เปิดประวัติ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี บุคคลสำคัญ รัฐบุรุษคู่แผ่นดิน


ภาพจาก วิกิพีเดีย

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2463 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน โดยชื่อเปรมนั้น พระรัตนธัชมุนี(แบน คณฺฐาภรโณ)เป็นผู้ตั้งให้ ส่วนนามสกุลติณสูลานนท์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462

พล.อ. เปรม สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา สงขลาและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อปี 2480 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก สังกัดเหล่าทหารม้า  ภายหลังสงคราม  พล.อ. เปรม รับราชการอยู่ที่ จ.อุตรดิตถ์ และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐ ที่ฟอร์ตน็อกซ์ รัฐเคนทักกี้ แล้วกลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่ จ.สระบุรี

สำหรับตำแหน่งทางการเมือง พล.อ.เปรม ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และวุฒิสมาชิก ช่วงปี 2511 – 2516 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร และยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนั้น


ภาพจาก finearts.go.th

พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาของพลเอกเปรมในการบริหารประเทศ ได้มีผลงานสำคัญมากมาย เช่น การปรับปรุงประมวลกฎหมายรัษฎากรและกฎหมายสรรพสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม การสร้างงานตามโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาล และเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมบทบาททางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศ การดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างได้ผล โดยนำนโยบายการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในที่สุด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประกอบด้วยช่วงปี 2523, 2526, 2526, 2529 และ 2529, 2531 

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี และในวันที่ 2 ธันวาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี จึงนับว่า พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

Cinéma, Mon Amour!

Georges Méliès ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์แล้วไม่เริ่มต้นด้วยพ่อมดแห่งวงการอย่าง Georges Melies (จอร์จ เมลิแยร์) นั้นคงจะผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะแทบจะเรียกได้ว่าจอร์จเป็นผู้ให้กำเนิดศาสตร์แห่งภาพยนตร์สมัยใหม่ยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นนักมายากล และพัฒนาตัวเองมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่นำเทคนิคพิเศษ (special effects) ทั้งหลายแหล่มาใช้ในภาพยนตร์ รวมถึงเทคนิคต่างๆ อย่างการเปิดหน้ากล้อง ไทม์แลปส์ การดิสโซลฟ์ภาพ หรือการลงสีภาพด้วยมือ นอกจากนั้นเขายังเป็นหนึ่งในผู้คิดค้นสตอรีบอร์ดอย่างจริงจังอีกด้วย

ภาพยนตร์สร้างชื่อยุคแรกๆ ของเขานั้นส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล หรือไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย (ทุกคนคงจำฉากยานอวกาศพุ่งเข้าชนดวงตาของดวงจันทร์อันลือลั่นนั่นได้ใช่ไหม) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากบทละครของ Jules Verne (จูลส์ แวร์น) เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ไซไฟกึ่งแฟนตาซีในยุคแรกๆ อีกด้วย

ผลงานของจอร์จถูกนำมาเล่าใหม่หลายต่อหลายครั้ง เกือบจะกล่าวได้ว่าเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการ automation ในแง่ของงานศิลปะอันส่งผลต่อเนื่องมาถึงศิลปินชาวฝรั่งเศสยุคใหม่ในทุกวงการ

Jean-Pierre Melville เขาคือผู้หยิบปืนขึ้นมาต่อกรกับกองทัพนาซีเยอรมันที่เข้ายึดครองประเทศฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยภายหลังเปลี่ยนชื่อจาก Jean-Pierre Grumbach (ฌ็อง-ปิแยร์ กรุมบัค) ที่ฟังดูเยอรมันมากๆ เป็น Jean-Pierre Melville (ฌ็อง-ปิแยร์ แมลวิลล์) เพื่อสดุดี Herman Melville (แฮร์มัน แมลวิลล์) นักเขียนชาวอเมริกันที่เขาชื่นชมนั่นเอง และเขาก็ตัดสินใจใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆ แม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม

ฌ็อง-ปิแยร์ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘กวี’ ในวงการภาพยนตร์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดถึงภาพของแก๊งสเตอร์ในภาพยนตร์ของเขา แต่แท้จริงแล้วฌ็อง-ปิแยร์สำรวจลึกลงไปในความหลากหลายทางการสื่อสารภาษาภาพ และด้วยความละเมียดละไมในการถ่ายทอดศิลปะของเขาทำให้ผู้กำกับรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งวงการที่พวกเขาชื่นชม

เป็นที่น่าเสียดายว่าเขาหัวใจวายเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่อิทธิพลทั้งในเรื่องแนวความคิด ภาษาภาพ และลีลาการกำกับของเขาก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจ ต่อมาเรื่อยๆ จนในค.ศ. 2008 Olivier Bohler (โอลิวิเยร์ โบห์เลอร์) ได้ปล่อยสารคดีความยาว 76 นาที ‘Code Name Melville’ ออกมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของฌ็อง-ปิแยร์ตั้งแต่สมัยถือปืนต่อกรกองทัพนาซีมาจนถึงอิทธิพลต่างๆ ที่ส่งผลมาในผลงานของเขา ซึ่งก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสารคดีที่สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ยุคใหม่

Jean-Luc Godard “ภาพถ่ายคือสัจจะ และภาพยนตร์คือสัจจะ 24 ครั้งต่อวินาที” โคว้ตอันลือลั่นจากเรื่อง Le Petit Soldat (1963) ที่ทำให้เกิดวาทกรรมถกเถียงกันไปทั่วโลกตั้งแต่ปีที่ภาพยนตร์ออกฉายจนมาถึงปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นจากปลายปากกาของผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบทอย่าง Jean-Luc Godard (ฌ็อง-ลุค โกดาร์ด) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ผลักดันมูฟเมนต์ยุคใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่รู้จักกันในนาม French New Wave อันเชื่อกันว่าเป็นมูฟเมนต์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสไปตลอดกาล

เรื่องเริ่มต้นหลังจากที่เขาไปวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการกำกับภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ได้รับการยึดถือกันมาอย่างยาวนานว่ามันเป็นเพียงแค่ ‘การย่ำอยู่กับฝีมือเดิมๆ ไม่สนใจแนวทางใหม่ๆ ซึ่งผู้กำกับที่มีชื่อเสียงรุ่นเก่าพยายามเอามาข่มผู้กำกับไฟแรงรุ่นใหม่ให้เดินตามแนวทางภาพยนตร์ในอดีต ไม่เหลือที่ให้กับการทดลองใหม่ๆ’ เขาจึงเริ่มต้นกำกับภาพยนตร์ในแบบที่เขาต้องการจะเห็นในวงการบ้านเกิดตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้เขาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการถ่ายทอดภาษาของภาพยนตร์ดั้งเดิมไปเกือบหมดสิ้น ตั้งแต่การสร้างแลนด์สเคปใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนวิถีการแสดงของนักแสดงนำ และการนำเอาเทคนิคอย่างการถ่ายทำโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง (hand-held camera) มาใช้อย่างจริงจัง

ซึ่งเขาก็ไม่จำกัดตัวเองอยู่กับภาพยนตร์แนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความแตกต่างหลากหลาย และยังใช้นักแสดงมืออาชีพสลับกับคนธรรมดาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แหวกแนวมากสำหรับยุคนั้น นอกจากนั้นภาพยนตร์ของเขายังแสดงถึงข้อขัดแย้งในใจที่มีต่อลัทธิบริโภคนิยมในยุคใหม่ที่เขาทั้งรักและชังได้อย่างน่าสนใจ

Luc Besson หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลมาถึงวงการฮอลลีวู้ดจนหลายคนเกือบจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นหนึ่งในอเมริกันชนผู้ยิ่งใหญ่ Luc Besson (ลุค เบสซ็อง) ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ก่อให้เกิดมูฟเมนต์ใหม่ในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เรียกว่า cinema du look

มูฟเมนต์นี้ถูกนิยามเป็นครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ภาพยนตร์นามว่า Raphael Bassan (ราฟาแอล บาสซ็อง) โดยอ้างอิงจากสไตล์ของสามผู้กำกับอย่างลุค เบสซ็อง, Jean-Jacques Beineix (ฌ็อง-ฌากส์เบเน็กซ์) และ Leos Carax (เลออส การักซ์) ที่เน้นสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งก็มักจะเล่าเรื่องราวของตัวละครที่อายุน้อย แปลกแยก เป็นตัวแทนของชาวฝรั่งเศสสมัยใหม่ในโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์นั่นเอง

งานภาพอันสวยงามอลังการ และภาพจำลองโลกใหม่ที่เกือบจะเทียบได้กับสังคมแบบดิสโทเปียนั้นกลายมาเป็นงานอ้างอิงให้กับวงการภาพยนตร์ยุคใหม่ในอีกหลายสิบปีต่อมา นอกจากนั้นผลงานของเขายังเกี่ยวพันกับการสำรวจลงไปในจิตใจของตัวละคร และความแปลกแยกแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับปรัชญาในการใช้ชีวิตต่างๆ อีกด้วย

Isabelle Huppert จากภาพยนตร์เกือบ 140 เรื่องที่ Isabelle Huppert (อิซาแบลล์ อูแปร์ต) ปรากฏตัว ขอบอกเลยว่าเราทำใจยากมากที่จะเลือกเพียงห้าเรื่องออกมาแนะนำ เธอเป็นนักแสดงที่มีออร่าของเด่นชัดมาก แต่ก็สามารถกลมกลืนไปได้กับทุกเรื่องที่เธอแสดง เรียกได้ว่าจะให้เป็นนางเอก เธอก็เปล่งประกายเต็มที่ แต่พอเธอแสดงเป็นตัวประกอบก็ทำหน้าที่ตัวประกอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนตัวเราเห็นพลังอันล้นเหลือของเธอชนิดที่แทบจะขอร้องให้กรรมการออสการ์เอารางวัลเขวี้ยงใส่เธอเป็นครั้งแรกก็เมื่อเธอรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Elle(2016) เป็นการแสดงที่น้อยแต่มากได้ในระดับมากที่สุด เพราะเธอสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสีหน้าได้หลากหลายจนเราอินไปกับความสงบนิ่งในภาพยนตร์ อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์จากประเทศฝรั่งเศสต่างจากฮอลลีวู้ดได้เป็นอย่างดี 

ผลงานสารพัดที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง คงจะการันตีฝีมือนักแสดงรุ่นใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสคนนี้ได้เป็นอย่างดี และภาพยนตร์เรื่อง Greta (2018) ที่เพิ่งจะลาโรงไปนี่ก็คงจะเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของเธอที่ออกมาเชิดชูวงการภาพยนตร์จากทั้งสองทวีปได้อย่างเป็นรูปธรรม

Juliette Binoche เราไม่มั่นใจว่าภาพติดตาของ Juliette Binoche (จูลิแยตต์ บินอช) สำหรับเรานั้นคือภาพพยาบาลสาวจากภาพยนตร์เรื่อง The English Patient (1996) หรือว่าภาพของหญิงสาวผู้รักอิสระและเชื่อฟังหัวใจตัวเองอย่างสุดโต่งจากเรื่อง Chocolat (2000) กันแน่ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเรื่องไหน เสน่ห์ทั้งจากตัวตนของเธอและจากการแสดงอันไร้ที่ตินั้นก็ดึงดูดเราไม่ให้ละสายตาจากเธอไปได้จริงๆ

จูลิแยตต์เติบโตมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานในวงการบันเทิงประเทศฝรั่งเศส จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะเดินเข้ามาในเส้นทางสายนี้ได้อย่างสวยงาม และเธอก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเส้นสายในวงการบันเทิงนั้นไม่ได้มีค่าเทียบเท่ากับฝีมือของตัวเองเลย (ภาพยนตร์เปิดตัวที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะนักแสดงคือ Hail Mary (1985) ของฌ็อง-ลุค โกดาร์ด หนึ่งในผู้กำกับคนสำคัญของประเทศฝรั่งเศส) และนั่นก็ทำให้เธอได้รับรางวัลการันตีจากหลากหลายสถาบัน

เธอเป็นนักแสดงที่รับบทบาทหลากหลาย และรับงานเบื้องหลังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย “ฉันไม่มองย้อนกลับไปในอดีตหรอก เพราะฉันชอบอยู่กับปัจจุบัน ฉันรู้ว่าบางทีคนอื่นก็คิดว่าฉันไม่ค่อยแคร์อะไรเท่าไหร่ แต่ฉันต้องการอิสระที่จะก้าวต่อไปให้ได้น่ะ” เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งรับรองว่าแฟนๆ ไม่ต้องรอนานแน่นอน

Sophie Marceau สาวฝรั่งเศสหน้าหวานที่ดูเหมือนจะเป็นแวมไพร์มากกว่ามนุษย์คนนี้เกิดมาในครอบครัวที่แม่เป็นพนักงานขายของในห้าง และพ่อเป็นคนขับรถบรรทุก ในช่วงยุค ’80s, Sophie Marceau (โซฟี มาร์โซ) และแม่ของเธอไปเดินช็อปปิ้งด้วยกัน และเจอแมวมองที่ถ่ายรูปเธอไปเฉยๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง La boum (1980)

หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานทั้งด้านการแสดง ถ่ายแฟชั่น และร้องเพลงอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเฟซคนสำคัญของประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ แทบจะไม่มีหัวนิตยสารไหนในทวีปยุโรปที่ไม่เคยมีเธอปรากฏบนหน้าปก และเส้นทางอาชีพของเธอก็มาเป็นที่รู้จักในฝั่งฮอลลีวู้ดเมื่อเธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Braveheart (1995) ประกบกับดาราดังในยุคนั้นอย่าง Mel Gibson (เมล กิบสัน) และทำให้เธอกลายมาเป็นหนึ่งในสาวบอนด์ในเรื่อง TheWorld Is Not Enough (1999)

นอกจากจะเป็นนักแสดงที่สวยไม่สร่างแล้ว เธอยังออกหนังสือประวัติชีวิตของตัวเอง และเคยกำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์สั้นอีกหลายเรื่อง เรียกได้ว่าถ้าพูดถึงวงการบันเทิงฝรั่งเศสแล้วจะลืมชื่อเธอคนนี้ไปไม่ได้จริงๆ

Marion Cotillard สารภาพว่ากว่าเราจะมาหลงเสน่ห์สาวฝรั่งเศสคนนี้เธอก็โด่งดังมาเนิ่นนานก่อนหน้าแล้ว เราติดใจแววตาของตัวร้ายฉายแววโศกเศร้าของ Marion Cotillard (มาริยง โกทิยาร์ด) เป็นครั้งแรกตอนที่เราดูแบทแมนเวอร์ชั่น Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน)ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์พลิกวงการซูเปอร์ฮีโร่ แต่เธอคนนี้โด่งดังและถือรางวัลการันตีจากสารพัดเวทีมาเนิ่นนานก่อนหน้านั้นแล้ว

มาริยงเป็นสาวฝรั่งเศสที่ร่วมเล่นซีรีส์ภาษาอังกฤษเรื่อง Highlander (1993) มาตั้งแต่เธออายุได้ 17 ปีแล้ว แต่หลังจากที่รับบทเป็น Edith Piaf (เอดิธ พิยาฟ) ในภาพยนตร์เรื่อง La Vie en Rose (2007) เธอก็โด่งดังไปทั่วโลก และได้ข้ามฝั่งมาเป็นหนึ่งในนักแสดงคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในที่สุด ผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Olivier Dahan (โอลิวิเยร์ ดาอ็อง) นั้นตัดสินใจเลือกเธอมารับบทนำในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสเรื่องนี้ (เป็นภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศสเรื่องเดียวบนโลกนี้ที่ได้รับรางวัลออสการ์สองสาขาพร้อมกัน) ก่อนที่จะเจอตัวจริงของเธอเสียอีก โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่าเขาเห็นว่าเธอมีแววตาเหมือนกับนักร้องในตำนานนั่นเอง ไม่แปลกใจเลยที่เราหลงรักเสน่ห์ในแววตาอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยอารมณ์หลากหลายของเธอขนาดนี้

Audrey Tautou “ในท้ายที่สุดแล้วฉันก็เป็นนักแสดงฝรั่งเศสน่ะนะ ไม่ได้จะบอกว่าฉันจะไม่แสดงภาพยนตร์ภาษาอังกฤษอีกแล้วนะ แต่บ้านเกิดฉัน สังคมของฉัน และอาชีพการงานของฉันก็อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสนี่ล่ะ ฉันจะไม่มีทางย้ายไปแอลเอเด็ดขาด” Audrey Tautou (ออเดรย์ โตตู) นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศสคนนี้เคยให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times ไว้อย่างชัดเจน และนั่นก็ทำให้เราหลงรักในความชาตินิยมของเธอขึ้นมาอีกนิด

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาของเธอจากบทบาทของเอมิลี สาวน้อยชวนฝันจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสชื่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งเราก็สารภาพว่าเราเองคิดว่าเธอจะมีภาพลักษณ์ของเอมิลีไปตลอดชีวิตการแสดงของเธอเสียแล้ว แต่เธอก็มาทำให้เราเชื่อได้ว่าเธอคือ Coco Chanel (โคโค ชาแนล) ตัวจริงเมื่อเธอสวมบทเป็นดีไซเนอร์ตัวแม่คนนี้ในเวลาต่อมา

และแม้จะลั่นปากไว้อย่างชัดเจนว่ารักประเทศบ้านเกิดขนาดไหน พวกเราก็ได้เห็นเธอปรากฏตัวในภาพยนตร์แมสๆ อย่าง The Da Vinci Code (2006) ในบททายาทสายตรงของพระเยซู ซึ่งแม้ว่าฝีไม้ลายมือในการแสดงของเธอจะไม่เป็นรองใคร แต่เราก็แอบคิดว่าบางทีบรรยากาศและจริตของภาพยนตร์ฝรั่งเศสนั้นอาจจะเคมีตรงกับเธอมากกว่าจริงๆ ก็ได้

Eva Green เอาจริงๆ แล้วเราไม่ค่อย ‘อิน’ กับสาวบอนด์สักเท่าไรนัก เพราะเราเห็นว่าบทที่มากับพวกเธอนั้นส่วนใหญ่จะเบาหวิว เป็นแค่ไม้ประดับฉากเพิ่มความน่าเกรงขาม (หรือน่าหมั่นไส้ดี) ให้กับตัวละครเอกของซีรีส์เท่านั้น แต่ความคิดของเราก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเราได้สบตากับ Vesper Lynd (เวสเปอร์ ลินด์) สาวบอนด์ที่สวมบทโดย Eva Green (อีวา กรีน) เพราะเราตกหลุมรักทั้งเวสเปอร์และอีวาไปพร้อมกัน

อีวาได้รับการยกย่องจาก Entertainment Weekly ว่าเป็นหนึ่งในสี่สาวบอนด์ที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะสอยทั้งรางวัล BAFTA และ Empire Award จากการรับบทนี้ และทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในดาราที่โด่งดังและเป็นที่น่าจับตามองคนหนึ่งของวงการฮอลลีวู้ด ส่งผลให้เธอมีผลงานต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

อย่างไรก็ดีเธอนิยามตัวเองว่าเป็นสาวเนิร์ด เข้ากับคนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่นัก และคิดอยากจะกลับไปสู่วงการละครเวที เธอไม่สนใจที่จะทำงานในวงการฮอลลีวู้ดอย่างเต็มตัว เพราะเธอคิดว่าค่ายหนังนั้นมีอิทธิพลอยู่เหนือทุกสิ่ง แม้กระทั่งผู้กำกับ

Léa Seydoux นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศสคนนี้ทำให้เราเข้าใจคำว่าผู้หญิงเซ็กซี่ได้อย่างถึงแก่น ตั้งแต่บทบาทอันสุดวาบหวามของเธอจากภาพยนตร์เรื่อง Blue Is the Warmest Color (2013) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครอบครอง ไปจนถึงการปรากฏตัวของสาวบอนด์ Madeleine Swann (เมเดลีน สวอนน์) ใน Spectre (2015) ในชุดรัดรูปที่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอราวกับกำลังเดินเปลือยกายอยู่ก็ไม่ปาน

แต่เธอไม่ได้มีแค่หน้าตาและรูปร่างเท่านั้น Lea Seydoux (เลอา เซดูซ์) เปล่งประกายในวงการภาพยนตร์ และได้ร่วมงานกับทั้งนักแสดงและผู้กำกับคนสำคัญทั้งในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสและวงการฮอลลีวู้ด แทบจะเรียกได้ว่าขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนถ่ายเลือดคนในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสไปฝั่งฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้อาจจะพิสูจน์ได้ว่าเสน่ห์สาวชาติไหนก็สู้ไม่ได้จริงๆ

เลอาปรากฏตัวบนปกนิตยสารหลายหัว เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทั้งแบรนด์แฟชั่นและเครื่องสำอางอีกมากมาย แต่ก็มักจะพูดเสมอว่าเธอเป็นนักแสดง ไม่ใช่นางแบบ… ซึ่งเราก็ดีใจที่เธอยืนยันแบบนั้น เพราะเราเองก็อยากเห็นความเซ็กซี่ทะลุจอของเธอในภาพยนตร์ไปอีกนานๆ เลย

Gaspard Ulliel นักแสดงหนุ่มหน้าหวานเพียงหนึ่งเดียวในลิสต์ของเรา Gaspard Ulliel (กาสปาร์ด อูลิแยล) เขาคือดร. ฮันนิบาล เลกเตอร์ วัยหนุ่ม พร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมเสน่ห์ และลักยิ้มนั่น… ที่จริงๆ แล้วคือรอยแผลเป็นจากการถูกสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนตะปบเข้าที่หน้าตอนที่เขาพยายามจะขึ้นขี่หลังมันตอนอายุหกขวบ (อะไรจะจังหวะดีขนาดนั้น) ซึ่งเขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าแผลเป็นบนใบหน้านี้แหละที่ช่วยให้เขาแสดงอารมณ์ต่างๆ นานาได้ดีขึ้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยจริงๆ นะ

เอาเข้าจริงๆ แล้วกาสปาร์ดเป็นนักแสดงที่โด่งดังในประเทศฝรั่งเศส เขามีผลงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ค.ศ. 1997 แต่มาโด่งดังจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็จากบทดร. ฮันนิบาลในวัยหนุ่มนี่ล่ะ ถึงแม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าขั้นเกรดบีขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความโด่งดังของเขาได้และเราเองก็เชื่อ เสียด้วยสิว่าเขาคือดร. ฮันนิบาลในวัยหนุ่มจริงๆ

นอกเหนือไปจากบทบาทนักแสดงแล้ว กาสปาร์ดยังปรากฏตัวบนปกนิตยสารหลายเล่ม และแคมเปญโฆษณาแบรนด์แฟชั่นและน้ำหอมผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง แม้ว่าในตอนนี้เขาจะยุ่งๆ อยู่กับบทบาทพ่อของลูกชายคนแรก แต่ดูจากลิสต์ภาพยนตร์ที่รอปล่อยอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว แฟนๆ ก็คงจะเหงาอีกไม่นานแน่นอน

Author: Pacharee Klinchoo
Illustrator: Paphonvit Wanitprapha

“กีเยร์โม เดล โตโร” กับการดัดแปลงหนังสือ Scary Stories to Tell in the Dark สู่หนังจอเงินสุดหลอนที่คอหนังสยองเฝ้ารอ

หนังสือชุด Scary Stories to Tell in the Dark คืองานเขียนสุดหลอนที่สร้างความสะพรึงแก่ทั้งเด็กเและผู้ใหญ่รุ่นต่อรุ่น ผลงานของ อัลวิน ชวาร์ทซ์ เรื่องนี้ จึงดูเหมือนเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวสุดหลอนหลายเรื่องประกอบกัน ซึ่งนั่นทำให้กระบวนการสร้างเป็นไปอย่างยากลำบาก

“ความงดงามของหนังสือชุดนี้คือแต่ละเรื่องราวมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่นั่นเป็นฝันร้ายสำหรับการดัดแปลงและทำหนังจอเงิน ผมต้องนึกแนวคิดที่รวบรวมแก่นเรื่องนั้น เราพยายามหาช่วงเวลาที่เรื่องราวมีผลต่อทุกคน สถานการณ์ในอเมริกาเป็นอย่างไร และเราก็เริ่มไตร่ตรององค์ประกอบเพื่อทำให้มันเหมาะสมกับเรื่องราวที่เรากำลังเล่าครับ”  กีเยร์โม เดล โตโร ผู้กำกับชื่อดังกล่าวในฐานะแฟนหนังสือและผู้อำนวยการสร้าง  Scary Stories to Tell in the Dark ฉบับภาพยนตร์

เดล โตโร่ ร่วมมือกับสองนักเขียนบท แดน และเควิน เฮจแมน ผสมผสานเรื่องราวอันโดดเด่นเหล่านั้นตามความคิดของพวกเขา ออกมาเป็นหนังสยองขวัญอันประกอบด้วยเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวในหลายๆตอน คำถามคือเรื่องราวอะไรบ้างที่จะกลายเป็นหนัง

เดล โตโร บอกว่าหนังจะใช้ประมาณ 5 หรือ 6 ของเรื่องราวสุดฮิตเช่น The Red Spot, Harold, The Big Toe และ The Dream“เราคัดเลือกหลายเรื่องราวในห้อง แล้วเราก็กลั่นออกมาจนได้ประมาณ 5 หรือ 6 เรื่องที่เราชอบมากที่สุด” ทว่าโปรเจกต์นี้ เดล โตโรไม่ได้กำกับเอง เขามอบหน้าที่นี้ให้กับ อังเดร โอเวรดัล ผู้กำกับฝีมือดีจาก Troll Hunter และ The Autopsy of Jane Doe มานั่งแท่นกำกับภาพยนตร์  ซึ่งเขายอมรับว่าเขายังไม่คุ้นเคยกับหนังสือเรื่องนี้เมื่อเดล โตโรส่งบทมาให้

“ผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเพราะมันไม่ได้ออกจำหน่ายในนอร์เวย์ ผมชอบบทหนังเรื่องนี้ซึ่งดูเป็นหนังสยองแบบค่าย Amblinซึ่งน่าตื่นเต้นมากๆ  มันเป็นโอกาสที่จะสร้างภาพแสนพิเศษของอเมริกาในยุค 60 เช่นเดียวกับเรื่องราวยอดเยี่ยมเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ด้วยปีศาจอันน่าทึ่งซึ่งอิงจากหนังสือชุดที่เป็นรู้จักในอเมริกาเหนือ มันเป็นความท้าทายแสนยอดเยี่ยมในฐานะผู้กำกับเช่นเดียวกับการทำหนังที่เป็นไปตามความคาดหวังของทั้งเดล โตโรและคนที่เติบโตมากับหนังสือเหล่านี้ครับ”

นอกจากนี้อีกความพิเศษที่หนังถ่ายทอดไปตามคาดหวังของแฟนหนังสือคือการให้ความสำคัญกับเทคนิคเอฟเฟกต์เพื่อถ่ายทอดความสยองที่เคยเห็นในภาพวาดของสตีเฟ่น แกมเมลล์ให้มีชีวิตขึ้นมาซึ่งนั่นคงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่คุ้นเคยกับผลงานของเดล โตโร แต่เขาจะถ่ายทอดให้เห็นภาพอย่างไร

“สำหรับผมแล้ว ประติมากรก็เหมือนนักแสดง คุณต้องคัดเลือก ผมจึงต้องการประติมากรที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกจริงลงในชิ้นงานให้เป็นรูปร่างของภาพวาด เราจึงใช้ผู้สร้างที่ดีที่สุดหลายๆคนในแวดวงศิลปะเพื่อแปลงภาพวาดแต่ละภาพและทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาครับ” เดล โตโรกล่าว ซึ่งนั่นอาจดูง่าย แต่เขาก็เผยว่ามันมีบางอย่างที่พิเศษเกี่ยวกับภาพวาดของแกมเมลล์ซึ่งทำให้กระบวนการสร้างดูยากลำบาก

“พวกเนื้องอกบ้างอะไรแบบนั้นครับ” เดล โตโรกล่าวเมื่อพูดถึงการสร้าง The Pale Lady จากตอน The Dream “สิ่งที่น่ากลัวจริงๆคือตัวละครตัวนี้ดูสงบเสงี่ยมอย่างไร มีความสุขอย่างไร และในคราวเดียวกันนั้น มันมีบางอย่างที่กลวงเปล่าในดวงตาของมัน ดังนั้นเมื่อคุณปั้นขึ้นมาในระดับแบบนั้น คุณกำลังปั้นตัวละคร มันไม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่มีปีกและฟัน มันคือบุคลิก มันจึงยากมากๆครับ”

IT’S OFFICIAL!!!

หลังจากที่สวมเครื่องเพชรชั้นสูงของแบรนด์ Chopard มาตั้งแต่ปรากฏตัวบนพรมแดงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาตั้งแต่เริ่มแรก ชมพู่ – อารยา เอ. ฮาร์เก็ต ก็ได้กลายเป็น Chopard Brand Ambassador อย่างเป็นทางการแล้ว

ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ชมจริงๆ ครับ

#LofficielHommesThailand #LOfficielCannes19 #Chopard #KOLeadersCannes19 #StarsinChopard

SEIKO PROSPEX SAVE THE OCEAN #the3rdGeneration

ไซโก พรอสเปกซ์ เซฟ ดิ โอเชี่ยน เดอะ เติร์ด เจนเนอร์เรชั่น (รุ่นที่3)

สานต่อโครงการอนุรักษ์ท้องทะเลกับไซโก โดยไซโก ได้เปิดตัวแคมเปญ แรกของปี 2019 นี้ ด้วยไฮไลท์จาก พรอสเปกซ์ คอลเลคชั่นยอดนิยมในบ้านเรา ด้วย Seiko Prospex Save the ocean รุ่นที่สาม ซึ่งยังคงถ่ายทอด ดีเอ็นเอ จาก เจนเนอร์เรชั่นที่ 1 และ 2 ออกมาทั้งหน้าเต่า, ซามูไร และ โซล่าร์ โครโนกราฟ

Inspiration

แรงบันดาลใจทั้งสามรุ่นของ Seiko save the ocean ในปีนี้ ได้นำเอาแรงบันดาลใจมาจาก “ฉลามขาว (Great White Shark)” หรือนักล่าแห่งท้องทะเล โดยฉลามขาวก็อยู่ในรายชื่อสัตว์ทะเลใกล้สูญพันธ์ที่ถูกคุกคามโดยมนุษย์ ในลิสต์รายชื่อขององค์กร International Union for Conservation of Nature (IUCN) หรือ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ

Design

ความโดดเด่น ของ Save the ocean รุ่นที่สามนี้ ความโดดเด่นของรุ่นใหม่นี้จะอยู่ทีแพทเทิร์น ของการออกแบบรายละเอียดบนหน้าปัดที่นำเอาลวดลายของคลื่นทะเล แบบสามมิติมาใช้ โดยให้รายละเอียดของพื้นผิวในแต่ละลอนของคลื่นนั้น มีเฉดสีและระดับสูงต่ำที่จะแตกต่างกันจึงให้ความรู้สึกที่มีมิติอย่างชัดเจน และยังได้แฝงรายละเอียดจากฉลามขาวเอาไว้ โดย ณ ตำแหน่ง 8 นาฬิกานั้น จะมีลักษณะเหมือนครีบหลังของฉลามขาวบนเกลียวคลื่น และส่วนปลายของเข็มวินาทีนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของหางฉลามขาว    ขอบตัวเรือนเลือกใช้สีเทาดำตัดกับสีน้ำเงินเข้มที่สื่อถึงบรรยากาศใต้ท้องทะเลลึกที่พร้อมให้คุณจะดำดิ่งลงไปสัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้ทะเล

Fabien Cousteau ไซโก แบรนด์ แอมบาสเดอร์

อย่างที่ทราบกันกับโครงการ Seiko Save The Ocean ที่ทาง ไซโก ได้นำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา ไซโก Save the ocean มอบให้กับ Ocean Learning Center (“OLC”) หรือศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ทางทะเลของ Fabien Cousteau (ฟาเบียน คุสโตว์) แบรนด์แอมบาสเดอร์ คอลเลคชั่น พรอสเปกซ์ เพื่อนำไปศึกษา, เรียนรู้เพื่อหาทางฟื้นฟู มหาสมุทรที่ได้รับผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และจากการกระทำของมนุษย์ โดยทางไซโกเองก็ต้องขอขอบพระคุณผู้ที่สนับสนุนนาฬิกา คอลเลคชั่น Save the ocean ทุกรุ่นทั่วโลก ที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มหาสมุทรของเราร่วมกับฟาเบียนอีกด้วย

Specifications

Seiko Prospex Save The Ocean : Turtle (SRPD21K) หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อตัวเรือนเต่าซึ่งถือกำเนิดในปี 1976 และเป็นที่จดจำในฐานะนาฬิกาที่ได้รับความนิยมตลอดกาล บรรจุกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.4R36 ที่แสดงผลวันและวันที่ และการสำรองลานที่ 41 ชั่วโมง โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง +45 -35 วินาทีต่อวัน

Seiko Prospex Save The Ocean : Samurai (SRPD23K) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อตัวเรือน ซามูไร ที่ได้รับแรงบันดาลในในการออกแบบจากดาบ คาตานะ ของญี่ปุ่นโดยได้นำรูปทรงของปลายดาบคาตานะ มาออกแบบเป็นขาตัวเรือนทั้งสี่ด้าน บรรจุกลไก บรรจุกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.4R35 ที่แสดงผลวันที่ และการสำรองลานที่ 41 ชั่วโมง โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง +45 -35 วินาทีต่อวัน

Seiko Prospex Save the ocean : Solar Chronograph (SSC741P) ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นนึงที่แตกต่างจาก 2 รุ่นก่อนหน้าโดยบรรจุกลไกชาร์จพลังงานจากแสงหรือ Solar Cal. V175 ที่มาพร้อมกับความสามารถในการจับเวลาความละเอียด 1/5 วินาทีนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 60 นาทีและยังมีหน้าปัดย่อยสำหรับบอกรอบเวลา 24 ชั่วโมง ที่การสำรองพลังงานสูงสุดถึง 6 เดือนเมื่อไม่มีการสัมผัสกับแสง

SEIKO PROSPEX “SAVE THE OCEAN” The 3rd Generation พร้อมวางจำหน่าย 17 พฤษภาคม เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์ ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าทุกสาขา และ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

พิเศษสุดๆสำหรับผู้ที่ซื้อนาฬิกา Seiko Prospex “SAVE THE OCEAN” เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 รุ่นใดก็ได้ ลุ้นเป็นผู้โชคดีได้เข้าร่วมเปิดประสบการณ์ กับกิจกรรม “Seiko Prospex Experience”  Surf Party สุดมันส์ที่ Flow House Bangkok สุขุมวิท26 โดยผู้โชคดีสามารถนำผู้ติดตามเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้อีก 1 ท่าน ระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2562 และประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 โดยสามารถ ติดตามอ่านเงื่อนไข รายละเอียดได้ที่ Facebook : Seiko Club หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่พนักงาน ณ เคาท์เตอร์ไซโก ทุกสาขา

QOODER X TOD’S NO_Code. ความร่วมมือระหว่างผู้นำการผลิตยานยนตร์ กับการผลิตแบบร่วมสมัยตามแบบฉบับแบบอิตาเลียน

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนตร์และอุตสาหกรรมลักชัวรี่ (Luxury) มาร่วมมือกันในหลากหลายโปรเจ็คสุดพิเศษ การจับมือกัน ระหว่าง Qooder และ Tod’s NO_Code จึงได้เกิดขึ้นโดยมีรากฐานแนวคิดมาจากปรัชญาและคุณค่าที่ทั้งสองแบรนด์ต่างยึดถือ เช่นเดียวกันซึ่งโปรเจ็คนี้ ถูกเปิดตัว ณ งาน Geneva Motor Show

“ไฮบริด (Hybrid)” เป็นคำที่สามารถใช้ นิยามการคอลลาบอเรชั่น (Colaboration) นี้ได้ดีที่สุด Qooder (ซึ่งไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่รถมอเตอร์ไซค์ และไม่ใช่สกู๊ตเตอร์) นับเป็นยานพาหนะรูปแบบใหม่ที่ใช้เดินทางในเมืองโดยได้รวบรวมและผสมสานคุณสมบัติอันโดดเด่นของรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และสกู๊ตเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน

ในขณะที่ Shoeker No_Code เป็นการมาบรรจบกันอย่างลงตัวระหว่างความสง่างามแห่งรองเท้าทางการในแบบอิตาเลียนกับ ฟังก์ชั่นอันครบครันของรองเท้าสนีกเกอร์

Qooder และ Shoeker มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน ในฐานะที่เป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น เหมาะกับทุกโอกาสในทุกช่วงเวลาของวัน

Qooder และ Tod’s No_Code ทั้งสองแบรนด์ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ ‘Tod’s No_Code Qooder’ ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าเต็ม รูปแบบ ดีไซน์มาเพื่อกลุ่มลูกค้าผู้ที่มีความหลวงใหลในดีไซน์เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Social responsibility) และผู้ที่คอยมองหาโปรเจ็คที่สามารถตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย อันเต็มเปี่ยมไปด้วยวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ very No_Code

Quadro Vehicles จะนำเสนอ Qooder™ ใหม่ “แบบสั่งทำ” ที่สามารถปรับได้ตามความต้องการ ณ แสตนด์ของแบรนด์ในงาน Geneva ประจำปี 2019

คุณลูกค้าจะสามารถปรับแต่ง Qooder ได้ตามใจชอบจากกว่า 800 รูปแบบที่มีให้เลือกสรรพร้อมสามารถเพิ่มลวดลายเย็บของ ตัวเองบนที่นั่งได้อีกเช่นกัน โปรแกรมนี้ จะเอื้อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกสีต่างๆ ไปจนถึงพื้นผิวเพื่อสร้างสรรค์ยานพาหนะที่ตอบโจทย์ ความชอบของตนเองได้ อย่างเต็มที่ผ่านการเลือกเฉดสีและชิ้นส่วนต่างๆ ของยานพาหนะ เช่น ตัวรถ ล้อ เบาะ และส่วนอื่นๆ อีก มากมาย Qooder “แบบสั่งทำ (Tailor Made)” แบบแรกที่ผ่านความร่วมมือกับฝ่ายออกแบบของ Tod’s No_Code จะถูกจัดแสดงบน แสตนด์ที่ Genava

NO_Code โปรเจ็คใหม่ของ Tod’s ได้ถือกำเนิดชูเกอร์ (Shoeker) สินค้าที่มีความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่าง รองเท้า (Shoe) และสนีกเกอร์ (Sneaker) โดยเป็นไอเดียที่เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับความเป็น Qooder™ ที่ผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไซด์กับรถยนต์ อันที่จริงแล้ว ทั้ง Tod’s No_Code และ Qooder™ ของ Quadro Vehicles ต่างมีความสอดคล้องกันในทิศทางของ การดีไซน์และนวัตกรรมสุดล้ำเนื่องจากทั้ง Shoeker และ Qooder™ นั้นมีความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร และแสดงให้เห็นถึงหลักปรัชญาและวิสัยทัศน์ที่คล้ายคลึงกัน Qooder “แบบสั่งทำ (Tailor Made)” ที่ปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าของ Qooders จะวางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ ของร้าน Q-Store (shop.quadrovehicles.com) และในร้านค้า Quadro Vehicles ทั่วยุโรป

Loewe Paula’s Ibiza 2019

นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ Loewe ร่วมจับมือกับ Paula’s Boutique ในการสร้างสรรค์ออกมาเป็นคอลเลกชั่นพิเศษ ‘Loewe Paula’s Ibiza III’ ภายใต้การดูแลและออกแบบโดย Jonathan Anderson ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ จาก Loewe โดยในครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมู่เกาะแบลีแอริก (Balearic Islands) โดยการนำเอาเสน่ห์ของสไตล์โบฮีเมียน และลวดลายพิมพ์เก่าแก่ที่มีความสนุกสนานของพอลล่าส์กลับมานําเสนออีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองของห้องเสื้อระดับตํานานพร้อมไปกับวิถีชิวิตริมทะเลในช่วงวันหยุดพักผ่อนอันแสนสบายไปพร้อมกับสายลม แสงแดดอันอบอุ่น ชายหาดและน้ำทะเลสีคราม

ร่วมพักผ่อนสบายๆ ผ่านความเป็นตัวเองพร้อมกับสไตล์ที่เป็นตัวคุณในฤดูร้อนนี้โดย Loewe ได้ตีความเสื้อผ้าที่มุ่งเน้นงานหัตถกรรมและให้ความสําคัญกับวัสดุที่ทํามาจากเส้นใยธรรมชาติ ด้วยโทนสดใสในการนําเสนอเสื้อผ้าเพื่อวันพักผ่อนของทั้งชายและหญิง ผ่านการคัดสรรเลือกใช้ วัสดุออแกนิคน้ำหนักเบา อย่างลินินบริสุทธิ์ ป่านธรรมชาติ ผ้าฝ้ายทอผสมลินิน เทอร์รี่ ไปจนถึง เจอร์ซี

รวมไปถึงการนำลวดลายพิมพ์ไอคอนนิกของพอลล่าส์ ร้อยเรียงผสมผสานเข้ากับตราสัญลักษณ์ของโลเอเว่ ร่วมด้วยรายละเอียดขององค์ประกอบที่เน้นถึงความสนุกสนาน โดยเมื่อมองใกล้ๆ บนลายพิมพ์แล้ว จะพบเข้ากับตัวการ์ตูนสัตว์ และสิ่งของสัพเพเหระที่ถูกวางกระจัดกระจายอยู่บนชายหาดอาทิเช่น งูทะเล พวงองุ่น ช่อดอกไม้ รอยเท้า ไปจนถึงหน้ากากพื้นเมืองของเกาะแบลีเอริก ไปจนถึงดวงอาทิตย์อันอบอุ่นที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งฤดูกาล

อีกหนึ่งลายพิมพ์เด่นประจําคอลเลคชั่นนั้นคือ ลวดลายเทวดาตัวน้อยที่รายล้อมไปด้วยช่อกุหลาบน้อยใหญ่ และลายแถบที่โลเอว่มักจะหยิบมาเล่นในทุกๆคอลเลคชั่น ซึ่งครั้งนี้ถูกนํามาแต้มแต่งสีสันในโทนสีแห่งช่วงเวลาพักร้อนประจำปีอีกด้วย

ในส่วนของแอคเซสซอรี่ของคอลเลกชั่นนี้นั้น โลเอเว่ได้นำวัสดุอย่างผ้าสกูบ่ามาตัดเย็บเป็นรองเท้าหุ้มข้อและชุดดำน้ำ อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้คือหมวกทรงบัคเก็ตผ้าแคนวาสพิมพ์ลายประจำคอลเลกชั่น ซึ่งถือว่าเป้นอีกหนึ่งคีย์ไอเท็มประจำฤดูกาล ทั้งยังมีผ้าปูชายหาดและผ้าขนหนูพิมพ์ลายสีสันสดใสด้วยเทคนิคพิเศษของแบรนด์

รวมไปถึงกระเป๋ารุ่นไอคอนนิคอย่าง พัซเซิล (Puzzle) แฮมม็อค (Hammock) และ เกท (Gate) ถูกนำมาออกแบบและตีความใหม่ด้วยหนังลูกวัวสีสดตัดกับวัสดุเส้นใยธรรมชาติ

นอกจากนั้นยังมีกระเป๋าคล้องคอใบจิ๋วที่มาพร้อมกับสายสะพายลายชนพื้นเมืองที่มีมาให้เลือดถึง 2 ขนาด

และกระเป๋ารุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในคอลเลกชั่นในชื่อรุ่น Cushion Bag ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสำหรับการออกไปพักผ่อนในหน้าร้อนโดยเฉพาะ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเบาะนั่งทรงสี่เหลี่ยม Archive ของโลเอเว่ โดยใช้วัสดุอย่างผ้าแคนวาสพิมพ์ลวดลายและสีสันสะท้อนถึงความสนุกสนานผสมผสานเขากับแผ่นหนังปั้มตราสัญลักษณ์อนาแกรมแบบโมโนโทน มีให้เลือกสองขนาดและหลากหลายลวดลาย

สำหรับภาพถ่ายโปรโมทในเคมเปญ ‘Loewe Paula’s Ibiza III’ ครั้งนี้เป็นฝีมือการลั่นชัตเตอร์ของช่างภาพ เกรย์ ซอเรนติ (Grey Sorrenti) เลือกใช้ย่านชุมชน และร้านค้าในโดมินิกัน ลิพลับบลิค (Dominican Republic) เพื่อถ่ายทอดภาพถ่ายเหล่านี้ไว้ในหนังสือปกแข็งที่ถูกออกแบบและจัดองค์ประกอบโดย M/M Paris จัดพิมพ์ในจํานวนจํากัดเพียง 1,200 เล่ม พร้อมหมายเลขเขียนมือกํากับไว้ที่ท้ายเล่ม โดยภาพของเหล่านายแบบนั้นได้รวบรวมเอาจิตวิญญานอันอิสระของอิบิซ่าไว้ด้วยความดิบและกลิ่นอายแบบแคริบเบียน

คอลเลคชั่น ‘Loewe Paula’s Ibiza 2019 จะวางจําหน่ายที่โลเอเว่ ป๊อปอัพ สเปซ ดิ เอมควอเทียร์ การ์เด้น ชั้น 5 ดิ เอมควอเทียร์ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

5 เหตุผลที่ต้องดู Cinderella and the Secret Prince : ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายปริศนา

1.ปฎิเสธไม่ได้ว่า แอนิเมชั่น “ซินเดอเรลล่า” ได้มีการสร้างกันมาตลอดในทศวรรษที่ 90 พร้อมกับการตีความใหม่ๆ ออกมาให้ทุกคนได้จินตนาการ ไม่ว่าจะทั้งแบบ การ์ตูน หรือวรรณกรรม โดยเวอร์ชั่นนี้ก็สนุกไม่แพ้กับเวอร์ชั่นก่อนๆ

2. “ลินเน่ เซาท์เธอแลนด์” รับหน้าที่กำกับ “ซินเดอเรลล่า กับเจ้าชายปริศนา”  ในการตีความใหม่ โดยมีเครดิตมาจากการ์ตูนที่เด็กๆ ชื่นชอบอย่าง  Mulan II, The Road to EL Dorado

3. “ฟรานซิส กรีบาส” มือเขียนบท ที่สะสมประสบการณ์ด้านแอนิเมชั่นมากกว่า 20 ปี เคยร่วมงานแอนิเมชั่นชื่อดังในอดีต อาทิ เช่น The Lion King, Aladdin, Pocahontas, Rio, Ice Age มาเป็นคนตีความเวอร์ชั่นใหม่นี้ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

4. ด้วยประสบการณ์การทำงานกับบริษัทชั้นนำอย่าง Disney, Dreamworks, Universal, Warner Brothers  จึงถือได้ว่าเขาเป็นนักร่ายเวทมนตร์ที่แปลงเรื่องราวให้น่าสนใจจากความสามารถที่มีทั้งงานด้านเขียนและการพัฒนาชิ้นงานต่างๆ คนหนึ่งก็ว่าได้

5. เวอร์ชั่น Cinderella and the Secret Prince : ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายปริศนา เสียงไทยพะยี่ห้อโดยทีมพากย์ พันธมิตร มาเพิ่มความสนุกสนาน แบบเด็กดูการ์ตูนแล้วอารมณ์ดี ผู้ใหญ่ดูแล้วฮา พร้อมการตีความใหม่ ลองทายกันว่าจะตามหา เจ้าชาย เวอร์ชั่นนี้เจอมั้ย เพราะทุกเวอร์ชั่น เจ้าชายจะต้องตามหาเจ้าหญิง 

Cinderella and the Secret Prince  บอกเล่าเรื่องราวระหว่างงานเต้นรำในพระราชวัง เจ้าชายได้ตกหลุมรักซินเดอเรลล่า ตั้งแต่แรกพบ แต่คริสตัลนางฟ้าประจำตัวได้ค้นเจอความลับที่ถูกปกปิดเอาไว้ ว่าเจ้าชายตัวจริงถูกคำสาปของแม่มดที่ชั่วร้าย สาปให้กลายเป็นหนู ขณะที่เจ้าชายที่อยู่ในงานกลับกลายเป็นตัวปลอม หลังจากแม่มดได้ออกคำสั่งให้ทหารในพระราชวัง เข้าจับกุมซินเดอเรลล่า คริสตัลได้พาซินเดอเรลล่าและหนู 3 ตัวหลบภัยไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และได้ค้นพบแหวนเวทมนตร์ปริศนา หลังจากหาวิธี เพื่อช่วยให้เจ้าชายที่ถูกสาปกลับคืนร่างเป็นมนุษย์ ด้วยพลังของแหวนเวทมนตร์ เจ้าชายบุกไปยังปราสาทเพื่อจัดการกับแม่มดผู้ชั่วร้าย และทวงปราสาทของตัวเองคืน

ระหว่างการต่อสู้ที่ดุเดือด แม่มดร่ายเวทมนตร์ใส่ซินเดอเรลล่า สาปให้กลายเป็นหิน เจ้าชายต้องเลือกที่จะยกแหวนเวทมนตร์เพื่อถอนคำสาปช่วยเหลือซินเดอเรลล่า แลกกับการที่ตัวเองต้องกลับไปเป็นดั่งเดิมอีกครั้ง หรือซินเดอเรลล่าจะต้องเป็นหินไปตลอดกาล ?

ความรักครั้งนี้จะลงเอ่ยเช่นไร เมื่อโลกของมนต์ตราไม่เหมือนเดิม   16 พ.ค. 62  ทั่วประเทศพิสูจน์กัน

MCM ฉลองเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ Ginza Haus l

กินซ่าคือย่านสุดหรูของมหานครโตเกียว มีพื้นที่ที่ราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ แต่แบรนด์ลัวชัวรี่ต่างๆ จะเรียกตัวเองว่าลักชัวรี่ไม่ได้หากไม่มีร้านที่กินซ่า ล่าสุด MCM ได้เปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ที่ Ginza Haus l ไปอย่างยิ่งใหญ่

สิ่งสร้างสรรค์สุดเดิ้นจากมิวนิค เราคุ้นชื่อกับ MCM แต่น้อยคนจะทราบว่า MCM คือชื่อย่อของอะไร MCM ย่อมาจาก Modern Creation München แบรนด์เครื่องหนังสุดหรูจากประเทศเยอรมนีเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในย่านกินซ๋า โตเกียว โดดเด่นด้วยรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้จากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมการแสดงขนบดั้งเดิมและการแสดงร่วมสมัยที่ตอกย้ำถึงพลังและความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ โดยปาร์ตี้สุดคูลถูกจัดขึ้นบริเวณชั้นสองของร้านพร้อมดีเจ Daruma และ Jommy ที่พาทุกคนย้อนวันวานไปกับท่วงทำนองแห่งแนวเพลงเรโทร ป๊อบ ยุค 90 ถัดมาบริเวณชั้น 5 พบกับการแสดงกลอง ‘DRUM TAO’ สุดตระการตาผ่านการผสมผสานเสน่ห์กันระหว่างกลอง, ขลุ่ยจีน, ซามิเซ็น (Shamisen) และโกโตะ (Koto) ประกอบกับจังหวะตามแบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีสเน่ห์

ใครเป็นใครในงานนี้ ผู้มาร่วมงานสามารถยลโฉมคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดที่ถูกจัดแสดงไว้ แขกคนสำคัญของการเปิดตัวในครั้งนี้ประกอบไปด้วย โกกิ (Kōki) นางแบบสาวดาวรุ่ง, สเวย์ (SWAY) แร็ปเปอร์และนักแสดงชาวญี่ปุ่น, มิกิ อันโดะ (Miki Ando) นักสเก็ตลีลาชื่อดัง, แมนดี้ เซกิกูชิ (Mandy Sekiguchi ) แดนเซอร์และสมาชิกวง GENERATIONS from EXILE TRIBE, ลิล จอน (Lil Jon) โปรดิวเซอร์และแรปเปอร์ชาวอเมริกัน และอินฟลูเอนเซอร์แห่งโลกเสมือนชาวฝรั่งเศสอย่าง Noonoouri ทางด้านแขกคนสำคัญจากบ้านเราก็คือสองนักแสดงหนุ่มสุดฮอตอย่างเจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และกัปตัน – ชลธร คงยิ่งยง ทั้งคู่โดดเด่นในชุด MCM หัวจรดเท้าที่เรียกเสียงแฟลชจากสื่อได้เป็นอย่างดี ทั้งยังได้กระทบไหล่ คิมซองจู (Sung-joo Kim) CVO (Chief Visionary Officer) แห่ง MCM และ เดิร์ก ชอนเบอร์เกอร์ (Dirk Schönberger) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Global Creative Director) คนล่าสุดของแบรนด์พร้อมเซเลบริตี้คนดังระดับโลก

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นบนกินซ่า Ginza HAUS l ที่มีความสูงถึง 36.5 เมตรนี้ประกอบด้วยพื้นที่ทั้งหมด 9 ชั้นซึ่งจำนวน 6 จาก 9 ชั้นนั้นถ่ายทอดวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของแบรนด์ที่จะก้าวไปสู่คอนเซ็ปท์ Retailtainment (Retail + Entertainment) ที่มุ่งเน้นการผสมผสานความบันเทิงให้กับตัวร้านเพื่อสร้างประสบการณ์ในมิติใหม่ให้กับลูกค้า โดยบริเวณ 3 ชั้นแรกเป็นพื้นที่จัดแสดงคอลเลกชั่นจาก MCM อันหลากหลาย ในขณะที่ชั้น 4 (About MCM), ชั้น 5 (MCM Gallery) และชั้น 6 (Event Hall) จะมุ่งเน้นไปถึงการสะท้อนถึงแก่นแท้ของ MCM ในด้านวัฒนธรรม งานฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์

การเปิดตัวแฟล็คชิพแห่งนี้ถือเป็นงานอีเว้นท์เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ครั้งที่ 3 ของปี 2019 ของแบรนด์ถัดจากการเปิดตัว ‘1976 BERLIN’ คอนเซ็ปท์สโตร์แห่งแรกที่กรุงเบอร์ลินและแฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่ง Ginza HAUS I นี้ยังมีโซนคาเฟ่ที่ผู้มาเยี่ยมเยือนสามารถผ่อนคลายพร้อมกับดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของ MCM ได้อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีโซนแกลเลอรี่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการเ ทั้งนี้เอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชั่นจะถูกเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของคอลเลคชั่น Spring-Summer 2019 โดยสามารถติดตามได้ทาง jp.mcmworldwide.com

Author: Sethapong Pawwattana
Pictures: Courtesy of MCM

“ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” ฉีกทุกประสบการณ์ในเทศกาลดนตรีแบบเหนือระดับ จัดเต็มกับความสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน ประเดิมเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ S2O Songkran Music Festival 2019

ไฮเนเก้น ผู้สนับสนุนหลักงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศอย่าง “S2O Songkran Music Festival 2019” พร้อมนำทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับอีกครั้งกับ “Heineken® Star Hive” ที่พร้อมตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่เรียกได้ว่าไม่ซ้ำแบบใคร โดยในปีนี้ได้ผสานแนวคิดใหม่ของแบรนด์อย่าง “Fresh Perspective” ที่จะฉีกทุกโมเมนต์น่าเบื่อในงานปาร์ตี้สงกรานต์แบบเดิมๆ เติมเต็มด้วยความสนุก เฟรช และเอนจอยกว่าที่เคย ทั้งช่วงก่อนงานที่ชวนคุณมาเปลี่ยนลุคให้เป๊ะปังพร้อมปาร์ตี้ ตามหาเพื่อนหายให้เจอแบบง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์สนุกๆ ไปจนถึงการวอร์มอัพความสนุกในช่วง Sound Check หรือมาเบรคพักเหนื่อยระหว่างปาร์ตี้ด้วยจุดถ่ายภาพเซลฟี่กับมุมที่ดีที่สุด พร้อมทิ้งท้ายความสนุกหลังงานจบสำหรับเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่ติดลม ด้วยการต่อเวลาปาร์ตี้แบบพิเศษๆ ที่มีเฉพาะในโซน Heineken® Star Hive ให้ทุกโมเมนต์ของคุณสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน

ไฮเนเก้น ชวนเหล่าปาร์ตี้โกเออร์สาวกมิวสิคเฟสติวัลที่มีบัตรงาน S2O แล้วมาร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างพรีเมียมและมีสไตล์กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่จะมายกระดับประสบการณ์ทางดนตรีให้คุณสนุกแบบไม่มีสะดุดตลอดเทศกาลสงกรานต์นี้  พร้อมเติมเต็มอรรถรสในกิจกรรมที่จัดเต็มแบบไม่ซ้ำใคร

  • Heineken® Star Hive – Waiting Salon ใครที่ติดใจ Star Hive Grooming จากปีที่แล้ว ปีนี้ ไฮเนเก้นขอจัดเต็มกว่าเดิม ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “มันส์อย่างมีสไตล์” ด้วยการยกชุดตกแต่งทรงผม    ไม่ว่าจะเป็น แฮร์เซ็ตติ้ง แฮร์สเปรย์ คัลเลอร์ การถักเปียคอร์นโรลแบบฮิปๆ พร้อมกลิตเตอร์ พร้อมแทททู และแอร์บลัชสุดคูลที่จะมาช่วยคอมพลีทลุคให้เป๊ะปังมั่นใจมากกว่าเดิม แบบที่เรียกได้ว่าเปียกแค่ไหนก็มั่นใจเกินร้อย
  • Heineken® Star Hive – Happy Hour เปลี่ยนช่วง Soundcheck และ Stage setupที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความสนุก ที่มาช่วยวอร์มอัพให้สนุกกันต่อได้ยาวๆ
  • Heineken® Star Hive – Friend Finder ประสบการณ์ใหม่ในมิวสิคเฟสติวัล ที่ตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่ไม่มีใครทำมาก่อนกับโมเมนต์ตามหาเพื่อน เพื่อนหาย ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ยุ่งยาก เรามีฟีเจอร์สนุกๆ สุดล้ำที่ช่วยให้คุณหาเพื่อนได้แบบง่ายๆ ในงานมิวสิคเฟสติวัล
  • Heineken® Star Hive – Gigantic Selfie Spot เซลฟี่สปอตแห่งใหม่ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปพร้อมชาวแก๊ง ที่เรียกได้ว่ายกพลมาเยอะแค่ไหน ก็ไม่ต้องหวั่น เข้าร่วมเฟรมได้สบายๆ แถมยังได้ถ่ายมุมที่ดีที่สุดของงาน เอาไว้อวดเพื่อนๆ ชาวโซเชียลอีกด้วย
  • Heineken® Star Hive – Extra Time ต่อเวลาความสนุกเอาใจเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่งานจบแต่อารมณ์ไม่จบกับโมเม้นต์ปาร์ตี้ทดเวลาแบบพิเศษจัดให้มันกันต่อ พร้อมด้วย Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์ที่พร้อมเสิร์ฟปิดท้ายช่วง ให้คุณได้ฟินกันก่อนกลับบ้านแบบ
    หมดห่วง

เตรียมระเบิดความมันส์และความสนุกแบบไม่สะดุด กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่จะเปลี่ยนทุกโมเมนต์ที่แสนน่าเบื่อเป็นความสนุก พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับและคลายร้อนไปกับกองทัพดีเจดังแถวหน้าระดับโลก นำทีมโดย FATBOY SLIM, TIESTO, STEVE AOKI, 1788-L, 3LAU และดีเจชื่อดังอีกมากมาย ในงาน S2O Songkran Music Festival 2019 วันที่ 13–15 เมษายนนี้ ณ Live Park พระราม 9 ตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น. ความพิเศษยังไม่จบเพียงแค่นี้ สาวกไฮเนเก้น เตรียมตัวให้พร้อมและติดตามรายละเอียดกิจกรรมลุ้นรับบัตรได้ทาง www.facebook.com/Heineken และ instagram@heineken_th