The Jewellery of Legends Collection

Lotus Arts de Vivre xPadma Gems “The Jewellery of Legends Collection

สุดยอดความงามของ 3 อัญมณีในตำนาน

ในอดีตเครื่องประดับอัญมณีมีค่าต่างๆ คือเครื่องประดับบารมี จึงไม่แปลกใจว่าเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะเป็นสมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ แต่ก็คงไม่มีชาติที่ที่เชื้อพระวงศ์จะประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่าได้หรูหราฟู่ฟ่าเทียบเท่ามหาราชาแห่งอินเดีย ด้วยอินเดียเป็นแหล่งที่พบอัญมณีมีค่ามากมาย และเหนืออื่นใดคือเพชร คงไม่มีเพชรจากเหมืองใดจะมีชื่อเสียงเท่ากับโกลคอนดา ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงแล้ว และเพชรในสมัยหลายพันปีก่อนคือชิ้นส่วนของเทวรูปที่คนพื้นเมืองให้การนับถือ อย่างเช่นดวงตาของเทวรูปขนาดใหญ่จะทำจากเพชรก้อนใหญ่ร้อยกว่ากะรัตขึ้นไป และเพชรก้อนใหญ่ๆ บางก้อนถูกค้นพบที่ริมแม่น้ำ เพราะถูกน้ำพัดพามาจากแหล่งเพชรทางต้นน้ำ แต่ก็อยู่ในเขตโกลกอนดา ปัจจุบันแม้จะมีเหมืองเพชรใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหมืองใดที่จะเป็นตำนานได้เท่าโกลกอนดา

เรื่องเล่าขานที่ยืนยงมาหลายศตวรรษโดยมีเพชรล้ำค่าแต่ละเม็ดจากแหล่งเพชรอันลือชื่อของอินเดียทำให้ตำนานนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย เหมืองเพชรในโกลคอนดา ปัจจุบันคือ รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา คือ แหล่งที่มาของเพชรในตำนานมากมาย ถือว่าเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างเพชรโฮป เพชรของซองซีที่ล้ำค่าแต่ลึกลับตกทอดและได้เห็นกันแค่ในราชวงศ์ยุโรป(ภายหลังเพิ่งถูกนำออกมาประมูล) เพชรโคอินัวร์ ที่เลื่องชื่อลือลั่นและปัจจุบันประดับอยู่ด้านหน้ามหามงกุฏของพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักร ฯลฯ เพชรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากเหมืองโกลคอนดา ซึ่งปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว ความพิเศษของเพชรจากเหมืองนี้ไม่ใช่การร่ำลือ ว่ากันว่า หากมีใครประดับกายด้วยเพชรโกลคอนดา เมื่อไฟดับลง เราจะเห็นแสงสว่างเป็นประกายขึ้นมาจากเพชรนั้นที่ส่องแสงเหมือนดวงดาราในฟ้าที่มืดมิด เพราะคุณสมบัติการเล่นแสงล้อไฟคือจุดเด่นของเพชรโกลคอนดาคือจุดเด่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงไข่มุกจากบาสรา ที่มาของความงามของไข่มุกเปอร์เซีย และมรกตแพนจ์เซียร์จากเหมืองในอาฟกานิสถาน

โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญในการสรรหา ของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเอกสู่นักสะสม คนรักงานศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และล่าสุด โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ได้ร่วมกับ พัดมา เจมส์ Padma Gems แบรนด์สุดยอดตำนานแห่งวงการอัญมณีและเครื่องประดับเลอค่าจากประเทศอินเดีย มีประวัติมายาวนานกว่าสี่ชั่วอายุคน ได้หลอมรวมความงดงามของอัญมณีที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นปรากฏเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ จัดทำ “The Jewellery of Legends Collection” นำสุดยอด อัญมณีทั้ง 3 ชนิดนี้มาจัดทำเป็นเครื่องประดับที่ควรค่าแก่การสะสม

เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) เพชรที่ได้ชื่อว่ามีน้ำดีที่สุดของโลกและไม่สามารถหาได้อีกแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เหมืองโกลคอนดาเรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 เพชรโกลคอนดา เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพ ประกายสุกใสกว่าเพชรจากเหมืองอื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกส่วนใหญ่นั้นมาจากเหมืองโกลคอนดา อาทิ โคอินัวร์ (Koh-i-Noor) เพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 105.6 กะรัต ซึ่งแรกเริ่มเพชรโคอินัวร์ มีขนาด 187 กะรัต และถูกเปลี่ยนมือมากมายก่อนจะถูกนำส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1849 โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ไม่พอพระทัยในลักษณะของเพชรที่ดูไม่ค่อยเปล่งประกายแวววับนัก จึงทรงรับสั่งให้ช่างนำไปเจียระไนใหม่เหลือ 105.6 กะรัต ปัจจุบันเพชรโคอินัวร์ถูกเก็บรักษาไว้ใน Tower of London โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เพชรโกลคอนดาที่ลือชื่ออื่นๆ ได้แก่ เพชรโฮป (Hope Diamond) สีฟ้าเทา มีขนาด 45.52 กะรัต ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน (Smithsonian) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาเรียอินัวร์ (Daria-i-Noor) ขนาด 182 กะรัต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน เพชรสีเขียว เดรสเดน กรีน (Dresden Green Diamond) ขนาด 41 กะรัต เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองเดรสเดนประเทศเยอรมนีเป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเหมืองเพชรโกลคอนดาได้ปิดกิจการลง อุตสาหกรรมเพชรจึงขยายไปสู่แหล่งผลิตเพชรใหม่ในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย 

 ไข่มุกบาสรา (Basra Pearlsสุดยอดอัญมณีที่หลอมรวมความงามแห่งท้องทะเล มีต้นกำเนิดในอ่าวเปอร์เซีย นอกเขตประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในอดีตเมืองบาสรา ประเทศอิรัก เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไข่มุกจึงได้ขนามนามว่า ไข่มุกบาสราไข่มุกธรรมชาติที่เก่าแก่เกิดจากหอยนางรมเพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจึงทำให้หาได้ยาก โดยจุดเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา แสงเงาของมุก ที่เกิดจากน้ำจืดและน้ำเค็มมาผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งไข่มุกจากที่อื่นไม่มีแต่เป็นที่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้มุกธรรมชาติอันมีค่าถูกทำลายไปมาก

            บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับ Basra Pearls คือ มหาราชา แห่ง รัฐบาโรดา (Maharaja Khanderao Gaekwad of Baroda) ในปี ค.ศ. 1865 พระองค์ได้สั่งทำพรมที่งามมหัศจรรย์ เพื่อนำถวายพระศาสดามะหะหมัด ณ นครมะดีนะฮ์ (Medina) พรมผืนนี้ ผลิตโดยช่างฝีมือชั้นเอกจากราชสำนักโมกุล ออกแบบเป็นเส้นสายลายเถาวัลย์และไม้ดอก ปักอย่างวิจิตรด้วยมุกคุณภาพเลิศกว่า 1.5 ล้านเม็ด เสริมด้วยมรกต เพชร และแซฟไฟร์ พรมผืนนี้ ประมูลผ่านบริษัท Sotheby’s เมื่อปี ค.ศ. 2009 ในราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ซื้อนิรนาม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศกาตาร์ (National Museum of Qatar)

มรกตแพนจ์เชียร์ (Panjshir Emeralds) จากอัฟกานิสถาน มรกตที่ดีที่สุดของโลก มรกตนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ลึกลับ จากธาตุ 2 ชนิดที่หายากที่สุดนั่นคือ ธาตุ “เบริลเลียม” จากทวีปสูง ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งบนโลก และ ธาตุ “โครเมียม”จากก้นทะเล หรือ ธาตุ “วานาเดียม” เกิดการปะทะกันภายใต้แรงกดดัน ความชื้นและอุณหภูมิที่สมบูรณ์ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็น มรกตสีเขียว ซึ่งทั่วโลกพบมรกตที่เกิดจากธาตุเบริลเลียมและธาตุโครเมียมได้ที่เทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลอมเบีย และ หุบเขามรกตแพนจ์เชียร์ ในเขตเทือกเขาฮินดูกูช ประเทศอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มรกตแพนจ์เชียร์ มีสีเขียวบริสุทธิ์และสีจัดกว่ามรกตจากโคลอมเบีย เพราะมีธาตุโครเมียมในปริมาณที่มากกว่า สำหรับมรกตที่พบในประเทศอื่นนั้นเกิดจากโครเมียมทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดเป็นมรกตสีเขียวอมฟ้า

ปัจจุบันนี้แหล่งผลิต เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) และ ไข่มุกบาสรา (Basra Pearls) ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว แต่ แหล่งผลิตมรกตจากแพนจ์เชียร์ (Panjshir) ในประเทศอัฟกานิสถาน ยังคงเปิดดำเนินการให้ได้ชื่นชมความงามของมรกตอยู่อีกมาก ในอดีตมีการทำเหมืองมรกต Panjshir มากว่า 2,000 ปี โดยนำไปขายในเส้นทางสายไหม (Silk Road) แต่มาระยะหลังมรกตแพนจ์เชียร์กลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามรกตจากโคลอมเบีย และส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก เมื่อรัสเซียเข้าครอบครองอัฟกานิสถาน ทำให้การเดินทางเข้าออกบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้เหมืองมรกตดังกล่าวถูกอนุรักษ์ไว้โดยปริยาย นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศและระดับความสูงของเหมือง ที่ 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเทือกเขาฮินดูกูช ก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเช่นกัน จึงทำให้ มรกตแพนจ์เชียร์ เป็นอัญมณีหายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมอัญมณี

โดยอัญมณีทั้ง 3 ชนิดในคอลเลกชั่นThe Jewellery of Legends Collection ครั้งนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประดับของมหาราชานำมาดีไซน์ใหม่แต่ยังคงความงดงามของอัญมณีไว้อย่างยอดเยี่ยม มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ชาวไทยได้ครอบครอง ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

Prada และ Adidas เปิดตัวโปรเจคคอลลาบอเรชั่นการออกแบบ sneaker รุ่นตำนาน Adidas Superstar กับ 3 คู่สีใหม่

ท่านผู้อ่านหลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับรองเท้ารุ่นคลาสสิคจาก Adidas อย่าง Adidas Superstar ที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งเมื่อธันวาคมปีก่อน (2019) แบรนด์ดังจากอิตาลีอย่าง Prada ได้มีการนำรองเท้ารุ่นคลาสสิคนี้มาสร้างสรรค์ใหม่ในสีขาวล้วน ล่าสุด Adidas และ Prada ได้ปล่อยโปรเจคคอลลาบอเรชั่นเดิมออกมาเป็นรอบที่ 2 พร้อม 3 สีใหม่ ดำล้วน ขาวดำ และขาวเงิน 

โปรเจ็คร่วมระหว่าง Prada และ adidas นั้นได้เน้นย้ำถึงแง่มุมที่มีคล้ายคลึงกันของทั้งสองแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ความเคารพและยึดถือต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแบรนด์ หรือความหลงใหลในกีฬา ในขณะเดียวกัน งานฝีมือกล่าวเป็นหัวใจหลักอันสำคัญของรองเท้าสนีกเกอร์สรุ่น Prada Superstar คู่นี้ ซึ่งความพิเศษแฝงอยู่ในเบื้องหลังการผลิต รองเท้าทุกคู่นั้นล้วนตัดเย็บขึ้นโดยช่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านรองเท้าของ Prada เองทั้งสิ้น แทรกซึมมิติความเป็นลักชัวรี่ให้แก่รองเท้ากีฬาที่โดดเด่น สะดุดตา และสร้างปรากฏการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก

ซึ่งเอกลักษณ์โครงสร้างอันเพรียวและโค้งมนของรองเท้าสนีกเกอร์ส adidas Originals รุ่น Superstar ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1969 คือนิยามความโมเดิร์นและดีไซน์แบบยูนิเซ็กส์อย่างแท้จริง โดยตัดเย็บขึ้นด้วยหนังแท้ในรูปทรงดั้งเดิม พร้อมประทับจุดกำเนิด Made in Italy ตรงด้านข้างของรองเท้า และปั้มโลโก้ Prada คู่กับ adidas Originals ตรงส่วนลิ้นของรองเท้าแบบเด่นชัด หากแต่รองเท้ายังคงเต็มเปี่ยมไว้ด้วยเสน่ห์ของรองเท้ารุ่น Superstar ทั้งรายละเอียดเส้น 3 แถบ โลโก้ Trefoil และหัวรองเท้าแบบ Rubber Shell Toe รองเท้ารุ่น Superstar นับเป็นตำนาน สไตล์ไอคอน และอมตะเหนือกาลเวลา ความลงตัวที่ไม่ต้องพึ่งการออกแบบใหม่ เพียงแค่เชิญชวนให้ครอบครอง 

ท่านผู้อ่านสามารถจับจอง Prada Superstar ทั้งทางร้านค้าออนไลน์และหน้าร้านของ Prada และ Adidas ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ในราคา $500 หรือประมาณ 15,600 บาท นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถรอติดตามโปรเจคร่วมของ Prada และ Adidas ครั้งต่อไปได้เลยเพราะมีการเปิดเผยข้อมูลโปรเจคร่วมในครั้งต่อไปออกมาเรียบร้อยแล้วว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันเรือใบ America’s Cup ที่ Prada ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน

(ส่วนสำหรับประเทศไทย รองเท้ารุ่น Prada Superstar พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันที่ 8 กันยายน 2563 ในประเทศไทย ณ บูติค Prada สาขาสยาม พารากอน และ เอ็มควาเที่ยร์ เท่านั้นครับ)

เรื่อง Piyapan

เรียบเรียง rhunrun

รับลมหนาวอย่างมีสไตล์กับเสื้อแจ๊คเกตฟิวชั่นจาก Sacai ที่ซ้อนโครงสร้างของแจ๊คเกตสองดีไซน์เข้าด้วยกัน

Sacai แบรนด์มากคอนเซ็ปต์สัญชาติญี่ปุ่นของดีไซน์เนอร์สาว Chitose Abe อดีต pattern maker ที่อยู่เบื้องหลัง Comme des Garcons และมีผลงานโดดเด่นร่วมกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย อย่าง Nike และ UNDERCOVER ได้ปล่อยแจ๊คเกต FAUX SHEARLING KNIT JACKET คู่สีสวยที่มีกลิ่นไอเรโทรออกมาให้ได้เป็นเจ้าของกันครับ

 ไอเท็มที่ปล่อยออกมานี้เป็นการออกแบบที่ผสมผสานแจ๊คเกตขนแกะเทียมและเสื้อถักเข้าด้วยกัน ตอกย้ำเอกลักษณ์แบรนด์ในการออกแบบรูปทรงที่เข้าถึงง่ายแต่มีการผสมผสานและสร้างเลเยอร์เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ (เป็นแนวทางเดียวกับที่ Chitose ได้ออกแบบโมเดล LDV Waffle ของ Nike จนเป็นที่โด่งดังเมื่อปีที่แล้ว)

โดยแจ๊คเกตตัวนี้เป็นผ้าถักขนแกะเทียมเสริมซับในด้วยผ้า cupro เพิ่มเลเยอร์ด้านนอกด้วยการทบ faux shearling ขนแกะเป็นทรงเสื้อกั๊กสไตล์ gilet อีกหนึ่งชั้น พร้อมช่องกระเป๋าที่หน้าอก กระเป๋าข้าง 2 ช่อง และคอทรงกรวย ปิดท้ายด้วยการเล่นคู่สีให้โดดเด่นด้วยการตัดสีในส่วนของขอบ กระเป๋า ซิบ และ แขน

Sacai ปล่อยแจ๊คเกตเรโทรตัวนี้มาให้เลือกกัน 3 คู่สี คือ น้ำตาล/กากี, ขาวอมเหลือง Off-White และดำ วางจำหน่ายในราคา £1,495 หรือประมาณ 61,000 บาท ถ้าอยากรับลมหนาวแบบโดดเด่นกว่าใครต้องตัวนี้เลยครับ! 

เรื่อง Piyapan

เรียบเรียง rhunrun

BOTTEGA VENETA: MEN ภาพยนตร์สั้นที่ตีความหมายของความหลากหลายและซับซ้อนของผู้ชายในทุกแง่มุมผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อผ้าและผู้สวมใส่

ผู้ชายแบบ New BOTTEGA นั้นจะมีบุคลิกอย่างไรเรียบเท่มินิมอลหรือรักสนุกแบบฉีกทุกเกณฑ์ชมหลากหลายในการตีความ “ความเป็นผู้ชาย” และสายสัมพันธ์ระหว่างบุรุษผู้สวมใส่กับเสื้อผ้าตัวสวยได้ผ่านหนังสั้น BOTTEGA VENETA: MEN  ที่ Daniel Lee, Creative Director ชาวอังกฤษคนเก่งผู้คืนชีพให้ BOTTEGA  ได้จัดทำขึ้นพร้อมด้วยเพื่อนศิลปินจากหลากหลายแขนงนำโดย

  • Barry Keoghan
  • Dick Jewell 
  • George Rouy 
  • Michael Clark 
  • Neneh Cherry
  • Obongjayar
  • Octavian
  • Roberto Bolle
  • Roman
  • Tricky  

ได้แล้วตอนนี้ถือว่าห้ามพลาดเลยล่ะเพราะหนังสั้นตัวนี้จะเปิดให้รับชมถึงวันที่ 6 สิงหาคมนี้เท้านั้นไปชมทีเซอร์เท่ๆรอกันก่อนได้เลยครับ! ส่วนหนังตัวเต็มคลิ๊กที่นี่เพื่อชมได้เลยครับ!

แม่มาแล้ว! เจสสิกา แชสเทน เปิดตัวบทบู๊ครั้งแรกใน “AVA เอวามาแล้วฆ่า”

เปิดตัวตัวอย่างแรกของภาพยนตร์บู๊แอ็กชั่น ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ที่นำแสดงโดยเจสสิกา แชสเทน กับบทบู๊เต็มตัวเป็นครั้งแรก บอกเลยว่าดูจบแล้วอยากจะจองตั๋วล่วงหน้าไปกราบแม่กันในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเรื่องราวของ เอวา (เจสสิกา แชสเทน) มือสังหารอันดับต้นๆ ของวงการ ที่ได้รับภารกิจสังหารข้ามชาติ แต่กลับทำงานผิดพลาดจนทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของทางการ รวมถึงโลกใต้ดินที่ฝึกฝนเธอเป็นมือสังหาร เธอจึงต้องใช้ทักษะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมา เพื่อต่อสู้ เอาชีวิตรอดและหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งตามล้างแค้นมือสังหารหนุ่ม (โคลิน ฟาร์เรล) ที่อาจเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด นำไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการไล่ล่าและการตอบโต้ ที่จะมาพร้อมความตื่นเต้น ลุ้นระทึกจนผู้ชมแทบลืมหายใจ

ซึ่งนอกจากได้ดาราตัวแม่อย่างเอวามาเป็นตัวดึงดูดหลักแล้ว ยังได้เทต เทย์เลอร์ ผู้กำกับมือดีจาก The Girl on the Train (2016) มากุมบังเหียนกำกับ พร้อมนักแสดงฝีมือดีทั้ง โคลิน ฟาร์เรล (Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)) จอห์น มัลโควิช (Con Air, Unlocked, Mile 22) จีน่า เดวิส (The Long Kiss Goodnight, Thelma and Louise) และ ไดอาน่า ซิลเวอร์ส (Booksmart, Ma)

เตรียมพบกับภาพยนตร์บู๊ระห่ำ ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

GUCCI’s EPILOGUE : When the curtain closed.

ปิดฉากอย่างดงามของไตรภาคแห่งความรักจาก Alessandro Michele ที่ปฐมบทเร่ิมในแฟชั่นโชว์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงภาคสองในแคมเปญโฆษณานำเสนอในเดือนพฤษภาคม และบทส่งท้ายอันเป็นบทจบ Epilogue ที่รูดม่านปิดไตรภาคแห่งความรักนี้อย่างงดงามสมบูรณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา(19.00 น.17/07/20)

แม้มหากาพย์ความรักนี้จะมีบทจบที่คาดไม่ถึงด้วยวิกฤติไวรัสโคโรนา-19 ที่ทำให้ฉากจบที่สมควรจะอบอวลไปด้วยสวนสวยและมวลหมู่พฤกษากลับกลายเป็นการที่ต่างคนต่างมี social distancing และการเดินทางไปชมคอลเลกชั่นอย่างใกล้ชิดกลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ บทส่งท้ายนี้จึงอยู่กันแบบสันโดษต่างคนต่างชื่นชมผ่านจอคอมพ์ ซึ่ง Gucci ก็จัดให้หนำใจ 12 ชั่วโมงตั้งแต่บ่ายโมงตรงในประเทศไทย จนถึงถึงการโชว์ให้เห็นอาภรณ์ในคอลเลกชั่นและหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายภาพต่างๆ ไปเรื่อยจนครบ 12 ชั่วโมง เรียกว่าดูกันจุใจผ่านทาง www.gucci.com 

ในเมื่อเราไปยังสวนของกุชชี่ไม่ได้ กุชชี่ก็ส่งพืชผักและผลไม้ออร์แกนิกมาให้สื่อมวลชนถึงออฟฟิศและถึงบ้านเพื่อจะได้เข้าใจกับบทส่งท้ายนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีบางคนได้ส้มโอเป็นลูกๆ ไปส่งถึงบ้านนอกเหนือจากเงาะ กล้วย แอปเปิ้ล แก้วมังกร มะเขือเทศเชอร์รี่ ถั่วแขก ผักสลัดและเห็ด ก็ต้องบอกว่ามาเหนือชนิดที่ใครๆ ก็ต้องอ้าปากค้าง

ระหว่างการดำเนินบทส่งท้ายไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงเวลาทุ่มตรงที่มีลุคในคอลเลกชั่นมาให้ชมต้องบอกว่าทำได้ดีมากๆ เพราะเป็นการนำเสนอเบื้องหลังการถ่ายภาพแฟชั่นหรืออาจจะเป็นแคมเปญของคอลเลกชั่นนี้ที่ Campo Boario และ Palazzo Sacchetti ในกรุงโรม ได้เห็นการแต่งหน้าโมเดลที่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของคอลเลกชั่นต่างๆ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับอเลสซานโดร เขาจึงมาคิดว่าบทส่งท้ายนี้นักแสดงก็ควรจะเป็นพวกเขาเหล่านี้ที่เป็นนักออกแบบและมีความคิดสร้างสรรค์และแน่นอนย่อมมีความเป็นกุชชี่ ใน Lookbook ที่เพิ่งส่งมาสดๆ ร้อนๆ และในช่วงนำเสนอคอลเลกชั่นตอนทุ่มตรงเราจึงเห็นภาพคนเหล่านี้ในลุคต่างๆ ของคอลเลกชั่นนี้ ที่ทำให้รู้สึกจริงมากยิ่งกว่าใช้โมเดล เพราะพวกเขาก็มีรูปร่างแบบคนปกติส่วนใหญ่ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทว่าเป็นเรื่องของบุคลิกที่ทำให้แครีย์ลุคนั้นๆ ได้ แน่นอนว่าสาวกกุชชี่ก็ย่อมทำได้เฉกเช่นเดียวกันเพราะเป็นเรื่องของอินเนอร์ล้วนๆ

ความเก๋อยู่ที่เขาทำให้โมเดลในลุคต่างๆ เป็นเหมือนตุ๊กตากระดาษ มีข้อความเขียนเน้นในส่วนที่ต้องการเน้น มีสติ๊กเกอร์ติดให้ซูมว่าเป็น detail ของเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่บิวตี้ มีแม้แต่แยกรูปมาเฉพาะส่วนหน้าแล้วเติมสีลิปสติกเข้าไปในหน้าชายหนุ่มแล้วมีป้ายสติ๊กเกอร์ใสแปะพร้อมข้อความลองทาลิปสติกดู นี่คือความสนุกที่เราได้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่อเลสซานโดร ต้องการเน้นย้ำ รวมไปถึงการทาสีเล็บของหนุ่มๆ (หลากวัย)ที่มาเป็นแบบ ว่าให้ทาเล็บสีดำหรือสีแดงเพียงบางนิ้วเท่านั้น ก็เก๋ไปอีกแบบ กุชชี่ก็ยัง no gender เช่นเคยแต่สนุกตรงที่ล้ำให้เพศสภาพชายทำในหลายๆ สิ่งที่คาดไม่ถึง แม้แต่การผูกผ้าโพกผมทำจากผ้าชีฟองพิมพลายดอกไม้ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ชายทำตามแน่ๆ

ลายดอกไม้ ลายพันธ์ุพฤกษาที่คลี่คลายมาจากลายยุคอาร์ตนูโวช่วงเซเวนตี้ส์ เขียนไม่ผิดเพราะยุคเซเวนตี้ส์นำเอาลายอาร์ตนูโวกลับมาทำเป็นลายแบบเซเวนตี้ส์ ใครยังทันแบรนด์แฟชั่นที่ชื่อ Biba ของลอนดอนต้องนึกออก เราจึงเห็นลายดอกป็อปปี้ที่มีก้านยาวคดโค้ง ดอกคาร์เนชั่นที่มีกลีบพับจับระบายสวย ลายดอกแอนนีโมนี(Anemone)สุดฮิตของยุคนั้น และอีกหลายๆ ลายดอกไม้แบบเซเวนตี้ส์ที่มาสร้างสีสันเจิดจ้าสมกับฤดูกาลที่แสงอาทิตย์มาปลุกทุกสรรพสิ่งบนโลกให้ผ่านพ้นฤดูหนาว 

คือความฮิปคือความเนิร์ดและคือความกุชชี่ที่หลอมรวมเป็นบทส่งท้าย ไม่มีซิลลูเอทที่สวมใส่ยากเพราะจำกัดเรื่องรูปร่าง หากแต่ถ้าใจไปลุคไหนๆ ก็แครีย์อยู่ ลายโลโก้ GG ก็ยังมีอยู่ ทั้งแจ็คเก็ตผ้าเดนิมตกแต่งด้วยหนังในส่วนของขอบกระเป๋าหรือข้อแขนของเสื้อ ผ้าสักหลาดแต่ทำให้เนื้อบางและสวมใส่สบาย เติมสีสันด้วยผ้าพันคอลายดอกที่จับพลีทคลายๆ เหมือนผ่านการใช้งานมานานมาผูกแทนโบไท ถือกระเป๋าทรงโบโฮใบใหญ่ที่จุของได้สารพัดตกแต่งด้วยแถบสีเขียวแดงอันคลาสสิกของกุชชี่

เครื่องประดับก็สุดเหวี่ยงด้วยงานโลหะในรูปทรงแบบโรโคโค ลูกปัดโลหะของชนเผ่า สร้อยทองกับจี้โลหะสุดเท่ เข็มขัดหนังเส้นใหญ่ที่หัวเข็มขัดเป็นโลหะหล่อลายวิจิตร ส่วนรองเท้านั้นเป็นทรงคลาสสิกตกแต่งด้วยฮาร์ดแวร์ Horsebit  ในส่วนลายตกแต่งต่างๆ รองเท้าบู้ตลายหนังงูสามารถแมตช์ได้ทุกลุคถ้าใจต้องการ รองเท้าผู้หญิงมีส้นสูงตันหนาแต่งส้นด้วยโลหะมันวาวโดยรอบ ของสุภาพบุรุษมีทั้งรองเท้าทรงคลาสสิกไปจนถึงรองเท้าสนีกเกอร์สีสดจ้า รองเท้าผ้าใบลายดอกไม้ โดยมีถุงเท้าสูงยาวไปถึงเข่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าลุคนั้นเป็นกางเกงขาสั้นของหนุ่มๆ

ยังมีลายการ์ตูนของ Looney Tunes ที่เราประทับใจกันถ้วนทั่ว แต่สะดุดตาที่สุดก็คือกระเป๋าทรงโท๊ตลายโลโก้ GG ที่มีตัวการ์ตูนโดราเอมอนในอากัปกิริยาต่างๆ ประดับอยู่ทั่วไป ถือเป็นการ์ตูนจากเอเชียที่โดดเด่นขึ้นมาในลวดลายของเหล่าลูนนีย์ตูน แต่ส่วนตัวก็ยังชอบลวดลายที่มีเส้นสายแบบอาร์ตนูโวฉวัดเฉวียนแต่เมื่อมองให้ชัด อ้าวนั่นคือลูกเป็ดจอมซนหลานๆ ของโดนัลด์ ดัก ที่แสนน่ารัก คือ Huey, Dewey และ Louie ต้องบอกว่าปังมากๆ กับการสร้างสรรค์ลวดลายของกระเป๋าต่างๆ 

บทส่งท้ายที่แสนจะโรแมนติก อบอวลไปด้วยดอกไม้ พันธุ์พฤกษาและการ์ตูน แต่ยิ่งล้ำไปอีกในเรื่องไร้เพศสภาพเพราะในคอลเลกชั่นนี้ทุกชิ้นจับมาผสมผสานโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องเพศสภาพยิ่งกว่าทุกๆ ภาคของไตรภาคแห่งความรักนี้ เป็นการรูดม่านปิดพร้อมเสียงปรบมือกึกก้องชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่เราจะได้สัมผัสในปีหน้าที่กุชชี่จะมีการจัดแสดงคอลเลกชั่นเพียง 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น ระหว่างรอที่จะเป็นเจ้าของชิ้นสวยๆ ของคอลเลกชั่นนี้ที่จะเข้าบูติกคงช่วงไตรมาสแรกปีหน้า เราก็ตื่นเต้นว่าปฐมบทของจักรวาลกุชชี่ในปีหน้านั้นจะเป็นเช่นไร     

สำรวจประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศผ่านฟิล์มกระจกอันทรงคุณค่าในนิทรรศการฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา

นับตั้งแต่ที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนฟิล์มกระจกและต้นฉบับภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อปี 2560 นั้น ได้มีแผนการที่จะเปิดคลังภาพถ่ายฟิล์มกระจกเป็นประจำทุกปีตามลำดับเวลาของภาพเพื่อให้ภัณฑารักษ์นำไปจัดแสดงแก่สาธารณชนต่อไป โดยมีการจัดนิทรรศการจัดแสดงฟิล์มกระจกครั้งแรกในชื่อ “เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี 2561 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนฯ ดังกล่าว 

สำหรับนิทรรศการในปี 2563 กรมศิลปากร มูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจกในชื่อ ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา โดยได้รับเกียรติจากท่านผู้หญิง สิริกิติยา เจนเซน เป็นภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการครั้งนี้

นิทรรศการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของสยามระหว่างสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 โดยในนิทรรศการส่วนที่หนึ่ง ปฐมบรรพ ผู้ชมจะได้ร่วมติดตามการเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระองค์ได้สำราญพระราชอิริยาบถและทรงใกล้ชิดกับราษฎรอย่างทรงมิถือพระองค์ แม้ว่าจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์อันน่าโศกเศร้าราวกับเป็นสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ตาม ส่วนที่สอง ทุติยบรรพ จะพาไปสำรวจวิถีชีวิตอันสงบสุขแสนเรียบง่ายของประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นช่วงเวลาที่เปรียบดั่งการพักครึ่งระหว่างการแสดง ก่อนความเปลี่ยนแปลงจะเข้ามาเยื้องกรายในสยามประเทศในไม่ช้า

ส่วนถัดมา ตติยบรรพจะถ่ายทอดอิทธิพลของชาวตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยาม จนเกิดเป็นลักษณะการพัฒนาประเทศแบบ “ตะวันออกบรรจบตะวันตก” ที่มาถึงจุดสูงสุดในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 และส่วนสุดท้าย จตุตถบรรพ จะนำเสนอภาพของสยามที่กำลัง “เร่งรุดไปข้างหน้า” ด้วยกิจการรถไฟ กิจการซึ่งสะท้อนอิทธิพลตะวันตกทั้งในเชิงกายภาพและแนวคิดอุดมคติ นำไปสู่ความเป็นรัฐชาติที่ใช้ทางรถไฟเชื่อมหัวเมืองน้อยใหญ่ต่าง ๆ เข้าสู่ศูนย์กลาง ณ พระนคร เกิดเป็นการปกครองรวมศูนย์ทั้งในด้านวัฒนธรรมและการบริหารบ้านเมืองในที่สุด อีกทั้งจะได้ชมภาพความเป็นไปของชาวสยามท่ามกลางสารพันความทันสมัยและการเปลี่ยนแปลงทั้งมวล

ร่วมชมฟิล์มกระจกที่สวยงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์อันประเมินค่ามิได้ในนิทรรศการ ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และ virtualarchives.nat.go.th/glassplate

Story: BACC

Photography: BACC & NAT

Edited by: Peerachai Pasutan

‘One For Two’ at Shangri-La Bangkok or Chiang Mai

เครือโรงแรมแชงกรี-ลาคืนกำไรให้ผู้เข้าพัก โดยออกแพ็กเกจ ‘One For Two’ ตั้งแต่วันที่ 17-19 กรกฎาคมนี้ หากคุณสำรองห้องพักที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ หรือโรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ คุณจะได้สิทธิพิเศษ​เข้าพัก 1 คืน พักฟรีเพิ่มอีก 1 คืน

โดยค่าเข้าพัก 1 คืนสำหรับห้องพักแบบดีลักซ์ ราคาอยู่ที่ 3,500 บาทถ้วน* ต่อห้องต่อคืนเท่านั้น โดยคุณสามารถเลือกสิทธิพิเศษต่างๆ เพิ่มเติมได้ดังต่อไปนี้

  • อิ่มอร่อยไปกับอาหารเช้าเลิศรสในราคาพิเศษท่านละ 590 ถ้วน
  • แขกห้องพักท่านที่ 3 (อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป) สามารถร่วมเข้าพักในห้องเดียวกันได้ โดยต้องชำระค่าห้องพักเพิ่มเติม 500 บาทถ้วนต่อห้องต่อคืน 
  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าพักฟรีได้สูงสุด 2 ท่านต่อห้องต่อคืน

*เงื่อนไขและข้อกำหนด

  • สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นี้
  • เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ระบุไว้ในบัตรกำนัลห้องพักของโรงแรมฯ
  • บัตรกำนัลห้องพักฟรี 1 คืนนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้กับผู้อื่นได้
  • ข้อเสนอนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นๆ หรือไม่สามารถใช้ร่วมกับการสำรองห้องพักแบบกลุ่มได้
  • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักที่ว่าง และเป็นไปตามข้อเงื่อนไขและข้อกำหนดตามที่โรงแรมฯ กำหนด
  • ราคานี้ไม่สามารถสะสมคะแนนโกลเด้นเซอร์เคิลได้
  • ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการ 17.7 เปอร์เซ็นต์แล้ว

สำรองห้องพักที่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ กรุณาติดต่อที่ 0-2236-7777 หรือ reservations.slbk@shangri-la.com

สำรองห้องพักที่ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ กรุณาติดต่อที่ 0-5325-3888 หรือ chiangmai@shangri-la.com

ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON ที่ BACC

เชื่อว่าในทุกวันนี้ มีศิลปินรายใหม่ ๆ จากทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย และทุกแห่งหนได้เริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางความคิดของตนเอง ทว่าหลายคนนั้นอาจไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ต่อยอด หรือได้รับคำแนะนำในการแสดงความสามารถทางศิลปะของตน จนทำให้วงการศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นผลงานจากศิลปินเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Author: Peerachai Pasutan

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางศิลปะ ผ่านโครงการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2559 โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการพัฒนาผลงาน แนวความคิด ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งในและนอกวงการศิลปะ อีกทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิทรรศการของ BACC ด้วยเช่นกัน 

“น้อยเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คนได้มาแสดงความสามารถจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจ และมีความแตกต่างตั้งแต่แรก ก็คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่รักชอบงานศิลปะโดยไม่จำกัดอาชีพได้มีพื้นที่หรือเวทีที่ได้ลงมือทำจริง ๆ” คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โครงการ EARLY YEARS PROJECT ครั้งนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติต่อไป มีศิลปินเลือดใหม่ที่จะมาถ่ายทอดผลงานของตนสู่สายตาสาธารณชน ทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ อวิกา สมัครสนาน, รัตนา สุจริต, รัตนกานต์ กาญจนพันธุ์บุญ, รณรงค์ บุตรทองแก้ว, สรีนา สัตดาผล, สุชน สุจิต, ธนนันท์ ใจสว่าง และ ญาณุศักดิ์ เนาว์แสง 

สามารถชมผลงานและให้กำลังใจทั้งแปดศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/baccpage

ภาพจาก BACC

#LofficielHommesChoice รวม 5 ไอเท็มคู่สีสดรับลมร้อนและกลิ่นไอทะเลเพื่อทริปแรกหลังหมดโควิด-19!

ในช่วงที่สนามบินและน่านฟ้ายังคงปิดอยู่แบบนี้รวมถึงการต้องใช้ชีวิตแบบรักษาระยะห่าง Social Distancing มันก็อดชวนให้จินตนาการถึงทริปแรกหลังจากที่การระบาดสิ้นสุดลงและเราได้เอนกายพักผ่อนบนชายหายปลอดผู้คนพร้อมฟังเสียงคลื่นรับลมทะเลไม่ได้จริงๆ 

และวันนี้ #LofficielHommesChoice ของเราก็ได้รวบรวม 5 ไอเท็มไว้เติมสีสันและสไตล์ที่โดดเด่นกว่าใครให้คุณเอ็นจอยวันหยุดอย่างมีคลาสพร้อมโทนสีสดใสรับฟ้าหลังฝนของภัยโควิด แต่ละชิ้นจะมีอะไรบ้างไปชมกันเลยครับ 

1 Acne Studios Shirt 

คู่สีส้มเขียวที่ไม่สว่างจนเกินไปพร้อมปก Cuban แหลมสวยลงตัวและมีสไตล์ งานผลิตมือใน Morocco จากแบรนด์โปรดสัญชาติสวีเดนของสายแฟชั่นอย่าง Acne Studios 

ราคาประมาณ 370 USD ชมรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

2 Dior Foxton Flower T-Shirt 

เสื้อยืดสีขาวคลีนๆเนื้อผ้าดีๆพร้อมลายพริ้นท์แบบมินิมอลคืออะไรที่ลงตัวเสมอเมื่อพูดถึงเรื่องวันหยุดแถมโลโก้ Dior ขนาดกำลังพอดีก็สะท้อนรสนิยมอันแสนมีระดับของคุณได้เป็นอย่างดี 

ราคาประมาณ 790 USD ชมรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

3 Casablanca Jeans 

Statement piece คืออีกหนึ่งหมวดหมู่ที่เอามาใส่ในช่วงวันหยุดได้โดยไม่ดูเยอะเกินไปและคู่สีพร้อมลายพริ้นท์ที่โดดเด่นมาแต่ไกลจาก Casablanca แบรนด์ที่ทำลายพริ้นท์ได้ดีเสมอมาพร้อมกับแพทเทิร์นการตัดเย็บที่ relaxed แต่ปราณีต 

ราคาประมาณ 282 USD ชมรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

4 JW Anderson Shorts

การนำเอาลายพริ้นท์คลาสสิคอย่างลาด Paisley มาเติมสีสันและความละมุนชวนฝัน เชือกปรับระดับผ้ายิ่งช่วยเติมความสบายจับคู่กับเสื้อสีขาวเรียบๆซักตัวเป็นอันจบ 

ราคาประมาณ 474 USD (ลดจาก 790 USD ) ชมรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

5 Vilebrequin Moonrise Swim Shorts 

แบรนด์กางเกงว่ายน้ำจากสถานที่ท่องเที่ยวในฝันอย่าง Saint Tropez ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสด้วยเนื้อผ้าแบบ 98% polyamide / 2% elastane แห้งเร็วและเบาสบายพร้อมลายพริ้นท์น่ารักๆกำลังดี ช่วยให้ตอนลงและขึ้นจากน้ำของคุณมั่นใจมากขึ้นอีกทั้งโลโก้ที่ปักอยู่ด้านหลังยังเป็นการซ่อนความหรูหราอย่างแยบยลอีกด้วยล่ะ!

ราคาประมาณ 234 USD ชมรายละเอียดได้ที่นี่ครับ