ไปชมบรรยากาศการทดลองขับที่สุดของรถสปอร์ตขุมพลัง V8 “Ferrari F8 Tributo Track Drive Experience”

คาวาลลิโน มอเตอร์ เฟอร์รารี่ ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดเอกคลูซีฟท์ให้กับลูกค้า “Ferrari F8 Tributo Track Drive Experience” ณ สนามแข่งพีระ จังหวัดชลบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

คาวาลลิโน มอเตอร์ พาคณะลูกค้าไปสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจพร้อมร่วมทดลองขับเฟอร์รารี่ F8 Tributo รถสปอร์ตขุมพลัง V8 ที่แสดงถึงความเป็นที่สุดแห่งตำนานยนตรกรรมจากค่ายม้าลำพอง ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลกแห่งยนตรกรรมทั้งในด้านของสมรรถนะและอรรถรสในการขับขี่ ให้ลูกค้าได้ร่วมทดสอบความแรงของขุมพลัง 8 สูบที่ดีที่สุดในโลกการันตีรางวัล “Best Engine” จาก International Engine Of The Year Awards ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 ถึง 2019 อีกทั้งยังสามารถปลดปล่อยพลังทั้ง 720 แรงม้าออกมาได้เต็มพิกัดถึง 8,000 รอบ/นาที เคียงข้างกับแฮนด์ลิ่งอันยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และความสะดวกสบายอย่างมีระดับ  พร้อมการออกแบบจาก Ferrari Styling Centre ส่งให้ F8 Tributo เป็นดั่งสะพานเชื่อมต่อของแก่นแท้แห่งภาษาการออกแบบยุคใหม่ เพื่อสืบสานบุคลิกของรถสมรรถนะสูงและประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงสุดอันเป็นเอกลักษณ์ของเฟอร์รารี่ให้ดำเนินต่อไป

สามารถเยี่ยมชมพร้อมทดลองขับเฟอร์รารี่ F8 Tributo ได้ที่โชว์รูม คาวาลลิโน มอเตอร์ เฟอร์รารี่ ประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-319-6109

Brabus จัดการแปลงโฉม G63 AMG ให้ดุดันกว่าเดิมพร้อมขุมกำลัง 789 แรงม้า

Brabus สำนักแต่งจากเยอรมันที่เน้นในเรื่องอุปกรณ์เพื่อสมรรถนะและประสิทธิภาพสูงสุดของรถร่วมมือกับ Mercedes Benz อีกครั้งกับการปล่อยรถยนต์ตัวแต่งเสร็จในโมเดล G63 AMG กับชื่อรุ่นดุเท่อย่าง Black&Gold Edition


ในครั้งนี้ Brabus ได้สร้างสรรค์ชุดบอดี้คิทรอบคัน พร้อมตัวเครื่องที่มีกำลังทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร V8 ที่ถูกจูนให้มีแรงม้าถึง 789 แรงม้า และสามารถเร่งเครื่องให้ถึง 62mph (99.7kph) ได้ใน 4.2 วินาที และความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าสูงถึง 150 mph (241kph)

ด้วยราคาจำหน่ายที่ 380,672 Euro หรือประมาณ 13,572,000 บาทนี่ถือเป็นรถในฝันของหลายๆคนอย่างแน่นอนครับทั้งสมรรถนะและหน้าตาที่โดดเด่นเหลือเกิน

ไปชมภาพเต็มๆของ 2021 Porsche 911 Turbo S โมเดลคลาสสิคที่มาพร้อมขุมกำลังใหม่สุดทรงพลัง

แม้จะต้องเปิดตัวออนไลน์แทนเพราะงาน Geneva Motor Show นั้นถูกแคนเซิลเนื่องจากการระบาดของไวรัสแต่ก็ไม่มีอะไรหยุดความฮอตของ Porsche 2021 911 Turbo S และ Turbo S Cabriolet ได้ด้วยการสร้างความเร็ว 0-62 mph (99 kph) ภายในเวลา 2.7 วินาที เครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 3.8 ลิตร 6 บล็อกเทอร์โบคู่ ที่มีแรงม้าสูงถึง 640 ไปชมภาพเต็มๆของรถในฝันของหลายๆคนคันนี้กันเลยครับ

รู้ทันทีว่าเป็นรถใคร ! Porsche เปิดบริการพิมลายนิ้วมือของลูกค้าลงบนรถ 911 คันหรู

เป็นอีกหนึ่งบริการล่าสุดที่น่าสนใจสำหรับ Porsche รถหรูสัญชาติเยอรมันในฝันของหลายๆคน กับการแสกนและพิมลายนิ้วมือของเจ้าของรถลงบนยานยนต์โมเดลคลาสสิกอย่าง 911 ที่บริเวณฝากระโปรง

โดยลายกราฟฟิคที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคลนี้ตอนนี้เริ่มให้บริการแล้วแต่ยังสามารถพิมได้ที่ฝากระโปรงเท่านั้นส่วนอื่นๆทาง Porsche กำลังพัฒนาเพิ่ม

ส่วนในเรื่องความปลอดภัยทางแบรนด์ก็การันตีว่าจะไม่มีใครสามารถมาขโมยข้อมูลลายนิ้วมือของลูกค้าไปใช้ได้เพราะในขั้นตอนการแสกนก่อนพิมด้วยหุ่นยนต์นั้นจะมีการใส่โค้ดป้องกันไว้

ใครที่สนใจก็รอบริการนี้ในไทยได้เลยเพราะที่ Europe นั้นจะเริ่มผลิตและส่งมอบรถตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ ที่ราคาเริ่มต้น 8,100 ยูโร หรือประมาณ 280,000 บาท

Driving with Privileges

ความร่วมมือกันครั้งสำคัญระหว่างสองแบรนด์ระดับไฮเอนด์ Mercedes-Benz และ Citibank ที่จะยกชีวิตของคุณขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ

เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่กับความร่วมมือระดับโลกออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สุดพรีเมี่ยมทางการเงิน ‘บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส’ ภายใต้รูปลักษณ์อันหรูหรา และสิทธิประโยชน์มากมายที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นของลูกค้าคนสำคัญของทั้ง Mercedes-Benz และ Citibank

“การร่วมมือกันระหว่าง Mercedes-Benz (Thailand) และ Citibank เกิดจากคอนเซ็ปต์คล้ายคลึงกัน เราต่างก็เชื่อมั่นใจการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งในเบนซ์เองก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ ส่วนซิตี้แบงก์ก็เป็นผู้ให้บริการเครดิตการ์ดอันดับหนึ่งของโลก หลังจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ เราเชื่อว่าผู้ที่ถือบัตรจะยิ่งได้รับประโยชน์สูงสุด” อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กรของ Mercedes-Benz (Thailand) กล่าว “บางครั้งการบอกว่าอะไรคือสิ่งพรีเมี่ยม หรือหรูหราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างรถยนต์ Mercedes-Benz นี่ก็ต้องลองเข้าไปนั่งเอง ลองไปสัมผัสจับต้องหนัง พวงมาลัย อุปกรณ์ภายใน คุณถึงจะรู้สึกได้ถึงความพรีเมี่ยม เช่นเดียวกับบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส ที่เราเชื่อว่าถ้าคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะเข้าใจความพรีเมี่ยม”

และด้วยความพรีเมี่ยมของบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส ไม่ใช่ว่าใครก็จะสามารถครอบครองบัตรใบนี้ได้ นี่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ Mercedes-Benz จากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งหลังจากเปิดให้สมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการแล้ว เสียงตอบรับในเดือนแรกนั้นดีกว่าที่ซิตี้แบงก์คาดการไว้เป็นอย่างมาก เหตุก็มาจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับบัตรใบเล็ก แต่ความสามารถไม่เล็กใบนี้นี่เอง “สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีพื้นฐานมาจากซิตี้แบงก์เองก็ไม่น้อยอยู่แล้ว” อัชฌ์อธิบายเพิ่มเติม “เรายังเพิ่มบริการเลาจน์มิราเคิลที่สนามบิน บริการลีมูซีนของ Mercedes-Benz รับส่งที่สนามบิน และส่วนลดค่าบริการ 15% ส่วนลดค่าอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ เมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์ของเราด้วยครับ”

ภายในงานเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดสนั้น มีสามคนดังจากสามวงการมาเป็นตัวแทนความสำเร็จในด้านต่างๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความหรูหราพรีเมี่ยมของแบรนด์ขึ้นไปอีก ทั้ง ปราง – อภินรา ศรีกาญจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่น You Drink I Drive อั๋น – ภูวนาท คุนผลิน พิธีกร นักร้อง ดีเจ และนักธุรกิจ และบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ศิลปินคนสำคัญของประเทศไทย ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องราวของตัวเองที่ผูกพันกับความพรีเมี่ยมทั้งสองแบรนด์มาแบ่งปันให้ผู้เข้าร่วมงานกันทั้งสิ้น

“ส่วนตัวปรางไม่ค่อยขับรถยนต์เท่าไหร่ค่ะ เพราะขับไม่เก่ง” ปราง ผู้ก่อตั้ง You Drink I Drive ให้สัมภาษณ์ “ปรางเลยตั้ง You Drink I Drive ค่ะ เราชอบเป็นผู้โดสาร เราจึงคิดว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องอดทน มีความเชื่อมั่น ทุกครั้งที่เราท้อ ปรางจะคิดแค่ว่า อยากเห็นคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย เท่านั้นเองค่ะ”

ในส่วนของความผูกพันกับ Mercedes-Benz และ Citibank นั้น ปรางออกความเห็นว่า “Mercedes-Benz เป็นรถคันแรกที่คุณพ่อซื้อให้ตอนเรียนจบ ทำให้ปรางเชื่อมั่นมาตลอดว่า german-made คือ The Best ค่ะ ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ชอบที่สุดคือบริการ Reserved Parking ที่จะช่วยเราไปจอดรถในห้าง หรือที่ที่เราไม่คุ้นเคย และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงก็ทำให้อุ่นใจด้วยค่ะ”

“Mercedes-Benz เป็นแบรนด์ที่ใช้มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ผมใช้มาจนชินกับระบบแล้วครับ เรียกได้ว่าเป็นครอบครัว Mercedes-Benz ก็ได้ครับ” อั๋นเสริม “เพราะผมให้ความสำคัญกับรถมาก ใช้เวลาอยู่กับมันเยอะในแต่ละวัน จึงต้องเป็นรถที่สวยและขับสบาย ผมขับรถเองครับ Mercedes-Benz ตอบโจทย์ผมมาตลอด และสิทธิประโยชน์ที่ผมคิดว่าคุ้มที่สุดสำหรับบัตรซิตี้เมอร์เซเดสนี่ก็คือเมื่อใช้บัตรใบนี้ซื้อรถยนต์ Mercedes-Benz ก็จะได้คะแนนคูณแปดเลยนะครับ คุ้มที่สุดแล้ว ผมว่า”

“ทุกสิ่งที่ผมทำนี่เกิดจากความรักความหลงใหลอยู่แล้วครับ” บุรินทร์กล่าว “ถ้าผมไม่รัก ผมจะไม่ทำเลยครับ และถ้าผมรักอะไรก็ตาม ผมจะไม่ทิ้งมัน แต่พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นเองครับ” ซึ่งความหลงใหลของบุรินทร์นั้นก็ไม่ต่างจากสโลแกน The Best or Nothing ของ Mercedes-Benz นั่นเอง “นี่เป็นรถในฝันของคนใช้รถทุกคนเลยก็ว่าได้นะครับ มันเป็นรถที่ดีที่สุด และไว้วางใจได้จริง ส่วนซิตี้แบงก์นั้น ผมเองก็เป็นลูกค้าอยู่แล้ว ตั้งแต่ทำบัตรเครดิตใบแรกในชีวิตจนถึงใบที่ใช้อยู่ มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมได้เป็นอย่างดี ผมเดินทางบ่อย ได้ใช้เลานจ์ที่สนามบินอย่างแน่นอน เรียกบริการลีมูซีน Mercedes-Benz ก็ได้ และได้คูณสองในทุกอย่างที่ใช้จ่ายผ่านบัตร ผมว่าดีจริงๆ ครับ”

#CitiMercedesBenz #CitiBank #Benz #hommesthailand

“เมอร์เซเดส-เบนซ์”จับมือสองพันธมิตรระดับโลกจัดกิจกรรม“สปอร์ต แพลตฟอร์ม”

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม จับมือสองพันธมิตรระดับโลกมอบประสบการณ์ใหม่ผ่านการจัดกิจกรรมภายใต้ “สปอร์ต แพลตฟอร์ม” ประกอบด้วย “อีเอสแอล” (ESL: Electronic Sports League) ยักษ์ใหญ่วงการอีสปอร์ตระดับโลกสนับสนุนอีสปอร์ตเกมดัง “DOTA 2” และ “ROV”ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึง 2 ทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ “ESL National Championship” และ “ESL Clash of Nation” จัดในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย/สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครองตำแหน่งแบรนด์รถหรูระดับพรีเมี่ยมที่มียอดขายมากที่สุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน จากยอดจำหน่ายรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2.3 ล้านคัน และยังเป็นสถิติการเติบโตที่ต่อเนื่องยาวนานถึงแปดปี ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวมาจากการนำเสนอรถยนต์ ในรุ่นต่างๆ ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า”

พร้อมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไทยด้วยการร่วมกับ “ลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู๊ด” (Laureus Sport for Good) องค์กรระดับสากลที่ใช้กีฬาเพื่อพัฒนาชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก สนับสนุนมูลนิธิ “ไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย” (Right to Play Thailand) ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู้ด ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ด้อยโอกาสให้สามารถก้าวข้ามปัญหาความยากจน ความรุนแรง และการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยการให้ความรู้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างพลังด้วยกีฬา และกิจกรรมการเล่นในรูปแบบต่างๆ

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในประเทศไทย อีสปอร์ตนับเป็นวงการกีฬาที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และถูกพูดถึงในวงกว้าง ด้วยรูปแบบของกีฬาที่มีดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทำให้อีสปอร์ตเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และยังช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมของเมอร์เซเดส-เบนซ์…”

สำหรับการแข่งขันรายการ ESL National Championships จะเป็นการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาทีมที่เก่งที่สุดในแต่ละประเทศ ส่วนรายการ ESL Clash of Nations จะเป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคระหว่างทีมผู้ชนะการแข่งขันจากประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย/สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อหาทีมที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เตรียมมอบประสบการณ์สุดเร้าใจให้กับเหล่าสาวกอีสปอร์ตชาวไทยด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเกม DOTA 2 รายการ ESL Clash of Nations รอบไฟนอลของฤดูกาลแรกอีกด้วย

“นอกจากมุ่งเน้นการร่วมมือกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีสปอร์ตระดับโลกแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการยกระดับ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นภายใต้สปอร์ต แพลตฟอร์มเช่นเดียวกัน โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ ‘ลอริอุส สปอร์ต ฟอร์ กู้ด’ องค์กรระดับสากลที่ใช้ ‘กีฬา’ เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนสามารถก้าวข้ามปัญหาความยากจน ความรุนแรง และการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา ด้วยการให้การสนับสนุนมูลนิธิ ‘ไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย’ ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร …” มร.ฟรังค์ กล่าวสรุป

#MercedesBenz #MercedesBenzThailand #HommesThailand

Mercedes-Benz Thailand สร้างความเชื่อมั่นจับมือ 6 โรงแรมห้าดาวชั้นนำในประเทศไทย มอบที่สุดแห่งประสบการณ์ความหรูหรา ด้วยการส่งมอบรถลิมูซีนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสพร้อมกันกว่า 40 คัน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “The Taste of Legacy” ย้ำภาพลักษณ์ที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ด้วยการร่วมเป็นพันธมิตรกับ 6 โรงแรมชั้นนำระดับห้าดาวของเมืองไทย ในการทำธุรกิจรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมส่งมอบ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive รุ่นใหม่ล่าสุด จำนวนกว่า 40 คัน เพื่อเป็นรถลิมูซีนในการให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญ 

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหรูหราที่สะท้อนผ่านวัสดุคุณภาพ ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยของ Mercedes-Benz ซึ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างเลือกเป็นพันธมิตรธุรกิจรถยนต์กับ Mercedes-Benz สำหรับในประเทศไทย เราถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำระดับห้าดาว โดยรถยนต์ตระกูล S-Class ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในทุกองค์ประกอบ สมฐานะยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก”    

“สำหรับงาน ‘The Taste of Legacy’ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือ
ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการรถลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำรายใหญ่ของเมืองไทย อย่าง เบลล์ ทรานสพอร์ท และโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาวของเมืองไทยทั้ง 6 แห่ง อย่าง โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ,โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ,โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ,โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ,โรงแรม สุโขทัยกรุงเทพ และโรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ที่พร้อมส่งมอบที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ผ่านขบวนยนตรกรรมหรู Mercedes-Benz S 350 d Exclusive กว่า 40 คัน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตน” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

การส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Benzในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งมอบครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ด้วยมูลค่ารถยนต์รวมกว่า 300 ล้านบาท โดยหลากหลายโรงแรมพันธมิตร นับเป็นลูกค้าธุรกิจกลุ่มองค์กรยุคแรกเริ่มที่เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เพื่อดูแลลูกค้าคนสำคัญมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่รุ่น Mercedes-Benz S 320 CDI จนเปลี่ยนมาใช้ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ซึ่งสิ่งนี้สามารถสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของแต่ละโรงแรมที่มีต่อรถยนต์ Mercedes-Benz ในฐานะเครื่องหมายที่แสดงถึงมาตรฐานและคุณภาพขั้นสูงที่ทางโรงแรมตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบัน S-Class นับเป็นรถลิมูซีนระดับพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัส

รถยนต์ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ถือเป็นรถยนต์ที่พร้อมจะมอบนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย จากห้องโดยสารที่มาพร้อมกับระบบ ENERGIZING Comfort Control เทคโนโลยีที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม รวมถึงที่นั่งตอนหลังที่มาพร้อมกับ Chauffeur Seat Package ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังได้มากยิ่งขึ้น จากการปรับเลื่อนเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าไปด้านหน้าได้อีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. จากตำแหน่งปกติ ทำให้มีพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลังฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัย ด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ และ Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง รวมถึงดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น และสมรรถนะอันดีเยี่ยม

Still Feels Ahead of Its Time

ในอดีต Citroën DS ได้ดึงอนาคตมาให้คนรุ่นก่อนได้สัมผัส แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปร่วม 60 ปี อนาคตในวันนั้นยังไม่จางหายไป มันยังคงทำหน้าที่อนาคตของอดีตได้ไม่เสื่อมคลาย มนต์เสน่ห์ของรถรุ่นนี้ยังคงสะกดสายตาผู้คนยามเห็นมันเฉิดฉายบนท้องถนนได้เสมอ

ย้อนไปวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์ต้องบันทึกไว้ เพราะเพียงแค่วันแรกที่ลืมตามาเพื่อให้โลกได้รู้จัก มันได้เรียกยอดจองไปมากถึง 12,000 คัน เป็นยอดจองที่มากที่สุดตลอด 60 ปีที่ผ่านมา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาถูกโค่นตำแหน่งด้วยรถยนต์แห่งอนาคตอย่างแบรนด์ Tesla

ในช่วงเวลานั้นแบรนด์รถยนต์ทั่วไปที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอะไรมากนัก ถ้ามีก็จะค่อยๆ ปล่อยทีเด็ดออกมาเรื่อยๆ มากบ้าง น้อยบ้าง แต่สิ่งที่ Citroën ทำคือปล่อยมันออกมาทีเดียว รวดเดียว เพื่อสะกดสายตาคนทั้งโลกให้อยู่หมัด ด้วยงานออกแบบที่ลงตัวตั้งแต่หัวจรดท้าย เส้นสายโค้งมนที่รับกันทั้งคัน มีความเหลี่ยมเข้ามาเจือบ้างเพื่อตัดเลี่ยน ดีไซน์ทรงฉลามเมื่อมองจากด้านข้าง แต่ถ้ามองด้านหน้าก็จะมีหน้าตาคล้ายกบ

ระบบอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยอย่าง พวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบเกียร์แบบเซมิออโต้ ระบบช่วงล่างแบบ hydropneumatic suspension systems ที่นุ่มนวลสุดๆ (ระดับที่รถรุ่นใหม่ๆ ในทุกวันนี้ไม่สามารถสร้างความนุ่มนวลที่เนียนได้มากเท่านี้ เชื่อผมเถอะ ผมสัมผัสมันมาแล้ว) ระบบไฟหน้าที่หมุนตามพวงมาลัยเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยยามกลางคืน ที่ซึ่งเป็นอินสไปเรชั่นของรถในปัจจุบัน ระบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ อินทีเรียร์ดีไซน์ ที่ล้ำสมัย พวงมาลัยก้านเดียวพร้อมปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ามือ ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยแม้แต่ เสี้ยววินาที และสุดท้ายที่ทำให้มันยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกขั้น เมื่อยามคุณจอดรถ มันจะค่อยๆ ลดตัวลงหมอบกับพื้นอย่างสงบ แต่พอสตาร์ทก็พร้อม
กลับขึ้นมาอยู่ในท่วงท่าที่สง่างาม

ตัวเลข 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือความเร็วสูงสุดที่ DS สามารถจะทำได้ มันถูกส่งกำลังมาจากเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 1,911 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 70.5 แรงม้า ถึงแม้เป็นตัวเลขแรงม้าที่ดูไม่เยอะ แต่ก็ต้องยอมความอัจฉริยะของทีมออกแบบที่เลือกใช้ fiberglass เป็นวัสดุทำหลังคาซึ่งช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถไปได้มากทีเดียว

Flaminio Bertoni ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน คือผู้รังสรรค์ Citroën DS ให้ออกมาสง่างาม แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เท่านี้หากขาดนักวิศวกรรมชาวฝรั่งเศสที่คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีแสนอัจฉริยะราวกับซื้ออนาคตล่วงหน้ามาใช้งานก่อน ทำให้ Citroën DS ได้รับการชื่นชมจากสื่อทุกสำนักทั่วโลก บางสื่อถึงขั้นยกให้มันเป็นรถยนต์ที่มีการออกแบบที่สวยและลงตัวที่สุดตลอดกาล ถึงตอนนี้ถ้าคุณอยากได้มาจอดในโรงจอดรถสักคัน   เราคงปลอบใจได้คำเดียวว่า “มีเงินก็อาจจะซื้อไม่ได้”

Author: Chatchanan Chantajinda

Born to Race

เด็กหนุ่มทุกคนคงจะเฝ้าฝันถึงวันที่ได้ขับรถแข่งจริงๆ สักครั้งในชีวิต แต่รับรองว่ารถคันนี้จะทำให้เด็กหนุ่มในฝันคนนั้นลืมฝันเก่าๆ ในครั้งนั้นไปอย่างถาวร

แม้ในวันนี้เด็กหนุ่มทุกคนในวันนั้นอาจจะยังทำสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่สำเร็จ หรือบางคนอาจจะล้มเลิกความคิดนั้นและเปลี่ยนทิศทางไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม เราจึงอยากจะรับอาสามาปลุกไฟในตัวที่ยังเหลืออีกน้อยนิด หรือเติมไฟให้เปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนอยู่ในตัวใครหลายๆ คน กับซูเปอร์คาร์คันเจ๋งจากค่ายตรีศูลที่ไม่อาจจะมองข้าม หรือไม่อาจจะหยุดเหลียวหลังเพื่อยลโฉมความสวยงามของเส้นสายบนตัวรถที่พุ่งทะยานมาพร้อมกับเสียงเครื่อง V8 อันทรงพลังกว่าใคร นับตั้งแต่วันแรกที่ค่าย Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo ในปี 2007 ที่กรุงเจนีวา โดยผงาดขึ้นมาแทนที่รุ่น Coupe หนึ่งในงานศิลป์ที่รังสรรค์โดยสำนักออกแบบยานยนต์ Italdesign Giugiaro S.p.A. และในวันนั้นการเปิดตัวรถรุ่นนี้ส่งผลให้ Maserati เหมือนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ด้วยผลงานการออกแบบจากปลายปากกาลูกหม้อของ Pininfarina อย่าง Jason Castriota ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้ที่เคยฝากผลงานการออกแบบรถซูเปอร์คาร์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Ferrari รุ่น P4/5 by Pininfarina และ Ferrari 599 ในปี 2006 และยังมีผลงานการออกแบบ ให้กับค่าย Ferrari อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม GranTurismo ที่เปิดตัวออกมานั้นก็ยังคงเรียกว่าเป็นซูเปอร์คาร์ได้ไม่เต็มปากนัก และเหล่าแฟนๆ ค่ายตรีศูลก็ไม่ได้พึงพอใจกันสักเท่าใดกับการจับคู่เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร กับเกียร์ ZF 6 สปีด ที่อาจจะทำให้รถสปอร์ตสมรรถนะสูงนี้ต้องกลายเป็นรถสปอร์ตที่จองตั๋วในตำแหน่งมองท้ายซูเปอร์คาร์จากค่ายอื่นอยู่บ่อยครั้ง

และในเดือนกันยายน ปี 2010 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ สาวกค่ายตรีศูลก็ได้ฟังข่าวดีที่ทำให้อะดรีนาลินในตัวนั้นต้องหลั่งไหลกันอย่างรุนแรงจนแทบบรรยายกันไม่ถูกครั้งใหญ่ เพราะ Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo MC Stradale ที่ใช้เครื่องยนต์ F136 Y V8 ความจุ 4.7 ลิตร ที่ขนเอาม้าจากเมืองโมเดนามาถึง 460 ตัวที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมกับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 4.5 วินาที และสามารถพาคุณไปสู่ความเร็วที่เกินกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์รุ่นนี้นั้นเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Maserati และ Ferrari ส่งพลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ MC-Shift 6 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari รุ่น 599 GTO เป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างไม่ต้องบรรยาย และยังมีอัตราการกระจายน้ำหนักอยู่ที่ 48:52 นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถซูเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เอาไว้ข้างหน้า และแน่นอนว่ายังคงใช้พื้นฐานเดิมของรุ่น GranTurismo ในการที่จะทำให้สมรรถนะนั้นสูงขึ้นมาอย่างทันตาเห็น เห็นทีแค่อัพเกรดเครื่องและเกียร์คงจะไม่พอ Maserati จึงจัดการรีดน้ำหนักให้เบากว่ารุ่นปกติถึง 110 กิโลกรัม จนมีน้ำหนักสุทธิเหลือเพียง 1,670 กิโลกรัมเท่านั้น

แน่นอนว่าแค่นั้นยังไม่จุใจและดุเดือดพอที่จะเรียกอะดรีนาลินในตัวคุณให้หลั่งไหลได้รุนแรงพอ จึงได้ทำการอัพเกรดสมรรถนะช่วงล่างและความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับอาทิ ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Brembo เทคโนโลยีที่ส่งตรงมาจากรถแข่งสูตรหนึ่ง ที่จานเบรกนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าจานเบรกแบบเดิมถึง 60 เปอร์เซ็นต์ สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสู่จุดหยุดนิ่งในระยะเพียง 33 เมตรเพื่อจะควบคุมม้าทั้ง 460 ตัวให้อยู่หมัด ยางรุ่นพิเศษ P Zero Corsa ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง Pirelli ที่จะมอบสัมผัสแสนพิเศษจากพื้นถนนสู่ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สู่พวงมาลัย พร้อมด้วยช่วยล่างที่ปรับให้แข็งขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์ และเตี้ยลงอีกเล็กน้อยจากสำนัก MC ที่จะทำให้ Maserati คันนี้ไม่เหมือนคันไหนๆ และพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ ภายในนั้นติดตั้งเบาะคู่หน้าแบบเดียวกับรถแข่งที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิต ภายในนั้นใช้หนังอัลคันทาราหุ้มเอาไว้หลากหลายจุดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงความสปอร์ตเฉกเช่นเดียวกับรถแข่งในสนามจริงๆ ส่วนในเรื่องของ สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์ตัวนี้ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนั้นทาง Maserati ก็ให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน คุณจะได้ยินถึงความแน่นและดุดันของเครื่องที่คำรามออกมาในทุกๆ ครั้งที่เอาเท้ากดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งหมดทั้งมวลที่ทาง Maserati ได้ใส่เข้าไปใน GranTurismo MC Stradale ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้นั้นกลายเป็น GranTurismo รุ่นแรกที่สามารถทะยานออกไปข้างหน้าได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถเลือกขับขี่ได้ทั้งในโหมด Sport และ Race ที่จะปล่อยให้เกียร์ ช่วงล่าง แทร็กชั่นคอนโทรล และเสียงของเครื่องนั้นได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มอัตราศึก รองรับการนำเจ้าซูเปอร์คาร์คันนี้ไปบดขยี้พื้นสนามแข่งและปลดปล่อยสมรรถนะอย่างเต็มพิกัด และสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับ Maserati GranTurismo MC Stradale คือถูกผลิตออกมาทั้งหมดเพียง 497 คันทั่วโลกเท่านั้น

และมีให้เห็นโลดแล่นอยู่บนท้องถนนเมืองไทยเพียงไม่กี่คัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นของหายากที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายและท้ายที่สุดหากวันใดที่ฝันของเด็กคนนั้นได้เป็นจริงก็หวังว่ารถคันนี้จะไม่เป็นเพียงแค่ของที่มีไว้ประดับที่จอดรถเท่านั้น แต่จะเป็นภาพที่เด็กในวันนั้นกลายเป็นเจ้าของในวันนี้ขึ้นไปแล้วกดปุ่มสตาร์ท พร้อมกับปลดปล่อยให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ได้บดขยี้พื้นถนน ทิ้งเศษยางเอาไว้ให้ซูเปอร์คาร์คันที่ตามมาเอาไว้ดูต่างหน้า แล้ววันนั้นแหละจะได้รู้กันว่าซูเปอร์คาร์ที่มีนามว่า Maserati นั้นจะร้ายกาจและพิเศษเพียงใด

Author: V. Käfer
Photography: Courtesy of Maserati

Toyota C-HR Neon Lime 2019 ใหม่ ตัวถังสีเหลืองพิเศษจำกัดเพียง 2,000 คันที่ยุโรป

Toyota C-HR Neon Lime 2019 รุ่นพิเศษใหม่ เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ยุโรป พร้อมตัวถังเหลืองพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น

Toyota C-HR 2019 รุ่นพิเศษคันนี้ มาพร้อมตัวถังสีเหลืองอมเขียวที่เรียกว่า Neon Lime สีสันจัดจ้าน ตัดกับหลังคาสีดำ พร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED (แบบเดียวกับรุ่น Hybrid ในบ้านเรา) ตบท้ายด้วยล้ออัลลอยสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว

จุดเด่นของ C-HR Neon Lime คันนี้ นอกจากจะมีสีสันภายนอกจัดจ้านแล้ว ภายในยังถูกติดตั้งเครื่องเสียง 360⁰ JBL Music Experience Pack ที่มาพร้อมลำโพง JBL รอบคัน และยังได้เป็นสมาชิกบริการ Deezer สำหรับสตรีมมิ่งเพลงฟรี 6 เดือน เสริมความหล่อด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สลับหนังสีดำอีกด้วย

ขุมพลังของ C-HR Neon Lime เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ซึ่งโตโยต้าระบุว่า ผู้ขับขี่จะได้รับอรรถรสจากระบบเสียง JBL ได้อย่างเต็มที่

Toyota C-HR Neon Lime 2019 จะถูกเปิดตัวพร้อมประกาศราคาจำหน่ายในภายหลัง

Cr. sanook.com