ผ่อนคลายอย่างเหนือระดับและมีสไตล์ที่ พิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา สวรรค์ลับแห่งการพักผ่อนหนึ่งเดียวบนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่


Pimalai Resort & Spa (พิมาลัย รีสอร์ทแอนด์สปา)
 รีสอร์ทแบรนด์ไทยระดับ 5 ดาว แห่งแรกบนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ตั้งอยู่บนอ่าวกันเตียง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 250 ไร่ ตั้งแต่ภูเขาจนถึงชายหาดติดทะเลอันดามันที่ทอดยาวด้านหน้ารีสอร์ทถึง 900 เมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2544 โดย คุณอนุรัต ตียาภรณ์ เจ้าของและผู้ก่อตั้ง หลังจากเดินทางมาค้นพบที่ดินผืนนี้บนเกาะลันตาเมื่อ 20 ปีก่อน และปลุกปั้นให้กลายเป็นรีสอร์ทที่เป็น “เสมือนสวรรค์ลับแห่งการพักผ่อน” (Secret Paradise Sanctuary) ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และครบครันด้วยความสุขทุกย่างก้าว เหมือนเป็น “สวรรค์ลับกลางเกาะ” ให้ได้มาค้นพบความลับที่ดีที่สุดของเกาะลันตา Hidden gem สำหรับการพักผ่อนที่แท้จริง สมกับชื่อของรีสอร์ท “พิมาลัย” ภาษาอินเดียโบราณที่แปลว่า “A little patch of Heaven” ที่เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และยังสร้างชื่อเสียงให้กับ “เกาะลันตา” เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวระดับโลกอีกด้วย 

Pimalai Resort & Spa ให้บริการห้องพักทั้งสิ้น 121 ห้อง มีตั้งแต่ห้องสวีทริมทะเล (Beachfront Deluxe) ไปจนถึงวิลล่าพร้อมสระวายน้ำส่วนตัวริมผา(Hillside Ocean Pool Villas) ขนาดกว้างขวาง มองเห็นวิวธรรมชาติที่ล้อมรอบอย่างใกล้ชิด รวมถึงการตกแต่งที่กลมกลืนกับกลิ่นอายของไทยภาคใต้ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ภายในรีสอร์ทครบวงจรด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ 5 ดาว พร้อมการบริการแบบไทย ๆ ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ไม่ว่าจะ ท่าเรือส่วนตัว, ห้องอาหารและบาร์, ห้องอาหารที่ปรุงโดยเชฟมิชลิน, สปา, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 3 สระ, คิดส์คลับ, สนามเทนนิส และอื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากนั้น Pimalai Resort & Spa ยังยึดมั่นในเรื่องการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน คำนึงถึงชุมชนท้องถิ่น ธรรมชาติ และมหาสมุทร ผ่านโครงการมากมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาทิ โครงการรักษ์ลันตา ที่ร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ชีวิตและพืชพันธุ์ในผืนป่า รวมถึงปะการังในท้องทะเลอีกด้วย

ห้องพัก

ภายในรีสอร์ทมีห้องพักให้บริการทั้งหมด 121 ห้อง เน้นการตกแต่งที่หรูหราสไตล์ไทยภาคใต้ ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย โดดเด่นด้วยระเบียงชมวิวส่วนตัวที่กว้างขวางทุกห้อง มีให้เลือกหลายแบบขนาดตั้งแต่ 48 – 422 ตารางเมตร ประกอบด้วย

  • ห้องดีลักซ์  (Deluxeขนาด 48 ตารางเมตร จำนวน 64 ห้อง
  • เบย์ฟร้อนท์ ดีลักซ์ (Bayfront Deluxe) ขนาด 70 ตารางเมตร จำนวน 4 ห้อง
  • พาวิลเลียน สวีท 1 ห้องนอน (Pavilion Suite One Bedroom) ขนาด 110 ตารางเมตร จำนวน 4 ห้อง
  • พาวิลเลียน สวีท 2 ห้องนอน (Pavilion Suite Two Bedrooms)  ขนาด 170 ตารางเมตร จำนวน 5 ห้อง
  • บีชไซด์ วิลล่า  1 ห้องนอน (Beachside Villa One Bedroom)  ขนาด 150 ตารางเมตร จำนวน 2 หลัง
  • บีชไซด์ วิลล่า  2 ห้องนอน (Beachside Villa Two Bedrooms) ขนาด 350 ตารางเมตร จำนวน 2 หลัง
  • บีชไซด์ วิลล่า  3 ห้องนอน (Beachside Villa Three Bedrooms) ขนาด 650 ตารางเมตร จำนวน 1 หลัง
  • ฮิลไซด์ โอเชี่ยน พูลวิลล่า 1 ห้องนอน (Hillside Ocean Pool Villa One Bedroom) ขนาด 204 ตารางเมตร จำนวน 26 หลัง
  • ฮิลไซด์ โอเชี่ยน พูลวิลล่า 2 ห้องนอน (Hillside Ocean Pool Villa Two Bedrooms) ขนาด 279 ตารางเมตร จำนวน 11 หลัง
  • ฮิลไซด์ โอเชี่ยน พูลวิลล่า 3 ห้องนอน (Hillside Ocean Pool Villa Three Bedrooms) ขนาด 422 ตารางเมตร จำนวน 2 หลัง

ห้องไฮไลท์ คือ Hillside Ocean View Pool Villa

บ้านพักตากอากาศบนเนินเขาริมผา ท่ามกลางแมกไม้ ขนาดกว้างขวางมีพื้นที่ใช้สอยสะดวกสบาย สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอ่าวบากันเตียง ทะเลอันดามัน และป่าเขตร้อนอันเขียวชอุ่มโดยรอบ วิลล่าประกอบด้วยห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำขนาดใหญ่แบบซีทรู พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวแบบอินฟินิตี้ขนาด 20ตารางเมตร และศาลาไทยที่ให้บริการสปาส่วนตัว แยกโซนห้องนั่งเล่น ซึ่งมีมุมครัวและห้องน้ำขนาดเล็กอีกด้วย

ร้านอาหาร

ร้านอาหาร 3 แห่งให้บริการอาหารชั้นเลิศทั้งสไตล์ไทยและตะวันตก 

  • SPICE’N RICE

ห้องอาหารไทยดั้งเดิมรวมถึงอาหารใต้รสเด็ด สมุนไพรส่วนใหญ่ที่ใช้ในร้านอาหารนี้มาจากฟาร์มออร์แกนิกของรีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 

  • RAK TALAY (รักษ์ทะเล)

ร้านอาหารริมทะเล ที่เท้าสามารถสัมผัสทรายขาวละเอียด ได้ตลอดการอิ่มอร่อยกับเมนูฟิวชั่นที่หลากหลายของร้านอาหารนี้ รวมถึง Surf and Turf Saturday Buffet ทุกค่ำคืนวันเสาร์อาหารทะเลปิ้งย่างสดใหม่พร้อมดนตรีสด และการแสดงไฟให้ชม เป็นแหล่งรวมตัวของคนในรีสอร์ทที่ครื้นเครง

  • SEVEN SEAS

ร้านอาหารตั้งอยู่บนเนินเขาสูง วิวสวยเกินจะบรรยาย มองเห็นทะเลอันดามันแบบสุดสายตา ข้าง ๆ เป็นหน้าผาสีเขียวที่ครึ้มไปด้วยไม้ใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ให้บริการอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฝรั่งเศส มีอีเว้นต์อาหารสุดพิเศษ Chef Table ที่ได้เชฟระดับดาวมิชลินมาทำอาหารให้กินอยู่เป็นประจำอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีไวน์บาร์ซึ่งคุณสามารถเพลิดเพลินกับไวน์ชั้นเลิศที่ได้รับการคัดสรรจากห้องเก็บไวน์ของเรา ที่นี่เสิร์ฟอาหารเช้าแบบ Fabulous อีกด้วย

พิมาลัยสปา

ตั้งอยู่ในหุบเขาที่เขียวชอุ่ม ศาลา” เจ็ดยอด ที่สวยงามผสมผสานกับความงามตามธรรมชาติของป่า การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร สปามีจุดมุ่งหมายเพื่อพาแขกกลับสู่ธรรมชาติ ศาลาแต่ละหลังตกแต่งด้วยหิน ไม้พื้นเมือง ไม้ไผ่ เหล็ก เชือก และเซรามิก ทางเดินไม้และชานชาลาเหนือลำธารเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยวซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาคาร์พญี่ปุ่น รวมถึงศาลากลางแจ้งสำหรับการนวดแผนไทย และจากุซซี่กลางแจ้ง พร้อมซาวน่าสมุนไพร สปาให้บริการนวดอโรมาหลากหลาย การบำรุงร่างกายการพอกตัวและการเตรียมผิวหน้าโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของไทย ดื่มด่ำไปกับ 3 ชั่วโมง “สปาคู่รัก” ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับคู่รักในความรัก

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

  • เดินป่าจากอ่าวคลองจักร 2 ชั่วโมง ไปตามลำธารผ่านทุ่งหญ้าและป่าฝน ไปจนถึงน้ำตกขนาดเล็ก
  • เดินป่าที่อุทยานแห่งชาติ 2.5 กิโลเมตร เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่นำผู้มาเยือนผ่านเขตรักษาพันธุ์ธรรมชาติที่น่าตื่นเต้น
  • ดำน้ำ เกาะห้า เกาะรอก เกาะไหง เกาะเชือก และเกาะมุก เพื่อชมถ้ำมรกต เกาะสวยงามที่สามารถเพลิดเพลินกับน้ำทะเลที่ใสสะอาด และชีวิตทางทะเลที่หลากหลาย
  • ดำน้ำลึก เกาะห้า เกาะบิดะ หินแดงและหินม่วง ศูนย์ดำน้ำของเราเปิดให้บริการตลอดปี
  • หมู่บ้านเมืองเก่าบนชายฝั่งตะวันออก หมู่บ้านที่เงียบสงบคุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม เดือนมีนาคมมีเทศกาลลันตาลานตา 
  • ทัวร์สำรวจป่าชายเลน ฟาร์มผีเสื้อ และฟาร์มกล้วยไม้
  • การท่องเที่ยวป่าโกงกางฝั่งตะวันออก

เกี่ยวกับเกาะลันตา

ตั้งอยู่ในจังหวัดกระบี่ อยู่ในทะเลอันดามัน ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางใต้ 800 กิโลเมตร มีเที่ยวบินจำนวนมากทั้งในประเทศและระหว่างประเทศบินตรงมายังสนามบินนานาชาติกระบี่ เกาะลันตาเป็นจุดหมายปลายทางที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติซึ่งเป็นเสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ที่ยังคงความสวยงาม มีชายหาดสีฟ้าใส ตัดกับฉากหลังที่เป็นภูเขาสีเขียว สัตว์ป่ามากมาย และอยู่ไม่ไกลจากจุดดำน้ำที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีชุมชน ถนนคนเดิน ผับบาร์เล็ก ๆ แบบ Local รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวป่าโกงกางฝั่งตะวันออก เดินป่าที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติเกาะลันตาทางทะเล อุทยานเกาะลันตา 

เรียบเรียง rhunrun

พิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา (Pimalai Resort & Spa)

99 หมู่ 5 อ่าวบากันเตียง เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 81150

โทรศัพท์: 075 607 999 

อีเมล์reservation@pimalai.com

เว็บไซต์ www.pimalai.com

Ten Zweed Years: Lost & Resurrected

ครบรอบหนึ่งทศวรรษเพลง ‘ธันวาคม’ ปีนี้ Zweed n’ Roll วงอัลเทอร์เนทีฟกลิ่นอายบริตป็อป ก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาบรรเทาความเศร้าและความเคว้งคว้างให้ทุกคนในอัลบั้มล่าสุด Resurrection 

“ตอนแรกเราคิดแค่ว่าอยากทำอัลบั้มแรกด้วยตัวเองให้เสร็จก่อน แล้วเราก็ไม่ได้รีบตรงนั้นด้วยค่ะ ทำไปเรื่อยๆ จนปีนี้ก็ 10 ปีแล้ว รู้สึกดีใจที่ยังทำอยู่” พัด – สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ถ่ายทอดความรู้สึกในโอกาสที่ปี 2022 นี้ครบรอบหนึ่งทศวรรษ ‘ธันวาคม’ ซิงเกิลแรกของ Zweed n’ Roll ด้วยท่วงทำนองเนิบช้าทว่าหนักแน่นของเพลงดังกล่าวนั้น ทำให้วงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น “10 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นว่าการเล่นดนตรีก็เป็นอาชีพเราได้จริงๆ นะ จนถึงวันนี้ที่มีทีมงานมืออาชีพมาอยู่กับเราครับ” นิว – นิติ นิติยารมย์ เล่าถึงการเปลี่ยนสถานะจากวงอิสระสู่การสังกัดค่าย Warner Music Thailand เมื่อปีที่ผ่านมา

“[แต่] ตอนคอนเสิร์ตใหญ่ต้นปี 2020 เป็นช่วงที่เสร็จอัลบั้มแรกแล้วสองปี เราไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนต่อ พอเล่นคอนเสิร์ตใส่เต็มให้ทุกอย่างเสร็จ เหมือนทุกคนก็เว้นหายไปเลย และต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองเยอะเพราะโควิดและสถานการณ์หลายๆ อย่าง” นิวย้อนถึงช่วงเวลาที่สมาชิกทั้งห้าต้องพบกับความเคว้งคว้างหลังจากผ่านจุดสูงสุดอีกช่วงหนึ่งของวง ซึ่งพัดก็ได้นำประสบการณ์นั้นมาร้อยเรียงเป็นซิงเกิล Fighter “เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ตัวเองไม่อยู่นิ่ง เลยเขียนเพลง Fighter เพื่อให้กำลังใจตัวเองและทุกคนค่ะ” เราจึงถามต่อถึงวิธีการ ‘ต่อสู้’ กับความเครียดของเหล่าสมาชิก “ของผมน่าจะเป็นพลังจากคนในวงครับ เหมือนเขากระตุ้นให้เราเห็นว่าต้องไปต่อนะ เพื่อนมันสู้ต่อนะ” ทัน – ธรรม์ ดำรงรัตน์ แบ่งปันถึงแรงใจของตน ส่วนปูน – ณัฐพัชร์ สมิตนุกูลกิจ เล่าว่าการฟังเพลงของวงเองนั้นคือกำลังใจของเขา “เวลาที่ได้กลับมาฟังเพลงตัวเองซึ่งตั้งใจทำแล้วผมก็รู้สึกดีมากๆ พอฟังแล้วก็อยากทำผลงานดีๆ อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ”

บทสัมภาษณ์เต็มๆอ่านต่อได้บนนิตยสารฉบับเดือนมีนาคมของเราทุกแผงหนังสือชั้นนำครับ! 

Photographer: Narin Lourujirakul

Direction by: Napat Roongruang 

Author: Peerachai Pasutan 

เรียบเรียง rhunrun

GET READY TO EXPERIENCE HERMÈS ACCESSORIES WITH A FITNESS TWIST!

ใครที่ผ่านไปมาแถวสี่แยกราชประสงค์อาจจะเห็นความคืบหน้าของการตระเตรียมสถานที่ที่มีดีไซน์แปลกตาและโลโก้ Hermès อาจจะสงสัยว่าคืออะไรหนอ ใครสายกีฬาหรือชอบการออกกำลังกาย เตรียมพบกับการออกกำลังกายหลากหลาย โยคะด้วยผ้าพันคอ ยืดเส้นด้วยเข็มขัด และชกมวยด้วยกำไลข้อมือ… Hermès เปิดตัวงาน HermesFit งานที่เชิญชวนเพื่อนและแฟนของ Hermès มาฟิตร่างกาย ไปด้วยกัน ณ ยิมที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษโดย Hermès

งานจัดขึ้นที่ลาน Central World Square ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 18 – 27 มีนาคม 2555 ในงาน HermèsFit นำเสนอประสบการณ์ใหม่ สัมผัส ความสนุกและท้าท้ายด้วยแอคเซสเซอรี่จาก Hermès ที่ผสมผสานความสง่างามในการออกกำลังกายเข้า กับความสนุกสนานของฟิตเนสได้อย่างลงตัว

HermèsFit เป็นโลก interactive ที่น่าดึงดูด และกิจกรรมมากมายที่พร้อมให้มาสัมผัส พื้นที่สนุกๆ แห่งนี้ได้ รับการออกแบบตกแต่งอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hermès และผนังตกแต่งลวดลาย กราฟิกต่างๆ พื้นที่สีสันสดใสที่ประกอบไปด้วยห้องสำหรับคลาสออกกำลังกายตามตารางเวลา มีผนัง อุปกรณ์ยกน้ำหนักอันครบครัน ทั้งบาร์เบลและเคตเทิลเบลของ Hermès อีกทั้งพื้นที่สำหรับฝึกร่างกายแบบ Callisthenics อันได้แรงบันดาลใจจากผ้าพันคอของ Hermès เวทีมวยและผนังปีนผาจำลอง ที่เป็นบูธถ่าย ภาพด้วยในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีบาร์น้ำผลไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อเก็บสัมภาระส่วนตัวในห้องล็อคเทอร์เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาหยิบผ้าพันคอขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าไปยังคลาส Carré Yoga ที่จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุลด้วยท่าโยคะที่ได้แรงบันดาลใจจากผ้าพันคอของ Hermès หรือจะ เข้าคลาส Belt Stretching โดยเลือกเข็มขัดเส้นที่ใช่ มาช่วยยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และฝึกลมหายใจ หยิบกำไลข้อมือ แล้วไปโพสต์ท่าต่อยมวยอย่างมีสไตล์ในคลาส Kickboxing with Bracelets นอกจากนี้ยังมีคลาส Hat Balance Challenge ที่จะช่วยคุณฝึกสมดุลระหว่างสวมหมวก ในขณะที่ Small Leather Goods Workout จะเป็น คลาสที่ใช้เครื่องหนังชิ้นเล็กที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายด้วยความสง่างาม แข็งแรง และยืดหยุ่น
เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทาง hermes.com ชวนเพื่อนและครอบครัว มาร่วมสัมผัสประสบ การณ์สนุกๆ ที่ HermèsFit ตามเวลาที่ต้องการ หรือสำรองที่เพื่อเข้าร่วมคลาสไนยิม และฝึกกับ เทรนเนอร์ตามเวลาที่นัดหมาย โดยเหล่าโค้ชผู้แต่งกายอย่างสดใสในชุดสีส้ม ได้เตรียมพร้อมให้ คำแนะนำ ตลอดช่วงเวลาการออกกำลังกายที่คุณเลือก ซึ่งจะทำให้คุณได้สัมผัสและคุ้นเคยกับงาน ฝีมือของ Hermès ได้อย่างคาดไม่ถึง

ไม่เพียงเป็นสถานที่ๆ จะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้น ในช่วงเย็น เวทีมวยที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ ซึ่งมี กระสอบทรายตกแต่งด้วยลายพิมพ์ผ้าพันคอซิลค์ของ Hermès ในบริเวณใกล้กันพื้นที่นี้จะถูกเนรมิตให้กลาย เป็นเวทีดนตรีสำหรับการแสดงต่างๆ โดยจะมีบูทดีเจและคอนเสิร์ตดนตรีสดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจาก นี้ยังมีโต๊ะปิงปองทรงกลมอันน่าสนุกตื่นเต้น พร้อมด้วยไม้ปิงปองพิมพ์ลายผ้าพันคอซิลค์ ที่ทําให้คุณและ เพื่อนมาแข่งขันกันสักแมตช์ ผู้เข้าชมงานยังสามารถถ่ายรูปในบริเวณงาน เพื่อเก็บช่วงเวลาอันน่าจดจำของ #HERMESFIT ได้อีกด้วย

เปิดให้เข้าชมได้ทุกท่าน ผ่านการลงทะเบียนล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นเวลาต่อเนื่อง 10 วัน งาน อีเวนต์ ที่เวียนไปจัดต่อเนื่องกันในหลากหลายที่ทั่วโลก (ก่อนหน้านี้คือ โตเกียว นิวยอร์ค ปารีส และอื่นๆ) เพื่อแบ่งปันเจตนารมณ์ที่ดีให้กับแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยความมีเอกลักษณ์และชีวิตชีวาของ HermèsFit วิถีใหม่ ของการออกกำลังกาย ร่วมไปกับแอคเซสเซอรี่ชิ้นโปรดของ Hermès ที่จะเต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่าง แน่นอน

Chivas Regal x LISA กับการถ่ายทอดความสำเร็จในแบบตัวเองของไอดอลสาวมากความสามารถ LISA

นาทีนี้คงจะไม่มีใครฮอตไปกว่าไอดอล K-Pop เชื้อสายไทย LISA ลลิษา มโนบาล อีกแล้ว ด้วยความโดดเด่นในด้านความสามารถ คาแรคเตอร์ ความมุ่งมั่นพยายาม และแรงบันดาลใจที่เธอส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ Chivas ในฐานะที่เป็นแบรนด์ผู้นำในวงการเครื่องดื่ม Scotch whisky จึงได้เลือกเธอเข้ามาเป็น Brand Ambassador คนล่าสุดพร้อมเปิดตัว ‘I Rise, We Rise’ แคมเปญที่ LISA จะถ่ายทอดความสำเร็จของเธอในฐานะ Brand Ambassador หญิงชาวเอเชียคนแรก

ถือว่าเป็นอีกแคมเปญที่น่าสนใจเพราะ LISA นั้นก็ประสบความสำเร็จและผ่านบทพิสูจน์ที่ท้าทายมาตั้งแต่วันแรกที่เธอเดินทางจากประเทศไทยไปตามความฝันที่ประเทศเกาหลีใต้ และกลายมาเป็นที่รู้จักและรักใคร่ของคนทั้งโลกผ่านผลงาน ฝีมือ ความมั่นใจ และคาแรคเตอร์ของเธอ ซึ่งเรื่องราวการเดินทางของเธอก็สอดคล้องกับแนวคิดการทำแบรนด์ของ Chivas ที่ต้องการผลักดันพลังของคนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปข้างหน้า การร่วมงานกันครั้งนี้จึงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าสาวลิซ่าอีกแล้ว

 
 
 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

โพสต์ที่แชร์โดย LISA (@lalalalisa_m)

เธอได้พูดถึงแคมเปญนี้ด้วยแพชชั่นเต็มเปี่ยมว่า “หลังจากการเดินทางและต่อสู้เพื่อความฝันมาตลอดหลายปี ฉันอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คน เป็นการเตือนพวกเค้าในทุกๆวันไม่ให้ลืมคุณค่าของตัวเอง การร่วมงานกับ Chivas ฉันตัดสินใจแบบไม่ต้องคิดเลย เพราะว่าคุณค่าและแนวทางของพวกเราใกล้เคียงกัน”

The Chivas Regal x LISA campaign ได้ถูกถ่ายทำในกรุงโซลทั้งหมดและจะถูกปล่อยออกมาให้ชมผ่านทุกช่องทางของ Chivas และลิซ่าเร็วๆนี้ รอติดตามกันได้เลยครับหรือที่ www.chivas.com/en-EN/chivasxlisa และ @Chivasregal

สูตรเครื่องดื่ม Classic Chivas Hiball

Chivas 12 50 มิลลิลิตร

น้ำแข็งก้อนเล็กๆ

โซดา 150 มิลลิลิตร

ตกแต่งด้วยชิ้นส้มหั่นเสี้ยวพร้อมเปลือก

วิธีทำ

ริน Chivas 12 ลงในแก้วทรงสูงหรือแก้วไฮบอล

รินโซดาลงไป 100 มิลลิลิตร ค่อยๆ เติมก้อนน้ำแข็งลงไปพอประมาณ

รินโซดาที่เหลือลงไป คนเบาๆ

เติมน้ำแข็งจนเครื่องดื่มถึงระดับขอบแก้ว

ตกแต่งด้วยชิ้นส้ม เสิร์ฟทันที

เคล็ดลับ ตอนที่คนให้สก็อตกับโซดาเข้ากันอย่าคนแรงหรือคนเยอะไปเพราะจะทำให้พรายฟองและความซ่าของโซดาหายไป ทำให้เสียรสชาติ

 

สูตรเครื่องดื่ม Coconut Hiball
ส่วนผสม

Chivas 12 50 มิลลิลิตร

น้ำมะพร้าว 150 มิลลิลิตร

น้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ

มะนาวหั่นเสี้ยวพร้อมเปลือกสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ
ริน Chivas 12 ลงในแก้วทรงสูงหรือแก้วไฮบอล

รินน้ำมะพร้าว 100 มิลลิลิตร จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำแข็งก้อนลงไปจนเกือบถึงปากแก้ว

เติมน้ำแข็งลงไปอีกนิดหน่อยเพื่อให้แน่ใจว่าได้นำ้แข็งเต็มแก้วจริงๆ เพื่อรสชาติที่ดีเยี่ยม

ตกแต่งด้วยชิ้นมะนาวหั่นเป็นเสี้ยวพร้อมเปลือก

เสิร์ฟทันที

YOUNG ROSE น้ำหอมตัวแทนพลังและจินตนาการของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จาก BYREDO สัมผัสกลิ่นแห่งการท้าทายกรอบดั้งเดิมได้ที่นี่

YOUNG ROSE จาก BYREDO น้ำหอมที่เป็นเสมือน “พลังเพื่อคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” มอบนิยามใหม่ให้แก่แนวความคิดดั้งเดิม บอกเล่าเรื่องราวจากวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เลือกกำหนดอนาคตของตนเอง โดยเลเยอร์กลิ่นเผ็ดร้อนของพริกไทยเสฉวนเข้ากับกลิ่นกุหลาบ Damascena ก่อเกิดเป็นกลิ่นใหม่ที่ท้าทายกรอบดั้งเดิม ฉีกออกจากความคลาสสิกของกลิ่นกุหลาบที่คุณเคยรู้จัก

Top: Sichuan Pepper, Ambrette Seeds 

Heart: Damascena Rose, Orris 

Base: Musk, Ambroxan

แรงบันดาลใจของ Young Rose  เกิดขึ้นจากการเดินทางไปเยือนประเทศจีนของ Ben Gorham, Founder & Creative Director, BYREDO ที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งไปกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งของหนุ่มสาวที่นั่น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่กระตือรือร้นในการค้นหาพื้นที่ของตนเองท่ามกลางความยุ่งเหยิงในการบรรจบกันของสิ่งที่จากไปแล้วและสิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกผูกมัดที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะขับเคลื่อนการสร้างความเปลี่ยนแปลง Young Rose อุทิศให้กับสปิริตในการกระทำสิ่งเหล่านั้น” Ben Gorham กล่าว

BYREDO YOUNG ROSE EAU DE PARFUM 100ml 8,499 THB.

วางจำหน่ายที่เคาน์เตอร์ BYREDO ชั้น M ห้างสรรพสินค้าพารากอน

และป๊อปอัพเคาน์เตอร์ BYREDO ชั้น M ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม

เรียบเรียง rhunrun

Ciao! Italian delicacy.

อาหารอิตาเลี่ยนเจ็ดเมนูคลาสสิค ซึ่งเป็นเมนูในความทรงจำวัยเด็กของเชฟดาริโอ ผ่านการผสมผสานเทคนิคทั้งแบบครัวในบ้านกับการปรุงอาหารแบบใหม่ๆ แต่รสชาติชวนให้นึกถึงความอบอุ่นและความทรงจำดีๆ ณ ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า(Ciao Terrezza) อาหารอร่อยที่ไม่มีบ่อยๆ แต่มีเฉพาะฤดูกาลของห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ห้องอาหารอิตาเลี่ยนในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมที่นั่งแบบเปิดโล่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะเปิดให้บริการจนถึง วันที่ 31 มีนาคม นี้เท่านั้น


มิลาน ประเทศอิตาลีนอกจากจะเป็นศูนย์กลางทาการเงินแล้วก็เป็นศูนย์กลางของอาหารรสเลิศ เพราะนครแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่โบราณกาล ความมั่งคั่งนี้ทำให้ไลฟ์สไตล์คนมิลานคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ที่นี่มีเชฟระดับตำนานหรือได้รางวัลเกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย อาหารหลายๆอย่างที่แม้จะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่นี่แต่กลับเป็นว่าถ้าจะหาอาหารชนิดนั้นที่อร่อยเลิศต้องมาลองชิมการปรุงแบบมิลาน อย่างริซอตโต้ ข้าวปรุงอย่างอิตาเลียนที่ใครต้องการจะชิมของอร่อยก็ต้องชิมริซอตโต้สไตล์มิลานีสให้ได้สักครั้งหนึ่ง
แม้จะอยู่ทางตอนเหนือที่ไม่ติดทะเลแต่ทว่ามิลานกลับเป็นแหล่งรวมสารพัดเครื่องปรุงที่ดีที่สุด ผักผลไม้จากทางใต้ หรือว่าอาหารทะเลที่ว่าสดรสเลิศก็ถูกส่งมาที่มิลานวันต่อวัน ถือเป็นสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง ทำให้คนมิลานทำอาหารเก่งไปโดยปริยาย
เชฟดาริโอ บุสเนลลี่ หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า เติบโตในทางตอนเหนือของมิลาน เชฟเป็นลูกครึ่งไทย-อิตาเลียน พูดภาษาไทยชัดมาก แม้เขาจะโตภายใต้การเลี้ยงดูของคุณป้าที่อิตาลี นั่นทำให้เขามีโอกาสที่จะซึมซับวัฒนธรรมอาหารของอิตาเลียนไปโดยปริยาย เพราะคุณป้าของเขามีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหาร และทำอาหารให้กับงานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งพอเชฟโตพอก็จะได้ไปเป็นลูกมือของคุณป้าด้วย และที่บ้านก็จะทำอาหารให้คนในครอบครัว ทุกวันตัวเขาเองจะตื่นด้วยกลิ่นอาหารจากห้องครัวในทุกเช้า ชีวิตในวัยเด็กเขาจะเฝ้ารอให้ถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความสุขและอาหารรสชาติอร่อยจำนวนมากที่คุณป้าจะเป็นคนทำ บรรยากาศแห่งความสุขและความครึกครื้นคือความทรงจำที่มักจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารที่ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในวันนั้น


สำหรับห้องอาหารเชาว์ฯ เชฟดาริโอภูมิใจนำเสนออาหารอิตาเลี่ยนเมนูสุดคลาสสิค 7 รายการที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำในวัยเด็กของเชฟได้อย่าง เนื้อปลาสดแล่เป็นแผ่นบาง แล้วใช้ความเปรี้ยวของผลไม้ทำให้เนื้อปลาสุก ซึ่งเมนูนี้เป็นหนึ่งในเมนูที่คุณป้าของเขามักจะทำให้เขาและลูกพี่ลูกน้องของเขารับประทานในวันอาทิตย์ เพราะคุณป้าจะได้อาหารทะเลที่สดมากมาทุกสุดสัปดาห์

จานต่อมาคือ เมนูอาหารทะเลชุบแป้งทอดกรอบ ประกอบไปด้วยปลาแอตแลนติกซีบรีม กุ้งแดง และหมึกทะเล เป็นเมนูที่เชฟดาริโอชอบมากที่สุดในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่เขารับประทานแล้วหยุดไม่ได้ โดยมีเคล็ดลับที่การใช้แป้งสองชนิดผสมผสานกันนอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว และไม่ปรุงแต่งรสอะไรมาก เสิร์ฟคู่กับซอสมายองเนสที่เขาผสมผักชีสับลงไป นอกจากนี้ยังมีวินีการ์ที่รสเปรี้ยวนำแต่หวานหอมตามมาช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารทอดได้เป็นอย่างดี

แต่จานเด็ดสุดที่ต้องลองไม่แพ้กับริซอตโต้ก็คือ พาสต้าซึ่งเป็นเมนูที่ยืนหนึ่งเสมอในมื้ออาหารแห่งวันครอบครัวของเชฟอาริโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาทำเป็นลาซานญ่า ซึ่งแชฟได้เฝ้ามองคุณป้าของเขาทำทุกครั้งเวลาคุณป้าได้รับเชิญไปเป็นเชฟในงานจัดเลี้ยงใหญ่ เขาจึงคุ้นเคยกับการอบลาซานญ่าถาดใหญ่ๆ ทั้งที่ในงานเลี้ยงและที่บ้านของเขาเอง แต่ลาซานญ่าที่เชฟดาริโอนำเสนอที่ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ไม่เพียงแต่แผ่นพาสต้าของเชฟที่ทำขึ้นเองอย่างเข้มข้นมาก เพราะเขาทำตามอย่างสูตรคลาสสิก คือ ใช้ไข่แดงถึง 40 ฟอง ต่อแป้งหนึ่งกิโลกรัม คือแค่พาสต้าก็อร่อยสุดๆ แล้ว แต่เชฟยัง เลือกใช้เนื้อน่องวากิวมาปรุงเป็นซอสแล้วอบตามตำรับของคุณป้าปิน่า ของเขา ส่วนซอสนั้นเขาก็ยังมีรายละเอียดในการทำนอกจากรากู(ragout)ซอสเนื้อที่เคี่ยวยาวนาน เขายังมีซอสเบชาเมล(Bechamel)หรือซอสขาวที่ทำจากนม แต่เชฟได้นำเอาสมุนไพรมาต้มกับนมเพื่อให้ได้กลิ่นหอมสุดพิเศษก่อน ดังนั้นทุกคำจึงไม่ใช่เพียงความอร่อย แต่มีความหอมที่แทรกอยู่ในทุกคำที่เคี้ยวอย่างที่หาไมได้ที่ไหน

ใครที่เคยฟังเรื่องซุปแบบชาวประมงที่เอาวัตถุดิบจากท้องทะเลที่ไม่ได้คัดไปขายเอามาต้มซุปจนได้ซุปที่อร่อยเลิศทั้งๆ ที่เป็นอาหารพื้นบ้านที่กล่าวขาน นั่นก็คือ ซุปข้นอาหารทะเล ที่ไม่ใช่บุยยาเบสแบบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะของอิตาเลียนไม่ใส่เครื่องเทศอย่างหญ้าฝรั่น และเชฟดาริโอขอเลือกใช้แต่อาหารทะเลคุณภาพสูงมา โดยเมนูนี้แสดงถึงความทุ่มเท ความรักในการทำอาหาร และเทคนิคการปรุง ที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมหลายชั่วโมง เพื่อทำให้ซุปข้นมีรสชาติที่ลงตัวและเข้มข้น จากการเคี่ยวเปลือกของกุ้ง ล็อบสเตอร์ กุ้งแดง และปลา โดยอาหารทะเลที่เชฟเลือกใส่ในซุปด้วย คือ หอยเชลล์ หอยตลับ หอยแมลงภู่ ปลากะพงทอด กุ้งลายเสือ และ หมึกยักษ์ ทำให้ซุปเมนูนี้ที่มีจุดกำเนิดจากอาหารที่ทำในครอบครัวของเชฟ กลายมาเป็นซุปข้นที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบที่หรูหราพรีเมี่ยม โดยเชฟบอกว่าการเคี่ยวน้ำซุปอาหารทะเลก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้อร่อย การปรุงอาหารทะเลให้สุก(ไม่ใช่เทๆ ใส่ไปเคี่ยวกับซุปในคราวเดียว)แต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันตามชนิดของอาหารทะเลนั้นๆ ทำให้ซุปข้นชามนี้มีความอร่อยล้ำเพราะน้ำซุปก็เข้มข้นเปี่ยมรสจากทะเล และอาหารทะเลก็มีรสสัมผัสที่หวานกรอบอร่อย อย่างหมึกยักษ์ไม่ใช่เคี่ยวซุปมาจนเหนียวอะไรอย่างนั้น เชฟบอกว่าการทำอาหารของเขาจะใช้เทคนิคสมัยใหม่ควบคู่กับเทคนิคแบบอาหารในบ้านตามที่เขาคุ้นชิน เพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสที่พิเศษ


อย่างหมึกยักษ์ที่เชฟปรุงจะนำมาปรุงด้วยความร้อนระดับอ่อนๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่ม หากยังคงรสชาติความกรอบนอกส่วนเนื้อข้างในจะนิ่มหวาน แล้วก็มาถึงเมนูพิเศษที่เรามารับประทานอาหารฝีมือเชฟจากมิลานเราก็ต้องได้ชิมริ๙อตโต้ สิ แต่สำหรับเชฟคือ รีซอตโต้แชมแปญ ที่เชฟบอกเลยว่าเขาคัดเลือกข้าวที่นำมาทำริซอตโต้อย่างพิถีพิถันก่อนจะนำมาปรุงสไตล์มิลานที่ใส่ทั้งนมและเนยอย่างถึงเครื่อง ตามด้วยแชมเปญแบบใส่ไม่ยั้ง(ตราบใดที่รสชาติอร่อยสมดุลเพราะแชมเปญจะให้รสเปรี้ยวนิดๆ) ซึ่งเชฟให้ข้อคิดว่าถ้าจะรับประทานริซอตโต้อย่างขอให้ทำอย่างไลท์ ต้องจัดแบบครบเต็มสูตร แล้วมีความสุขกับรสชาติสุดพิเศษของอาหารชนิดนี้ เชฟวางกุ้งแดงปรุงสุกแบบที่มีเนื้อหวานอร่อยลงไปด้านบน คือรับประทานแล้วซึ้งเลยว่าทำไมนักกินถึงยกย่องว่าริซอตโต้แบบมิลานอร่อยเลิศที่สุด


โดยสำหรับขนมหวานปิดท้ายมื้อค่ำนี้ คือ แอปเปิ้ลสตรูเดิล ที่มีความหอมและรสสัมผัสของแอปเปิ้ลคละเคล้ากับถั่วไพน์นัท ส่วนแป้งด้านนอกก็กรอบเป็นชั้นบางๆ หอมเนยสุดๆ เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมอบเชยซึ่งมีเบสคือมาสคาโปนเนชีส คือครีมที่ข้นจนเรียกว่าชีสนั่นเอง จริงๆ ก็เป็นเจลาโตแต่ก็ใส่ครีมเข้าไปจนมีความข้นสูงไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแทรกมากเหมือนเจลาโตที่ใส่น้ำและเนื้อผลไม้


ถ้าใครต้องการสัมผัสรสชาติอาหารอิตาเลียนสุดพิเศษที่มาจากความทรงจำของเชฟดาริโอ แต่นำมาปรุงแต่งด้วยเทคนิคใหม่ๆ การคัดสรรเครื่องปรุงที่สุดพิเศษพรีเมียมยิ่งขึ้นต้องรับมาก่อนสิ้นเดือนนี้ เพราะช่วงฤดูร้อนกำลังจะมาถึง ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า จะปิดและเปิดให้บริการอีกทีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เพราะห้องอาหารนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รับบรรยากาศริมแม่น้ำแบบเปิดโล่งได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตก จะได้บรรยากาศมาก จิบไวน์ชิลๆ ให้ซอมเมอริเยเลือกไวน์อิตาเลียนให้คุณเลย เพราะเขาจับคู่กับอาหารได้พิเศษมาก บอกก่อนว่าที่นี่บริการเฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น(ไม่มีมื้อกลางวัน) เพื่อให้เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะจดจำไปอีกจนกว่าจะถึงตุลาคมที่ห้องอาหารจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง บอกเลยว่าลาซานญ่าและริซอตโต้ที่อร่อยของกรุงเทพฯ อยู่ที่นี่

ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่าเปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่วันศุกร์ – วันอังคาร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 23.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่ง กรุณาโทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com

ดูแลผิวของทุกคน ทุกเพศด้วย Caudalie Vinergetic C+ ตัวช่วยสำหรับผิวที่เหมาะกับทุกจังหวะชีวิตด้วย Vitamin C Shot ที่ได้มาตรฐานที่สุดและรักเสถียรภาพไว้ถึง 4 เท่า!

Vitamin C ท่ัวไป หรือที่รู้จักในช่ือ กรด L-ascorbic นั้น มีความไม่เสถียรและสูญเสียประสิทธิภาพอย่าง รวดเร็ว เนื่องจากตัวกรดมีความไวต่อ ออกซิเจน, อุณหภูมิ,
pH , และ UV เราจึงเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพไว้ถึง 4 เท่า เพื่อปกป้องและ รักษาประสิทธิภาพไว้ เพื่อให้ได้ Vitamin C+ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ

เราได้เลือก Vitamin C ชนิดท่ีมีความเสถียรที่สุด และ มาจากธรรมชาติ 100%: Ascor- byl Tetraisopalmitate ผสมด้วยกรด Hyarulonic และ สาร ต้านอนุมูลอิสระ 100% อย่าง PolyphenolVinergetic C+ เป็นการรวมตัวของส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ ดีที่สุดสําหรับผิวที่เหนื่อยล้า และ พังจากความเครียด

ตื่นมาเหนื่อย ? มีวันที่วุ่นวาย ? เครียด? ภาวะท่ีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในแต่ละวันเหล่าน้ีสามารถนําไปสู่ความ เหนื่อยล้า ซึ่งสามารถมองเห็นได้บนผิวของคุณ Vinergetic C+ ตัวใหม่ที่เหมาะกับทุกจังหวะชีวิต – Vitamin C Shot ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของทุกคน ทุกเพศที่รักการดูแลผิว

วางจําหน่าย 17 กุมภาพันธ์ ท่ี sephora.co.th และ Sephora ทุกสาขา

เรียบเรียง rhunrun

BREITLING X TRIUMPH

พบกับการจับคู่นาฬิการะดับสุดยอด Breitling และรถจักรยานยนต์สุดหรู Triumph เป็นการร่วมมือครั้งใหม่อันน่าทึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม café-racer ในปี 1960 ซึ่งในยุคนั้นสายบิดกับการแข่งรถรุ่งโรจน์มาก และเกิดกระแส“café-racer” ซึ่งพวกเขาจะไปพบปะกันที่คาเฟ่จำหน่ายเครื่องดื่มพร้อมรถจักรยานยนต์ที่มีสไตล์ ซึ่งพวกเขาจะตระเวณไปตามคาเฟ่สุดฮิปต่างๆ นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว

Willy Breitling ตระเวณไปวัดความเร็วของนักบิดเปี่ยมสไตล์เหล่านั้นด้วยนาฬิกาที่เป็นรูปแบบใหม่ในการจับเวลา ผลลัพธ์ก็คือนาฬิกา Breitling Top Time Triumph ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแหวกแนวที่ออกแบบมาสำหรับ “มืออาชีพรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น” ทำให้เป็นนาฬิกายอดนิยมอย่างรวดเร็วสำหรับชายและหญิงออกแนวสปอร์ตที่ห้าวหาญ

วันนี้ จิตวิญญาณของ café-racer เปี่ยมเสรีแห่งทศวรรษ 1960 ได้กลับมาอีกครั้ง เป็นการทำงานร่วมกันแบบท็อปไทม์ครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้นระหว่าง Breitling และ Triumph รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษ และนับเป็นปีที่ 120 ที่ Triumph ผสมผสานงานฝีมืออันเก่าแก่เข้ากับการออกแบบร่วมสมัยเพื่อสร้างรถจักรยานยนต์คลาสสิก

“มรดกของ Triumph และความงามแบบย้อนยุคแต่มีความสมัยใหม่เป็นสองสิ่งที่เรามีเหมือนกัน” Georges Kern ประธานกรรมการบริหารของ Breitling กล่าว “การผสมผสานระหว่างประเพณีกับเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราทำ”

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรก Breitling ผลิตนาฬิกา Top Time Triumph ที่มีพื้นผิวขัดมันอันโดดเด่นในลวดลายโบว์ไทที่เรียกเล่นๆ ว่า “หน้าปัด Zorro” โดยนักสะสม Top Time ขณะเดียวกัน Triumph กำลังเปิดตัวรถจักรยานยนต์ The Speed Twin Breitling Limited Edition ซึ่งผู้ที่ได้ครอบครองจะมีโอกาสรับสิทธิพิเศษในการซื้อ Top Time Triumph รุ่นพิเศษด้วย โดยรุ่นนี้มีหน้าปัดแบบ Sunray และฝาหลังแบบจะแกะสลักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นก็คือหมายเลขของจักรยานยนต์ที่คู่กัน (การสั่งซื้อกับ Triumph ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2022)

ความเจิดจรัสของนาฬิกาทั้งสองเรือนคือหน้าปัดสีน้ำเงินไอซ์บลู สีที่เป็นเอกลักษณ์นี้มีการอ้างอิงหลักสองประการ: Triumph Thunderbird 6T สีน้ำเงินจากปี 1951 และ Breitling Top Time Ref. สีน้ำเงินที่หายาก 815 จากปี 1970

ความโดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ สายหนังลูกวัวในธีมรถแข่งที่ดูเรียบหรู ช่วยให้หน้าปัดเปล่งประกาย โลโก้ Breitling และ Triumph วางไว้อย่างประณีตที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา ปุ่มกดทรงดอกเห็ดขนาดใหญ่ช่วยควบคุมฟังก์ชันหยุด-เริ่มและรีเซ็ตของโครโนกราฟได้อย่างง่ายดาย และสเกลทาคีมิเตอร์คอนทราสต์สูงที่ให้ความชัดเจนในการอ่านค่าความเร็วอย่างเด่นชัด นาฬิกาใช้พลังงานจากกลไก Breitling Calibre 23 ซึ่งเป็นโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC สามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 48 ชั่วโมง และอีกหนึ่งคุณลักษณะเจ๋ง ๆ ที่นักสะสมจะหลงรักนั่นก็คือ ฝาหลังสลักด้วยภาพร่างการออกแบบที่มีรายละเอียดของเครื่องยนต์แฝดของ Triumph
หน้าปัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. Top Time Triumph จึงมีความพอเหมาะสำหรับชายและหญิงเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม สำหรับแฟน ๆ ของแบรนด์ Triumph และผู้ที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ Speed ​​Twin Breitling Limited Edition ก็คงต้องมีอย่างแน่นอน


Triumph Speed ​​Twin Breitling รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตเพียง 270 คันเท่านั้น มาดูการออกแบบที่ร่วมสร้างสรรค์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน Polychromatic Blue ที่ปรากฏบนหน้าปัดของนาฬิกาโครโนกราฟ Top Time ซึ่งเป็นโทนสีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรถมอร์เตอร์ไซค์ Triumph รุ่นอมตะในภาพยนตร์นักบิดที่เป็นตำนานจากปี 1953 เรื่อง The Wild One
สเปคสุดพรีเมี่ยมของรถจักรยานยนต์ด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่หลัง Öhlins piggyback twin rear suspension units  ที่ปรับแต่งได้เต็มที่ เป็นสเปกที่สูงกว่า ผสานกับสมรรถนะ ความสามารถ และเทคโนโลยีของ Speed ​​Twin เจนเนอเรชั่นล่าสุด
รวมทั้งรายละเอียดเครื่องยนต์ที่ไม่ซ้ำใคร อุปกรณ์ตกแต่งคลัตช์อะลูมิเนียมกลึง Billet และ alternator พร้อมผิวเคลือบอะโนไดซ์สีเข้มแสดงโลโก้ Breitling ที่ทำขึ้นอย่างประณีต


เบาะหนังพรีเมี่ยมทำจากหนังสีดำเจาะรูพร้อมเย็บตะเข็บสีเทาตัดกันเชื่อมโยงดีไซน์กับสายนาฬิกา Top Time Triumph และโดดเด่นด้วยการปัก Breitling “B” อย่างหรูหรา
ปรับแต่งรายละเอียดแสดงผลความเร็วของรถ ร่วมออกแบบโดย Breitling มาตรวัดความเร็วและ RPM gauges ของรถจักรยานยนต์ใช้สไตล์เดียวกับการออกแบบหน้าปัดนาฬิกา Top Time Triumph
นี่คือการร่วมมือของสุดยอดแห่งเวลาและความเร็วที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาพบกัน ไม่ว่าสายบิดหรือสายนักสะสมนาฬิกาคงต้องหามาครอบครองกันแล้ว

Aēsop Skin Nourish กับเคล็บลับผิวดีที่สลักเสลาผ่านทางสองมืออันอุทิศตนอย่างแน่วแน่เพื่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

เพราะหนทางสู่สุขภาพผิวที่ดี ไม่มีทางลัด ผลิตภัณฑ์ของเอสอป จึงได้รับการสลักเสลาผ่านสองมือเพื่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ บวกกับองค์ความรู้ด้านผิวพรรณ และผลการค้นคว้าวิจัยอย่างเคร่งครัด กระบวนการที่อาศัยเวลาเช่นนั้นย่อมนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่า ให้ผลลัพธ์และความสุนทรียภาพในระดับสูงสุดเมื่อสัมผัสกับผิว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิถีแห่งการรอคอยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

สำหรับผู้ที่สนใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวจากเอสอปที่ประจำอยู่ที่สาขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำและอธิบายวิธีการใช้ในแต่ละขั้นตอนเพื่อผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เริ่มตั้งแต่การเทหรือหยดผลิตภัณฑ์ออกจากบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการนวดคลึงลูบไล้ผลิตภัณฑ์กับผิว

และการให้เวลากับผลิตภัณฑ์ได้ซึมซาบลงสู่ผิวได้อย่างเต็มอิ่มที่สุด เช่นเดียวกับการผสานผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าด้วยกันดุจเป็นพิธีกรรมในการปรนนิบัติผิวในแต่ละวันของแต่ละบุคคล เพื่อการตอบความต้องการผิวได้อย่างตรงจุดที่สุด

เรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับสองนักแสดงนำจาก ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ซีรีส์โรแมนติกเรื่องล่าสุดจาก Netflix

ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยซีรีส์หวานๆ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ที่นำแสดงโดยซงคัง และพัคมินยอง กับบทสัมภาษณ์สั้นๆ แต่พิเศษสำหรับแฟนๆ ชาวไทยที่จะทำให้หัวใจคุณสั่นไหวไปตามอากาศเลยทีเดียว

เรื่องนี้พูดถึงพนักงานที่ทำงานในกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นอาชีพที่ใครหลายๆ คนไม่เคยเห็นการทำงานแบบเจาะลึก ผู้ชมจะได้เห็นอะไรในเรื่อง แล้วพอมาเล่นบทที่ทำอาชีพนี้ ได้ศึกษาอะไรเพิ่มไหม คุณคิดว่าสภาพอากาศสามารถอธิบายความรักได้อย่างไรบ้าง

พัคมินยอง: ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกรมอุตุฯ เกาหลีถึงพยาการณ์อากาศผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่พอได้สัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับสายงานนี้แล้วถึงเข้าใจ อย่างแรกฉันอยากให้ประชาชนและผู้ชมได้รับรู้ว่า ตลอด 24 ชม. ในแต่ละวันพวกเขาตั้งใจทำงานกันมากแค่ไหน อีกอย่างคือซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ เรื่องราวของผู้คนในเรื่องก็สดใหม่เช่นกัน เรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวและการปะทะกันของพวกเขาเพิ่มสีสัน และความสนุกสาน ฉันคิดว่าถ้าโฟกัสตรงจุดนั้นน่าจะทำให้ชมซีรีส์ได้อย่างเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นค่ะ

ซงคัง: ในแต่ละวันอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รู้กี่สิบครั้ง ผมคิดว่ารสนิยม ทัศนิคติ ความเชื่อของคนเราก็ย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ครับ ในซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านั้นไว้อย่างดี วันที่ฟ้าสดใส ความรักก็สดใสตามไปด้วย วันที่มืดครึ้ม ความรักก็อึมครึมตามอากาศ เนื้อเรื่องดำเนินไปพร้อมกับการเปรียบเทียบ จุดนั้นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้เห็นในเรื่องนี้ครับ

ฝนตก แดดออก หนาว หรือร้อน ที่ทำให้คุณตกหลุมรักใครได้ง่ายที่สุด

ซงคัง: ตอนฝนตกครับ ผมว่าตอนที่ฝนพรำน่าจะโรแมนติกสุดแล้วครับ

พัคมินยอง: ฤดูใบไม้ผลิค่ะ ฤดูใบไม้ผลิให้ความรู้สึกของการเริ่มต้นครั้งใหม่ เวลาที่มองท้องฟ้าที่มี ดอกซากุระสีชมพูปลิวอยู่ในสายลมน่าจะทำให้คนที่อยู่ข้างๆ เราดูเท่ห์มากขึ้นนะคะ

เป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกที่ทั้งสองได้โคจรมาพบกัน ระหว่างถ่ายทำได้เรียนรู้อะไรจากตัวอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง มีเรื่องราวเซอร์ไพรส์ใดๆ ในตัวของทั้งคู่ที่ได้ค้นพบระหว่างถ่ายทำบ้าง

ซงคัง: ผมได้เรียนรู้หลายอย่างครับ รุ่นพี่พัคมินยองผ่านผลงานแนวโรแมนติกมาหลายเรื่องและก็ทำได้ดีมากด้วย ผมยังมีข้อบกพร่องอีกเยอะ  แต่รุ่นพี่ก็คอยให้กำลังใจและให้คำแนะนำอยู่ตลอด ทำให้ผมได้เรียนรู้เยอะเลยครับ

พัคมินยอง: โล่งอกไปที่ซงคังคิดแบบนั้นค่ะ เพราะหลายครั้งที่ตัวฉันเองยังกลัวว่าจะจู้จี้กับเขาเกินไป แต่เขาเป็นคนสดใสร่าเริง และรับฟังคำแนะนำของฉันโดยคิดในแง่บวก ทำให้เราทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ฉันสัมผัสได้ถึงแรงมุ่งมั่นของเขา ฉันเคยขอยืมดูหนังสือบทละครจากเขาบางครั้งที่ฉันเกิดลืมบทกลางคัน แต่อ่านไม่ออกเลยค่ะ เพราะเขาขีดเส้นไฮไลท์ที่บทพูดของตัวเองจนมองไม่เห็นตัวหนังสือ (หัวเราะ) เลยได้รู้ว่าเขาอดหลับอดตานอนตั้งใจท่องบทมากแค่ไหน หลังจากนั้นฉันก็มองเขาในมุมมองใหม่  มองเห็นซงคังที่มีความมุ่งมั่นและนักแสดงที่ตั้งใจมากๆ คนหนึ่งค่ะ

คุณพัคมินยองดูจะมีเคมีเป็นธรรมชาติ เข้ากับนักแสดงชายทุกคนที่ร่วมงานกันมาเลย มีเคล็ดลับเบื้องหลังอะไรหรือไม่

พัคมินยอง​: ฉันว่าเคมีระหว่างนักแสดงเป็นเรื่องของความพยายามค่ะ ต้องพยายามจูนเข้าหากัน เคมีของคนสองคนจะเข้ากันได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนเปิดใจให้กันมากแค่ไหน และพยายามมากน้อยแค่ไหน ถ้าตรงนี้ไม่ดี โทนเสียงไม่ค่อยเข้ากัน ฉันก็ควรลองปรับดู แต่นอกเหนือจากความพยายามที่ว่ามานี้ บางครั้งก็มีบางอย่างที่ปรับกันไม่ได้จริงๆ อย่างเช่น มองภาพรวมแล้วดูไม่เหมาะสมกัน แต่โชคดีที่ฉันตัวค่อนข้างเล็กถ้าเทียบกับนักแสดงหญิงคนอื่นๆ นักแสดงชายที่เคยร่วมงานด้วยส่วนใหญ่เลยชอบใจ เพราะว่าทำให้พวกเขาดูตัวสูงใหญ่ขึ้น (หัวเราะ) มือฉันก็เล็กมาก พอจับแล้วยิ่งทำให้มือพวกเขาดูเท่ห์และดูแมนขึ้นค่ะ 

ฝากถึงแฟนๆ ที่รอชมซีรีส์ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ 

พัคมินยอง: พวกเราตั้งใจกับการถ่ายทำมากๆ สมกับที่ทุกคนตั้งตารอเลยล่ะค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในท็อป 3 ของผลงานที่ยากที่สุดสำหรับฉัน ฉันกังวลมากว่าผู้ชมจะให้การตอบรับอย่างไรบ้าง แต่บอกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีส์ที่เรียบง่ายเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้ทุกคนรัมชมอย่างง่ายๆ สบายๆ อยากให้ติดตามว่าพวกเขาทำงานกันแบบไหน และอยากให้ผู้ชมเองลองทำตัวกลมกลืนไปกับพวกเขาขณะรับชมค่ะ

ซงคัง: พยากรณ์วันนี้มีรักบางแห่ง ( Forecasting Love and Weather) ไม่ได้สร้างมาจากบทละครที่แต่งเรื่องขึ้นมาเฉยๆ แต่เป็นซีรีส์ที่เกิดจากการพูดคุย และเรื่องราวของผู้คนมากมาย เป็นเรื่องที่สนุกและมีเนื้อหาสาระอัดแน่น อยากให้ติดตามชมกันครับ ขอบคุณครับ

‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix (ตอนใหม่ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 20.30 น.)