The Masterpieces from The Master Watchmaker

กลไกสเกเลตันสองไทม์โซนอันงดงามนี้ยิ่งดูโดดเด่นเมื่อเผยให้เห็นผ่านหน้าปัดทรงตอนโน

Author: Pimpilai Boonjong

จากประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาจะเห็นได้ว่าคาร์เทียร์ (Cartier) รุ่มรวยด้วยความคิดสร้างสรรค์จนเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา shaped watch ไม่ว่าจะทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงรีเหมือนอ่างน้ำ หรือทรงบิดเบี้ยว Cartier ก็ล้วนนำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดทางแบรนด์ได้หวนกลับไปหาผลงานเก่าในอาร์ไคฟ์ นั่นคือนาฬิกาทรงตอนโนซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในปีค.ศ. 1906 นอกจากรูปทรงที่แปลกตา ตัวเรือนยังเคลือบด้วยแพลทินัม แตกต่างจากนาฬิกาตัวเรือนทองยอดนิยม และยังดีไซน์ขาตัวเรือนเป็นทรงท่อประดับหมุด หรือ vis amurier จัดว่าเป็นผลงานที่ ‘โมเดิร์น’ ในยุคสมัยนั้น

Cartier ได้นำนาฬิกาทรงตอนโนนี้มาตีความใหม่และจัดไว้ในคอลเลกชั่น Cartier Privé มีทั้งรุ่นหน้าปัดเรียบ แสดงชั่วโมงกับนาที ดูคลาสสิก และที่เรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซอย่างรุ่นสเกเลตัน แสดงเวลาสองไทม์โซน ดังเช่นที่เห็นในภาพ งดงามด้วยดีไซน์โค้ดที่บ่งบอกความเป็น Cartier ทั้งตัวเลขโรมัน สเกลนาที เม็ดมะยมประดับอัญมณีทรงหลังเบี้ย สายรัดข้อมือหนัง และขาตัวเรือนประดับหมุด อีกทั้งการดีไซน์หน้าปัดและชิ้นส่วนกลไกแบบสเกเลตัน ทำให้เห็นชิ้นส่วนกลไกที่จัดเรียงอย่างงดงามและแปลกใหม่

เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าตัวเรือนมีความโค้งเพื่อให้กระชับกับข้อมือ แต่ก็ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปทรงของกลไกไขลาน 9919 MC เสียใหม่ให้มีความโค้งไปตามรูปทรงของตัวเรือนด้วย และทำให้ต้องจัดวางวีลและเกียร์เทรนเป็นเส้นยาวตามความยาวของตัวเรือน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่าง ส่วนการแสดงเวลาทั้งสองไทม์โซนเชื่อมโยงกัน สามารถปรับตั้งค่าไทม์โซนที่สองได้ด้วยเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา โดยเข็มชั่วโมงจะจัมป์ไปทีละชั่วโมง

Feel Good in British Way

รวบรวมหนังฟีลกู๊ดจากเกาะอังกฤษให้คุณย้อนดูก่อนไปฟีลกู๊ดกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ Military Wives

เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้มีอยู่แค่ฝั่งฮอลลีวูด เชื่อว่าหลายคนคงจะจดจำภาพลักษณ์แสนอบอุ่นของภาพยนตร์ต่างๆ จากเกาะอังกฤษได้บ้างไม่มากก็น้อย เรามาย้อนระลึกความหลังภาพยนตร์ฟีลกู๊ด 5 เรื่องจากเกาะอังกฤษไปพร้อมกันดีกว่า


Four Wedding and A Funeral (1994)

เรื่องราวของหนุ่มผู้ที่ได้แต่เป็นแขกในงานแต่งงาน จนกระทั่งเขาได้พบกับสาวในดวงใจที่เจอเพียงครั้งแรกก็ตกหลุมรัก ภาพยนตร์แรกที่สร้างชื่อให้กับฮิวจ์ แกรนท์ เจ้าพ่อพระเอกหนังรอมคอม (โรแมนติกคอมเมดี้) ตลอดกาล

The Full Monty (1997)

ภาพยนตร์คอมเมดี้ดูเพลินสุดจริงใจ เรื่องของกลุ่มหนุ่มชายฉกรรจ์ที่ตกงานและต้องแบกภาระอันหนักอึ้งจากทางบ้าน พวกเขาจึงรวมตัวกันสร้างคณะระบำเปลื้องผ้า เพื่อหวังช่วยกอบกู้ครอบครัว 

Notting Hill (1999)

เป็นภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วเกาะอังกฤษจนลามไปถึงทั่วโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนังสายไหนก็ต้องเคยได้ยินหรือรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้มาทุกคน ต้นตำรับหนังโรแมนติกในอุดมคติที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของหนุ่มผู้ดีอังกฤษและซุปเปอร์สตาร์สาวจากฮอลลีวูด พูดถึงกระแสแรงที่เป็นที่น่าจดจำ

Love, Actually (2003)

เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สามารถสร้างภาพจำให้แก่คนทั้งโลกได้ ด้วยฉากสารภาพรักหน้าประตูบ้านด้วยแผ่นกระดาษแทนการพูด

About Time (2013)

ภาพยนตร์สุดซึ้งเคล้าน้ำตา ที่ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องรักใคร่ระหว่างสองหนุ่มสาวแต่กลับแทรกเรื่องครอบครัวและการใช้ชีวิตเข้าไปด้วย

และในปีนี้ มาเตรียมพบกับ Military Wives อีกหนึ่งภาพยนตร์ฟีลกู๊ดจากเกาะอังกฤษ ผลงานของปีเตอร์ แคททานีโอ ผู้กำกับ The Full Monty ที่ว่าด้วยเรื่องราวของบรรดาภรรยาของทหารที่รวมกลุ่มกันตั้งคณะร้องเพลงประสานเสียงเพื่อคลายความฟุ้งซ่านยามสามีไปออกรบ

พบกับ Military Wives ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

Fold and Dye: มัดย้อมและคลี่คลายความงามในใจไปกับกรรณชลี งามดำรงค์

นิทรรศการ Out of the Fold ของกรรณชลี งามดำรงค์ จะพาคุณไปสัมผัสกับเสน่ห์ของผืนผ้า การเย็บ การย้อม และการ ‘คลี่คลาย’ ความงดงามภายหลังกระบวนการทำมืออันอ่อนโยนและละเอียดอ่อน

Author: Pacharee Klinchoo

Portrait Photographer: Chatchanan Chantajinda

คอนเซ็ปต์ของงานนิทรรศการ Out of the Fold

เราทำงานเป็นดีไซเนอร์ของแบรนด์ตัวเอง Slowstitch Studio อยู่แล้ว ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทำงานมัดย้อมโดยใช้วิธีการเย็บให้เกิดลาย กระบวนการนี้ทำให้ผ้ามัดย้อมมีความซับซ้อน และมีความเป็นกราฟิกมากยิ่งขึ้น งานนิทรรศการ Out of the Fold ครั้งนี้ก็ต่อยอดมาจากตรงนั้น เนื่องจากแบ็กกราวด์ของเราที่เรียนจบสาขาสิ่งทอมาจาก Chelsea College of Arts กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เราได้เรียนเรื่องการออกแบบโครงสร้างการทอผ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับรูปทรงเรขาคณิตอยู่เยอะ มีการคิดการทำงานอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เราเลยใช้ตัวตนตรงนั้นของเรามาออกแบบงานนิทรรศการครั้งนี้ค่ะ เรามองว่าการทำผ้าด้วยเทคนิคนี้ก็เหมือนกับการวาดรูปอย่างหนึ่ง แทนที่เราจะใช้ดินสอ พู่กัน หรือปากกา เราก็ใช้ด้ายในการวาดรูปค่ะ

เทคนิคการมัดย้อม (shibori)

เทคนิคที่เราใช้มีต้นตอมาจากเทคนิค shibori ของประเทศญี่ปุ่น แต่เราดัดแปลงให้ออกมาเป็นแบบของตัวเราเองด้วยค่ะ ตอนที่เราเลือกไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น เราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคชิโบริหรือการย้อมสีธรรมชาติมาก่อนเลยนะคะ แต่ด้วยความที่เราเติบโตมาในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร และไปเรียนต่อในเมืองใหญ่อย่างกรุงลอนดอน เราก็ไม่เคยได้สัมผัสกับวิถีธรรมชาติสักเท่าไหร่ พอได้มีโอกาสไปเรียนเทคนิคนี้ เราได้ไปอยู่ในป่าในเขา อยู่กับธรรมชาติ ได้โฟกัสกับ ‘มือ’ ตัวเองจริงๆ ทำงานด้วยมือทั้งวันทั้งคืน อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกว่านี่เป็นวิถีที่เราไม่เคยมองเห็นคุณค่าของมันมาก่อน และนั่นทำให้เรานำวิถีดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของงานเราเอง… จริงๆ แล้วเราเริ่มต้นจากเทคนิคนี้เพราะเราเห็นความสวยงามของมันในแง่ที่ว่ามันไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรใดๆ มากมาย มีเพียงสองมือของเรา เข็ม ด้าย และผ้า เราก็สามารถทำงานได้แล้ว

การต่อยอดเทคนิคสัญชาติญี่ปุ่นกับวัสดุที่หาได้ในประเทศไทย

เอาจริงๆ เรามองเห็นความเกี่ยวพันกันตั้งแต่แรกนะคะ… เพราะวัฒนธรรมการสร้างสรรค์งานชิโบรินั้นมาพร้อมกับกระบวนการย้อมคราม ซึ่งก็มีอยู่แล้วในประเทศไทย เพียงแค่แตกต่างกันในแง่ของวิธีการที่จะทำให้ได้สีครามมาเท่านั้น เราจึงศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดมาเรื่อยๆ และในประเทศไทย วัตถุดิบที่โดดเด่นของเราคือผ้าฝ้ายทอมือ ซึ่งเราจะเห็นกระบวนการเก็บดอกฝ้ายมาปั่นและทอด้วยมือให้เป็นผืน เป็นผ้าที่สามารถดูดซับสีได้ดีมาก เวลาย้อมออกมา เราจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ทำงานกับผ้าแบบนี้ค่ะ เพราะตอนเราทำงานที่ญี่ปุ่น ผ้าทั้งหมดจะเป็นผ้าทอเครื่องและเอามาทำต่อ แต่ในประเทศไทยเรายังสามารถหากลุ่มชุมชนที่ทำงานทอมือจริงๆ ได้อยู่ค่ะ

งานขายกับงานศิลป์

ถ้าถามเราว่ากระบวนการคิดในการทำงานดีไซน์กับงานศิลปะแตกต่างกันมากไหม เราว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไรนะคะ ตอนที่เราทำงานของ Slowstitch Studio โปรดักต์สุดท้ายของเราจะออกมาเป็น ‘ผ้า’ หนึ่งผืน ซึ่งอาจจะเป็นผ้าพันคอ กระเป๋า หรือเสื้อผ้า เป็นสินค้าที่ทำสำเร็จออกมาแล้วอาจจะมีกลุ่มคนที่รู้จักเทคนิคและเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของเรา แต่คนที่มองไม่ออกอาจจะเห็นมันเป็นสินค้าผ้าพิมพ์ โดยไม่ได้เห็นกระบวนการหรือความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นๆ ชัดเจน แต่พอได้มาทำงานนิทรรศการของตัวเองครั้งนี้ ได้คุยกับภัณฑารักษ์เพื่อระดมไอเดีย เราเองก็ได้เห็นว่ากระบวนการทำงานของเรานั้นมีภาษาบางอย่างที่ยังไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในงานออกแบบ ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะปลายทางของงานออกแบบคือ ‘สินค้า’ ที่เอาไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้ แต่สำหรับงานศิลปะ เราสามารถเล่าเรื่องกระบวนการทำงานระหว่างทางได้ เพราะมันมีความน่าสนใจ มีความสวยงาม และมีมิติมากกว่าผ้าผืนหนึ่งที่คลี่ออกมาเป็นลายเท่านั้น

เสน่ห์ที่ควบคุมไม่ได้

คาแร็กเตอร์ของสีธรรมชาติคือข้อจำกัดในการเล่นเฉดสี ส่วนตัวเราไม่ได้ต่อต้านสีเคมีนะคะ และเอาจริงๆ กระบวนการทำสีธรรมชาติเองก็ซับซ้อนและใช้เวลานานมาก ซึ่งอาจจะใช้ทรัพยากรต่างๆ มากกว่าสีเคมีอีกเสียด้วยซ้ำ แต่ความสวยงามของมันอยู่ที่กระบวนการนี่ล่ะค่ะ และสีธรรมชาติที่ได้นั้นจะมีความลุ่มลึกมากกว่า มีมิติมากกว่าสีเคมี เราอยากจะโฟกัสตรงนี้ให้มากกว่านี้ ซึ่งเสน่ห์ของสีธรรมชาติ… หรืออาจจะเรียกว่าข้อจำกัดก็ได้… อยู่ที่… สมมติเราคิดว่าเปลือกมังคุดจะย้อมออกมาเป็นสีนี้ แต่เมื่อเราเปลี่ยนฤดูกาลเก็บมังคุด สีก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกเฉดหนึ่ง การเล่นสีธรรมชาติจึงไม่ได้อยู่ที่การจดจำว่าพืชชนิดนี้ให้สีนี้ได้สีเดียว แต่อยู่ที่การผสมและเทคนิคกึ่งๆ เคมีด้วย… อธิบายง่ายๆ คือ ก่อนการย้อมสีธรรมชาติจะต้องมีการเตรียมผ้าโดยการเอาไปต้มกับสารส้ม สนิม หรืออะไรอื่นๆ ซึ่งกระบวนการเตรียมผ้านี้จะเป็นตัวกำหนดโทนสีที่จะปรากฏบนผ้า ยกตัวอย่างเช่น ไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ฝาง’ จะให้สีชมพูถ้าค่า pH เป็นด่าง แต่ถ้าเป็นกรดจะออกมาเป็นสีส้ม ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเตรียมผ้าด้วยสารส้มที่มีค่า pH เป็นด่าง เราก็จะได้ผ้าสีชมพู แต่ถ้าเตรียมผ้าด้วยสนิม ซึ่งก็มีค่า pH เป็นด่างเช่นเดียวกัน เรากลับได้ผ้าสีม่วง ดังนั้นการเล่นกับสีธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมของเรา นั่นคือความสวยงามในกระบวนการทำงานกับสีธรรมชาติค่ะ

นิทรรศการ Out of the Fold จัดแสดงที่โถงนิทรรศการ โรงแรม Rosewood Bangkok ระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 31 มีนาคมนี้

Kolour in the Park 2020 Full Lineups Announced

ประกาศรายชื่อศิลปินครบ 15 วงทั้งหมด 3 เวทีกันแบบไม่กลัวทั้งไวรัสและรัฐประหารกับงาน Kolour in the Park 2020 ที่จะจัดขึ้น ณ Thai Wake Park ลำลูกกา ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ มาดูไลน์อัพศิลปินและดีเจสุดเจ๋งไปพร้อมๆ กัน ใส่หน้ากาก พกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และพร้อมไปเกาะขอบเวทีพร้อมกันเลยดีกว่าครับ!

PARK STAGE

LEISURE

LEISURE: วงดนตรีห้าชีวิตที่เหมือนเอากลุ่มคนที่มีความสามารถไม่เหมือนกันมารวมๆ กันเป็นแกงโฮะรสดี การันตีด้วยยอดสตรีมมิ่งกว่า 50 ล้านครั้งสำหรับอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา ทำให้เกิดปรากฏการณ์บัตรการแสดงสดขายหมดติดๆ กันเป็นประวัติการณ์ของประเทศนิวซีแลนด์เลยทีเดียว

Oddisee

Oddisee: แรปเปอร์และโปรดิวเซอร์มากความสามารถจากกรุงวอชิงตันดี.ซี. อัลบั้มเปิดตัวของเขาอย่าง People Hear What They See ได้รับรางวัล The Best Hip-Hop Album จาก Apple iTunes Music Award 2012 การันตีมาแล้ว

Running Touch

Running Touch: จากศิลปินท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย ในตอนนี้เขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของ Ocean Grove วงดนตรีฮาร์ดคอร์ขวัญใจแดนจิงโจ้ ทำให้ผลงานดนตรีของเขาคือส่วนผสมอันสมดุลระหว่างดนตรีหลากหลายสไตล์

ATMA

ATMA: เขาเป็นผู้ที่ทำให้บทเพลงสไตล์ Fun-House เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และรู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้คนดูคอนเสิร์ตยักย้ายส่ายสะโพกไปกับบทเพลงของเขาได้อย่างแท้จริง

Pyra

Pyra: ผู้บุกเบิกเส้นทางวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยด้วยตัวเอง เธอนำผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเมโลดี้ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ก่อเกิดเป็นบทเพลงสไตล์ Solar Soul อันเป็นเอกลักษณ์ เธอเคยได้ขึ้นแสดงในงานเทศกาล Burning Man มาแล้ว ทั้งยังมีรางวัลการันตีจากอีกหลากหลายเวทีในฐานะศิลปินหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกด้วย

Mae Happyair

Mae Happyair: จากอาชีพผู้ช่วยสไตลิสต์นิตยสารแฟชั่นหัวหนึ่งในประเทศไทย เธอได้ค้นพบความสามารถของตัวเองยามเปิดเพลย์ลิสต์ระหว่างทำงานในกองถ่าย วันนี้ เธอก้าวออกจากวงการแฟชั่น มาพร้อมเปลี่ยนแปลงทั้งตัวตนและวงการดนตรีไทยอย่างยิ่งใหญ่แล้ว


SHELTER STAGE

Black Coffee

Black Coffee: ผู้ก่อกำเนิดสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชื่อว่า Afropolitan House เขามีโชว์มากกว่า 250 โชว์ต่อปี ซึ่งนั่นหมายรวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Tomorrowland ซึ่งแฟนๆ ชาวไทยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงที่นั่น ไปแค่ลำลูกกาก็พอแล้วนะเออ

Artbat

Artbat: คือคำสมาสระหว่างคู่หูเพื่อนสนิทและดีเจฝีมือเยี่ยมอย่าง Artur และ Batish ในวันนี้ทั้งคู่โผล่ออกมาจากแวดวงดนตรีใต้ดินของเมืองเคียฟ กลายมาเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีผู้ชมรอคอยซื้อบัตรมากที่สุดในโลก

Giolì & Assia

Giolì & Assia: แม้จะเปิดตัวในวงการดนตรีในฐานะผู้จัดการและศิลปิน ในตอนนี้ สองสาวดูโอ้ได้รับการยอมรับทั้งในฐานะศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี เจ้าของค่ายเพลง และดีเจ ซึ่งการแสดงสดของพวกเธอนั้นนับได้ว่าตื่นตาตื่นใจเพราะมีการนำเครื่องดนตรีใหม่ๆ มานำเสนอตลอดเวลา

Bonita Everitt

Bonita Everitt: ศิลปินสัญชาติไทยที่เดินสายแสดงในเวทีใหญ่ระดับประเทศมาแล้ว เธอเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติที่รายล้อมตัวอยู่มาสร้างสรรค์บทเพลงให้คนลุกขึ้นมาเต้นรำได้อย่างมีความสุข

Miss Foster

Miss Foster: หนึ่งในดีเจที่ได้รับความนิยมที่สุดในดูไบเมื่อปี 2019 เธอได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2018 และกลายมาเป็นขวัญใจขาแดนซ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


DISCO DIARIES (WATER STAGE)

Mousse T.

Mousse T.: บ่มเพาะประสบการณ์ในประเทศเยอรมนีบ้านเกิดมากว่ายี่สิบปี บัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานแห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของโลกไปแล้ว จุดเด่นของเขาคือการจับจุดคนดูได้ถูกต้อง ทำให้ทุกคนพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับเขาได้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด (นั่นหมายรวมถึงสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้งไวรัสมรณะ และฝุ่นพิษในกทม. ด้วยนะเออ)

Dark White

Dark White: ส่วนผสมกันลงตัวระหว่าง Sir Walt และ Spencer ที่ท้าทายขีดจำกัดของดนตรีสไตล์เดิมๆ อย่างเฮ้าส์และดิสโก้ โดยการผสมผสานดนตรีสไตล์อื่นๆ เข้าไปแบบไม่ยั้ง หรือเกรงกลัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนที่มาชมดนตรีของพวกเขานั่นเอง

Panna

Panna: จากความคลั่งไคล้ในแผ่นไวนิล ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สไตล์ดนตรีที่เป็นของตัวเองจากแผ่นไวนิลที่เธอสะสมนั่นเอง มาร่วมตื่นเต้นไปกับการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊ส และดนตรีนอกกระแสของเธอไปพร้อมกันได้

Rabbit Disco

Rabbit Disco: ดีเจสาวเอกลักษณ์กับบทเพลงสไตล์ deep house ที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของคุณให้ออกมาโลดแล่นบนแดนซ์ฟลอร์

เตรียมพร้อมพบกับความมันบท 3 เวทีกับ 15 ศิลปินได้ในงาน Kolour in the Park วันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park ลำลูกกา

www.kolourinthepark.com

Tommy NOW! 2020

สดส่งตรงจากลอนดอน พบกับ Tommy Hilfiger – Spring 2020 Runway Show ที่ไลฟ์สตรีมให้เราได้ชมกันแบบเรียลไทม์เพื่อคุณจะได้ไม่พลาดความเท่สุดคูลของคอลเลกชั่นนี้

Quality Time

เพราะเวลาไม่อาจหวนคืน จงใช้ไปอย่างคุ้มค่า

Photographer: F/Number 45

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Pimpilai Boonjong

Venus as A Boy

Photographer: Diane Zhao
Stylist: Mike Stallings

เสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ทั้งหมดจาก Versace 

Leave The World Behind

ทิ้งฝุ่นพิษ และไวรัสมรณะ แล้วหนีไปเที่ยวในสักที่ที่มีเพียงเรา ก็คงจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

Fashion Editor: Chanond Mingmit
Photographer: Chatchanan Chantajinad
Location: Soneva Kiri Koh Kood

Paris, mon amour!

เที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงสุดแสนโรแมนติกของโลกผ่านฉากภาพยนตร์สวยๆ ที่จับใจจนเราอดหลงรักไม่ได้

Author: Mintira Thammapalert / Tatiya Kaewchan

Illustrator: PATTRN

Follow Your Heart: Before Sunset

ก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในวันนี้จงเลือกหัวใจของตัวเอง

‘ปารีส’ เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความโรแมนติก มีคำกล่าวขำขันว่าเพียงแค่ผู้ชายก้มลงหยิบเหรียญหรือผูกเชือกรองเท้าระหว่างที่พาคนรักมาเที่ยวปารีส ก็อาจทำให้ผู้หญิงยืนปิดปากร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ เพราะหลงคิดว่าผู้ชายคุกเข่าขอแต่งงานซะงั้น! นอกจากปารีสจะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคู่รักทั่วโลกให้เดินทางมาแล้ว ในโลกภาพยนตร์ ปารีสก็ยังถูกใช้เป็นโลเคชั่นยอดนิยมที่มักไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่สะท้อนเรื่องราวของการพบรัก การลาจาก และการเรียนรู้ชีวิต โดยเฉพาะหนังเรื่อง ‘Before Sunset’ ผลงานของผู้กำกับฯ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ที่ออกฉายเมื่อปี 2004 โดยเล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมาจาก ‘Before Sunrise’ เมื่อสองตัวละครอย่าง ‘เจสซี’ และ ‘เซลีน’ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ทั้งคู่เติบโตขึ้น ไม่ใช่หนุ่มสาววัยเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่หัวใจมีร่องรอยบาดแผลจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านๆ มา ฉากสำคัญที่ทั้งคู่เจอกันเริ่มที่ ‘Shakespeare and Company’ ร้านหนังสือประตูสีเขียวริมแม่น้ำแซน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเปิดต้อนรับนักอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1919 (วันก่อตั้งร้านตัวเลขสวยมาก 19 พฤศจิกายน 1919 โดยปีนี้ก็มีอายุครบ 100 ปีพอดี) หากร้านหนังสือคือสถานที่ท่องเที่ยวที่พาคนอ่านไปสำรวจโลกกว้างผ่านตัวอักษร นักเขียนหนุ่มอเมริกันที่เริ่มมีชื่อเสียงอย่างเจสซีก็เลือกใช้หนังสือเป็นเครื่องมือบันทึกความทรงจำถึงหญิงสาวฝรั่งเศสที่เขาเคยตกหลุมรักเมื่อ 9 ปีก่อนเช่นกัน เรื่องราวของค่ำคืนสุดประทับใจที่เคยเกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ส่วนเรื่องน่ายินดีก็คือเธอได้อ่านหนังสือเล่มนั้นและมายืนต่อหน้าเขาอีกครั้งราวกับความฝัน

บางครั้งโชคชะตาและจังหวะเวลาก็มักเล่นตลกกับความรักของมนุษย์ เพราะในหนังภาคแรกอย่าง ‘Before Sunrise’ พวกเขาสัญญากันที่กรุงเวียนนาว่าจะกลับมาเจอกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ล่วงเลยนานถึง 9 ปีจึงจะได้เจอกันอีกครั้ง แถมต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้วด้วย บทสนทนาทั้งเรื่องดำเนินอย่างราบเรียบ แต่มีความหนักหน่วงมากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ เพราะยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไรต่างยิ่งพบว่าเขาและเธอต่างมีตัวตนอยู่ในใจของกันและกันเสมอมา เซลีนกล่าวว่า “คุณไม่สามารถหาใครมาแทนที่ใครได้หรอก เพราะทุกคนถูกสร้างขึ้นมาด้วยรายละเอียดที่งดงามเฉพาะตัว” เรื่องราวใน ‘Before Sunset’ ดำเนินขึ้นในเวลากลางวัน โดยมีบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ของกรุงปารีสเป็นฉากหลัง ก่อนที่เจสซีจะต้องบินกลับสหรัฐอเมริกา เขาอาสาไปส่งเซลีนที่ห้อง และเซลีนก็ได้หยิบกีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาเล่นเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งมีชื่อว่า ‘A Waltz for a Night’ เพียงหญิงสาวร้องเพลงไม่กี่ประโยค เจสซีรู้ทันทีว่าเนื้อเพลงทั้งหมดนั้นหมายถึงตัวเขา ทุกความรู้สึกที่เซลีนไม่อาจบอกตรงๆ เมื่อรู้ว่าเจสซีมีคนรักอยู่แล้ว กลับถูกสารภาพผ่านเพลงซึ้งๆ อย่างจริงใจ โดยเฉพาะท่อนนี้ “My heart will stay yours until I die…” ขณะฟังเจสซีราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขามีสีหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์ดีใจและสับสนในคราวเดียวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าของกรุงปารีสในวันนี้กำลังจะกลายเป็นความหลังที่ไม่อาจหวนคืนอีกแล้วหากเขาตัดสินใจเดินออกจากห้องนี้ไป “เดี๋ยวจะตกเครื่องนะคะ” เสียงเซลีนเตือนชายหนุ่ม… ใครจะไปคิดว่าหนังรักที่เกิดขึ้นในเมืองโรแมนติกแห่งนี้จะมี ‘พระอาทิตย์ตก’ เป็นเดดไลน์กันล่ะ

Falling in Romantic Love: Funny Face

จะมีที่ไหนเหมาะสำหรับการตกหลุมรักอันแสนจะโรแมนติกมากไปกว่าที่ปารีสอีกเล่า

งชูร์ ปาครี! (Bonjour, Paris!) คือวลีติดหูและเป็นหนึ่งในเพลงที่ใช้ประกอบในเรื่อง ‘Funny Face’ ภาพยนตร์มิวสิคัล โรแมนติก คอมเมดี้ (ค.ศ. 1957) เรื่องนี้โดดเด่นตั้งแต่นักแสดงนำ ซึ่งก็คือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และเฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) ไปจนถึงพล็อตที่หวานแหววราวกับอยู่ในภาพฝัน และตบท้ายด้วยแฟชั่นระดับไฮเอนด์ของนางเอกที่หลายนิตยสารแฟชั่นในขณะนั้นต่างยกนิ้วให้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมที่สุด

แน่นอนว่าโลเคชั่นที่จะถ่ายทอดรักโรแมนติกได้ดีที่สุดก็ต้องอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลกอย่าง ‘ปารีส’ ที่ซึ่ง Funny Face ใช้เป็นฉากดำเนินเรื่องเกินกว่าครึ่ง และจะเห็นได้ว่าผู้กำกับพยายามเก็บแลนด์มาร์กของปารีสเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล (la tour Eiffel) พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (le musée du Louvre) ประตูชัยฝรั่งเศส (l’Arc de Triomphe de l’Étoile) สวนตุยเลอรี (le jardin des Tuileries) หรือแม่น้ำแซน (la Seine) มารวมอยู่ในเรื่องนี้อย่างครบครัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าในช่วงที่ทีมงานยกกองไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน แต่ฟ้ากลับไม่เป็นใจ เพราะดันมีฝนตกลงมามากผิดปกติ ทำให้หลายฉากในเรื่องที่ควรจะสดใสแจ่มแจ้งเต็มไปด้วยแสงแดด กลับดูหม่นทึมไม่สดใส อย่างฉากร้องเพลง ‘บงชูร์ ปาครี!’ ที่ตัวเอกทั้งสามคน (เฮปเบิร์น, แอสแตร์ และเคย์ ทอมป์สัน – Kay Thompson) ต้องร้องเพลงตามสถานที่แลนด์มาร์กต่างๆ จนมาจบเพลงบนหอไอเฟล ก็เห็นแบ็กกราวด์ท้องฟ้าแบบไม่แจ่มใสนัก ทว่าสภาพอากาศก็ไม่อาจหยุดการแสดงอันรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขัน เพลงเพราะๆ ท่าเต้นแสนสวย และความน่ารักน่าหยิกของคู่พระคู่นาง แม้ว่าในขณะนั้นแอสแตร์จะมีอายุห่างจากเฮปเบิร์นถึง 38 ปีก็ตาม! (แอสแตร์ 58 ปี และเฮปเบิร์น 20 ปี) ความสนุกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่การลุ้นว่าในแต่ละฉาก โจ นางเอกคนสวย ผู้เป็นพนักงานในร้านหนังสือ แต่ดันจับพลัดจับผลูมาเป็นนางแบบรันเวย์จำเป็น จะปรากฏกายในชุดหรูหราชุดใด และดิค พระเอกผู้เป็นช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง จะคอยบอกให้นางเอกโพสท่าเก๋ๆ อย่างไร ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์กงดงามของเมืองปารีส ฉากที่ตรึงตาตรึงใจฉากหนึ่งของ Funny Face ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือฉากที่โจแอบหลบอยู่หลังอนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ (Nike of Samothrace) ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก่อนจะวิ่งถลาลงมาจากบันไดด้วยชุดราตรียาวสีแดงสดเพื่อให้ดิคถ่ายภาพของเธอ พร้อมโบกผ้าคลุมไหล่เนื้อชิฟฟอนบางเบาสีแดงเป็นท่วงท่าเดียวกับเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหลัง ความคลาสสิกของชุด อิริยาบถอันงดงามของเฮปเบิร์น และฉากหลังอันทรงพลัง ทำให้ฉากนี้เป็นที่ประทับใจของใครหลายคน และเวลามีคนพูดถึง Funny Face ก็มักจะหยิบเอาภาพนี้มาเป็นภาพประกอบอยู่เสมอ

The Sexy Spirit: Moulin Rouge!

ลีลารักสุดร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาใจให้ไหม้เป็นจุณ

นอกจากจะเป็นเมืองโรแมนติกที่ง่ายต่อการตกหลุมรักแล้ว ปารีส… ยังเป็นมหานครที่เหมาะเจาะกับคำว่า ‘รักร้อนแรง’ อีกด้วย และดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญหากจะเดินไปประสบพบคู่รักกำลังกระหวัดกอดเกี่ยวกันในซอกหลืบแห่งย่านกลางคืน หากคุณยังนึกภาพตามไม่ค่อยออก (หึๆ) ก็ลองดูหรือนึกถึงภาพยนตร์มิวสิคัลโรแมนติกดราม่าในปีค.ศ. 2001 อย่างเรื่อง Moulin Rouge! (มูแลง รูจ!) ภาพยนตร์โปรดักชั่นเยี่ยมเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์สุดอมตะที่กวาดรางวัล (และรายได้) ไปเป็นว่าเล่น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความฟู่ฟ่า ร้อนแรง และหรูหราฉูดฉาดแบบไม่ห่วงเครื่องของวิถีชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์และชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลความบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งอ้างอิงสถานที่ที่มีอยู่จริงอย่างโรงละครคาบาเรต์เก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับเรื่องว่า ‘Moulin Rouge’ ในย่านมงต์มาร์ต (Montmartre) มาเป็นโลเคชั่นสำคัญในการเดินเรื่องราวทั้งหมด อันที่จริงตัวโรงละคร Moulin Rouge เองก็มีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในฝรั่งเศสทั้งในเรื่องของมิวสิคัลแดนซ์ โชว์ต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นระบำแคนแคน (can-can) ที่เป็นการแสดงที่มีท่วงท่าฉีกขามากอยู่สักหน่อย และยิ่งบาซ เลอร์มานน์ (Baz Luhrmann) ผู้กำกับและผู้เขียนบท ตกลงใจทำภาพยนตร์ชื่อเดียวกับโรงละครคาบาเรต์แห่งนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กังหันลมสีแดง (มูแลงแปลว่ากังหันลม รูจแปลว่าสีแดง) กลายเป็นภาพจำของความเซ็กซี่ที่มาพร้อมกับการจัดเต็มด้านเครื่องแต่งกายและฉากหลังสุดตระการตา โดยบริบทแวดล้อมของหนังไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ‘Lady Marmalade’ ที่มีเนื้อร้องเชิญชวนให้มา… เอ่อ อย่างเปิดเผย ก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเรื่องให้ดูไปในทิศทางเดียวกัน จนเวลาเรานึกถึงเรื่อง Moulin Rouge! ทีไร เป็นต้องคิดไปถึงความหวือหวาเร่าร้อนออกไปในทางโลกีย์หน่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว แม้ภายนอกจะดูสุดสวิงริงโก้แค่ไหน แต่สารัตถะของภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! กลับกลายเป็นความรักแท้ที่แม้อำนาจและเงินตราก็มิอาจทำลายให้สูญสิ้นได้ และดูจะเป็นความรักแนวใสซื่อบริสุทธิ์ตามแบบฉบับคลาสสิกของหนุ่มสาวค่อนโลกเสียด้วยซ้ำ การร้องเพลงพลอดรักกันไปมาระหว่างตัวเอก ซาทีน (Satine) นักแสดงสาวคนสวยผู้เป็นหน้าเป็นตาแห่งโรงละครมูแลง รูจ และคริสเตียน (Christian) นักเขียนหนุ่มรูปหล่อไส้แห้ง นำแสดงโดยนักแสดงแม่เหล็กอย่างนิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) และยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) ก็สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมละสายตาจากทั้งคู่ไปไม่ได้ แม้ว่าฉากในเรื่องจะเป็นฉากประดิษฐ์ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด และน้อยมากที่จะมีการถ่ายทำในโลเคชั่นทั่วๆ ไปในปารีส (ซึ่งมากสุดเราจะเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันเจิดจรัสของปารีสเป็นแบ็คกราวด์อยู่ไกลๆ เสียมากกว่า) แต่ความหรูหราตระการตาของฉากที่เซ็ตไว้เป็นอย่างดีของ Moulin Rouge! นี่แหละที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมและสะท้อนความเป็นฝรั่งเศสจริงๆ ในแบบที่คัดกรองมาแล้วอย่างดี อย่างในซีนเพลง ‘Your Song’ ที่คริสเตียนทำหน้าซื่อร้องจีบนางเอก ก่อนจะพากันวิ่งไปจ้องตาหวานซึ้งอยู่หน้าหอไอเฟลประดิษฐ์ท่ามกลางไอหมอก ก็กลายเป็นฉากที่ผู้ชมกล่าวขวัญถึงว่าเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ และต่างพากันตกหลุมรักคริสเตียนกันไปก่อนหน้าซาทีนเสียอีก

Love Isn’t A Fragment: Paris, je t’aime

การตกหลุมรักไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันคุ้มค่าสำหรับการรอคอยเสมอ

ใครจะไปคิดว่าโครงเหล็กสูงกว่า 300 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนช็องเดอมาร์ส (Champ de Mars) ใกล้แม่น้ำแซน(Seine) ในกรุงปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หอไอเฟล (la tour Eiffel)’ พิกัดที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนปีละกว่า 7 ล้าน จะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกชาวปารีสวิจารณ์ว่า ‘อัปลักษณ์ที่สุด’ โดยย้อนกลับไปเมื่อค.ศ. 1889 หอคอยโครงเหล็กที่ตั้งชื่อตามวิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ‘กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel)’ เปิดใช้ครั้งแรกในงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติของปีนั้น รัฐบาลต้องการให้หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความรุ่งโรจน์ และความร่ำรวยในยุคอุตสาหกรรม แต่กลับมีชาวเมืองจำนวนมากท้วงติงว่าหอคอยรูปทรงประหลาดจะมาบดบังความงดงามของเมืองนี้ จนเกือบจะมีการรื้อถอนออกด้วยซ้ำ แต่ต่อมาหอไอเฟลก็ค่อยๆ ชนะใจทุกคน อีกทั้งยังเคยครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกเป็นเวลา 40 ปีอีกด้วย ดูเหมือนว่ากว่าที่หอไอเฟลจะเป็น ‘สิ่งที่ใช่’ นั้นต้องใช้กาลเวลาพิสูจน์อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ทำให้นึกถึงหนังอาร์ตเรื่อง ‘Paris, je t’aime’ ซึ่งรวบรวมหนังสั้นเนื้อหาอิสระจำนวน 18 เรื่อง จาก 22 ผู้กำกับฯ ที่เคยออกฉายในปี 2006 (ความสำเร็จของเรื่องนี้ทำให้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘New York, I Love You’ และ ‘Berlin, I Love You’) โดยมีหนังสั้นตอนหนึ่งชื่อว่า ‘Tour Eiffel’ ผลงานกำกับฯ ของ Sylvain Chomet นักแอนิเมชั่นชาวฝรั่งเศส แม้จะมีความยาวเพียง 6 นาที แต่กลับมีเนื้อหาสาระที่ชวนอมยิ้มมากๆ

Tour Eiffel เปิดฉากด้วยเด็กผู้ชายที่ชื่อ ‘Jean-Claude’ ออกมาเล่าเรื่องการพบรักกันของพ่อและแม่ นำแสดงโดย Yolande Moreau และ Paul Putner ในบทนักแสดงละครใบ้ เล่าเรื่องของชายโสดเหงาๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามหารักแท้ในนครปารีสตามประโยคหนึ่งบนโปสเตอร์ในห้อง ‘Paris, City of Love’ ในทุกวันเขาจะแต่งชุดตัวตลก ทาหน้าขาว แต้มปากสีแดง ออกไปแสดงละครใบ้ล้อเลียนท่าทางต่างๆ ของผู้คนในปารีส หวังจะสร้างรอยยิ้มให้ชาวเมือง แต่กลับไม่มีใครสนุกด้วย เพราะทุกคนมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่อย่างไม่สบอารมณ์เสียมากกว่า ชายหนุ่มเดินตะลอนไปยังเขต 7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล และดันพลาดท่าถูกตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องขัง แม้มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องการตามหารักแท้ในเมืองอันวุ่นวายแห่งนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง ทุกครั้งที่เขาทุกข์ใจ ชายหนุ่มเลือกที่จะปลอบตัวเองด้วยการยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดใบหน้า ก่อนจะลดมือลงและเปลี่ยนหน้าหม่นเศร้าให้มีรอยยิ้มฉาบทับแทน ระหว่างที่กำลังนั่งเบื่อซังกะตายอยู่ในห้องขัง เขาหันไปเห็นนักแสดงละครใบ้ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ กันภายในสถานที่สุดพิลึกแห่งนี้ ใช่แล้ว… พวกเขาตกหลุมรักกันในคุก! และให้กำเนิดเด็กชายฌองคล็อด ในเวลาต่อมา

ไม่ว่าจะสับสนวุ่นวายแค่ไหน แต่ปารีสก็ยังถูกยกให้เป็น ‘มหานครแห่งรัก’ อยู่เสมอ โอกาสของการตกหลุมรักอาจเป็นเหมือนสายลมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ไม่ใช่จะไม่มี แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกประหลาดเพียงใดก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็คงคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ เพราะการตกหลุมรักนอกจากจะต้องมีปัจจัยด้านเวลาที่เหมาะสมแล้ว จังหวะที่ ‘ใช่’ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ – หอไอเฟลก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลงรักเมื่อแรกเห็น… 

Crash Landing on Hyun!

ระหว่างที่รอลุ้นตอนถัดไปของซีรีส์ภาพยนตร์เรื่อง Crash Landing on You ที่กำลังสตรีมมิ่งอย่างเข้มข้นทาง Netflix เรามาพักดูประมวลภาพเซ็ตเอ็กซ์คลูซีฟน่ารักๆ ของคู่พระนาง เพื่อแฟนๆ ลอฟฟีเซียล ออมส์เท่านั้นกันดีกว่า

Crash Landing on You สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix เท่านั้น