Instagram จะหยุดการปล่อยฟิลเตอร์ใหม่ในแอปเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

หลังจากได้มีการปล่อย Spark AR ซึ่งเป็นซอร์ฟแวร์พัฒนาโดยเฟซบุ๊คที่ทำให้เราสามารถสร้างฟิลเตอร์ของเราเองได้ที่บ้านง่ายๆ ทำให้เกิดฟิลเตอร์สนุกๆใหม่ๆให้ใช้ใน Instagram Story แบบรายวัน

แต่ล่าสุดทาง Instagram และ Facebook ได้ออกมาแถลงข่าวว่า เนื่องจากไวรัสโควิด 19 ทางบริษัทจำเป็นต้องส่งกลุ่มผู้ทดลองใช้ฟิลเตอร์ต่างๆเหล่านี้กลับบ้านเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ซึ่งจะทำให้ฟิลเตอร์ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงการระบาดของ Covid-19 เหล่านี้จะยังไม่ถูกพิจารณาและอัพโหลดให้ใช้จริง

อย่างไรก็ตามทางบริษัทกำลังหาทางออกเรื่องนี้และแนะนำให้ผู้ใช้ทั่วโลกที่ยังมีความต้องการอย่างส่งฟิลเตอร์เข้ามานั้นยังสามารถทำได้และให้คอยติดตามข่าวสารเรื่องการอนุมัติอีกครั้งหลังจากการระบาดสิ้นสุด

ไปชมบรรยากาศการทดลองขับที่สุดของรถสปอร์ตขุมพลัง V8 “Ferrari F8 Tributo Track Drive Experience”

คาวาลลิโน มอเตอร์ เฟอร์รารี่ ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดเอกคลูซีฟท์ให้กับลูกค้า “Ferrari F8 Tributo Track Drive Experience” ณ สนามแข่งพีระ จังหวัดชลบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

คาวาลลิโน มอเตอร์ พาคณะลูกค้าไปสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจพร้อมร่วมทดลองขับเฟอร์รารี่ F8 Tributo รถสปอร์ตขุมพลัง V8 ที่แสดงถึงความเป็นที่สุดแห่งตำนานยนตรกรรมจากค่ายม้าลำพอง ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลกแห่งยนตรกรรมทั้งในด้านของสมรรถนะและอรรถรสในการขับขี่ ให้ลูกค้าได้ร่วมทดสอบความแรงของขุมพลัง 8 สูบที่ดีที่สุดในโลกการันตีรางวัล “Best Engine” จาก International Engine Of The Year Awards ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 ถึง 2019 อีกทั้งยังสามารถปลดปล่อยพลังทั้ง 720 แรงม้าออกมาได้เต็มพิกัดถึง 8,000 รอบ/นาที เคียงข้างกับแฮนด์ลิ่งอันยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และความสะดวกสบายอย่างมีระดับ  พร้อมการออกแบบจาก Ferrari Styling Centre ส่งให้ F8 Tributo เป็นดั่งสะพานเชื่อมต่อของแก่นแท้แห่งภาษาการออกแบบยุคใหม่ เพื่อสืบสานบุคลิกของรถสมรรถนะสูงและประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงสุดอันเป็นเอกลักษณ์ของเฟอร์รารี่ให้ดำเนินต่อไป

สามารถเยี่ยมชมพร้อมทดลองขับเฟอร์รารี่ F8 Tributo ได้ที่โชว์รูม คาวาลลิโน มอเตอร์ เฟอร์รารี่ ประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-319-6109

Brabus จัดการแปลงโฉม G63 AMG ให้ดุดันกว่าเดิมพร้อมขุมกำลัง 789 แรงม้า

Brabus สำนักแต่งจากเยอรมันที่เน้นในเรื่องอุปกรณ์เพื่อสมรรถนะและประสิทธิภาพสูงสุดของรถร่วมมือกับ Mercedes Benz อีกครั้งกับการปล่อยรถยนต์ตัวแต่งเสร็จในโมเดล G63 AMG กับชื่อรุ่นดุเท่อย่าง Black&Gold Edition


ในครั้งนี้ Brabus ได้สร้างสรรค์ชุดบอดี้คิทรอบคัน พร้อมตัวเครื่องที่มีกำลังทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร V8 ที่ถูกจูนให้มีแรงม้าถึง 789 แรงม้า และสามารถเร่งเครื่องให้ถึง 62mph (99.7kph) ได้ใน 4.2 วินาที และความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าสูงถึง 150 mph (241kph)

ด้วยราคาจำหน่ายที่ 380,672 Euro หรือประมาณ 13,572,000 บาทนี่ถือเป็นรถในฝันของหลายๆคนอย่างแน่นอนครับทั้งสมรรถนะและหน้าตาที่โดดเด่นเหลือเกิน

ไปชมภาพเต็มๆของ 2021 Porsche 911 Turbo S โมเดลคลาสสิคที่มาพร้อมขุมกำลังใหม่สุดทรงพลัง

แม้จะต้องเปิดตัวออนไลน์แทนเพราะงาน Geneva Motor Show นั้นถูกแคนเซิลเนื่องจากการระบาดของไวรัสแต่ก็ไม่มีอะไรหยุดความฮอตของ Porsche 2021 911 Turbo S และ Turbo S Cabriolet ได้ด้วยการสร้างความเร็ว 0-62 mph (99 kph) ภายในเวลา 2.7 วินาที เครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 3.8 ลิตร 6 บล็อกเทอร์โบคู่ ที่มีแรงม้าสูงถึง 640 ไปชมภาพเต็มๆของรถในฝันของหลายๆคนคันนี้กันเลยครับ

Apple ประกาศไม่อนุญาตให้ตัวร้ายในภาพยนตร์ถือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เข้าฉาก

อีกหนึ่งเรื่องราวชวนหัวเราะเมื่อ Rian Johnson ผู้กำกับ Star Was: The Last Jedi และ Knives Out ภาพยนตร์สืบสวนพล็อตสนุกออกมาให้สัมภาษณ์ว่าApple บริษัทไอทียักษ์ใหญ่นั้นไม่อนุญาติให้ตัวร้ายหรือศัตรูของพระเอกถือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ในการเข้าฉาก

ดูโพสต์นี้บน Instagram

As the family unravels, so does the mystery. Watch #knivesout now on Digital. On 4K Ultra HD, Blu-ray & DVD 2/25.

โพสต์ที่แชร์โดย Knives Out (@knivesout) เมื่อ

“ต่อไปนี้ในหนังสืบสวนคนดูอาจจะเดาออกละล่ะว่าใครเป็นตัวร้ายเพราะพวกเขาจะไม่สามารถถือiphone ในมือได้” ผู้กำกับอเมริกันวัย46 กล่าวติดตลก แต่ถ้าย้อนกลับไปดูภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมอย่าง Knives Outที่เป็นการตามหาคนร้ายที่ฆ่านักเขียนนิยายสืบสวนชื่อดังอย่างHarlan Thrombey ก็จะพบว่านี่คือความจริง

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี2002 ก็มีบทความที่ตั้งข้อสังเกตว่าในทีวีซีรีย์24 ที่ว่าด้วยการต่อกรกับผู้ก่อการร้ายใน Los Angeles ว่าพวกตัวร้ายทั้งหมดจะใช้คอมพิวเตอร์ Window PC ส่วนตัวดีจะใช้ Macs ถือเป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าลองเอาไปใช้สำหรับการชมภาพยนตร์ครั้งหน้า

รู้ทันทีว่าเป็นรถใคร ! Porsche เปิดบริการพิมลายนิ้วมือของลูกค้าลงบนรถ 911 คันหรู

เป็นอีกหนึ่งบริการล่าสุดที่น่าสนใจสำหรับ Porsche รถหรูสัญชาติเยอรมันในฝันของหลายๆคน กับการแสกนและพิมลายนิ้วมือของเจ้าของรถลงบนยานยนต์โมเดลคลาสสิกอย่าง 911 ที่บริเวณฝากระโปรง

โดยลายกราฟฟิคที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคลนี้ตอนนี้เริ่มให้บริการแล้วแต่ยังสามารถพิมได้ที่ฝากระโปรงเท่านั้นส่วนอื่นๆทาง Porsche กำลังพัฒนาเพิ่ม

ส่วนในเรื่องความปลอดภัยทางแบรนด์ก็การันตีว่าจะไม่มีใครสามารถมาขโมยข้อมูลลายนิ้วมือของลูกค้าไปใช้ได้เพราะในขั้นตอนการแสกนก่อนพิมด้วยหุ่นยนต์นั้นจะมีการใส่โค้ดป้องกันไว้

ใครที่สนใจก็รอบริการนี้ในไทยได้เลยเพราะที่ Europe นั้นจะเริ่มผลิตและส่งมอบรถตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ ที่ราคาเริ่มต้น 8,100 ยูโร หรือประมาณ 280,000 บาท

Apple เผยโฉม Apple Watch Series 5

Apple Watch Series 5

Apple ประกาศเปิดตัว Apple Watch Series 5 ซึ่งมาพร้อมกับจอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลาที่ไม่มีวันหลับ เพื่อให้ผู้ใช้ดูเวลาและข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องยกข้อมือขึ้นมาหรือแตะหน้าจอ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติตำแหน่งที่ตั้งใหม่ๆ ทั้งเข็มทิศในตัวไปจนถึงระดับความสูงปัจจุบัน ที่จะช่วยนำทางได้ดียิ่งขึ้นตลอดวัน ในขณะที่การโทรฉุกเฉินทั่วโลก1ก็ช่วยให้ผู้ใช้โทรหาบริการฉุกเฉินจาก Apple Watch ของพวกเขาได้โดยตรงในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะ ไม่มี iPhone อยู่ใกล้ๆ Apple Watch Series 5 มาพร้อมตัวเลือกวัสดุที่หลากหลายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งมีทั้งอะลูมิเนียม สแตนเลสสตีล เซรามิก และไทเทเนียมแบบใหม่หมด ยิ่งเมื่อนำมารวมกับ watchOS 6 ด้วยแล้ว ผู้ใช้ก็จะสามารถควบคุมสุขภาพและการออกกำลังกายของตนได้อย่างเต็มที่ด้วยคุณสมบัติใหม่ๆ อาทิ การติดตามรอบเดือน แอพเสียงรบกวน และแนวโน้มกิจกรรม

Apple Watch Series 5 มาพร้อมตัวเรือนไทเทเนียมซึ่งเป็นวัสดุใหม่

“เราได้เห็นแล้วว่า Apple Watch มีความหมายต่อชีวิตของลูกค้าเราขนาดไหน และเราดีใจที่จะได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ ให้กับ Apple Watch Series 5 และ watchOS 6″ Jeff Williams ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Apple กล่าว “การผสมผสานที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่จะยกระดับประสบการณ์การใช้งานไปอีกขั้น ดังนั้น การมีสุขภาพดีและการต่อติดกับผู้คนและข้อมูลที่ผู้ใช้ใส่ใจก็จะง่ายกว่าเดิม” 

Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS) จะเปิดให้สั่งซื้อใน 41 ประเทศและภูมิภาค และ Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS+ Cellular) จะเปิดให้สั่งซื้อใน 22 ประเทศและภูมิภาค ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งสองรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายในร้าน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 กันยายน เป็นต้นไป

จอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลาช่วยให้การดูเวลาและค่าการออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องระหว่างการออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

จอภาพ Retina แบบติดตลอดเวลา

Apple Watch Series 5 มาพร้อมจอภาพใหม่สุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเวลาและข้อมูลสำคัญบนหน้าจอได้ตลอดเวลา หน้าปัดนาฬิกาแต่ละแบบได้รับการปรับแต่งมาอย่างปราณีตเพื่อให้เข้ากับจอภาพใหม่และเพื่อคงระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่เอาไว้ หน้าจอฉลาดถึงขั้นที่สามารถลดความสว่างลงเองได้เวลาที่คุณลดข้อมือลง และกลับมาสว่างเต็มที่เมื่อคุณยกข้อมือขึ้นหรือแตะที่หน้าจอ เทคโนโลยีสุดล้ำมากมายได้ถูกนำมาใช้เพื่อรังสรรค์คุณสมบัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นจอภาพโพลีซิลิคอนและออกไซด์อุณหภูมิต่ำ หรือ Low-Temperature Polysilicon and Oxide (LTPO) หนึ่งเดียวในอุตสาหกรรม, ไดร์เวอร์ของจอภาพที่ใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษ, วงจรรวมการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงโดยรอบแบบใหม่ การผสมผสานนวัตกรรมฮาร์ดแวร์เข้ากับการออกแบบซอฟต์แวร์อันเยี่ยมยอดทำให้ Apple Watch Series 5 มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน 18 ชั่วโมงตลอดวัน2

จอภาพอัจฉริยะจะลดความสว่างลงและกลับมาสว่างเต็มที่ตามการเคลื่อนที่ขึ้นลงของข้อมือ

การนำทาง

คุณสมบัติตำแหน่งที่ตั้งที่อัพเดทใหม่บน Apple Watch Series 5 ช่วยให้ลูกค้ามีเครื่องมือการนำทางที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมตลอดทั้งวัน เข็มทิศในตัวใหม่และแอพแผนที่ที่อัพเดทใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ดูได้ว่ากำลังหันหน้าไปทางไหน ด้วย Apple Watch Series 5 ลูกค้าสามารถใช้แอพเข็มทิศใหม่เพื่อดูทิศทางที่กำลังไป ความชัน ละติดจูด ลองจิจูด และ ระดับความสูงปัจจุบัน นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถดูทิศทางได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เหลือบมอง ด้วยการเพิ่มกลไกหน้าปัดเข็มทิศบนหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งมีมาให้เลือก 3 แบบใหม่

Apple Watch Series 5 มาพร้อมแอพเข็มทิศใหม่
แอพแผนที่ที่อัพเดทใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ดูได้ว่ากำลังหันหน้าไปทางไหน
watchOS 6 กำลังแสดงระดับความสูงในปัจจุบัน

การโทรฉุกเฉินทั่วโลก

ผู้ใช้ที่มี Apple Watch Series 5 รุ่นเซลลูลาร์สามารถโทรติดต่อบริการฉุกเฉินทั่วโลกได้แล้ว ไม่ว่าจะซื้ออุปกรณ์จากที่ไหนหรือเปิดใช้บริการเซลลูลาร์เอาไว้หรือไม่ก็ตาม นับว่าเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ในระหว่างการเดินทางได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การโทรฉุกเฉินทั่วโลกยังทำงานร่วมกับการตรวจจับการล้มได้อีกด้วยเมื่อคุณเปิดใช้งานไว้ นาฬิกาจะโทรหาบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ หาก Apple Watch รู้สึกได้ว่าผู้ใช้ล้มอย่างรุนแรงและไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลาประมาณหนึ่งนาที

Apple Watch Series 5 สามารถโทรหาบริการฉุกเฉินทั่วโลกได้แล้ว ระหว่างที่คุณท่องเที่ยวต่างประเทศ

watchOS 6

คุณสมบัติด้านสุขภาพและการออกกำลังกายเพิ่มเติมที่มาพร้อมกับ watchOS 6 ได้แก่ แอพการติดตามรอบเดือนใหม่ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถบันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรอบการมีประจำเดือน ตลอดจนดูเวลาการมีประจำเดือนครั้งถัดไปและคาดการณ์ช่วงเวลาไข่ตกได้อย่างสะดวกด้วย Apple Watch แอพเสียงรบกวนช่วยให้ผู้ใช้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับระดับเสียงรอบตัวในสภาพแวดล้อมอย่างคอนเสิร์ตหรือการแข่งขันกีฬา ซึ่งอาจส่งผลต่อการได้ยิน และแนวโน้มกิจกรรมบน iPhone จะแสดงรูปแบบการทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ใช้ดูความก้าวหน้าของตนเองได้ และ watchOS 6 ยังมาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาแบบไดนามิกใหม่ ได้แก่ หน้าปัดเมริเดียน หน้าปัดโมดูลาร์คอมแพค หน้าปัดสุริยะ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้อย่างง่ายดายเพื่อให้คุณเข้าถึงแอพโปรดได้รวดเร็วขึ้น

หน้าปัดเมริเดียนเป็นหน้าปัดใหม่บนwatchOS 6
แอพการติดตามรอบเดือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับประจำเดือน ตลอดจนดูเวลามีประจำเดือนครั้งถัดไปและคาดการณ์ช่วงเวลาไข่ตก
แอพเสียงรบกวนช่วยให้ลูกค้าทราบถึงระดับเสียงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง
ลูกค้าสามารถเลือกผสมผสานตัวเรือนและสายในแบบที่ต้องการได้แล้ว

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลสุดคลาสสิกยังคงมาในสีทอง สีเงิน และสีดำสเปซแบล็ค ส่วนตัวเรือนอะลูมิเนียมสีเงิน สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์ ตอนนี้ผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 แบบรีไซเคิล 100% แล้ว ภายในปีนี้ พบกับการกลับมาอีกครั้งของตัวเรือนเซรามิกสีขาวที่ทั้งสวยงามและทนรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม พร้อมกับสาย Sport Loop ใหม่และตัวเลือกสีสันใหม่มากมาย ซึ่งสามารถใช้งานกับ Apple Watch รุ่นใดก็ได้

Apple Watch Nike มาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์เสื้อแจ็คเก็ต Windrunner สุดคลาสสิกของ Nike พ่วงมากับสีสันใหม่สำหรับสาย Nike Sport Band และสาย Nike Sport Loop แบบสะท้อนแสง Apple Watch Hermès มาพร้อมสไตล์ที่หลากหลายรวมถึงการอัพเกรดให้กับสายแบบสลับสีที่ได้รับความนิยมเมื่อปีที่แล้ว ครั้งนี้ พบกับลาย Della Cavalleria ใหม่ และสายเวอร์ชั่นสีดำล้วนที่มาพร้อมกับหน้าปัดนาฬิกา Hermès สุดพิเศษแบบไล่โทนสี

Cr. Apple

พบกับ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max สมาร์ทโฟนที่ทรงพลังและล้ำหน้าที่สุด

วันนี้ Apple ประกาศเปิดตัว iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ซึ่งเป็น iPhone ตระกูลใหม่ในระดับโปรที่มาพร้อมประสิทธิภาพอันล้ำหน้าสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด เพราะมีทั้งจอภาพ Super Retina XDR ใหม่ ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone รวมถึงชิพ A13 Bionic อันทรงพลังที่ออกแบบโดย Apple ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพเหนือชั้นสำหรับงานทุกประเภทแล้ว ยังทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงสามารถใช้งานได้ตลอดวันแบบสบายๆ ยิ่งกว่านั้นยังมีระบบสามกล้องใหม่ที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานกล้องระดับโปรด้วยกล้องอัลตร้าไวด์,​ ไวด์ และเทเลโฟโต้ ทั้งยังถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้ดียิ่งกว่าเดิม และบันทึกวิดีโอที่มีคุณภาพสูงสุดในสมาร์ทโฟน ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอแอ็คชั่น

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีให้เลือก 4 สีสันสุดโดดเด่น รวมถึงสีใหม่อย่างสีเขียวมิดไนท์กรีนที่สวยงาม และจะเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 กันยายนนี้ และวางจำหน่ายในร้านตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 กันยายนเป็นต้นไป

“iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เป็นสมาร์ทโฟนที่ทรงพลังและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมา เพราะอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่มือโปรสามารถใช้ทำงานต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ หรือสำหรับใครก็ตามที่ต้องการอุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่มือโปร” Phil Schiller ซึ่งเป็นรองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “iPhone 11 Pro มีระบบสามกล้องเป็นครั้งแรกใน iPhone และยังเป็นกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมาอีกด้วย เพราะช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายได้ดังใจ และมีคุณสมบัติล้ำๆ ด้านการปรับแต่งรูปถ่ายและวิดีโอใน iOS 13 ให้ใช้งานด้วย ส่วนจอภาพ Super Retina XDR ก็เป็นจอภาพที่สว่างและล้ำหน้าที่สุดใน iPhone ในขณะที่ชิพ A13 Bionic ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนทั้งในด้านประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน”

ดีไซน์และจอภาพระดับโปร

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีด้านหลังเป็นกระจกผิวด้าน พร้อมด้วยขอบสแตนเลสสตีลขัดเงา และมีให้เลือก 4 สีสันสุดโดดเด่น รวมถึงสีใหม่อย่างสีเขียวมิดไนท์กรีน ซึ่งนอกจาก iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะเป็นอุปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดแล้ว ยังออกแบบมาให้ทนทานอีกด้วย เพราะมาพร้อมกับกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และมีการป้องกันที่ระดับ IP68 จึงทนน้ำได้ลึกถึง 4 เมตร นาน 30 นาที และยังทนน้ำที่มักจะหกใส่ในชีวิตประจำวันอย่างกาแฟและน้ำอัดลมได้อีกด้วย1   จอภาพ Super Retina XDR ใหม่ใช้แผง OLED ที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เต็มอิ่มกับประสบการณ์การรับชมแบบ HDR ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือวิดีโอความละเอียดสูงประเภทอื่นๆ ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต นอกจากนี้ Super Retina XDR ยังรองรับขอบเขตสีกว้าง และมาพร้อมการจัดการสีสันแบบทั้งระบบ รวมถึงการแสดงผลแบบ True Tone ที่จะมอบประสบการณ์ในการดูที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 2,000,000 ต่อ 1 พร้อมด้วยสีดำที่ดำสนิท จึงมั่นใจได้เลยว่ามือโปรจะต้องประทับใจกับประสบการณ์การรับชมที่สวยงามสมจริงยิ่งขึ้นเมื่อดูวิดีโอและรูปภาพแบบ HDR และที่สำคัญ Super Retina XDR ยังประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถโต้ตอบกับแอพที่ใช้บ่อยในแบบที่รวดเร็วลื่นไหลด้วยคุณสมบัติ “การแตะค้างแบบสั่น” หรือ Haptic Touch ที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกส่วนของ iOS 13 ลูกค้าจึงมีทางลัดสำหรับใช้แอพทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันจากหน้าจอโฮมได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเซลฟี่ ดูการนัดหมายในแอพปฏิทิน หรือดูตัวอย่างอีเมลในแอพเมล

ประสิทธิภาพการทำงานเร็วที่สุด พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานที่สุด

A13 Bionic เป็นชิพที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น เหมาะสำหรับงานทุกประเภทที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ต้องรับมือ อีกทั้งยังมี CPU และ GPU ที่เร็วกว่า A12 ถึง 20% นอกจากนี้ A13 Bionic ยังสร้างมาเพื่อการเรียนรู้ของระบบ โดยมี Neural Engine ที่เร็วขึ้นสำหรับวิเคราะห์รูปถ่ายและวิดีโอแบบเรียลไทม์ รวมถึงตัวเร่งความเร็วการเรียนรู้ของระบบที่ทำให้ CPU สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ถึง 1 ล้านล้านรายการต่อวินาที และเมื่อ A13 Bionic ผนึกกำลังกับ iOS 13 แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของระบบที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟนนั่นเอง ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพด้านการประมวลผล กราฟิก และ ML ที่ทรงพลังขนาดนี้ แต่แบตเตอรี่กลับใช้งานได้นานขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยแบตเตอรี่ของ iPhone 11 Pro นั้นใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs สูงสุด 4 ชั่วโมง ในขณะที่ iPhone 11 Pro Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs Max สูงสุด 5 ชั่วโมง

ระบบกล้องระดับโปรสำหรับทุกคน

iPhone 11 Pro มาพร้อมระบบสามกล้องที่ปฏิวัติมาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยกล้องอัลตร้าไวด์, ไวด์ และเทเลโฟโต้แบบใหม่หมด โดยทั้งหมดทำงานร่วมกับ iOS เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานกล้องระดับโปรที่ไม่ว่าใครก็ใช้งานได้

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านวิดีโอด้วยวิดีโอที่มีคุณภาพสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน โดยที่กล้องแต่ละตัวในระบบสามกล้องสามารถบันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่สวยสดงดงามด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้น พร้อมระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวในคุณภาพระดับภาพยนตร์ นอกจากนี้กล้องอัลตร้าไวด์ยังมีมุมมองภาพที่กว้างขึ้นและระนาบโฟกัสที่ใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอแอ็คชั่น โดยที่ผู้ใช้สามารถซูมสลับไปมาระหว่างทั้งสามกล้องได้ง่าย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ “การซูมเสียง” ที่จะปรับเสียงให้สอดคล้องกับระดับการซูมของวิดีโอเพื่อให้ได้เสียงที่มีไดนามิกยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นใน iOS 13 ยังมีเครื่องมือปรับแต่งวิดีโออันทรงพลังให้ทุกคนเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการหมุน ครอบตัด เพิ่มระดับการเปิดรับแสง หรือใส่ฟิลเตอร์ให้กับวิดีโอแบบทันที โดยสามารถปรับแต่งทั้งหมดนี้แล้วดูผลลัพธ์ได้ง่ายๆ เพียงแค่เหลือบมอง ทีนี้แม้แต่มือสมัครเล่นก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพได้

เมื่อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้ง iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จึงสามารถยกระดับประสบการณ์การใช้งานกล้องแบบเดิมให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นในแบบที่มี Apple เท่านั้นที่ทำได้ เริ่มจากกล้องอัลตร้าไวด์แบบใหม่หมดที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานกล้องไปโดยสิ้นเชิง เพราะสามารถเก็บภาพได้กว้างขึ้นถึง 4 เท่า จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือสถาปัตยกรรม การถ่ายภาพในที่แคบ และอีกมากมาย ส่วนเซ็นเซอร์แบบไวด์ใหม่ที่มี Focus Pixels 100% และซอฟต์แวร์อันล้ำสมัยคือหัวใจสำคัญของโหมดกลางคืน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกมากเมื่อถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง ทำให้ได้ภาพที่สว่างขึ้น มีนอยซ์น้อยลง และถ่ายทอดสีสันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ระบบสามกล้องยกระดับโหมดภาพถ่ายบุคคลไปอีกขั้น เพราะเมื่อเลือกถ่ายภาพได้ทั้งแบบไวด์และเทเลโฟโต้ จึงสามารถใช้โหมดภาพถ่ายบุคคลกับมุมมองภาพที่กว้างขึ้นได้ ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับการถ่ายภาพบุคคลและหลายๆ คน ส่วนกล้องเทเลโฟโต้ก็มาพร้อมรูรับแสงขนาดใหญ่ขึ้นเป็น ƒ/2.0 ที่รับแสงได้มากขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ iPhone Xs จึงถ่ายภาพและวิดีโอได้สวยยิ่งขึ้น

HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ใช้การเรียนรู้ของระบบอันล้ำสมัยเพื่อหาบุคคลในภาพและเพิ่มความสว่างให้กับบุคคลนั้นอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ภาพดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นและเผยให้เห็นรายละเอียดมากย่ิงขึ้น นอกจากนี้ยังมีแฟลช True Tone ใหม่ที่สว่างขึ้นอีก 30% พร้อมด้วย Deep Fusion ซึ่งเป็นระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Neural Engine ของ A13 Bionic และจะสามารถใช้งานได้ภายในปีนี้ โดย Deep Fusion จะใช้การเรียนรู้ของระบบที่ล้ำหน้าในการประมวลผลรูปภาพแบบพิกเซลต่อพิกเซล เพื่อปรับรายละเอียด ลวดลาย และนอยซ์ในทุกส่วนของภาพให้สวยงามลงตัวที่สุด

อินเทอร์เฟซกล้องโฉมใหม่มอบประสบการณ์ที่เต็มตามากยิ่งขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับระบบสามกล้องและจอภาพที่เป็นหน้าจอทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้ได้เห็นภาพที่อยู่นอกเฟรมและยังเก็บภาพนั้นได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถบันทึกวิดีโอได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องสลับจากโหมดรูปภาพ เพราะเมื่อมี QuickTake แล้ว เพียงแค่แตะปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้ก็เริ่มบันทึกวิดีโอได้ทันที

กล้อง TrueDepth ใหม่ใช้กล้องความละเอียด 12MP ที่มีมุมมองภาพกว้างขึ้นสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ ทั้งยังมี HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ที่จะทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นวันนี้กล้อง TrueDepth ยังสามารถบันทึกวิดีโอระดับ 4K ได้สูงสุดถึง 60 fps และ 120 fps ในแบบสโลว์โมชั่น ซึ่งจะช่วยเปิดโลกใหม่แห่งการถ่ายเซลฟี่แบบสนุกๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณสมบัติอื่นๆ

  • ชิพ U1 ที่ออกแบบโดย Apple ใช้เทคโนโลยีอัลตร้าไวด์แบนด์สำหรับการรับรู้ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟน และเมื่อ iOS 13.1 เปิดให้ใช้งานในวันที่ 30 กันยายนนี้ AirDrop ก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถรับรู้ทิศทางการหันเครื่อง และแนะนำเครื่องที่จะแชร์ไฟล์ด้วยได้
  • Face ID ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ปลอดภัยที่สุดในสมาร์ทโฟน ทำงานเร็วขึ้น 30% และใช้ง่ายขึ้นด้วย เพราะสามารถทำงานได้ดีขึ้นจากระยะต่างๆ และทำงานได้จากหลายมุมมากขึ้นด้วย
  • ระบบเสียงสมจริงรอบทิศทางจะสร้างประสบการณ์การฟังที่เต็มอิ่มจากทุกทิศทาง พร้อมด้วย Dolby Atmos ที่ให้เสียงทรงพลังเต็มอารมณ์บน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
  • LTE ระดับ Gigabit สูงสุด 1.6Gbps และ Wi-Fi 6 ช่วยให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น2 และรองรับซิมคู่ด้วย eSIM3

มาพร้อม iOS 13

iOS 13 บน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มอบประสบการณ์ที่ราบรื่นไร้รอยต่อ เพราะมีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนไหนๆ และ iOS 13 ยังมีลุคใหม่อันโดดเด่นอย่างโหมดมืด, วิธีลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นด้วยคุณสมบัติ “ลงชื่อเข้าด้วย Apple” และประสบการณ์การใช้งานแอพแผนที่แบบใหม่หมด4

เมื่อมีคุณสมบัติอันล้ำสมัยในแอพกล้องและรูปภาพ การปรับแต่งรูปจึงครอบคลุมและเรียบง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมเครื่องมือใหม่ๆ อันทรงพลังที่วันนี้สามารถใช้กับการปรับแต่งวิดีโอได้แล้วเช่นกัน ส่วนการปรับแต่งคุณสมบัติ “การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล” ก็ทำได้ทันทีในแอพกล้อง โดยสามารถปรับความเข้มของแสงที่ส่องลงบนแบบ และมีเอฟเฟ็กต์ “แสงไฟขาวดำไฮคีย์” ใหม่ที่จะสร้างลุคขาวดำอันสวยงามให้กับรูปในโหมดภาพถ่ายบุคคล

Cr. Apple

แอพพลิเคชั่น จดโน้ตสำหรับ iPad ที่หนุ่มๆวัยทำงานควรมีติดเครื่องไว้

หนุ่มๆคนไหนที่ชอบพก iPad ไปเรียนหรือไปทำงานเป็นประจำ ก็คงจะต้องใช้จดโน้ตอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดเลกเชอร์หรือจดบันทึกการประชุมงาน ซึ่งถ้าหากเรามีแอพพลิเคชั่น จดโน้ตดี ๆ ก็จะช่วยให้สามารถจดโน้ตได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีแอพพลิเคชั่น จดโน้ต สำหรับ iPad มาแนะนำกัน (iPhone ก็ใช้ได้) ใครสนใจแอพพลิเคชั่นไหนก็ลองโหลดไปใช้กันได้เลย

1. GoodNotes 5

ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแอพพลิเคชั่น เอาไว้จดโน้ตต่าง ๆ บน iPad ซึ่งมันสามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว แถมยังสามารถเพิ่มโน้ตลงในเอกสาร PDF, PowerPoint และ Word ได้อีกด้วย อยากจดโน้ต จดบันทึกกันลืม จดรายการต่าง ๆ ก็สามารถทำได้สะดวกง่ายดาย ให้ความรู้สึกเหมือนจดบนกระดาษ ในรูปแบบสมุดโน้ตดิจิทัล

2. Paper

หนึ่งในแอพพลิเคชั่น วาดภาพบน iPad ที่ยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับใช้ขีดเขียนหรือวาดเล่น คิดอะไรออกก็เขียนลงไป มีรูปแบบหัวปากกาให้เลือกใช้ได้หลากหลายสไตล์ โดยแอพพลิเคชั่น นี้สามารถใช้ได้ฟรี แต่ถ้าหากจ่ายเพื่อซื้อเวอร์ชั่น Pro ก็จะมีลูกเล่นให้ได้ใช้กันมากขึ้น

3. Notability

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่ออกแบบมาสำหรับนักเรียน นักศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Apple Pencil เขียนหรือจะใช้คีย์บอร์ดพิมพ์ เลือกให้แสดงเส้นบรรทัดเหมือนสมุดจริง ๆ ได้ เขียนสะดวกสุด ๆ นอกจากนี้ยังสามารถใช้อัดเสียงได้อีกด้วย เหมาะสำหรับใช้ในการเลกเชอร์เป็นอย่างยิ่ง และสุดท้ายคือสามารถแปลงเป็นไฟล์ PDF หรือสั่งพิมพ์ได้

4. Noteshelf

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่มีฟีเจอร์ครบครัน จดโน้ตได้ทั้งการเขียนด้วยลายมือ การพิมพ์ เขียนบนไฟล์ PDF หรือจะใช้วิธีอัดเสียงก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังสามารถจัดหมวดหมู่แยกประเภทโน้ตต่าง ๆ ได้สะดวก จะแชร์ให้คนอื่นต่อก็ทำได้อย่างง่ายดาย

5. Apple Notes

แอพพลิเคชั่น Notes ของแอปเปิลเองที่รองรับ Apple Pencil สามารถใช้เขียน วาด ระบายสี หรือขีดเขียนอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ สามารถเลือกเปลี่ยนรูปแบบสไตล์หัวปากกาและสีที่จะใช้เขียนได้ แถมยังมี Lasso Tool ให้เอาไว้ใช้ตัดแปะได้อีกด้วย และแน่นอนว่าแอพพลิเคชั่นนี้มีติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปโหลดเพิ่มเลย

6. Google Keep

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตสไตล์ Post-it จากเกิล เน้นการจดโน้ตและรายการต่าง ๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว บันทึกได้ทั้งแบบตัวอักษร รูปภาพ และเสียง สามารถแยกสีโน้ตได้เพื่อความสะดวกในการค้นหา โน้ตอันไหนต้องใช้บ่อย ๆ ก็ปักหมุดได้ แถมยังสามารถตั้งแจ้งเตือนสิ่งที่ต้องทำได้อีกด้วย

7. Evernote

แอพพลิเคชั่นจดโน้ตที่เหมาะสำหรับคนทำงาน จะพิมพ์โน้ตลงไปหรือสแกนจากโน้ตที่เขียนบนกระดาษก็ได้ สร้างรายการสิ่งที่ต้องทำ ใส่รูปภาพ ลิงก์เว็บไซต์ หรือบันทึกเสียงก็ได้ สามารถค้นหาโน้ตได้ง่าย แถมยังสามารถ Sync โน้ตไปบนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้งานได้อีกด้วย

Cr. App store

เผย 10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตเร็วที่สุดในโลก

ยิ่งเวลาผ่านไป เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วอินเทอร์เน็ตก็เช่นกัน แต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละประเทศนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป วันนี้เรามีสถิติ 10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตเร็วแรงที่สุดมาฝากกัน ซึ่งมีทั้งอินเทอร์เน็ตบ้านและอินเทอร์เน็ตมือถือ

10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตมือถือเร็วที่สุด

อันดับที่ 1 – เกาหลีใต้ (90.06Mbps)
อันดับที่ 2 – นอร์เวย์ (64.80Mbps)
อันดับที่ 3 – แคนาดา (63.63Mbps)
อันดับที่ 4 – ออสเตรเลีย (63.20Mbps)
อันดับที่ 5 – เนเธอร์แลนด์ (60.31Mbps)
อันดับที่ 6 – กาตาร์ (60.09Mbps)
อันดับที่ 7 – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (57.45Mbps)
อันดับที่ 8 – สวิตเซอร์แลนด์ (52.03Mbps)
อันดับที่ 9 – โครเอเชีย (51.62Mbps)
อันดับที่ 10 – สิงคโปร์ (51.11Mbps)

ส่วนประเทศไทยเรานั้นอยู่ในลำดับที่ 96 ความเร็วอยู่ที่ 19.27Mbps

10 อันดับประเทศที่อินเทอร์เน็ตบ้านเร็วที่สุด

อันดับที่ 1 – สิงคโปร์ (195.88Mbps)
อันดับที่ 2 – ฮ่องกง (173.54Mbps)
อันดับที่ 3 – เกาหลีใต้ (144.99Mbps)
อันดับที่ 4 – โรมาเนีย (128.88Mbps)
อันดับที่ 5 – อันดอร์รา (128.48Mbps)
อันดับที่ 6 – โมนาโก (123.12Mbps)
อันดับที่ 7 – สหรัฐอเมริกา (119.09Mbps)
อันดับที่ 8 – สวิตเซอร์แลนด์ (116.98Mbps)
อันดับที่ 9 – ลิกเตนสไตน์ (113.49Mbps)
อันดับที่ 10 – ฮังการี (112.37Mbps)

ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 30 ความเร็วอยู่ที่ 79.43Mbps

Cr. Speedtest.net