Driving with Privileges

ความร่วมมือกันครั้งสำคัญระหว่างสองแบรนด์ระดับไฮเอนด์ Mercedes-Benz และ Citibank ที่จะยกชีวิตของคุณขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ

เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่กับความร่วมมือระดับโลกออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สุดพรีเมี่ยมทางการเงิน ‘บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส’ ภายใต้รูปลักษณ์อันหรูหรา และสิทธิประโยชน์มากมายที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นของลูกค้าคนสำคัญของทั้ง Mercedes-Benz และ Citibank

“การร่วมมือกันระหว่าง Mercedes-Benz (Thailand) และ Citibank เกิดจากคอนเซ็ปต์คล้ายคลึงกัน เราต่างก็เชื่อมั่นใจการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งในเบนซ์เองก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ ส่วนซิตี้แบงก์ก็เป็นผู้ให้บริการเครดิตการ์ดอันดับหนึ่งของโลก หลังจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ เราเชื่อว่าผู้ที่ถือบัตรจะยิ่งได้รับประโยชน์สูงสุด” อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กรของ Mercedes-Benz (Thailand) กล่าว “บางครั้งการบอกว่าอะไรคือสิ่งพรีเมี่ยม หรือหรูหราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างรถยนต์ Mercedes-Benz นี่ก็ต้องลองเข้าไปนั่งเอง ลองไปสัมผัสจับต้องหนัง พวงมาลัย อุปกรณ์ภายใน คุณถึงจะรู้สึกได้ถึงความพรีเมี่ยม เช่นเดียวกับบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส ที่เราเชื่อว่าถ้าคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะเข้าใจความพรีเมี่ยม”

และด้วยความพรีเมี่ยมของบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส ไม่ใช่ว่าใครก็จะสามารถครอบครองบัตรใบนี้ได้ นี่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ Mercedes-Benz จากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งหลังจากเปิดให้สมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการแล้ว เสียงตอบรับในเดือนแรกนั้นดีกว่าที่ซิตี้แบงก์คาดการไว้เป็นอย่างมาก เหตุก็มาจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับบัตรใบเล็ก แต่ความสามารถไม่เล็กใบนี้นี่เอง “สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีพื้นฐานมาจากซิตี้แบงก์เองก็ไม่น้อยอยู่แล้ว” อัชฌ์อธิบายเพิ่มเติม “เรายังเพิ่มบริการเลาจน์มิราเคิลที่สนามบิน บริการลีมูซีนของ Mercedes-Benz รับส่งที่สนามบิน และส่วนลดค่าบริการ 15% ส่วนลดค่าอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ เมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์ของเราด้วยครับ”

ภายในงานเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดสนั้น มีสามคนดังจากสามวงการมาเป็นตัวแทนความสำเร็จในด้านต่างๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความหรูหราพรีเมี่ยมของแบรนด์ขึ้นไปอีก ทั้ง ปราง – อภินรา ศรีกาญจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่น You Drink I Drive อั๋น – ภูวนาท คุนผลิน พิธีกร นักร้อง ดีเจ และนักธุรกิจ และบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ศิลปินคนสำคัญของประเทศไทย ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องราวของตัวเองที่ผูกพันกับความพรีเมี่ยมทั้งสองแบรนด์มาแบ่งปันให้ผู้เข้าร่วมงานกันทั้งสิ้น

“ส่วนตัวปรางไม่ค่อยขับรถยนต์เท่าไหร่ค่ะ เพราะขับไม่เก่ง” ปราง ผู้ก่อตั้ง You Drink I Drive ให้สัมภาษณ์ “ปรางเลยตั้ง You Drink I Drive ค่ะ เราชอบเป็นผู้โดสาร เราจึงคิดว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องอดทน มีความเชื่อมั่น ทุกครั้งที่เราท้อ ปรางจะคิดแค่ว่า อยากเห็นคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย เท่านั้นเองค่ะ”

ในส่วนของความผูกพันกับ Mercedes-Benz และ Citibank นั้น ปรางออกความเห็นว่า “Mercedes-Benz เป็นรถคันแรกที่คุณพ่อซื้อให้ตอนเรียนจบ ทำให้ปรางเชื่อมั่นมาตลอดว่า german-made คือ The Best ค่ะ ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ชอบที่สุดคือบริการ Reserved Parking ที่จะช่วยเราไปจอดรถในห้าง หรือที่ที่เราไม่คุ้นเคย และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงก็ทำให้อุ่นใจด้วยค่ะ”

“Mercedes-Benz เป็นแบรนด์ที่ใช้มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ผมใช้มาจนชินกับระบบแล้วครับ เรียกได้ว่าเป็นครอบครัว Mercedes-Benz ก็ได้ครับ” อั๋นเสริม “เพราะผมให้ความสำคัญกับรถมาก ใช้เวลาอยู่กับมันเยอะในแต่ละวัน จึงต้องเป็นรถที่สวยและขับสบาย ผมขับรถเองครับ Mercedes-Benz ตอบโจทย์ผมมาตลอด และสิทธิประโยชน์ที่ผมคิดว่าคุ้มที่สุดสำหรับบัตรซิตี้เมอร์เซเดสนี่ก็คือเมื่อใช้บัตรใบนี้ซื้อรถยนต์ Mercedes-Benz ก็จะได้คะแนนคูณแปดเลยนะครับ คุ้มที่สุดแล้ว ผมว่า”

“ทุกสิ่งที่ผมทำนี่เกิดจากความรักความหลงใหลอยู่แล้วครับ” บุรินทร์กล่าว “ถ้าผมไม่รัก ผมจะไม่ทำเลยครับ และถ้าผมรักอะไรก็ตาม ผมจะไม่ทิ้งมัน แต่พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นเองครับ” ซึ่งความหลงใหลของบุรินทร์นั้นก็ไม่ต่างจากสโลแกน The Best or Nothing ของ Mercedes-Benz นั่นเอง “นี่เป็นรถในฝันของคนใช้รถทุกคนเลยก็ว่าได้นะครับ มันเป็นรถที่ดีที่สุด และไว้วางใจได้จริง ส่วนซิตี้แบงก์นั้น ผมเองก็เป็นลูกค้าอยู่แล้ว ตั้งแต่ทำบัตรเครดิตใบแรกในชีวิตจนถึงใบที่ใช้อยู่ มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมได้เป็นอย่างดี ผมเดินทางบ่อย ได้ใช้เลานจ์ที่สนามบินอย่างแน่นอน เรียกบริการลีมูซีน Mercedes-Benz ก็ได้ และได้คูณสองในทุกอย่างที่ใช้จ่ายผ่านบัตร ผมว่าดีจริงๆ ครับ”

#CitiMercedesBenz #CitiBank #Benz #hommesthailand

“เมอร์เซเดส-เบนซ์”จับมือสองพันธมิตรระดับโลกจัดกิจกรรม“สปอร์ต แพลตฟอร์ม”

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม จับมือสองพันธมิตรระดับโลกมอบประสบการณ์ใหม่ผ่านการจัดกิจกรรมภายใต้ “สปอร์ต แพลตฟอร์ม” ประกอบด้วย “อีเอสแอล” (ESL: Electronic Sports League) ยักษ์ใหญ่วงการอีสปอร์ตระดับโลกสนับสนุนอีสปอร์ตเกมดัง “DOTA 2” และ “ROV”ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึง 2 ทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ “ESL National Championship” และ “ESL Clash of Nation” จัดในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย/สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครองตำแหน่งแบรนด์รถหรูระดับพรีเมี่ยมที่มียอดขายมากที่สุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน จากยอดจำหน่ายรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2.3 ล้านคัน และยังเป็นสถิติการเติบโตที่ต่อเนื่องยาวนานถึงแปดปี ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวมาจากการนำเสนอรถยนต์ ในรุ่นต่างๆ ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า”

พร้อมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไทยด้วยการร่วมกับ “ลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู๊ด” (Laureus Sport for Good) องค์กรระดับสากลที่ใช้กีฬาเพื่อพัฒนาชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก สนับสนุนมูลนิธิ “ไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย” (Right to Play Thailand) ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู้ด ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ด้อยโอกาสให้สามารถก้าวข้ามปัญหาความยากจน ความรุนแรง และการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยการให้ความรู้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างพลังด้วยกีฬา และกิจกรรมการเล่นในรูปแบบต่างๆ

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในประเทศไทย อีสปอร์ตนับเป็นวงการกีฬาที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และถูกพูดถึงในวงกว้าง ด้วยรูปแบบของกีฬาที่มีดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทำให้อีสปอร์ตเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมของเมอร์เซเดส-เบนซ์…”

สำหรับการแข่งขันรายการ ESL National Championships จะเป็นการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาทีมที่เก่งที่สุดในแต่ละประเทศ ส่วนรายการ ESL Clash of Nations จะเป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคระหว่างทีมผู้ชนะการแข่งขันจากประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย/สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อหาทีมที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เตรียมมอบประสบการณ์สุดเร้าใจให้กับเหล่าสาวกอีสปอร์ตชาวไทยด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเกม DOTA 2 รายการ ESL Clash of Nations รอบไฟนอลของฤดูกาลแรกอีกด้วย

“นอกจากมุ่งเน้นการร่วมมือกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีสปอร์ตระดับโลกแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการยกระดับ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นภายใต้สปอร์ต แพลตฟอร์มเช่นเดียวกัน โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ ‘ลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู้ด’ องค์กรระดับสากลที่ใช้ ‘กีฬา’ เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนสามารถก้าวข้ามปัญหาความยากจน ความรุนแรง และการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา ด้วยการให้การสนับสนุนมูลนิธิ ‘ไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย’ ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร …” มร.ฟรังค์ กล่าวสรุป

#MercedesBenz #MercedesBenzThailand #HommesThailand

Mercedes-Benz Thailand สร้างความเชื่อมั่นจับมือ 6 โรงแรมห้าดาวชั้นนำในประเทศไทย มอบที่สุดแห่งประสบการณ์ความหรูหรา ด้วยการส่งมอบรถลิมูซีนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสพร้อมกันกว่า 40 คัน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “The Taste of Legacy” ย้ำภาพลักษณ์ที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ด้วยการร่วมเป็นพันธมิตรกับ 6 โรงแรมชั้นนำระดับห้าดาวของเมืองไทย ในการทำธุรกิจรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมส่งมอบ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive รุ่นใหม่ล่าสุด จำนวนกว่า 40 คัน เพื่อเป็นรถลิมูซีนในการให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญ 

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหรูหราที่สะท้อนผ่านวัสดุคุณภาพ ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยของ Mercedes-Benz ซึ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างเลือกเป็นพันธมิตรธุรกิจรถยนต์กับ Mercedes-Benz สำหรับในประเทศไทย เราถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำระดับห้าดาว โดยรถยนต์ตระกูล S-Class ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในทุกองค์ประกอบ สมฐานะยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก”    

“สำหรับงาน ‘The Taste of Legacy’ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือ
ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการรถลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำรายใหญ่ของเมืองไทย อย่าง เบลล์ ทรานสพอร์ท และโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาวของเมืองไทยทั้ง 6 แห่ง อย่าง โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ,โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ,โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ,โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ,โรงแรม สุโขทัยกรุงเทพ และโรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ที่พร้อมส่งมอบที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ผ่านขบวนยนตรกรรมหรู Mercedes-Benz S 350 d Exclusive กว่า 40 คัน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตน” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

การส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Benzในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งมอบครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ด้วยมูลค่ารถยนต์รวมกว่า 300 ล้านบาท โดยหลากหลายโรงแรมพันธมิตร นับเป็นลูกค้าธุรกิจกลุ่มองค์กรยุคแรกเริ่มที่เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เพื่อดูแลลูกค้าคนสำคัญมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่รุ่น Mercedes-Benz S 320 CDI จนเปลี่ยนมาใช้ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ซึ่งสิ่งนี้สามารถสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของแต่ละโรงแรมที่มีต่อรถยนต์ Mercedes-Benz ในฐานะเครื่องหมายที่แสดงถึงมาตรฐานและคุณภาพขั้นสูงที่ทางโรงแรมตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบัน S-Class นับเป็นรถลิมูซีนระดับพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัส

รถยนต์ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ถือเป็นรถยนต์ที่พร้อมจะมอบนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย จากห้องโดยสารที่มาพร้อมกับระบบ ENERGIZING Comfort Control เทคโนโลยีที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม รวมถึงที่นั่งตอนหลังที่มาพร้อมกับ Chauffeur Seat Package ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังได้มากยิ่งขึ้น จากการปรับเลื่อนเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าไปด้านหน้าได้อีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. จากตำแหน่งปกติ ทำให้มีพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลังฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัย ด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ และ Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง รวมถึงดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น และสมรรถนะอันดีเยี่ยม

Still Feels Ahead of Its Time

ในอดีต Citroën DS ได้ดึงอนาคตมาให้คนรุ่นก่อนได้สัมผัส แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปร่วม 60 ปี อนาคตในวันนั้นยังไม่จางหายไป มันยังคงทำหน้าที่อนาคตของอดีตได้ไม่เสื่อมคลาย มนต์เสน่ห์ของรถรุ่นนี้ยังคงสะกดสายตาผู้คนยามเห็นมันเฉิดฉายบนท้องถนนได้เสมอ

ย้อนไปวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์ต้องบันทึกไว้ เพราะเพียงแค่วันแรกที่ลืมตามาเพื่อให้โลกได้รู้จัก มันได้เรียกยอดจองไปมากถึง 12,000 คัน เป็นยอดจองที่มากที่สุดตลอด 60 ปีที่ผ่านมา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาถูกโค่นตำแหน่งด้วยรถยนต์แห่งอนาคตอย่างแบรนด์ Tesla

ในช่วงเวลานั้นแบรนด์รถยนต์ทั่วไปที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอะไรมากนัก ถ้ามีก็จะค่อยๆ ปล่อยทีเด็ดออกมาเรื่อยๆ มากบ้าง น้อยบ้าง แต่สิ่งที่ Citroën ทำคือปล่อยมันออกมาทีเดียว รวดเดียว เพื่อสะกดสายตาคนทั้งโลกให้อยู่หมัด ด้วยงานออกแบบที่ลงตัวตั้งแต่หัวจรดท้าย เส้นสายโค้งมนที่รับกันทั้งคัน มีความเหลี่ยมเข้ามาเจือบ้างเพื่อตัดเลี่ยน ดีไซน์ทรงฉลามเมื่อมองจากด้านข้าง แต่ถ้ามองด้านหน้าก็จะมีหน้าตาคล้ายกบ

ระบบอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยอย่าง พวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบเกียร์แบบเซมิออโต้ ระบบช่วงล่างแบบ hydropneumatic suspension systems ที่นุ่มนวลสุดๆ (ระดับที่รถรุ่นใหม่ๆ ในทุกวันนี้ไม่สามารถสร้างความนุ่มนวลที่เนียนได้มากเท่านี้ เชื่อผมเถอะ ผมสัมผัสมันมาแล้ว) ระบบไฟหน้าที่หมุนตามพวงมาลัยเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยยามกลางคืน ที่ซึ่งเป็นอินสไปเรชั่นของรถในปัจจุบัน ระบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ อินทีเรียร์ดีไซน์ ที่ล้ำสมัย พวงมาลัยก้านเดียวพร้อมปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ามือ ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยแม้แต่ เสี้ยววินาที และสุดท้ายที่ทำให้มันยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกขั้น เมื่อยามคุณจอดรถ มันจะค่อยๆ ลดตัวลงหมอบกับพื้นอย่างสงบ แต่พอสตาร์ทก็พร้อม
กลับขึ้นมาอยู่ในท่วงท่าที่สง่างาม

ตัวเลข 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือความเร็วสูงสุดที่ DS สามารถจะทำได้ มันถูกส่งกำลังมาจากเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 1,911 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 70.5 แรงม้า ถึงแม้เป็นตัวเลขแรงม้าที่ดูไม่เยอะ แต่ก็ต้องยอมความอัจฉริยะของทีมออกแบบที่เลือกใช้ fiberglass เป็นวัสดุทำหลังคาซึ่งช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถไปได้มากทีเดียว

Flaminio Bertoni ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน คือผู้รังสรรค์ Citroën DS ให้ออกมาสง่างาม แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เท่านี้หากขาดนักวิศวกรรมชาวฝรั่งเศสที่คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีแสนอัจฉริยะราวกับซื้ออนาคตล่วงหน้ามาใช้งานก่อน ทำให้ Citroën DS ได้รับการชื่นชมจากสื่อทุกสำนักทั่วโลก บางสื่อถึงขั้นยกให้มันเป็นรถยนต์ที่มีการออกแบบที่สวยและลงตัวที่สุดตลอดกาล ถึงตอนนี้ถ้าคุณอยากได้มาจอดในโรงจอดรถสักคัน   เราคงปลอบใจได้คำเดียวว่า “มีเงินก็อาจจะซื้อไม่ได้”

Author: Chatchanan Chantajinda

Born to Race

เด็กหนุ่มทุกคนคงจะเฝ้าฝันถึงวันที่ได้ขับรถแข่งจริงๆ สักครั้งในชีวิต แต่รับรองว่ารถคันนี้จะทำให้เด็กหนุ่มในฝันคนนั้นลืมฝันเก่าๆ ในครั้งนั้นไปอย่างถาวร

แม้ในวันนี้เด็กหนุ่มทุกคนในวันนั้นอาจจะยังทำสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่สำเร็จ หรือบางคนอาจจะล้มเลิกความคิดนั้นและเปลี่ยนทิศทางไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม เราจึงอยากจะรับอาสามาปลุกไฟในตัวที่ยังเหลืออีกน้อยนิด หรือเติมไฟให้เปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนอยู่ในตัวใครหลายๆ คน กับซูเปอร์คาร์คันเจ๋งจากค่ายตรีศูลที่ไม่อาจจะมองข้าม หรือไม่อาจจะหยุดเหลียวหลังเพื่อยลโฉมความสวยงามของเส้นสายบนตัวรถที่พุ่งทะยานมาพร้อมกับเสียงเครื่อง V8 อันทรงพลังกว่าใคร นับตั้งแต่วันแรกที่ค่าย Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo ในปี 2007 ที่กรุงเจนีวา โดยผงาดขึ้นมาแทนที่รุ่น Coupe หนึ่งในงานศิลป์ที่รังสรรค์โดยสำนักออกแบบยานยนต์ Italdesign Giugiaro S.p.A. และในวันนั้นการเปิดตัวรถรุ่นนี้ส่งผลให้ Maserati เหมือนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ด้วยผลงานการออกแบบจากปลายปากกาลูกหม้อของ Pininfarina อย่าง Jason Castriota ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้ที่เคยฝากผลงานการออกแบบรถซูเปอร์คาร์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Ferrari รุ่น P4/5 by Pininfarina และ Ferrari 599 ในปี 2006 และยังมีผลงานการออกแบบ ให้กับค่าย Ferrari อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม GranTurismo ที่เปิดตัวออกมานั้นก็ยังคงเรียกว่าเป็นซูเปอร์คาร์ได้ไม่เต็มปากนัก และเหล่าแฟนๆ ค่ายตรีศูลก็ไม่ได้พึงพอใจกันสักเท่าใดกับการจับคู่เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร กับเกียร์ ZF 6 สปีด ที่อาจจะทำให้รถสปอร์ตสมรรถนะสูงนี้ต้องกลายเป็นรถสปอร์ตที่จองตั๋วในตำแหน่งมองท้ายซูเปอร์คาร์จากค่ายอื่นอยู่บ่อยครั้ง

และในเดือนกันยายน ปี 2010 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ สาวกค่ายตรีศูลก็ได้ฟังข่าวดีที่ทำให้อะดรีนาลินในตัวนั้นต้องหลั่งไหลกันอย่างรุนแรงจนแทบบรรยายกันไม่ถูกครั้งใหญ่ เพราะ Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo MC Stradale ที่ใช้เครื่องยนต์ F136 Y V8 ความจุ 4.7 ลิตร ที่ขนเอาม้าจากเมืองโมเดนามาถึง 460 ตัวที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมกับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 4.5 วินาที และสามารถพาคุณไปสู่ความเร็วที่เกินกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์รุ่นนี้นั้นเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Maserati และ Ferrari ส่งพลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ MC-Shift 6 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari รุ่น 599 GTO เป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างไม่ต้องบรรยาย และยังมีอัตราการกระจายน้ำหนักอยู่ที่ 48:52 นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถซูเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เอาไว้ข้างหน้า และแน่นอนว่ายังคงใช้พื้นฐานเดิมของรุ่น GranTurismo ในการที่จะทำให้สมรรถนะนั้นสูงขึ้นมาอย่างทันตาเห็น เห็นทีแค่อัพเกรดเครื่องและเกียร์คงจะไม่พอ Maserati จึงจัดการรีดน้ำหนักให้เบากว่ารุ่นปกติถึง 110 กิโลกรัม จนมีน้ำหนักสุทธิเหลือเพียง 1,670 กิโลกรัมเท่านั้น

แน่นอนว่าแค่นั้นยังไม่จุใจและดุเดือดพอที่จะเรียกอะดรีนาลินในตัวคุณให้หลั่งไหลได้รุนแรงพอ จึงได้ทำการอัพเกรดสมรรถนะช่วงล่างและความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับอาทิ ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Brembo เทคโนโลยีที่ส่งตรงมาจากรถแข่งสูตรหนึ่ง ที่จานเบรกนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าจานเบรกแบบเดิมถึง 60 เปอร์เซ็นต์ สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสู่จุดหยุดนิ่งในระยะเพียง 33 เมตรเพื่อจะควบคุมม้าทั้ง 460 ตัวให้อยู่หมัด ยางรุ่นพิเศษ P Zero Corsa ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง Pirelli ที่จะมอบสัมผัสแสนพิเศษจากพื้นถนนสู่ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สู่พวงมาลัย พร้อมด้วยช่วยล่างที่ปรับให้แข็งขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์ และเตี้ยลงอีกเล็กน้อยจากสำนัก MC ที่จะทำให้ Maserati คันนี้ไม่เหมือนคันไหนๆ และพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ ภายในนั้นติดตั้งเบาะคู่หน้าแบบเดียวกับรถแข่งที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิต ภายในนั้นใช้หนังอัลคันทาราหุ้มเอาไว้หลากหลายจุดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงความสปอร์ตเฉกเช่นเดียวกับรถแข่งในสนามจริงๆ ส่วนในเรื่องของ สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์ตัวนี้ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนั้นทาง Maserati ก็ให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน คุณจะได้ยินถึงความแน่นและดุดันของเครื่องที่คำรามออกมาในทุกๆ ครั้งที่เอาเท้ากดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งหมดทั้งมวลที่ทาง Maserati ได้ใส่เข้าไปใน GranTurismo MC Stradale ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้นั้นกลายเป็น GranTurismo รุ่นแรกที่สามารถทะยานออกไปข้างหน้าได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถเลือกขับขี่ได้ทั้งในโหมด Sport และ Race ที่จะปล่อยให้เกียร์ ช่วงล่าง แทร็กชั่นคอนโทรล และเสียงของเครื่องนั้นได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มอัตราศึก รองรับการนำเจ้าซูเปอร์คาร์คันนี้ไปบดขยี้พื้นสนามแข่งและปลดปล่อยสมรรถนะอย่างเต็มพิกัด และสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับ Maserati GranTurismo MC Stradale คือถูกผลิตออกมาทั้งหมดเพียง 497 คันทั่วโลกเท่านั้น

และมีให้เห็นโลดแล่นอยู่บนท้องถนนเมืองไทยเพียงไม่กี่คัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นของหายากที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายและท้ายที่สุดหากวันใดที่ฝันของเด็กคนนั้นได้เป็นจริงก็หวังว่ารถคันนี้จะไม่เป็นเพียงแค่ของที่มีไว้ประดับที่จอดรถเท่านั้น แต่จะเป็นภาพที่เด็กในวันนั้นกลายเป็นเจ้าของในวันนี้ขึ้นไปแล้วกดปุ่มสตาร์ท พร้อมกับปลดปล่อยให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ได้บดขยี้พื้นถนน ทิ้งเศษยางเอาไว้ให้ซูเปอร์คาร์คันที่ตามมาเอาไว้ดูต่างหน้า แล้ววันนั้นแหละจะได้รู้กันว่าซูเปอร์คาร์ที่มีนามว่า Maserati นั้นจะร้ายกาจและพิเศษเพียงใด

Author: V. Käfer
Photography: Courtesy of Maserati

Toyota C-HR Neon Lime 2019 ใหม่ ตัวถังสีเหลืองพิเศษจำกัดเพียง 2,000 คันที่ยุโรป

Toyota C-HR Neon Lime 2019 รุ่นพิเศษใหม่ เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ยุโรป พร้อมตัวถังเหลืองพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น

Toyota C-HR 2019 รุ่นพิเศษคันนี้ มาพร้อมตัวถังสีเหลืองอมเขียวที่เรียกว่า Neon Lime สีสันจัดจ้าน ตัดกับหลังคาสีดำ พร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED (แบบเดียวกับรุ่น Hybrid ในบ้านเรา) ตบท้ายด้วยล้ออัลลอยสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว

จุดเด่นของ C-HR Neon Lime คันนี้ นอกจากจะมีสีสันภายนอกจัดจ้านแล้ว ภายในยังถูกติดตั้งเครื่องเสียง 360⁰ JBL Music Experience Pack ที่มาพร้อมลำโพง JBL รอบคัน และยังได้เป็นสมาชิกบริการ Deezer สำหรับสตรีมมิ่งเพลงฟรี 6 เดือน เสริมความหล่อด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สลับหนังสีดำอีกด้วย

ขุมพลังของ C-HR Neon Lime เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ซึ่งโตโยต้าระบุว่า ผู้ขับขี่จะได้รับอรรถรสจากระบบเสียง JBL ได้อย่างเต็มที่

Toyota C-HR Neon Lime 2019 จะถูกเปิดตัวพร้อมประกาศราคาจำหน่ายในภายหลัง

Cr. sanook.com

All NEW Mazda 3 (2019) ดีไซน์ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV-X

Mazda ทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดกระทัดรัด C-segment ของพวกเขาด้วยรถอย่าง Familia ตั้งแต่ปี 1963 และได้วิวัฒนาการต่อมาอีก 8 เจนเนอเรชั่นโดยใช้ชื่อในการทำตลาด 323 และ Protege ในบางประเทศ หลังจาก 8 เจนเนอเรชั่นผ่านไป Mazda ก็ยุบชื่อเดิม แล้วใช้ชื่อรุ่นเป็นตัวเลขแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Mazda 3 (ในญี่ปุ่นเรียกว่า Axela) ซึ่งเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2003 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Ford จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 2013 Mazda เผยโฉมเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์แบบ SKYACTIV เป็นการปฏิวัติรูปแบบของรถจากนอกถึงใน

นับจากปี 2003 ถึงปัจจุบัน Mazda ขายรุ่น 3 ไปแล้วมากกว่า 6 ล้านคัน เป็นรถรุ่น Global ที่มียอดขายดีที่สุดของค่าย สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับ Mazda รถเจนเนอเรชั่นที่ 3 (SKYACTIV 1) เป็นแรงผลักดันสำคัญส่วนหนึ่งในเรื่องการออกแบบ KODO design และวิศวกรรมที่มุ่งเน้นความรู้สึกที่ดีเมื่อได้ขับ ตลอดจนการตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ขับ และลดอัตราการสิ้นเปลืองลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Mazda 3 สมัยที่อยู่ใต้ร่มของ Ford

Mazda 3 ในทุกรุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SkyActiv-X ขนาด 2.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 222 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ทั้งแบบแฮทช์แบ็คและซีดาน จะมาพร้อมกับตัวเลือก i-Activ all-wheel drive ของมาสด้า ซึ่งจะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว Mazda ยังมีแพ็คเกจใหม่ทั้งในรุ่นแฮทช์แบ็คและรุ่นซีดาน ที่อาจจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบ Active Driving เบาะหนัง มี Moonroof ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED และมีระบบปรับแสงสว่างที่ด้านหน้า

เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์สำหรับคนรักรถ Classic อย่างแท้จริง

“โอ้โห…” เป็นคำอุทานของเหล่าทีมงานที่หลุดออกมาจากปากอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่อันกว้างขวางของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมที่ดูเหมือนจะคับแคบไปถนัดตาเพราะรถสารพัดขนาดและหน้าตาที่จอดเรียงรายกันจนเต็มพื้นที่ ทีมงานหลายคนดูจะตื่นเต้นกับรถขนาดกะทัดรัดที่เรียกว่า ‘ไมโครคาร์’ ส่วนอีกหลายคนก็ตาดีไปเห็นใบพัดใต้ท้องรถและตระหนักว่ารถคันตรงหน้านั้นสามารถแปลงร่างเป็นเรือได้ในยามจำเป็น ในขณะที่ทีมงานเพศชายที่มีใจรักรถยนต์เป็นทุนเดิมอยู่นั้นก็ดูจะตื่นตาไปกับรถโบราณหน้าตาดีที่รายเรียงกัน จนทำให้เราต้องปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเก็บภาพและหาโลเคชั่นกันตามใจ ท่ามกลางสายตาอันอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ด้วยใจรัก

“ที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรีนะครับ” เขาเริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงใจดีไม่ผิดกับหน้าตา “เปิดบริการตั้งแต่พ.ศ. 2549 แล้วครับ ผมไม่หวังผลกำไร แค่อยากจะอนุรักษ์มรดกและประวัติศาสตร์เรื่องยานพาหนะและเครื่องจักรกลจากทั่วโลกเท่านั้นเองครับ

“จุดเริ่มต้นเหรอครับ” เขานิ่งคิด “ผมก็คงคล้ายกับเด็กผู้ชายหลายคนที่ตอนเด็กๆ ชอบรถยนต์และบรรดาเครื่องยนต์กลไกต่างๆ บังเอิญที่บ้านก็มีอาชีพเกี่ยวกับการซ่อมรถด้วย ผมจึงเติบโตมากับพวกรถยนต์และเครื่องยนต์น่ะครับ พอโตมาก็มีอาชีพเกี่ยวกับยานพาหนะด้านบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะรถดับเพลิง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในทวีปยุโรป เวลาว่างผมก็จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์รถยนต์และเครื่องจักรกล หรือที่แถบนั้นเรียกกันว่า Technik Museum เรียกได้ว่าไปกี่ครั้งๆ ก็จะต้องเจียดเวลาเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ทุกครั้ง เห็นรถสะสมที่เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ ‘ไมโครคาร์’ ก็เริ่มอยากสะสมบ้าง เลยเริ่มต้นซื้อตามงานประมูลต่างๆ โดยรถคันแรกที่มาถึงมือผมได้แก่ Messerschmitt KR200 เป็นรถสัญชาติเยอรมันที่ผมประมูลได้มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อพ.ศ. 2540 ตั้งแต่คันนั้นมาถึงบัดนี้ผมมีไมโครคาร์รวมๆ แล้วกว่า 300 คันครับ

“Messerschmitt เป็นบริษัทผลิตเครื่องบินให้กับกองทัพเยอรมันครับ หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทก็ถูกประเทศสัมพันธมิตรสั่งห้ามผลิตเครื่องบินต่อ เลยเบี่ยงมาผลิตรถยนต์แทน แต่เขาก็ยังรักษารูปร่างหน้าตาไว้ให้เหมือนเคบินของเครื่องบิน ตัวเครื่องไม่กี่ซีซีเท่านั้น เพราะน้ำมันราคาสูง และวัสดุผลิตก็หายากเนื่องจากประเทศแพ้สงคราม รถ Messerschmitt KR200 คันแรกของผมนี่เปิดประตูโดยยกขึ้นจากด้านข้าง แบบนี้นะครับ” มีคนแสดงกลไกการเปิดประตูอันน่าทึ่งนี้ให้เราเห็นจริงจัง ท่ามกลางเสียงฮือฮาของทีมงาน “นี่คือไมโครคาร์คันแรกของผม ผมเลยเอามาทำเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ครับ

“ส่วนคันนี้คือ BMW Isetta ซึ่งความพิเศษคือมันเคยเป็นบริษัทผลิตสกูตเตอร์และตู้เย็นของประเทศอิตาลี เขาจึงออกแบบมาให้ไมโครคาร์คันนี้เปิดหน้าเหมือนกับประตูตู้เย็น พอ BMW ซื้อลิขสิทธิ์มาก็ผลิตต่อโดยเคารพรูปแบบดั้งเดิม ลักษณะกลมมนแบบนี้ทำให้มันถูกเรียกว่า ‘บับเบิลคาร์’ ซึ่งไมโครคาร์ส่วนใหญ่ก็มีสามล้อเป็นปกติแล้วนะครับ และที่สำคัญคือเวลาเกิดอุบัติเหตุสามารถเปิดหลังคาผ้าใบแล้วลุกหนีออกจากรถได้เลย หลังๆ ก็มีการซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตต่อโดยหลายบริษัทครับ อย่าง Heinkel Kabine ก็ใช่ครับ ในพิพิธภัณฑ์มีหลายคันอยู่”

นอกจากนั้นแล้วเจษฎายังเล่าเรื่องราวของไมโครคาร์หลากหลายสัญชาติให้พวกเราฟัง ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะก่อตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมา เพราะกระแสเสียงความรักนั้นส่งผ่านมาถึงทีมงานเราได้ไม่ยากนัก “ความสุขของการสะสมจริงๆ คือการได้เห็นรถเก่าพวกนี้กลับมาวิ่งได้อีกครั้งหนึ่ง ผมให้ทีมงานของผมซ่อมจนทุกคันกลับมาใช้การได้จริงนะครับ และผมโชคดีมากๆ ที่มีโอกาสได้นำของสะสมเหล่านี้ไปรับใช้ในงานสำคัญๆ ของประเทศ การได้เห็นไมโครคาร์คันจิ๋วๆ วิ่งเรียงรายกันบนถนนราชดำเนิน ถนนเยาวราชนั้น เป็นภาพที่สวยงามและแปลกตาจริงๆ ครับ ถือเป็นขบวนพาเหรดบนถนนสายสำคัญของประเทศจริงๆ” สีหน้าของเขาแสดงความสุขอย่างปิดไม่มิด

“ตอนนี้ผมซื้อที่ริมแม่น้ำไว้ขยายพิพิธภัณฑ์แล้วนะครับ” เขาเล่าต่อ “ตอนแรกๆ น่ะผมก็สะสมรถเหล่านี้ไว้ดูคนเดียว แต่มันก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นหลายร้อยคัน เวลาเพื่อนฝูงได้มาชมทุกคนก็ชอบ พอผมได้ตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำเก่าของโซเวียตก็จัดแถลงข่าว เริ่มมีคนภายนอกรู้จัก ผมจึงตัดสินใจเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อพ.ศ. 2549 เพราะทุกอย่างก็พร้อมอยู่แล้ว ตอนนี้ผมเปิดให้เข้าชมฟรีครับ แต่ถ้าส่วนที่สร้างใหม่เสร็จเมื่อไรผมค่อยเก็บค่าเข้าครับ อยากจะให้พิพิธภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล และให้บริการครบวงจร มีการจัดแสดงยานพาหนะทุกประเภท แบ่งเป็นโซนชัดเจน และผมก็จะมีเรือรบหลวงมาอยู่ในคอลเลกชั่นด้วยนะครับ”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jesadatechnikmuseum.com

ผลงานการร่วมมือกันของ โลตัส อาร์ต เดอ วิฟว์ (Lotus Arts De Vivre) และฮาฟ แคส ครีเอชั่นส์ (Half Caste Creations) ที่หนุ่มๆ ที่ชอบความแรงและหลงใหล

ผลงานการร่วมมือกันของ โลตัส อาร์ต เดอ วิฟว์ (Lotus Arts De Vivre) และฮาฟ แคส ครีเอชั่นส์ (Half Caste Creations) ที่หนุ่มๆ ที่ชอบความแรงและหลงใหลในเครื่องยนต์จะต้องชอบกับการออกแบบเครื่องประดับทั้งสำหรับแต่งกายและประดับยนต์ที่จะเผยโฉมในวันที่ 13 มีนาคมนี้นั่นก็คือมอร์เตอร์ไซค์ที่ชื่อ KETO อันเป็นผลงานรังสรรค์ที่นำเอาความเก่งกาจเรื่องงานฝีมือของ Lotus Arts De Vivre มาผสานกับความเชี่ยวชาญและหลงใหลในเครื่องยนต์วินเทจของ Half Caste Creations

แต่ก่อนที่เราจะได้ชม KETO เราได้พบกับคอลเล็กชั่นเครื่องประดับที่มีทั้งแหวน กำไล เข็มขัด ฯลฯ รวมทั้งเสื้อเชิ้ตผ้าไหมลายพิมพ์พิเศษ และเราได้เห็นชิ้นส่วนที่จะรวมร่างเป็น KETO นอนนิ่งสงบในตู้ปลาขนาดใหญ่ แน่นอนว่าจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะชิ้นส่วนทั้งหมดที่เราเห็นทำจากเงินสเตอร์ลิง 925 ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ KETO เป็นจิวเวลรีที่เคลื่อนที่ได้ด้วยความแรงระดับซูเปอร์ไบค์

#LotusArtsDeVivre #HalfCasteCreations

THE TINY BEAST ซูเปอร์คาร์ที่ไว้ใช้ชีวิตประจำวันได้สบายและเต็มไปด้วยพละกำลังที่สมบรูณ์แบบในทุกๆด้าน