สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเยี่ยมผู้แทนแพทย์และพยาบาลทั่วประเทศ ที่ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ณ. อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาเสด็จไปยังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อทรงเยี่ยมผู้แทนแพทย์และพยาบาลจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ แพทยสภา คณะผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อพระราชทานขวัญและกำลังพระทัย รวมถึง หน้ากากผ้าและเจลแอลกอฮอล์จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI Bangkok และน้ำยาฆ่าเชื้อ ให้แก่กลุ่มผู้แทนแพทย์พยาบาลเพื่อกระจายให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศที่ขาดแคลนเวชภัณฑ์ดังกล่าว

โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (นายกแพทยสภา) ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รศ.นพ.นิพนธ์ เขมะเพชร (รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายสนับสนุนบริการ) และ น.ส.เฉลาศรี เสงี่ยม (หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) เป็นผู้เข้าเฝ้ารับเสด็จ

ตอนหนึ่งของพระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมผู้แทนแพทย์และพยาบาล มีใจความว่า “ข้าพเจ้าดีใจที่ได้มาเยี่ยมแพทย์พยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในวันนี้ และข้าพเจ้าต้องขอแสดงความขอบคุณแก่แพทย์พยาบาลทุกท่านของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมไปถึงแพทย์พยาบาลจากทั่วประเทศที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 สืบเนื่องจากการที่ข้าพเจ้าได้มอบเวชภัณฑ์ให้แก่กระทรวงสาธาณสุขไปเมื่อครั้งที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับรายงานจากทางกระทรวงว่า เวชภัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังแพทย์พยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆที่ขาดแคลนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยดำเนินการเพื่อให้แพทย์พยาบาลได้มีอุปกรณ์ในการป้องกันเชื้อในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสว่า “นอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมแก่แพทยสมาคมในโครงการ “นักรบเสื้อขาวสู้ภัยCOVID-19” ที่ข้าพเจ้าร่วมสมทบทุน เพื่อจัดหาความคุ้มครองชีวิตให้แพทย์พยาบาล ได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และยังขยายผลในการจัดหาความคุ้มครองชีวิตไปยังบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาอื่นๆอีกด้วย ที่ต้องร่วมเป็นผู้ดูแลคนไข้โรคโควิด-19นอกเหนือจากแพทย์และพยาบาล ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของการติดเชื้อโรคโควิด-19 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ขอให้ทุกท่านอย่าพึ่งชะล่าใจ อย่าประมาทในการต่อสู้กับโรคนี้ ข้าพเจ้าตระหนักเป็นอย่างดีว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศยังคงขาดแคลนเวชภัณฑ์หลายอย่าง ดังนั้นในวันนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องการที่จะมอบหน้ากากและเจลแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากแบรนด์SIRIVANNAVARI Bangkok รวมไปถึงน้ำยาฆ่าเชื้อเพิ่มให้แก่ทางกระทรวงสาธารณสุขเพื่อที่จะกระจายต่อให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนทั่วประเทศ”

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานเวชภัณฑ์ต่างๆให้แก่กลุ่มผู้แทนแพทย์พยาบาลเพื่อจะกระจายให้แก่แพทย์พยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศที่ขาดแคลน ตามรายการดังต่อไปนี้

  1. พระราชทานหน้ากากผ้า โดยตัดเย็บจากจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI Bangkokโดยมี  ศ.เกียรติคุณ พ.ญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (นายกแพทยสภา) เป็นผู้รับพระราชทาน
  2. พระราชทานเจลแอลกอฮออล์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI Bangkokโดยมี ศ. นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) เป็นผู้รับพระราชทาน
  3. พระราชทานน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) เป็นผู้รับพระราชทาน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสปิดท้ายว่า “ข้าพเจ้าทราบมาว่า มากกว่าครึ่งของ 10 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดนั้นมาอยู่ทางภาคใต้ ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนทางภาคใต้ และคงต้องขอความร่วมมือจากแพทย์พยาบาลและผู้บริหารราชการทุกท่านที่เกี่ยวข้องให้ความดูแลสถานการณ์โควิด-19ที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมีความประสงค์ที่จะมอบเวชภัณฑ์ต่างๆเพิ่มไปให้แก่โรงพยาบาลทางภาคใต้ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะมีการส่งมอบในเร็วๆนี้สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อีกไม่นานนี้ ประเทศไทยจะชนะในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ด้วยแรงกายแรงใจของเหล่าแพทย์พยาบาลทุกท่าน ข้าพเจ้าจึงขออวยพรให้แพทย์พยาบาล และบุคลาการทางการแพทย์ทุกท่านมีความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่ด้วยร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ อีกทั้งมีสติที่มั่นคง เพื่อการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยทุกท่าน ”

Vagabond – เจาะแผนลับเครือข่ายนรก: โลกแฟนตาซีที่ไม่มีมังกรบินได้

ไม่แปลกใจเลยที่ซีรีส์เรื่อง Vagabond – เจาะแผนลับเครือข่ายนรกของช่อง SBS ที่ออกฉายทั่วโลกผ่าน Netflix จะได้รับเรตติ้งสูงถึง 10.4% ในตอนแรกทันทีที่ออกฉาย นอกเหนือไปจากความสนุกสนาน ชวนระทึกให้ติดตามตามสไตล์หนังแอ็กชั่นสืบสวนสอบสวนแล้ว สาส์นที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้นั้นก็ช่างพอเหมาะลงตัวกับสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้อย่างแท้จริง

Author: Pacharee Klinchoo

ซีรีส์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่องนี้เพิ่งเริ่มไปได้เพียงหนึ่งซีซั่น แม้จะมีข่าวว่ากำลังวางแผนสร้างซีซั่นสองอยู่ แต่ด้วยความอลังการของทั้งบท ฉาก และคิวดารานำตัวใหญ่หลายต่อหลายคน เราอาจจะต้องกด pause ซีรีส์เรื่องนี้กันไปยาวๆ ก็เป็นได้ 

ในระหว่างนั้น… เรามาลองคิดเล่นๆ กันดูไหมว่า เหตุใดซีรีส์เรื่องนี้ถึงเรตติ้งสูงแซงซีรีส์ประเภทรักโรแมนติกที่มักจะเข้าถึงคนดูได้กว้างกว่ากันแน่

คนธรรมดากับชะตาชีวิตที่ผกผัน

Vagabond เล่าเรื่องราวของชาดัลกอน (รับบทโดย Lee Seung-gi) สตันท์แมนหนุ่มตกอับที่ต้องสูญเสียชาฮุน หลานชายเพียงคนเดียวของตัวเองไปจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่เขาบังเอิญไปรับรู้ว่าแท้จริงแล้วนั่นเป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย และด้วยความช่วยเหลือของโกแฮรี (รับบทโดย Bae Suzy) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติของประเทศเกาหลี พร้อมด้วยพรรคพวกเพียงไม่กี่คน ชาดัลกอนก็สามารถเปิดโปงแผนลับระดับชาติซึ่งมี ‘รัฐบาลเกาหลี’ ชักใยอยู่เบื้องหลังสำเร็จจนได้

เรื่องย่อมีแค่ย่อหน้าที่แล้วที่เราเล่าไปนั่นล่ะ แต่การดำเนินเรื่องสุดระทึก บวกกับการออกแบบคิวบู๊สุดตื่นตา ทำให้ผู้ชมที่ชมซีรีส์เรื่องนี้ลุ้นระทึกไปพร้อมกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่า… ปัจจัยของ ‘ความดัง’ เปรี้ยงปร้างนั้นมีเพียงแค่เท่านั้นจริงๆ หรือ?

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ชาดัลกอนเป็นเพียงสตันท์แมนหนุ่มตกอับ เป็นชายโสดที่ใช้ชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งสูญเสียหลานชายเพียงคนเดียวไปจากเหตุการณ์ปริศนาครั้งนี้ ในขณะที่โกแฮรีเองก็เป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ไม่ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าหน่วย แต่ในยามที่ทั้งคู่มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง การณ์กลับกลายเป็นว่า ทั้งคู่สามารถเปิดโปงความลับดำมืดเบื้องหลังรัฐบาลเกาหลี ที่มีองค์กรร้ายใหญ่กว่านั้นชักใยอยู่เบื้องหลังจนล้มยักษ์ลงได้ภายในระยะเวลาแค่ 16 ตอนเท่านั้น

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิตจริงมีอยู่สักกี่เปอร์เซ็นต์กัน? นั่นเพียงพอหรือยังที่จะทำให้เราออกปากว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์แฟนตาซีเพ้อฝันที่ไร้ซึ่งมังกรบินได้ หากถูกฉาบเคลือบด้วยฉาก ผู้คน วันเวลา และสถานที่ที่มีอยู่จริง ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วม และเชื่อได้อย่างเต็มที่ว่าเหตุการณ์ในซีรีส์ก็จะสามารถเป็นไปได้ในชีวิตจริง

แล้วมันเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ หรือ?

อำนาจในมือคนธรรมดา

เรื่องราวในซีรีส์นั้นคลี่คลายปมไปเรื่อยๆ ในระหว่างทาง มันทำให้คนดูที่กำลังลุ้นระทึกไปกับโลกเสมือนจริงตรงหน้านั้นเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า เมื่อคนธรรมดาอย่างชาดัลกอนและโกแฮรีตั้งมั่นมากพอ พวกเขาสามารถทำตัวเป็นเดวิดที่ล้มยักษ์โกไลแอธลงได้ และในที่สุดแล้ว โลกก็จะรับรู้ความเป็นจริงได้ในที่สุด ไม่ว่าอิทธิพลมืดนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม 

แม้กระทั่งกีแทอุง (รับบทโดย Shin Sung-rok) หัวหน้าหน่วยของโกแฮรีเอง ก็ยังเกิดอาการลักลั่น เมื่อต้องคราวต้องอยู่จุดปะทะกันระหว่าง ‘คุณธรรม’ และ ‘หน้าที่รับใช้ประชาชน’ ที่ถูกกรอกหูมาตลอดชีวิต กับ ‘หน้าที่ในฐานะลูกจ้างรัฐบาล’ และถึงแม้ว่าการกระทำของเขาจะคลี่คลายไปในทิศทางเอาใจคนดู แต่ในระหว่างการตัดสินใจสลับไปสลับมานั้น การกระทำของเขาก็ตีแผ่อะไรที่ติดอยู่ในใจของ ‘ประชาชน’ ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และปกป้องพยานเพียงคนเดียวที่จะตีแผ่แผนลับดำมืดในคดีที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ กับการทำตามคำสั่งของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และปล่อยให้เหตุการณ์ที่ตนเองรู้อยู่แก่ใจว่า ‘ผิดศีลธรรม’ เกิดขึ้นตรงหน้า หรือการที่ต้องตัดสินใจ ‘ตามน้ำ’ ไปกับรัฐ โดยการปรักปรำฝั่งชาดัลกอนทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเราต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าต้องสวมรองเท้าของกีแทอุงเข้าไปยืนอยู่ ณ จุดนั้น’ คำตอบนั้นอาจจะไม่ต่างจากการตัดสินใจของเขาเลยก็เป็นได้

มันเป็นความจริง… แม้จะแสนเศร้าและหดหู่ แต่มันก็คือความจริง 

อย่างไรก็ดี… ซีรีส์เรื่องนี้ก็คือซีรีส์แฟนตาซี… มันคลี่คลายไปในทิศทางที่เอาใจผู้ชมคนธรรมดาที่เฝ้าหน้าจออยู่โดยส่งสารออกมาทื่อๆ เลยว่า คุณธรรม ความดี และความตั้งใจจริงของคนธรรมดานั้น อยู๋เหนืออำนาจใดๆ ก็ตาม และทุกคนสามารถเป็นฮีโร่กอบกู้โลกได้ 

เรียกได้ว่า… โลกทั้งใบอยู่ในมือเรา ถ้าเรายึดมั่นในคุณธรรมมากพอ 

ความดำมืดในจิตใจที่ไม่อาจปล่อยวางได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับประเด็นแฟนตาซีเดวิดล้มยักษ์โกไลแอธที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเห็นจะได้แก่ประเด็นที่ว่าด้วยความดำมืดในจิตใจของชาดัลกอน ที่ต้องการแก้แค้นให้กับหลานชายของตัวเอง ซึ่งทำให้การกระทำของเขานั้นกลายเป็น ‘ทำเพื่อชาติ’ ไปโดยปริยาย 

แต่แท้จริงแล้ว… ในใจของชาดัลกอนนั้น เขาต้องการที่จะ ‘ตีแผ่’ ความเป็นจริงอันฟอนเฟะเบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่พรากเอาหลานชายเพียงคนเดียวไปจากตัวเขา หรือเขาต้องการที่จะ ‘ฆ่าล้างโคตร’ คนที่มีส่วนทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกันแน่?

คำตอบของคำถามนี้ถูกเฉลยไว้ในช่วงท้ายๆ ของซีรีส์ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะตัดขาดจากโกแฮรีอันเป็นที่รัก และเข้าร่วมองค์กรทหารรับจ้าง เพื่อสาวไปให้ถึงตัวบงการตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้โดยไม่พึ่งพาอำนาจรัฐหรืออะไรใดๆ เรียกได้ว่าลงใต้ดินอย่างเต็มตัว และเมื่อเขาได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับตัวการที่พรากหลานชายไปจากเขาแบบตัวต่อตัว… เขาก็ตัดสินใจตั้งศาลเตี้ยจัดการด้วยตัวเอง

นั่นอาจจะเป็นฉากแรกที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้หลุดออกจากความเป็นแฟนตาซีมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็ว่าได้ 

เพราะในวันที่อำนาจรัฐพึ่งพาไม่ได้ ไร้การตรวจสอบ ไม่โปร่งใสนั้น ‘เหยื่อ’ ที่เกิดจากความหละหลวมดังกล่าวนั้นดูจะไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากฉีกกรอบ ‘คุณธรรม’ และ ‘กฎหมาย’ พื้นฐานเพื่อตั้งศาลเตี้ยจัดการเรื่องอยุติธรรมที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่อยู่เหนือกว่านั่นเอง 

เนื้อเรื่องของซีรีส์ Vagabond นั้นยังไม่จบ เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า มันจะดำเนินไปสำรวจคุณธรรมในตัวชาดัลกอนและพรรคพวกจนถึงจุดไหน โกแฮรีจะหันหน้าเข้าหาความมืดเพื่อแก้แค้นให้กับชาดัลกอนหรือไม่ และชาดัลกอนจะสามารถถอนตัวออกจากหลุมดำที่เรียกว่าความแค้นได้ไหม และที่สำคัญ… ซีรีส์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินเรื่องความเป็นแฟนตาซีโดยเขียนให้รัฐบาลเกาหลีกลับมาโปร่งใส ตรวจสอบได้อีกครั้งหรือไม่

คงต้องรอลุ้นซีซั่นสองไปพร้อมกันครับ 

รับชม Vagabond ได้ที่ www.netflix.com 

Lady Gaga จับมือกับ Global Citizen และ WHO จัดคอนเสิร์ตครั้งสำคัญสนับสนุนความช่วยเหลือวิกฤติโคโรน่าไวรัส

Global Citizen และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ประกาศจัดงานไลฟ์เอดครั้งยิ่งใหญ่ One World: Together At Home เพื่อระดมทุนช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก และเพื่อหาเงินสนับสนุน COVID-19 Response Fund กองทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินที่ก่อตั้งขึ้นโดย UN โดยคอนเสิร์ตจะออกฉายสดในช่องทางโซเชียลมีเดียของ Global Citizen ในวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เจ็ดโมงเช้า เวลาประเทศไทย

โดยงานนี้ได้ Lady Gaga เป็นแม่งาน มีรายชื่อศิลปินมากมายไล่มาตั้งแต่ Paul McCartney, Stevie Wonder, Billie Eilish และ Lizzo รวมไปถึงการปรากฏตัวของคนดังอย่าง David Beckham อีกด้วย

ศิลปินที่รักของเรายังอยากให้พวกเราอยู่บ้านเพื่อชาตินะครับ เปิดโซเชียลมีเดียเล่นให้หายคิดถึงกันไปก่อน อย่าเพิ่งออกไปไหน รักษาสุขภาพ และเจอกันหน้าจอตามวันและเวลาดังกล่าวครับ

Keep Calm and Listen On กับ Gucci Podcast สารพัดตอนให้เลือกฟังกันอย่างจุใจ

ปล่อยให้จินตนาการของคุณเป็นอิสระในขณะอยู่บ้านกับ Gucci Podcast ตอนล่าสุด กับเรื่องราวความทรงจำตอนเด็กของเชฟมิชลินสามดาวอย่าง Massimo Bottura และเพื่อนเก่าของเขาผู้เป็นถึงประธาน และซีอีโอของ Gucci อย่าง Marco Bizzarri เขายังเป็นเจ้าของร้านอาหาร Gucci Osteria da Massimo Bottura สองสาขาในเมืองฟลอเรนซ์และนครลอสแอนเจลิส เมืองอันเป็นจุดกำเนิดมิตรภาพของทั้งสองฝ่าย 

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา Gucci ได้เปิดช่อง Gucci Podcast เป็นครั้งแรกเพื่อนำเสนอโลกของ Gucci ให้มีชีวิตชีวาผ่านสื่อที่ผู้ฟังสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่เปิดตัวมา Gucci Podcast ได้กลายเป็นศูนย์รวมคนฟังในจำนวนที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกในปี 2020 นี้ด้วยจำนวนตอนและคนเก่งที่มาให้สัมภาษณ์ที่มากขึ้นตลอดปี จนถึงวันนี้ Gucci Podcast ได้ผลิตเรื่องราวออกไปแล้วทั้งหมด 28 ตอน ซึ่งรวมถึงตอนของ Gugu Mbatha-Raw ที่พูดคุยกับนักเขียนและนักต่อสู้สิทธิสตรี และ Scarlett Cutis ที่พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องราวรอบโลกและความสำคัญของการเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีสากลนานาชาติและเดือนประวัติศาสตร์สตรี 

นอกจากนั้นยังมีคนดังที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว อย่าง Alessandro Michele มาชวนแฟนๆ พูดคุยเรื่องแฟชั่น การรวบรวมทำดนตรีกับ Sir Elton John นักออกแบบแฟชั่น Dapper Dan ที่มุ่งมั่นออกแบบชุดสไตล์ one-off ที่ไม่ซ้ำใครให้กับนักแสดงฮิปฮอปในยุค ‘80s และ ‘90s การเปิดงานศิลปะในฮาเล็มและความร่วมมือของเขากับ Gucci รวมถึงนักเขียนและบล็อกเกอร์แฟชั่นอย่าง Susie Lau ที่สัมภาษณ์นางแบบและนายแบบระดับท็อปของ Gucci Beauty Network แคมเปญเกี่ยวกับการแหวกกฎบรรทัดฐานความงาม: Achok Majak, Mae Lapres และ Ellia Sophia คนที่เธอพบในกรุงโรม และนักร้องพังก์ Dani Miller (ร่วมกับนักดนตรี Jeffertitti) คนที่เธอคุยด้วยในงานแฟชั่นโชว์ Gucci Spring Summer 2020 ในกรุงมิลาน

Gucci Podcast ทุกตอน สามารถรับฟังได้ที่ Gucci Podcast channel บน Spotify, Apple Podcast, และ Soundcloud

Author: Chanond Mingmit

The Masterpieces from The Master Watchmaker

กลไกสเกเลตันสองไทม์โซนอันงดงามนี้ยิ่งดูโดดเด่นเมื่อเผยให้เห็นผ่านหน้าปัดทรงตอนโน

Author: Pimpilai Boonjong

จากประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาจะเห็นได้ว่าคาร์เทียร์ (Cartier) รุ่มรวยด้วยความคิดสร้างสรรค์จนเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา shaped watch ไม่ว่าจะทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงรีเหมือนอ่างน้ำ หรือทรงบิดเบี้ยว Cartier ก็ล้วนนำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดทางแบรนด์ได้หวนกลับไปหาผลงานเก่าในอาร์ไคฟ์ นั่นคือนาฬิกาทรงตอนโนซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในปีค.ศ. 1906 นอกจากรูปทรงที่แปลกตา ตัวเรือนยังเคลือบด้วยแพลทินัม แตกต่างจากนาฬิกาตัวเรือนทองยอดนิยม และยังดีไซน์ขาตัวเรือนเป็นทรงท่อประดับหมุด หรือ vis amurier จัดว่าเป็นผลงานที่ ‘โมเดิร์น’ ในยุคสมัยนั้น

Cartier ได้นำนาฬิกาทรงตอนโนนี้มาตีความใหม่และจัดไว้ในคอลเลกชั่น Cartier Privé มีทั้งรุ่นหน้าปัดเรียบ แสดงชั่วโมงกับนาที ดูคลาสสิก และที่เรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซอย่างรุ่นสเกเลตัน แสดงเวลาสองไทม์โซน ดังเช่นที่เห็นในภาพ งดงามด้วยดีไซน์โค้ดที่บ่งบอกความเป็น Cartier ทั้งตัวเลขโรมัน สเกลนาที เม็ดมะยมประดับอัญมณีทรงหลังเบี้ย สายรัดข้อมือหนัง และขาตัวเรือนประดับหมุด อีกทั้งการดีไซน์หน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกแบบสเกเลตัน ทำให้เห็นชิ้นส่วนกลไกที่จัดเรียงอย่างงดงามและแปลกใหม่

เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าตัวเรือนมีความโค้งเพื่อให้กระชับกับข้อมือ แต่ก็ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปทรงของกลไกไขลาน 9919 MC เสียใหม่ให้มีความโค้งไปตามรูปทรงของตัวเรือนด้วย และทำให้ต้องจัดวางวีลและเกียร์เทรนเป็นเส้นยาวตามความยาวของตัวเรือน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่าง ส่วนการแสดงเวลาทั้งสองไทม์โซนเชื่อมโยงกัน สามารถปรับตั้งค่าไทม์โซนที่สองได้ด้วยเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา โดยเข็มชั่วโมงจะจัมป์ไปทีละชั่วโมง

Feel Good in British Way

รวบรวมหนังฟีลกู๊ดจากเกาะอังกฤษให้คุณย้อนดูก่อนไปฟีลกู๊ดกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ Military Wives

เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้มีอยู่แค่ฝั่งฮอลลีวูด เชื่อว่าหลายคนคงจะจดจำภาพลักษณ์แสนอบอุ่นของภาพยนตร์ต่างๆ จากเกาะอังกฤษได้บ้างไม่มากก็น้อย เรามาย้อนระลึกความหลังภาพยนตร์ฟีลกู๊ด 5 เรื่องจากเกาะอังกฤษไปพร้อมกันดีกว่า


Four Wedding and A Funeral (1994)

เรื่องราวของหนุ่มผู้ที่ได้แต่เป็นแขกในงานแต่งงาน จนกระทั่งเขาได้พบกับสาวในดวงใจที่เจอเพียงครั้งแรกก็ตกหลุมรัก ภาพยนตร์แรกที่สร้างชื่อให้กับฮิวจ์ แกรนท์ เจ้าพ่อพระเอกหนังรอมคอม (โรแมนติกคอมเมดี้) ตลอดกาล

The Full Monty (1997)

ภาพยนตร์คอมเมดี้ดูเพลินสุดจริงใจ เรื่องของกลุ่มหนุ่มชายฉกรรจ์ที่ตกงานและต้องแบกภาระอันหนักอึ้งจากทางบ้าน พวกเขาจึงรวมตัวกันสร้างคณะระบำเปลื้องผ้า เพื่อหวังช่วยกอบกู้ครอบครัว 

Notting Hill (1999)

เป็นภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วเกาะอังกฤษจนลามไปถึงทั่วโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนังสายไหนก็ต้องเคยได้ยินหรือรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้มาทุกคน ต้นตำรับหนังโรแมนติกในอุดมคติที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของหนุ่มผู้ดีอังกฤษและซุปเปอร์สตาร์สาวจากฮอลลีวูด พูดถึงกระแสแรงที่เป็นที่น่าจดจำ

Love, Actually (2003)

เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สามารถสร้างภาพจำให้แก่คนทั้งโลกได้ ด้วยฉากสารภาพรักหน้าประตูบ้านด้วยแผ่นกระดาษแทนการพูด

About Time (2013)

ภาพยนตร์สุดซึ้งเคล้าน้ำตา ที่ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องรักใคร่ระหว่างสองหนุ่มสาวแต่กลับแทรกเรื่องครอบครัวและการใช้ชีวิตเข้าไปด้วย

และในปีนี้ มาเตรียมพบกับ Military Wives อีกหนึ่งภาพยนตร์ฟีลกู๊ดจากเกาะอังกฤษ ผลงานของปีเตอร์ แคททานีโอ ผู้กำกับ The Full Monty ที่ว่าด้วยเรื่องราวของบรรดาภรรยาของทหารที่รวมกลุ่มกันตั้งคณะร้องเพลงประสานเสียงเพื่อคลายความฟุ้งซ่านยามสามีไปออกรบ

พบกับ Military Wives ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

Fold and Dye: มัดย้อมและคลี่คลายความงามในใจไปกับกรรณชลี งามดำรงค์

นิทรรศการ Out of the Fold ของกรรณชลี งามดำรงค์ จะพาคุณไปสัมผัสกับเสน่ห์ของผืนผ้า การเย็บ การย้อม และการ ‘คลี่คลาย’ ความงดงามภายหลังกระบวนการทำมืออันอ่อนโยนและละเอียดอ่อน

Author: Pacharee Klinchoo

Portrait Photographer: Chatchanan Chantajinda

คอนเซ็ปต์ของงานนิทรรศการ Out of the Fold

เราทำงานเป็นดีไซเนอร์ของแบรนด์ตัวเอง Slowstitch Studio อยู่แล้ว ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทำงานมัดย้อมโดยใช้วิธีการเย็บให้เกิดลาย กระบวนการนี้ทำให้ผ้ามัดย้อมมีความซับซ้อน และมีความเป็นกราฟิกมากยิ่งขึ้น งานนิทรรศการ Out of the Fold ครั้งนี้ก็ต่อยอดมาจากตรงนั้น เนื่องจากแบ็กกราวด์ของเราที่เรียนจบสาขาสิ่งทอมาจาก Chelsea College of Arts กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เราได้เรียนเรื่องการออกแบบโครงสร้างการทอผ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับรูปทรงเรขาคณิตอยู่เยอะ มีการคิดการทำงานอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เราเลยใช้ตัวตนตรงนั้นของเรามาออกแบบงานนิทรรศการครั้งนี้ค่ะ เรามองว่าการทำผ้าด้วยเทคนิคนี้ก็เหมือนกับการวาดรูปอย่างหนึ่ง แทนที่เราจะใช้ดินสอ พู่กัน หรือปากกา เราก็ใช้ด้ายในการวาดรูปค่ะ

เทคนิคการมัดย้อม (shibori)

เทคนิคที่เราใช้มีต้นตอมาจากเทคนิค shibori ของประเทศญี่ปุ่น แต่เราดัดแปลงให้ออกมาเป็นแบบของตัวเราเองด้วยค่ะ ตอนที่เราเลือกไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น เราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคชิโบริหรือการย้อมสีธรรมชาติมาก่อนเลยนะคะ แต่ด้วยความที่เราเติบโตมาในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร และไปเรียนต่อในเมืองใหญ่อย่างกรุงลอนดอน เราก็ไม่เคยได้สัมผัสกับวิถีธรรมชาติสักเท่าไหร่ พอได้มีโอกาสไปเรียนเทคนิคนี้ เราได้ไปอยู่ในป่าในเขา อยู่กับธรรมชาติ ได้โฟกัสกับ ‘มือ’ ตัวเองจริงๆ ทำงานด้วยมือทั้งวันทั้งคืน อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกว่านี่เป็นวิถีที่เราไม่เคยมองเห็นคุณค่าของมันมาก่อน และนั่นทำให้เรานำวิถีดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของงานเราเอง… จริงๆ แล้วเราเริ่มต้นจากเทคนิคนี้เพราะเราเห็นความสวยงามของมันในแง่ที่ว่ามันไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรใดๆ มากมาย มีเพียงสองมือของเรา เข็ม ด้าย และผ้า เราก็สามารถทำงานได้แล้ว

การต่อยอดเทคนิคสัญชาติญี่ปุ่นกับวัสดุที่หาได้ในประเทศไทย

เอาจริงๆ เรามองเห็นความเกี่ยวพันกันตั้งแต่แรกนะคะ… เพราะวัฒนธรรมการสร้างสรรค์งานชิโบรินั้นมาพร้อมกับกระบวนการย้อมคราม ซึ่งก็มีอยู่แล้วในประเทศไทย เพียงแค่แตกต่างกันในแง่ของวิธีการที่จะทำให้ได้สีครามมาเท่านั้น เราจึงศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดมาเรื่อยๆ และในประเทศไทย วัตถุดิบที่โดดเด่นของเราคือผ้าฝ้ายทอมือ ซึ่งเราจะเห็นกระบวนการเก็บดอกฝ้ายมาปั่นและทอด้วยมือให้เป็นผืน เป็นผ้าที่สามารถดูดซับสีได้ดีมาก เวลาย้อมออกมา เราจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ทำงานกับผ้าแบบนี้ค่ะ เพราะตอนเราทำงานที่ญี่ปุ่น ผ้าทั้งหมดจะเป็นผ้าทอเครื่องและเอามาทำต่อ แต่ในประเทศไทยเรายังสามารถหากลุ่มชุมชนที่ทำงานทอมือจริงๆ ได้อยู่ค่ะ

งานขายกับงานศิลป์

ถ้าถามเราว่ากระบวนการคิดในการทำงานดีไซน์กับงานศิลปะแตกต่างกันมากไหม เราว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไรนะคะ ตอนที่เราทำงานของ Slowstitch Studio โปรดักต์สุดท้ายของเราจะออกมาเป็น ‘ผ้า’ หนึ่งผืน ซึ่งอาจจะเป็นผ้าพันคอ กระเป๋า หรือเสื้อผ้า เป็นสินค้าที่ทำสำเร็จออกมาแล้วอาจจะมีกลุ่มคนที่รู้จักเทคนิคและเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของเรา แต่คนที่มองไม่ออกอาจจะเห็นมันเป็นสินค้าผ้าพิมพ์ โดยไม่ได้เห็นกระบวนการหรือความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นๆ ชัดเจน แต่พอได้มาทำงานนิทรรศการของตัวเองครั้งนี้ ได้คุยกับภัณฑารักษ์เพื่อระดมไอเดีย เราเองก็ได้เห็นว่ากระบวนการทำงานของเรานั้นมีภาษาบางอย่างที่ยังไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในงานออกแบบ ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะปลายทางของงานออกแบบคือ ‘สินค้า’ ที่เอาไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้ แต่สำหรับงานศิลปะ เราสามารถเล่าเรื่องกระบวนการทำงานระหว่างทางได้ เพราะมันมีความน่าสนใจ มีความสวยงาม และมีมิติมากกว่าผ้าผืนหนึ่งที่คลี่ออกมาเป็นลายเท่านั้น

เสน่ห์ที่ควบคุมไม่ได้

คาแร็กเตอร์ของสีธรรมชาติคือข้อจำกัดในการเล่นเฉดสี ส่วนตัวเราไม่ได้ต่อต้านสีเคมีนะคะ และเอาจริงๆ กระบวนการทำสีธรรมชาติเองก็ซับซ้อนและใช้เวลานานมาก ซึ่งอาจจะใช้ทรัพยากรต่างๆ มากกว่าสีเคมีอีกเสียด้วยซ้ำ แต่ความสวยงามของมันอยู่ที่กระบวนการนี่ล่ะค่ะ และสีธรรมชาติที่ได้นั้นจะมีความลุ่มลึกมากกว่า มีมิติมากกว่าสีเคมี เราอยากจะโฟกัสตรงนี้ให้มากกว่านี้ ซึ่งเสน่ห์ของสีธรรมชาติ… หรืออาจจะเรียกว่าข้อจำกัดก็ได้… อยู่ที่… สมมติเราคิดว่าเปลือกมังคุดจะย้อมออกมาเป็นสีนี้ แต่เมื่อเราเปลี่ยนฤดูกาลเก็บมังคุด สีก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกเฉดหนึ่ง การเล่นสีธรรมชาติจึงไม่ได้อยู่ที่การจดจำว่าพืชชนิดนี้ให้สีนี้ได้สีเดียว แต่อยู่ที่การผสมและเทคนิคกึ่งๆ เคมีด้วย… อธิบายง่ายๆ คือ ก่อนการย้อมสีธรรมชาติจะต้องมีการเตรียมผ้าโดยการเอาไปต้มกับสารส้ม สนิม หรืออะไรอื่นๆ ซึ่งกระบวนการเตรียมผ้านี้จะเป็นตัวกำหนดโทนสีที่จะปรากฏบนผ้า ยกตัวอย่างเช่น ไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ฝาง’ จะให้สีชมพูถ้าค่า pH เป็นด่าง แต่ถ้าเป็นกรดจะออกมาเป็นสีส้ม ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเตรียมผ้าด้วยสารส้มที่มีค่า pH เป็นด่าง เราก็จะได้ผ้าสีชมพู แต่ถ้าเตรียมผ้าด้วยสนิม ซึ่งก็มีค่า pH เป็นด่างเช่นเดียวกัน เรากลับได้ผ้าสีม่วง ดังนั้นการเล่นกับสีธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมของเรา นั่นคือความสวยงามในกระบวนการทำงานกับสีธรรมชาติค่ะ

นิทรรศการ Out of the Fold จัดแสดงที่โถงนิทรรศการ โรงแรม Rosewood Bangkok ระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 31 มีนาคมนี้

Kolour in the Park 2020 Full Lineups Announced

ประกาศรายชื่อศิลปินครบ 15 วงทั้งหมด 3 เวทีกันแบบไม่กลัวทั้งไวรัสและรัฐประหารกับงาน Kolour in the Park 2020 ที่จะจัดขึ้น ณ Thai Wake Park ลำลูกกา ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ มาดูไลน์อัพศิลปินและดีเจสุดเจ๋งไปพร้อมๆ กัน ใส่หน้ากาก พกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และพร้อมไปเกาะขอบเวทีพร้อมกันเลยดีกว่าครับ!

PARK STAGE

LEISURE

LEISURE: วงดนตรีห้าชีวิตที่เหมือนเอากลุ่มคนที่มีความสามารถไม่เหมือนกันมารวมๆ กันเป็นแกงโฮะรสดี การันตีด้วยยอดสตรีมมิ่งกว่า 50 ล้านครั้งสำหรับอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา ทำให้เกิดปรากฏการณ์บัตรการแสดงสดขายหมดติดๆ กันเป็นประวัติการณ์ของประเทศนิวซีแลนด์เลยทีเดียว

Oddisee

Oddisee: แรปเปอร์และโปรดิวเซอร์มากความสามารถจากกรุงวอชิงตันดี.ซี. อัลบั้มเปิดตัวของเขาอย่าง People Hear What They See ได้รับรางวัล The Best Hip-Hop Album จาก Apple iTunes Music Award 2012 การันตีมาแล้ว

Running Touch

Running Touch: จากศิลปินท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย ในตอนนี้เขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของ Ocean Grove วงดนตรีฮาร์ดคอร์ขวัญใจแดนจิงโจ้ ทำให้ผลงานดนตรีของเขาคือส่วนผสมอันสมดุลระหว่างดนตรีหลากหลายสไตล์

ATMA

ATMA: เขาเป็นผู้ที่ทำให้บทเพลงสไตล์ Fun-House เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และรู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้คนดูคอนเสิร์ตยักย้ายส่ายสะโพกไปกับบทเพลงของเขาได้อย่างแท้จริง

Pyra

Pyra: ผู้บุกเบิกเส้นทางวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยด้วยตัวเอง เธอนำผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเมโลดี้ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ก่อเกิดเป็นบทเพลงสไตล์ Solar Soul อันเป็นเอกลักษณ์ เธอเคยได้ขึ้นแสดงในงานเทศกาล Burning Man มาแล้ว ทั้งยังมีรางวัลการันตีจากอีกหลากหลายเวทีในฐานะศิลปินหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกด้วย

Mae Happyair

Mae Happyair: จากอาชีพผู้ช่วยสไตลิสต์นิตยสารแฟชั่นหัวหนึ่งในประเทศไทย เธอได้ค้นพบความสามารถของตัวเองยามเปิดเพลย์ลิสต์ระหว่างทำงานในกองถ่าย วันนี้ เธอก้าวออกจากวงการแฟชั่น มาพร้อมเปลี่ยนแปลงทั้งตัวตนและวงการดนตรีไทยอย่างยิ่งใหญ่แล้ว


SHELTER STAGE

Black Coffee

Black Coffee: ผู้ก่อกำเนิดสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชื่อว่า Afropolitan House เขามีโชว์มากกว่า 250 โชว์ต่อปี ซึ่งนั่นหมายรวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Tomorrowland ซึ่งแฟนๆ ชาวไทยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงที่นั่น ไปแค่ลำลูกกาก็พอแล้วนะเออ

Artbat

Artbat: คือคำสมาสระหว่างคู่หูเพื่อนสนิทและดีเจฝีมือเยี่ยมอย่าง Artur และ Batish ในวันนี้ทั้งคู่โผล่ออกมาจากแวดวงดนตรีใต้ดินของเมืองเคียฟ กลายมาเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีผู้ชมรอคอยซื้อบัตรมากที่สุดในโลก

Giolì & Assia

Giolì & Assia: แม้จะเปิดตัวในวงการดนตรีในฐานะผู้จัดการและศิลปิน ในตอนนี้ สองสาวดูโอ้ได้รับการยอมรับทั้งในฐานะศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี เจ้าของค่ายเพลง และดีเจ ซึ่งการแสดงสดของพวกเธอนั้นนับได้ว่าตื่นตาตื่นใจเพราะมีการนำเครื่องดนตรีใหม่ๆ มานำเสนอตลอดเวลา

Bonita Everitt

Bonita Everitt: ศิลปินสัญชาติไทยที่เดินสายแสดงในเวทีใหญ่ระดับประเทศมาแล้ว เธอเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติที่รายล้อมตัวอยู่มาสร้างสรรค์บทเพลงให้คนลุกขึ้นมาเต้นรำได้อย่างมีความสุข

Miss Foster

Miss Foster: หนึ่งในดีเจที่ได้รับความนิยมที่สุดในดูไบเมื่อปี 2019 เธอได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2018 และกลายมาเป็นขวัญใจขาแดนซ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


DISCO DIARIES (WATER STAGE)

Mousse T.

Mousse T.: บ่มเพาะประสบการณ์ในประเทศเยอรมนีบ้านเกิดมากว่ายี่สิบปี บัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานแห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของโลกไปแล้ว จุดเด่นของเขาคือการจับจุดคนดูได้ถูกต้อง ทำให้ทุกคนพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับเขาได้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด (นั่นหมายรวมถึงสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้งไวรัสมรณะ และฝุ่นพิษในกทม. ด้วยนะเออ)

Dark White

Dark White: ส่วนผสมกันลงตัวระหว่าง Sir Walt และ Spencer ที่ท้าทายขีดจำกัดของดนตรีสไตล์เดิมๆ อย่างเฮ้าส์และดิสโก้ โดยการผสมผสานดนตรีสไตล์อื่นๆ เข้าไปแบบไม่ยั้ง หรือเกรงกลัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนที่มาชมดนตรีของพวกเขานั่นเอง

Panna

Panna: จากความคลั่งไคล้ในแผ่นไวนิล ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สไตล์ดนตรีที่เป็นของตัวเองจากแผ่นไวนิลที่เธอสะสมนั่นเอง มาร่วมตื่นเต้นไปกับการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊ส และดนตรีนอกกระแสของเธอไปพร้อมกันได้

Rabbit Disco

Rabbit Disco: ดีเจสาวเอกลักษณ์กับบทเพลงสไตล์ deep house ที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของคุณให้ออกมาโลดแล่นบนแดนซ์ฟลอร์

เตรียมพร้อมพบกับความมันบท 3 เวทีกับ 15 ศิลปินได้ในงาน Kolour in the Park วันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park ลำลูกกา

www.kolourinthepark.com

Tommy NOW! 2020

สดส่งตรงจากลอนดอน พบกับ Tommy Hilfiger – Spring 2020 Runway Show ที่ไลฟ์สตรีมให้เราได้ชมกันแบบเรียลไทม์เพื่อคุณจะได้ไม่พลาดความเท่สุดคูลของคอลเลกชั่นนี้

Quality Time

เพราะเวลาไม่อาจหวนคืน จงใช้ไปอย่างคุ้มค่า

Photographer: F/Number 45

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Pimpilai Boonjong