เย็นวันสุขที่ Mahanakhon Bangkok Skybar

เย็นวันศุกร์ที่ควรเป็นวันสุข เราไปหาสถานที่ชิลๆ เพื่อใช้เวลาหลังเลิกงานจิบเครื่องดื่มดีๆ อาหารอร่อยๆและชมวิวกรุงเทพฯ จากนั้นที่ 76 ของตึกมหานครกัน ที่ชั้น 76-77 จะเป็นที่ตั้งของ มหานคร แบงค็อก สกายบาร์ ห้องอาหารและบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ใจกลางสาทร

เรามีโอกาสมาเยือนที่นี่ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการเมื่ออาทิตย์ก่อน และได้พบกับ Tristan Auer นักออกแบบของ  Tristan Auer จาก Wilson Associates  ที่ดีไซน์ห้องอาหารและบาร์ที่สวยงามนี้ เขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจจากความเป็นแฟมินีนของกรุงเทพฯ มหานคร นั่นหมายถึงอัธยาศัยที่อ่อนน้อมของคนไทย เขาจึงเลือกใช้เส้นโค้งมาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ วัสดุเลือกใช้ไม้ที่มีความนุ่มนวลอบอุ่น ไม่เลือกใช้หินอ่อนมากนักเพราะว่ามีความมัสคิวลีน จะมีในส่วนเคาน์เตอร์บาร์แต่ไม่ใช้ปูพื้น พื้นที่นี่เป็นไม้ปูพรมชิ้นทับ เขาเลือกใช้ไม้สานแบบต่างๆ มาตกแต่ง บางส่วนเขาใช้โลหะต่างชนิดทำผิวต่างๆ มากรุบนผนังให้เป็นเสมือนงานศิลปะนามธรรม และพื้นที่กึ่งกลางแจ้งด้านนอกตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้นานาเพื่อสะท้อนบรรยากาศป่าร้อนชื้นของเมืองไทย

การแบ่งโซนพื้นที่ทำอย่างเป็นสัดส่วนแต่ก็ไม่ได้แยกขาดจากกัน เพราะที่นี่เป้นห้องอาหารกึ่งบาร์ แขกจะอยู่ในบรรยากาศที่กันเองและสามารถมองสังสรรค์พูดคุยกันได้ โดยบู้ธดีเจจะอยู่ชั้นบนของห้องตรงชานบันได ว่ากันว่าเป็นบู้ธดีเจที่มองเห็นวิวสวยที่สุดในประเทศไทย เพราะมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้านบนนี้ก็มีโซนส่วนตัวที่ไม่ได้แบ่งเป็นห้องๆ แต่จะแบ่งโซนด้วยการจัดกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ทำให้มีความเป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่แยกขาดจากบรรยากาศของห้องอาหาร

Tristan Auer ใส่ใจรายละเอียดในทุกจุด แม้ความสูงของโต๊ะอาหารที่นี่ก็ไม่ได้สูงแบบโต๊ะอาหารปกติ หากแต่เป็นความสูงของโต๊ะที่แฮรีบาร์ บาร์อเมริกันในเวนิซที่เป็นต้นกำเนิดของค็อกเทลเบลลินี Tristan Auer บอกว่าความสูงของโต๊ะระดับนี้เหมาะจะให้คนสังสรรค์กันแต่ก็ยังรับประทานอาหารได้สะดวก สูงไปก็เป็นโต๊ะอาหารปกติ เตี้ยไปก็ไม่เหมาะจะนั่งรับประทานอาหาร

นอกจากนี้อาหารและเครื่องดื่มของที่นี่ยังได้รับการคัดสรรมาอย่างพิเศษโดยทีมงาน Johan Per Simon Davidsson ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดมายาวนานในแวดวงอาหารและเครื่องดื่ม

“มหานคร แบงค็อก สกายบาร์” เปิดให้บริการเครื่องดื่มและอาหารค่ำทุกวัน ในช่วงเวลา17.00-01.00 น. สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่www.mahanakhonbangkokskybar.com

Africa Not for the Fainted Heart

ถ้าคิดถึงการต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองก่อนเดินทาง 10 วันโดยเฉพาะเมื่อจะไปเคนยา หรือการนั่งรถเป็นวันๆ ไปบนถนนลูกรังในป่าเพื่อตามหาบิ๊กไฟว์ สัตว์ใหญ่ทั้ง 5 แห่งแห่งแอฟริกาให้ครบ ไหนจะโรงแรมที่นอนซึ่งแม้จะมีถึงระดับหรูหรา 5 ดาวให้พัก แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีลิงตัวโตมานั่งแยกเขี้ยวบนเตียงหากคุณลืมปิดหน้าต่าง หรือเมื่อจะเดินกลับห้องพักในยามค่ำก็อาจมีฮิปโปตัวโตยืนขวางทางให้ต้องเดาใจว่าใครจะเป็นฝ่ายถอยก่อนกัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้คุณถอดใจไม่ไปแอฟริกา เพราะประสบการณ์ดังว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งสีสันที่จะได้สัมผัสซึ่งไม่มีวันหาได้ที่อื่น สิ่งที่โดดเด่นของแอฟริกาคือการไปซาฟารี แต่แอฟริกาก็ไม่ได้มีแต่ซาฟารีเท่านั้น ยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายรออยู่

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปแอฟริกา ไหนๆ ก็ไปทั้งที ควรไปแบบสุดๆ ไปเลย โดยแผนของเราคือเริ่มที่เคนยา ไปแทนซาเนีย นั่งเครื่องบินไปแซมเบีย นั่งรถไปบอตสวานา เข้าซิมบับเวแล้วบินกลับ ฟังดูอาจโหด… ก็โหดอยู่ล่ะแต่นี่คือทริปแบบครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้

จากไนโรบี เมืองหลวงของเคนยาที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่อุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี (Amboseli) ที่มีภูเขาคิลีมันจาโร (ซึ่งอยู่ในแทนซาเนีย) เป็นฉากหลัง กับฝูงช้างขนาดใหญ่ที่มีช้างงางามอยู่มากมาย – ช้างแอฟริกานั้นมีงาทั้งตัวผู้และตัวเมีย – นอกจากช้าง ที่นี่ยังมีเก้งกวางและนกนานาชนิดเป็นจำนวนมากให้ถ่ายภาพกันอย่างเพลินๆ เราพักค้างที่นี่หนึ่งคืนก่อนเดินทางเข้าแทนซาเนีย ผ่านอารูชา เมืองสำคัญทางเหนือของแทนซาเนียสู่โรงแรมใกล้ทะเลสาบมันยารา (Lake Manyara) ที่เราจะพักอีก 2 คืนเพื่อเข้าชมอุทยาน
แห่งชาติโงรงโงโร (Ngorongoro) ช่วงนี้การเดินทางอาจจะยาวสักหน่อยและเมื่อยไม่เบาเพราะรถที่นั่งไม่ใช่รถทัวร์หรูแต่เป็นรถที่พร้อมจะลุยลงซาฟารีได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

โงรงโงโรเป็นพื้นที่ในปากปล่องภูเขาไฟ (crater) และเป็นมรดกโลกยูเนสโกด้วยลักษณะเฉพาะที่เป็นที่ราบกว้างโล่งกว่า 8000 ตารางกิโลเมตร โดยรอบเป็นขอบสูงขึ้นมาจึงมีสัตว์นานาชนิดมาอยู่ร่วมกันในสภาพที่เอื้อต่อการซาฟารีชมสัตว์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ มีสัตว์นักล่าอย่างสิงโตอาศัยอยู่ราว 60 ตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับพื้นที่แล้วถือว่ามีอยู่หนาแน่นมาก จึงมีโอกาสเห็นฝูงสิงโตล่าอาหารมากกว่าที่ใดในแอฟริกา – ซึ่งเราไปช้าเพียงนิดเดียว สิงโตล้มควายป่าสำเร็จไปแล้วและกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมมีสัตว์ฉวยโอกาสอย่างไฮยีน่าและหมาในหมอบรอเวลาอยู่รายรอบ – นอกจากนั้นยังมีแรดดำและเก้งกวางอีกนับไม่ถ้วน การซาฟารีในโงรงโงโรนี้ต้องเริ่มออกเดินทางกันแต่เช้ามืดและท่องเที่ยวชมสัตว์กันทั้งวัน โดยรับประทานอาหารแบบปิกนิกริมทะเลสาบ กว่าจะกลับมาที่พักอีกครั้งก็กลางบ่าย จึงได้พักผ่อนกันก่อนปาร์ตี้บุฟเฟต์ยามค่ำ

ต่อจากโงรงโงโร เรามุ่งหน้าสู่เซเรงเกติ (Serengeti) เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของแอฟริกา ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ต่อเนื่องกับมาไซมาราของเคนยาและมีกิจกรรมการอพยพย้ายที่หากินหรือ great migrationของตัววิลเดอบีสต์กว่า 2 ล้านตัว ซึ่งคงคุ้นตากันมาแล้วจากการดูสารคดีชีวิตสัตว์ทางโทรทัศน์กับภาพดราม่าเมื่อวิลเดอบีสต์พยายามข้ามแม่น้ำแล้วเจอกับจระเข้อ้าปากรออยู่ เมื่อสัก 10 – 20 ปีก่อนการอพยพมีช่วงเวลาชัดเจนตามฤดูกาลและฟ้าฝนที่ตกตามเวลา (สิงหาคม – ตุลาคม อพยพจากเซเรงเกติไปมาไซมารา พฤศจิกายน – ธันวาคม อพยพจากมาไซมารากลับมาเซเรงเกติ) แต่ช่วงหลังๆ มานี้ บางที่ควรจะแล้งก็ไม่แล้ง บางที่ควรจะชุ่มชื้นมีหญ้าเขียวก็ไม่มีเสียอย่างนั้น การมาถึงในช่วงรอยต่อฤดูกาลของเรา จึงได้เห็นฝูงวิลเดอบีสต์ท่าทางเกียจคร้านยืนเล็มหญ้าเขียวอยู่ไม่น้อย กับม้าลายอีกฝูงโตที่รวมกลุ่มกันยืนทำหน้างงๆ เหมือนไม่รู้จะไปไหนดี ไกด์ซึ่งเป็นคนขับรถ เป็นทุกสิ่ง บอกเล่าหัวเราะร่วนว่า “พวกนี้ฉลาด เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอพยพกันแล้วล่ะ หญ้าตรงนี้ก็มีให้กินตลอดปีจะอพยพไปให้เหนื่อยทำไม”

เซเรงเกติมีสัตว์ป่าแอฟริกาทุกชนิด ใครพลาดบิ๊กไฟว์ – สิงโต เสือดาว แรด ควายป่า และช้าง ที่ไหนมาที่นี่เป็นต้องได้เจอ และไฮไลต์อย่างที่สุดคือการขึ้นบอลลูนซาฟารีชมสัตว์และลงมาเบรกฟาสต์กลางทุ่ง ซึ่งต้องตื่นก่อนฟ้าสางไปขึ้นบอลลูนลมร้อนที่จะลอยล่องเหนือทุ่งหญ้า ชมพระอาทิตย์ขึ้นและกิจกรรมยามเช้าของสรรพสัตว์ที่เริ่มออกหากิน บินอยู่สักชั่วโมงนักบินก็นำบอลลูนลงในทุ่งหญ้ากว้างๆ โดยมีทีมจัดการตามมาเก็บบอลลูนและตั้งโต๊ะอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว “การลงกลางทุ่งอย่างนี้ไม่เสี่ยงลงกลางฝูงสัตว์หรอกหรือ” มีคนถาม ซึ่งนักบินก็ตอบว่า “สัตว์ทุกชนิดกลัวคน กลัวบอลลูน พอเราลงมาใกล้ๆ ก็ไม่มีตัวไหนเหลืออยู่แล้วล่ะ”

เมื่อเก็บไฮไลต์ที่เซเรงเกติเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อเข้ามาไซมารา (Masai Mara) ในเขตประเทศเคนยา ที่นี่มีสัตว์มากมายเช่นกันและมีที่พักอย่างหรูให้พักเหนื่อยสำหรับใครที่ไม่อยากออกไปซาฟารีชมสัตว์ แต่กับคนชอบถ่ายภาพหรือคนรักธรรมชาตินี่คือโอกาสที่จะได้เก็บตกภาพสำคัญๆ และอาจได้เห็นสัตว์ที่แม้จะไม่ใช่บิ๊กไฟว์ทว่าอาจหาชมได้ยากยิ่งกว่าเพราะเป็นสัตว์เล็กๆ ที่มีน้อยลงไปทุกที

เรื่องสำคัญที่มาไซมาราซึ่งเราได้ไปชมกันคือหมู่บ้านชนเผ่ามาไซ ชนพื้นเมืองที่ยังคงชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีแห่งมาไซนักรบกลางทุ่งกว้างแอฟริกา ตามปกติแล้วจะถ่ายรูปพวกเขาไม่ได้ง่ายๆ นัก ถ้าไม่ได้ ‘จ่าย’ กันอย่างเป็นทางการ ยิ่งตามถนนรถวิ่งผ่านหาก snap กันไม่บอกกล่าว อาจโดนหินขว้างกันได้ง่ายๆ แต่ถ้ามาขอชมกันแบบนี้ถือว่าโอเค เพราะการจ่ายของเราจะกลายเป็นทุนสร้างเครื่องสาธารณูปโภคอย่างบ่อน้ำ ที่สูบน้ำให้พวกเขา บ้านของพวกมาไซยังใช้ดินก่อ ชายและหญิงยังห่มผ้าสีสดและประดับร่างกายด้วยลูกปัดหลากสี ทำเป็นกำไล สร้อยคอ ฯลฯ ชีวิตเรียบง่ายและใกล้ชิดธรรมชาติแบบพวกมาไซนี้ บางทีก็ดูน่าอิจฉาไม่น้อยเหมือนกัน

หลัง 1 คืนกับอีก 1 วันเต็มที่มาไซมารา เรามุ่งหน้ากลับไปยังไนโรบี ค้าง 1 คืนก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปยังลิฟวิงสโตน (Livingstone) ในประเทศแซมเบียเพื่อพบกับน้ำตกวิกตอเรีย สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของแอฟริกา

เดวิด ลิฟวิ่งสโตน นักสำรวจชาวสก็อต เดินทางสู่แอฟริกาช่วงศตวรรษ 1850s เพื่อค้นหาต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์ เขาเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งละอองน้ำฟุ้งมองไกลๆ เหมือนควันไฟและส่งเสียงคำรามราวฟ้าร้อง และตั้งชื่อน้ำตกนี้ว่า ‘วิกตอเรีย’ ตามพระนามของพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียนั่นเอง น้ำตกวิกตอเรียไม่ใช่น้ำตกที่สูงที่สุดหรือกว้างที่สุด แต่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อผนวกความกว้างและความสูงเข้าด้วยกัน

เราเข้าพักที่โรงแรมหรูริมแม่น้ำช่วงก่อนที่จะตกลงหน้าผา มองเห็น ‘ควัน’ ไอน้ำของน้ำตกจากโรงแรมได้อย่างชัดเจน แล้วออกไปเดินชมน้ำตกกัน ก่อนมาได้รับคำเตือนว่าน้ำตกนั้นน้ำแรงมาก ละอองน้ำกระจายราวฝนตกอาจต้องใส่เสื้อฝนหรือกางร่มไปดู แต่ปรากฏว่าช่วงนี้น้ำน้อยและไม่มีลม จึงได้เดินข้าม Knife’s Bridge เพื่อไปชมช่วงน้ำตกสูงที่สุดถึง 108 เมตร และมีสายรุ้งทาบน้ำตกเสมอจนได้ชื่อว่า Rainbow Falls

วันรุ่งขึ้นได้เวลาย้ายประเทศกันอีก คราวนี้เรานั่งรถข้ามพรมแดนไปบอตสวานาเพื่อไปยังโรงแรมที่พักใกล้เขตอุทยานแห่งชาติโชบี (Chobe) ซึ่งมีลักษณะพิเศษของพื้นที่ชุ่มน้ำและแม่น้ำโชบีที่ช้าง ควายป่า ฮิปโป จระเข้ ฯลฯ ใช้เป็นที่อาศัยและหากินร่วมกัน ดังนั้นการซาฟารีของที่นี่จึงเป็นการล่องเรือชมสัตว์ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการซาฟารีด้วยรถไม่น้อยโดยเฉพาะลมที่พัดเอื่อยๆ อากาศดีๆ เมื่อขึ้นไปยืนรับลมบนชั้นที่ 2 ของเรือ

ก่อนเข้านอนไปกับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงสรรพสัตว์ซึ่งลอยมาจากทั้งใกล้และไกล ไกด์ถามว่าเบื่อซาฟารีกันหรือยังจะไปดูสัตว์กันอีกไหม ปรากฏว่าไม่มีใครยอมแพ้ ช่วงเช้าตรู่เราจึงไปซาฟารีที่อุทยานแห่งชาติโชบีโดยใช้รถกันอีกรอบ ที่แรกก็นึกว่าจะเสียเวลาเปล่าเพราะไม่ค่อยเห็นสัตว์มากนัก จนเลี้ยวสุดท้ายแบบไกด์เพิ่งพูดไปหมาดๆ ว่ากลับกันดีกว่า ก็ได้เห็นครอบครัวสิงโตเพิ่งอิ่มควายป่า นั่งๆ นอนๆ ให้เราถ่ายรูปอย่างจุใจ

เราออกจากบอตสวานา กลับไปยังน้ำตกวิกตอเรียอีกครั้งโดยไปทางฝั่งประเทศซิมบับเวซึ่งมีจุดชมน้ำตกแบบตระการตามาก แต่กิจกรรมลำดับแรกของเราที่นี่ไม่ใช่การชมน้ำตกหากแต่เป็นการไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำแซมเบซี (Zambezi) ว่ากันว่าเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามติดอันดับโลกทีเดียวซึ่งก็สมจริงดังว่า

วันสุดท้ายของทริปคือการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมวิวน้ำตกวิกตอเรียทางอากาศ ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าแม่น้ำแซมเบซีไหลมาอย่างไร แล้วตกลงมาตามรอยแยกของแผ่นดินกลายเป็นน้ำตกสุดอลังการได้อย่างไร เที่ยวบินสั้น ๆ ราว 10 นาทีวนให้ชมวิวแบบพาโนรามา เอียงซ้ายขวาให้คนนั่งทุกด้านได้ชมวิวโดยทั่ว บางมุม ละอองน้ำจากน้ำตกที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้เห็นสายรุ้งทาบบนน้ำตกสวยงามทีเดียว จากนั้นเราก็มาลงเดินดูน้ำตกใกล้ๆ กันอีกรอบเพื่อให้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจ แล้วไปช็อปปิ้งสินค้าคราฟต์

ของแอฟริกาที่ต้องดูอย่างละเอียดมากก่อนตกลงซื้อ เพราะแม้จะหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่ฝีมือแต่ละชิ้นต่างกัน ตาดีได้ตาร้ายเสีย ว่างั้น

แอฟริกาเป็นทวีปที่ยังใกล้ชิดธรรมชาติอยู่มาก แม้จะมีความสะดวกสบายถึงขั้นหรูหราในที่พักต่างๆ ให้นักท่องเที่ยว แต่มาแอฟริกาต้องยอมรับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ อดทนกับการผ่านด่านระหว่างประเทศที่ยาวนาน เข้าส้วมตามทุ่งบ้าง กินอาหารเคล้าฝุ่นตามทางบ้าง และต้องเตรียมพร้อมจะเจอ ‘เซอร์ไพรซ์’ ทุกหัวเลี้ยวของถนน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเซอร์ไพรส์นั้น
จะเป็นอะไรบ้าง

Author: Nisarat Sitasuwan
Photographers: Nisarat Sitasuwan / Sakda Phaensomboon / Supachai Tanphan

SAINT LAURENT RIVE DROITE THE GALLERY

ไม่ใช่แค่ร้านที่วางผลงานแฟชั่นของ Anthony Vaccarello สำหรับ SAINT LAURENT เพียงอย่างเดียว แต่ที่ Saint Laurent Rive Droite เสมือนเป็นจุดหมายของงานสร้างสรรค์และวัฒนธรรมใหม่ๆ และนี่คือนิทรรศการแรกที่ Anthony Vaccarello คัดสรรชิ้นงานสำคัญๆ จากช่างภาพและศิลปินที่มีชือ่เสียงระดับโลก อาทิ Helmut Newton, Daido Moriyama และ Hiro. อย่างชิ้นงานที่ถือเป็น Iconic pieces ของเฮลมุท นิวตัน อย่างภาพ Eiffel Tower (1974) หรือ On the 10th floor of the Hilton Hotel (1976) หรือภาพของ Daido Moriyama ที่เรียกว่า Untitled – Lips 16 Times (2001), Untitled – Lips 9 Times (2001) และ Tights (1987) รวมถึงงานจาก Hiro ที่ชื่อ Maria Beadeux, New York, (1974) ทั้งหมดนี้ได้รับการจัดสรรจาก Hamiltons Gallery ลอนดอน

ส่วน High-end furniture ทั้งหลายจาก Patrick Séguin Gallery สามารถสั่งซื้อได้อย่างโซฟารูปลูกม้าของ Pierre Jeanneret Antony chair โดย Jean Prouvé และ เก้าอี้ออฟฟิศทำจากไม้ดัดโดย Pierre Jeanneret โต๊ะ The Jeanneret library table พร้อมไฟจาก Jousse gallery โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับวัสดุและสีของเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ที่เป็นชิ้นงานที่หายากและอยู่ในแกลเลอรี ไม่ใช่งานทำใหม่หรือรีโพรดักส์
Saint Laurent Rive Droite 213 rue Saint Honore, Paris (www.saintlaurentrivedroite.com)

เครดิต : Daido Moriyama, Tights, 1987 – © Daido Moriyama Photo Foundation, Courtesy of Hamiltons Gallery Daido Moriyama, Untitled,Lips 16 Times 2001 – © Daido Moriyama Photo Foundation, Courtesy of Hamiltons Gallery Floor lamp, Christian Duc – © Christian Duc Side table, Jules Leleu – © Jules Leleu Sofa, Pierre Jeanneret – © Adagp, Paris, 2019, Courtesy of Patrick Seguin Gallery Chair, Pierre Jeanneret – © Adagp, Paris, 2019, Courtesy of Patrick Seguin Gallery Stool, Pierre Petit – © Adagp, Paris, 2019 Armchairs, Alvar Aalto – © Alvar Aalto Foundation Ashtray, Baccarat

#saintlaurentrivedroite @anthonyvaccarello #HommesThailand

At the World’s Ends

ประเทศที่ไม่มีตัวตนอยู่ และ (อาจจะ) ไม่มีตัวตนอยู่ต่อไปในไม่ช้าเหล่านี้คือดินแดนที่ถูกลืม เกาะแก่งอันแสนโดดเดี่ยว พื้นที่ชายขอบที่ถูกหลอมละลายและอยู่ใต้เงามืด… เราได้พบกับดินแดนสุดขอบโลกที่เพียงได้ยินชื่อก็ชวนให้เราออกนอกเส้นทางเพื่อไปพานพบเป็นบุญตาสักครั้ง อาจเพราะดินแดนเหล่านี้ช่างอยู่ไกลจากโลกปกติของเราเสียเหลือเกิน และอะไรที่ไกลจากที่อื่นก็ย่อมดีเสมอ

1. Abkhazia

Sukhum, la passion des touristes russes: se prendre en photo.Tourists take photos in Sukhumi.

WHAT? ประเทศที่แยกตัวออกมาจากจอร์เจียตั้งแต่ปีค.ศ. 1992 อยู่ในการรับรองของรัสเซีย แต่ไม่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก WHERE? อยู่ทางตอนเหนือของจอร์เจีย และอยู่ระหว่างรัสเซียกับทะเลดำ CAPITAL? ซูฮูมี POPULATION? 240,000 คน FOR WHOM? กลุ่มคนยุคหลังอาณาจักรโซเวียตที่ยังโหยหาอดีต และผู้ที่อยากสวมบทนักล่าขุมสมบัติ ชายหาดทอดยาวที่ขนาบด้วยต้นปาล์ม ต้นส้ม และยูคาลิปตัส ประดับด้วยโรงแรม สถานพักฟื้นของรัฐบาล และร้านอาหารต่างๆ ที่ดูเหมือนได้ตายไปนานแล้ว เมืองตากอากาศอย่างพิซุนดา (Pitsunda) และกากรา (Gagra) ที่เป็นเหมือนริเวียราแห่งอับคาเซีย เคยดึงดูดคนชั้นสูงในระบบมอสโก-สตาลิน ตระกูลครุชชอฟเองก็คงมีคฤหาสน์อยู่ที่นี่ แต่กระนั้นไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมืองเหล่านี้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยเงินทุนจากรัสเซีย มีการทำถนนใหม่ ในขณะที่โรงแรม คาเฟ่ และร้านอาหารก็กลับมามีสีสันอีกครั้ง ในช่วงฤดูท่องเที่ยวชาวรัสเซียก็กลับมาพักผ่อนเพื่อดื่มด่ำกับความงามของเทือกเขาคอเคซัสที่นี่ ซึ่งดูจะต้อนรับขับสู้ดีกว่าที่ดาเกสถานหรือเชชเนีย HOW TO GO? วิธีที่ง่ายที่สุด (เท่าที่เราจะบอกได้) คือการนั่งรถไฟไปจากรัสเซีย (เส้นทางมอสโก – ซูฮูมี ใช้เวลาสองวัน) พร้อมวีซ่าแบบดับเบิล-เอ็นทรี ข้อมูล เงื่อนไข และค่าธรรมเนียมต่างๆ มีบอกไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศของอับคาเซียที่ mfaapsny.org

2. Sikkim

India, Sikkim, Pelling, Rabdentse Ruins, Ancient capital of Sikkim, Place of Worship, Three Chortens

WHAT? อาณาจักรโบราณเล็กๆ ที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งถูกผนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียในปีค.ศ. 1975 WHERE? สิกขิมอยู่ในอาณาเขตเทือกเขาหิมาลัย ล้อมรอบด้วยเนปาล ทิเบต (จีน) ภูฏาน และอินเดีย CAPITAL? กังต็อก POPULATION? 610,577 คน FOR WHOM? ผู้ที่ชื่นชอบความหวาดเสียว เพราะที่นี่มียอดเขาถึง 28 ยอด (โดยมียอดเขาคันเชงจุงการ์ที่สูง 8,598 เมตรเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก) กลาเซียร์อีก 21 แห่ง ทะเลสาบบนที่สูง 227 แห่ง และช่องเขาอีก 8 แห่ง นอกจากนี้ยังเหมาะกับนักเรียนด้านภาษา เพราะนอกจากที่นี่จะพูดภาษาเนปาล อังกฤษ และฮินดีแล้ว ยังพูดภาษาภูฏาน ซองคา โกรมา กูรุง เลปซา ลิมบู มาการ์ มาจี มาจวาร์ ไร สิกขิม สุขุวาร์น ทามัง ทูลุง ทิเบต และยาข่า และท้ายสุดแน่นอนว่าเหมาะกับคนที่ชื่นชอบนักสำรวจ อเล็กซานดรา เดวิด-เนล ที่เข้ามาสำรวจสิกขิมในปีค.ศ. 1912 HOW TO GO? บริษัทท่องเที่ยว Asia มีแพ็กเกจท่องเที่ยวสิกขิมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ asia.fr

3. Mergui

La goélette Raja Laut dans une baie de l’archipel des iles Mergui (800 ilots) au sud de la Birmanie dans la mer d’Andaman.

WHAT? หมู่เกาะมะริด เป็นหมู่เกาะอันแสนบริสุทธิ์ที่ปิดมานาน และเป็นที่อยู่ของชาวมอแกน ชนเผ่าเร่ร่อนบนท้องทะเลกลุ่มท้ายๆ ที่ยังเหลืออยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีการจำกัดการเข้าพื้นที่ไม่ให้มากเกินไป WHERE? ในทะเลอันดามัน อยู่ทางใต้ของพม่า CAPITAL? เกาะสอง (Kawthaung) เป็นเมืองบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด POPULATION? 173,320 คน FOR WHOM? นักเดินเรือ นักดำน้ำ นักชาติพันธุ์วิทยา และนักบุกเบิกที่เก็บความลับเป็น เพราะสวรรค์แห่งนี้สามารถกลายเป็นขุมทองแห่งวงการท่องเที่ยวของเอเชียใต้ไปได้
ในเวลารวดเร็ว เพราะมีทรัพยากรที่สมบูรณ์มาก ทั้งธรรมชาติที่ยังอยู่ในสภาพดี ท้องทะเลใสเกินใคร และบรรยากาศที่ทำให้เราใจชื้นว่ายังมีเพชรเม็ดงามแบบนี้ซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าที่ดูเหมือนจะหลงอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลา อย่างเช่นชาวมอแกนที่เร่ร่อนไปพร้อมกับเรือไม้และหาปลาด้วยหอกและหลาว วิถีชีวิตที่อยู่ในท้องทะเลทำให้พวกเขารอดจากสึนามิในปีค.ศ. 2004 แต่การเปิดประเทศพม่าในปีค.ศ. 2011 หลังยุคเผด็จการทหาร ก็จะทำให้วิถีดั้งเดิมของชนเผ่าจำนวนสามพันคนนี้หายไปในไม่ช้า HOW TO GO? Burma Boating มีบริการเรือนำเที่ยวหมู่เกาะมะริด คุณสามารถเลือกเช่าแค่เคบิน หรือจะเช่าเรือทั้งลำเลยก็ได้ พร้อมคนเรือด้วยหรือไม่ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีคาตามารัน เรือใบสองเสาแบบคลาสสิก เรือเช่าเหมาลำ และเรือมอเตอร์ยอชต์ให้เลือกด้วย burmaboating.com

4. Pitcairn Islands

PITCAIRN – 1987/01/01: Pitcairn Island,coastline View From Sea, Bounty Bay. (Photo by Wolfgang Kaehler/LightRocket via Getty Images)

WHAT? เกาะพิตแคร์น ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลแห่งเดียวของสหราชอาณาจักรในแปซิฟิกตอนใต้ ถือเป็นเขตการปกครองที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก WHERE? อยู่ห่างจากตาฮิติไปทางตะวันออก 2,200 กิโลเมตร CAPITAL? อดัมสทาวน์ POPULATION? ประชากร 50 กว่าคน FOR WHOM? คอหนังที่สะเทือนใจกับชะตากรรมของเฟลตเชอร์ คริสเตียน ที่มีเค้าของคลาร์ก เกเบิล, มาร์ลอน แบรนโด และเมล กิบสัน ในปีค.ศ. 1790 ลูกเรือของเรือชื่อ Bounty ได้หนีโทษแขวนคอมาอาศัยอยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ และเพียงไม่นานก็เริ่มฆ่าฟันกันเอง เมื่อมีคนค้นพบเกาะนี้อีกทีในปีค.ศ. 1808 ผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวคือจอห์น อดัมส์ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงตาฮิติ 9 คน และลูกๆ อีก 19 คน แม้ว่าจะมีการโยกย้ายประชากรบางส่วนไปอยู่เกาะนอร์ฟอล์กในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ทายาทของครอบครัวเก่าก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่บนเกาะจนถึงทุกวันนี้ HOW TO GO? จากตาฮิติ เที่ยวบินภายในประเทศจะนำคุณมายัง Mangareva (หมู่เกาะ Gambiers) ทุกวันพฤหัสบดี จากสนามบิน คุณต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ลำเล็กๆ ไปยังหมู่บ้าน Rikitea เพื่อไปขึ้นเรือบรรทุกสินค้า Claymore II เพื่อเดินทางไปพิตแคร์น โดยใช้เวลา 32 ชั่วโมง (รองรับผู้โดยสารสูงสุด 12 คน เคบินคู่) ที่นี่ไม่ต้องใช้วีซ่าถ้าคุณอยู่ไม่ถึง 14 วัน ดูรายชื่อเกสต์เฮาส์ ข้อมูล และค่าธรรมเนียมได้ที่ visitpitcairn.pn

5. Kerguelen Islands

Les marins du Nivose en escale aux Kerguelen. (TAAF)

WHAT? หมู่เกาะของฝรั่งเศสที่อยู่ทางใต้ของมหาสมุทรอินเดีย มีฉายาคือหมู่เกาะแห่งความอ้างว้าง WHERE? อยู่ห่างจากแอฟริกา ออสเตรเลีย และแอนตาร์กติกา เกือบจะเท่ากันพอดี ซึ่งก็แปลว่าอยู่สุดขอบโลก ท่ามกลางท้องทะเลที่ปั่นป่วนที่สุด อย่างน้อยผู้รู้อย่าง Olivier de Kersauzon ก็บอกไว้แบบนั้น เกาะที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่ใกล้ที่สุดอย่างลา-เรยูนีอ็องยังอยู่ห่างจากที่นี่หกวันทางเรือ CAPITAL? ปอร์-โต-ฟรองเซส์ POPULATION? ประมาณ 120 คน ไม่มีผู้อยู่อาศัยถาวร FOR WHOM? นักผจญภัยที่ไม่ครั่นคร้ามกับอากาศหนาว คลื่นใต้น้ำ และพายุจัด กิจกรรมหลักของห้องทดลองกลางแจ้งแห่งนี้จึงเป็นการวิจัย ทั้งธรณีวิทยา วิทยาภูเขาไฟ สมุทรวิทยา สัตววิทยา สนามแม่เหล็กโลกวิทยา มีนวิทยา วิทยาแผ่นดินไหว ศิลาวิทยา พฤกษศาสตร์ ฯลฯ ส่วนคนที่ไม่ใช่แนวนี้ก็ไปที่อื่นเถอะ HOW TO GO? ลงชื่อสมัครเดินทางไปกับเรือลำเลียงสินค้า Marion Dufresne II ของหน่วยงาน French Southern and Antarctic Lands (TAAF) เรือที่เป็นทั้งเรือขนส่งสินค้า เรือลาดตระเวน ที่จอดเฮลิคอปเตอร์ และเรือวิจัยนี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ไม่กี่คน โดยมีเคบินแบบคู่และแบบเดี่ยว (แล้วแต่ว่าว่างมั้ย) เรือลำนี้จะวิ่งวนประมาณสี่รอบต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ดูข้อมูลและค่าธรรมเนียมได้ที่ taaf.fr

6. Kiribati

Kiribati Islands, Climate Change. Flooded homes in the village of Taborio on the island of Tarawa. (Photo by Justin Mcmanus/The AGE/Fairfax Media via Getty Images)

WHAT? คิริบาส เป็นหมู่เกาะในโซนโอเชียเนียที่แต่เดิมชื่อว่าหมู่เกาะกิลเบิร์ต กำลังจะจมหายไปภายในปีค.ศ. 2050 WHERE? อยู่บริเวณขอบเขตของน้ำกลางมหาสมุทรแปซิฟิก CAPITAL? ตาราวา POPULATION? 103,500 คน FOR WHOM? คนที่สงสัยเรื่องภาวะโลกร้อน ถ้าเขื่อนกั้นน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกมีประโยชน์จริงก็คงจะดี แต่อย่างน้อยๆ ที่นี่ก็พยายามปลูกต้นโกงกางและวางเขื่อนซีเมนต์กั้นน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเหมือนที่เรากลัวๆ กัน แต่เมื่อพระจันทร์เต็มดวงและมีลมทะเล น้ำก็จะไหลเข้ามาในบ้าน ทางแก้มีอยู่สองทางคือถ้าไม่สร้างเกาะขึ้นมาก็ต้องย้ายออกไป ซึ่งรัฐบาลก็ได้ซื้อที่ดินบนหมู่เกาะฟิจิและเริ่มอพยพผู้คนแล้ว แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักธรณีสัณฐานวิทยาคาดว่าหมู่เกาะเล็กๆ นี้จะสามารถคงความสมดุลและยกตัวเองขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นได้ และแทนที่จะอพยพประชากรทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าให้ย้ายขึ้นไปตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูงแทนที่จะไปกระจุกกันอยู่ตรงตาราวาซึ่งเป็นที่ต่ำ HOW TO GO? ไปจากฟิจิ บริษัท Fiji Airways มีเที่ยวบินไปตาราวาสองครั้งต่อสัปดาห์ (จันทร์และพฤหัสบดี) ดูข้อมูลได้ที่ Fijiairways.com

7. Khakassia

KHAKASSIA, RUSSIA – SEPTEMBER 19, 2016: A view of the Oglakhty lowland ridge in Khakassky State Nature Reserve in Bogradsky District. Alexander Kolbasov/TASS (Photo by Alexander KolbasovTASS via Getty Images)

WHAT? สาธารณรัฐปกครองตนเองคาคัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย WHERE? อยู่ทางใต้ของไซบีเรียกลาง ระหว่างเทือกเขาสายันและอัลไต CAPITAL? อะบาคาน POPULATION? 575,400 คน FOR WHOM? เหล่าสาวกของเดส์การ์ตส์ผู้มาพร้อมกับหัวใจที่เปิดกว้าง คุณกำลังอยู่ในประเทศของชาแมน ดินแดนแห่งแทรนซ์ พร้อมหินลอยได้และริบบิ้นสี หลายล้านปีมาแล้วเหล่าชนเผ่าเร่ร่อนได้เดินทางข้ามทุ่งหญ้าสเต็ปป์และไทก้ามาที่นี่ พร้อมทิ้งตุ๊กตาสำหรับพิธีฝังศพไว้เต็มไปหมด อย่างที่ซันดูกีนั้นถึงกับเรียกว่า สโตนเฮนจ์แห่งคาคัสเซีย’ เลยทีเดียว ธรรมชาติสุดอลังการที่ยังอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว แม่น้ำเยนิเซย์อันยิ่งใหญ่ และทะเลสาบอิทคูล (Itkul) จะทำให้คุณลืมหายใจไปเลย อีกกิจกรรมเด่นของที่นี่คือการตกปลาหมอไพค์ ซึ่งเป็นกิจกรรมโปรดของวลาดิมีร์ ปูติน เวลาเขาเดินทางผ่านมาแถบนี้ HOW TO GO? บริษัทนำเที่ยว Explo มีแพ็กเกจทัวร์กลุ่มเล็กที่ใช้ระยะเวลา 11 วันในการข้ามผ่านสาธารณรัฐคาคัสเซียและตูลา สำหรับตอนนี้กำหนดการออกเดินทางมีสองรอบคือระหว่างวันที่ 3 – 13 กรกฎาคม และ 10 – 20 สิงหาคม ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ explo.com

8. Chiloe

B9ARK8 Elk198 3815 Chile Chiloe Island Castro palafitos stilt houses

WHAT? เกาะแนวชายฝั่งในอเมริกาใต้ WHERE? อยู่ในหมู่เกาะชิโลเอ ทางใต้ของชิลี ในเขตทะเลสาบใหญ่ของปาตาโกเนีย ระหว่างคอดิเลรากับมหาสมุทรแปซิฟิก CAPITAL? คาสโตร POPULATION? 155,000 คน FOR WHOM? แบ็กแพ็กเกอร์ นักท่อเที่ยวแบบโรดทริป และคนที่อยากหลุดจากอะไรเดิมๆ สรุปง่ายๆ คือทุกคนที่อยากเบรกจากความกังวลที่อยู่ตรงหน้า บ้านเรือนหลากสีแบบยกพื้นสูง โบสถ์หลังคาไม้ที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก วัฒนธรรมแบบเจซูอิต และธรรมเนียมแบบพื้นเมือง ผสมผสานกับป่าแบบวัลดิเวียน สัตว์แบบเฉพาะถิ่น และละอองน้ำจากทะเล ทำให้ดินแดนสุดขอบโลกแห่งนี้เป็นเหมือนสวนสวรรค์อีเดนที่ทั้งหลากหลาย โดดเด่น และเป็นคุณงามความดีของโลก                    

นอกจากนี้เกาะชิโลเอยังเป็นสถานีปลายทางของไฮเวย์สายแพน-อเมริกันที่มาจากอะแลสกาด้วย นี่คือสถานที่ในอุดมคติสำหรับพักผ่อน คิดย้อนถึงเส้นทางที่ได้เดินทางมาและกักตุนบรรยากาศไว้ จากนั้นก็ค่อยย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิม HOW TO GO? มีเฟอร์รี่วิ่งระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะชิโลเอนี้ตลอด โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเดินทาง ตอนนี้ยังไม่มีเที่ยวบินตรงมาที่นี่ บริษัท Voyageurs du Monde มีแพ็กเกจ 16 วันสำหรับเดินทางท่องเที่ยวผ่านทะเลสาบและกลาเซียร์ในชิลีพร้อมแวะพักที่ชิโลเอ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ voyageursdumonde.fr

9. Tristan da Cunha

Grass topped cliffs along the north west coast between the settlement of Edinburgh and potato patches, on Tristan da Cunha, Mid Atlantic Geoff Renner / Robert Harding Heritage / robertharding

WHAT? ตริสตันดากูนยา คือเกาะที่มีมนุษย์อาศัยที่อยู่ไกลที่สุดในโลก อยู่ในการปกครองของสหราชอาณาจักร WHERE? อยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ระหว่างบราซิลและแอฟริกาใต้ อยู่ห่างจากแซ็งต์เอแลน 2,100 กิโลเมตร CAPITAL? Edinburgh of the Seven Seas POPULATION? 291 คน ทั้งหมดเป็นลูกหลานของกลุ่มคนที่รอดจากการจมน้ำแล้วมาขึ้นฝั่งที่นี่ในศตวรรษที่ 19 นามสกุลที่นี่มีอยู่แค่ 9 นามสกุลเท่านั้น (คอลลินส์, กราส, กรีน, เฮแกน, ลาวาเรลโล, รีเพ็ตโต, โรเจอร์ส, สควิบบ์ และสเวน) FOR WHOM? คนที่อยากเนรเทศตัวเองซึ่งต้องมีความพยายามอย่างสูง เพราะเพื่อเป็นการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ ชาวท้องถิ่นของที่นี่จึงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ต้องการมาตั้งรกราก การเข้ามายังเกาะนี้จึงมีกระบวนการที่เข้มงวดมาก ผู้ที่ต้องการเดินทางมาที่นี่ต้องร่างจดหมายขออนุญาตและได้รับการโหวตจากคณะกรรมการของเกาะ และยังต้องมีใบรับรองว่าไม่เคยก่ออาชญากรรมในสหราชอาณาจักร รวมถึงต้องมีใบขอขึ้นฝั่งที่ต้องยื่นล่วงหน้าหลายเดือน ฯลฯ และหากมาถึงแล้วก็ควรคิดถึงขากลับไว้เลย เพราะวิถีชีวิตที่นี่นอกจากจะมีความเป็นพื้นถิ่นสูงแล้วยังพึ่งพาทะเลเป็นหลัก (ทรัพยากรหลักคือกุ้งแลงกุสตีน) เป็นชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ซึ่งชาวบ้านเองก็ภาคภูมิใจกับวิถีชีวิตของพวกเขามาก HOW TO GO? โดยเรือ มีเรือระหว่างตริสตันดากูนยาและเคปทาวน์ 9 รอบต่อปี โดยเป็นเรือขนส่งสินค้า (ที่ชาวบ้านใช้) ซึ่งมีที่เหลือให้นักเดินทางนิดหน่อย การเดินทางใช้เวลา 7 วัน ดูข้อมูลและที่อยู่เกสต์เฮาส์ได้ที่ tristandc.com

10. West Papua

Nouvelle GuinÈe – RÈgion du fleuve SEPIK : la riviËre KARIWARI supÈrieure , maison de la tribu YIMAS – PAPOUASIE / Papua New Guinea – Middle SEPIK province : YIMAS people, village on the upper KARIWARI river.

WHAT? ดินแดนที่เข้าถึงยาก และเต็มไปด้วยชาวปาปัว ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปีค.ศ. 1963 ในอดีตเป็นที่รู้จักในชื่อของ Irian Jaya WHERE? ทางตะวันตกที่สุดของเกาะนิวกินี CAPITAL? Jayapura POPULATION? ประมาณ 1,800,000 คน FOR WHOM? พวกดายฮาร์ด หุบเขาบาเลียม (Baliem) ที่ยิ่งกว่าสุดขอบโลกคือป่าดึกดำบรรพ์ที่ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของกาลเวลา หลังจากที่ถูกค้นพบโดยชาวฮอลแลนด์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1938 เวสต์ปาปัวก็ยังเป็นที่อยู่ของชนเผ่าที่ยังมีวิถีชีวิตแบบพรีมีทีฟอยู่ (อย่างชนเผ่าดานี, อัสมัต, โคโรไว เป็นต้น) เวสต์ปาปัวเข้าถึงได้โดยเครื่องบินเท่านั้น (แต่อาจจะต้องเผื่อเวลาเดินเท้าไว้อีกหลายวัน) ดินแดนแห่งป่าฝนแห่งนี้คือที่ตั้งของหมู่บ้านที่สร้างจากแท่งและตอไม้ และเต็มไปด้วยชายที่ประดับร่างกายด้วยฟันหมูป่า และผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติและใบไม้แห้ง เวสต์ปาปัวที่เป็นที่อยู่ของชาวปาปัวมาตั้งแต่โบราณได้รับเอกราชจากชาวฮอลแลนด์ในทศวรรษที่ 1960s แต่อินโดนีเซียดูเหมือนจะไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรเลย ถ้าที่นี่ไม่ใช่บ่อทอง ทองแดง นิกเกิล น้ำมัน แก๊ส และป่าธรรมชาติแล้ว ประชากรที่เป็นชนชั้นสองเหล่านี้คงได้รับอิสรภาพไปนานแล้ว แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ที่ถูกแบ่งในหมู่บริษัทต่างประเทศนี้เอง… ถ้าขัดขืนหรือ จำคุกสิบห้าปี แต่ก็ไม่มีใครห้ามถ้าคุณจะลองประลองหมัดกับชาวท้องถิ่นรอบกองไฟนะ HOW TO GO? บริษัททัวร์ Asia นำเสนอแพ็กเกจนิวกินีแบบออกแบบโปรแกรมได้เอง ดูข้อมูลที่ asia.fr

Author: Jeanne Propeck
Translator: Chidsupang Chaiwiroj

Kenzo เปิดตัว Creative Director คนใหม่

LVMH ประกาศแต่งตั้งให้ Felipe Oliveira Baptista เป็นผู้อำนวยการฝ่าย Creative Director คนใหม่ของ Kenzo โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 เป็นต้นไป

Sylvie Colin, Kenzo CEO ได้กล่าวว่า “ เรามีความยินดีที่จะต้อนรับ Felipe Oliveira Baptista ในตำแหน่ง Creative Director คนใหม่ของ Kenzo วิสัยทัศน์สร้างสรรค์และทันสมัยของเขาและความสามารถทางด้านศิลปะรอบด้านของเขาจะช่วยให้ Kenzo บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ ”

Felipe Oliveira Baptista กล่าวว่า ” Kenzo นั้นเกี่ยวกับเสรีภาพและการเคลื่อนไหวที่ติดต่อกันได้ทุกอย่าง ด้วยความสนุกสนานความสง่างาม อารมณ์ขันและความกล้าหาญรวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของ Kenzo นั้น มีความน่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของ Kenzo เป็นอย่างมาก “

Salvatore Ferragamo Autumn/Winter 2019

แคมเปญประจำคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2019 จากซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม ฝีมือของช่างภาพชาวอังกฤษฮาร์ลีย์ เวียร์ (Harley Weir) อีกครั้งเพื่อสื่อถึงความเป็นอิตาเลียนที่เรียบง่าย

สถานที่ถ่ายทำทั้งหมดนี้ถูกเลือกโดยพอล แอนดรูว์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์“ขณะที่ผมเดินชมรอบตัวเมืองเพื่อเตรียมการจัดแสดงในทุกๆวัน ผมสังเกตเห็นประตูทางเข้าออกของทุกตึกที่ผมเดินผ่านและตระหนักว่ามิลานคือเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันล้ำค่ามากมาย ซึ่งซ่อนอยู่จากริมถนน อาทิ สวนรอบบ้าน หรือทางเข้าออกต่างๆ”

“…เฉกเช่นเดียวกับซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม มิลาน คือสถานที่อันเต็มไปด้วยความอิสระ วัฒนธรรมและศิลปะอันลึกซึ้งที่ทำให้ผมยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าสถานที่นี้เหมาะสมสำหรับแคมเปญคอลเลคชั่นของแบรนด์ที่สุด…”

แนวคิด Patchwork of Characters ถูกบอกเล่าอีกครั้งผ่านเหล่านายแบบและนางแบบหลากหลายเชื้อชาติและช่วงวัย ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่คุ้นเคยหรือทำงานกับแบรนด์อยู่แล้ว รวมไปถึงนายแบบหนุ่มหน้าใหม่ของคอลเลคชั่นนี้ คือฮีโร่ เฟนส์ ทิฟฟิน (Hero Fiennes-Tiffin)
“…ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมพร้อมแล้วที่จะถูกค้นพบเช่นเดียวกับอัญมณีอันงดงามที่หลบซ่อนอยู่ในมิลานนี้…” พอล แอนดรูว์กล่าวทิ้งท้าย

FERRAGAMOAW19 #FERRAGAMOTHAILAND #PatchworkofCharacters #HOMMESThailand

นางแบบและนายแบบ:
Liya Kebede – Kirsty Hume – Yorgelis Marte – Sora Choi
Jonas Mason – Rishi Robin – Hero Fiennes-Tiffin
ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: Paul Andrew
ช่างภาพ/ผู้กำกับ: Harley Weir
เอเจนซี: Laird+Partners
สไตลิสต์: Jodie Barnes
ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดง: Piergiorgio Del Moro
ทำผม: Jimmy Paul
แต่งหน้า: Thomas De Kluyver
สถานที่: Milan

Tales of the Southern Wind

ถ้าจะให้นักเดินทางที่ต้องการชมทิวทัศน์ที่งดงามของชายหาดทะเลอันดามันที่เลื่องชื่อเลือกจุดหมายสักแห่งหนึ่ง เชื่อว่าพื้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ต้องเป็นชื่อในอันดับต้นๆ ด้วยความสวยงามของภูมิทัศน์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ รวมทั้งการร่วมใจของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่เขาหลักซึ่งพร้อมใจกันสงวน ความสวยงามของหาดทรายไว้ไม่ให้มีการปักร่มหรือวางเตียงอาบแดดบนหาดทราย จึงทำให้แนวหาดทรายของพื้นที่นี้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

ล่าสุดเราได้มาเยือนรีสอร์ตที่เสมือนเมืองเล็กๆ ที่ได้ก่อกำเนิดใหม่จากตำนานเมืองตะโกลา บนเส้นทางค้าขายที่รุ่งเรืองในอดีต เมืองท่าที่มีการเล่าขานถึงการเป็นแหล่งอารยธรรมในยุคเส้นทางสายไหมทางทะเลช่วงศตวรรษที่ 6 และ 7 เพราะเป็นที่จอดสำเภาของพ่อค้าที่มาจากอินเดียและอาหรับเพื่อขึ้นบกในจุดนี้ก่อนที่จะล่องไปตามแม่น้ำเข้าสู่ทะเลฝั่งอ่าวไทย แล่นต่อไปยังสุวรรณภูมิ และไปไกลถึงประเทศจีน ซึ่งเมืองนี้ได้กลายเป็นตำนานจากเส้นทางการเดินเรือที่เปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีการเดินเรือที่ทำให้เรือสินค้าแล่นอ้อมไปยังปลายสุดของแผ่นดินก่อนจะย้อนขึ้นมาตามเส้นทางเดิม แต่อย่างไรก็ตามตะโกลาก็ยังมีมนต์ขลังซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีที่บอกได้ถึงความรุ่งเรืองในครั้งก่อน

และที่นี่เองด้วยทิวทัศน์ของโค้งหาดทรายยาวสุดสายตา และจุดที่คลองคึกคักเสมือนแม่น้ำสายเล็กไหลลงทะเล จึงทำให้เกิดเวิ้งเนินทรายที่สวยงามแปลกตา เมื่อเรามองย้อนเข้าไปจากปากคลองที่เชื่อมกับทะเลจะเห็นหมู่สถาปัตยกรรมที่งดงามของเทวาศรม เขาหลัก บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งที่ 2 ของเทวาศรม รีสอร์ท กรุ๊ป จากที่ประสบความสำเร็จจากเทวาศรม หัวหิน รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ถอดเอาเรื่องราวของตะโกลามาเป็นแกนหลักในการออกแบบ การวางผังของหมู่อาคารที่ประกอบด้วยส่วนอำนวยความสะดวกต่างๆ ห้องพักและวิลล่าที่งดงามหรูหรา 69 ห้อง และเพชรบนยอดมงกุฎคือวิลล่าบนสุดของตัวอาคารที่มองเห็นแนวโค้งริมหาดไปสุดสายตา โดยมีแนวของต้นมะพร้าวและหมู่ไม้เขียวเสมือนป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นกรอบของหาดทรายและผืนทะเลสีฟ้าสดทาบกับฟ้าสีเดียวกัน

“เขาหลักเป็นเมืองชายทะเลที่สวยงามและมีชื่อเสียงจากหาดทรายขาวที่ยังคงความสวยงามตามธรรมชาติ ป่าและพืชพรรณเขตร้อนที่ยังอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็อยู่ไม่ไกล นอกจากชายหาดสวยงามติดอันดับโลกแล้ว ทั้งเขาหลักและพื้นที่ในภาคใต้ของไทยยังรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่น่าสนใจ เขาหลักแต่เดิมเรียกกันว่าตะโกลา อดีตเคยเป็นเมืองท่าการค้าโบราณที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งในยุคการค้าเส้นทางสายไหมทางทะเล” อิศร์ อติรักษ์ผู้ก่อตั้งเทวาศรม รีสอร์ท กรุ๊ป ได้พูดถึงรีสอร์ตแห่งนี้ “เทวาศรม เขาหลัก บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ภูมิใจที่ได้นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมของอุษาคเนย์ ด้วยการหลอมรวมเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมโบราณเข้ากับประสบการณ์การพักผ่อนที่รื่นรมย์ตามแบบฉบับของเรา สถาปัตยกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย รายละเอียดที่ลึกซึ้งละเมียดละไม งานศิลป์และของตกแต่งที่ทำด้วยมือในรีสอร์ตล้วนแล้วแต่แสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของวิถีชีวิตบนคาบสมุทร ผสานกับวิถีการบริการแบบไทยโดยพนักงานที่อบอุ่นและจริงใจ”

ทุกยามเย็นของที่นี่เราจะได้ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอย่างน่าประทับใจ สีของท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดงที่นี่สวยติดอันดับ ลองดูภาพแฟชั่นที่เรานำเสนอในฉบับนี้ก็ได้ สีสันของชายหาดยามพระอาทิตย์ตกนั้นคือสีที่จริงและเห็นได้เช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งสีสันใดๆ ช่วงเวลาย่ำเย็นที่นี่จึงเสมือนมหรสพโรงใหญ่ที่มีธรรมชาติเป็นนักแสดง เราได้นั่งชมจากริมสระว่ายน้ำ หรือจะออกมานั่งชมตรงสันทรายก่อนที่จะลาดลงไปสู่คลื่นที่สาดซัดก็ย่อมได้ คลื่นที่นี่ในช่วงฤดูการเล่นกระดานโต้คลื่นจะมีขนาดใหญ่ น่าเล่นกีฬาชนิดนี้มาก ใครที่คิดว่าในเมืองไทยมีจุดที่เล่นเซิร์ฟบอร์ดได้จำกัด แต่ที่นี่คืออีกจุดหนึ่งที่คุณจะได้ล้อเล่นกับคลื่นได้อย่างสมใจ

นอกจากนี้ยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าโปร่ง ดวงดาวกับผืนดินแทบจะลงมาบรรจบกัน เพราะเราจะเห็นหมู่ดาวต่างๆ อย่างชัดเจน และที่นี่มีจุดให้นอนชมดาวโดยทำเป็นระเบียงรูปเรือที่กลางวันเป็นที่นอนอาบแดดได้เป็นอย่างดี และมีสระน้ำเกลือขนาดใหญ่ พื้นปูด้วยหินธรรมชาติที่มีลวดลายสวยงาม หรือใครจะเดินไปเล่นน้ำทะเลก็ย่อมได้ แต่ขอให้สังเกตสีธงที่ปักริมหาดบอกถึงกระแสคลื่นลม แต่ในตัวรีสอร์ตก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมายหลายรูปแบบกับเทวาศรม เอ็กซ์พีเรียนซ์ ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นคลาสสาธิตทำขนมครก เวิร์กช็อปเวลเนสจากอัลเคมีบาร์ คลาสโยคะและฝึกสมาธิสำหรับผู้เริ่มต้นทัวร์ ‘สไปซ์ รู้ท’ ภายในรีสอร์ต พายคายัค แพดเดิลบอร์ด ขี่จักรยานเสือภูเขา ค็อกเทลริมหาดยามอาทิตย์อัสดง อาหารไทยตำรับโบราณ สำหรับมื้อเย็นมีบริการอาหารซีฟู้ด ฟิชเชอร์แมนส์ กริล สดจากทะเลอันดามันโดยชาวประมงพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงบริเวณรีสอร์ต และคลาสสอนทำอาหารไทย ทางรีสอร์ตยังจัดรถรับส่งไปยังตลาดเขาหลัก 3 เที่ยวต่อวันอีกด้วย

ที่นี่มีห้องอาหารตะโกลา เรสเตอรอง ไวน์ เซลลาร์ ซึ่งเป็นร้านอาหารแบบออลเดย์ไดนิ่ง เสิร์ฟอาหารไทยแท้ และร้านอาหารริมหาด เทวาศรม บีช กริล แอนด์ บาร์ เอาใจผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารเคล้าบรรยากาศริมทะเล มีบาร์ค็อกเทล เสิร์ฟอาหารเมดิเตอร์เรเนียน และพิซซ่าอบใหม่จากเตาถ่านไม้ สำหรับโอกาสพิเศษที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เทวา ไดนิ่ง บาย ดีไซร์ สามารถรังสรรค์มื้ออาหารส่วนตัวสุดโรแมนติกได้ที่ลากูน ทาวเวอร์ หรือริมชายหาด ตามความต้องการ

ที่นี่ยังมีบริการทรีตเมนต์สปาและโปรแกรมเวลเนสที่เทวาศรม สปา แอนด์ เวลเนส ซึ่งออกแบบขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากศาสตร์โบราณแห่งการบำบัดแบบไทยและปรัชญาตะวันออกเรื่องการรักษาสมดุลของร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงจิตวิญญาณ ด้วยวิธีการและส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือจะเลือกผ่อนคลายในห้องสตีม จิบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในบริเวณพักผ่อน เข้าคลาสโยคะหรือนั่งสมาธิที่จัดไว้ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่โถง
ด้านนอกลากูน ทาวเวอร์ ที่สามารถมองเห็นวิวธรรมชาติสวยงาม

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ยังรวมถึงสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ เป็นสระสองชั้นที่มาพร้อมกับสปาเจ็ต เตียงอาบแดด สระว่ายน้ำสำหรับเด็กและคิดส์คลับ ฟิตเนสที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง สตูดิโอโยคะ และไลบรารีเลานจ์ที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยของสะสมที่เจ้าของได้นำมาจากประเทศต่างๆ พรั่งพร้อมด้วยหนังสือน่าสนใจและคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้สอย และยังมีพื้นที่ที่เหมาะกับการประชุมสัมมนาและจัดอีเวนต์ต่างๆ

ห้องพักที่นี่มีพูล สวีท และพูล วิลล่า ทั้ง 69 ห้องมีขนาดกว้างขวาง เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบาย และได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักชัวรีที่ดีที่สุดให้กับแขกที่เข้าพัก รีสอร์ตมีห้องซีไซด์ แกรนด์ ดีลักซ์ 24 ห้อง, ซีไซด์ จูเนียร์ สวีท พร้อมจากุซซี 21 ห้อง, ซีไซด์ พูล พาราไดส์ สวีท 12 ห้อง, บีช พูล วิลล่า 8 ห้อง และบีชฟรอนต์ แฟลิมี พูล วิลล่า ขนาดสองห้องนอนอีก 2 ห้อง สำหรับการพักผ่อนที่เหนือระดับ แขกยังสามารถเลือกเข้าพักในเทวาศรม สกาย วิลล่า ห้องพักระดับสูงสุดของรีสอร์ตที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ห้อง แต่ละเพนต์เฮาส์มีขนาด 430 ตารางเมตร มีสองห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องรับประทานอาหาร มาพร้อมกับสระว่ายน้ำวิวทะเลแบบพานอรามา และสามารถเข้าพักได้ถึง 6 ท่าน

แขกที่มาเข้าพักในห้องทุกประเภทจะได้พบกับวิวชายทะเลสุดประทับใจที่สามารถดื่มด่ำได้จากเดย์เบดบนระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ อภินันทนาการมินิบาร์และขนมขบเคี้ยวทุกวัน ฟรีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายตลอดการเข้าพัก ในห้องพักบางประเภทยังมีบริการเสริมในห้องพัก เช่น อ่างสปาพร้อมกับชุดสปาต้อนรับ ห้องนั่งเล่นแยกบริเวณ สระน้ำแบบอินฟินิตี้ส่วนตัวพร้อมกับเก้าอี้อาบแดด สปาเจ็ต ทางเดินลงหาดที่สามารถถอดรองเท้าเดินเพื่อสัมผัสทรายขาวละเอียดได้ เครื่องทำกาแฟ น้ำผลไม้คั้นสดประจำวัน บริการจากบัตเลอร์ที่คุณให้จัดมื้อเช้าในวิลล่าได้ นอกจากทีวีจอแบนขนาดใหญ่ยังมีระบบเครื่อเสียงBose พร้อมเพลย์ลิสต์ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษ

เทวาศรม เขาหลัก บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 75 นาที และอยู่ห่างจากตัวเมืองเขาหลักเพียงแค่ 7 กิโลเมตรเท่านั้น โดยแขกผู้ที่เข้าพักสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ที่นี่จึงเหมาะจะเป็นจุดหมายของวันพักผ่อนที่สุดพิเศษของคุณอย่างแท้จริง

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy Of Devasom

Guatemala The Lost World

ความลึกลับของชนเผ่ามายาในทวีปอเมริกากลางเป็นเรื่องชวนค้นหาว่าอารยธรรมที่มีความเจริญถึงขีดสุดและยืนยงต่อเนื่องยาวนานทั้งทางด้านดาราศาสตร์ การปกครอง สถาปัตยกรรมแห่งนี้มีที่มาที่ไปเช่นไร และทั้งๆ ที่เรามีความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมนี้น้อยมาก ทำไมปฏิทินมายาถึงมีความสำคัญมาจนถึงยุคปัจจุบันที่ยังมีความเชื่อว่าโลกจะสิ้นสุดลงในปี 2012 ตามการสิ้นสุดของปฏิทิน 

อารยธรรมมายามีศูนย์กลางอยู่ที่ตอนกลางของทวีปอเมริกากลาง แถวตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก และคาบสมุทรยูคาตัน ตอนกลางและตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา ประเทศแบลิซ ฝั่งตะวันตกของฮอนดูรัสและเอล ซัลวาดอร์ เจริญมายาวนานจนมาร่วมสมัยกับอารยธรรมแอสเท็กในตอนกลางของเม็กซิโก อารยธรรมมายาประกอบด้วยอาณาจักรใหญ่น้อยที่ต่างปกครองตนเอง มีความเจริญมั่งคั่งและความเสื่อมของแต่ละเมือง เกิดการแย่งชิงอำนาจทั้งภายในและจากภายนอกตลอดระยะเวลาอันยาวนานเป็นพันปีจนล่มสลายไปในที่สุด โบราณสถานของชาวมายาส่วนใหญ่ซ่อนตัวอยู่เขตในป่าลึกที่มีต้นไม้ปกคลุม เข้าถึงยากและมักจะถูกทำลายไปเสียมากเพราะความชื้นของอากาศ ดิน และต้นไม้ ต่างกับอารยธรรมอื่นๆ เช่นอียิปต์ ซี่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

15 ปีก่อน ฉันไปเม็กซิโกและลงใต้ไปจนถึงเมืองซานคริสโตบอลเดอลาสคาซัส ที่อยู่ชายแดนเม็กซิโก-กัวเตมาลา เพื่อไปปาเลงเก (Palenque) เมืองสำคัญเมืองหนึ่งในอาณาจักรมายาโบราณ ครั้งนั้นเราไม่ได้วางแผนอะไรมากมาย เรียกรถแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาต่อรองราคาได้พอใจแล้ว เราก็ออกเดินทางกัน จากซานคริสโตบอลไปปาเลงเกระยะทางเกือบ 200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงไปกลับ 6 ชั่วโมงมีเวลาชมปาเลงเกจริงๆ แป๊บเดียว ทั้งๆ ที่โบราณสถานแห่งนี้กว้างใหญ่และมีอะไรให้ดูมากมาย ทั้งพีระมิดใหญ่น้อยที่อนุญาตให้ปีนขึ้นไปได้ตามใจชอบ ยกเว้นองค์สำคัญที่ค้นพบพระศพของเจ้าผู้ครองนคร ตั้งแต่นั้นมาฉันตั้งใจว่าโบราณสถานสำคัญที่ไหนก็ตามที่เราอยากไป จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันเพื่อจะดูให้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปลายปีที่ผ่านมา ฉันยังคงไล่ตามความฝันที่จะค้นหาเมืองโบราณมายาที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา “ติกาล” เป็นเมืองที่มีความสำคัญมากในอาณาจักรมายาโบราณ เป็นเมืองที่มีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึง 1,500 ปี ตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองเมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 10 มีความเจริญสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 4 – 6 เป็นศูนย์กลางแห่งพิธีกรรมและเป็นใหญ่เหนือดินแดนแถบนั้นทั้งหมด โดยสร้างเครือข่ายกับเมืองมายาอื่นๆ เช่น ปาเลงเก ทางตะวันออกของอาณาจักร โดยมีศัตรูร่วมกันคือชาลักมุล (Calakmul) ครั้งหนึ่งติกาลเคยถูกรุกรานจากอาณาจักรเตโอติอัวกันที่มาไกลจากตอนกลางของเม็กซิโก (ปัจจุบันคือเมืองเม็กซิโกซิตี้และรอบๆ) จากช่วงคลาสสิกเป็นต้นมา ผู้ครองนครติกาลกลับเป็นผู้ที่เตโอติอัวกันส่งมา ชาวยุโรปคนแรกๆ ที่น่าจะเคยเห็นติกาลคือ นักบวชชาวเสปน Andres de Avendano เขาผ่านมาแถวนี้ในปีค.ศ. 1696 และบันทึกไว้ถึงเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีตึกรามบ้านช่องสีขาว แต่การสำรวจติกาลมาเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปีค.ศ. 1848 และมีการสำรวจเรื่อยมา มีโครงการความร่วมมือที่เกิดรองรับการซ่อมแซมโบราณสถานที่นี่หลายหลังโดยเฉพาะมวลหมู่พิระมิดตรงใจกลางเมือง แต่ก็ยังมีอาคารอีกจำนวนมากที่รอการขุดค้นและซ่อมแซมอย่างถูกต้อง

ติกาลอยู่ในเขตป่าฝนในแคว้นเปเตนทางเหนือของประเทศ เราอยากจะเดินทางทางรถเช่นที่เคยทำมา แต่ระยะทาง 500 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลา 10 ชั่วโมงนั้นนานเกิน เครื่องบินออกจากกัวเตมาลาซิตี้ตอนหกโมงเช้าใช้เวลาบินหนึ่งชั่วโมงไปลงที่เมืองฟลอเรส ก่อนนั่งรถต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง เราจองโรงแรมหนึ่งในสามแห่งที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ โดยเลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้จุดตรวจบัตรผ่านที่สุด เพื่อที่จะได้เข้าชมโบราณสถานได้ตั้งแต่เช้าและสามารถกลับมาค่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเข้าอุทยานเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการ เพราะเราต้องเสียค่าเข้าเป็นรายวัน เขาจะให้เราจ่ายค่าเข้าอุทยานไว้ตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบิน โดยไปจ่ายที่ธนาคารที่อยู่อาคารถัดไป และจ่ายได้เฉพาะเงินสดเท่านั้น เรื่องเช่นนี้ไม่มีการแจ้งจากโรงแรมหรือที่ไหนๆ โชคดีที่เรามีเงินสดสำรอง เพราะเห็นฝรั่งบางครอบครัวต้องรวบรวมเงินกันใหญ่ แถมไม่พอต้องยืมเงินจากคนขับรถหรือคนที่มาต้อนรับจากโรงแรมไปก่อนด้วย จะไปเสียเงินที่หน้าทางเข้าอุทยานก็คงทำได้ แต่เขาว่าคิวยาว จ่ายไปจากที่นี่จะสะดวกกว่า ยิ่งพวกที่ค้างคืนข้างในอย่างเรา ถ้าจะให้ดีให้จ่ายเท่าจำนวนวันที่จะอยู่เลย เพราะถ้าจะเทียวไล้เทียวขื่อจ่ายทุกวันหมายถึงต้องเดินทางออกมา 16 กิโลไปกลับ 32 กิโลไปอีก นี่ยังไม่รวมการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกจากโบราณสถานซึ่งจะต้องมีตั๋วแยกต่างหาก ทำให้ต้องวางแผนว่าจะต้องการใช้ตั๋ววันไหน โชคดีที่เราไม่นิยมชมพระอาทิตย์เลยตัดตรงนี้ไปได้ 

เขตเปเตนมีความแตกต่างจากเขตอื่นๆ ของกัวเตมาลา โดยเฉพาะพืชพันธุ์ที่เป็นป่าเบญจพรรณ ที่มีอารมณ์เหมือนต้นไม้ตามเกาะต่างๆ ในเมืองไทย และผู้หญิงที่นี่เท่าที่เห็นจากข้างทางไม่ค่อยมีใครใส่ชุดพื้นเมืองเหมือนทางใต้ที่เราจากมา เราผ่านทางเข้าอุทยานไปง่ายๆ เพราะซื้อตั๋วมาแล้ว พื้นที่อุทยานแห่งชาติติกาลนี้ครอบคลุมเนื้อที่เกือบ 600 ตารางกิโลเมตร นับจากทางเข้าไปจนถึงบริเวณที่พักเป็นถนนที่ร่มรื่นที่สุด เขาจำกัดความเร็วไว้ไม่เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อไม่ให้ทำอันตรายต่อสัตว์ที่อาจจะโผล่มาโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับที่เขาใหญ่ แต่ก็เห็นรถทั่วไปยังวิ่งกันฉิว 9 โมงเช้าเราก็มาถึงโรงแรมเพื่อพบว่ายังเข้าห้องไม่ได้จนกว่าจะบ่าย 3 เข้าไปชมโบราณสถานเลยก็แล้วกัน จุดตรวจบัตรห่างจากโรงแรม 20 เมตร เราต้องผ่านเพื่อโชว์ตั๋วแลกรับสายข้อมือ สองข้างทางเดินคือต้นไม้สูงใหญ่ที่ช่วงแรกทางก็กว้างขวางดีแต่ยิ่งลึกเข้าไปทางก็เริ่มแคบและรก ต้องปีนป่ายไปตามบันไดรากไม้ธรรมชาติ ไต่ขึ้นไปบนเนิน ข้ามสะพานไม้ เสียงจักจั่นร้องเซ็งแซ่ อากาศร้อนชื้นจนเหนอะหนะ จนเราเริ่มคิดว่านี่จะต้องข้ามสะพานไม้กี่สะพานและปีนบันไดอีกกี่ขั้น โบราณสถานอยู่ที่ไหนต้องเดินไปอีกนานแค่ไหนถึงจะถึง แผนที่ราคา 20 เควตซาลไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยตรงกับป้ายบอกทาง และแผนที่กับป้ายก็ไม่เห็นตรงกับความเป็นจริง กำลังเหนื่อยได้ที่ก็พอดีโผล่ออกมาเจอลานกว้างที่มีทั้งซุ้มขายน้ำและที่นั่งพัก รวมถึงห้องน้ำไว้บริการ ข้างหน้ารำไรบนเนินใต้ยอดไม้สูงนั่นคือด้านหลังของพีระมิด เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ชี้ไปแล้วบอกนั่นไงวิหารแห่งเสือจากัวร์ผู้ยิ่งใหญ่ นี่แหละพีระมิดมายันที่ฉันต้องการจะมาเห็น ความฝันที่ยาวนานกว่า 15 ปี กับที่ใช้เวลาเดินเข้ามากว่าครึ่งชั่วโมงเป็นอันหายเหนื่อย 

หมู่โบราณสถานตรงนี้คือใจกลางของเมืองโบราณที่ประกอบด้วยวิหารหมายเลข 1 วิหารหมายเลข 2 อะโครโพลิซและปาลาสิโอหรือหมู่พระราชวัง วิหารที่สำคัญที่สุดคือวิหารหมายเลข 1 หรือวิหารแห่งเสือจากัวร์ผู้ยิ่งใหญ่ (Temple of the Great Jaguar) ที่สร้างตามแบบอย่างของสังคมมายา คือมีฐานพีระมิดที่มีชาน 9 ชั้น แต่ละชั้นจะมีภาพสลักตกแต่งที่ปัจจุบันไม่มีอะไรเหลือ มีบันไดยาวพุ่งตรงไปสู่ยอด บันไดนี้จะทำมุม 70 องศากับตัวอาคาร บนยอดเป็นอาคารที่น่าจะเป็นศาสนสถานแบ่งเป็นห้องแคบๆ สามห้อง ด้านหลังสร้างเป็นรูปครึ่งวงกลมสูงขึ้นไปจากอาคารด้านหน้า เป็นส่วนที่เรียกกันว่า Maya Arch นักโบราณคดี เทรย์ เอสทริกค้นพบที่ฝังพระศพของกษัตริย์ Jasaw Chan K’awil ในปีค.ศ. 1962 โดยพบอยู่หลังเทอเรสชั้นแรก มีทั้งหน้ากากหยกที่ทำเพื่อปิดหน้าศพ เครื่องปั้นดินเผาเขียนลายงดงาม เครื่องประดับทั้งที่ทำจากปะการัง หยก และมุก และโบราณวัตถุมีค่าอีกมาก ที่สำคัญคือพบแผ่นเสื่อที่รองใต้พระศพ การปูเสื่อเป็นสัญลักษณ์สำคัญของราชวงศ์มายัน ประเพณีการฝังศพเช่นนี้เจอในเมืองมายาสำคัญๆ เช่นใน Temple of the Inscriptions เมืองปาเลงเกที่ซึ่งพระศพของกษัตริย์ปาสคาล ได้รับการฝังไว้ใต้ช่องลับ 

ตอนเช้าจุดตรวจบัตรเปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้าสำหรับตั๋วปกติ ไฟในโรงแรมเพิ่งเปิดหลังจากดับตามเวลาไปตอนเที่ยงคืน ฟ้ายังสลัวและไม่มีคนเลย เราต้องเดินตามทางเดิมเพื่อไปให้ถึงใจกลางของโบราณสถาน ผ่านต้นนุ่นใหญ่ยักษ์ ที่เขาว่ากันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธ์ของชาวมายัน เช้านี้หมอกลงจัดและชื้น แต่ก็สดชื่น รอบข้างทึมๆ มัวๆ ราวกับจะมีอนาคอนดาหรือคิงคองยักษ์โผล่ออกมาได้ทุกขณะจิต โชคดีที่เมื่อวานพอรู้ทางอยู่บ้าง ถ้าเพิ่งเข้ามาวันนี้มีได้หลงป่าไปไหนต่อไหนเพราะทางแยกเยอะเหลือเกิน วันนี้เราตั้งใจจะไปให้ถึงวิหารหมายเลข 4 ที่อยู่ไกลที่สุดและอยู่สูงที่สุด เป็นที่ที่เขานิยมไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน ระหว่างที่ผ่านลานใหญ่ใจกลางเมือง ฉันอดไม่ได้ที่จะปีนขึ้นไปบนวิหารหมายเลข 2 ที่เมื่อวานเราได้แต่แหงนมองจากด้านล่างเพราะคนเยอะ วันนี้วิหารเป็นของเรา จากวิหารหมายเลข 2 เรามองเห็นวิหารหมายเลข 1 สลัวๆ อยู่ใต้สายหมอก ด้านหน้าของวิหารมีแท่นกลมที่พวกมายันใช้ก่อกองไฟเพื่อทำพิธีใหญ่ ครั้งหนึ่งประชาชนชาวมายันจะพากันมารวมตัวหน้าวิหารใหญ่ เฝ้าดูพิธีบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์ ราชวงศ์และพระชั้นผู้ใหญ่จะเดินลงจากบันไดแห่งสวรรค์ ท่ามกลางควันกำยานที่คละคลุ้งและเสียงสวดมนต์ก้องกังวาน นักบวชจะสวดอ้อนวอนเทพแห่งฝน พระอาทิตย์ เทพแห่งลม และเทพีข้าวโพดเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันทุกๆ ปีผู้คนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวมายันยังพากันมารวมตัวกันที่นี่เพื่อทำพิธีเช่นที่เคยทำมาในอดีตกาล

จากความสูง 38 เมตรที่วิหารหมายเลข 2 เราบุกป่าฝ่าดงต่อไปอีกเกือบ 40 นาทีก่อนจะไต่ความสูง 70 เมตรขึ้นไปยังยอดวิหารหมายเลข 4 พวกทัวร์ชมพระอาทิตย์ขึ้นมานั่งรออยู่แล้วจำนวนหนึ่งแต่เขาน่าจะผิดหวังเพราะวันนี้หมอกลงจัดจริงๆ แม้ว่าฟ้าจะสว่างจนมองเห็นยอดวิหารอีก 3 ยอดเรียงกันเหนือยอดไม้ แต่ไม่มีดวงอาทิตย์มาให้เห็น จุดที่เรานั่งกันอยู่ตอนนี้เป็นวิวเดียวกับที่แฟนๆ สตาร์วอร์ได้เห็นในหนัง Star War IV : A New Hope ตอนยานมิลเลนเนียมฟัลคอนบินเข้ามาในยาวิน 4 และลงจอดบนวิหารหมายเลข 3 วันนี้เราลองเลี้ยวอ้อมไปทางซ้าย เพื่อไปสู่ Complego G, โบราณสถานกลุ่ม H เดินไปเดินมาเจอโบราณสถานกลุ่มเหนือได้ยังไงก็ไมรู้ ทางด้านนี้จะรกและวกวน โบราณสถานส่วนใหญ่ยังไม่ได้บูรณะ ระหว่างทางเราเจอนักท่องเที่ยวพื้นเมืองทำท่าลับๆ ล่อๆ มองไปเห็น spider monkey หลายตัวกำลังโหนต้นไม้อย่างสนุกสนาน ขากลับออกมายังได้เห็นนก great curassow อีก

 ถึงวันที่ 3 เข้าๆ ออกๆ มา 6 รอบ เจ้าหน้าที่กับเราก็ซี้กันแล้ว ไม่เซ้าซี้ถามอะไรวุ่นวายอีก ไปถึงก็ยื่นป้ายติดข้อมือให้เลย วันนี้เราแยกไปอีกทาง เพื่อไป Palacio de las Acanaladuras พระราชวังอีกแห่งหนึ่ง บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวน้อย และบรรยากาศรกเรื้อ อาคารหลายหลังยังมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมราวกับเราเป็นคนแรกที่มาถึง กำลังเดินถ่ายรูปอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนสัตว์คำรามสะท้อนก้องไปมาบนยอดไม้ โชคดีเราเคยดูสารคดีมาก่อนจึงรู้จักเจ้า howler monkey มาแล้วว่าเป็นลิงที่มีเสียงร้องอันน่ากลัวเหมือนเสียงกรีดร้อง ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนท่ามกลางป่าครึ้มและโบราณสถานที่รกร้างกับพวกเราแค่ 3 คนคงหลอนไม่ใช่เล่น เราผ่านวิหารหมายเลข 5 ที่กว้างใหญ่จนเราดูเหมือนมนุษย์มดไปสู่ Plaza de los Siete Templo หรือจัตุรัสแห่งวิหารทั้งเจ็ด ที่นี่เราถูกกองทัพตัวโคอาตีมุนดี (Coatimundi) บุก มันวิ่งข้ามเนินดินไปมาอยู่รอบๆ เราเพื่อหาอาหาร โดยตามกันเป็นพรวนจำนวนหลายสิบตัว น่ารักดี

 ในจำนวนโบราณสถานที่ได้ชมจนทั่วในเวลา 3 วัน วิหารที่ฉันชอบที่สุดมี 3 หลัง คือวิหารหมายเลข 5 Mundo Perido ที่เป็นพิระมิดที่มีทางขึ้น 4 ด้านต่างจากพิระมิดมายาทั่วไปที่ขึ้นได้ข้างเดียว และวิหารหมายเลข 6 ที่ซ่อนอยู่ห่างไกลจากวิหารอื่นๆ เราใช้เวลาช่วงบ่ายของวันสุดท้ายเพื่อมาที่นี่ ทางไปวิหารนี้จะต้องเลี้ยวซ้ายออกไปจากทางเดินหลัก และเดินไปตามทางที่ไม่มีใครสักคนโผล่มาให้เห็น นอกจากลิง 2 – 3 ตัว และกองทัพยุงยักษ์ที่ไล่ตามเราอย่างกระหายเลือด แม้จะทายากันยุงที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในกัวเตมาลาแล้วก็ยังเอาแทบไม่อยู่ แสงอาทิตย์ส่องลอดช่องว่างของป่าลงมาเป็นเงา พอให้ทางเดินไม่ดูเปลี่ยวและน่าหวาดหวั่นจนเกินไป ครึ่งชั่วโมงต่อมา เราก็มาถึงวิหารหลังย่อม วิหารหมายเลข 6 หรือ Templo of Inscription น่าจะได้รับการขุดค้นแล้วแต่ยังไม่ได้ซ่อมแชมให้ดี ทางขึ้นเป็นอิฐหักๆ พังๆ จากที่เคยเป็นบันไดแต่ก็พอจะไต่ขึ้นไปได้ วิญญาณนักโบราณคดีเข้าสิงทำให้ฉันใจกล้าไต่ขึ้นไปจนถึงยอด แต่ขาลงนี่สิยากเพราะความชัน จะหันหน้าลงก็แคบมาก หันหลังก็มองไม่เห็นทาง กว่าจะไต่ลงมาได้เล่นเอาเหงื่อตกก่อนลาจากติกาลฉันตั้งใจจะไปอาคารหมายเลข 38 ที่ไม่ปรากฏในแผนที่

แต่ฉันเดินผ่านทางเล็กๆ ที่มีป้ายชี้ไปในป่านี้ทุกวัน แต่พอจะไปจริงๆ ฉันกลับหาทางเข้าไม่เจอ!!!!!! เดินวนอยู่หลายรอบตรงที่คิดว่าเห็นแต่ไม่มี จนชักไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นจริงหรือเปล่า ไปถามเจ้าหน้าที่เขาก็งงๆ บางคนก็ว่ามี บางคนก็ไม่รู้ ได้แต่หวังว่าฉันคงได้มีโอกาสกลับมาพิสูจน์

มีข้อสันนิษฐานมากมายเกี่ยวกับการล่มสลายของนครที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองสุดขีด ไม่ว่าจะเป็นหายนะที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ หรือโรคระบาดที่ติดมาจากชาวยุโรป แต่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากอาณาจักรมายาเอง ทั้งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ทรัพยากรถูกแบ่งปันจนถึงขั้นไม่พอเลี้ยง ชนชั้นปกครองต้องการอำนาจและความหรูหราร่ำรวย เกิดสงครามการแย่งชิงความเป็นใหญ่และจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของทุกฝ่าย สิ่งเหล่าจะเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับทุกอารยธรรม

อนันตรา คิฮาวาห์ มัลดีฟส์ สวรรค์ของนักดูดาว ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ก้าวแรกของมนุษยชาติบนดวงจันทร์

หากยังจำกันได้ เมื่อ 50 ปีก่อน ยานอพอลโล 11 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ นักบินอวกาศ 2 คน ได้แก่ นีล อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน ได้ลงจากยานลูนาร์ โมดุล และก้าวลงไปเหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ดังนั้น ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 นี้ จะเป็นวันครบรอบ 50 ปีของการก้าวเดินบนดวงจันทร์ครั้งแรก ทาง อนันตรา คิฮาวาห์ มัลดีฟส์ วิลล่าส์ จะร่วมรำลึกถึงย่างก้าวอันแสนพิเศษนี้กับงาน ‘The Eagle Has Landed Celebration’ โดยโซนหมู่เกาะบา (Baa Atoll) ในมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อนันตรา คิฮาวาห์ คือสวรรค์ของนักดูดาว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการสังเกตดวงจันทร์และดูดาว ด้วยทำเลที่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรและท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นดาวของทั้ง 2 ซีกโลกได้อย่างชัดเจน หอดูดาวสกาย (SKY) ของ อนันตรา คิฮาวาห์ เป็นหอดูดาวที่ตั้งอยู่เหนือผืนน้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในมัลดีฟส์ มีกล้องโทรทรรศน์ หรือกล้องดูดาวกำลังสูง มีหน้ากล้องขนาด 16 นิ้ว แบบเดียวกับที่ใช้สำหรับงานวิจัย โดมโค้งของหอดูดาวได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเป็นพิเศษ ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของสกายบาร์ (Sky Bar) ของรีสอร์ท ด้านบนเป็นท้องฟ้ากว้างไร้สิ่งบดบังสายตา ส่วนด้านล่างก็มีเพียงผืนน้ำมหาสมุทรกว้างใหญ่

อาลี ชามีม (Ali Shameem) กูรูด้านการดูดาวของรีสอร์ท เป็นชาวมัลดีฟส์ที่เติบโตขึ้นมาบนเกาะที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาใช้ช่วงเวลาในวัยเด็กทำแผนที่กลุ่มดาว จนกระทั่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จาก ดร. แมสซิโม ทาเรงกิ(Dr. Massimo Tarenghi) นักดาราศาสตร์ชื่อดังชาวอิตาลี ทำให้ชามีมได้ใช้เวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาสังเกตดวงดาวในฐานะนักดาราศาสตร์มืออาชีพ อีกทั้งยังแบ่งปันความหลงใหลและความเชี่ยวชาญเรื่องดวงดาวให้กับแขกของรีสอร์ทด้วย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของการขึ้นไปเดินบนดวงจันทร์ครั้งแรก แขกผู้เข้าพักที่รีสอร์ทจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมดูดาว (Star Gazing) กับ ชามีม เพื่อรับประทานอาหารเช้าและดูดาวในช่วงเวลาเช้ามืด (04.00 น.) เอนหลังจ้องมองดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า เพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่าและความรู้ของชามีม ที่จะพาคุณเดินทางสู่ห้วงอวกาศ ก่อนที่จะได้ลองส่องกล้องโทรทรรศน์อันทรงพลัง เพื่อดูร่องรอยหลุมอุกกาบาตขนาดยักษ์บนดวงจันทร์ ที่ยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์และสร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนบนโลกจนถึงบัดนี้

อนันตรารุกตลาดมอริเชียส เตรียมเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เตรียมรุกตลาดโรงแรมหรูบนเกาะมอริเชียสกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยประกาศเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’ (Anantara Mauritius Resort) ที่พักสุดหรูแห่งใหม่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ของปี 2562 นี้

รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาชายฝั่งแบบบูรณาการ ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเซอร์ ซีวูซากูร์ รามกูลัม (Sir Seewoosagur Ramgoolam International Airport) เพียง 15 นาที และอยู่ใกล้กับอุทยานทางทะเลบลูเบย์ (Blue Bay Marine Park) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการอนุรักษ์ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดียที่ใสราวคริสตัล และหาดทรายขาวละเอียด อีกทั้งแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบลูเบย์ ทำให้ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสุดยอดของจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบการดำน้ำอีกด้วย

อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท มีห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 164 ห้อง โดยมีพูลวิลล่าสุดหรู 8 หลัง แบ่งเป็น พูลวิลล่าแบบสองห้องนอนจำนวน 2 หลัง และพูลวิลล่าแบบสี่ห้องนอนจำนวน 6 หลัง ซึ่งวิลล่าเหล่านี้จะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 สิ่งอำนวยความสะดวกที่รีสอร์ท ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาหารสไตล์กริลล์และซีฟู้ด ซี.ไฟร์.ซอลท์ (Sea.Fire.Salt) ที่มีบริเวณเอาท์ดอร์เป็นสนามหญ้าและชายหาด ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดน์นิ่ง ห้องอาหารส่วนตัวพร้อมห้องเก็บไวน์ คาเฟ่ที่เน้นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บาร์เครื่องดื่มบริเวณริมสระว่ายน้ำและชายหาด รวมถึง สระว่ายน้ำแบบโอโซนความยาว 30 เมตร ห้องออกกำลังกาย อนันตราสปา และคิดส์คลับ

รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบสร้างสรรค์โดย กราวด์ เคนท์ (Ground Kent Architects) บริษัทออกแบบชื่อดังจากออสเตรเลียที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ร่วมกับสำนักงานสถาปัตยกรรมของมอริเชียส (the Office of Global Architecture) และนักออกแบบตกแต่งภายใน จาก อบาคัส ดีไซน์ (Abacus Design) ประเทศไทย การออกแบบรีสอร์ทแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของการหลอมรวมประเทศ โดยได้รับอิทธิพลการออกแบบจากมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ดังที่เห็นได้จากเมืองพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) ซึ่งเป็นเมืองหลวง และสถาปัตยกรรมอีกมากมายโดยรอบเกาะ วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นมีความสำคัญในการช่วยให้รีสอร์ทมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ทำให้ได้บรรยากาศที่ผ่อนคลายในแบบของบ้านริมทะเลเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความรู้สึกโมเดิร์นอย่างชัดเจน

การใช้แสง การตกแต่งด้วยหินบะซอลต์และหินภูเขาไฟ ขอนไม้ ผสานลวดลายแพทเทิร์นระลอกคลื่น และโทนสีทรายธรรมชาติ ช่วยให้บรรยากาศในร่มและกลางแจ้งเกิดความกลมกลืน ผืนผ้าและงานศิลปะที่ได้รับการคัดสรรมาสำหรับตกแต่งห้องพัก เป็นการผสมผสานระหว่างคู่สีตรงข้ามทั้ง สีส้ม น้ำเงินสด และสีเหลือง เพื่อสื่อถึงกับน้ำทะเลสีฟ้าใสราวคริสตัลในอ่าวบลูเบย์ หาดทรายสีทอง และสีสันยามพระอาทิตย์ตกในตำนาน

แขกผู้มาพักจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารแบบครีโอลดั้งเดิม (creole cooking) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจากหลากหลายชาติ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน แอฟริกาตะวันตก อเมริกันอินเดียน เฮเตียน เยอรมัน และอิตาเลียน ไปจนถึงอาหารแบบไฟน์ไดน์นิ่ง ที่ผสมผสานประสบการณ์อาหารแบบ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยวัตถุดิบและส่วนผสมส่วนใหญ่จะมาจากในพื้นที่ เนื่องจากมอริเชียสมีดินที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก อีกทั้งล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นเยี่ยม

เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของแบรนด์อนันตราที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนทางรีสอร์ทจะใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการทำน้ำร้อนในห้องพักทุกห้องเพื่อลดการใช้พลังงาน และยังมีโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ การปลูกพืชท้องถิ่นในโรงแรม การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อการชลประทานและการทำความสะอาด การนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ในการตกแต่งรีสอร์ท รวมถึงการงดใช้หลอดพลาสติก ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงแรมเครืออนันตราทั่วโลก และในอนาคตอาจมีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์สำหรับซัพพลายเออร์ของห้องอาหารของรีสอร์ท

มอริเชียส เป็นประเทศเล็กๆ มีลักษณะเป็นเกาะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความหลากหลายของพืชและสัตว์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น โดยเฉพาะ “นกโดโด” (dodo) นกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งได้สูญพันธุ์ไปในราวยุค 1600  ซึ่งเกาะมอริเชียสนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเฉพาะแห่งเดียวของมัน เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้มาเยือนสามารถเช่าเรือเพื่อตกปลาทะเลน้ำลึก เพลิดเพลินกับการพายเรือคายัคที่ท้องเรือเป็นกระจกใสชมน้ำทะเลสีฟ้าใส ดำน้ำตื้นชมปะการังได้ด้วย  ดูนกบนเกาะใกล้เคียง การสำรวจสวนพฤกษศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

กอล์ฟเป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกรายการหนึ่งสำหรับผู้มาเยือน บนเกาะแห่งนี้มีสนามกอล์ฟที่มีทัศนียภาพสวยงามให้เลือกกว่า 12 แห่ง รวมถึงสนามกอล์ฟ 18 หลุม พร้อมวิวทะเล ห่างจากรีสอร์ทเพียง 30 นาที ส่วนนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมจะได้เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และสำรวจบ้านยุคอาณานิคมที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ด้วยระเบียงกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบทรอปิคอล

แขกของอนันตราจะสามารถเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทิวทัศน์อันงดงาม รวมถึงกิจกรรมผจญภัย ได้บริเวณทางตอนใต้ของเกาะ อาทิ เมืองมาเฮบอร์ก (Mahebourg) เมืองหลวงแห่งแรกของมอริเชียส ใช้เวลาขับรถเพียง15 นาที จากรีสอร์ท เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ ตลาดท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ และการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ห่างออกไปอีกเล็กน้อย คือ อุทยานแห่งชาติ แบล็ค ริเวอร์ จอร์จ (Black River Gorges National Park) มีน้ำตกและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การเดินป่า ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยก็มีทั้ง รถเอทีวี และซิปไลน์