New Jaeger-LeCoultre Polaris Date, Limited Edition 

เผยโฉมนาฬิกาที่ได้รับการรังสรรค์อย่างสุดประณีต เป็นการรวมเอาความเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงมาอยู่ในดีไซน์ที่ร่วมสมัย ด้วยแรงบันดาลใจจาก Polaris II ปี 1970 งดงามด้วยเข็มนาฬิกาเคลือบแล็กเกอร์ หน้าปัดสีน้ำเงินลวดลาย double-gradient dial และ sunray ทำให้เกิดมิติที่สวยงามอย่างมีเอกลักษณ์ โดยส่วนหนึ่งของหน้าปัดสีน้ำเงินจะเปลี่ยนโทนสีและความแวววาวตามตำแหน่งแสงที่กระทบ โดยตัวเข็มนาฬิกาแบบบาตอง และขีดบอกเวลา รวมทั้งตัวเลขแบบอารบิกเคลือบ Super-LumiNova สีวานิลลาที่เรืองแสงได้ในที่มืด

ตัวเรือนสตีล หน้าปัดขนาด 42 มิลลิเมตร มีเม็ดมะยมด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ที่ 2และ 4 นาฬิกา สำหรับปรับเวลาทั่วไปและทำงานสอดคล้องกับการปรับ bezel เพื่อการจับเวลา โดยตัว bezel จะมีตัวเลขและจุดบอกวินาทีดีไซน์เป็นกรอบเอียงลึกลงไปกับหน้าปัด ทำให้นาฬิกามีมิติยิ่งขึ้นแม้ตัวเรือนจะไม่หนามาก ความเที่ยงตรงจากกลไก in-house calibre 899A/1 มีหน้าต่างบอกวันที่ที่ 3 นาฬิกา สำรองพลังงานนาน 38ชั่วโมง ฝาหลังผนึกอย่างแน่นหนา มีสลักข้อความ 1000 HOURS CONTROL และ Limited edition – One of 800 ด้วยรุ่นนี้แต่เดิมเป็นนาฬิกาแบบสปอร์ต สามารถกันน้ำได้ลึก 200 เมตร

ARMITRON 2019 FALL WINTER Collection

บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ดัง พร้อมดึง แบรนด์ดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างนาฬิกา ARMITRON กว่า 63 ปี จากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาข้อมือดิจิตอลรุ่นแรก ๆ ที่มีราคาไม่แพง นับเป็นเป้าหมายที่แบรนด์ยึดถือจากวันนั้นจนถึงวันนี้ว่า “นาฬิกาภายใต้แบรนด์ ARMITRON ทุกเรือนจะต้องมีสไตล์ และทุกคนสามารถสวมใส่ได้

ถือเป็นนาฬิกาที่เหมาะกับยุคสมัยนี้เป็นอย่างมาก ด้วยราคาที่น่าดึงดูดใจในทุกกลุ่ม ทุกช่วงอายุ ผนวกกับรูปลักษณ์ของนาฬิกาที่มีการออกแบบๆไร้ขีดจำกัด เน้นความหลากหลาย สามารถเสริมลุคในแต่ละวันให้ดูมีสไตล์เหนือระดับ ซึ่งมีหลากหลายคอลเลคชั่นครอบคลุมทุกสไตล์ไม่ว่าจะเป็นคอลเลคชั่นสำหรับผู้หญิง และคอลเลคชั่นสำหรับผู้ชาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดีเอ็นเอของ ARMITRON ออกมาได้อย่างดี ด้วยภายใต้ Tag Line #OneWatchManyFaces พบแบรนด์ ARMITRON ได้ที่ร้าน WatchElse Shop สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ , สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต , เทอร์มินัล 21 พัทยา และโรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์ หรือ ช้อปผ่านช่องทางออนไลน์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ร้านค้าออฟฟิเชียลช้อปของ ARMITRON บนแพลทฟอร์ม อีคอมเมิร์ซชั้นนำ Shopee

SEIKO PROSPEX ZIMBE LIMITED EDITION NO.12

พร้อมเผยโฉมที่งาน Pre-Booking แล้ว SEIKO PROSPEX ZIMBE LIMITED EDITION NO.12 ที่ทุกคนรอคอย Jinbe Zame อ่านว่า (จินเบ-ซาเมะ) จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางของฉลามวาฬ ที่มาจากการผสมผสานคำที่ใช้เรียกฉลามวาฬในภาษาญี่ปุ่น มาผนวกกับจิตวิญญาณแห่งการเป็นนักผจญภัยและนักเดินทางแห่งท้องทะเลจนเกิดเป็นคอลเลคชันพิเศษ “ZIMBE” จนมาถึงวันนี้ ก็นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ตำนานแห่งนักเดินทางแห่งท้องทะเลผู้ไม่เคยหยุดนิ่งแม้สักวินาที ได้เล่าขานผ่าน Zimbe รุ่นสู่รุ่น

ในปี 2019 นี้ ฉลามวาฬตัวที่ 12 นักเดินทางแห่งท้องทะเลตัวใหม่ล่าสุด ได้เดินทางกลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้กล่าวถึงการค้นพบดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ ของท้องทะเลในเขตร้อนซึ่งอุดมไปด้วย ‘ไฟโทแพลงตอน’ แพลงตอนสีเขียวหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าแพลงตอนพืช ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก “ฟิตอน” ซึ่งชื่อของ “ไฟโทแพลงตอน” นั้น มีความหมายว่า “ผู้เดินทาง” เฉกเช่นเดียวกับจิตวิญญาณของฉลามวาฬที่เดินทางไปรอบโลกเพื่อแสวงหาความอุดมสมบูรณ์ในการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง และทั้งสองยังเกี่ยวข้องเป็นวัฏจักรห่วงโซ่อาหารซึ่งกันและกันอีกด้วย

Zimbe รุ่นที่ 12 ในครั้งนี้ มาด้วยรูปทรงกลมของหน้าปัด โดยเลือกใช้สีเขียวที่สะท้อนสีสันมาจากสีสันของน้ำทะเลที่อุดมไปด้วย “‘ไฟโทแพลงตอน’ หรือ แพลงตอนพืช ตัดกับสเกลบอกนาทีสีทองบนขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวและเพิ่มความหรูหราด้วยขอบลูมิไบร์ทสีทอง ตัวเรือนและสายได้รับการขัดเกลาอย่างประณีต รับกับหน้าปัดสีเขียวพื้นซันเรย์ ติดตั้งชุดเข็มนาฬิกาสีทองเข้าคู่กับหลักชั่วโมงอย่างลงตัว

สำหรับ Zimbe 12 ภายใต้รหัส SPB109J นั้นขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 6R15 ที่เดินได้อย่างแม่นยำ +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 50 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพการกันน้ำลึกสูงสุด 200 เมตร ตัวเรือนผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีล ขนาด 44 มิลลิเมตร หนา 13.1 มิลลเมตร ไซโก Zimbe 12 นั้นจะผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 1,200 เรือนเท่านั้น ราคา 44,900 บาท

SEIKO PROSPEX ZIMBE LIMITED EDITION NO.12 : รหัส SPB109J เปิดจำหน่ายผ่านช่องทาง ไซโก ออฟฟิเชียล ออนไลน์ สโตร์ ที่ ลาซาด้า เท่านั้นที่ Lazada: http://bit.ly/SeikoxLazada

Pre-Booking : เปิดจองล่วงหน้า10-16 กันยายน ชั้น G ลิโด้ คอนเนค
เวลา 10:00-20:00 น. ชมตัวอย่างสินค้าและ จองก่อนล่วงหน้าได้ในวันที่ 10-16 กันยายน ณ บูธ ไซโก จิมเบ ลิโด้ คอนเนค ชั้น G เท่านั้น
(First Come First serve มาก่อนสามารถจองได้ก่อน)

การแสดงผ่านช่องหน้าต่างคู่ของเรือนเวลา เพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ รุ่นใหม่จาก เอช. โมเซอร์ แอนด์ ซี.

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตน ที่เอช. โมเซอร์ แอนด์ ซี. (H. Moser & Cie.) ได้รังสรรค์นาฬิกาแสดงปฏิทินตลอดชีพหรือเพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ ซึ่งบรรจุไว้ด้วยช่องหน้าต่าง 2 ช่อง สำหรับแสดงวันที่และเดือน ด้วยวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนานี้ก็เพื่อมอบซึ่งความสามารถในการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนให้กับคอลเลคชั่นเรือนเวลาสปอร์ตสูงสุดของแบรนด์ อย่าง ไพโอเนียร์ (Pioneer) โดย ไพโอเนียร์ เพอร์เพทชวล คาร์เลนดาร์ เอ็มดี (Pioneer Perpetual Calendar MD) ใหม่ยังมาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลและประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึกระดับ 120 เมตร ซึ่งช่วยให้สามารถแสดงเวลาได้ภายใต้ทุกสภาวการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบนผืนดินหรือใต้ผิวน้ำ จึงนับเป็นนาฬิกาเพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ ที่เหมาะกับการใช้งานอย่างแท้จริงและสามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน

ปี ค.ศ. 2015 เอช. โมเซอร์ แอนด์ ซี ได้เปิดตัวเรือนเวลาคอลเลคชั่น ไพโอเนียร์ (Pioneer) ด้วยเอกลักษณ์ของความร่วมสมัยที่อาบไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและผจญภัย ไพโอเนียร์จึงเป็นตัวเลือกอันสมบูรณ์แบบสำหรับบรรจุด้วยฟังก์ชั่นปฏิทินตลอดชีพ หรือเพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ (perpetual calendar) พร้อมการแสดงผ่านช่องหน้าต่างคู่รูปแบบใหม่ของแบรนด์ ผลงานสร้างสรรค์อันเปี่ยมด้วยสไตล์นี้มาพร้อมช่องหน้าต่างขนาดใหญ่สองช่องสำหรับแสดงวันที่และเดือน รวมถึงแผ่นดิสก์สองชิ้น และระบบแฟลช คาเลนดาร์ (Flash Calendar) ซึ่งสามารถเปลี่ยนวันที่ได้อย่างฉับพลันเมื่อจำเป็นหรือต้องการ และยังสามารถปรับตั้งวันที่ทั้งเดินหน้าหรือถอยหลังได้ทุกเวลา โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ต่อกลไก

ไพโอเนียร์ เพอร์เพทชวล คาร์เลนดาร์ เอ็มดี คือนวัตกรรมแห่งความล้ำเลิศที่วันนี้มีให้เลือกในสองรุ่นและด้วยโทนสีอันโดดเด่น โดยรุ่นแรกมาพร้อมหน้าปัดสี ฟังกี้ บลู (Funky Blue) บรรจุเครื่องหมายขีดและเครื่องหมายบอกเวลาตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนรุ่นที่สองตกแต่งภายใต้โทนสีใหม่ของแบรนด์ คือสีเบอร์กันดี และย้ายเครื่องหมายแสดงเวลาออกไปเกือบทั้งหมด ยกเว้นไว้เพียงเครื่องหมายจุดสำหรับแสดงชั่วโมง พร้อมทั้งจัดวางหน้าปัดเล็กแสดงวินาทีแบบเยื้องศูนย์ไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และการแสดงพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ร่วมกับการแสดงรอบปีอธิกสุรทินซึ่งซ่อนไว้บนด้านของกลไก คงความโดดเด่นด้วยเข็มชี้ทรงใบไม้ฉลุโปร่งบางส่วน และเติมด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา (Superluminova®) เช่นเดียวกับเครื่องหมายจุดบอกชั่วโมงบนขอบหน้าปัด

ณ กลางหัวใจของ ไพโอเนียร์ เพอร์เพทชวล คาร์เลนดาร์ เอ็มดี ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ใหม่ผลิตภายในโรงงานของตนเอง ด้วยความมหัศจรรย์แห่งจักรกลอัจฉริยะอันซับซ้อน ที่กลไกจักรกลไขลานด้วยมือ เอชเอ็มซี 808 (HMC 808) ได้มอบความสะดวกสบายของการสำรองพลังงานได้นานอย่างน้อยเจ็ดวัน ซึ่งต้องขอบคุณให้กับการติดตั้งด้วยกระปุกลานคู่

ไพโอเนียร์ เพอร์เพทชวล คาร์เลนดาร์ เอ็มดี แสดงออกถึงความกล้าหาญของ เอช. โมเซอร์ แอนด์ ซี. ในการเอาชนะซึ่งขีดข้อจำกัดของการสร้างสรรค์และประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลชั้นสูงให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น และสะท้อนถึงความต้องการเสมอของแบรนด์ในการเดินหน้าสร้างสรรค์ซึ่งนวัตกรรมและการประดิษฐ์คิดค้นครั้งใหม่อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง

สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ เอช. โมเซอร์ แอนด์ ซี. ในการสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงอย่างนอกกรอบ

เปิดบูติกนาฬิกาแกรนด์ ไซโก แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในบ้านเรา ปี 2019 บริษัทไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาแกรนด์ ไซโก (Grand Seiko) อย่างเป็นทางการ จึงได้รับเกียรติจาก บริษัทไซโก วอทช์ คอร์เปอร์เรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เปิดบูติกแกรนด์ ไซโกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และถือเป็นบูติกแกรนด์ ไซโกแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจการค้าในกรุงเทพมหานคร ณ ชั้น1 เกษรเซ็นเตอร์ เกษรวิลเลจ

แกรนด์ ไซโก (Grand Seiko) นาฬิกาชั้นสูงที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานจากประเทศญี่ปุ่น นำโดย มร.คัตซึมิ คุโบตะ กรรมการผู้จัดการ และ มร.เคนอิจิ คิโตะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด จัดเอ็กซ์คลูซีฟแกรนด์ โอเพนนิ่ง ฉลองเปิดตัวบูติกนาฬิกาแกรนด์ ไซโก แห่งแรกอย่างเป็นทางการ ในบูติกอัดแน่นไปด้วยเกียรติประวัติอันน่าทึ่งและความสง่างามตามแบบฉบับญี่ปุ่นขนานแท้ ตอบโจทย์เหล่าแฟนๆของแบรนด์ผู้แสวงหาความเที่ยงตรงที่สมบูรณ์แบบครบในที่เดียว โดยมีเหล่าเซเลบริตี้และคนรักนาฬิกามาร่วมงานคับคั่ง

ภายในงานมีการนำนาฬิกาไฮไลท์รุ่นเอ็กซ์คลูซีฟมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก มร.โทรุ ซึชิยะ Senior Vice President/Sale Division จาก ไซโก วอทช์ คอร์เปอร์เรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และหัวเรือใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ของแกรนด์ ไซโก อย่าง มร.ชินอิจิโระ คุโบ มาร่วมเปิดงานพร้อมพูดคุยถึงแรงบันดาลใจรวมถึงความท้าทายในการออกแบบอย่างใกล้ชิด

จากความมุ่งมั่นที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1960 ไม่ว่าจะเป็นการผนวกการสร้างสรรค์ไว้ด้วยศาสตร์และงานหัตถศิลป์ในแบบเอเชีย ไปจนถึงการันตีคุณภาพสินค้าด้วยนวัตกรรมชั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น ล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนให้แกรนด์ ไซโก ก้าวสู่ลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมด้วยความรวดเร็วในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาคุณภาพทั้งในตลาดญี่ปุ่นและนานาประเทศ

ในปี 2017 แกรนด์ ไซโกได้ประกาศแยกเป็นอิสระจากไซโกอย่างเป็นทางการ โดยปรับเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์และไลน์สินค้าให้เจาะกลุ่มลูกค้าลักซ์ชัวรี่อย่างชัดเจน ในประเทศไทยมีการรีแบรนด์อย่างเป็นทางการในปีถัดมา ภายใต้การบริหารของบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเดินหน้าทำการตลาดและวางแผนเพื่อขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแกรนด์ ไซโกเปิดบูติกเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าดังนี้ โดยเริ่มจาก แกรนด์ ไซโก บูติก กินซ่า โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, แกรนด์ ไซโก บูติก เบเวอร์รี่ฮิลล์, แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แกรนด์ ไซโก บูติก กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ที่มีบูติกของแกรนด์ไซโก

ภายในงานนอกจากแขกผู้มีเกียรติจะร่วมเฉลิมฉลองพร้อมยลโฉมบูติกแห่งแรกแล้ว ยังอิ่มเอมไปกับสุนทรียศาสตร์ทางดนตรี กับฝีมือการบรรเลงในรูปแบบซิมโฟนีออร์เคสตราโดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ (Thai Youth Orchestra :TYO) ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลยอดเยี่ยมจากเวทีระดับโลกมาแล้ว ภายใต้การอำนวยเพลงของ ดร.อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ ผู้รับหน้าที่เชื่อมโยงศาสตร์แห่งเวลาและดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสื่อถึงการลื่นไหลของกลไกสปริงไดรฟ์ที่เที่ยงตรง ตลอดจนสะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ที่หล่อหลอม

#GrandSeikoThailand #GrandSeikoBoutiqueTH #HommesThailand

“GOLDEN MOMENTS” เอ็กซ์คลูซีฟปาร์ตี้ ฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับภารกิจพิชิตดวงจันทร์ พร้อมเปิดตัว โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ อพอลโล 11 ลิมิเต็ด อิดิชั่น

ทิพาณัท เลณบุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) และผจก.ผลิตภัณฑ์ โอเมก้า สุดยอดแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิส จัดงาน “GOLDEN MOMENTS” เอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้ เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสำเร็จให้กับภารกิจพิชิตดวงจันทร์ ที่นำท่านย้อนเวลาสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ กับวินาทีที่สองนักบินอวกาศจากโครงการอพอลโล 11 ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ ร่วมดื่มด่ำกับความล้ำค่าของเหล่าเรือนเวลาสปีดมาสเตอร์ สัญลักษณ์แห่งความช่างประดิษฐ์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนดวงจันทร์อย่างแท้จริง

ทั้งยังได้รับเกียรติจากวีรบุรุษแห่งองค์การนาซา มร.เทอร์รี่ เวิรตส์ นักบินอวกาศผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมิชชั่นสุดหฤโหดมานับไม่ถ้วน และ มร.เกรกอรี่ คิสลิ่ง หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ โอเมก้า สวิตเซอร์แลนด์ บินตรงร่วมฉลองพร้อมพูดคุยแบบเอ็กซคลูซีฟ เมื่อค่ำวันอังคารที่ 6 สิงหาคม ณ วัน แบงค็อก (One Bangkok)

ในปีนี้ โอเมก้า (OMEGA) จึงได้ผลิตเรือนเวลา โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ อพอลโล 11 ลิมิเต็ด อิดิชั่น ออกมาถึง 2 เวอร์ชั่น คือ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ อพอลโล 11 ลิมิเต็ด อิดิชั่น ผลิตจำกัดเพียง 1,014 เรือนเท่านั้น รังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต วัสดุที่จดสิทธิบัตรเพื่อเป็นเอกสิทธิ์พิเศษของแบรนด์ โทนสีของทองคำชนิดใหม่นี้จะอ่อนและนวลกว่าเยลโลว์ โกลด์ ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ที่คงการออกแบบตามสปีดมาสเตอร์ รุ่นตำนาน BA145.022 วงแหวนด้านในของฝาหลังฝั่งซ้ายยังฝัง ‘อุกกาบาต ดวงจันทร์’ ไว้ ขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็นสัญลักษณ์แผนที่โลกบางส่วน โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ อพอลโล 11 ลิมิเต็ด อิดิชั่น ผลิตจำกัดเพียง 6,969 เรือน ตัวเรือนสแตนเลส สตีล ขนาด 42 มิลลิเมตร มาพร้อมขอบตัวเรือนสีดำขัดเงารังสรรค์จากเซรามิก [ZrO2] และพื้นหน้าปัดสีเทาดำที่แฝงไปด้วยดีเทลที่น่าสนใจ ซึ่งรังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต ทั้งหมด อาทิ เลข 11 ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา ที่สื่ออย่างตรงไปตรงมาถึงยานอพอลโล 11 ภาพแกะสลักด้วยเลเซอร์ของ “บัซ อัลดริน” ขณะไต่ลงจากยานอพอลโล 11เพื่อลงมาเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ บนวงหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

เมื่อพลิกไปส่วนของฝาหลัง ก็จะได้พบกับรอยเท้าของนักบินอวกาศซ่อนอยู่ใต้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งถูกแกะสลักไว้อย่างประณีตด้วยเลเซอร์บนพื้นสีดำ ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยประโยคในตำนานของ “นีล อาร์มสตรอง” ที่ว่า “THAT’S ONE SMALL STEP FOR A MAN, ONE GIANT LEAP FOR MANKIND” ด้วยตัวอักษรชุบมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต

#OMEGAThailand #Moonwatch

GUCCI G-TIMELESS ICONIC ความงามเหนือกาลเวลาผสานเอกลักษณ์เทคนิคลวดลายปักแบบร่วมสมัย

จี-ไทม์เลส (G-Timeless) หนึ่งในคอลเลคชั่นนาฬิกาไอคอนนิคอันเลื่องชื่อของลักซ์ชัวรี่แฟชั่นแบรนด์ระดับโลก กุชชี่ (Gucci) ด้วยความงามเหนือกาลเวลาของหน้าปัดกลม ที่ในครั้งนี้จะกลับมาครองใจแฟชั่นนิสต้าชาวไทยอีกครั้งกับโฉมใหม่ใน คอลเลคชั่นล่าสุด ที่ผสมผสานเทคนิคลวดลายปักเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ ถ่ายทอดสไตล์ความหรูหราที่ดูนุ่มนวลเข้าไว้กับดีไซน์แบบร่วมสมัย ภายใต้การออกแบบของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ คนเก่ง อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele)

คอลเลคชั่น G-Timeless Iconic ระบบควอตซ์ ตัวเรือนสตีลขนาด 38 มิลลิเมตรดีไซน์ทรงกลมร่วมสมัย โดดเด่นในรายละเอียดที่ล้วนบอกเล่าความครีเอทีฟ สะท้อนถึงอิสระแห่งจินตนาการด้วยแฟชั่นไอคอนรูปผึ้งขนาดใหญ่ ที่ประดับบนพื้นหน้าปัดเงินซันบรัช ตกแต่งอย่างงดงามด้วยเอฟเฟ็กซ์เสมือนลวดลายปักที่เป็นจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ประดับด้วยหลากหลายโมทีฟ ทั้ง รูปดาว รูปผึ้ง หมุดสตั๊ด และ Interlocking G ที่นำมารังสรรค์เป็นอินเด็กซ์บอกเวลา ต่างสไตล์ด้วยสายที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ สายสเตนเลสสตีล หรือ สายสตีลและเยลโล่ว์โกลด์พีวีดีแบบทูโทน ที่จะมาเพิ่มหลากหลาย มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่ายกับทุกโอกาสและทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

อีกหนึ่งคอลเลคชั่นใหม่จากแบรนด์แฟชั่นแถวหน้าของโลก ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยในสไตล์ที่แตกต่าง

Oris Ocean Trilogy

โครงการเพื่อมหาสมุทร Oceans Project ของโอริส เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยทำความสะอาด ปกป้อง และฟื้นฟู มหาสมุทรของเรา ผ่านซีรี่ย์ประดิษฐกรรมเรือนเวลาที่ผลิตจำนวนจำกัด

ซีรี่ย์ประดิษฐกรรมเรือนเวลา Oris Ocean Trilogy เป็นชุดนาฬิกาสามรุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัด แต่ละเรือนรังสรรค์ขึ้นเพื่อเปล่งประกายแสงให้เห็นถึงองค์กรผู้บุกเบิก และงานสำคัญที่กำลังทำเพื่อช่วยทำความสะอาด ปกป้อง หรือฟื้นฟูมหาสมุทรของโลก และแหล่งทรัพยากรของสรรพชีวิตนั่นก็คือ – น้ำ

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ Blue Whale Limited Edition ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดต่อจากอีกสองรุ่นที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ Great Barrier Reef Limited Edition III และ Clean Ocean Limited Edition ทั้งสามรุ่นประกอบบนฐานตัวเรือนนาฬิกาประดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงรุ่น Oris Aquis

นาฬิกา Oris Great Barrier Reef Limited Edition III เป็นนาฬิการุ่นที่สามที่ผลิตขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนงานอนุรักษ์แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก Great Barrier Reef ที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวถึงสองครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากอากาศที่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนที่ทำให้น้ำในมหาสมุทรนั้นอุ่นขึ้นจนถึงระดับที่ทำให้ปะการังขับสาหร่ายที่เป็นอาหารและสีที่อยู่ข้างในพวกมันออกมา ถึงแม้ว่าอุณหภูมิของน้ำจะเย็นลง ปะการังพวกนั้นก็จะตาย

ผ่านทางนาฬิกา รุ่น Great Barrier Reef Limited Edition III โอริสได้ให้การสนับสนุน The Reef Restoration Foundation (มูลนิธิเพื่อการฟื้นฟูปะการัง) องค์กรที่ไม่หวังผลกำไรที่ดำเนินโครงการปลูกปะการัง โดยการใช้ปะการังที่ยังรอดชีวิตจากเหตุการณ์การฟอกขาว

นาฬิการุ่น Oris Clean Ocean Limited Edition เป็นเครื่องหมายแห่งพันธมิตรร่วมกับ Pacific Garbage Screening (โครงการคัดกรองขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก) ซึ่งกำลังดำเนินการตามแนวคิดที่จะดักเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำ และปากแม่น้ำต่างๆ ก่อนที่จะไหลสู่ทะเล และเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงาน โดยใช้แท่นแพลทฟอร์มลอยน้ำที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ

ซีรี่ย์ประดิษฐกรรมเรือนเวลา Oris Ocean Trilogy ให้การสนับสนุนทั้งสามโครงการที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของมหาสมุทรของเรา ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด 200 ชุด และบรรจุมาในกล่องพิเศษที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล (PET)

รายละเอียดนาฬิกา

ตัวเรือน : สเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น วงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียวสอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล
ขนาด : 45.50 มม (1.791 นิ้ว)
หน้าปัด : สีฟ้าน้ำทะเล
วัสดุเรืองแสง : เข็ม และขีดแสดงเวลาพิมพ์ทับด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova®
กระจกหน้าปัด : แซฟไฟร์ โค้งรูปโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน
ฝาหลัง : สเตนเลสสตีล ขันสกรู สลักสัญลักษณ์รูปวาฬสีน้ำเงิน

กลไกปรับตั้งเวลา : มะยมนิรภัย และปุ่มกดสเตนเลสสตีล
สายนาฬิกา : สายสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น พร้อมเฟืองล็อคสายนิรภัยสเตนเลสสตีลแบบบานพับ พร้อมส่วนปรับขยายสาย

การกันน้ำ : ถึงระดับ 50 บาร์ (500 เมตร)

กลไก

หมายเลขเครื่อง : Oris 771
การทำงาน : เข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มจับเวลาโครโนกราฟ 1/4 วินาที จากจุดศูนย์กลาง หน้าปัดย่อยสามหน้าปัดสำหรับแสดงเวลาวินาทีที่เดินอย่างต่อเนื่อง จับเวลา 30 นาที และจับเวลา 12 ชั่วโมง หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่งระหว่าง 4 และ 5 นาฬิกา เปลี่ยนวันที่แบบฉับพลัน ปุ่มปรับวันที่ อุปกรณ์จับเวลา และหยุดเวลาวินาทีแบบละเอียด
การขึ้นลาน : ระบบอัตโนมัติ
พลังงานสำรอง : 48 ชั่วโมง

Oris Ocean Trilogy

ผลิตจำนวนจำกัด 200 เรือน นำเสนอมาพร้อมกับนาฬิการุ่น Oris Great Barrier Reef Limited Edition III และ Oris Clean Ocean Limited Edition บรรจุมาในกล่องที่ชั้นนอกทำขึ้นจากขวดพลาสติกรีไซเคิล PET

สีสันใหม่แห่งวงการแฟชั่นเมืองไทย นาฬิกา KLASSE14 : Bright Neon Lights

เปิดสีสันใหม่แห่งวงการแฟชั่นเมืองไทย ที่เหล่าบรรดาแฟชั่นเลิฟเวอร์หนุ่มสาววัย Gen ต้องมาร่วมอัพเดทเทรนด์นาฬิกาแฟชั่นใหม่จากอิตาลี ในงานเปิด Pop-up Store ครั้งแรกในเมืองไทยของนาฬิกา Klasse14 (คลาสโฟร์ทีน) ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดในเครือ โทรคาเดโร ไทม์ ที่โดดเด่นสะดุดตาด้วย Bright Neon Lights ซึ่งเป็น Concept Design ของบูธนีออนสุดเก๋ไก๋

โดยผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ตุนท์ มหาดำรงค์กุล ได้รวบรวมนาฬิกา และแอคเซสเซอรี่สุดแนว ด้วยสไตล์การออกแบบ one-of-a-kind หลากหลายไอเท็มสุดยูนีค ซึ่งเป็นผลงานดีไซน์ของ มาริโอ้ โนบิเล่ (Mario Nobile) ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์หนุ่มชาวอิตาเลี่ยน ที่มาสร้างสีสันปลุกพลังแห่งความสนุกสดใส กับซิกเนเจอร์คอลเลคชั่นสุดฮอต Volare และ Okto พร้อมไฮไลท์แห่งปี นาฬิการุ่นพิเศษ “เฉลิมพระเกียรติ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒” นำมาให้สัมผัสเป็นครั้งแรก ในงาน Siam Paragon Watch Expo 2019

SEIKO “Prospex Experience” Save The Ocean

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา บริษัทไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรม เปิดประสบการ์ณใหม่ๆให้กับลูกค้าไซโก  ภายใต้กิจกรรมที่มีชื่อว่า “Prospex Experience” Surf Party สุดมันส์ที่นำทีมโดยมร.คัตซูมิ คูโบตะ กรรมการผู้จัดการ และมร.เคนอิจิ คิโตะ ผู้จัดการทั่วไป พร้อมกับผู้โชคดีที่ซื้อ นาฬิกาไซโก SAVE THE OCEAN เดอะ เติร์ด เจเนอเรชั่น ที่มาร่วมสนุกกับการโต้คลื่นกลางใจเมืองกันที่ Flow House Bangkok สุขุมวิท 26 พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษจากทางไซโกมากมายภายในงาน โดยสามารติดตามกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี สามารถรับชมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Seiko Club, Instagram : Seiko_Thailandและ Line Official : @Seiko_thailand แล้วพบกับประสบการ์ณ สนุกๆมันส์ๆอีกเร็วๆนี้แน่นอน