Quality Time

เพราะเวลาไม่อาจหวนคืน จงใช้ไปอย่างคุ้มค่า

Photographer: F/Number 45

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Pimpilai Boonjong

Venus as A Boy

Photographer: Diane Zhao
Stylist: Mike Stallings

เสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ทั้งหมดจาก Versace 

Leave The World Behind

ทิ้งฝุ่นพิษ และไวรัสมรณะ แล้วหนีไปเที่ยวในสักที่ที่มีเพียงเรา ก็คงจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

Fashion Editor: Chanond Mingmit
Photographer: Chatchanan Chantajinad
Location: Soneva Kiri Koh Kood

Paris, mon amour!

เที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงสุดแสนโรแมนติกของโลกผ่านฉากภาพยนตร์สวยๆ ที่จับใจจนเราอดหลงรักไม่ได้

Author: Mintira Thammapalert / Tatiya Kaewchan

Illustrator: PATTRN

Follow Your Heart: Before Sunset

ก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในวันนี้จงเลือกหัวใจของตัวเอง

‘ปารีส’ เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความโรแมนติก มีคำกล่าวขำขันว่าเพียงแค่ผู้ชายก้มลงหยิบเหรียญหรือผูกเชือกรองเท้าระหว่างที่พาคนรักมาเที่ยวปารีส ก็อาจทำให้ผู้หญิงยืนปิดปากร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ เพราะหลงคิดว่าผู้ชายคุกเข่าขอแต่งงานซะงั้น! นอกจากปารีสจะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคู่รักทั่วโลกให้เดินทางมาแล้ว ในโลกภาพยนตร์ ปารีสก็ยังถูกใช้เป็นโลเคชั่นยอดนิยมที่มักไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่สะท้อนเรื่องราวของการพบรัก การลาจาก และการเรียนรู้ชีวิต โดยเฉพาะหนังเรื่อง ‘Before Sunset’ ผลงานของผู้กำกับฯ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ที่ออกฉายเมื่อปี 2004 โดยเล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมาจาก ‘Before Sunrise’ เมื่อสองตัวละครอย่าง ‘เจสซี’ และ ‘เซลีน’ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ทั้งคู่เติบโตขึ้น ไม่ใช่หนุ่มสาววัยเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่หัวใจมีร่องรอยบาดแผลจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านๆ มา ฉากสำคัญที่ทั้งคู่เจอกันเริ่มที่ ‘Shakespeare and Company’ ร้านหนังสือประตูสีเขียวริมแม่น้ำแซน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเปิดต้อนรับนักอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1919 (วันก่อตั้งร้านตัวเลขสวยมาก 19 พฤศจิกายน 1919 โดยปีนี้ก็มีอายุครบ 100 ปีพอดี) หากร้านหนังสือคือสถานที่ท่องเที่ยวที่พาคนอ่านไปสำรวจโลกกว้างผ่านตัวอักษร นักเขียนหนุ่มอเมริกันที่เริ่มมีชื่อเสียงอย่างเจสซีก็เลือกใช้หนังสือเป็นเครื่องมือบันทึกความทรงจำถึงหญิงสาวฝรั่งเศสที่เขาเคยตกหลุมรักเมื่อ 9 ปีก่อนเช่นกัน เรื่องราวของค่ำคืนสุดประทับใจที่เคยเกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ส่วนเรื่องน่ายินดีก็คือเธอได้อ่านหนังสือเล่มนั้นและมายืนต่อหน้าเขาอีกครั้งราวกับความฝัน

บางครั้งโชคชะตาและจังหวะเวลาก็มักเล่นตลกกับความรักของมนุษย์ เพราะในหนังภาคแรกอย่าง ‘Before Sunrise’ พวกเขาสัญญากันที่กรุงเวียนนาว่าจะกลับมาเจอกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ล่วงเลยนานถึง 9 ปีจึงจะได้เจอกันอีกครั้ง แถมต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้วด้วย บทสนทนาทั้งเรื่องดำเนินอย่างราบเรียบ แต่มีความหนักหน่วงมากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ เพราะยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไรต่างยิ่งพบว่าเขาและเธอต่างมีตัวตนอยู่ในใจของกันและกันเสมอมา เซลีนกล่าวว่า “คุณไม่สามารถหาใครมาแทนที่ใครได้หรอก เพราะทุกคนถูกสร้างขึ้นมาด้วยรายละเอียดที่งดงามเฉพาะตัว” เรื่องราวใน ‘Before Sunset’ ดำเนินขึ้นในเวลากลางวัน โดยมีบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ของกรุงปารีสเป็นฉากหลัง ก่อนที่เจสซีจะต้องบินกลับสหรัฐอเมริกา เขาอาสาไปส่งเซลีนที่ห้อง และเซลีนก็ได้หยิบกีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาเล่นเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งมีชื่อว่า ‘A Waltz for a Night’ เพียงหญิงสาวร้องเพลงไม่กี่ประโยค เจสซีรู้ทันทีว่าเนื้อเพลงทั้งหมดนั้นหมายถึงตัวเขา ทุกความรู้สึกที่เซลีนไม่อาจบอกตรงๆ เมื่อรู้ว่าเจสซีมีคนรักอยู่แล้ว กลับถูกสารภาพผ่านเพลงซึ้งๆ อย่างจริงใจ โดยเฉพาะท่อนนี้ “My heart will stay yours until I die…” ขณะฟังเจสซีราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขามีสีหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์ดีใจและสับสนในคราวเดียวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าของกรุงปารีสในวันนี้กำลังจะกลายเป็นความหลังที่ไม่อาจหวนคืนอีกแล้วหากเขาตัดสินใจเดินออกจากห้องนี้ไป “เดี๋ยวจะตกเครื่องนะคะ” เสียงเซลีนเตือนชายหนุ่ม… ใครจะไปคิดว่าหนังรักที่เกิดขึ้นในเมืองโรแมนติกแห่งนี้จะมี ‘พระอาทิตย์ตก’ เป็นเดดไลน์กันล่ะ

Falling in Romantic Love: Funny Face

จะมีที่ไหนเหมาะสำหรับการตกหลุมรักอันแสนจะโรแมนติกมากไปกว่าที่ปารีสอีกเล่า

งชูร์ ปาครี! (Bonjour, Paris!) คือวลีติดหูและเป็นหนึ่งในเพลงที่ใช้ประกอบในเรื่อง ‘Funny Face’ ภาพยนตร์มิวสิคัล โรแมนติก คอมเมดี้ (ค.ศ. 1957) เรื่องนี้โดดเด่นตั้งแต่นักแสดงนำ ซึ่งก็คือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และเฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) ไปจนถึงพล็อตที่หวานแหววราวกับอยู่ในภาพฝัน และตบท้ายด้วยแฟชั่นระดับไฮเอนด์ของนางเอกที่หลายนิตยสารแฟชั่นในขณะนั้นต่างยกนิ้วให้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมที่สุด

แน่นอนว่าโลเคชั่นที่จะถ่ายทอดรักโรแมนติกได้ดีที่สุดก็ต้องอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลกอย่าง ‘ปารีส’ ที่ซึ่ง Funny Face ใช้เป็นฉากดำเนินเรื่องเกินกว่าครึ่ง และจะเห็นได้ว่าผู้กำกับพยายามเก็บแลนด์มาร์กของปารีสเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล (la tour Eiffel) พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (le musée du Louvre) ประตูชัยฝรั่งเศส (l’Arc de Triomphe de l’Étoile) สวนตุยเลอรี (le jardin des Tuileries) หรือแม่น้ำแซน (la Seine) มารวมอยู่ในเรื่องนี้อย่างครบครัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าในช่วงที่ทีมงานยกกองไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน แต่ฟ้ากลับไม่เป็นใจ เพราะดันมีฝนตกลงมามากผิดปกติ ทำให้หลายฉากในเรื่องที่ควรจะสดใสแจ่มแจ้งเต็มไปด้วยแสงแดด กลับดูหม่นทึมไม่สดใส อย่างฉากร้องเพลง ‘บงชูร์ ปาครี!’ ที่ตัวเอกทั้งสามคน (เฮปเบิร์น, แอสแตร์ และเคย์ ทอมป์สัน – Kay Thompson) ต้องร้องเพลงตามสถานที่แลนด์มาร์กต่างๆ จนมาจบเพลงบนหอไอเฟล ก็เห็นแบ็กกราวด์ท้องฟ้าแบบไม่แจ่มใสนัก ทว่าสภาพอากาศก็ไม่อาจหยุดการแสดงอันรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขัน เพลงเพราะๆ ท่าเต้นแสนสวย และความน่ารักน่าหยิกของคู่พระคู่นาง แม้ว่าในขณะนั้นแอสแตร์จะมีอายุห่างจากเฮปเบิร์นถึง 38 ปีก็ตาม! (แอสแตร์ 58 ปี และเฮปเบิร์น 20 ปี) ความสนุกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่การลุ้นว่าในแต่ละฉาก โจ นางเอกคนสวย ผู้เป็นพนักงานในร้านหนังสือ แต่ดันจับพลัดจับผลูมาเป็นนางแบบรันเวย์จำเป็น จะปรากฏกายในชุดหรูหราชุดใด และดิค พระเอกผู้เป็นช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง จะคอยบอกให้นางเอกโพสท่าเก๋ๆ อย่างไร ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์กงดงามของเมืองปารีส ฉากที่ตรึงตาตรึงใจฉากหนึ่งของ Funny Face ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือฉากที่โจแอบหลบอยู่หลังอนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ (Nike of Samothrace) ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก่อนจะวิ่งถลาลงมาจากบันไดด้วยชุดราตรียาวสีแดงสดเพื่อให้ดิคถ่ายภาพของเธอ พร้อมโบกผ้าคลุมไหล่เนื้อชิฟฟอนบางเบาสีแดงเป็นท่วงท่าเดียวกับเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหลัง ความคลาสสิกของชุด อิริยาบถอันงดงามของเฮปเบิร์น และฉากหลังอันทรงพลัง ทำให้ฉากนี้เป็นที่ประทับใจของใครหลายคน และเวลามีคนพูดถึง Funny Face ก็มักจะหยิบเอาภาพนี้มาเป็นภาพประกอบอยู่เสมอ

The Sexy Spirit: Moulin Rouge!

ลีลารักสุดร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาใจให้ไหม้เป็นจุณ

นอกจากจะเป็นเมืองโรแมนติกที่ง่ายต่อการตกหลุมรักแล้ว ปารีส… ยังเป็นมหานครที่เหมาะเจาะกับคำว่า ‘รักร้อนแรง’ อีกด้วย และดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญหากจะเดินไปประสบพบคู่รักกำลังกระหวัดกอดเกี่ยวกันในซอกหลืบแห่งย่านกลางคืน หากคุณยังนึกภาพตามไม่ค่อยออก (หึๆ) ก็ลองดูหรือนึกถึงภาพยนตร์มิวสิคัลโรแมนติกดราม่าในปีค.ศ. 2001 อย่างเรื่อง Moulin Rouge! (มูแลง รูจ!) ภาพยนตร์โปรดักชั่นเยี่ยมเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์สุดอมตะที่กวาดรางวัล (และรายได้) ไปเป็นว่าเล่น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความฟู่ฟ่า ร้อนแรง และหรูหราฉูดฉาดแบบไม่ห่วงเครื่องของวิถีชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์และชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลความบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งอ้างอิงสถานที่ที่มีอยู่จริงอย่างโรงละครคาบาเรต์เก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับเรื่องว่า ‘Moulin Rouge’ ในย่านมงต์มาร์ต (Montmartre) มาเป็นโลเคชั่นสำคัญในการเดินเรื่องราวทั้งหมด อันที่จริงตัวโรงละคร Moulin Rouge เองก็มีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในฝรั่งเศสทั้งในเรื่องของมิวสิคัลแดนซ์ โชว์ต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นระบำแคนแคน (can-can) ที่เป็นการแสดงที่มีท่วงท่าฉีกขามากอยู่สักหน่อย และยิ่งบาซ เลอร์มานน์ (Baz Luhrmann) ผู้กำกับและผู้เขียนบท ตกลงใจทำภาพยนตร์ชื่อเดียวกับโรงละครคาบาเรต์แห่งนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กังหันลมสีแดง (มูแลงแปลว่ากังหันลม รูจแปลว่าสีแดง) กลายเป็นภาพจำของความเซ็กซี่ที่มาพร้อมกับการจัดเต็มด้านเครื่องแต่งกายและฉากหลังสุดตระการตา โดยบริบทแวดล้อมของหนังไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ‘Lady Marmalade’ ที่มีเนื้อร้องเชิญชวนให้มา… เอ่อ อย่างเปิดเผย ก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเรื่องให้ดูไปในทิศทางเดียวกัน จนเวลาเรานึกถึงเรื่อง Moulin Rouge! ทีไร เป็นต้องคิดไปถึงความหวือหวาเร่าร้อนออกไปในทางโลกีย์หน่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว แม้ภายนอกจะดูสุดสวิงริงโก้แค่ไหน แต่สารัตถะของภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! กลับกลายเป็นความรักแท้ที่แม้อำนาจและเงินตราก็มิอาจทำลายให้สูญสิ้นได้ และดูจะเป็นความรักแนวใสซื่อบริสุทธิ์ตามแบบฉบับคลาสสิกของหนุ่มสาวค่อนโลกเสียด้วยซ้ำ การร้องเพลงพลอดรักกันไปมาระหว่างตัวเอก ซาทีน (Satine) นักแสดงสาวคนสวยผู้เป็นหน้าเป็นตาแห่งโรงละครมูแลง รูจ และคริสเตียน (Christian) นักเขียนหนุ่มรูปหล่อไส้แห้ง นำแสดงโดยนักแสดงแม่เหล็กอย่างนิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) และยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) ก็สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมละสายตาจากทั้งคู่ไปไม่ได้ แม้ว่าฉากในเรื่องจะเป็นฉากประดิษฐ์ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด และน้อยมากที่จะมีการถ่ายทำในโลเคชั่นทั่วๆ ไปในปารีส (ซึ่งมากสุดเราจะเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันเจิดจรัสของปารีสเป็นแบ็คกราวด์อยู่ไกลๆ เสียมากกว่า) แต่ความหรูหราตระการตาของฉากที่เซ็ตไว้เป็นอย่างดีของ Moulin Rouge! นี่แหละที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมและสะท้อนความเป็นฝรั่งเศสจริงๆ ในแบบที่คัดกรองมาแล้วอย่างดี อย่างในซีนเพลง ‘Your Song’ ที่คริสเตียนทำหน้าซื่อร้องจีบนางเอก ก่อนจะพากันวิ่งไปจ้องตาหวานซึ้งอยู่หน้าหอไอเฟลประดิษฐ์ท่ามกลางไอหมอก ก็กลายเป็นฉากที่ผู้ชมกล่าวขวัญถึงว่าเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ และต่างพากันตกหลุมรักคริสเตียนกันไปก่อนหน้าซาทีนเสียอีก

Love Isn’t A Fragment: Paris, je t’aime

การตกหลุมรักไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันคุ้มค่าสำหรับการรอคอยเสมอ

ใครจะไปคิดว่าโครงเหล็กสูงกว่า 300 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนช็องเดอมาร์ส (Champ de Mars) ใกล้แม่น้ำแซน(Seine) ในกรุงปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หอไอเฟล (la tour Eiffel)’ พิกัดที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนปีละกว่า 7 ล้าน จะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกชาวปารีสวิจารณ์ว่า ‘อัปลักษณ์ที่สุด’ โดยย้อนกลับไปเมื่อค.ศ. 1889 หอคอยโครงเหล็กที่ตั้งชื่อตามวิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ‘กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel)’ เปิดใช้ครั้งแรกในงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติของปีนั้น รัฐบาลต้องการให้หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความรุ่งโรจน์ และความร่ำรวยในยุคอุตสาหกรรม แต่กลับมีชาวเมืองจำนวนมากท้วงติงว่าหอคอยรูปทรงประหลาดจะมาบดบังความงดงามของเมืองนี้ จนเกือบจะมีการรื้อถอนออกด้วยซ้ำ แต่ต่อมาหอไอเฟลก็ค่อยๆ ชนะใจทุกคน อีกทั้งยังเคยครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกเป็นเวลา 40 ปีอีกด้วย ดูเหมือนว่ากว่าที่หอไอเฟลจะเป็น ‘สิ่งที่ใช่’ นั้นต้องใช้กาลเวลาพิสูจน์อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ทำให้นึกถึงหนังอาร์ตเรื่อง ‘Paris, je t’aime’ ซึ่งรวบรวมหนังสั้นเนื้อหาอิสระจำนวน 18 เรื่อง จาก 22 ผู้กำกับฯ ที่เคยออกฉายในปี 2006 (ความสำเร็จของเรื่องนี้ทำให้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘New York, I Love You’ และ ‘Berlin, I Love You’) โดยมีหนังสั้นตอนหนึ่งชื่อว่า ‘Tour Eiffel’ ผลงานกำกับฯ ของ Sylvain Chomet นักแอนิเมชั่นชาวฝรั่งเศส แม้จะมีความยาวเพียง 6 นาที แต่กลับมีเนื้อหาสาระที่ชวนอมยิ้มมากๆ

Tour Eiffel เปิดฉากด้วยเด็กผู้ชายที่ชื่อ ‘Jean-Claude’ ออกมาเล่าเรื่องการพบรักกันของพ่อและแม่ นำแสดงโดย Yolande Moreau และ Paul Putner ในบทนักแสดงละครใบ้ เล่าเรื่องของชายโสดเหงาๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามหารักแท้ในนครปารีสตามประโยคหนึ่งบนโปสเตอร์ในห้อง ‘Paris, City of Love’ ในทุกวันเขาจะแต่งชุดตัวตลก ทาหน้าขาว แต้มปากสีแดง ออกไปแสดงละครใบ้ล้อเลียนท่าทางต่างๆ ของผู้คนในปารีส หวังจะสร้างรอยยิ้มให้ชาวเมือง แต่กลับไม่มีใครสนุกด้วย เพราะทุกคนมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่อย่างไม่สบอารมณ์เสียมากกว่า ชายหนุ่มเดินตะลอนไปยังเขต 7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล และดันพลาดท่าถูกตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องขัง แม้มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องการตามหารักแท้ในเมืองอันวุ่นวายแห่งนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง ทุกครั้งที่เขาทุกข์ใจ ชายหนุ่มเลือกที่จะปลอบตัวเองด้วยการยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดใบหน้า ก่อนจะลดมือลงและเปลี่ยนหน้าหม่นเศร้าให้มีรอยยิ้มฉาบทับแทน ระหว่างที่กำลังนั่งเบื่อซังกะตายอยู่ในห้องขัง เขาหันไปเห็นนักแสดงละครใบ้ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ กันภายในสถานที่สุดพิลึกแห่งนี้ ใช่แล้ว… พวกเขาตกหลุมรักกันในคุก! และให้กำเนิดเด็กชายฌองคล็อด ในเวลาต่อมา

ไม่ว่าจะสับสนวุ่นวายแค่ไหน แต่ปารีสก็ยังถูกยกให้เป็น ‘มหานครแห่งรัก’ อยู่เสมอ โอกาสของการตกหลุมรักอาจเป็นเหมือนสายลมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ไม่ใช่จะไม่มี แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกประหลาดเพียงใดก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็คงคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ เพราะการตกหลุมรักนอกจากจะต้องมีปัจจัยด้านเวลาที่เหมาะสมแล้ว จังหวะที่ ‘ใช่’ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ – หอไอเฟลก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลงรักเมื่อแรกเห็น… 

Crash Landing on Hyun!

ระหว่างที่รอลุ้นตอนถัดไปของซีรีส์ภาพยนตร์เรื่อง Crash Landing on You ที่กำลังสตรีมมิ่งอย่างเข้มข้นทาง Netflix เรามาพักดูประมวลภาพเซ็ตเอ็กซ์คลูซีฟน่ารักๆ ของคู่พระนาง เพื่อแฟนๆ ลอฟฟีเซียล ออมส์เท่านั้นกันดีกว่า

Crash Landing on You สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix เท่านั้น

Gucci’s Masculine, Plural

            นี่เป็นการจัดแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันสุภาพบุรุษแยกออกมาหลังที่จัดรวมกันกับของสุภาพสตรีมาโดยตลอดสำหรับ Gucci ภายใต้ Alessandro Michelle และไม่ได้จัดที่ Gucci Hub แต่มาจัดที่ Palazzo Della Scintille เมื่อเข้าไปในโถงจัดแสดงโชว์ต้องตื่นตากับลูกตุ้มขนาดยักษ์แกว่งคล้ายลูกตุ้มนาฬิกา แต่มิเคลเล่ ต้องการเล่าถึงภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ต้องมีเปลือกนอกที่หยาบคาย กักขฬะ เป็นพิษกับบรรยากาศซึ่งเขานำเสนอแฟชั่นเพื่อทำลายกรอบนี้เหมือนเช่นทุกคอลเล็กชันที่เขาต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังงานดีไซน์เสมอ

              เปิดตัวด้วยนายแบบในชุดกางเกงผ้าสีเงินเนื้อมันวาวส่วนชิ้นบนเป็นแจ็คเก็ตกำมะหยี่(ทักซีโด้)คอปกทรงแปลกด้านในคือสเวตเตอร์ที่ทับเสื้อเชิ้ตไม่มีการติดหูกระต่ายหรือเนคไทใดๆ เป็นลุคที่จะทางการก็ได้หรือจะลำลองก็ยังไหว ผ้าเนื้อหนาต่างๆ ในรูปของเสื้อโค้ตหลากสี รวมทั้งลายสก็อต โดยปกของโค้ตจะใหญ่มีช่วงลำตัวสั้นและยาว เก๋ตรงที่นำแจ็คเก็ตผ้าเนื้อหนามาจับคู่กับกางเกงขาสั้นและสวมถุงเท้ายาวสูงใต้เข่าแทนถ้าใครกลัวหนาว โดยมีโค้ตความยาวระดับเหนือหัวเข่าให้สวมทับอีก สิ่งเดียวที่ไม่ปิดน่าจะเป็นหัวเข่า แต่ในยุคโลกร้อน การแต่งตัวมันจะปนๆ กันไปโดยโทนสีของคอลเล็กชั่นมีทั้งสดใสและอ่อนหวานรวมทั้งสีขรึมที่ดูภูมิฐาน(แบบกุชชี่) กางเกงทรงหลวมสบาย หรือแม้แต่กางเกงยีนส์ขาดก็ยังมี แต่จับคู่กับเสื้อเชิ้ตลายตารางตัวโคร่งทับด้วยสเว็ตเตอร์ตัวหลวมแต่ความยาวของสเว็ตเตอร์จะมีทั้งสั้นเหนือเอวและยาวโคร่งคลุมสะโพก

โค้ตตัวเด่นกลับเป็นทรงเอไลน์สีฟ้าเบบี้บลูแต่เขาทำออกมาไม่แฟมินีนเลยสักนิด แม้จะรู้ว่าเป็นโค้ตทรงเอที่ปกติจะเป็นทรงของผู้หญิง อย่างที่เขาบอกว่าจะทำแฟชั่นเพื่อลบภาพจำของสุภาพบุรุษที่ถูกมองว่าต้องห้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูนิ่มนวลอ่อนหวานแบบผู้หญิง แต่แน่นอนว่ามีรายละเอียดเสื้อของผู้หญิงอย่างการจับจีบตรงหน้าอกเหมือนการตกแตง และคอเสื้อกว้างและลึกแต่มีปก เอวเสื้อเข้ารูปแล้วผายออกซึ่งถ้าผู้หญิงสวมก็สวยแบบหญิงๆ แต่ผู้ชายใส่ก็เท่ชวนฉงนดี 

            ที่ต้องพูดถึงจริงจังก็คือกระเป๋าที่มีทั้งทรงหีบเดินทาง กระเป๋าถือแบบสุภาพบุรุษรวมทั้งกระเป๋าใบเล็กที่ไม่มีเพศสภาวะ แล้วไม่จำเป็นว่าใบเล็กเหมาะกับผู้หญิง ผู้ชายกุชชี่ถือหรือสะพายกระเป๋าใบเล็กๆ ได้เท่ แต่อะไรก็ไม่เด่นเท่าคำว่า FAKE ที่อยู่บนกระเป๋าบางดีไซน์ ซึ่งคำนี้ใช้จิกกัดแกมหยอกแล้วไม่ได้ทำให้คนรู้สึกแย่ถ้าไม่มีอะไรที่เสแสร้ง กับกลายเป็นคำเสียดสีที่ชวนให้ขำ แต่ใครที่ชอบเสแสร้งก็อาจจะไม่ขำก็ได้ 

#GucciFW20 #GucciThailand #HommesThailand #LofficielHommesThailand

The Gentleman Grant is Back in ‘The Gentlemen’

เจ้าพ่อหนังรอมคอมรุ่นใหญ่ขวัญใจแฟนๆ ฮิวจ์แกรนท์ กลับมาอีกครั้งในผลงานอาชญากรรมคอเมดี้เรื่องใหม่ของผู้กำกับสายฮาสุดกวน กายริชชี่ในภาพยนตร์  “THE GENTLEMEN” หรือในชื่อไทย “สุภาพบุรุษมาหากัญ”” ที่รวบรวมเอานักแสดงแถวหน้าของวงการเอาไว้อย่างคับคั่ง กับเรื่องราวการต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อความเป็นหนึ่งของสุภาพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลมืดแห่งอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น แมทธิว แมคคอนาเฮย์ (Interstella), ชาร์ลี ฮันแนม (Pacific Rim), เฮนรี โกลดิ้ง (Crazy Rich Asians), โคลิน ฟาร์เรล (The Lobster), มิเชล ด็อคเคอรี (Downton Abbey),เจเรมี สตรอง ( Molly’s Game) และ เอ็ดดี้ มาร์ซาน(Hobbs & Shaw 2) แต่ที่หลายคนให้ความสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นการพลิกบทบาทสุดขั้วของ ฮิวจ์แกรนท์ที่บทบาทที่เขาได้รับในหนังเรื่องนี้นั้นแตกต่างไปจากภาพลักษณ์เดิมๆของเขาอย่างสิ้นเชิง    

Hugh Grant กับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในชีวิต


  โดยในภาพยนตร์ ฮิวจ์แกรนท์ รับบทบาท เฟลตเชอร์ นักสืบเอกชนเล่ห์เหลี่ยวแพรวพราว ที่ต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้ามาเสี่ยงในเกมการแย่งชิงอำนาจของเหล่าสุภาพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นบทบาทที่แตกต่างไปจากบทบาทที่เขาเคยแสดงไว้ใน “Four Weddings and a Funeral” และ “Notting Hill” จนดูเหมือนเป็นคนละคนเลยทีเดียว

Hugh Grant กับภาพลักษณ์อบอุ่นที่ทุกคนคุ้นชิน

นี่มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบทและมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกลัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน แกรนท์ พูดกับนักข่าวในงานฉายรอบพิเศษของ “THE GENTLEMEN” ในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผมคิดว่าตอนนี้ผมก็อายุ 59 เข้าไปแล้วมันจะเป็นไปได้จริงๆเหรอว่าผมจะสามารถเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนอีกคนหนึ่งที่พูดสำเนียงแบบชาวลอนดอนจ๋าแต่กายริชชี่พูดกับผมว่าไม่ๆคุณต้องทำได้สิคุณต้องทำมันได้คว้าตัวละครนั้นมาซะผมก็เลยตกลงลุยไปพร้อมกับเขาครับ แกรนท์ กล่าว

  สำหรับกาย ริชชี่ เป็นผู้กำกับที่สร้างชื่อจากผลงาน “Lock, Stock and Two Smoking Barrels” และ “Snatch” ก่อนที่จะได้มาเป็นผู้กำกับ “Sherlock Holmes” และล่าสุดในภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นของค่าย Disney “Aladdin” ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นการกลับมาสร้างภาพยนตร์แนวอาชญากรรมอีกครั้งของเขา โดยผู้ที่รับบทเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ก็คือ แมทธิวแม็กคอนาเฮย์ (Interstellar) ที่ได้สวมบทเป็นเจ้าพ่อกัญชาชาวอเมริกัน มิกกี้ เพียร์สัน ที่คร่ำหวอดวงการกัญชาในประเทศอังกฤษ และความวุ่นวายก็ได้เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจที่จะขายธุรกิจนี้

ร่วมพิสูจน์การพลิกบทบาทการแสดงขั้นสุดขั้วของ ฮิวจ์แกรนท์ กับภารกิจการแย่งชิง ‘กัญ’ เพื่อความเป็นหนึ่ง! “THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ”  30 มกราคม ในโรงภาพยนตร์

Way to End Your Year Crazily at ‘Sound Check Party’

มีแผนไปเที่ยวพัทยากันก่อนสิ้นปีไหม? Fat Coco ชวนคุณมาสนุกสุดเหวี่ยงกับกองทัพดีเจและศิลปินกับ Sound Check Party ส่งท้ายปีก่อนเคานท์ดาวน์

DJ GRAMOPHONEDZIE

สุดสัปดาห์ที่ 27-29 ธันวาคม โค้งสุดท้ายก่อนเคานท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ Fat Coco ณ โรงแรมเอวัน เดอะรอยัล ครูส ร่วมจัดปาร์ตี้ส่งท้ายปีสามวันรวดที่ยกทัพศิลปินชั้นแนวหน้าทั้งไทยและเทศมากันอย่างคับคั่ง

DJ ZIGGY PHUNK

โดยไลน์อัพสำคัญของทั้งสามวันนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร ทั้ง DJ Gramophonedzie, DJ Ziggy Phunk, T-Bone, Srirajah Rockers, DJ Superlover และอื่นๆ อีกคับคั่ง

บัตรเข้างานหนึ่งวันราคา 500 บาท และ 1,300 บาทสำหรับสามวัน

จองได้ที่ www.hatcha.live / แฟนเพจ A-One The Royal Cruise Hotel / 038-259-999

#Fatcoco #SoundCheckParty #qccommsPR

Light of My Life: เพราะลูกคือดวงใจของพ่อ

คุณจะทำอย่างไรหากโลกใบนี้เกิดไวรัสประหลาดที่คร่าชีวิตมนุษย์เพศหญิงไปจนหมด เหลือเพียงลูกสาววัยแบเบาะของคุณที่ต้องสูญเสียแม่ของตัวเองไป เธอมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ปกป้องเธอจากโลกที่แทบจะไม่เหลือความหวังนี้แล้ว พบกับการแสดงสุดตราตรึงของเคซีย์ แอฟเฟล็ค กับบทบาทของ ‘พ่อ’ ที่จะทำให้คุณยิ่งเชื่อมั่นในความรักที่ไร้ข้อกังขานี้ไปยิ่งกว่าเดิมกับ ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’

คนเป็นพ่อย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดา เคซีย์ แอฟเฟล็ค นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก ‘Manchester by the Sea’ ได้กล่าวขณะที่พูดถึงบทบาทของ ‘พ่อ’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ศูนย์กลางของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเด็กอายุ 11 ขวบซึ่งเป็นวัยที่เด็กตัวน้อยกำลังจะก้าวสู่ช่วงวัยรุ่นแต่สถานการณ์ในโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ที่อันตรายกับเด็กคนนี้มากและมันทำให้การตัดสินใจของเธอบางอย่างอาจจะเป็นการตัดสินว่าพวกเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่

ผมเป็นคนที่หลงไหลในเรื่องราวที่สื่อถึงสังคมของมนุษย์‘Light of My Life’ คือเรื่องราวของพ่อที่อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้กับลูกของพวกเขามันเป็นความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้แทนที่เราจะมองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้บางครั้งพวกเรากลับมองว่ามันคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับลูกๆครับเขากล่าว คนเป็นพ่อก็ย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดาแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่กระหายอิสระจนกว่าเขารู้ว่าลูกสาวของเขาสามารถเอาตัวรอดเองได้เขาก็จะพยายามปกป้องเธออย่างสุดชีวิตแม้ว่าจะต้องแลกกับการทำให้จิตใจของพวกเขารู้สึกเจ็บปวดก็ตาม”

เคซีย์เผยว่าเขาใช้เวลากว่า 10 ปีในการพัฒนาบทประพันธ์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมันเริ่มมาจากนิทานก่อนนอนที่เขาเล่าให้ลูกชายทั้งสองของตัวเองฟังนั่นเอง ผมได้จดนิทานเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมดผมคิดว่าผมอาจจะนำเรื่องเหล่านั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกการเล่านิทานและบทบาทของนิทานที่ส่งเสริมต่อการเติบโตของลูกตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ไอเดียนั้นของผมได้มีวิวัฒนาการและมันก็ได้ทำให้ผมเริ่มเขียนบทภาพยนตร์จากมัน

LOML_D33_CC_0031.RAF

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือแม่ว่าหนังจะสร้างเสร็จแล้วผมก็ยังคงต้องหาว่ามันเป็นเรื่องของอะไรและทำไมมันถึงมีความสำคัญสำหรับผม เขากล่าวต่อ เรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถตีความหมายได้อย่างชัดเจนทันทีพวกมันเป็นสิ่งที่เรารับรู้ผ่านจิตใต้สำนึกและบางครั้งมันก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าที่เราจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร

และเราเชื่อว่าภายหลังจากการตัดสินใจพัฒนาบทกว่าสิบปีผันตัวเองเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำของเรื่องนี้เคซีย์คงได้คำตอบกับสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ในใจบ้าง ไม่มากก็น้อย

ไปร่วมค้นหาคำตอบในใจ และพิสูจน์ความรักอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์พ่อได้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ได้ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป 

บางเรื่องที่คุณ(อาจจะยัง)ไม่รู้เกี่ยวกับ Chris Evans

ก่อนจะไปพบกับ Chris Evans ในบทบาทของ ‘แรนซัม’ หลานชายตัวแสบผู้เปรียบเสมือนแกะดำของครอบครัวธรอมบีย์ในภาพยนตร์เรื่อง Knives Out – ฆาตกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่ ที่ได้แดเนียล เครกมารับบทนักสืบที่จะต้องคลี่คลายคดีฆาตกรรมของฮาร์ลาน ธรอมบีย์ (นำแสดงโดยคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) นักเขียนนวนิยายอาชญากรรมชื่อดังที่ถูกพบเป็นศพในบ้านตัวเอง เรามาทำความรู้จักกับผู้ชายที่มีเสน่ห์จนสาวๆ ยกให้เป็น ‘สามีมรดกโลก’ กันดีกว่า

คริสกับบทบาทของแรนซัมใน KNIVES OUT.

เขาเป็นหนอนหนังสือตัวยงเลยนะ

ภาพแอบถ่ายของคริสและหลานในอิริยาบถที่แสนจะเป็นตัวเองของทั้งคู่

ใครจะคิดว่าผู้ชายหุ่นดีเซ็กซี่อย่างคริส อีแวนส์ จะมีงานอดิเรกคือการอ่านหนังสือ เขาชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะหนังสือแนวสุขภาพจิต และเขายังสนใจปรัชญาของศาสนาพุทธเป็นอย่างมากอีกด้วย

เขาออกตัวสนับสนุนกลุ่ม LGBT อย่างเต็มตัว เพราะสก็อตต์ อีแวนส์ น้องชายสุดที่รัก

คริสและสก็อตต์ควงคู่กันออกงานออสการ์ปีล่าสุด

คริส อีแวนส์ คอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่ม LGBT มาโดยตลอด เพราะ สก็อตต์ อีแวนส์ น้องชายของเขาเป็นเกย์อย่างเปิดเผย อีกทั้งสก็อตต์ยังเป็นนักแสดงเหมือนกับเขาด้วย นอกจากนั้น น้องชายสุดแสบเคยแฉพี่ชายไว้ว่าตอนเด็กๆ คริสชอบแกล้งเขาบ่อยมากถึงขั้นเคยทำให้หัวแตกจนต้องเย็บแผล แต่ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังสนิทสนมพูดคุยกันได้ทุกเรื่องเรื่อยมา

หุ่นเพอร์เฟ็กต์เกินไปก็ไม่เพอร์เฟ็กต์ได้เหมือนกันนะ

คริสกับบทนำใน Snowpiercer

ใน Snowpiercer ผู้กำกับ บอง จุน โฮ กังวัลกับหุ่นของเขามากๆ เพราะตามบทต้องมาจากครอบครัวยากจน ทำให้ทีมคอสตูมต้องใช้เสื้อผ้าหลายชิ้นซ่อนรูปร่างที่ฟิตแกร่งของเขา ดึงให้ผู้ชมหันมาสนใจเนื้อหาหนังมากกว่าหุ่นงามของเขา

สุภาพบุรุษเหมือนหลุดออกมาจากยุคกลาง

คริสและคามิลลาเข้าร่วมซีนในภาพยนตร์เรื่อง Push

ขณะถ่ายทำ Push คริส อีแวนส์กังวลใจกับการที่เขาต้องมีฉากโมเมนต์สวีทกับ คามิลลา เบล จนคามิลลาต้องพูดอย่างชัดเจนว่า เธอสบายใจกับการแสดงตามที่บทเขียนไว้

เกือบจะไม่ได้เป็นกัปตันอเมริกาเสียแล้ว!

คริสกับบทบาทสำคัญในชีวิต Captain America

คริสลังเลที่จะรับบท เพราะกังวลว่าบทใหญ่แบบนี้จะส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวของเขาจึงตอบปฏิเสธโอกาสนี้ไปถึงสามครั้งติดกัน แต่ในที่สุดเขาก็ยอมเปลี่ยนใจ ถือเป็นการตัดสินใจที่พลิกหน้าชีวิตเขาในทันทีหลังจากนั้น

ถ้าคุณอยากจะทำความรู้จักกับคริสและบทบาทการแสดงที่เข้มข้นของเขา เตรียมพบกับ Knives Out – ฆาตกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่ เข้าฉายรอบพิเศษตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมนี้ และฉายจริงตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ