Born to Race

เด็กหนุ่มทุกคนคงจะเฝ้าฝันถึงวันที่ได้ขับรถแข่งจริงๆ สักครั้งในชีวิต แต่รับรองว่ารถคันนี้จะทำให้เด็กหนุ่มในฝันคนนั้นลืมฝันเก่าๆ ในครั้งนั้นไปอย่างถาวร

แม้ในวันนี้เด็กหนุ่มทุกคนในวันนั้นอาจจะยังทำสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่สำเร็จ หรือบางคนอาจจะล้มเลิกความคิดนั้นและเปลี่ยนทิศทางไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม เราจึงอยากจะรับอาสามาปลุกไฟในตัวที่ยังเหลืออีกน้อยนิด หรือเติมไฟให้เปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนอยู่ในตัวใครหลายๆ คน กับซูเปอร์คาร์คันเจ๋งจากค่ายตรีศูลที่ไม่อาจจะมองข้าม หรือไม่อาจจะหยุดเหลียวหลังเพื่อยลโฉมความสวยงามของเส้นสายบนตัวรถที่พุ่งทะยานมาพร้อมกับเสียงเครื่อง V8 อันทรงพลังกว่าใคร นับตั้งแต่วันแรกที่ค่าย Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo ในปี 2007 ที่กรุงเจนีวา โดยผงาดขึ้นมาแทนที่รุ่น Coupe หนึ่งในงานศิลป์ที่รังสรรค์โดยสำนักออกแบบยานยนต์ Italdesign Giugiaro S.p.A. และในวันนั้นการเปิดตัวรถรุ่นนี้ส่งผลให้ Maserati เหมือนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ด้วยผลงานการออกแบบจากปลายปากกาลูกหม้อของ Pininfarina อย่าง Jason Castriota ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้ที่เคยฝากผลงานการออกแบบรถซูเปอร์คาร์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Ferrari รุ่น P4/5 by Pininfarina และ Ferrari 599 ในปี 2006 และยังมีผลงานการออกแบบ ให้กับค่าย Ferrari อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม GranTurismo ที่เปิดตัวออกมานั้นก็ยังคงเรียกว่าเป็นซูเปอร์คาร์ได้ไม่เต็มปากนัก และเหล่าแฟนๆ ค่ายตรีศูลก็ไม่ได้พึงพอใจกันสักเท่าใดกับการจับคู่เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร กับเกียร์ ZF 6 สปีด ที่อาจจะทำให้รถสปอร์ตสมรรถนะสูงนี้ต้องกลายเป็นรถสปอร์ตที่จองตั๋วในตำแหน่งมองท้ายซูเปอร์คาร์จากค่ายอื่นอยู่บ่อยครั้ง

และในเดือนกันยายน ปี 2010 ที่ปารีสมอเตอร์โชว์ สาวกค่ายตรีศูลก็ได้ฟังข่าวดีที่ทำให้อะดรีนาลินในตัวนั้นต้องหลั่งไหลกันอย่างรุนแรงจนแทบบรรยายกันไม่ถูกครั้งใหญ่ เพราะ Maserati ได้เปิดตัวรุ่น GranTurismo MC Stradale ที่ใช้เครื่องยนต์ F136 Y V8 ความจุ 4.7 ลิตร ที่ขนเอาม้าจากเมืองโมเดนามาถึง 460 ตัวที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมกับอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 4.5 วินาที และสามารถพาคุณไปสู่ความเร็วที่เกินกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์รุ่นนี้นั้นเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Maserati และ Ferrari ส่งพลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ MC-Shift 6 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari รุ่น 599 GTO เป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างไม่ต้องบรรยาย และยังมีอัตราการกระจายน้ำหนักอยู่ที่ 48:52 นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถซูเปอร์คาร์ที่วางเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เอาไว้ข้างหน้า และแน่นอนว่ายังคงใช้พื้นฐานเดิมของรุ่น GranTurismo ในการที่จะทำให้สมรรถนะนั้นสูงขึ้นมาอย่างทันตาเห็น เห็นทีแค่อัพเกรดเครื่องและเกียร์คงจะไม่พอ Maserati จึงจัดการรีดน้ำหนักให้เบากว่ารุ่นปกติถึง 110 กิโลกรัม จนมีน้ำหนักสุทธิเหลือเพียง 1,670 กิโลกรัมเท่านั้น

แน่นอนว่าแค่นั้นยังไม่จุใจและดุเดือดพอที่จะเรียกอะดรีนาลินในตัวคุณให้หลั่งไหลได้รุนแรงพอ จึงได้ทำการอัพเกรดสมรรถนะช่วงล่างและความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับอาทิ ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Brembo เทคโนโลยีที่ส่งตรงมาจากรถแข่งสูตรหนึ่ง ที่จานเบรกนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าจานเบรกแบบเดิมถึง 60 เปอร์เซ็นต์ สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสู่จุดหยุดนิ่งในระยะเพียง 33 เมตรเพื่อจะควบคุมม้าทั้ง 460 ตัวให้อยู่หมัด ยางรุ่นพิเศษ P Zero Corsa ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัทยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง Pirelli ที่จะมอบสัมผัสแสนพิเศษจากพื้นถนนสู่ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สู่พวงมาลัย พร้อมด้วยช่วยล่างที่ปรับให้แข็งขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์ และเตี้ยลงอีกเล็กน้อยจากสำนัก MC ที่จะทำให้ Maserati คันนี้ไม่เหมือนคันไหนๆ และพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ ภายในนั้นติดตั้งเบาะคู่หน้าแบบเดียวกับรถแข่งที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิต ภายในนั้นใช้หนังอัลคันทาราหุ้มเอาไว้หลากหลายจุดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงความสปอร์ตเฉกเช่นเดียวกับรถแข่งในสนามจริงๆ ส่วนในเรื่องของ สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์ตัวนี้ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนั้นทาง Maserati ก็ให้ความสำคัญมากเช่นเดียวกัน คุณจะได้ยินถึงความแน่นและดุดันของเครื่องที่คำรามออกมาในทุกๆ ครั้งที่เอาเท้ากดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทั้งหมดทั้งมวลที่ทาง Maserati ได้ใส่เข้าไปใน GranTurismo MC Stradale ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์คันนี้นั้นกลายเป็น GranTurismo รุ่นแรกที่สามารถทะยานออกไปข้างหน้าได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถเลือกขับขี่ได้ทั้งในโหมด Sport และ Race ที่จะปล่อยให้เกียร์ ช่วงล่าง แทร็กชั่นคอนโทรล และเสียงของเครื่องนั้นได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มอัตราศึก รองรับการนำเจ้าซูเปอร์คาร์คันนี้ไปบดขยี้พื้นสนามแข่งและปลดปล่อยสมรรถนะอย่างเต็มพิกัด และสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับ Maserati GranTurismo MC Stradale คือถูกผลิตออกมาทั้งหมดเพียง 497 คันทั่วโลกเท่านั้น

และมีให้เห็นโลดแล่นอยู่บนท้องถนนเมืองไทยเพียงไม่กี่คัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นของหายากที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายและท้ายที่สุดหากวันใดที่ฝันของเด็กคนนั้นได้เป็นจริงก็หวังว่ารถคันนี้จะไม่เป็นเพียงแค่ของที่มีไว้ประดับที่จอดรถเท่านั้น แต่จะเป็นภาพที่เด็กในวันนั้นกลายเป็นเจ้าของในวันนี้ขึ้นไปแล้วกดปุ่มสตาร์ท พร้อมกับปลดปล่อยให้ซูเปอร์คาร์คันนี้ได้บดขยี้พื้นถนน ทิ้งเศษยางเอาไว้ให้ซูเปอร์คาร์คันที่ตามมาเอาไว้ดูต่างหน้า แล้ววันนั้นแหละจะได้รู้กันว่าซูเปอร์คาร์ที่มีนามว่า Maserati นั้นจะร้ายกาจและพิเศษเพียงใด

Author: V. Käfer
Photography: Courtesy of Maserati

Huawei เปิดตัวแล็ปท็อป MateBook E 2019 : ชิป Snapdragon 850, แรม 8 GB และรัน Windows 10

Huawei ได้เปิดตัว MateBook E 2019 อย่างเงียบๆ ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยเป็นแล็ปท็อปแบบ 2 in 1 รุ่นล่าสุดในซีรีส์ MateBook E ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 และเปลี่ยนจากใช้ชิปซีพียู Intel มาใช้ Snapdragon 850

สเปคและฟังก์ชันที่น่าสนใจ

  • หน้าจอ 12 นิ้ว ความละเอียด QHD อัตราส่วน 3:2
  • แรม/ความจุ :  4 GB/128 GB, 8 GB/256 GB
  • เป็นส่วนผสมระหว่าง iPad Pro และ Microsoft Surface ที่สามารถเชื่อมต่อกับขาตั้งและใช้งานได้ทั้งในรูปแบบแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์โดยการเชื่อมต่อเข้ากับคีย์บอร์ดได้
  • เชื่อมต่อ LTE แบบ Always-On
  • รองรับ eSIM
  • เซ็นเซอร์สแกนนิ้วด้านข้างตัวเครื่อง
  • ทำงานร่วมกับปากกา M-Pen ของ Huawei ที่รองรับแรงกด 2,048 ระดับ

ราคา

MateBook E 2019 มีราคาเริ่มต้นในประเทศจีนอยู่ที่ 3,999 หยวน (ประมาณ 19,000 บาท) สำหรับรุ่นแรม 4 GB และความจุ 128 GB โดยวางจำหน่ายผ่านทาง Huawei Mall และเล็งขยายตลาดไปยังประเทศแถบยุโรปด้วย

Cr. beartai.com

เพียงกดปุ่มก็จะได้ยินเสียง Dork Too นาฬิกาคอลเลคชั่นล่าสุดจาก Nixon

จับสไตล์ย้อนยุคและความสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผสมผสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคได้อย่างลงตัวไร้กาลเวลา โดยเพิ่มความน่าสนใจด้วยปุ่มกด Dork Too ที่เมื่อกดปุ่มจะส่งเสียงบอกเวลา

จากยุค 90 สู่ปี 2019  นาฬิกา Dork Too จาก Nixon นำความน่าหลงใหลในอดีตมารวมกับการออกแบบที่น่าสนใจ ถึงแม้นาฬิกาเรือนนี้จะไม่สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าได้ เนื่องจากมีเพียงลำโพงและปุ่มเท่านั้น แต่มันสามารถส่งเสียงที่ไม่คาดคิดออกมาเพื่อให้คุณยิ้มตลอดทั้งวัน

สำหรับตัวเรือนเป็นสแตนเลส มาพร้อมจอแอลซีดีดิจิตอลที่สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ง่ายดาย พร้อมคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ได้แก่ วันที่การเตือนและไฟพื้นหลัง EL พอร์ต micro-USB ซึ่งเมื่อแบตจะหมดคุณก็แค่เสียบมันเข้ากับ USB

สำหรับหนุ่มๆ คนไหนที่กำลังมองหาการหยุดพักจากเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำๆ พบกับ Dork Too ได้แล้ววันนี้ ที่ Nixon Shop, Watch Else Shop หรือ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

Cr.sanook.com

Toyota C-HR Neon Lime 2019 ใหม่ ตัวถังสีเหลืองพิเศษจำกัดเพียง 2,000 คันที่ยุโรป

Toyota C-HR Neon Lime 2019 รุ่นพิเศษใหม่ เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ยุโรป พร้อมตัวถังเหลืองพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น

Toyota C-HR 2019 รุ่นพิเศษคันนี้ มาพร้อมตัวถังสีเหลืองอมเขียวที่เรียกว่า Neon Lime สีสันจัดจ้าน ตัดกับหลังคาสีดำ พร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED (แบบเดียวกับรุ่น Hybrid ในบ้านเรา) ตบท้ายด้วยล้ออัลลอยสีดำด้านขนาด 18 นิ้ว

จุดเด่นของ C-HR Neon Lime คันนี้ นอกจากจะมีสีสันภายนอกจัดจ้านแล้ว ภายในยังถูกติดตั้งเครื่องเสียง 360⁰ JBL Music Experience Pack ที่มาพร้อมลำโพง JBL รอบคัน และยังได้เป็นสมาชิกบริการ Deezer สำหรับสตรีมมิ่งเพลงฟรี 6 เดือน เสริมความหล่อด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สลับหนังสีดำอีกด้วย

ขุมพลังของ C-HR Neon Lime เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ซึ่งโตโยต้าระบุว่า ผู้ขับขี่จะได้รับอรรถรสจากระบบเสียง JBL ได้อย่างเต็มที่

Toyota C-HR Neon Lime 2019 จะถูกเปิดตัวพร้อมประกาศราคาจำหน่ายในภายหลัง

Cr. sanook.com

B&O ส่งสุดยอดนวัตกรรมหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุด ” BeoPlay E8 2.0 “

หูฟังจากทาง B&O PLAY ในรุ่น Beoplay E8 2.0 เป็นหูฟังไร้สายแบบ truly wireless ที่ต่อยอดจากรุ่นแรก โดยในรุ่นนี้จะเพิ่มในส่วนของการชาร์จแบบไร้สายเข้ามา

“รองรับการชาร์จแบบไร้สาย”

การออกแบบและบรรจุภัณฑ์

        สำหรับหูฟัง B&O PLAY รุ่น Beoplay E8 2.0 นั้นจะเป็นหูฟังแบบ truly wireless คือไม่มีสายเชื่อมต่อทั้งสองข้างครับ ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาออกแบบให้มีความโค้งมน รองรับกับช่องหู ใช้การเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 4.2 AAC codec พร้อมเทคโนโลยี Near Field Magnetic Induction ที่ใช้สนามแม่เหล็กส่งสัญญาณจากหูฟังข้างขวาไปยังข้างซ้าย ซึ่งทำได้รวดเร็วมาก ทำให้เสียงของหูฟังทั้งสองข้างไม่มีอาการขาดๆหายๆแม้แต่น้อยครับ ตัวหูฟังนั้นควบคุมการทำงานผ่านทางระบบสัมผัสทั้งหมด โดยจะไม่มีปุ่มกดที่ตัวหูฟังเลยครับ ซึ่งสามารถสั่งงานได้ทั้งการเล่น-หยุดเพลง, รับโทรศัพท์, เพิ่ม-ลดเสียง และเปิด Transparency mode ที่ทำให้เราสามารถได้ยินเสียงรอบตัวได้โดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออก

อุปกรณ์ในกล่อง

• 1 x B&O PLAY Beoplay E8 2.0
• 1 x เคสสำหรับเก็บและชาร์จแบตเตอรี่
• 4 x จุกหูฟังไซส์ S, M, L และจุก Comply Foam
• 1 x สาย USB-C
• 1 x คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

การเชื่อมต่อ

Bluetooth : Bluetooth 4.2 ล่าสุด เชื่อมต่อรวดเร็ว

USB-C : ชาร์จไฟผ่าน USB-C

ฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer และใช้เวลาชาร์จน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

ตัว Beoplay E8 2.0 นั้นจะมาพร้อมกับเคสสำหรับพกพาที่หุ้มด้วยหนังแท้อย่างดี ตัวเคสนั้นจะมีแบตเตอรี่อยู่ภายใน สามารถใช้ชาร์จตัวหูฟังระหว่างวันได้ โดยสามารถใช้ชาร์จหูฟังเพิ่มได้อีก 3 รอบ ทำให้สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับตัวเคสนั้นจะออกแบบใหม่ให้มีความสวยงามมากกว่าเดิม โดยจะใช้การผสมผสานกันระหว่างพลาสติก อลูมิเนียม และหนัง ดูหรูหรามากกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก โดยตัวเคสจะใช้การชาร์จผ่านทาง USB-C และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ตัวเคสแบบไร้สายผ่านระบบชาร์จ Qi ได้อีกด้วยครับ โดยจะต้องซื้อแท่นชาร์จแบบไร้สายแบกต่างหาก ไม่ได้แถมมาให้ภายในกล่องครับ

นอกจากนี้การจับคู่ก็สามารถทำได้อย่างง่ายได้ แค่เพียงโหลดแอพ Beoplay มายังสมาร์ทโฟนของเราและทำการจับคู่ตามขั้นตอนเท่านั้น ตัวแอพยังสามารถใช้ในการปรับแนวเสียงของตัวหูฟังได้อีกด้วย โดยจะมีให้เลือกทั้งโทน Warm, Relaxed, Excited, และ Bright ให้เลือกปรับได้ตามชอบครับ และในส่วนของการโทรศัพท์นั้นจะมีเสียงออกทั้งสองข้าง

ซัมซุงคว้า ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ประกบ ‘LAZYLOXY’ ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ ‘Galaxy A50’

ซัมซุง คว้า เป๊ก ผลิตโชค ประกบ ‘LAZYLOXY’ ปล่อยภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ เปิดตัว Galaxy A50 ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้สนุกสนาน เรียลไทม์ และให้คุณเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าที่เคย ภายใต้แนวคิด ซัมซุง กาแลคซี่ เอ “สมาร์ทโฟนของคนชอบไลฟ์” โดยถ่ายทอดผ่านพรีเซนเตอร์ที่ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียล  ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ที่สุดศิลปินชายแห่งยุคขวัญใจเหล่า ‘นุช’ ประกบคู่กับ ‘ท็อป LAZYLOXY’ แรปเปอร์หนุ่มเลือดใหม่มากความสามารถ

นับเป็นครั้งแรกของการจับคู่กันของทั้งสองศิลปินสุดฮอต ตัวแทนของเหล่าเจน Z ผู้ชอบคิดค้นและลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ กล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และที่พร้อมจะออกไปไลฟ์ ออกไปมูฟ อย่างไร้ขีดจำกัด! แค่วันแรกที่ปล่อยโฆษณาก็ทำเอาเหล่าแฟนคลับฮือฮา จนกระแส #GalaxyA50TH ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากโฆษณาแล้ว ทั้งสองศิลปินก็ยังได้ออกซิงเกิลเพลงเต็ม “Life is live” ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้สุด ๆ

มาติดตามกันต่อ ว่าทั้งสองหนุ่มจะมีเซอร์ไพร์สอะไรให้กับแฟน ๆ กาแลคซี่อีกบ้าง สามารถรับชมวิดีโอโฆษณาตัวเต็มได้แล้วทาง Facebook Samsung Thailand: https://www.facebook.com/SamsungThailand/


Galaxy A50 สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้คนรุ่นใหม่สนุกสนานกับการถ่ายภาพและวิดีโอมากยิ่งขึ้น ด้วย 3 กล้องหลัง 1 กล้องหน้า ที่มีความละเอียดถึง 25 ล้านพิกเซล เก็บภาพสวยคมชัดทั้งกลางแจ้งและในที่ๆแสงน้อย พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยเลนส์ Ultra Wide ถ่ายภาพมุมกว้าง ได้มากถึง 123 องศา เสมือนกล้องมืออาชีพ ให้พร้อมออกไปเก็บภาพความประทับใจ เปิดมุมมองใหม่ให้กว้างมากยิ่งขึ้น บนหน้าจอ Full HD+ ความละเอียดสูง Super AMOLED ดีไซน์ใหม่แบบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้วและเต็มที่กับทุกกิจกรรมตลอดทั้งวัน ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการชาร์จเร็ว ให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา สมกับที่เป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการใช้ชีวิตของคนเจเนอเรชั่น Z  อย่างแท้จริง สามารถติดตามรายละเอียด ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 50 และรุ่นอื่น ๆ ใน เอ ซีรีส์ ได้ที่ https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxya/

A Watch for All Seasons

Maurice Lacroix เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ โดยภูมิภาคนี้จัดขึ้นที่โกตากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย เป็นการเผยโฉมนาฬิกา AIKON รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น AIKON Venturer, AIKON Automatic: All Black, AIKON Automatic Mercury เป็นต้น โดยเริ่มจากงานดินเนอร์ในค่ำคืนแรกที่ทุกคนได้เห็นนาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะได้สัมผัสนาฬิกาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด 

ดัช – ณัฐกิจ แตงไทย

หนึ่งในคนที่มาร่วมงานอย่างดัช – ณัฐกิจ แตงไทยนายแบบและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่ชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬากลางแจ้ง ดัชได้ลองสวมนาฬิกา Maurice Lacroix แต่ละแบบกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันที่อยู่ที่นั่น อย่างการสวมนาฬิกา Maurice Lacroix AIKON Venturer ตอนเล่นเจ็ตสกี นาฬิกานี้ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาและไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง ตัวเรือนสเตนเลสสตีลหน้าปัดขนาด 43 ม.ม. พร้อมวงหน้าปัด (bezel) เซรามิกหมุนได้ทิศทางเดียว กันน้ำได้ 30 ATM มาพร้อมสายสเตนเลสสตีล ดีไซน์โก้และสายยางสุดเท่

ดัชสวมนาฬิการุ่นนี้กับสายสเตนเลสสตีลก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายยางอย่างง่ายดายเมื่อจะลงเล่นเจ็ตสกี นาฬิการุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับคนชอบเล่นกีฬาและคนรักการผจญภัยโดยเฉพาะ พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนชอบความท้าทาย Maurice Lacroix รุ่นใหม่ AIKON Venturer พร้อมจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Aikon Automatic Chronograph ที่เป็นนาฬิกาเท่สไตล์สปอร์ตสามารถจับเวลาได้ โดยระบบฟังก์ชั่นต่างๆ ออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้อย่างง่ายดาย ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล หน้าปัดขนาด 44 มม. ภายในมีหน้าปัดเล็กๆ จับเวลาเป็นวินาทีที่ 9 นาฬิกา จับเวลารอบละ 30 นาทีที่ 12 นาฬิกา จับเวลารอบละ 12 ชั่วโมงที่ 6 นาฬิกา เข็มและขีดบอกเวลาเป็น Rhodium plated กลไกอัตโนมัติ ML112 สำรองพลังงานนาน 48 ชั่วโมง ในประเทศไทยมีจำหน่ายเพียง 5 เรือนเท่านั้น

แต่ใครที่หลงใหลเสน่ห์ของสีดำ นาฬิกา Maurice Lacroix รุ่นใหม่ AIKON Automatic: All Black ทั้งตัวเรือนและสายเป็นสีดำโทนเดียวกันทั้งหมดรวมทั้งหน้าปัด 42 ม.ม. ไม่ว่าคุณจะแต่งตัวสไตล์ไหน นาฬิกาสีดำล้วนเรือนนี้คือเพื่อนคู่กายคุณเสมอ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำ PVD ที่สวยและทนทานต่อการขูดขีด หน้าปัด black sun brushed Clous de Paris สวยเท่ ขีดบอกเวลาและเข็มนาฬิกาเคลือบ black Super-LumiNova เรืองแสงในที่มืด ทำให้อ่านเวลาได้อย่างง่ายดายในทุกสภาพแสง 

ใครที่ชอบดีไซน์หรูโก้ Aikon Automatic Mercury เท่สะดุดตาด้วยหน้าปัด 44 ม.ม. แบบ Skeketon ที่มีนวัตกรรมพิเศษในการดูเวลาที่เฉพาะคนสวมจะเห็นเวลาจริงเท่านั้น

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ Mr. Stephane Waser ซึ่งเป็น Managing Director ของ Maurice Lacroix Ltd. โดยเขาบินมางานเปิดตัวนาฬิกานี้ เราจึงได้ถามคำถามสั้นๆ กับเขา

Mr. Stephane Waser

ทำอย่างไรให้ Maurice Lacroix แตกต่างจากนาฬิกาอื่นๆ ในตลาด

“นอกจากการพัฒนานวัตกรรมและดีไซน์ของนาฬิกาของเราให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว กลุ่มเป้าหมายของเราก็มีความชัดเจนคือเป็นกลุ่มมิลเลนเนียล กลุ่มคนที่มองหานาฬิกาที่มีคุณภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ระดับราคาของนาฬิกาสะสมหรือนาฬิกาคลาสสิก ในแง่ของฟังก์ชั่นและดีไซน์ของ Maurice Lacroix จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านาฬิกาของเราจะเป็นนาฬิกาสะสมไม่ได้ เพียงแต่เราไม่ได้ไปเน้นที่กลไกที่ซับซ้อนอย่างตูร์บิญองเหมือนนาฬิกาสะสมทั้งหลาย ของเราจะเน้นที่พวกเขาสวมใส่ใช้งานจริง ใช้ในชีวิตประจำวันเลย และไม่ต้องทะนุถนอมมาก คือถ้าเป็นระดับของสะสมก็คงไม่ได้นำมาใส่จริงๆ คงจะเก็บไว้ดู”

อย่างนาฬิการุ่น AIKON ล่าสุดนี้มีอะไรที่คุณคิดว่าพิเศษที่แม้แต่นักสะสมก็คงอยากจะมีไว้

“อย่างที่บอกว่าเราเน้นนวัตกรรม ดังนั้น AIKON Automatic Mercury ที่คนทั่วไปจะมองเห็นเวลาเป็น 12 นาฬิกาเสมอ แต่ถ้าเจ้าของยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาก็จะแสดงเวลาจริง ซึ่งเราใช้ตุ้มถ่วงและแรงดึงดูดของโลกทำให้เกิดลูกเล่นเช่นนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะโดนใจกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา แต่คนที่ซื้อนาฬิกาเพื่อสะสมก็คงจะสนใจฟังก์ชั่นนี้ รวมทั้งดีไซน์ที่เป็น skeleton ที่ผมเชื่อว่าหลายคนชอบ เพราะเราได้เห็นความสวยงาม
ของกลไกที่ซับซ้อนของนาฬิกา”

จะเห็นว่าแม้จุดยืนของนาฬิกา Maurice Lacroix จะมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวมิลเลนเนียลที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนากลไกของนาฬิกาก็ยังเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งลูกเล่นที่บ่งถึงศาสตร์ของการทำนาฬิกาแบบสวิสที่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

Incase แบรนด์แห่งไลฟ์สไตล์เพื่อการปกป้องกับความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับ Apple โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์อันเรียบง่าย ครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่สาวกห้ามพลาด

เดือนที่จะถึงนี้ หนุ่มๆสาวๆอาจเริ่มเตรียมตัวไปเที่ยวต้อนรับซัมเมอร์กันแล้ว แต่การจะสะสางงานหรือปล่อยวางงานที่มีอยู่เต็มบ่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายๆคนจึงเลือกที่จะพกโน้ตบุ๊คหรืออุปกรณ์การทำงานของคุณไปลุยกับคุณด้วยเลย Incase (อินเคส) แบรนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของ Apple มาอย่างยาวนาน และเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบ Sleeve และ Case ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นอย่างดี จะขอดูแลทุกอุปกรณ์การทำงานของชาวออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็น Macbook, iPad และ iPhone ให้คุณไม่ว่าจะไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็สบายใจหายห่วง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องพก Notebook อุปกรณ์คู่กายของชาวออฟฟิศติดตัวไปตลอด Incase มีตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถพก Macbook ไปได้ทุกที่อย่างไม่ต้องกังวลด้วย เคสแข็ง MacBook Hardshell-dots พัฒนาจากรุ่นออริจินอลที่เป็นที่สุดของการปกป้อง มีการพัฒนารูปแบบเพื่อรองรับ device รุ่นใหม่ๆ โดยใช้พลาสติดโพลีคาร์บอเนต Bayer Makrolon polycarbonate เกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น สำหรับรุ่น Dots ด้วยดีไซน์ที่ออกแบบผิวด้านในเป็นลายปุ่มกลมนูน สามารถมองเห็นเป็นลายจุดได้จากภายนอก ไม่ได้มีไว้เพื่อความเก๋ไก๋เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปรียบเสมือนเบาะรองรับแรงกระแทก แต่ไม่เพิ่มความเทอะทะ ง่ายต่อการพกพา และยังออกแบบเฉพาะสำหรับพอร์ทของรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ Macbook 11” ไปจนถึง 15” พร้อมสีให้เลือกอีกหลากหลาย เป็นเจ้าของได้ในราคา 1790 – 2290 บาท

สำหรับชาวออฟฟิศหรือ Macbook user รวมถึงผู้ใช้ iPad ที่ชอบความเปลือยของเครื่องไม่ถนัดกับการใส่เคสระหว่างการใช้งาน แต่ก็ยังกังวลกับความปลอดภัยขณะพกพาและเดินทาง incase ขอแนะนำ sleeve กระเป๋าใส่ Macbook รุ่นต่างๆ โดยมีตัวเลือกเรื่องสีและวัสดุที่หลากหลายอย่างวัสดุที่ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

เริ่มกันที่ ICON sleeve สุดยอดนวัฒกรรมการปกป้อง ที่ใช้เทคโนโลยีทางวัสดุขึ้นรูป TENSAERLITE ฉีดขึ้นรูปพลาสติกแบบไร้รอยต่อ เพื่อปกป้องรับแรงกระแทก 360 องศา สำหรับ ICON sleeve นี้เรียกได้ว่าเป็น form-fitting สำหรับ sleeve เนื่องจากมีความพอดีของช่องใส่ตัวอุปกรณ์ ล็อคกับตัวเครื่องพอดี ปราศจากซิป และยังมีวัสดุของตัวซองให้เลือกกันได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น Diamond ripstop, Diamondwire, Ecoya และ Woolenex ถือว่าเป็น sleeve ที่ตอบทุกความต้องการและยังให้คุณสามารถพกโน้ตบุ๊คของคุณไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ไร้กังวล การันตีด้วยรางวัล Reader’s choice award, IF design award 2016 และ reddot design award winner 2015 วางจำหน่ายในราคา 2990 บาท แอบกระซิบว่าทั้งรุ่นที่กล่าวมานี้ นอกจากจะมีรุ่นที่หลากหลายสำหรับ Macbook แล้ว ยังมีรุ่นสำหรับ iPad อย่าง ICON Sleeve with Tensaerlite for iPad Pro 12.9″ ซึ่งมีน้ำหนักเบา สะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นสามารถชาร์จแบตได้แม้อยู่ในซอง เพิ่มความมั่นใจให้กับไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของคนวัยทำงาน และรุ่นยอดนิยมอย่าง Compact sleeve เป็น sleeve รุ่นขายดี ในราคาที่จับต้องได้ ผลิตจากวัสดุ flight Nylon ที่บางเบา แต่ทนทาน พร้อมช่องใส่โน้ตบุ๊คเปิดปิดด้วยซิป และมีช่องแยกสำหรัปใส่อุปกรณ์เสริมต่างๆเพิ่มเข้ามา ด้านในบุด้วยกำมะหยี่ขนเทียมตลอดแนว เพื่อการปกป้อง Macbook ของคุณในทุกการเดินทาง

มาถึงอุปกรณ์ที่เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ทำงานอย่างโทรศัพท์มือถือ incase เอาใจสาวก iPhone ด้วยเคสมือถือที่ออกแบบมาเพื่อ iPhone แต่ละรุ่นโดยเฉพาะ อย่าง Protective Clear Cover เคสใสกันกระแทกที่ปกป้องตัวเครื่องของคุณอย่างรอบด้าน กันรอยขีดข่วน พร้อมเผยตัวเครื่องอันป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และขอบด้านข้างยังป้องกันโทรศัพท์ไม่ให้ลื่นหลุดมือ ออกแบบมาสำหรับ iPhone หลายๆรุ่นโดยเฉพาะ วางจำหน่ายในราคา 790 บาท แต่สำหรับชาว first jobber คนไหนที่คิดว่า Clear Case อาจจะดูธรรมดาไป อยากได้เคสที่มีลูกเล่นมากกว่านี้ Incase ยังมี Textured Snap Case เคสสีดำที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานผ้า Woolenex ไว้ที่ตัวเคส ออกมาเป็นเคสที่มีดีไซน์โมเดิร์น ทันสมัย และทนทาน แต่ยังคงฟังก์ชั่นกันกระแทกและลดการขีดข่วนที่ตัวเครื่องที่อาจเกิดจากการใส่เคสอีกด้วย มีสำหรับ iPhone หลายรุ่น สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 1,290 บาท

พบกับประสบการณ์การเลือกซื้อตัวช่วยปกป้องอุปกรณ์สำคัญของคุณให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าได้แล้ววันนี้ ณ Incase Flagship Store ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ที่ https://incase.co.th/

Sony RX0 II กล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยมขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก

Sony RX0 II ได้รับการเปิดตัวอย่างทางการ โดยทาง Sony อ้างว่าเป็นกล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยม ที่มีขนาดเล็กและเบาที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานเป็นพิเศษ สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 10 เมตร กันตกสูงสุด 2 เมตร กันกระแทกจากแรงกดสูงสุด 200 กิโลกรัม รวมถึงกันฝุ่นได้ด้วย

Sony RX0 II สร้างความแตกต่างจากรุ่นแรกด้วยจอแสดงผล LCD ที่สามารถพับได้ ซึ่งหมายถึงพลิกขึ้นมา 180 องศา เพื่อถ่ายภาพตัวเอง และยังพับลงได้ 90 องศา Sony RX0 II มากับกล้องความละเอียด 15.3 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ภาพ Exmor RS CMOS พร้อมเลนส์ ZEISS 24mm F4.0 และตัวประมวลผลภาพ BIONZ X รองรับการบันทึกวีดีโอ 4K และมีโหมด Super Slow Motion สูงสุด 1,000 เฟรมต่อวินาที

Sony RX0 II ยังสามารถทำงานร่วมกับกล้องตัวอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันได้สูงสุด 5 – 50 ตัว และถ้าใช้ Camera Control Box CCB-WD1 จะสามารถเชื่อมต่อกล้อง RX0 II เข้าด้วยกันได้สูงสุด 100 ตัว เพื่อสร้างภาพเหมือนฉากหลบกระสุนแบบภาพยนตร์ The Matrix

Sony RX0 II จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ ราคา 700 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 22,235 บาท

All NEW Mazda 3 (2019) ดีไซน์ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ SKYACTIV-X

Mazda ทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดกระทัดรัด C-segment ของพวกเขาด้วยรถอย่าง Familia ตั้งแต่ปี 1963 และได้วิวัฒนาการต่อมาอีก 8 เจนเนอเรชั่นโดยใช้ชื่อในการทำตลาด 323 และ Protege ในบางประเทศ หลังจาก 8 เจนเนอเรชั่นผ่านไป Mazda ก็ยุบชื่อเดิม แล้วใช้ชื่อรุ่นเป็นตัวเลขแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Mazda 3 (ในญี่ปุ่นเรียกว่า Axela) ซึ่งเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2003 โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Ford จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน 2013 Mazda เผยโฉมเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์แบบ SKYACTIV เป็นการปฏิวัติรูปแบบของรถจากนอกถึงใน

นับจากปี 2003 ถึงปัจจุบัน Mazda ขายรุ่น 3 ไปแล้วมากกว่า 6 ล้านคัน เป็นรถรุ่น Global ที่มียอดขายดีที่สุดของค่าย สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรมให้กับ Mazda รถเจนเนอเรชั่นที่ 3 (SKYACTIV 1) เป็นแรงผลักดันสำคัญส่วนหนึ่งในเรื่องการออกแบบ KODO design และวิศวกรรมที่มุ่งเน้นความรู้สึกที่ดีเมื่อได้ขับ ตลอดจนการตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ขับ และลดอัตราการสิ้นเปลืองลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Mazda 3 สมัยที่อยู่ใต้ร่มของ Ford

Mazda 3 ในทุกรุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SkyActiv-X ขนาด 2.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 222 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ทั้งแบบแฮทช์แบ็คและซีดาน จะมาพร้อมกับตัวเลือก i-Activ all-wheel drive ของมาสด้า ซึ่งจะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว Mazda ยังมีแพ็คเกจใหม่ทั้งในรุ่นแฮทช์แบ็คและรุ่นซีดาน ที่อาจจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบ Active Driving เบาะหนัง มี Moonroof ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED และมีระบบปรับแสงสว่างที่ด้านหน้า