SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์ พร้อมผู้สนับสนุนหลักอย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยระดับภูมิภาคเอเชีย โดยนิทรรศการ ‘สนทนาสัปสนธิ (SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia)’ นั้นเล่าถึงเรื่องราวความหลากหลายทางเพศ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินกว่า 50 ชีวิตในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

REN Hang – China

REN Hang – China

งานครั้งนี้ถือเป็นนิทรรศการต่อเนื่องจากครั้งแรกอย่าง SPECTROSYNTHESIS – Asian LGBTQ Issues and Art Now ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมูลนิธิซันไพรด์ ณ Museum of Contemporary Art กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เมื่อค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นมีศิลปินจากเอเชียตะวันออกเชื้อสายจีนกว่า 22 ชีวิตเข้าร่วมแสดงผลงาน

Samson YOUNG – Hong Kong

Sunil Gupta – India

ซึ่งเหตุผลในการมาจัดงานครั้งนี้ในกรุงเทพมหานคร ก็เพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นมหานครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นมิตรกับสังคม LGBTQ อย่างชัดเจน ดังนั้น ผลงานต่างๆ ที่เข้าร่วมจัดแสดงในครั้งนี้จะแตกต่างหลากหลาย (ตามความหลากหลายทางเพศ) ทั้งงานที่บ่งบอกประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของศิลปิน ไปจนถึงงานวิพากษ์สิทธิมนุษยชน และความแตกต่างหลากหลายทางเพศ

Ming Wong – Singapore

Lionel Wendt – Sri Lanka

โดยนิทรรศการ ‘สนทนนาสัปตสนธิ’ จัดแสดงในห้องนิทรรศการหลักของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครทั้งชั้น 7 และชั้น 8 ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 1 มีนาคม

* หอศิลป์ฯ ปิดให้บริการทุกวันจันทร์

Related Post

4G FOR GIVENCHY

 

หากพูดถึง Givenchy หลายคนต้องคิดถึง Hurbert De Givenchy (มร. อูแบรค์ เดอ จีวองชี) ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 หรือชุดกระโปรงสีดำสุดคลาสสิกที่ ออเดรย์ เฮปเบิร์น สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s ในผลงานฝีมือสร้างสรรค์ของ Givenchy จนกลายเป็นอีกหนึ่งลุคไอคอนนิกของโลก และล่าสุดกับลุคทักซิโดอันเฉียบคมของ Rami Malek ที่สวมขึ้นรับรางวัลลูกโลกทองคำดารานำชายจากภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody ก็เป็นของ Givenchy ด้วยเช่นกัน แต่อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Givenchy ที่ทุกคนต่างจดจำได้คงหนีไม่พ้นตราสัญลักษณ์ 4G ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในวงการแฟชั่นโลก ที่เพียงเห็นครั้งแรกก็สามารถจดจำได้อย่างขึ้นใจ และไม่เพียงตราสัญลักษณ์ 4G เท่านั้น แต่เหล่าบรรดาคีย์ไอเท็มต่างๆ ที่สกรีนลวดลาย ‘GIVENCHY’ ก็ถือว่าเป็นชิ้นงานที่โดดเด่นและคลาสสิกตลอดกาล ที่เหล่าบรรดาสาวกทุกคนต่างต้องมีไว้ครอบครอง โดยปัจจุบัน Clare Waight Keller ได้สืบสานงานออกแบบในฐานะ Artistic Director โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณแห่งอาภรณ์ชั้นสูงตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Givenchy ทั้งยังสามารถผสานความทันสมัยเข้าไว้ได้ด้วยกันอย่างลงตัว

Related Post

The Visual Silence in the Dark Room

สัมผัสความเงียบ เส้นสายและแสงสีที่ถูกลดทอน ผ่านสายตาของ Renato D’Agostin ในงานนิทรรศการ Metropolis Leica Gallery Bangkok เพื่อปรับความเข้าใจในการรับรู้เสียงแห่งความจริงในชีวิตของคุณขึ้นไปอีกขั้น

จากบ้านเกิดในเมืองเล็กๆ ไม่ห่างจากกรุงเวนิซ ประเทศอิตาลี เรนาโต ดาโกสติน ได้เดินทางไปเก็บประสบการณ์การเป็นผู้ช่วยช่างภาพกับ Alfredo Sabbatini ที่กรุงมิลานอยู่ได้สักพัก ก่อนจะตัดสินใจบินข้ามทะเลไปเป็นลูกมือของ Ralph Gibson ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่กว่าสิบสามปี ในวันที่เขามาจัดแสดงนิทรรศการ Metropolis ที่ Leica Gallery Bangkok นั้น ข้าวของกว่าครึ่งชีวิตของเขากำลังลอยเรือกลับไปยังประเทศอิตาลี ที่ที่เขาเพิ่งจะได้โกดังเก่าไม่ไกลจากเมืองเวนิซนำมาทำเป็นสตูดิโอทำงาน และเริ่มต้นอาชีพช่างภาพในประเทศบ้านเกิดอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองครับที่ผมตัดสินใจย้ายกลับไปที่อิตาลี ส่วนหนึ่งเพราะผมเพิ่งสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับแกลเลอรีสามสี่แห่งที่นั่น และอีกส่วนหนึ่งคือเมื่อหลายปีที่ผ่านมานี้ผมคิดถึงทวีปยุโรปขึ้นมากะทันหัน ประจวบกับที่ผมเพิ่งเจอโกดังเปล่าชานเมืองเวนิซ สามารถเซ็ตอัพเป็นสตูดิโอจริงจังได้ เลยคิดว่าถึงเวลาที่จะย้ายกลับไปแล้ว ซึ่งปีถัดๆ ไปผมก็จะมีโปรเจ็กต์และนิทรรศการในทวีปยุโรป ทั้งกรุงปารีสและที่อื่นๆ คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะพอดีน่ะครับ ครั้งแรกที่เรนาโตเหยียบแผ่นดินนิวยอร์ก เมืองแห่งโอกาสนั้น เขามีอายุได้เพียง 22 ปีเท่านั้น อาชีพแรกที่เขาทำเพื่อหาเงินค่าเช่าห้องได้แก่การรับจ้างจูงหมาเดินเล่นผมเลือกมาที่กรุงนิวยอร์กเพราะพวกเขาเปิดโอกาสให้กับผมมากกว่า

ตอนที่ผมเอาโปรเจ็กต์ไปเสนอราล์ฟ (กิบสันช่างภาพที่เขาเป็นผู้ช่วยอยู่นาน) เขาไม่สนใจเลยว่าผมอายุเท่าไหร่ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่างานผมสำคัญกว่าปัจจัยอื่นใดจึงทำให้ผมตัดสินใจอยู่ที่นี่ เป็นผู้ช่วยราล์ฟไปเรื่อยๆ ทำโปรเจ็กต์ของตัวเอง จนกระทั่งได้มาเปิดสตูฯ ของตัวเองนี่ล่ะครับ นิวยอร์กเป็นเมืองที่ให้โอกาสผมจริงๆ ในตอนนี้เพียงแค่ถึงเวลาต้องขยับขยายเท่านั้นเองครับเรนาโตเดินพาเราชมภาพถ่ายจากหลากหลายโปรเจ็กต์ส่วนตัวของเขาที่คัดเลือกมาแสดงในนิทรรศการ Metropolis ครั้งนี้ ในระหว่างที่เขาบรรยายเบื้องหลังแนวคิดและกระบวนการที่ซ่อนอยู่ในแต่ละภาพนั้นเราสัมผัสได้ถึงแรงหลงใหลและความตั้งใจจริงของเขาที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจน

ภาพที่นำมาแสดงนี้มาจากโปรเจ็กต์หลากหลายของผมครับเขาเริ่มเล่าล่าสุดก็โปรเจ็กต์ ‘7439’ ซึ่งก็คือจำนวนไมล์ที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์จากกรุงนิวยอร์กไปแคลิฟอร์เนียและเก็บภาพถ่ายระหว่างทางมาน่ะครับ ตอนที่ตัดสินใจทำโปรเจ็กต์นี้ผมแค่พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัอธิบายยังไงดีนะตัวผมงานของผมน่ะ ผมไม่ใช่คนที่จะสื่อสารอะไรออกมาตรงๆ ในหัวข้อหนักๆ อย่างการเมืองหรือสังคม แต่สิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารคืออะไรบางอย่างที่อยู่ในพื้นที่นั้น ตรงนั้น มันต้องปรากฏอยู่ในงานของผม ผมอาศัยอยู่ที่กรุงนิวยอร์กก็จริง แต่นั่นมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอเมริกา แอลเอก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง การเดินทางข้ามประเทศก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง และการถ่ายทอดสิ่งที่เห็น ความรู้สึกที่ได้ และอะไรบางอย่างออกมาในระหว่างการเดินทางนั้น แต่ไม่ใช่สื่อสารออกมาตรงๆ แบบวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องที่ท้าทาย มากๆ เลยครับ” 

ระยะเวลาสองเดือนกับระยะทางทั้งหมด 7,439 ไมล์ (หรือประมาณ 12,000 กิโลเมตร) เรนาโตยอมรับว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้ผมครับ เพราะมันคือการผลักดันตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง การเดินทางบนมอเตอร์ไซค์เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสสภาพบรรยากาศรอบตัวได้เต็มที่ ตอนที่คุณเดินทางผ่าน Death Valley ผิวหนังคุณสัมผัสความร้อนระอุของอากาศ ได้เข้าใกล้ความตายในหุบเขานั้น จังหวะที่คุณแทบจะยืนไม่ได้ ไม่มีแอร์เย็นๆ ในรถให้หลบไอร้อน หรือตอนที่ฝนตกหนักที่รัฐอาลาบามา คุณแทบจะสัมผัสความบาดคมของเม็ดฝนบนเนื้อตัวคุณได้เล มันคือประสบการณ์ที่แตกต่าง และโปรเจ็กต์นี้ก็ไม่ต่างจากโปรเจ็กต์อื่นๆ ที่ผมทำ คือผมพยายามผลักดันตัวเองให้ก้าวไปถึงอีกจุดหนึ่ง จุดที่ร่างกายเริ่มจะเกินขีดจำกัด ไม่สบายตัว และไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และในจังหวะนั้นจิตใจคุณจะว่างเปล่าและจดจ่อกับงานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นจังหวะที่คุณจะกดชัตเตอร์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เรนาโตออกตัวว่าไม่ได้ต่อต้านกระบวนการถ่ายภาพแบบดิจิตอล เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาหลงใหลเท่านั้นช่างภาพทุกคนก็ควรจะเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถถ่ายทอดผลงานของตัวเองออกมาให้ดีที่สุดใช่ไหมล่ะครับเขายักไหล่ สำหรับผมแล้วการได้เดินเข้าห้องมืดถือเป็นกระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่ผมพอใจ ซึ่งผลลัพธ์นี้ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของภาพโดยรวมนะครับ อย่างที่รู้กันว่าเทคโนโลยีดิจิตอลก้าวล้ำไปไกลมากแล้ว แต่ผมไม่สนมันไงครับ ผมเคารพวัสดุต่างๆ ในห้องอัดในกระบวนการล้างฟิล์ม ยกตัวอย่างเช่นการให้แสง ทั้งในจังหวะปล่อยชัตเตอร์ให้แสงตกกระทบฟิล์ม และจังหวะที่ปล่อยแสงลงบนกระดาษในห้องอัด ถ้าพลาดไปนิดเดียวก็จะผิดไปเลย นี่คือกระบวนการเชื่อมโยงตัวเองของผมกับงานน่ะครับ ในงานดิจิตอลนั้นการควบคุมแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ แต่ขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์และปัจจัยภายนอกอื่นๆ มากมายเหลือเกิน ผมก็แค่ไม่ถนัดเท่านั้นเอง

หลังจากอธิบายกระบวนการมายาวเหยียด เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาพึงพอใจหรือหลงใหลกับผลงานที่เขาทะนุถนอมสักแค่ไหนกันเชียวผมตอบไม่ได้หรอกครับว่ามันออกมาดีแค่ไหนเขายักไหล่นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชมจะเป็นคนตัดสินน่ะครับ ผมรู้เพียงว่าทุกคืนที่ล้างฟิล์มในห้องน้ำของโรงแรมผมได้เห็นสิ่งที่ผมได้ถ่ายไปในตอนนั้น ผมรู้ว่าตากล้องดิจิตอลจะเห็นงานของตัวเองทันที แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมยังอยากเห็นกระบวนการคอนโทรลต่างๆ ในการล้างอัด ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในตอนจบของแต่ละวัน ดังนั้นทุกครั้งที่เห็นผลลัพธ์ของวันก่อนหน้า ถ้าผมรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ขาดอะไรไปสักอย่าง ผมก็เลือกที่จะอ้อยอิ่งอยู่แถวนั้นอีกสักนิด จนกว่าผมจะโอเคกับภาพโดยรวมของหนังสือทั้งเล่มในหัว ผมถึงออกเดินทางต่อ เอาเป็นว่าผมตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมจับและถ่ายทอดออกมาน่ะครับ ตอบไม่ได้จริงๆ ว่างานมันดีแค่ไหน

เรายิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ และพยายามอธิบายว่าเอเลเมนต์บางประการในรูปถ่ายของเขานั้นสามารถดึงดูดเราให้เข้าไปในภาพได้จริงๆ ไม่ว่าเราจะเข้าใจสารดังกล่าวหรือไม่ แต่เรารู้สึกได้ว่าภาพของเขานั้นสั่นสะเทือนความรู้สึกเราได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราอยากรู้ว่าความรู้สึกนี้คือสิ่งที่เขาจงใจทำให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่า เขาดูจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะจบบทสนทนากับเราด้วยอาการนิ่งเฉยเหมือนเดิมคุณคงเห็นว่างานส่วนใหญ่ของผมจะเป็นงานเกี่ยวกับภูมิประเทศ แต่สำหรับผมคำว่าแลนด์สเคปไม่ได้หมายถึงเมือง ภูเขา หรือต้นไม้เท่านั้น มันคือการนำสภาพภูมิประเทศมาลดทอนอะไรบางประการออก ให้เปลี่ยนความหมายไปในรูปแบบที่ผมเห็น คุณคงพอจะเข้าใจว่าเวลาเรามองภาพถ่าย สิ่งที่เราได้เห็น หรือเรียกว่าได้ยินก็ได้นะครับ คือความเงียบ มันคือ ‘visual silence’ หรือความเงียบที่มองเห็นได้ ซึ่งขัดแย้งกับภูมิประเทศที่มันถูกถ่ายมา มันต้องมีเสียงอยู่แล้ว และในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมภาพเหล่านั้นอยู่ก็มีเสียงดัง มันคือสิ่งที่เราคุ้นชินจนเป็นปกติ ดังนั้นเวลาผมมองภาพตัวเอง หรืองานอาร์ตอื่นๆ ที่ผมชอบ ผมจะพยายามหาจังหวะการหายใจใหม่ๆ ที่นำพาซึ่งความเงียบนั้น พยายามลดทอนความเป็นจริงให้อยู่ในระดับที่สบายตัว ให้ภาพหนึ่งเหลือเพียงเส้นตั้ง เส้นนอน เส้นตัดที่พาดผ่าน และเหลือเพียงเสียงเงียบที่สื่อความหมายอะไรบางประการ คุณเข้าใจผมไหมครับภาพของผมจึงเป็นการลดทอนรายละเอียดต่างๆ ที่รกรุงรังจากโลกความเป็นจริงให้เหลือเพียงเสียงเงียบและความหมายบางประการที่สามารถสื่อสารระหว่างตัวภาพกับผู้ชมได้ ผมหวังว่าจะสามารถสร้างสรรค์ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ให้คนดูงานของผมได้ หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ตัวผมเองล่ะครับที่อยากจะสื่อสารกับภาพของตัวเองให้ได้อย่างนั้นเขาทิ้งท้าย แต่เราเชื่อว่าในวินาทีที่เราเดินดูงานของเขาในแกลเลอรีขนาดกะทัดรัดนี้ เราและเขาต่างสื่อสารกันผ่านความเงียบได้ไม่มากก็น้อย

Related Post

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

Related Post

DIOR MEN PRE FALL 2019 SHOW IN TOKYO.

DIOR MEN PRE FALL 2019 SHOW IN TOKYO.

Note

Related Post

27 ร้านอาหารที่คว้าดาวจาก “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงา”

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักมิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงาประจำปี 2562 โดยเป็นคู่มือมิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย และเป็นฉบับแรกที่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ (นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการในคู่มือมิชลิน ไกด์ฉบับล่าสุดนี้ ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า) โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน ด้วยฝีมือการรังสรรค์เมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้องมาธิอัส’ (Mathias) และโธมัส เซือริ่ง’ (Thomas Sühring)

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัลเพลท’ (Plate) ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดีโดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือมิชลิน ไกด์ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส) ร้านที่ผสานอาหารและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน อาหารทุกจานเปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่เชฟบรรจงรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นระดับพรีเมียมโดยใช้เทคนิคประกอบอาหารที่หลากหลาย

เมธาวลัย ศรแดง ร้านที่โดดเด่นด้วยอาหารรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องและปรุงขึ้นอย่างประณีต จนทำให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาตลอด 60 ปี

R-Haan (อาหาร) ร้านที่นำเสนออาหารไทยสไตล์ต้นตำรับ ทั้งอาหารท้องถิ่นพื้นบ้านและอาหารชาววัง โดยใช้วัตถุดิบชั้นดีจากทั่วประเทศ

สวรรค์ ร้านอาหารที่นำเสนอเฉพาะเซตเมนูอาหารไทย 10 คอร์สซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลที่คัดเลือกจากแหล่งชั้นดีทุกจานมีรสชาติและรสสัมผัสที่ซับซ้อนแต่กลมกล่อมและลุ่มลึก

ศรณ์ ร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าคืนชีวิตให้แก่ศิลปะแห่งอาหารใต้ที่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา โดยใช้วัตถุดิบจากกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและชาวประมง ผ่านการปรุงด้วยความรักและความใส่ใจอย่างละเมียดละไมในทุกขั้นตอน

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเล็กๆแต่มีชื่อเสียงจากการบอกต่อกันปากต่อปากด้วยความอร่อยและคุณภาพที่เหนือชั้นโดยเจ้าของร้านบรรจงปรุงทุกเมนูเองอย่างพิถีพิถัน

สวนทิพย์ (นนทบุรี) ร้านอาหารท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีริมแม่น้ำที่นำเสนออาหารไทยโบราณแสนประณีตสไตล์ชาววัง

มีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในรีสอร์ทสุดหรู นำเสนออาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและจัดแต่งอย่างประณีต วัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากฟาร์มออร์แกนิคเนื้อที่ 600 ไร่ของร้านเอง แม้กระทั่งเนยที่ร้านก็ทำเองด้วยนมวัวจากกระบี่

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.michelin.co.th

Related Post

BALLY x SHOK-1 Limited Edition : เอกซ์เรย์ถึงดีเอ็นเอกับแคปซูลคอลเลกชั่นล่าสุด

Related Post 4G FOR GIVENCHY COS Has Arrived! (finally) DIOR MEN PRE FALL 2019 SHOW IN TOKYO. Bally X Swizz Beatz X Shok-1 คอลเลคชั่นพิเศษที่ลิม… COMING SOON! Bally x Shok-1 Limited Edition Capsul… B.O.B AW 18 งานนี่มีเพื่อผู้ชาย Boy of Bangkok กับ… มาทำความรู้จักรองเท้าหนังไร้เชือก Monkstraps ให้ดี… ประวัติศาสตร์ฉบับย่อ: T-SHIRT…

Related Post

UNIVERSE OF…YOON ทำความรู้จักไอคอนแห่งแฟชั่นแนวสตรีท

Related Post SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance:… 4G FOR GIVENCHY The Visual Silence in the Dark Room The Rebel – KHAN THAITANIUM DIOR MEN PRE FALL 2019 SHOW IN TOKYO. 27 ร้านอาหารที่คว้าดาวจาก “มิชลิน ไกด์ กรุงเ… BALLY x SHOK-1 Limited Edition : เอกซ์เรย์ถึงดีเอ็… Jaeger-LeCoultre Venetian dinner celebrates savoi…

Related Post

Jaeger-LeCoultre Venetian dinner celebrates savoir-faire and style : ก้าวสู่ปีที่ 14 ที่ได้ร่วมงานกันอย่างเหนียวแน่นกับเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

Related Post SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance:… 4G FOR GIVENCHY The Visual Silence in the Dark Room The Rebel – KHAN THAITANIUM DIOR MEN PRE FALL 2019 SHOW IN TOKYO. 27 ร้านอาหารที่คว้าดาวจาก “มิชลิน ไกด์ กรุงเ… BALLY x SHOK-1 Limited Edition : เอกซ์เรย์ถึงดีเอ็… UNIVERSE OF…YOON ทำความรู้จักไอคอนแห่งแฟชั่นแนวสตร…

Related Post

Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจำกัดที่จะทำให้คุณต้องร้อง HUH ?


เพจคนรักดนตรีอย่าง HUH? ร่วมกับ Asahi Super Dry Beer เลี่ยงกฎหมายห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์อย่างโจ่งแจ้งไปจัดงานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทางเลือก Beat and Beyond ที่เลือกศิลปินอย่าง Coucou Chloe และ Chad Valley มาประเดิมโปรเจ็กต์นี้เป็นคู่แรก

ซึ่งโปรเจ็กต์ HUH? นี่ก็ถือเป็นไซด์โปรเจ็กต์ที่แตกหน่อมาจากผู้จัดคอนเสิร์ตนอกกระแสอย่าง Have You Heard? ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ นอกเหนือจากไลฟ์แบรนด์อย่างงานดีเจและโปรดิวเซอร์ดนตรีต่างๆ ให้เป็นตัวเลือกในบ้านเรา (ซึ่งเราแอบดีใจนะที่บ้านเราจะมีผู้จัดที่แหวกแนว กล้าเสี่ยง และไม่ฟัดกับคนอื่นไปทั่วมาสร้างสีสันให้กับคนรักคอนเสิร์ตอย่างพวกเราบ้าง)

โดยโปรเจ็กต์ Beat and Beyond by Asahi Super Dry สองครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน ที่ De Commune โดยพบกับ Coucou Chloe และวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ NOMA BKK โดยพบกับ Chad Valley

รอลุ้นว่าการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในรอบนี้จะปังหรือจะแป้กไปด้วยกัน (แต่เราเชียร์ให้ปังนะ เพราะเราแอบรักความกล้าหาญและ boldly do things other can’t do before ของพวกเขา)

รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ https://www.facebook.com/HUHBKK/

Related Post