เห็นผลแล้ว! Gucci ประกาศ ผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี 2562 โดยปริมาณการปล่อยคาร์บอนลดลงกว่า 21%

ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก Gucci เปิดตัวแคมเปญใหม่ที่อุทิศให้กับงานพัฒนาความยั่งยืนบนอินสตราแกรม Instagram.com/GucciEquilibrium และ Equilibrium เว็บไซต์ www.equilibrium.gucci.com เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีอย่างต่อเนื่องของGucciในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นกับผู้คนและโลกใบนี้ นอกจากนั้น Gucci ยังได้ประกาศผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า EP&L ว่าสามารถลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยรวมไปได้อย่างมากถึง-21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

Gucci Equilibrium เปิดตัวครั้งแรกในงานวันสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2561โดยในปีนี้แคมเปญมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชุมชนที่รวมตัวกันแสดงความคิดเห็นในหัวข้อต่างๆ ที่มีความสำคัญมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในโลกปัจจุบัน นอกเหนือจากช่องทางดิจิตัลอื่น ๆ ของGucci Instagram.com/GucciEquilibriumและ www.equilibrium.gucci.comแคมเปญนี้เป็นการปูทาง ปละเปิดช่องทางใหม่เพื่อสื่อสารกับกลุ่มคนที่มีความสนใจ ชื่นชอบ และมีแรงบันดาลใจเดียวกัน ที่เรียกกันในชื่อว่า #GucciCommunity

GucciCommunity นี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีความคิดเห็นเดียวกัน ต้องการทำงานร่วมกันเพื่อยืนหยัดขึ้นต่อสู้เพื่อประเด็นทางสังคมที่กำหนดวิถีปฏิบัติต่อโลกและซึ่งกันและกัน แพล็ทฟอร์มดิจิตัลใหม่ของGucci จะทำหน้าที่แบ่งปันข้อมูลจากชุมชนที่อยู่บน Gucci Equilibrium และที่อื่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์และความคิดสร้างการเปลี่ยนแปลง

ดูโพสต์นี้บน Instagram

@gucciequilibrium is defined by one of its pillars—Planet—to reduce environmental impacts within Gucci’s direct operations and across the entire supply chain and introduce sustainability at every stage of the Gucci creation process—from the design phase where designers think outside traditional material choices, to use alternative and sustainable approaches. Other production and manufacturing processes include the Gucci Scrap-less program, uses less water and chemicals and minimizing the amount of finished leather scraps by tanning only the leather needed for production. Gucci also promotes metal or chrome free tanning for a lower environmental impact and upcycles leather and textile offcuts created during manufacturing through the ‘Gucci-Up’ program. Discover more on @gucciequilibrium.

โพสต์ที่แชร์โดย Gucci (@gucci) เมื่อ

Gucciดำเนินการภายใต้แรงผลักดันของประเด็นปัญหาที่เป็นพื้นฐานและมีอิทธิพลต่อการสร้างอนาคตส่วนรวมของพวกเราทุกคน เราจะยืดหยัดมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับผู้คนและธรรมชาติที่อยู่รายล้อมธุรกิจของพวกเรา ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการและความคืบหน้าในการลดปริมาณคาร์บอนที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากรายงาน EP&L ฉบับใหม่ปี2562นอกจากนั้น เรายังได้แสดงความรับผิดชอบในฐานะแบรนด์ดังระดับโลกและพาร์ทเนอร์ที่ทำงานภายในชุมชนเพื่อ  เพื่อปลุกระดมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและGucci Equilibrium มีความสามารถในการเรียกประชุมและรวบรวมเสียงของสมาชิกชุมชนเพื่อช่วยนำทางให้งานนี้ก้าวไปข้างหน้าได้”  Marco BizzarriประธานและซีอีโอของGucci กล่าว

เว็บไซต์www.equilibrium.gucci.comถูกกำหนดกรอบการทำงานภายใต้หลักสองประการคือ เพื่อมนุษย์และโลก จึงมุ่งเน้นสนับสนุนคำมั่นสัญญาและการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณคาร์บอนในสิ่งแวดล้อมและปกป้องธรรมชาติ ในขณะที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและต่อสู้เพื่อการเคารพระหว่างบุคคล รวมถึงการมีส่วนร่วม เพื่อให้ทุกคนในGucci Community มีอิสรภาพในการแสดงออกตัวตนที่แท้จริงและแตกต่าง เว็บไซต์นี้มาพร้อมกับโลโก้ใหม่ออกแบบโดยศิลปิน MP5

นอกจากนั้น Gucci ยังเพิ่มความหนักแน่นให้กับข้อความที่ต้องการสื่อสารในEquilibrium ให้เป็นมากกว่าข้อความจากแพลตฟอร์มด้วยการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Gucci.com, และGucci App  ที่ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถมีส่วนร่วมและชมสินค้าต่างๆที่มีส่วนในการสร้างความยั่งยืนมากกว่า400แบบ

Gucci 2019 EP&L

วันนี้ Gucci ได้ประกาศผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี2562 (EP&L) เพื่อเป็นข้อมูลมาตรฐาน     สำหรับวัดความคืบหน้าการทำงานเปรียบเทียบกับเป้าหมายความยั่งยืนที่ตั้งไว้ด้วยความทะเยอทะยาน และเป็นปัจจัยผลักดันกลยุทธ์วัฒนธรรมการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในช่วงปี 2558-2568วัตถุประสงค์เหล่านี้รวมถึง การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมของ Gucci 40% ของการดำเนินงานตรงและตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ.2558ทั้งหมดนี้ Gucci ได้สร้างความก้าวหน้าไปไกลกว่าที่กำหนดไว้และใกล้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปี2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รายละเอียดผลประกอบการEP&L ปี2562 แบบดิจิตัลแสดงให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับข้อมูลฐานปี พ.ศ.2558 Gucci สามารถลดผลกระทบโดยรวมของห้องเสื้อไปได้ทั้งหมด 39% โดย 37% เป็นการลดก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว,เมื่อเทียบกับผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมปี 2561 Gucci สามารถลดปริมาณคาร์บอนรวมได้ทั้งหมด21% เป็นก๊าซเรือนกระจก 18% ซึ่งสัมพันธ์กับการเติบโต(ปีฐาน 2558) ผลลัพธ์ที่สุดยอดแบบนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความพยายามของGucci ทั้งหมดที่เน้นขับเคลื่อนการปรับปรุงในพื้นที่ที่มีผลกระทบสูงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและสามารถวัดผลได้รวมถึง:

  • เพิ่มการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลและเส้นใยแบบธรรมชาติกับคอลเลคชั่นต่าง ๆ ของห้องเสื้อ และนำเหล็กมีค่าที่นำมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบมาใช้กับฮาร์ดแวร์และจิวเวลรี่ตกแต่ง เช่น การใช้ทองคำ 100% ethical gold ในงานผลิตจิวเวลรี่
  • ขยายกระบวนการทำงานแบบยั่งยืนและการผลิตแบบมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้วัตถุดิบไร้เศษ (scrap-less) สำหรับผลิตหนังและGucci-up เพื่อเวียนในวัฏจักรการผลิต
  • เปลี่ยนมาใช้พลังงานสีเขียว ทำให้ Gucci ใช้พลังงานแบบหมุนเวียนในร้าน สำนักงาน คลังสินค้า และโรงงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย100% ที่ตั้งไว้สิ้นปี 2563 

Gucci มีความมุ่งมั่นดำเนินงานโครงการที่เห็นว่าสำคัญต่อการทำงานเพื่อกราฟผลประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินต่อไปอย่างสวยงามรากฐานที่สาคัญของกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศของGucciนั้นรวมถึง ความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ภายใต้Scope 1, 2 และ 3ของพิธีสารเกียวโต) ที่ห้องเสื้อยึดถือจนกลายเป็นกลางทางคาร์บอนตั้งแต่ปี2561  แนวทางประจำปีของGucci ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนดำเนินงานตามขั้นตอนอย่างแรกเพื่อหลีกเลี่ยงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนั้นในมาตรการขั้นสุดท้ายทำการทดแทนการปล่อยก๊าซที่เหลือผ่านวิธีการทางธรรมชาติเช่น การส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกที่อยู่ภายใต้สถานการณ์วิกฤต


เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 50% ของ Gucci (เทียบกับปีฐาน2558) เกี่ยวข้องกับScope1 และ 2 และควบคุมโดยScope3(การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ, การเดินทางทางอากาศชั้นธุรกิจ, และการปล่อยก๊าซผ่านการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงทุกชนิด) ด้วยอัตราการลดเพิ่มเติมอีก 40% ตามการปล่อยก๊าซ Scope3จากการซื้อสินค้าและบริการในช่วงเวลาเดียวกัน

พิธีสารเกียวโตเป็นกรอบมาตรฐานระดับนานาชาติเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย Scope1 พูดถึงการปล่อยก๊าซโดยตรงจากแหล่งที่ควบคุมได้หรือเป็นเจ้าของเอง; Scope 2 กล่าวถึง การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการผลิตพลังงานที่ซื้อขาย; และ Scope 3กล่าวถึงการปล่อยก๊าซทางอ้อมที่เป็นทางอ้อมทั้งหมด (ไม่รวมอยู่ในScope 2) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทที่กำลังรายงานอยู่ รวมทั้งการปล่อยก๊าซต้นน้ำและปลายน้ำ

การทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ในปี2018 ทั่วโลกของ Gucci ผ่านโครงการ REDD+ระดับเยี่ยมที่ดำเนินงานครอบคลุมประเทศเคนย่า เปรู อินโดนีเซีย และกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เข้มงวดระดับโลก เรียกว่า Verified Carbon Standard และthe Climate, Community and Biodiversity Standards

เกี่ยวกับ Gucci Equilibrium

Gucci Equilibrium เป็นความมุ่งมั่นของเราที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดกับมนุษย์และโลก สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและปกป้องธรรมชาติ ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้ทุกคนใน Gucci Community ทั่วโลกมีอิสรภาพในการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงและแตกต่าง  ในขณะนี้เรากำลังเข้าสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ100 ปีของเรา เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ทศวรรษใหม่ด้วยความมุ่งมั่นส่งเสริมวัฒนะธรรมการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แสดงให้เห็นคุณค่าผ่านแนวทางนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม Gucci Equilibrium รวมหลักการทั้งหมดที่เรายึดถือเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงการกระทำเพื่อดูแลโลกของเราและพวกเราเอง เพื่ออนาคตโดยรวมที่ดีขึ้น

ดูโพสต์นี้บน Instagram

*My heavenly gang*

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

อยู่บ้านก็ชมงานศิลป์ระดับโลกได้! Art Basel จะจัดนิทรรศการศิลปะประจำเดือนมิถุนายนทางออนไลน์

Art Basel ผู้จัดนิทรรศการและจัดจำหน่ายผลงานศิลปะชื่อดัง พร้อมจัดนิทรรศการ.ในรูปแบบออนไลน์ประจำเดือนมิถุนายน ระหว่างวันที่ 19-26 มิถุนายนที่จะถึงนี้ แทนที่การจัดนิทรรศการ ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี 

ก่อนหน้านี้ นิทรรศการประจำเดือนมีนาคม – ซึ่งปกติจะจัดขึ้น ณ ฮ่องกงนั้น – ต้องย้ายมาจัดงานออนไลน์เป็นครั้งแรกเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนในงานครั้งล่าสุดนี้ จะมีแกลเลอรี่ 281 แห่งจาก 35 ประเทศมาร่วมกันจัดแสดงผลงานศิลปะกว่า 4,000 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผลงานสมัยใหม่ ยุคหลังสงคราม จนถึงยุคร่วมสมัย 

ก่อนหน้านี้ นิทรรศการประจำเดือนมีนาคม – ซึ่งปกติจะจัดขึ้น ณ ฮ่องกงนั้น – ต้องย้ายมาจัดงานออนไลน์เป็นครั้งแรกเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนในงานครั้งล่าสุดนี้ จะมีแกลเลอรี่ 281 แห่งจาก 35 ประเทศมาร่วมกันจัดแสดงผลงานศิลปะกว่า 4,000 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผลงานสมัยใหม่ ยุคหลังสงคราม จนถึงยุคร่วมสมัย 

นอกจากนี้ แกลเลอรี่ต่าง ๆ ก็จะมีการจัดนิทรรศการเฉพาะเรื่องด้วยเช่นกัน อย่าง Jack Shainman Gallery – แกลเลอรี่ศิลปะร่วมสมัยในนิวยอร์ก – จะจัดนิทรรศการในชื่อ “Reach out and touch me” ที่จะสำรวจความใกล้ชิดทางกายในช่วงเวลาที่การติดต่อกันระหว่างบุคคลหายไป หรืออย่าง OMR – แกลเลอรี่ในแม็กซิโกซิตี้ –จะนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส เพื่อกระตุ้นให้ทบทวนยุคสมัยที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่นี้ และพิจารณาลำดับความสำคัญใหม่อีกครั้ง 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

OMR is pleased to present a selection of works for the first iteration of @artbasel Online Viewing Rooms. Our 2020 Hong Kong booth includes works from @piacamil @josedavila #CandidaHöfer @artur_lescher @jorge_mendez_blake #GabrielRico @christianrosastudio @superflexstudio @troika_london #JamesTurrell We are excited to participate in this new digital initiative that will connect the art community in new ways across the world on a shared online platform. From Mexico City, we invite you to engage with our booth which launches to the public on March 20, 6pm HKT / 11am CET / 6am ET and remains live until March 25. The VIP Preview Days are on March 18 – 20, 6pm HKT / 11am CET / 6am ET. Images: [1]. Jorge Méndez Blake, "Monumento Georges Perec II", 2016. [2]. James Turrell, "Elliptical Glass: KEPLER 1638b", 2017. [3]. Troika, "Hebe Bust", 2020. [4]. Pia Camil, "From life to death to life…", 2020. [5]. Jose Dávila, "Untitled", 2019. #artbaselOVR @artbasel #OMR #GaleriaOMR #OnlineViewingRooms #PiaCamil #JoseDavila #CandidaHöfer #ArturLescher #JorgeMendezBlake #GabrielRico #ChristianRosa #SUPERFLEX #TroikaLondon #Troika #JamesTurrell

โพสต์ที่แชร์โดย Galería OMR (@galeriaomr) เมื่อ

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตา คือ นิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและความยุติธรรมในช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวนี้ เช่น ห้องจัดแสดงออนไลน์ของ Sikkema Jenkins & Co. ซึ่งจะมีผลงานของ Deana Lawson ช่างภาพชาวนิวยอร์กที่ตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์และความสำคัญของวัฒนธรรมชาวผิวสีผ่านภาพถ่ายบุคคลต่าง ๆ และภาพถ่ายสี่ส่วนจากผลงาน “Fons Americanus” อันโด่งดังของ Kara Walker ศิลปินชาวอเมริกัน ที่นำเสนอระบบอำนาจของคนผิวขาว ที่ปรากฏในการค้าทาสระหว่างทวีปยุโรปและอเมริกา 

นิทรรศการออนไลน์ของ Art Basel ประจำเดือนมิถุนายนจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-26 มิถุนายนทางเว็บไซต์ของ Art Basel ส่วนนิทรรศการขององค์กรประจำเดือนธันวาคม ณ เมืองไมอามี่จะจัดขึ้นในรูปแบบใดนั้น ต้องรอติดตามกันต่อไปครับและแน่นอนถ้ารู้ข่าวแล้วเราจะมาอัพเดทให้ฟังก่อนใครแน่นอนครับ! 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

เติมสีสันการวีดิโอคอลงานด้วยซีนสุดไอคอนิกจากภาพยนตร์ปรากฏการณ์ Parasite

แม้ว่าช่วงนี้บริษัทต่าง ๆ อาจให้พนักงานกลับไปทำงานที่ออฟฟิศได้อีกครั้ง แต่ก็ยังมีสำนักงานอีกหลายแห่งที่ยังคงให้พนักงานของตัวเองทำงานแบบ Work from Home เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคมอยู่ บรรดาสตูดิโอและผู้สร้างสรรค์จึงได้นำภาพจากภาพยนตร์/ซีรีส์ของตนมาทำเป็น background เพื่อให้การวีดิโอคอลงานสนุกยิ่งขึ้นแถมยังช่วยให้การประชุมไม่น่าเบื่ออีกด้วย!

เมื่อไม่นานมานี้ ทวิตเตอร์แฟนเพจของ Parasite ในญี่ปุ่น ได้ปล่อยภาพนิ่งจากหนังระดับปรากฏการณ์ 4 รางวัลออสการ์เรื่องนี้ เพื่อให้แฟน ๆ เอาไปใช้เป็นภาพพื้นหลังในการวีดิโอคอลได้โดยไม่ติดลิขสิทธิ์เช่นกัน มีทั้งภาพจากฉากบ้านสุดหรูของตระกูลพาร์ค หรือบ้านคนรวย ทั้งห้องลูกเสือของลูกชายคนเล็ก สวนหน้าบ้านสุดชิก โถงทางเข้าบ้าน และบันไดแห่งห้องลับ ปิดด้วยภาพที่มีกลิ่นอย่างฉากห้องน้ำบ้านตระกูลคิม หรือบ้านคนจนนั่นเอง 

แต่ถ้าใครอยากชมความเลื่อมล้ำของชนชั้นปรสิตบนจอใหญ่อีกครั้ง ตอนนี้ ทางสหมงคลฟิล์มฯ ได้นำ Parasite กลับมาฉายในเครือเมเจอร์ฯ เรียกได้ว่ากระแส Parasite Fever ฮิตตั้งแต่หน้าจอโรงหนังไปจนถึงหน้าจอ Zoom กันเลยทีเดียวครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

KAWS ออกฟิกเกอร์ Companion 3 ดีไซน์ใหม่เพื่อสนับสนุน Black Lives Matter

KAWS หรือ Brian Donnelly ศิลปินและนักออกแบบอเมริกันขวัญใจมหาชน ได้ออกผลงานฟิกเกอร์ Companion ตัวละครอันเป็นมิตรและโด่งดังของเจ้าตัวที่มาในชื่อว่า TAKE เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ในช่วงเวลานี้ 

โดยในคอลเล็กชั่นที่มีทั้งหมด 3 ดีไซน์นี้เป็น Companion ตัวใหญ่ที่กอดเจ้า Companion น้อยอีกตัวหนึ่ง มีทั้งหมด 3 สี คือ สีดำล้วน สีน้ำเงิน-สีน้ำตาลอ่อน และสีชมพู-สีเทา นอกจากนี้ยังมีการนำผลงานส่วนตัวอื่น ๆ รวมถึงหนังสือ KAWS: COMPANIONSHIP IN THE AGE OF LONELINESS – จากนิทรรศการของเขา ณ National Gallery of Victoria ในเมืองเมลเบิร์นเมื่อปีที่ผ่านมา – มาจัดจำหน่ายเพื่อการระดมทุนครั้งนี้ด้วย 

โดย KAWS ได้กล่าวเพิ่มเติมว่ารายได้ส่วนหนึ่งจากการขายจะนำไปสนับสนุนองค์กร Black Lives Matter และ Color of Change องค์กรที่เขาเชื่อว่า ‘กำลังสร้างความความเปลี่ยนแปลงด้านบวก’ โดยเขาหวังว่าจะระดมทุนได้ถึง 250,000 เหรียญฯ หรือกว่า 7,800,000 บาท เพื่อบริจาคเงินให้แก่ทั้งสององค์กรดังกล่าว 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

KAWS: Companionship in the Age of Loneliness published by @ngvmelbourne is now available for the first time in the US on kawsone.com Featuring a new text by Margaret Atwood (The Handmaid’s Tale), a biographical essay by NGV Senior Curator of Contemporary Art, Dr Simon Maidment, and more than 200 images, including documentation of the career-survey exhibition KAWS: Companionship in the Age of Loneliness at the National Gallery of Victoria, this publication is a comprehensive overview of the artist's work to date. Publisher: National Gallery of Victoria 12.8 in. x 9.9 in., portrait, 350 pages, hardback ISBN: 9781925432664 Published: December 2019

โพสต์ที่แชร์โดย @ kaws เมื่อ

ผลงานชุดนี้ของ KAWS จะเปิดการจำหน่ายที่ kawsone.com คืนนี้ (9 มิถุนายน) 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทยครับ ใครที่สนใจอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เลยเพราะเชื่อว่าจะขายดีและหมดภายในไม่กี่นาทีเช่นทุกครั้ง!  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

✘ ✘ Tomorrow Tuesday 9th June 12pm EST – KAWS ‘TAKE’ release plus other items from Kaws personal collection… – www.KawsOne.com – BLM fundraiser ✊🏿 Which colours are you picking up❓ Let us know in the comments 👇 #kawsarchive #kaws #kawsart #theartarchive #urbanart #arteurbano #kawstake #complexcon #kawsforsale #briandonnelly #supremenyc #hypeart #urbancontemporary #现代艺术 #미술 #アベイシングエイプ #kawsopenedition #kawsngv #kaws4s #contemporaryart #hypebeast #kawsone #kawsbff #hypebeastart #highsnobiety #hypebeaststyle #popculture #芸術 #artinspiration #現代アート

โพสต์ที่แชร์โดย Kaws Archive ✘ ✘ (@kaws_archive) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

Fear of God จับมือกับแบรนด์ไฮสตรีทชั้นนำอย่าง Off-White, NOAH, Awake NY และอีกมากมายเพื่อทำเสื้อยืดการกุศลเพื่อช่วยเหลือลูกสาวของ George Floyd

Fear of God แบรนด์ไฮสตรีทสุดไฮป์ของ Jerry Lorenzo ได้คอลเลปกับแบรนด์ต่าง ๆ นำโดย Off-White™, NOAH, Awake NY, Union LA, Just Don, Denim Tears, Pyer Moss และMelody Ehsani เพื่อร่วมกันผลิตเสื้อยืดการกุศลที่จะบริจาคให้แก่ Gianna Floyd MemorialFund – กองทุนสำหรับหนูน้อย Gianna ลูกสาววัย 6 ขวบของ George Floyd ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจมินเนอาโปลิสจับกุมด้วยความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

แม้ว่าเสื้อยืดนี้จะออกแบบมาอย่างเรียบง่าย แต่ก็ส่งสารได้ทรงพลังอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ เสื้อช่วงอกมีตัวอักษร ‘GF’ ตัวพิมพ์ใหญ่ (เป็นการสลับตัว FG ที่เป็นตัวย่อของแบรนด์) ซึ่งย่อจากทั้งชื่อ George และ Gianna นั่นเอง ส่วนเสื้อด้านหลังนั้นมีโลโก้ของแบรนด์ต่าง ๆ ที่ร่วมในโปรเจกต์การกุศลครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 แบบคือ เสื้อสีดำตัวอักษรเงิน และเสื้อสีขาวตัวอักษรดำ โดยทั้งสองแบบจะใช้ป้ายคอของแบรนด์ Fear of God 

ใครสนใจช่วยเหลือหนูน้อย Gianna ผ่านการซื้อ T-Shirt นี้ สามารถสั่งซื้อได้ผ่านลิ้งค์บนอินสตราแกรม Fear of God  ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ราคาตัวละ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,140 บาท) ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะส่งเข้ากองทุนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ส่วนใครที่สนใจบริจาคแก่กองทุนของหนูน้อยโดยตรง สามารถคลิกได้ที่นี่ครับ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

our FG is a GF now… on may 25, 2020 when i learned of George Floyd’s death i was visiting my parents in northern california. after being locked up and quarantined for nearly 3 months, i wanted nothing more than to see my mother and father as a new perspective on life and the value of, was taking place in my heart… a random fact also, as we pulled into sacramento late saturday night at a gas station near my parents, a middle aged white woman said to me at the counter, “every time you guys walk in here w/ masks on, i think we’re about to get robbed.”… quickly reminded of my blackness, i was eerily comfortable back in the woods of northern california. where i’m no longer “jerry lorenzo” but just another black man… the same guy i’ve been my whole life… dealing w/ the same consistent themes… fast forward to the day we drove back home, we watched Mr. George Floyd get murdered in broad daylight… with a knot in my throat and hole in my soul, i hugged my father tightly… being a father, my first thought was i pray this man doesn’t have any kids… i’ve been able to build what we have with @fearofgod because i had a father lay the example of husband hood, father hood, and of living with integrity and character… i immediately thought, this man’s children have lost their covering, their example, their teacher… all that we do for @fearofgod is fueled by a generational love. a love to be an example to my children of what’s possible, a love to create an independent business that my children have the choice to one day carry on… George’s daughter Gianna will not have this choice… we can never become for her what was lost, but we can help fill a small hole in her life by providing one thing she may not have to worry about. as we did for my brother nipsey when he passed, we mourned for him and stood strong in support of the generation after him. standing with my friends, minority and small business owners, tmrw at 9am pst on @fearofgod ‘s instagram channel, we’ll be releasing limited GF tees, with all money raised going the Gianna Floyd Fund. George, you “changed the world” and your life is an example your daughter will forever look up to and be changed by.

โพสต์ที่แชร์โดย jerrylorenzo (@jerrylorenzo) เมื่อ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Available here tomorrow at 9am PST. All money raised will go directly to the link in bio. The Gianna Floyd Fund.

โพสต์ที่แชร์โดย FEAR OF GOD (@fearofgod) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

NBA เตรียมกลับมาแข่งฤดูกาล 2019-20 อีกครั้ง!

แฟนบาสเกตบอลเตรียมเฮได้เลยครับ เพราะบอร์ดฯ NBA ได้ออกมาประกาศการรับรองรูปแบบการแข่งขันของศึก NBA ประจำฤดูกาล 2019-20 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องหยุดการแข่งขันลงชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ไปเมื่อเดือนมีนาคม โดยคาดว่าจะกลับมาเปิดการแข่งขันในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม และมีทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 22 ทีม นำโดย Milwaukee Bucks, Toronto Raptors, Boston Celtics จากฝั่งตะวันออก และ Los Angeles Lakers, LA Clippers, Utah Jazz จากฝั่งตะวันตก 

ทุกแมตช์ที่เหลือนั้นอาจจัดขึ้นที่ ESPN Wide World of Sport ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ Walt Disney World Resort ในรัฐฟลอริดาแห่งเดียวเท่านั้น โดยแต่ละทีมจะฝึกซ้อมในเมืองเหย้าของตนช่วงปลายเดือนมิถุนายนก่อน แล้วจะย้ายไปสถานที่การแข่งขันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งผู้เล่นและทีมงานทุกคนจะต้องอยู่ในบริเวณไซต์ฯ ตลอดเวลา อีกทั้ง NBA ยังได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อสร้างมาตรการที่เข้มงวดและปลอดภัยครับ  

หากเริ่มการแข่งขันในวันที่ 31 กรกฎาคมจริง เกมสุดท้ายในรอบ Final จะจัดไม่เกินวันที่ 12 ตุลาคม ส่วนการจับฉลาก Draft จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 25 สิงหาคม, NBA Draft เลื่อนเป็นวันที่ 15 ตุลาคม และเลื่อนการเปิดฤดูกาล 2020-21 เป็นวันที่ 1 ธันวาคมนี้ 

“เรายังตระหนักอีกว่า ในขณะที่กำลังเตรียมการกลับมาจัดการแข่งขันนั้น สังคมของเรากำลังตกอยู่ในโศกนาฏกรรมแห่งการเหยียดเชื้อชาติและความอยุติธรรม เราจะทำงานร่วมกับทีมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมและอิทธิพลในการสื่อสารในประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีการที่จริงจังครับ” Adam Silver คอมมิชชั่นเนอร์ของ NBA ได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมในห้วงเวลาของการเคลื่อนไหว Black Lives Matter ที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งทีมต่าง ๆ ผู้เล่น และ NBA เองได้ออกมาสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้เช่นกันครับ 

อีกอดใจเดียวแฟนบาสฯ ก็จะได้กลับมาลุ้นเกมการแข่นขันอีกครั้งนะครับ ส่วนตอนนี้ ใครที่คิดถึงบรรยากาศในสนามมาก ๆ สามารถเข้าไปที่ Netflix เพื่อชมสารคดี The Last Dance หรือการเต้นรำบนคอร์ทบาสครั้งสุดท้ายของ Michael Jordan และสองคู่หูอย่าง Scottie Pippen และ Dennis Rodman ในชุด Chicago Bulls ให้หายคิดถึงกันก่อนนะครับ  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

The gods @jasonmhehir @jumpman23 @netflix #thelastdance #netflix #jumpman23

โพสต์ที่แชร์โดย The Last Dance (@thelastdancenetflix) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ไม่ได้จัดเทศกาลก็ไม่เป็นไร! Cannes ออกมาประกาศรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้เป็น Official Selection ประจำปี 2020

แม้ว่าปีนี้จะไม่มีพรมแดงให้บรรดาคนดังทั่วโลกได้เฉิดฉาย ไม่มีการจัดฉายและซื้อขายภาพยนตร์ตามปกติ แต่หนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Cannes Film Festival ก็ยังไม่ได้หายไปจากวงการไปสักทีเดียว  

ตามกำหนดการเดิมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 73 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-23 พฤษภาคม 2020 ริมชายหาดและทะเลสวย ๆ ของเมืองตามภาพที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องยกเลิกการจัดงานไป 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

La Sélection officielle de la 73e édition a été dévoilée ! Suivez la carrière des films en salles et dans les autres festivals de cinéma avec le hashtag #Cannes2020 🎬 Accédez à la liste des films 2020 : https://www.festival-cannes.com/fr/infos-communiques/communique/articles/les-films-de-la-selection-officielle-2020 —– The Official Selection for the 73rd edition has been announced! Follow the selected films’ progress in cinemas and other film festivals using the hashtag #Cannes2020. 🎬 See the list of 2020’s films : https://www.festival-cannes.com/en/infos-communiques/communique/articles/the-films-of-the-official-selection-2020

โพสต์ที่แชร์โดย Festival de Cannes (@festivaldecannes) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนตามเวลาฝรั่งเศส Pierre Lescure และ Thierry Frémaux ได้ออกมาประกาศรายชื่อ 56 ภาพยนตร์ที่ได้ประทับตราเกียรติยศ Official Selection จากภาพยนตร์ทั้งหมด 2,067 เรื่องที่ส่งเข้ามาประกวดหรือนำเสนอในเทศกาลครั้งนี้ ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดนั้น 

ในจำนวนภาพยนตร์ 56 เรื่องนั้น มีภาพยนตร์จากผู้กำกับหญิงที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 16 เรื่อง และมีภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก (The First Features) จำนวน 15 เรื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 เรื่องและ 5 เรื่อง ตามลำดับ อีกทั้งยังมีภาพยนตร์จากหลากหลายประเทศ/ทวีปเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่การจัดงานในปีหลัง ๆ ที่ผ่านมานั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความหลากหลายของผลงาน แม้ว่าปีที่แล้วจะมีภาพยนตร์ระดับปรากฏการณ์อย่าง Parasite ชนะรางวัลสูงสุด Palm d’Or ก็ตาม  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

#BeCannesRewind Les Palmes d'or du Festival : épisode 7 C’est avec l’immense succès de Parasite, du sud-coréen Bong Joon-ho qu’ont culminé les palmarès de cette dernière décennie. Une décennie propice aux rencontres et aux découvertes, de la Thaïlande à la Suède en passant par la Turquie… Tout un voyage à parcourir Palme après Palme… en VOD !➡️ https://bit.ly/3bv4F5O —– The Festival's Palmes d'or: episode7 It is with the huge success of Parasite by South Korean director Bong Joon-ho that the awards of this last decade have culminated. A decade of encounters and discoveries, from Thailand to Sweden and Turkey… A whole journey to travel Palme after Palme… on VOD! ➡️ https://bit.ly/2WxoHse

โพสต์ที่แชร์โดย Festival de Cannes (@festivaldecannes) เมื่อ

เราขอนำเสนอตัวอย่างภาพยนตร์ที่หน้าจับตามองในเทศกาลฯ ปีนี้ เช่น  

The French Dispatch ผลงานล่าสุดจาก Wes Anderson (The Grand Budapest Hotel) ที่จะเป็นจดหมายรักของเวสถึงฝรั่งเศส, เหตุการณ์ Mai 68 และการหนังสือพิมพ์ มาพร้อมกับกองทัพนักแสดง เช่น Bill Murray, Timothée Chalamet, Léa Seydoux และอีกคับคั่ง ใครที่เป็นแฟนคลับของเวส เตรียมตัวเสพงานสุดปราณีตนี้ได้ ธันวาคมนี้ครับ 

Lovers Rock และ Mangrove ภาพยนตร์สองเรื่องจากซีรีส์ anthology ของ BBC ชุด Small Axe ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของชาวแอฟริกัน-อเมริกันแห่งย่าน West Indian ในลอนดอนช่วงปี 60-80 สร้างสรรค์โดย Steve McQueen (Shame, 12 Years of Slave) ที่ได้ออกมาประกาศว่า ขออุทิศผลงานชุดนี้ให้แก่ George Floyd, แคมเปญ Black Lives Matter และเหยื่อชาวผิวสีทุกคนจากความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 

Falling ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Viggo Mortensen (หรือ Aragorn จากไตรภาค The Lord of the Ring) ที่กำกับ เขียนบท และนำแสดงเอง เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกย์คนหนึ่ง กับพ่อหัวอนุรักษ์นิยมของเขาที่เริ่มมีอาการความจำเสื่อมจนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี 

Aya To Majo ผลงานแอนิเมชั่นเรื่องใหม่จาก Studio Ghibli ผู้สร้าง Spirited Away ซึ่งจะเป็นผลงานแอนิเมชั่นสามมิติ CGI ขนาดยาวเรื่องแรกของค่าย ดัดแปลงจากนวนิยายเด็ก Earwig and the Witch ของ Diana Wynne Jones นักเขียนชาวอังกฤษ มีกำหนฉายในญี่ปุ่น ปลายปีนี้ทาง NHK 

และก่อนหน้านี้ มีรายงานออกมาว่า Da 5 Bloods ของ Netflix จะได้ฉายในเทศกาลฯ ครั้งนี้ด้วย เป็นเรื่องราวของกลุ่มทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามที่กลับไปหาสมบัติที่ได้ซ่อนเอาไว้ นำแสดงโดยฝ่าบาท Chadwick Boseman กำกับโดย Spike Lee (BlackKklansman – และเขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของคานส์ปีนี้ด้วย) หาก Da 5 Bloods ได้มีส่วนร่วมในเทศกาลปีนี้จริง จะเป็นการกลับมาของ Netflix ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในรอบ 3 ปี หลังจากมีกฏที่ห้ามให้ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ (non-theatrical) ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันของเทศกาลฯ ใครที่อยากชมนั้นไม่ต้องรอนานครับ เพราะจะสตรีมใน Netflix 12 มินุนายนนี้ 

วนภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ จะมีเรื่องไหนได้เข้าฉายในประเทศไทยบ้างนั้น ก็ต้องติดตามข่าวสารกันต่อไปครับว่าจะมีค่ายใดนำมาจัดฉายให้คอหนังชาวไทยได้ชมกัน 

สำหรับรายชื่อภาพยนตร์ทั้งหมดที่ได้รับการคัดเลือกนั้น สามารถดูเพิ่มเติมได้ ที่นี่ครับ

เรื่อง : Peerachai Pasutan

เรียบเรียง : rhunrun

Gucci เริ่มโครงการ CHIME FOR CHANGE เพื่อร่วมต่อสู้กับปัญหาความรุนแรงต่อเพศหญิงในช่วงวิกฤต COVID-19

ซัลมา ฮาเย็ค ปิโนลท์ (Salma Hayek Pinaultผู้ร่วมก่อตั้งCHIME FOR CHANGEและกรรมการThe Kering Foundation เปิดตัวแคมเปญ#StandWithWomenโดยเน้นให้ประโยชน์แก่องค์กรพันธมิตรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วโลก

ผู้หญิงและเด็กได้รับผลกระทบอย่างไม่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น การระบาดของCOVID-19 ไปทั่วโลกส่งผลให้ความรุนแรงทวียิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ รวมถึงความรุนแรงต่อผู้หญิง ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับการระบาดของ COVID-19 Gucci ได้ดำเนินการผ่านโครงการ CHIME FOR CHANGE ร่วมกับ KERING FOUNDATIONในการร่วมสร้างสรรค์แคมเปญ#StandWithWomen ขึ้น โดยแคมเปญนี้ทำขึ้นเพื่อขยายการระดมทุนในการ สนับสนุนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อให้เป็นแนวหน้าในการสนับสนุนผู้หญิงและเด็กทั่วโลกและจัดการกับความรุนแรงทางเพศระหว่างการระบาดใหญ่ของ COVID-19

แคมเปญ#StandWithWomenภายใต้การนำของบริษัท Kering ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Gucci และมูลนิธิได้เรียกร้องให้มีการดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือ“ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน” หรือ “We Are All in This Together” ได้ส่งเงินบริจาคจำนวนทั้งหมด 2 ล้านยูโรไปจัดการให้ความช่วยเหลือในประเทศจีน อิตาลี ฝรั่งเศส และอเมริกาSalma Hayek Pinault ผู้ร่วมก่อตั้งCHIME FOR CHANGE และกรรมการ Kering Foundation ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ #StandWithWomen อย่างเป็นทางการด้วยข้อความผ่านวิดีโอเรียกร้องให้ประชาชมโลกร่วมมือร่วมใจกับผู้หญิงทั่วโลก

รวมถึงแสดงการยืดหยัดทางสัญลักษณ์ต่อต้านความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้เมื่อการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและทรัพยากรอื่นๆมีจำกัด

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

เธอได้กล่าวว่า “ขณะนี้เป็นเวลาที่เราควรจะร่วมมือกันในการรักษาสุขภาพ สร้างความปลอดภัย ปกป้องสิทธิของสตรีและเด็กทั่วโลก” และ “เราต้องยืนหยัดร่วมมือกับผู้หญิงทั่วโลกเพื่อหยุดความรุนแรงทางเพศ เราต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้หญิงทั่วโลก เนื่องจากเราไม่สามารถแลกความคืบหน้าในการทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศที่เราอุตส่าห์ต่อสู้มายาวนานไปกับอย่างอื่นได้”

รายงานของUN Women และองค์กรอนามัยโลกได้แสดงให้เห็นว่า จำนวนเคสกรณีทำร้ายร่างกายภายในครัวเรือนเกิดขึ้นมากมายในช่วงการระบาดCOVID-19โดย Google Trends Data ได้ร่วมยืนยันว่ามีกรณีทำร้ายร่างกายที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เพิ่มขึ้นถึง143% เมื่อค้นหาผ่านsearch engine(ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤษภาคม) 

การระดมทุนผ่านโครงการCHIME FOR CHANGE และKERING FOUNDATION ได้ขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถช่วยเหลือองค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานร่วมกับองค์กรรากหญ้าในแนวหน้าได้มากขึ้น ทำให้พวกเขายังคงดำเนินงานที่สำคัญในการสนับสนุนงานด้านความปลอดภัย สุขภาพ และความยุติธรรมแก่สตรี รวมถึงผู้หญิงผิวสี หญิงประเภทสอง หญิงพื้นเมือง และหญิงพิการ

โครงการ CHIME FOR CHANGE และ KERING FOUNDATION ได้เชื้อเชิญให้ผู้สนับสนุนจากทั่วโลกเข้ามาร่วมในแคมเปญ#StandWithWomen ผ่านพันธมิตรการระดมทุนคราวด์ฟันดิงอย่างGlobal Giving ที่หน้าเว็บเพจ globalgiving.org/standwithwomen

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นผู้รับผลประโยชน์จากแคมเปญ#StandWithWomenประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Chayn Italiaประเทศอิตาลี
  • Equality Nowทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
  • Global Fund for Womenทำงานร่วมกับกองทุนรากหญ้าอย่าง Elas ในประเทศบราซิล, HER Fund ในประเทศฮ่องกงและMediterranean Women’s Fund ในประเทศฝรั่งเศส และSemillas ในประเทศเม็กซิโก
  • Ms. Foundation for Womenทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา
  • Rosa Fundในประเทศอังกฤษ   

แคมเปญ #StandWithWomen เป็นความคิดริเริ่มมุ่งมั่นล่าสุดของGucciที่จะเปิดประเด็นในประชาคมโลกในการต่อสู้กับCOVID-19โดยเรียกร้องให้“ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน”ในเดือนมีนาคม 2563 ภายใต้การระดมทุนคราวด์ฟันดิ้ง2 โครงการ:

  • การบริจาคเงินจำนวน1ล้านยูโรให้แก่กรมการป้องกันพลเรือนแห่งชาติแห่งประเทศอิตาลี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยจากวิกฤตการณ์โดยเฉพาะ ผ่านช่องทางการระดมทุนคราวด์ฟันดิ้งของIntesa Sanpaolo’s For Funding เพื่อส่งเสริมงานบริการด้านสุขภาพของอิตาลีและเพิ่มเตียงห้องไอซียู
  • การบริจาคเงินจำนวน1ล้านยูโรให้แก่กองทุน COVID-19 Solidarity Response Fundขององค์กรสหประชาชาติ เพื่อช่วยเหลือองค์กรอนามัยโลกในการติดตามและรวบรวมข้อมูลการกระจายของไวรัส เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้กับงานไอซียูทั่วโลก รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้แก่บุคลากรด้านสุขภาพ งานวิจัยคิดค้นวัคซีนและการรักษา

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรพันธมิตรในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ KERING FOUNDATION จึงได้แจกจ่ายเงินทุนฉุกเฉินให้แก่องค์กรและมูลนิธิเหล่านั้นไปเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครัวเรือน ทำให้องค์กรเหล่านี้ยังคงดำเนินงานต่อไปได้ นอกจากนั้น มูลนิธิยังได้เปิดตัวแคมเปญ #YouAreNotAloneเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ให้ข้อมูลและเป็นแหล่งความรู้ให้แก่ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาจากกรณีความรุนแรง รวมถึงส่งผ่านพวกเขาไปให้กับองค์กรผู้เชี่ยวชาญในยุโรปและอเมริกาที่สามารถให้ความช่วยเหลือพวกเขาต่อไปได้

ในประเทศฝรั่งเศสนั้นเครือข่าย One In Three Women เป็นเครือข่ายบริษัทเครือข่ายแรกของยุโรปที่มุ่งมั่นต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ ที่ทางมูลนิธิได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี2561 และได้มีการเปิดตัวแคมเปญระดมทุนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่Fédération Nationale Solidarité Femmes เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรท้องถิ่นจะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในระหว่างและหลังการปลดล็อค

ในปัจจุบันนี้Gucci และKERING FOUNDATION มีเป้าหมายที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสาธารณสุขและวิกฤตเศรษฐกิจผ่านแคมเปญ #StandWithWomenเนื่องจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ในปัจจุบันรวมถึงการลดทรัพยากรในระยะยาวทั่วโลกโดยไม่ต้องมีการดำเนินการและการสนับสนุนสำหรับองค์กรที่นำโดยสตรี อาจจะทำให้เกิดการถดถอยด้านความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านความเท่าเทียมทางเพศ Gucci และมูลนิธิ KERING FOUNDATION จึงขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกยืนยัดทางสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้หญิงและเด็กทั่วโลก

ดูโพสต์นี้บน Instagram

As with most crises, the COVID-19 pandemic has intensified long-standing gender inequities, including violence against women. Now more than ever is the time to show that we #StandWithWomen everywhere to protect their safety, health and human rights. @chimeforchange and the Kering Foundation are calling on the global community to unite with women around the world "stand" in support of all women, especially during this time when they are more vulnerable to gender-based violence, and when access to health services and resources is limited. Through crowdfunding partner GlobalGiving, the broader community is invited to join Chime For Change and the Kering Foundation by donating to support nonprofit partners by clicking on the link in bio. @gucci @equalitynoworg, @msfoundation, @globalfundwomen, @herfundhk, @fondosemillas, @fundoelas, @mediterraneanwomensfund, @chayn_italia, @rosaforwomen #keringfoundation #keringforwomen #chimeforchange #guccicommunity #gucciequilibrium #youarenotalone

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ #StandWithWomen และให้การสนับสนุนแคมเปญขององค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหากำไรโดยตรงได้ที่ที่: globalgiving.org/standwithwomen

คอนเฟิร์มแล้วจ้า! พัคโบกอมทิ้งทวนก่อนเข้ากรมปลายปีนี้กับซีรีส์เรื่องล่าสุด Record of Youth

หลังจากคอนเฟิร์มข่าวเข้ากรมปลายปีนี้ให้แฟนๆ ใจแป้วไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พัคโบกอมก็คอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนๆ ใจชื้นว่าครึ่งปีหลังนี้ เขาจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Record of Youth (เส้นทางดาว) ที่เขานำแสดงร่วมกับพัคโซดัม จาก Parasite ลงสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกใน Netflix อย่างแน่นอน

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องการดิ้นรนตามหาความฝันของหนุ่มสาวในวงการโมเดลลิ่ง โดยพัคโบกอมรับบทเป็นชาฮเยจุน นายแบบหนุ่มที่อยากตามความฝันในการเป็นนักแสดง ส่วนพัคโซดัม รับบทเป็นอันจองฮา ช่างแต่งหน้าสาวผู้มุ่งมั่น ร่วมด้วย บยอนอูซอก ที่รับบทเป็นวอนแฮฮโย นายแบบหนุ่มโพรไฟล์ดีที่ต้องการตามความฝันด้วยตัวเอง

นอกจากนักแสดงนำที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแล้ว Record of Youth (เส้นทางดาว) ยังได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอันกิลโฮ​ (Stranger, Memories of Alhambra และ Witcher) และมือเขียนบทอย่างฮามยองฮี (Doctors และ Temperature of Love) มาอีกด้วย

เตรียมรอชมพร้อมกันทาง Netflix ได้เลยครับ

Zara ดึง Jo Malone ร่วมผลิตน้ำหอม 8 กลิ่นสุดหรูที่มาในราคาแสนเป็นมิตร

Zara ผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลกดึง Jo Malone ผู้ผลิตน้ำหอมและเทียนหอมชื่อดังจากลอนดอนร่วมสร้างสรรค์ Zara Emotions Collection by Jo LOVES.

โดย Jo LOVES เป็นอีกหนึ่งแบรนด์นอกจาก Jo Malone ที่สร้างสรรค์กลิ่นจากโมเมนต์สำคัญและสถานที่ต่างๆที่ตัวของ Joanne Lesley Malone นักปรุงกลิ่นน้ำหอมชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งแบรนด์ Jo Malone หลงใหล ซึ่ง Zara ก็ได้เลือกไลน์นี้มาร่วมสร้างสรรค์น้ำหอม 8 กลิ่น ที่มาในสามไซส์ให้ได้เลือกซื้อนั่นก็คือ 10ml to 40ml และ 90ml นอกจากนี้ยังมีเทียนหอมอีกด้วย 

ซึ่งสองกลิ่นเด่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ “Ebony Wood” (เป็นกลิ่นไม้หอมผสมกานพลูและมีท็อปโน้ตของพริกไทยสีชมพู) และ “Amalfi Sunray” (เป็นกลิ่นดอก blossom ผสมส้มแมนดารินและมะกรูดอ่อนๆซึ่งเหมาะมากกับช่วงหน้าร้อน) ส่วนกลิ่นที่เหลือก็ได้แก่ “Fleur d’ Oranger,” “Vetiver Pamplemousse,” “Waterlily Tea Dress,” “Fleur de Patchouli,” “Tubereuse Noir,” และ “Bohemian Bluebells.” 

มากไปกว่านั้น Zara ยังใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้กระดาษมาตรฐาน FSC certified สำหรับบรรจุภัณฑ์และจะไม่ใช่พลาสติกในการห่อสินค้า ส่วนขวดก็จะเลือกขวดแก้วแบบใสเพื่อให้เห็นว่าตัวน้ำหอมไม่มีการใช้สีวิทยาศาสตร์เจือปน

มาในราคาน่าคบหาที่ 5.99 GBP หรือประมาณ 234 บาทสำหรับขนาด 10ml และ 25.99 GBP หรือประมาณ 1,010 บาทสำหรับขนาด 90ml ถือว่าน่าสนใจมากๆครับ