Maserati เปิดตัว Ghibli Hybrid ยนตรกรรม ผสานมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกในประวัติศาสตร์เทพตรีศูลที่หรูหราและปราดเปรียวตามสไตล์รถสัญชาติอิตาลี

มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัว ‘กิบลี ไฮบริด’ (Ghibli Hybrid) ใหม่ เป็นยนตรกรรมที่ใช้การขับเคลื่อนแบบผสมผสาน ระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของค่ายตรีศูล

ปิยะเทพ ศิวากาศ, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย เผยว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้นำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคต ที่ได้นำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้เป็นครั้งแรก ให้กับลูกค้าในประเทศไทย ได้สัมผัสกับความล้ำสมัย ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์นทรงพลัง และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้สมรรถนะอันเหนือชั้น พร้อมความประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น”

มาเซราติ กิบลี ไฮบริด ใหม่ นับเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์สุดท้าทายของค่ายตรีศูล ซึ่งเป็นเสมือนการก้าวสู่ยุคอนาคตอย่างเต็มตัว

สิ่งที่นับเป็นความท้าทายของโปรเจ็กต์นี้ก็คือ ผลิตรถไฮบริดอย่างไร ไม่ให้ส่งผลกระทบกับตัวตนของแบรนด์ ทำให้ กิบลี ไฮบริด ใหม่ เป็นหนึ่งในรถไฮบริดที่ดีสุดในโลก อีกทั้งยังคงเอกลักษณ์เสียงคำรามนดุดันไว้ได้อย่างครบถ้วน

การเปิดตัว กิบลี ไฮบริด ใหม่ ช่วยขยายไลน์อัพของ มาเซราติ ให้กว้างขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของรูปลักษณ์

กิบลี ไฮบริด ผ่านการออกแบบใหม่โดย Centro Stile Maserati ทั้งภายนอกและห้องโดยสารดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยสิ่งที่แสดงถึงความเป็นรุ่นไฮบริดก็คือ การนำสีน้ำเงินมาใช้เพื่อสื่อถึงเทคโนโลยีไฮบริดและโลกแห่งอนาคต

สีน้ำเงินถูกนำมาตกแต่งช่องระบายอากาศด้านข้าง 3 ช่อง, คาลิเปอร์เบรก และสัญลักษณ์สายฟ้าของโลโก้ตรีศูลบริเวณเสาซี ขณะที่เบาะในห้องโดยสาร ก็ผ่านการเย็บด้วยตะเข็บสีน้ำเงิน ส่วนกระจังหน้าก็ผ่านการออกแบบใหม่ ซี่กระจังมีลักษณะคล้าย ‘ส้อมเสียง’ (Tuning Fork) เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีเสียงใสชัด

ด้านของขุมพลัง Mild Hybrid

มาเซราติ นำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดมลพิษ ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับดีเอ็นเอของแบรนด์อย่างลงตัว

เทคโนโลยีไฮบริด สะสมพลังงานกลขณะลดความเร็วหรือเบรก เพื่อนำมาแปลงเป็นไฟฟ้า และชาร์จเข้าแบตเตอรี่ พร้อมติดตั้งท่อไอเสียที่ผ่านการปรับแต่งให้สามารถเปล่งเสียงคำรามตามแบบฉบับของยนตรกรรม มาเซราติ

นวัตกรรมขุมพลังไฮบริดสุดล้ำ เป็นผลลัพธ์จากมันสมองของทีมวิศวกรและฝ่ายเทคนิคของ มาเซราติ Innovation Lab ที่เมืองโมเดนา โดยผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตรเข้ากับอัลเทอร์เนเตอร์ 48 โวลต์ และอิเล็กทรอนิกส์ซูเปอร์ชาร์จ (e-Booster) พร้อมแบตเตอรี่

รองรับ มีกำลังสูงถึง 330 แรงม้า (hp ) แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.
ใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 255 กม./ชม. นับเป็นเครื่องยนต์ไฮบริดโดดเด่น และเป็นผลงานแรกของเครื่องยนต์ยุคอนาคต ที่จัดผสมผสานสมรรถนะ, ความประหยัด และความเพลิดเพลินในการขับได้อย่างลงตัว ติดตั้งแบตเตอร์รี่บริเวณท้ายรถเพื่อความสมดุล และมีน้ำหนักโดยรวมเบากว่า กิบลี ดีเซล 80 กิโลกรัม

เชื่อมต่อโลกดิจิทัลครบวงจร ผ่านโปรแกรม Maserati Connect และ Maserati Intelligent Assistant โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจาก Android Automotive ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับพร้อมอัปเดตฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ โดยอัตโนมัติ

มาเซราติ กิบลี ไฮบริด ใหม่ นับเป็นก้าวแรกสู่การทำทคโนโลยีไฮบริดมาใช้กับรถรุ่นอื่นๆ ในอนาคต วันนี้เราจะพาไปชมดีเทลและ test drive รถที่ปราดเปรียวและน่าหลงใหลคันนี้กันครับไปชมกันเลย

The New Mercedes-Maybach GLS and The new EQS.

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในประเทศไทย ส่ง 2 รุ่นหรู “Mercedes-Maybach GLS” และ “The new EQS” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง พร้อมยกระดับบริการหลังการขายต่อเนื่อง และจัดเต็มแคมเปญ StarFest ให้ลูกค้าถึง 30 กันยายนนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ย้ำความพร้อมในการมุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในประเทศไทยหนุนด้วยกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการขายใหม่ด้วยบริการที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวในประเทศไทยภายในทศวรรษนี้ตามนโยบายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ทั้งการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตของโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานแบตเตอรี่ ต่อยอดจากการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายที่สุด หนุนด้วยกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการขายใหม่ (New Retail Optimization Strategy) ด้วยบริการที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในระยะยาว พร้อมเตรียมส่ง 2 รถยนต์หรู “Mercedes-Maybach GLS” อีกระดับของรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรีที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ “The new EQS” ยานยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยที่ช่วยตอกย้ำการเดินหน้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ลุยตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีหลัง เสริมทัพด้วยการยกระดับบริการหลังการขายต่อเนื่อง ทั้งโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP, อะไหล่ StarParts และ REMAN Part พร้อมย้ำแคมเปญ “StarFest 2021: Season of the ultimate offers” มอบสิทธิประโยชน์มากมายให้กับผู้ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ถึง 30 กันยายนนี้

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจีได้มีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวทั่วโลกภายในทศวรรษนี้ โดยเริ่มจากการเปิดตัวโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบในปี 2568 ได้แก่ MB.EA, AMG.EA และ VAN.EA ซึ่งในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในสายการผลิตให้สอดคล้องกับกลยุทธ์นี้ไว้ก่อนแล้ว ทั้งการเตรียมความพร้อมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทย และการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 ต่อยอดจากการที่เราเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในแต่ละเซกเมนต์ที่สุด โดยก่อนหน้านี้ เรายังมีการประกาศกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพในการขายใหม่ โดยใช้ศูนย์บริการเป็น “พื้นที่สร้างประสบการณ์” เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารเพื่อสื่อภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ลักชัวรีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจของเราในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าทั้งในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป”

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยการแนะนำ 2 รถยนต์ลักชัวรีรุ่นใหม่ที่จะสะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดที่เป้นที่สุดของความหรูหราและความทันสมัย ได้แก่ Mercedes-Maybach GLS ยนตรกรรมที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกระดับของความเป็นรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี ที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุดในทุกรายละเอียด และ The new EQS รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทยโดยพัฒนาขึ้นมาจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Executive Class ที่หลอมรวมทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมผลิตและจำหน่ายรถยนต์รุ่น S-Class ที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในเวอร์ชัน PHEV ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน The IAA MOBILITY 2021 ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะอัปเดตอีกครั้งว่ารถยนต์แต่ละรุ่นจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในช่วงเวลาใด

ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็น sub-brand ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้ง Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach โดยล่าสุดได้มีการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ ทีทีซี, สตาร์แฟลกไพรมัส และ บีเคเค

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ และพนักงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกคนด้วยมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยในส่วนของบริการหลังการขาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ย้ำความพิเศษของโปรแกรมบำรุงรักษาและการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ MBSP ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจไม่รู้จบให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ ด้วยแพ็คเกจที่หลากหลายให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ Compact, Advance, Extra และ Excellent พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้บริการ ทั้งในเรื่องการบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอ และการขยายการรับประกันคุณภาพโดยไม่จำกัดระยะทาง พร้อมทั้งขยายความคุ้มครองได้สูงสุดถึง 8 ปี

ในด้านความหลากหลายของอะไหล่ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีทั้ง StarParts อะไหล่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 55% เพื่อการบำรุงรักษารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อายุ 5 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งรถยนต์คอมแพ็ค รถยนต์นั่งระดับกลาง รถยนต์เอสยูวี และรถยนต์สปอร์ต และ REMAN part ซึ่งเป็นอะไหล่แท้ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturing ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์คิดค้นขึ้นเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและแรงงานในขั้นตอนการผลิตอะไหล่แท้ชิ้นใหม่ โดยมีการฟื้นฟูสภาพ ตรวจสอบ และทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้อะไหล่ในกลุ่มนี้มีราคาย่อมเยาขึ้น ช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยอะไหล่ REMAN จะมีทั้งในชุดอุปกรณ์หลัก ชิ้นส่วนสำหรับกลไก ระบบหัวฉีดและการบำบัดไอเสีย ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับเคลื่อน โดยลูกค้าผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่นสามารถเข้ารับบริการและเลือกใช้อะไหล่ REMAN ได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังจัดแคมเปญ StarFest 2021: Season of the ultimate offers เพื่อมอบข้อเสนอสุดเร้าใจของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ให้ลูกค้ารับข้อเสนอไปแบบเต็มพิกัด ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายนนี้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ทุกรุ่น แคมเปญต่าง ๆ และรายละเอียดเกี่ยวกับบริการหลังการขายได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ฉลองครบรอบ 50 ปียานยนต์ระดับตำนาน Lamborghini Countach เผยโฉมโมเดลใหม่ LPI 800-4 เป็นครั้งแรกของโลกที่งาน The Quail: A Motorsports Gathering

แม้ว่าจะล่วงเลยมากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม นับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกของ Lamborghini Countach ในงาน Geneva International Motor Show แต่ดูเหมือนว่าตำนานที่ไม่เคยหลับใหลคันนี้ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ผลิตในโรงงาน Sant’Agata Bolognese มาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะเป็น Aventador, Huracán, Sián, หรือแม้แต่ Urus ก็ล้วนหยิบเอาดีเอ็นเอคาแรคเตอร์บางอย่างของ Countach มาผสมผสานได้อย่างแยบยล

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 ยุคที่ขึ้นชื่อว่าเฟื่องฟูที่สุดสำหรับการออกแบบ – กระทิงดุอย่าง Countach ได้เผยโฉมอย่างสง่างามในดีไซน์ที่ล้ำสมัยแบบสุดขั้ว ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘Countach’ ยังเป็นคำอุทานของภาษา Piedmontese หนึ่งในภาษาพื้นเมืองอิตาลี ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจและความชื่นชมในบางสิ่งบางอย่างอีกด้วย

โดยในช่วงปีไล่เลี่ยกันนี้ ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของหลากหลายเหตุการณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบและครีเอทีฟทั่วโลก รวมถึงมีอิทธิพลต่อแนวคิดการออกแบบ Countach ของ Marcello Gandini อีกด้วย อาทิ การแข่งขันทางอวกาศเพื่อมวลมนุษยชาติ, การถือกำเนิดของเทคโนโลยีขั้นสูงที่กลายมาเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย, เทรนด์แฟชั่นที่เชื่อมโยงกับลวดลายเรขาคณิตและสีสันที่สดใส, การเข้าสู่ยุคเครื่องบินเจ็ต ที่สำคัญ Countach ยังเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง อย่าง Ferruccio Lamborghini ที่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกเริ่มว่า การปฏิวัติวงการยานยนต์ ณ เวลานั้น ย่อมส่งอิทธิพลถึงสไตล์ของโมเดล Lamborghini ในอนาคต โดยเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Countach ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอมายังกระทิงดุรุ่นหลัง ๆ อาทิ ประตูแบบ Scissor Doors ซึ่งเป็น  ซิกเนเจอร์ของรถยนต์เครื่องยนต์ V12 ของค่ายลัมโบร์กินี และ Countach เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ประตูรูปแบบนี้ของแบรนด์อีกด้วย

เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับ Countach ในฐานะยนตรกรรมแห่งขบถที่ฉีกกรอบการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างไร้ที่ติ – Lamborghini ได้เผยโฉม Countach LPI 800-4 เป็นครั้งแรกของโลกที่งาน The Quail: A Motorsports Gathering โดยไอคอนนิคความแรงล่าสุดแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ มาพร้อมตัวถังในโทนสีขาว Bianco Siderale ที่ซ่อนดีเทลสีฟ้ามุกไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญยังชวนให้นึกถึง Countach LP 400 S คันโปรดของ Ferruccio Lamborghini อีกด้วย ภายในตกแต่งด้วยเฉดสีแดง-ดำ ซึ่งแม้จะถูกปรับดีเทลให้ทันสมัยและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันมากขึ้น แต่แบรนด์กลับคงกลิ่นอายของ Countach ต้นแบบไว้ได้อย่างครบครัน อาทิ Square Motif บนเบาะที่นั่งสไตล์สปอร์ต โดย Countach LPI 800-4  มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดด้วยเครื่องยนต์ V12 ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้า 48V และระบบซูเปอร์คาปาซิเตอร์ที่ช่วยมอบพละกำลังสูงสุด 780 แรงม้าจากเครื่องยนต์ และ 34 แรงม้าจากมอเตอร์ไฟฟ้า

ซึ่งนอกจากสีที่เปิดตัวแล้ว เจ้าของ Countach LPI 800-4 รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังสามารถปรับแต่งสีของรถตามสไตล์ของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นสีที่สะท้อนความเป็น Heritage Style ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแบบ Solid เช่น สีที่โดดเด่นอย่าง สีขาว Impact White และสีเขียว Verde Medio หรือหากเจ้าของรถต้องการสีที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น ก็ยังมีสีแบบเมทัลลิกให้เลือกตามชอบ เช่นสียอดนิยมอย่าง สีม่วง Viola Pasifae หรือ สีฟ้า Blu Uranus

โดยรุ่นพิเศษนี้ผลิตจำกัดเพียง 112 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อโปรเจกต์ ‘LP 112’ ที่ตั้งขึ้นในช่วงการพัฒนา Countach ตัวต้นแบบนั่นเอง

ร่วมสัมผัสความหรูหราโฉบเฉี่ยวของซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111

เรื่องเรียบเรียง  rhunrun 

The new Mercedes-Benz S-Class

The new S-Class คือที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด

The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตูทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester® 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว

นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบาทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์และฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคนเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ

เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม

ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไวในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลังให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย

ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ

The new S-Class มีจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
• Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท
• Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท

Cavallino Motors ผู้นำเข้าเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอ Ferrari SF90 Spider สุดยอดสปอร์ตคาร์เปิดประทุนปลั๊ก-อิน ไฮบริด 1,000 แรงม้า คันแรกของเฟอร์รารี่

คาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้นำเข้าเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอ Ferrari SF90 Spider สุดยอดสปอร์ตคาร์เปิดประทุนปลั๊ก-อิน ไฮบริด 1,000 แรงม้า คันแรกของเฟอร์รารี่ ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่อย่างที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ ผ่านการเปิดตัวรูปแบบดิจิทัล ท่ามกลางบรรยากาศสุดตื่นตาตื่นใจ ถ่ายทอดสด Live Streaming เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

SF90 Spider คือซูเปอร์คาร์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด แบบเปิดประทุนรุ่นแรกจากม้าลำพอง ที่สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในส่วนของสมรรถนะ นวัตกรรม และความเร้าใจในการขับขี่ให้กับแบรนด์เฟอร์รารี่ ตลอดจนบรรดารถสปอร์ตในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย อีกทั้งยังมีสเปกและสมรรถนะระดับทำลายสถิติเช่นเดียวกับที่สุดแห่งซูเปอร์คาร์อย่าง SF90 Stradale (เอสเอฟ 90 สตราดาเล) ทั้งยังเพิ่มความน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นไปอีกขั้น ด้วยหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเฟอร์รารี่ ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2011 กับ Berlinetta (เบอร์ลิเนตต้า) เครื่องวางกลางลำ SF90 Spider แสดงให้เห็นนิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์ที่ได้รับการปรับปรุงจนเป็นรถในอุดมคติของผู้ที่ต้องการสุดยอดแห่งเทคโนโลยีจากเฟอร์รารี่ ทว่ายังคงหลงใหลความสุขแห่งการขับขี่รถยนต์แบบเปิดประทุน

เช่นเดียวกับรถแบบสไปเดอร์รุ่นอื่น ๆ ของม้าลำพอง หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ของ  SF90 Spider รับประกันได้ว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด ปกป้องผู้โดยสารจากสภาพแวดล้อมภายนอกได้เป็นอย่างดีเมื่อปิดหลังคา ทั้งยังให้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางและสะดวกสบายสำหรับทุกคน หลังคามีขนาดกะทัดรัด เรียบง่าย และน้ำหนักเบา สามารถเปิดหรือปิด ได้ในเวลาเพียง 14 วินาที และทำงานได้แม้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่อีกด้วย 

สำหรับราคาของเฟอร์รารี่ SF90 Spider เริ่มต้นที่ 44,900,000 บาท โดยมี Warranty การรับประกันฟรี 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สามารถต่ออายุได้ถึง 15 ปี และการดูแลบำรุงรักษาฟรี 7 ปี โดยบริการจากทีมช่างผู้ชำนาญการด้วยเครื่องมือตามมาตรฐานจากโรงงานเฟอร์รารี่ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและความเป็นเลิศ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ทุกคันที่สร้างขึ้นจากโรงงานในมาราเนลโล ประเทศอิตาลี

พิสูจน์สมรรถนะอันทรงพลังของเฟอร์รารี่ SF90 Spider สุดยอดรถสปอร์ตเปิดประทุนปลั๊ก-อิน ไฮบริด คันแรกของเฟอร์รารี่ในรูปแบบการนัดหมายส่วนตัวเพื่อชมแบบใกล้ชิดและปลอดภัยได้ที่คาวาลลิโนมอเตอร์ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ระหว่างวันที่ 1730 มิถุนายนนี้ โดยพนักงานทุกคนจะต้องผ่านการคัดกรองโควิด-19 ก่อนเริ่มงาน 48 ชั่วโมง และมีการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอทุกเดือน ภายใต้มาตราการเข้มงวดของบริษัทฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 319 6109 หรือ info@cavallino.co.th หรือ www.bangkok.ferraridealers.com   

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Maserati ผู้ผลิตยานยนตร์สมรรถนะสูงสุดหรูจากอิตาลีร่วมเป็นพันธมิตรกับ Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวัฒนธรรมสตรีทของญี่ปุ่น

นวัตกรรม การออกแบบ และความหลงใหล คือ ค่านิยม ที่เชื่อมโยงยานยนต์เข้ากับโลกแห่งศิลปะและวัฒนธรรมประชานิยม มาเซราติ ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่กับ ฮิโรชิ ฟูจิวาระ ผู้รังสรรค์วัฒนธรรมเครื่องแต่งกายแนวสตรีทแฟชั่นของญี่ปุ่น และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Fragment Design

ภายใต้แบรนด์ Fragment Design ฮิโรชิ ฟูจิวาระ ร่วมมือกับศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ ‘Fragment x Maserati’ มิได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน แต่เป็นการผสานวัฒนธรรมและหลอมรวมแบรนด์ระดับไอคอนของ 2 วงการ มาเซราติ ฉีกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมด้วยการเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ ขณะที่ ฮิโรชิ ฟูจิวาระ ก็ได้โอกาสในการสื่อสารถึงความเป็น มาเซราติ ผ่านมุมมองของวัฒนธรรมแบบสตรีท ซึ่งเป็นศิลปะแขนงใหม่ ที่โดดเด่นและน่าสนใจมาก

“ผมชอบรถยนต์และรักในการขับขี่มาก และเมื่อได้ไปเยือนสำนักงานใหญ่ มาเซราติ ที่เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี ก็พบว่ามรดกของแบรนด์นั้นทรงพลังอย่างมาก และได้แรงบันดาลใจจากการพัฒนารูปลักษณ์ของกระจังหน้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยขณะอยู่ที่ Centro Stile Maserati ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจกับภาพร่าง วัสดุ การศึกษารูปแบบ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด มาเซราติ จึงเป็นนับพันธมิตรอันยอดเยี่ยม สำหรับการรังสรรค์ผลงานเกี่ยวกับรถยนต์เป็นครั้งแรก” ฮิโรชิ ฟูจิวาระ กล่าว

เส้นทางแห่งความสร้างสรรค์ ระหว่างศิลปินชาวญี่ปุ่นและ มาเซราติ เริ่มต้นด้วยการไปเยือนสถานที่ต่างๆ ของ มาเซราติ ในเมืองโมเดนา และ Centro Stile Maserati ที่ใช้สำหรับการออกแบบ รถยนต์หลากรุ่นในปัจจุบันและอนาคต ช่วยให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของแบรนด์อย่างถ่องแท้ อีกทั้งเป็นแหล่งค้นหาแรงบันดาลใจ จากการออกแบบชั้นเลิศ การวิจัยเกี่ยวกับสีและวัสดุในเชิงลึก ตลอดจนรายละเอียดทางศิลปะ เกิดเป็นประสบการณ์น่าประทับใจ นำไปสู่นวัตกรรมด้านวิศวกรรมอันล้ำสมัย โดย ฮิโรชิ ฟูจิวาระ ได้จำแนกองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างประวัติศาสตร์ของ มาเซราติ เพื่อรังสรรค์ ‘Fragment x Maserati’ ให้เป็นรถสปอร์ตที่สะท้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ ผสานแนวคิดทางศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น และแสดงถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของค่ายตรีศูล

การร่วมเป็นพันธมิตรระหว่าง มาเซราติ และ ฮิโรชิ ฟูจิวาระ จะนำไปสู่การสร้างรถ มาเซราติ กิบลี่ ไฮบริด (Ghibi Hybrid) แบบลิมิเต็ดเอดิชัน กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

เท่แบบสตรีทแต่ดุดันแบบสปอร์ต Palace Skateboards x AMG เมื่อแบรนด์สเก็ตมากดีไซน์จากอังกฤษมาเจอสุดยอดยานยนต์ตัวแรงสายพันธ์เยอรมัน!

Palace และ Mercedes-AMG ร่วมมือกันเปิดตัว collbaoration เสื้อผ้าและรถแข่ง AMG GT3 ที่พร้อมลงสนามแข่งเดือนนี้ โดย Palace ที่ร่วมงานมาแล้วทั้งกับ Polo Ralph Lauren และสโมสรฟุตบอล Juventus และประสบความสำเร็จอย่างสวยงามได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการร่วมมือกับ Mercedes-AMG บริษัทในเครือยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของเยอรมันที่เน้นรถยนตร์สมรรถนะสูงกว่ารถ Mercedes Benz ตัวปกติรวมทั้งรับผิดชอบในเรื่องการลงแข่งขันในรายการต่างๆ

โดยคอลเล็กชั่นนี้จะประกอบไปด้วยทั้งเสื้อผ้าและชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น เสื้อโค้ทที่ใช้ผ้า GORE-TEX ความทนทานสูง, เสื้อแจ็คเก็ตหนังในสไตล์นักแข่ง, หมวกไหมพรม และถุงมือ และอีกหนึ่งไฮไลท์เท่ๆของ collab นี้คือการออกแบบรถยนต์ AMG GT3 ที่เตรียมใช้สำหรับการแข่งขันรายการสำคัญ ADAC Total 24hrs Race Nürburgring ที่เยอรมันในวันที่ 3 มิถุนายนนี้

สำหรับรายการแข่งขันนี้ป็นที่รู้จักในชื่อ “The 24 Hours of Nürburgring” นั้นเป็นการแข่งขันรถ GT และ Touring ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงที่นับเป็นรายการเก่าแก่เพราะจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1970 และมีนักแข่งกว่า 700 ชีวิตร่วมลงแข่งในแทร็กความยาว 25.378 km ที่เต็มไปด้วยโค้งยากๆมากมาย

ซึ่งตัวรถใช้กราฟิกเสือขาวเขี้ยวดาบบนฝากระโปรงพร้อมสโลแกน “Divine Performance Specialist” พร้อมกราฟิกต่าง ๆ ของ Palace และ AMG รวมถึงสปอนเซอร์ของทีมทั่วทั้งคันครับ

สำหรับแคปซูล Palace x AMG จะเปิดตัวทางหน้าร้านและทางเว็บไซต์ palaceskateboards.com ในวันที่ 4 มิถุนายน และจะเปิดตัวในญี่ปุ่นและจีนผ่าน WeChat ในวันที่ 5 มิถุนายน

ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ Palace ยกระดับตัวเองจากแบรนด์สเก็ตสุดไฮป์ของลอนดอนไปสู่สายตาของชาวโลกกับแบรนด์ชั้นนำครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

ไปชม Rolls-Royce Cullinan ของแร็พเปอร์ชื่อดัง Drake ที่เติมความหรูขั้นสุดด้วยเครื่องเงินประดับเพชรจาก Chrome Hearts

ไปชมดีเทลเต็มๆของ Rolls-Royce รุ่น Cullinan ที่ทำร่วมกับแบรนด์จิวเวลรี่สุดหรู Chrome Hearts ของแร็พเปอร์หนุ่ม Drake กันครับเริ่มจากพาร์ทแต่ง carbon fiber แมคลาย Maltese เอกลักษณ์ของ Chrome Hearts กางเขนสุสานที่ถูกนำมาใช้แทน Flying Lady ที่ด้านหน้าฝากระโปรงส่วนภายในก็ตกแต่งด้วยหนังแท้สลับเพชรและ hardware เงินแท้จาก Chrome Hearts ในทุกจุดครับ

ผลิตขึ้นคันเดียวในโลกทั้งทีก็ต้องจัดเต็มให้ครบทุกดีเทลแบบนี้แหละจริงมั้ยครับ! ชมดีเทลเต็มๆทุกมุมได้ที่นี่เลยครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

พร้อมกลับมาซิ่งให้หายคิดถึง! XLARGE x The Fast and The Furious กับลายพิมพ์ซีนไอคอนิกจากภาพยนตร์รถซิ่งสุดยิ่งใหญ่

เป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของหลายๆคนโดยเฉพาะผู้หลงใหลในความเร็วและรถยนต์สำหรับ The Fast and The Furious โดยเฉพาะภาค Tokyo Drift ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในญี่ปุ่นและรายล้อมไปด้วยรถซิ่งสุดคลาสสิคหลายคัน ล่าสุดแบรนด์สตรีทแวร์รุ่นใหญ่จากแอลเอ XLarge ก็หยิบหนังแฟรนไชส์นี้มาคอบแลปบอเรชั่นเสื้อผ้า

โดยลายพริ้นท์นั้นก็มาจากฉากสำคัญ โดยมีโลโก้ของทั้งคู่อยู่ในขนาดเล็กมินิมอล คอลเล็กชั่นนี้จะวางขายวันที่ 23 นี้ที่ญี่ปุ่นครับถือว่าน่าสะสมเลยทีเดียวแถมในภาพแคมเปญยังได้ Mazda RX-7 รถซิ่งสุดไอคอนิกมาร่วมซีนอีกด้วยครับ!

บรรยากาศ Livestream แบบเรียลไทม์ส่งตรงจากอิตาลีเปิดตัว Lamborghini Huracán STO

อวดโฉมพร้อมกันทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการ Livestream แบบเรียลไทม์ส่งตรงจากอิตาลี กับไอคอนนิคความแรงล่าสุดจากลัมโบร์กินี Lamborghini Huracán STO (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน เอสทีโอ) จากสนามแข่งขันสู่ที่สุดแห่งยนตรกรรมบนท้องถนน

ที่ปรับแต่งให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของการขับรถแข่งในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง มาพร้อมเครื่องยนต์ v10 ที่ให้กำลังสูงสุด 640 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3 วินาที เท่านั้นโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แห่ง เรนาสโซ มอเตอร์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในไทย ได้จัดเอ็กซ์คลูซีฟ พรีวิว ปาร์ตี้ ส่งเทียบเชิญเหล่าสาวกกระทิงดุมาร่วมยลโฉมกันอย่างคับคั่ง

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แห่ง เรนาสโซ มอเตอร์ (ขวา)