The Groovy Friends: ทำความรู้จักกับเสียงดนตรีที่ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังถูกโอบล้อมด้วยทรายดูดตัวอันแสนสบายของ quicksand bed และความฝันระยะสั้นที่สมาชิกวงพร้อมใจกันเดินไปให้ถึงอย่างพร้อมเพรียง

Photographer: Panupong Banluesin

Stylist: Napat Roongruang

Author: Pacharee Klinchoo

“ปกติผมเล่นแบ็คอัพเบสให้กับน้องพลอย (วาเลนติน่า พลอย) อยู่แล้วครับ” เจสัน โสตางกูล มือเบสประจำวง quicksand bed ตอบเมื่อเราถามถึงความเป็นมาเป็นไปในความร่วมมือกับนักร้องสาวเสียงใสในเพลง Road of Vacation ที่เพิ่งจะปล่อยออกมาหมาดๆ ในวันที่เรานัดสัมภาษณ์กับพวกเขา “เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วครับ รู้สึกว่าประทับใจในตัวตน และโทนเสียงของเขาอยู่แล้ว รู้สึกได้เลยครับว่าเสียงเขาเข้ากับเพลงของเรามากๆ เลยได้มาร่วมงานกันครับ” 

ถ้าเข้ากันได้ขนาดนี้นี่ การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้างล่ะ เราถามต่อ “ผมชอบมากตั้งแต่วันลงเสียงอัดแล้วครับ”​ เจสันตอบทันที “จริงๆ คือผมโอเคตั้งแต่เทคแรกเลยครับ โอเคทันทีเลย” เพื่อนๆ รอบวงต่างพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง “แต่คนที่ไม่โอเคคือตัวพลอยนั่นล่ะครับ เขารู้สึกว่าตัวเองยังร้องไม่โอเค แต่สำหรับพวกเราเทคแรกคือได้ทันที ใจชื้นไปเลยครับ เพราะทุกอย่างตรงกับภาพที่คิดกันไว้ในหัวทั้งหมดเลย” 

“ใช้คำว่าสะใจได้เลยครับ” พัด – บริพัตร แสงสิริ มือคีย์บอร์ดพูดด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความ ‘สะใจ’ อย่างแท้จริง ก่อนที่เกม – สรวิชญ์ วงศ์ปิยะ นักร้องนำและมือกีตาร์จะอธิบายถึงกระบวนการการทำอัลบั้มเต็มที่มีกำหนดจะวางในอีกไม่นานนัก (ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลา

ที่นิตยสารเล่มนี้ออกพอดีก็เป็นได้) “การทำงานอัลบั้มคือมีการกดดันเรื่องเวลาครับ จำนวนเพลงเยอะขึ้น ความกดดันก็มากขึ้น แต่ในส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ทุกอย่างก็สนุกเหมือนเดิมครับ พวกเราแค่ทดลองเปลี่ยนวิธีการทำงานจากอีพีแรก จากการที่ทำงานกันเพลงต่อเพลง คือจบเพลงหนึ่งแล้วค่อยขึ้นเพลงใหม่ ก็เปลี่ยนเป็นทำเดโม่ไว้หมดเลยสิบเพลงยี่สิบเพลง แล้วค่อยมาคัดอีกทีครับผม นี่คือความแตกต่าง” 

ถ้าการทำงานเป็นอย่างนี้ แล้วความต่อเนื่องในเรื่องเนื้อหาจะเป็นอย่างไรล่ะ เราอดสงสัยต่อไม่ได้ “พวกเราไม่ได้วางแผนให้เนื้อหาในอัลบั้มนี้มันต่อกันขนาดนั้นครับ”​ เกมตอบเกือบจะทันที “แต่ผมเชื่อว่า เมื่อมันเสร็จออกมาแล้ว มันคงมีความต่อเนื่องในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ เพราะแต่ละเพลงที่เขียนออกมาก็คือเขียนออกมาจากตัวของเกมและเจสันอยู่แล้วครับ” 

“ส่วนใหญ่ก็เขียนจากเรื่องที่พวกเราเจอมา ณ ขณะนั้นอยู่แล้วครับ” เจสันรีบเสริม “ผมเลยคิดเหมือนเกมครับว่าสุดท้ายเนื้อหาก็จะต่อกันเองตามธรรมชาติของพวกเราที่เดินทางไปด้วยกันพร้อมกับเสียงเพลง” ซึ่งเกมก็รับช่วงต่อทันทีราวกับนัดกันไว้ “track ชีวิตของผมกับเจสันนี่ก็โตมาคล้ายๆ กันอยู่แล้วครับ วัยก็ใกล้กัน ถึงจะเจออะไรที่แตกต่างกันมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่ามีอะไรที่เป็นจุดเชื่อมโยงกันอยู่แล้วครับ

“อีพีที่แล้วกับอัลบั้มที่กำลังทำกันอยู่นี่คือต่อกันเลยครับ” เกมเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน “ไม่มีเว้นระยะพักเลยครับ ผมว่า

ความเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อเพลงอาจจะมีไม่มากนัก ถ้าจะให้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงก็คือ ในอีพีแรกเราไม่มีเพลงอกหักเลยเนอะ” เพื่อนร่วมวงพยักหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง “ไม่มีเพลงเศร้าเลยครับ เป็นเพลงตกหลุมรัก หรือมีความสุขกับความรักกันหมดเลย แต่พอมาเป็นอัลบั้มเต็ม เราเลือกที่จะหยิบแง่มุมบางอย่างของความเศร้า และความไม่สบายใจในตัวเองออกมาเขียนบ้าง ซึ่งสาเหตุก็คือ ในอีพีแรกเราเลือกหยิบอารมณ์ใกล้ตัวมาถ่ายทอด ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้ผิดหวังกันขนาดนั้นไงครับ พอมาเป็นอัลบั้มเต็ม ก็เลยคิดว่า

จะลองขุดแง่มุมอะไรบางอย่างในตัวเรา หรือในความทรงจำออกมาถ่ายทอดดูบ้าง เท่านั้นเองครับ” 

ก่อนเราจะบอกลากับนักดนตรีทั้งสี่ชีวิต เราอดถามคำถามสามัญประจำเล่มของเราไม่ได้ บอกตรงๆ ว่าเราชอบฟังความคาดหวังและความทะเยอทะยานของแต่ละศิลปินที่เราคุยด้วยอยู่แล้ว “ความคาดหวังของวงเราจะเป็นความคาดหวังระยะสั้นครับ” เกมตอบทันที ในขณะที่เพื่อนร่วมวงเพียงนั่งอมยิ้ม “พอทำตามความคาดหวังสำเร็จแล้ว ถึงจะมีความคาดหวังอื่นๆ ต่อไปครับ บางวงเขาอาจจะมีความคาดหวังว่าจะต้องไปอยู่ในจุดนี้ให้ได้ วงพวกผมจะไม่ใช่อย่างนั้นเลย ตอนแรกสุดพวกเราก็หวังอยากทำเพลงที่ตัวเองชอบ พอได้ทำเพลงที่ตัวเองชอบออกมา ก็อยากมีอีพีอัลบั้มเป็นของตัวเอง พอมีอีพีแล้ว ก็อยากมีอัลบั้มเต็ม อะไรอย่างนี้ครับ ค่อยๆ ไปด้วยกัน ความคาดหวังของพวกเราในช่วงนี้ก็คือ ทำอัลบั้มเต็มนี้ให้สำเร็จให้ได้ และได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศครับ”

วงบอกกับเราว่าเวทีคอนเสิร์ตในฝันของพวกเขาคือเทศกาล Primavera Sound ที่ประเทศสเปน ซึ่งก็ตรงใจเราแบบไม่น่าเชื่อ ดังนั้น ก่อนเราจะเอ่ยคำลา เราเพียงบอกกับพวกเขาสั้นๆ ว่า ทริปไปสเปนครั้งหน้าของเรา เราจะได้มีโอกาสไปเจอพวกเขาบนเวทีที่เราเองก็ชอบมากเช่นกันนะ

เพลง Road of Vacation ของ quicksand bed ft. Valentina Ploy สตรีมมิ่งแล้วทุกช่องทางออนไลน์

LOVE POTION No.9: จากบทบาทของ ‘กรณ์’ ใน ‘ด้ายแดง – Until We Meet Again the Series’ ที่ส่งให้เก้า – นพเก้า เดชาพัฒนคุณ โด่งดังเปรี้ยงปร้างในช่วงข้ามคืน วันนี้เขาได้ก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งกับการตามความฝันในฐานะศิลปินใน Boyfriends Project

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Chanond Mingmit 

Author: Pacharee Klinchoo

 

      “ตอนเซ็นสัญญาครั้งแรกผมยังอายุไม่ถึง 20 ปีเลยครับ” เก้า – นพเก้า เดชาพัฒนคุณ ตอบคำถามเราด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ไร้การเสแสร้งใดๆ เมื่อเขามาปรากฏตัวที่สตูดิโอของเราในวันถ่ายแฟชั่น และก็เป็นดังคาด… ทีมงานของเราวิ่งมากระซิบว่ามีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งนั่งรอเขาอยู่ด้านล่างสตูดิโออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเมื่อมองรูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่ดูเหมือนจะเป็นรูปปั้นเทพบุตรกรีกเดินได้ เราก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย “เริ่มจากงานถ่ายโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ครับ มีถ่ายแบบบ้าง แต่เดินแบบนี่ยังไม่เคยเลยครับ”

      ด้วยคำตอบนั้น ทำให้เรารู้ว่าเก้าไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาอยู่คู่กับวงการบันเทิงมาเข้าปีที่ 7 แล้ว “ถ้าไม่ได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงด้วยตัวเองเลยนะครับ ผมคิดว่าผมอยากเป็นนักร้อง เป็นศิลปิน มากกว่าเป็นนักแสดง” ความซื่อของเก้าที่ส่งผ่านน้ำเสียงมาเรียกรอยยิ้มของทีมงานที่รายล้อมเขาอยู่ได้ทันที “แต่พอได้มาลองทำจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมเป็นนักแสดงแล้วสนุกกว่า ท้าทายตัวเองมาก แต่จริงๆ เป็นนักร้องก็ท้าทายตัวเองเหมือนกันนะครับ แต่การเป็นนักแสดงผมรู้สึกว่ามันคือการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะผมได้รับบทบาทใหม่ๆ เสมอ

      “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าคนอื่นเขาเป็นอย่างไร” เก้าตอบอย่างลังเลนิดหน่อยเมื่อเราถามถึงกระบวนการเข้าถึงบทบาทที่เขาได้รับ “ผมก็หน้าใหม่นะครับ เพิ่งมีผลงานการแสดงไม่นาน ผมต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเลยในการขลุกกับตัวละคร ต้องลองใช้ชีวิตเป็นเขา แล้วผมจะกลายเป็นตัวเขาเองโดยธรรมชาติไปได้ครับ” แล้วมีปัญหากับการเอาตัวเขาออกจากตัวเราตอนจบวันบ้างไหม เราอดสงสัยไม่ได้ “ผมไม่ได้อะไรขนาดนั้นนะครับ ผมเป็นคนที่กดสวิตช์ตัวเองไวมาก ด้วยพื้นฐานผมเป็นคนเฮฮาด้วยมั้งครับ เวลาเข้าบทที่เป็นซีนเค้นอารมณ์มากๆ ผมจะกลับมาไวเสมอ ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเลยครับ แต่…” เขานิ่งคิดไปสักพัก “ผมอาจจะยังไม่เคยเจอบทอะไรที่หนักมากจริงๆ ก็ได้มั้งครับ ที่ผ่านมาเหมือนเป็นการเรียนรู้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่าครับ”

      เก้าเล่าว่าเขาเคยอยากเล่นบทดราม่ามากๆ แต่ในเมื่อเปิดตัวงานละครแรกด้วยบทดราม่าเบอร์นั้น เขาก็อยากลองเล่นบทประเภทรักคอมเมอดี้ดูบ้าง “เพราะบทแบบนี้ต้องใช้ความเป็นธรรมชาติของตัวละครสูงมากครับ ซึ่งผมว่าผมยังหาจุดในการแสดงได้ไม่มากนัก ได้ลองหลายๆ บทก็ดีนะครับ ถ้าเลือกเล่นอะไรก็ได้เหรอ” เก้าทวนคำถามเราก่อนจะตอบทันที “ผมอยากเล่นเป็นตัวร้ายครับ ตัวร้ายธรรมดา ไม่ใช่แบบตัวร้ายในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่นะครับ ผมว่าในละครหลายๆ เรื่องบทของตัวร้ายจะโฟกัสกับเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเดินเรื่องเลยนะครับ ยิ่งกว่าพระเอก อินเนอร์ตัวร้ายจะมาเต็มมาก ดูใช้พลังงานเยอะมากเลยนะพี่”

      เอาล่ะ… แม้ว่าเก้าจะดูตื่นเต้นกับบทบาทนักแสดงเป็นอย่างมาก แต่เราก็อดที่จะวกไปถึงบทบาทศิลปินที่เขาเพิ่งจะร่วมงานกับ Boyfriends Project ที่รวบรวม 10 หนุ่มฮ็อตที่สาวๆ อยากได้เป็นแฟนมากที่สุดมาจับคู่ออกเพลงพิเศษ ทำอัลบั้มพิเศษ ซึ่งเก้านั้นก็ได้จับคู่กับเกรท – สพล อัศวมั่นคง ในเพลง ‘คิดได้’ และก็แน่นอนว่าทำเอาสาวๆ ใจละลายกันถ้วนหน้า “อินเนอร์ในการร้องเพลงกับอินเนอร์ในการแสดง สำหรับผม ไม่ต่างมากหรอกครับ” เก้าตอบทันทีแบบแทบจะไม่หยุดคิด “มันเป็นการสื่อสารเหมือนกัน ตอนร้องเพลงแรกๆ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ร้องไปเฉยๆ แต่พอเริ่มเห็นคนอื่นร้องแล้วเขาอิน ผมก็รู้ว่าต้องใส่อารมณ์ ต้องสื่อสารกับคนดูให้มากผ่านบทเพลง ถ้าเกิดว่าผมไม่ใส่อารมณ์ไปในเพลงเลย ก็จะเหมือนกับการท่องบทโดยพูดไปเรื่อยๆ คนดูก็จะไม่มีอารมณ์ร่วม และจะไม่รู้สึกอินกับเนื้อหาในเพลงนั้นหรอกครับ”

      แม้ว่าบุคลิกภายนอกของเก้าจะค่อนข้างนิ่งเงียบ แต่เราเดาอาการเขาได้ว่าเขาดูตื่นเต้นกับการถ่ายแฟชั่นเซ็ตกับเราไม่น้อย เราจึงขอคำถามสุดท้ายสั้นๆ ว่า เขาหวังอะไรกับวงการบันเทิงที่เขาอยู่มานานขนาดนี้แล้วบ้าง เก้าเพียงยิ้มซื่อๆ ตามสไตล์ และจบบทสนทนากับเราด้วยคำตอบง่ายๆ “ผมก็ไม่กล้าหวังอะไรมากหรอกครับ อยากจะทำงานไปเรื่อยๆ แต่คนเราก็ต้องมีความหวังนิดหนึ่งใช่ไหมครับ ผมอยากลองเป็นพระเอกเต็มตัวดูสักครั้งครับ เล่นบทอะไรก็ได้ แค่อยากเป็นพระเอกดูครับ”

Glenmorangie A Tale of Cake นำความหอมหวานของขนมเค้ก มาไว้ในวิสกี้!

“เกลนมอเรนจี” นำความหอมหวานของขนมเค้ก มาไว้ในวิสกี้
เค้กเทลส์ โดย “โดมินิก อันเซล” เพสตรี้เชฟ นำรสชาติอร่อยสุดห้ามใจ ใส่ไว้ในรูปแบบขนมเค้ก

เกลนมอเรนจี เฉลิมฉลองความหรรษาของการรับประทานขนมเค้ก ด้วยซิงเกิล มอลต์ สก๊อตช์ วิสกี้ ที่หวานหอมน่าดื่ม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความทรงจำสุดโปรดในการอบขนมเค้กใน วันเกิด และอื่นๆ อีกมาก “เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก” (Glenmorangie A Tale of Cake) เฉลิมฉลองกับทุกความสุขเกี่ยวกับเค้ก เอร็ดอร่อยไปกับรสชาติของวิสกี้ ลิมิเต็ด เอดิชั่น กับรสชาติของน้ำผึ้ง ช็อกโกแลตขาว และผลไม้ จน “โดมินิก อันเซล” (Dominique Ansel) เพสตรี้เชฟ ฝันถึงการนำเค้กมาจับคู่กับค็อกเทล เป็น “เค้กเทล” (CakeTail) ที่แสนพิเศษ


เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก เริ่มขึ้น เมื่อ ดร.บิล ลัมสเดน ผู้อำนวยการฝ่ายรังสรรค์วิสกี้ของเกลนมอเรนจี รำลึกถึงว่าคืนวันอันสนุกสนานที่สุดของเขามักมีเค้กเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ตั้งแต่การช่วยคุณยายอบขนมเค้ก จนถึงเค้กสับปะรดที่ลูกสาวของเขาทำให้ในวันเกิด ซึ่งทำให้เขาฝันที่จะนำมนต์เสน่ห์ของเค้กมาใส่ไว้ในซิงเกิล มอลต์ วิสกี้ จึงได้ทดลองบ่มเกลนมอเรนจี ไว้ในถังไวน์โตกาจิ ไวน์รสหวาน ในขั้นตอนสุดท้าย เขาได้รังสรรค์ เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก อย่างเต็มไปด้วยทักษะ เรียงชั้นความหวานแบบน้ำผึ้ง เข้ากับบุคลิกอันเรียบรื่นที่หอมผลไม้ของเกลนมอเรนจี
แน่นอนว่า ซิงเกิล มอลต์ ชนิดนี้ มีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษเมื่อดื่มเคียงคู่กับขนมเค้ก นั่นคือเหตุผลที่เกลนมอเรนจี ได้ร่วมงานกับ โดมินิก อันเซล เช่นเดียวกับดร.บิล เพสตรี้เชฟ ผู้มีฉายาว่า “วิลลี วองก้า แห่งนิวยอร์ก” ซึ่งมีความหลงใหลในการค้นหารสชาติใหม่ๆ (ดูตัวอย่างขนมโครนัท ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างโดนัทกับครัวซองต์จากฝีมือของเขา ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก) เขาจินตนาการว่าจะนำเค้กและวิสกี้มารวมตัวกันได้อย่างไร จึงทำเค้กสับปะรดที่ใส่ลูกเล่นพิเศษเฉพาะตัวเข้าไป โดยได้แรงบันดาลใจจากเกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก จับคู่กับค็อกเทลดั้งเดิมรสสับปะรด โดยเจเรมี เลอ บลานช์ มิกโซโลจิสต์ ผู้เชี่ยวชาญ จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “เค้กเทล” แสนอร่อยน่าลิ้มลอง มากไปกว่านั้น โดมินิกและเจเรมี ยังได้จัดจับคู่ เค้กเทลเพื่อเชิดชูวิสกี้อันเป็นที่รักของเกลนมอเรนจี 3 ชนิด คือ ดิ ออริจินัล, เดอะ ลาซานตา และเดอะ ควินตา รูบัน
การจับคู่เค้กเทลของเกลนมอเรนจี มีบริการให้กับผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนจากร้านขนมของเขาในนิวยอร์ก แต่เพื่อจะให้ทุกๆ คนได้ลิ้มรสความอร่อย โดมินิกและเจเรมี จะแบ่งปันสูตรที่ทำได้ง่ายที่บ้าน ผ่านทางภาพยนตร์สั้นเป็นซีรีส์ ซึ่งจะออกอากาศทางช่องทางโซเชียลของเกลนมอเรนจี

ดร.บิล กล่าวว่า “เช่นเดียวกับพวกเราหลายๆ คน ความทรงจำที่ผมโปรดปรานมากที่สุดมาจากเค้ก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคุณยายทำอาหารในครัว หรือเค้กสับปะรดที่ลูกสาวทำเซอร์ไพรส์ให้ผมในวันเกิด การบ่มวิสกี้ในถังไวน์โตกาจิในขั้นตอนสุดท้าย ผมได้นำเอาความสุขของช่วงเวลาความเอร็ดอร่อยของขนมเค้กมาใส่ไว้ในเกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก วิสกี้ซึ่งมีสีทองแดงเข้ม หวาน และซับซ้อนด้วยการเรียงตัวเป็นชั้นของน้ำผึ้ง ช็อกโลแลตขาว และผลไม้ พร้อมด้วยกลิ่นมินต์เล็กน้อย และอย่างที่คุณคาดเอาไว้ มันมีรสชาติที่น่าทึ่งเมื่อได้ดื่มคู่กับขนมเค้ก ดังนั้นมันเป็นอะไรที่วิเศษมากเมื่อโดมินิก สามารถรังสรรค์มันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างได้ในเค้กเทลส์ของเขา”


โดมินิก กล่าวว่า “เมื่อผมชิมเกลนมอเรนจีครั้งแรก มันเปิดประสาทสัมผัสของผมสู่โลกอันน่าทึ่งของสีสัน ผิวสัมผัส รสชาติ และกลิ่น แต่ละอย่างคือการผจญภัย ผมไม่เคยคิดว่าจะชื่นชอบวิสกี้ได้มากขนาดนี้ แต่รสชาติของเกลนมอเรนจี มีความเป็นมิตร การอบขนมและการทำวิสกี้เป็นโลกที่แตกต่างกัน แต่ก็มีอะไรที่คล้ายกัน ถ้าคุณผสมความหลงใหลในซิงเกิล มอลต์ของดร.บิล เข้ากับความรักในขนมเค้กของผม คุณจะได้สิ่งที่ดีที่สุดของเราทั้งสองคน”
เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก มีจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 (หรือตามเวลาของแต่ละท้องถิ่น) ติดตามงานสร้างสรรค์ของโดมินิก อันเซล ได้ทางอินสตาแกรมของเกลนมอเรนจี

https://www.glenmorangie.com/
ติดตาม เกลนมอเรนจี ทาง
Facebook: https://www.facebook.com/Glenmorangie
Twitter: https://twitter.com/TheGlenmorangie
Instagram: https://www.instagram.com/glenmorangiecom

“โซดาสิงห์” ดึง Mister Cartoon ศิลปินช่างสักระดับโลก ออกแบบฉลากลิมิเต็ด เอดิชั่น

“โซดาสิงห์” ดึง “มิสเตอร์ การ์ตูน” ศิลปินช่างสักระดับโลก ออกแบบฉลากลิมิเต็ด เอดิชั่น 
สุดเท่ห์ ส่งแคมเปญ “My Faith Will Never Fade ซ่าตัวจริงไม่มีวันจาง” เสริมหมัดเด็ดปลายปี 

เปิดเกมโค้งสุดท้ายปี 63 “โซดาสิงห์” ดึง “Mister Cartoon” (มิสเตอร์ การ์ตูน) ศิลปินช่างสักระดับโลก เจ้าของลายสักที่มีเอกลักษณ์บนตัวศิลปินระดับโลกมากมาย มาร่วม Collaboration สร้างสรรค์ผลงานลงบนฉลากลิมิเต็ด เอดิชั่น ในแคมเปญ “My Faith Will Never Fade ซ่าตัวจริงไม่มีวันจาง” ตอกย้ำการเป็นแบรนด์โซดาซ่าตัวจริง ครองอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค

นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล  Chief Marketing Officer – Brand บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวถึง การเป็นแบรนด์ที่หนึ่งในใจของผู้บริโภค   ตลอดทั้งครองตำแหน่งผู้นำตลาดอย่างยาวนาน  ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 90%

“หลายปีที่ผ่านมาโซดาสิงห์ ได้ทำแคมเปญการตลาดเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง และร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจส่งต่อให้ผู้คนที่มีความตั้งใจในการทำสิ่งต่างๆจนบรรลุเป้าหมาย หรือความสำเร็จในชีวิต ไปให้สุดในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งตรงกับพฤติกรรมเชิงลึก(Insight) ของคนรุ่นใหม่ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โซดาสิงห์ดึง “โต้ง ทูพี” แร็ปเปอร์ชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ เพื่อสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น” 

ล่าสุด โซดาสิงห์ เดินหน้าตอกย้ำการเป็นแบรนด์ซ่าตัวจริง ควบคู่กับการสร้างสีสันและความแตกต่างให้กับตลาดเครื่องดื่มโซดา จัดแคมเปญ “My Faith Will Never Fade ซ่าตัวจริงไม่มีวันจาง”  ดึง Mister Cartoon (มิสเตอร์ การ์ตูน) ช่างสักจากสหรัฐอเมริกา ที่การันตีฝีมือระดับโลก จากผลงานการสักบนเรือนร่างศิลปิน คนดังมากมาย เช่น Eminem, Dr.Dre, Snoop Dogg และ 50 Cent รวมถึงศิลปินไทย อาทิ โต้ง Twopee, ป๊อก Mindset และ UrboyTJ ด้วยผลงานการสักที่มีสไตล์โดดเด่นและรูปแบบงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงถึงวัฒนธรรม Chicano Style 

นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่โซดาสิงห์ ร่วม Collaboration กับ มิสเตอร์ การ์ตูน สร้างสรรค์ผลงานศิลปะสุดเท่ลงบนฉลากเครื่องดื่มโซดาสิงห์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทั้ง 4 ดีไซน์ สื่อถึง Passion ที่เป็นแก่นความคิดและความเชื่อทั้งเพลง HIPHOP, รถ LOW RIDER, ศิลปะและความสงบสุข ในแคมเปญ “My Faith Will Never Fade ซ่าตัวจริงไม่มีวันจาง” โดยโซดาสิงห์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น จะเริ่มวางขายตั้งแต่วันนี้ จนถึง กลางเดือนมกราคม 2564 ผ่านทุกช่องทางทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ซื้อบริโภคและสะสม

Top 5 ไอเดียของขวัญรับปีใหม่และตกแต่งบ้านอย่างมีสไตล์ สำหรับหนุ่มๆ!

แม้อากาศช่วงนี้จะเริ่มมีลมเย็นๆมาทักทายเป็นระยะแต่ความอบอุ่นของเทศกาลแห่งการให้และช่วงคริสต์มาสก็ยังคงอบอวลอยู่เช่นเคย วันนี้ L’Officiel Hommes Choice ขอแนะนำของขวัญที่จะช่วยทำให้บ้านของหนุ่มๆมีสไตล์ลงตัวและมีมิติมากขึ้น อยากจะให้รางวัลแก่ตัวเองหรือแกล้งๆแชร์ไปให้สาวคนสนิทเห็นก็ทันวันแกะกล่อง Boxing Day กันด้วยรอยยิ้มแน่นอนไปชมกันได้เลยครับ! 

NOSTARA LIME & JUNIPER REED DIFFUSER

กลิ่นถือเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจไม่ใช่แค่น้ำหอมบนตัวแต่กลิ่นของบ้านก็ช่วยเสริม charactrer ของเจ้าของได้ดีไม่แพ้กัน NOSTARA LIME & JUNIPER REED DIFFUSER ที่มีกลิ่นของผล Juniper Berry และมะนาวและ citrus อ่อนๆชวนให้นึกถึง cocktail สดชื่นๆซักแก้วที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยเหล้าจินชั้นดี! 

ราคาประมาณ 1,600 บาท ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

BANG & OLUFSEN BEOPLAY M5

เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีแบบรอบด้านกับลำโพง 360 องศาดีไซน์สวยฝีมือ Cecilie Manz ที่ผสมผสานอลูมิเนียมเข้ากับผ้าถักได้อย่างลงตัวเข้ากับการแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์นอกจากนี้ยังสร้างพลังเสียงสูงสุดถึง 96 dB (79 dB สำหรับเสียงเบส) 

ราคาประมาณ 21,000 บาท ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ZARA WOODEN BEDSIDE TABLE 

ตู้ข้างเตียงไม้ต้นมะม่วงที่ปลูกแบบยั่งยืนในอินเดีย ด้วยขนาดที่พอเหมาะ (35*40*50 cm) และการเรียงไม้แบบสลับเพิ่มมิติให้บานตู้พร้อมขายกสูง จะวางไว้ที่ข้างเตียงหรือมุมไหนของห้องก็สวยลงตัวครับ 

ราคาประมาณ 6,400 บาท ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

POLAROID NOW INSTANT CAMERA 

เก็บความทรงจำดีๆด้วยกันได้ตั้งแต่แรกเห็นกับกล้องสุดคลาสสิกที่ถูกพัฒนาเรื่อง Auto Focus และระบบตั้งเวลารวมถึงแฟลชที่ดีขึ้นใช้ฟิล์ม Polaroid i-Type and 600 instant film ขนาดกำลังดีไม่เล็กเกินไปและยังสามารถชาร์จผ่านสาย USB ได้ง่ายๆ 

ราคาประมาณ 6,100 บาท ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

NESPRESSO LATTISSIMA TOUCH COFFEE MACHINE

เครื่องทำกาแฟดีไซน์สวยที่ทำได้ทั้งกาแฟและฟองนสร้างเมนูได้หลากหลายตั้งแต่ Espresso, Long coffee, Milky latte, Cappuccino, Latte macchiato and นมร้อน ภายในเวลาประมาณ 25 วินาทีประหยัดเวลาตอนเช้าได้ดีเลยล่ะครับ

ราคาประมาณ 8,500 บาท ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

*ราคาอ้างอิงตามหน้าเวปไซต์ของแต่ละแบรนด์ ราคาในไทยอาจสูงกว่าเนื่องจากภาษีนำเข้า*

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

สัมภาษณ์พิเศษผู้กำกับและนักแสดงนำจาก Sweet Home ออริจินัลซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก Netflix

Sweet Home ออริจินัลซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก Netflix ว่าด้วยเรื่องแรงปรารถนาภายในใจของผู้คนที่เปลี่ยนให้คนกลายเป็นสัตว์ประหลาด โดยสร้างจากมังงะยอดนิยมใน Webtoon ของฮวังยังซาน ซึ่งเขาเองก็ได้มาร่วมได้อีอึงบก ผู้กำกับฝีมือดีที่เคยได้ฝากฝีมือไว้ในซีรีส์ชื่อดังหลากหลายเรื่องทั้ง Guardian: The Lonely and Great God และ Mr. Sunshine ร่วมด้วยนักแสดงอย่างซงคัง อีจินอุค อีชียอง อีโดฮยอน พัคกยูยอง โกยุนจอง คิมนัมฮี และโกมินซีมาร่วมงาน

เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังรุนแรงอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ งานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์จึงเป็นการจัดออนไลน์ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลน์มีบทสัมภาษณ์ของทั้งนักแสดงและผู้กำกับมาฝากแฟนๆ ทุกคน

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ

เกาหลีเป็นประเทศที่สะท้อนความคิดผู้คนผ่านผลงานบันเทิงมากมาย สำหรับ Sweethome คุณได้ซ่อนแมสเสจหรือความคิดบางเรื่องอะไรเอาไว้ไหม ที่คนดูอาจจะยังไม่ทันสังเกต

แมสเสจที่ใส่ไว้เนี่ย คิดว่าถ้าผู้ชมสังเกตไม่ทันน่าจะไม่ได้ เลยตั้งใจใส่แมสเสจที่คิดว่าผู้ชมจะเห็นได้ชัดเจนไว้ค่อนข้างเยอะ และตั้งใจใส่จุดต่างๆ ที่จะทำให้คาดเดาเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัวไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 เลย ถ้าลองสังเกตไปด้วยระหว่างชมน่าจะสนุกขึ้น

K-Monster จะมีความแตกต่างอย่างไรกับ Hollywood-Monster บ้าง

สำหรับ K-Monster ตอนนี้ยังอยู่ในก้าวแรกอยู่ แต่ในอนาคตจะต้องพัฒนาไปไกลแน่นอน อยากให้รอติดตามชมกันด้วย ส่วนมอนสเตอร์หรือสัตว์ประหลาดที่อิงมาจากเว็บตูน Sweet Home จะมีลักษณะที่คล้ายมนุษย์ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านรูปร่างและลักษณะนิสัย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ต่างกับ Hollywood Monster 

คุณทำงานร่วมกับนักเขียนและนักวาดภาพประกอบจาก Webtoon อย่างไร มีคำแนะนำอะไรจากพวกเขาที่ช่วยให้คุณถ่ายทอดบุคลิกลักษณะและอารมณ์ของตัวละครออกมาในซีรีส์บ้าง

ได้รับกำลังใจจากนักเขียนเว็บตูนมากกว่า เพราะในส่วนของการร่วมงาน ตอนนั้นเอาท์ไลน์ของเรื่องยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็จะมีช่วงที่คอยแลกเปลี่ยน synopsis ของเรื่องด้วยกันอยู่เรื่อยๆ ในส่วนของการแสดงออกอารมณ์ของสัตว์ประหลาด ก็เป็นจุดที่ยากสำหรับผมเหมือนกัน แต่ได้รับการช่วยเหลือจากนักออกแบบท่าเต้น คุณคิมซอลจิน ช่วยกันศึกษาค้นคว้าและออกแบบวิธีการเคลื่อนไหวของมอนสเตอร์ด้วยกัน และนำไปใส่ซีจีต่อ

คุณได้กำกับซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จมาหลายเรื่อง คุณรู้สึกกดดันตัวเองในทุกครั้งที่ต้องเริ่มต้น

ถ้าบอกว่าไม่กดดันก็คงจะโกหก แต่พยายามจะกดดันตัวเองให้น้อยที่สุด ครั้งนี้เลือกชิ้นงานที่ท้าทายและเสี่ยง เลยคิดว่าถ้าออกมาไม่ดี ก็คงโดนต่อว่าไม่มากเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่า ถ้าจะเจ๊งก็มาเจ๊งแบบที่เราสนุกด้วยดีกว่า

ในทีมนักแสดงของเรื่องมีใครที่ทำให้คุณรู้สึกเซอร์ไพรส์เป็นพิเศษระหว่างการร่วมงานกัน

แต่ละอีพีก็จะต่างกันไป คุณคิมนัมฮีก็ประทับใจมาก คุณซงคังก็สื่อสารอารมณ์ได้ดีมาก คุณอีจินอุคในบทพยอนซังอุกก็แสดงอารมณ์สองด้านออกมาได้อย่างดี ทั้งมุมที่บ้าคลั่งและมุมที่บริสุทธิ์ สำหรับคุณอีชียองที่รับบทซออีกยอง ทุกท่านน่าจะได้เห็นแล้วว่า แสดงบทบาทนักสู้หญิงที่ยอดเยี่ยมมาก นอกจากนี้ก็ยังมีนักแสดงอีกหลายท่านที่ทำให้รู้สึกเซอร์ไพร์สอยู่ตลอด

เห็นว่าเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเยอะมาก จุดไหนที่ทีมผู้สร้างทุ่มเท และอยากภูมิใจนำเสนอมากที่สุด 

จุดที่ภูมิใจนำเสนอที่สุด คือ การรวมตัวกันของนักแสดงในเรื่องที่ลงตัวมาก ด้วยความที่เป็นซีรีส์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและภัยพิบัติ เลยจะมีฉากที่ต้องรวมตัวกันเยอะ ถ้ากลุ่มนักแสดงไม่ลงตัว ซีรีส์ก็คงจะเละเทะมาก ในส่วนของจุดที่ทุ่มเท น่าจะเป็นจุดที่ผู้ชมจะเห็นจากผลลัพธ์ในซีรีส์ นั่นก็คือ ก้าวแรกในการผลิตสัตว์ประหลาดออกมาในรูปแบบต่างๆ ที่ท้าทาย 

ทีมนักแสดงในเรื่องเยอะมาก มีทั้งนักแสดงที่อยู่ในวงการมานานและนักแสดงรุ่นใหม่ อยากให้คุณช่วยเล่าจุดเด่นของนักแสดงแต่ละคนให้ฟังหน่อย และคุณมีวิธีปรับให้นักแสดงทั้ง 2 รุ่นแสดงร่วมกันได้อย่างกลมกลืนอย่างไร

นอกจากจะมีนักแสดงรุ่นใหม่เยอะแล้ว ยังมีนักแสดงหลายท่านที่แสดงซีรีส์เป็นครั้งแรก นักแสดงเหล่านั้นมาทานข้าวที่กองด้วยกัน (ที่เกาหลีจะเรียกเป็น รถข้าว) รวมตัวกันโดยที่ไม่เกี่ยงว่าใครเป็นนักแสดงที่อยู่วงการมานานแค่ไหนแล้ว ทุกคนเข้ากันได้ดีมากโดยไม่ต้องพึ่งไดเรกติ้งพิเศษใดๆ จากผม คิดว่าน่าจะเป็นพลังของข้าวกอง เวลาทานข้าวทุกคนดูปรองดองกันมาก และมันก็ลากยาวไปจนถึงเวลาเข้าฉาก ผมเลยไม่ต้องทำอะไรมาก สนุกสนานมาก

จุดเด่นของนักแสดงแต่ละคน: 

ซงคัง: แสดงอารมณ์และสายตาโดยที่ไม่มีบทพูดได้ดี  รู้จักอารมณ์เศร้าและแสดงมันออกมาได้ดีมาก

อึนฮยอกและอึนยู: ไม่ค่อยแสดงออกเช่นกัน แต่สามารถโชว์อารมณ์สองด้านที่แตกต่างออกมาได้ดี อย่างเช่น ตอนที่อยู่ใน trailer ที่อึนฮยอกพูดว่า “สงสัยโลกจะแตกแล้ว”

อีจินอุค: สลับเปลี่ยนการสื่อสายตาได้หลายรูปแบบ จุดเด่นคือสามารถแสดงสายตาที่สื่อทั้งอารมณ์ของคนที่โหดเหี้ยมและอารมณ์ของเด็กน้อยออกมาได้ในเวลาเดียวกัน

อีชียอง: เคยบอกไปว่าถ้าออกกำลังกายมาน่าจะดี แต่ก็ไม่ได้บังคับอะไร แต่พอเจออีกทีก็มาพร้อมกับกล้ามหน้าท้องเลย ออกมาเท่มาก ๆ

Netflix เป็นแพลทฟอร์มที่เปิดกว้างในการถ่ายทอดเรื่องราว และยังไปถึงคนดูทั่วโลก Sweet Home เป็นออริจินัลซีรีส์ของ Netflix อยากรู้ว่าคุณต้องปรับช่วงพรีโปรดักชั่นยังไงบ้าง และกระบวนการทำงานแตกต่างจากซีรีส์สำหรับช่องโทรทัศน์ในเกาหลีอย่างไรบ้าง 

ในส่วนของพรีโปรดักชั่น จุดที่สำคัญคือจำนวนตอนและคุณภาพของละคร สตรีมมิ่งจะมีจำนวนตอนได้มากกว่าละครโทรทัศน์ ผู้กำกับสามารถตัดต่อและส่งงานไปให้มากเท่าที่คิดว่าเหมาะสมกับละครได้ ซึ่งเป็นส่วนที่สนุกมากในขั้นตอนโปรดักชั่น นอกจากนี้ เนื่องจากผมอยากให้ทุกท่านได้ชม Sweet Home กันไว ๆ จึงเตรียมช่วงพรีโปรดักชั่นและช่วงโปรดักชั่นพร้อมกันเลย ในระหว่างที่เขียนบทก็ออกแบบสัตว์ประหลาดไปด้วย ระหว่างออกแบบสัตว์ประหลาดก็หา cg solution สำหรับโพสโปรดักชั่นไปด้วย เริ่มวางแผนตั้งแต่ประมาณช่วงกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และตอนนี้ก็ได้นำมาให้ทุกท่านได้ชมกัน

สเปเชียลเอฟเฟกต์ของ Sweet Home ที่แตกต่างจากซีรีส์ทุกเรื่องของเกาหลีคืออะไร

จุดที่ต่างจากซีรีส์เรื่องอื่นก็คือ ไม่มีคัทไหนที่ไม่ใส่ซีจีลงไปเลย ซึ่งเป็นจุดที่เหนื่อยมาก และก็เป็นเรื่องแรกที่มีสัตวต์ประหลาดออกมาหลายรูปแบบ พยายามใส่ซีจีเข้าไปเยอะเพื่อให้ทุกอย่างออกมาครอบคลุม คิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ยังไม่เคยเห็นในหนังหรือซีรีส์เรื่องอื่นๆ ที่ออกมาตอนนี้ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนภาพสังคมในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและเครียดได้อย่างไร และอะไรในเรื่องที่คุณคิดว่าสามารถถ่ายทอดภาพของสังคมเกาหลีในปัจจุบันได้ดี

ไม่น่าจะสะท้อนแค่สังคมเกาหลีอย่างเดียว แต่พยายามแสดงภาพการเพิกเฉยต่อคนที่ถูกทอดทิ้ง ความอมนุษย์ โดยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด” ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงถึงประเด็นที่ว่า “มนุษย์จะสามารถช่วยเหลือมนุษย์กันเองได้หรือไม่” ออกมาได้อย่างดี ครั้งแรกที่ได้อ่านเว็บตูนนี้เป็นช่วงก่อนจะเกิดโควิด แต่ตอนนั้นผมก็มองท้องฟ้าของกรุงโซลที่มีปัญหาเรื่องฝุ่น pm และรู้สึกถึงอารมณ์ดิสโทเปีย (dystopia) ณ ตอนนั้นรู้สึกว่า อยากเห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจริง ๆ แต่ในตอนนี้ที่เกิดโควิดขึ้น เป็นโรคระบาดไปทั่วโลก ทำให้เกิดคำถามนั้นขึ้นอีกครั้งว่า ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์จะสามารถช่วยมนุษย์กันเองไว้ได้รึเปล่า

มีเรื่องอะไรน่าจดจำในระหว่างการถ่ายทำที่สามารถแชร์ร่วมกับเราได้บ้างไหม

น่าจะเป็นฉากที่ถ่ายทำเป็นฉากสุดท้าย รู้สึกว่า เอ้อ ถ่ายจบสักที เป็นฉากที่หิมะตก จะอยู่ตอนแรกสุดของอีพีแรกเลย แต่ว่าเป็นฉากที่ถ่ายทำท้ายสุด ก็เลยประทับใจที่สุด แล้วก็มีฉากที่เศร้าๆ อีกหลายฉากที่ประทับใจ

Sweet Home ดัดแปลงมาจาก Webtoon คุณให้สัมภาษณ์ว่าทำงานพร้อมๆ กับตอนที่เวบตูนออก ทำงานกับนักเขียนคิมคันบี และฮวังยังชาน เพิ่มเติมอย่างไรบ้าง ในการสร้างความแปลกใหม่ให้ซีรีส์เรื่องนี้

ต้องพูดว่านักเขียนทั้งสองท่านให้ความใส่ใจเป็นพิเศษมากกว่าทำงานร่วมกัน ส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปมีอยู่ในหลายตอนเลย แต่จุดเด่นที่สุดที่เพิ่มไป คือตัวละครซออีกยอง ส่วนอื่น ๆ ถ้าบอกตอนนี้น่าจะเป็นการสปอย พาร์ทหลังๆ สนุกมากกว่านี้อีก

บทสัมภาษณ์นักแสดง

ในฐานะที่เป็นแฟนเว็บตูนเรื่อง Sweet Home มาก่อน พอได้มาเล่นซีรีส์จากเว็บตูนที่ตัวเองชอบรู้สึกยังไงบ้าง และการได้มาแสดงเป็นตัวละครเองความรู้สึกแตกต่างจากการเป็นผู้อ่านอย่างไร 

ซงคัง: ตอนอ่านเว็บตูน รู้สึกเข้าใจตัวละคร มีความรู้สึกร่วมไปด้วย แต่พอมาแสดงก็คิดเยอะมากว่าจะทำยังไงให้คล้ายคลึงและกลมกลืนกับตัวละครได้มากที่สุด จะแสดงความในใจของชาฮยอนซูออกมายังไงได้บ้าง

คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ หรือบทบาทที่คุณได้รับนั้นสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร 

ซงคัง: คิดว่าซีรีส์สะท้อนภาพสังคมที่กลายเป็นสังคมปัจเจกนิยม คนสนใจแต่ตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดความโลภและกิเลสต่างๆ คิดว่าเป็นละครที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาคิดทบทวนเรื่องของความโลภเหล่านั้น

อีชียอง: ภัยพิบัติจะมาถึงตัวใครก็ได้ ถึงแม้ฉันจะแสดงบทผู้หญิง แต่ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น คนแก่หรือแม้แต่เด็ก เมื่อเจอสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อปกป้องคนที่เรารักหรือสิ่งที่สำคัญกับเราแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งได้ และเหมือนกับที่คุณซงคังได้กล่าวไป ปัญหาของปัจเจกนิยมมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเมื่อเกิดวิกฤต เราจะรวมพลังและพิชิตมันได้

ด้วยความที่คุณอีจินอุคเป็นนักแสดงมากประสบการณ์ ผ่านผลงานมาเยอะมาก บทบาทที่คุณแสดงในเรื่องนี้มีด้านไหนที่แฟนๆ จะได้สัมผัสความแตกต่างจากผลงานที่ผ่านๆ มาของคุณ

อีจินอุค: ใช่แล้วครับ บทบาทก่อนหน้านี้ที่ผมเคยแสดง ส่วนมากจะเป็นบทที่ทุกคนคุ้นเคยกันและสามารถจินตนาการออก แต่คราวนี้เป็นบทบาทที่คิดว่าแฟนๆ น่าจะจินตนาการกันไม่ออก อยากจะให้แฟนๆ มองว่าเป็นตัวละครตัวนึง ถ้าหากเป็นเช่นนั้นได้ จะรู้สึกเป็นเกียรติมากในฐานะนักแสดง อยากให้ทุกคนมองว่านี่ไม่ใช่อีจินอุคในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นนักแสดงอีจินอุค เป็นพยอนซังอุก

จากเรื่องปีศาจที่เราเห็นมาจากตัวมนุษย์เอง สำหรับคุณ อะไรคือความปรารถนาของมนุษย์ที่คุณคิดว่าน่ากลัวที่สุดในปัจจุบันนี้

ซงคัง: ความเห็นแก่ตัว สนใจแต่ตัวเอง (ปัจเจกนิยม) 

อีโดฮยอน: เห็นด้วย

อีจินอุค: คิดว่าน่าจะเป็นพื้นฐานของสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้อยากจะสื่อถึง

นอกเหนือจากตัวละครของตัวเองแล้ว มีตัวละครไหนที่ทำให้คุณรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษบ้าง

อีโดฮยอน: ผมประทับใจตัวละครฮยอนซูมากที่สุด ตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านเว็บตูน และตอนที่ถ่ายทำก็เช่นกัน เราจะเห็นทั้งภาพในจินตนาการและภาพความเป็นจริงของฮยอนซู ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นภาพของมนุษย์เราที่ใช้ชีวิตอยู่จริงๆ เลยประทับใจที่สุด

อีจินอุค: ประทับใจทุกตัวละครเลย แต่คิดว่าน่าจะประทับใจตัวละครชาฮยอนซู ที่คุณซงคังเล่นมากที่สุด คุณซงคังแสดงบทบาทของนักเรียนที่จะช่วยปกป้องรักษาอนาคตของพวกเราไว้ได้ดีมาก เป็นตัวละครที่จะนำพาไปสู่อนาคตที่ดี อยากให้ผู้ชมได้ปฏิบัติตามตัวละครของฮยอนซูที่มีจิตใจที่ดีงาม

อีชียอง: คิดว่าพยอนซังอุคเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก เป็นตัวละครที่ดูมีความเหงา และมีความน่ากลัว แต่ก็เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด มีเสน่ห์มาก

ซงคัง: ผมก็คิดว่าตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์มาก แต่ส่วนตัวชอบตัวละครอีกยอง เพราะชอบออกกำลังกาย คิดว่าเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์และเท่มาก

เรื่องนี้คุณใช้เวลาแต่งหน้ากับแต่งสเปลเชียลเอฟเฟกต์นานแค่ไหนก่อนจะได้เข้าฉาก

อีจินอุค: ผมต้องแต่งแผลรอยไหม้ แล้วแต่ว่าฉากนั้นจะเห็นเยอะแค่ไหนด้วย ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยชิน เลยใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้นเริ่มชินขึ้นเลยใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง การแต่งหน้าก็ยาก แต่ที่ลำบากจริงๆ คือการล้างหน้าหลังจากถ่ายเสร็จ ล้างยากมาก แล้วก็เจ็บด้วย ผมเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ออกจากห้องแต่งหน้าคนสุดท้ายเลย

คุณคาดหวังอะไรจากทั้งแฟนๆ และจากตัวเองหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกฉาย

อีจินอุค: ถึงแม้จะต่างจากสถานการณ์ในละครของพวกเรา แต่ตอนนี้ทุกคนก็กำลังประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนกัน คิดว่าถ้าได้ดูละครของพวกเราแล้ว น่าจะได้รู้ว่า ยิ่งสถานการณ์เป็นเช่นนั้น เราไม่ควรจะนึกถึงแต่ความปลอดภัยและความสุขของตัวเองอย่างเดียว แต่ควรจะนึกถึงคนอื่นๆ ด้วย

อีชียอง: เป็นออริจินัลซีรี่ส์ที่ลองทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง หวังว่าคนดูจะชอบและดูกันอย่างสนุกสนาน จะได้มีซีรีส์แนวนี้ออกมาอีกเยอะๆ 

อีโดฮยอน: ผมคิดว่าสัตว์ประหลาดที่อยู่ในซีรีส์ ก็คือโคโรน่าในชีวิตจริงของพวกเรา อย่างที่พี่อีจินอุคบอกไป ถ้าซีรีส์เรื่องนี้ เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ชมนึกถึงคนอื่นๆ มากกว่าตัวเองได้ ก็น่าจะเป็นอิทธิพลที่ดีจากซีรีส์

ซงคัง: ผมก็เหมือนกันครับ อยากให้จิตใจที่ดีของทุกคนเป็นกำลัง ทำให้ผ่านช่วงที่ยากลำบากนี้ไปได้

เรื่อง Sweet Home ถือว่าเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของคุณที่ลงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มีอะไรแตกต่างจากการเล่นละครโทรทัศน์ และการร่วมงานครั้งแรกกับ Netflix เป็นยังไงบ้าง

อีโดฮยอน: รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับ Netflix ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคนน่าจะอยากแสดงละครของทาง Netflix เลยรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณมาก ในส่วนตอนถ่ายทำ สิ่งที่ชอบที่สุดคือ มีขนมของว่างเตรียมไว้ให้ตลอดเลย เวลาที่สตาฟหรือนักแสดงเหนื่อย ๆ ก็มาทานกัน (ในจังหวะนี้ ซงคัง แซวขึ้นมาว่า เห็นอีโดฮยอนกินตลอดเลย)

อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเนื้อเรื่องของ Sweet Home ที่คุณสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง 

อีจินอุค: เหมือนกับที่ตอบก่อนหน้านี้ คือ คิดว่าได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราทำเพื่อตัวเอง มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ และเราไม่สามารถตัดสินได้ว่า สัตว์ประหลาดต้องเป็นสิ่งที่แย่ มนุษย์เป็นสิ่งที่ดี  ภายนอกอาจจะเป็นสัตว์ประหลาด แต่การกระทำและการตัดสินใจอาจจะมีความเป็นมนุษย์มากกว่าก็ได้  หรือภายนอกอาจจะเป็นมนุษย์ แต่การกระทำและการตัดสินใจอาจจะแย่กว่าสัตว์ประหลาดอีก และคิดว่าปัญหาของการตัดสินใจด้วย

(ช่วงตอบคำถามนี้ อีจินอุคบอกว่า คำถามยากจัง ทำไมผมได้แต่คำถามยากๆ อีชียองเลยแซวว่า คุณเหมาะกับคำถามแบบนี้แล้ว)

Sweet Home สตรีมมิ่งที่ Netflix ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคมเป็นต้นไป

จบทุกปัญหาและดูแลสุขภาพผิวในทุกมิติกับผลิตภัณฑ์ของ Drunk Elephant ที่แตกต่างแต่ลงตัวสำหรับผู้ใช้!

ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ Drunk Elephant

เรามุ่งมั่นที่จะใช้แต่ส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผิวเท่านั้นหรือส่งเสริมความสมบูรณ์ในสูตรของเรา เราไม่คำนึงว่าส่วนผสมนั้นจะมาจากการสังเคราะห์หรือธรรมชาติ แต่เราจะเลือกส่วนผสมที่เข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงให้ความสำคัญกับระดับค่า pH ที่เป็นประโยชน์ต่อผิว สูตรผิวที่คุ้นเคย โครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กที่ซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย และส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งช่วยสนับสนุนและบำรุงรักษาเกราะคุ้มกันผิว แต่ส่วนผสมที่เราตัดออกจากผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีความสำคัญพอ ๆ กับ ส่วนผสมที่เราคัดสรร ดังนั้นคุณจะไม่พบส่วนผสมที่เราเรียกว่า 6 ส่วนผสมที่ทำร้ายผิว (Suspicious 6) (น้ำมันหอมระเหย, แอลกอฮอล์, ชิลิโคน, สารกันแดดแบบเคมี, น้ำหอบ/สีย้อม,) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา เราเชื่อว่าส่วนผสมทั้ง 6 ที่พบอยู่ทั่วไปในผลิตภัณฑ์นี้เป็นบ่อเกิดของเกือบทุกบัญหาผิว และเมื่อเราตัดออกจากขั้นตอนการบำรุงผิวของคุณ

หมายความว่า เมื่อคุณหยุดและหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของ Drunk Elephant ผิวก็สามารถฟื้นฟูและกลับมามีสุขภาพดี และสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ อาหารผิวที่ตัดส่วนผสมเหล่านั้นออกนี้มีประโยชน์ต่อทุกสภาพผิว และสร้างแรงบันดาลใจต่อกันใน Instagram ที่มีแฮชแท็กว่า #มาโชว์หน้าสดกับเรา (#barewithus) ซึ่งรวบรวมรูปเซลฟี่อวดหน้าสดเพื่อบันทึกการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Drunk Elephant จากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จริง ที่พบว่าไม่เพียงแต่ผิวที่ดูมีสุขภาพดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาด้วย

@drunkelephant 
#drunkinlove🐘

InterContinental Residences Hua Hin ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ คริสต์มาส สัมผัสลมหนาวริมชายหาดและกิจกรรมส่งความสุข

“อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซสหัวหิน” ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ คริสต์มาส เปิดตัวกิจกรรม Grand Celebration with InterContinental Residences Hua Hin สัมผัสลมหนาวริมชายหาด ร่วมกิจกรรมส่งความสุข พร้อมรับของขวัญและส่วนลดมูลค่ารวมกว่า14 ล้านบาท ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ และ วันหยุดยาว 10 ธ.ค.63 – 10 ม.ค.64 นี้

ร่วมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่กับกิจกรรมปลายปี “Grand Celebration with InterContinental Residences Hua Hin” ณ โครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” คอนโดระดับลักชัวรี่ ติดชายหาดใจกลางเมืองหัวหิน ใช้เวลาพักผ่อน และร่วมสนุกกับกิจกรรมริมชายหาด สัมผัสประสบการณ์ตากอากาศ รับลมหนาวช่วงปลายปี ในวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดยาว พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัยในเมือง “หัวหิน” ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2563 ถึง 10 มกราคม 2564

คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2563 ได้จัดกิจกรรมชวนลูกค้าร่วมเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี กับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ผ่อนคลายไปกับชายหาดอันสวยงาม และบรรยากาศริมทะเลที่ให้คุณได้พักผ่อน และใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่คุณรักได้อย่างเต็มที่ ร่วม workshop และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเพลิดเพลินไปกับDJ และ การแสดงดนตรีสดแนวป๊อปแจ๊ส ริมชายหาดอันแสนไพเราะ ส่งความสุขและเป็นคำอวยพรให้กับทุกๆ คน ที่พลาดไม่ได้คือ Special Christmas Menu เมนูพิเศษสุดพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ที่รังสรรค์ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง


กิจกรรม “Grand Celebration with InterContinental Residences HuaHin” นอกจากให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าๆ ยังพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศของงานคริสต์มาสกับการประดับประดาตกแต่งที่สร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน พาทุกคนดื่มด่ำและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่จองห้องชุดโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” ในช่วงวันที่ 10 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 นอกจากได้รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาทแล้ว ยังสามารถเลือกรับของขวัญมูลค่ารวมกว่า 14 ล้านบาท ที่โครงการเตรียมไว้ให้ อาทิ Leica , B&O BeoSound , RIMOWA, Iphone , Ipad , Samsung Galaxy Fold , Gift Voucher Emporium, Gift Voucher ห้องพักโรงแรม Intercontinental Hua Hin Resort และ อื่นๆอีกมากมาย

ผู้สนใจสามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์แห่งการพักผ่อนที่เหนือระดับ หรือชมห้องตัวอย่างของโครงการ ณ ซอยหัวหิน 71 ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2563 ถึง 10 มกราคม 2564 ตลอดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ และช่วงวันหยุดยาว หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.intercontinentalresidenceshuahin.com โทร 02-026-8999 หรือ Line@ Proudrealestate

My Life, My Dream: เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากความรักเซ้นต์ – ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนาจึงเลือกถ่ายทอดความเป็นตัวตนเพื่อตอบแทนความรักที่ได้รับ และส่งต่อความรักของเขาไปให้ทุกคนที่รอคอยอยู่เสมอ

Photographer: Virunan Chiddaycha

Stylist: Napat Roongruang

Author: Pacharee Klinchoo

“ผมคิดว่าแต่ละงานที่ผมทำมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันเลยครับ” เซ้นต์ – ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา ตอบเราด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า “ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าผมถนัดงานอะไรมากที่สุด เพราะเวลาทำงานเพลง ผมก็เอ็นจอยไปกับงานเพลง เวลาทำงานแสดง ผมก็รู้สึกว่าอยากเล่าเรื่องตัวละครที่ผมรับบทอยู่ ผมแค่รู้สึกว่าทุกอย่างที่ผมทำคือความสุขหนึ่งก้อน มันคือก้อนที่เป็นการเล่าเรื่องราว ทั้งผ่านการร้องเพลง และผ่านการแสดงครับ

“อินเนอร์ที่ผมใช้ในการแสดงกับการร้องเพลงนี่ต่างมากเลยครับ” คำตอบกระตือรือร้นของเซ้นต์ทำเอาเราขมวดคิ้วบางๆ เพราะมันตรงข้ามกับคำตอบอื่นๆ ที่เราเคยได้รับมาอย่างสิ้นเชิง “ในแง่ของการแสดง มันคือการเอาตัวละครหนึ่งมาทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นเข้าใจเขาให้ได้ ซึ่งผมอาจจะเป็นคนเดียวบนโลกเลยก็ได้ที่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา แต่โจทย์ในการทำงานตรงนี้คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนทั้งโลกที่ดูเขา เข้าใจเขาให้ได้ แต่เวลาร้องเพลง มันเหมือนกับว่าผมได้มานั่งล้อมวงอยู่ในกลุ่มเพื่อน ได้มาสนุก นั่งร้องเพลงกับเพื่อน เป็นฟีลนั้นมากกว่าครับ”

เซ้นต์บอกกับเราโดยไม่ลังเลเลยว่า จริงๆ แล้วเขาอยากจะเป็นนักธุรกิจ แต่งานด้านบันเทิงนั้นก็ติดอยู่กับกิจกรรมประจำวันของเขาจนกระทั่งแทบจะแยกไม่ออก เขาจึงเลือกเดินเส้นทางนี้อย่างไม่ลังเล “มันเป็นความฝันแหละ ผมว่า” ดวงตาเขาเหม่อไปไกล “มันคือการตามหาตัวเองของเด็กคนหนึ่ง ผมเคยอยากเป็นหมอตามเพื่อน แต่ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่ใช่ อยากทำธุรกิจมากกว่า เลยไปลงเรียนด้านธุรกิจ ก็รู้สึกว่าชอบนะแต่งานวงการบันเทิงมันสอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมที่ผมทำอยู่แล้ว ทั้งเรื่องงานอาสาที่ทำกับเพื่อน หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ ผมก็เลยคิดว่าอยากจะลองไปในเส้นทางนี้ดู และก็ลองทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็คิดได้แล้วครับว่าอยากทำทั้งงานธุรกิจและงานในวงการบันเทิง”

ในวันที่เรานัดถ่ายแฟชั่นกับเขา เซ้นต์กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวงานแฟนมีต SOLO SAINT 2020 Race to Bangkok ซึ่งแม้ว่าจะจัดมาหลายครั้งแล้ว เขาก็ยังดูตื่นเต้นแบบปิดอาการไม่มิดอยู่เลย “ตื่นเต้นทุกครั้งครับ”เขายอมรับ “ผมอยากจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่างทุกครั้งที่มีโอกาส ทุกอย่างเกิดจากความรักครับ งานแฟนมีตทุกครั้งผมมีเป้าหมายว่าผมอยากจะทำให้แฟนคลับภูมิใจ

ว่าศิลปินของเขาทำในสิ่งที่เขาอยากจะให้ทำได้ ในโชว์นี้ผมใส่ความเป็นตัวเองไปเยอะมาก ส่วนตัวผมชอบรถมากๆ ซึ่ง Ferrari คันที่เอามาถ่ายในโปสเตอร์เป็นคันแรกที่ผมได้มีโอกาสได้ลงไปนั่งในชีวิตนี้ มันเคยเป็นความฝันของผม ในวันนี้ผมสามารถเอาความฝันนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ส่วนหนึ่งในการทำงาน ส่วนหนึ่งในความรัก ผมว่าทุกอย่างมันเกิดจากความรักทั้งหมดนั่นล่ะครับ ผมรักที่จะทำมัน และผมก็จะทำมันตลอดไปครับ”