A. Lange & Söhne Boutique

A. Lange & Söhne Boutique Bangkok, 991 Rama 1 Road, Patumwan, opened in 2018

เอ. ลังเงอ แอนด์ โซเนอ (A. Lange & Söhne) ได้เปิดตัวบูติกแห่งที่สองในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 50 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์
การออกแบบใหม่ของแบรนด์ โดยบูติกแห่งนี้ ตั้งอยู่ ณ ชั้น M ของศูนย์การค้าสยามพารากอน

ในปีค.ศ. 2012 เอ. ลังเงอ แอนด์ โซเนอ บูติก ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้าไอออน ออร์ชาร์ด (Ion Orchard) ของสิงคโปร์ นับเป็นบูติกแห่งแรกของแบรนด์ในภูมิภาคนี้ และเป็นแฟล็กชิพบูติกแห่งเดียวของแบรนด์ ผู้ผลิตนาฬิกาเยอรมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีนี้บูติกแห่งที่สองของภูมิภาคได้เผยโฉมในกรุงเทพฯ และเป็นเอ. ลังเงอ แอนด์ โซเนอ บูติก ในรูปแบบที่เห็นได้รอบด้าน หรือ ‘ฟรีสแตนดิ้ง’ (freestanding) แห่งแรกของโลก โดยสามารถมองเห็นได้รอบแบบ 360 องศา

ด้วยการผสมผสานของสีสัน วัสดุ และพื้นผิว ที่ช่วยให้บรรลุถึงผลลัพธ์ของภาพลักษณ์อันแสนพิเศษ แสงสะท้อนที่หลากหลายจากองค์ประกอบของโละซึ่งช่วยเสริมภาพทางเทคนิคและความทันสมัย ไปจนถึงหินธรรมชาติอันเป็นตัวแทนเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดถึงบ้านเกิดของโรงงานการผลิตที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาออร์ (Ore Mountains) ผสมผสานอย่างกลมกลืนด้วยสีเทาอันเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท โดยเฉพาะเฉดสีที่พัฒนาขึ้นพิเศษสําหรับบูติกเอ. ลังเงอ แอนด์ โซเนอ เพื่อให้รับกับโทนสีเงินเยอรมัน (German silver) ที่ใช้ภายในกลไกทุกๆ ชุด ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของโทนสีอันอบอุ่นระหว่างสีทองและเงิน เส้นสายอันคมชัดของบูติก และรายละเอียดอีกมากมายเหล่านี้ยังชวนให้รำลึกถึงประวัติศาสตร์และคุณค่าที่สืบทอดกันมา

เอ. ลังเงอ แอนด์ โซเนอ บูติก ในกรุงเทพฯ ถือเป็นบูติกแห่งที่ 4 ในโลกที่ได้ใช้คอนเซ็ปต์การออกแบบใหม่อันสวยงามนี้ หลังจากบูติกที่เดรสเดนในเยอรมนี รวมทั้งที่เซี่ยงไฮ้และเฉิงตูในประเทศจีน

Author : Sethapong Pawwattana
Photography : Courtesy of A. Lange & Söhne Boutique

The New Black

1. นาฬิการุ่น BR03-92-Black Camo จาก BELL & ROSS

ลายพรางนั้นเริ่มเป็นที่นิยมในโลกนาฬิกา และ Bell & Ross (เบลล์ แอนด์ รอสส์) ก็เป็นผู้บุกเบิกในการนำลวดลายนี้มาใช้ โดยนำแรงบันดาลใจ มาจากทหารและต้องการท้าทายขนบนาฬิกาชั้นสูง ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมของนาฬิการุ่นนี้ตกแต่งด้วยลวดลายแพตช์เวิร์กสีเทาเนื้อแบบแมตต์บนพื้นหน้าปัดและตัวเรือนสีดำแบบแมตต์ เป็นนาฬิกาที่เข้ากับซิตี้ลุคและใส่ออกไปปฏิบัติภารกิจได้ ตัวเรือนผลิตจากเซรามิก สีดำเนื้อด้านขนาด 42 มิลลิเมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ สายรัดข้อมือยางทับแคนวาสสังเคราะห์สีดำพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทำจากเหล็กเคลือบพีวีดีสีดำ

2. นาฬิการุ่น Classic Fusion Chronograph Black Magic 

จาก HUBLOT ที่สุดของนาฬิกาสปอร์ตส์ลักชัวรีเรือนนี้ผสมผสานความสง่างามของสีดำและความเปล่งประกายของเซรามิกเข้าด้วยกัน วัสดุนำเทรนด์นี้ถูก นำมาใช้ผลิตตัวเรือนรวมถึงสายซึ่งเชื่อมต่อเป็น ชิ้นเดียวกับตัวเรือนด้วย เป็นนาฬิกาโครโนกราฟขนาดพอดีกับข้อมือ และยังมีสีมิดไนต์บลูให้เลือกเช่นกัน สำหรับรุ่นนี้ตัวเรือนเซรามิกสีดำขนาด 45 มิลลิเมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ   แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และโครโนกราฟ  สายรัดข้อมือเซรามิกสีดำพร้อมตัวล็อกแบบบานพับทำจากเหล็กเคลือบพีวีดีสีดำ

3. นาฬิการุ่น Excalibur Automatic Skeleton จาก ROGER DUBUIS

กลไก skeleton ตัวแรกของ Roger Dubuis (โรเชร์ ดูบุยส์) นี้ใช้เวลาในการพัฒนานาน 530 ชั่วโมง โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบสามมิติ   ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ กลไกงดงามราวประติมากรรม ฉลุลายแบบสเกเลตันเป็นรูปดาวและโชว์โรเตอร์เป็นจุดเด่นบนหน้าปัด ทั้งยังได้รับการประทับตรามาตรฐานเจนีวาซีล หรือ Poin ç on de Gene`ve ไม่เพียงเท่านั้น ยังน้ำหนักเบา จึงสวมใส่สบายข้อมือ ตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดีแอลซีสีดำขนาด 42 มิลลิเมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมงและนาที สายรัดข้อมือหนังจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อกแบบบานพับทำจากไทเทเนียมเคลือบดีแอลซี

4. นาฬิการุ่น RM 017 Tourbillon Extra Flat จาก RICHARD MILLE

นาฬิการุ่น RM 017 คือนาฬิกาตูร์บิญองขนาดบางตัวแรกของ Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) โดยดีไซน์ตัวเรือนเป็นทรงสี่เหลี่ยมแบบเดียวกับรุ่น RM 016 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นขายดีที่สุดของแบรนด์ ถือเป็นสุดยอดผลงานที่หลอมรวมเทคนิคชั้นสูงกับเสน่ห์แบบขบถเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ทั้งยังตกแต่งทุกเหลี่ยมมุมอย่างงดงาม ตัวเรือนเซรามิกสีดำและเรดโกลด์ขนาด 49.80 x 38.00 มิลลิเมตร กลไกตูร์บิญองแสดงชั่วโมง นาที ปริมาณกำลังสำรองและฟังก์ชั่นอินดิเคเตอร์ทำหน้าที่แสดงฟังก์ชั่นของเม็ดมะยม (winding, neutral และ hand-setting) ณ ตำแหน่ง   4 นาฬิกา โดยได้แรงบันดาลใจจากกระปุกเกียร์รถยนต์ สายรัดข้อมือมีหลายแบบให้เลือก

5. นาฬิการุ่น Bvlgari Bvlgari Solotempo จาก BVLGARI

สมกับที่เป็นผลงานฉลองครบรอบ 40 ปีของคอลเลกชั่นนาฬิกา Bvlgari Bvlgari และ   นับเป็นการเชิดชูมรดกของแบรนด์จากกรุงโรมได้อย่างสง่างามไปด้วยในตัว เฉดสีดำสนิของตัวเรือนตัดกับรายละเอียดสีทองของตัวเลข แบบแอพพลายด์ เข็มนาฬิกา และเม็ดมะยมขอบตัวเรือนสลักชื่อโลโก้สองครั้งซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่นดูเรียบเท่กว่ารุ่นบรอนซ์ซึ่งมีให้เลือกด้วย ตัวเรือนสตีลเคลือบดีแอลซีสีดำขนาด  41 มิลลิเมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ สายรัด ข้อมือยางพร้อมตัวล็อกเหล็กแบบหัวเข็มขัด

Author: Bertrand Waldbillig
Photographer: Douglas Mandry
Stylist: Giulia Querenghi
Translator: Pimpilai Boonjong

A Watch for All Seasons

Maurice Lacroix เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ โดยภูมิภาคนี้จัดขึ้นที่โกตากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย เป็นการเผยโฉมนาฬิกา AIKON รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AIKON Venturer, AIKON Automatic: All Black, AIKON Automatic Mercury เป็นต้น โดยเริ่มจากงานดินเนอร์ในค่ำคืนแรกที่ทุกคนได้เห็นนาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะได้สัมผัสนาฬิกาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด 

ดัช – ณัฐกิจ แตงไทย

หนึ่งในคนที่มาร่วมงานอย่างดัช – ณัฐกิจ แตงไทยนายแบบและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่ชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬากลางแจ้ง ดัชได้ลองสวมนาฬิกา Maurice Lacroix แต่ละแบบกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันที่อยู่ที่นั่น อย่างการสวมนาฬิกา Maurice Lacroix AIKON Venturer ตอนเล่นเจ็ตสกี นาฬิกานี้ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาและไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง ตัวเรือนสเตนเลสสตีลหน้าปัดขนาด 43 ม.ม. พร้อมวงหน้าปัด (bezel) เซรามิกหมุนได้ทิศทางเดียว กันน้ำได้ 30 ATM มาพร้อมสายสเตนเลสสตีล ดีไซน์โก้และสายยางสุดเท่

ดัชสวมนาฬิการุ่นนี้กับสายสเตนเลสสตีลก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายยางอย่างง่ายดายเมื่อจะลงเล่นเจ็ตสกี นาฬิการุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับคนชอบเล่นกีฬาและคนรักการผจญภัยโดยเฉพาะ พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนชอบความท้าทาย Maurice Lacroix รุ่นใหม่ AIKON Venturer พร้อมจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Aikon Automatic Chronograph ที่เป็นนาฬิกาเท่สไตล์สปอร์ตสามารถจับเวลาได้ โดยระบบฟังก์ชั่นต่างๆ ออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้อย่างง่ายดาย ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หน้าปัดขนาด 44 มม. ภายในมีหน้าปัดเล็กๆ จับเวลาเป็นวินาทีที่ 9 นาฬิกา จับเวลารอบละ 30 นาทีที่ 12 นาฬิกา จับเวลารอบละ 12 ชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา เข็มและขีดบอกเวลาเป็น Rhodium plated กลไกอัตโนมัติ ML112 สำรองพลังงานนาน 48 ชั่วโมง ในประเทศไทยมีจำหน่ายเพียง 5 เรือนเท่านั้น

แต่ใครที่หลงใหลเสน่ห์ของสีดำ นาฬิกา Maurice Lacroix รุ่นใหม่ AIKON Automatic: All Black ทั้งตัวเรือนและสายเป็นสีดำโทนเดียวกันทั้งหมดรวมทั้งหน้าปัด 42 ม.ม. ไม่ว่าคุณจะแต่งตัวสไตล์ไหน นาฬิกาสีดำล้วนเรือนนี้คือเพื่อนคู่กายคุณเสมอ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำ PVD ที่สวยและทนทานต่อการขูดขีด หน้าปัด black sun brushed Clous de Paris สวยเท่ ขีดบอกเวลาและเข็มนาฬิกาเคลือบ black Super-LumiNova เรืองแสงในที่มืด ทำให้อ่านเวลาได้อย่างง่ายดายในทุกสภาพแสง 

ใครที่ชอบดีไซน์หรูโก้ Aikon Automatic Mercury เท่สะดุดตาด้วยหน้าปัด 44 ม.ม. แบบ Skeketon ที่มีนวัตกรรมพิเศษในการดูเวลาที่เฉพาะคนสวมจะเห็นเวลาจริงเท่านั้น

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ Mr. Stephane Waser ซึ่งเป็น Managing Director ของ Maurice Lacroix Ltd. โดยเขาบินมางานเปิดตัวนาฬิกานี้ เราจึงได้ถามคำถามสั้นๆ กับเขา

Mr. Stephane Waser

ทำอย่างไรให้ Maurice Lacroix แตกต่างจากนาฬิกาอื่นๆ ในตลาด

“นอกจากการพัฒนานวัตกรรมและดีไซน์ของนาฬิกาของเราให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว กลุ่มเป้าหมายของเราก็มีความชัดเจนคือเป็นกลุ่มมิลเลนเนียล กลุ่มคนที่มองหานาฬิกาที่มีคุณภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ระดับราคาของนาฬิกาสะสมหรือนาฬิกาคลาสสิก ในแง่ของฟังก์ชั่นและดีไซน์ของ Maurice Lacroix จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านาฬิกาของเราจะเป็นนาฬิกาสะสมไม่ได้ เพียงแต่เราไม่ได้ไปเน้นที่กลไกที่ซับซ้อนอย่างตูร์บิญองเหมือนนาฬิกาสะสมทั้งหลาย ของเราจะเน้นที่พวกเขาสวมใส่ใช้งานจริง ใช้ในชีวิตประจำวันเลย และไม่ต้องทะนุถนอมมาก คือถ้าเป็นระดับของสะสมก็คงไม่ได้นำมาใส่จริงๆ คงจะเก็บไว้ดู”

อย่างนาฬิการุ่น AIKON ล่าสุดนี้มีอะไรที่คุณคิดว่าพิเศษที่แม้แต่นักสะสมก็คงอยากจะมีไว้

“อย่างที่บอกว่าเราเน้นนวัตกรรม ดังนั้น AIKON Automatic Mercury ที่คนทั่วไปจะมองเห็นเวลาเป็น 12 นาฬิกาเสมอ แต่ถ้าเจ้าของยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาก็จะแสดงเวลาจริง ซึ่งเราใช้ตุ้มถ่วงและแรงดึงดูดของโลกทำให้เกิดลูกเล่นเช่นนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา แต่คนที่ซื้อนาฬิกาเพื่อสะสมก็คงจะสนใจฟังก์ชั่นนี้ รวมทั้งดีไซน์ที่เป็น skeleton ที่ผมเชื่อว่าหลายคนชอบ เพราะเราได้เห็นความสวยงาม
ของกลไกที่ซับซ้อนของนาฬิกา”

จะเห็นว่าแม้จุดยืนของนาฬิกา Maurice Lacroix จะมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวมิลเลนเนียลที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนากลไกของนาฬิกาก็ยังเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งลูกเล่นที่บ่งถึงศาสตร์ของการทำนาฬิกาแบบสวิสที่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

ZENITH อุทิศผลงานสุดฮอตให้กับ ตรินิแดด ซิการ์ ฉลองครบรอบ 50 ปี

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของหนึ่งในผู้ผลิตซิการ์หรูและนำเทรนด์สูงสุดภายในคอลเลคชั่นอันโด่งดังของอาบาโนส (Habanos) เซนิธ (Zenith) ได้เปิดตัวแนะนำผลงานนาฬิกาสามเรือนอันล้ำค่าของ ไพลอท ไทป์ 20 โครโนกราฟ ตรินิแดด เอดิชั่น (Pilot Type 20 Chronograph Trinidad Edition) รุ่นใหม่ เทศกาลอาบาโน (Habanos Festival) ครั้งที่ 21 ของคิวบา ซึ่งเป็นงานอันทรงเกียรติสูงสุดที่อุทิศให้กับซิการ์ระดับพรีเมียม (Premium Cigars) และจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 22 กุมภาพันธ์ .. 2019 ที่ผ่านมา ในเมืองฮาวานา พร้อมทั้งเฉลิมฉลองครบรอบ 500 ปีของเมืองนี้เช่นกัน

ซิการ์เฉลิมฉลองตรินิแดด ครบรอบ 50 ปี ได้ผลิตขึ้น โรงงาน เอล ลากูอิโต (El Laguito) สุดเอ็กซ์คลูซีฟของโคฮิบา (Cohiba) โดยซิการ์อาบาโนมีชื่อเสียงโด่งดังจากกลิ่นหอมอันรุ่มรวยและความเข้มข้นของรสชาติระดับกลาง (medium) และเพื่อถ่ายทอดถึงความรุ่มรวยทั้งหมดภายในซิการ์ระดับไอคอนนี้ นาฬิกา ไพลอท ไทป์ 20 โครโนกราฟ ตรินิแดด เอดิชั่น จึงได้ปรากฏโฉมภายในสามเวอร์ชั่นของตัวเรือนทองโรสโกลด์ เยลโลโกลด์ และไวท์โกลด์ ขนาด 45 มม. โดยแต่ละเวอร์ชั่นจะผลิตขึ้นเพียงจำนวนจำกัด 50 เรือน และแกะสลักบนฝาหลังด้วยโลโก้ฉลองครบรอบ 50 ปีของตรินิแดด

ขับเคลื่อนภายในด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติโครโนกราฟคอลัมน์วีล เอล พริเมโร (El Primero) ผู้สืบทอดตำนานของกลไกโครโนกราฟคาลิเบอร์ ซึ่งผลิตขึ้นในแบบซีรีส์ที่มีความเที่ยงตรงสูงสุดในโลก และก้าวเข้าสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ในปี .. 2019 นี้ด้วยเช่นกัน โดยทำหน้าที่ขับเคลื่อนเข็มชั่วโมงและนาทีกลาง เช่นเดียวกับฟังก์ชั่นแสดงวินาทีบนหน้าปัดเล็กและจับเวลาโครโนกราฟ บนหน้าปัดที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งบรรจุด้วยตัวเลขเรืองแสงสีเบจขนาดใหญ่แบบโอเวอร์ไซส์ รวมถึงตกแต่งด้วยลวดลายใบยาสูบอันโดดเด่น เช่นเดียวกับโลโก้ของเซนิธ และตรินิแดด

ผลงานสำหรับนักสะสมเหล่านี้ได้จับคู่มากับสายหนังวัวสีน้ำตาลฮาวานา ตกแต่งด้วยลวดลายโลโก้ของตรินิแดด พร้อมทั้งเดินเส้นด้วยยางเพื่อความทนทาน และประทับด้วยโลโก้เดียวกันบนด้านใน ปลอดภัยด้วยหัวเข็มขัดแบบหมุดทำจากทองโรสโกลด์ เยลโลโกลด์ หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต เข้ากับตัวเรือน ขณะที่รุ่นพิเศษสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของ ไพลอท ไทป์ 20  โครโนกราฟ ตรินิแดด เอดิชั่น ซึ่งทำจากแพลทินัม ได้นำไปร่วมประมูลในระหว่างเทศกาลอาบาโน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเก็บซิการ์ตรินิแดดสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับการเฉลิมฉลองครบรอบของแบรนด์

สองเมซง (Maisons) ระดับตำนาน ทั้งเซนิธ และอาบาโนส เอส.เอ. (Habanos S.A.) ล้วนถ่ายทอดถึงจักรวาลที่มีร่วมกัน แห่งความเป็นต้นตำรับขนานแท้ ความเที่ยงตรงแม่นยำ และความล้ำเลิศ โดยแต่ละบริษัทยังได้ผสมผสานความหลงใหลและความเชี่ยวชาญของตนสู่ผลงานสร้างสรรค์สุดพิเศษ เพื่อนำความเพลิดเพลินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้กับผู้ซึ่งหลงใหลในซิการ์ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ ความร่วมมือกันระหว่างอาบาโนส เอส.เอ. และเซนิธ ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องผ่านแบรนด์โคฮิบา และวันนี้ยังคงเดินหน้าต่อด้วยแบรนด์ตรินิแดด ที่ทั้งเซนิธ และอาบาโนส จะได้แลกเปลี่ยนซึ่งปรัชญาเดียวกันของความล้ำเลิศ ความทันสมัย และเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านบทบาทของแบรนด์แรกในฐานะผู้ผลิต นาฬิกาสวิสที่ได้สร้างรากฐานแห่งนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญมากว่า 150 ปี ขณะที่แบรนด์หลังครองชื่อเสียงอันโด่งดังแห่งโลกซิการ์อันเป็นที่ถวิลหาสูงสุดของทั่วโลก

เซนิธ: อนาคตแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาสวิสแท้

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี .. 1865 เซนิธ นำทางด้วยความเป็นต้นตำรับ ด้วยความกล้าหาญ และความหลงใหลในการพิชิตซึ่งพรมแดนแห่งความล้ำเลิศ ความเที่ยงตรงแม่นยำ และนวัตกรรม ทำให้หลังการก่อตั้งขึ้นเพียงไม่นาน เลอ โลค (Le Locle) โดยช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ จอร์จส ฟาฟร์ยาโคต์ (Georges Favre-Jacot) เซนิธก็เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากความเที่ยงตรงแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ ด้วยดีกรีรางวัลด้านความเที่ยงตรงถึง 2,333 รางวัลในช่วงเวลาเพียงกว่าหนึ่งศตวรรษครึ่งของการดำรงอยู่ ซึ่งนับเป็นสถิติอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะชื่อเสียงอันโด่งดังจากกลไกระดับตำนาน อย่าง 1969 เอล พริเมโร คาลิเบอร์ (1969 El Primero calibre) ที่ช่วยให้สามารถจับเวลาช่วงสั้นๆ ได้อย่างแม่นยำใกล้เคียง1/10th ของวินาทีมากที่สุด โดยโรงงานแห่งนี้ได้พัฒนากลไกอันหลากหลายมาแล้วกว่า 600 ชุด และในวันนี้ เซนิธนำเสนอแนวคิดใหม่อันน่าทึ่งในการจับวัดเวลา ซึ่งรวมไปถึงความแม่นยำถึง 1/100th ของการจับเวลาวินาที ด้วยรุ่น ดีฟาย เอล  พริเมโร 21 (Defy El Primero 21) และมอบมิติใหม่แห่งความเที่ยงตรงของจักรกล ด้วยนาฬิกาอันเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดในโลก อย่างดีฟาย แล็บ (Defy Lab) แห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยสัมพันธภาพอันทรงพลังครั้งใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยประเพณีอันน่าภาคภูมิใจจากแนวคิดอันเปี่ยมด้วยพลังและล้ำสมัย ในวันนี้ เซนิธกำลังเขียนซึ่งอนาคตของตนและอนาคตแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาสวิสแท้เช่นกัน

ROLEX TESTIMONEES ในโลกแห่งภาพยนตร์

ROLEX TESTIMONEES 4 สุดยอดนักสร้างภาพยนตร์

Rolex ยกย่องและสนับสนุนผู้ที่สามารถประสบความสำเร็จสูงสุดในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงกีฬา ภาพยนตร์ หรือศิลปะแขนงต่างๆ สำหรับ Rolex Testimonees ทั้ง 4 ท่านในวงการภาพยนตร์ ได้แก่ Kathryn Bigelow, James Cameron, Alejandro G. Iñárritu และ Martin Scorsese ล้วนเป็นสุดยอดฝีมือที่มีผลงานภาพยนตร์ระดับตำนาน เคยกวาดรางวัลออสการ์รวมกันแล้วทั้งสิ้น 57 รางวัล ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์บุคคลในตำนานเหล่านี้เล็งเห็นคุณค่าของการบันทึกช่วงเวลาต่างๆ โดยอาศัยผลงานของตนตีความหมายสรรพสิ่งในโลกด้วยชั้นเชิงทางศิลปะ ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้ง 4 ท่านแสวงหาความเป็นเลิศที่เป็นอมตะ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่เดินตามความฝัน ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

KATHRYN BIGELOW
Kathryn Bigelow เป็นสุภาพสตรีคนแรกและเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เธอมีความสามารถโดดเด่นในการเล่าเรื่องผ่านภาพ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด และการเลือกเรื่องต่างๆ ที่เธอสนใจได้ปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพลิกโฉมวงการภาพยนตร์ในปัจจุบัน ผู้กำกับชาวอเมริกันท่านนี้ยังเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและเขียนบทภาพยนตร์ให้กับผลงานของตนเองหลายเรื่อง

Bigelow ร่วมเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเธอ The Loveless ในปี 1981 และในช่วงทศวรรษที่ 90 เธอได้กำกับภาพยนตร์แอ็กชั่น 3เรื่อง ได้แก่ Blue Steel (1989), Point Break (1991) และ Strange Days (1995) เธอได้ฉีกกฎรูปแบบเดิมๆ ของภาพยนตร์แอ็กชั่น และผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มาของเธอ ยิ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังยิ่งขึ้นและก้าวขึ้นสู่ทำเนียบสุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยภาพยนตร์แอ็กชั่นระทึกขวัญเชิงการเมือง อาทิ The Hurt Locker ในปี 2008 และ Zero Dark Thirty ในปี 2012 โดยผลงานเรื่อง The Hurt Locker ส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอง สำหรับภาพยนตร์ล่าสุดเรื่อง Detroit (2017) ที่เธอเป็นทั้งผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างได้อ้างอิงเรื่องราวของเหตุจลาจลในเมืองดีทรอยต์เมื่อปี 1967 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางเชื้อชาติ ผลงานภาพยนตร์ของเธอได้กระตุ้นให้เกิดการพิเคราะห์สถานการณ์การเมืองรอบตัว และสร้างชื่อให้เธอในฐานะสุดยอดผู้กำกับตัวจริง

“คำแนะนำของฉันที่อยากจะบอกกับผู้กำกับรุ่นใหม่คือ จงอย่าย่อท้อ และพร้อมรับมือกับความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ ที่จะต้องเจอเมื่อทำงานศิลปะ ฉันอยากให้ทุกคนถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองออกมาอย่างลึกซึ้งและเคารพจุดยืนของตนเอง”

JAMES CAMERON
Cameron เป็นนักสร้างภาพยนตร์และนักสำรวจที่ได้รับการยกย่อง ในฐานะที่เป็นทั้งผู้กำกับ ผู้เขียนบท และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เขามีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจมากที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อาทิ The Terminator (1984), Aliens (1986), The Abyss (1989) Terminator 2: Judgement Day (1991), True Lies (1994), Titanic (1997) และ Avatar (2009)

ภาพยนตร์ของเขาได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้าน visual effect และทำสถิติสูงสุดในหลายๆ ด้านทั้งในและต่างประเทศ Avatar คือภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยที่ Titanic เคยครองสถิตินี้มาก่อนถึง 12 ปี ภาพยนตร์ของเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงและกวาดรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งนี้ Titanic ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสถาบันฯ 14 รางวัล และคว้ามาได้ถึง 11 รางวัล รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวแคนาดาที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมายคนนี้ เป็นผู้นิยมความเที่ยงตรงแม่นยำ และเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของภาพยนตร์ เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำพาผู้ชมเข้าสู่โลกที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอได้อย่างสมจริงที่สุด

Cameron สวมใส่ Rolex มาเป็นเวลาหลายสิบปี และนาฬิกา Rolex ยังได้ปรากฏโฉมอยู่ในฉากสำคัญในภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง เขาให้ Bill Paxton นักแสดงผู้ล่วงลับสวม Rolex Submariner ในขณะถ่ายทำเรื่อง Titanic ซึ่งในงานประกาศรางวัลออสการ์ประจำปี 2017 ได้นำภาพยนตร์บางตอนมาฉายด้วย “ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมจะต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่เป็นทุกๆ รายละเอียด ตัวละครทุกตัว อุปกรณ์ทุกชิ้น และความต่อเนื่องทุกฉาก” เขากล่าว “Rolex ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่งดงามและผลงานประดิษฐ์ชิ้นเอกทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งทนทานอีกด้วย Rolex เป็นนาฬิกาที่คุณสวมใส่ได้ในทุกสภาพแวดล้อมและทานทนต่อแรงกดดัน ฉะนั้น จึงเป็นการสื่อความหมายโดยนัยไปยังผู้ชมว่า ตัวละครนี้สามารถทนต่อความกดดันที่เขาหรือเธอจำเป็นต้องรับมือให้ได้เช่นกัน”

“ผมพยายามค้นหาวิธีที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสมบูรณ์แบบ เพื่อให้เรื่องนั้นๆ สะท้อนความรู้สึกและจิตใจของผู้คนได้ถึงแก่นมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ผมคิดว่าถ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมบอกกับตัวเองทุกวันว่า ‘จะพยายามและลงมือทำให้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้ดีกว่าที่เคยทำมาก่อนก็พอ’ เมื่อนั้น คุณจะสามารถนำเสนอสิ่งที่ปรากฏอยู่บนจอได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะมันจะคงอยู่ในใจผู้คนไปตลอดกาล”

ALEJANDRO G. IÑÁRRITU
เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน (จาก Birdman ในปี 2015 และ The Revenant ในปี 2016) Alejandro G. Iñárritu มีชื่อเสียงในด้านการค้นหาความหมายของความเป็นมนุษย์ ควบคู่กับสไตล์การนำเสนอภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับที่มีบทบาทสำคัญในวงการ ผลงานเปิดตัวของเขาเรื่อง Amores Perros ในปี 2000 เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม และการได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน ส่งให้ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเม็กซิกันผู้นี้ ได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเทียบเคียงกับ John Ford และ Joseph L. Mankiewicz

ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา CARNE y ARENA (Virtually present, Physically invisible) ใช้เทคโนโลยี VR กับสื่อ installation ถ่ายทอดเหตุการณ์หนึ่งที่อ้างอิงจากเรื่องจริง ทำให้ผู้ชมสามารถร่วมรับรู้ประสบการณ์บางเสี้ยวของชีวิตผู้อพยพลี้ภัย ฉายเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และคว้ารางวัลออสการ์เกียรติยศในการประกาศรางวัล Governors Awards ประจำปีครั้งที่ 9 นับเป็นรางวัลออสการ์ตัวที่ 5 ของ Iñárritu โดยทางสถาบันได้ประกาศเกียรติคุณยกย่องเขาในฐานะ “นักเล่าเรื่องที่มีจินตนาการล้ำลึกและถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างทรงพลัง”

นอกจากนี้ Iñárritu ยังเป็นที่ปรึกษาด้านภาพยนตร์ในโครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative ปี 2014-2015 โดยเขาได้เชิญศิลปินภายใต้การดูแลของเขา เข้าไปเยี่ยมชมกองถ่ายทำเรื่อง The Revenant อีกด้วย

Iñárritu เชื่อว่างานศิลปะเป็นสิ่งที่ยืนยง ดำรงอยู่ให้ผู้คนเสพและสัมผัสตลอดไป “มันคือสิ่งที่เปลี่ยนไปตามความรู้สึกของผู้เสพงานแต่ละคน และส่งผลต่อจิตใจของผู้คนแตกต่างกันไป”

MARTIN SCORSESE
Martin Scorsese คือบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์บนเส้นทางอาชีพที่ยาวนานกว่า 50 ปีที่เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบทภาพยนตร์ มีผลงานที่โดดเด่นหลายเรื่องและได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสูงสุดตลอดกาล เขาหลงใหลและชื่นชอบในศิลปะภาพยนตร์ เป็นผู้ที่กระตุ้นให้เราตระหนักถึงการอนุรักษ์ภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง Scorsese เติบโตในย่านลิตเติ้ลอิตาลีในกรุงนิวยอร์ก และเริ่มทำภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 เขาได้เปิดมุมมองและสร้างนิยามใหม่ต่อความคิดที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้ในภาพยนตร์ ผ่านผลงานคลาสสิกต่างๆ เช่น Mean Streets (1973), Taxi Driver (1976) และ Raging Bull (1980) บุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Scorsese ที่ผสมผสานความเป็นสุดยอดด้านศิลปะ เสน่ห์ที่น่าค้นหา และความมีน้ำใจยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ชมทั่วทุกมุมโลกมาโดยตลอด การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ คือกุญแจสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านจอภาพเห็นได้จากภาพยนตร์ที่เลื่องชื่อหลายเรื่องที่ Scorsese ได้หยิบยกนาฬิกา Rolex รุ่นต่างๆ โดยเฉพาะรุ่น Oyster Perpetual Day-Date ที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ ให้ไปปรากฏบนจอภาพยนตร์
ในปี 2008 Scorsese ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในโครงการ Rolex Mentor and Protégé Arts Initiative โดยเลือกร่วมงานกับ Celina Murga นักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอาร์เจนติน่า ซึ่งทำงานเคียงข้างเขาขณะถ่ายทำเรื่อง Shutter Island (2010)

โดยสรุปแล้ว Martin Scorsese มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่องานศิลปะแขนงนี้ที่เขาได้ยึดถือเป็นวิชาชีพมาตั้งแต่อายุยังน้อย เขาฝากข้อคิดถึงนักสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ไว้ว่า “ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใครๆ ก็สร้างภาพยนตร์ได้ แถมยังมีตัวเลือกมากมายให้เลือกใช้ แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดมีอยู่เรื่องเดียวคือ คุณอยากที่จะบอกเล่าเรื่องราวมากน้อยเพียงใด มีแต่คุณเท่านั้นที่จะจุดประกายความคิดนั้นได้ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำให้คุณได้”

Seiko Prospex Zimbe Limited Edition

ท้องทะเลจะสวยงามได้นั้นจะต้องเปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง และในคอลเลคชั่น Zimbe ฉลามวาฬลำดับที่ 10 นั้น เราได้นำแรงเอาบันดาลใจในการออกแบบหน้าปัดที่มีลายแพทเทิร์นอันสวยงามนี้มาจากลวดลายของกระดองเต่าทะเลซึ่งเต่าทะเลนั้นก็เปรียบดั่งอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์แห่งท้องทะเลเช่นกัน

หากสังเกตบนพื้นหน้าปัดนั้นจะพบกับแพทเทิร์นลวดลายสวยงามที่เป็นลายหกเหลี่ยมกระจายแผ่ออกจากตรงกลาง โดยในประเทศไทยนั้นมีเต่าด้วยกันอยู่หลากหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยในเมืองไทยคือเต่าตนุ หรืออีกชื่อที่สากลเรียกกันคือเต่าเขียว ซึ่งกระดองนั้นจะมีสีเขียวและสีดำปะปนกันอยู่ ในปัจจุบันนั้นก็จำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ลำดับที่สองก็คือเต่ากระหรือที่สากลเรียกกันว่าเต่าปากเหยี่ยว เป็นเต่าที่มีกระดองเป็นสีดำตัดกับสีเหลือง ปากของเต่าชนิดนี้นั้นจะคล้ายปากของเหยี่ยว ซึ่งในปัจจุบันพบเจอได้น้อยกว่าเต่าตนุหลายเท่าเลยทีเดียว

สิ่งที่ ไซโก ประเทศไทย ต้องการจะสื่อผ่านไปในนาฬิการุ่นพิเศษในรุ่น Zimbe No.10 ทั้งสองสีนี้ ก็คือการช่วยกันรักษาความสวยงาม สมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมทิ้งขยะรวมถึงลดการใช้พลาสติกเพื่อลดอัตราการทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเลรวมถึงสัตว์ทะเลที่นับวันยิ่งสูยหายและลดจำนวนลงทั้งจากสภาพแวดล้อมและการกระทำของมนุษย์

และนี่เองจึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจสู่นาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition ลำดับที่ 10 โดยมี 2 สีให้ลือก รุ่น SRPD17K หน้าปัดจะเป็นสีเขียวพิมพ์ลายแพทเทิร์นแบบพิเศษ สเกลสำหรับดำน้ำจะเป็นสีเขียวตัดกับสีดำ และรุ่นSRPD19K เป็นสีเหลืองพิมพ์ลายแพทเทิร์นแบบพิเศษ สเกลสำหรับดำน้ำจะเป็นสีเหลืองตัดกับสีดำ ทั้งสองรุ่นนำเสนอบนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42.3 มิลลิเมตร หนา 13 มิลลิเมตร ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจก Hardlex พร้อมเลนส์ขยาย ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อมสเกลสำหรับดำน้ำ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R35 มีฟังก์ชั่นบอกวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 41 ชั่วโมง มีอัตราความแม่นยำที่ +45 ถึง +35 วินาทีต่อวัน ดำน้ำได้ลึกสูงสุด 200 เมตร สวมใส่ด้วยสายซิลิโคนพร้อมเข็มขัดสเตนเลสสตีล ทั้งสองรุ่นจะผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 999 เรือน ในประเทศไทยเท่านั้น  ทุกเรือนจะประทับหมายเลขประจำตัวเรือนเอาไว้ที่ฝาหลัง บรรจุเอาไว้ในกล่องพิเศษเฉพาะรุ่น โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา คอลเลคชั่น Zimbe นั้น จะยังคงนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลไทย อย่างต่อเนื่องทุกปี

นาฬิกา Seiko Prospex Zimbe Limited Edition ลำดับที่ 10 เปิดจำหน่ายพร้อมกันที่เคาน์เตอร์ไซโกทุกสาขาในวันที่ 12 มีนาคม 2562 และที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศในวันที่ 8 มีนาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

นาฬิกา ไบรทลิ่ง สามรุ่นใหม่ ร่วมรำลึกถึงตำนานแห่งการบิน : เคอร์ทิสส์ พี-40 วอร์ฮอว์ค

เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ที่ ไบรทลิ่ง (Breitling) ได้สร้างชื่อเสียงระดับโลกจากความเชื่อมโยงของแบรนด์กับโลกแห่งการบิน เช่นเดียวกับนาฬิกานักบินของตน และด้วยการเปิดตัวของนาฬิกาโครโนกราฟสองรุ่นใหม่ กับอีกหนึ่งนาฬิกาแสดงเวลาแบบสามเข็มเรียบง่าย เพื่อรำลึกถึงความสัมพันธ์ที่มีร่วมกับผู้ผลิตเครื่องบินระดับตำนาน อย่าง พี-40 วอร์ฮอว์ค (P-40 Warhawk) ไบรทลิ่ง ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าการบินนั้นยังคงเป็นส่วนสำคัญภายใน ดีเอ็นเอ (DNA) ของแบรนด์เสมอ

นาฬิกา ไบรทลิ่ง เอวิเอเตอร์ 8 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค (Breitling Aviator 8 Curtiss Warhawk) สามรุ่นใหม่ได้มอบเกียรติให้กับ เคอร์ทิสส์ ไรท์ (Curtiss Wright) ผู้ผลิตเครื่องบินอเมริกันชื่อดัง และเคอร์ทิสส์ พี-40 วอร์ฮอว์ค เครื่องบินที่มีชื่อเสียงโด่งดังสูงสุดซึ่งถูกผลิตขึ้นในช่วงระหว่างปี 1938 ถึง 1944 โดยนาฬิกาโครโนกราฟสองรุ่นใหม่ ซึ่งรุ่นหนึ่งติดตั้งด้วยกลไก ไบรทลิ่ง แมนูแฟคเจอร์ คาลิเบอร์ 01 (Breitling Manufacture Caliber 01) ได้เปิดตัวแนะนำแล้วในวันนี้ พร้อมกับนาฬิกาแสดงเวลาแบบสามเข็มอันโดดเด่นอีกหนึ่งรุ่นสำคัญ

จอร์จส เคิร์น (Georges Kern) ซีอีโอของไบรทลิ่ง ได้กล่าวว่า: “เคอร์ทิสส์ ไรท์ ผลิตเครื่องบิน พี-40 วอร์ฮอว์ค ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ไบรทลิ่ง และแผนกวิท เอวิเอชั่น (Huit Aviation Department) ของแบรนด์กำลังพัฒนาและสร้างสรรค์อุปกรณ์สำหรับติดตั้งบนเครื่องบินรุ่นต่างๆ ที่ใช้งานโดยกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) และกองกำลังอากาศอื่นๆ ด้วยสัมพันธภาพและนาฬิการุ่นใหม่อันยิ่งใหญ่เหล่านี้ เราจะได้ร่วมตอกย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของมรดกแห่งการบินของไบรทลิ่งที่มีต่อแบรนด์”

ไบรทลิ่ง เอวิเอเตอร์ 8 บี01 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค

เอวิเอเตอร์ 8 บี01 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค (Aviator 8 B01 Chronograph 43 Curtiss Warhawk) โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวมิลิแทรีตกแต่งแบบด้าน ตัดกับบรรดาหน้าปัดย่อยสีเงิน ซึ่งเป็นหน้าปัดจับเวลาโครโนกราฟ 12 ชั่วโมง และ 30 นาที และหน้าปัดแสดงวินาทีเล็ก ที่บ่งบอกว่านาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนภายในโดย ไบรทลิ่ง แมนูแฟคเจอร์ คาลิเบอร์ 01 (Breitling Manufacture Caliber 01) กลไกจักรกลที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์เอง พร้อมกับศักยภาพของการสำรองพลังงานได้อย่างยาวนานถึงประมารณ 70 ชั่วโมง

นาฬิกาโครโนกราฟอันโดดเด่นนี้ยังติดตั้งด้วยขอบตัวเรือนปรับหมุนได้สองทาง บรรจุตัวเลขอารบิคและเครื่องหมายแสดงเวลาอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับตัวชี้สีแดงเด่นที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ ขณะที่เข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงตัวเลขอารบิคบนหน้าปัดเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์-ลูมิโนวา (Super-LumiNova®) ทำให้ง่ายต่อการอ่านค่าเวลาได้ในทุกสภาวะแสง

นาฬิกาเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ผ่านประกาศนียบัตรโดย ซีโอเอสซี (COSC) รุ่นนี้มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 43 มิลลิเมตร และประกอบคู่มากับสายสีเขียวมิลิแทรี พร้อมทั้งประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 10 บาร์ (100 เมตร/330 ฟุต)

ขณะที่ฝาหลังสะดุดตาด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ใส พิมพ์ประทับด้วยชื่อเคอร์ทิสส์ และภาพของเครื่องบิน พี-40 วอร์ฮอว์ค กับงานออกแบบด้วยรูปปากฉลามและโครงสี ซึ่งได้มาจากเอกลักษณ์ภาพวาดที่เชื่อมโยงกับเครื่องบิน เมื่อครั้งขึ้นบินโดยกลุ่มอาสาสมัครอเมริกัน (American Volunteer Group) ของหน่วยเสือบิน หรือฟลายอิ้ง ไทเกอร์ (Flying Tigers) อันโด่งดังของกองทัพอากาศจีน (Chinese Air Force)

ไบรทลิ่ง เอวิเอเตอร์ 8 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค

เอวิเอเตอร์ 8 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค (Aviator 8 Chronograph 43 Curtiss Warhawk) มาพร้อมหน้าปัดสีเขียวมิลิแทรีตกแต่งแบบด้าน และหน้าปัดย่อยแบบโทนออนโทน ทั้งหน้าปัดย่อยจับเวลาโครโนกราฟ 12 ชั่วโมง และ 30 นาที รวมถึงหน้าปัดแสดงวินาทีเล็ก ขณะที่เข็มชั่วโมงและนาทีแบบชุบนิเกิลสีดำ เช่นเดียวกับตัวเลขอารบิคบนหน้าปัดล้วนเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์-ลูมิโนวา เพื่อช่วยให้สามารถดูเวลาได้อย่างชัดเจนแม้ในสภาวะแสงอันท้าทายสูงสุด

ณ กลางหัวใจของนาฬิกา เอวิเอเตอร์ 8 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค คือการขับเคลื่อนของ ไบรทลิ่ง คาลิเบอร์ 13 (Breitling Caliber 13) กลไกจักรกลชื่อดังด้วยความเที่ยงตรงและสมรรถนะสูง โดยมอบการสำรองพลังงานได้นานประมาณ 42 ชั่วโมง

ขณะที่ฝาหลังอันโดดเด่นของนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นนี้ยังแกะสลักไว้ด้วยชื่อเคอร์ทิสส์ และภาพของเครื่องบิน พี-40 วอร์ฮอว์ค พร้อมงานวาดเป็นรูปปากฉลาม ที่มอบภาพอันเปี่ยมด้วยพลัง ณ ตอนที่เครื่องบินลำนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยเสือบิน หรือฟลายอิ้ง ไทเกอร์ ชื่อดังของกองทัพอากาศจีน และขึ้นบินโดยเหล่านักบินอาสาสมัครอเมริกัน

นาฬิกาเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ผ่านประกาศนียบัตรโดย ซีโอเอสซี พร้อมด้วยประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 10 บาร์ (100เมตร/330ฟุต) รุ่นนี้นำเสนอคู่กับสายสีเขียวมิลิแทรี

ไบรทลิ่ง เอวิเอเตอร์ 8 ออโตเมติก 41 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค

เอวิเอเตอร์ 8 ออโตเมติก41 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค (Aviator 8 Automatic 41 Curtiss Warhawk) ถ่ายทอดหน้าปัดสีเขียวมิลิแทรี ตกแต่งแบบด้าน และจับคู่มากับสายสีเขียวมิลิแทรีเดียวกัน โดยบรรจุบนหน้าปัดด้วยเข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงตัวเลขอารบิคเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์-ลูมิโนวา เพื่อให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนสูงสุดในทุกสภาวะแสง ผสานเข้ากับขอบตัวเรือนปรับหมุนได้สองทางและตัวชี้สีแดงเด่น รวมถึงเข็มวินาทีกลางตกแต่งปลายด้วยสีแดง

ภายในตัวเรือนสเตนเลสสตีล เคลือบ ดีแอลซี (DLC) สุดทะมัดทะแมงนี้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก ไบรทลิ่ง คาลิเบอร์ 17 (Breitling Caliber 17) ซึ่งมอบการสำรองพลังงานได้ประมาณ 40 ชั่วโมง และเหมือนกับนาฬิกาไบรทลิ่งทุกเรือน ที่ความเที่ยงตรงของนาฬิการุ่นนี้รับประกันด้วยสถานะโครโนมิเตอร์ ผ่านประกาศนียบัตรโดย ซีโอเอสซี  ประกอบฝาหลังแกะสลักด้วยชื่อ เคอร์ทิสส์ และภาพของ เครื่องบิน พี-40 วอร์ฮอว์ค พร้อมด้วยงานวาดเป็นรูปปากฉลามอันเปี่ยมด้วยพลัง

เอวิเอเตอร์ 8 ออโตเมติก41 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค เป็นนาฬิกาอีกหนึ่งรุ่นที่จะดึงดูดใจผู้ซึ่งหลงใหลในประวัติศาสตร์แห่งการบิน และผู้ซึ่งชื่นชอบในหน้าปัดนาฬิกาสไตล์เรียบง่าย สะอาดตาสุดคลาสสิค

นาฬิกา เอวิเอเตอร์ 8 ของไบรทลิ่ง – มอบเกียรติแก่เหล่าตำนานแห่งการบินผู้ยิ่งใหญ่

ณ ช่วงเวลาที่บริษัท เคอร์ทิสส์  ไรท์ คอร์ปอเรชั่น (Curtiss Wright Corporation) กำลังผลิตเครื่องบินรบระดับตำนานขึ้นในยุค 1930s และ 1940s แผนก วิท เอวิเอเตอร์ ของไบรทลิ่ง ก็กำลังสร้างสรรค์นาฬิกาคล็อกบนเครื่องบินให้กับเหล่าผู้ผลิตเครื่องบินชั้นนำของโลกเช่นกัน

นาฬิกาสามรุ่นใหม่นี้ ทั้ง เอวิเอเตอร์ 8 บี01 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค, เอวิเอเตอร์ 8 โครโนกราฟ 43 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค และเอวิเอเตอร์ 8 ออโตเมติก41 เคอร์ทิสส์ วอร์ฮอว์ค จึงได้ร่วมสดุดีให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสองนักบุกเบิกแห่งโลกการบินอย่างแท้จริง ด้วยการสร้างสรรค์พร้อมกับคุณสมบัติอันโดดเด่นต่างๆ ที่ชวนให้นึกถึงหนึ่งในนาฬิกานักบินยุคแรกๆ ของไบรทลิ่ง อย่าง หมายเลขอ้างอิง 768 (Reference 768) รุ่นต้นตำรับ ซึ่งประกอบด้วยขอบตัวเรือนปรับหมุนได้และตัวชี้ทรงสามเหลี่ยมโดดเด่น ที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นรุ่นฮิตยอดนิยมในหมู่นักบินได้ทันที

นาฬิกา เอวิเอเตอร์ 8 ยังได้ร่วมสะท้อนถึงมรดกแห่งการบินอันน่าภาคภูมิใจของทั้งสองแบรนด์สำคัญ ที่แม้จะถ่ายทอดด้วยสไตล์เรโทรทันสมัย แต่ก็มั่นใจว่าผลงานเหล่านี้จะดึงดูดความสนใจของผู้คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในนาฬิกาได้อย่างแน่นอน

Klasse 14 (คลาสส์ โฟร์ทีน) แฟชั่นแบรนด์น้องใหม่จากอิตาลี เปิดตัวนาฬิกา Volare Sky Collection

Klasse14 (คลาสส์ โฟร์ทีน) แฟชั่นแบรนด์น้องใหม่จากอิตาลี เปิดตัวนาฬิกา Volare Sky Collection (โวลาเร่ สกาย คอลเลคชั่น) ที่นำเสน่ห์แห่งสีสันของท้องฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวัน มาสร้างสรรค์ผ่านซิกเนเจอร์คอลเลคชั่นเด่นของแบรนด์ รุ่น Volare ที่มีความหมายว่าบินในภาษาอิตาเลี่ยน สื่อถึงดีไซน์คอนเซ็ปต์ของความเป็นอิสระ ด้วยหน้าปัดรูปทรง cone shape และปลายเข็มบอกเวลาหักขึ้นคล้ายปีกอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก การโบยบินบนท้องฟ้าของนกอินทรีย์ที่ทั้งสง่างามและโฉบเฉี่ยว ผลงานการออกแบบของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์หนุ่ม ชาวอิตาเลี่ยน มาริโอ้ โนบิเล่ (Mario Nobile)

Klasse14 Volare Sky Collection นำแรงบันดาลใจจากสีสันอันสดใสของท้องฟ้า มาดีไซน์ด้วยการไล่เฉดสีลงบนหน้าปัดและ  สายนาฬิกา มี 4 แบบตามสีสันของท้องฟ้าในแต่ละช่วงเวลาของวัน ให้ได้เลือกตามสไตล์ของแต่ละคน 

  • Dawn ความอบอุ่นในโทนสีของท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ

  • Midday ความสดใสในโทนสีฟ้าสุดคูลของท้องฟ้ายามเที่ยงวัน

  • Dusk ความนุ่มนวลของโทนฟ้าอมชมพูของท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์จะลับของฟ้า

  • Midnight ความลึกลับในโทนสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน

นอกจากความสร้างสรรค์ของนาฬิกาแล้ว คอลเลคชั่นนี้ยังมาในแพ็คเกจที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมของขวัญ กำไลสี Sky Blue ดีไซน์สวยเก๋ ให้คุณได้สวมใส่แมทช์เข้ากับนาฬิกาในลุคสุดชิค

ลองจินส์ เผยโฉมโมเดลใหม่จากคอลเลกชั่น HydroConquest นาฬิกาสปอร์ตยอดนิยม

ลองจินส์ เผยโฉมโมเดลใหม่จากคอลเลกชั่น HydroConquest นาฬิกาสปอร์ตยอดนิยมที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาทางน้ำ กับหน้าปัดเฉดสีใหม่พิเศษด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกพร้อมเปิดตัวมาริโอ้ เมาเร่อในฐานะ เฟรนด์ออฟลองจินส์ ประเทศไทย

Longines (ลองจินส์) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นำโดย ทิพาณัท เลณบุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ ปราลี เพชรโรจน์ ไวซ์ เพรสซิเดนท์ (Vice President) ลองจินส์ ประเทศไทย ในเครือบริษัท เดอะ สวอทช์ กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเดอะ ลอนช์ ออฟ ไฮโดรคอนเควสต์ เซรามิก” (The Launch of HydroConquest Ceramic) เพื่อเปิดตัวโมเดลใหม่ในคอลเลกชั่น ไฮโดรคอนเควสต์ (HydroConquest) นาฬิกาสไตล์สปอร์ตที่หลอมรวมความเชี่ยวชาญในองค์ประกอบด้านเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาทางน้ำ พร้อมหน้าปัดเฉดสีใหม่ พิเศษด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกและกระจกหน้าปัดแซปไฟร์กันรอยขีดข่วน เดอะ คิวบ์ แอท เดอะ ริเวอร์ (The Cube at The River) เจริญนคร 13 ที่ได้รับการเนรมิตเสมือนอยู่ท่ามกลางโลกใต้น้ำอย่างยิ่งใหญ่

คอลเลกชั่น ไฮโดรคอนเควสต์ (HydroConquest) เป็นผลงานรุ่นไอคอนของลองจินส์ ที่ยังคงความสง่างามและสร้างเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่หลงใหลในกีฬาทางน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นด้วยมาตรฐานการสร้างสรรค์นาฬิกาทางน้ำเอาไว้ในหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียว ฝาหลังและเม็ดมะยมแบบขันเกลียว กระจกหน้าปัดแซปไฟร์กันรอยขีดข่วนพร้อมเคลือบป้องกันการสะท้อนแสง ตัวล็อคแบบพับสองชั้นเพื่อความปลอดภัยและตัวปรับขยายสำหรับการดำน้ำ (Diving Extension)

จุดเด่นของผลงานนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุดในคอลเลกชั่นนี้คือ ขอบตัวเรือนบีเซล (Bezel) ทำจากเซรามิก ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและป้องกันรอยขีดข่วนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยขอบตัวเรือนบีเซลนี้จะมีสีเดียวกันกับหน้าปัดนาฬิกา ก่อให้เกิดเป็นผลงานดีไซน์สไตล์สปอร์ตและมีความทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนของเข็มนาฬิกาและมาร์กเกอร์ต่างๆ บนหน้าปัดได้รับการเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นตัดกับสีของหน้าปัดนาฬิกาที่มาใน 3 สีอย่าง สีเทา, สีดำ และสีน้ำเงิน อีกทั้งสายรัดข้อมือก็ได้รับการออกแบบให้สวมใส่สบายยิ่งขึ้น ทั้งสายสแตนเลสสตีลเป็นแบบขัดเงาและขัดด้านในสไตล์สปอร์ต โดยภายในคอลเลกชั่นนี้มีทั้งตัวเรือนขนาด 41 มม. และ 43 มม. แสดงเวลาแบบสามเข็มพร้อมปฏิทิน และฟังก์ชั่นโครโนกราฟจับเวลา ที่โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการทำงานและสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว

ภายในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองคอลเลกชั่น ไฮโดรคอนเควสต์ เซรามิก เริ่มต้นขึ้นด้วยการเปิดตัว เฟรนด์ออฟลองจินส์ ประเทศไทย คนล่าสุด มาริโอ้ เมาเร่ออย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยนักแสดงหนุ่มแถวหน้าของเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จคนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยสไตล์หรูหราคลาสสิกตามแบบฉบับของลองจินส์อย่างแท้จริง นอกจากนี้บรรดาแขกผู้มีเกียรติยังได้เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจาก ดีเจ SKA และดีเจ Jay Sarayu ที่มาสร้างความสนุกสานให้ตลอดทั้งคืน และอีกหนึ่งความพิเศษของปาร์ตี้คือ เครื่องดื่มที่ได้ Worldclass DMHT มารังสรรค์ให้เฉพาะลองจินส์เท่านั้น

 

 

โดยภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้แถวหน้าและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสไตล์สปอร์ตมาร่วมปาร์ตี้กันอย่างคับคั่ง อาทิ ญาณินท์ วีระไวทยะ, กรัชเพชร อิสสระ, พลอยวารินทร์ ทรงปกรณ์, ทองเทพ เทพกาญจนา, ธฤต ภูวนัตตรัย, ทัตวร สุกัณศีล, พริษฐ์ จิตตโรภาส, ปรีดากร เมธเกรียงชัย, พอล สิริสันต์, วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, วสุวัส คูหาเปรมกิจ และ อรรถรส ลิปตพัลลภ โดยมี อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ รับหน้าที่พิธีกร

คุณสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาในคอลเลกชั่น HydroConquest ได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.longines.co.th และ www.facebook.com/LonginesThailand

ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี

ค้นพบสไตล์ที่ใช่กับนาฬิกา Timex Collection 2018 ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี!!

Timex Easy Reader® Signature Edition

นาฬิกา Timex แบรนด์ฮิตตลอดกาลจากอเมริกา กลับมาคราวนี้ด้วยลุคใหม่ เอาใจสายแฟชั่นมากขึ้น  เปิดซีซั่นแบบอุ่นเครื่องเบาๆ ด้วย Timex® Easy Reader Collection ต้อนรับสปริง/ซัมเมอร์ 2018 ด้วยเทรนด์มินิมอลสายหนังคลาสสิกที่ยังคงฮิตอยู่ในกระแสแบบต่อเนื่อง มาพร้อมด้วยนวัตกรรมหนึ่งเดียวของโลกเฉพาะที่ Timex เท่านั้น กับ INDIGLO® Night-Light สำหรับอ่านค่าตอนกลางคืนอย่างแม่นยำ สำหรับใครที่ชอบความเรียบง่าย แค่แมทช์กับเชิ้ตขาวตัวเดียวก็เอาอยู่แล้ว

 

Expedition® MK1 Aluminum Chronograph

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า Expedition® MK1 เป็นคอลเลกชันยอดฮิตตลอดกาลของเรา โดยครั้งนี้เรากลับมาพร้อมความเท่ และล้ำมากกว่าเดิมด้วยหน้าปัดโครโนกราฟและตัวเรือนอลูมิเนียมที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง แต่มีขนาดเบา ทำให้เหมาะกับการสวมใส่ติดตัวในทุกๆวัน  มาพร้อมสายไนลอนที่มีความยืดหยุ่นได้ดี และทนทานแบบสุดๆ มีด้วยกันทั้งหมด 3 สี ดำ น้ำเงิน และเขียว  ใครชอบสีไหนเลือกสีที่ใช่แล้วพร้อมลุยได้เลย!

ใครที่สนใจ Show Now! ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Watch Else Shop ทุกสาขา และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ Official Online Store: Line @WatchElseShop  /  www.facebook.com/timex thailand