Welcome back to Lord Jim’s.

หลังจากปิดตัวไประยะหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด 19 ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้งกับการปรับปรุงโฉมห้องนี้ใหม่ที่สวยงาม รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นภาพลักษณ์ของห้องอาหารนี้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใครที่คิดถึงโรสต์บีฟที่มาพร้อมยอร์คเชียร์พุดดิ้งหรือซุปล็อบสเตอร์บิสค์ที่เป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ในแบบยุโรปและญี่ปุ่นต้องแวะมา

ปีนี้เป็นปีที่ 46 ที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันอันเป็นที่กล่าวขานของกรุงเทพฯ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งนี้ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนคิดถึง โดยแบ่งเป็นรายการบุฟเฟ่ต์สำหรับวันจันทร์-ศุกร์(80 รายการ) และบุฟเฟ่ต์วันเสาร์ -วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์(100 รายการ) ที่มีรายการอาหารแตกต่างกัน โดยรายการอาหารยอดนิยมต่างๆ จะมียืนพื้น เพียงแต่วันหยุดนั้นจะเพิ่มอาหารทะเลระดับพรีเมียมรวมทั้งแคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮฮกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ตับห่านรสเลิศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) ปลากะพงอบเกลือ
ส่วนเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ อย่างแฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
และยังมีซูชิ ซาชิมิ ซี่โครงแกะอบ ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ มุมผักสลัดออร์แกนิค สเตชั่นพาสต้าเส้นสด ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ


แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือให้เลือกสั่งอาหารจานหลักจากเมนู เพื่อให้เชฟสามารถปรุงเมนูอาหารจานหลักให้ท่านอย่างสดใหม่ทุกจาน และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของท่านได้ อาทิ อาหารทะเลหลากชนิดปรุงในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐหลุยเซียนาโดยจานหลักเมนูนี้ห้องอาหารลอร์ด จิมส์จะจัดเสิร์ฟในปริมาณสำหรับรับประทานร่วมกันในครอบครัว (sharing style) หรือท่านจะเลือกอาหารจานหลักแบบเสิร์ฟสำหรับหนึ่งท่านรับประทาน เช่น ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ รีซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิ้ล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว แต่ละจานต่างมีความเลิศรสและเสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี ใครที่เน้นความอร่อยบนไลน์บุฟเฟต์ก็ยังสามารถสั่งจานหลักมารับประทานโดยไม่อิ่มเกิน ซึ่งในเมนูจานหลักนี้สามารถสั่งซุปหรือจานเรียกน้ำย่อยได้ด้วย และ Lobster bisque ที่โด่งดังก็เป็นซุปในเมนูจานหลักนี้ ซึ่งเขาเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ ขนาดพอดื่มต่อหนึ่งท่าน เป็นไอเดียที่ดีมากเพราะไม่ตัดกำลังและทำให้ได้ชิมซุปอร่อยในตำนานห้องอาหารลอร์ดจิมส์ นี้ แต่ใครต้องการอาหารไทยรสแซบเป็นจานหลักเพื่อให้เจริญอาหารยิ่งขึ้นก็สามารถสั่งอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งเมนูอาหารจานหลักท่านสามารถสั่งได้ไม่จำกัด
นอกจากอาหารรสเลิศแล้วเรายังจะได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาเพราะการตกแต่งใหม่นี้จะยิ่งทำให้ห้องอาหารลอร์ดจิมส์เสมือนาวาสุดหรูลำใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มตากว่าเคย

ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่่าที่มาของชื่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้นเป็นมาอย่างไร เราก็ขอขยายความนิดหนึ่ง ก็เพราะโรงแรมแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad) ผู้ที่เคยมาพักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2431 ชื่อ‘ลอร์ด จิมส์’ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน โดยห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์วิง(River Wing) ที่ถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร.เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ รวมทั้งล็อบบี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาท ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเรขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน มาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการปรับโฉมโลโก้ ลอร์ด จิมส์ ใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย‘L’สื่อถึงใบเรือและตัวอักษร‘J’ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว‘J’ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย


ตลอดระยะเวลาที่ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปิดให้บริการมา 46 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ลอร์ด จิมส์ ได้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ” กล่าวได้ว่าห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยมเป็นแห่งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจที่คนหลายรุ่นจะมีภาพประทับใจของตัวเองกับห้องอาหารแห่งนี้ เมื่อถึงวาระที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ได้เปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้ง อย่าพลาดที่จะมาตักตวงความประทับใจจากรุ่นถึงรุ่นเช่นนี้ได้อีกครั้งภายใต้บรรยากาศหรูเท่และอาหารรสเลิศที่เป็นที่กล่าวขานกันเสมอมา

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดบริการเวลา: 12.00 น.– 14.30 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันพุธ – วันศุกร์)ราคา 2,350++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ และ 11.30 น. – 15.00 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุด
นักขัตฤกษ์) ราคา 3,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร +66 (2) 659 9000 หรือ สำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรม www.mandarinoriental.com/bangkok

เผยโฉมนาฬิกาซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก Grand Seiko GMT ฉลองความงามของ 4 ฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่น

ฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่น จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ฤดู และในแต่ละ 4 ฤดู จะถูปแบ่งย่อยออกเป็น 6 ช่วง ทั้ง 4 ฤดูกาลจะมีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างกันไป การเปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลหนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่งเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ทำให้ธรรมชาติของเวลามีความใกล้ชิดกับสัมผัสแห่งความรู้สึกของเรามากยิ่งขึ้น นาฬิกา GMT แต่ละเรือนเหล่านี้เป็นผลงานที่ได้รับการรังสรรค์เพื่อเฉลิมฉลองให้กับ 24 ช่วงฤดูย่อยในรอบ 1 ปีหรือที่เรียกว่า ‘Sekki’ (เซกกิ)

ช่วงฤดูที่ถูกเลือกสรรประกอบด้วย คือ Shunbun (ชุนบุน – ฤดูใบไม้ผลิ) , Shōsho (โชโฉะ – ฤดูร้อน), Kanro (คังโร – ฤดูใบไม้ร่วง) and Tōji (โทจิ – ฤดูหนาว) ในรุ่น Shunbun และ Shōsho จะมากับกลไกรหัส 9S86 ซึ่งเป็นกลไกความถี่สูง 36,000 GMT ขณะที่รุ่น Kanro และTōji บรรจุกลไกรหัส 9R66 ที่ขับเคลื่อนด้วย Spring Drive GMT

หน้าปัดของแต่ละรุ่นจะสะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งฤดูกาล หรือ Sekki

Shunbun – SBGJ251

ในฤดูใบไม้ผลิ การเดินทางของวันที่มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนที่เท่ากันได้มาถึง ทุกคนสามารถสัมผัสถึงฤดูใบไม้ผลิได้อย่างชัดเจนจากอากาศที่อยู่โดยรอบ ต้นซากุระในภูเขาเริ่มผลิบานและดอกซากุระกระจายตัวประดับประดาอยู่บนเนินเขาอย่างงดงาม สีเขียวและสีโรสโกลด์ที่อยู่บนหน้าปัดสะท้อนถึงคำสัญญาของฤดูใบไม้ผลิได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Shōsho – SBGJ249

ในที่สุดฤดูฝนก็สิ้นสุดลง และฤดูร้อนใกล้เข้ามา ในช่วงฤดู Shōsho สายลมอันอบอุ่นได้สร้างระลอกคลื่นอันละเอียดอ่อนในทะเลสาบและแอ่งน้ำหลายพันแห่งทั่วญี่ปุ่น พร้อมกับทอแสงระยิบระยับท่ามกลางแสงแดดของช่วงต้นฤดูร้อน ลายคลื่นที่อยู่บนหน้าปัดนำ Shōsho ให้มีชีวิต

Kanro – SBGE271

เมื่อยามตะวันตกดินในตอนเย็น และอากาศที่เย็นสบายในตอนเช้า เข็มวินาทีมีการเคลื่อนตัวอย่างเงียบๆ ราวกับดวงจันทร์เคลื่อนตัวผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ฤดูใบไม้ร่วงมาจนถึงจุดสูงสุดแล้ว

Tōji – SBGE269

ปรากฏการณ์กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันของประเทศในแถบซีกโลกเหนือ (Winter Solstice) อยู่ใน TŌji สื่อถึงจุดเริ่มต้นของฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันจะสั้น อากาศแจ่มใสและปลอดโปร่ง และหิมะล่องลอยไปตามเสียงแห่งลม หน้าปัดของนาฬิกามาพร้อมกับพื้นผิวและสีที่สะท้อนถึงทิวทัศน์ที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า

ตัวเรือนที่โค้งมนอย่างนุ่มนวลมาพร้อมกับขอบที่คมและมีเหลี่ยมมุมอย่างโดดเด่นและคลาสสิก ตามแบบฉบับของ Grand Seiko และด้านข้างได้รับการขัดด้วยเทคนิคซารัตซึ (Zaratsu) ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่ใสราวกระจกปราศจากการผิดเพี้ยนของพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นกลไกจักรกลและกลไกแบบ Spring Drive คุณสามารถมองเห็นรายละเอียดของกลไกเหล่านี้ผ่านทางกระจกแซฟไฟร์ที่ผนึกบนฝาหลัง ให้ชื่นชมความงดงามที่ผ่านการขัดแต่งชิ้นส่วนกลไกต่างๆ อย่างประณีต

เมื่ออ้างอิงจากการเปิดตัวรุ่นแรกที่ถูกนำเสนอในสหรัฐอเมริกา รุ่น Shunbun และ Shōsho จะเริ่มจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ตามด้วย Kanro และ TŌji จะเปิดตัวในเดือนกันยายน ที่บูติกของ Grand Seiko และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก

กลไก 9S86 : SBGJ249, 251

ระบบขับเคลื่อน : อัตโนมัติ 

ความถี่ในการเดิน : 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง (10 บีทต่อวินาที)

ความเที่ยงตรง : +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน  

พลังงานสำรอง : 55 ชั่วโมง

เข็ม GMT แสดงเวลาไทม์โซนที่ 2

จำนวนทับทิม : 37 เม็ด

กลไก 9R66 : SBGJ269, 271

ระบบขับเคลื่อน : อัตโนมัติ แบบ สปริง ไดร์ฟ

ความเที่ยงตรง : +/- 1 วินาทีต่อวัน (+/-15 วินาทีต่อเดือน

พลังงานสำรอง : 72 ชั่วโมง

เข็ม GMT แสดงเวลาไทม์โซนที่ 2

จำนวนทับทิม : 30 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค

ตัวเรือนและบานพับผลิตจากสแตนเลสสตีล

บานพับ 3 ทบพร้อมกับปุ่มกดคลายล็อก

กระจกแซฟไฟร์ทรงยกสูง พร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสง

ฝาหลังแบบใสมองทะลุได้

ความสามารถในการกันน้ำ: 3 บาร์ (รุ่น SBGJ249, 251) / 10 บาร์ (รุ่น SBGJ269, 271)

ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก : 4,800 แอมป์/เมตร

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 39.5 มิลลิเมตร หนา 14.1 มิลลิเมตร (รุ่น SBGJ249, 251)

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน: 40.2 มิลลิเมตร หนา 14.0 มิลลิเมตร (รุ่น SBGJ269, 271)

เรียบเรียง rhunrun

พบกับทีเซอร์แรกของภาพยนตร์หายนะครั้งใหญ่ Moonfall พร้อมทำความรู้จักโรแลนด์ เอมเมอร์ริช เจ้าพ่อหนังหายนะตัวจริงแห่งวงการฮอลลีวู้ด

ในระหว่างที่รอรัฐบาลตัดสินใจเรื่องการเปิดโรงภาพยนตร์อยู่นี้ สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลก็ขยันปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์ออกมายั่วใจผู้ที่คิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์ออกมารัวๆ และในครั้งนี้ ภาพยนตร์แอ็กชั่นไซไฟมหันตภัยฟอร์มยักษ์อย่าง Moonfall ก็มาแบบยิ่งใหญ่เกรียงไกรแบบไม่ให้คอหนังหายนะผิดหวังเลยทีเดียว

Moonfall เป็นผลงานการกำกับของโรแลนด์ เอมเมอร์ริช ผู้กำกับภาพยนตร์หายนะเรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Independence Day (ID4) ภาพยนตร์ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่เป็นหมุดหมายให้กับนักสร้างภาพยนตร์รุ่นหลังๆ / 2012 ภาพยนตร์สิ้นโลกว่าด้วยเรื่องมูเตลูและการเอาตัวรอด / Midway หายนะแห่งส่งครามโลกครั้งที่สอง / The Day After Tomorrow หนังหายนะน้ำแข็งกลืนกินโลกที่ทำให้หลายๆ คนตกหลุมรักเจค จิลเลนฮาลมาแล้ว และในการกลับมาเล่าเรื่องภารกิจหยุดยั้งไม่ให้ดวงจันทร์พุ่งเข้าชนโลกของเหล่านักบินอวกาศใน Moonfall ครั้งนี้ เขาก็ซัมมอนดารานักแสดงชื่อดังมากมายมาร่วมโปรเจ็กต์นี้ ไม่ว่าจะเป็นฮัลลี เบอร์รี (X-Men, John Wick: Chapter 3 – Parabellum) แพทริค วิลสัน (The Conjuring, Aquaman) จอห์น แบรดลีย์ (Game of Thrones) โดนัลด์ ซูเธอร์แลนด์ (The Hunger Games) ไมเคิล เพ็นย่า (Ant-Man) และชาร์ลี พลัมเมอร์ (All The Money in The World)

ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่กองถ่าย Moonfall ภาพโดย Reiner Bajo

เตรียมพบกับ Moonfall ได้ในโรงภาพยนตร์ เมื่อมันเปิดฉายนะ (ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว)

The new Mercedes-Benz S-Class

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด

The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester® 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว

นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบาทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ

เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม

ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย

ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ

The new S-Class มีจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
• Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท
• Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท

TUDOR ROYAL


นาฬิกาสปอร์ตชิคที่เหนือชั้นยิ่งกว่าด้วยสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องและกลไกลานอัตโนมัติ นาฬิกาตระกูล TUDOR Royal รุ่นใหม่นี้จึงเหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ

Royal เป็นชื่อที่ TUDOR นำมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1950 เพื่อตอกย้ำถึงคุณภาพที่เหนือระดับของนาฬิกา ตระกูล TUDOR Royal ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดนี้ ด้วยการนำเสนอนาฬิกาสปอร์ตชิคระบบอัตโนมัติพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้และคุณภาพที่ไม่ยิ่งหย่อน สมรรถนะทางเทคโนโลยีสุดล้ำและความงดงามประณีตคือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของนาฬิกาในตระกูลนี้ ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างนาฬิกาคลาสสิกและนาฬิกาสปอร์ต โดยมีให้เลือกในรุ่นสเตนเลสสตีลหรือสเตนเลสสตีลและทองคำ และนำเสนอใน 4 ขนาดพร้อมหน้าปัดที่มีให้เลือกถึง 9 รูปแบบ

จุดเด่นสำคัญ

  • ตัวเรือนขนาด 28, 34, 38 และ 41 มิลลิเมตร ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ 
  • หน้าปัดผิวสัมผัสแบบซาตินซันเรย์หลากหลายแบบ พร้อมตัวเลขโรมันหรือแบบฝังเพชร
  • เข็มนาฬิกาทรง Baton เคลือบสารเรืองแสง Swiss Super-LumiNova®
  • ช่องแสดงวันที่ และวันของสัปดาห์สำหรับรุ่นเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม.
  • สายนาฬิกา “ห้าข้อต่อ” ที่เป็นชิ้นเดียวกับตัวเรือน ผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา ทำจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L และทองคำ
  • การรับประกันห้าปีที่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือตรวจซ่อมบำรุงตามระยะ

TUDOR ROYAL คือสัญลักษณ์แห่งการท้าทาย #BORNTODARE

นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1926 TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด เป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งทั้งในขณะนั้นและจวบจนถึงทุกวันนี้มาจากการสืบสานวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้งแบรนด์ นักประดิษฐ์ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนาฬิกายุคใหม่ นั่นคือความแม่นยำสำหรับนาฬิกาข้อมือ การกันน้ำและกลไกลานอัตโนมัติ เขากล้าที่จะฝันถึงเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ และได้รังสรรค์แบรนด์ TUDOR ขึ้นเพื่อทำความฝันนั้นให้กลายเป็นจริง นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวอย่างที่เด่นชัดของมรดกตกทอดแห่งการยืนหยัดในวิสัยทัศน์และคำมั่นสัญญาต่อผู้ที่จะเป็นเจ้าของในอนาคตถึงคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด ผลิตขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์จากแท่งสเตนเลสสตีล 316L ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุด

ตัวเรือนของรุ่น TUDOR Royal นั้นกันน้ำในทุกสถานการณ์จนถึงระดับความลึก 100 เมตร (330 ฟุต) ใต้ผิวน้ำทะเลด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและฝาหลัง แม้จะมองไม่เห็น แต่กลไกลานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ในด้านกลไกขนาดเล็กได้รับการตกแต่งอย่างงดงามและทำงานตามมาตรฐานการจับเวลาที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา  ประการสุดท้ายก็คือสายนาฬิกา “5 ข้อต่อ” ซึ่งใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดดเด่นด้วยคุณภาพที่เหนือชั้นทั้งในด้านการออกแบบ การผลิต และความประณีตของชิ้นงาน คุณสมบัติเหล่านี้และอีกมากมายนำไปสู่คุณภาพที่ได้รับการกล่าวขานของ TUDOR ตามปรัชญาที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือ #BornToDare ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอยู่เสมอ

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมสายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือน 

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal คือตัวแทนแห่งความสมดุล ความหรูหรา และการใช้งานที่อเนกประสงค์ รายละเอียดของการออกแบบมอบบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นการสลับกันระหว่างพื้นผิวขัดเงากับลายร่อง  TUDOR Royal ให้รูปลักษณ์ที่ดูลื่นไหลและสไตล์ที่มั่นคง ด้วยสายนาฬิกาเหล็กแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนที่สอดประสานเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยเอกลักษณ์ของข้อต่อแบบกว้างผิวซาติน 3 ชิ้นที่อยู่ระหว่างข้อต่อแบบแคบผิวเงา 2 ชิ้น คุณภาพของผิวสัมผัสที่ลื่นละมุน และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือขอบของข้อต่อเหล่านี้ล้วนตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ TUDOR เพื่อให้สวมใส่สบายยามที่อยู่บนข้อมือ มีให้เลือกทั้งในแบบสเตนเลสสตีล แบบข้อต่อสลับกันระหว่างสเตนเลสสตีลและทองคำ นาฬิกาในตระกูลนี้จึงตอบสนองได้ทุกรสนิยมด้วยพื้นผิวหลากหลายแบบ TUDOR Royal ออกแบบมาให้รองรับข้อมือได้ทุกขนาด ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาดด้วยกัน โดยรุ่น 41 มม. นั้นจะยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษกับระบบกลไกที่แสดงวันพร้อมกันกับวันที่

นาฬิกาสปอร์ตชิคพร้อมหน้าปัดอันประณีต

นาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal เสนอเอกลักษณ์ที่เป็นลวดลายซันเรย์บนหน้าปัดที่ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกในสีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ลวดลายซึ่งแผ่รัศมีจากจุดกึ่งกลางของหน้าปัดนี้สร้างเอฟเฟ็กต์แสงและเงาสะท้อนที่สวยสะดุดตา ซึ่งขับเน้นให้นาฬิกาในตระกูลนี้ดูหรูหราโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังมีในรุ่นหน้าปัดมุกประดับเพชรที่ดูสวยหวานเหมาะสำหรับสุภาพสตรี และเพื่อแต่งเติมให้ดูเก๋ไก๋ยิ่งขึ้น TUDOR จึงได้ประดับตัวเลขโรมันให้กับนาฬิกาในตระกูล TUDOR Royal อีกด้วย 

การรับประกันโดย TUDOR

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรังสรรค์โดย Hans Wilsdorf เมื่อปี 1926 และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สูงสุด TUDOR ได้มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน น่าเชื่อถือ และเที่ยงตรงอย่างไม่หยุดยั้งตลอดมา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือชั้นของนาฬิกา วันนี้ TUDOR จึงมีความยินดีมอบการรับประกันห้าปี สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่จำหน่ายหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนหรือนำนาฬิกามาตรวจซ่อมบำรุงใดๆ และสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ TUDOR ที่ซื้อระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ถึง 31 ธันวาคม 2019 ก็ยังจะได้รับการขยายเวลารับประกันไปอีก 18 เดือน นับเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 3 ปีครึ่งอีกด้วย TUDOR ยังแนะนำให้นำนาฬิกามาเข้ารับบริการทุก 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการใช้งานจริง

หมายเลขอ้างอิง 28600/3, 28500/3, 28400/3, 28300/3

ตัวเรือน

ตัวเรือนเหล็กกล้า 316L ขนาด 41, 38, 34 หรือ 28 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบซาตินและขัดเงา

ขอบตัวเรือน

ขอบตัวเรือนแบบสลักลายร่องทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต ที่สลับกันระหว่างรอยบากและพื้นผิวขัดเงา

เม็ดมะยม

เม็ดมะยมแบบขันเกลียวทำจากเหล็กกล้า 316L หรือทองคำ 18 กะรัต พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ TUDOR แบบนูน

หน้าปัด

สีดำ สีเงิน สีแชมเปญ หรือสีน้ำเงิน ตกแต่งผิวซันเรย์ ประดับเพชรหรือไม่ประดับเพชร

หน้าปัดไข่มุกสีขาวประดับอัญมณี (เฉพาะรุ่น 34 และ 28 มม.)

ตัวเลขโรมัน

วันของสัปดาห์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

วันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา

กระจกคริสตัล

คริสตัลแซฟไฟร์

การกันน้ำ

กันน้ำลึกสูงสุดถึง 100 ม. (330 ฟุต)

สายนาฬิกา

สายนาฬิกาแบบชิ้นเดียวกับตัวเรือนทำจากเหล็กกล้า 316L หรือเหล็กกล้า 316L และทองคำ 18 กะรัต 5 แถว ข้อต่อด้านนอกและตรงกลางผิวซาติน ข้อต่อตัวเชื่อมผิวขัดเงา พร้อมระบบล็อกแบบบานพับและสลักนิรภัย

กลไกลาน

กลไกลานอัตโนมัติ, คาลิเบอร์ T603 (41 มม.) หรือ T601 (38 และ 34 มม.) หรือ T201 (28 มม.) 

พลังงานสำรอง

ประมาณ 38 ชั่วโมง

ฟังก์ชันการทำงาน

เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง

วันที่แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

วันของสัปดาห์แบบกึ่งอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา (เฉพาะรุ่น 41 มม.)

เข็มวินาทีจะหยุดเมื่อตั้งเวลาเพื่อให้ตั้งได้อย่างแม่นยำ

H.Moser & Cie.กับการอัพเกรดนาฬิกา SWISS ALP WATCH

จุดสิ้นสุดของแนวคิดในการสร้างแรงบันดาลใจของนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) ได้เผยโฉมไปแล้วเมื่อวานนี้จากณ เมือง Neuhausen am Rheinfall ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในการผจญภัยของสาวกผู้หลงใหลนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) มาตั้งแต่ปี 2011 โดยเปิดตัวเพื่อตอบสนองต่อการถือกำเนิดของนาฬิกาที่เชื่อมโยงต่อความปรารถนาอันแรงกล้าของแบรนด์ที่มีอายุกว่า 200 ปี อย่าง H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ที่ยังคงยึดมั่นต่อคุณค่าของประเพณีดั้งเดิมในการผลิตกลไกนาฬิกาชั้นสูง ที่ถูกผสานลงในกลไกอันทันสมัย 

 

โดยนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ จนเกิดเป็นผลงานที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร ซึ่งนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการยกย่องนาฬิกาที่เป็นตัวเชื่อมโยงและผสมผสานเทคโนโลยี Vantablack®  (แวนทาแบล็ค) ให้เข้ากับการผลิตกลไกนาฬิกาชั้นดีในแบบดั้งเดิม 

ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเชื่อมโยงอีกครั้ง ทั้งต่อตัวเราเอง, ต่อผู้คนรอบข้างและต่อสิ่งสาคัญ ซึ่งเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นเครื่องเตือนใจว่า โลกเสมือนจริงนั้นไม่มีวันเหนือกว่าโลกของความเป็นจริง โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีทางทดแทนผู้คน และเทคโนโลยียังคงเป็นเพียงเครื่องมืออย่างไม่มีวันสิ้นสุด 

ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของ H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ที่ต้องการจะปิดท้ายคอลเลกชั่น Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่มีความคล้ายคลึงจากรุ่นก่อนหน้านี้ โดยนาฬิกา Swiss Alp Watch Final Upgrade (สวิสส์ แอลป์ วอทช์ ไฟนอล อัพเกรด) ได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากสมาร์ทวอทช์แต่ภายในเป็นระบบกลไกจักรกล100% จากโรงงานในสวิสส์ และสำรองพลังงานขั้นต่า 100 ชั่วโมง ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบสาหรับนาฬิการุ่นต่อไป 

แทนที่จะต้องดาวน์โหลดข้อมูล ผู้ผลิตนาฬิกาจากเมือง Schaffhausen (ซาฟฟ์ฮาวเซน) จึงมีความคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเติมพลังให้ตนเอง ด้วยนาฬิกาที่ต้องสื่อถึงอารมณ์และตามฝันของคุณ โดยยังคงทำตามวัตถุประสงค์หลักของมันนั่นคือ การบอกเวลาสำหรับนาฬิการุ่นนี้ H.Moser & Cie. (เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ต้องการรวมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้เกิดความสาเร็จในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างความงดงามของหน้าปัด Vantablack® (แวนทาแบล็ค) ในรุ่น Concept  (คอนเซ็ปต์) ที่ไม่มีโลโก้และหลักชั่วโมง โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และใช้หน้าปัด Vantablack® (แวนทาแบล็ค) ผลิตจากวัสดุที่คิดค้นขึ้นเองร่วมกับเข็มชั่วโมง-นาทีสีดำ ยิ่งทำให้ดูเหมือนหน้าปัดกำลังอยู่ในโหมด Standby (สแตนบาย) โดยมีการเสริมความสมบูรณ์แบบด้วยช่องบอกวินาทีสีเทาตรงตำแหน่ง 1 นาฬิกาบนหน้าปัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทาให้นึกถึงเวลาที่ผ่านไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนความจำว่าที่นี่และตอนนี้คือสิ่งสำคัญ 

“แนวคิดนี้เกิดขึ้นโดยลูกค้าและเพื่อนของแบรนด์ ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบและเป็นแฟนตัวจริงของคอลเลกชั่นนาฬิกา Swiss Alp Watch (สวิสส์ แอลป์ วอทช์) โดยพวกเขาได้มาเยี่ยมเยียนเราด้วยไอเดียการออกแบบที่นอกกรอบสุดๆ และเราเองก็ต้องการลงมือสร้างสรรค์โมเดลนี้ขึ้นมาอย่างไม่รีรอ โดยสอดคล้องกับปรัชญาของเราด้วยอารมณ์ขันและหยอกเย้า” 

Edouard Meylan (เอดวอร์ด เมย์ลอง) CEO of H. Moser & Cie. (ซีอีโอ ของ เอช.โมเซอร์ แอนด์ ซี.) ได้กล่าวไว้ 

 

New Classic Fusion 40 Years Anniversary

ผ่านไปแล้วกับการไลฟ์ฉลองครบรอบ 40 ปี แบรนด์ Hublot เมื่อวานนี้ มองย้อนไปในอดีตของแบรนด์ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1980 โดย Carlo Crocco เขาเป็นช่างนาฬิกาชาวอิตาเลียนแต่ได้ที่ได้ย้ายไปอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และที่มาของชื่อ Hublot ที่เป็นแบรนด์นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงช่องหน้าต่างของเรือรบโบราณ และนาฬิการุ่นแรกของ Hublot ก็จำลองกรอบหน้าต่างนั้นมาไว้บนขอบหน้าปัดซึ่งทำได้งดงามและมีเอกลักษณ์ ในวาระครบรอบ 40 ปีของ Hublot จึงมี New Classic Fusion 40 Years Anniversary! ฉลองครบรอบ 40 ปี Hublot นำเรือนเวลา 1980 Classic Original ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการยืนหยัด

สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างมาให้แฟนๆ Hublot ได้สัมผัสกลิ่นอายคลาสสิกกันอีกครั้ง ในรูปแบบของนาฬิการุ่นพิเศษสามรุ่น สามรูปลักษณ์ โดยยังคงแนวคิดการผสมผสานจับคู่สองวัสดุที่แตกต่าง และยังผสมผสานความสวยหรูแบบนาฬิกาสวิสเข้ากับกลไกออโตแมติกสุดล้ำหน้าของ Hublot สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง กันน้ำที่ระดับความลึก 100 เมตร หรือ 10 ATM ด้านหลังของตัวเรือนตกแต่งโลโก้ XL สำหรับโอกาสพิเศษนี้ด้วย

ลิ้มรสทองคำขาวแห่งวงการอาหาร

คงทราบกันดีแล้วว่าทองคำสีดำแห่งวงการอาหารนั่นก็คือเห็ดทรัฟเฟิลสีดำที่มีมูลค่าเกินทอง แน่นอนว่าถ้าพูดถึงทองคำขาวแห่งวงการอาหารก็ย่อมจะเป็นทรัฟเฟิลขาวที่เสาะหาได้ยากยิ่งกว่ามีราคาเกินทองเช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องปรุงสุดเลิศที่ไม่ใช่แค่สูงค่าเพราะหายากแต่รสชาติยังลึกล้ำ

ก่อนจะเปิดให้บริการกับเซ็ตเมนูสุดพิเศษในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด(ยังไม่บอกวันสิ้นสุดแต่ก็ไม่น่าถึงปลายปีนี้) เรามีโอกาสมาสัมผัสรสและกลิ่นของทรัฟเฟิลขาวคุณภาพดีที่สุดแห่งเมืองอัลบา โดยเชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ และ ทีมของห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ สร้างสรรค์เซ้นเมนุสุดพิเศษนี้ขึ้นมา

ทรัฟเฟิลขาว หรือ ไวท์ทรัฟเฟิล จากเมืองอัลบา ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในเห็ดที่ผู้คนทั่วโลกต่างปรารถนามากที่สุด เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัฟเฟิลขาวนั้นเป็นวัตถุดิบที่หายากและจะมีให้เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง และ ฤดูกาลที่ดีที่สุดที่จะได้ทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ ช่วงต้นฤดูหนาว หรือราวๆ เดือนพฤศจิกายน เชฟอาโน ย้ำนักหนาว่าถ้าจะลองสัมผัสรสชาติของเห็ดที่หายากยิ่งนี้ต้องช่วงนี้เท่านั้น และเป็นคนละช่วงกับเห็ดทรัฟเฟิลดำที่จะสมบูรณ์สุดในช่วงกลางเดือนมกราคมเป็นต้นไปแต่มีช่วงเสาะหาได้ยาวไปถึงเดือนมีนาคม

เราถามเชฟว่าเห็ดทรัฟเฟิลขาวแสนหายากนี้นำมาทำอะไรถึงจะอร่อย เชฟบอกว่าฝานสดๆ รับประทานคู่กับอาหารต่างๆ ที่ปรุงมาแบบฝรั่งเศสนั้นแหละคือที่สุดแล้ว เชฟหมายถึงการปรุงอาหารที่มีซอสต่างๆ ซึ่งฝรั่งเศสขึ้นชื่อมากเรื่องนี้ ส่วนเห็ดทรัฟเฟิลดำนำมาทำอาหารได้หลากหลายกรรมวิธีการปรุงมากกว่า รสชาติและกลิ่นก็แตกต่างกัน แต่เห็ดทรัฟเฟิลขาวจะไม่นิยมไปปรุงผ่านความร้อนใดๆ

ในปีนี้เชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารฝรั่งเศส เลอ นอร์มังดี ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาว พร้อมด้วยทีมงานคุณภาพมีความตื่นเต้นและยินดีที่จะนำเสนอทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา โดยนำมาปรุงและสร้างสรรค์ให้เป็นเมนูอาหารสุดโก้หรูแบบเซ็ท 5 คอร์ส ให้ผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานอาหารอย่างเหนือระดับได้ลิ้มลองความอร่อย ซึ่งอาหารเซ็ท 5 คอร์สนี้เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ วัตถุดิบชั้นเลิศ พรสวรรค์ของเชฟ และ ทรัฟเฟิลขาว หรือ อัญมณีเม็ดงามแห่งเมืองอัลบา ด้วยราคาที่สูงมากของทรัฟเฟิลขาว ผู้คนจึงต่างขนานนามให้เป็น “ราชาแห่งทรัฟเฟิล”

ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสของเห็ดเลอค่านี้ เชฟอาโนนำเอาก้อนทองคำขาวที่บรรจุในกล่องมาให้เราได้ชมก่อน ต้องถือว่ากลิ่นนั้นหอมฟุ้งมาก่อนจะเห็นตัวเห็ดเสียอีก และก่อนที่จะได้ลิ้นลองจานแรกในเซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา ซึ่งเป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัดนี้ เราเริ่มต้นที่ Amuse-bouche ซึ่งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยมาเป็นคำเล็กๆ ของห้องเลอ นอร์มังดี ต้องบอกว่าดีทุกอย่าง เป็นการเปิดต่อมรับรสและกลิ่นได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เป็นอาหาร 5 คอร์ส ซึ่งเชฟอาโนได้คัดสรร 5 จานที่ดีสุดที่เมื่อนำทรัฟเฟิลขาวมาปรุง

เริ่มต้นจานแรกด้วย Winter Organic Vegetables, Gnocchi, Herb ซึ่งนำเสนอผักตามฤดูกาล 7 ชนิด โดยผักแต่ละชนิดผ่านเทคนิคการปรุงที่แตกต่างกัน เสิร์ฟกับ ย็อคคี หรือแป้งพาสต้าต้มคำเล็กๆ โดยมีทรัฟเฟิลขาวอยู่ด้านบน ซึ่งเชฟจะมาฝานทรัฟเฟิลขาวด้วยที่สไลด์เป็นแผ่นบางๆ ตรงหน้าเราเลยทีเดียว ทำให้ได้รับกลิ่นหอมชนิดที่ตราตรึง กลิ่นหอมฟุ้งของความสดใหม่ของทรัฟเฟิลขาวคละคลุ้งทั่วจาน แน่นอนว่าต้องมีน้ำซอสที่เคี่ยวมาข้นเสริมรสและชูกลิ่นเครื่องปรุงเอกของเราวันนี้ ต้องบอกว่ารสสัมผัสของเห็ดทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ นั้นมีความกรอบและหนึบๆ กลิ่นหอมคลุ้งในปากทุกคำที่เคี้ยว

จานต่อมาต้องบอกว่าสร้างสรรค์สุดๆ เพราะเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของชาวฝรั่งเศส คือ Veal Head, Potato ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟอาโนมั่นใจว่านักชิมทั้งหลายต้องตกหลุมรัก และก็จริงๆ คือชื่ออาจจะฟังดูตระหนกแต่ที่เราเห็นคือส่วนเนื้อที่หั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ อยุ่ในครีมซอส แน่นอนว่าทรัฟเฟิลขาวย่อมจะถูกฝานบางๆ วางด้านบนสุด คือทุกห้วงเวลาในเซ็ตเมนูพิเศษนี้เราจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของทรัฟเฟิลขาว จานนี้ก็ล้ำลึกเพราะรสชาติของเครื่องปรุงทุกอย่างคละเคล้าสร้างรสสัมผัสที่พิเศษจริงๆ แน่นอนว่าซอสก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่มาจากการเคี่ยวเนื้อวัวจนได้ซอสรสเข้มหอมกรุ่น

คอร์สที่สามจะเป็น ปลามังค์ฟิช ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบยอดนิยมของอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม โดยปลามังค์ฟิชเป็นปลาทะเลน้ำลึกและมีราคาแพง เชฟอาโนยังเลือกสรรให้พิเศษกว่านั้นอีก ด้วยการใช้ปลาที่มาจากการจับโดยใช้คันเบ็ด กล่าวคือ เป็นปลาตามธรรมชาติในทะเล นำมาปรุงและเสิร์ฟคู่กับสมุนไพรโลเวจและเซเลอรีแอค (หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง) พร้อมด้วยทรัฟเฟิลขาว สร้างกลิ่นหอมในทุกคำและทุกรสสัมผัส จานนี้ก็ต้องบอกว่าเนื้อปลามังค์ที่แน่นแต่มีความหนึบและรสชาติที่ขับแต่งด้วยซอสที่มาจากการเคี่ยวโครงปลานี้นั้นคือที่สุด ยิ่งมาได้เห็ดทรัฟเฟิลขาวที่ฝานบางๆ คลุมด้านบนทำให้ทุกคำนี้ต้องมีปลาและเห็ดเคล้ารสและกลิ่นอย่างถึงรส 

ต่อจากนั้น เชฟอาโนนำเสนอไก่ย่าง ซึ่งใช้ไก่จากฝรั่งเศสที่เลี้ยงตามวิธีธรรมชาติ เนื้อนุ่มให้รสหวานของเนื้อไก่ที่ละมุนทุกคำที่เคี้ยว เสิร์ฟคู่กับอาร์ติโช้คเยรูซาเลมและซอสอัลบูเฟร่า ที่วางเคียงกันมาข้างๆ ไก่ย่างคือเยรูซาเล็มอาร์ติโช้คที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดพอสุกคลุมด้วยแผ่นอาร์ติโช้คชนิดเดียวกันฝานเรียงเป็นถ้วยคลุมไว้ แต่บนชิ้นไก่คือทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ ห่มไว้ เป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะและจุใจคนที่อยากลิ้มลองทองคำขาวแห่งวงการอาหารนี้

ปิดท้ายเมนูเซ็ทพิเศษนี้ด้วยขนมหวานที่ยากจะปฏิเสธ นั่นคือ Floating Island with Hazelnut and White Truffle Ice Cream ต้องอบกว่าไม่ใช่แค่ทรฟเฟิลขาวฝานวางด้านบนก้อนเมอร์แรงจ์ที่ทำจากไข่ขาวลอยมาในซอสวานิลลา แต่ในเมอร์แรงจ์ไข่ขาวคือไอศกรีมและมีเห้ดทรฟเฟิลขาวชิ้นบางๆ ซ่อนไว้ในนั้นอีก เป็นการจบมื้ออาหารที่เราจะตราตรึงกับกลิ่นและรสของทรัฟเฟิลขาวไปอีกแสนนาน

เซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา เป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด ทั้งนี้ระยะเวลาในการให้บริการเมนูนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุดที่จะหาได้และส่งมาจากเมืองอัลบา โดยมีให้บริการเซ็ท 5 คอร์ส มื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ราคา 12,500++ บาท ต่อท่าน และยังมีเมนูทรัฟเฟิลขาวแบบเป็นอาหารจานเดียวด้วย (a la carte menu) 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 ชมรายละเอียดจากเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

The Jewellery of Legends Collection

Lotus Arts de Vivre xPadma Gems “The Jewellery of Legends Collection

สุดยอดความงามของ 3 อัญมณีในตำนาน

ในอดีตเครื่องประดับอัญมณีมีค่าต่างๆ คือเครื่องประดับบารมี จึงไม่แปลกใจว่าเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะเป็นสมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ แต่ก็คงไม่มีชาติที่ที่เชื้อพระวงศ์จะประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่าได้หรูหราฟู่ฟ่าเทียบเท่ามหาราชาแห่งอินเดีย ด้วยอินเดียเป็นแหล่งที่พบอัญมณีมีค่ามากมาย และเหนืออื่นใดคือเพชร คงไม่มีเพชรจากเหมืองใดจะมีชื่อเสียงเท่ากับโกลคอนดา ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงแล้ว และเพชรในสมัยหลายพันปีก่อนคือชิ้นส่วนของเทวรูปที่คนพื้นเมืองให้การนับถือ อย่างเช่นดวงตาของเทวรูปขนาดใหญ่จะทำจากเพชรก้อนใหญ่ร้อยกว่ากะรัตขึ้นไป และเพชรก้อนใหญ่ๆ บางก้อนถูกค้นพบที่ริมแม่น้ำ เพราะถูกน้ำพัดพามาจากแหล่งเพชรทางต้นน้ำ แต่ก็อยู่ในเขตโกลกอนดา ปัจจุบันแม้จะมีเหมืองเพชรใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหมืองใดที่จะเป็นตำนานได้เท่าโกลกอนดา

เรื่องเล่าขานที่ยืนยงมาหลายศตวรรษโดยมีเพชรล้ำค่าแต่ละเม็ดจากแหล่งเพชรอันลือชื่อของอินเดียทำให้ตำนานนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย เหมืองเพชรในโกลคอนดา ปัจจุบันคือ รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา คือ แหล่งที่มาของเพชรในตำนานมากมาย ถือว่าเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างเพชรโฮป เพชรของซองซีที่ล้ำค่าแต่ลึกลับตกทอดและได้เห็นกันแค่ในราชวงศ์ยุโรป(ภายหลังเพิ่งถูกนำออกมาประมูล) เพชรโคอินัวร์ ที่เลื่องชื่อลือลั่นและปัจจุบันประดับอยู่ด้านหน้ามหามงกุฏของพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักร ฯลฯ เพชรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากเหมืองโกลคอนดา ซึ่งปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว ความพิเศษของเพชรจากเหมืองนี้ไม่ใช่การร่ำลือ ว่ากันว่า หากมีใครประดับกายด้วยเพชรโกลคอนดา เมื่อไฟดับลง เราจะเห็นแสงสว่างเป็นประกายขึ้นมาจากเพชรนั้นที่ส่องแสงเหมือนดวงดาราในฟ้าที่มืดมิด เพราะคุณสมบัติการเล่นแสงล้อไฟคือจุดเด่นของเพชรโกลคอนดาคือจุดเด่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงไข่มุกจากบาสรา ที่มาของความงามของไข่มุกเปอร์เซีย และมรกตแพนจ์เซียร์จากเหมืองในอาฟกานิสถาน

โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญในการสรรหา ของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเอกสู่นักสะสม คนรักงานศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และล่าสุด โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ได้ร่วมกับ พัดมา เจมส์ Padma Gems แบรนด์สุดยอดตำนานแห่งวงการอัญมณีและเครื่องประดับเลอค่าจากประเทศอินเดีย มีประวัติมายาวนานกว่าสี่ชั่วอายุคน ได้หลอมรวมความงดงามของอัญมณีที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นปรากฏเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ จัดทำ “The Jewellery of Legends Collection” นำสุดยอด อัญมณีทั้ง 3 ชนิดนี้มาจัดทำเป็นเครื่องประดับที่ควรค่าแก่การสะสม

เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) เพชรที่ได้ชื่อว่ามีน้ำดีที่สุดของโลกและไม่สามารถหาได้อีกแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เหมืองโกลคอนดาเรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 เพชรโกลคอนดา เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพ ประกายสุกใสกว่าเพชรจากเหมืองอื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกส่วนใหญ่นั้นมาจากเหมืองโกลคอนดา อาทิ โคอินัวร์ (Koh-i-Noor) เพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 105.6 กะรัต ซึ่งแรกเริ่มเพชรโคอินัวร์ มีขนาด 187 กะรัต และถูกเปลี่ยนมือมากมายก่อนจะถูกนำส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1849 โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ไม่พอพระทัยในลักษณะของเพชรที่ดูไม่ค่อยเปล่งประกายแวววับนัก จึงทรงรับสั่งให้ช่างนำไปเจียระไนใหม่เหลือ 105.6 กะรัต ปัจจุบันเพชรโคอินัวร์ถูกเก็บรักษาไว้ใน Tower of London โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เพชรโกลคอนดาที่ลือชื่ออื่นๆ ได้แก่ เพชรโฮป (Hope Diamond) สีฟ้าเทา มีขนาด 45.52 กะรัต ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน (Smithsonian) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาเรียอินัวร์ (Daria-i-Noor) ขนาด 182 กะรัต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน เพชรสีเขียว เดรสเดน กรีน (Dresden Green Diamond) ขนาด 41 กะรัต เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองเดรสเดนประเทศเยอรมนีเป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเหมืองเพชรโกลคอนดาได้ปิดกิจการลง อุตสาหกรรมเพชรจึงขยายไปสู่แหล่งผลิตเพชรใหม่ในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย 

 ไข่มุกบาสรา (Basra Pearlsสุดยอดอัญมณีที่หลอมรวมความงามแห่งท้องทะเล มีต้นกำเนิดในอ่าวเปอร์เซีย นอกเขตประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในอดีตเมืองบาสรา ประเทศอิรัก เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไข่มุกจึงได้ขนามนามว่า ไข่มุกบาสราไข่มุกธรรมชาติที่เก่าแก่เกิดจากหอยนางรมเพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจึงทำให้หาได้ยาก โดยจุดเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา แสงเงาของมุก ที่เกิดจากน้ำจืดและน้ำเค็มมาผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งไข่มุกจากที่อื่นไม่มีแต่เป็นที่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้มุกธรรมชาติอันมีค่าถูกทำลายไปมาก

            บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับ Basra Pearls คือ มหาราชา แห่ง รัฐบาโรดา (Maharaja Khanderao Gaekwad of Baroda) ในปี ค.ศ. 1865 พระองค์ได้สั่งทำพรมที่งามมหัศจรรย์ เพื่อนำถวายพระศาสดามะหะหมัด ณ นครมะดีนะฮ์ (Medina) พรมผืนนี้ ผลิตโดยช่างฝีมือชั้นเอกจากราชสำนักโมกุล ออกแบบเป็นเส้นสายลายเถาวัลย์และไม้ดอก ปักอย่างวิจิตรด้วยมุกคุณภาพเลิศกว่า 1.5 ล้านเม็ด เสริมด้วยมรกต เพชร และแซฟไฟร์ พรมผืนนี้ ประมูลผ่านบริษัท Sotheby’s เมื่อปี ค.ศ. 2009 ในราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ซื้อนิรนาม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศกาตาร์ (National Museum of Qatar)

มรกตแพนจ์เชียร์ (Panjshir Emeralds) จากอัฟกานิสถาน มรกตที่ดีที่สุดของโลก มรกตนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ลึกลับ จากธาตุ 2 ชนิดที่หายากที่สุดนั่นคือ ธาตุ “เบริลเลียม” จากทวีปสูง ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งบนโลก และ ธาตุ “โครเมียม”จากก้นทะเล หรือ ธาตุ “วานาเดียม” เกิดการปะทะกันภายใต้แรงกดดัน ความชื้นและอุณหภูมิที่สมบูรณ์ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็น มรกตสีเขียว ซึ่งทั่วโลกพบมรกตที่เกิดจากธาตุเบริลเลียมและธาตุโครเมียมได้ที่เทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลอมเบีย และ หุบเขามรกตแพนจ์เชียร์ ในเขตเทือกเขาฮินดูกูช ประเทศอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มรกตแพนจ์เชียร์ มีสีเขียวบริสุทธิ์และสีจัดกว่ามรกตจากโคลอมเบีย เพราะมีธาตุโครเมียมในปริมาณที่มากกว่า สำหรับมรกตที่พบในประเทศอื่นนั้นเกิดจากโครเมียมทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดเป็นมรกตสีเขียวอมฟ้า

ปัจจุบันนี้แหล่งผลิต เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) และ ไข่มุกบาสรา (Basra Pearls) ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว แต่ แหล่งผลิตมรกตจากแพนจ์เชียร์ (Panjshir) ในประเทศอัฟกานิสถาน ยังคงเปิดดำเนินการให้ได้ชื่นชมความงามของมรกตอยู่อีกมาก ในอดีตมีการทำเหมืองมรกต Panjshir มากว่า 2,000 ปี โดยนำไปขายในเส้นทางสายไหม (Silk Road) แต่มาระยะหลังมรกตแพนจ์เชียร์กลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามรกตจากโคลอมเบีย และส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก เมื่อรัสเซียเข้าครอบครองอัฟกานิสถาน ทำให้การเดินทางเข้าออกบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้เหมืองมรกตดังกล่าวถูกอนุรักษ์ไว้โดยปริยาย นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศและระดับความสูงของเหมือง ที่ 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเทือกเขาฮินดูกูช ก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเช่นกัน จึงทำให้ มรกตแพนจ์เชียร์ เป็นอัญมณีหายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมอัญมณี

โดยอัญมณีทั้ง 3 ชนิดในคอลเลกชั่นThe Jewellery of Legends Collection ครั้งนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประดับของมหาราชานำมาดีไซน์ใหม่แต่ยังคงความงดงามของอัญมณีไว้อย่างยอดเยี่ยม มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ชาวไทยได้ครอบครอง ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

Prada และ Adidas เปิดตัวโปรเจคคอลลาบอเรชั่นการออกแบบ sneaker รุ่นตำนาน Adidas Superstar กับ 3 คู่สีใหม่

ท่านผู้อ่านหลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับรองเท้ารุ่นคลาสสิคจาก Adidas อย่าง Adidas Superstar ที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งเมื่อธันวาคมปีก่อน (2019) แบรนด์ดังจากอิตาลีอย่าง Prada ได้มีการนำรองเท้ารุ่นคลาสสิคนี้มาสร้างสรรค์ใหม่ในสีขาวล้วน ล่าสุด Adidas และ Prada ได้ปล่อยโปรเจคคอลลาบอเรชั่นเดิมออกมาเป็นรอบที่ 2 พร้อม 3 สีใหม่ ดำล้วน ขาวดำ และขาวเงิน 

โปรเจ็คร่วมระหว่าง Prada และ adidas นั้นได้เน้นย้ำถึงแง่มุมที่มีคล้ายคลึงกันของทั้งสองแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ความเคารพและยึดถือต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแบรนด์ หรือความหลงใหลในกีฬา ในขณะเดียวกัน งานฝีมือกล่าวเป็นหัวใจหลักอันสำคัญของรองเท้าสนีกเกอร์สรุ่น Prada Superstar คู่นี้ ซึ่งความพิเศษแฝงอยู่ในเบื้องหลังการผลิต รองเท้าทุกคู่นั้นล้วนตัดเย็บขึ้นโดยช่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านรองเท้าของ Prada เองทั้งสิ้น แทรกซึมมิติความเป็นลักชัวรี่ให้แก่รองเท้ากีฬาที่โดดเด่น สะดุดตา และสร้างปรากฏการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก

ซึ่งเอกลักษณ์โครงสร้างอันเพรียวและโค้งมนของรองเท้าสนีกเกอร์ส adidas Originals รุ่น Superstar ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1969 คือนิยามความโมเดิร์นและดีไซน์แบบยูนิเซ็กส์อย่างแท้จริง โดยตัดเย็บขึ้นด้วยหนังแท้ในรูปทรงดั้งเดิม พร้อมประทับจุดกำเนิด Made in Italy ตรงด้านข้างของรองเท้า และปั้มโลโก้ Prada คู่กับ adidas Originals ตรงส่วนลิ้นของรองเท้าแบบเด่นชัด หากแต่รองเท้ายังคงเต็มเปี่ยมไว้ด้วยเสน่ห์ของรองเท้ารุ่น Superstar ทั้งรายละเอียดเส้น 3 แถบ โลโก้ Trefoil และหัวรองเท้าแบบ Rubber Shell Toe รองเท้ารุ่น Superstar นับเป็นตำนาน สไตล์ไอคอน และอมตะเหนือกาลเวลา ความลงตัวที่ไม่ต้องพึ่งการออกแบบใหม่ เพียงแค่เชิญชวนให้ครอบครอง 

ท่านผู้อ่านสามารถจับจอง Prada Superstar ทั้งทางร้านค้าออนไลน์และหน้าร้านของ Prada และ Adidas ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ในราคา $500 หรือประมาณ 15,600 บาท นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถรอติดตามโปรเจคร่วมของ Prada และ Adidas ครั้งต่อไปได้เลยเพราะมีการเปิดเผยข้อมูลโปรเจคร่วมในครั้งต่อไปออกมาเรียบร้อยแล้วว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันเรือใบ America’s Cup ที่ Prada ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน

(ส่วนสำหรับประเทศไทย รองเท้ารุ่น Prada Superstar พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันที่ 8 กันยายน 2563 ในประเทศไทย ณ บูติค Prada สาขาสยาม พารากอน และ เอ็มควาเที่ยร์ เท่านั้นครับ)

เรื่อง Piyapan

เรียบเรียง rhunrun