Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่อันทรงพลังและ Pro Display XDR สุดล้ำ

Mac Pro ที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดคือที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง

Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่ ซึ่งเป็นเวิร์กสเตชั่นสุดล้ำที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดสำหรับมือโปรที่ใช้ Mac จนถึงขีดสุดของความสามารถ พร้อมกับเผยโฉม Apple Pro Display XDR ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก Mac Pro โฉมใหม่ออกแบบมาเพื่อเป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon ระดับเวิร์กสเตชั่นสูงสุด 28 คอร์, ระบบหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่มีความจุมากถึง 1.5TB, ช่องต่อขยายแบบ PCIe จำนวน 8 ช่อง และสถาปัตยกรรมกราฟิกซึ่งใช้การ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก อีกทั้งยังเปิดตัว Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วอันเหนือชั้นที่จะช่วยให้สามารถเล่นวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้พร้อมกันถึง 3 สตรีม

Pro Display XDR โดดเด่นด้วยจอภาพ Retina 6K ขนาดมหึมา 32 นิ้ว ที่รองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตอันสวยสดงดงาม, ความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต, อัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000 : 1 และยังมีมุมในการมองที่กว้างมาก ทั้งหมดนี้ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับจอภาพระดับนี้ และเมื่อ Mac Pro ผนึกกำลังกับ Pro Display XDR แล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Apple เคยสร้างมาสำหรับลูกค้ามือโปร และจะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรไปโดยสิ้นเชิง

Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก ด้วยความละเอียดระดับ Retina 6K สีสันที่สวยสดงดงาม พร้อมด้วยความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ

“เราออกแบบ Mac Pro สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบแบบโมดูลาร์ที่เป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลัง, หน่วยความจำที่มากเกินพอ, สถาปัตยกรรม GPU อันล้ำสมัย, PCIe สำหรับการต่อขยาย, การ์ดเร่งความเร็ว Afterburner และดีไซน์ที่ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง บอกได้เลยว่า Mac Pro คือสุดยอดขุมพลังที่จะช่วยให้มือโปรสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงาน” Phil Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก และเป็นคู่หูที่ลงตัวสำหรับใช้งานร่วมกับ Mac Pro โฉมใหม่อีกด้วย เพราะมาพร้อมความละเอียดระดับ Retina 6K, สีสันที่สวยสดงดงาม, ความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นด้านประโยชน์ใช้สอย จึงเรียกได้ว่า Pro Display XDR มีคุณสมบัติต่างๆ ครบเครื่องที่สุดเมื่อเทียบกับจอภาพในราคาระดับเดียวกัน”

ที่จับเรียบเนียนช่วยให้ผู้ใช้ย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอได้ง่าย
Mac Pro มาพร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบที่อยู่ภายในได้แบบ 360 องศา

ขุมพลังโปรเซสเซอร์ที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

Mac Pro ออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการประสิทธิภาพด้าน CPU ในระดับสุดยอด สำหรับเวิร์กโฟลว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรนเดอร์งาน เล่นเครื่องดนตรีเสมือนหลายร้อยชิ้น หรือจำลองการทำงานของแอพบนอุปกรณ์ iOS หลายสิบเครื่องพร้อมกัน เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และ PCI Express ถึง 64 ช่องสัญญาณ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ ทั้งยังจ่ายไฟได้มากกว่า 300 วัตต์ และมีสถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นที่ช่วยให้โปรเซสเซอร์ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

สถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นช่วยให้โปรเซสเซอร์ของ Mac Pro ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

ใส่หน่วยความจำเพิ่มและต่อขยายได้อีกมาก

Mac Pro สามารถใส่หน่วยความจำเพิ่มได้อีกมากเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมาะสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานกับโปรเจ็กต์ใหญ่มหึมา วิเคราะห์ชุดข้อมูลมหาศาล หรือใช้แอพพลิเคชั่นระดับโปรพร้อมกันหลายแอพ นอกจากนี้ Mac Pro ใหม่ยังใช้สถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบ 6 ช่องสัญญาณ และมีช่องเสียบ DIMM มากถึง 12 ช่อง จึงรองรับหน่วยความจำได้ถึง 1.5TB เรียกได้ว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมาใน Mac เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีช่องต่อขยายแบบ PCI Express จำนวน 8 ช่อง มากกว่า Mac Pro แบบทาวเวอร์รุ่นก่อนถึงสองเท่า ช่วยให้มือโปรปรับแต่งและขยายระบบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนกับเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

Mac Pro มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลังสูงสุด 28 คอร์ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้วพร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ

สถาปัตยกรรมกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก

ประสิทธิภาพด้านกราฟิกมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานแอนิเมชั่นในภาพยนตร์ 3D, รวมองค์ประกอบภาพในฉากระดับ 8K และสร้างสภาพแวดล้อม 3D ที่ซับซ้อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mac Pro มาพร้อมการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงสุดถึง 56 เทราฟลอปในระบบเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีสถาปัตยกรรมการต่อขยายกราฟิกสุดล้ำในชื่อ Apple MPX Module ที่ผสานการทำงานกับ Thunderbolt และจ่ายไฟได้มากกว่า 500 วัตต์ จึงพร้อมสำหรับการ์ดกราฟิกทุกแบบ ส่วนเรื่องการทำงานก็มั่นใจได้ว่าเงียบสนิท เพราะมีระบบควบคุมความร้อนของ Mac Pro คอยระบายความร้อนให้กับ MPX Module

ตัวเลือกกราฟิกสำหรับ Mac Pro เริ่มต้นด้วย Radeon Pro 580X และ Mac Pro ยังเผยโฉม Radeon Pro Vega II ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุด 14 เทราฟลอป และหน่วยความจำ 32GB พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงสุดในบรรดา GPU ด้วยกันที่ 1TB/s พร้อมกันนี้ Mac Pro ได้เปิดตัว Radeon Pro Vega II Duo ซึ่งใช้ GPU รุ่น Vega II สองตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้แรงเหลือเชื่อถึง 28 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำ 64GB จึงกลายเป็นการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้น Mac Pro ยังรองรับ MXP Module สองชุด ลูกค้าจึงสามารถใช้ Vega II Duo สองตัวคู่กันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้เหนือชั้นไปอีกขั้นถึง 56 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำวิดีโอขนาด 128GB

ขอแนะนำ Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วที่จะพลิกโฉมการทำงาน 

Mac Pro ใหม่เปิดตัว Afterburner ซึ่งมาพร้อม ASIC แบบตั้งโปรแกรมได้ที่สามารถถอดรหัสได้สูงสุดถึง 6.3 พันล้านพิกเซลต่อวินาที และเมื่อมี Afterburner แล้ว นักตัดต่อวิดีโอที่ใช้กล้องคุณภาพสูง ซึ่งปกติต้องแปลงไฟล์จากรูปแบบเดิมของกล้องมาเป็นพร็อกซี่เพื่อให้ง่ายต่อการตัดต่อ ก็สามารถใช้ไฟล์รูปแบบเดิมจากกล้องได้ทันที และยังถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม หรือวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์1 จึงแทบจะบอกลาการทำงานกับพร็อกซี่ไปได้เลย

Afterburner ใน Mac Pro ใหม่ช่วยให้นักตัดต่อวิดีโอถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม และวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4K สูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์

ตัวเครื่องแบบโมดูลาร์ที่สวยสะดุดตาและเข้าถึงได้ 360 องศา

ดีไซน์ของ Mac Pro ใหม่ประกอบด้วยโครงที่ทำมาจากสแตนเลสสตีล พร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบภายในได้แบบ 360 องศา โดยตัวโครงนั้นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบแบบโมดูลาร์ที่มีความยืดหยุ่น และยังมาพร้อมที่จับที่เรียบเนียน ช่วยให้การย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฝาครอบยังมีลายตารางที่สวยสะดุดตาเพื่อช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุดและทำงานได้เงียบ ส่วนลูกค้าที่ต้องการยึด Mac Pro เข้ากับตู้แร็คในห้องตัดต่อหรือห้องเก็บอุปกรณ์ จะมีการวางจำหน่ายเวอร์ชั่นที่ปรับแต่งมาสำหรับการติดตั้งในตู้แร็คโดยเฉพาะภายในปีนี้

พัดลม 3 ตัวถ่ายเทอากาศผ่าน Mac Pro ช่วยคงความเย็นให้กับระบบ

ประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปร

Mac Pro ใหม่มาพร้อมประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรด้วยโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงถึง 56 เทราฟลอป พร้อมด้วยการ์ด Afterburner สุดล้ำ และนักพัฒนาแอพระดับโปรหลายรายก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

  • ไม่ว่าจะเป็น Blackmagic Design ที่ทำให้ทุกระบบสามารถตัดต่อวิดีโอ ProRes 444 ความละเอียด 8K พร้อมใส่เอฟเฟ็กต์และแก้ไขสีแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรกโดยอาศัย CPU และ GPU หลายตัวในการเร่งความเร็วเต็มรูปแบบ
  • ส่วน Avid ก็สามารถพัฒนา Pro Tools ให้รองรับการ์ด HDX ได้สูงสุด 6 ตัว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง IO และจำนวนเสียงพูด ทั้งยังประมวลผล DSP แบบเรียลไทม์ได้มากขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ
  • และ Cinema 4D ที่พัฒนาโดย Maxon ก็มีประสิทธิภาพในการเรนเดอร์ด้วย GPU เร็วขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับเวิร์กสเตชั่น Windows ที่ใส่การ์ดกราฟิก NVIDIA Quadro RTX 8000 ครบ 3 ตัว 
จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด

จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Pro Display XDR ใช้แผงจอภาพ LCD ขนาด 32 นิ้ว ที่มีความละเอียดระดับ Retina 6K ที่ 6016 x 3384 จึงสามารถมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด ด้วยพื้นที่บนหน้าจอที่มากกว่าจอภาพ Retina 5K ถึงเกือบ 40% ทั้งยังรองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตแท้ๆ ที่แสดงสีได้มากกว่า 1 พันล้านสี เพื่อประสบการณ์การรับชมที่สมจริงยิ่งขึ้นสำหรับมือโปรที่ตัดต่อวิดีโอและปรับแต่งรูปภาพ ทำงานแอนิเมชั่น 3D หรือปรับสี นอกจากนี้ Pro Display XDR ยังมาพร้อมเทคโนโลยีโพลาไรเซอร์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม จึงมีมุมในการมองจากด้านข้างที่กว้างมากโดยที่ยังแสดงสีสันได้ถูกต้อง ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถดูคอนเทนต์ที่ถูกต้องสมจริงยิ่งขึ้นพร้อมกันได้ และ Pro Display XDR ยังมีการเคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนระดับชั้นนำของวงการที่ช่วยจัดการกับแสงสะท้อน อีกทั้งยังมีตัวเลือกใหม่แบบผิวด้านอันล้ำสมัยที่เรียกว่าพื้นผิวนาโน ซึ่งมีการสลักลายลงบนกระจกในระดับนาโนเมตรเพื่อให้การสะท้อนแสงอยู่ในระดับต่ำและมีแสงรบกวนสายตาน้อยลง

Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต

ช่วงไดนามิกที่สูงสุดขั้วช่วยให้คอนเทนต์ดูมีชีวิตชีวา

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อให้สามารถแสดงผลได้ตรงกับที่ตาเห็นจริงๆ โดย Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และมีความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต เหนือกว่าจอภาพทั่วไปแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความร้อนอันล้ำสมัยที่ใช้อะลูมิเนียมลายตารางเป็นแผงระบายความร้อน Pro Display XDR จึงสามารถให้ความสว่างเต็มหน้าจอที่ 1,000 นิตได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จอภาพความละเอียดระดับนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนในราคาระดับนี้ อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 จึงแสดงภาพในส่วนไฮไลท์ได้สว่างสดใสแบบเห็นได้ชัด แสดงสีดำได้ดำสนิท และถ่ายทอดทุกรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

Pro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมด้วยความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต และอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1

ดีไซน์โมดูลาร์ที่ยืดหยุ่นและสวยสะดุดตา เพื่อการทำงานแบบมือโปร

Pro Display XDR มาพร้อมกระจกแบบขอบจรดขอบ และกรอบที่แคบเพียง 9 มม. ในตัวเครื่องอะลูมิเนียมที่สวยสะดุดตา เรียกว่าเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความยืดหยุ่น ส่วน Pro Stand ก็มีแขนยึดที่ออกแบบทางวิศวกรรมอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่วงน้ำหนักกับจอภาพได้อย่างสมดุล จึงให้ความรู้สึกที่เรียกว่าแทบจะไร้น้ำหนัก ช่วยให้ผู้ใช้จัดวางจอภาพในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย นอกจากนี้ Pro Stand ยังปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานหลายประเภทอย่างการแต่งรูป การออกแบบเว็บเพจ หรือการเขียนโค้ด และยังสามารถยึดติดหรือถอดออกได้ง่ายๆ อย่างรวดเร็วจึงสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ส่วนมือโปรที่ต้องการใช้ระบบยึดเฉพาะทาง ก็สามารถสับเปลี่ยนระหว่างอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA กับ Pro Stand ได้ และยังสามารถใช้สาย Thunderbolt 3 เส้นเดียวเพื่อต่อ Pro Display XDR กับผลิตภัณฑ์ตระกูล Mac ได้ทุกรุ่น รวมถึง Mac Pro ซึ่งรองรับการใช้งานกับจอภาพสูงสุด 6 จอ รวมเป็นจำนวนพิกเซลสูงถึง 120 ล้านพิกเซล

Pro Stand ปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย

ราคาและการวางจำหน่ายMac Pro โฉมใหม่มีราคาเริ่มต้นที่ 5,999 เหรียญสหรัฐ และจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ Pro Display XDR มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 เหรียญสหรัฐ, Pro Stand มีราคา 999 เหรียญสหรัฐ และอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA มีราคา 199 เหรียญสหรัฐ โดยทั้งหมดจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ ดูข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติม ตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งตามสั่ง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ที่ apple.com/mac-pro และ apple.com/pro-display-xdr

Cr. apple.com

iPadOS ใหม่ขับเคลื่อนประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ iPad

วันนี้ Apple เผยตัวอย่าง iPadOS ระบบปฏิบัติการอันทรงพลังพร้อมกับชื่อใหม่เพื่อตอบรับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปของ iPad iPadOS ได้รับการพัฒนามาจากรากฐานเดียวกันกับ iOS เพิ่มความสามารถอันทรงพลังและคุณลักษณะที่เข้าใจง่ายใหม่ๆ เพื่อรองรับจอภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad โดยเฉพาะ เปิดตัววิธีใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับแอพในหลายๆ หน้าต่าง เห็นข้อมูลได้มากขึ้นบนหน้าจอโฮมที่ออกแบบใหม่ และวิธีใช้งาน Apple Pencil ที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น iPadOS ยังได้รับประโยชน์จากการอัพเดทใหม่ๆ ที่โดดเด่นใน iOS 13 อีกด้วย จึงทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้บริโภคและมืออาชีพผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์

“iPad เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนทำงานและแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเราก็ยกระดับสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วย iPadOS โดยการมอบความสามารถน่าตื่นเต้นต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์จากหน้าจอวาดภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad” Craig Federighi รองประธานอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple กล่าว และ “iPadOS มอบคุณลักษณะที่น่าตื่นเต้น ได้แก่หน้าจอโฮมแบบใหม่พร้อมกับวิดเจ็ต มัลติทาสก์ทรงพลังยิ่งขึ้น และเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้การใช้งาน Apple Pencil เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น”

หน้าจอโฮมใหม่

หน้าจอโฮมได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโครงสร้างใหม่เพื่อให้แสดงแอพในแต่ละหน้าได้มากขึ้น ตอนนี้เป็นไปได้ที่จะเพิ่ม Today View (มุมมองวันนี้) ลงในหน้าจอโฮมแล้ว เพื่อช่วยให้เข้าถึงวิดเจ็ตได้อย่างรวดเร็วและเหลือบดูข้อมูลอย่างเช่นพาดหัวข่าว พยากรณ์อากาศ ปฏิทิน กิจกรรม เคล็ดลับ และอีกมาก

ทำได้มากขึ้นกับ Split View (มุมมองแยก) และ Slide Over (เลื่อนเข้าออก)

การอัพเดท Split View (มุมมองแยก) ทำให้ตอนนี้ผู้ใช้ iPad สามารถทำงานกับหลายๆ ไฟล์และเอกสารจากแอพเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือสามารถดูและสลับไปมาระหว่างแอพต่างๆ อย่างรวดเร็วใน Slide Over (เลื่อนเข้าออก) ได้แล้ว ตัวอย่างเช่นลูกค้าสามารถเขียนอีเมลในขณะที่ดูอีเมลอีกฉบับเคียงข้างกัน หรือเข้าถึงหลายๆ แอพเช่น Messages หรือ Calendar โดยเพียงแค่ปัดนิ้ว App Exposé (กางแอพ) ช่วยให้คุณสามารถดูหน้าต่างที่เปิดอยู่ของแอพใดแอพหนึ่งได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่แตะ

วิธีใช้งาน Apple Pencil ที่หลากหลายขึ้น

Apple Pencil กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากขึ้นของประสบการณ์ใช้งาน iPad ใน iPadOS ตอนนี้ลูกค้าสามารถขีดเขียนและส่งทั้งหน้าเว็บ เอกสาร หรืออีเมลบน iPad โดยการปัด Apple Pencil จากมุมของหน้าจอได้แล้ว จานเครื่องมือที่ออกแบบใหม่ช่วยให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ จานสี รูปทรง ยางลบวัตถุ ยางลบพิกเซลใหม่สำหรับลบส่วนใดก็ตามของเส้นขีด และไม้บรรทัดสำหรับวาดเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ Apple Pencil ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะใช้อัลกอริธึมคาดการณ์ขั้นสูงและการปรับค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดความหน่วงในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมให้ต่ำลงไปอีกที่ 9 มิลลิวินาที

แอพ Files ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

แอพ Files คือศูนย์กลางสำหรับเข้าถึงและจัดการเอกสารอย่างรวดเร็ว และการรองรับการแชร์โฟลเดอร์ผ่าน iCloud Drive ที่มาพร้อมกับ iPadOS ก็ยิ่งทำให้แอพนี้ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงโฟลเดอร์ที่แชร์ไว้จะเห็นโฟลเดอร์นั้นใน iCloud Drive และจะสามารถเข้าถึงเวอร์ชั่นล่าสุดได้เสมอ iPadOS ยังรองรับไดรฟ์ภายนอกอีกด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเสียบไดรฟ์ USB การ์ด SD หรือลงชื่อเข้าใช้เซิร์ฟเวอร์ไฟล์ SMB ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้มีอยู่ในแอพ Files Column View (มุมมองคอลัมน์) ใหม่พร้อมภาพตัวอย่างความละเอียดสูงช่วยผู้ใช้สำรวจไดเรกทอรี ในขณะที่การรองรับ Quick Actions (การดำเนินการด่วน) อย่างเช่นการขีดเขียน การหมุน และการสร้าง PDF ทำให้การทำงานบน iPad เป็นเรื่องง่าย iPadOS ยังปล่อยที่เก็บข้อมูลในเครื่อง การบีบอัดและแตกไฟล์ ZIP และปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ๆ อีกด้วย

ท่องเว็บราวกับใช้เดสก์ท็อปกับ Safari

Safari ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมบน iPad iPadOS จะแสดงผลเว็บไซต์ในเวอร์ชันเดสก์ท็อปโดยอัตโนมัติ ปรับขนาดให้เหมาะสมกับจอภาพของ iPad และปรับการตอบสนองให้เหมาะกับหน้าจอสัมผัสที่สุด ดังนั้นเว็บแอพอย่างเช่น Google Docs, Squarespace และ WordPress จึงทำงานได้ดีเยี่ยมใน Safari บน iPad Safari ยังรองรับคุณลักษณะใหม่ๆ ที่สำคัญอีกด้วย อย่างเช่นตัวจัดการการดาวน์โหลด ปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ 30 ตัว และการปรับปรุงการจัดการแท็บ

ปรับปรุงการแก้ไขข้อความ

การแก้ไขข้อความบน iPad ได้รับการอัพเดทที่สำคัญพร้อมกับ iPadOS จึงทำให้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นที่จะชี้ด้วยความแม่นยำและด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ปัดเพื่อเลือกข้อความ และใช้คำสั่งนิ้วแบบใหม่เพื่อตัด คัดลอก วาง และเลิกทำ

คุณลักษณะเพิ่มเติมของ iPadOS

  • Dark Mode (โหมดมืด) เปลี่ยนสีพื้นทั่วทั้งระบบเป็นสีดำมืด เพื่อถนอมสายตาในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย
  • ติดตั้ง Custom Font (แบบอักษรที่ทำขึ้นเอง) ไว้ใช้งานทั่วทั้งระบบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างเอกสารที่สวยงามบน iPad แบบอักษรจากผู้ค้ารายเล็กและรายใหญ่เช่น Adobe, DynaComware, Monotype, Morisawa และ Founder จะวางจำหน่ายใน App Store
  • คีย์บอร์ดลอยแบบใหม่ประหยัดพื้นที่และรองรับ QuickPath ที่ทำให้การพิมพ์ด้วยมือเดียวง่ายขึ้นและเหลือพื้นที่ไว้แสดงแอพมากขึ้น ลูกค้าสามารถหยิกนิ้วเพื่อเปิดใช้งานคีย์บอร์ดลอยและลากไปที่ใดก็ได้บนหน้าจอ  
  • Photos จัดระเบียบคลังรูปภาพโดยคัดสรรรูปภาพที่ดีที่สุด ซ่อนความไม่เป็นระเบียบและรูปภาพที่คล้ายกันโดยอัตโนมัติเพื่อแสดงเหตุการณ์สำคัญจากวัน เดือน หรือปีที่ผ่านมา การตัดแต่งภาพใช้งานง่ายยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือใหม่ที่นำไปใช้ ปรับแต่ง และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และความสามารถการตัดแต่งภาพเกือบทั้งหมดก็มีให้ใช้งานสำหรับการตัดต่อวิดีโอเช่นกัน
  • Sign In with Apple (ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple) เป็นวิธีลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ด้วย Apple ID ที่รวดเร็ว ง่ายดาย และเป็นส่วนตัว
  • Maps มีแผนที่ฐานใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากศูนย์ Look Around (มองไปรอบๆ) เมืองด้วยภาพถ่ายระดับถนนที่สวยงามโดยใช้การถ่ายภาพ 3 มิติความละเอียดสูง Collections (สถานที่ที่เก็บสะสมไว้) สำหรับวิธีการใหม่ๆ ในการแชร์ร้านอาหาร ร้านค้า หรือจุดหมายปลายทาง และ Favorites (สถานที่โปรด) สำหรับการนำทางไปยังสถานที่ไปบ่อยอย่างรวดเร็ว1
  • การปรับปรุงสมรรถนะต่างๆ ทำให้ทั้งระบบตอบสนองเร็วขึ้น เช่นการปลดล็อคแบบ Face ID เร็วขึ้น และวิธีใหม่ในการทำแพคเกจแอพ iPad บน App Store ซึ่งช่วยลดขนาดของไฟล์ดาวน์โหลดลงสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไฟล์อัพเดทแอพมีขนาดเล็กลงสูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลให้เปิดแอพได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

Mercedes-Benz Thailand สร้างความเชื่อมั่นจับมือ 6 โรงแรมห้าดาวชั้นนำในประเทศไทย มอบที่สุดแห่งประสบการณ์ความหรูหรา ด้วยการส่งมอบรถลิมูซีนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสพร้อมกันกว่า 40 คัน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “The Taste of Legacy” ย้ำภาพลักษณ์ที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ด้วยการร่วมเป็นพันธมิตรกับ 6 โรงแรมชั้นนำระดับห้าดาวของเมืองไทย ในการทำธุรกิจรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมส่งมอบ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive รุ่นใหม่ล่าสุด จำนวนกว่า 40 คัน เพื่อเป็นรถลิมูซีนในการให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญ 

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหรูหราที่สะท้อนผ่านวัสดุคุณภาพ ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยของ Mercedes-Benz ซึ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างเลือกเป็นพันธมิตรธุรกิจรถยนต์กับ Mercedes-Benz สำหรับในประเทศไทย เราถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำระดับห้าดาว โดยรถยนต์ตระกูล S-Class ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในทุกองค์ประกอบ สมฐานะยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก”    

“สำหรับงาน ‘The Taste of Legacy’ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือ
ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการรถลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำรายใหญ่ของเมืองไทย อย่าง เบลล์ ทรานสพอร์ท และโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาวของเมืองไทยทั้ง 6 แห่ง อย่าง โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ ,โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ,โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ,โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ,โรงแรม สุโขทัยกรุงเทพ และโรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ที่พร้อมส่งมอบที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ผ่านขบวนยนตรกรรมหรู Mercedes-Benz S 350 d Exclusive กว่า 40 คัน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตน” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

การส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Benzในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งมอบครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ด้วยมูลค่ารถยนต์รวมกว่า 300 ล้านบาท โดยหลากหลายโรงแรมพันธมิตร นับเป็นลูกค้าธุรกิจกลุ่มองค์กรยุคแรกเริ่มที่เลือกใช้รถยนต์ Mercedes-Benz เพื่อดูแลลูกค้าคนสำคัญมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่รุ่น Mercedes-Benz S 320 CDI จนเปลี่ยนมาใช้ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ซึ่งสิ่งนี้สามารถสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของแต่ละโรงแรมที่มีต่อรถยนต์ Mercedes-Benz ในฐานะเครื่องหมายที่แสดงถึงมาตรฐานและคุณภาพขั้นสูงที่ทางโรงแรมตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบัน S-Class นับเป็นรถลิมูซีนระดับพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัส

รถยนต์ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ถือเป็นรถยนต์ที่พร้อมจะมอบนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย จากห้องโดยสารที่มาพร้อมกับระบบ ENERGIZING Comfort Control เทคโนโลยีที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม รวมถึงที่นั่งตอนหลังที่มาพร้อมกับ Chauffeur Seat Package ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังได้มากยิ่งขึ้น จากการปรับเลื่อนเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าไปด้านหน้าได้อีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. จากตำแหน่งปกติ ทำให้มีพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลังฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัย ด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ และ Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง รวมถึงดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น และสมรรถนะอันดีเยี่ยม

You Can Stand Under My Umbrella

นักแสดงชายคนนี้ช่างอยากรู้ไปเสียทุกเรื่องจริงๆ ช่วงเช้าตอนเขาเพิ่งได้พบกับเรา เขาเหมือน คนที่ไม่ค่อยอยากรู้อะไรสักเท่าไร แต่ก็พูดเป็นต่อยหอยเชียวล่ะ คุยถามไปได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องตัวเขาเอง เรื่องคนนู้นคนนี้ และเรื่องอื่นๆ ให้ตายเถอะ! ถ้าจะให้เขาเอ่ยปากชมว่าการพูดคุยกับเราครั้งนี้ต่างจากการใช้เครื่องอัดเทปมาสัมภาษณ์โปรโมตเขาเหมือนนิตยสารเจ้าอื่นๆ (เราขออุบชื่อนิตยสารที่มาสัมภาษณ์เขาแบบนี้นะ) คงต้องสัมภาษณ์และหาบางอย่างทำในช่วงสองชั่วโมงนี้ไปพร้อมกัน อย่างเช่นตอนสัมภาษณ์เราก็พาเขาเดินเข้าออกสตูดิโอ ชวนเขาออกไปเดินเล่นข้างถนน หรือพาเขาไปดื่มชานมในคาเฟ่ที่เราอาจเห็นวงดนตรี Sex Pistols กระแทกเบียร์เข้าปากพร้อมกับถั่วราดซอสมะเขือเทศเสมือนเป็นอาหารเช้า เขาแจ้งเกิดในงานแสดงจากซีรีส์เรื่อง The Misfits (2009) และกลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Killing Bono (2011) เขาทำให้เรานึกถึง William Shakespeare (วิลเลียม เชกสเปียร์) ตอนหนุ่ม (เราคิดกันเองนะ) ผสมกับ Syd Barrett (ซิด บาร์เร็ตต์) ผู้ก่อตั้งวง Pink Floyd ที่ชีวิตมอดไหม้จากการเสพยาตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ และภายหลังย้ายไปอยู่กับน้องสาวจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเมื่อปี 2006

เคยล้มเหลวแต่ไม่ยอมถอดใจ

ด้วยความมีเสน่ห์ที่ทำให้คนนักต่อนักหลงใหล เขาจึงได้รับบทบาทแสดงในซีรีส์เรื่อง The Umbrella Academy เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กกำพร้าผู้มีพลังวิเศษที่ถูกนำมาเลี้ยงดูและฝึกฝนด้วยกัน และด้วยความที่ชอบอยู่ไม่สุขและอารมณ์อันแปรปรวน เขาจึงดูโดดเด่นกว่าคนอื่นในเรื่อง สตูดิโอที่จะใช้ถ่ายภาพเขาในการสัมภาษณ์แลออกไปจะเห็นสนามฟุตบอล และมีสิ่งของเพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกว่ามันเป็นโลกของชาวแองโกล-แซกซัน เช่น ลูกฟุตบอลที่ช่วยละลายพฤติกรรมของคนเพิ่งเคยรู้จักกันได้ดีเยี่ยม งั้นเรามาเริ่มกันเลย “ เมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้วผมเคยลงสนามแข่งบอลกับนักแสดงคนอื่นก่อนถ่ายทำ ผมเกือบทำให้ผู้กำกับปิดกองไม่ได้ เพราะเกิดบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ข้อเท้า นับแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยกลับไปเล่นฟุตบอลอีกเลย” (ตัวการก็คือ James McAvoy – เจมส์  แม็กอะวอย… ถ้าคุณอยากรู้นะ) และแล้วก็เกิดข้อโต้เถียงที่ต้องใช้เวลาถกอย่างยาวนานต่อมาเกี่ยวกับเรื่องความไม่ยอมถอดใจของคนที่เคยล้มเหลว แต่ไม่ยอมท้อถอย ความพ่ายแพ้ที่มีความหมาย การทำให้ความล้มเหลวกลับกลายเป็นเรื่องสวยงาม และอื่นๆ อีกมากมาย  “ผมเองไม่สนับสนุนทีมไหนเป็นพิเศษ สมัยนี้สโมสรกีฬาได้กลายเป็นบริษัทข้ามชาติเหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงวัฒนธรรมกีฬา มันยากขึ้นมากที่จะอยู่แบบอิสระ หรือเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดหาเงินทุนให้แก่โครงการได้เพียงลำพัง หากจะกำกับภาพยนตร์สักเรื่องให้สำเร็จ ผู้กำกับต้องแลกด้วยน้ำตา ไม่มี ใครอยากลงทุนแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่าหรอก ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักแสดง ไม่มีใครมีตาข่ายนิรภัยกันล้มทั้งนั้น ช่วงทศวรรษ ’60s และ ’70s มีอพาร์ตเมนต์ในกรุงนิวยอร์กขนาดไม่ใหญ่มากเปิดให้เหล่าศิลปิน พวกเขา   ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องออกไปนอนข้างถนนเลย นักแสดงอย่าง Robert De Niro (โรเบิร์ต เดอ นีโร) หรือ Al Pacino (อัล ปาชิโน)  ก็เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ศิลปินควรได้โอกาสแบบนี้ อีกครั้ง ผมกลัวว่าโลกแห่งความสร้างสรรค์จะจบลงหรือถูกทำลายด้วยโลกแห่งเงินตรา ” แล้วเขาล่ะ กลัวจะล้มเหลวบ้างไหม “ ผมโชคดี ที่ได้ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ในทางกลับกันผมกลับสอบตกที่มหาวิทยาลัยถึง 2 หน ทั้งที่ ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย ผมต้องเริ่ม  เอาจริงเอาจังเสียที ” เขาเกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1988 ที่เมืองพอร์ตลีช มณฑลลีช ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไอร์แลนด์ ในครอบครัวที่พ่อเป็นตำรวจ พี่ชายได้รับ  คัดเลือกเป็นมิสเตอร์ไอร์แลนด์ และมีแม่ที่เปรียบเสมือนนักบุญ “ แม่พาผมไปทำการ  คัดเลือก นักแสดงทุกที่โดยไม่เคยปริปากบ่น แม่เป็นห่วงเรื่องที่ผมสอบตกมาก ”

เอาชนะความตาย

เรานึกว่าเขาจะยึดมั่นในคำกล่าวของ Samuel Beckett (ซามูเอล เบกเกตต์) ที่บอกว่า “เคยพยายามแล้วใช่ไหม เคยก้าวล้มแล้ว  ใช่ไหม จงพยายามอีกครั้ง จงล้มอีกครั้ง จงล้มให้ไกลกว่าเดิม” แม้คำเตือนใจนี้ทำให้เขาขำ  แต่มันก็ทำให้เขากังวลอยู่เหมือนกัน “ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้จะมีคนแบบเบกเกตต์ที่ไอร์แลนด์ได้อีกหรือเปล่า เพราะในการเป็นศิลปิน คุณต้องมาอยู่ที่ดับลินซึ่งเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงมาก ไม่มีใครก้าวล้มแล้วไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างที่เขาว่าหรอก มันเสี่ยงเกินไปน่ะ” หลังจากที่วกวนอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีใหม่ และเหล่าไอดอลผู้มาแทนที่ร็อกสตาร์แห่ง  วันวาน (หรือในสมัยก่อนหน้า) เขาได้กลับมาอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของ Yuval Noah Harari (ยูวาล โนอาห์ ฮารารี) เรื่อง Homo Deus  ที่ผู้เขียนสันนิษฐานว่าพระเมสสิอาห์คนใหม่ คือคนที่สัญญาว่าจะเอาชนะความตายได้  (เช่น Larry Ellison – แลร์รี เอลลิสัน ประธานกรรมการบริหารบริษัท Oracle สุดน่าทึ่ง  ที่เคยกล่าวเมื่อปี 2017 ว่า “ ความตายทำให้ผมรู้สึกโกรธมาก มันช่างไร้เหตุผลเสียเหลือเกิน”) การกำจัดมัจจุราชเป็นคำถามสำคัญที่ซีรีส์พยายามจะพูดถึง โดยตัวละครที่ Robert Sheehan แสดงมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับคนตายได้ “Klaus (เคลาส์) ตัวละครของผมมีความกังวลด้านสุขภาพ (เราจะไม่ ลงรายละเอียดเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้มาก ขอพูดคลุมเครือแบบนี้ละกัน – หมายเหตุบรรณาธิการ) และเสียงที่เขาได้ยินหรือคิดว่าได้ยินอาจมีที่มาจากที่อื่น ถ้าผมสามารถติดต่อกับคนตายอย่าง Grace Kelly (เกรซ เคลลี) ผมก็จะทราบถึงเหตุการณ์ในการเสียชีวิตของเธอ แต่คำถามก็จะกลายเป็นว่า ผมอยากได้ยินอะไรจากพวกเขากันแน่ ท้ายที่สุดแล้วผมเชื่อว่าผมแค่อยากจะรู้ว่าความตายที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ผมมักนึกถึงความตายอยู่บ่อยครั้ง บางทีก็มากเกินไป  ผมชอบความคิดที่คนฝรั่งเศสพูดว่า การถึงจุดสุดยอดเป็นเหมือนความตายช่วงสั้นๆ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ความตายต้องเป็นการถึงจุดสุดยอดที่โคตรตื่นเต้น” ชีแฮนคงเกิดความสับสนขึ้นในใจ เพราะเขาคิดว่าความรู้สึกหวาดกลัวเกิดจากความเศร้าที่เขาเห็นความคิดหรือกระแสในการทำโปสเตอร์โฆษณาภาพยนตร์ เขาคิดว่าโปสเตอร์เหล่านั้นเหมือนให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบความสุขที่ไร้ความเศร้าหมองตลอด 90 นาทีแก่ผู้ชม “ผู้กำกับใช้สถานการณ์ความขัดแย้งเพื่อสร้างภาพยนตร์อยู่ตลอด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากมุมที่มืดมนที่สุดในจิตใจของเรา ในปัจจุบันโปสเตอร์ภาพยนตร์เหมือนทำให้ผู้ชมคิดว่าจะไม่มีอะไรที่แย่หรือน่าสลดใจเกิดขึ้น หรือมีแต่สิ่งที่คาดเดาได้ง่าย แต่ผมรับปากกับคุณได้เลยว่าซีรีส์เรื่องนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน! จะว่าไปก็เหมือนกับคนที่บอกว่าทนฟังเพลงของ Leonard Cohen (ลีโอนาร์ด โคเฮน) ไม่ได้ เพราะมันเศร้าเกินไป แต่คนพวกนี้อยากรู้มากกว่าว่าอะไรที่ดลใจให้เกิดความเศร้าในการฟังเพลงที่เขียนขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน และไม่อยากไปสนใจอะไรกับมัน เราไม่สามารถ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความเศร้าได้หรอกถ้าเราไม่สนใจ ยังไงมันก็จะเข้ามาอยู่ฝังรากลึกในจิตใจคุณอยู่ดี ฝังตัวเป็นเนื้อร้ายและฆ่าคุณให้ตาย วัฒนธรรมในการแสวงหาอารมณ์ที่เป็นกลางกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออย่างน่ากลัว และผมชอบตัวละครที่ผมแสดงอยู่นะ คือเขาคิดหาวิธีการอยู่กับความโชคร้ายของตัวเอง เขารู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับความโศกเศร้าได้   วอลแตร์เคยพูดว่า ‘ความสงสัยไม่ใช่สภาพ  ที่น่าพอใจ แต่ความแน่นอนต่างหากเป็นเรื่องที่ไร้แก่นสาร’ ”

เชื่อใจผู้กำกับ

เราจะไม่แปลกใจเลยหากได้ยินเขาบอกว่าเมื่อตอนเด็กเขาชอบ “ เหล่าตัวร้ายที่สร้างความวุ่นวายและความเสียหาย ทั้งยังสนุกกับการ กระทำพวกนั้น เช่น Wesley Snipes (เวสลีย์ สไนปส์) จากภาพยนตร์เรื่อง Demolition Man หรือ Jim Carrey (จิม แคร์รีย์) จากบท The Riddler ในภาพยนตร์เรื่อง Batman Forever (1995) ที่ทุกคนเกลียดชัง สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในซีรีส์เรื่อง The Umbrella Academy คือการเล่นกับรหัสนัยของการ เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ทั้งที่มันผิดเพี้ยนอย่างสิ้นเชิง    มันมีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ต้อง สวมผ้าคลุมไหล่หรือใส่ชุดสีทอง ลัทธิซูเปอร์ฮีโร่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่อเมริกาอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขายึดมั่นค่านิยมแบบอเมริกันและแสดงออกถึงความเหนือกว่าของตัวเอง ” เราจะไม่แปลกใจอีกต่อไปหากตอนนี้เขา “ พอใจกับการแสดงบนจอแค่บางช่วงเท่านั้น คือผมไม่ได้สนใจเท่าไร เวลาที่ผมรู้สึกผิดหวัง ก็หมายความว่าผมไม่พอใจกับตัวเอง และไม่ได้แปลว่าการมีความสุขกับสิ่งนี้หรือช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องผิดบาป แต่การเป็นคนที่บอกว่าพอใจกับการแสดงของตัวเองอยู่ตลอดเวลาต่างหากที่ผิดบาป อย่างไรก็ตามเราก็ต้องยอมรับว่าเราต้องเชื่อใจคนอื่นบ้าง เช่น เชื่อใจผู้กำกับ ” ชีวิตนักแสดงต้องเรียนรู้ ที่จะลอยคออยู่บนคลื่นโดยที่ไม่จมลงไป “ ผมชอบหาเวลาฟูมฟักจิตใต้สำนึกของตัวผมเอง  หาหนังสืออ่าน ออกไปเที่ยว นั่งฟังผู้คนเล่า เรื่องชีวิตของพวกเขา ออกไปดื่มเหล้า ดำน้ำ…  ผมชอบแลกเปลี่ยนมุมมองกับคนอื่น รวมถึง  คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกัน ไม่ได้แค่ฝึกฝน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักแสดงมืออาชีพเท่านั้น แต่ผมยังรู้สึกหลงใหลไปกับสิ่งที่ผมทำด้วย ผมพยายามทำงานให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้พร้อมกับรักษาความสนใจในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการแสดงของผมด้วย ” หลังจากผ่านมา   10 ปี เขามีความทรงจำอย่างไรบ้างกับวันที่ทราบว่าตัวเองได้รับบทบาทเป็นครั้งแรก “ ผมรู้สึกไม่มีสติไปพร้อมกับอาการตื่นเต้น ผมอายุประมาณ 14 ปี  มันดูเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อไรก็ตามที่ได้รับข่าวดีอะไรผมจะรู้สึกเหมือนหลุดออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง จะว่าไปมันคล้ายกับประสบการณ์การถ่ายหนังอยู่เหมือนกัน” เราทราบกันมาว่าหนุ่มท่านนี้เป็นคนชอบพูดคุย เขารู้สึกไหมว่าถูกบังคับด้วยอาชีพและงานแสดงที่ทำให้ได้ รับบทบาทในการแสดงความคิดเห็นต่อความ เป็นไปของโลก“ผมไม่เชื่อแนวคิดเรื่องวัยเลยสักนิดเดียวผมเชื่อในการสื่อสารระหว่างกัน ” ดาราที่มีชื่อเสียงมักติดอยู่กับที่เดิมๆ เขาวางแผนที่จะทำเช่นนี้บ้างไหม “ ทุกคนย่อมเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น สำหรับอาชีพนี้มันมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอด เราจำบุคลิกเดิมตอนที่เริ่มมีชื่อเสียง ไม่ได้ด้วยซ้ำ เราต้องมองหาคนที่เราอยากจะเป็นเสมอมากกว่าการกลับไปเป็นคนเดิมที่เราเคยเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน ผมออกไปอยู่บาหลีมา 2 ปีครึ่งหลังจากที่ทำงานไม่หยุด ที่นั่นผมได้เรียนรู้การทำสมาธิทำให้ผมเชื่อมต่อกับตัวเองได้อีกครั้ง ” ไม่ว่าเขาจะเป็นใครในวันพรุ่งนี้ ทว่าเขาในวันนี้ ก็ทำให้เราหลงใหลเสียแล้วล่ะ

Author : Baptiste Piégay
Photographer : Massimo Pamparana
Stylist : Romain Vallos
Translator : Supachai Thonghong

สาวก Apple เตรียมตัวครึ่งปีหลังจนถึงปีหน้า บริษัทยักษ์ใหญ่มีอะไร รอคิวเปิดตัวบ้าง?

Apple 2019 – 2020 เป็นปีที่น่าจับตามองของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Tim Cook เคยเอ่ยปากว่าจะออกสินค้าตัวใหม่มาเปลี่ยนโลกอีกครั้งในปีหน้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่รอคิวเปิดตัวในปีนี้ หลายคนรอลุ้นการเปลี่ยนแปลงของ iPhone และการกลับมาของแท็บเล็ตขนาดเล็ก iPad mimi แต่จะมาหรือไม่นั้น ยังไม่มีใครบอกได้ เรามาดูสินค้าที่จะมาเปิดตัวในครึ่งปีหลังกันบ้าง ว่าก่อนถึงปี 2020 นั้น ทางบริษัทยักษ์ใหญ่มีอะไร รอคิวเปิดตัวบ้าง?

JUNE 2019

ในเดือนนี้เป็นช่วงที่ Apple 2019 จะมีการจัดงาน Worldwide Developers Conference ซึ่งอยู่ระหว่างที่ 3 – 7 มิถุนายน คาดว่าจะเน้นการนำเสนอด้านซอฟต์แวร์เป็นหลัก และอาจบอกใบ้เกี่ยวกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ บางอย่างด้วย

  • iOS 13 – ในเวอร์ชั่นนี้เชื่อว่า Dark mode จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ iOS 13 และการปรับหน้าตาของ Home screen ใหม่สำหรับการใช้งานบน iPhone และ iPad ในขณะที่แอพ Files จะได้รับการอัพเดทใหม่ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดขึ้นบน iPad ที่จะรองรับการเปิดใช้งานแอพเดียวกันได้ 2 หน้าจอ
  • CarPlay – ส่วนหนึ่งของ iOS 13 จะมีการปรับหน้าตาใหม่สำหรับ CarPlay ซึ่งต้องรอลุ้นกันอีกที
  • macOS 10.15 – ตัวระบบปฏิบัติการจะรองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ผ่านแอพพลิเคชั่นของนักพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพอร์ตแอพของ iOS ได้ง่ายๆ ผ่าน macOS เป็นต้น
  • watchOS 6 – แน่นอนว่าระบบปฏิบัติการสำหรับนาฬิกาของ Apple จะถูกปล่อยออกมาพร้อมกับ iOS 13 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าตาเช่นเดียวกัน
  • tvOS 13 – Apple ไม่พลาดที่จะออกอัพเดท tvOS ในเมื่อทุกระบบปฏิบัติการต่างก็ออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น iOS, macOS และ watchOS

SEPTEMBER 2019

  • iPhone 2019 – เป็นสินค้าที่หลายคนรอคอยกันมากที่สุดในปีนี้ เพื่อมาสานต่อจากรุ่น iPhone XS, XS Max, และ XR แต่น่าเสียดายที่หลายสื่อต่างก็เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ไปจากรุ่นเดิม โดยข่าวลือก่อนหน้านี้บอกว่ารายบากจะเล็กลงเท่านั้น และเพิ่มกล้องถ่ายรูปด้านหลังเป็น 3 เลนส์ รวมไปถึงการเปลี่ยนไปใช้พอร์ตแบบ USB-C และมาพร้อม A13 ที่รองรับเครือข่าย LTE และ Wi-Fi ความเร็วการรับส่งข้อข้อมูลที่สูงขึ้น
  • Apple Watch Series 5 – ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับ Apple Watch Series 5 แต่เชื่อว่าปีนี้จะมาแน่นอน ซึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่จะได้เห็นจะเน้นไปที่ด้านสุขภาพเป็นสำคัญ เช่น การวัดระดับนำ้ตาลในเลือด เป็นต้น

ปลายปี 2019

  • Mac Pro – Apple กำลังซุ่มพัฒนา Mac Pro รุ่นใหม่ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วสำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพ
  • New Apple Display – สินค้าใหม่ที่จะเปิดพร้อมกับ Mac Pro ซึ่งทาง Apple กำลังพัฒนาและเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับหน้าจอแสดงผลของตัวเองด้วย โดยตัวหน้าจอจะมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt มีขอบหน้าจอที่บางมากๆ และรองรับการแสดงผลความละเอียดระดับ 5K
  • Apple TV Dongle – มีข่าวลือว่า Apple จะออกตัว Apple TV ราคาถูกในรูปแบบ Dongle เหมือนกับ Amazon Fire Stick หรือ Google Chromecast นั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้ผู้ใช้งานสามารถดูสตรีมมิ่ง TV ของ Apple ได้ง่ายๆ เพียงเสียบเจ้า Apple TV Dongle เข้ากับทีวีที่บ้าน
  • HomePod – มีข่าวลือว่า Apple กำลังพัฒนาลำโพงอัจฉริยะ HomePod เวอร์ชั่นราคาประหยัด เพื่อให้สามารรถแข่งขันกับ Amazon และ Google ได้
  • High-end Over-Ear Headphones – แม้ว่า Apple จะมีทั้ง HomePod และ AirPod แต่มีรายงานว่า Apple กำลังพัฒนาหูฟังของตัวเองอยู่ด้วย และเป็นอีกแบรนด์หนึ่งของตัวเองสำหรับหูฟังแบบครอบหูระดับไฮเอนด์ โดยเน้นคุณภาพของเสียงเป็นสำคัญ และมีระบบตัดเสียงรบกวน
  • iMac และ iMac Pro – ในปีที่ผ่านมา iMac และ iMac Pro ยังไม่ได้รับการอัพเกรดใหม่ จึงเป็นไปได้ว่าในปี 2019 จะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ในขณะนี้
  • MacBook และ MacBook Air/Pro – ในปีนี้ MacBook จะได้รับการอัพเกรดใหม่ เพราะในปีที่แล้ว Apple อัพเกรดเฉพาะ MacBook Air และ Pro เท่านั้น ซึ่งก็คงต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรใหม่บ้าง

Apple 2020

  • iPhone 2020 – แม้จะยังไม่มีการเปิดตัว iPhone 2019 แต่ในปี 2020 ถือเป็นปีสำคัญของ Apple ที่จะนำเสนอความน่าตื่นเต้นตามที่เคยเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนโลกอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นชิพโมเด็ม 5G, ระบบกล้อง ToF ที่ใช้เลเซอร์ในการตรวจจับวัตถุแบบ 3 มิติ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีด้าน AR และทุกรุ่นจะใช้แผงหน้าจอ OLED
  • iPad Pro 2020 – เป็นครั้งของแท็บเล็ต Apple ที่จะมาพร้อมระบบกล้อง 3 มิติ ซึ่งภาพที่ถ่ายจากกล้องของ iPad Pad จะสามารถทำการแก้ไขได้ทันทีด้วยปลายปากกา Apple Pencil นั่นหมายความว่าในปี 2019 จะไม่มีการเปลี่ยนมากนักสำหรับ iPad จนกว่าจะถึงปี 2020
  • AR Smart Glasses – Apple กำลังให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบ AR (Augmented Reality) ซึ่งในปีหน้าคาดว่าแว่นตา AR จะถูกเผยโฉมต่อสายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกของ Apple ซึ่งตัวแพลตฟอร์มนี้จะมีชื่อว่า rOS ที่รับคำสั่งผ่านการสัมผัสที่แผงควบคุม ใช้งานคำสั่งเสียงได้ ควบคุมผ่านการท่าทางของศรีษะ เป็นต้น
  • Mac With Apple-Made Chip – มีข่าวลือว่า Apple กำลังวางแผนที่จะยกเลิกใช้ชิพของ Intel แล้วหันมาพัฒนาชิพของตนเองอย่างจริงจับสำหรับใช้ในปี 2020 คาดว่าเราจะได้เห็น Mac รุ่นแรกที่ใช้ชิพของตนเอง ในขณะที่ iPhone ก็จะมีชิพ A-Series ของตนเองในปีหน้าด้วย

Cr. iphone-droid.net

Still Feels Ahead of Its Time

ในอดีต Citroën DS ได้ดึงอนาคตมาให้คนรุ่นก่อนได้สัมผัส แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปร่วม 60 ปี อนาคตในวันนั้นยังไม่จางหายไป มันยังคงทำหน้าที่อนาคตของอดีตได้ไม่เสื่อมคลาย มนต์เสน่ห์ของรถรุ่นนี้ยังคงสะกดสายตาผู้คนยามเห็นมันเฉิดฉายบนท้องถนนได้เสมอ

ย้อนไปวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์ต้องบันทึกไว้ เพราะเพียงแค่วันแรกที่ลืมตามาเพื่อให้โลกได้รู้จัก มันได้เรียกยอดจองไปมากถึง 12,000 คัน เป็นยอดจองที่มากที่สุดตลอด 60 ปีที่ผ่านมา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาถูกโค่นตำแหน่งด้วยรถยนต์แห่งอนาคตอย่างแบรนด์ Tesla

ในช่วงเวลานั้นแบรนด์รถยนต์ทั่วไปที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอะไรมากนัก ถ้ามีก็จะค่อยๆ ปล่อยทีเด็ดออกมาเรื่อยๆ มากบ้าง น้อยบ้าง แต่สิ่งที่ Citroën ทำคือปล่อยมันออกมาทีเดียว รวดเดียว เพื่อสะกดสายตาคนทั้งโลกให้อยู่หมัด ด้วยงานออกแบบที่ลงตัวตั้งแต่หัวจรดท้าย เส้นสายโค้งมนที่รับกันทั้งคัน มีความเหลี่ยมเข้ามาเจือบ้างเพื่อตัดเลี่ยน ดีไซน์ทรงฉลามเมื่อมองจากด้านข้าง แต่ถ้ามองด้านหน้าก็จะมีหน้าตาคล้ายกบ

ระบบอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยอย่าง พวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบเกียร์แบบเซมิออโต้ ระบบช่วงล่างแบบ hydropneumatic suspension systems ที่นุ่มนวลสุดๆ (ระดับที่รถรุ่นใหม่ๆ ในทุกวันนี้ไม่สามารถสร้างความนุ่มนวลที่เนียนได้มากเท่านี้ เชื่อผมเถอะ ผมสัมผัสมันมาแล้ว) ระบบไฟหน้าที่หมุนตามพวงมาลัยเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยยามกลางคืน ที่ซึ่งเป็นอินสไปเรชั่นของรถในปัจจุบัน ระบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ อินทีเรียร์ดีไซน์ ที่ล้ำสมัย พวงมาลัยก้านเดียวพร้อมปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ามือ ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยแม้แต่ เสี้ยววินาที และสุดท้ายที่ทำให้มันยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกขั้น เมื่อยามคุณจอดรถ มันจะค่อยๆ ลดตัวลงหมอบกับพื้นอย่างสงบ แต่พอสตาร์ทก็พร้อม
กลับขึ้นมาอยู่ในท่วงท่าที่สง่างาม

ตัวเลข 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือความเร็วสูงสุดที่ DS สามารถจะทำได้ มันถูกส่งกำลังมาจากเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 1,911 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 70.5 แรงม้า ถึงแม้เป็นตัวเลขแรงม้าที่ดูไม่เยอะ แต่ก็ต้องยอมความอัจฉริยะของทีมออกแบบที่เลือกใช้ fiberglass เป็นวัสดุทำหลังคาซึ่งช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถไปได้มากทีเดียว

Flaminio Bertoni ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน คือผู้รังสรรค์ Citroën DS ให้ออกมาสง่างาม แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เท่านี้หากขาดนักวิศวกรรมชาวฝรั่งเศสที่คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีแสนอัจฉริยะราวกับซื้ออนาคตล่วงหน้ามาใช้งานก่อน ทำให้ Citroën DS ได้รับการชื่นชมจากสื่อทุกสำนักทั่วโลก บางสื่อถึงขั้นยกให้มันเป็นรถยนต์ที่มีการออกแบบที่สวยและลงตัวที่สุดตลอดกาล ถึงตอนนี้ถ้าคุณอยากได้มาจอดในโรงจอดรถสักคัน   เราคงปลอบใจได้คำเดียวว่า “มีเงินก็อาจจะซื้อไม่ได้”

Author: Chatchanan Chantajinda

Born to Race

เด็กหนุ่มทุกคนคงจะเฝ้าฝันถึงวันที่ได้ขับรถแข่งจริงๆ สักครั้งในชีวิต แต่รับรองว่ารถคันนี้จะทำให้เด็กหนุ่มในฝันคนนั้นลืมฝันเก่าๆ ในครั้งนั้นไปอย่างถาวร

แม้ในวันนี้เด็กหนุ่มทุกคนในวันนั้นอาจจะยังทำสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่สำเร็จ หรือบางคนอาจจะล้มเลิกความคิดนั้นและเปลี่ยนทิศทางไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม เราจึงอยากจะรับอาสามาปลุกไฟในตัวที่ยังเหลืออีกน้อยนิด หรือเติมไฟให้เปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนอยู่ในตัวใครหลายๆ คน กับซูเปอร์คาร์คันเจ๋งจากค่ายตรีศูลที่ไม่อาจจะมองข้าม หรือไม่อาจจะหยุดเหลียวหลังเพื่อยลโฉมความสวยงามของเส้นสายบนตัวรถที่พุ่งทะยานมาพร้อมกับเสียงเครื่อง V8 อันทรงพลังกว่าใคร นับตั้งแต่วันแรกที่ค่าย Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo ในปี 2007 ที่กรุงเจนีวา โดยผงาดขึ้นมาแทนที่รุ่น Coupe หนึ่งในงานศิลป์ที่รังสรรค์โดยสำนักออกแบบยานยนต์ Italdesign Giugiaro S.p.A. และในวันนั้นการเปิดตัวรถรุ่นนี้ส่งผลให้ Maserati เหมือนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ด้วยผลงานการออกแบบจากปลายปากกาลูกหม้อของ Pininfarina อย่าง Jason Castriota ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้ที่เคยฝากผลงานการออกแบบรถซูเปอร์คาร์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Ferrari รุ่น P4/5 by Pininfarina และ Ferrari 599 ในปี 2006 และยังมีผลงานการออกแบบ ให้กับค่าย Ferrari อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม GranTurismo ที่เปิดตัวออกมานั้นก็ยังคงเรียกว่าเป็นซูเปอร์คาร์ได้ไม่เต็มปากนัก และเหล่าแฟนๆ ค่ายตรีศูลก็ไม่ได้พึงพอใจกันสักเท่าใดกับการจับคู่เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร กับเกียร์ ZF 6 สปีด ที่อาจจะทำให้รถสปอร์ตสมรรถนะสูงนี้ต้องกลายเป็นรถสปอร์ตที่จองตั๋วในตำแหน่งมองท้ายซูเปอร์คาร์จากค่ายอื่นอยู่บ่อยครั้ง

และในเดือนกันยายน ปี 2010 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ สาวกค่ายตรีศูลก็ได้ฟังข่าวดีที่ทำให้อะดรีนาลินในตัวนั้นต้องหลั่งไหลกันอย่างรุนแรงจนแทบบรรยายกันไม่ถูกครั้งใหญ่ เพราะ Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo MC Stradale ที่ใช้เครื่องยนต์ F136 Y V8 ความจุ 4.7 ลิตร ที่ขนเอาม้าจากเมืองโมเดนามาถึง 460 ตัวที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมกับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 4.5 วินาที และสามารถพาคุณไปสู่ความเร็วที่เกินกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์รุ่นนี้นั้นเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Maserati และ Ferrari ส่งพลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ MC-Shift 6 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari รุ่น 599 GTO เป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างไม่ต้องบรรยาย และยังมีอัตราการกระจายน้ำหนักอยู่ที่ 48:52 นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถซูเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เอาไว้ข้างหน้า และแน่นอนว่ายังคงใช้พื้นฐานเดิมของรุ่น GranTurismo ในการที่จะทำให้สมรรถนะนั้นสูงขึ้นมาอย่างทันตาเห็น เห็นทีแค่อัพเกรดเครื่องและเกียร์คงจะไม่พอ Maserati จึงจัดการรีดน้ำหนักให้เบากว่ารุ่นปกติถึง 110 กิโลกรัม จนมีน้ำหนักสุทธิเหลือเพียง 1,670 กิโลกรัมเท่านั้น

แน่นอนว่าแค่นั้นยังไม่จุใจและดุเดือดพอที่จะเรียกอะดรีนาลินในตัวคุณให้หลั่งไหลได้รุนแรงพอ จึงได้ทำการอัพเกรดสมรรถนะช่วงล่างและความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับอาทิ ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Brembo เทคโนโลยีที่ส่งตรงมาจากรถแข่งสูตรหนึ่ง ที่จานเบรกนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าจานเบรกแบบเดิมถึง 60 เปอร์เซ็นต์ สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสู่จุดหยุดนิ่งในระยะเพียง 33 เมตรเพื่อจะควบคุมม้าทั้ง 460 ตัวให้อยู่หมัด ยางรุ่นพิเศษ P Zero Corsa ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง Pirelli ที่จะมอบสัมผัสแสนพิเศษจากพื้นถนนสู่ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สู่พวงมาลัย พร้อมด้วยช่วยล่างที่ปรับให้แข็งขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์ และเตี้ยลงอีกเล็กน้อยจากสำนัก MC ที่จะทำให้ Maserati คันนี้ไม่เหมือนคันไหนๆ และพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ ภายในนั้นติดตั้งเบาะคู่หน้าแบบเดียวกับรถแข่งที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิต ภายในนั้นใช้หนังอัลคันทาราหุ้มเอาไว้หลากหลายจุดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงความสปอร์ตเฉกเช่นเดียวกับรถแข่งในสนามจริงๆ ส่วนในเรื่องของ สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์ตัวนี้ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนั้นทาง Maserati ก็ให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน คุณจะได้ยินถึงความแน่นและดุดันของเครื่องที่คำรามออกมาในทุกๆ ครั้งที่เอาเท้ากดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งหมดทั้งมวลที่ทาง Maserati ได้ใส่เข้าไปใน GranTurismo MC Stradale ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้นั้นกลายเป็น GranTurismo รุ่นแรกที่สามารถทะยานออกไปข้างหน้าได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถเลือกขับขี่ได้ทั้งในโหมด Sport และ Race ที่จะปล่อยให้เกียร์ ช่วงล่าง แทร็กชั่นคอนโทรล และเสียงของเครื่องนั้นได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มอัตราศึก รองรับการนำเจ้าซูเปอร์คาร์คันนี้ไปบดขยี้พื้นสนามแข่งและปลดปล่อยสมรรถนะอย่างเต็มพิกัด และสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับ Maserati GranTurismo MC Stradale คือถูกผลิตออกมาทั้งหมดเพียง 497 คันทั่วโลกเท่านั้น

และมีให้เห็นโลดแล่นอยู่บนท้องถนนเมืองไทยเพียงไม่กี่คัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นของหายากที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายและท้ายที่สุดหากวันใดที่ฝันของเด็กคนนั้นได้เป็นจริงก็หวังว่ารถคันนี้จะไม่เป็นเพียงแค่ของที่มีไว้ประดับที่จอดรถเท่านั้น แต่จะเป็นภาพที่เด็กในวันนั้นกลายเป็นเจ้าของในวันนี้ขึ้นไปแล้วกดปุ่มสตาร์ท พร้อมกับปลดปล่อยให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ได้บดขยี้พื้นถนน ทิ้งเศษยางเอาไว้ให้ซูเปอร์คาร์คันที่ตามมาเอาไว้ดูต่างหน้า แล้ววันนั้นแหละจะได้รู้กันว่าซูเปอร์คาร์ที่มีนามว่า Maserati นั้นจะร้ายกาจและพิเศษเพียงใด

Author: V. Käfer
Photography: Courtesy of Maserati

Huawei เปิดตัวแล็ปท็อป MateBook E 2019 : ชิป Snapdragon 850, แรม 8 GB และรัน Windows 10

Huawei ได้เปิดตัว MateBook E 2019 อย่างเงียบๆ ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยเป็นแล็ปท็อปแบบ 2 in 1 รุ่นล่าสุดในซีรีส์ MateBook E ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 และเปลี่ยนจากใช้ชิปซีพียู Intel มาใช้ Snapdragon 850

สเปคและฟังก์ชันที่น่าสนใจ

  • หน้าจอ 12 นิ้ว ความละเอียด QHD อัตราส่วน 3:2
  • แรม/ความจุ :  4 GB/128 GB, 8 GB/256 GB
  • เป็นส่วนผสมระหว่าง iPad Pro และ Microsoft Surface ที่สามารถเชื่อมต่อกับขาตั้งและใช้งานได้ทั้งในรูปแบบแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์โดยการเชื่อมต่อเข้ากับคีย์บอร์ดได้
  • เชื่อมต่อ LTE แบบ Always-On
  • รองรับ eSIM
  • เซ็นเซอร์สแกนนิ้วด้านข้างตัวเครื่อง
  • ทำงานร่วมกับปากกา M-Pen ของ Huawei ที่รองรับแรงกด 2,048 ระดับ

ราคา

MateBook E 2019 มีราคาเริ่มต้นในประเทศจีนอยู่ที่ 3,999 หยวน (ประมาณ 19,000 บาท) สำหรับรุ่นแรม 4 GB และความจุ 128 GB โดยวางจำหน่ายผ่านทาง Huawei Mall และเล็งขยายตลาดไปยังประเทศแถบยุโรปด้วย

Cr. beartai.com

เพียงกดปุ่มก็จะได้ยินเสียง Dork Too นาฬิกาคอลเลคชั่นล่าสุดจาก Nixon

จับสไตล์ย้อนยุคและความสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผสมผสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคได้อย่างลงตัวไร้กาลเวลา โดยเพิ่มความน่าสนใจด้วยปุ่มกด Dork Too ที่เมื่อกดปุ่มจะส่งเสียงบอกเวลา

จากยุค 90 สู่ปี 2019  นาฬิกา Dork Too จาก Nixon นำความน่าหลงใหลในอดีตมารวมกับการออกแบบที่น่าสนใจ ถึงแม้นาฬิกาเรือนนี้จะไม่สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าได้ เนื่องจากมีเพียงลำโพงและปุ่มเท่านั้น แต่มันสามารถส่งเสียงที่ไม่คาดคิดออกมาเพื่อให้คุณยิ้มตลอดทั้งวัน

สำหรับตัวเรือนเป็นสแตนเลส มาพร้อมจอแอลซีดีดิจิตอลที่สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ง่ายดาย พร้อมคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ได้แก่ วันที่การเตือนและไฟพื้นหลัง EL พอร์ต micro-USB ซึ่งเมื่อแบตจะหมดคุณก็แค่เสียบมันเข้ากับ USB

สำหรับหนุ่มๆ คนไหนที่กำลังมองหาการหยุดพักจากเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำๆ พบกับ Dork Too ได้แล้ววันนี้ ที่ Nixon Shop, Watch Else Shop หรือ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

Cr.sanook.com

Toyota C-HR Neon Lime 2019 ใหม่ ตัวถังสีเหลืองพิเศษจำกัดเพียง 2,000 คันที่ยุโรป

Toyota C-HR Neon Lime 2019 รุ่นพิเศษใหม่ เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ยุโรป พร้อมตัวถังเหลืองพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น

Toyota C-HR 2019 รุ่นพิเศษคันนี้ มาพร้อมตัวถังสีเหลืองอมเขียวที่เรียกว่า Neon Lime สีสันจัดจ้าน ตัดกับหลังคาสีดำ พร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED (แบบเดียวกับรุ่น Hybrid ในบ้านเรา) ตบท้ายด้วยล้ออัลลอยสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว

จุดเด่นของ C-HR Neon Lime คันนี้ นอกจากจะมีสีสันภายนอกจัดจ้านแล้ว ภายในยังถูกติดตั้งเครื่องเสียง 360⁰ JBL Music Experience Pack ที่มาพร้อมลำโพง JBL รอบคัน และยังได้เป็นสมาชิกบริการ Deezer สำหรับสตรีมมิ่งเพลงฟรี 6 เดือน เสริมความหล่อด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สลับหนังสีดำอีกด้วย

ขุมพลังของ C-HR Neon Lime เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ซึ่งโตโยต้าระบุว่า ผู้ขับขี่จะได้รับอรรถรสจากระบบเสียง JBL ได้อย่างเต็มที่

Toyota C-HR Neon Lime 2019 จะถูกเปิดตัวพร้อมประกาศราคาจำหน่ายในภายหลัง

Cr. sanook.com