ปลดปล่อยความปรารถนาในตัวคุณ! โรงแรม W จับมือกับ LUXE CITY GUIDES เผยสถานที่แฮงก์เอาต์สุดฮอต อาหารและกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

คู่มือท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ นำเสนอข้อมูลอินไซด์ เกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆครอบคลุมเรื่องดีไซน์ เพลง แฟชั่น สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ในโรงแรม W ทั้ง 9 แห่งเมื่อคุณเดินทางท่องเที่ยว ไม่มีคำว่าคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่คุณยังไม่ได้พบเจอ โรงแรม W ทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศวันนี้ถึงความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นกับ LUXE CITY GUIDES เพื่อคัดสรรคู่มือท่องเที่ยวทั้งแบบหนังสือและแบบดิจิทัล อัดแน่นไปด้วยข้อมูลอินไซด์สำหรับแขกที่เดินทางไปยังโรงแรม W ทั้ง 9 แห่ง อาทิ บาหลี กรุงเทพฯ ฮ่องกง เมลเบิร์น โอซากา เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ซูโจว และซีอาน โดยหน้าตาของ LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W ได้รับอิทธิพลจากเทรนด์ สปริง/ซัมเมอร์ 2022 พร้อมด้วยสีสันสดใสเตะตาและเนื้อหาเต็มไปด้วยข้อมูลจากคนในท้องถิ่น

LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W มีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเดินทางที่ตรงจุด รวดเร็ว ในรูปแบบการเที่ยวใน 1 วัน รวมถึงสถานที่ที่ควรไป สิ่งที่ควรดู และแหล่งกินที่ไม่ควรพลาดในจุดหมายปลายทางแต่ละแห่ง คู่มือนี้ยังแสดงถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ W ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้แขกเข้าถึงเมืองแต่ละเมือง และวัฒนธรรมผ่านการฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงดีไซน์ แฟชั่น และ FUEL แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นำเสนอเรื่องราวของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยการชี้แหล่งที่ดีที่สุดให้กับนักท่องเที่ยวในการชมศิลปะที่น่าสนใจ อาหารแสนอร่อย และความสนุกแบบท้องถิ่น คู่มือนี้จะช่วยให้แขกตักตวงความสนุกได้มากที่สุดในแต่ละทริป

ดีท็อกซ์และรีท็อกซ์ที่โอซากา
โรงแรม W โอซากาผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ในบรรยากาศเก๋ไก๋สบายๆ และความหรูหราอย่างไร้รอยต่อ ทำให้แขกดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ทางสังคมและอาหารที่พิเศษเฉพาะตัว หนึ่งวันในโอซากาเริ่มด้วยประสบการณ์ออนเซนในน้ำพุร้อนในตอนเช้า ตามด้วยการไปเยี่ยมชมแกลเลอรีศิลปะโดยศิลปินอินดี้ในท้องถิ่น และออกไปดูชีวิตของผู้คนบนถนนออเรนจ์ ซึ่งมีบูติค และคาเฟ่ทั้งสองฟากถนน ผีเสื้อราตรีสามารถลิ้มลองไก่ซาชิมิที่ร้านยากิโทริ ที่ได้มิชลินสตาร์เพียงแห่งเดียวของโอซากา หรือปาร์ตี้ตลอดคืนที่คลับของเมือง และย่านท่องเที่ยวกลางคืนที่เปิดถึงตีห้า

พร้อมเดินทางท่องเที่ยวที่เมลเบิร์น
ถือกุญแจไขสู่สิ่งใหม่และสิ่งที่กำลังมาแรงในใจกลางเมือง และชื่นชมการออกแบบที่หลากหลายบนถนนของเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย W เมลเบิร์น คือพื้นที่ของความสนุกสนานที่คนตื่นเช้าและคนนอนดึกสามารถรวมตัวกันได้ ในเมลเบิร์น แนะนำให้แขกขี่จักรยานที่นอกตัวเมือง เลียบแม่น้ำยาร์รา ก่อนเติมพลังด้วยอาหารร่วมสมัยของออสเตรเลียในเรือบ้านสไตล์ยุคเอ็ดวาร์เดียน โดยแขกสามารถกลับมาว่ายน้ำเรียกความสดชื่นในสระของ W เมลเบิร์น ก่อนจะออกท่องเที่ยวอีกครั้ง เพื่อทดลองบาร์ ที่น่าทึ่งอีกหลายแห่งของเมือง รวมทั้งร้านอาหาร และย่านท่องเที่ยวกลางคืน

คู่มือ LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W จัดทำขึ้นในภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีนดั้งเดิม และจีนร่วมสมัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม แขกสามารถติดต่อกับพนักงาน W ที่โรงแรม W แห่งใดก็ได้เพื่อเป็นเจ้าของคู่มือท่องเที่ยว หรือเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นจุดหมายปลายทางดังกล่าว ได้ที่ www.whotels-asiapacific.com/luxecityguides

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Reserve experience by the sea.

ก่อนที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย จะเปิดประตูต้อนรับทุกท่านในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามารู้จักคำนิยามใหม่แห่งความหรูหราแบบเป็นส่วนตัวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษ  “รีเซิร์ฟ” ไว้เฉพาะคุณ ณ มุมสงบปลายหาดเฉวงอันน่าหลงใหลของเกาะสมุย ด้วยตัวสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลแวดล้อมไปด้วยสวนสวยสไตล์สวนเมืองร้อน ที่นี่คือจุดหมายใหม่สุดพิเศษสำหรับคุณ ในโอกาสนี้มีข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับคุณ อ่านได้ในตอนท้ายบทความนี้

เรามาดู 5 สิ่งสุดพิเศษที่ทางรีสอร์ทหรูหราแห่งนี้จะมอบประสบการณ์วันพักผ่อนให้กับคุณ

1.ที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเกาะสมุย

2.เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย นำเสนอห้องพักระดับหรู 184 ห้อง รวมทั้งพูลสวีท และพูลวิลล่าติดชายหาด พร้อม 6 ห้องอาหารและบาร์ที่มีความโดดเด่น รีสอร์ทยังมีกิจกรรมมากมายที่เหมาะกับนักเดินทางทุกท่าน

3.ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของรีเซิร์ฟ สปา เซ็นวารี แห่งแรกของโลกที่มาพร้อมสวนสปาสมุนไพรออร์แกนิค และฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายล้ำสมัย สระว่ายน้ำวิวทะเลที่สวยสมบูรณ์แบบ 

4.ประสบการ์แบบ Reserve สุดเอ็กซ์ครูซีฟไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่จุดหมายของการจัดงานหรือเป็ฯสถานที่สำหรับการจัดประชุมหลากหลายรูปแบบ ที่นี่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการประสบการณ์เหนือระดับทุกประเภท 

6.การลิ้มรสอาหารรสเลิศเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ผ่านห้องอาหารและบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง 6 ร้าน สนุกไปกับบรรยากาศหรูหราแต่เรียบง่ายที่บีชบาร์ริมชายหาดแห่งใหม่ล่าสุดบนเกาะสมุย ไปจนถึงการรับประทานอาหารแนวโมเดิร์นที่ยังคงรสชาติต้นตำรับ หรือจะเลือกจิบค็อกเทลผสมเหล้าจินที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ ณ จินบาร์

5.เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ยังเป็นรีสอร์ทที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการงดใช้พลาสติก การติดตั้งระบบผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์และน้ำดื่มอัดแก๊สบรรจุขวดในบริเวณรีสอร์ท นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปเศษอาหารเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมภายในครัวของรีสอร์ทอีกด้วย

แล้วประสบการณ์แบบ Reserve นั้นจะเป็นเช่นไร เรามาดูแบบฉบับการให้บริการของรีเซิร์ฟ 4 ประการ เริ่มจาก Reserve Time “ช่วงเวลาอันล้ำค่าในแบบฉบับเฉพาะคุณ” อิสระในการเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์เพื่อให้คุณพักผ่อนได้เต็มที่ตามใจปรารถนา หรือเลือกเวลารับประทานอาหารเช้าสุดโปรดในไทม์โซนของคุณเอง

Reserve Space “สถานที่ที่รังสรรค์มาเพื่อคุณ” มุมต่างๆในรีสอร์ทถูกปรับแต่งให้เหมาะกับทุกช่วงเวลาพิเศษของคุณ เช่น อาหารกลางวันเสิร์ฟในรูปแบบของปิคนิคสุดโรแมนติกบนชายหาดส่วนตัว หรือเนรมิตระเบียงห้องสวีทให้เป็นงานปาร์ตี้ค็อกเทลส่วนตัวสำหรับคุณและเพื่อนๆ

ในขณะที่ Reserve Culture “สัมผัสกลิ่นอายท้องถิ่น” เสมือนตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแขกผู้เข้าพักกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เริ่มจากการต้อนรับแบบวิถีไทยด้วยการลอยดอกดาวเรืองภายในสระน้ำบริเวณล็อบบี้ ซึ่งเป็นการสื่อถึงความสุข ความเบิกบานใจ และความโชคดี นอกจากนี้มุมค็อกเทลในห้องพักเพียบพร้อมด้วยสูตรและส่วนผสมของเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกาะสมุย

Reserve Touch “ความสุขของคุณคือทุกความใส่ใจของเรา” สะท้อนถึงการให้บริการแบบเฉพาะตัวและเหนือความคาดหมาย นับตั้งแต่การให้บริการบัตเลอร์ส่วนตัว “รีเซิร์ฟโฮสต์” จนถึงอภินันทนาการถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพความประทับใจของแขกขณะที่พักอยู่ในรีสอร์ท หรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเล่าเรื่องประจำรีเซิร์ฟที่ยินดีให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรีสอร์ทและท้องถิ่นเกาะสมุยอีกด้วย

ทีนี้เรามาดูควาหมายของการใช้ชีวิตแบบรีเซิร์ฟ ”Reserve Living”
เรามาดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดีไซน์อันสวยงามของเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ออกแบบโดยบริษัทการออกแบบ อาฟโรโค่ (AvroKO) ที่ได้รับรางวัลมาหลายเวที ด้วยการนำความหรูหราตามสไตล์คลาสสิคโคโลเนียลผสานไปกับการตกแต่งแบบร่วมสมัย เกิดเป็นฉากหลังที่สวยงามเหมาะแก่การ
สรรค์สร้างช่วงเวลาอันควรค่าแก่การตรึงไว้ในความทรงจำ โดยมีห้องพักหรู 184 ห้อง รวมทั้งพูลสวีท และพูลวิลล่าติดชายหาด ตกแต่งผสมผสานองค์ประกอบแบบไทยเข้ากับความร่วมสมัย โดยวิวจากแต่ละห้องจะแตกต่างกันไประหว่างวิวสวนทรอปิคอลและวิวท้องทะเลอันงดงาม รวมไปถึงพื้นที่ระเบียงที่กว้างขวาง เพียบพร้อมไปด้วยของใช้ส่วนตัวของทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย และคุณหนูๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ตามความต้องการของแขกแต่ละท่าน และยังมีนาฬิกาที่ช่วยให้การนอนหลับของคุณเป็นการพักผ่อนอย่างดียิ่งขึ้น (Sleep Therapy Clock) ถูกจัดเตรียมไว้ให้ในห้องพักอีกด้วยห้องรีเซิร์ฟ โอเชียน สวีท ให้พื้นที่การพักผ่อนที่มากขึ้น ในขณะที่ห้องพักติดสระน้ำ และพูลสวีทมาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวเพิ่มความสดชื่นให้กับการพักผ่อน อีกทั้งรีเซิร์ฟ โอเชียน พูลวิลล่า ริมหาดทรายขาว มีขนาดกว้างขวางถึง 501
ตารางเมตร ห้องสวีทและวิลล่าทุกๆ ห้อง ยังมาพร้อมบริการบัตเลอร์ส่วนตัว รีเซิร์ฟโฮสต์ อีกด้วย

Reserve Gastronome “ประสบการณ์ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสไตล์รีเซิร์ฟ”
อาหารหลากหลายซึ่งปรุงจากวัตถุดิบชั้นยอดของท้องถิ่นและความเพลิดเพลินในการลิ้มรสอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ประสบการณ์ของเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ผ่านห้องอาหารและบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง 6 ร้าน สนุกไปกับบรรยากาศหรูหราแต่เรียบง่ายที่บีชบาร์ริมชายหาดแห่งใหม่ล่าสุดบนเกาะสมุย ไปจนถึงการรับประทานอาหารแนวโมเดิร์นที่ยังคงรสชาติต้นตำรับ หรือจะเลือกจิบค็อกเทลผสมเหล้าจินที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ ณ จินบาร์
Act 5 ห้องอาหารที่เป็นส่วนตัว ให้บรรยากาศราวกับการชมการแสดงเหนือระดับ โดยมีอาหารประจำฤดูกาลแนวร่วมสมัยเป็นตัวเอก เสิร์ฟมาอย่างมีสไตล์ตกแต่งจานด้วยสมุนไพรสดที่เก็บมาจากสวนของรีสอร์ท แขกสามารถรับชมการแสดงชั้นครูผ่านรสชาติ การตกแต่ง และขั้นตอนการเสิร์ฟอาหารได้อีกด้วย

Salt Society ร้านอาหารและ บีชบาร์ เสิร์ฟทั้งอาหารประเภทซีฟู้ด เครื่องดื่มที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษเคล้าจังหวะเพลงฟังสบาย พลาดไม่ได้กับซันเดย์บรันช์ อิ่มอร่อยพร้อมวิวทะเลที่สวยไม่แพ้กัน

Sa-Nga หรือ “สง่า” ในภาษาไทย เสิร์ฟอาหารแนวทาปาสสไตล์ไทยที่มาพร้อมรสชาติ
ต้นตำรับที่แสนอร่อยปรุงแต่งในแบบสมัยใหม่โดยมาสเตอร์เชฟที่รังสรรค์จานพิเศษจากครัวเปิด
The Terrace ได้แรงบันดาลใจมาจาก Piazza ลานกว้างในประเทศอิตาลี มาพร้อมอาหารนานาชาติจากทั่วทุกมุมโลก ในขณะที่ Pool Bar มุมยอดนิยมของรีสอร์ทก็เหมาะแก่การนอนแช่น้ำและชมวิวเกาะที่สวยราวภาพวาด หรือนั่งผ่อนคลายริมสระพร้อมจิบเครื่องดื่ม รวมถึงครีเอทีฟค็อกเทล และอาหารทานเล่น

บรรยากาศมีระดับรอให้คุณมาค้นพบที่ The Gin Run นำเสนอจินหลากหลายสูตรเฉพาะ รวมไปถึงเมจิครีเซิร์ฟจิน ที่รังสรรค์โดยทีมมิกซ์โซโลจิสต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคนิคล้ำสมัยของเรา
Kitchen Table อีกขั้นแห่งประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบส่วนตัวนี้ เปิดโอกาสได้ชมเหล่าเชฟมากฝีมือประกอบอาหารพร้อมลิ้มลองรสชาติ ณ ใจกลางครัวหลักของรีสอร์ท ด้วยอิสระในการเลือกรับประทานอาหารได้ทุกที่ทุกเวลา แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกศาลาสุดโปรดในการจัดบาร์บีคิวสำหรับคุณและครอบครัว ชุดปิคนิคริมชายหาด ไปจนถึงบาร์บีคิว สุดชิค และมื้ออาหารเย็นแสนโรแมนติคใต้แสงเทียนในสวนสวย


Reserve Wellbeing “สุขภาพดีแบบรีเซิร์ฟ”
รีเซิร์ฟ สปา เซ็นวารี แห่งแรกของโลก มอบประสบการณ์การบำบัดผ่อนคลายพร้อมสวนสปาสมุนไพร ที่ซึ่งเทอราปิสต์ผู้เชี่ยวชาญจะพาแขกไปเลือกเก็บส่วนผสมสำหรับใช้ในแต่ละทรีทเมนต์ด้วยตัวเอง โดยนำสมุนไพรที่เก็บมาผสมกับน้ำมันและโคลนเพื่อใช้ในสปาทรีทเมนต์ ให้ผลลัพธ์ในการปลอบประโลมและบ่มเพาะรากฐานของการมีสุขภาพดี ห้องทรีทเมนต์ทั้ง 7 ห้อง ประกอบไปด้วยห้องอบไอน้ำและห้องซาวน่า เมนูสปาแบบออร์แกนิค 100 เปอร์เซ็นต์นั้นครอบคลุมขั้นตอนการบำรุงผิว การขัดผิว และการดูแลผิวด้วยการพันร่างกายโดยผลิตผลจากสวนสมุนไพรธรรมชาติตามด้วยการเสิร์ฟอาหารว่างและเครื่องดื่มออร์แกนิคที่เข้าคู่กัน
สปา เซ็นวารี ให้บริการโดยทีมงานที่ได้รับรางวัลมาหลายเวที มีชื่อเสียงในการส่งมอบประสบการณ์สปาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศาสตร์การบำบัดแผนไทย โดยมีสาขาครอบคลุมกว่า 35 สาขา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง
เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ยังมีฟิตเนสเซ็นเตอร์ชั้นเลิศที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และศาลาโยคะที่แขกผู้เข้าพักสามารถมาใช้บริการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ประสบการณ์และกิจกรรมแบบรีเซิร์ฟ
เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ครอบคลุมพื้นที่บนชายหาดที่ยาวที่สุดของเกาะสมุย เป็นดั่งสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตท้องถิ่น พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักผ่านวัฒนธรรมแบบไทย อาทิ กิจกรรมการเดินเล่นชมตลาดกับเชฟพื้นถิ่น รวมถึงชั้นเรียนการทำอาหาร งานศิลปะ งานฝีมือ กิจกรรมการตกปลาตอนกลางคืน การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะ รวมไปถึงการอาบแดดรับแสงอาทิตย์ริม 3 สระว่ายน้ำอันสวยงามของรีสอร์ท ซึ่งมีสระหนึ่งที่สำรองไว้สำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ
สำหรับนักเดินทางรุ่นเยาว์ ก็สามารถสนุกไปกับคลับส่วนตัวที่ไร้การรบกวนจากเทคโนโลยี เลือกเพลิดเพลินไปกับสวนน้ำ หรือร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างจินตนาการ เช่น การระบายสีผ้าบาติก กีฬามวยไทย ชั้นเรียนทำอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเชฟและมิกซ์โซโลจิสรุ่นจิ๋ว

งานเลี้ยงและงานเฉลิมฉลอง
สมุยคือจุดหมายปลายทางในฝันสำหรับการเฉลิมฉลอง นับตั้งแต่งานแต่งงานบนเกาะ งานฉลองครบรอบแต่งงาน และการทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน รวมทั้งทริปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ รีสอร์ทแห่งนี้เป็นฉากหลังสุดสมบูรณ์แบบสำหรับการเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ของชีวิตโดยมีสถานที่จัดงานมากมายทั้งแบบในห้องประชุมและหลายพื้นที่ภายในบริเวณรีสอร์ท ตั้งแต่ชายหาด สวนสวย พื้นที่ริมสระว่ายน้ำ วิลล่า เราพร้อมเนรมิตรทุกพื้นที่ให้เป็นงานเฉลิมฉลองสำหรับแต่ละก้าวสำคัญของชีวิต

นิยามแรกกับข้อเสนอสุดพิเศษ
มาร่วมค้นพบจุดหมายปลายทางสุดพิเศษและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ระดับโลกที่รังสรรค์มาเฉพาะคุณจาก 3 ข้อเสนอพิเศษนี้ เมื่อสำรองห้องพักภายใน 31 ธันวาคม 2564 เพื่อเข้าพักวันที่ 1 ธันวาคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 ทุกข้อเสนอรวมมินิบาร์และค็อกเทลสเตชั่นในห้องพร้อมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวจัดเติมให้ทุกวัน อภินันทนาการเข้าพักสำหรับเด็กสองคน ส่วนลดค่าอาหาร 10 เปอร์เซ็นต์ และส่วนลด 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้บริการสปาและบริการซักรีดอีกด้วย
ข้อเสนอพิเศษ Reserved for You รวมอาหารเช้า การอัพเกรดห้องพัก การเข้าพักได้ตั้งแต่ 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. เซอร์ไพรส์ประจำวัน อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ราคาเริ่มต้นที่ 5,900++ บาทต่อห้องต่อคืน
ข้อเสนอพิเศษ Reserved for Longer อภินันทนาการสิทธิห้องพักฟรีหนึ่งคืนต่อการเข้าพักทุกๆ สองคืน รวมอาหารเช้า ทุกวัน ไวน์ 1 ขวด เซอร์ไพรส์ประจำวัน การเข้าพักได้ตั้งแต่เวลา 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ราคาเริ่มต้นที่ 14,800++ บาทต่อการเข้าพักสามคืน
สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์เข้าพักแบบหรูหราอีกระดับ เชิญเลือกรับข้อเสนอ The Suite & Villa Reserve Experience ที่มาพร้อมรีเซิร์ฟโฮสต์คอยให้บริการตามความต้องการ โดยแพ็กเกจนี้จะรวมรถรับส่งจากสนามบิน แชมเปญ 1 ขวด การเข้าพักได้ตั้งแต่เวลา 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. อาหารเช้าทุกวัน เซอร์ไพรส์ประจำวัน ชุดอาหารว่างและเครื่องดื่มยามบ่าย อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ทริปชมสวนสมุนไพรและสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ราคาเริ่มต้นที่ 13,200++ บาท สำหรับการเข้าพักสองคืนในห้องรีเซิร์ฟพูลสวีทและห้องพักประเภทที่สูงกว่า
พิเศษ สมาชิกเซ็นทาราเดอะวันรับส่วนลดพิเศษ 15 เปอร์เซ็นต์ คะแนนโบนัส 3 เท่า เมื่อจองแพ็คเกจ The Suite & Villa Reserve Experience หรือคะแนนโบนัส 2 เท่า เมื่อจองข้อเสนอพิเศษ Reserved for You และ Reserved for Longer
เพลิดเพลินกับการผ่อนคลายกายและใจไปกับการเข้าพักที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ด้วยมาตรการความปลอดภัยและมาตรการรับรองทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดของเซ็นทารา คอมพลีท แคร์
ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพัก ติดต่อได้ที่ โทร. +66 (0) 77230500 อีเมล์ crs@chr.co.th เว็บไซต์ https://www.centarahotelsresorts.com/reserve/crs/promotion/
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/reserve/crs/ Facebook   Instagram

InterContinental Phuket Resort นำเสนอประสบการณ์อาหารไทยสไตล์ใหม่ริมทะเลฝีมือรังสรรค์โดย “เชฟต้น” เซเลบริตี้เชฟมากฝีมือแห่งร้าน Le Du

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท (InterContinental Phuket Resort) สวรรค์แห่งการพักผ่อนสุดหรูริมหาดกมลา ได้ร่วมมือกับ “เชฟต้น” ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่ง “Le Du” (ฤดู) นำประสบการณ์อาหารระดับดาวมิชลินมาสู่ริมทะเลภูเก็ต รังสรรค์เมนูสุดเซอร์ไพรส์จากวัตถุดิบท้องถิ่น ในอีเวนต์อาหารสุดพิเศษ 2 แบบ 2 สไตล์ “Jaras x Le Du” และ “Pine x Le Du”

นับเป็นครั้งแรกของ อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท ที่ได้ร่วมมือกับ “เชฟต้น” เซเลบริตี้เชฟหนุ่มที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านการสร้างสรรค์อาหารไทยด้วยวัตถุดิบคุณภาพและไอเดียที่แตกต่าง รวมถึงเป็นเจ้าของร้าน Le Du ร้านอาหารไทยโมเดิร์น ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านที่ดีที่สุดในเอเชียอันดับ 4 จาก Asia’s 50 Best Restaurants ปีล่าสุด และพ่วงด้วยรางวัล 1 ดาวจากมิชลิน รางวัลทรงเกียรติของวงการอาหารระดับโลก 

เริ่มต้นการเดินทางท่องไปในโลกของอาหารไทยริมทะเลครั้งนี้กับอีเวนต์ “Jaras x Le Du” มื้อค่ำสุดพิเศษที่เหล่านักชิมลิ้มรสฝีมือปรุงอาหารของ “เชฟต้น”เซเลบริตี้เชฟเจ้าของร้าน Le Du และ “เชฟแบงค์กี้” ชัชวาล วราหะจีระกูล พ่อครัวมือหนึ่งแห่งห้องอาหาร Jaras (จรัส) ของอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท กับอาหารไทยสไตล์โอมากาเสะ 5 คอร์ส จับคู่กับไวน์พรีเมี่ยมที่คัดสรรมาอย่างดีโดยซอมเมลิเย่ร์มืออาชีพ 

เริ่มต้นด้วย “อามูส บุช” หรือเมนูเรียกน้ำย่อยที่รสจัดจ้านสไตล์อาหารใต้ ตามมาด้วยอาหารจานเปิดอย่าง “น้ำพริกกุ้งเสียบ” เมนูขึ้นชื่อของภูเก็ตที่ครีเอทเป็นมูสรสกล่มกล่อม เสิร์ฟพร้อมกุ้งแชบ๊วย และผักสวนครัวสดใหม่ จานลำดับต่อมาคือ “แหนมคอหมูย่าง” เมนูยอดนิยมคุ้นหูแต่ไม่ธรรมดา แหนมหมูดำจากจังหวัดน่านที่หมักถึง 3 วัน ออนท็อปด้วยผงปรุงรสสูตรพิเศษ ให้รสชาติที่อร่อยล้ำกว่าที่เคย ต่อด้วย “ต้มโคล้งปลามง” ปลาทะเลน่านน้ำท้องถิ่นเนื้อหวานฉ่ำบ่มกว่า 7 วัน ในน้ำซุปปลาย่าง หอมกลิ่นตะไคร้และเห็ดพูเร รสกลมกล่อมแต่จัดจ้านแบบไทย ส่วนอาหารจานหลักได้แก่ “เป็ดพะโล้” เนื้ออกเป็ดพรีเมียมจากชลบุรี เสิร์ฟพร้อม​ลูกแพร์ในไวน์ขาว บีทรูทดอง หัวไชเท้า และส้ม ที่ตัดรสได้อย่างลงตัว ปิดท้ายด้วยขนมหวาน “พุดดิ้งเลือดหมู” ไอศกรีมโหระพาที่เข้มข้นและนุ่มละมุน เซอร์ไพร์สด้วยส่วนผสมอย่าง “เลือดหมู” เพิ่มเนื้อสัมผัสที่เข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับ “Pine x Le Du” ซันเดย์บรันซ์ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดบนเกาะภูเก็ต ที่พิเศษยิ่งขึ้นกับเมนูอาหารไทยสูตรเฉพาะที่รังสรรค์โดย “เชฟต้น” แห่ง Le Du  ไม่ว่าจะเป็นเมนู หอยนางรมซอสพริกผักชี, พล่าปลาฮามาจิ, ปลาหมึกย่างขมิ้น, ต้มข่ากุ้งรมควัน, แกงปลาโคราช, มัสมั่นแกะ และคอหมูย่างแกงกะหรี่ พร้อมเมนูอื่น ๆ อีกมากมายที่ให้นักชิมได้อิ่มอร่อย พร้อมดื่มดำวิวทะเลริมหาดกมลา เคล้าเสียงเพลงจากดีเจ และแชมเปญที่เสิร์ฟแบบไม่อั้น 

อีเวนต์อาหารสุดพิเศษของอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท จะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดทั้งปี เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารเหนือระดับให้แก่นักชิมไม่รู้จบ รวมถึง Sunday Brunch ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00 -15.00 น.  ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่https://phuket.intercontinental.com/dining อีเมล์ icphuket.dining@ihg.com หรือโทร. 076 629 999

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับเซโกะ มัตสึดะ หนึ่งในผู้กำกับ Folklore Season 2 ออริจินัลซีรีส์จาก HBO GO

กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับ Folklore ออริจินัลซีรีส์ลี้ลับของ HBO ที่เคยนำพาความสยองขวัญสู่บ้านคุณ และในซีซั่นที่สองนี้ Folklore จะกลับมาพร้อมความยาว 6 ตอน จากผู้กำกับ 6 ประเทศทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ว่าด้วย ‘ความกลัว’ ต่างๆ ทั้งจากเรื่องราวที่คุณไม่รู้ หรือจากพลังเหนือธรรมชาติ โดยเรื่องเล่าต่างๆ นั้นจะเล่าผ่านมุมมองอันหลากหลายและแตกต่างของผู้กำกับแต่ละคนนั่นเอง

และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องในครั้งนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับซีรีส์ชาวญี่ปุ่นจากตอน The Day The Wind Blew ที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ความฝัน ความตาย และการจากลา โดยตอนนี้จะเข้าฉายในวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับตอน The Day The Wind Blew จากซีรีส์ Folklore Season 2

ทำไมคุณสนใจเข้าร่วมโปรเจกต์ซีรีส์ “Folklore” มีอะไรที่ดึงดูดใจคุณเป็นพิเศษมั้ย?     

Seiko: ก่อนหน้านี้ มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับเอริค คู (โชว์รันเนอร์ ผู้ควบคุมการสร้างโปรเจกต์ Folklore) ในซีรีส์เรื่อง Ramen Teh (รับชมได้ทาง HBO GO) ค่ะ คราวนี้เลยได้รับโอกาสอีกครั้งจากเอริค เขาชวนให้ฉันลองมาเป็นผู้กำกับในเรื่องนี้ค่ะ นอกจากตัวโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ก็รู้สึกดีที่จะได้ร่วมงานกับเอริคอีกค่ะ    

ไอเดียตั้งต้นมาจากอะไรและขั้นตอนทำงานอะไรที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากขั้นตอนของศิลปะอื่นอย่างไร      

Seiko: มีครั้งนึงตอนไปทานข้าวกับผู้กำกับเอริค คู เลยเล่าเรื่องน่ากลัวๆ ของแต่ละที่ (แต่ละคน) กัน เอริคเขาชอบและถูกใจเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟังมากก็เลยเลือกและตกลงกันว่านำเรื่องนี้มาทำเป็นตอนหนึ่งในโปรเจกต์

ซีรีส์ Folklore ดีกว่า แล้วทุกอย่างก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นเลยค่ะ ระหว่างที่ฉันเขียนบท เอริคก็ให้คำแนะนำฉันหลายๆอย่าง พวกเราเริ่มเขียนบทกันและก็เข้าสู่กระบวนการโปรดักชั่น ถ่ายทำซีรีส์ค่ะ            

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ในซีรีส์ Folklore Season 2?

Seiko: เรื่องมันนานมากแล้วนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันมีผู้ช่วยผู้หญิงอยู่คนนึงค่ะ เธอเป็นคนที่มีสัมผัสพิเศษค่ะ ตอนที่ฉันอยู่กับเธอ เธอเล่าว่าเธอเห็นผีพอดี แต่ฉันก็ไม่ทราบหรอกนะคะว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เห็นอะไรเลยค่ะ แต่ว่าฉันก็จำเรื่องนั้นได้ดี ลืมไม่ลงเลยค่ะ หลังจากนั้นตอนที่ฉันเจอกับเอริค ฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้เอริคฟัง บอกว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะ เขาก็คิดเหมือนฉันว่าเรื่องนี้น่าจะเอาไปทำเป็นผลงานสุดพิเศษได้เลยนะ แต่ฉันในฐานะผู้กำกับเองก็ไม่ได้อยากทำผลงานที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียว แต่ฉันอยากเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับความรัก เป็นเลิฟสตอรี่ด้วย ก็เลยเกิดเป็นซีรีส์เรื่องนี้ค่ะ  

เป็นเรื่องราวของศิลปินไอดอลและแฟนคลับที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กัน คุณได้มีการนำประสบการณ์ส่วนตัวหรือที่เคยพบเจอใส่ลงไปในเรื่องราวนี้บ้างมั้ย  

Seiko: ฉันไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผีหรือเรื่องวิญญาณแบบนี้เลยนะคะ ไม่เคยเจอกับตัวเลย แต่ถึงแม้ฉันจะไม่เคยเผชิญประสบการณ์ในลักษณะนี้ด้วยตัวเอง แต่ฉันก็รู้สึกว่าถ้าจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่น่าแปลกอะไรค่ะ      

ในญี่ปุ่นยุคปัจจุบันคุณคิดว่าเรื่องผีในความหมายทางสังคมถูกมองแตกต่างจากอดีตหรือความเชื่อเรื่องผีในปัจจุบันของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร      

Seiko: สำหรับตัวฉันเองคิดว่าไม่ว่าวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงหรือเทคโนโลยีในยุคนี้จะพัฒนาหรือเจริญขึ้นมากเพียงใด ตัวฉันเองก็คิดว่ายังไงก็มีสิ่งที่มันเป็น spiritual (เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ) (คุณเซโกะใช้คำนี้เลย) อยู่แน่ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่ไหนๆบนโลกก็มีเช่นกัน ไม่ว่าโลกจะถูกพัฒนาให้มันทันสมัยขึ้นยังไง แต่ฉันคิดว่าเรื่องราวของภูติผีวิญญาณ (เรื่องผีๆ spiritual) ก็ยังคงมีอยู่ แล้วคนที่ได้พบได้เห็นเนี่ยก็คงจะคิดว่าเรื่องผีแบบนี้ก็มีด้วย และคงเปิดใจยอมรับการมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ แม้ว่ามันจะดูน่าเหลือเชื่อขนาดไหน คงจะคิดว่า “มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากๆ เลย” หรือแบบว่า “อ๋อ แบบนี้ก็มีด้วย” และคิดว่าก็คงจะยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยแหละค่ะ

คุณคิดว่าเสน่ห์ของหนัง/ซีรีส์แนวลี้ลับสไตล์เอเชียเหมือนหรือต่างจากสไตล์ตะวันตกอย่างไร และเอกลักษณ์ของความน่ากลัวสไตล์ญี่ปุ่นคืออะไร เช่น ตะวันตกจะเล่นกับจังหวะตกใจ ส่วนเอเชียจะเน้นเรื่องความเชื่ออะไรประมาณนี้

Seiko: ขอเจาะจงพูดถึงเสน่ห์ของซีรีส์ Folklore คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานที่เล่าขานของแต่ละประเทศนะคะ ซึ่งธีมของซีรีส์นี้ก็คือการเอาตำนานของแต่ละที่มาเล่าเป็นเรื่องราวด้วย ซึ่งมันเป็นธีมที่น่าสนใจมากๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละความเชื่อในแต่ละท้องถิ่นของเอเชีย ซึ่งถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่คิดว่าในรายละเอียดน่าจะมีอะไรที่คล้ายคลึงหรือเชื่อมโยงกันได้อยู่ ซึ่งในซีรีส์ Folklore ถือเป็นการแนะนำและเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศผ่านซีรีส์เรื่องนี้ไปด้วยค่ะ

นอกจากความน่ากลัวแล้วอยากให้คนที่เข้ามาดูเรื่องได้รับ Messages หรือข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง      

Seiko: ซีรีส์ Folklore ซีซั่น 2 ตอน “The Day the Wind Blew” เป็นเรื่องราวที่น่ากลัวมากๆ ค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ฉันอยากจะสื่อเนี่ย ฉันอยากเน้นในเรื่องของ “ความรัก” นะคะ เป็นความรู้สึกรักแบบรักจริงๆ ไม่ใช่แค่ความรักแบบโรแมนติก (รักใสๆ) นะคะ ในเรื่องจะมีทั้งความรักระหว่างชาย-หญิง และก็มีความรักของแม่-ลูก คือแม่กับลูกสาวด้วย ฉันเลยอยากสื่อถึงเรื่อง “ความรัก” คิดว่า “ความรัก” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดค่ะ

ระหว่างโปรเซสการทำงานระหว่างงานนักร้องนักแต่งเพลงสู่การเขียนบทและกำกับมันมีความแตกต่างกันอย่างไร

Seiko: ถ้าเป็นการร้องเพลงเนี่ย ฉันก็จะเป็นคนร้อง ส่วนใหญ่ก็ร้องเพลงคนเดียวเกือบตลอดเลยด้วย หรือการแต่งเพลง ทำผลงานเพลงเนี่ย ฉันก็จะทำเองคนเดียวค่ะ แต่ถ้าเป็นการทำซีรีส์ เขียนบทจะต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายๆคน ทีมงานที่มาร่วมสร้างซีรีส์นี้ด้วยกันค่ะ ฉันคิดว่าจุดนี้เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้เด่นชัดเลยค่ะ แล้วมันก็แตกต่างตรงที่เรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้ที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันไม่ได้แสดงเรื่องนี้ผ่านตัวของฉันเอง แต่เป็นทางทีมนักแสดงที่พวกเขาต้องมาถ่ายทอด (ผลงานของฉัน) ผ่านการแสดงและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของพวกเขาค่ะ การร้องเพลง เพลงของฉัน มันถูกถ่ายทอดผ่านเสียงของฉัน ตัวของฉันเอง กระบวนการผลิตผลงานที่ฉันทำเองคนเดียว แต่สำหรับการสร้างซีรีส์ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจของทุกๆคนมารวมเป็นหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด มันต่างกันมากๆเลยค่ะ  

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านบทเพลงและการเต้นรำ     

Seiko: (ครุ่นคิด) สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวใดๆ ออกไป การแสดงกับดนตรีเป็นสื่งที่สัมพันธ์กันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องราวในซีรีส์นี้เป็นที่ตัวเอกเป็นนักร้องด้วย ดนตรีจึงมีบทบาทสำคัญมาก ทุกอย่างมันเลยเชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นธรรมชาติเลยล่ะค่ะ  

ตัวคุณเองได้รับฉายาว่า “ไอดอลตลอดกาล” รู้สึกยังไงบ้างกับฉายานี้และพอมาทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับแบบนี้มีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกบ้างมั้ย      

Seiko: (หัวเราะ) สำหรับฉายา “ไอดอลตลอดกาล” เป็นฉายาที่ทุกๆ คนกรุณามากๆ ที่เรียกฉันแบบนั้น ฉันรู้สึกขอบคุณมากๆ แล้วก็มีความสุขมากๆ เลยค่ะ ถ้าทุกคนเรียกฉันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีใจมากเลยค่ะ      

(ถามต่อ) แล้วต่อจากนี้ไปมีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกไหม  

Seiko: เอ๊ะ~ (ยิ้มเขิน) สำหรับฉัน ฉันคิดว่าฉายา “ไอดอลตลอดกาล” ที่ได้รับก็ที่สุดแล้วค่ะ คงไม่มีฉายาไหนที่มากไปกว่านี้แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอมากๆแล้วสำหรับฉันค่ะ (พูดพลางหัวเราะ) ขอ บคุณมากๆ เลยนะคะ (พนมมือ)

นอกจากตอนที่คุณกำกับในซีรี่ส์นี้ คุณชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร      

 Seiko: ที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้ดูตอนอื่นๆ เลยค่ะ แต่ว่าตั้งหน้าตั้งตารอชมไม่ไหวเลยค่ะ

(ถามเพิ่ม) ถ้าอย่างนั้นรบกวนบอกหน่อยได้ไหม ว่าคุณชอบหนังสยองขวัญเรื่องอะไร   

Seiko: หนังสยองขวัญที่ฉันชอบเหรอคะ ความจริงฉันไม่ค่อยได้ดูหนังแนวสยองขวัญเท่าไรค่ะ (หัวเราะ) ที่ฉันได้มากำกับหนังสยองขวัญในครั้งนี้ จึงวิเศษสุดๆ ไปเลยค่ะ ฉันเคยดูหนังที่ไซโต้ ทาคุมิกำกับในซีรี่ส์ Folklore season 1 เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ แล้วก็ทำออกมาได้ดีมากๆ ด้วยค่ะ  

โดยส่วนตัวแล้วคุณเชื่อในเรื่องพื้นบ้านเรื่องนี้มากแค่ไหน

Seiko: ตามที่พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ ฉันคิดว่าเรื่องเล่าหรือเรื่องราวของแต่ละประเทศที่เล่าต่อๆ กันมา มันต้องมีจริงแน่ๆ เลยค่ะ ดังนั้นถ้าจะถามว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ ฉันเป็นคนที่เชื่อในเรื่องนี้ค่ะ

Folklore Season สตรีมมิ่งที่ HBO GO ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 มีตอนใหม่ทุกวันเสาร์จนครบ 6 ตอน

Exclusive Interview with HOT ISSUE

พูดคุยจากสาวๆ จาก HOT ISSUE เนื่องในการออกอัลบั้ม ICONS ของพวกเธอ

พวกคุณคาดหวังอะไรจากอัลบั้ม ICONS บ้าง

เยวอน: พวกเราคาดหวังที่จะแสดงเสน่ห์ของพวกเราให้มากกว่าเพลงเดบิวต์ของเราอย่าง GRATATA โดยการแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของพวกเรา และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของ HOT ISSUE ด้วยค่ะ

เยบิน: พวกเราคาดหวังที่จะส่งแมสเสจไปถึงพวกคุณทุกคนว่าใครก็สามารถกลายมาเป็นไอคอนได้ทั้งนั้น และอยากให้ทุกคนเก็นการเติบโตของ HOT ISSUE ไปอีกระดับหนึ่งด้วยค่ะ

ฮยองชิน: เราคาดหวังว่า HOT ISSUE จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในหมู่แฟนๆ และคนอื่นๆ ผ่านอัลบั้มใหม่ ICONS ของพวกเรานะคะ เพื่อที่คนจะได้ฟังเพลงของพวกเรา และเสริมสร้างความมั่นใจไปพร้อมๆ กับพวกเราด้วยค่ะ

ในฐานะที่พวกคุณเองก็เป็นไอคอนในวงการ คุณได้เห็นตัวเองในอัลบั้มนี้อย่างไรบ้างไหม

นายุน: อย่างน้อยเวลาขึ้นเวที ฉันอยากจะแสดงความมั่นใจของฉันให้เหมือนกับที่เนื้อเพลงว่าไว้น่ะค่ะ ฉันหวังว่าพวกคุณจะสามารถสัมผัสถึงความทะเยอทะยานของ HOT ISSUE ที่อยากจะกลายมาเป็นไอคอนของวงเคป็อปในเจเนอเรชั่นที่สี่นี้นะคะ

ดาอิน: ฉันพยายามจะแสดงความรู้สึกมั่นใจให้เหมือนกับเนื้อเพลงเลยค่ะ และเพราะว่าฉันรักตัวเองและรักวง HOT ISSUE มาก ฉันก็เลยคิดแค่ว่า ‘ฉันจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของฉันออกมา’ เท่านั้นเองค่ะ

เยวอน: เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเราจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยสีสันของเราผ่านความมั่นใจและความจริงใจของ HOT ISSUE เราจึงเรียนรู้ และพยายามอย่างหนักที่จะแสดงสีหน้าและท่าทางบนเวทีให้ได้มากกว่าตอนที่เรานำเสนอเพลงเดบิวต์ของพวกเราอย่าง GRATATA นะคะ

ฮยอนชิน: เพื่อที่จะแสดงพลังงานที่สดใสและความมั่นใจของฉันออกมา ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของการแสดง แต่ในแง่ของการร้องเพลงด้วย ฉันใส่ใจในทุกรายละเอียดและการนำเสนอเลยค่ะ

ช่วยให้กำลังใจคนอื่นๆ หน่อยว่าพวกเขาสามารถเป็นไอคอนได้ และคุณสมบัติไหนในความคิดของคุณที่สำคัญต่อการเป็นไอคอนของคนคนหนึ่ง

นายุน: ฉันคิดว่าคุณควรรักษาความเป็นตัวเองไว้ให้มากๆ ไม่ว่าจะตกอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบากมากแค่ไหนก็ตาม อยากล้มลงเพียงเพราะสายตาหรือคำพูดของคนอื่น และคุณจะกลายเป็นไอคอนที่มั่นใจในสิ่งที่คุณลงมือทำอยู่

ดานา: ฉันคิดว่าคุณควรเป็นไอคอนที่ตัวคุณเองภาคภูมิใจ ไม่ใช่ไอคอนที่ทำตามมาตรฐานของคนอื่นนะคะ

ฮยอนชิน: แทนที่จะพูดถึงคุณลักษณะของการเป็นไอคอน ฉันคิดว่า ‘การเป็นตัวของตัวเอง’ นี่ก็คือการเป็นไอคอนที่จะเปิดเผยสีสันของตัวคุณเองให้ไปไกลกว่ามาตรฐานที่คนอื่นตั้งไว้ หรือชื่อเสียงนะคะ

การได้อยู่ในวงการบันเทิงเคป็อปนี้ พวกคุณรู้สึกกดดันบ้างไหม ถ้าเป็นเช่นนนั้น พวกคุณรับมือกับมันได้อย่างไร

นายุน: แน่นอนว่ามันมีแรงกดดันอยู่แล้ว แต่ฉันคิดว่าความคาดหวังต่อ HOT ISSUE ในช่วงหลังๆ นี้มันมากกว่าแรงกดดันอื่นๆ เสียอีก พวกเรามีความมั่นใจที่จะแสดงดนตรีดีๆ บนเวทีดีๆ ต่อไปในอนาคต รอพวกเรานะคะ

เยบิน: แรงกดดันมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นะคะ แต่ฉันคิดว่าฉันอยากจะรับมันในฐานะพลังด้านบวกให้ได้มากที่สุด และฉันจะตั้งใจทำงานเพื่อที่จะขึ้นแสดงให้ได้ดีกว่าเดิมค่ะ

ดานา: ฉันรู้สึกถึงความรับผิดชอบมากกว่าแรงกดดันนะคะ และในกรณีนี้ ฉันเลือกที่จะปิดจุดด้อยของตัวเองผ่านการเรียนรู้ตัวเอง และฝึกซ้อมให้มากๆ เพื่อที่จะได้มั่นใจ และทำตามความรับผิดชอบของตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ

เมนา: แน่นอนสิคะ ฉันรู้สึกกดดัน แต่ฉันฝึกฝน และพยายามมากขึ้นในทุกๆ วันโดยแทบไม่คิดถึงเรื่องอื่นเลยค่ะ

เยวอน: แน่นอนค่ะ มันมีแรงกดดันบางๆ อยู่แล้ว แต่มันก็มีเวทีมากมาย และมีแง่มุมต่างๆ ของพวกเราที่ฉันอยากจะแสดงออกในระหว่างที่พวกเรายังได้มีโอกาสทำงานอยู่ ฉันทำงานหนักเพื่อที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขในทุกๆ ช่วงเวลาค่ะ

ดาอิน: มันมีช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกตื่นตระหนกตอนที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงเกาหลี ฉันคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ตราบใดที่ฉันยังอยู่กับเมมเบอร์คนอื่นๆ นะคะ

ฮยอนชิน: แทนที่จะมองว่ามันเป็นแรงกดดัน ฉันมองว่าฉันทะเยอทะยานที่จะนำตัวเองไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดยการพยายามและท้าทายสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองในทุกๆ เวลาค่ะ

พวกคุณมีใครเป็นไอคอนบ้างไหม และทำไมถึงเป็นเขา

นายุน: แม่ฉันเองค่ะ ทุกวันนี้ ฉันรู้สึกมากๆ ว่าแม่เป็นคนเข้มแข็งที่สุด ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แม่ฉันจะหาทางออก และจัดการปัญหาได้ แทนที่จะมานั่งคร่ำครวญ ฉันเลยอยากจะเป็นคนเข้มแข็งแต่อ่อนโยนเหมือนแม่ตัวเองค่ะ

เยวอน: ฉันเคารพ IU เพราะเธอทำงานได้หลากหลาย แสดงตัวตนในทุกแง่มุม ซึ่งมันเจ๋งมากเลย และเธอยังมีแพสชั่นและความรักต่อดนตรีมากๆ ด้วยค่ะ ฉันคิดว่าเธอต้องเรียนรู้อะไรมามากๆ อย่างแน่นอนค่ะ ไม่ใช่แค่ในฐานะนักร้อง แต่ในฐานะคนคนหนึ่งด้วย

ฮยองชิน: ในฐานะคนที่สานฝันตัวเองโดยการดูการแสดงของ CL มาตั้งแต่เด็ก ฉันเคารพและเรียนรู้อะไรต่างๆ จากเธอมาเยอะเลยค่ะ

บอกเราหน่อยว่าคุณพัฒนาตัวเองมาไกลแค่ไหนตั้งแต่วันเดบิวต์มาจนถึงวันที่ ICONS เปิดตัว ในแง่มุมชองการแสดงและการร้องนะ

นายุน: ในเรื่องของการแสดงออกในบทเพลง ฉันคิดว่าฉันเรียนรู้อะไรเยอะกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยค่ะ สีสันของ HOT ISSUE ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้น และเมื่อเราพัฒนาทั้งทักษะในการแสดงและการร้องเพลงมากขึ้น ฉันคิดว่าพวกเราได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วเมื่อเทียบกับการโปรโมทของพวกเราในรอบที่แล้ว

เยวอน: คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพวกเรานับจากเพลง GRATATA ไม่เฉพาะเรื่องดนตรีเท่านั้นนะคะ แต่เป็นเรื่องการแสดงด้วย ในขณะที่เตรียมอัลบั้ม ICONS อยู่ สมาชิกทุกคนฝึกกันอย่างหนักทั้งร้องเพลง เต้น และแรป เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ

ดาอิน: ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนเติบโตขึ้นกันทั้งนั้น และทีมเวิร์คเราก็ดีขึ้น พวกเราเข้าขากันได้เร็วกว่าเมื่อก่อน ฉันยังคิดว่าฉันเองก็แรปได้ดีขึ้นมากเพราะฉันฝึกมาอย่างหนัก และพยายามเป็นอย่างมากที่จะแสดงออกถึงอะไรหลายๆ อย่างในท่อนแรปของฉัน

จุดมุ่งหมายใหญ่สุดของพวกคุณในวงการนี้คืออะไร

นายุน: ฉันอยากจะทำดนตรีที่คนทั่วไปและแฟนๆ นึกถึงเวลาพวกเขาพูดถึงช่วงยุค 2020s จุดหมายใหญ่คือการได้เป็นศิลปินที่มีดนตรีอยู่ในใจของผู้คน และส่งผลต่อจิตใจของพวกเขาในทางบวกค่ะ

ดานา: จุดมุ่งหมายใหญ่ของพวกเราคือการได้เผยแพร่เสน่ห์ของสมาขิกแต่ละคนไปให้กว้างๆ ค่ะ และ HOT ISSUE ได้เป็นศิลปินที่คนชอบฟังและชอบดูได้ในที่สุดค่ะ

เยวอน: จุดมุ่งหมายหลักของ HOT ISSUE คือฉันอยากจะกลายเป็นศิลปินระดับโลกค่ะ เมื่อเวลาผ่านไป ฉันอยากจะให้ HOT ISSUE กลายเป็นไอคอนของวงการดนตรีด้วยค่ะ

ดาอิน: ฉันไม่ได้ตั้งจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่อะไร เพราะกลัวว่าตัวเองจะเฉื่อยหลังจากไปถึงจุดนั้นแล้วค่ะ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่ฉันคิดคือฉันอยากจะเป็นคนที่ทำให้คนที่ฉันรักมีความสุขเท่านั้นเองค่ะ

บอกอะไรกับแฟนๆ ชาวไทยที่รอคุณอยู่หน่อย

นายุน: ขอบคุณมากๆ นะคะที่สนับสนุน HOT ISSUE จากที่ไกลๆ เสมอ ฉันหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นโดยเร็ว และพวกเราจะได้เจอหน้ากันอีกครั้ง เพื่อให้คุ้มกับที่พวกคุณสนับสนุนพวกเรามาตลอด พวกเราจะทำการโปรโมทครั้งนี้ให้ดีที่สุดค่ะ รอดูได้เลยนะคะ ฉันรักคุณค่ะ

เยบิน: ฉันหวังว่าสถานการณ์โควิด-19 นั้นจะดีขึ้นโดยเร็ว พวกเราจะได้เจอแฟนๆ ชาวไทยของเราได้เสียที พวกเราจะทำงานหนักนะคะ กรุณาสนับสนุนพวกเราด้วยค่ะ

เยวอน: ซูเรชาวไทยคะ HOT ISSUE กลับมาพร้อมอัลบั้มเดี่ยวแรก ICONS แล้วค่ะ พวกเราจะแสดงให้เห็นว่าพวกเราเติบโตขึ้น และเจ๋งขึ้นขนาดไหนหลังจากเดบิวต์มา กรุณารอพวกเรา และรักพวกเรามากๆ นะคะ หวังว่าทุกคนจะสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ค่ะ

ฮยอนชิน: ขอบคุณมากๆ นะคะที่ยังรอพวกเราอยู่ พวกเราทำงานหนักมากกับอัลบั้ม ICONS นี้ ขอให้ทุกคนแสดงความรักและความสนใจกับเราไม่ใช่เฉพาะเพลง ICONS นะคะ แต่ขอให้สนใจเพลงหน้าบีอย่าง Hot Candy ด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะ

สตรีมอัลบั้ม ICONS ของ HOT ISSUE ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

l

Aēsop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญ 5 ดีไซน์ประจำเทศกาลภายใต้แนวคิด ‘Anatomy of Generosity’ ที่ออกแบบมาเพื่อส่งมอบความรู้สึกดีๆ ในทุกแง่มุม

Aēsop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญประจำเทศกาลภายใต้แนวคิด ‘Anatomy of Generosity’ ของ Aesop ในปี 2021 ออกแบบมาเพื่อส่งมอบความรู้สึกดีๆ ทั้งความเคารพนับถือ ไปจนถึงเป็นการแสดงออก ส่งมอบความปรารถนาดี ในแต่ละชุดผลิตภัณฑ์ได้ถูกเรียกขานตามบทบาทซึ่งถ่ายทอดนัยยะความรู้สึกชื่นชมในตัวผู้รับด้วยคุณลักษณะที่ผู้ให้มองเห็น

The Advocate (นักสนับสนุน) ประกอบไปด้วย 4 ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำความสะอาดและเติมเต็มความชุ่มชื่นให้กับผิวกายและฝ่ามือ The Advocate (นักสนับสนุน) มักสงวนคำพูดไว้ในยามที่เหมาะสม ยินดีรับฟังความเห็นของผู้อื่นก่อนเสมอ ทั้งยังใส่ใจในความเป็นไปของผู้อื่น

The Listener (นักฟัง) กับชุดของขวัญ 3 ชิ้นเพื่อการฟื้นบำรุงผิวตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้า นักฟังที่ยอดเยี่ยมและมีความอดทนสูง ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและผ่อนปรนปัญหานานาประการของผู้อื่นให้เบาลงได้เสมอ

The Mentor (ที่ปรึกษา) คือชุดของขวัญอันอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างครบขั้นตอน การเป็นที่ปรึกษาที่รุ่มรวยด้วยความรู้รอบด้าน คอยหยิบยื่นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทั้งยังช่วยปลุกกำลังใจให้กับผู้ฟัง

The Forager (นักจัดหา) คู่ผลิตภัณฑ์กลิ่นซีตรัสเพื่อผิวกายหอมสดชื่น นักจัดหาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทำงานหนัก และเป็นผู้ให้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาโดยธรรมชาติ ไม่ได้เรียกร้องให้ได้รับคำชื่นชม เพราะมักเป็นบทบาทที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง

The Protector (ผู้ปกปักษ์) นั้นประกอบไปด้วยชุดผลิตภัณฑ์กลิ่นกรุ่นกังวาลสำหรับมุมโปรดในบ้านหรือที่ทำงานของคุณ ผู้ปกปักษ์คือผู้ที่มองเห็นในคุณค่าที่ซ่อนอยู่ ไปจนถึงสิ่งที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้เพราะมักถูกมองข้าม อดทนอดกลั้น ปราศจากความเห็นแก่ตัว กล้าหาญแม้ในสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

ชุดของขวัญบรรจุอยู่ในกล่องรีไซเคิลจากกระดาษเหลือใช้ 100% จำหน่ายที่ร้านค้าเอสอป เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า และ www.central.co.th

เรียบเรียง rhunrun

เข้าครัวอย่างมีสไตล์กับคอลเลคชั่นจาก Rhude x Instant Pot หม้ออัดความดันและเครื่องครัวดีไซน์สวยตั้งแต่มีดไปจนจานชาม

เข้าครัวอย่างมีสไตล์กับคอลเลคชั่นจาก Rhude x Instant Pot ที่มาพร้อมชุดหม้ออัดความดัน ถ้วยตวง จาน จาก Pyrex และมีดคมๆดีไซน์สวยจาก Chicago Cutlery


ซึ่ง Rhuigi Villaseñor creative director ของแบรนด์เท่จากแอลเอต้องการรำลึกถึงความทรงจำดีๆวัยเด็กในการเข้าครัวร่วมทำอาหารกับครอบครัวผ่านสไตล์ที่มีกลิ่นไอสตรีทแวร์แต่มีการตัดเย็บที่เนี๊ยบตามคุณแม่ของเจ้าตัวที่เคยเป็นช่างตัดเสื้อ

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

มาแล้ว!!! ภาพแรกของภาพยนตร์ Moonfall ของโรแลนด์ เอ็มเมอริชที่จะทำให้คุณลุ้นระทึกว่ามนุษยชาติจะสูญสิ้นจริงๆ หรือไม่

พบกับภาพเซ็ตแรกของภาพยนตร์ Moonfall ภาพยนตร์มหันตภัยฟอร์มยักษ์ว่าด้วยเรื่องดวงจันทร์หลุดวงโคจร และจะพุ่งชนโลกใบนี้ เหล่าหัวกะทิของมนุษยชาติจึงต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งมหันตภัยนี้ให้จงได้

ด้วยทุนสร้างกว่า 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยโรแลนด์ เอมเมอร์ริช เจ้าพ่อหนังมหันตภัยที่มีผลงานเด็ดๆ ตั้งแต่ Independence Day (ID4), The Day After Tomorrow และ 2012 การันตีฝีมือมาแล้ว ในขณะที่นักแสดงนำก็คับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นฮัลลี เบอร์รี่ (X-Men, John Wick: Chapter 3 – Parabellum) แพทริก วิลสัน (The Conjuring, Aquaman) จอห์น แบรดลีย์ (Game of Thrones) โดนัลด์ ซูเธอร์แลนด์ (The Hunger Games) ไมเคิล เพ็นย่า (Ant-Man) และชาร์ลี พลัมเมอร์ (All the Money in the World)

พบกับ Moonfall ได้ในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

r

ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch ที่มีเจ้าตัวนำแสดง

ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch

ที่นอกจากจะเข้าโรงในเวลาไล่เลี่ยกันแล้ว นักแสดงวัย 25 ยังรับบทนำในทั้งสองเรื่องอีกด้วย มาแรงฉุดไม่อยู่จริงๆครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์วิสกี้ระดับโลกแห่งใหม่กลางเมืองเอดินบะระ เพื่อการจับคู่และค้นหารสชาติที่เป็นคุณ

ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์แห่งใหม่ของแบรนด์สก็อตช์วิสกี้อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนเข้าสู่โลกของวิสกี้ภายในอาคารสูงแปดชั้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ใจกลางเมืองหลวงเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์

Johnnie Walker Princes Street มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาพัฒนาสก็อตช์วิสกี้ทัวร์รูปแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นรูปแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการเดินทางแห่งรสชาติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมาะกับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ผู้มาเยือนยังจะได้เรียนรู้ถึงการเดินทางอันน่าหลงใหลตลอด 200 ปีที่ผ่านมาของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ผ่านนักแสดงอีกด้วย

จุดเด่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Johnnie Walker Princes Street:

  • มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำแนวคิดเรื่องการนำเสนอบริการตามแบบฉบับของลูกค้า หรือ Personalisation มาใช้ในระดับที่ยังไม่เคยมีศูนย์รวมประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มระดับโลกที่ไหนทำมาก่อน
  • สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ Johnnie Walker Journey of Flavour จะมีการจับคู่ระหว่างรสชาติที่แต่ละคนชอบกับเครื่องดื่มที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษตามความชอบของแต่ละบุคคล
  • การผสมผสานด้านรสชาติที่หลากหลายกว่า 800 แบบด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนสามารถมาเยือน Johnnie Walker Princes Street ทุกวันเป็นเวลามากกว่าสองปีได้ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำเดิมเลย 
  • พนักงานมากความสามารถกว่า 150 คนที่มีความหลากหลายและพูดภาษาต่างๆ มากถึง 23 ภาษาจะทำให้เรื่องราวที่อายุยาวนาน 200 ปีกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
  • ห้องเก็บวิสกี้ชั้นใต้ดินที่ได้กลายเป็นขุมทรัพย์วิสกี้อย่างแท้จริงด้วยวิสกี้ในถังไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลกหลายชนิด ค่อยๆ หมักบ่มจนได้ที่และรอคอยให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส
  • อาคารที่ตั้ง ซึ่งเคยเป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัย ให้ผู้ที่มาซื้อสินค้าสามารถเลือกซื้อวิสกี้ที่มีเอกลักษณ์และพิเศษ บรรจุวิสกี้ลงขวดโดยตรงจากถังไม้บ่มวิสกี้ และยังสลักชื่อลงบนขวดได้อีกด้วย
  • Johnnie Walker Princes Street เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยรางวัล Green Tourism Gold Award ซึ่งเป็นรางวัลด้านความยั่งยืนสูงสุดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยว โดยบริเวณระเบียงชั้นดาดฟ้าของตัวอาคารประกอบไปด้วยสมุนไพรที่นอกจากใช้ประดับตกแต่งอาหารแล้ว ยังใช้สำหรับเพิ่มกลิ่นหอมให้กับเครื่องดื่ม หลังคาสีเขียว และกล่องรังนกเพิ่มบรรยากาศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ด้านบนของ Johnnie Walker Princes Street มีรูฟท็อปบาร์ระดับโลกถึงสองแห่ง พร้อมด้วยระเบียงที่สามารถชมทัศนียภาพอันสวยงามของขอบฟ้าเมืองเอดินบะระ โดยบาร์ทั้งสองแห่งนั้นคือ Explorers’ Bothy บาร์วิสกี้ที่มีวิสกี้มากถึง 150 ชนิด และ 1820 ค็อกเทลบาร์ นำเสนอเครื่องดื่มแพริ่งกับเมนูที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างประณีตจากทั้งสี่มุมเมืองของประเทศสก็อตแลนด์ นับเป็นการนำเสนอมุมเมืองทั้งสี่ของประเทศสก็อตแลนด์ในรูปแบบอาหารอีกด้วย 

Johnnie Walker Princes Street ใช้เวลาสี่ปีครึ่งในการก่อสร้าง ถือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวสก็อตช์วิสกี้ในประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีการลงทุนมูลค่า 185 ล้านปอนด์ของดิอาจิโอ ถือเป็นการลงทุนในครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในรูปแบบการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสก็อตช์วิสกี้เท่าที่เคยมีมา

Johnnie Walker Princes Street จะเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้ บัตรเข้าชมราคาเริ่มต้นที่ 25 ปอนด์ต่อคน สำหรับทัวร์ 90 นาทีและเครื่องดื่มสก็อตช์วิสกี้ที่รังสรรค์สำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะอีกสามแก้ว (เครื่องดื่มที่ให้บริการทั้งหมดมีมาตรการในการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมีเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นอีกทางเลือกสำหรับแขกทุกคน)

จองบัตรเข้าชมและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.johnniewalkerprincesstreet.com 

เรียบเรียง rhunrun