Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่อันทรงพลังและ Pro Display XDR สุดล้ำ

Mac Pro ที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดคือที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง

Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่ ซึ่งเป็นเวิร์กสเตชั่นสุดล้ำที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดสำหรับมือโปรที่ใช้ Mac จนถึงขีดสุดของความสามารถ พร้อมกับเผยโฉม Apple Pro Display XDR ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก Mac Pro โฉมใหม่ออกแบบมาเพื่อเป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon ระดับเวิร์กสเตชั่นสูงสุด 28 คอร์, ระบบหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่มีความจุมากถึง 1.5TB, ช่องต่อขยายแบบ PCIe จำนวน 8 ช่อง และสถาปัตยกรรมกราฟิกซึ่งใช้การ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก อีกทั้งยังเปิดตัว Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วอันเหนือชั้นที่จะช่วยให้สามารถเล่นวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้พร้อมกันถึง 3 สตรีม

Pro Display XDR โดดเด่นด้วยจอภาพ Retina 6K ขนาดมหึมา 32 นิ้ว ที่รองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตอันสวยสดงดงาม, ความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต, อัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000 : 1 และยังมีมุมในการมองที่กว้างมาก ทั้งหมดนี้ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับจอภาพระดับนี้ และเมื่อ Mac Pro ผนึกกำลังกับ Pro Display XDR แล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Apple เคยสร้างมาสำหรับลูกค้ามือโปร และจะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรไปโดยสิ้นเชิง

Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก ด้วยความละเอียดระดับ Retina 6K สีสันที่สวยสดงดงาม พร้อมด้วยความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ

“เราออกแบบ Mac Pro สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบแบบโมดูลาร์ที่เป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลัง, หน่วยความจำที่มากเกินพอ, สถาปัตยกรรม GPU อันล้ำสมัย, PCIe สำหรับการต่อขยาย, การ์ดเร่งความเร็ว Afterburner และดีไซน์ที่ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง บอกได้เลยว่า Mac Pro คือสุดยอดขุมพลังที่จะช่วยให้มือโปรสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงาน” Phil Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก และเป็นคู่หูที่ลงตัวสำหรับใช้งานร่วมกับ Mac Pro โฉมใหม่อีกด้วย เพราะมาพร้อมความละเอียดระดับ Retina 6K, สีสันที่สวยสดงดงาม, ความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นด้านประโยชน์ใช้สอย จึงเรียกได้ว่า Pro Display XDR มีคุณสมบัติต่างๆ ครบเครื่องที่สุดเมื่อเทียบกับจอภาพในราคาระดับเดียวกัน”

ที่จับเรียบเนียนช่วยให้ผู้ใช้ย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอได้ง่าย
Mac Pro มาพร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบที่อยู่ภายในได้แบบ 360 องศา

ขุมพลังโปรเซสเซอร์ที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

Mac Pro ออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการประสิทธิภาพด้าน CPU ในระดับสุดยอด สำหรับเวิร์กโฟลว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรนเดอร์งาน เล่นเครื่องดนตรีเสมือนหลายร้อยชิ้น หรือจำลองการทำงานของแอพบนอุปกรณ์ iOS หลายสิบเครื่องพร้อมกัน เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และ PCI Express ถึง 64 ช่องสัญญาณ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ ทั้งยังจ่ายไฟได้มากกว่า 300 วัตต์ และมีสถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นที่ช่วยให้โปรเซสเซอร์ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

สถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นช่วยให้โปรเซสเซอร์ของ Mac Pro ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

ใส่หน่วยความจำเพิ่มและต่อขยายได้อีกมาก

Mac Pro สามารถใส่หน่วยความจำเพิ่มได้อีกมากเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมาะสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานกับโปรเจ็กต์ใหญ่มหึมา วิเคราะห์ชุดข้อมูลมหาศาล หรือใช้แอพพลิเคชั่นระดับโปรพร้อมกันหลายแอพ นอกจากนี้ Mac Pro ใหม่ยังใช้สถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบ 6 ช่องสัญญาณ และมีช่องเสียบ DIMM มากถึง 12 ช่อง จึงรองรับหน่วยความจำได้ถึง 1.5TB เรียกได้ว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมาใน Mac เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีช่องต่อขยายแบบ PCI Express จำนวน 8 ช่อง มากกว่า Mac Pro แบบทาวเวอร์รุ่นก่อนถึงสองเท่า ช่วยให้มือโปรปรับแต่งและขยายระบบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนกับเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

Mac Pro มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลังสูงสุด 28 คอร์ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้วพร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

สถาปัตยกรรมกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก

ประสิทธิภาพด้านกราฟิกมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานแอนิเมชั่นในภาพยนตร์ 3D, รวมองค์ประกอบภาพในฉากระดับ 8K และสร้างสภาพแวดล้อม 3D ที่ซับซ้อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mac Pro มาพร้อมการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงสุดถึง 56 เทราฟลอปในระบบเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีสถาปัตยกรรมการต่อขยายกราฟิกสุดล้ำในชื่อ Apple MPX Module ที่ผสานการทำงานกับ Thunderbolt และจ่ายไฟได้มากกว่า 500 วัตต์ จึงพร้อมสำหรับการ์ดกราฟิกทุกแบบ ส่วนเรื่องการทำงานก็มั่นใจได้ว่าเงียบสนิท เพราะมีระบบควบคุมความร้อนของ Mac Pro คอยระบายความร้อนให้กับ MPX Module

ตัวเลือกกราฟิกสำหรับ Mac Pro เริ่มต้นด้วย Radeon Pro 580X และ Mac Pro ยังเผยโฉม Radeon Pro Vega II ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุด 14 เทราฟลอป และหน่วยความจำ 32GB พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงสุดในบรรดา GPU ด้วยกันที่ 1TB/s พร้อมกันนี้ Mac Pro ได้เปิดตัว Radeon Pro Vega II Duo ซึ่งใช้ GPU รุ่น Vega II สองตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้แรงเหลือเชื่อถึง 28 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำ 64GB จึงกลายเป็นการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้น Mac Pro ยังรองรับ MXP Module สองชุด ลูกค้าจึงสามารถใช้ Vega II Duo สองตัวคู่กันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้เหนือชั้นไปอีกขั้นถึง 56 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำวิดีโอขนาด 128GB

ขอแนะนำ Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วที่จะพลิกโฉมการทำงาน 

Mac Pro ใหม่เปิดตัว Afterburner ซึ่งมาพร้อม ASIC แบบตั้งโปรแกรมได้ที่สามารถถอดรหัสได้สูงสุดถึง 6.3 พันล้านพิกเซลต่อวินาที และเมื่อมี Afterburner แล้ว นักตัดต่อวิดีโอที่ใช้กล้องคุณภาพสูง ซึ่งปกติต้องแปลงไฟล์จากรูปแบบเดิมของกล้องมาเป็นพร็อกซี่เพื่อให้ง่ายต่อการตัดต่อ ก็สามารถใช้ไฟล์รูปแบบเดิมจากกล้องได้ทันที และยังถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม หรือวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์1 จึงแทบจะบอกลาการทำงานกับพร็อกซี่ไปได้เลย

Afterburner ใน Mac Pro ใหม่ช่วยให้นักตัดต่อวิดีโอถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม และวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์

ตัวเครื่องแบบโมดูลาร์ที่สวยสะดุดตาและเข้าถึงได้ 360 องศา

ดีไซน์ของ Mac Pro ใหม่ประกอบด้วยโครงที่ทำมาจากสแตนเลสสตีล พร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบภายในได้แบบ 360 องศา โดยตัวโครงนั้นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบแบบโมดูลาร์ที่มีความยืดหยุ่น และยังมาพร้อมที่จับที่เรียบเนียน ช่วยให้การย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฝาครอบยังมีลายตารางที่สวยสะดุดตาเพื่อช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุดและทำงานได้เงียบ ส่วนลูกค้าที่ต้องการยึด Mac Pro เข้ากับตู้แร็คในห้องตัดต่อหรือห้องเก็บอุปกรณ์ จะมีการวางจำหน่ายเวอร์ชั่นที่ปรับแต่งมาสำหรับการติดตั้งในตู้แร็คโดยเฉพาะภายในปีนี้

พัดลม 3 ตัวถ่ายเทอากาศผ่าน Mac Pro ช่วยคงความเย็นให้กับระบบ

ประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปร

Mac Pro ใหม่มาพร้อมประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรด้วยโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงถึง 56 เทราฟลอป พร้อมด้วยการ์ด Afterburner สุดล้ำ และนักพัฒนาแอพระดับโปรหลายรายก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

  • ไม่ว่าจะเป็น Blackmagic Design ที่ทำให้ทุกระบบสามารถตัดต่อวิดีโอ ProRes 444 ความละเอียด 8K พร้อมใส่เอฟเฟ็กต์และแก้ไขสีแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรกโดยอาศัย CPU และ GPU หลายตัวในการเร่งความเร็วเต็มรูปแบบ
  • ส่วน Avid ก็สามารถพัฒนา Pro Tools ให้รองรับการ์ด HDX ได้สูงสุด 6 ตัว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง IO และจำนวนเสียงพูด ทั้งยังประมวลผล DSP แบบเรียลไทม์ได้มากขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ
  • และ Cinema 4D ที่พัฒนาโดย Maxon ก็มีประสิทธิภาพในการเรนเดอร์ด้วย GPU เร็วขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับเวิร์กสเตชั่น Windows ที่ใส่การ์ดกราฟิก NVIDIA Quadro RTX 8000 ครบ 3 ตัว 
จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด

จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Pro Display XDR ใช้แผงจอภาพ LCD ขนาด 32 นิ้ว ที่มีความละเอียดระดับ Retina 6K ที่ 6016 x 3384 จึงสามารถมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด ด้วยพื้นที่บนหน้าจอที่มากกว่าจอภาพ Retina 5K ถึงเกือบ 40% ทั้งยังรองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตแท้ๆ ที่แสดงสีได้มากกว่า 1 พันล้านสี เพื่อประสบการณ์การรับชมที่สมจริงยิ่งขึ้นสำหรับมือโปรที่ตัดต่อวิดีโอและปรับแต่งรูปภาพ ทำงานแอนิเมชั่น 3D หรือปรับสี นอกจากนี้ Pro Display XDR ยังมาพร้อมเทคโนโลยีโพลาไรเซอร์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม จึงมีมุมในการมองจากด้านข้างที่กว้างมากโดยที่ยังแสดงสีสันได้ถูกต้อง ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถดูคอนเทนต์ที่ถูกต้องสมจริงยิ่งขึ้นพร้อมกันได้ และ Pro Display XDR ยังมีการเคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนระดับชั้นนำของวงการที่ช่วยจัดการกับแสงสะท้อน อีกทั้งยังมีตัวเลือกใหม่แบบผิวด้านอันล้ำสมัยที่เรียกว่าพื้นผิวนาโน ซึ่งมีการสลักลายลงบนกระจกในระดับนาโนเมตรเพื่อให้การสะท้อนแสงอยู่ในระดับต่ำและมีแสงรบกวนสายตาน้อยลง

Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต

ช่วงไดนามิกที่สูงสุดขั้วช่วยให้คอนเทนต์ดูมีชีวิตชีวา

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อให้สามารถแสดงผลได้ตรงกับที่ตาเห็นจริงๆ โดย Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และมีความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต เหนือกว่าจอภาพทั่วไปแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความร้อนอันล้ำสมัยที่ใช้อะลูมิเนียมลายตารางเป็นแผงระบายความร้อน Pro Display XDR จึงสามารถให้ความสว่างเต็มหน้าจอที่ 1,000 นิตได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จอภาพความละเอียดระดับนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนในราคาระดับนี้ อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 จึงแสดงภาพในส่วนไฮไลท์ได้สว่างสดใสแบบเห็นได้ชัด แสดงสีดำได้ดำสนิท และถ่ายทอดทุกรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมด้วยความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต และอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1

ดีไซน์โมดูลาร์ที่ยืดหยุ่นและสวยสะดุดตา เพื่อการทำงานแบบมือโปร

Pro Display XDR มาพร้อมกระจกแบบขอบจรดขอบ และกรอบที่แคบเพียง 9 มม. ในตัวเครื่องอะลูมิเนียมที่สวยสะดุดตา เรียกว่าเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความยืดหยุ่น ส่วน Pro Stand ก็มีแขนยึดที่ออกแบบทางวิศวกรรมอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่วงน้ำหนักกับจอภาพได้อย่างสมดุล จึงให้ความรู้สึกที่เรียกว่าแทบจะไร้น้ำหนัก ช่วยให้ผู้ใช้จัดวางจอภาพในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย นอกจากนี้ Pro Stand ยังปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานหลายประเภทอย่างการแต่งรูป การออกแบบเว็บเพจ หรือการเขียนโค้ด และยังสามารถยึดติดหรือถอดออกได้ง่ายๆ อย่างรวดเร็วจึงสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ส่วนมือโปรที่ต้องการใช้ระบบยึดเฉพาะทาง ก็สามารถสับเปลี่ยนระหว่างอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA กับ Pro Stand ได้ และยังสามารถใช้สาย Thunderbolt 3 เส้นเดียวเพื่อต่อ Pro Display XDR กับผลิตภัณฑ์ตระกูล Mac ได้ทุกรุ่น รวมถึง Mac Pro ซึ่งรองรับการใช้งานกับจอภาพสูงสุด 6 จอ รวมเป็นจำนวนพิกเซลสูงถึง 120 ล้านพิกเซล

Pro Stand ปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย

ราคาและการวางจำหน่ายMac Pro โฉมใหม่มีราคาเริ่มต้นที่ 5,999 เหรียญสหรัฐ และจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ Pro Display XDR มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 เหรียญสหรัฐ, Pro Stand มีราคา 999 เหรียญสหรัฐ และอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA มีราคา 199 เหรียญสหรัฐ โดยทั้งหมดจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ ดูข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติม ตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งตามสั่ง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ที่ apple.com/mac-pro และ apple.com/pro-display-xdr

Cr. apple.com

iPadOS ใหม่ขับเคลื่อนประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ iPad

วันนี้ Apple เผยตัวอย่าง iPadOS ระบบปฏิบัติการอันทรงพลังพร้อมกับชื่อใหม่เพื่อตอบรับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปของ iPad iPadOS ได้รับการพัฒนามาจากรากฐานเดียวกันกับ iOS เพิ่มความสามารถอันทรงพลังและคุณลักษณะที่เข้าใจง่ายใหม่ๆ เพื่อรองรับจอภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad โดยเฉพาะ เปิดตัววิธีใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับแอพในหลายๆ หน้าต่าง เห็นข้อมูลได้มากขึ้นบนหน้าจอโฮมที่ออกแบบใหม่ และวิธีใช้งาน Apple Pencil ที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น iPadOS ยังได้รับประโยชน์จากการอัพเดทใหม่ๆ ที่โดดเด่นใน iOS 13 อีกด้วย จึงทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้บริโภคและมืออาชีพผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์

“iPad เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนทำงานและแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเราก็ยกระดับสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วย iPadOS โดยการมอบความสามารถน่าตื่นเต้นต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์จากหน้าจอวาดภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad” Craig Federighi รองประธานอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple กล่าว และ “iPadOS มอบคุณลักษณะที่น่าตื่นเต้น ได้แก่หน้าจอโฮมแบบใหม่พร้อมกับวิดเจ็ต มัลติทาสก์ทรงพลังยิ่งขึ้น และเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้การใช้งาน Apple Pencil เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น”

หน้าจอโฮมใหม่

หน้าจอโฮมได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโครงสร้างใหม่เพื่อให้แสดงแอพในแต่ละหน้าได้มากขึ้น ตอนนี้เป็นไปได้ที่จะเพิ่ม Today View (มุมมองวันนี้) ลงในหน้าจอโฮมแล้ว เพื่อช่วยให้เข้าถึงวิดเจ็ตได้อย่างรวดเร็วและเหลือบดูข้อมูลอย่างเช่นพาดหัวข่าว พยากรณ์อากาศ ปฏิทิน กิจกรรม เคล็ดลับ และอีกมาก

ทำได้มากขึ้นกับ Split View (มุมมองแยก) และ Slide Over (เลื่อนเข้าออก)

การอัพเดท Split View (มุมมองแยก) ทำให้ตอนนี้ผู้ใช้ iPad สามารถทำงานกับหลายๆ ไฟล์และเอกสารจากแอพเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือสามารถดูและสลับไปมาระหว่างแอพต่างๆ อย่างรวดเร็วใน Slide Over (เลื่อนเข้าออก) ได้แล้ว ตัวอย่างเช่นลูกค้าสามารถเขียนอีเมลในขณะที่ดูอีเมลอีกฉบับเคียงข้างกัน หรือเข้าถึงหลายๆ แอพเช่น Messages หรือ Calendar โดยเพียงแค่ปัดนิ้ว App Exposé (กางแอพ) ช่วยให้คุณสามารถดูหน้าต่างที่เปิดอยู่ของแอพใดแอพหนึ่งได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่แตะ

วิธีใช้งาน Apple Pencil ที่หลากหลายขึ้น

Apple Pencil กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากขึ้นของประสบการณ์ใช้งาน iPad ใน iPadOS ตอนนี้ลูกค้าสามารถขีดเขียนและส่งทั้งหน้าเว็บ เอกสาร หรืออีเมลบน iPad โดยการปัด Apple Pencil จากมุมของหน้าจอได้แล้ว จานเครื่องมือที่ออกแบบใหม่ช่วยให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ จานสี รูปทรง ยางลบวัตถุ ยางลบพิกเซลใหม่สำหรับลบส่วนใดก็ตามของเส้นขีด และไม้บรรทัดสำหรับวาดเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ Apple Pencil ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะใช้อัลกอริธึมคาดการณ์ขั้นสูงและการปรับค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดความหน่วงในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมให้ต่ำลงไปอีกที่ 9 มิลลิวินาที

แอพ Files ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

แอพ Files คือศูนย์กลางสำหรับเข้าถึงและจัดการเอกสารอย่างรวดเร็ว และการรองรับการแชร์โฟลเดอร์ผ่าน iCloud Drive ที่มาพร้อมกับ iPadOS ก็ยิ่งทำให้แอพนี้ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงโฟลเดอร์ที่แชร์ไว้จะเห็นโฟลเดอร์นั้นใน iCloud Drive และจะสามารถเข้าถึงเวอร์ชั่นล่าสุดได้เสมอ iPadOS ยังรองรับไดรฟ์ภายนอกอีกด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเสียบไดรฟ์ USB การ์ด SD หรือลงชื่อเข้าใช้เซิร์ฟเวอร์ไฟล์ SMB ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้มีอยู่ในแอพ Files Column View (มุมมองคอลัมน์) ใหม่พร้อมภาพตัวอย่างความละเอียดสูงช่วยผู้ใช้สำรวจไดเรกทอรี ในขณะที่การรองรับ Quick Actions (การดำเนินการด่วน) อย่างเช่นการขีดเขียน การหมุน และการสร้าง PDF ทำให้การทำงานบน iPad เป็นเรื่องง่าย iPadOS ยังปล่อยที่เก็บข้อมูลในเครื่อง การบีบอัดและแตกไฟล์ ZIP และปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ๆ อีกด้วย

ท่องเว็บราวกับใช้เดสก์ท็อปกับ Safari

Safari ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมบน iPad iPadOS จะแสดงผลเว็บไซต์ในเวอร์ชันเดสก์ท็อปโดยอัตโนมัติ ปรับขนาดให้เหมาะสมกับจอภาพของ iPad และปรับการตอบสนองให้เหมาะกับหน้าจอสัมผัสที่สุด ดังนั้นเว็บแอพอย่างเช่น Google Docs, Squarespace และ WordPress จึงทำงานได้ดีเยี่ยมใน Safari บน iPad Safari ยังรองรับคุณลักษณะใหม่ๆ ที่สำคัญอีกด้วย อย่างเช่นตัวจัดการการดาวน์โหลด ปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ 30 ตัว และการปรับปรุงการจัดการแท็บ

ปรับปรุงการแก้ไขข้อความ

การแก้ไขข้อความบน iPad ได้รับการอัพเดทที่สำคัญพร้อมกับ iPadOS จึงทำให้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นที่จะชี้ด้วยความแม่นยำและด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ปัดเพื่อเลือกข้อความ และใช้คำสั่งนิ้วแบบใหม่เพื่อตัด คัดลอก วาง และเลิกทำ

คุณลักษณะเพิ่มเติมของ iPadOS

  • Dark Mode (โหมดมืด) เปลี่ยนสีพื้นทั่วทั้งระบบเป็นสีดำมืด เพื่อถนอมสายตาในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย
  • ติดตั้ง Custom Font (แบบอักษรที่ทำขึ้นเอง) ไว้ใช้งานทั่วทั้งระบบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างเอกสารที่สวยงามบน iPad แบบอักษรจากผู้ค้ารายเล็กและรายใหญ่เช่น Adobe, DynaComware, Monotype, Morisawa และ Founder จะวางจำหน่ายใน App Store
  • คีย์บอร์ดลอยแบบใหม่ประหยัดพื้นที่และรองรับ QuickPath ที่ทำให้การพิมพ์ด้วยมือเดียวง่ายขึ้นและเหลือพื้นที่ไว้แสดงแอพมากขึ้น ลูกค้าสามารถหยิกนิ้วเพื่อเปิดใช้งานคีย์บอร์ดลอยและลากไปที่ใดก็ได้บนหน้าจอ  
  • Photos จัดระเบียบคลังรูปภาพโดยคัดสรรรูปภาพที่ดีที่สุด ซ่อนความไม่เป็นระเบียบและรูปภาพที่คล้ายกันโดยอัตโนมัติเพื่อแสดงเหตุการณ์สำคัญจากวัน เดือน หรือปีที่ผ่านมา การตัดแต่งภาพใช้งานง่ายยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือใหม่ที่นำไปใช้ ปรับแต่ง และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และความสามารถการตัดแต่งภาพเกือบทั้งหมดก็มีให้ใช้งานสำหรับการตัดต่อวิดีโอเช่นกัน
  • Sign In with Apple (ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple) เป็นวิธีลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ด้วย Apple ID ที่รวดเร็ว ง่ายดาย และเป็นส่วนตัว
  • Maps มีแผนที่ฐานใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากศูนย์ Look Around (มองไปรอบๆ) เมืองด้วยภาพถ่ายระดับถนนที่สวยงามโดยใช้การถ่ายภาพ 3 มิติความละเอียดสูง Collections (สถานที่ที่เก็บสะสมไว้) สำหรับวิธีการใหม่ๆ ในการแชร์ร้านอาหาร ร้านค้า หรือจุดหมายปลายทาง และ Favorites (สถานที่โปรด) สำหรับการนำทางไปยังสถานที่ไปบ่อยอย่างรวดเร็ว1
  • การปรับปรุงสมรรถนะต่างๆ ทำให้ทั้งระบบตอบสนองเร็วขึ้น เช่นการปลดล็อคแบบ Face ID เร็วขึ้น และวิธีใหม่ในการทำแพคเกจแอพ iPad บน App Store ซึ่งช่วยลดขนาดของไฟล์ดาวน์โหลดลงสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไฟล์อัพเดทแอพมีขนาดเล็กลงสูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลให้เปิดแอพได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

สาวก Apple เตรียมตัวครึ่งปีหลังจนถึงปีหน้า บริษัทยักษ์ใหญ่มีอะไร รอคิวเปิดตัวบ้าง?

Apple 2019 – 2020 เป็นปีที่น่าจับตามองของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Tim Cook เคยเอ่ยปากว่าจะออกสินค้าตัวใหม่มาเปลี่ยนโลกอีกครั้งในปีหน้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่รอคิวเปิดตัวในปีนี้ หลายคนรอลุ้นการเปลี่ยนแปลงของ iPhone และการกลับมาของแท็บเล็ตขนาดเล็ก iPad mimi แต่จะมาหรือไม่นั้น ยังไม่มีใครบอกได้ เรามาดูสินค้าที่จะมาเปิดตัวในครึ่งปีหลังกันบ้าง ว่าก่อนถึงปี 2020 นั้น ทางบริษัทยักษ์ใหญ่มีอะไร รอคิวเปิดตัวบ้าง?

JUNE 2019

ในเดือนนี้เป็นช่วงที่ Apple 2019 จะมีการจัดงาน Worldwide Developers Conference ซึ่งอยู่ระหว่างที่ 3 – 7 มิถุนายน คาดว่าจะเน้นการนำเสนอด้านซอฟต์แวร์เป็นหลัก และอาจบอกใบ้เกี่ยวกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ บางอย่างด้วย

  • iOS 13 – ในเวอร์ชั่นนี้เชื่อว่า Dark mode จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ iOS 13 และการปรับหน้าตาของ Home screen ใหม่สำหรับการใช้งานบน iPhone และ iPad ในขณะที่แอพ Files จะได้รับการอัพเดทใหม่ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดขึ้นบน iPad ที่จะรองรับการเปิดใช้งานแอพเดียวกันได้ 2 หน้าจอ
  • CarPlay – ส่วนหนึ่งของ iOS 13 จะมีการปรับหน้าตาใหม่สำหรับ CarPlay ซึ่งต้องรอลุ้นกันอีกที
  • macOS 10.15 – ตัวระบบปฏิบัติการจะรองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ผ่านแอพพลิเคชั่นของนักพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพอร์ตแอพของ iOS ได้ง่ายๆ ผ่าน macOS เป็นต้น
  • watchOS 6 – แน่นอนว่าระบบปฏิบัติการสำหรับนาฬิกาของ Apple จะถูกปล่อยออกมาพร้อมกับ iOS 13 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าตาเช่นเดียวกัน
  • tvOS 13 – Apple ไม่พลาดที่จะออกอัพเดท tvOS ในเมื่อทุกระบบปฏิบัติการต่างก็ออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น iOS, macOS และ watchOS

SEPTEMBER 2019

  • iPhone 2019 – เป็นสินค้าที่หลายคนรอคอยกันมากที่สุดในปีนี้ เพื่อมาสานต่อจากรุ่น iPhone XS, XS Max, และ XR แต่น่าเสียดายที่หลายสื่อต่างก็เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ไปจากรุ่นเดิม โดยข่าวลือก่อนหน้านี้บอกว่ารายบากจะเล็กลงเท่านั้น และเพิ่มกล้องถ่ายรูปด้านหลังเป็น 3 เลนส์ รวมไปถึงการเปลี่ยนไปใช้พอร์ตแบบ USB-C และมาพร้อม A13 ที่รองรับเครือข่าย LTE และ Wi-Fi ความเร็วการรับส่งข้อข้อมูลที่สูงขึ้น
  • Apple Watch Series 5 – ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับ Apple Watch Series 5 แต่เชื่อว่าปีนี้จะมาแน่นอน ซึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่จะได้เห็นจะเน้นไปที่ด้านสุขภาพเป็นสำคัญ เช่น การวัดระดับนำ้ตาลในเลือด เป็นต้น

ปลายปี 2019

  • Mac Pro – Apple กำลังซุ่มพัฒนา Mac Pro รุ่นใหม่ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วสำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพ
  • New Apple Display – สินค้าใหม่ที่จะเปิดพร้อมกับ Mac Pro ซึ่งทาง Apple กำลังพัฒนาและเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับหน้าจอแสดงผลของตัวเองด้วย โดยตัวหน้าจอจะมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt มีขอบหน้าจอที่บางมากๆ และรองรับการแสดงผลความละเอียดระดับ 5K
  • Apple TV Dongle – มีข่าวลือว่า Apple จะออกตัว Apple TV ราคาถูกในรูปแบบ Dongle เหมือนกับ Amazon Fire Stick หรือ Google Chromecast นั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้ผู้ใช้งานสามารถดูสตรีมมิ่ง TV ของ Apple ได้ง่ายๆ เพียงเสียบเจ้า Apple TV Dongle เข้ากับทีวีที่บ้าน
  • HomePod – มีข่าวลือว่า Apple กำลังพัฒนาลำโพงอัจฉริยะ HomePod เวอร์ชั่นราคาประหยัด เพื่อให้สามารรถแข่งขันกับ Amazon และ Google ได้
  • High-end Over-Ear Headphones – แม้ว่า Apple จะมีทั้ง HomePod และ AirPod แต่มีรายงานว่า Apple กำลังพัฒนาหูฟังของตัวเองอยู่ด้วย และเป็นอีกแบรนด์หนึ่งของตัวเองสำหรับหูฟังแบบครอบหูระดับไฮเอนด์ โดยเน้นคุณภาพของเสียงเป็นสำคัญ และมีระบบตัดเสียงรบกวน
  • iMac และ iMac Pro – ในปีที่ผ่านมา iMac และ iMac Pro ยังไม่ได้รับการอัพเกรดใหม่ จึงเป็นไปได้ว่าในปี 2019 จะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ในขณะนี้
  • MacBook และ MacBook Air/Pro – ในปีนี้ MacBook จะได้รับการอัพเกรดใหม่ เพราะในปีที่แล้ว Apple อัพเกรดเฉพาะ MacBook Air และ Pro เท่านั้น ซึ่งก็คงต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรใหม่บ้าง

Apple 2020

  • iPhone 2020 – แม้จะยังไม่มีการเปิดตัว iPhone 2019 แต่ในปี 2020 ถือเป็นปีสำคัญของ Apple ที่จะนำเสนอความน่าตื่นเต้นตามที่เคยเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นชิพโมเด็ม 5G, ระบบกล้อง ToF ที่ใช้เลเซอร์ในการตรวจจับวัตถุแบบ 3 มิติ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีด้าน AR และทุกรุ่นจะใช้แผงหน้าจอ OLED
  • iPad Pro 2020 – เป็นครั้งของแท็บเล็ต Apple ที่จะมาพร้อมระบบกล้อง 3 มิติ ซึ่งภาพที่ถ่ายจากกล้องของ iPad Pad จะสามารถทำการแก้ไขได้ทันทีด้วยปลายปากกา Apple Pencil นั่นหมายความว่าในปี 2019 จะไม่มีการเปลี่ยนมากนักสำหรับ iPad จนกว่าจะถึงปี 2020
  • AR Smart Glasses – Apple กำลังให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบ AR (Augmented Reality) ซึ่งในปีหน้าคาดว่าแว่นตา AR จะถูกเผยโฉมต่อสายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกของ Apple ซึ่งตัวแพลตฟอร์มนี้จะมีชื่อว่า rOS ที่รับคำสั่งผ่านการสัมผัสที่แผงควบคุม ใช้งานคำสั่งเสียงได้ ควบคุมผ่านการท่าทางของศรีษะ เป็นต้น
  • Mac With Apple-Made Chip – มีข่าวลือว่า Apple กำลังวางแผนที่จะยกเลิกใช้ชิพของ Intel แล้วหันมาพัฒนาชิพของตนเองอย่างจริงจับสำหรับใช้ในปี 2020 คาดว่าเราจะได้เห็น Mac รุ่นแรกที่ใช้ชิพของตนเอง ในขณะที่ iPhone ก็จะมีชิพ A-Series ของตนเองในปีหน้าด้วย

Cr. iphone-droid.net

Huawei เปิดตัวแล็ปท็อป MateBook E 2019 : ชิป Snapdragon 850, แรม 8 GB และรัน Windows 10

Huawei ได้เปิดตัว MateBook E 2019 อย่างเงียบๆ ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยเป็นแล็ปท็อปแบบ 2 in 1 รุ่นล่าสุดในซีรีส์ MateBook E ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 และเปลี่ยนจากใช้ชิปซีพียู Intel มาใช้ Snapdragon 850

สเปคและฟังก์ชันที่น่าสนใจ

  • หน้าจอ 12 นิ้ว ความละเอียด QHD อัตราส่วน 3:2
  • แรม/ความจุ :  4 GB/128 GB, 8 GB/256 GB
  • เป็นส่วนผสมระหว่าง iPad Pro และ Microsoft Surface ที่สามารถเชื่อมต่อกับขาตั้งและใช้งานได้ทั้งในรูปแบบแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์โดยการเชื่อมต่อเข้ากับคีย์บอร์ดได้
  • เชื่อมต่อ LTE แบบ Always-On
  • รองรับ eSIM
  • เซ็นเซอร์สแกนนิ้วด้านข้างตัวเครื่อง
  • ทำงานร่วมกับปากกา M-Pen ของ Huawei ที่รองรับแรงกด 2,048 ระดับ

ราคา

MateBook E 2019 มีราคาเริ่มต้นในประเทศจีนอยู่ที่ 3,999 หยวน (ประมาณ 19,000 บาท) สำหรับรุ่นแรม 4 GB และความจุ 128 GB โดยวางจำหน่ายผ่านทาง Huawei Mall และเล็งขยายตลาดไปยังประเทศแถบยุโรปด้วย

Cr. beartai.com

เพียงกดปุ่มก็จะได้ยินเสียง Dork Too นาฬิกาคอลเลคชั่นล่าสุดจาก Nixon

จับสไตล์ย้อนยุคและความสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผสมผสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคได้อย่างลงตัวไร้กาลเวลา โดยเพิ่มความน่าสนใจด้วยปุ่มกด Dork Too ที่เมื่อกดปุ่มจะส่งเสียงบอกเวลา

จากยุค 90 สู่ปี 2019  นาฬิกา Dork Too จาก Nixon นำความน่าหลงใหลในอดีตมารวมกับการออกแบบที่น่าสนใจ ถึงแม้นาฬิกาเรือนนี้จะไม่สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าได้ เนื่องจากมีเพียงลำโพงและปุ่มเท่านั้น แต่มันสามารถส่งเสียงที่ไม่คาดคิดออกมาเพื่อให้คุณยิ้มตลอดทั้งวัน

สำหรับตัวเรือนเป็นสแตนเลส มาพร้อมจอแอลซีดีดิจิตอลที่สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ง่ายดาย พร้อมคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ได้แก่ วันที่การเตือนและไฟพื้นหลัง EL พอร์ต micro-USB ซึ่งเมื่อแบตจะหมดคุณก็แค่เสียบมันเข้ากับ USB

สำหรับหนุ่มๆ คนไหนที่กำลังมองหาการหยุดพักจากเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำๆ พบกับ Dork Too ได้แล้ววันนี้ ที่ Nixon Shop, Watch Else Shop หรือ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

Cr.sanook.com

B&O ส่งสุดยอดนวัตกรรมหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุด ” BeoPlay E8 2.0 “

หูฟังจากทาง B&O PLAY ในรุ่น Beoplay E8 2.0 เป็นหูฟังไร้สายแบบ truly wireless ที่ต่อยอดจากรุ่นแรก โดยในรุ่นนี้จะเพิ่มในส่วนของการชาร์จแบบไร้สายเข้ามา

“รองรับการชาร์จแบบไร้สาย”

การออกแบบและบรรจุภัณฑ์

        สำหรับหูฟัง B&O PLAY รุ่น Beoplay E8 2.0 นั้นจะเป็นหูฟังแบบ truly wireless คือไม่มีสายเชื่อมต่อทั้งสองข้างครับ ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาออกแบบให้มีความโค้งมน รองรับกับช่องหู ใช้การเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 4.2 AAC codec พร้อมเทคโนโลยี Near Field Magnetic Induction ที่ใช้สนามแม่เหล็กส่งสัญญาณจากหูฟังข้างขวาไปยังข้างซ้าย ซึ่งทำได้รวดเร็วมาก ทำให้เสียงของหูฟังทั้งสองข้างไม่มีอาการขาดๆหายๆแม้แต่น้อยครับ ตัวหูฟังนั้นควบคุมการทำงานผ่านทางระบบสัมผัสทั้งหมด โดยจะไม่มีปุ่มกดที่ตัวหูฟังเลยครับ ซึ่งสามารถสั่งงานได้ทั้งการเล่น-หยุดเพลง, รับโทรศัพท์, เพิ่ม-ลดเสียง และเปิด Transparency mode ที่ทำให้เราสามารถได้ยินเสียงรอบตัวได้โดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออก

อุปกรณ์ในกล่อง

• 1 x B&O PLAY Beoplay E8 2.0
• 1 x เคสสำหรับเก็บและชาร์จแบตเตอรี่
• 4 x จุกหูฟังไซส์ S, M, L และจุก Comply Foam
• 1 x สาย USB-C
• 1 x คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

การเชื่อมต่อ

Bluetooth : Bluetooth 4.2 ล่าสุด เชื่อมต่อรวดเร็ว

USB-C : ชาร์จไฟผ่าน USB-C

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

ตัว Beoplay E8 2.0 นั้นจะมาพร้อมกับเคสสำหรับพกพาที่หุ้มด้วยหนังแท้อย่างดี ตัวเคสนั้นจะมีแบตเตอรี่อยู่ภายใน สามารถใช้ชาร์จตัวหูฟังระหว่างวันได้ โดยสามารถใช้ชาร์จหูฟังเพิ่มได้อีก 3 รอบ ทำให้สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับตัวเคสนั้นจะออกแบบใหม่ให้มีความสวยงามมากกว่าเดิม โดยจะใช้การผสมผสานกันระหว่างพลาสติก อลูมิเนียม และหนัง ดูหรูหรามากกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก โดยตัวเคสจะใช้การชาร์จผ่านทาง USB-C และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ตัวเคสแบบไร้สายผ่านระบบชาร์จ Qi ได้อีกด้วยครับ โดยจะต้องซื้อแท่นชาร์จแบบไร้สายแบกต่างหาก ไม่ได้แถมมาให้ภายในกล่องครับ

นอกจากนี้การจับคู่ก็สามารถทำได้อย่างง่ายได้ แค่เพียงโหลดแอพ Beoplay มายังสมาร์ทโฟนของเราและทำการจับคู่ตามขั้นตอนเท่านั้น ตัวแอพยังสามารถใช้ในการปรับแนวเสียงของตัวหูฟังได้อีกด้วย โดยจะมีให้เลือกทั้งโทน Warm, Relaxed, Excited, และ Bright ให้เลือกปรับได้ตามชอบครับ และในส่วนของการโทรศัพท์นั้นจะมีเสียงออกทั้งสองข้าง

ซัมซุงคว้า ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ประกบ ‘LAZYLOXY’ ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ ‘Galaxy A50’

ซัมซุง คว้า เป๊ก ผลิตโชค ประกบ ‘LAZYLOXY’ ปล่อยภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ เปิดตัว Galaxy A50 ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้สนุกสนาน เรียลไทม์ และให้คุณเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าที่เคย ภายใต้แนวคิด ซัมซุง กาแลคซี่ เอ “สมาร์ทโฟนของคนชอบไลฟ์” โดยถ่ายทอดผ่านพรีเซนเตอร์ที่ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียล  ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ที่สุดศิลปินชายแห่งยุคขวัญใจเหล่า ‘นุช’ ประกบคู่กับ ‘ท็อป LAZYLOXY’ แรปเปอร์หนุ่มเลือดใหม่มากความสามารถ

นับเป็นครั้งแรกของการจับคู่กันของทั้งสองศิลปินสุดฮอต ตัวแทนของเหล่าเจน Z ผู้ชอบคิดค้นและลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ กล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และที่พร้อมจะออกไปไลฟ์ ออกไปมูฟ อย่างไร้ขีดจำกัด! แค่วันแรกที่ปล่อยโฆษณาก็ทำเอาเหล่าแฟนคลับฮือฮา จนกระแส #GalaxyA50TH ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากโฆษณาแล้ว ทั้งสองศิลปินก็ยังได้ออกซิงเกิลเพลงเต็ม “Life is live” ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้สุด ๆ

มาติดตามกันต่อ ว่าทั้งสองหนุ่มจะมีเซอร์ไพร์สอะไรให้กับแฟน ๆ กาแลคซี่อีกบ้าง สามารถรับชมวิดีโอโฆษณาตัวเต็มได้แล้วทาง Facebook Samsung Thailand: https://www.facebook.com/SamsungThailand/


Galaxy A50 สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้คนรุ่นใหม่สนุกสนานกับการถ่ายภาพและวิดีโอมากยิ่งขึ้น ด้วย 3 กล้องหลัง 1 กล้องหน้า ที่มีความละเอียดถึง 25 ล้านพิกเซล เก็บภาพสวยคมชัดทั้งกลางแจ้งและในที่ๆแสงน้อย พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยเลนส์ Ultra Wide ถ่ายภาพมุมกว้าง ได้มากถึง 123 องศา เสมือนกล้องมืออาชีพ ให้พร้อมออกไปเก็บภาพความประทับใจ เปิดมุมมองใหม่ให้กว้างมากยิ่งขึ้น บนหน้าจอ Full HD+ ความละเอียดสูง Super AMOLED ดีไซน์ใหม่แบบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้วและเต็มที่กับทุกกิจกรรมตลอดทั้งวัน ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการชาร์จเร็ว ให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา สมกับที่เป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการใช้ชีวิตของคนเจเนอเรชั่น Z  อย่างแท้จริง สามารถติดตามรายละเอียด ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 50 และรุ่นอื่น ๆ ใน เอ ซีรีส์ ได้ที่ https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxya/

Incase แบรนด์แห่งไลฟ์สไตล์เพื่อการปกป้องกับความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับ Apple โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์อันเรียบง่าย ครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่สาวกห้ามพลาด

เดือนที่จะถึงนี้ หนุ่มๆสาวๆอาจเริ่มเตรียมตัวไปเที่ยวต้อนรับซัมเมอร์กันแล้ว แต่การจะสะสางงานหรือปล่อยวางงานที่มีอยู่เต็มบ่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆคนจึงเลือกที่จะพกโน้ตบุ๊คหรืออุปกรณ์การทำงานของคุณไปลุยกับคุณด้วยเลย Incase (อินเคส) แบรนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของ Apple มาอย่างยาวนาน และเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบ Sleeve และ Case ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นอย่างดี จะขอดูแลทุกอุปกรณ์การทำงานของชาวออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็น Macbook, iPad และ iPhone ให้คุณไม่ว่าจะไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็สบายใจหายห่วง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องพก Notebook อุปกรณ์คู่กายของชาวออฟฟิศติดตัวไปตลอด Incase มีตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถพก Macbook ไปได้ทุกที่อย่างไม่ต้องกังวลด้วย เคสแข็ง MacBook Hardshell-dots พัฒนาจากรุ่นออริจินอลที่เป็นที่สุดของการปกป้อง มีการพัฒนารูปแบบเพื่อรองรับ device รุ่นใหม่ๆ โดยใช้พลาสติดโพลีคาร์บอเนต Bayer Makrolon polycarbonate เกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น สำหรับรุ่น Dots ด้วยดีไซน์ที่ออกแบบผิวด้านในเป็นลายปุ่มกลมนูน สามารถมองเห็นเป็นลายจุดได้จากภายนอก ไม่ได้มีไว้เพื่อความเก๋ไก๋เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปรียบเสมือนเบาะรองรับแรงกระแทก แต่ไม่เพิ่มความเทอะทะ ง่ายต่อการพกพา และยังออกแบบเฉพาะสำหรับพอร์ทของรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ Macbook 11” ไปจนถึง 15” พร้อมสีให้เลือกอีกหลากหลาย เป็นเจ้าของได้ในราคา 1790 – 2290 บาท

สำหรับชาวออฟฟิศหรือ Macbook user รวมถึงผู้ใช้ iPad ที่ชอบความเปลือยของเครื่องไม่ถนัดกับการใส่เคสระหว่างการใช้งาน แต่ก็ยังกังวลกับความปลอดภัยขณะพกพาและเดินทาง incase ขอแนะนำ sleeve กระเป๋าใส่ Macbook รุ่นต่างๆ โดยมีตัวเลือกเรื่องสีและวัสดุที่หลากหลายอย่างวัสดุที่ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

เริ่มกันที่ ICON sleeve สุดยอดนวัฒกรรมการปกป้อง ที่ใช้เทคโนโลยีทางวัสดุขึ้นรูป TENSAERLITE ฉีดขึ้นรูปพลาสติกแบบไร้รอยต่อ เพื่อปกป้องรับแรงกระแทก 360 องศา สำหรับ ICON sleeve นี้เรียกได้ว่าเป็น form-fitting สำหรับ sleeve เนื่องจากมีความพอดีของช่องใส่ตัวอุปกรณ์ ล็อคกับตัวเครื่องพอดี ปราศจากซิป และยังมีวัสดุของตัวซองให้เลือกกันได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น Diamond ripstop, Diamondwire, Ecoya และ Woolenex ถือว่าเป็น sleeve ที่ตอบทุกความต้องการและยังให้คุณสามารถพกโน้ตบุ๊คของคุณไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ไร้กังวล การันตีด้วยรางวัล Reader’s choice award, IF design award 2016 และ reddot design award winner 2015 วางจำหน่ายในราคา 2990 บาท แอบกระซิบว่าทั้งรุ่นที่กล่าวมานี้ นอกจากจะมีรุ่นที่หลากหลายสำหรับ Macbook แล้ว ยังมีรุ่นสำหรับ iPad อย่าง ICON Sleeve with Tensaerlite for iPad Pro 12.9″ ซึ่งมีน้ำหนักเบา สะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นสามารถชาร์จแบตได้แม้อยู่ในซอง เพิ่มความมั่นใจให้กับไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของคนวัยทำงาน และรุ่นยอดนิยมอย่าง Compact sleeve เป็น sleeve รุ่นขายดี ในราคาที่จับต้องได้ ผลิตจากวัสดุ flight Nylon ที่บางเบา แต่ทนทาน พร้อมช่องใส่โน้ตบุ๊คเปิดปิดด้วยซิป และมีช่องแยกสำหรัปใส่อุปกรณ์เสริมต่างๆเพิ่มเข้ามา ด้านในบุด้วยกำมะหยี่ขนเทียมตลอดแนว เพื่อการปกป้อง Macbook ของคุณในทุกการเดินทาง

มาถึงอุปกรณ์ที่เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ทำงานอย่างโทรศัพท์มือถือ incase เอาใจสาวก iPhone ด้วยเคสมือถือที่ออกแบบมาเพื่อ iPhone แต่ละรุ่นโดยเฉพาะ อย่าง Protective Clear Cover เคสใสกันกระแทกที่ปกป้องตัวเครื่องของคุณอย่างรอบด้าน กันรอยขีดข่วน พร้อมเผยตัวเครื่องอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และขอบด้านข้างยังป้องกันโทรศัพท์ไม่ให้ลื่นหลุดมือ ออกแบบมาสำหรับ iPhone หลายๆรุ่นโดยเฉพาะ วางจำหน่ายในราคา 790 บาท แต่สำหรับชาว first jobber คนไหนที่คิดว่า Clear Case อาจจะดูธรรมดาไป อยากได้เคสที่มีลูกเล่นมากกว่านี้ Incase ยังมี Textured Snap Case เคสสีดำที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานผ้า Woolenex ไว้ที่ตัวเคส ออกมาเป็นเคสที่มีดีไซน์โมเดิร์น ทันสมัย และทนทาน แต่ยังคงฟังก์ชั่นกันกระแทกและลดการขีดข่วนที่ตัวเครื่องที่อาจเกิดจากการใส่เคสอีกด้วย มีสำหรับ iPhone หลายรุ่น สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 1,290 บาท

พบกับประสบการณ์การเลือกซื้อตัวช่วยปกป้องอุปกรณ์สำคัญของคุณให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าได้แล้ววันนี้ ณ Incase Flagship Store ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ที่ https://incase.co.th/

Sony RX0 II กล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยมขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก

Sony RX0 II ได้รับการเปิดตัวอย่างทางการ โดยทาง Sony อ้างว่าเป็นกล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยม ที่มีขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานเป็นพิเศษ สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 10 เมตร กันตกสูงสุด 2 เมตร กันกระแทกจากแรงกดสูงสุด 200 กิโลกรัม รวมถึงกันฝุ่นได้ด้วย

Sony RX0 II สร้างความแตกต่างจากรุ่นแรกด้วยจอแสดงผล LCD ที่สามารถพับได้ ซึ่งหมายถึงพลิกขึ้นมา 180 องศา เพื่อถ่ายภาพตัวเอง และยังพับลงได้ 90 องศา Sony RX0 II มากับกล้องความละเอียด 15.3 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ภาพ Exmor RS CMOS พร้อมเลนส์ ZEISS 24mm F4.0 และตัวประมวลผลภาพ BIONZ X รองรับการบันทึกวีดีโอ 4K และมีโหมด Super Slow Motion สูงสุด 1,000 เฟรมต่อวินาที

Sony RX0 II ยังสามารถทำงานร่วมกับกล้องตัวอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันได้สูงสุด 5 – 50 ตัว และถ้าใช้ Camera Control Box CCB-WD1 จะสามารถเชื่อมต่อกล้อง RX0 II เข้าด้วยกันได้สูงสุด 100 ตัว เพื่อสร้างภาพเหมือนฉากหลบกระสุนแบบภาพยนตร์ The Matrix

Sony RX0 II จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ ราคา 700 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 22,235 บาท

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Samsung Galaxy S10 ที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งปี

 

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Samsung Galaxy S10 ที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งปี ที่ทางซัมซุงได้รวมเอาสุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคต มาไว้ในรุ่นนี้แบบจัดเต็ม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งดีไซน์การออกแบบ คุณภาพกล้อง และฟีเจอร์อัจฉริยะที่ครบครันเข้าใจผู้ใช้งานยุคใหม่ ที่รักการสร้างสรรค์คอนเทนท์ โดยประเทศไทยยังถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ทางซัมซุงเลือกจัดงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 ให้กาแลคซี่แฟนชาวไทย ได้เป็นเจ้าของเครื่องก่อนใครอีกด้วย

งานนี้ซัมซุงทำเซอร์ไพรส์ด้วยการขนทัพศิลปินเหล่าไอดอลทั้งไทยและเทศ มาสร้างสีสัน ความสนุกสนาน และเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ตลอดงาน นำทัพโดย ไอคอน (iKON) ศิลปินบอยแบนด์สุดฮอตจากเกาหลีใต้ ที่ไปสร้างปรากฏการณ์มาแล้วทั่วเอเชีย ประเดิมเวทีด้วยเพลง Love Scenario, Killing Me และ Bling Bling ต่อด้วย หนุ่มๆ  9×9 (ไนน์บายนาย) กลุ่มศิลปินชาวไทยที่ขนเพลงดัง อย่าง พริบตา และ Night Light มาร้องและเต้นบนเวที รวมทั้งไอดอลชาวไทย ขวัญใจวัยรุ่น เซเลบริตี้ และเหล่าดารา เข้าร่วมงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 กันอย่างคับคั่ง แน่นลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ซัมซุงเปิดจอง กาแลคซี่ เอส 10 และ เอส 10 พลัส ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 มีนาคม 2562 เท่านั้น! พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samsung.com/th/s10preorder