Apple เผยโฉม Apple Watch Series 5

Apple Watch Series 5

Apple ประกาศเปิดตัว Apple Watch Series 5 ซึ่งมาพร้อมกับจอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลาที่ไม่มีวันหลับ เพื่อให้ผู้ใช้ดูเวลาและข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องยกข้อมือขึ้นมาหรือแตะหน้าจอ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติตำแหน่งที่ตั้งใหม่ๆ ทั้งเข็มทิศในตัวไปจนถึงระดับความสูงปัจจุบัน ที่จะช่วยนำทางได้ดียิ่งขึ้นตลอดวัน ในขณะที่การโทรฉุกเฉินทั่วโลก1ก็ช่วยให้ผู้ใช้โทรหาบริการฉุกเฉินจาก Apple Watch ของพวกเขาได้โดยตรงในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะ ไม่มี iPhone อยู่ใกล้ๆ Apple Watch Series 5 มาพร้อมตัวเลือกวัสดุที่หลากหลายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งมีทั้งอะลูมิเนียม สแตนเลสสตีล เซรามิก และไทเทเนียมแบบใหม่หมด ยิ่งเมื่อนำมารวมกับ watchOS 6 ด้วยแล้ว ผู้ใช้ก็จะสามารถควบคุมสุขภาพและการออกกำลังกายของตนได้อย่างเต็มที่ด้วยคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ การติดตามรอบเดือน แอพเสียงรบกวน และแนวโน้มกิจกรรม

Apple Watch Series 5 มาพร้อมตัวเรือนไทเทเนียมซึ่งเป็นวัสดุใหม่

“เราได้เห็นแล้วว่า Apple Watch มีความหมายต่อชีวิตของลูกค้าเราขนาดไหน และเราดีใจที่จะได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ ให้กับ Apple Watch Series 5 และ watchOS 6″ Jeff Williams ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Apple กล่าว “การผสมผสานที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่จะยกระดับประสบการณ์การใช้งานไปอีกขั้น ดังนั้น การมีสุขภาพดีและการต่อติดกับผู้คนและข้อมูลที่ผู้ใช้ใส่ใจก็จะง่ายกว่าเดิม” 

Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS) จะเปิดให้สั่งซื้อใน 41 ประเทศและภูมิภาค และ Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS+ Cellular) จะเปิดให้สั่งซื้อใน 22 ประเทศและภูมิภาค ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งสองรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายในร้าน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 กันยายน เป็นต้นไป

จอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลาช่วยให้การดูเวลาและค่าการออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องระหว่างการออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

จอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลา

Apple Watch Series 5 มาพร้อมจอภาพใหม่สุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเวลาและข้อมูลสำคัญบนหน้าจอได้ตลอดเวลา หน้าปัดนาฬิกาแต่ละแบบได้รับการปรับแต่งมาอย่างปราณีตเพื่อให้เข้ากับจอภาพใหม่และเพื่อคงระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่เอาไว้ หน้าจอฉลาดถึงขั้นที่สามารถลดความสว่างลงเองได้เวลาที่คุณลดข้อมือลง และกลับมาสว่างเต็มที่เมื่อคุณยกข้อมือขึ้นหรือแตะที่หน้าจอ เทคโนโลยีสุดล้ำมากมายได้ถูกนำมาใช้เพื่อรังสรรค์คุณสมบัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นจอภาพโพลีซิลิคอนและออกไซด์อุณหภูมิต่ำ หรือ Low-Temperature Polysilicon and Oxide (LTPO) หนึ่งเดียวในอุตสาหกรรม, ไดร์เวอร์ของจอภาพที่ใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษ, วงจรรวมการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงโดยรอบแบบใหม่ การผสมผสานนวัตกรรมฮาร์ดแวร์เข้ากับการออกแบบซอฟต์แวร์อันเยี่ยมยอดทำให้ Apple Watch Series 5 มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน 18 ชั่วโมงตลอดวัน2

จอภาพอัจฉริยะจะลดความสว่างลงและกลับมาสว่างเต็มที่ตามการเคลื่อนที่ขึ้นลงของข้อมือ

การนำทาง

คุณสมบัติตำแหน่งที่ตั้งที่อัพเดทใหม่บน Apple Watch Series 5 ช่วยให้ลูกค้ามีเครื่องมือการนำทางที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมตลอดทั้งวัน เข็มทิศในตัวใหม่และแอพแผนที่ที่อัพเดทใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ดูได้ว่ากำลังหันหน้าไปทางไหน ด้วย Apple Watch Series 5 ลูกค้าสามารถใช้แอพเข็มทิศใหม่เพื่อดูทิศทางที่กำลังไป ความชัน ละติดจูด ลองจิจูด และ ระดับความสูงปัจจุบัน นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถดูทิศทางได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เหลือบมอง ด้วยการเพิ่มกลไกหน้าปัดเข็มทิศบนหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งมีมาให้เลือก 3 แบบใหม่

Apple Watch Series 5 มาพร้อมแอพเข็มทิศใหม่
แอพแผนที่ที่อัพเดทใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ดูได้ว่ากำลังหันหน้าไปทางไหน
watchOS 6 กำลังแสดงระดับความสูงในปัจจุบัน

การโทรฉุกเฉินทั่วโลก

ผู้ใช้ที่มี Apple Watch Series 5 รุ่นเซลลูลาร์สามารถโทรติดต่อบริการฉุกเฉินทั่วโลกได้แล้ว ไม่ว่าจะซื้ออุปกรณ์จากที่ไหนหรือเปิดใช้บริการเซลลูลาร์เอาไว้หรือไม่ก็ตาม นับว่าเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ในระหว่างการเดินทางได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การโทรฉุกเฉินทั่วโลกยังทำงานร่วมกับการตรวจจับการล้มได้อีกด้วยเมื่อคุณเปิดใช้งานไว้ นาฬิกาจะโทรหาบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ หาก Apple Watch รู้สึกได้ว่าผู้ใช้ล้มอย่างรุนแรงและไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลาประมาณหนึ่งนาที

Apple Watch Series 5 สามารถโทรหาบริการฉุกเฉินทั่วโลกได้แล้ว ระหว่างที่คุณท่องเที่ยวต่างประเทศ

watchOS 6

คุณสมบัติด้านสุขภาพและการออกกำลังกายเพิ่มเติมที่มาพร้อมกับ watchOS 6 ได้แก่ แอพการติดตามรอบเดือนใหม่ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถบันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรอบการมีประจำเดือน ตลอดจนดูเวลาการมีประจำเดือนครั้งถัดไปและคาดการณ์ช่วงเวลาไข่ตกได้อย่างสะดวกด้วย Apple Watch แอพเสียงรบกวนช่วยให้ผู้ใช้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับระดับเสียงรอบตัวในสภาพแวดล้อมอย่างคอนเสิร์ตหรือการแข่งขันกีฬา ซึ่งอาจส่งผลต่อการได้ยิน และแนวโน้มกิจกรรมบน iPhone จะแสดงรูปแบบการทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ใช้ดูความก้าวหน้าของตนเองได้ และ watchOS 6 ยังมาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาแบบไดนามิกใหม่ ได้แก่ หน้าปัดเมริเดียน หน้าปัดโมดูลาร์คอมแพค หน้าปัดสุริยะ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้อย่างง่ายดายเพื่อให้คุณเข้าถึงแอพโปรดได้รวดเร็วขึ้น

หน้าปัดเมริเดียนเป็นหน้าปัดใหม่บนwatchOS 6
แอพการติดตามรอบเดือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประจำเดือน ตลอดจนดูเวลามีประจำเดือนครั้งถัดไปและคาดการณ์ช่วงเวลาไข่ตก
แอพเสียงรบกวนช่วยให้ลูกค้าทราบถึงระดับเสียงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง
ลูกค้าสามารถเลือกผสมผสานตัวเรือนและสายในแบบที่ต้องการได้แล้ว

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลสุดคลาสสิกยังคงมาในสีทอง สีเงิน และสีดำสเปซแบล็ค ส่วนตัวเรือนอะลูมิเนียมสีเงิน สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์ ตอนนี้ผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 แบบรีไซเคิล 100% แล้ว ภายในปีนี้ พบกับการกลับมาอีกครั้งของตัวเรือนเซรามิกสีขาวที่ทั้งสวยงามและทนรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม พร้อมกับสาย Sport Loop ใหม่และตัวเลือกสีสันใหม่มากมาย ซึ่งสามารถใช้งานกับ Apple Watch รุ่นใดก็ได้

Apple Watch Nike มาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์เสื้อแจ็คเก็ต Windrunner สุดคลาสสิกของ Nike พ่วงมากับสีสันใหม่สำหรับสาย Nike Sport Band และสาย Nike Sport Loop แบบสะท้อนแสง Apple Watch Hermès มาพร้อมสไตล์ที่หลากหลายรวมถึงการอัพเกรดให้กับสายแบบสลับสีที่ได้รับความนิยมเมื่อปีที่แล้ว ครั้งนี้ พบกับลาย Della Cavalleria ใหม่ และสายเวอร์ชั่นสีดำล้วนที่มาพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกา Hermès สุดพิเศษแบบไล่โทนสี

Cr. Apple

พบกับ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max สมาร์ทโฟนที่ทรงพลังและล้ำหน้าที่สุด

วันนี้ Apple ประกาศเปิดตัว iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ซึ่งเป็น iPhone ตระกูลใหม่ในระดับโปรที่มาพร้อมประสิทธิภาพอันล้ำหน้าสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด เพราะมีทั้งจอภาพ Super Retina XDR ใหม่ ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone รวมถึงชิพ A13 Bionic อันทรงพลังที่ออกแบบโดย Apple ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพเหนือชั้นสำหรับงานทุกประเภทแล้ว ยังทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงสามารถใช้งานได้ตลอดวันแบบสบายๆ ยิ่งกว่านั้นยังมีระบบสามกล้องใหม่ที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานกล้องระดับโปรด้วยกล้องอัลตร้าไวด์,​ ไวด์ และเทเลโฟโต้ ทั้งยังถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้ดียิ่งกว่าเดิม และบันทึกวิดีโอที่มีคุณภาพสูงสุดในสมาร์ทโฟน ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอแอ็คชั่น

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีให้เลือก 4 สีสันสุดโดดเด่น รวมถึงสีใหม่อย่างสีเขียวมิดไนท์กรีนที่สวยงาม และจะเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 กันยายนนี้ และวางจำหน่ายในร้านตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 กันยายนเป็นต้นไป

“iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เป็นสมาร์ทโฟนที่ทรงพลังและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมา เพราะอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่มือโปรสามารถใช้ทำงานต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ หรือสำหรับใครก็ตามที่ต้องการอุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่มือโปร” Phil Schiller ซึ่งเป็นรองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “iPhone 11 Pro มีระบบสามกล้องเป็นครั้งแรกใน iPhone และยังเป็นกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมาอีกด้วย เพราะช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายได้ดังใจ และมีคุณสมบัติล้ำๆ ด้านการปรับแต่งรูปถ่ายและวิดีโอใน iOS 13 ให้ใช้งานด้วย ส่วนจอภาพ Super Retina XDR ก็เป็นจอภาพที่สว่างและล้ำหน้าที่สุดใน iPhone ในขณะที่ชิพ A13 Bionic ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนทั้งในด้านประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน”

ดีไซน์และจอภาพระดับโปร

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีด้านหลังเป็นกระจกผิวด้าน พร้อมด้วยขอบสแตนเลสสตีลขัดเงา และมีให้เลือก 4 สีสันสุดโดดเด่น รวมถึงสีใหม่อย่างสีเขียวมิดไนท์กรีน ซึ่งนอกจาก iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะเป็นอุปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดแล้ว ยังออกแบบมาให้ทนทานอีกด้วย เพราะมาพร้อมกับกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และมีการป้องกันที่ระดับ IP68 จึงทนน้ำได้ลึกถึง 4 เมตร นาน 30 นาที และยังทนน้ำที่มักจะหกใส่ในชีวิตประจำวันอย่างกาแฟและน้ำอัดลมได้อีกด้วย1   จอภาพ Super Retina XDR ใหม่ใช้แผง OLED ที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เต็มอิ่มกับประสบการณ์การรับชมแบบ HDR ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือวิดีโอความละเอียดสูงประเภทอื่นๆ ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต นอกจากนี้ Super Retina XDR ยังรองรับขอบเขตสีกว้าง และมาพร้อมการจัดการสีสันแบบทั้งระบบ รวมถึงการแสดงผลแบบ True Tone ที่จะมอบประสบการณ์ในการดูที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 2,000,000 ต่อ 1 พร้อมด้วยสีดำที่ดำสนิท จึงมั่นใจได้เลยว่ามือโปรจะต้องประทับใจกับประสบการณ์การรับชมที่สวยงามสมจริงยิ่งขึ้นเมื่อดูวิดีโอและรูปภาพแบบ HDR และที่สำคัญ Super Retina XDR ยังประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถโต้ตอบกับแอพที่ใช้บ่อยในแบบที่รวดเร็วลื่นไหลด้วยคุณสมบัติ “การแตะค้างแบบสั่น” หรือ Haptic Touch ที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกส่วนของ iOS 13 ลูกค้าจึงมีทางลัดสำหรับใช้แอพทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันจากหน้าจอโฮมได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเซลฟี่ ดูการนัดหมายในแอพปฏิทิน หรือดูตัวอย่างอีเมลในแอพเมล

ประสิทธิภาพการทำงานเร็วที่สุด พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานที่สุด

A13 Bionic เป็นชิพที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น เหมาะสำหรับงานทุกประเภทที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ต้องรับมือ อีกทั้งยังมี CPU และ GPU ที่เร็วกว่า A12 ถึง 20% นอกจากนี้ A13 Bionic ยังสร้างมาเพื่อการเรียนรู้ของระบบ โดยมี Neural Engine ที่เร็วขึ้นสำหรับวิเคราะห์รูปถ่ายและวิดีโอแบบเรียลไทม์ รวมถึงตัวเร่งความเร็วการเรียนรู้ของระบบที่ทำให้ CPU สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ถึง 1 ล้านล้านรายการต่อวินาที และเมื่อ A13 Bionic ผนึกกำลังกับ iOS 13 แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของระบบที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟนนั่นเอง ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพด้านการประมวลผล กราฟิก และ ML ที่ทรงพลังขนาดนี้ แต่แบตเตอรี่กลับใช้งานได้นานขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยแบตเตอรี่ของ iPhone 11 Pro นั้นใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs สูงสุด 4 ชั่วโมง ในขณะที่ iPhone 11 Pro Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs Max สูงสุด 5 ชั่วโมง

ระบบกล้องระดับโปรสำหรับทุกคน

iPhone 11 Pro มาพร้อมระบบสามกล้องที่ปฏิวัติมาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยกล้องอัลตร้าไวด์, ไวด์ และเทเลโฟโต้แบบใหม่หมด โดยทั้งหมดทำงานร่วมกับ iOS เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานกล้องระดับโปรที่ไม่ว่าใครก็ใช้งานได้

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านวิดีโอด้วยวิดีโอที่มีคุณภาพสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน โดยที่กล้องแต่ละตัวในระบบสามกล้องสามารถบันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่สวยสดงดงามด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้น พร้อมระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวในคุณภาพระดับภาพยนตร์ นอกจากนี้กล้องอัลตร้าไวด์ยังมีมุมมองภาพที่กว้างขึ้นและระนาบโฟกัสที่ใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอแอ็คชั่น โดยที่ผู้ใช้สามารถซูมสลับไปมาระหว่างทั้งสามกล้องได้ง่าย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ “การซูมเสียง” ที่จะปรับเสียงให้สอดคล้องกับระดับการซูมของวิดีโอเพื่อให้ได้เสียงที่มีไดนามิกยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นใน iOS 13 ยังมีเครื่องมือปรับแต่งวิดีโออันทรงพลังให้ทุกคนเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการหมุน ครอบตัด เพิ่มระดับการเปิดรับแสง หรือใส่ฟิลเตอร์ให้กับวิดีโอแบบทันที โดยสามารถปรับแต่งทั้งหมดนี้แล้วดูผลลัพธ์ได้ง่ายๆ เพียงแค่เหลือบมอง ทีนี้แม้แต่มือสมัครเล่นก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพได้

เมื่อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้ง iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จึงสามารถยกระดับประสบการณ์การใช้งานกล้องแบบเดิมให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นในแบบที่มี Apple เท่านั้นที่ทำได้ เริ่มจากกล้องอัลตร้าไวด์แบบใหม่หมดที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานกล้องไปโดยสิ้นเชิง เพราะสามารถเก็บภาพได้กว้างขึ้นถึง 4 เท่า จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือสถาปัตยกรรม การถ่ายภาพในที่แคบ และอีกมากมาย ส่วนเซ็นเซอร์แบบไวด์ใหม่ที่มี Focus Pixels 100% และซอฟต์แวร์อันล้ำสมัยคือหัวใจสำคัญของโหมดกลางคืน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกมากเมื่อถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง ทำให้ได้ภาพที่สว่างขึ้น มีนอยซ์น้อยลง และถ่ายทอดสีสันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ระบบสามกล้องยกระดับโหมดภาพถ่ายบุคคลไปอีกขั้น เพราะเมื่อเลือกถ่ายภาพได้ทั้งแบบไวด์และเทเลโฟโต้ จึงสามารถใช้โหมดภาพถ่ายบุคคลกับมุมมองภาพที่กว้างขึ้นได้ ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับการถ่ายภาพบุคคลและหลายๆ คน ส่วนกล้องเทเลโฟโต้ก็มาพร้อมรูรับแสงขนาดใหญ่ขึ้นเป็น ƒ/2.0 ที่รับแสงได้มากขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ iPhone Xs จึงถ่ายภาพและวิดีโอได้สวยยิ่งขึ้น

HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ใช้การเรียนรู้ของระบบอันล้ำสมัยเพื่อหาบุคคลในภาพและเพิ่มความสว่างให้กับบุคคลนั้นอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ภาพดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นและเผยให้เห็นรายละเอียดมากย่ิงขึ้น นอกจากนี้ยังมีแฟลช True Tone ใหม่ที่สว่างขึ้นอีก 30% พร้อมด้วย Deep Fusion ซึ่งเป็นระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Neural Engine ของ A13 Bionic และจะสามารถใช้งานได้ภายในปีนี้ โดย Deep Fusion จะใช้การเรียนรู้ของระบบที่ล้ำหน้าในการประมวลผลรูปภาพแบบพิกเซลต่อพิกเซล เพื่อปรับรายละเอียด ลวดลาย และนอยซ์ในทุกส่วนของภาพให้สวยงามลงตัวที่สุด

อินเทอร์เฟซกล้องโฉมใหม่มอบประสบการณ์ที่เต็มตามากยิ่งขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับระบบสามกล้องและจอภาพที่เป็นหน้าจอทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้ได้เห็นภาพที่อยู่นอกเฟรมและยังเก็บภาพนั้นได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถบันทึกวิดีโอได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องสลับจากโหมดรูปภาพ เพราะเมื่อมี QuickTake แล้ว เพียงแค่แตะปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้ก็เริ่มบันทึกวิดีโอได้ทันที

กล้อง TrueDepth ใหม่ใช้กล้องความละเอียด 12MP ที่มีมุมมองภาพกว้างขึ้นสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ ทั้งยังมี HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ที่จะทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นวันนี้กล้อง TrueDepth ยังสามารถบันทึกวิดีโอระดับ 4K ได้สูงสุดถึง 60 fps และ 120 fps ในแบบสโลว์โมชั่น ซึ่งจะช่วยเปิดโลกใหม่แห่งการถ่ายเซลฟี่แบบสนุกๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณสมบัติอื่นๆ

  • ชิพ U1 ที่ออกแบบโดย Apple ใช้เทคโนโลยีอัลตร้าไวด์แบนด์สำหรับการรับรู้ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟน และเมื่อ iOS 13.1 เปิดให้ใช้งานในวันที่ 30 กันยายนนี้ AirDrop ก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถรับรู้ทิศทางการหันเครื่อง และแนะนำเครื่องที่จะแชร์ไฟล์ด้วยได้
  • Face ID ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ปลอดภัยที่สุดในสมาร์ทโฟน ทำงานเร็วขึ้น 30% และใช้ง่ายขึ้นด้วย เพราะสามารถทำงานได้ดีขึ้นจากระยะต่างๆ และทำงานได้จากหลายมุมมากขึ้นด้วย
  • ระบบเสียงสมจริงรอบทิศทางจะสร้างประสบการณ์การฟังที่เต็มอิ่มจากทุกทิศทาง พร้อมด้วย Dolby Atmos ที่ให้เสียงทรงพลังเต็มอารมณ์บน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
  • LTE ระดับ Gigabit สูงสุด 1.6Gbps และ Wi-Fi 6 ช่วยให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น2 และรองรับซิมคู่ด้วย eSIM3

มาพร้อม iOS 13

iOS 13 บน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มอบประสบการณ์ที่ราบรื่นไร้รอยต่อ เพราะมีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนไหนๆ และ iOS 13 ยังมีลุคใหม่อันโดดเด่นอย่างโหมดมืด, วิธีลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นด้วยคุณสมบัติ “ลงชื่อเข้าด้วย Apple” และประสบการณ์การใช้งานแอพแผนที่แบบใหม่หมด4

เมื่อมีคุณสมบัติอันล้ำสมัยในแอพกล้องและรูปภาพ การปรับแต่งรูปจึงครอบคลุมและเรียบง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมเครื่องมือใหม่ๆ อันทรงพลังที่วันนี้สามารถใช้กับการปรับแต่งวิดีโอได้แล้วเช่นกัน ส่วนการปรับแต่งคุณสมบัติ “การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล” ก็ทำได้ทันทีในแอพกล้อง โดยสามารถปรับความเข้มของแสงที่ส่องลงบนแบบ และมีเอฟเฟ็กต์ “แสงไฟขาวดำไฮคีย์” ใหม่ที่จะสร้างลุคขาวดำอันสวยงามให้กับรูปในโหมดภาพถ่ายบุคคล

Cr. Apple

แอพพลิเคชั่น จดโน้ตสำหรับ iPad ที่หนุ่มๆวัยทำงานควรมีติดเครื่องไว้

หนุ่มๆคนไหนที่ชอบพก iPad ไปเรียนหรือไปทำงานเป็นประจำ ก็คงจะต้องใช้จดโน้ตอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดเลกเชอร์หรือจดบันทึกการประชุมงาน ซึ่งถ้าหากเรามีแอพพลิเคชั่น จดโน้ตดี ๆ ก็จะช่วยให้สามารถจดโน้ตได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีแอพพลิเคชั่น จดโน้ต สำหรับ iPad มาแนะนำกัน (iPhone ก็ใช้ได้) ใครสนใจแอพพลิเคชั่นไหนก็ลองโหลดไปใช้กันได้เลย

1. GoodNotes 5

ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแอพพลิเคชั่น เอาไว้จดโน้ตต่าง ๆ บน iPad ซึ่งมันสามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว แถมยังสามารถเพิ่มโน้ตลงในเอกสาร PDF, PowerPoint และ Word ได้อีกด้วย อยากจดโน้ต จดบันทึกกันลืม จดรายการต่าง ๆ ก็สามารถทำได้สะดวกง่ายดาย ให้ความรู้สึกเหมือนจดบนกระดาษ ในรูปแบบสมุดโน้ตดิจิทัล

2. Paper

หนึ่งในแอพพลิเคชั่น วาดภาพบน iPad ที่ยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับใช้ขีดเขียนหรือวาดเล่น คิดอะไรออกก็เขียนลงไป มีรูปแบบหัวปากกาให้เลือกใช้ได้หลากหลายสไตล์ โดยแอพพลิเคชั่น นี้สามารถใช้ได้ฟรี แต่ถ้าหากจ่ายเพื่อซื้อเวอร์ชั่น Pro ก็จะมีลูกเล่นให้ได้ใช้กันมากขึ้น

3. Notability

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่ออกแบบมาสำหรับนักเรียน นักศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Apple Pencil เขียนหรือจะใช้คีย์บอร์ดพิมพ์ เลือกให้แสดงเส้นบรรทัดเหมือนสมุดจริง ๆ ได้ เขียนสะดวกสุด ๆ นอกจากนี้ยังสามารถใช้อัดเสียงได้อีกด้วย เหมาะสำหรับใช้ในการเลกเชอร์เป็นอย่างยิ่ง และสุดท้ายคือสามารถแปลงเป็นไฟล์ PDF หรือสั่งพิมพ์ได้

4. Noteshelf

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่มีฟีเจอร์ครบครัน จดโน้ตได้ทั้งการเขียนด้วยลายมือ การพิมพ์ เขียนบนไฟล์ PDF หรือจะใช้วิธีอัดเสียงก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังสามารถจัดหมวดหมู่แยกประเภทโน้ตต่าง ๆ ได้สะดวก จะแชร์ให้คนอื่นต่อก็ทำได้อย่างง่ายดาย

5. Apple Notes

แอพพลิเคชั่น Notes ของแอปเปิลเองที่รองรับ Apple Pencil สามารถใช้เขียน วาด ระบายสี หรือขีดเขียนอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ สามารถเลือกเปลี่ยนรูปแบบสไตล์หัวปากกาและสีที่จะใช้เขียนได้ แถมยังมี Lasso Tool ให้เอาไว้ใช้ตัดแปะได้อีกด้วย และแน่นอนว่าแอพพลิเคชั่นนี้มีติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปโหลดเพิ่มเลย

6. Google Keep

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตสไตล์ Post-it จากเกิล เน้นการจดโน้ตและรายการต่าง ๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว บันทึกได้ทั้งแบบตัวอักษร รูปภาพ และเสียง สามารถแยกสีโน้ตได้เพื่อความสะดวกในการค้นหา โน้ตอันไหนต้องใช้บ่อย ๆ ก็ปักหมุดได้ แถมยังสามารถตั้งแจ้งเตือนสิ่งที่ต้องทำได้อีกด้วย

7. Evernote

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่เหมาะสำหรับคนทำงาน จะพิมพ์โน้ตลงไปหรือสแกนจากโน้ตที่เขียนบนกระดาษก็ได้ สร้างรายการสิ่งที่ต้องทำ ใส่รูปภาพ ลิงก์เว็บไซต์ หรือบันทึกเสียงก็ได้ สามารถค้นหาโน้ตได้ง่าย แถมยังสามารถ Sync โน้ตไปบนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้งานได้อีกด้วย

Cr. App store

เผย 10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตเร็วที่สุดในโลก

ยิ่งเวลาผ่านไป เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วอินเทอร์เน็ตก็เช่นกัน แต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละประเทศนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป วันนี้เรามีสถิติ 10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตเร็วแรงที่สุดมาฝากกัน ซึ่งมีทั้งอินเทอร์เน็ตบ้านและอินเทอร์เน็ตมือถือ

10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตมือถือเร็วที่สุด

อันดับที่ 1 – เกาหลีใต้ (90.06Mbps)
อันดับที่ 2 – นอร์เวย์ (64.80Mbps)
อันดับที่ 3 – แคนาดา (63.63Mbps)
อันดับที่ 4 – ออสเตรเลีย (63.20Mbps)
อันดับที่ 5 – เนเธอร์แลนด์ (60.31Mbps)
อันดับที่ 6 – กาตาร์ (60.09Mbps)
อันดับที่ 7 – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (57.45Mbps)
อันดับที่ 8 – สวิตเซอร์แลนด์ (52.03Mbps)
อันดับที่ 9 – โครเอเชีย (51.62Mbps)
อันดับที่ 10 – สิงคโปร์ (51.11Mbps)

ส่วนประเทศไทยเรานั้นอยู่ในลำดับที่ 96 ความเร็วอยู่ที่ 19.27Mbps

10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตบ้านเร็วที่สุด

อันดับที่ 1 – สิงคโปร์ (195.88Mbps)
อันดับที่ 2 – ฮ่องกง (173.54Mbps)
อันดับที่ 3 – เกาหลีใต้ (144.99Mbps)
อันดับที่ 4 – โรมาเนีย (128.88Mbps)
อันดับที่ 5 – อันดอร์รา (128.48Mbps)
อันดับที่ 6 – โมนาโก (123.12Mbps)
อันดับที่ 7 – สหรัฐอเมริกา (119.09Mbps)
อันดับที่ 8 – สวิตเซอร์แลนด์ (116.98Mbps)
อันดับที่ 9 – ลิกเตนสไตน์ (113.49Mbps)
อันดับที่ 10 – ฮังการี (112.37Mbps)

ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 30 ความเร็วอยู่ที่ 79.43Mbps

Cr. Speedtest.net

Apple Music เวอร์ชั่นเว็บ ฟังเพลงได้ไม่ต้องลงแอป iTunes

Apple Music เวอร์ชั่นเว็บ มาแล้ว บริการใหม่ล่าสุดในการฟังเพลงออนไลน์และฟังได้ทันทีแม้ไม่มีมือถือ หรืออุปกรณ์ iOS , MacOS เพราะสามารถฟังเพลงออนไลน์ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ Apple Music เวอร์ชั่นเว็บได้เลย ซึ่งได้ขึ้นสถานะ BETA อยู่ ทั้งนี้ผู้ที่มี Apple ID และสมัครเป็นสมาชิก Apple Music สามารถทดลองใช้บริการนี้ได้ทันที

โดยฟีเจอร์ต่างๆมีครบทั้งการเล่นเพลง การค้นหาเพลง , Playlist , Library และข้อมูลของผู้ใช้งาน Apple Music ในกรณีที่คุณเข้าสู่ระบบ ก็สามารถใช้บน Apple Music เวอร์ชั่นเว็บได้ ทั้งนี้ Apple Music เวอร์ชั่นเว็บ ยังคงเป็น BETA อยู่และเปิดให้คุณสามารถ feedback เสนอแนะ หรือติชม แจ้งเหตุผิดพลาดไปยัง Apple ได้ด้วย

Apple Music เวอร์ชั่นเว็บ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกลงแอป iTunes บนคอมพิวเตอร์ และผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ฟังเพลงอย่าง Android , iOS และ MacOS ก็สามารถฟังเพลงออนไลน์ของ Apple Music ได้ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งทั้งบน spotify และ joox ก็มีบริการฟังเพลงออนไลน์ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ได้ด้วยเช่นกัน

ท่านสามารถทดลองฟังเพลงผ่าน Apple Music เวอร์ชั่นเว็บ ได้ที่ https://beta.music.apple.com/th/browse ซึ่งจะมี Playlist และเพลงไทยที่ Apple Music แนะนำมาให้คุณได้รับฟังด้วย

Cr. it24hrs.com

การปรับปรุงการปกป้องความเป็นส่วนตัวของ Siri ใน iphone

ที่ Apple เราเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เราจึงออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราให้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ และเราก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับการปกป้องเหล่านั้น บริการต่างๆ ของเราก็เช่นกัน เป้าหมายของ Siri ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะสุดล้ำของเรา คือการมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด และมุ่งมั่นที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้าของเรา

เราทราบดีว่าลูกค้ามีความกังวลกับรายงานข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีผู้ที่คอยฟังการบันทึกเสียงของ Siri โดยเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการประเมินคุณภาพของ Siri หรือที่เราเรียกว่า การให้คะแนน เมื่อเราได้รับทราบถึงข้อกังวลนี้ เราก็ระงับการใช้มนุษย์ในการให้คะแนนคำขอบน Siri ในทันที และเริ่มทบทวนแนวปฏิบัติและนโยบายของเรา จากนั้น เราจึงได้ตัดสินใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับ Siri

Siri ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณอย่างไร

Siri ได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเราให้ความสำคัญกับการทำสิ่งต่างๆ บนอุปกรณ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยลดปริมาณข้อมูลที่เราเก็บรวบรวมจาก Siri เมื่อเราจัดเก็บข้อมูลที่ได้จาก Siri บนเซิร์ฟเวอร์ของเรา เราไม่มีการนำไปใช้จัดทำโปรไฟล์ด้านการตลาด และไม่เคยนำไปขายให้ใคร เราใช้ข้อมูลของ Siri เพื่อปรับปรุง Siri เท่านั้น และเราก็พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ Siri มีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Siri ใช้ข้อมูลน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการส่งมอบผลลัพธ์ที่แม่นยำ เช่น เมื่อคุณถามเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬา Siri ก็จะใช้ตำแหน่งที่ตั้งโดยทั่วไปของคุณเพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่เหมาะสม แต่ถ้าคุณถามหาร้านขายของชำที่อยู่ใกล้ที่สุด Siri ก็จะใช้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

ถ้าคุณขอให้ Siri อ่านข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน Siri ก็จะแค่สั่งให้อุปกรณ์ของคุณอ่านข้อความที่ยังไม่ได้อ่านแบบออกเสียง โดยเนื้อหาของข้อความจะไม่ถูกส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Siri เพราะไม่จำเป็นแก่การทำตามคำขอของคุณ

Siri ใช้ตัวบ่งชี้แบบสุ่ม ซึ่งก็คือตัวอักษรและตัวเลขจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเพื่อติดตามข้อมูลขณะประมวลผล แทนที่จะเชื่อมโยงกับตัวตนของคุณผ่าน Apple ID หรือหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เราเชื่อมั่นว่าไม่เหมือนผู้ช่วยดิจิตอลอื่นใดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอีกระดับ หลังจากหกเดือนผ่านไปแล้ว ข้อมูลในอุปกรณ์ก็จะยกเลิกการเชื่อมโยงจากตัวบ่งชี้แบบสุ่มนั้นๆ

ใน iOS เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่ Siri เข้าถึง และวิธีปกป้องข้อมูลของคุณในระหว่างการประมวลผลใน การตั้งค่า  > Siri และการค้นหา > เกี่ยวกับการถาม Siri และความเป็นส่วนตัว

ข้อมูลของคุณช่วยให้ Siri ดียิ่งขึ้นอย่างไร

เพื่อให้ทำงานที่มีความเฉพาะตัวได้แม่นยำมากขึ้น Siri มีการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลบางอย่างจากอุปกรณ์ของคุณ เช่น เมื่อเจอชื่อที่ไม่คุ้นเคย Siri ก็อาจตรวจสอบจากรายชื่อผู้ติดต่อของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าจะจดจำชื่อนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ Siri ยังอาศัยข้อมูลจากการที่คุณมีปฏิสัมพันธ์กับ Siri เอง ซึ่งรวมถึงเสียงจากคำขอของคุณ และการถอดเสียงคำขอที่จัดทำโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางครั้ง Apple จะนำการบันทึกเสียงคำขอรวมถึงการถอดเสียงไปใช้ในกระบวนการเรียนรู้ของระบบที่จะ “ฝึก” ให้ Siri พัฒนายิ่งขึ้น

ก่อนที่จะระงับการให้คะแนน เรามีกระบวนการที่ประกอบด้วยการตรวจสอบตัวอย่างเสียงจากคำขอบน Siri ไม่กี่ตัวอย่าง ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่า 0.2% รวมถึงการถอดเสียงคำขอเหล่านั้นที่จัดทำโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อวัดประสิทธิภาพในการตอบสนองของ Siri และเพื่อปรับปรุงให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เจตนาจะเรียกใช้งาน Siri หรือไม่ Siri ได้ยินคำขออย่างถูกต้องหรือไม่ และ Siri ตอบสนองต่อคำขออย่างเหมาะสมหรือไม่  

การเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังดำเนินการ

จากการตรวจสอบ ทำให้เราตระหนักว่าเราไม่ได้ทำตามเป้าหมายสูงสุดอย่างเต็มที่ ซึ่งเราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และดังที่เราได้ประกาศไว้ก่อนหน้า เราได้ยับยั้งโปรแกรมการให้คะแนน Siri แล้ว เราวางแผนที่จะกลับมาดำเนินการใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ เมื่อมีการเปิดตัวการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้แก่ผู้ใช้ แต่เราจะดำเนินการก็ต่อเมื่อหลังจากการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ : 

  • ประการแรก เราจะไม่เก็บเสียงบันทึกที่ผู้ใช้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ Siri เป็นค่าเริ่มต้นอีกต่อไป แต่เราจะยังคงใช้การถอดเสียงที่จัดทำโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยให้ Siri พัฒนายิ่งขึ้น 
  • ประการที่สอง ผู้ใช้จะสามารถเลือกที่จะช่วยให้ Siri ปรับปรุงความสามารถด้วยการเรียนรู้จากตัวอย่างเสียงคำขอของลูกค้าได้ ซึ่งเราหวังว่าผู้ใช้หลายๆ คนจะเลือกช่วยให้ Siri มีความสามารถมากยิ่งขึ้น ด้วยตระหนักว่า Apple เคารพข้อมูลของตน และได้นำมาตรการควบคุมความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดมาใช้ โดยผู้ที่เลือกให้ความช่วยเหลือนี้จะสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ 
  • ประการที่สาม เมื่อลูกค้าเลือกให้ความช่วยเหลือ มีเพียงพนักงานของ Apple เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ฟังตัวอย่างไฟล์เสียงที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับ Siri และทีมงานของเราจะดำเนินการลบเสียงบันทึกใดๆ ที่พิจารณาว่าเป็นการเรียกใช้งาน Siri โดยไม่ได้ตั้งใจ

Apple มุ่งมั่นที่จะยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่เราทำ ซึ่งรวมถึงการปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า เราสร้าง Siri ขึ้นเพื่อช่วยให้ลูกค้าทำสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อสิทธิ์ที่ลูกค้าพึงมีในด้านความเป็นส่วนตัว เรารู้สึกซาบซึ้งที่ผู้ใช้ชื่นชอบ Siri และผลักดันให้เรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Cr. apple.com

Apple เผยโฉมอิโมจิใหม่ที่จะพร้อมให้ใช้งานบน iPhone ในปลายปีนี้

เพื่อเฉลิมฉลองวันอิโมจิโลก Apple เผยโฉมอิโมจิใหม่ที่จะมาเสริมทัพหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมต่างๆ อาทิ อาหาร สัตว์ กิจกรรม และใบหน้าในแบบต่างๆ โดยอิโมจิใหม่จะมาในดีไซน์แบบใหม่ เพิ่มตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับความสนุกสนานและน่าตื่นเต้น โดยจะพร้อมให้ใช้งานในปลายปีนี้

การอัพเดทที่สำคัญสำหรับอิโมจิรูปมือที่จับกัน ซึ่งโดยทั่วไปใช้แทนสัญลักษณ์ของคู่รักและความสัมพันธ์ คือการที่ผู้ใช้จะสามารถเลือกสีผิวได้เพิ่มเติมจากการเลือกเพศ โดยมีมากกว่า 75 แบบให้เลือก

สืบเนื่องจากข้อเสนอของ Apple ที่นำเสนอต่อ Unicode Consortium เมื่อปีที่แล้วในการแนะนำอิโมจิในธีมทุพพลภาพที่หลากหลายยิ่งขึ้น อิโมจิใหม่ได้แก่ สุนัขนำทาง, หูพร้อมเครื่องช่วยฟัง, รถเข็น, แขนเทียม และขาเทียมจะถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้เลือกใช้ ซึ่งการส่งเสริมความหลายหลายในรูปแบบต่างๆ นับเป็นส่วนสำคัญของความเชื่อหลักของ Apple และตัวเลือกใหม่ๆเหล่านี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างในตัวเลือกอิโมจิ

อิโมจิในหลายหมวดหมู่ต่างก็ได้รับการอัพเดทด้วยอิโมจิใหม่อันน่าตื่นตา ไม่ว่าจะเป็นรูปใบหน้าขณะกำลังหาว ชุดว่ายน้ำแบบชิ้นเดียว อาหารใหม่ๆ อาทิ วาฟเฟิล, ฟาลาเฟล, เนยและกระเทียม รวมถึงสัตว์ใหม่ๆ เช่น สลอธ, นกฟลามิงโก, อุรังอุตัง และสกังก์

อิโมจิใหม่ 59 แบบจะเปิดให้ใช้งานในปลายปีนี้ผ่านซอฟท์แวร์ที่อัพเดทได้ฟรีบน iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch เสริมทัพอิโมจิจำนวนหลายพันที่เปิดให้ใช้งานอยู่ในปัจจุบันได้แก่ ใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่างๆ ตัวละครที่เป็นกลางทางเพศ อาชีพที่หลากหลาย เสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัว อาหาร สัตว์ สัตว์ในตำนาน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอิโมจิใหม่เหล่านี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากตัวละครที่ได้รับการอนุมัติใน Unicode 12.0

Cr. www.apple.com

RADO : CAPTAIN COOK AUTOMATIC LIMITED EDITION

กลับมาอีกครั้งในปีนี้กับการนำประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของแบรนด์มาผสมผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และความเป็นผู้นำแห่งโลกดีไซน์ ก่อเกิดเป็นเรือนเวลาใหม่ล่าสุด ราโด กัปตัน คุก ออโตเมติก ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Rado Captain Cook Automatic Limited Edition) นาฬิกาคอลเลกชั่นกัปตันคุก รุ่นแรกถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1962 – 1968 โด่งดังด้วยการออกแบบที่กะทัดรัดและคุณสมบัติที่โดดเด่นหลากหลาย จนเมื่อปี 2017 Rado ได้นำกัปตันคุกกลับมาสู่คอลเลกชั่นอีกครั้ง โดยคงรูปลักษณ์ของนาฬิการุ่นแรกเกือบทั้งหมด ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,962 เรือนทั่วโลก

เพื่อความพิเศษนาฬิกานี้จึงมาพร้อมกับเซ็ตกระเป๋าหนังสีน้ำตาลขนาดกะทัดรัด บรรจุสายหลากสไตล์ให้เลือกตามความชอบ ทั้งสายหนังสีน้ำตาลสไตล์วินเทจ สายสเตนเลสสตีลถักแบบมิลานีส (Milanese) และสายนาโต้สีเขียวเข้ม (Nato) ที่มีความทนทาน อีกทั้งอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนสายที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงาขนาด 37 มิลลิเมตร มีขนาดเท่ากับรุ่นดั้งเดิม ฝาหลังตัวเรือนสเตนเลสสตีลประดับด้วยม้าน้ำ 3 ตัว เช่นเดียวกับรุ่นต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960s พิเศษด้วยการแกะสลักฝาหลังคำว่า ‘LIMITED EDITION ONE OUT OF 1962’ พื้นหน้าปัดซันบรัชสีน้ำตาลตกแต่งด้วยชื่อ Rado Captain Cook สีเงิน มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้สำหรับนักดำน้ำ ตัวเลขแสดงวันที่สีแดง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา อีกทั้งเข็มบอกเวลารูปลูกศรและดาบอันโดดเด่น มาพร้อมกลไกอัตโนมัติที่สามารถสำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 80 ชั่วโมง กันน้ำลึก 100 เมตร

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Rado

ประกาศสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่ใน MacBook Pro บางรุ่น

วันนี้ Apple ประกาศว่าผู้ใช้สามารถนำ MacBook Pro รุ่น 15 นิ้ว รุ่นเก่าในจำนวนจำกัดที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่ร้อนเกินไปและเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายมาเปลี่ยนคืนได้ตามความสมัครใจ เครื่องรุ่นดังกล่าวมีวางจำหน่ายระหว่างเดือนกันยายน 2015 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เป็นหลักและสามารถระบุได้จาก หมายเลขประจำเครื่องของผลิตภัณฑ์

การเรียกคืนผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อ MacBook Pro รุ่น 15 นิ้วอื่นๆ หรือโน้ตบุ๊ค Mac รุ่นอื่น

เนื่องจากความปลอดภัยของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด Apple จึงขอให้ลูกค้าหยุดใช้งาน MacBook Pro รุ่น 15 นิ้วที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เข้าเกณฑ์และวิธีการเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ apple.com/support/th-th/15-inch-macbook-pro-battery-recall

หากต้องการตรวจสอบว่า คุณมีโน้ตบุ๊ครุ่นใด โปรดดูที่ “เกี่ยวกับ Mac นี้” จากเมนู Apple () ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ หากคุณมี “MacBook Pro (Retina, 15 นิ้ว, กลางปี 2015)” ให้ใส่หมายเลขประจำเครื่องลงในหน้าหลักของโปรแกรมเพื่อตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์การเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือไม่

Apple มีการปฏิวัติเทคโนโลยีสำหรับส่วนบุคคลด้วยการเปิดตัวเครื่อง Macintosh ในปี 1984 ในวันนี้ Apple คือผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมด้วย iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch สี่แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ของ Apple iOS, OS X, watchOS และ tvOS ให้ประสบการณ์ที่ราบรื่นในทุกอุปกรณ์ Apple และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคคลด้วยบริการที่ก้าวล้ำรวมถึง App Store, Apple Music, Apple Pay และ iCloud พนักงานของ Apple นับแสนคนทุ่มเทสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลกเพื่อให้โลกเป็นโลกที่ดีกว่า

Cr. Apple

Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่อันทรงพลังและ Pro Display XDR สุดล้ำ

Mac Pro ที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดคือที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง

Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่ ซึ่งเป็นเวิร์กสเตชั่นสุดล้ำที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดสำหรับมือโปรที่ใช้ Mac จนถึงขีดสุดของความสามารถ พร้อมกับเผยโฉม Apple Pro Display XDR ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก Mac Pro โฉมใหม่ออกแบบมาเพื่อเป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon ระดับเวิร์กสเตชั่นสูงสุด 28 คอร์, ระบบหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่มีความจุมากถึง 1.5TB, ช่องต่อขยายแบบ PCIe จำนวน 8 ช่อง และสถาปัตยกรรมกราฟิกซึ่งใช้การ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก อีกทั้งยังเปิดตัว Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วอันเหนือชั้นที่จะช่วยให้สามารถเล่นวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้พร้อมกันถึง 3 สตรีม

Pro Display XDR โดดเด่นด้วยจอภาพ Retina 6K ขนาดมหึมา 32 นิ้ว ที่รองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตอันสวยสดงดงาม, ความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต, อัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000 : 1 และยังมีมุมในการมองที่กว้างมาก ทั้งหมดนี้ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับจอภาพระดับนี้ และเมื่อ Mac Pro ผนึกกำลังกับ Pro Display XDR แล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Apple เคยสร้างมาสำหรับลูกค้ามือโปร และจะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรไปโดยสิ้นเชิง

Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก ด้วยความละเอียดระดับ Retina 6K สีสันที่สวยสดงดงาม พร้อมด้วยความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ

“เราออกแบบ Mac Pro สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบแบบโมดูลาร์ที่เป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลัง, หน่วยความจำที่มากเกินพอ, สถาปัตยกรรม GPU อันล้ำสมัย, PCIe สำหรับการต่อขยาย, การ์ดเร่งความเร็ว Afterburner และดีไซน์ที่ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง บอกได้เลยว่า Mac Pro คือสุดยอดขุมพลังที่จะช่วยให้มือโปรสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงาน” Phil Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก และเป็นคู่หูที่ลงตัวสำหรับใช้งานร่วมกับ Mac Pro โฉมใหม่อีกด้วย เพราะมาพร้อมความละเอียดระดับ Retina 6K, สีสันที่สวยสดงดงาม, ความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นด้านประโยชน์ใช้สอย จึงเรียกได้ว่า Pro Display XDR มีคุณสมบัติต่างๆ ครบเครื่องที่สุดเมื่อเทียบกับจอภาพในราคาระดับเดียวกัน”

ที่จับเรียบเนียนช่วยให้ผู้ใช้ย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอได้ง่าย
Mac Pro มาพร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบที่อยู่ภายในได้แบบ 360 องศา

ขุมพลังโปรเซสเซอร์ที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

Mac Pro ออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการประสิทธิภาพด้าน CPU ในระดับสุดยอด สำหรับเวิร์กโฟลว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรนเดอร์งาน เล่นเครื่องดนตรีเสมือนหลายร้อยชิ้น หรือจำลองการทำงานของแอพบนอุปกรณ์ iOS หลายสิบเครื่องพร้อมกัน เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และ PCI Express ถึง 64 ช่องสัญญาณ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ ทั้งยังจ่ายไฟได้มากกว่า 300 วัตต์ และมีสถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นที่ช่วยให้โปรเซสเซอร์ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

สถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นช่วยให้โปรเซสเซอร์ของ Mac Pro ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

ใส่หน่วยความจำเพิ่มและต่อขยายได้อีกมาก

Mac Pro สามารถใส่หน่วยความจำเพิ่มได้อีกมากเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมาะสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานกับโปรเจ็กต์ใหญ่มหึมา วิเคราะห์ชุดข้อมูลมหาศาล หรือใช้แอพพลิเคชั่นระดับโปรพร้อมกันหลายแอพ นอกจากนี้ Mac Pro ใหม่ยังใช้สถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบ 6 ช่องสัญญาณ และมีช่องเสียบ DIMM มากถึง 12 ช่อง จึงรองรับหน่วยความจำได้ถึง 1.5TB เรียกได้ว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมาใน Mac เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีช่องต่อขยายแบบ PCI Express จำนวน 8 ช่อง มากกว่า Mac Pro แบบทาวเวอร์รุ่นก่อนถึงสองเท่า ช่วยให้มือโปรปรับแต่งและขยายระบบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนกับเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

Mac Pro มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลังสูงสุด 28 คอร์ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้วพร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

สถาปัตยกรรมกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก

ประสิทธิภาพด้านกราฟิกมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานแอนิเมชั่นในภาพยนตร์ 3D, รวมองค์ประกอบภาพในฉากระดับ 8K และสร้างสภาพแวดล้อม 3D ที่ซับซ้อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mac Pro มาพร้อมการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงสุดถึง 56 เทราฟลอปในระบบเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีสถาปัตยกรรมการต่อขยายกราฟิกสุดล้ำในชื่อ Apple MPX Module ที่ผสานการทำงานกับ Thunderbolt และจ่ายไฟได้มากกว่า 500 วัตต์ จึงพร้อมสำหรับการ์ดกราฟิกทุกแบบ ส่วนเรื่องการทำงานก็มั่นใจได้ว่าเงียบสนิท เพราะมีระบบควบคุมความร้อนของ Mac Pro คอยระบายความร้อนให้กับ MPX Module

ตัวเลือกกราฟิกสำหรับ Mac Pro เริ่มต้นด้วย Radeon Pro 580X และ Mac Pro ยังเผยโฉม Radeon Pro Vega II ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุด 14 เทราฟลอป และหน่วยความจำ 32GB พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงสุดในบรรดา GPU ด้วยกันที่ 1TB/s พร้อมกันนี้ Mac Pro ได้เปิดตัว Radeon Pro Vega II Duo ซึ่งใช้ GPU รุ่น Vega II สองตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้แรงเหลือเชื่อถึง 28 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำ 64GB จึงกลายเป็นการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้น Mac Pro ยังรองรับ MXP Module สองชุด ลูกค้าจึงสามารถใช้ Vega II Duo สองตัวคู่กันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้เหนือชั้นไปอีกขั้นถึง 56 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำวิดีโอขนาด 128GB

ขอแนะนำ Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วที่จะพลิกโฉมการทำงาน 

Mac Pro ใหม่เปิดตัว Afterburner ซึ่งมาพร้อม ASIC แบบตั้งโปรแกรมได้ที่สามารถถอดรหัสได้สูงสุดถึง 6.3 พันล้านพิกเซลต่อวินาที และเมื่อมี Afterburner แล้ว นักตัดต่อวิดีโอที่ใช้กล้องคุณภาพสูง ซึ่งปกติต้องแปลงไฟล์จากรูปแบบเดิมของกล้องมาเป็นพร็อกซี่เพื่อให้ง่ายต่อการตัดต่อ ก็สามารถใช้ไฟล์รูปแบบเดิมจากกล้องได้ทันที และยังถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม หรือวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์1 จึงแทบจะบอกลาการทำงานกับพร็อกซี่ไปได้เลย

Afterburner ใน Mac Pro ใหม่ช่วยให้นักตัดต่อวิดีโอถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม และวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์

ตัวเครื่องแบบโมดูลาร์ที่สวยสะดุดตาและเข้าถึงได้ 360 องศา

ดีไซน์ของ Mac Pro ใหม่ประกอบด้วยโครงที่ทำมาจากสแตนเลสสตีล พร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบภายในได้แบบ 360 องศา โดยตัวโครงนั้นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบแบบโมดูลาร์ที่มีความยืดหยุ่น และยังมาพร้อมที่จับที่เรียบเนียน ช่วยให้การย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฝาครอบยังมีลายตารางที่สวยสะดุดตาเพื่อช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุดและทำงานได้เงียบ ส่วนลูกค้าที่ต้องการยึด Mac Pro เข้ากับตู้แร็คในห้องตัดต่อหรือห้องเก็บอุปกรณ์ จะมีการวางจำหน่ายเวอร์ชั่นที่ปรับแต่งมาสำหรับการติดตั้งในตู้แร็คโดยเฉพาะภายในปีนี้

พัดลม 3 ตัวถ่ายเทอากาศผ่าน Mac Pro ช่วยคงความเย็นให้กับระบบ

ประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปร

Mac Pro ใหม่มาพร้อมประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรด้วยโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงถึง 56 เทราฟลอป พร้อมด้วยการ์ด Afterburner สุดล้ำ และนักพัฒนาแอพระดับโปรหลายรายก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

  • ไม่ว่าจะเป็น Blackmagic Design ที่ทำให้ทุกระบบสามารถตัดต่อวิดีโอ ProRes 444 ความละเอียด 8K พร้อมใส่เอฟเฟ็กต์และแก้ไขสีแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรกโดยอาศัย CPU และ GPU หลายตัวในการเร่งความเร็วเต็มรูปแบบ
  • ส่วน Avid ก็สามารถพัฒนา Pro Tools ให้รองรับการ์ด HDX ได้สูงสุด 6 ตัว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง IO และจำนวนเสียงพูด ทั้งยังประมวลผล DSP แบบเรียลไทม์ได้มากขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ
  • และ Cinema 4D ที่พัฒนาโดย Maxon ก็มีประสิทธิภาพในการเรนเดอร์ด้วย GPU เร็วขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับเวิร์กสเตชั่น Windows ที่ใส่การ์ดกราฟิก NVIDIA Quadro RTX 8000 ครบ 3 ตัว 
จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด

จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Pro Display XDR ใช้แผงจอภาพ LCD ขนาด 32 นิ้ว ที่มีความละเอียดระดับ Retina 6K ที่ 6016 x 3384 จึงสามารถมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด ด้วยพื้นที่บนหน้าจอที่มากกว่าจอภาพ Retina 5K ถึงเกือบ 40% ทั้งยังรองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตแท้ๆ ที่แสดงสีได้มากกว่า 1 พันล้านสี เพื่อประสบการณ์การรับชมที่สมจริงยิ่งขึ้นสำหรับมือโปรที่ตัดต่อวิดีโอและปรับแต่งรูปภาพ ทำงานแอนิเมชั่น 3D หรือปรับสี นอกจากนี้ Pro Display XDR ยังมาพร้อมเทคโนโลยีโพลาไรเซอร์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม จึงมีมุมในการมองจากด้านข้างที่กว้างมากโดยที่ยังแสดงสีสันได้ถูกต้อง ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถดูคอนเทนต์ที่ถูกต้องสมจริงยิ่งขึ้นพร้อมกันได้ และ Pro Display XDR ยังมีการเคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนระดับชั้นนำของวงการที่ช่วยจัดการกับแสงสะท้อน อีกทั้งยังมีตัวเลือกใหม่แบบผิวด้านอันล้ำสมัยที่เรียกว่าพื้นผิวนาโน ซึ่งมีการสลักลายลงบนกระจกในระดับนาโนเมตรเพื่อให้การสะท้อนแสงอยู่ในระดับต่ำและมีแสงรบกวนสายตาน้อยลง

Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต

ช่วงไดนามิกที่สูงสุดขั้วช่วยให้คอนเทนต์ดูมีชีวิตชีวา

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อให้สามารถแสดงผลได้ตรงกับที่ตาเห็นจริงๆ โดย Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และมีความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต เหนือกว่าจอภาพทั่วไปแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความร้อนอันล้ำสมัยที่ใช้อะลูมิเนียมลายตารางเป็นแผงระบายความร้อน Pro Display XDR จึงสามารถให้ความสว่างเต็มหน้าจอที่ 1,000 นิตได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จอภาพความละเอียดระดับนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนในราคาระดับนี้ อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 จึงแสดงภาพในส่วนไฮไลท์ได้สว่างสดใสแบบเห็นได้ชัด แสดงสีดำได้ดำสนิท และถ่ายทอดทุกรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมด้วยความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต และอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1

ดีไซน์โมดูลาร์ที่ยืดหยุ่นและสวยสะดุดตา เพื่อการทำงานแบบมือโปร

Pro Display XDR มาพร้อมกระจกแบบขอบจรดขอบ และกรอบที่แคบเพียง 9 มม. ในตัวเครื่องอะลูมิเนียมที่สวยสะดุดตา เรียกว่าเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความยืดหยุ่น ส่วน Pro Stand ก็มีแขนยึดที่ออกแบบทางวิศวกรรมอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่วงน้ำหนักกับจอภาพได้อย่างสมดุล จึงให้ความรู้สึกที่เรียกว่าแทบจะไร้น้ำหนัก ช่วยให้ผู้ใช้จัดวางจอภาพในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย นอกจากนี้ Pro Stand ยังปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานหลายประเภทอย่างการแต่งรูป การออกแบบเว็บเพจ หรือการเขียนโค้ด และยังสามารถยึดติดหรือถอดออกได้ง่ายๆ อย่างรวดเร็วจึงสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ส่วนมือโปรที่ต้องการใช้ระบบยึดเฉพาะทาง ก็สามารถสับเปลี่ยนระหว่างอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA กับ Pro Stand ได้ และยังสามารถใช้สาย Thunderbolt 3 เส้นเดียวเพื่อต่อ Pro Display XDR กับผลิตภัณฑ์ตระกูล Mac ได้ทุกรุ่น รวมถึง Mac Pro ซึ่งรองรับการใช้งานกับจอภาพสูงสุด 6 จอ รวมเป็นจำนวนพิกเซลสูงถึง 120 ล้านพิกเซล

Pro Stand ปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย

ราคาและการวางจำหน่ายMac Pro โฉมใหม่มีราคาเริ่มต้นที่ 5,999 เหรียญสหรัฐ และจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ Pro Display XDR มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 เหรียญสหรัฐ, Pro Stand มีราคา 999 เหรียญสหรัฐ และอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA มีราคา 199 เหรียญสหรัฐ โดยทั้งหมดจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ ดูข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติม ตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งตามสั่ง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ที่ apple.com/mac-pro และ apple.com/pro-display-xdr

Cr. apple.com