่นที่เป็นสัญลักษณ์ของ 7F ในครั้งนี้จะได้พบกับโครงสร้างสี่ชั้นอันโดดเด่นและหน้าปัดกึ่งโปร่งแสง ด้วยการใช้เลนส์แว่นตาไล่เฉดสีเทา พร้อมคำขวัญพิมพ์นูนสีขาวน่ารักที่อ่านว่า “little bit louder now” (ดังขึ้นอีกหน่อยแล้ว) พร้อมกับขีดเส้นโค้งเป็นรอยยิ้มใต้ข้อความ เพื่อระลึกถึงคำขอบคุณสำหรับความเอื้ออาทร ซึ่งได้นำรอยยิ้มต้อนรับส่งไปให้คนที่ต้องการจริง ๆ และเพื่อให้แน่ใจว่า 7F ทำให้คุณยิ้มได้ เรายังมี Reily เพื่อนคนพิเศษเพื่อคุณ ซึ่งเป็นหมีของ 7F ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มและความคิดเชิงบวก ไปกันเถอะชวนกันไปทำสิ่งดีๆ เพื่อเด็ก ๆ กัน

มิติตัวเรือน
• ตัวเรือน : 45 X 45.6 มม. (สูงxยาว)
• ความหนา : 12.95 มม.
• สาย : หัวสาย 26 มม. ปลายสาย 22 มม.
• เส้นผ่านศูนย์กลางเม็ดมะยม : 7.5 มม.
กลไก
• อัตโนมัติแบบ Skeleton TMI-Seiko NH7
• สำรองกำลังงาน 40 ชั่วโมง

โครงสร้างตัวเรือน
• มีส่วนประกอบแบบ 2 ชิ้น
• กันน้ำ 3 บาร์

กระจก
• มิเนอรัลมีความแข็งระดับ K1

กล่อง
• ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และเม็ดมะยม ผลิตจากสแตนเลสสตีล 316L
• ตัวเรือนเคลือบ PVD และมีการขัดทราย ขอบตัวเรือนมีขัดด้านและขัดเงาพร้อมกับแนวเส้นที่เกือบจากการเคลือบแล็คเกอร์สีดำเพื่อความเงางาม
• สลักสัญลักษณ์ SEVENFRIDAY บนหน้าปัดในตำแหน่ง 9 นาฬิกา
• ด้านข้างของเม็ดมะยมเคลือบด้วยแล็คเกอร์สีดำเงาแวววาว
หน้าปัด
• โครงสร้างแบบ 4 ชั้น
• เลนส์แว่นตาแบบ CR39 แบบโปร่งใสที่มีการไล่เฉดของสีเทา
• ข้อความเล็ก ๆ ที่มากับตัวหนังสือสีขาวที่อ่านได้ว่า “little bit louder now” พร้อมสัญลักษณ์ที่เป็นรอยยิ้มของ Micha’s Voice ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
• วงแหวนแบบ 2 ชั้นที่อยู่ด้านในหน้าปัด ซึ่งวงด้านในมีการเคลือบโรเดียมและปัดด้านมาพร้อมกับการเคลือบสารเรืองแสงบนหลักทั้ง 12 ตำแหน่ง
• วงด้านนอกมีการขัดแต่งอย่างสวยงานด้วยการขัดทรายและมากับสีกันเมทัล

ฝาหลัง
• ฝาที่ผลิตจากโพลีคาร์บอร์เนตสำหรับติดตั้งชิพและได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการฉลองความร่วมมือระหว่าง SEVENFRIDAY กับมูลนิธิ MICAH’s VOICE

สาย
• ใช้หนังวัวระดับพรีเมียม เย็บด้านข้างด้วยด้ายสีดำอย่างสวยงาม โดยด้านบนติดกับขอบตัวเรือนจะเป็นด้ายสีเหลือง พร้อมกับตัวรัดสายที่ผลิตด้วยหนังสีเหลือง

คุณสมบัตินาฬิกา
• นาฬิกาสามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น SEVENFRIDAY ได้ ต้องขอบคุณชิพ NFC ที่ติดตั้งอยู่บนฝาหลัง ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันว่านาฬิกาเป็นของแท้และสามารถลงทะเบียนได้
• สารเรืองแสงสีเหลืองถูกทาลงบนเข็มชั่วโมงและนาที

Micah’s Voice เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ตามข้อกำหนด 501 (c) (3) ได้รับการก่อตั้งโดย Shawn (Boyz II Men) และ Sharhonda Stockman ในการให้ความช่วยเหลือกับชุมชน ทั้งในเรื่องความหวังและทรัพยากรในด้านกำลังทรัพย์สำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะออทิสติก

แม้ว่าการวิจัยจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ Micah’s Voice ก็พุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีความกังวลอย่างมากต่อครอบครัวในการรับมือกับภาวะออทิสติก หนึ่งในลูกชายแฝด 2 ของครอบครัว Stockman นั่นคือ Micah ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่อายุยังน้อย และพวกเขาตระหนักถึงภาระที่จะต้องตามมาโดยเฉพาะเรื่องการเงินที่ครอบครัวจะต้องนำมาใช้ในการดูแล ดังนั้น Micah’s Voice จึงมองหาและให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนต่อครอบครัวเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิ Micah’s Voice สามารถเยี่ยมได้ที่ www.micahsvoice.or

G-SHOCK เขย่าวงการสตรีทแฟชั่นอีกครั้งกับนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด GM-2100 และ GM-S2100 พร้อมคอนเซปเท่ๆ “Wear Your Vibe”

G-SHOCK (จีช๊อค) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ เขย่าวงการสตรีทแฟชั่นครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด กับรุ่น GM-2100 สำหรับผู้ชาย และ GM-S2100 สำหรับผู้หญิง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของรุ่น GA-2100 ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับรูปทรงหน้าปัดแปดเหลี่ยม มีการออกแบบให้เพรียวบางคล่องตัว เสริมด้วยกรอบตัวเรือน Metal Face ในทั้งสองรุ่น เพื่อให้ดูมีสไตล์มากยิ่งขึ้น พร้อมคอนเซป “Wear Your Vibe” ชวนวัยรุ่นสายแฟ ลุกขึ้นมาสลัดความน่าเบื่อทิ้งไป แล้วโชว์ Vibe ในสไตล์คุณให้โลกเห็น โดยนาฬิการุ่นดังกล่าวจะเริ่มจำหน่ายทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2564 

ดีไซน์ใหม่ ให้ Cool ถูกใจสายแฟ

ในปี 2019 G-SHOCK ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น GA-2100 โดยสืบทอดแนวคิดจากรุ่น DW-5000C ซึ่งเป็น G-SHOCK รุ่นแรกที่ผสมผสานระหว่างระบบดิจิตอลกับอะนาล็อกได้อย่างลงตัว พร้อมรูปทรงที่เพรียวบางคล่องตัวโดยนาฬิการุ่นพื้นฐาน GA-2100 นี้ มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ทำให้เป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น

GM-2100 รุ่นใหม่สำหรับผู้ชายยังคงเอกลักษณ์ที่เน้นความเพรียวบางคล่องตัวจากรุ่น GA-2100 ไว้ เสริมด้วยกรอบตัวเรือน Metal Face ทำให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น พื้นผิวด้านบนของกรอบนาฬิกาขัดด้าน  ด้านข้างของตัวเรือนขัดเงาสร้างความประกายแวววาวจากโลหะอันสวยงาม โดย GM-2100 รุ่นใหม่มาพร้อมกับกรอบตัวเรือนเคลือบไอพีสองสี ได้แก่ สีน้ำเงินเทา (GM-2100N) และ สีเทาเข้ม (GM-2100B) เพื่อให้เหมาะกับหลากหลายสไตล์ หน้าปัดเคลือบเฉดสีน้ำเงิน เขียว และแดงโทนสีเมทัลลิก สายนาฬิกามีลวดลายจุดสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลากหลายขนาด ให้รูปลักษณ์ที่คมชัด สอดคล้องกับดีไซน์ของหน้าปัด

GM-S2100 รุ่นใหม่สำหรับผู้หญิง (ผู้ชายข้อมือเล็กก็สวมใส่ได้) ยังคงเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย กะทัดรัด สวยงามสไตล์มินิมอล เสริมกรอบตัวเรือน Metal Face เน้นความแข็งแกร่งและความสวยงามเฉพาะตัว GM-S2100 รุ่นใหม่หน้าปัดมีการออกแบบอย่างประณีต พร้อมตำแหน่งบอกชั่วโมงแบบขัดเงา โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อจับคู่กับกรอบตัวเรือนขัดด้าน ทำให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนแต่ทรงพลัง กรอบตัวเรือนมีการเคลือบไอพีสองแบบ ได้แก่ สีพิงค์โกลด์ (GM-S2100PG) และ สีเทาเข้ม (GM-S2100B) ลงตัวกับแฟชั่นหลากหลายสไตล์

นาฬิกาทั้งสองรุ่นใหม่นี้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ตามสไตล์ G-SHOCK อย่างแท้จริง โดยมีโครงสร้างกันกระแทก พร้อมกรอบตัวเรือนโลหะและตัวเรือนเรซินที่แข็งแกร่งและทนทาน สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร อีกทั้งยังมีฟังก์ชันต่าง ๆ อาทิ การแสดงเวลาโลก นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก ไฟ LED และอื่น ๆ อีกมากมายที่ออกแบบมาอย่างครบครันทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยและแฟชั่น เพื่อเป็นนาฬิกาคู่ใจที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวันสำหรับทุกคน

ติดตามข้อมูลใหม่ๆได้ที่ 

เรียบเรียง rhunrun

Apple เผยโฉม Apple Watch Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพที่ใหญ่ขึ้นและล้ำหน้ายิ่งกว่าเคยและไฮไลต์ที่เต็มไปด้วยสไตล์อย่างรุ่น Apple Watch Hermès

Apple® ประกาศเปิดตัว Apple Watch® Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพ Retina แบบติดตลอดที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมขึ้นใหม่ให้มีพื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นและขอบที่แคบลงอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นจอภาพที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา การลดขอบให้แคบลงนั้นทำให้เราสามารถขยายจอภาพออกไปจนสุดพื้นที่ โดยที่ขนาดของนาฬิกาแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดีไซน์ของ Apple Watch Series 7 ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้นด้วยมุมที่โค้งมนกว่าเดิม ส่วนจอภาพก็มาพร้อมขอบแบบหักเหแสงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้หน้าปัดนาฬิกาและแอปแบบเต็มหน้าจอดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนโค้งของตัวเรือน Apple Watch Series 7 ยังมีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ปรับมาให้เหมาะกับจอภาพขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำให้การอ่านและการใช้งานง่ายขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีหน้าปัดนาฬิกาอีกสองแบบที่ไม่ซ้ำใคร นั่นคือ Contour และ Modular Duo ซึ่งออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ใหม่นี้โดยเฉพาะ และถึงแม้ว่าจอภาพจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากมาย แต่ผู้ใช้จะยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงเช่นเดิม1 แถมตอนนี้ยังเสริมด้วยการชาร์จที่เร็วขึ้นถึง 33% ด้วย


Apple Watch Series 7 เป็น Apple Watch ที่ทนทานที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมด้านหน้าแบบคริสตัลที่แข็งแกร่งขึ้นและทนการแตกร้าวได้ดีกว่าเดิม และเป็น Apple Watch เรือนแรกที่ผ่านการรับรองความสามารถในการทนฝุ่นที่ระดับ IP6X ขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการทนน้ำไว้ที่ระดับ WR502

คอลเลกชั่น Apple Watch Series 7 มาพร้อมตัวเรือนอะลูมิเนียมใน 5 สีใหม่ ได้แก่ สีมิดไนท์ สีสตาร์ไลท์ สีเขียว สีน้ำเงินใหม่ และรุ่น (PRODUCT)RED พร้อมด้วยสายนาฬิกา Apple Watch ในโทนสีใหม่ๆ ที่เข้ากันได้กับ Apple Watch ทุกรุ่น นอกจากนั้น Apple Watch Series 7 ยังใช้งานกับสาย Apple Watch ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ได้อีกด้วย ขณะที่รุ่นสแตนเลสสตีล, Apple Watch Edition, Apple Watch SE และ Apple Watch Series 3 จะยังคงมาในสีเดิม

และแน่นอนสำหรับดีไซน์ที่แฟนๆรอคอยอย่าง Apple Watch Hermès เราจะพาไปชมดีเทลกันครับ

นอกจากสีสันที่ได้รับการอัปเดตใหม่ในสไตล์คลาสสิก, Attelage และ Jumping แล้ว Apple Watch Hermès ยังมาพร้อมสไตล์ใหม่อีกสองสไตล์ ได้แก่ สายแบบ Circuit H ในดีไซน์อันโดดเด่นสะดุดตาด้วยลวดลายกราฟิกของโซ่สมอเรืออันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งพิมพ์ลงบนหนัง Swift และจับคู่มากับหน้าปัดนาฬิกาที่ช่วยตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ 

ส่วนสายแบบ Double Tour Gourmette นั้นเป็นการย้อนรำลึกถึงดีไซน์ปลอกคอสุนัขของ Hermès ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยการนำหนัง Barénia สี Fauve อันอ่อนนุ่มมารังสรรค์ให้เป็นลายห่วงถักคล้องเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สายนี้จะโอบรอบข้อมือของคุณสองรอบอย่างงดงามและเผยให้เห็นลายห่วงโซ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่คล้องกันไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วนอกจากจะมีสไตล์ทางแบรนด์ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดย Apple Watch Series 7 มีการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้มากกว่า Apple Watch รุ่นอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับคำมั่นของ Apple ในด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แร่โลหะหายากที่ผ่านการรีไซเคิล 100% ในแม่เหล็กทุกชิ้น รวมถึงใน Taptic Engine® และมีการใช้ทังสเตนรีไซเคิลเกือบ 100% ทั่วทั้งผลิตภัณฑ์ ส่วนตัวเรือนก็ทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สำหรับรุ่นอะลูมิเนียม และ Apple Watch Series 7 ยังผลิตขึ้นโดยไม่มีสารเคมีอันตราย เช่น ปรอท, PVC, เบริลเลียม และ BFR อีกด้วย ชมรายละเอียดเพิ่มเติมและราคาได้ที่นี่เลยครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Rare Handcrafts.

นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี ค.ศ. 1839 Patek Philippe ได้รับการยกย่องเสมอมาจากผลงานที่เป็นดั่งงานศิลปะที่สะท้อนถึงความสวยงามอันประณีตวิจิตรของความสมบูรณ์แบบทางจักรกล ตอกย้ำด้วยคุณภาพงานฝีมือและความประณีตในการตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ในโอกาสการจัดนิทรรศการ ‘Rare Handcrafts 2020-2021’ โรงงานการผลิตแห่งเจนีวาได้นำเสนอการเปิดตัวครั้งแรกของโลกด้วย 6 รุ่นเรือนเวลาสลับซับซ้อนระดับแกรนด์ คอมพลิเคชั่นส์ (grand complications) และรุ่นไอคอนแห่งงานออกแบบนาฬิกา ที่ถ่ายทอดด้วยศิลปะการตกแต่งอันประณีตวิจิตร อาทิ งานแกะสลักมือ (manual engraving), งานลงยากรองด์ เฟอ คลัวซอนเน (grand feu cloisonné enamel), งานลงยากรองด์ เฟอ ชอมเลอเว (grand feu champlevé enamel), งานลงยากรองด์ เฟอ ฟลิงเก (grand feu flinqué enamel), งานแกะลายกิโยเช่ด้วยมือ (manual guilloching) และงานประดับอัญมณี (gemsetting)

Ref. 6002R-001 Sky Moon Tourbillon Haut Artisanat

ตัวเรือนโรสโกลด์แกะสลักมือ พร้อมด้วยหน้าปัดสีน้ำตาลตกแต่งด้วยงานลงยากรองด์ เฟอ ชอมเลอเว และคลัวซอนเน เปิดตัวในปี ค.ศ. 2001 Ref. 5002 Sky Moon Tourbillon นับเป็นนาฬิกาข้อมือสลับซับซ้อนสูงสุดรุ่นที่สองของ Patek Philippe และกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกา grand complications อันเป็นที่ถวิลหาและตามหามากที่สุดของบรรดานักสะสม โดยนับจากปี ค.ศ. 2013 ถึง ค.ศ. 2016 นาฬิกาข้อมือหน้าปัดคู่นี้ได้รังสรรค์ขึ้นในเวอร์ชั่น rare handcrafts เพียงหนึ่งเดียว กับตัวเรือนไวท์โกลด์ และหน้าปัดลงยาสีน้ำเงิน (6002G-001) และตามมาด้วยในปี ค.ศ. 2016 กับเวอร์ชั่นใหม่ที่มาคู่กับหน้าปัดลงยาสีดำ (6002G-010)

ในวันนี้ โรงงานการผลิตได้เผยโฉมนาฬิการุ่นสัญลักษณ์ด้วยหน้าปัดใหม่ ที่เป็นการผสมผสานระหว่างความแวววาวอันแสนอบอุ่นของโรสโกลด์เข้ากับงานลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีน้ำตาล ขณะที่ขอบรอบวงของหน้าปัด รวมถึงช่องหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (moon phase) และดวงจันทร์ของดิสก์หมุนนั้นรังสรรค์ด้วยงานลงยาชอมเลอเว (champlevé enamel) ซึ่งด้วยเทคนิคนี้ จึงจำเป็นต้องเจาะขึ้นรูปโลหะฐานอย่างแม่นยำ เพื่อให้แต่ละองค์ประกอบ อาทิ สเกลนาทีนั้นยังคงความนูนอย่างมีมิติ

ส่วนที่เว้าต่ำลงกว่าอื่นๆ จะผ่านการเติมส่วนผสมสำหรับลงยาด้วยมือ โดย ณ ศูนย์กลางของหน้าปัดถ่ายทอดไว้ด้วยงานตกแต่งลงยากรองด์ เฟอ คลัวซอนเน (grand feu cloisonné enamel) ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการใช้เส้นลวดทองเรียบแบนและบางมาช่วย ส่วนตัวเรือน เม็ดมะยม ตัวสไลด์ของจักรกลตีระฆัง และตัวพับล็อกสายผ่านการแกะสลักมือด้วยลวดลายขดเกลียวและอะราเบสก์ (arabesques) บนทุกด้าน ซึ่งช่างแกะสลักระดับมาสเตอร์จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างทุ่มเทถึงกว่า 100 ชั่วโมงของการทำงานและอาศัยความอดทนมุมานะในการทำงานผ่านกระบวนการทั้งหมด เพื่อบรรจบกับมาตรฐานระดับสูงสุด

Sky Moon Tourbillon นี้ได้ผสมผสานไว้ด้วยความสลับซับซ้อนอันน่าหลงใหลถึง 12 ฟังก์ชั่น ซึ่งรวมไปถึงตูร์บิญอง (tourbillon) และมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) ที่ตีระฆังบอกเวลาด้วยฆ้องคาธีดรัล (cathedral gongs) โดยบนหน้าปัดด้านหน้าแสดงปฏิทินถาวร (perpetual calendar) ด้วยการแสดงวันที่แบบเรโทรเกรด (retrograde date) แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (moon phase) และวงจรปีอธิกสุรทิน (leap year cycle) ส่วนอีกด้านหนึ่งแสดงแผนภูมิท้องฟ้าซึ่งถ่ายทอดการเคลื่อนที่อย่างชัดเจนของดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งสามารถมองเห็นได้จากท้องฟ้าซีกโลกเหนือ และเพื่อบรรจบกับจังหวะแห่งการประสานเสียงและการเต้นระบำของเหล่าวัตถุบนท้องฟ้านี้ Patek Philippe ได้พัฒนาระบบของดิสก์ซ้อนกันสามชิ้นที่เคลื่อนที่ต่างกัน แต่ผ่านการคำนวณวิถีการโคจรต่างๆ มาอย่างแม่นยำ สำหรับ Ref. 6002R-001 Sky Moon Tourbillon รุ่นใหม่ ส่งมอบมากับคัฟลิงค์แกะสลักมือทำจากโรสโกลด์ และมาแทนที่ Ref. 6002G-010 ในตัวเรือนไวท์โกลด์คู่กับหน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีดำ

Ref. 5304/301R-001 Minute Repeater with a Retrograde Perpetual Calendar

ความมหัศจรรย์แห่งความโปร่งใส ภายในตัวเรือนโรสโกลด์ใหม่ ประดับด้วยเพชรเจียระไนบาแกตต์ 80 เม็ด นาฬิกา Patek Philippe grand complications รุ่นแรกที่มาพร้อมด้วยหน้าปัดกระจกแซฟไฟร์โปร่งใส ได้เปิดตัวภายใน Ref. 5104 ในปี ค.ศ. 2006 โดยมีตัวเรือนแพลทินัม พร้อมด้วยการฝังประดับโรสโกลด์ จากปี ค.ศ. 2014 ถึง ค.ศ. 2018 ตามมาด้วย Ref. 5304 ในตัวเรือนโรสโกลด์ ประดับด้วยไวท์โกลด์ ซึ่งในวันนี้ Patek Philippe ได้ตีความขึ้นใหม่ในตัวเรือนโรสโกลด์ กับขอบตัวเรือน ข้อต่อตัวเรือน และตัวพับล็อกสายประดับประดาไปด้วยประกายแสงแห่งเพชรทรงบาแกตต์บริสุทธิ์ระดับ Top Wesselton จำนวน 80 เม็ด (~6.22 กะรัต) และมอบจุดดึงดูดความสนใจไปยังความโดดเด่นและความน่าตื่นเต้นของกลไกที่ในรุ่นนี้เผยให้เห็นบนด้านหน้าปัดนั่นเอง

Patek Philippe ได้พัฒนาระบบอัจฉริยะในการแสดงวัน เดือน และวงจรของปีอธิกสุรทิน (leap year cycle) ด้วยดิสก์กระจกแซฟไฟร์ใส ซึ่งทำหน้าที่แสดงข้อมูลปฏิทินตามลำดับได้อย่างโดดเด่นในโทนสีขาวตัดกับพื้นหลังสีดำของช่องหน้าต่างเล็กๆ ด้านใต้ และเพื่อติดตั้งดิสก์กระจกแซฟไฟร์ซึ่งมีความบางอย่างมากเข้ากับแกนสตีลที่เล็กมากๆ ได้นั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการประกอบสุดพิเศษที่ผ่านการจดสิทธิบัตรของแบรนด์ด้วยเช่นกัน

เข็มนาฬิกาทรงใบไม้แบบเจาะโปร่งทำจากไวท์โกลด์ตกแต่งแล็กเกอร์สีดำ เสริมเสน่ห์ให้กับกลไกและชิ้นส่วนสตีลต่างๆ ที่ผ่านการขัดมุมและขอบ โดดเด่นและสวยงามตัดกับแท่นเครื่องชุบโรสโกลด์ลวดลายเพอร์ลาจ (perlage) การแสดงวันที่แบบฟลายแบ็ก (flyback date) บรรจุไว้ด้วยเข็มชี้ พร้อมทั้งปลายเข็มรูปจันทร์เสี้ยวทำหน้าที่ชี้ไปยังตัวเลขต่างๆ บนสเกล ณ ขอบรอบนอกสุดของหน้าปัด ขณะที่ปฏิทินถาวร (perpetual calendar) เติมเต็มความสมบูรณ์ด้วยการแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (moon phase) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และหน้าปัดย่อยแสดงวินาที ที่ได้ผสมผสานระหว่างการฝังประดับไวท์โกลด์อันละเอียดอ่อนเข้ากับลวดลายใบไม้แกะสลักภายในขอบด้านข้างตัวเรือน และตัวสไลด์ของจักรกลตีระฆัง

ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมของกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R 27 PS QR LU โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรกลตีระฆัง minute repeater ที่ประกอบด้วยฆ้องสองตัว หรือตัวควบคุมแบบหนีศูนย์ (centrifugal governor) ใต้ลวดลาย Calatrava cross แบบเจาะโปร่ง รวมถึงตอกย้ำความพิเศษด้วยงานการตกแต่งกลไกอันประณีตวิจิตรที่ถ่ายทอดไว้เช่นกันผ่านความสวยเด่นของมินิโรเตอร์ (minirotor) เยื้องศูนย์แบบฝังซ่อนทำจากโรสโกลด์ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายใบไม้และช่องโพรงต่างๆ ชุบโรเดียม

Ref. 5374G-001 Minute Repeater with a Perpetual Calendar

นาฬิกาตีระฆังบอกเวลาด้วยฆ้องคาธีดรัล และตัวเรือนไวท์โกลด์คู่กับหน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีน้ำเงิน เปิดตัวในปี ค.ศ. 2016 Ref. 5374 พร้อมด้วยจักรกลตีระฆัง minute repeater และปฏิทินถาวร (perpetual calendar) ดึงดูดใจผู้ซึ่งหลงใหลเสียงตีระฆังบอกเวลา ตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ สีดำ วันนี้ Patek Philippe ได้ตีความใหม่ให้กับความสลับซับซ้อนระดับ grand complications นี้ด้วยรูปโฉมใหม่ของตัวเรือนไวท์โกลด์ พร้อมด้วยหน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ สีน้ำเงิน

ภายใต้รูปทรงตัวเรือนที่แสดงออกถึงการซ้อนกันระหว่างทรงกลมและความโค้งนูน ผสานขอบตัวเรือนด้วยรูปทรงเว้า และความละเอียดอ่อนประณีตที่บรรจบกับส่วนที่เว้าต่ำลงกว่าของขอบด้านข้างตัวเรือนตกแต่งด้วยงานขัดซาตินด้วยมือ สร้างภาพที่ตรงข้ามกันอย่างลงตัวกับส่วนตัวเรือนขัดเงาและรูปทรงหลังเบี้ยส่วนปลายข้อต่อของตัวเรือน

หน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีน้ำเงินนี้ ผ่านการตกแต่งด้วยความเงาวาวพิเศษ และเป็นตัวอย่างที่ถ่ายทอดถึงงานฝีมือชั้นยอด ด้วยความเข้มข้นของสีและความสว่างใสที่กลายเป็นความน่าหลงใหลอย่างยากจะปฏิเสธ โดยรังสรรค์บนแผ่นหน้าปัดทำจากทอง 18 กะรัต ผ่านการเคลือบมือด้วยผงลงยา และจากนั้นจึงเผาให้หลอมละลาย ณ อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของการเจาะช่องโพรงเล็กๆ ลงบนงานลงยาเนื้อแข็งและเปราะบางนี้ เพื่อทำหน้าที่เป็นขายึดเกาะสำหรับติดตั้งตัวเลขทรง Breguet ทำจากไวท์โกลด์แบบนำมาติด ขณะที่การแสดงต่างๆ ของปฏิทินถาวร (perpetual calendar) (วัน วันที่ เดือน วงจรปีอธิกสุรทิน) นั้นจัดวางไว้บนหน้าปัดย่อยที่ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และเติมเต็มด้วยการแสดงเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนเข็มชี้ทรงใบไม้ทำจากไวท์โกลด์เติมด้วยการเคลือบสารเรืองแสงเพื่อการอ่านค่าเวลาได้อย่างล้ำเลิศ พร้อมทั้งช่องหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (moon phase) ที่ผสมผสานด้วยเทคนิคชอมเลอเว (champlevé) และล้อมกรอบด้วยไวท์โกลด์อย่างสง่างาม

ขับเคลื่อนโดยกลไกไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R 27 Q ประกอบด้วยจักรกลตีระฆัง minute repeater ซึ่งตีลงบนฆ้องคาธีดรัลสองตัว ด้วยความยาวที่ขยายขึ้นเกือบสองเท่าของเส้นรอบวงของกลไก เพื่อสร้างเสียงที่สมบูรณ์และก้องกังวานอย่างชัดเจน

Ref. 5374G-001 รุ่นใหม่นี้ประกอบคู่มากับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มเงาวาว และโอบรับข้อมืออย่างปลอดภัยด้วยตัวพับล็อกสายไวท์โกลด์ พร้อมทั้งส่งมอบด้วยฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ และฝาหลังแบบทึบสำหรับถอดเปลี่ยนได้ ผลงานรุ่นนี้เข้ามาแทนที่ Ref. 5374P-001 ในตัวเรือนแพลทินัม คู่หน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีดำ

Ref. 7040/250G-001 Rare Handcrafts Minute Repeater for Ladies

เรือนเวลาตีระฆัง minute repeater สำหรับสุภาพสตรีรุ่นใหม่ มาพร้อมหน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ ฟลิงเก (grand feu flinqué enamel) สีน้ำเงิน และขอบตัวเรือนประดับเพชร Flamme® มีให้ครอบครองนับจากปี ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2017 กับนาฬิกา Ref. 7000R-001 Ladies First Minute Repeater ในตัวเรือนโรสโกลด์ คู่ด้วยหน้าปัดสีครีม ที่ได้มอบวิถีแห่งการสร้างสรรค์สู่นาฬิกาอันประณีตสูงสุดใหม่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตัวเรือนใหญ่ขึ้นเล็กน้อย กับหน้าปัดลงยากรองด์ เฟอ ฟลิงเก สีน้ำเงิน และขอบตัวเรือนประดับเพชร ที่ถ่ายทอดความร่วมสมัย แต่ยังคงสง่างามเหนือกาลเวลาให้กับตัวเรือนสไตล์ออฟฟิเซอร์ (officer) อันเป็นต้นตำรับ พร้อมทั้งข้อตัวเรือนแบบตรงและแถบติดตั้งด้วยสกรู

แผ่นหน้าปัดทองของรุ่นนี้แกะลายกิโยเช่ด้วยมืออย่างสมบูรณ์ พร้อมด้วยลวดลายการตกแต่งกระจายแสง (sunburst) ที่มอบคลื่นแห่งแสงสะท้อนอันนุ่มนวลอ่อนโยนซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพก Ref. 992/137G-001 ‘Siamese Fighting Fish’ (ผลงานหนึ่งเดียวที่รังสรรค์ขึ้นในปี ค.ศ. 2019) จากนั้นจึงเคลือบด้วยงานลงยาสีน้ำเงินโปร่งใส ที่ช่วยให้งานการตกแต่งด้านใต้นั้นสามารถส่องประกายแสงทะลุผ่านได้ จากเทคนิคอันเก่าแก่ที่อ้างอิงถึงงานลงยา ฟลิงเก (flinqué enameling) โดยมอบสีอันทนทานและความเงาวาวอันเหนือกาลเวลาของหน้าปัดที่กลายเป็นภาพพื้นหลังอันงดงามให้กับเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีทรงหอก (lancet-shaped) ตัดเหลี่ยมทำจากไวท์โกลด์ที่เคลื่อนตัวอยู่เหนือเครื่องหมายบอกเวลาทองทรงเข็มชี้แบบพิมพ์ และหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่จัดวางอย่างสมดุลกลมกลืน ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

ขอบตัวเรือนโดดเด่นด้วยประกายแสงระยิบระยับของเพชรบริสุทธิ์ ระดับ Top Wesselton เจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) จำนวน 168 เม็ด ที่ประดับในสองแถวเยื้องกัน โดยใช้เทคนิค ‘Flamme®’ ด้วยวิธีการประดับตกแต่งสุดพิเศษและผ่านการจดสิทธิบัตร ซึ่งศิลปินจะใช้สิ่วแหลมในการตัดรอยบากลงบนทองระหว่างอัญมณีแต่ละเม็ด เพื่อให้แสงสามารถจุดประกายเพลิงอันระยิบระยับของเพชรได้จากด้านใต้ของอัญมณี และเสริมเสน่ห์แห่งภาพอันบางเบาดุจอากาศของผลงานสร้างสรรค์อันล้ำค่านี้

ขณะที่กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R 27 PS ขับเคลื่อนด้วยมินิโรเตอร์ (minirotor) เยื้องศูนย์ ทำจากทอง 22 กะรัตที่ฝังซ่อนอยู่ในกลไก โดดเด่นจากรูปทรงอันบางพิเศษ (หนา 5.05 มม.) ทำให้โครงตัวเรือนเพรียวบาง โดดเด่นด้วยเสียงอันกลมกลืนของฆ้องคลาสสิกสองตัว พร้อมทั้งงานการตกแต่งอันประณีตที่สามารถชื่นชมได้ผ่านทางฝาหลังเปิดด้วยกระจกแซฟไฟร์ใส หรือสามารถเปลี่ยนเป็นฝาหลังแบบทึบทำจากไวท์โกลด์ที่ส่งมอบมาพร้อมกัน

Ref. 5738/51G-001 Golden Ellipse Haut Artisanat

นาฬิกา Patek Philippe คลาสสิกในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาดใหญ่ คู่ด้วยหน้าปัดลงยาชอมเลอเวและงานแกะสลักมือ ปี ค.ศ. 2018 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของคอลเลกชั่น Golden Ellipse Patek Philippe ได้นำเสนอผลงานผลิตจำนวนจำกัด 100 เซ็ต ประกอบด้วยนาฬิกาตัวเรือนแพลทินัมและคัฟลิงค์จับคู่กัน โดยอุทิศให้กับงานฝีมือที่หาคนเปรียบได้ยากยิ่งที่กลายเป็นสมบัติอันทรงคุณค่ายิ่งของแบรนด์ ภายใต้ตัวเรือนไวท์โกลด์ขัดเงาและหน้าปัดผ่านการรังสรรค์ขึ้นใหม่อย่างลุ่มลึกด้วยรายละเอียดการตกแต่งอันวิจิตร

อย่างแรกคือแผ่นหน้าปัดทำจากทอง 18 กะรัต ที่ถูกเจาะเพื่อรังสรรค์ส่วนที่เว้าต่ำลง และจากนั้นจึงเติมด้วยงานลงยากรองด์ เฟอ (grand feu enamel) สีดำ (champlevé enamel) หลังจากนั้น จึงเป็นการแกะสลักมือด้วยลวดลายพืชพรรณหรือดอกไม้บนส่วนต่างๆ ที่ยกสูงขึ้น ด้วยวิธีนี้ Patek Philippe จึงผสมผสานระหว่างสองในศิลปะงานฝีมืออันทรงคุณค่าสูงสุด (การแกะสลักมือและการลงยา) ที่นำมาใช้สำหรับตกแต่งเรือนเวลาอันงดงาม โดยในงานประดับตกแต่งซึ่งประกอบด้วยลวดลายขดเกลียวและลายอะราเบสก์ (arabesques) ได้เสริมความสมบูรณ์แห่งรูปทรงตัวเรือนทรงพิเศษของ Golden Ellipse และนอกจากนี้ยังตอกย้ำถึงสัดส่วนที่กลมกลืนของตัวเรือนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสัดส่วนทองคำ (golden section) ซึ่งอ้างอิงถึงสัดส่วนทอง ‘Divine Proportion’ ที่นับเป็นพื้นฐานสำหรับผลงานสร้างสรรค์แห่งศิลปะและสถาปัตยกรรม การอ่านค่าเวลาผ่านเข็มสไตล์ ‘cheveu’ เพรียวบางขึ้นและทำจากไวท์โกลด์ ส่วนเม็ดมะยมประดับยอดด้วยออนิกซ์คาโบชอง

ขับเคลื่อนของกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 240 ที่ทำงานภายใต้หน้าปัดผ่านการตกแต่งอย่างประณีตศิลป์ของผลงานรุ่นนี้ จากการขึ้นลานอย่างทรงพลังของมินิโรเตอร์ (minirotor) แบบฝังซ่อนและเยื้องศูนย์ทำจากทอง 22 กะรัต และต้องขอบคุณให้กับงานออกแบบอันเพรียวบางพิเศษที่ทำให้สามารถรังสรรค์ตัวเรือนอันสง่างามพิเศษได้เช่นกัน (หนา 6.58 มม.) งานออกแบบอันเหนือกาลเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ยังตอกย้ำด้วยการประกอบคู่สายหนังจระเข้สีดำเงาวาว เย็บตะเข็บด้วยมือและลายสี่เหลี่ยมใหญ่ กับหัวเข็มขัดแบบ prong ที่สะท้อนถึงรูปทรงของตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน

Ref. 5738/51G-001 Golden Ellipse Haut Artisanat ใหม่ ได้เข้ามาสมทบในคอลเลกชั่นปัจจุบัน และบรรจบกับความสง่างามของ Ref. 5738P-001 ในตัวเรือนแพลทินัมคู่ด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินตกแต่งแบบกระจายแสง (sunburst) และ Ref. 5738R-001 ในตัวเรือนโรสโกลด์และหน้าปัดสีน้ำตาลดำตกแต่งแบบกระจายแสง (sunburst)

Ref. 7118/1450G Nautilus Haute Joaillerie

เวอร์ชั่นใหม่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ และเพชรที่ประดับตกแต่งด้วยเทคนิคแรนดอมพาเว (random pavé) นับตั้งแต่เผยโฉมในเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา Patek Philippe ได้ผสมผสานซึ่งงานออกแบบอันเป็นต้นตำรับของ Nautilus เข้ากับความประณีตละเอียดอ่อนของการประดับอัญมณีชั้นสูง (haute joaillerie) ใน Ref. 7118/1450R-001 เวอร์ชั่นโรสโกลด์ กับตัวเรือน พร้อมทั้งขอบตัวเรือนและสายสร้อยข้อมือที่ล้วนประดับตกแต่งด้วยเพชรที่เรียกกันว่าเทคนิคสโนว์เซตติ้ง (snow setting) เผยร่องรอยของลวดลายนูนต่ำอันนุ่มนวลอ่อนช้อย และถือเป็นอีกหนึ่งมุมมองใหม่อันเป็นต้นแบบของนาฬิกา Nautilus สำหรับสุภาพสตรี ที่ในวันนี้ โรงงานการผลิตได้นำเสนอผ่านอาภรณ์อันแวววาวระยิบระยับของเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ใหม่

ใน Ref. 7118/1450G Nautilus Haute Joaillerie ใหม่นี้ เจิดจรัสไปด้วยเพลิงประกายแสงแห่งเพชรเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) บริสุทธิ์ระดับ Top Wesselton ถึง 2,553 เม็ด (~12.69 กะรัต) เสริมความประณีตให้กับภาพลักษณ์อันงดงามดึงดูดใจ ที่ Patek Philippe ได้เลือกใช้เทคนิคอันละเอียดอ่อนสูงสุดของการประดับเพชรแบบสโนว์เซตติ้ง (snow setting) ประดับตกแต่งแบบแรนดอมพาเว (random pavé setting) จัดวางเพชรหลากหลายขนาดเคียงข้างกัน ช่วยให้มองเห็นการผสมผสานและโครงสร้างของทองระหว่างอัญมณีแต่ละเม็ดได้เพียงเล็กน้อยที่สุดเท่านั้น

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมนาฬิกาแต่ละเรือนซึ่งตกแต่งด้วยการประดับแบบสโนว์เซตติ้ง (snow setting) นี้จึงมีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเพียงหนึ่งเดียว และในฐานะองค์ประกอบส่วนหนึ่งของนาฬิกาการประดับอัญมณีนี้ยังต้องบรรจบกับเกณฑ์อันเข้มงวดสูงสุดของตราประทับ Patek Philippe Seal ด้วยเช่นกัน หน้าปัดของนาฬิกานี้จึงมีเข็มชั่วโมงและนาทีทรง Alpha เรืองแสงทำจากไวท์โกลด์ตกแต่งให้เป็นสีดำ พร้อมด้วยตัวเลขอารบิกแบบนำมาติดทำจากโลหะล้ำค่าชนิดเดียวกันและผ่านการเคลือบเรืองแสง

ภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ติดตั้งไว้ด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 324 S กับงานการตกแต่งอันประณีตวิจิตรที่สามารถชื่นชมได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ พร้อมทั้งประกอบสายสร้อยข้อมือไวท์โกลด์ 18 กะรัต ที่ผสมผสานความสง่างามเข้ากับความสะดวกสบายในการโอบรับกับข้อมือ นาฬิการุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวพับล็อกสายแบบบานพับจดสิทธิบัตรโดย Patek Philippe ที่ยึดอย่างปลอดภัยด้วยตัวจับล็อกอิสระสี่ตัว โดยในคอลเลกชั่นปัจจุบันของ Patek Philippe รุ่น Ref. 7118/1450G-001 Nautilus Haute Joaillerie ในตัวเรือนไวท์โกลด์นี้ จะเข้ามาสมทบกับ Ref. 7118/1450R-001 ในเวอร์ชั่นโรสโกลด์

ดีไซน์ของนาฬิกา 6 รุ่นนี้คงจะพอบอกได้ถึงความหลงใหลในการสร้างสรรค์ที่ประณีตสลับซับซ้อนนี้ที่ Patek Philippe ได้บ่มเพาะเทคนิคทั้งหมด และมั่นใจว่าทักษะเหล่านี้จะได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นไปอย่างไม่สิ้นสุด

แทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่จากตระกูลแทงก์เรือนเวลาเอกลักษณ์ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งจาก Cartier ชิ้นไอคอนิคที่คนมีสไตล์ ‘ต้อง’ ครอบครอง

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส เปิดตัวนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูลแทงก์ คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่ขึ้นแท่นเป็นไอคอนของคาร์เทียร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 นาฬิกาแทงก์ มัสท์คือการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์อย่างแทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970 นอกจากสายหนังและสายสตีล นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ยังมีรุ่นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และสายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์อีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมในการรังสรรค์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดนิ่งของเมซงคาร์เทียร์

นาฬิกาแทงก์ (Tank Watch): ตำนานแห่งเรือนเวลาของคาร์เทียร์

เรือนเวลารุ่นแทงก์ได้จารึกความสง่างามของคาร์เทียร์ผ่านดีไซน์ที่คมชัดและเพรียวบาง นับตั้งแต่หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) สร้างสรรค์เรือนเวลานี้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อปี ค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ เลือกหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำให้นาฬิกาแทงก์โดดเด่นจากนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุคนั้นซึ่งมีหน้าปัดเป็นทรงกลม ทำให้นาฬิกาแทงก์มีกลิ่นอายที่ล้ำสมัย อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เส้นตรงสองเส้นที่ขนาบข้างหน้าปัดนับเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมุมสูงของรถถัง โดยมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นประกบเข้ากับตัวเรือนทรงเหลี่ยมดุจล้อรถและหอบังคับการ การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกา   ทำได้กลมกลืนเสียจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งนี้เอาไว้

นาฬิการุ่นแทงก์ ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นนาฬิกาคู่ใจของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายจนมีคำกล่าวว่า การสวมใส่แทงก์ คือการประกาศตัวตน จนนาฬิกาแทงก์กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งในปี 2021 ในชื่อรุ่น แทงก์ มัสท์ โดยทั้ง แทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คือผลลัพธ์ที่ลงตัวระหว่างสัญลักษณ์สำคัญประจำเมซงคาร์เทียร์ โดยแทงก์ (Tank) คือคอลเลคชั่นสำคัญของแบรนด์ ในขณะที่มัสท์ (Must) คือคอลเลคชั่นนาฬิกาอันเป็นอมตะของคาร์เทียร์ที่ใครๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครอง ในปีนี้ คาร์เทียร์นำขนบของความหรูหราคลาสสิกกลับมาอีกครั้งผ่านนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): ดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) เป็นผลผลิตแห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างมาก นับเป็นอีกเอกลักษณ์ของเมซงคาร์เทียร์ที่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์และกลไกอยู่เสมอ ด้วยพันธสัญญาด้านศิลปะการประกอบเรือนเวลาชั้นสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายออกแบบจึงได้รังสรรค์นาฬิการุ่นแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อีกครั้ง โดยมาในรุ่นโมโนโครมและรุ่นดั้งเดิมพร้อมกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ได้รับแรงบัลดาลใจจากนาฬิการุ่นแทงก์ หลุยส์คาร์เทียร์ เมซงคาร์เทียร์ออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์นาฬิกาแทงก์ มัสท์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งคานปลายมนสองชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน และสัดส่วนของหน้าปัด ความชำนาญอันเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ถูกกำหนดไว้ ได้ให้กำเนิดเรือนเวลาที่หาญกล้าย้อนเวลาเพื่อนำความคลาสสิกกลับมาประดับบนทุกรายละเอียดปลีกย่อย ไปจนถึงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมเจียระไนแบบคาโบชง และการกลับมาของตัวล็อกสายแบบ Ardillon Buckle สไตล์ดั้งเดิมสำหรับรุ่นสายหนัง ชั้นเชิงศิลป์ในการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์นั้นเปี่ยมด้วยความชำนาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายสตีลพร้อมข้อต่อทรงโค้งมนซึ่งถูกออกแบบใหม่และสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ไปจนถึงกลไกควอทซ์ประสิทธิภาพสูงจากเมซงซึ่งแบตเตอรี่คงคุณภาพยาวนานถึง 8 ปี

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): เฉดสีโมโนโครมแห่งยุค 1980

หลังจากที่นาฬิกามัสท์ เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 1977 คาร์เทียร์ได้นำนาฬิกาแทงก์ ซึ่งถือถือเป็นผลงานระดับไอคอนจากศิลปะ การประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้นมาออกแบบใหม่อีกครั้งด้วยวัสดุเวอร์มิล (Vermeil) ฉีกกรอบเรือนเวลาจากยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเบอร์กันดีหรือดำสนิท หรือโลโก้สีทองโดดเด่น เลือกที่จะแตกต่างบนความสง่างามที่เรียบง่ายกว่าเดิม นาฬิกาแทงก์ มัสท์รุ่นใหม่ในปี 2021 มาพร้อมดีไซน์ที่รักษาจิตวิญญานแห่งยุค 1980 ให้เลือกสรร ผ่านเฉดสีโมโนโครมที่เปรียบดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ทั้ง 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเขียว พร้อมตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดเรียบ มินิมัล ปราศจากตัวเลขหรือเส้นสายอื่นใด มาพร้อมกับสายหนังในโทนสีเข้ากัน

จากธรรมชาติ สู่ความหรูหราบนเรือนเวลา: สายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์

นอกจากนี้ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับสายที่ผลิตจากวัสดุนวัตกรรมใหม่ซึ่งมอบทั้งคุณภาพและสัมผัสสบายยามสวมใส่บนข้อมือ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ 40% โดยประกอบด้วยเศษพืชจากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี

กระบวนการผลิตของสายนาฬิกานี้บ่งบอกถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับการผลิตสายนาฬิกาหนังลูกวัว โดยสามารถการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon Footprint) ได้มากว่ากว่า 6 เท่า ประหยัดน้ำมากกว่า 10 ลิตร และลดพลังงานได้อีกกว่า 7 เมกะจูล หรือเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนประมาณ 80 ครั้ง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ด้วยการใช้เศษพืชจากแอปเปิ้ลที่ปลูกในยุโรป สู่ผู้ผลิตวัสดุในประเทศอิตาลี และส่งต่อสู่ผู้ผลิตสายนาฬิกาในประเทศโปรตุเกส ไปจนถึงโรงงานประกอบเรือนเวลาชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะรักษาชื่อเสียงในความเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอยู่เสมอแล้ว นาฬิกาแทงก์ยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต และกับนาฬิกาแทงก์ มัสท์นี้ก็เช่นกัน คาร์เทียร์ยังคงหาญกล้าที่จะรังสรรค์เรือนเวลาเพื่อท้าทายกาลเวลา ในขณะเดียวกันยังเผยวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่มองไปยังวันข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier)

หลังจากได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1917 เรือนเวลาแทงก์อีกหลากหลายรุ่นก็ได้มีการแตกแขนงอย่างต่อเนื่อง หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) นำนาฬิกาแทงก์หลายรุ่นมาออกแบบอีกครั้ง โดยรุ่น หลุยส์ คาร์เทียร์ หรือ แทงก์ เอล. ซี. (Louis Cartier) ได้รับการออกแบบอิงจากรุ่น ปีค.ศ.1922 ให้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้น พร้อมคานประกบตัวเรือนที่บางลงและมีขอบโค้งมนสวย ถือเป็นกำเนิดใหม่แห่งความคลาสสิกอันไร้ที่ติ ด้วยลายเส้น หรือ Rail Tracks บริเวณกรอบหน้าปัด เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงคาโบชง อีกทั้งตัวเลขโรมันบอกเวลาซึ่งเผยความงามอมตะที่เป็นหัวใจหลักของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงจากเมซง ผ่านเรือนเวลารุ่นล่าสุดที่ถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งต่อมรดกแห่งขนบที่เหนือกาลเวลานี้

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์เนรมิตความสง่างามด้วยสองเฉดสี ที่เป็นดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ ได้แก่สีแดงก่ำลุ่มลึก และ สีน้ำเงินสว่างสดใส ทั้งสองเฉดล้วนเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับเส้นสายที่เฉียบคมของนาฬิการุ่นนี้ นอกจากนี้คาร์เทียร์ยังได้ผสานรายละเอียดที่รุ่มรวยขึ้นด้วยตัวเลขโรมันและเส้นเดินรอบขอบหน้าปัด หรือ Rail Tracks ในเฉดสีทอง ที่ช่วยขับให้ทุกส่วนประกอบกราฟฟิกบนหน้าปัดเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเรือนสีน้ำเงินมาจับคู่มากับกรอบหน้าปัดสีพิงค์โกลด์ ในขณะที่เรือนสีแดงนำเสนอกรอบหน้าปัดสีเยลโลโกลด์ ทั้งหมดมาพร้อมสายนาฬิกาในโทนสีเดียวกันกับหน้าปัด โดยใช้กลไก Manufacture 1917 MC ไขลานด้วยมือ

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสตีลและสายหนัง หรือตัวเรือนสตีลพร้อมสายสตีลในกลไกควอทซ์, ตัวเรือนสตีล สายจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมกลไกพลังงานแสงอาทิตย์ (SolarBeat™) หรือหรูหราอย่างมีระดับด้วยตัวเรือนฝังเพชร ในราคาเริ่มต้นเพียง 85,500 บาท จับจองนาฬิกาแทงก์ มัสท์และนาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/en-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand

LINE Official Account @CartierTH 

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 กลไกโครโนกราฟที่แฟนๆหลงใหล!

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยโฉมนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร 2 โมเดลใหม่ พร้อมขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 ซึ่งเป็นกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟ (Flyback Chronograph) ใหม่ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยในครั้งนี้ได้นำเสนอตัวเรือนที่รังสรรค์จากไทเทเนียม (Titanium) ทนทานเป็นพิเศษและสเตนเลส สตีล (Stainless steel) ซึ่งมาช่วยเติมเต็มความสวยงามของหน้าปัดลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” (Méga Tapisserie) ในโทนสีฟ้าอ่อนและสีเขียวกากี มาพร้อมสายนาฬิกายางปั๊มลายในโทนสีเดียวกัน ที่สามารถถอดเปลี่ยนสายแบบใหม่ หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการบอกเวลาที่ชัดเจนขึ้น โดยเรือนเวลาใหม่ 2 โมเดลที่ถูกออกแบบที่เพื่อการผจญภัยสุดท้าทายนี้จะถูกวางจำหน่ายอย่างเอ็กคลูซีฟในบูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ทั่วโลก

กลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟเพื่อการทำงานที่แม่นยำที่สุด

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ โมเดลใหม่ 2 เรือนนี้ ขับเคลื่อนด้วยกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้งใหม่ล่าสุด
คาลิเบอร์ 4404 ที่มีระบบคอลัมน์ วีล (Column wheel) และฟังก์ชันฟลายแบ็กที่แตกต่างจากกลไกโครโนกราฟทั่วไปที่ผู้สวมใส่สามารถหยุด รีเซ็ต และเริ่มต้นจับเวลาใหม่ได้ในครั้งเดียว โดยคอลัมน์วีลจะทำงานร่วมกับคลัตช์แนวตั้ง (Vertical Clutch) เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เข็มนาฬิกามีการกระโดดเมื่อกลไกโครโนกราฟเริ่มหรือหยุดการจับเวลา ส่วนของปุ่มกดจับเวลายังถูกพัฒนาให้กดง่ายและนิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีกลไกการรีเซ็ตเป็นศูนย์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรยังช่วยให้มั่นใจได้ว่า เข็มจับเวลาบนหน้าปัดย่อยแต่ละเข็มจะรีเซ็ตเป็นกลับไปที่ศูนย์ได้อย่างไม่ติดขัด

ฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิกาเรือนนี้ยังเผยให้เห็นกลไกการทำงานภายใน ทั้งส่วนของคอลัมน์วีล และค้อนโครโนกราฟ* ที่มีการเคลื่อนไหวเมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการจับเวลา รวมไปถึงชิ้นส่วนของ Oscillating Weight พิ้งค์โกลด์ 22 กะรัตที่มีอักษรย่อ AP สลักอยู่ พร้อมตกแต่งด้วยรายละเอียดสุดละเมียดละไมด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นลายวงกลมวน “โกตส์ เดอ เฌอแนฟ” (Côtes de Genève) เทคนิคการขัดแบบซาติน และการขัดลบมุม

ระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาที่มาพร้อมความสะดวกสบายและปลอดภัย

นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเองจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยกลไกการเปลี่ยนสายถูกออกแบบไว้กับหมุดและและตัวล็อกบนตัวเรือนโดยตรง ซึ่งกลมกลืนไปกับดีไซน์ของตัวเรือนนาฬิกา

ความสะดวกสบายแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการใช้งานของระบบถอดเปลี่ยนสายนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายและหัวเข็มขัดของนาฬิกาได้ด้วยตนเอง โดยการกดปุ่มคลิกเพื่อปลดสายออก ซึ่งจะต้องใช้การกด 2 ครั้งเพื่อปลดหรือล็อกสายเพื่อเพิ่มความแน่นหนาปลอดภัยทุกครั้งที่สวมใส่

นาฬิกาทั้ง 2 เรือนนี้มาพร้อมสายยางในเฉดสีฟ้าและสีเขียวกากี ซึ่งแมตช์กับสีของหน้าปัดนาฬิกาของทั้งสองโมเดล มาพร้อมสายสำรองหนังลูกวัวสีดำที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาสายยางสีน้ำเงินและสีดำให้เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับรายละเอียดอันพิถีพิถัน

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ รุ่นนี้นำเสนอตัวเรือน 2 วัสดุ ได้แก่ สเตนเลส สตีล และไทเทเนียม โดยทั้งคู่มาพร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดเซรามิกสีดำและถูกเก็บรายละเอียดอย่างพิถีพิถันด้วยมือ ทั้งเทคนิคการขัดลายซาตินและและการขัดลบเหลี่ยมมุมด้วยที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์

เรือนสเตนเลส สตีลนำเสนอหน้าปัดสีฟ้าอ่อนลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในคอลเลกชั่นของรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ในปี 2001 พร้อมกับหน้าปัดย่อยโครโนกราฟและขอบตัวเรียนด้านในสีดำ เพิ่มสีสันสดใสด้วยสีส้มของตัวเลขอาราบิกบนหน้าปัดย่อยและเข็มวินาที ในขณะนาฬิกาเรือนไทเทเนียมนำเสนอหน้าปัดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ในสีเขียวกากีที่เข้ากันกับขอบตัวเรือนด้านในเฉดสีเดียวกัน โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดย่อยสีเงินประกอบกับเครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงสีดำ ตัวเลขอารบิก และเข็มจับเวลาสีดำ

นอกเหนือจากการนำเสนอสีสันใหม่ๆ แล้ว เรือนเวลารุ่นนี้ยังเพิ่มรายละเอียดโลโก้ที่ถูกปรับใหม่ โดยอักษรย่อ AP ถูกนำมาจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาโดยไม่มีโลโก้ชื่อเต็มของแบรนด์เพื่อเพิ่มความสปอร์ตให้กับนาฬิกา

แม้ว่านาฬิกาทั้ง 2 เรือนจะยังคงรักษาการจัดวางหน้าปัดย่อยในแนวตั้งของนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์แบบดั้งเดิมไว้ แต่ได้มีการสลับตำแหน่งของหน้าปัดย่อยชั่วโมงและวินาที โดยนำหน้าปัดชั่วโมงอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และหน้าปัดวินาทีจะถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แต่ยังคงหน้าปัดนาทีไว้ที่
9 นาฬิกาเช่นเดิม นอกจากนี้หน้าปัดย่อยทั้งหมดจะถูกจัดวางให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของหน้าปัดเพื่อให้ดีไซน์ภาพรวมของหน้าปัดดูน่าสนใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้กระจกขยายในช่องแสดงวันที่ที่ติดตั้งอยู่บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงและตัวเลขอารบิกถูกรังสรรค์ด้วยไวท์โกลด์ รวมถึงเข็มนาฬิการอยัล โอ๊ค จากไวท์โกลด์ที่เคลือบสารเรืองแสง ช่วยเติมเต็มรายละเอียดของดีไซน์นาฬิกาทั้งสองเรือนให้สอดคล้องไปกับสีของตัวเรือนได้อย่างลงตัว

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph C:\Users\rlertpongwipusana\AppData\Local\Microsoft\Windows\INetCache\Content.Word\ROO_26238TI-OO-A056CA-01_SDT_JPEG.jpeg

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238TI.OO.A056CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนไทเทเนียม กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์  ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดไทเทเนียม 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีเขียวกากี ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับการจับเวลาสีเงิน

ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีเขียวกากี

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีเขียวกากี สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238ST.OO.A340CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนสเตนเลส สตีล กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์ 

ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดสเตนเลส สตีล 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีฟ้า ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาสีดำ ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีดำ

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีฟ้า สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

“Shaping The now since 1791” Virtual Exhibition

จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) และพีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) เชิญร่วมเฉลิมฉลอง 230 ปีแห่งความหลงใหลในการประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกา ในโอกาสครบรอบ 230 ปี การก่อตั้งแบรนด์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้ผลิตเรือนเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ให้เข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 30 กันยายน 2021

นิทรรศการดังกล่าว เนรมิตพื้นที่มัลติแบรนด์บูติค PMT The Hour Glass สยามพารากอน มาไว้บนแพลตฟอร์มนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อต้อนรับบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ ให้เข้ามาสัมผัสโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงของ Girard-Perregaux แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ รับชมความงดงามของประดิษฐกรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และประทับใจในสุดยอดนวัตกรรมที่กล่าวได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกายุคสมัยปัจจุบัน ผ่านการจัดแสดงแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง ให้ผู้เข้าชมสามารถรับชมผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างละเอียดและคมชัดทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา นิทรรศการครั้งนี้ ยังตอกย้ำความเป็นเลิศในศาสตร์และศิลปะการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่สืบทอดมานานกว่าสองศตวรรษ เชื่อมโยงเทคนิคอันยอดเยี่ยมเข้ากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงฟังก์ชั่นการทำงานเข้ากับรูปลักษณ์ที่สวยงาม และเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ครองใจบรรดาเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ผู้นำประเทศ และบรรดาผู้ทรงอิทธิพลจากแวดวงต่างๆ ทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สองภาพบนคือตัวอย่างผลงานชิ้นประวัติศาสตร์สำคัญที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีตั้งแต่นาฬิกาพกที่วิจิตรบรรจง จากยุคสมัยของ ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-Francois Bautte) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไปจนถึงผลงานระดับตำนานอย่าง ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ซึ่งได้รับการออกแบบโดย คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) นั้น ล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่าที่ปกติจัดแสดงให้เข้าชมได้ที่ส่วนพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในฐานการผลิตของ Girard-Perregaux ที่เมือง ลา โชว์ เดอ ฟองด์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น

จึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่คนรักนาฬิกาชาวไทยและทั่วโลกจะได้ร่วมค้นพบประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Girard-Perregaux และสัมผัสผลงานสุดพิเศษ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในด้านความวิจิตรงดงามและฟังก์ชั่นการทำงานอันยอดเยี่ยม คงคุณค่าอยู่เหนือกาลเวลานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1791

นอกจากผลงานจากพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังจัดแสดงผลงานเรือนพิเศษที่ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และทักษะด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ อาทิ แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล (Planetarium Tri-Axial) ที่จัดวางองค์ประกอบต่างๆ ได้งดงามราวบทกวี หรือตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) เรือนเวลาร่วมสมัยจากการเปิดตัวล่าสุดภายในงาน เจนีวา วอทช์ เดย์ส (Geneva Watch Days) ปีนี้ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความเคารพที่แบรนด์มีต่อขนบประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันเก่าแก่ที่สืบทอดมาช้านาน พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงสู่โลกอนาคต ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรมด้านวัสดุ และการปรับโฉมรูปลักษณ์เรือนเวลาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The now since 1791” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2021 ที่ เว็บไซต์ของ PMT The Hour Glass

เรามีตัวอย่างของนาฬิกาที่จะมาจัดแสดงในนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ในช่วง1 – 30 กันยายน 2021 ดังนี้

“เลพีน” นาฬิกาจี้ตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย <<โบท แอนด์ มูนิเยร์>>, ราวปี ค.ศ. 1820
ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-François Bautte) (เจนีวา ค.ศ. 1772-1837) ผู้ก่อตั้งแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard Perregaux) เป็นหนึ่งในช่างนาฬิกาและช่างอัญมณีผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์สูงสุดและเป็นดั่งอัจฉริยะบุคคลอย่างแท้จริงในช่วงเวลาของเขาในฐานะช่างฝีมือ และนักการค้าผู้เปี่ยมด้วยทักษะอันแสนพิเศษ เขาได้รังสรรค์ทุกประเภทของเรือนเวลาอันสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับงานฝีมือการแกะสลักหรืองานลงยาในทุกรายละเอียดของเรือนเวลา หรือการประดับตกแต่งด้วยอัญมณีล้ำเลอค่า พรสวรรค์ของโบทยังสามารถค้นพบได้ผ่านผลงานอันประณีตละเอียดอ่อนที่เขาได้รังสรรค์ไว้บนตัวเรือนของนาฬิกาจี้เรือนนี้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการประดับตัวเรือนด้วยทองเม็ดเล็กๆทุกชิ้นด้วยมือ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบและแสนวิเศษเช่นนี้ ขณะที่หน้าปัดทองอันประณีตประดับตกแต่งไว้ด้วยลวดลายดอกไม้ รวมถึงกลไกตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับเรือนเวลาพิเศษเฉพาะหนึ่งเดียวนี้

“เลพีน” นาฬิกาพก พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “มูนิเยร์ เอต ฟิลส์ เอต เฌแนฟ” (แอสโซซีเอ เดอ เจ.เอฟ. โบท), ราวปี ค.ศ. 1830
นาฬิกาพกลงยาทองเรือนบาง พร้อมด้วยงานประดับตกแต่งลวดลายดอกไม้อันแสนวิจิตรที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้งานลงยาสีดำแบบชอมเลอเว (champlevé) งานลงยาชอมเลอเวถือเป็นเทคนิคการลงยาอันประณีตงดงาม ที่ซึ่งผ่านขั้นตอนของการแกะสลักผนังขอบลงยาด้วยสิ่วไว้บน ตัวเรือน จากนั้นจึงเติมด้วยงานลงยาใส โดยโบทเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในเทคนิคการจำลองภาพขนาดจิ๋ว และเป็นหนึ่งในช่างนาฬิการายแรกๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดที่ผลิตรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางพิเศษขึ้น โดยผ่านการประดับตกแต่งอย่างประณีตจากทองและงานลงยา โบทยังเปี่ยมด้วยองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถแสดงเวลาไม่เฉพาะเพียงผ่านเข็มชี้ แต่ยังรวมไปถึงการแสดงเวลาด้วยตัวเลข โดยนาฬิกาพกเรือนนี้ได้บรรจุไว้ด้วยการแสดงแบบตัวเลข (digital display) ด้วยระบบจัมปิ้งอาวร์ (jumping hours)

“เลพีน” นาฬิกาจี้ พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “เจ.เอฟ. โบท แอนด์ ซี เอต เฌแนฟ”, ราวปี ค.ศ. 1840
นาฬิกาจี้ลงยาทองประดับเพชรอันแสนอัศจรรย์ พร้อมด้วยสายโซ่นาฬิกาลงยาทองและกุญแจไขลาน ประดับด้วยเพชร และหน้าปัดลงยา “กรองด์ เฟอ” (“Grand-feu”) ตัวเรือนประดับตกแต่งด้วยงานลงยาสีน้ำเงินโคบอลต์โปร่งแสงบนพื้นผิวแกะสลักเอนจิ้น-เทิร์น (engine-turned) และงานแกะสลักประดับตกแต่งด้วยเพชร งานลงยาถือเป็นศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นได้โดยเฉพาะศิลปินเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และถูกเรียกขานว่า “เจนีวา บลู” (“Geneva blue”) อันเป็นต้นแบบของยุคสมัยของโบท โดยผสมผสานด้วยเทคนิคการตกแต่งอื่นๆ เช่น “กิโยชาจ” (“guillochage”) หรือการแกะสลัก ที่ช่วยให้สามารถรังสรรค์เรือนเวลาอันแสนงดงามวิเศษเหล่านี้ได้

นาฬิกาพกแบบมีฝาปิดเรือนทอง พร้อมด้วยกลไกสะพานจักร, บาลานซ์สปริงทรงกลมทำให้เป็นสีน้ำเงิน และบาลานซ์ทดกำลังด้วย สกรูทองขนาดใหญ่ ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1884
ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) จากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์ส (La Chaux-de-Fonds) สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนาความหลงใหลในโครงสร้างกลไกของนาฬิกาจักรกล โดยเขาตั้งใจที่จะรังสรรค์ความล้ำเลิศทางเทคนิคและความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดซึ่งผสมผสานไว้ด้วยความสวยงามอันแสนตราตรึงใจ นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด (hunter) เรือนนี้คือหนึ่งในตัวอย่าง เหล่านั้น โดยได้รับรางวัลความเที่ยงตรง “โครโนมิเตอร์” (“Chronometer”) จากเนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี (Neuchâtel Observatory) กับกลไกที่ถ่ายทอดด้วยงานฝีมือการตกแต่งอันประณีตวิจิตร เช่น ลวดลายโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève), ลายเกรนวงกลม, งานขัดเงาดุจกระจกและขัดขอบมุม

ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส, นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์โครโนมิเตอร์ตรึงด้วยแกนเดือย ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1888
คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ได้เปลี่ยนโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาไปอีกด้าน โดยการเปลี่ยนรูปสะพานจักรจาก องค์ประกอบทางเทคนิคที่ไม่อาจมองเห็นไปสู่ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ของเรือนเวลา เขาได้ออกแบบใหม่ให้กับสะพานจักรของนาฬิกาพกตูร์บิญองด้วยรูปทรงลูกศรอันสวยงามและจัดวางขนานกัน มอบเป็นการถือกำเนิดของนาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillon with Three Gold Bridges) เป็นครั้งแรกๆ ขึ้นในการประดิษฐ์สร้างสรรค์นาฬิกา โดยสะพานจักรทองของเรือนเวลาพิเศษเรือนนี้ซึ่งได้รับรางวัลเฟิร์สคลาส บูลเลติน (first class bulletin) จาก เนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี ได้ถ่ายทอดไว้ด้วยงานฝีมือการตกแต่งระดับไฮเอนด์ถึงห้า รูปแบบ ทั้งการขัดเงาดุจกระจกบนพื้นผิว งานขัดด้านซาตินบนขอบข้าง งานขัดกลมมนบนก้านแขน งานขัดขอบขึ้นมุมภายนอก และงานขัดขอบขึ้นมุมภายในต่างๆ ณ วันนี้ เรือนเวลาอันเป็นไอคอนิกนี้ได้กลายเป็นงานออกแบบอันเป็นที่จดจำได้ทันทีในฐานะสัญลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ไจโรเมติก นาฬิกาข้อมือสตีลและสายแบบผสาน กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติไจโรเมติกความถี่สูง พร้อมด้วย เอสเคปเมนต์แบบเลเวอร์, ราวปี ค.ศ. 1970
ในช่วงปี 1960’s จีราร์ด-แพร์โกซ์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มีแผนกวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ภายในโรงงานของตนเอง จึงเกิดการคิดค้นซึ่งนวัตกรรมอันน่าทึ่งมากมาย อาทิ ไจโรเมติก (Gyromatic) ระบบขึ้นลานเองอัตโนมัติแบบปฏิวัติ ด้วยสัดส่วนขนาดเล็กที่ช่วยให้โรงงานการผลิตแห่งนี้สามารถนำเสนอซึ่งเรือนเวลากลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติเรือนบางพิเศษได้ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประดิษฐ์นาฬิกา โดยไจโรเมติกมีโครงสร้างที่บางอย่างมาก พร้อมทั้งหวนกลับไปให้ความสนใจเป็นพิเศษกับองค์ประกอบซึ่งถูกละทิ้งนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) นั่นคืองานออกแบบของนาฬิกา และนับจากยุค 1970’s เรือนเวลานี้จึงได้รับการชื่นชมยกย่องในองค์รวม ทั้งในแง่ของเทคนิคและความสวยงาม

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ลอรีอาโต นาฬิกาควอตซ์โครโนมิเตอร์ในตัวเรือนสตีลและสายแบบผสาน, ปี ค.ศ. 1984
ในปี ค.ศ. 1975 จีราร์ด-แพร์โกซ์ ได้เปิดตัวผลงาน ลอรีอาโต (Laureato) หนึ่งในเรือนเวลา “สปอร์ต-ชิค” (“sport-chic”) รุ่นแรกๆ พร้อมด้วยเอกลักษณ์ของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมยกสูงและสายข้อมือสตีลแบบผสาน ที่ติดตั้งด้วยกลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงแม่นยำสูงและบางพิเศษ โรงงานการผลิตจากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์สรายนี้ได้เริ่มต้นเล่นกับรูปทรงบนเรือนเวลานับจากช่วงปลายยุค 60s ด้วยผลงานนาฬิกาดำน้ำ ดีพ ไดเวอร์ (Deep Diver) ของแบรนด์ซึ่งมีขอบตัวเรือนตกแต่งถึง 14 เหลี่ยมด้าน และต้องขอบคุณให้กับเส้นสายอันเรียวบาง ความสามารถในการสวมใส่ได้ง่าย และการสลับระหว่างงานตกแต่งขัดเงาและขัดด้านซาติของเส้นสายทรงตรงและทรงโค้ง ที่ทำให้ ลอรีอาโต ได้รับความสนใจอย่างทันทีและกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์

ลา เอสเมอรัลดา ตูร์บิญอง “อะ ซีเคร็ต”
(La Esmeralda Tourbillon “A Secret”)

แกะสลักขึ้นทั้งหมดด้วยมือ (ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงในการทำงาน) เราจะได้ค้นพบกับม้าที่กำลังควบวิ่งอย่างสง่างามสามตัวซึ่งปรากฏบนด้านนอกของฝาปิดนาฬิกา ขณะที่ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และด้านบนของหูตัวเรือนเชื่อมสาย รวมถึงด้านข้างของตัวเรือนนั้นได้หยิบเอาลวดลายสลับซับซ้อนอันแวววาวเจิดจรัสที่เคยใช้ตกแต่งภายในผลงานรุ่นปี ค.ศ. 1889 โดยฝีมือการแกะสลักของ ฟริตซ์ คุนเดิร์ต (Fritz Kundert) ขณะที่กระจกแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” ได้มอบซึ่งภาพมุมมองด้านบนอันน่าทึ่งแห่งสถาปัตยกรรมอันงดงามล้ำเลิศ โดยออกแบบขึ้นเหมือนกับนาฬิกา “ซีเคร็ต” (“secret” watch) ที่การตีความใหม่ของลา เอสเมอรัลดา นี้ได้ประกอบไว้ด้วยฝาปิดซึ่งทำหน้าที่ปกป้องด้านหลังของนาฬิกา ผ่านกระบวนการผลิตอันแสนพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยกลไกจักรกลผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเองที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวมถึง 310 ชิ้น พร้อมทั้งกรงตูร์บิญองรูปทรงพิณที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 80 ชิ้นภายในกรงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 14.44 มม. และหนักเพียง 0.305 กรัมเท่านั้น! โดยระบบไขลานอัตโนมัตินี้ยังติดตั้งไว้ด้วยไมโคร-โรเตอร์แพลทินัมผสานภายใต้กระปุกลาน แต่ละชิ้นส่วนยังผ่านทั้งงานขัดเงา ขัดลบมุม และแกะสลัก รวมถึงสลักเสลาด้วยมือด้วยความละเอียด 1/100 มม. (ที่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเทียบเท่ากับเส้นผมของมนุษย์) ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์นาฬิกา

เรือนเวลานี้ยังเชื้อชวนให้หวนนึกถึง ลา เอสเมอรัลดา อันโด่งดังสูงสุดในบรรดานาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillons with three gold Bridges) ภายในคอลเลคชั่นของ จีราร์ด-แพร์โกซ์ และด้วยตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส นี้เองที่ทำให้ คองสตองท์ จีราร์ด (Constant Girard) ชนะรางวัลเหรียญทองได้จากงานนิทรรศการนานาชาติกรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) ในปี ค.ศ. 1889 ได้สำเร็จ

คลาสสิก บริดจ์ส 45 มม.
(Classic Bridges 45mm)

งานออกแบบอันเข้มแข็งที่ตีความใหม่มาจากไอคอนแห่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาสู่เรือนเวลาไฮเทคล้ำสมัยซึ่งสะกดหัวใจของเหล่านักสะสม โดยเผยการปรากฏโฉมอันแสนพิเศษบนข้อมือพร้อมทั้งสวมใส่ได้อย่างสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ จากการประกอบขึ้นด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” (ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิตขึ้นรูปที่ใช้วัสดุมากกว่าสามเท่าจากกระจกมาตรฐานทั่วไป) บวกด้วยการขจัดขอบตัวเรือนออก และมอบซึ่งมุมมองจากด้านบนและด้านข้างให้มองเห็นและชื่นชมได้ถึงสถาปัตยกรรมอันสวยงามภายใต้โครงสร้างเชิงสามมิติ รวมถึงกลไกผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนองที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 208 ชิ้นและติดตั้งด้วยบาลานซ์ทดกำลังแบบปรับได้ขนาดใหญ่ (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.15 มม.) นี้สามารถมองเห็นได้บนด้านหน้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเพื่อให้สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบกับกระปุกลาน (ณ ตำแหน่ง 1.30 นาฬิกา) จึงสะท้อนด้วยการจัดวางอย่างสมดุลของไมโคร-โรเตอร์ (ณ ตำแหน่ง 10.30 นาฬิกา) ขณะที่ด้านหน้าของ แท่นเครื่องนั้นขัดแต่งแบบแซนด์บลาสต์ ชุบโรเดียม และขัดลบมุม ส่วนด้านหลังของแท่นเครื่องถ่ายทอดไว้ด้วยลวดลาย โคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) แนวตั้งฉาก ส่วนบริดจ์สทองผ่านการขัดเงาและขัดแต่งแบบซาติน (บนด้านข้าง) รวมถึงขัดลบมุมอย่างละเอียดอ่อน ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์เรือนเวลา

มินิท รีพีทเตอร์ ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Minute Repeater Tri-Axial Tourbillon)

บริดจ์ (Bridge) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซง (Maison) แห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรองรับขบวนเฟืองซึ่งขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมงภายในหน้าปัดย่อยแซฟไฟร์ ณ 9 นาฬิกา และการแสดงนาทีบนหน้าปัดย่อยอีกด้านหนึ่ง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยการพัฒนาตัวเรือนที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ด้วยอัตราส่วนระหว่างขนาดของคาลิเบอร์กลไกกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในของตัวเรือน (ผลิตจากไทเทเนียม เกรด 5) ที่จะช่วยรับประกันได้ถึงคุณภาพระดับสูงของเสียง
ขณะที่กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องสองชิ้นที่ติดตั้งบนด้านหน้าและด้านหลังของนาฬิกา เปิดโอกาสให้เราได้มองเห็นเข้าไปยังหัวใจของโครงสร้างกลไก ขณะที่กรงตูร์บิญองนั้นหมุนบนแกนต่างกันสามแกนใน 2 นาที และช่วยชดเชยผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอน เช่นเดียวกับแนวตั้ง แตกต่างจากนาฬิกา ตูร์บิญอง มินิท รีพีทเตอร์ (Tourbillon Minute Repeaters) อื่นๆ ที่เรือนเวลาของจีราร์ด-แพร์โกซ์ นั้นออกแบบขึ้นเพื่อเผยให้เห็นองค์ประกอบหลักสำคัญของจักรกลตีระฆังหรือมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) อาทิ ค้อน ฆ้อง และจักรกลตีระฆังเอง โดยการขับเคลื่อนของกลไกคาลิเบอร์ที่ออกแบบขึ้นอย่างสมมาตรและผ่านการตกแต่งอย่างประณีตละเอียดอ่อน โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 518 ชิ้น รวมถึง 145 ชิ้นเฉพาะภายในกรงตูร์บิญองเพียงอย่างเดียว โดยกรงตูร์บิญองนี้ยังต้องอาศัยเวลาในการประกอบถึงกว่า 250 ชั่วโมง

แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Planetarium Tri-Axial Tourbillon)

รังสรรค์ขึ้นจากกระจกสามชิ้น โดยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์นี้สร้างเป็นรูปทรงโดมสองตำแหน่ง คือ ณ 4 และ 9 นาฬิกา ซึ่งมอบความโดดเด่นและยังทำหน้าที่ปกป้องกรงตูร์บิญองแบบสามแกน เช่นเดียวกับลูกโลกจำลองขนาดจิ๋ว โดยลูกโลกจำลองที่เอียงลง เช่นเดียวกับตัวแสดง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกานั้นยังได้มอบวิถีใหม่ของการมองเห็นเวลาได้จากทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงไว้บนด้านหน้าปัดนั้นเป็นส่วนของกลางวัน และอีกด้านซึ่งแสดงไว้บนด้านหลังนั้นเป็นส่วนของกลางคืน ลูกโลกนี้ทำขึ้นจากอลูมิเนียมและวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 13 มม. โดยด้านหลังยังผ่านการวาดภาพด้วยมือเหมือนกับดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม และจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงในการทำงาน ส่วนบนด้านข้างของตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ติดตั้งไว้ด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมจักรกลภายในและนำทางแสงให้ส่องสว่างสู่ภายในกลไกเช่นกัน กรงตูร์บิญองนี้หมุนรอบบนแกนสามแกนใน 2 นาที และช่วยปรับสมดุลจากผลกระทบของแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง จักรกลนี้ได้ถ่ายทอดถึงความประณีตละเอียดอ่อนและความสลับซับซ้อน ด้วย “บล็อกกรงตูร์บิญอง” (กรงตูร์บิญองตามประเพณีและจักรกลที่ทำให้กรงนี้หมุนรอบแกนที่สอง) ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.24 กรัม แต่ยังคงประกอบขึ้นด้วยความซับซ้อนของชิ้นส่วนรวมถึงกว่า 140 ชิ้น

ลอรีอาโต้ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง สเกเลตัน
(Laureato Flying Tourbillon Skeleton)

ตัวเรือนบาง พร้อมทั้งขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม และสายสร้อยข้อมือแบบผสานที่สลับระหว่างการตกแต่งด้วยงานขัดเงาและขัดซาติน โดยบรรจุไว้ด้วยมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงทรงบาตอง (baton-shaped) และเข็มชี้เรืองแสง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงสลัว กลไกคาลิเบอร์นี้ซึ่งผ่านการเคลือบ เอ็นเอซี (NAC-treated) (สีเทาแอนทราไซต์) ยังทำงานประดุจตาข่ายโลหะ โดยช่วยให้สายตาของเรานั้นสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของพลังงาน ที่ต้องขอบคุณให้กับขบวนเฟืองชุบโรเดียมอันสง่างาม ขณะที่ในระหว่างการเดินทางแห่งการค้นพบไปสู่หัวใจอันซับซ้อนของจักรกลซึ่งประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 262 ชิ้นนี้ สายตาเรายังได้หยุดพัก ณ เสน่ห์แห่งฟลายอิ้งตูร์บิญองที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกาเช่นกัน แขวนลอยไว้โดยบริดจ์เพียงหนึ่งชิ้น ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จะได้เพลิดเพลินไปกับภาพการสั่งการของจักรกลซึ่งทำให้เกิดการหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ในทุกๆ 60 วินาที พร้อมทั้งงานออกแบบอันร่วมสมัยที่สะกดสายตาของกลไกชุดนี้ โดยรังสรรค์ขึ้นด้วยมือตรงตามมาตรฐานระดับสูงสุด และเน้นย้ำความประณีตอย่างอัจฉริยะผ่านงานขัดขอบของแต่ละชิ้นส่วน ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นองค์ประกอบทางจักรกลของกลไกซึ่งปรากฏราวกับลอยอย่างไร้น้ำหนักภายในตัวเรือน เช่นกันกับไมโคร-โรเตอร์ทองที่สลักเสลาแบบเปลือยโปร่ง เพื่อให้สามารถชื่นชมกลไกคาลิเบอร์นี้ได้จากด้านหลังเช่นเดียวกัน

ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส
(Tourbillon with Three Flying Bridges)

ในปี ค.ศ. 1867 จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) ได้เผยโฉมผลงาน ‘ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส’ (Tourbillon with Three Gold Bridges) และนั่นเองที่ไอคอนแห่งเรือนเวลาได้ถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังแตกต่างไปจากทั่วไป ด้วยสะพานจักรซึ่งเป็นชิ้นส่วนประกอบทางฟังก์ชั่นทั้งสามชิ้นที่โดยปกติแล้วจะถูกซ่อนไว้ แต่ในผลงานนี้ได้รังสรรค์ขึ้นเป็นดั่งองค์ประกอบด้านความสวยงาม และด้วยการตัดสินใจนี้เอง ที่ทำให้โรงงานการผลิตแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ได้กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในการสร้างซึ่งสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นให้สามารถมองเห็นได้ และผลลัพธ์นี้ยังได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ ผลงานนาฬิกาจีราร์ด-แพร์โกซ์ รุ่นต่างๆ อีกมากมายนับจากนั้น เช่นเดียวกับการถือกำเนิดของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ใหม่ ที่เมซง (Maison) แห่งนี้สืบทอดไว้ด้วยปรัชญางานออกแบบเดียวกัน ทว่าได้พลิกโฉมความน่าหลงใหลบ้างเล็กน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 230 ปีของจีราร์ด-แพร์โกซ์ในปีนี้ และเป็นดั่งส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ โรงงานการผลิตแห่งนี้จึงได้หวนคืนสู่นาฬิการุ่นไอคอนิกของตน พร้อมทั้งเผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมากมาย โดยยังคงผสมผสานไว้ด้วยนวัตกรรมแห่งความทันสมัย เช่นเดียวกันกับผลงาน ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ที่ในวันนี้ได้เสริมความน่าสนใจและปรากฏโฉมร่วมกับ นีโอ บริดจ์ส (Neo Bridges) สามชิ้นที่ขึ้นรูปจากพิงค์โกลด์ และนับเป็นครั้งแรกที่ นีโอ บริดส์จ ทั้งสามนี้ได้รังสรรค์ขึ้นจากโลหะล้ำค่าเช่นนี้ด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมซงได้เปิดตัว ฟรี บริดจ์ (Free bridge) มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2020 สู่การเผยโฉมครั้งนี้ของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ใหม่ ซึ่งจะเป็นเรือนเวลาตระกูลย่อยสุดท้ายที่เข้าร่วมอยู่ในคอลเลคชั่น บริดจ์ส (Bridges) อันเลื่องชื่อของบริษัท โดยทั้งสามสะพานจักรนี้ไม่เพียงทำหน้าที่รองรับขบวนเฟือง (geartrain), กระปุกลาน (barrel) และตูร์บิญอง (tourbillon) แต่ยังมีบทบาทในฐานะแท่นเครื่องของกลไก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือสะพานจักรที่ปรากฏเสมือนลอยอยู่กลางอากาศ และราวกับไร้น้ำหนักหรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากแรงโน้มถ่วง โดยโครงสร้างอันแสนพิเศษนี้จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของโรงงานการผลิตในการติดตั้งด้วยเครื่องหมายขีดหรืออินเด็กซ์บอกเวลาไว้บนขอบข้างหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการติดตั้งเข้ากับตัวเรือนแทน

ขณะที่พื้นผิวด้านบนและด้านล่างของสะพานจักรพิงค์โกลด์ยังผ่านการตกแต่งโดยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ แม้ว่า ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส จะปรากฏโฉมด้วยความร่วมสมัย แต่ยังคงหล่อหลอมไว้ด้วยการสืบทอดและเชิดชูซึ่งเทคนิคประเพณีอีกมากมายที่สอดคล้องกับวิถีแห่งการประดิษฐ์รังสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie)

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ

นาฬิกา แทงก์ มัสท์ (Tank Must) นาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลไกความแม่นยำไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้น ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตนาฬิกาของคาร์เทียร์ (Cartier) คือการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการตอบสนองและความมุ่งมั่นของเมซงคาร์เทียร์ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การบุกเบิกนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนข้อมือ ซานโตส (Santos) หรือนาฬิกาที่มีตัวล็อกของสายแบบพับได้ (1910)

การผลิตนาฬิกาของ คาร์เทียร์  มุ่งมั่นที่จะคิดล่วงหน้าไปถึงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น QuickSwitch (2018) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนสายนาฬิกาได้เอง 

หรือล่าสุดคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใน แทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นทางเลือกที่ทันสมัย ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ครอบครองนาฬิการุ่นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการรังสรรค์จาก Cartier Manufacture ที่ La Chaux-de-Fonds สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นเสมือนห้องทดลองและขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิด รุ่น SolarBeatTM movement ที่รับพลังงานการเดินกลไกของระบบควอตซ์จากแสงอาทิตย์ ภายใต้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ฉลุให้แผงวงจรแสงอาทิตย์ข้างใต้ได้รับพลังงานจากแสงแดด

โดยมีอายุการใช้งานของแผงวงจรนี้ 16 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่ นาฬิกานี้จะเดินเที่ยงตรงตราบใดที่หน้าปัดยังมีโอกาสโดนแสงเพื่อสะสมพลังงาน แม้แต่สายนาฬิกายังเป็นนวัตกรรมการสร้างวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยการผลิตวัสดุนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไป 6 เท่า ประหยัดน้ำไป 10 ลิตร และประหยัดพลังงานไป 7 เมกาจูลส์ หรือราวๆ การชาร์จแบตฯ สำหรับโทรศัพท์มือถือถึง 80 ครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่รูปทรงที่เก๋เท่ของนาฬิกา Cartier ที่พัฒนาขึ้นมาจากดีไซน์คลาสสิกของ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier) ผสมความเก๋เท่ของนาฬิกา เดอะ แทงก์ มัสท์ (The Tank Must Watch) ของ Cartier ในยุค 1970s เท่านั้น แต่ยังผสมผสานนวัตกรรมใหม่เข้าไปอย่างลงตัว และยังเป็นนาฬิการักษ์โลกที่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Cartier

 สามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official : @CartierTH หรือ Website : www.cartier.com/en-th

Author: Sethapong Pawwattana

Time and Nature in perfect harmony.

การสร้างสรรค์ของ Grand Seiko ที่นำเวลาและธรรมชาติผสานกันอย่างกลมกลืน
พร้อมสุดยอดเทคโนโลยีของกลไก Spring Drive (สปริง ไดรฟ์) ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2
ในโอกาสพิเศษเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัท ไซโก

คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ก่อตั้งบริษัทของเขาขึ้นเมื่อปี 1881 และเป็นผู้นำบริษัทจนกระทั่งจากไปในปี 1934 ด้วยอายุ 73 ปี ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเขาคือ “ก้าวนำหน้าผู้อื่น 1 ก้าวเสมอ” และแม้ว่า Grand Seiko ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1960 แต่ไม่มีอะไรที่จะแสดงถึงพลังแห่งวิสัยทัศน์ของเขาได้ดีไปกว่า Grand Seiko ด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ กระบวนการผลิตชั้นสูงและงานขัดแต่งที่เปี่ยมความประณีต
วันนี้ Grand Seiko ร่วมฉลองครบรอบ 140 ปีของการก่อตั้งบริษัทโดยคินทาโร่ ฮัตโตริ ด้วยผลงานสร้างสรรค์ใหม่ ที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive ชุดใหม่ คาลิเบอร์ 9RA2 พื้นหน้าปัดนาฬิกาได้แรงบันดาลใจมาจากผิวน้ำที่สงบนิ่งของทะเลสาบซูวะ ซึ่งอยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio (ชินชู วอทช์ สตูดิโอ) สถานที่ผลิตนาฬิกาเรือนนี้

หน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายที่ชวนให้นึกถึงผิวน้ำของทะเลสาบซูวะ ด้วยริ้วระลอกคลื่นบางๆ ที่สร้างประกายให้กับหน้าปัดในทุกมุมที่รับแสง เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหวอันเรียบลื่นของเข็มวินาที อันเป็นเอกลักษณ์ของกลไก Spring Drive พื้นหน้าปัดราวกับจะจับภาพความสงบและราบรื่น เข็มวินาทีและตัวอักษรชื่อ Grand Seiko สีทอง สะท้อนถึงพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าส่องแสงระยิบระยับเหนือผิวน้ำของทะเลสาบ

คาลิเบอร์ 9RA2 กับความงามแห่งชินชู (Shinshu)
นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2 ชุดใหม่ของ Grand Seiko ซึ่งสืบทอดคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของชุดกลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9RA5 การตั้งค่าใหม่ของเข็มนาฬิกาและการย้ายมาตรวัดพลังงานสำรองไปอยู่ด้านหลังของกลไก ทำให้นาฬิกามีความเพรียวบางและหน้าปัดงามสง่า เสริมเอกลักษณ์งานฝีมืออันวิจิตรบนพื้นหน้าปัดให้กับ Grand Seiko

เสน่ห์และความงดงามของกลไกที่เรียบง่าย เผยให้เห็นความงามในแบบญี่ปุ่นอันเปี่ยมเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของ Grand Seiko พื้นผิวที่ละเอียดอ่อนของงานขัดแต่งบนกลไกสะท้อนถึงความเย็นยะเยือกที่ฤดูหนาวนำมาสู่เมืองชินชู ที่ซึ่งนาฬิกา Spring Drive ทั้งหมดได้รับการผลิตขึ้น ลายเส้นบนสะพานจักรและขอบหลุมตัดด้วยเครื่องตัดจากเพชร เพื่อให้สะท้อนแสงจากทุกมุม และทับทิมรวมถึงเข็มแสดงมาตรวัดพลังงานสำรองสีน้ำเงินจากการเผาด้วยความร้อน เพิ่มความแวววาวอันเงียบสงบอย่างน่าอัศจรรย์
คาลิเบอร์ 9RA2 ทำให้นาฬิการุ่นใหม่มีความบางกว่านาฬิกากลไกอัตโนมัติ Spring Drive รุ่นอื่นๆ ที่เคยสร้างสรรค์มา ความบางของชุดกลไกมาจากการออกแบบใหม่และการจัดวางตำแหน่งใหม่ของ Magic Lever โดยค่าออฟเซ็ตของ Magic Lever ถูกติดตั้งให้มีลักษณะที่เยื้องศูนย์เพื่อทำให้ส่วนประกอบในชิ้นส่วนนี้มีความหนาลดลง นอกจากนั้นการปรับแต่งชุดเข็มนาฬิกายังมีส่วนในการช่วยทำให้ภาพรวมของตัวนาฬิกาดูมีความเพรียวบางลงด้วยเช่นกัน

ความงามตามแบบฉบับของ Grand Seiko
การออกแบบของนาฬิกาที่ระลึกรุ่นผลิตจำนวนจำกัดนี้ สอดคล้องกับ Grand Seiko Style ที่นิยามไว้ในปี 1967 ด้วยรุ่น 44GS ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มรดกของ 44GS ได้รับการผสมผสานกับความรู้สึกร่วมสมัยที่แสดงออกถึงบุคลิกที่เงียบสงบ ทว่าแข็งแกร่งของ Grand Seiko ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดเข็มอันทรงพลังและหลักชั่วโมงเซาะร่องเด่นชัด ช่วยให้การอ่านค่าได้ชัดเจน การขัดเงาแบบซารัตซึ (Zaratsu) ที่ให้ผิวเงาราวกับกระจก โดยปราศจากความผิดเพี้ยนของภาพสะท้อน และการตกแต่งด้วยลายริ้วบางราวเส้นผมที่ละเอียดอ่อน ทำให้ตัวเรือนเปล่งประกายและกลมกลืนกันอย่างงามสง่า ตัวเรือนที่มีข้อต่อตัวเรือนกว้างและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยให้มั่นใจได้ว่า นาฬิกาจะแนบบนข้อมือได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

นาฬิกาจะวางจำหน่ายในแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,021 เรือน ที่บูติกของ Grand Seiko และตัวแทนจำหน่าย Grand Seiko ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลกในเดือนธันวาคม 2021

Grand Seiko Heritage Collection
Seiko 140th Anniversary Limited Edition

SLGA007

Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2
ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ
พลังงานสำรอง: 5 วัน (120 ชั่วโมง)
ความเที่ยงตรง: +/- 0.5 วินาทีต่อวัน (+/-10 วินาทีต่อเดือน)
จำนวนทับทิม: 38
เส้นผ่านศูนย์กลาง: 34.0 มิลลิเมตร, หนา 5.0 มิลลิเมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายสแตนเลสสสตีล
กระจกแซฟไฟร์คริสตัลทรงโค้งคู่พร้อมเคลือบสารกันแสงสะท้อน
ฝาหลังโปร่งใสมองเห็นกลไก เม็ดมะยมขันเกลียว
ความสามารถกันน้ำ: 10 บาร์
การป้องกันสนามแม่เหล็ก: 4,800 แอมป์/เมตร
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.0 มิลลิเมตร หนา: 11.8 มิลลิเมตร
บานพับล็อกสาย 3 ทบพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
ราคาจำหน่าย : 308,000 บาท
ผลิตจำนวนจำกัด: 2,021 เรือน