Gucci Spring Summer SS20 show

“กัลเดอร์มา” สร้างปรากฏการณ์ความสวยใน 24 ชั่วโมง เปิดตัว ABO Active 3D Treatment นวัตกรรมสารลดเลือนริ้วรอยจากประเทศอังกฤษ

กัลเดอร์มา ประเทศไทย จัดงานเปิดตัว ABO Active 3D Treatment” สารลดเลือนริ้วรอยนวัตกรรมเพื่อความสวย ยกกระชับ ปรับรูปหน้าใน 24 ชั่วโมงจากประเทศอังกฤษ เพื่อเติมเต็มความมั่นใจให้หนุ่ม-สาวที่ต้องการมีความพร้อมในทุกสถานการณ์สำคัญ พร้อมเปิดตัว พิม-ซอนย่า คูลลิ่ง และดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า ผู้พิสูจน์นวัตกรรมสารลดเลือนริ้วรอยให้ทุกคนเห็นว่าสวย-หล่อดูดีใน 24 ชั่วโมงเป็นอย่างไรกับวิดีโอคลิปภายใต้แคมเปญ #ABOISNOW โดยในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก รศ. พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง มาเผยเคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับสารลดเลือนริ้วรอยจากประเทศอังกฤษ ในอัตราส่วนเฉพาะและเทคนิคพิเศษในการยกกระชับ ปรับรูปหน้า ลดริ้วรอยอย่างหมดจด เห็นผลลัพธ์ทันทีใน 24 ชั่วโมง ณ แฟชั่นฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

คุณธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กัลเดอร์มา มีความตั้งใจที่จะพัฒนาทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ความงามและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ประเทศไทย ให้คนไทยได้มีโอกาสอัพเดทเทรนด์ความงามไปพร้อมๆ กับสากล โดยพันธกิจสำคัญของกัลเดอร์มา ประเทศไทย คือการจับมือร่วมกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความงาม โดยมุ่งเน้นถึงประสิทธิผลและความปลอดภัย
แก่คนไข้ สำหรับ ABO Active 3D Treatment นี้ เป็นความภูมิใจของกัลเดอร์มา ประเทศไทย เพราะเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัยร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งทำการศึกษาผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ และได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องอ้างอิงผลจากชาวต่างชาติ  นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีโครงการฝึกอบรมสำหรับแพทย์เรื่องความงาม รวมถึงการประชุมระดับโลกอีกหลายรายการที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ให้แพทย์ไทยได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับแพทย์จากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งนับเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถของแพทย์ไทยอีกด้วย เพราะเราเชื่อมั่นใจศักยภาพของแพทย์ไทย ว่าสำหรับเรื่องความงามแล้ว ฝีมือแพทย์ไทยไม่เป็นรองแพทย์ประเทศไหนๆ เลย”

ด้าน เภสัชกร พิรพัฒน์ ศรีวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการธุรกิจความงาม บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การนำนวัตกรรมจากประเทศอังกฤษมาสู่ประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวได้ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเจอ และต้องการตัวช่วยให้ความมั่นใจทันเวลา เราจึงเปิดตัวแคมเปญ #ABOISNOW นวัตกรรมสารลดเลือนริ้วรอยที่กระชับ ปรับรูปหน้าได้อย่างสวยงาม ผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ดึง พิม-ซอนย่า และ ดีเจภูมิ หนึ่งในผู้ใช้เป็นตัวแทนพิสูจน์ผลลัพธ์ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานหรือการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแบบไม่แคร์อายุแต่ต้อง keep look ให้หล่อดูดี ทั้งหมดนี้ เราถ่ายทอดออกมาในรูปแบบวิดีโอคลิปไลฟ์สไตล์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นเคล็ดลับแห่งการประสบความสำเร็จในทุกรูปแบบ”

ABO Active 3D Treatment คือ สารลดเลือนริ้วรอยจากประเทศอังกฤษ เป็นนวัตกรรมอัตราส่วนผสมเฉพาะและเทคนิคการฉีดพิเศษ ในการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อและกระชับผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเห็นผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้นในทันที โดยจะยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างหมดจด และปรับรูปหน้าให้สวยงามอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ เห็นผลชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ทรีตเมนต์ยังช่วยกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจนให้ตื่นตัวอีกครั้ง

ติดตามชมวิดีโอคลิป ของพิม-ซอนย่า คูลลิ่ง ออกอากาศในวันอังคารที่ 10 กันยายน ดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า ออกอากาศในวันจันทร์ที่ 16 กันยายน ทางเฟซบุ๊ก Galderma Aesthetics Thailand

Jeremy Zucker จะมาเปิดคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ ครั้งแรก กับบรรยากาศอบอุ่นและใกล้ชิดที่สุด

คอปเปอร์และสโนวี่ ร่วมกับ วิจิคอร์ป ขอนำเสนอ ศิลปินนักร้องดาวรุ่ง กับเพลงฮิตอย่าง “come thru”  ที่มียอดคนดูทะลุ 100 ล้านวิว Jeremy Zucker จะมาเปิดคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ ครั้งแรก กับบรรยากาศอบอุ่นและใกล้ชิดที่สุด ที่ นครินทร์ สเปซ ในวันที่ 10 กันยายน นี้ 

ศิลปินนักร้อง นักแต่งเพลงที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ Jeremy Zucker ได้เริ่มปล่อย EP อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2015 กับ Beach Island และเริ่มมีแฟนเพลงกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ติดตามงานของเขา หลังจากนั้นไม่นาน Jeremy Zucker ได้ปล่อย EP อย่าง Breathe ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลาย จากผลงาน “Bout it” ซึ่งเขาก็มีแฟนเพลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลังจากนั้น

ในปี 2016 Jeremy Zucker ได้ปล่อย EP ที่ 3 ที่ชื่อว่า Motions ที่ทำให้ ทั้งโลกได้รู้จักกับเขา และเป็น EP ที่สำเร็จที่สุดในทั้งสาม EP ที่ผ่านมา

หลังจากนั้น เขาได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่อย่าง Republic Records ในปี 2017 และได้ปล่อย EP อย่าง idle กับบทเพลงดังอย่าง “talk is overrated” และเริ่มต้นปี 2018 ด้วยการปล่อย EP ล่าสุด glisten ซึ่งมีซิงเกิล เช่น “all kids are depressed” ซึ่งได้การตอบรับและได้ลงหนังสืออย่าง The New York Times ด้วย

Jeremy Zucker ได้เริ่มทัวร์โดยเล่นเปิดให้กับศิลปินอย่าง Lauv ที่อเมริกาและยุโรป และแน่นอน ตอนนี้เขาเริ่มทัวร์ด้วยตัวของเขาเอง รวมถึงการมาเมืองไทยในครั้งแรกครั้งนี้ กับประสบการณ์ที่ใกล้ชิดอบอุ่นที่สุดครั้งแรกในเมืองไทย ในวันที่ 10 กันยายนนี้ ที่ นครินทร์สเปซ ซื้อบัตรได้แล้วที่ Ticketmelon 

Cr. music.sanook.com

5 ข้อที่ผู้ชายควรทำก่อนนอน เพื่อผิวหน้าใสกิ๊งในเช้าวันถัดไป

ผู้ชายเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักความเรียบง่าย อะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนหลายขั้นตอนมักทำให้เราเบื่อจนไม่อยากจะทำต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการดูแลผิวหน้าผิวกาย ที่เรามักตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอว่า “ผู้หญิงเขาจะมีครีมเป็นสิบขวดไว้ทาก่อนนอนกันทำไม?” การดูแลผิวหน้าของตัวเองตามสมควร เพื่อป้องกันความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้ชายที่ดีควรทำ เคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อที่ผู้ชายแมนๆ สามารถทำได้ทุกคืนก่อนนอน เพื่อหน้าที่ดูดีและใสกิ๊งของเราเองในเช้าวันถัดไป

– ไม่ควรกินหรือดื่ม “มากเกินไป” ก่อนเข้านอน

การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดก่อนนอนอาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกาย บางอย่างมีผลดีกับร่างกายของเราด้วยซ้ำ แต่มันจะตีกลับเป็นการทำร้ายร่างกายของเราเองได้ถ้าเรา “กินหรือดื่มมากเกินไป” แล้วเข้านอนทันที โดยเฉพาะบรรดาอาหาร Junk Food หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมากมายในการที่จะย่อยอาหารเหล่านั้น รวมถึงอาหารจำนวนมากจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นระหว่างนอน ร่างกายต้องรับบทหนักเพื่อผลิตอินซูลินมาจัดการกับน้ำตาลเหล่านั้น และท้ายที่สุดส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบายตัว, เวียนหัว, ไม่สดชื่น และรู้สึกงัวเงียมากกว่าปกติในตอนเช้าวันถัดไป ซึ่งอาการเหล่านี้จะไปออกที่ “ใบหน้า” ของเราอย่างชัดเจนจนคนรอบข้างสังเกตได้ ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงไม่กินหรือดื่มหนักเกินไปก่อนจะเข้านอน

– ล้างหน้าก่อนนอน

ไม่ว่าเราจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดจากการทำงาน หรือไปเที่ยว Hang out จนดึกดื่นอย่างไร สิ่งสำคัญที่เราไม่ควรละเลยก็คือการล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งก่อนนอน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกที่เราผจญมาทั้งวันและอุดตันอยู่ในรูขุมขนบนใบหน้าเรานั้น มีเวลาอีกอย่างต่ำๆ 6-8 ชั่วโมงที่จะทำร้ายผิวหน้าเราต่อไปอีกระหว่างที่เรานอนหลับ และไม่ใช่ว่าจะล้างหน้าด้วยสบู่อะไรก็ได้ ควรหาโฟมล้างหน้าดีๆ ที่จะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนใบหน้าของเราให้ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะเข้านอน

– ทาครีมและเซรั่มบำรุงผิวหน้า

เมื่อล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรามักจะรู้สึกได้เลยว่าผิวหน้าของเราแห้งกว่าปกติ ครีมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้าแก้ไขอาการหน้าแห้งจากการล้างหน้าของเรา รวมถึงเซรั่มที่มีส่วนผสมของ AHA (Alpha Hydroxy Acids), Vitamin C, Vitamin E ที่จะร่วมมือกันช่วยฟื้นฟูสภาพใบหน้าของเราให้เนียนใสยิ่งขึ้น ผู้ชายเราไม่จำเป็นต้องทาครีมเป็นสิบชั้น ขอแค่สองอย่างนี้เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเรา เพราะอย่าลืมว่าการทาครีมเหล่านี้ก่อนนอน ตัวส่วนผสมในครีมจะมีเวลากว่า 6-8 ชั่วโมง ที่จะเข้าไปบำรุงผิวหน้าเราได้เต็มที่ โดยไม่ถูกรบกวนจากฝุ่นควันและความร้อนจากภายนอกแบบช่วงเวลากลางวัน

– ทาลิปมัน

ริมฝีปากคืออีกองค์ประกอบหนึ่งบนใบหน้าที่มักแห้งและแตกได้ง่าย ยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ชายที่ชอบนอนในห้องแอร์เป็นประจำ อากาศที่แห้งในห้องแอร์อาจจะทำให้ริมฝีปากหลุดลอกหรือแห้งแตกเป็นขุยๆได้ในช่วงเช้าวันถัดมา ดังนั้นเราควรป้องกันเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการทา “ลิปมัน” บนริมฝีปากทุกครั้งก่อนเข้านอน

– ถึงเวลานอนก็ต้อง “นอน”

ข้อสุดท้ายนั้นสำคัญมาก แถมเรียบง่ายแต่เอาเข้าจริงพวกเรามักจะทำไม่ค่อยได้กัน เพราะเมื่อถึงเวลานอนทีไร เราก็มักจะหยิบเอามือถือออกมาดูโน่นดูนี่ ดูกันเพลินไปจนดึกดื่นและเบียดบังชั่วโมงการนอนของเราจนเหลือน้อยเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่องก็จะก่อให้เกิดภาวะอดนอนแบบสะสมจนทำให้ผิวหน้าเราโทรมได้ ต่อให้ดูแลผิวหน้ามาดีแค่ไหน ถ้าอดนอนหรือพักผ่อนไม่พอ หน้าเราก็โทรมไวแน่นอน ดังนั้นขอให้จำไว้ว่า เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องนอนจริงๆ ไม่ควรทำอย่างอื่นต่ออีก

Cr. MenDetails

โครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

เฉลิมฉลองความสำเร็จโครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนับเป็นแห่งที่ 7 ของโลก พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมห้องตัวอย่างสุดหรูและพื้นที่ส่วนกลางบนตึกจริงเป็นครั้งแรก

โดยมีแถลงข่าวโครงการโดยคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เกร็ก ลิดเดลล์ ผู้จัดการใหญ่ และรองประธานฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด

#THEUNVEIL #MOBKKResidences #ICONSIAM

Leisure Projects

แฟชั่นผู้ชายที่มีลูกเล่นซนๆ แฝงไว้จนเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Leisure Projects ครั้งนี้ ณัฐพล กนกวลีพงศ์นำของเล่นใกล้ตัวหนุ่ม ในวัยเยาว์หรือเป็นของสะสมของหนุ่มๆ ที่โตแล้วก็ตามนั่นก็คือหุ่นยนต์ของเล่นต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ที่สวมใส่ได้ง่าย ไม่ฟุ้งคอนเซ้ปต์ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ

รายละเอียดเหล่านี้ยังอยู่ที่กางเกงซึ่งมีทั้งทรงคาร์โก้ ทรงตรงหลวมแต่รวบปลายกางเกงเข้ากับบู้ทสูงทำให้กลายเป็นทรงกางเกงนักบินยุค 1930s ซึ่งมาจากการสไตล์ที่หนุ่ม Leisure Projects ต่างก็ชอบการได้มิกส์แอนด์แมชและสร้างลุคของตัวเอง โดยมีเทรนช์โค้ทผ้ามีความทิ้งตัวมาช่วยสร้างเลเยอร์ที่น่าสนใจ คงไม่ต้องถามว่าอากาศบ้านเรากับโค้ตนี่จะไปด้วยกันหรือเปล่า นี่คือแฟชั่นนี่คือลุค ถ้าคิดแต่เรื่องอากาศร้อนก็สวมแต่เสื้อตัวกางเกงตัวก็แล้วกัน

ไม่ว่าจะเป็นซิลลูเอทที่ได้จากชุดฮีโร่ ในการ์ตูนอวกาศมีความเป็นเครื่องแบบของกัปตันอวกาศแต่ใช้ผ้าเทเลอร์ที่ไม่ทำให้ชุดดูเป็น costume หรือแต่งคอสเพลย์ แต่กลับดูเท่ด้วยซิลลูเอทของชุดฮีโร่อวกาศทั้งหลายมักจะดูดีอยู่แล้ว แต่การใช้ผ้าเทเลอร์ทำให้ดูเป็นทางการขึ้นและไม่ยากที่จะแต่งในทุกโอกาส นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นอย่างการเคลือบพีวีซีหรือการทำให้มีผิวมันวาวตกแต่งส่วนต่างๆ อาทิ กระเป๋าของเสื้อหรือกางเกง ทำให้ดูน่าสนใจไม่เป็นผ้าเทเลอร์เรียบๆ รวมทั้งผ้าลายทางตัดเสื้อเชิ้ตของหนุ่มออฟฟิศก็กลายมาเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์ตกแต่งด้วยกระเป๋าปะที่เลือกลายผ้าขวางกับตัวเสื้อ เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความเนี้ยบของการตัดเย็บ แต่ก็ไม่ได้ออกมาเป็นเสื้อแบบทางการเพราะทรงของเสื้อ โดยมีลูกเล่นที่แขนเสื้อซ้อนกันของเสื้อแขนสั้นและแขนยาวแบบเชิ้ตคลาสสิกแต่มีความยาวปลายแขนยาวเลยข้อมือ ปลายแขนจึงกว้างพอที่จะคลุมมือได้

เป็นอีกคอลเล็กชั่นที่ได้แสดงให้เห็นเอกลักษณ์ของ Leisure Projects ที่ยังเป็นแฟชั่นของหนุ่มๆ ที่มีความซนในเรื่องของการแต่งตัว แต่ก็มีความเนี้ยบและใช้เทคนิคงานเทเลอร์เข้ามาทำให้ดูไม่ใช่เสื้อเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป แต่จะมีความพิเศษที่สัมผัสได้ไม่ยาก และสำหรับทุกคนที่ยังมีความซนและสนุกกับการแต่งตัวไม่ว่าคุณจะวัยไหน

#LeisureProjects #HommesThailand

นิทรรศการพิเศษ 100 ปีชาตกาลท่านผู้หญิงเลอศักดิ์

เดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนพิเศษที่เป็นเดือนของคุณแม่ และเราไม่เบื่อเลยที่จะพูดถึงสุภาพสตรีที่ได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจเป็นอย่างสูง ท่านก็คือท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ (พ.ศ.2462-2553) ผู้สืบสานตำนานรถเมล์ขาวของนายเลิศ อีกทั้งยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหญิงคนแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2519 และเป็นเจ้าของโรงแรมปาร์คนายเลิศ

ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลของท่าน ร้านเลดี้ แอล การ์เดน บิสโทร (Lady L Garden Bistro) ปาร์คนายเลิศ ได้จัดงาน Lady L Afternoon Tea Party เพื่อแสดงชุดคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ เป็น mini exhibition ภายในร้านเลดี้ แอล

เล่าเรื่องราวไลฟสไตล์การใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะและสุนทรีย์ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ รวมถึงภารกิจหน้าที่ของท่านที่ได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยเล่าผ่านชุดเสื้อผ้าแต่ละชุดของท่าน ซึ่งภายในงานมีเหล่าคนดังมาร่วมชมคอลเลกชั่น ของสะสมของท่านผู้หญิง

ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ หรือที่รู้จักกันในนามว่า “เลดี้แอล” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านอาหารแห่งนี้ ร้านเลดี้แอลเป็นเสมือนสถานที่แห่งความทรงจำของท่านผู้หญิง เนื่องจากท่านชอบเดินทางไปต่างประเทศและเป็นนักชิมอาหาร จึงได้มีการนำเมนูต่างๆที่ท่านชื่นชอบมาทำเป็นเมนูอาหารยุโรปตำรับดั้งเดิม นอกจากนี้การตกแต่งร้าน ยังได้สะท้อนถึงรสนิยมของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ที่มีทั้งศิลปะ ความละเอียดอ่อนในทุกมุมของร้าน ตั้งแต่ผ้าเช็ดปากที่ทำจากผ้าลินิน ชุดถ้วยชาจากอังกฤษ ไปจนถึงดีไซน์ของห้องอาหารอย่างหรูหราในแบบกลาสเฮ้าส์และหินอ่อนจากอิตาลี

เนื่องจากการจัดแสดงนิทรรศการนี้มีขึ้นในช่วงวันที่ 6 – 12 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เราจึงรวบรวมภาพที่น่าสนใจจากนิทรรศการนี้มาให้ชม ไม่ว่าจะ เป็นการจัดแสดงเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ท่านได้สวมใส่ในโอกาสต่างๆ โดยชุดไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดงได้แก่ ชุดราตรีผ้าไหมสีชมพู เป็นชุดที่ท่านผู้หญิงใส่ไปร่วมงานกาล่าดินเนอร์ของสถานฑูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย พร้อมกับคุณพินิจ สมบัติศิริ สามีคู่ชีวิตและคู่บุญของท่าน ในปีพ.ศ.2497
ชุดเดรสผ้าคลุมปักเลื่อมทอง ออกแบบโดยดีไซเนอร์ระดับโลก นาอีม ข่าน (Naeem Khan) ชาวอเมริกันอินเดีย ที่เคยออกแบบเสื้อผ้าให้สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นางมิเชล โอบามา ราชินีแห่งจอร์แดนและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เคท มิดเดิลตัน ซึ่งในอดีตท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ สวมชุดนี้รับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงที่โรงละครแห่งชาติ

ชุดสูทผ้าทวีตสีขาวงาช้าง เป็นชุดที่ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ สวมไปสถานฑูตไทยในประเทศอังกฤษเพื่อเซ็นสัญญาซื้อรถเมล์สัญชาติอังกฤษ เลย์แลนด์ ( LEYLAND) ซึ่งภายหลังนำมาใช้เป็นรถเมล์ขาวของนายเลิศ หลังเซ็นสัญญาเสร็จท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ได้แวะไปดื่มชาที่ ฟอร์ตนัมแอนด์เมสัน (Fortnum & Mason) เป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ยังมีชุดที่หาดูได้ยากอีกหลายชุด และเครื่องประดับอีกมากมายของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ ได้นำมาจัดแสดงพร้อมกัน หลังจากนิทรรศการสามารถเข้าชมการจัดแสดงเสื้อผ้าของท่านผู้หญิงได้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ (เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์เท่านั้น)

น้องเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมบัติเลิศ จำกัด ได้กล่าวถึงการจัดงานนี้ว่า
“เล็กมีความตั้งใจอย่างมากในการจัดงานครั้งนี้ ทั้งคุณแม่ (สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร) และเล็กเองก็ลงมาจัดเสื้อผ้าของคุณยายด้วยกัน เสื้อผ้าทุกชุด เครื่องประดับทุกชิ้นและกระเป๋าทุกใบ เต็มไปด้วยความทรงจำที่มีต่อท่านและมีคุณค่าทางใจอย่างยิ่ง เรื่องราวการดำเนินชีวิตของท่านมีความงดงาม ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์เป็นต้นแบบของสตรีที่เก่งและยังมีจิตใจที่ดีงาม มีเมตตาให้กับสัตว์ พืช ต้นไม้ และคนทุกชนชั้น ปีนี้ครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ จึงเป็นโอกาสดีในการจัดงานแสดงคอลเล็กชั่นท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ”

นอกจากนี้แล้ว ตลอดเดือนสิงหาคม ร้านเลดี้ แอล การ์เดน บิสโทร ปาร์คนายเลิศ ยังได้จัดแคมเปญ “ Lady L Afternoon Tea” ร่วมฉลองเดือนแห่งวันแม่ เปิดตัวเมนูอาฟเตอร์นูนที (Afternoon Tea)โฉมใหม่ เชิญชวนผู้ที่รักการดื่มชาสไตล์อังกฤษ

เสิร์ฟชุดน้ำชายามบ่ายสุดหรู พร้อมอาหารว่างและขนมหลากหลายแสนอร่อยที่ได้รับการรังสรรค์อย่างพิเศษของเลดี้ แอล อาทิ แซนด์วิชไก่อบ อโมรามัสตาร์ดมายองเนส แซนด์วิชไข่และเชดดาร์ แซนด์วิชแซลมอนรมควัน แซนด์วิชแฮมเวอร์จิเนียและกรูแยร์ สโคนเสริฟพร้อมแยมและคลอตเตตครีม เค้กมะม่วงครีมสด บลูเบอรรี่มูสเค้ก ฟรุตทาร์ต ช็อตเบรดแอปเปิ้ล ฯลฯ โดยเฉพาะสโคนของที่นี่จะอบมาร้อนๆ และเร่ิมทำเมื่อมีการสั่ง จะไม่อบทิ้งไว้แล้วนำมาอุ่นใหม่ จึงเป็นอีกที่หนึ่งในกรุงเทพฯ ที่จะหาสโคนที่อร่อยที่สุดรับประทานได้
www.nailertgroup.com

นิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” เฉลิมพระเกียรติ 87 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“… ความรักของประชาชนนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก…”
พระราชดำรัสสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2525 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 87 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2562 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดนิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ นับตั้งแต่ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อพุทธศักราช 2493 เป็นต้นมา

โอกาสนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงจัดงาน Private View ขึ้น โดยได้รับเกียรติจากท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและ ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ร่วมเผยถึงความเป็นมาของงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และอลิสา ใสเศวตวารี ภัณฑารักษ์ บอกเล่าถึงนิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” พร้อมด้วยผู้ที่เคยถวายงานร่วมเล่าถึงประสบการณ์การถวายงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ และ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง, ปรีดารัตน์และจินตนา กฤติพร ทายาทของน้อย กฤติพร ช่างฉลองพระองค์ ฯลฯ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวงว่า
“ ด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีพระราชปณิธานที่จะขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทยในฐานะคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปี ทรงมีพระวิริยอุตสาหะในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือพสกนิกรอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยพลังแห่งรักที่มีต่อแผ่นดินและประชาชนชาวไทยโดยแท้ ”

“การไปเยี่ยมราษฎรทุกครั้ง ทำให้เราทั้งสองมีความสุข และชุ่มชื่นในไมตรีจิตของประชาชน…ความจริงที่เราได้ประสบกับตัวเองเช่นนี้ ทำให้เราทั้งสองตั้งใจแน่วแน่ว่า จะพยายามกระทำทุกสิ่งอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณและน้ำใจของประชาชนที่มีต่อเรา และครอบครัวของเรา…”
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2515 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

นิทรรศการ ด้วยพลังแห่งรัก เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2565 ณ ห้องจัดแสดง 1 – 2 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท ผู้สูงอายุ (๖๕ ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว) และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท เด็กอายุต่ำว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Banyan Tree Residences Riverside Bangkok

คงไม่มีวิวจากตึกสูงที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่จะงดงามเท่าวิวที่เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไหลผ่านมหานครที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทพ และน้อยนักที่มุมมองจากห้องบนตึกสูงจะมองเห็นโค้งแม่น้ำทั้ง 2 ด้านด้วยการวางผังพื้นที่พักอาศัยให้อยู่ในกรอบของครึ่งวงกลม จึงเป็นมุมมองแบบพาโนรามาที่ไร้เหลี่ยมมุมของตัวอาคารมาบดบังทิวทัศน์ที่สุดอลังการของแม่น้ำเจ้าพระยา นี่คือการเลือกทำเลการสร้างอาคารที่พักระดับพรีเมียมลักชัวรี่ที่เป็นหนึ่งเดียวด้วยระยะที่ตั้งของตัวอาคารห่างจากริมแม่น้ำที่ใกล้แม่น้ำที่สุดในบรรดาตึกที่มีความสูงระดับระฟ้าในกรุงเทพฯ

ไม่เพียงแค่นั้นด้วยรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความทันสมัยของกรุงเทพฯ ที่จะสวยงามไร้กาลเวลาไปตลอด อีกทั้งใส่ใจในทุกรายละเอียด อย่างกระจกนำเข้าที่ประดับตัวอาคารภายในกรอบโครงสร้างโลหะที่สานเป็นตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดทำให้ภายนอกอาคารดูคล้ายเพชรที่เจียระนัยแล้ว มีความหรูหราไม่ว่าจะมองจากด้านใด

โดยมีรางวัล Asia Pacific Property Award 2019 -2020 การันตีถึง 2 รางวัล
ในสาขา Residential High-Rise Architecture และ Residential High-Rise Development 
ซึ่งเป็นการการันตีถึงความโดดเด่นในเรื่องงานสถาปัตยกรรมและดีไซน์ของโครงการคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ ลักชัวรี่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินโค้งน้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุด

ในส่วนการอำนวยความสะดวกต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ที่มีรสนิยมศิวิลัย ที่นี่มีทั้ง Residential Lobby ดีไซน์อย่างหรูหรา Riverfront Lounge สำหรับการพักผ่อนชมวิวแม่น้ำในระดับสายตาโดยมีส่วนหนึ่งเป็นเล้าจ์กึ่งกลางแจ้งให้ได้สัมผัสบรรยากาศที่ร่มรื่น อีกทั้งมี Resident Shuttle Boat สำหรับการเดินทางที่สะดวกของคนที่พักอาศัยที่นี่ และที่ขาดไม่ได้ก็คือสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาอย่างสวยงามเหมาะจะเป็นทีสังสรรค์ริมสระโดยมีพื้นที่ส่วน cabanas มีสระว่ายน้ำของเด็กแยกต่างหาก

มี Active play area และ Kids room สำหรับผู้ใหญ่ก็มีห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ทันสมัยที่สุดรวมทั้งมี Banyan Tree Spa Room ซึ่งสปาของบันยันทรีมีชื่อเสียงมากระดับนานาชาติ มีบริการ Banyan Tree Concierge service อีกด้วย โดยบริการต่างๆ เหล่านี้คือมาตรฐานของ Banyan Tree เครือโรงแรมและที่พักอาศัยระดับ 5 ดาวอยู่แล้ว

สำหรับการตกแต่งห้องพักเน้นบรรยากาศแบบโมเดิร์น ความเรียบง่ายของดีไซน์ แต่จะดูโมเดิร์นคลาสสิกตลอดกาล เฟอร์นิเจอร์และบิลด์อินทุกชิ้นจะผ่านการคัดสรรมาอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์จาก Poliform ชุดเครื่องครัว Gaggenau ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก เครื่องใช้ไฟฟ้า Siemens ระบบคอนโทรลแสงสว่างจาก Lutron และระบบเครื่องเสียงของ Bose  ที่นำมาจัดวางเข้ากันได้อย่างลงตัว

โดยสีสันจะเป็นโทนสี neutral ผนังบางส่วนกรุด้วยแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ผ่านการคัดเลือกลวดลายมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นงานศิลป์ชิ้นหนึ่งในห้องนั้นๆ ในทุกรายละเอียดของงานดีไซน์จะตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนที่มีรสนิยมศิวิลัยเช่นคุณ

เร็วๆ นี้ ทางโครงการจะมีงานเปิดตัวโครงการเป็นครั้งแรก “Top of Life Experience”
ใน วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น สัมผัส Top of Life Collection ของสะสมล้ำค่าที่ควรจะต้องครอบครอง อาทิ Top of Living กับ “Chao Phraya Suite” ห้องสวีทวิวโค้งน้ำ 270 องศา ที่เห็นวิวเมืองแห่งอารยธรรมริมโค้งน้ำ ที่สวยที่สุด,Top of River กับ เรือ Yacht สุดหรูที่จอดอยู่ที่ Private Jetty ของโครงการ, Top of Car กับ Luxury Car เช่น ROLLS-ROYCE & ASTON MARTIN บนที่จอดรถกว่า 200% ของโครงการ รวมถึง Top of Lifestyle นาฬิกาและกระเป๋าที่เป็น Rare Collection อีกทั้งในงานจะมีข้อเสนอที่พิเศษที่สุด “Banyan Tree Ready to Live In Package” ให้ลูกค้าได้ใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับได้ทุกวัน พร้อมบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ในทำเลใจกลางเมือง

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ nirvana.bz/BTRR-LHT
หรือโทร 097-081-2972

The Exclusive Flagship

การเปิดตัวบูติกของนาฬิกา A. Lange & Sohne เป็นแห่งที่ 2 ในเอเชีย คงยืนยันได้ถึงความชื่นชอบของคนรักนาฬิกาหรูชาวไทยที่มีต่องานสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์จากประเทศเยอรมนี ในวาระนี้เราได้พบกับ Wilhelm Schmid ผู้เป็น CEO ของ Lange Uhren GmbH (A. Lange & Sohne) ที่บินมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะและพบปะกับลูกค้าวีไอพีเพราะ A. Lange & Sohne คือความสุดเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ

ทำไมจึงเลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ 2 ในเอเชียที่เปิดบูติกเอ็กซ์คลูซีฟของ A. Lange & Sohne

“เพราะประเทศไทยเป็นตลาดที่มีอนาคตนอกเหนือจากยุโรป เรามองว่าอนาคตตลาดนั้นๆ จะเป็นอย่างไร เราถึงเลือกที่จะเปิดบูติกที่เมืองนั้นๆ ตลาดที่นี่เราเติบโตมาก ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เรามีสแตนด์อะโลนบูติก ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก”

การตลาดปัจจุบันดูจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ามิลเลนเนียล สำหรับ A. Lange & Sohne จะมีทิศทางไปทางนั้นหรือเปล่า เพราะมีความชัดเจนว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมที่ต่างจากกลุ่มอื่นๆ

“ผมคิดว่ากลุ่มมิลเลนเนียลไม่ได้มองคุณค่าของผลิตภัณฑ์ต่างจากกลุ่มลูกค้าอื่นๆ เพียงแต่พวกเขามีการสื่อสารกันที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เราจึงต้องมีการสื่อสารกับพวกเขาด้วยวิธีที่แตกต่างจากกลุ่มลูกค้าก่อนๆ เท่านั้นเอง เรามีคนที่ติดตามแบรนด์ของเราอย่างเหนียวแน่นที่ทำงานอยู่ในซิลิคอนวาลเลย์ อายุพวกเขาราวๆ 25 – 30 ปี ทำงานอยู่ในโลกดิจิตอล แต่ก็หลงใหลในงานสร้างสรรค์นาฬิกาของเรา
“ผมคิดว่านาฬิกาของเรามีทั้งความสวยงาม ขณะเดียวกันเรื่องของฟังก์ชั่นเราก็มีดีไซน์ที่เน้นการใช้งานได้สะดวก จะเห็นว่านาฬิกาของเราอ่านเวลาได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการบอกเวลาหรือการบอกวันที่ ขนาดตัวเลขจะใหญ่ เป็นเอกลักษณ์ของดีไซน์ของเราไปแล้ว ลองคิดดูว่า คุณเองคงไม่ต้องการมีนาฬิกาที่สวยหรู แต่ไม่สามารถอ่านเวลาได้ง่าย นาฬิกาของเรารวมเอาทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์มาไว้ด้วยกัน
“อย่างนาฬิกาเรือนนี้จะเห็นว่า ถ้ามองจากคนที่สวมนาฬิกาจะมองค่าเวลาได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามองจากมุมอื่นจะมองเห็นเวลาไม่ง่ายอย่างคนที่สวม นี่คือสิ่งที่เราออกแบบให้เป็นนาฬิกาสำหรับผู้ที่สวมใส่อย่างแท้จริง
“เราเป็นนาฬิกาที่มีดีไซน์คลาสสิก แต่กระนั้นคุณจะต้องแปลกใจว่ามีคนรุ่นใหม่ๆ มากมายที่ชื่นชอบนาฬิกาของเรา บางทีอาจจะเป็นความเข้าใจผิดว่าคนรุ่นใหม่สนใจแต่ดีไซน์ที่โมเดิร์นล้ำสมัย พวกเขาก็มีความสนใจในงานดีไซน์แบบคลาสสิกสำหรับสิ่งของบางอย่าง”

หลายคนหลงใหลในความซับซ้อนของกลไกนาฬิกาของ A. Lange & Sohne มีรุ่นไหนที่มีกลไกซับซ้อนมากๆ บ้าง

“นาฬิกาของเรามีความซับซ้อนในเรื่องกลไกทุกเรือน ทุกๆ สิ่งที่เราทำจะมีพื้นฐานจากความเรียบง่าย นำมาแต่งเติมด้วยการตกแต่งต่างๆ รวมทั้งการใช้ฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนขึ้น อย่างนาฬิกาเรือนนี้ (Datograph Perpetual Tourbillon พิงก์โกลด์ ที่เพิ่งเผยโฉมล่าสุด) เป็น flyback chronograph และมีที่กลไกซับซ้อนยิ่งกว่านี้ เพื่อสร้างความเป็นนาฬิกาไฮเอนด์ แต่ขณะเดียวกันก็ใช้สอยได้ง่าย แม้แต่การตั้งเวลาก็คิดให้ง่าย หรือนาฬิกาที่เป็นโครโนกราฟและเป็น perpetual calendar ก็ยังออกแบบมาให้ตั้งเวลาของปฏิทินที่ตรงกับปีอธิกสุรทินได้โดยง่าย เพียงใช้ปุ่มเปลี่ยนวันที่ ด้วยกลไกที่ซับซ้อน แต่เราเน้นการใช้งานที่ง่าย ส่วนเรื่องของวัสดุเราใช้ทั้งทองคำขาว ทองขาว และพิงก์โกลด์ นาฬิกาบางรุ่นที่เรานำออกสู่ตลาดเมื่อ 25 ปีก่อนก็ยังเป็นที่นิยมและดูโมเดิร์นอยู่ นี่แสดงให้เห็นว่าเอกลักษณ์ของ A. Lange & Sohne ยังคงเป็นที่ชื่นชอบเสมอ”

หลายคนมองหานาฬิกาเพื่อการสะสม สำหรับลูกค้าของ A. Lange & Sohne จะซื้อเพื่อการสะสมหรือใช้งานจริง เพราะความเป็นนาฬิกาสุดหรูนั้นคนมักจะมองเป็นการลงทุนหรือของสะสม

“นาฬิกาส่วนใหญ่ของเรา เมื่อเราดูว่าคนที่ซื้อไปกลับมาให้เราดูแลหลังการขาย มักจะเป็นนาฬิกาที่ถูกใช้งานจริง แสดงว่าพวกเขาสวมใส่ใช้งานนาฬิกาเหล่านี้จริงๆ ไม่ได้ซื้อไปเก็บไว้ในตู้ หลายคนจะมองว่าการซื้อนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนหรือไฮเอนด์จะต้องซื้อไปเพื่อการสะสม แต่นาฬิกาของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านค่าเวลาต่างๆ ได้ง่าย การปรับอะไรต่างๆ ก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้คนรู้สึกง่ายที่จะใช้สอย”

อะไรที่ทำให้ A. Lange & Sohne ต่างจากนาฬิกาอื่นๆ

“ผมคิดว่าน่าจะมาจากสามสิ่งนี้ อย่างแรกก็คือเรื่องวิศวกรรมจักรกลของนาฬิกา อย่างที่บอกไป ถ้าคุณเกิดเผลอกดปุ่มแล้วทำให้ปฏิทินนาฬิกาของคุณคลาดเคลื่อนก็แค่กดปุ่มเม็ดมะยมเพื่อปรับตั้งเวลาใหม่ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น jumping minute, the outside date ฟังดูน่าจะยุ่งยาก แต่จริงๆ ใช้งานง่าย
“สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสายตาถ้าไม่สวมแว่นตายังไงก็ยังมองเห็นวันที่บนนาฬิกาของเรา จริงๆ เป็นดีไซน์ แต่ทว่ากลับทำให้ใช้สอยได้ง่าย ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการผสมผสานงานวิศวกรรมและการออกแบบแบบเยอรมัน นี่คืออย่างที่สอง คืองานออกแบบแบบเยอรมันที่เน้นฟังก์ชั่น ไม่ได้ดีไซน์แค่สวยงาม
“ส่วนงานฝีมือที่ตกแต่งบนนาฬิกาแต่ละเรือนของเราก็ต้องใช้ช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการขัดเงาแบบต่างๆ การแกะลวดลาย หรือการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ล้วนแต่เป็นงานฝีมือชั้นสูง เป็นการผสมทั้งวิศวกรรมและศิลปกรรม
“อย่างที่สามก็คือประวัติศาสตร์ของแบรนด์เราที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1845 เป็นกิจการครอบครัวที่สืบเนื่องกันมายาวนาน ผ่านสงครามที่แยกเยอรมนีออกเป็นสองส่วนด้วยกำแพงเบอร์ลินในปี 1948 ทำให้เราต้องถูกกักอยู่เบื้องหลังกำแพงและหายไปจากโลกภายนอก หลังจากนั้น 40 ปีเราก็ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน และวันนี้เหมือนว่าเราไม่ได้หายไปจากแวดวงนาฬิกาช่วงหนึ่งเพราะเหตุการณ์นั้น เพราะคนก็ยังให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของเรา”

มองภาพรวมของตลาดนาฬิกาในเมืองไทยอย่างไรบ้าง

“ผมคงพูดได้เฉพาะตลาดนาฬิกาของเรา คงไม่พูดถึงตลาดนาฬิกาโดยรวมของเมืองไทย สำหรับตลาดนาฬิกาของเราในเมืองไทยผมค่อนข้างจะมีความพอใจมากกับการเติบโตของแบรนด์ที่นี่ รวมทั้งการได้มีผู้ร่วมงานที่ดีเยี่ยมอย่างเพนดูลัม ทีมงานที่ทำงานที่นี่ทั้งหมดด้วย เพราะผมได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกเกี่ยวกับทีมที่นี่ และคนที่เป็นลูกค้าเราก็คือคนไทยที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวอย่างที่หลายคนมักจะเข้าใจเช่นนั้น”

คุณคิดจะผลิตนาฬิกาที่เป็นลิมิเต็ดสำหรับตลาดเมืองไทยบ้างหรือเปล่า

“เราผลิตนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือนต่อปี แทบทุกรุ่นจะเรียกว่าลิมิเต็ดก็ได้ เราจึงค่อนข้างระมัดระวังที่จะสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นลิมิเต็ดต่างๆ เพราะอาจจะทำให้ธุรกิจพังได้ถ้าคุณมีแต่นาฬิกาลิมิเต็ดรุ่นต่างๆ ที่จำกัดคนที่จะเป็นเจ้าของได้ ตอนนี้เรามีบูติกอยู่ที่นี่ในทำเลที่ดีเลิศ นาฬิการุ่นพิเศษๆ ของเราก็มีให้ชมได้ที่นี่ ถ้าเป็นอะไรที่เราทำเป็นพิเศษเพื่อตลาดในเมืองไทยก็คือบูติกนี้เอง ซึ่งเป็นแห่งที่สองในเอเชียต่อจากสิงคโปร์ เป็นการบอกถึงความสำคัญของตลาดนาฬิกา A. Lange & Sohne ในประเทศนี้”

คุณสามารถไปชมความพิเศษของบูติก A. Lange & Sohne ในกรุงเทพฯ ได้ที่ชั้น G สยามพารากอน

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of A. Lange & Söhne