Sony RX0 II กล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยมขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก

Sony RX0 II ได้รับการเปิดตัวอย่างทางการ โดยทาง Sony อ้างว่าเป็นกล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยม ที่มีขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานเป็นพิเศษ สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 10 เมตร กันตกสูงสุด 2 เมตร กันกระแทกจากแรงกดสูงสุด 200 กิโลกรัม รวมถึงกันฝุ่นได้ด้วย

Sony RX0 II สร้างความแตกต่างจากรุ่นแรกด้วยจอแสดงผล LCD ที่สามารถพับได้ ซึ่งหมายถึงพลิกขึ้นมา 180 องศา เพื่อถ่ายภาพตัวเอง และยังพับลงได้ 90 องศา Sony RX0 II มากับกล้องความละเอียด 15.3 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ภาพ Exmor RS CMOS พร้อมเลนส์ ZEISS 24mm F4.0 และตัวประมวลผลภาพ BIONZ X รองรับการบันทึกวีดีโอ 4K และมีโหมด Super Slow Motion สูงสุด 1,000 เฟรมต่อวินาที

Sony RX0 II ยังสามารถทำงานร่วมกับกล้องตัวอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันได้สูงสุด 5 – 50 ตัว และถ้าใช้ Camera Control Box CCB-WD1 จะสามารถเชื่อมต่อกล้อง RX0 II เข้าด้วยกันได้สูงสุด 100 ตัว เพื่อสร้างภาพเหมือนฉากหลบกระสุนแบบภาพยนตร์ The Matrix

Sony RX0 II จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ ราคา 700 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 22,235 บาท

All NEW Mazda 3 (2019) ดีไซน์ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV-X

Mazda ทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดกระทัดรัด C-segment ของพวกเขาด้วยรถอย่าง Familia ตั้งแต่ปี 1963 และได้วิวัฒนาการต่อมาอีก 8 เจนเนอเรชั่นโดยใช้ชื่อในการทำตลาด 323 และ Protege ในบางประเทศ หลังจาก 8 เจนเนอเรชั่นผ่านไป Mazda ก็ยุบชื่อเดิม แล้วใช้ชื่อรุ่นเป็นตัวเลขแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Mazda 3 (ในญี่ปุ่นเรียกว่า Axela) ซึ่งเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2003 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Ford จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 2013 Mazda เผยโฉมเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์แบบ SKYACTIV เป็นการปฏิวัติรูปแบบของรถจากนอกถึงใน

นับจากปี 2003 ถึงปัจจุบัน Mazda ขายรุ่น 3 ไปแล้วมากกว่า 6 ล้านคัน เป็นรถรุ่น Global ที่มียอดขายดีที่สุดของค่าย สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับ Mazda รถเจนเนอเรชั่นที่ 3 (SKYACTIV 1) เป็นแรงผลักดันสำคัญส่วนหนึ่งในเรื่องการออกแบบ KODO design และวิศวกรรมที่มุ่งเน้นความรู้สึกที่ดีเมื่อได้ขับ ตลอดจนการตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ขับ และลดอัตราการสิ้นเปลืองลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Mazda 3 สมัยที่อยู่ใต้ร่มของ Ford

Mazda 3 ในทุกรุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SkyActiv-X ขนาด 2.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 222 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ทั้งแบบแฮทช์แบ็คและซีดาน จะมาพร้อมกับตัวเลือก i-Activ all-wheel drive ของมาสด้า ซึ่งจะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว Mazda ยังมีแพ็คเกจใหม่ทั้งในรุ่นแฮทช์แบ็คและรุ่นซีดาน ที่อาจจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบ Active Driving เบาะหนัง มี Moonroof ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED และมีระบบปรับแสงสว่างที่ด้านหน้า

เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์สำหรับคนรักรถ Classic อย่างแท้จริง

“โอ้โห…” เป็นคำอุทานของเหล่าทีมงานที่หลุดออกมาจากปากอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่อันกว้างขวางของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมที่ดูเหมือนจะคับแคบไปถนัดตาเพราะรถสารพัดขนาดและหน้าตาที่จอดเรียงรายกันจนเต็มพื้นที่ ทีมงานหลายคนดูจะตื่นเต้นกับรถขนาดกะทัดรัดที่เรียกว่า ‘ไมโครคาร์’ ส่วนอีกหลายคนก็ตาดีไปเห็นใบพัดใต้ท้องรถและตระหนักว่ารถคันตรงหน้านั้นสามารถแปลงร่างเป็นเรือได้ในยามจำเป็น ในขณะที่ทีมงานเพศชายที่มีใจรักรถยนต์เป็นทุนเดิมอยู่นั้นก็ดูจะตื่นตาไปกับรถโบราณหน้าตาดีที่รายเรียงกัน จนทำให้เราต้องปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเก็บภาพและหาโลเคชั่นกันตามใจ ท่ามกลางสายตาอันอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ด้วยใจรัก

“ที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรีนะครับ” เขาเริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงใจดีไม่ผิดกับหน้าตา “เปิดบริการตั้งแต่พ.ศ. 2549 แล้วครับ ผมไม่หวังผลกำไร แค่อยากจะอนุรักษ์มรดกและประวัติศาสตร์เรื่องยานพาหนะและเครื่องจักรกลจากทั่วโลกเท่านั้นเองครับ

“จุดเริ่มต้นเหรอครับ” เขานิ่งคิด “ผมก็คงคล้ายกับเด็กผู้ชายหลายคนที่ตอนเด็กๆ ชอบรถยนต์และบรรดาเครื่องยนต์กลไกต่างๆ บังเอิญที่บ้านก็มีอาชีพเกี่ยวกับการซ่อมรถด้วย ผมจึงเติบโตมากับพวกรถยนต์และเครื่องยนต์น่ะครับ พอโตมาก็มีอาชีพเกี่ยวกับยานพาหนะด้านบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะรถดับเพลิง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในทวีปยุโรป เวลาว่างผมก็จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์รถยนต์และเครื่องจักรกล หรือที่แถบนั้นเรียกกันว่า Technik Museum เรียกได้ว่าไปกี่ครั้งๆ ก็จะต้องเจียดเวลาเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ทุกครั้ง เห็นรถสะสมที่เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ ‘ไมโครคาร์’ ก็เริ่มอยากสะสมบ้าง เลยเริ่มต้นซื้อตามงานประมูลต่างๆ โดยรถคันแรกที่มาถึงมือผมได้แก่ Messerschmitt KR200 เป็นรถสัญชาติเยอรมันที่ผมประมูลได้มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อพ.ศ. 2540 ตั้งแต่คันนั้นมาถึงบัดนี้ผมมีไมโครคาร์รวมๆ แล้วกว่า 300 คันครับ

“Messerschmitt เป็นบริษัทผลิตเครื่องบินให้กับกองทัพเยอรมันครับ หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทก็ถูกประเทศสัมพันธมิตรสั่งห้ามผลิตเครื่องบินต่อ เลยเบี่ยงมาผลิตรถยนต์แทน แต่เขาก็ยังรักษารูปร่างหน้าตาไว้ให้เหมือนเคบินของเครื่องบิน ตัวเครื่องไม่กี่ซีซีเท่านั้น เพราะน้ำมันราคาสูง และวัสดุผลิตก็หายากเนื่องจากประเทศแพ้สงคราม รถ Messerschmitt KR200 คันแรกของผมนี่เปิดประตูโดยยกขึ้นจากด้านข้าง แบบนี้นะครับ” มีคนแสดงกลไกการเปิดประตูอันน่าทึ่งนี้ให้เราเห็นจริงจัง ท่ามกลางเสียงฮือฮาของทีมงาน “นี่คือไมโครคาร์คันแรกของผม ผมเลยเอามาทำเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ครับ

“ส่วนคันนี้คือ BMW Isetta ซึ่งความพิเศษคือมันเคยเป็นบริษัทผลิตสกูตเตอร์และตู้เย็นของประเทศอิตาลี เขาจึงออกแบบมาให้ไมโครคาร์คันนี้เปิดหน้าเหมือนกับประตูตู้เย็น พอ BMW ซื้อลิขสิทธิ์มาก็ผลิตต่อโดยเคารพรูปแบบดั้งเดิม ลักษณะกลมมนแบบนี้ทำให้มันถูกเรียกว่า ‘บับเบิลคาร์’ ซึ่งไมโครคาร์ส่วนใหญ่ก็มีสามล้อเป็นปกติแล้วนะครับ และที่สำคัญคือเวลาเกิดอุบัติเหตุสามารถเปิดหลังคาผ้าใบแล้วลุกหนีออกจากรถได้เลย หลังๆ ก็มีการซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตต่อโดยหลายบริษัทครับ อย่าง Heinkel Kabine ก็ใช่ครับ ในพิพิธภัณฑ์มีหลายคันอยู่”

นอกจากนั้นแล้วเจษฎายังเล่าเรื่องราวของไมโครคาร์หลากหลายสัญชาติให้พวกเราฟัง ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะก่อตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมา เพราะกระแสเสียงความรักนั้นส่งผ่านมาถึงทีมงานเราได้ไม่ยากนัก “ความสุขของการสะสมจริงๆ คือการได้เห็นรถเก่าพวกนี้กลับมาวิ่งได้อีกครั้งหนึ่ง ผมให้ทีมงานของผมซ่อมจนทุกคันกลับมาใช้การได้จริงนะครับ และผมโชคดีมากๆ ที่มีโอกาสได้นำของสะสมเหล่านี้ไปรับใช้ในงานสำคัญๆ ของประเทศ การได้เห็นไมโครคาร์คันจิ๋วๆ วิ่งเรียงรายกันบนถนนราชดำเนิน ถนนเยาวราชนั้น เป็นภาพที่สวยงามและแปลกตาจริงๆ ครับ ถือเป็นขบวนพาเหรดบนถนนสายสำคัญของประเทศจริงๆ” สีหน้าของเขาแสดงความสุขอย่างปิดไม่มิด

“ตอนนี้ผมซื้อที่ริมแม่น้ำไว้ขยายพิพิธภัณฑ์แล้วนะครับ” เขาเล่าต่อ “ตอนแรกๆ น่ะผมก็สะสมรถเหล่านี้ไว้ดูคนเดียว แต่มันก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นหลายร้อยคัน เวลาเพื่อนฝูงได้มาชมทุกคนก็ชอบ พอผมได้ตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำเก่าของโซเวียตก็จัดแถลงข่าว เริ่มมีคนภายนอกรู้จัก ผมจึงตัดสินใจเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อพ.ศ. 2549 เพราะทุกอย่างก็พร้อมอยู่แล้ว ตอนนี้ผมเปิดให้เข้าชมฟรีครับ แต่ถ้าส่วนที่สร้างใหม่เสร็จเมื่อไรผมค่อยเก็บค่าเข้าครับ อยากจะให้พิพิธภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล และให้บริการครบวงจร มีการจัดแสดงยานพาหนะทุกประเภท แบ่งเป็นโซนชัดเจน และผมก็จะมีเรือรบหลวงมาอยู่ในคอลเลกชั่นด้วยนะครับ”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jesadatechnikmuseum.com

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Samsung Galaxy S10 ที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งปี

 

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Samsung Galaxy S10 ที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งปี ที่ทางซัมซุงได้รวมเอาสุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคต มาไว้ในรุ่นนี้แบบจัดเต็ม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งดีไซน์การออกแบบ คุณภาพกล้อง และฟีเจอร์อัจฉริยะที่ครบครันเข้าใจผู้ใช้งานยุคใหม่ ที่รักการสร้างสรรค์คอนเทนท์ โดยประเทศไทยยังถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ทางซัมซุงเลือกจัดงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 ให้กาแลคซี่แฟนชาวไทย ได้เป็นเจ้าของเครื่องก่อนใครอีกด้วย

งานนี้ซัมซุงทำเซอร์ไพรส์ด้วยการขนทัพศิลปินเหล่าไอดอลทั้งไทยและเทศ มาสร้างสีสัน ความสนุกสนาน และเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ตลอดงาน นำทัพโดย ไอคอน (iKON) ศิลปินบอยแบนด์สุดฮอตจากเกาหลีใต้ ที่ไปสร้างปรากฏการณ์มาแล้วทั่วเอเชีย ประเดิมเวทีด้วยเพลง Love Scenario, Killing Me และ Bling Bling ต่อด้วย หนุ่มๆ  9×9 (ไนน์บายนาย) กลุ่มศิลปินชาวไทยที่ขนเพลงดัง อย่าง พริบตา และ Night Light มาร้องและเต้นบนเวที รวมทั้งไอดอลชาวไทย ขวัญใจวัยรุ่น เซเลบริตี้ และเหล่าดารา เข้าร่วมงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 กันอย่างคับคั่ง แน่นลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ซัมซุงเปิดจอง กาแลคซี่ เอส 10 และ เอส 10 พลัส ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 มีนาคม 2562 เท่านั้น! พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samsung.com/th/s10preorder

ผลงานการร่วมมือกันของ โลตัส อาร์ต เดอ วิฟว์ (Lotus Arts De Vivre) และฮาฟ แคส ครีเอชั่นส์ (Half Caste Creations) ที่หนุ่มๆ ที่ชอบความแรงและหลงใหล

ผลงานการร่วมมือกันของ โลตัส อาร์ต เดอ วิฟว์ (Lotus Arts De Vivre) และฮาฟ แคส ครีเอชั่นส์ (Half Caste Creations) ที่หนุ่มๆ ที่ชอบความแรงและหลงใหลในเครื่องยนต์จะต้องชอบกับการออกแบบเครื่องประดับทั้งสำหรับแต่งกายและประดับยนต์ที่จะเผยโฉมในวันที่ 13 มีนาคมนี้นั่นก็คือมอร์เตอร์ไซค์ที่ชื่อ KETO อันเป็นผลงานรังสรรค์ที่นำเอาความเก่งกาจเรื่องงานฝีมือของ Lotus Arts De Vivre มาผสานกับความเชี่ยวชาญและหลงใหลในเครื่องยนต์วินเทจของ Half Caste Creations

แต่ก่อนที่เราจะได้ชม KETO เราได้พบกับคอลเล็กชั่นเครื่องประดับที่มีทั้งแหวน กำไล เข็มขัด ฯลฯ รวมทั้งเสื้อเชิ้ตผ้าไหมลายพิมพ์พิเศษ และเราได้เห็นชิ้นส่วนที่จะรวมร่างเป็น KETO นอนนิ่งสงบในตู้ปลาขนาดใหญ่ แน่นอนว่าจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะชิ้นส่วนทั้งหมดที่เราเห็นทำจากเงินสเตอร์ลิง 925 ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ KETO เป็นจิวเวลรีที่เคลื่อนที่ได้ด้วยความแรงระดับซูเปอร์ไบค์

#LotusArtsDeVivre #HalfCasteCreations

Welcome the new comer Huawei MateBook X Pro

Welcome the new comer

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจจากการทำตลาดสมาร์ทโฟนของค่าย Huawei ก็ถึงเวลาที่จะมาลุยตลาดใหม่ที่ใหญ่และน่าสนใจไม่แพ้สมาร์ทโฟน

Huawei MateBook X Pro โน๊ตบุ๊กเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ที่พร้อมมาสู้ศึกโน๊ตบุ๊กระดับพรีเมียมสุดโหดที่มีขาประจำยืนคุมตลาดในประเทศไทย

ภายนอกเน้นเรื่องดีไซน์ที่สวยงาม บางเฉียบเพียง 14.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักเบากำลังดีที่ 1.33 กิโลกรัมเท่านั้น สะดวกจะถือไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟแบบไม่อายใคร

หน้าจอความละเอียดระดับ 3K ที่สามารถทัชสกรีนพร้อมกันได้มากถึง 10 จุด รองรับการเปิดเครื่องด้วยการสแกนลายนิ้วมือ มีฟีเจอร์ที่เป็นมัดเด็ดคือกล้องหน้าความละเอียด 1 MP ที่ซ่อนอยู่กลางคีบอร์ดด้านบน ทั้งยังได้ Dolby Atmos มารับหน้าที่ดูแลระบบเสียงให้ดังอย่างมีมิติ

มีจำหน่ายในประเทศไทยด้วยกัน 2 รุ่น รุ่นใหญ่ใช้ขุมพลัง 8th Generation Intel® Core™ i7-8550U พร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA® GeForce® MX150 with 2GB GDDR5 RAM 16GB ที่เก็บความจุแบบ SSD 512 GB และ รุ่นเล็กใช้ขุมพลัง 8th Generation Intel® Core™ i5-8250U พร้อมกับการ์ดจอ Intel UHD 620  with RAM 8GB  ที่เก็บความจุ 256 GB

Sony เปิดตัวกล้อง Mirrorless ในซีรี่ส์ Alpha รหัส A6400 เมื่อคืนที่ผ่านมา

เมื่อคืนนี้ Sony ได้มีการเปิดตัวกล้อง Mirrorless ในซีรี่ส์ Alpha รหัส A6400 ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ และมีสเปคที่น่าทึ่ง เหมาะกับคนที่อยากมี Vlog เป็นของตัวเองแล้วยังไม่รู้จะซื้อกล้องตัวไหน เราไปทำความรู้จักกล้องรุ่นนี้กันเลยครับ

Sony Alpha A6400 ต่อยอดมาจาก A6300

แม้จะไม่ได้มีการอัปเกรดให้แตกต่างกันมากนัก ทั้งเรื่องขนาดและสเปคโดยรวม แต่กล้อง Sony Alpha A6400 นั้น มาพร้อมกับฟีเจอร์บางอย่างที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะหน้าควบคุมแบบ Touchscreen รวมถึงการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการถ่ายโอนรูปภาพและไฟล์วิดีโอนั่นเองครับ

เมื่อเทียบกับ Sony A6300 ก็จะเพิ่มลูกเล่นเข้ามาให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นทั้งหน้าจอพับเซลฟี่, การถ่ายวิดีโอ 4K ที่โฟกัสดีขึ้น และฟังกชัน Time Lapes ภายในตัวกล้อง ซึ่งฟีเจอร์นั้นหมดที่อัพเกรดเพิ่มเข้ามานั้นเหมาะกับสายวิดีโออย่างมาก ทั้งคนที่ชอบท่องเที่ยวและคนที่เป็น Youtuber

Sony Alpha A6400 เป็นกล้องที่มี Autofocus ไวที่สุดในโลก

หนึ่งในข้อได้เปรียบและเป็นจุดแข็งของกล้อง Sony Alpha A6400 คือการรองรับจุดโฟกัสกว่า 425 ตำแหน่ง ครอบคลุมพื้นที่ในภาพถึง 84% ทำให้โฟกัสภาพได้แม่นยำกว่ารุ่นเก่า นอกจากนี้ Sony ยังเคลมอีกว่า กล้องรุ่นนี้สามารถโฟกัสวัตถุได้ภายในเวลา 0.02 วินาที!!

มาพร้อมเทคโนโลยี Real-time Eye AF และ Real-time Tracking

นอกจะมีโฟกัสที่ทำงานได้รวดเร็วแล้ว Sony จึงเสริมด้วยเทคโนโลยี Real-time Eye AF ที่สามารถโฟกัสไปที่ดวงตาของผู้คนได้อย่างแม่นยำ และ Real-time Tracking ซึ่งใช้ในการโฟกัสไปที่ตำแหน่งของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต จึงเหมาะแก่การใช้ถ่ายภาพทั้งบุคคลและสัตว์ต่างๆ โดยเทคโนโลยีทั้ง 2 นี้ จะควบคุมด้วย AI อันชาญฉลาดนั่นเองครับ

เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ด้วยจอควบคุมแบบสัมผัส และการเชื่อมต่อไร้สาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่ากล้อง A6400 นั้น ได้เพิ่มฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยให้เราใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น นั่นคือจอควบคุมขนาด 3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบ Touchscreen แถมยังเป็นรุ่นแรกในซี่รี่ย์ A6000 ที่มีจอพับเซลฟี่ได้ถึง 180 องศาอีกด้วย แล้วสามารถใช้งานสั่งการเพียงไม่กี่คลิก หรือถ่ายรูปเซลฟี่ก็ทำได้ง่ายๆ นอกจากนี้เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้ว ก็ยังสามารถส่งรุปภาพไปยัง PC หรือมือถือได้ ผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้ดีทีเดียว

รองรับการอัดวิดีโอคุณภาพสูงระดับ 4K

ทางด้านการอัดวิดีโอนั้น กล้อง Sony Alpha A6400 สามารถอัดวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K ในเฟรมเรต 30 FPS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ลดคุณภาพ ได้ครบทุกเม็ดพิกเซล อีกทั้งยังรองรับการอัดวิดีโอความละเอียด 1080p ในอัตรา 120 fps อีกด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นในเรื่องเสียงก็มีช่องเสียบไมค์แยกอีกด้วย

นอกจากนี้ทาง Sony ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ Time-Lapes เข้ามาในตัวกล้อง ทำให้สะดวกต่อการทำ Time-Lapes มากขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปหาชื้ออุปกรณ์เสริมหรือลงแอพพิเคชั่น

รองรับ Hybrid Log-Gamma (HLG) picture profile

เพื่อให้การถ่ายภาพและอัดวิดีโอออกมาสวยสมจริง Hybrid Log-Gamma (HLG) picture profile จะช่วยให้กล้อง A6400 รองรับช่วงสีที่กว้างขึ้น จึงสามารถเก็บภาพหรือเรื่องราวต่างๆ ได้ โดยไม่ลดทอนคุณภาพสี และชิ้นงานที่ได้สวยสมจริงราวกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ เลยทีเดียว

วันวางจำหน่ายและราคา

Sony Alpha A6400 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899 ดอลลาร์ หรือประมาณ 29,000 บาทครับ สำหรับตัวบอดี้ และ 999 ดอลลาร์ หรือประมาณ 32,500 บาท พร้อมเลนส์ Kits 16-50 mm เริ่มจำหน่ายช่วงเดือนกุมภาพันธ์ในสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะไม่ห่างกันนักครับ

Leica “Bold Grey” นักสะสมเตรียมพร้อม ดีไซน์ คุณภาพคับจอลิมิเต็ดอิดิชั่นแค่ 60 ตัวเท่านั้น

THE TINY BEAST ซูเปอร์คาร์ที่ไว้ใช้ชีวิตประจำวันได้สบายและเต็มไปด้วยพละกำลังที่สมบรูณ์แบบในทุกๆด้าน

The brave come to town : ออเนอร์ (Honor) ปฏิวัติวงการ การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนแรงดีไม่มีตก

The brave come to town

ในสมมรภูมิการต่อสู้แต่ละครั้ง ก็จะมีเจ้าสนามที่คุ้นเคยหรือเป็นผู้ชนะในการประลองเสมอๆ แต่ก็จะมีผู้กล้าที่ชูมือสุดแขนพร้อมความมั่นใจที่อยากจะขอเอาจุดเด่นของตัวเองมาฟัดกับเหล่าเซียนที่คุมสนามมานานจนบางทีผู้ชมโดยรอบก็เริ่มเบื่อกับมุก หรือท่าไม้ตายเดิมๆ

ออเนอร์ (Honor) อีแบรนด์ ชั้นนำด้านสมาร์ทโฟนซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้สโลแกน “เพื่อผู้กล้า” (For the Brave) ขอมาเป็นผู้กล้าเพื่อลงสู้ศึกสมาร์ทโฟนที่ดุเดือดตลอดช่วงปี ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์เพลย์ (Honor Play) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวจะเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่จะปฏิวัติวงการ การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนด้วยความรวดเร็วและลื่นไหลในการเล่นเกม และเสพความบันเทิงต่าง ๆ ในแบบที่อุตสาหกรรมเกมทั่วโลกต่างรอคอย ออเนอร์เพลย์ มาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยี GPU Turbo ใหม่ล่าสุดที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิกที่รวดเร็ว และมีแบตเตอรี่ ที่สามารถใช้งานติดต่อกันได้อย่างยาวนาน ตอบสนองต่อความต้องการของเกมเมอร์รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี (แบตเตอรี่สามารถอยู่ได้นานกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธงของแบรนด์อื่น ๆ กว่า 30 นาที ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องถึง 4.5 ชั่วโมงแบบไม่มีสะดุด )

ส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิงและการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นใดสามารถตอบสนองได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านพื้นที่และประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนและการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่อความนิยมในการเล่นเกมเชิงกลยุทธ์ เพิ่มสูงขึ้นและเทคโนโลยี อย่าง AR VR และ HDR ต้องอาศัยพลังในการประมวลผลกราฟิกสูง ออเนอร์ จึงร่วมมือกับ ผู้ผลิตเกมชั้นนำต่าง ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่สามารถแก้ปัญหาด้านสมรรถนะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาสมาร์ทโฟนสำหรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นการ “เดินเกมรุก” ของออเนอร์ในตลาดอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนระดับโลก ด้วยสมาร์ทโฟนที่จะมาเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน ด้วยประสิทธิภาพและราคาที่จับต้องได้เพียง 9,990 บาท


นอกจากนั้นออเนอร์เพลย์ยังมีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ประสบการณ์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนลื่นไหลยิ่งขึ้นด้วยการส่งมอบประสบการณ์แบบ 4 มิติ ซึ่งประกอบด้วยเอฟเฟกต์เสียงแบบ 3 มิติ และระบบสั่นสะเทือนด้วย AI ซึ่งออกแบบมาสำหรับวัตถุและฉากต่าง ๆ ในหลากหลายเกมซึ่งเป็นที่นิยมบนสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะทำให้สามารถเปิดใช้งานโหมด AI 4D Smart Shock เพื่อการสั่นสะเทือนที่มีมากกว่า 30³ รูปแบบ ขึ้นอยู่กับทิศทางการเคลื่อนที่ของศัตรูหรือกระสุนปืนภายในเกม นอกจากนั้นยังมีระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติจากเทคโนโลยี Histen 3D Audio ที่ช่วยให้เสียงรอบทิศทางสมจริงราวกับอยู่ในพื้นที่สู้รบจริงทำให้ผู้ใช้งานสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์เสียงที่เหนือระดับได้เหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

ตัวเครื่อง มาพร้อมดีไซน์แบบ Metal Unibody บางเฉียบ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ สีน้ำเงิน และสีม่วง พร้อมหน้าจอจับถนัดมือขนาด 6.3 นิ้วและแสดงผลในอัตราส่วน 19.5:9 แบบไร้ขอบ

ออเนอร์ เป็นสมาร์ทโฟน อีแบรนด์ (e-brand) ที่มีความหลงใหลในการพัฒนาความเร็วและสมรรถนะ ในการทำงานของผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับ Audi ทำให้ทั้งสองแบรนด์นี้กำลังร่วมมือกันในการเฉลิมฉลองการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ออเนอร์เพลย์ ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ Audi R8 และ Audi Sports R8 LMS Cup ทำให้ ออเนอร์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างดีไซน์ที่นุ่มนวลและทันสมัยกับสมรรถนะในการใช้งานที่ไม่เป็นรองใคร เรียกได้ว่าทั้ง Audi R8 และ ออเนอร์เพลย์ ต่างก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเหนือจินตนาการได้อย่างไม่น้อยหน้ากัน เอา Audi R8 มาล่อซื้อแบบนี้ถ้าคุณเป็นคอเกมส์ตัวจริงที่ต้องการความเกรี้ยวกราดของระบบปฎิบัติการเฉกเฉ่นรถซุปเปอร์คาร์แล้ว ด้วยราคาที่น่ารักขนาดนี้ ซื้อมาติดตัวไว้แค่เล่นเกมส์ก็ยังได้เลย

ออเนอร์เพลย์เปิดให้พรีออเดอร์ในราคา 9,999 บาทได้ที่ LAZADA ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม เวลา 17:00 น. ของประเทศไทยเป็นต้นไป