Audemars Piguet เปิดตัว “Code 11.59 by Audemars Piguet Starwheel” ที่ดึงเอากลไกหน้าปัดแบบ Wandering Hours ที่ซับซ้อนและประณีตกลับมาใช้อีกครั้ง

โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวนาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet Starwheel เรือนเวลาที่ผสานไว้ด้วยเซรามิกสีดำกับไวท์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมด้วยกลไก Wandering Hours ที่ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 เพื่อให้เป็นกลไกบอกเวลาที่แสดงชั่วโมงโดยใช้ระบบของดาวเทียมที่ขยับไปตามมาตราส่วนนาทีที่ถูกจัดวางไว้ในรูปของส่วนโค้ง

การบอกเวลาชั่วโมงและนาทีที่งดงามนี้ทำให้การอ่านเวลาดูมีความลึกลับน่าค้นหายิ่งกว่าที่เคย และแม้ว่ากลไกนี้จะได้รับความนิยมน้อยลงในช่วงศตวรรษที่ 20 ทว่าโอเดอมาร์ ปิเกต์ได้กลับมาค้นพบและแนะนำออกสู่ตลาดอีกครั้งในปี 1991 โดยใช้ชื่อว่า “Starwheel” กลไกที่ไม่ธรรมดานี้ถูกนำมาติดตั้งอยู่ในนาฬิกาหลายรุ่นจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 และในวันนี้ Starwheel กำลังจะกลับมาอีกครั้งในคอลเลกชัน Code 11.59by Audemars Piguet ด้วยดีไซน์ที่มีความล้ำสมัยเป็นพิเศษของตัวเรือนยิ่งช่วยขับเน้นความน่าสนใจของหน้าปัดแสดงเวลาแบบ Wandering Hours พร้อมทั้งยกย่องกลไกสุดคลาสสิกของเรือนที่น้อยคนจะรู้จักไปพร้อมๆ กัน

กลไก Wandering Hours ในดีไซน์สุดล้ำสมัย

จากศตวรรษที่ 17 ถึงศตวรรษที่ 20 ความงดงามของ Wandering Hours นั้นอยู่ภายในกลไกที่ซ่อนเร้นไว้อย่างลึกลับ โดยเผยในปี 1991สะท้อนความงามผ่านกลไกที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนบนหน้าปัด

โอเดอมาร์ ปิเกต์สานต่อและพัฒนากลไก Starwheel โดยอิงจากนาฬิการุ่นต่าง ๆ แห่งทศวรรษ 1990 และบรรจุกลไกสุดพิเศษนี้ไว้บนตัวเรือนของ Code 11.59 by Audemars Piguet ยิ่งไปกว่านั้นกลไก Wandering Hours ยังขับเน้นโครงสร้างและรายละเอียดของตัวเรือนให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ซ้อนทับกัน โดยเฉพาะทรงกลมของขอบตัวเรือน ฝาหลัง และดิสก์ Starwheel รวมไปถึงตัวเรือนส่วนกลางทรงแปดเหลี่ยม

หน้าปัดอเวนจูรีน (Aventurine) สีน้ำเงินเป็นฉากหลังสะท้อนแสงระยิบระยับให้กับดิสก์วงกลมสามแผ่น
ที่หมุนได้ด้วยแกนของมันเอง ราวกับดาวเคราะห์ในจักรวาลเล็ก ๆ ของหน้าปัด ดิสก์ทรงโดมทั้งสามชิ้นรังสรรค์ขึ้นจากอะลูมิเนียมและเคลือบสีดำด้วยการกระบวนการเคลือบแบบพีวีดี ก่อนที่จะได้รับการตกแต่งแบบพ่นทรายให้มีความแวววาว พร้อมด้วยตัวเลขบอกชั่วโมงสีขาวบนกลไกสะท้อนดีไซน์อันร่วมสมัย ส่วนแสดงนาที 120 องศา ซึ่งมีความกว้างเป็นส่วนโค้งจากตำแหน่ง 10 นาฬิกาถึง 2 นาฬิกา และขอบตัวเรือนด้านใน จึงใช้สีดำทั้งสองส่วน โดยเลขบอกนาทีใช้เป็นสีขาว

รายละเอียดด้านเทคนิค

นาฬิกาข้อมือรุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet Starwheel

ขนาดหน้าปัด 41 มิลลิเมตร

15212NB.OO.A002KB.01

ฟังก์ชั่น  

กลไกการจับเวลาชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีกลางหน้าปัด 

ตัวเรือน  

ตัวเรือนส่วนกลางและเม็ดมะยมเซรามิกสีดำ ขอบตัวเรือน ขานาฬิกา และฝาหลังไวท์โกลด์ 18 กะรัต กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้ง 2 ชั้น ฝาด้านหลังประดับแซฟไฟร์

คุณสมบัติกันน้ำ 30 เมตร

ความหนาของตัวเรือน: 10.7 มิลลิเมตร

หน้าปัด

หน้าปัดอเวนจูรีน (Aventurine) สีน้ำเงิน ดิสก์วงกลมอลูมิเนียมสีดำเงา เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต และขอบตัวเรือนด้านในสีดำ

สายนาฬิกา

สายเคลือบยางสีดำมีลวดลาย พร้อมตัวล็อกแบบกลัดไวท์โกลด์ 18 กะรัต

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานแบบอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4310

เส้นผ่านศูนย์กลาง                                               32 มิลลิเมตร

ความหนา                                                          6.05 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน                                                    261

จำนวนอัญมณี                                                     32

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ                             70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance wheel                                                    4 Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

rhunrun เรียบเรียง

crackpot MS PK

Breguet at Frieze Seoul 

Photography: Courtesy of Breguet

ศิลปะเป็นเหมือนเครื่องบ่งชี้ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับความมั่งคั่งของเศรษฐกิจ ไม่แปลกใจเลยถ้างานนิทรรศการศิลปะ Frieze ที่โด่งดังระดับโลกที่จัดงานครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ จะเลือกกรุงโซล ประเทศเกาหลีเป็นจุดหมายถัดไปของการจัดงาน และเป็นครั้งแรกในเอเชียสำหรับงานนี้เช่นกัน

​Frieze Seoul เป็นงานนิทรรศการศิลปะที่เหล่าบรรดาแกลเลอรีชั้นนำ ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะจะได้นำเสนอผลงานชิ้นเยี่ยมของพวกเขาสู่สายตาคนรักศิลปะและนักสะสมงานศิลป์ มาตรฐานของ Frieze ทำให้นักสะสมงานศิลปะต้องเดินทางมาโซลในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ โดยงานจัดขึ้นที่ COEX ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ใจกลางย่านกังนัม

​ความผูกพันของ Breguet (เบร์เกต์) เครื่องบอกเวลาชั้นสูงกับงานศิลปะมีความเกี่ยวพันกันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งดีไซน์ของ Breguet ที่เป็นเสมือนงานศิลปะแห่งการบอกเวลา ซึ่งในงาน Frieze Seoul ครั้งนี้ทาง Breguet ได้สร้างสรรค์บูติกภายในงานด้วยผลงานศิลปะของ Pablo Bronstein ศิลปินชาวอาร์เจนตินาที่โด่งดังในลอนดอน ผลงานของเขาสำหรับ Breguet มาในรูปแบบวอลล์เปเปอร์แบบพาโนรามาที่สวยงาม ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องจักรในศตวรรษที่ 18 ที่เสมือนยุคทองของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคนั้นการออกแบบเครื่องจักรไม่เพียงเน้นความมีประสิทธิภาพ แต่ยังเน้นความสวยงามของทุกชิ้นส่วนกลไก อันเสมือนมรดกที่สืบเนื่องมาสู่การทำกลไกของนาฬิกาที่แม้ทุกวันนี้ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบให้มีการจัดวางที่สวยงาม

​การทำงานของศิลปินท่านนี้ทำขึ้นมาจากแบบร่างต้นแบบก่อนจะนำไปขยายจนได้ขนาดที่ต้องการและลงมือตกแต่งไฮไลท์เส้นสีขาวต่างๆ ด้วยการวาดด้วยมือทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีกับงานฝีมือผสมผสานกันเฉกเช่นการผลิตนาฬิกานั่นเอง

ภายในงานนี้ยังมีการเผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษสำหรับงาน FriezeSeoul นั่นก็คือ Breguet Classique 7337 สำหรับสุภาพบุรุษ และBreguet Classique Dame 8068 สำหรับสุภาพสตรี Classique 7337Calendar (คลาสสิค 7337 คาเลนดาร์) ใหม่ล่าสุด คือความโดดเด่นแห่งเรือนเวลาคอลเลกชั่น Classique เผยโฉมในกลิ่นอายโมเดิร์นซึ่งยังคงเอกลักษณ์อันเป็นแก่นของ Breguet ไว้อย่างชัดเจน

​นาฬิกาเรือน Classique 7337 นี้ยังเผยให้เห็นฝีมือหัตถศิลป์ตกแต่งเรือนเวลาหลากหลายแบบตลอดทั่วทั้งเรือนหน้าปัดแบบ off-centered งดงามด้วยลวดลายคลู เดอ ปารี (Clous de Paris) อันแสนละเอียดประณีต สลักมือด้วยเทคนิคกิลโยเช่ (guilloche) โดยใช้เครื่องมือ rose engine โดยช่างฝีมือของ Breguet เอง (มีการนำเครื่องมือชนิดนี้มาแสดงในงานและมีช่างมาสาธิตทำให้ชมด้วย) หน้าปัดรอบนอกสลักลวดลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์ (barleycorn) มีมูนเฟส (moon phase) ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยออกแบบเพื่อสร้างความงามสมจริงจับตา ดวงจันทร์สีทองทำขึ้นด้วยมือ ใช้เทคนิคการตีแผ่นทองด้วยค้อนล้อมรอบด้วยเหล่าก้อนเมฆขัดแต่งด้วยเทคนิค sandblast ทำให้เกิดผิวสัมผัสแบบแมตต์ ส่วนท้องฟ้าเคลือบลงยาสีฟ้าประกาย ทำให้ดวงดาวดูเปล่งประกายเมื่อมองจากมุมต่างๆ แสดงชั่วโมง นาทีและวินาที ด้วยเข็มนาฬิกา open-tipped รังสรรค์จากบลูสตีลอันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet แสดงวันที่และวัน ณ ตำแหน่ง 2และ 10 นาฬิกาที่มีขนาดใหญ่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

​ตัวเรือนไวท์โกลด์และโรสโกลด์ขนาด39 มม. กลไกคาลิเบอร์ 502 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไก Breguet ที่มีขนาดบางที่สุดเพียง 2.4 มม. เท่านั้นออกแบบมาเพื่อให้ทำงานอย่างทรงประสิทธิภาพถึงแม้จะมีขนาดบาง​ส่วนนาฬิกา Classique Dame (คลาสสิค ดาม) มาในดีไซน์ที่ผ่านการตีความครั้งใหม่ โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่เปี่ยมด้วยความร่วมสมัยพร้อมออกแบบให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายเองได้ตามต้องการ มีทั้งตัวเรือนไวท์โกลด์และโรสโกลด์ที่งดงามโดดเด่นประหนึ่งงานศิลปะชิ้นงาม

นี่คือความงามของงานศิลปะที่ Breguet ได้เผยโฉมเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการศิลปะ Frieze Seoul ครั้งนี้ นอกเหนือจากงานศิลปะโดยศิลปินชื่อดังอย่าง Pablo Bronstein ทำให้บูติกของ Breguet ในงานได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง

– Author: Sethapong Pawwattana –

The New ‘Friend of Hublot’ in Thailand

Photography: Courtesy of Hublot

Hublot (อูโบลท์) แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวเจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือเจมมี่เจมส์ ศิลปินและนักแสดงมากความสามารถผู้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางบันเทิง ในฐานะ Friend of Hublot ของประเทศไทย และเผยโฉมแคมเปญนาฬิกา ‘Big Bang Integrated’ เพื่อตอกย้ำเอกลักษณ์ของแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Art of Fusion

​Big Bang Integrated นาฬิกาไอคอนิก รุ่นใหม่ล่าสุดกับคอนเซ็ปต์ที่เสมือนการเดินทางรอบโลกอันเต็มไปด้วยสีสัน ดีไซน์ลักชัวรีสปอร์ตในแบบ monobloc, monomaterial และmonochrome 4 สี ได้แก่ blue indigo, sky blue, sand beige และ jungle green ซึ่งแต่ละรุ่นผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือนเท่านั้น

ณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการ พีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) เผยว่าสำหรับ Friend of Hublot ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของ Hublot ได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ศิลปินและนักแสดงมากความสามารถผู้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางบันเทิง นอกจากงานแสดงที่เขาทุ่มเทอย่างสุดตัว เขายังไม่หยุดที่จะเดินตามความฝันให้สุดในทุกๆ ทาง เพื่อค้นหางานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของเขาได้ครบในทุกมิติ

​ต่อยอดมาสู่การเป็นศิลปินภายใต้สังกัดของตัวเอง JMJ Label ที่เป็นแพลตฟอร์มในการถ่ายทอดตัวตน และ passion ของเขาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดงศาสตร์การปรุงอาหาร fine dining ที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ศาสตร์ของ mixologist ในการผสมเครื่องดื่มเชิงสร้างสรรค์ ศิลปะการวาดภาพแนวแอ็บสแตร็กต์ที่เขาใช้เป็นวิธีเยียวยาจิตใจ และศิลปะอีกหนึ่งแขนงที่เขาถ่ายทอดความเป็นตัวเองที่ไร้กรอบจำกัดก็คือโลกแฟชั่น กับสไตล์การแต่งกายแบบ genderless อันโดดเด่น

​เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ Friend of Hublot ของประเทศไทยเผยว่า “ด้วยคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่เท่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และ Friend of Hublot แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนมากๆ การได้รับโอกาสนี้รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ทางแบรนด์เห็นสิ่งนี้ในตัวเจมส์ การได้ร่วมทำงานในแคมเปญนาฬิกา ‘Big Bang Integrated’ ล่าสุด เพื่อสื่อสารความเป็น The Art of Fusion ของแบรนด์ ผมมีความรู้สึกยินดีและตื่นเต้นเป็นอย่างมากครับ”

​Hublot รุ่น Big Bang Integrated Ceramic (บิ๊ก แบง อินทิเกรทเต็ด เซรามิก) มีตัวเรือนขนาด 42 มม. ทำงานด้วยกลไก UNICO V2 (ยูนิโค เวอร์ชั่น 2) HUB1280 calibre (เอชยูบี 1280 คาลิเบอร์) ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของตัวเอง ได้รับการออกแบบมาให้มีความบางยิ่งขึ้น พร้อมโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบใหม่ รวมถึงเสริมความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจน และมอบประสิทธิภาพสูงสุดให้กับฟังก์ชันการใช้งาน

– Author: Sethapong Pawwattana –

A Call of the Heart

Photography: Courtesy of Jaeger-LeCoultre

Jaeger-LeCoultre มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแต่งตั้งให้ Anya Taylor-Joy (อันยา เทย์เลอร์-จอย) เป็นแอมบาสเดอร์คนใหม่ของ maison โดยการเปิดตัวด้วยวิดีโอสั้น ‘A Call of the Heart’ โดยอิงจากการโทรศัพท์ที่เป็นสัญลักษณ์ในการต้อนรับเธอเข้าสู่ la grande maison

​วิดีโอได้รับแรงบันดาลใจจากการโทรศัพท์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งประวัติศาสตร์ของ Manufacturing LeCoultre ในปี 1903 Jacques-David LeCoultre ได้โทรหา Edmond Jaeger ช่างซ่อมนาฬิกาชาวปารีส ให้ยอมรับคำท้าในการผลิตกลไกนาฬิกาที่บางเฉียบ นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยาวนานและได้ผลซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Jaeger-LeCoultre

Catherine Rénier ซีอีโอของ Jaeger-LeCoultre กล่าวว่า “การได้พบกับอันยาเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ครอบครัวของเธอมีความสนใจเกี่ยวกับกีฬาโปโลและการผลิตนาฬิกา ทำให้ตัวเธอและแบรนด์มีจุดที่เชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ เธอได้รวมเอาค่านิยมและสไตล์ของ maison ของเราไว้ มันถูกถ่ายทอดผ่านความงาม ความอ่อนไหว ความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของเธอ”

อันยา เทย์เลอร์-จอย ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ อีกทั้งเธอคือผู้ที่เป็นตัวแทนของคำนิยามความเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ เธอสะกดใจคนทั้งโลกด้วยความสามารถของเธอที่ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานการแสดงที่มีความเฉียบแหลม กล้าหาญแต่เปราะบาง ไร้เดียงสาแต่อันตราย

​นักแสดงสาววัย 26 ปีที่มีบ้านเกิด ณ ไมอามี คุณพ่อและคุณแม่เป็นชาวอังกฤษ-อาร์เจนตินา เธอเติบโตในบัวโนสไอเรสและลอนดอน เธอเป็นนักแสดงที่ได้รับคำชื่นชมมากมายจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง The Witch ของโรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส ในปี 2016 ต่อมาในปี 2020 เธอมีผลงานที่โด่งดังบน Netflix กับเรื่อง The Queen’s Gambit ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Golden Globe, a Screen Actors’ Guild award and a Critics’ Choice award ตามมาด้วยบทบาทสำคัญอีกมากมาย

IWC Presents Two Iconic Portugieser Model

Photography: Courtesy of IWC Schaffhausen

IWC Schaffhausen แนะนำเวอร์ชั่นใหม่ของ Portugieser Automatic และ Portugieser Chronograph ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสองรุ่นในคอลเลกชั่น Portugieser การออกแบบที่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างหน้าปัดและหน้าปัดย่อย ทำให้ถูกเรียกเล่นๆ ว่า ‘Panda Dial’ การใช้สองสี ช่วยให้อ่านค่าต่างๆ ได้ชัดเจน และทำให้มีความโดดเด่นมาก หน้าปัดสีขาวมีผิวแล็กเกอร์ขัดเงา ในขณะที่หน้าปัดย่อยสีน้ำเงินเข้มมีการตกแต่งแบบ ‘azurage’ เตือนให้นึกถึงต้นกำเนิดของ Portugieser ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ช่วยสำหรับการเดินทางบนท้องทะเล

Portugieser Automatic (Ref. IW500715) โดดเด่นด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.3 มม. หน้าปัดสีขาวและสีน้ำเงิน และเข็มนาฬิกาสีน้ำเงิน วางหน้าปัดย่อยบอกวินาทีเล็กไว้ที่ 9 นาฬิกา และแสดงพลังงานสำรองที่ 3 นาฬิกา ได้ถึง 7 วัน ระบบไขลานอัตโนมัติPellaton มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินและตัวล็อกแบบพับ

Portugieser Chronograph (Ref. IW371620) โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาด 41 มม. ทำจากสเตนเลส หน้าปัดสีขาวและสีน้ำเงินและเข็ม feuille สีน้ำเงิน หน้าปัดบอกนาทีโครโนกราฟตั้งอยู่ที่ 12 นาฬิกา ส่วนวินาทีอยู่ที่ 6 นาฬิกา กลไกคาลิเบอร์ 69355 ที่ผลิตโดย IWC พร้อมระบบไขลานอัตโนมัติและสำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง มาพร้อมกับสายยางสีน้ำเงินที่ทนทานและยืดหยุ่นได้ ให้ความสบายในการสวมใส่ที่ยอดเยี่ยมในช่วงฤดูร้อน

– Author: Sethapong Pawwattana –

Dive into The Stylish World

Photography: Courtesy of Gucci

ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ในดีไซน์ แต่การทุ่มเทให้กับการค้นคว้าหาวัสดุใหม่ๆ ยังทำให้งานดีไซน์มีความโดดเด่นสะดุดตา อย่างนาฬิกา Gucci Dive นี้ไม่เพียงแต่ดีไซน์หน้าปัดที่สวยสะดุดตา กำหนดเทรนด์นาฬิกาแฟชั่นในช่วงนี้ แต่วัสดุใหม่นี้ยังมีความโปร่งแสงนิดๆ ทำให้นาฬิกามีความโดดเด่นและเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

โดย Gucci Dive ใหม่นี้ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืน เป็นการเพิ่มนาฬิการุ่นใหม่สี่รุ่นที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพและเหล็กรีไซเคิล การเลือกใช้พลาสติกที่ได้จากพืชจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียนได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อผู้คนและโลก

นาฬิกาแนวสปอร์ตรุ่นใหม่ทั้งหมดจะมาพร้อมกับตัวเรือนขนาด 40 มม. และสายนาฬิกาในวัสดุคล้ายยางที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งผลิตจากวัสดุชีวภาพ (อย่างน้อย 46% สำหรับสายนาฬิกา และ 65% สำหรับตัวเรือน) โดยมีให้เลือกทั้งแบบโปร่งใส สีขาวด้าน สีอะความารีน หรือสีเขียวมอสธรรมชาติ

สำหรับนาฬิกาที่ไม่จำกัดว่าสำหรับบุรุษหรือสตรีเหล่านี้ยังได้รับการตกแต่งด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Gucci บนตัวเลขบอกเวลา นอกจากนี้กลไกเคลื่อนไหวแบบออโตเมติกของ Swiss-made สามารถมองเห็นได้ผ่านทางหน้าปัดและฝาหลังแบบโปร่งใส ตอกย้ำว่าผู้สร้างสรรค์จริงจังกับกลไกที่ดีไซน์อย่างสวยงามลงตัวจนกล้าที่จะเผยให้เห็นได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยนาฬิการุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นสามารถกันน้ำได้ 200 เมตร (20 ATM)

เห็นดีไซน์แล้วหลายคนคงอดใจที่จะหามาครอบครองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสีสันที่สวยจับใจทั้ง 4 สี หรือวัสดุใหม่ที่มีการเล่นแสงแบบโปร่งแสงและทึบแสงเบาๆ ทำให้มีเสน่ห์เมื่อมองจากมุมต่างๆ นี่คือนาฬิกาสปอร์ตที่สุดแฟชั่นที่จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกแห่งสไตล์ 

– Author: Sethapong Pawwattana –

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2

Seiko เปิดตัวแบรนด์เฟรนด์คนที่ 2 เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ขีดสุดแห่งศักยภาพ ของเจ้าบุญจัง อุ้ม “ธีราทร บุญมาทัน” นักเตะทีมชาติไทยที่ชาวญี่ปุ่นให้ฉายาว่า บุญจัง นักฟุตบอลอาชีพชาวไทย ที่ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายและเป็นกับตันทีมชาติไทย ด้วยผลงานท๊อปฟอร์มในลีกต่างๆ ยังทำให้อุ้มยังได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “เท้าซ้ายปีศาจ”

ในวัยเด็กอุ้มมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลเยาวชนร่วมกับ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลระดับนักเรียนด้วยกันหลายรายการ โดยเส้นทางสายลูกหนังของอุ้มหลังจากจบมัธยมปลายแล้ว ก็ได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสร ราชประชา ในปี 2551 ก่อนที่ต่อมา เขาจะมีโอกาสย้ายไปสร้างชื่อในสโมสรชั้นนำในประเทศไทยอีกมากมาย ตลอดเส้นทางการค้าแข้งในวงการลูกหนัง อุ้มได้สร้างชื่อให้กับตัวเองและต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2554 เขาสามารถพาทีม คว้าทริปเบิ้ลแชมป์ หรือแชมป์ 3 รายการภายในปีเดียว ซึ่งนับเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลไทยที่ทำได้ และในปี 2556 อุ้มยังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของไทยลีกประจำฤดูกาลอีกด้วย


จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพของ อุ้ม-ธีราทร เกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อเขาถูกยืมตัวไปเล่นในเจลีก ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลกับสโมสร วิสเซล โกเบ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้เล่นกับนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า และ ลูคัส โพดอลสกี้ ที่เคยผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว อุ้ม ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อการแย่งตำแหน่งภายในทีม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะได้รับโอกาสลงเล่นในลีกไป 28 เกม และสามารถทำได้ 2 แอสซิสต์
จากนั้นในปีถัดมาความท้าทายครั้งใหม่ก็ได้เข้ามาทดสอบ อุ้ม อีกครั้ง กับต้นสังกัดใหม่อย่าง โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ยอดทีมจากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ก่อนที่การตัดสินใจครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่เค้าต้องจดจำไปตลอดกาล เมื่อเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์เจลีก หรือลีกสูงสุดของญี่ปุ่น ได้สำเร็จ
และช่วงเวลาที่น่าจดจำของอุ้ม เกิดขึ้นในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นเกมตัดสินแชมป์ของคู่แข่งที่แย่งแชมป์กันโดยตรง ระหว่างโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ทีมต้นสังกัด กับ เอฟซี โตเกียว ในนาที 26 เมื่อเขาสามารถยิงประตูขึ้นนำแบบสุดสวย ก่อนที่สุดท้ายทีมของเขาจะเอาชนะ ไปได้ 3-0 ทำให้คว้าแชมป์เจลีก 2019 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ สร้างความประทับใจให้กับชาวเมืองโยโกฮาม่า และแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ
จากผลงานอันสุดยอดของอุ้มตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือบทพิสูจน์ที่สามารถชี้ชัดได้แล้วว่า นักเตะแข้งทองคนนี้คือ แบ็กซ้ายระดับแถวหน้าของเอเชีย และจะยังคงไม่หยุดตามล่าหาความสำเร็จเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน


นับเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกของ 2 เรื่องราวความสำเร็จระหว่าง นาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีการพัฒนาต่อยอดมาจากนาฬิกาจับเวลาที่ใช้สำหรับการแข่งขันในกีฬาระดับโลก และ อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน กับผลงานอันน่าชื่นชม รวมถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ไซโก (ประเทศไทย) จึงเลือกให้ธี​ราทร มาร่วมเป็น Brand Friend คนที่สองในปี 2022นี้ กับแคมเปญ KEEP GOING FORWARD ต่อจาก อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม Brand Friend คนแรก โดย อุ้ม-ธีราทร ได้จับคู่กับอีกหนึ่งคอลเลคชั่นหลักของ Seiko Prospex กับ SPEEDTIMER เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยระบบจับเวลาแบบโครโนกราฟ สะท้อนแรงบันดาลใจของ “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” โดยอยู่เคียงข้างกับนักกีฬามาอย่างยาวนาน โดยนาฬิกา Seiko Prospex SPEEDTIMER ได้ถูกนำกลับมาเปิดตัวรุ่นใหม่อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ทั้งแบบกลไกอัตโนมัติ SPEEDTIMER Mechanical Chronograph และแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง SPEEDTIMER Solar Chronograph

Prospex Speedtimer Solar Chronograph
(พรอสเป็กซ์ สปีดไทเมอร์ โซลาร์ โครโนกราฟ)
การผสานที่ลงตัวของรูปลักษณ์นาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลก กับกลไกโซล่าอันล้ำสมัย
นาฬิกาจับเวลาพลังงานแสงรุ่นใหม่ 3 เรือน มาพร้อมกับตัวเรือนที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงนาฬิการุ่นสำคัญในอดีต
นาฬิการุ่น SPEEDTIMER ของ Seiko ได้เปิดตัวในปี 1969 และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกาจับเวลา เพราะนี่คือนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาเรือนแรกของโลกที่มาพร้อมกับกลไกรหัส 6139 ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูงพร้อมความล้ำสมัยของกลไกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของนาฬิกาข้อมือกลไกอัตโนมัติ
เผยโฉมคอลเลคชั่น SPEEDTIMER Chronograph รุ่นใหม่ในปีนี้พร้อมกัน 3 ลุค โดยทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดใหม่ด้วยการผสมผสานจิตวิญญาณของนาฬิกาจับเวลาเรือนแรกที่มีความสำคัญของแบรนด์มาออกแบบใหม่และจับคู่เข้ากับกลไกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี SOLAR ของ Seiko ที่ตอบสนองได้ทั้งความเที่ยงตรง ความเชื่อใจในการทำงาน และความยั่งยืนในการใช้งาน
หน้าปัดขัดแต่งในแบบ Sunray พร้อมกับสีสันที่โดดเด่น ช่วยทำให้การอ่านค่าเวลาชัดเจน และดีไซน์ที่ทันสมัย

สิ่งที่อยู่บนตัวเรือนของนาฬิกา SPEEDTIMER Chronograph ทุกรุ่น คือรายละเอียดของการออกแบบที่สะท้อนถึงความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดของการจับเวลาที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับนาฬิกาจับเวลา เข็มวินาทีของระบบจับเวลาถูกออกแบบให้ยาวขึ้น เพื่อความสะดวกและการอ่านค่าที่แม่นยำและรวดเร็วเมื่อต้องทำงานร่วมกับสเกลจับเวลาทาคีมิเตอร์ (Tachymeter) ที่มีหลักบอกค่าอยู่ตรงขอบนอกของหน้าปัด เข็มจับเวลานาทีวางในตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยเข็มทั้ง 2 ชุดฉาบด้วยสีแดงเพื่อความโดเด่น และลุคสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการอ่านค่าเวลาได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีแม้เพียงแค่เหลือบตามองไปที่หน้าปัด ช่องหน้าต่างบอกวันที่จะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
ทั้ง 3 รุ่นขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ V192 พร้อมกลไก SOLAR ของ Seiko ซึ่งมีฟังก์ชั่นในการจับเวลาสูงสุด 60 นาที ระบุเวลาแบบ 24 ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นานถึง 6 เดือน หลังจากการชาร์จเต็ม สามารถตรวจสอบระดับพลังงานสำรองได้ที่หน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกาทั้งเข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่งได้รับการเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ทำให้สามารถมองเห็นและอ่านค่าเวลาได้ แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีแสงน้อย

สัมผัสความสปอร์ตที่ผสานความคลาสสิคที่ลงตัวผ่านการขัดแต่งบนตัวเรือนและสายด้วยลายริ้วแฮร์ไลน์ที่ แมตช์คู่กับกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งฟีลนาฬิกาคลาสสิคพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน หน้าปัดมีการขัดแต่งในแบบซันเรย์ (Sunray) จึงมั่นใจได้ว่าจะทำให้การมองเห็นและอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดมีความชัดเจน

Seiko Prospex SPEEDTIMER Solar Chronographs รหัส SSC911, SSC913 และ SSC915 จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 1 พฤจิกายน 2022 ที่บูติกของ Seiko เซ็นทรัลพระราม9 ไซโกบูติกออนไลน์ เคาท์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้น และร้านตัวแทนจำหน่ายของ Seiko ทั่วประเทศ ราคาจำหน่าย 30,000 บาท
สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่
https://www.seikowatches.com/global-en/products/prospex/special/speedtimer/index

Seiko Prospex Speedtimer Solar Chronographs: SSC911, SSC913, SSC915
กลไก : V192 แบบ Solar Chronograph มาพร้อมเข็มแสดงเวลาในแบบ 24 ชั่วโมง และมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง
เปลี่ยนแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อเก็บในแบตเตอรี่
ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีล
กระจกแซฟไฟร์แบบโค้งพร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน
การกันน้ำ : 10 บาร์
ความต้านทานสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
มิติตัวเรือน เส้นผ่านศูนย์กลาง : 41.4 มม. ความหนา : 13.0 มม.
บานพับแบบทบ 3 ชั้นพร้อมปุ่มกดคลาย]Hvd

Greubel Forsey: Tourbillon 24 Secondes Architecture

Author: Sethapong Pawwattana

นาฬิกาทูร์บิญอง 24 เซกองเดส อาซิเทคเชอร์ ไม่เหมือนกับนาฬิกา Greubel Forsey (กรูเบล์ ฟอร์เซย์) ที่เคยสร้างมา เพราะมีตัวเรือนที่แตกต่าง มีส่วนประกอบที่เปรียบเสมือนงานประติมากรรม และกลไกทั้งหมดมีพลวัตที่เชื่อมโยงกัน นี่คือกลไกรุ่นใหม่ของ Greubel Forsey ได้ถูกบรรจุภายในตัวเรือนทรงกรวยแบบใหม่

Tourbillon 24 Secondes Architecture

Greubel Forsey ริเริ่มการนำบางชิ้นส่วนมาใช้ อาทิ Double Tourbillon 30(ดับเบิ้ล ทูร์บิญอง เทอร์ตี้ดีกรี), Quadruple Tourbillon (ควอทรูเพิล ทูร์บิญอง), Double Balancier (ดับเบิ้ล บาเลนเซียร์) และชุดจักรกลคอมพิวเตอร์ของ QP  à Équation (คิวพี เอ เควชง) เป็นต้น จากมุมมองเชิงสุนทรียศาสตร์ ตัวเรือนรูปทรงอสมมาตรและส่วนโค้งมนหรือลาดเอียง เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งการออกแบบนาฬิกาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชิ้นส่วนต่างๆ เหมือนถูกแขวนเอาไว้กลางอากาศ ตัวเรือนโดยรวมดูสมบูรณ์แบบเมื่อมองจากด้านหน้าปัด โดยเผยให้เห็นรูปทรงที่มีความโค้งมนจากมุมมองอื่น พร้อมด้วยวงแหวนคริสตัลแซฟไฟร์ขนาดใหญ่ ที่ห่อหุ้มจรดขอบทั้งหมดของตัวเรือน ตัวเรือนใหม่นี้ยังสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้เกิดขึ้นบนข้อมือ ด้วยรูปทรงโค้งมน การสวมใส่อันแสนสบาย ตัวเรือนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของฝาหลัง(47.05 มิลลิเมตร) กว้างกว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบหน้าปัด (45 มิลลิเมตร)จึงเป็นเหมือนการรวมเอาความยอดเยี่ยมของโลกทั้งสองด้านเข้าไว้ด้วยกัน กันน้ำลึก 50 เมตรตัวเรือนไทเทเนียมที่มีลักษณะแบบสามมิติ ล้อไปกับขานาฬิการูปทรงเรขาคณิต ที่ผ่านการขัดแต่งผิวด้วยมือ ซึ่งไหลลื่นไปสู่สายยางที่มีการปั๊มลวดลายนูน และปิดท้ายด้วยตัวล็อกสายไทเทเนียมแบบบานพับ

ทูร์บิญอง 24 เซกองเดส อาซิเทคเชอร์ ผลิตจำนวนจำกัดอยู่ที่ 11 เรือน ในปี 2022 จากนั้นจะเป็น 18 เรือนต่อปี ในช่วงปี 2023 ถึง 2025 รวมทั้งหมดจะมีเพียง65 เรือนเท่านั้น

1815 Chronograph “Hampton Court Edition”

Author: Sethapong Pawwattana

ที่งาน Concours of Elegance 2022 ปีนี้ได้มีการเผยโฉม A. Lange & Söhneนาฬิกาโครโนกราฟ 1815 รุ่นพิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งจะประมูลที่เจนีวาโดยPhillips ร่วมกับ Bacs & Russo ในวันที่ 6 พฤศจิกายน เอกลักษณ์โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเงินทึบและชิ้นส่วน hinged cuvette ที่แกะสลักด้วยมือ โดยจะมอบรายได้ให้กับ The Prince’s Trust องค์กรการกุศลเยาวชนที่ก่อตั้งโดย HRH The Prince of Wales (เจ้าชายแห่งเวลส์)

A. Lange & Söhne ได้ร่วมกับ Concours of Elegance มาตั้งแต่ปี 2018ในปีนี้จะจัดให้มีงานขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน ในบริเวณพระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต ชานกรุงลอนดอน งานระดับไฮเอนด์ไม่เพียงแต่จะเป็นสถานที่จัดแสดงรถยนต์หายากเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สำหรับนาฬิกาจักรกลสุดพิเศษที่สร้างสรรค์โดยA. Lange & Söhne สำหรับโรงงาน Glashtte งานนี้จึงเหมาะจะเป็นฉากหลังสำหรับการแนะนำนาฬิกาที่พิเศษมากนั่นก็คือรุ่นพิเศษของ 1815 Chronograph พร้อม cuvette แบบบานพับ

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 นาฬิกา 1815 Chronograph ผสมผสานระหว่างการออกแบบที่คลาสสิกและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าหน้าปัดที่มีตัวเลขอารบิก มาตราส่วนนาทีแบบรางรถไฟ และหน้าปัดย่อย ชวนให้นึกถึงนาฬิกาพกเก่าแก่ของ A. Lange & Söhne

นาฬิกา 1815 Chronograph “Hampton Court Edition” ตัวเรือนทองคำขาวผสานกับหน้าปัดสีดำพร้อมตัวเลขและสเกลสีหินทราย หน้าปัดย่อยที่เป็น rhodié-coloured สำหรับการบอกเวลาเป็นวินาทีเล็ก และตัวนับนาทีโดดเด่นบนหน้าปัดสีดำ เข็มนาฬิกาทองคำที่จับคู่ตัวเรือนโรเดียมบอกเวลา ส่วนเข็มโรเดียมสำหรับการบอกเวลาวินาที วินาทีย่อย และตัวนับนาที

ความสง่างามของแนวคิดนี้ถูกเน้นด้วยสายหนังจระเข้เย็บมือสีดำที่ยึดด้วยตัวล็อกทำด้วยทองคำขาว กลไก Langecalibre L951.5 การไขลานด้วยมือมีพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไกโครโนกราฟที่ทำด้วยมืออย่างหรูหรา

Arceau Lift Tourbillon répétition Minutes So Black

Author: Sethapong Pawwattana

นาฬิกาอาร์โซ ลิฟต์ ทูร์บิญอง เรปิติซิยง มินิทส์ โซ แบล็ค หน้าปัดลงยาซึ่งตัดด้วยรูปทรงของม้าอันสง่างาม ได้เผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของจักรกลทูร์บิญอง และเรปิติซิยง มินิทส์ ของ Hermés (แอร์เมส) โดยสามารถมองเห็นได้ผ่านส่วนที่ตัดออกเป็นรูปร่างของม้า ซึ่งเผยการทำงานของจักรกลอันซับซ้อนของระบบตีบอกเวลา หรือ répétition minutes (เรปิติซิยง มินิทส์) ประกอบด้วยฆ้องคู่ที่หล่อหลอมไว้ด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างแท้จริง ความซับซ้อนของจักรกลตามประเพณีอันประณีตแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาซึ่งผสมผสานไว้ด้วยอีกหนึ่งความพิเศษของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง นั่นคือ flying tourbillon (ฟลายอิ้ง ทูร์บิญอง) นำมาบรรจุอยู่ภายในบริเวณส่วนคอของม้าและเผยให้เห็นผ่านช่องหน้าต่างทรงกลม ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

สง่างามภายใต้โครงสร้างทูร์บิญองทรง ‘H’ คู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายสัญลักษณ์ของบูติก Hermés ณ Faubourg Saint-Honoré (โฟบูร์ก แซงต์-โตโนเร่) ในกรุงปารีส พร้อมทั้งงานออกแบบอันโดดเด่นที่ครอบบนกรงทูร์บิญองและสะพานจักรของตลับลาน ซึ่งสะท้อนถึงรูปทรงของเหล็กดัดที่ตกแต่งทั้งบริเวณทางเข้า ราวบันไดบันได และลิฟต์ อันล้วนเป็นการตกแต่งในสไตล์ปารีเซียง

เผยเสน่ห์อันงดงามนี้ด้วยเข็มชี้แบบฉลุและเรียวบางที่หน้าปัดของเรือนเวลายังสลับคั่นด้วยตัวเลขทรงลาดเอียงเชื้อชวนให้นึกถึงม้าซึ่งกำลังวิ่งควบอย่างสง่างามอันเป็นสัญลักษณ์ของคอลเลกชั่นอาร์โซ ขณะที่ส่วนซึ่งตัดออกของหน้าปัดและฝาหลังกระจกแซฟไฟร์นั้นยังเผยให้เห็นการทำงานของกลไกจักรกลไขลานด้วยมือ แมนูแฟคเจอร์แอร์เมส เอช 1924 และช่วยให้มั่นใจได้ถึงเสียงตีบอกเวลาอันก้องกังวานใสราวกับคริสตัลของจักรกลเรปิติซิยง มินิทส์ พร้อมทั้งบรรจุภายในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ผสานไว้ด้วยสองความสลับซับซ้อนหลักแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) สายหนังจระเข้สีดำแบบด้าน