Taste of Spring at Kinu by Takagi

เปิดเซ็ตเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิที่ได้วัตถุดิบมาจากจังหวัดชิซูโอกะ ห้องอาหาร Kinu by Takagi ที่จะมีจนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบของฤดูร้อน แม้เราจะยังเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการโปรโมทเส้นทางการท่องเที่ยวของที่นั่นจะหยุดพักไปด้วย อย่างจังหวัดชิซูโอกะ ที่เรามักจะเดินทางผ่านเลยไปไม่ค่อยแวะ แต่ถ้าหากรู้จักจังหวัดนี้ดีๆ แล้ว ไปญี่ปุ่นได้เมื่อไรที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย

ส่วนใหญ่เวลาเราไปเที่ยวชมซากุระ หรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีถ้าเราไม่ขึ้นไปทางเหนือก็ลงไปทางใต้โดยไม่แวะจังหวัดนี้ แต่จริงๆ ที่นี่คือจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ช่วงที่มีซากุระบานสวยที่สุดของญี่ปุ่น และที่นี่ก็มีซากุระพันธ์พิเศษที่ออกดอกสะพรั่งดกทั้งต้นโดยขนาดดอกจะเล็กแต่ออกดอกแน่น แน่นอนว่าปีนี้เรายังไปชมซากุระที่นั่นไม่ได้ แต่ก็จะได้ชิมวัตถุดิบที่คัดสรรมาสุดพิเศษจากชิซูโอกะ ที่ห้องอาหารคินูบายทาคากิ

โดยได้รับเอกสิทธิ์พิเศษในการนำเสนอวัตถุดิบบางชนิด รังสรรค์เป็นเมนูต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นมิโซะขาวที่ผลิตกันมาหลายชั่วอายุคน และจะจำหน่ายให้เชฟที่พวกเขาเชื่อใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของมิโซะขาวสุดพิเศษนี้ได้เลื่องลือต่อไป ซึ่งเชฟทาคากิ ก็เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น Kirapika strawberry ที่มีเฉพาะที่ชิซูโอกะ มีความสมดุลย์ของความหอมและรสชาติที่หวานฉ่ำสดชื่น ไม่หวานจัดหรือมีรสเปรี้ยวเด่นเกินไป สำหรับสตรอว์เบอร์รี่นี้ที่ญี่ปุ่นยังไม่ได้รับประทานกัน เขาส่งมาให้ที่นี่ทำเป็นของหวานสุดพิเศษเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดนี้ก่อน ปีหน้าถ้าเราไปญีปุ่นได้ อย่าลืมแวะจังหวัดชิซูโอกะ ก็แล้วกัน
ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ เสิร์ฟมาที่ละอย่างโดยมีเชฟทำให้ดูตรงหน้า เร่ิมจาก Sakizuke ที่เป็นหอยจอบเนื้อหวานย่างมาพอสุก เนื้อหอยลายนึ่ง เรียงมาพร้อมกับเผือกหวานนึ่งราดด้วยซอสไข่แดงผสมมะนาวยูสุ เสิร์ฟมากับผักประจำฤดูใบไม้ผลิส่งตรงจากญี่ปุ่นนึ่งพอให้ผักหวานมีความกรอบกรุบๆ แค่จานแรกก็ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิที่งดงามแล้ว
Wanmori หัวผักกาดขาวจากญี่ปุ่นที่จักสลักเป็นดอกไม้ดอกใหญ่นึ่งมาพอสุก วางอยู่บนเนื้อกุ้ง Kuruma prawn ที่นำมาบดปรุงรส และตัดคาเวียร์หยอดตรงกลางดอกไม้สีขาวที่ทำจากหัวผักกาดเหมือนเกสรสีดำ ก่อนจะตักน้ำซุปที่ปรุงในหม้อต่างหากใส่ลงไป เป็นซุปที่มีรสชาติกลมกล่อมและสุดพิเศษเมื่อรับประทานคละเคล้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดในถ้วยนี้
Tsukuri ที่มี 2 จานคือปลาดิบที่เชฟจะเลือกปลาสดที่ได้มาในแต่ละวันมาทำจานนี้เสิร์ฟเคียงมาด้วยหอยนางรมญี่ปุ่นในเจลลีที่ทำจากน้ำส้มพอนซึ รสเปรี้ยวตามด้วยความหวานของเนื้อหอยทำให้การเดินทางมาค่อนเซ็ตอาหารยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้น Sushi ไม่ต้องสงสัยว่าเชฟจะทำซูชิได้ถูกระเบียบของความน่าจะเป็นซูชิชั้นยอดของญี่ปุ่น เชฟเลือกปลาทาโรส่วนที่อร่อยที่สุดมาเป็นหน้าข้าวปั้น เสิร์ฟมาพร้อมวาซาบิขูดสดๆ โดยวาซาบิก็มาจากจังหวัดชิซูโอกะ เช่นกันแสดงว่าแหล่งน้ำของที่นั้นสะอาดบริสุทธิ์เพราะหัววาซาบิจะเจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำคุณภาพดี


Hasson จานเด่นที่มีความหลากหลายรวมเอาวัตถุดิบที่เด่นดังของชิซูโอกะมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ปลากะพงตาโตนำมาทำซูชิแต่หมักกับน้ำมัน Shenso oil เสิร์ฟมาบนข้าวปั้นตกแต่งด้วยไข่ปลาแซมอน เนื้อปูหิมะ และหัวเทอร์นิบดอง ไข่ปลาเฮอร์ริ่งกับซอสเต้าหู้วาซาบิ และกุ้ง Ise Ebi ย่างกับมิโซะขาว จานนี้ต้องบอกว่ามีความหลากหลายแต่ทุกอย่างมาพอคำและรับประทานด้วยกันได้กลมกล่อมมาก

Aizakana เนื้อหอยเป๋าฮื้อเสิร์ฟมากับหัวเทอร์นิบผัดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่ทำจากตับหอยเป๋าฮื้อ Agemono ปลาเนื้อขาวเทมปุระที่ตัวแป้งเทมปุระผสมด้วยชาเขียวจากจังหวัดชิซูโอกะ แหล่งชาเขียงที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น เสิร์ฟมาพร้อมกับไข่หอยเม่น
Yakimono เนื้อวากิว A4 นำมาย่างซอสเทอริยากิ ที่เชฟย่างตรงเตาดินเผาตรงหน้าของเรา เพื่อให้เราได้เห็นและได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เชฟจะค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ ทาซอสเทอริยากิ เรียกว่าทำซ้ำๆ หลายครั้งมากจนซอสจับบนเนื้ออย่างเหมาะสม เนื้อย่างจะถูกแล่เป็นแผ่นพอคำให้คงความฉุ่มฉ่ำของน้ำเนื้อไว้ แล้วฝานเห็ดทรัฟเฟิลดำลงไปให้รับประทานคู่กัน แต่จานนี้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลชูกับกลิ่นของซอสเทอริยากิอย่างลงตัวมากๆ


Rice ข้าวของชิซูโอกะ มีชื่อเสียงมาก เขาเสิร์ฟข้าวสวยที่หุงอย่างดีโดยเหยาะคาเวียร์ไว้บนข้าว เสิร์ฟมากับซุปมิโซะขาวและผักดอง ต้องอบกว่าดีงามเหลือเกิน แค่รสชาติของข้าวก็อร่อยล้นเหลือแล้ว
Dessert ของหวานคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะใช้สตรอว์เบอร์รี่ Shizuoka Kirapika strawberry เป็นส่วนผสมหลักทำเป็นสลัดที่มีกรานิต้าทำจากสตรอว์เบอร์รี่นี้เช่นกัน เสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมช็อกโกแลตขาวผสม Sake Kasu ที่มีชื่อเสียงของชิซูโอกะ เช่นกัน ถ้าเราเลือกแพร์ริ่งอาหารกับสาเกก็จะได้ดื่มสาเกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชิซูโอกะนี้กับทุกจานซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวมาก รสชาติของสาเกนี้จะออกหวานนิดๆ แต่หอมกรุ่นมาก

ปิดท้ายด้วยชาเขียวมัตฉะที่เชฟลงมือตีชาด้วยตะกร้อมือไม้ไผ่ตามขนบการชงชาของญี่ปุ่นทีละถ้วย เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่ไส้เป็นมิโซะขาวเจ้าดังนั่นเอง
สัมผัสประสบการณ์รสชาติแห่งฤดูใบไม้ผลิจากจังหวัดชิซูโอกะได้แล้ววันนี้ที่ Kinu by Takagi โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพฯ

Love Alarm สัญญาณรักพร้อมกระตุ้นทุกคนแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สตรีมแล้วตั้งแต่วันนี้ สำหรับซีรีส์สุดคิวท์จาก Netflix อย่าง Love Alarm ซีซั่นสอง ที่ได้นักแสดงชุดเดิมกลับมาเติมเต็มความน่ารักกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง เรามีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของเหล่านักแสดงนำและผู้กำกับจากงานแถลงข่าวเปิดตัวมาฝากทุกคน

ความรู้สึกต่อ Love Alarm 2 

คิมโซฮยอน: ซีซั่นนี้ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นค่ะ ดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานในซีซั่น 2 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เริ่มมีความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ ขอบคุณแฟนๆ จากทั่วโลกที่ติดตามชมตั้งแต่ซีซั่น 1 รู้สึกเซอร์ไพรซ์มากที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีขนาดนี้ค่ะ

ซงคัง: หลังจากซีซั่นแรก ผมเติบโตขึ้นมากครับ และตื่นเต้นสำหรับเวอร์ชั่นอัพเกรดในซีซั่นนี้ ซึ่งซีซั่น 1 ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเลยครับ ผมแทบไม่อยากเชื่อเลย ครั้งนี้ก็อยากเห็นว่าผู้ชมจะชอบซีซั่น 2 ไหม ผมได้เห็น Love Alarm ในเวอร์ชั่นภาษาต่างๆ ทั่วโลก และได้อ่านคอมเมนท์จากแฟนๆ ทางออนไลน์ด้วย เห็นเลยว่าทุกๆ คนก็รอคอยซีซั่น 2 นี้ครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ซีซั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจากเดิมครับ ก็จะมีฟังก์ชั่นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น 

เรื่องราวใน Love Alarm 2 เป็นอย่างไร 

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ Love Alarm เวอร์ชั่น 2.0 ตัวละครก็จะเติบโตขึ้นครับ เรื่องราวก็จะสะท้อนถึงการตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างในแบบที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ปมเรื่องราวหลายๆ อย่างก็จะมาคลี่คลายในซีซั่นนี้ 

ฟังก์ชั่นของแอปมีอะไรเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

คิมโซฮยอน: ฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ มีลูกเล่นใหม่ที่แสดงรายชื่อของ user ที่มีแนวโน้มว่าจะชอบพวกเขาในอนาคต แอปจะบอกได้ว่าใครเป็น potential relationship ของเราค่ะ 

คาแรกเตอร์ที่ได้รับมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และการทำงานกับผู้กำกับใน Love Alarm 2

คิมโซฮยอน: สำหรับคาแรกเตอร์ของฉัน คิมโจโจ ต้องเจอทั้งช่วงเวลาที่ดีและร้าย ทำให้บางครั้งเธอเป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกของตัวเอง ไม่แสดงออกมา ทั้งความรู้สึกกลัว สับสน อึดอัดใจ เธอถึงใช้ shield และจากซีซั่นแรก เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร เพราะเธอมี shield ด้วยส่วนหนึ่งนะคะ ซึ่งในซีซั่น 2 นี้ เธอก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ และเธอก็จะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างจากการเติบโตค่ะ ซึ่งในเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อน ความสับสน ผู้กำกับคิมจินอูช่วยได้มากเลยค่ะ

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ คิมโซฮยอน ผมจะไม่ได้ไกด์มากในเรื่องของ acting หรือ บุคลิกตัวละคร แต่ส่วนใหญ่ผมจะแชร์ความเห็น ความรู้สึกของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะผมอยากได้ real energy จากนักแสดง ผมจะช่วยใ้ห้พวกเขาเอาความรู้สึกจากข้างในออกมามากกว่า

ซงคัง: สำหรับคาแรกเตอร์ของ ฮวังซอนโอ จากซีซั่น 1 ที่เป็นเด็กไฮสคูล มาถึงซีซั่นนี้ก็จะเป็นผู้ใหญ่ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว โทนของเนื้อเรื่องโดยรวมใน Love Alarm 2 ก็เปลี่ยนไปด้วยครับ มีความมั่นคงขึ้น เติบโตขึ้นไปอีกขั้น ความขัดแย้งระหว่างตัวละครก็มีการ transform ไปอีกขั้น

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ ซงคัง เขามีความเข้าใจในคาแรกเตอร์อยู่แล้วครับ เมื่อต้องแสดง เขาสามารถตีความตัวละครจากมุมมองของตัวเอง เขามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับตัวละครเลยครับ

ถ้าสามารถให้คำแนะนำแก่ตัวละครที่ตัวเองเล่นอยากจะบอกเขา/เธอว่าอะไร

คิมโซฮยอน: ฉันอยากจะบอก คิมโจโจ ว่า ฉันเข้าใจนะว่าเธอมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีบาดแผลในใจ ซึ่งเธอยังเด็กและสวย แต่เธอควรจะมีความสุขกับชีวิตบ้าง เธอสมควรได้รับมันนะ 

ถ้าให้เลือกเป็นตัวละครในเรื่องได้อยากเป็นใคร 

คิมโซฮยอน:  ฉันอยากเป็น ฮวังซอนโอ นะคะ อยากรู้ว่าเวลาแอปมันเตือนตลอดเวลา จะรู้สึกยังไง (หัวเราะ) หรือฉันอาจจะอยากปิดโทรศัพท์ไปเลยก็ได้ 

ซงคัง: ส่วนผมก็อยากเป็น คิมโจโจ ครับ ถ้ามี shield บ้างก็ดี 

การกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งใน Love Alarm 2 เป็นอย่างไรบ้าง

คิมโซฮยอน:  ฉันรู้สึกสบายๆ ขึ้นมากกว่าตอนซีซั่น 1 นะคะ ในขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นด้วยค่ะ ฉันรู้สึกว่าเคมีระหว่างนักแสดงและทีมงานไปกันได้ดี ทุกคนตลก ทำให้การทำงานสนุกมากค่ะ

ซงคัง: ตอนซีซั่นแรกผมรู้สึกประหม่านะครับ แต่พอมาถึงซีซั่นนี้เราสนิทกันมากขึ้น ถึงแม้งานจะหนัก แต่ทุกครั้งที่มาทำงานผมรู้สึกสนุกมากครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมเพิ่งมากำกับซีซั่นนี้เลยครับ ผมก็เลยต้องทำการบ้านด้วยการไปย้อนดูของซีซั่น 1 ทั้งหมด ยอมรับว่าทีแรกผมก็กังวลนิดๆ ครับ แต่พอตอนทำงานร่วมกันกับทีมแล้วหายเกร็งไปเยอะเลย ทุกคนทำงานด้วยง่าย และมีเอเนอร์จี้ที่ดีมากครับ

คุณคิดว่าอะไรคือจุดแข็งของเรื่อง Love Alarm ที่ทำให้มี Love Alarm ซีซัน 2 และคุณจะทำให้ซีซัน 2 แตกต่างจากซีซันแรกยังไง

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมคิดว่าในซีซันแรก คาแรกเตอร์ของตัวละครสดใสมาก ดังนั้นในซีซัน 2 ผมอยากจะทำให้เห็นถึงพัฒนาการและการตัดสินใจต่างๆของตัวละครโดยแสดงให้เห็นถึงบุคลิกและนิสัยของคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของตัวละครให้มากที่สุดครับ

องค์ประกอบอะไรที่อยากให้ผู้ชมเห็นในซีซัน 2 บ้าง

คิมโซฮยอน: ถ้าได้ดูซีรีส์ของเราที่มีการอัพเดทเวอร์ชั่นเป็น Love Alarm 2.0 ซึ่งจะมีผลทำให้มีเรื่องราวต่างๆตามมาจากการอัพเดทแอปพลิเคชันครั้งนี้ค่ะ 

ซงคัง: สำหรับผมจะเห็นว่ามีความขัดแย้งต่างๆค่อนข้างมากในซีซันแรก อยากให้ทุกคนติดตามเรื่องราวในซีซัน 2 ว่า บทสรุปของความขัดแย้งต่างๆจะเป็นยังไงครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมคิดว่าพัฒนาการ การเติบโตขึ้นของตัวละครแต่ละตัว รวมถึงการตัดสินใจต่างๆของตัวละครน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ซีซันนี้แตกต่างจากซีซันที่แล้วครับ 

ถ้าในชีวิตจริงมีแอป Love Alarm 2.0 คุณจะดาวน์โหลดมาใช้มั้ย หรือคุณจะเชื่อความรู้สึกของคุณเอง

คิมโซฮยอน: ถ้าคุณเห็นจากในตัวอย่างซีรีส์ การตัดสินใจของฉันค่อนข้างยาก ฉันเลือกที่จะเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าใช้แอปพลิเคชันค่ะ

ซงคัง: ผมคิดว่าผมคงไม่ดาวน์โหลดแอป ถึงแม้การใช้แอปค่อนข้างสะดวกและไม่ต้องแสดงความรู้สึกออกมา แต่ผมคิดว่าการที่แสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองน่าจะเป็นความรู้สึกที่แท้จริงมากกว่าครับ

แอป Love Alarm มีส่วนสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในสังคม อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารและถ่ายทอดในซีรีส์เรื่องนี้

ผู้กำกับคิมจินอู: เมื่อแอปพลิเคชันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนและกลายเป็นตัวแบ่งสถานะทางสังคม ผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลกับไอเดียต่างๆกับแอปพลิเคชันเหล่านี้ แค่มองโลกในแง่ดีว่าเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้จะนำไปสู่สิ่งที่น่าตื่นเต้นใหม่ๆในชีวิตและเราไม่ควรจะต้องกังวลมากกับการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ครับ

คุณผ่านการแสดงหลากหลายบทบาทด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน คุณคิดว่าอะไรใน Love Alarm ที่เป็นสิ่งที่แตกต่างกับผลงานก่อนๆ ของคุณ

คิมโซฮยอน: ฉันคิดว่าอย่างที่ผู้กำกับบอกไว้คือเป็นความท้าทายใหม่และการเติบโตของตัวละครโจโจจากเด็กนักเรียนมัธยมและโตเป็นผู้ใหญ่ค่ะ

คุณผ่านการแสดงหลากหลายบทบาท คุณมีวิธีอย่างไรในเลือกที่จะแสดงในเรื่องต่างๆ

ซงคัง: ตอนที่ผมตัดสินใจที่จะเลือกเล่นในซีรีส์เรื่องต่างๆ ผมจะเลือกเรื่องที่จะให้ความบันเทิงจากมุมมองของผู้ชมและเลือกเรื่องที่มีความหมาย ผมอยากจะแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงมุมใหม่ๆของผมที่ความแตกต่างไปจากเดิมครับ

Love Alarm, Navillera และ Sweet Home ล้วนเป็นซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่คุณเลือกแสดงผลงานจากเว็บตูน

ซงคัง: อย่างที่ผมบอกคือผมอยากจะแสดงในเรื่องที่ให้ความบันเทิงกับผู้ชมและมีความหมาย ผมคิดว่าซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนเป็นเรื่องที่ผู้ชมชื่นชอบมากมายอยู่แล้วและน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับซีรีส์ประเภทนี้ครับ

ในผลงานก่อนหน้านี้ของคุณเราเห็นถึง Love Alarm เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก อะไรเป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญในการกำกับเรื่องนี้

ผู้กำกับคิมจินอู: การทำงานในเรื่อง Love Alarm ทำให้ผมย้อนคิดถึงตัวเองในตอนที่ผมเป็นเด็กที่ผมอาจลืมไปแล้ว ได้ร่วมงานกับนักแสดงเด็กๆทำให้ผมได้รับพลังงานความรู้สึกที่สดใหม่ ในซีซัน 2 ทำให้ผมเข้าถึงและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่สดใหม่ใน Love Alarm ซีซัน 2 นี้ครับ

อะไรที่คุณได้เรียนรู้จากการแสดงเป็นคิมโจโจในเรื่องนี้

คิมโซฮยอน: ตัวละครโจโจเป็นคนที่ต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่ค่อนข้างยากและท้าทาย มีความรับผิดชอบในสิ่งที่เธอเลือก ฉันคิดว่าการที่ฉันเล่นเป็นโจโจในเรื่อง ในฐานะนักแสดงทำให้ฉันต้องใส่ใจในรายละเอียดต่างๆมากขึ้น รวมถึงความกลัวในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตอนคุณอายุ 20 กว่าๆด้วยค่ะ

ซงคัง คุณได้รับฉายาว่าเป็น “ลูกรักของ Netflix” คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

ซงคัง: ผมรู้สึกยินดีมากครับและพอผมได้ยินอย่างนั้นทำให้ผมต้องตั้งใจทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้สมกับฉายาที่พวกเขาเลือกให้ผมครับ 

Sweet Home และ Love Alarm เป็นออริจินัลซีรีส์ของ Netflix คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้แสดงในเรื่องนี้

ซงคัง: ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้การทำงานกับ Netflix ในฐานะนักแสดงด้วยผลงานแรกเรื่อง Love Alarm ในปี 2019 และเรื่องนี้ถือเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ทุกครั้งที่ได้แสดงรู้สึกดีใจมากและมีความประทับใจทุกครั้งที่ได้แสดงครับ

ช่วยฝากอะไรถึงแฟนๆ 190 ประเทศทั่วโลกที่รอติดตามชม Love Alarm ซีซัน 2 หน่อย

คิมโซฮยอน: ขอบคุณทุกคนที่ชื่นชอบ Love Alarm ซีซัน 1 และอยากให้ทุกคนรอติดตามชมเคมีของตัวละครทั้ง 3 ในซีซัน 2 ที่เข้มข้นขึ้นค่ะ

ซงคัง: ขอบคุณมากสำหรับการตอบรับที่ดีมากๆในซีซัน 1 ผมหวังว่าทุกคนจะชื่นชอบในความแตกต่างและแปลกใหม่ในซีซัน 2 นี้ครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมหวังว่าผลงานที่พวกเราทุ่มเทในการถ่ายทำจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและทำให้ผู้ชมสนุกสนานและร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ไปกับพวกเราครับ

Love Alarm ซีซั่นสอง สตรีมมิ่งทาง Netflix แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ขึ้นไทม์แมชชีนไปร่วมงานวิวาห์ของโนบิตะและชิสุกะกับตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ ‘STAND BY ME โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’

ตัวการ์ตูนอมตะอย่างโดราเอมอนนั้นก็ถือเป็นเพื่อนที่โตกันมาของใครหลายคน ล่าสุด Gucci เองก็ออกคอลเลกชั่นพิเศษกับเจ้าโดราเอมอนฉลองปีวัว และอีกไม่นานนี้ แฟนๆ ชาวไทยก็จะได้น้ำตาท่วมจอไปกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเจ้าแมวหุ่นยนต์ ตัวกลมสีฟ้าอย่าง ‘STAND BY ME โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีหุ่นยนต์ตัวนี้ โดยตัวอย่างแรกนั้นเปิดออกมาก็เรียกได้ว่าน้ำตาท่วมจอแล้ว แถมยังได้คู่รักคนสำคัญอย่าง ‘โต๋ – ไบรท์’ มาพากย์เสียงเป็นโนบิตะ-ชิสุกะอีกด้วย

เรียกได้ว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เปิดฉายรอบพิเศษ 1-5 เมษายนนี้ ก่อนฉายจริงในวันที่ 6 เมษายนทุกโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

ภาพแรกจากว่าที่ภาพยนตร์แห่งปี “House of Gucci” กำกับโดย Ridley Scott ว่าด้วยการลอบฆ่าและชิงมรดกทายาทแบรนด์ Gucci

ภาพแรกจากว่าที่ภาพยนตร์แห่งปี “House of Gucci” กำกับโดย Ridley Scott ถ่ายทำในอิตาลี

โดยในภาพเราจะเห็น Adam Driver ในบทบาทของ Maurizio Gucci และป็อปสตาร์คนดัง Lady Gaga ในบท Patrizia Reggiani (ภรรยาของ Maurizio) ที่ได้วางแผนลอบสังหารสามีตัวเอง ซึ่งตัวหนังก็จะได้ Jared Leto และ Al Pacino สองนักแสดงมากฝีมือมาร่วมแสดงด้วย และจะเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ครับ ถือว่าน่าสนใจสุดๆเลยล่ะ!

ชมวิวกันที่ชั้นบรรยากาศของโลกกัน! Voyager Station โรงแรมหรูนอกโลกแห่งแรกเตรียมเปิดให้เข้าพักในปี 2027

ชมวิวกันที่ชั้นบรรยากาศของโลกกันมั้ย! Voyager Station โรงแรมหรูนอกโลกแห่งแรกเตรียมเปิดให้เข้าพักในปี 2027 ซึ่งโรงแรงที่ดูแลโดย Orbital Assembly Corporation ก็จะมาพร้อมห้องพักที่อยู่ในยานทรงล้อกลม รองรับแขกได้กว่า 400 คน มาพร้อม facility จัดเต็มทั้ง spa โรงหนัง ฟิตเนส ห้องสมุด ร้านอาหารและทั้งหมดจะมองเห็นวิวอวกาศโลกมนุษย์ของเราจากด้านนอกชั้นบรรยากาศครับ

เป็นอีกเป็นอีกสถานที่ที่น่าหลบไปปลีกตัวพักใจจริงๆ

PIZZA PERFECTION พิซซ่าอบใหม่ในเตาฟืนกว่า 20 ชนิดจาก ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมของแมริออท 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม

พบกับ “PIZZA PERFECTION” ในแบบที่คุณชอบที่กรุงเทพฯ กับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมเต็มอิ่มกับพิซซ่าชิ้นที่ 2 ฟรี! สำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอยชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ เลือกพิซซ่าที่บรรจงปรุงขึ้น ที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมของแมริออท 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายน 2021

4 มีนาคม 2021 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – พิซซ่าคือความสุขในชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดของเวลา ด้วยรสชาติที่อร่อยและหลากหลาย ทั้งยังแบ่งปันกันได้ อาหารสุดพิเศษจากอิตาลีนี้ยังสามารถอิ่มอร่อยได้ในทุกเวลาไม่ว่าจะกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาหารที่ดีต่อใจชนิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนใต้ของอิตาลี ได้สร้างความสุขให้แก่ผู้รับประทานอาหารในทั่วทุกมุมโลก!
ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เชิญชวนให้แขกและผู้อาศัยในกรุงเทพฯ พบกับ “PIZZA PERFECTION” ในแบบฉบับของตัวเอง ที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ของโรงแรม 20 แห่ง! โปรโมชั่นชวนน้ำลายสอนี้ ผู้ชื่นชอบการรับประทานอาหารจะได้พบกับพิซซ่าอบใหม่ในเตาฟืนมากกว่า 20 ชนิด ตั้งแต่พิซซ่าอิตาเลียนต้นฉบับ แบบไทยๆ แบบนานาชาติ และแม้กระทั่งพิซซ่าที่รับประทานเป็นของหวานได้ พิเศษ หากคุณมารับประทานกับเพื่อน สมาชิกแมริออท บอนวอย จะได้รับพิซซ่าชิ้นที่ 2 ฟรี!


สำหรับรสชาติแท้ๆ ของอิตาลี เชฟมากฝีมือของรอสสินี ห้องอาหารอิตาเลียนของโรงแรมเชอราตันแกรนด์สุขุมวิท อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก จะเสิร์ฟพิซซ่าจานขึ้นชื่อ “รอสสินี บูราตา คูลัตตา แฮม และรูโกลา” ที่ห้องอาหารจิออร์จิโอ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ ทาวเวอร์ส เตรียมเสิร์ฟพิซซ่าสูตรคลาสสิก “ควาโตร สตาจิโอนี” และ “ควาโตร ฟอร์มาจิ” ขณะที่โรงแรมสุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ส ขอเสนอพิซซ่าต้นตำรับ “พิซซา มาร์เกริตา” ที่บิสโทร เอ็ม และบาร์ ออน ทรี ส่วนห้องอาหาร 57th สตรีท ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท นำเสนอพิซซ่ายอดนิยม “สไปซี ซาลามี”
หากอยากลิ้มลองรสชาติอิตาเลียนผสมผสานกับรสชาติแบบไทย BBCO ร้านเบเกอรี่ของเจดับบลิว แมริออท โฮเทล กรุงเทพฯ ได้รังสรรค์พิซซ่าหน้า “ลาบไก่” และ “น้ำพริกเผาทะเล” และที่โมโม่คาเฟ่ ของสาทร วิสต้า กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ส ได้จัดทำพิซซ่าหน้า “แกงเขียวหวาน” และ “สะเต๊ะเนื้อ” ขณะที่ออคิด คาเฟ่ และเดอะ ลิฟวิ่ง รูม ของเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล กรุงเทพฯ ขอเสนอพิซซ่าทะเลรสเผ็ด “กะเพราทะเล”!
สำหรับพิซซ่าสูตรนานาชาติจากประเทศต่างๆ ยังมีให้เลือกชิมที่ เซสต์ บาร์ แอนด์ เทอเรส ของ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเสิร์ฟพิซซ่าหน้า “ไก่ทันดูรี ของอินเดีย” และโรงแรมดิ แอททินี โฮเทล อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก เสิร์ฟพิซซา “เมิร์ก มาไล ติ๊กกะ” ที่ห้องอาหารชั้น 3 ของโรงแรม และที่อคิรา แบ็ค ห้องอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารญี่ปุ่น ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เชิญชวนแขกเอร็ดอร่อยไปกับพิซซ่าหน้า “เห็ดเอริงงิ” และที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ของโรงแรมดับเบิลยู แบงค็อก ได้รังสรรค์พิซซ่า “พูลพอร์ค” แสนชุ่มฉ่ำ


“ซีฟู้ด เลิฟเวอร์ส” ต้องหลงรักพิซซาสูตรพิเศษที่ 57th สตรีท ที่แบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท พิซซาหน้า “แซลมอนรมควัน กับแอสพารากัสและผักร็อกเก็ต” ที่ลา ทาโวลา โรงแรม เรอเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ หรือพิซซา “ทูน่า” สุดล้ำที่ห้องอาหารอาคีรา แบค โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ท้ายสุด สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารหวานควรตรงดิ่งไปที่เดอะ เบเกอรี่ ของดิ แอททินี โฮเทล อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก สำหรับพิซซาหน้า “ซัมมอร์ นูเทลล่า” ที่แสนอร่อย!
พิซซ่ารวม 25 หน้ามีบริการแล้วที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมยอดนิยมของแมริออท ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึง 30 เมษายน 2021 รีบชักชวนคนที่คุณรักและเพื่อนฝูง แล้วไปค้นพบความอิ่มเอมที่ไร้กาลเวลาของพิซซ่าที่แสนเพอร์เฟกต์ Buon appetito! ขอให้เอร็ดอร่อยทุกคน!
ราคาเริ่มต้นเพียง 280 บาท สมาชิกแมริออท บอนวอย รับพิซซาชิ้นที่ 2 ฟรี!

ร้านอาหารและบาร์ของโรงรมที่เข้าร่วม มีดังนี้

  1. 57th Street, Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit
  2. Akira Back, Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park
  3. MoMo Café, Courtyard by Marriott Bangkok (Delivery only)
  4. BBCO, JW Marriott Hotel Bangkok
  5. La Tavola, Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel
  6. Giorgio’s, Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers
  7. Lobby Lounge, Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers
  8. MoMo Café, Sathorn Vista, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  9. Orchid Café, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  10. The Living Room, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  11. Rossini’s, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  12. Bistro M, Sukhumvit Park, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  13. Bar on 3, Sukhumvit Park, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  14. The Allium, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  15. The View, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  16. Rain Tree Café, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  17. The Glaz Bar, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  18. Seasonal Tastes, The Westin Grande Sukhumvit, Bangkok
  19. Zest Bar & Terrace, The Westin Grande Sukhumvit, Bangkok
  20. The Kitchen Table, W Bangkok

สรุปรางวัล-ผู้ชนะ-ผู้เข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรติ Golden Globes Award ครั้งที่ 78 ประจำปี 2021

เป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับ Golden Globes Award ครั้งที่ 78 ประจำปี 2021 และวันนี้เราก็ได้รวบรวมรางวัลทั้งผู้ชนะและผู้เข้าชิงมาฝากกันครับ จะมีภาพยนตร์และซีรี่ย์เรื่องโปรดของคุณมั้ยไปชมกันเลย เริ่มจากไฮไลต์

Chadwick Boseman ชนะรางวัลใหญ่อย่าง Best actor in a motion picture – drama จากภาพยนตร์ Ma Rainey’s Black Bottom ซึ่ง Simone Boseman ภรรยาของนักแสดงคนเก่งที่จากไปก็สวมใส่ชุดของ Atelier Versace รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้แทนเจ้าของบทบาท Black Panthers อันโด่งดังครับ

อีกหนึ่งรางวัลใหญ่ของฝ่ายหญิง Best actress in a motion picture – musical or comedy Rosamund Pike จากภาพยนตร์ I Care A Lot บน Netflix คว้าไปได้ครับ ซึ่งเธอก็มาในชุดสีแดงที่เต็มไปด้วยพลังจาก Alexander McQueen

Best actor in a motion picture – musical or comedy ก็ตกเป็นของ Sacha Baron Cohen ที่กลับมารับบทนักข่าวจอมเกรียน Borat Sagdiyev อีกครั้งในเรื่อง Borat Subsequent เกรียนปนฮาแถมยังไปป่วนถึงทำเนียบขาวมาแล้ว ขอแสดงยินดีกับเจ้าตัวและทีมงานด้วยครับ และถึงไม่ได้เดินทางมารับรางวัลเจ้าตัวก็ขอตัดแปะ handmade รางวัลแบบลวกๆพร้อมลายเส้นหวัดๆสุดกวนตามสไตล์ Borat ครับ

ปิดท้ายด้วยขวัญใจของหลายๆคน Anya Taylor-Joy กับรางวัล Golden Globes สาขา Best actress in a limited series or TV movie กับบท Beth Harmon อัจฉริยะหมากรุกสาวในซีรี่ย์ The Queen’s Gambit จาก Netflix โดยสาว Anya Taylor-Joy มาในชุดเดรสสีเขียวสุดสง่าจาก Dior Couture ครับ สุดยอดทั้งชุดและฝีมือการแสดงจริงๆสำหรับ นักแสดงสาวชาวอเมริกันวัย 24 ปีคนนี้

ส่วน list ผู้ชนะและผู้เข้าชิงอื่นๆสามารถรับชมได้ด้านล่างเลยครับ

Best motion picture – drama

  • The Father
  • Mank
  • WINNER: Nomadland
  • Promising Young Woman
  • The Trial of the Chicago 7

Best actress in a motion picture – drama

  • Viola Davis, Ma Rainey’s Black Bottom
  • WINNER: Andra Day, The United States vs Billie Holiday
  • Vanessa Kirby, Pieces of a Woman
  • Frances McDormand, Nomadland
  • Carey Mulligan, Promising Young Woman

Best actor in a motion picture – drama

  • Riz Ahmed, Sound of Metal
  • WINNER: Chadwick Boseman, Ma Rainey’s Black Bottom
  • Anthony Hopkins, The Father
  • Gary Oldman, Mank
  • Tahar Rahim, The Mauritanian

Best motion picture – musical or comedy

  • WINNER: Borat Subsequent Moviefilm
  • Hamilton
  • Music
  • Palm Springs
  • The Prom

Best actress in a motion picture – musical or comedy

  • Maria Bakalova, Borat Subsequent Moviefilm
  • Kate Hudson, Music
  • Michelle Pfeiffer, French Exit
  • WINNER: Rosamund Pike, I Care A Lot
  • Anya Taylor-Joy, Emma

Best actor in a motion picture – musical or comedy

  • WINNER: Sacha Baron Cohen, Borat Subsequent Moviefilm
  • James Corden, The Prom
  • Lin-Manuel Miranda, Hamilton
  • Dev Patel, The Personal History of David Copperfield
  • Andy Samberg, Palm Springs

Best supporting actress in any motion picture

  • Glenn Close, Hillbilly Elegy
  • Olivia Colman, The Father
  • WINNER: Jodie Foster, The Mauritanian
  • Amanda Seyfried, Mank
  • Helena Zengel, News of the World

Best supporting actor in any motion picture

  • Sacha Baron Cohen, The Trial of the Chicago 7
  • WINNER: Daniel Kaluuya, Judas and the Black Messiah
  • Jared Leto, The Little Things
  • Bill Murray, On the Rocks
  • Leslie Odom Jr, One Night in Miami

Best director – motion picture

  • David Fincher, Mank
  • Regina King, One Night in Miami
  • Aaron Sorkin, The Trial of the Chicago 7
  • WINNER: Chloe Zhao, Nomadland
  • Emerald Fennell, Promising Young Woman

Best screenplay – motion picture

  • Christopher Hampton and Florian Zeller, The Father
  • Jack Fincher, Mank
  • Chloé Zhao, Nomadland
  • Emerald Fennell, Promising Young Woman
  • WINNER: Aaron Sorkin, The Trial of the Chicago 7

Best motion picture – animated

  • The Croods: A New Age
  • Onward
  • Over the Moon
  • WINNER: Soul
  • Wolfwalkers

Best motion picture – foreign language

  • Another Round (Denmark)
  • La Llorona (Guatemala)
  • The Life Ahead (Italy)
  • WINNER: Minari (USA)
  • Two of Us (France)

Best original score – motion picture

  • Mank – Trent Reznor, Atticus Ross
  • The Midnight Sky – Alexandre Desplat
  • News of the World – James Newton Howard
  • WINNER: Soul – Trent Reznor, Atticus Ross, Jon Batiste
  • Tenet – Ludwig Göransson

Best original song – motion picture

  • Fight for You – Judas and the Black Messiah
  • Hear My Voice – The Trial of the Chicago 7
  • WINNER: Io Si (Seen) – The Life Ahead
  • Speak Now – One Night in Miami
  • Tigress & Tweed – The US vs Billie Holiday

Best TV series – drama

  • WINNER: The Crown
  • Lovecraft Country
  • The Mandalorian
  • Ozark
  • Ratched

Best actress in a drama series

  • WINNER: Emma Corrin, The Crown
  • Olivia Colman, The Crown
  • Jodie Comer, Killing Eve
  • Laura Linney, Ozark
  • Sarah Paulson, Ratched

Best actor in a drama series

  • Jason Bateman, Ozark
  • WINNER: Josh O’Connor, The Crown
  • Bob Odenkirk, Better Call Saul
  • Al Pacino, Hunters
  • Matthew Rhys, Perry Mason

Best TV series – musical or comedy

  • Emily in Paris
  • The Flight Attendant
  • WINNER: Schitt’s Creek
  • The Great
  • Ted Lasso

Best actress in a TV series – musical or comedy

  • Lily Collins, Emily in Paris
  • Kaley Cuoco, The Flight Attendant
  • Elle Fanning, The Great
  • Jane Levy, Zoey’s Extraordinary Playlist
  • WINNER: Catherine O’Hara, Schitt’s Creek

Best actor in a TV series – musical or comedy

  • Don Cheadle, Black Monday
  • Nicholas Hoult, The Great
  • Eugene Levy, Schitt’s Creek
  • WINNER: Jason Sudeikis, Ted Lasso
  • Ramy Youssef, Ramy

Best limited series or TV movie

  • Normal People
  • WINNER: The Queen’s Gambit
  • Small Axe
  • The Undoing
  • Unorthodox

Best actress in a limited series or TV movie

  • Cate Blanchett, Mrs America
  • Daisy Edgar-Jones, Normal People
  • Shira Haas, Unorthodox
  • Nicole Kidman, The Undoing
  • WINNER: Anya Taylor-Joy, The Queen’s Gambit

Best actor in a limited series or TV movie

  • Bryan Cranston, Your Honor
  • Jeff Daniels, The Comey Rule
  • Hugh Grant, The Undoing
  • Ethan Hawke, The Good Lord Bird
  • WINNER: Mark Ruffalo, I Know This Much Is True

Best supporting actress in a series, limited series or TV movie

  • WINNER: Gillian Anderson, The Crown
  • Helena Bonham Carter, The Crown
  • Julia Garner, Ozark
  • Cynthia Nixon, Ratched
  • Annie Murphy, Schitt’s Creek

Best supporting actor in a series, limited series or TV movie

  • WINNER: John Boyega, Small Axe
  • Brendan Gleeson, The Comey Rule
  • Dan Levy, Schitt’s Creek
  • Jim Parsons, Hollywood
  • Donald Sutherland, The Undoing

Cecil B DeMille Award – Jane Fonda

Carol Burnett Award – Norman Lear

สัมผัสสุดหรูจาก Hermès Maison

ความประณีตจาก Maison ของ Hermès คอลเลกชั่นเครื่องเรือนสุดพิเศษที่นำมาจัดแสดงในบูติกแอร์เมส Icon Siam ไม่ว่าจะเป็นชุดโต๊ะอาหาร Équilibre d’Hermès ที่ออกแบบโดย Jasper Morrison หรือชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลน แม้แต่โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès ก็ล้วนบ่งบอกถึงงานสร้างสรรค์อันสุดพิเศษจากแอร์เมส

ผลงานของ Jasper Morrison ตรงกับปรัชญาการออกแบบของแอร์เมสที่ให้ความหรูหราซ่อนอยู่ในรูปทรงที่เรียบง่าย วัสดุที่คัดสรรค์มาอย่างสุดพิเศษ รวมทั้งรายละเอียดของดีไซน์ที่ตอบสนองเรื่องการใช้สอย ทุกเส้นโค้งตอบสนองต่อการสัมผัส ให้ความสบาย โอบอุ้มผู้ที่ใช้สอยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ เส้นสายที่ลื่นไหลดูเบาพร้ิว แต่ซ่อนความแข็งแรงไว้ วัสดุอย่างไม้โอ๊คที่แข็งแกร่งถูกกลึงให้มนไม่ใช่แค่ให้สัมผัสที่ลื่นไหล

แต่เส้นโค้งของดีไซน์ทำให้สัมผัสได้ด้วยอารมณ์ที่อ่อนโยน เราจะเห็นความโปร่งเบาและความลื่นไหลของเส้นโครงสร้างของดีไซน์ เบาะหนังที่ฟอกให้ผิวนิ่มลื่นให้ความสบายต่อการนั่งแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูเป็นส่วนเกินของเก้าอี้ นี่คืออีกหนึ่งดีไซน์ที่เราสัมผัสได้ด้วยสายตาและการจับต้องเพื่อจะรับรู้ถึงความพิเศษอย่างแท้จริง

ชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลนทำลวดลายที่เป้นเอกลักษณ์ของแอร์เมส ขาโต๊ะสามารถพับได้ ส่วนที่เป็นสายหนัง(bridle leather)เย็บตะเข็บด้วยมือ โดยโต๊ะข้างสามตัวนี้มีความสูงที่แตกต่างกัน แต่แยกใช้สอยเป็นตัวๆ ได้ หรือจะนำมาจัดเป็นกลุ่มก็ได้เช่นกัน


Hippodrome d’Hermès ออกแบบโดย Normal Studio เป็นโต๊ะกลาง(coffee table)สำหรับชุดรับแขก โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คเนื้อแข็ง โดยหน้าดต๊ะเป็นไม้โอ๊คที่กรุด้วยวีเนียร์ไม้โอ๊คเคลือบมัน แผ่นหน้าโต๊ะด้านล่างเป็นไม้โอ๊คแต่กรุด้วยหนังเน้นความประณีตของการประกอบโดยเราจะเห็นการเว้นขอบให้เห็นเป็นไม้โอ๊ครอบๆ แผ่นหนังที่สุดประณีต เทคนิคนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างที่รู้จักกับคุณสมบัติของหนังอย่างแท้จริง


โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คทำสีเข้ม โดยมีหน้าโต๊ะเป็นแผ่นเกมส์ทำจากหนัง 2 แบบสำหรับการเล่นหมากรุกและแบ็คแกมมอน โดยหน้าโต๊ะนี้จะยกเปลี่ยนสลับกันได้ และยังใช้เล่นเกมส์อื่นๆ ได้ โดยด้านในเมื่อยกหน้าโต๊ะออกจะมีช่องบรรจุอุปกรณ์เล่นเกมส์ต่างๆ อีก 2 ชั้น ทุกอย่างออกแบบมาอย่างพิเศษทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นการ์ดที่เดินขอบกระดาษด้วยโลหะเงิน ลวดลายของการ์ดก็เป็นลายม้าของแอร์เมส เบี้ยทำจากแผ่นหนังที่นำมาเรียงซ้อนกันให้ได้ขนาดมีการเอ็มบรอซเป็นสัญญลักษณ์ต่างๆ ตัวเบี้ยและขุนสำหรับหมากรุกกลึงจากไม้โอ๊คทำสีเข้มอ่อนให้แตกต่างกัน แต่เน้นความงามของลายไม้และรูปทรงของตัวหมากรุกที่มีเมหือนประติมากรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีกล่องสำหรับทอยลูกเต๋าทำจากหนัง การ์ดทาโร่ต์ รวมทั้งลูกเต๋าที่กลึงจากไม้โอ๊คสวยงาม

อีกชิ้นหนึ่งที่เราจะเห็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของความพิเศษแห่งแอร์เมส นั่นก็คือ Jean-Michel Frank furniture ออกแบบโดย Hermès ซึ่งเป็นโซฟาตัวหนารูปทรงเหลี่ยมแต่มีความนุ่มและนั่งสบายมาก ขาเป็นไม้โอ๊ค โซฟานี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของแอร์เมสเกี่ยวกับเครื่องหนัง เพราะ ฌอง-มิเชล ฟรังค์ คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชือ่เสียงในต้นศตวรรษที่ 20 เขาบุกเบิกงานสไตล์อาร์ตเดโคและโมเดิร์น เขาเลือกใช้หนังรวมทั้งทักษะการทำเครื่องหนังของแอร์เมสมาสร้างผลงานของเขา เมื่อแอร์เมสมีคอลเลกชั่นเครื่องเรือนก็ได้นำเอาดีไซน์ของเขามาสานต่อ อย่างโซฟาตัวนี้เราจะเห็นการเย็บตะเข็บของหนังแต่ละผืนอย่างสุดประณีตเฉกเช่นเดียวกับการเย็บอานม้าที่แอร์เมสเชี่ยวชาญนั่นเอง และหนังสีน้ำตาลทองแบบนี้ก็คือหนังชนิดเดียวกับที่ทำกระเป๋าสุดคลาสสิกของแอร์เมสนั่นเอง
สามารถชมคอลเลกชั่นสุดพิเศษของแอร์เมสได้แล้วที่บูติก Icon Siam จนถึงปลายเดือนหน้า แต่สำหรับดีไซน์ของแอร์เมสนี้สามารถสั่งได้ตลอดที่บูติกแอร์เมส

เปิดคอนเทนต์ล่าสุดจาก Netflix Korea บอกเลยว่ายิ่งใหญ่อลังการจนออริจินัลประเทศอื่นร้องไห้อย่างแน่นอน

The Silent Sea

นักแสดง: แบดูนา กงยู และอีจุน

ผู้กำกับ: ชเวฮังยง

เรื่องราวในโลกอนาคตที่น้ำดื่มและอาหารกำลังจะหมดไปจากโลก จากภาวะที่ทั้งโลกกำลังจะแห้งแล้งเป็นทะเลทราย เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษได้ถูกส่งไปยังฐานวิจัยบนดวงจันทร์ และเรื่องราวที่พลิกผันอย่างคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น The Silent Sea เป็นซีรีส์ที่สร้างจากภาพยนตร์สั้นของผู้กำกับชเวฮังยง ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเทศกาลภาพยนตร์สั้น Mise-en-scène ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2014 และในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ ผู้กำกับชเวฮังยง กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง โดยร่วมกับผู้เขียนบท พัคอึนกโย เจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Mother จากงาน Korean Association of Film Critics Awards ครั้งที่ 29 นอกจากนี้ซีรีส์เรื่องนี้ยังเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก จากการที่นักแสดงจองอูซอง เข้าร่วมโปรเจ็คต์ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง โดยนักแสดงนำของเรื่อง ได้แก่ แบดูนา, กงยู และ อีจุน รับบทเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษ ที่ต้องเสี่ยงชีวิตในภารกิจบนดวงจันทร์ รับรองได้ว่าผู้ชมจะได้สัมผัสความระทึกสุดเข้มข้นจากซีรีส์ The Silent Sea อย่างแน่นอน

D.P.

นักแสดง: จองแฮอิน คูกโยฮวาน คิมซองกยุน และซนซอกกู

ผู้กำกับ: ฮันจุนฮี

D.P. ออริจินัลซีรีส์จาก Netflix เรื่องราวของ จุนโฮ นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพเกาหลี ที่อยู่ๆ ก็ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วย “Deserter Pursuit” ที่มีหน้าที่ติดตามทหารหนีทัพและต้องเผชิญกับเรื่องราวของเหล่าทหารหนุ่มผู้สับสน ซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อดังของ คิมโบทง ที่มียอดผู้อ่านมากกว่า 10 ล้าน กับเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของความรุนแรงอันโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ ของหน่วย Deserter Pursuit (D.P.) ที่มีหน้าที่จับกุมทหารที่ละทิ้งหน้าที่ ซีรีส์เรื่องนี้จะถ่ายทอดทั้งความตึงเครียดและความตื่นเต้นของการไล่ล่าทหารหนีทัพ จากมุมมองของ “ทหารไล่ล่าทหาร” พร้อมเผยให้เห็นความทรมานทางจิตใจและความเจ็บปวดของทหารหนุ่มที่เลือกจะหลบหนี นักแสดง จองแฮอิน, คูกโยฮวาน และ คิมซองกยุน รับบทนายทหารสมาชิกหน่วย D.P. ขณะที่ ซนซอกคู รับบทเจ้าหน้าที่ทหารผู้ไม่เห็นด้วยกับหน่วย D.P. ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง ภายใต้หน่วยจับกุมทหารหนีทัพนี้

My Name

นักแสดง: ฮันโซฮี พัคฮีซุน อันโบฮยอน คิมซังโฮ อีฮักจู และชางยูล

ผู้กำกับ: คิมจินมิน

My Name ออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ติดตามเรื่องราวของ จีอู ที่ร่วมมือกับทางตำรวจ โดยการเป็นสายให้ตำรวจ เข้าแทรกซึมในองค์กรอาชญากรรม เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อของเธอ และความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ได้พบ ทำให้เธอต้องการจะแก้แค้นให้ได้ ผู้กำกับ คิมจินมิน ที่เคยมีผลงานก่อนหน้าอย่าง Extracurricular ซีรีส์ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องราวอันดำมืดและหักมุมของกลุ่มวัยรุ่นและสังคมเกาหลี โดยซีรีส์ My Name นี้ เขากลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของการแก้แค้นอย่างเลือดเย็นที่จะทำให้อะดรีนาลีนของผู้ชมสูบฉีด ฮันโซฮี นักแสดงสาวที่ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากจากบทบาทการแสดงที่หาตัวจับยาก จากซีรีส์ The World of the Married มาในซีรีส์ My Name นี้ เธอจะพลิกบทบาท เป็น จีอู และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการแสดงที่เหนือขีดจำกัดของเธออีกครั้ง ร่วมด้วยทีมนักแสดงมากฝีมืออย่าง พัคฮีซุน, คิมซังโฮ, อีฮักจู และ ชางยูล อีกทั้งยังมีนักแสดงหน้าใหม่ที่ฝีมือการแสดงไม่ธรรมดา ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทบาทในซีรีส์แอ็คชั่นทริลเลอร์เรื่องนี้

Move to Heaven

กำหนดออกอากาศ: ครึ่งปีแรกของปี 2021
นักแสดง: อีเจฮุน และทังจุนซัง
ผู้กำกับ: คิมซองโฮ
Move to Heaven ออริจินัลซีรีส์จาก Neflix เรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มชื่อกือรู ที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ ที่มีปัญหาในการเข้าสังคม และ ซังกู ชายผู้กลายมาเป็นผู้ดูแลกือรู พวกเขาช่วยกันดูแลธุรกิจรับทำความสะอาดและจัดการข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย และได้ค้นพบเรื่องราวที่ผู้ตายได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง กำกับโดยคิมซังโฮ จาก How to Steal a Dog  และเขียนบทโดยยุนจีรยอน จาก Angel Eyes  เนื้อหาสำคัญของซีรีส์ Move to Heaven  เน้นไปที่ธีมเรื่องที่ไม่เหมือนใคร เกี่ยวกับธุรกิจ “รับทำความสะอาดและจัดการข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย” เพื่อจะถ่ายทอดข้อความของผู้ที่จากไปและการก้าวข้ามผ่านของผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีเจฮุน นักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม จะมาถ่ายทอดการแสดงที่เข้าถึงบทบาทและเข้าไปอยู่ในใจผู้ชม กับบท ซังกู และนักแสดงดาวรุ่ง ทังจุนซัง จะมารับบท กือรู กับการถ่ายทอดข้อความสุดท้ายของผู้ที่จากโลกนี้ไป

Squid Game

นักแสดง:  อีจองแจ พัคแฮซู
ผู้กำกับ: ฮวังดงฮยอก
Squid Game ออริจินัลซีรีส์จากเนตฟลิกซ์ เกี่ยวกับเกมเอาชีวิตรอดสุดลึกลับ ที่มีเงินรางวัล 40 ล้านดอลลาร์เป็นเดิมพัน ผู้ชมจะพบว่าตัวเองถูกตรึงอยู่กับหน้าจอ ด้วยความตึงเครียดและใจจดใจจ่อจากเหล่าผู้คนที่สิ้นหวังมากพอจนยอมเสี่ยงชีวิตกับเกมประหลาดนี้ Squid Game เป็นซีรีส์เรื่องแรกของผู้กำกับฮวังดงฮยอก จากภาพยนตร์  Silenced, Miss Granny และ The Fortress ที่นำเสนอประเด็นเชิงลึกและสะเทือนสังคม อีจองแจ รับบทเป็น กีฮุน ชายหนุ่มตกงานและล้มเหลว ในขณะที่ พัคแฮซู รับบทเป็น ซังอู ชายที่ประสบปัญหาหลังจากยักยอกเงินของบริษัท ทั้งสองคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดจากเกมสุดโหดนี้

Love Alarm Season 2 (แอปเลิฟเตือนรัก 2)

กำหนดออกอากาศ: 12 มีนาคม 2021
นักแสดง: คิมโซฮยอน จองการึม ซงคัง โกมินชี และคิมชีอึน
ผู้กำกับ: คิมจินอู
Love Alarm 2 (แอปเลิฟเตือนรัก 2) ออริจินัลคอนเทนท์เกาหลี เล่าถึงแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่จับความรู้สึกคนในระยะ 10 เมตร โดยจะแสดงผลแจ้งเตือนเมื่อมีคนชอบคุณอยู่ในรัศมีดังกล่าว ซีรีส์จะพาเราไปสำรวจความรักที่แตกต่างจากเรื่องรักโรแมนติกวัยรุ่นทั่วไป เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ Love Alarm ไม่สามารถจับความรู้สึกของเธอต่อคนอื่นได้ และชายหนุ่ม 2 คนที่มีความรักต่อเธอ  ก็พยายามค้นหาว่าเธอรู้สึกอย่างไร
โดยเรื่องราวในซีซันที่สองนี้ เกิดขึ้น 4 ปีหลังจากการสร้างแอปพลิเคชัน สานต่อเรื่องราวความรักสามเศร้าระหว่าง คิมโจโจ (คิมโซฮยอน), อีฮเยยอง (จองการึม) และ ฮวังซอนโอ (ซงคัง) หลังจากพวกเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเปิดตัว Love Alarm เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งอัปเดตมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ที่แสดงรายชื่อผู้ใช้ที่มีแนวโน้มว่าจะชอบพวกเขาในอนาคต คิมโจโจที่ยังคงซ่อนความรู้สึกของเธอจะพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากแอปพลิเคชันนี้

Hellbound

นักแสดง: ยูอาอิน พัคจองมิน คิมฮยอนจู วอนจินอา และยางอิกจุน
ผู้กำกับ: ยอนซังโฮ
Hellbound ซีรีส์ทริลเลอร์ระทึกขวัญ เล่าถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ที่เหล่าผู้คนได้เผชิญหน้ากับยมทูตแห่งความตายที่จู่ๆ ก็ปรากฎตัวขึ้นบนโลกมนุษย์โดยไม่มีใครคาดคิด และพิพากษาโทษให้มนุษย์ไปลงนรก เรื่องราวสุดเข้มข้นจะเผยให้เห็นถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ที่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือคำสาป แต่กลับเป็นการเพิ่มขึ้นของกลุ่มศาสนาใหม่ ที่ตีความเหตุการณ์แปลกประหลาดดังกล่าวว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้า และผู้คนที่พยายามเอาชีวิตรอดในสังคมที่สับสนวุ่นวาย ซีรีส์สร้างจากเวบตูนต้นฉบับที่ชื่อว่า Hell ของชเวยูซอก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ได้สร้างความฮือฮาอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้น โดยมี ชเวกยูซอก นักวาดภาพประกอบจาก Awl (หรือ Songgot ในภาษาเกาหลี) มาร่วมสร้างสรรค์ และได้ ยอนซังโฮ ผู้กำกับภาพยนตร์ Train to Busan และ Peninsula มารับหน้าที่กำกับซีรีส์สุดระทึกนี้ พร้อมนักแสดงมากฝีมือ อย่าง ยูอาอิน รับบทเป็น จองจินซู ผู้นำลัทธิทางศาสนาใหม่ที่เชื่อว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติคือประสงค์ของพระเจ้า และ พัคจองมิน รับบทเป็น แบยองแจ โปรดิวเซอร์สถานีโทรทัศน์ที่ลงไปขุดประเด็นข่าวเกี่ยวกับกลุ่มลัทธินี้ ที่ทำให้โปรเจคท์นี้น่าตื่นเต้นขึ้นไปอีกระดับ 

All of Us Are Dead


นักแสดง: ยุนชานยอง พัคจีฮู โชอีฮยอน โลมอน และยูอินซู
ผู้กำกับ: อีเจกยู และอิเนส คิม
All Of Us Are Dead ออริจินัลซีรีส์ซอมบี้ที่สร้างจากเว็บตูนสุดฮิต Now at Our School ที่ขึ้นติดท็อปชาร์ตทันทีที่ต้นฉบับได้เริ่มเผยแพร่เมื่อปี 2009 และได้รับความนิยมอย่างมาก จนแต่ละตอนในแต่ละสัปดาห์ติดอันดับรายการคีย์เวิร์ดที่กำลังมาแรงของเว็บ Naver ซีรีส์เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักเรียนไฮสคูลที่ติดอยู่ในโรงเรียน พร้อมสถานการณ์ซอมบี้คลั่งที่กำลังจะบุกเข้ามา และผู้ที่พยายามช่วยพวกเขาในสถานการณ์สุดระทึกก็ได้พบกับเรื่องราวลึกลับที่ค่อยๆ เผยออกมา ผลงานสร้างสรรค์โดยผู้กำกับ อีเจกยู (Beethoven Virus, The Legendary Police Woman, Intimate Strangers) และผู้เขียนบท ชุนซุงอิล (The Slave Hunters, 7th Grade Civil Servant) ทั้งยังได้ทีมนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา ยุนชานยอง, พัคจีฮู, โชอีฮยอน, โลมอน และ ยูอินซู มารับบทนักเรียนผู้รอดชีวิต และกำลังรอการช่วยเหลือ

Kingdom: Ashin of the North (ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ)

นักแสดง: ชอนจีฮยอน และ พัคบยองอึน
ผู้กำกับ: คิมซองฮุน
Kingdom: Ashin of the North (ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ) จะเป็นภาคแยกพิเศษจาก Kingdom 2 บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครลึกลับทางเหนือของอาณาจักร ที่องค์ชายอีชางและคณะได้พบระหว่างเดินทางไปค้นหาต้นตอของโรคร้ายปลุกคนตายกลายเป็นซอมบี้ ซึ่งการปรากฏตัวของชอนจีฮยอน ช่วงท้ายของ Kingdom 2 ได้กลายเป็นชนวนสำคัญ ทั้งกับเรื่องราว และทอล์คออฟเดอะทาวน์ที่แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลในตอนนั้น โดยในภาคแยกนี้ ชอนจีฮยอน ในบท ‘อาชิน’ จะเปิดเผยความลับเบื้องหลังตัวตนของเธอ และสิ่งที่เกิดขึ้นในแคว้นทางเหนือก่อนหน้านี้ ส่วน พัคบยองอึน รับบท มินชีรก ผู้นำกองบัญชาการหลวง ซึ่งทิ้งปมให้ติดตามว่าเขามีความเกี่ยวพันอย่างไรกับหญิงสาวจากแดนเหนือ

Night in Paradise

กำหนดออกอากาศ: 9 เมษายน 2021
นักแสดง: ออมแทกู ชอนยอบิน ชาซึงวอน
ผู้กำกับ: พัคฮุนจอง
Night in Paradise ภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวของ ชายคนหนึ่งที่ตกเป็นเป้าหมายขององค์กรอาชญากรรม และผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกอับจนหนทางในชีวิต ผู้กำกับ พัคฮุนจอง เจ้าของผลงานอย่าง New World, V.I.P., และ The Witch: Part 1. The Subversion ได้รับการยอมรับในฐานะผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในการนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจผสมผสานกับฉากแอ็คชั่นอันยอดเยี่ยมให้ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ครั้งนี้เขากลับมากับผลงานแนวฟิล์มนัวร์ตามที่เขาถนัดเช่นเดิม Night in Paradise เป็นภาพยนตร์เกาหลีเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 77 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการรวมตัวของทีมนักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบและมีความสามารถด้านการแสดงที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น ออมแทกู ที่ฝากการแสดงที่มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ใน The Age of Shadows และ The Great Battle, ชอนยอบิน ที่ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์ สำหรับบทบาทของเธอในเรื่อง After My Death และ ชาซึงวอน ที่พลิกบทบาทของตัวเองในการรับบทตัวร้ายที่ยากจะลืมเลือนใน Believer

 Lee Su-geun: The Sense Coach

นักแสดง: อีซูกึน
Lee Su-geun: The Sense Coach เป็นสแตนด์อัพออริจินัลของ Netflix ที่จะสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลายให้กับผู้ชมผ่านการแสดงของอีซูกึน ผู้ชมจะได้ระเบิดอารมณ์ขันและร่วมหัวเราะออกมาดังๆกับมุขตลกสุดฮาของเขา อีซูกึนได้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมชาวเกาหลีผ่านรายการวาไรตี้หลากหลายรายการ อาทิ Men on a Mission, Ask Us Anything Fortune Teller, New Journey to the West และ The Fishermen and the City 2 การแสดงสแตนด์อัพครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ชมทั่วโลกจะได้รับชมการแสดงสแตนด์อัพสุดพิเศษ หลังจากการเดบิวต์ของเขาเมื่อ 25 ปีก่อน และคาดว่าอีซูกึนจะสามารถสร้างความประทับใจใน Lee Su-geun: The Sense Coach ผ่านการแสดงสดแบบโต้ตอบกับผู้ชมได้อีกครั้ง 

So Not Worth It

นักแสดง: พัคเซวาน ชินฮยอนซึง ชเวยองแจ (GOT7) มินนี่ ((G)I-DLE) และ ฮันฮยอนมิน
ผู้กำกับ: ควอนอิกจุน และ คิมจองชิก
So Not Worth It เป็นซิทคอมว่าด้วยเรื่องราวความรัก มิตรภาพ และการใช้ชีวิตของนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในหอพักนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโซล ผลงานการกำกับของควอนอิกจุน ผู้กำกับที่สร้างผลงานซิทคอมเกาหลีที่เป็นที่ชื่นชอบหลากหลายเรื่อง อาทิ ซีรีส์ซิทคอมเรื่องแรกของเกาหลีอย่าง Three Guys and Three Girls และ Nonstop ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและผู้อำนวยการสร้าง นอกจากนี้ยังได้คิมจองชิก จาก High Kick!, Potato Star 2013QR3 และ Shut Up and Smash  มาร่วมกำกับด้วย โดยมีซออึนจอง จาก New Nonstop และ แบคจีฮยอน จาก Nonstop ซีซัน1, 2 และ 3 รวมถึง Ugly Miss Young-ae ซีซัน 15, 16 และ 17 มาร่วมเขียนบทในซิทคอมเรื่องนี้ นำแสดงโดย พัคเซวาน ชินฮยอนซึง ชเวยองแจ (GOT7) มินนี่ (G)I-DLE และ ฮันฮยอนมิน 

Paik’s Spirit

นักแสดง: แบคจงวอน
ผู้กำกับ: พัคฮียอน อีอึนกยอง กวักชองอา และ อีจงฮยอก
Paik’s Spirit เป็นออริจินัลซีรีส์ที่ Netflix ร่วมมือกับ แบคจงวอนในการสร้างเรียลลิตี้ซีรีส์เรื่องแรกผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของแบคจงวอนที่นั่งจิบเครื่องดื่มกับคนดังและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการในเกาหลีเพื่อสนทนาเกี่ยวกับการดื่มและการใช้ชีวิต โดยมีเจ้าของร้านอาหารเป็นผู้แนะนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหาร และวัฒนธรรมของเกาหลี ในซีรีส์นี้ผู้ชมทั่วโลกจะเพลิดเพลินไปกับพรสวรรค์ที่มีเสน่ห์ของแบคจงวอนที่เป็นขวัญใจของผู้ชมชาวเกาหลี รวมถึงการนำเสนอเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด อาทิ โซจูที่บรรจุในขวดสีเขียว เครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเกาหลีและถือเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมการดื่มของเกาหลี เบียร์พื้นเมืองของเกาหลี ไวน์ข้าว ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ โดยซีรีส์นี้จะนำเสนอเรื่องราวของ “เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของเกาหลี” เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลก

ลงนั่งพูดคุยกับเหล่านักแสดงนำจาก Vincenzo ซีรีส์ทนายความชิงไหวชิงพริบเรื่องล่าสุดจาก Netflix

สารภาพตรงๆ ว่า หลังจากนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ร่วมงาน press conference ติดๆ กันมากว่าปีเพราะสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นก็ทำให้เราอดใจห่อเหี่ยวไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามการมีซีรีส์น้ำดีอย่าง Vincenzo มาให้ดูทุกวันเสาร์และอาทิตย์ผ่าน Netflix ก็มาช่วยชุบชูใจเราบ้างนิดหน่อยกันแหละ

วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ที่เหล่านักแสดงนำตอบคำถามระหว่าง press conference ออนไลน์ของซีรีส์เรื่องนี้มาแบ่งปันกันในระหว่างที่เรายังไม่สามารถมี press conference แบบตัวต่อตัวได้

แนะนำตัวทีละคน

ซงจุงกิ: งั้น Lady First เลยครับ

ชอนยอบิน: สวัสดีค่ะ ชอนยอบินค่ะ รับบท ฮงชายอง เป็นทนายค่ะ

ซงจุงกิ: ซงจุงกิครับ รับบท Vincenzo ทนายมาเฟีย Consigliere จากอิตาลีครับ ยินดีที่ได้พบครับ

อ๊กแทคยอน: อ๊กแทคยอนครับ รับบท จางจุนอู ทนายฝึกหัดสุดโก๊ะครับ

คุณอธิบายคาแรคเตอร์ในเรื่องคุณว่าอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมได้หรือไม่ว่าคุณเป็นทนายแบบไหน

ซงจุงกิ: จุดร่วมของเราสามคนคือ เป็นตัวละครที่ประกอบอาชีพทนาย แต่เอาจริงๆ แล้วตัวละครเราต่างกันมาก ผมเป็นมาเฟียมาจากอิตาลี เรียกว่า Consigliere ถ้าเกิดรู้สึกว่าเข้าใจยาก ให้นึกถึงภาพยนตร์ดังเรื่อง The Godfather มีตัวละครชื่อว่า ทอม เป็นทนายความที่ปรึกษา อยู่ใต้อัลปาชิโน่ คอยควบคุมการทำงาน บท วินเซนโซ่ เป็นมาเฟียอิตาลีที่มาเกาหลี ถึงแม้จะไม่มีใบประกอบอาชีพในเกาหลี แต่ก็มาช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ รับบทแบบนั้นครับ

ชอนยอบิน: สำหรับฉันรับบทฮงชายอง เป็นทนายตัวท็อปของบริษัทกฎหมายที่เกาหลี ฮงชายองไม่สนใจว่าอะไร ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แต่สนใจว่าทำแล้วตัวเองจะได้กำไรอะไร มองแต่ส่วนได้ส่วนเสีย เป็นคนที่วิ่งเข้าหาผลประโยชน์ของตัวเอง

อ๊กแทคยอน: ผมรับบท จางจุนอู ครับ จุนอูเป็นตัวละครที่ไร้เดียงสา ทำพลาดบ่อยๆ  มองแต่ชายองเสมอ เป็นตัวละครที่จะทำให้คนดูเกิดความสงสัยว่า สอบผ่านเข้ามาได้ยังไงเนี่ย เป็นทนายฝึกหัดที่น่ารักมากครับ

เมื่อคุณได้อ่านสคริปต์ครั้งแรกคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง ทำไมคุณถึงตกลงรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้

ซงจุงกิ: เหมือนกับที่เรากำลังทำ APAC Press Con ในตอนนี้ ซีรีส์ไม่ได้พูดถึงแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะที่ไหน สังคมอะไร ประเทศใด ก็มีคนชั่วอยู่เสมอ ล่าสุดนี้เวลาดูข่าวที่เกาหลี ก็มีหลายเรื่องที่เห็นแล้วผมโกรธจนน้ำตาจะไหล ในซีรีส์เรื่อง Vincenzo มีตัวร้ายอยู่เยอะมาก ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวร้ายที่มีอยู่จริงในโลกของเรา ซีรีส์มีวิธีการจัดการกับคนชั่วเหล่านั้นแบบแปลกใหม่ ทำให้รู้สึกโล่งใจ  ทำให้มีความรู้สึกร่วมไปกับละครได้

ชอนยอบิน: ทุกตอนของซีรีส์ไม่สามารถคาดเดาได้ ดำเนินเรื่องไปแบบรวดเร็วและมีรายละเอียดเยอะ เลยรู้สึกว่าอยากร่วมงานนี้ ตัวละครแต่ละตัวในคดีเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ในบรรดาตัวละครเหล่านั้น ฮงชายองเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก รู้สึกทันทีเลยว่าอยากแสดงให้ได้ เป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นสัมผัสได้จากตัวบท นอกจากนี้ละครของเรายังเป็นละครที่ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ระหว่างความเยือกเย็นและความร้อนผ่าว สลับกันไปมา เป็นเสน่ห์ของละครเรื่องนี้

อ๊กแทคยอน: ตอนได้อ่านบท มีสองสิ่งที่ดึงดูดผม อย่างแรกคือ สตอรี่ไลน์ของบทและคำอธิบายที่อยู่ในนั้น ถูกเขียนออกมาอย่างดีมาก พอผมอ่านบทปุ๊บก็สามารถวาดภาพในหัวได้ปั๊บเลย สามารถเข้าใจสิ่งที่นักเขียนอยากจะสื่อออกมาได้ทันที เป็นบทที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นจริง (reality) ได้ อีกอย่างคือ ตัวละครจุนอู เป็นตัวละครที่จะได้เห็นการเติบโต เริ่มจากการที่คอยมองแต่ชายอง จะทำให้เกิดความสงสัยว่าจุนอูจะพัฒนาต่อไปยังไงบ้าง ก็เลยตัดสินใจรับบทนี้ครับ

ความประทับใจแรกของคุณที่มีต่อนักแสดงท่านอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อได้ทำงานร่วมกันในซีรีส์เรื่องนี้แล้วมีความรู้สึกต่อกันอย่างไร คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพบว่าจะได้ทำงานร่วมกัน

ซงจุงกิ: ผมได้เจอกับทั้งคุณยอบินและคุณแทคยอนเป็นครั้งแรกเลย ตอนได้ยินครั้งแรกว่าจะได้ร่วมงานกัน ผมได้เจอกับตัวละครผ่านจากในบทมาหมดแล้ว เลยรู้สึกว่าจับคู่ตัวละครกับนักแสดงได้ดีมาก เหมาะกับทั้งสองท่าน พอได้เจอตัวจริงครั้งแรก รู้สึกอุ่นใจ ตอนนั้นเจอกันที่มีตติ้งรวมกับสตาฟ รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเลยว่าถ่ายทำละครกับสองคนนี้จะต้องสนุกแล้วก็มีกำลังใจมาก แน่นอนว่าถ้าเริ่มถ่ายเมื่อไหร่ ก็จะต้องมีความยากลำบากเกิดขึ้น แต่สองคนนี้จะช่วยทำให้ถ่ายได้อย่างสนุกและมีกำลังอย่างแน่นอนครับ

ชอนยอบิน: เท่าที่รู้ ฉันถูกแคสเป็นคนแรกในเรื่อง Vincenzo ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะมีรุ่นพี่ซงจุงกิและอ๊กแทคยอนร่วมด้วย ก็รอคอยมาตลอดว่าจะเป็นใคร พอได้ยินข่าวก็ดีใจมากๆ สำหรับรุ่นพี่แทคยอนเราเคยเจอกันแป๊บนึงในละครเรื่อง Save Me ส่วนรุ่นพี่จุงกิ เป็นนักแสดงที่ฉันชอบที่สุดตอนสมัยเรียน เลยตื่นเต้นมาก รอคอยที่จะได้ทำงานร่วมกัน พอได้มาเจอและร่วมงานกันรู้สึกว่ารุ่นพี่จุงกิเป็นคนที่ละเอียดมาก ได้เรียนรู้จากเขาเยอะมากทั้งในตอนนี้และตอนที่อยู่ในกองด้วย รู้สึกขอบคุณมากค่ะ ส่วนรุ่นพี่แทคยอน เราเข้ากันได้ดีมากตั้งแต่การถ่ายทำครั้งแรก จนสงสัยว่า ได้รับพลังที่ดีและเข้ากันขนาดนี้ได้ยังไงนะ รู้สึกขอบคุณและถ่ายทำอย่างสนุกมาก เป็นสองท่านที่ฉันรักมากค่ะ

อ๊กแทคยอน: ผมก็เช่นกันครับ ตอนนี้เราก็กำลังถ่ายทำการอยู่ แต่ถ้าย้อนกลับไปครั้งแรกที่ได้เจอกัน รุ่นพี่จุงกิ เขาเป็น วินเซนโซ่ เรียบร้อยแล้วครับ มีทั้งความละเอียด ความเพอร์เฟ็คของ วินเซนโซ่ เห็นแล้วรู้สึกอิจฉาเลย เตรียมตัวมาไว้อย่างดีแล้ว ตอนที่เจอกันครั้งแรกและอ่านบทด้วยกัน จะมีความเป็นคอมมิกอยู่ในบท พอรุ่นพี่จุงกิพูดแค่คำเดียว คนในห้องก็ขำกันใหญ่เลย เห็นแล้วก็รู้สึกว่า ว้าว เขาเพอร์เฟ็คมากจริงๆ เป็นคนที่ทำให้คนรู้สึกอิจฉา ส่วนชอนยอบิน ปกติคนส่วนมากจะรู้สึกกังวลการถ่ายซีนแรก ถ่ายทำครั้งแรก แต่ว่าขนาดซีนแรกก็ไฟลุกเลย มุ่งมั่นมาก ผมตกใจเลยครับ ตอนถ่ายครั้งแรกเป็นฉากที่ยอบินลงไปนอนราบกับโต๊ะ รู้สึกว่าตัวละครกับบทละครเข้าไปซึมซับในตัวเขาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เคยเจอกันก่อนเรื่องนี้ด้วย ได้ซ้อมด้วยกันสองสามรอบ ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนฟองน้ำ ซึมซับทุกอย่างแล้วปรับมาเป็นของตัวเอง และแสดงออกมาได้เท่มากครับ

เนื่องจาก Vincenzo มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับโลกของมาเฟีย คุณได้ศึกษาคาแรคเตอร์ของมาเฟียจากหนังเรื่องไหนมาก่อนบ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ตอนที่ได้ยินว่าจะทำละครเกี่ยวกับทนายความมาเฟียจากอิตาลี บอกตรงๆ เลยผมคิดว่า นี่มันอะไรเนี่ย เพราะว่าคอนเซปต์มาเฟียเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับเกาหลี เลยคิดว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ แต่พอได้เห็นบทแล้ว ผมรู้สึกว่าผู้กำกับและนักเขียนได้ผสมผสานเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเกาหลีและคอนเซปต์ของมาเฟียออกมาได้เยี่ยมยอด มีหลายจุดที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่ ปกติผมจะหลีกเลี่ยงการรับบทที่เคยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบทที่ผมเคยเล่นเองหรือว่าไม่ได้เล่นเองก็ตาม ในมุมนี้เรื่องนี้ก็เลยเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ทนายมาเฟียที่จะมาจัดการกับคนชั่วร้ายมากๆ ในสังคมเกาหลี ตอนนี้สัมภาษณ์อยู่เลยต้องใช้คำสุภาพ แต่ที่จริงเป็นคนที่ร้ายมากๆ วิธีการจัดการแบบที่ผมก็รู้สึกอินไปด้วย ทำให้ได้รู้ว่าในใจผมก็มีความโกรธนี้อยู่มากเหมือนกัน

ตัวละครของคุณฮงชายอง คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อตัวละครหญิงที่คุณเล่นเป็นคนเย็นชาและพูดจาตรงไปตรงมา คุณคิดว่าตัวละครของคุณจะเป็น ‘girl crush’ คนถัดไปของละครเกาหลีได้มั้ย

ชอนยอบิน: ฮงชายองเนี่ยน่าจะเป็นแค่ ‘crush’ เฉยๆ เลย ไม่เกี่ยวกับเพศ เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความต้องการของตัวเอง จนบางทีถ้ามองในมุมของศีลธรรม ภาพชายองที่ไม่รู้สึกอายอะไรเลย อาจจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ในกระบวนการที่ชายองวิ่งเข้าหาความปรารถนาของตัวเองก็เป็นอะไรที่สนุก ความตรงไปตรงมาของชายองที่ต่างจากตัวฉันชอนยอบินที่ตรงไปตรงมาน้อยกว่าเธอ ก็สนุกด้วย รู้สึกว่าเป็นความสนุกที่ท้าทาย ในส่วนของ ‘Girl Crush’ ชายองเป็นผู้หญิงแบบที่คุณจะไม่เคยได้พบมาก่อน หวังว่าจะรอชมกันค่ะ เป็นตัวละครที่คุ้มค่ากับการชมแน่นอนค่ะ

จางจุนอู ตัวละครของคุณค่อนข้างต่างจากภาพลักษณ์ผู้ชายแมนๆ ของคุณอยู่ซักหน่อย คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่รับเล่นเป็นตัวละครนี้

อ๊กแทคยอน: ผมใช้ชีวิตเป็นตัวละครจุนอูมาได้ประมาณหกเดือนแล้ว ทุกอย่างสนุกมากเลยครับ ที่จริงแล้วตัวละครจุนอู เป็นตัวละครที่ไร้เดียงสา ไม่มีสติ มองแต่ชายอง ในส่วนเหล่านี้เวลาแสดงเป็นจุนอูก็เลยรู้สึกไม่หนักใจเท่าไหร่ สนุก สิ่งที่สำคัญสำหรับจุนอูคือ พยายามคว้าเอาสิ่งที่เขาต้องการมาให้ได้มากกว่าจากคอยรับความกดดันจากสังคม ในขณะที่แสดงเป็นจุนอูเลยรู้สึกสนุกมาก ผมคิดว่าถ้าให้คิดคติประจำใจในชีวิตจุนอู น่าจะเป็น ‘ใช้ชีวิตแบบ fun กันเถอะ’ (ใช้ชีวิตแบบสนุกสนานกัน) เลยมีความรู้สึกที่สนุกสนานตลอดครับ

ทั้ง 3 คนรับบทเป็นทนายความ มีการเตรียมตัวหรือทำการบ้านเพิ่มเติมอะไรเพื่อรับบทนี้บ้างหรือไม่

ซงจุงกิ: แน่นอนว่าบททนายก็ต้องเตรียม แต่สำหรับวินเซนโซ่ การเป็นทนายก็แค่อาชีพของเขา แต่ในมุมของการนำเสนอตัวละครวินเซนโซ่ ผมพยายามจะนำเสนอความรู้สึกที่อยู่ในตัวละครออกมามากกว่า ผู้ชายที่เกิดและอาศัยในอิตาลีมาตลอดชีวิต กลับมาเกาหลีประเทศของแม่เขา เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย ความเหงาและความเปล่าเปลี่ยวในตัวเขา และความแตกต่างของตัวเขากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโซล ผมก็เลยพยายามจะเข้าถึงความรู้สึกของเขามากกว่าจะโฟกัสที่อาชีพทนาย

ชอนยอบิน: ฮงชายองเป็นทนายที่หมกมุ่นกับการเอาชนะ สำหรับฉันแล้วคำขยายของตัวละครนี้ที่ว่า ‘หมกมุ่นกับการเอาชนะ’ สำคัญกับฉันมากกว่าจุดที่ว่าเธอเป็นทนาย ทำไมคนถึงอธิบายถึงเธอแบบนั้น เอาจริงๆ แล้วเป็นจุดที่ต่างกับตัวฉันค่อนข้างมาก ฉันไม่ค่อยชอบการแข่งขันเท่าไหร่ อยากจะเจอกันที่เส้นตรงกลางมากกว่า รอบนี้เธอชนะ รอบหน้าฉันชนะแล้วกัน เป็นคนที่ต่างกับฉันมาก เลยอยากหาตัวตนของเธอ การพูดเร็วๆ ท่าทางของเธอ ว่าโดยละเอียดแล้วมันเป็นยังไง แล้วลักษณะเหล่านั้น ความรวดเร็วในตัวของเธอมันมาจากอะไร โฟกัสตรงนั้นและสร้างตัวละครขึ้นมา

อ๊กแทคยอน: ในฐานะทนายฝึกหัด ผมไม่ได้เตรียมอะไรเลยครับ จุนอูเป็นทนายฝึกหัดก็จริง แต่ตามในบทแล้ว เขาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลยครับ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตัวผมอ๊กแทคยอนน่าจะรู้อะไรเยอะกว่าจุนอูด้วยซ้ำ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรเลยครับ จุนอูเป็นตัวละครที่ไม่รู้อะไรถึงขั้นนั้นเลยครับ

การได้รับบทเป็นคนอิตาเลียนในซีรีส์ คุณต้องพูดภาษาอิตาลีบ้างมั้ย ถ้าใช่ คุณต้องเรียนภาษาอิตาลีสำหรับถ่ายทำเรื่องนี้เลยมั้ย หรือว่าคุณพอจะพูดได้บ้างมาก่อน คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง และจำประโยคไหนที่เป็นบทสนทนาในซีรีส์ได้บ้าง

ซงจุงกิ: มีฉากที่ต้องพูดอิตาเลี่ยนเยอะมากครับ มีแบคกราวฉากหลังเป็นอิตาลีด้วย ผู้กำกับและนักเขียนพยายามใส่ element ต่างๆ ที่ทำให้เห็นความแตกต่างของวินเซนโซ่และความเป็นเกาหลีจ๋าๆ ด้วย พยายามใส่จุดเด่นของอิตาลีเข้าไป ซึ่งส่วนที่เด่นที่สุดก็น่าจะเป็นภาษา ผมก็ตั้งใจเรียนภาษากับคุณครูอิตาเลียนและตั้งใจถ่ายทำอยู่ครับ

คุณและตัวละครของคุณมีความคล้ายคลึงกันมั้ย มีอะไรที่ทำให้คุณสามารถรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครของคุณบ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ส่วนที่คล้ายกันมากที่สุดน่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ ถ้าเปรียบเทียบกับการเล่นเบสบอลแล้ว เขาจะเป็นพิชเชอร์ที่น่าเชื่อถือ Vincenzo เป็นตัวละครที่ถ้าเห็นอะไรที่รู้สึกว่ามันผิด เขาก็จะรีบแสดงออกมาทันทีเลยว่าผิดนะ ซึ่งคล้ายกับตัวผมในชีวิตจริง ไม่ว่าจะในสถานการณ์หรือคดี ถ้ามีอะไรที่มันผิดแปลกไปจากสามัญสำนึกของผม ผมก็จะทนไม่ได้เช่นกัน ถ้าเทียบกับเบสบอลก็คือเป็นพิชเชอร์ที่ขว้างลูกออกไปตรงๆ ขว้างแบบอ้อมๆ ไม่เป็น เป็นจุดที่วินเซนโซ่และซงจุงกิคล้ายกัน จุดที่ต่างก็ชัดเจนเลยครับ ซงจุงกิไม่เคยไปแถวอิตาลีเลย อยากไปมากๆ เลย โดยเฉพาะมิลานบ้านเกิดของ Vincenzo ผมอยากไปที่สุดแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปครับ

ชอนยอบิน: จุดที่คล้ายกับชายองคือ แพชชั่นและความรักที่มีให้กับงานของตัวเอง น่าจะเป็นอันนั้นค่ะ แล้วก็มีความกระหายที่อยู่ลึกในใจ เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังในการใช้ชีวิต ค่อนข้างคล้ายกัน แต่ว่าวิธีการแสดงออกและปลดปล่อยออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนแสดงเป็นชายอง บางทีก็รู้สึกเติมเต็มบางอย่างในตัวเช่น การได้มาเจอชายองทำให้ชีวิตชั้นเต็มเปี่ยมมากขึ้น ได้ลองเดินไปในเส้นทางที่ชั้นไม่เคยเดินมาก่อน

อ๊กแทคยอน: จุดที่ผมและจุนอูคล้ายกัน คือ เวลาที่สนุกก็จะแสดงออกมาอย่างชัดเจน และทำให้คนอื่นรู้สึกสนุกไปด้วย จุดที่ต่างก็คือ จุนอูเป็นคนขี้โมโหมาก เวลาเขาโมโห จะมีบางอย่างที่เขาแสดงออกมา เป็นส่วนที่ต่างกับผม ผมเป็นคนที่ถ้าโมโหจะพยายามอดทนเอาไว้มากกว่า แต่จุนอูจะแสดงออกมาตรงๆ เลย เวลาสนุกเขาแสดงออกมายังไง เวลาโมโหเขาก็แสดงออกมามากเท่านั้น

หลังจากการรับบทบาทในหนังและซีรีส์แนวแอ็คชั่นกับแฟนตาซีมาหลายเรื่องอย่าง Space Sweepers, The Battleship Island และ Arthdal Chronicle คุณรู้สึกอย่างได้บ้างที่ได้กลับมาสวมสูทอีกครั้งในซีรีส์

ซงจุงกิ: ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ เวลาที่เลือกเล่นเรื่องไหน ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกหรือวิชวลเท่าไหร่ แต่แฟนๆ หรือคนดูอาจจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่า แต่สำหรับผม ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ครับ พอได้ฟังคำถามแล้วก็รู้สึกว่ามีส่วนที่คล้ายกันตรงที่อย่าง Arthdal Chronicle กับ Space Sweepers เป็นแฟนตาซีที่ไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษถึงเลือกมา แต่พอได้คำถามนี้แล้วก็รู้สึกว่าบริบทมันคล้ายกัน Vincenzo ก็เหมือนกัน ในมุมนึงอาจจะมองได้ว่าเป็นละครที่อิงตามความจริงวิจารณ์สังคม แต่ในอีกมุมนึงผมคิดว่า Vincenzo ก็เป็นแฟนตาซีเหมือนกัน เป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นในชีวิตจริง บางทีก็อยากทำอะไรแบบที่ วินเซนโซ่ ทำ เวลาเห็นอะไรที่ผิด ก็อยากจะชี้ออกไปเลย แต่ก็ไม่กล้าพอ ลังเล เป็นแฟนตาซีที่รวบรวมความต้องการที่จะให้มีใครสักคนมาทำเรื่องพวกนี้แทน ถ้ามองในมุมนั้นก็มีความคล้ายกันกับเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่นมา พอได้คำถามที่ก็เลยเพิ่งจะได้รู้สึกว่า นี่น่าจะเป็นแนวที่ผมชอบ

เป็นเวลาเกือบสี่ปีนับจากซีรีส์เรื่องสุดท้ายที่คุณกับอ๊กแทคยอนได้ร่วมงานกัน เป็นอย่างไรบ้างที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน Vincenzo แฟนๆ จากซีรีส์เรื่องที่แล้วของพวกคุณจะมีโอกาสได้เห็นคุณเข้าฉากด้วยกันมั้ย

ชอนยอบิน: เทียบกับในเรื่อง Save Me แล้ว คราวนี้ได้เจอกันเยอะมาก ตอนเล่น Save Me ได้เจอกันสั้นๆ มีแต่ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับรุ่นพี่แทคยอน ตอนนั้นเขาดูแลฉันอย่างดีมาก ครั้งนี้ได้มาเจอกันอีก ก็รู้สึกว่าเข้ากันได้ดีมากราวกับว่าเล่นละครด้วยกันมานาน

อ๊กแทคยอน: ผมก็ด้วยครับ

เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เราได้เห็นคุณในละครเรื่องล่าสุด คุณเป็นอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากการเตรียมตัวสำหรับละครเรื่องนี้แล้ว คุณทำอะไรในช่วงเวลาว่างของคุณ

อ๊กแทคยอน: ละครเรื่องก่อนฉายตอนเดือนมกราคมปีที่แล้ว ไม่ได้มาเจอกันหนึ่งปีแล้วจริงๆ ระหว่างนั้นผมได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ฮันซาน เป็นหนังพีเรียด ยุคโชซอนครับ ก็ตั้งใจถ่ายเรื่องนั้นแล้วก็ตอนนี้ตั้งใจถ่าย Vincenzo อยู่ ช่วงที่ว่างไปปีนึงก็ตั้งใจถ่ายภาพยนตร์แล้วก็กำลังจะได้มาเจอกับทุกคนอีกครั้งแล้วครับ คิดว่าในปีนี้น่าจะได้เปิดตัวผลงานเรื่องอื่นๆ ด้วย ผมก็จะตั้งใจทำงานอื่นๆ ด้วยจะได้เห็นหน้ากันบ่อยๆ ขอบคุณครับ

แฟนๆ ตื่นเต้นมากที่เห็นรายชื่อพวกคุณเป็นนักแสดงที่กลับมาเล่นซีรีส์ในปี 2021 การทำงานร่วมกันระหว่างถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องสนุกๆ อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย ในกลุ่มพวกคุณมีใครที่เป็น Mood Maker บ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ถ้าต้องเลือกคนเดียว ผมเลือกคุณอ๊กแทคยอนครับ ที่สัมภาษณ์อยู่ตอนนี้เขาพยายามบังคับใจตัวเองอยู่ แต่ที่จริงแล้วเป็นคนสดใสมาก เป็นคนที่ทำให้บรรยากาศกองถ่ายเบิกบาน ผมเชื่อว่าถ้าวันนี้นักแสดงคนอื่นมาด้วยก็คงจะพูดแบบนี้เหมือนกัน ที่จริงผมมีถ่ายกับคุณยอบินเยอะกว่าคุณแทคยอน แต่ขนาดซีนไม่เยอะ เขาก็ทำให้ผมหัวเราะออกมาจริง ๆ ได้ตลอดเลย ตลกมาก ๆ ทำให้ได้รู้สึกอีกครั้งว่าเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ได้ทำงานในที่ ๆ สนุกสนานขนาดนั้น เรื่องสนุก ๆ เอาจริง ๆ แล้วมีเยอะมาก แต่อยากจะขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณหลาย ๆ ท่านและคุณอ๊กแทคยอนที่ทำให้กองถ่ายสนุกสนานครับ ทำไมอยู่ดี ๆ ผมกลายเป็นคนดำเนินรายการครับเนี่ย

ชอนยอบิน: ชั้นก็เหมือนกันค่ะ ถ้าให้เรื่องมู้ดเมคเกอร์น่าจะมีหลายแบบค่ะ พี่แทคยอนเป็นเหมือนกับวิตามินค่ะ สดใสมาก ขาดไปไม่ได้ ส่วนพี่จุงกิเหมือนกับอ๊อกซิเจน จะไม่มีอยู่ไม่ได้ เป็นสองคนที่สร้างบรรยากาศให้กับพวกเรา เป็นบุคคลที่จำเป็นต้องมีอยู่ในกองถ่าย

อ๊กแทคยอน: งั้นผมเลือกคุณยอบินครับ ฉากที่ถ่ายกับคุณยอบิน มีแต่ฉากที่สดใส สนุก และบทชายองที่คุณยอบินเล่นก็เป็นตัวละครที่หลงตัวเอง เวลาเห็นภาพแบบนั้น ทั้งผู้กำกับ ทีมงาน นักแสดงทุกคนก็จะรู้สึกสนุก รู้สึกว่าเขาน่ารักน่าเอ็นดู ผมเลยขอเลือกคุณยอบินให้เป็นมู้ดเมคเกอร์ในกองถ่ายครับ

ผู้หญิงมักจะอยากเป็น “ผู้หญิงของเจมส์บอนด์” แต่ทำไมบทบาทของคุณถึงอยากจะเป็น “เจมส์บอนด์ของฮงชายอง” ช่วยบอกใบ้ให้พวกเราพอจะได้ไหม

อ๊กแทคยอน: มีพาร์ทที่จุนอูบอกว่าอยากจะเป็นเจมส์บอนด์ให้กับชาฮยอง จุนอูเป็นคนที่รักสนุก ชอบไล่ล่าสิ่งที่ตัวเองต้องการ สิ่งหนึ่งที่จุนอูต้องการก็คืออยากจะให้รุ่นพี่คนนี้เรียกหาตัวเองเวลาที่เธอต้องการอะไร ถ้าเธอเหนื่อยลำบาก ฉันสามารถเป็นทุกอย่างให้ได้แม้กระทั่งสปาย อยากให้เธอพึ่งพาฉัน ช่วยรอดูด้วยนะครับว่าผมจะได้เป็นเจมส์บอนด์ไหม

ทราบมาว่าเเทคยอนตัดสินใจเลือกทรงผมใหม่เพื่อให้เข้ากับบทบาทจางจุนอู เพราะอะไรถึงตัดสินใจเลือกทรงนี้ เเละเข้ากับบทบาทจางจุนอูอย่างไร

อ๊กแทคยอน: ตอนได้รับบทจุนอูครั้งแรก ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคนต๊อง ๆ บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ตอนที่ต้องเลือกทรงผม ผมได้ทรงเดียวกับที่ทำอยู่ตอนนี้ ออกแนวเนี้ยบ ๆ ซึ่งมันก็เหมาะกับอาชีพทนาย แต่ถ้าจะแสดงภาพของจุนอู ผมว่าต้องนุ่มนิ่มมากกว่าเนี้ยบ ต้องดูไร้สติ วุ่นวาย ก็เลยเลือกดัดผม กลายเป็นหมาตัวโตเลยครับ 

ชอนยอบิน: ทำไมไม่บอกว่าเป็นพุดเดิลล่ะ

อ๊กแทคยอน: กลายเป็นพุดเดิลตัวโตครับ

ได้ร่วมงานกับนักเขียนบท/ผู้กำกับเป็นอย่างไรบ้าง

ซงจุงกิ: แนวของนักเขียนและผู้กำกับทั้งสองคนเข้ากันได้ดีมากเลยครับ สำหรับผมเนี่ยถือเป็นประสบการณ์ใหม่มาก  ปกติแล้วละครเกาหลีส่วนมากนักเขียนจะเป็นผู้หญิง ผู้กำกับจะเป็นผู้ชาย แต่ว่าในเรื่องนี้นักเขียนเป็นผู้ชาย ผู้กำกับเป็นผู้หญิง วิธีการเข้าถึงละครก็เลยแปลกใหม่ ผู้กำกับคอยช่วยชี้ให้เห็นถึงจุดที่ผมนึกไม่ถึง ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าคุ้นชินอยู่แล้วนักเขียนก็ช่วยทำให้มองเห็นมุมใหม่ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกมาก รู้สึกว่าโชคดีที่ได้เจอสองท่านนี้ การวิจารณ์สังคมอย่างหนักแน่นของนักเขียนและความเบิกบานของผู้กำกับ ถูกผสมกันออกมาเป็นละครที่มีความพิเศษ

ชอนยอบิน: ความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับนักเขียนและผู้กำกับคือ เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีเสน่ห์ เมื่อกี้ตอนแถลงข่าวก่อนหน้านี้ รุ่นพี่จุงกิบอกว่าพวกเราได้มาเจอกันราวกับโชคชะตากำหนดไว้ ฉันเห็นด้วยกับคำพูดนั้นมาก ๆ ทั้งนักเขียน ผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานทุกคนเหมือนได้มาเจอกันเพราะพรหมลิขิต และเรากำลังสนุกสนานกับโอกาสนั้นอยู่

อ๊กแทคยอน: ก่อนอื่นเลยผมรู้สึกเสมอระหว่างถ่ายทำว่าแค่ได้ร่วมงานกับสองท่านก็เป็นเกียรติแล้ว ตอนที่ได้บทมาแล้วก็ถ่ายทำเนี่ย รู้สึกว่าเหมือนเป็นการ collaboration ของอัจฉริยะกับอัจฉริยะ เลยพยายามจะไม่เป็นตัวถ่วง และตั้งใจทำงานครับ

ด้านไหนของซงจุงกิใน Vincenzo ที่พวกเราคาดหวังได้ว่าคุณไม่เคยแสดงให้เห็นในผลงานเรื่องอื่นๆ ของคุณมาก่อน

ซงจุงกิ: ในส่วนของตัวละคร ผมคิดว่าไม่ต้องพยายามมองหาภาพใหม่ๆ จากผมก็ได้ครับ ที่พูดแบบนี้หมายความว่า ที่ผ่านมาผมดึงการแสดงทั้งหมดออกมาจากในตัวผม เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วมันก็คือตัวผมนั่นแหละครับ แต่ในส่วนของประเภทละคร (genre) จะสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่แน่นอนครับ เป็นละครที่มีความยูนิคพิเศษ นำประเด็นที่ดาร์กออกมาแสดงแบบสดใสและแปลกใหม่ คิดว่าให้ตั้งตารอจุดนั้นดีกว่า

ระหว่าง Space Sweepers และ Vincenzo ความแตกต่างระหว่างการแสดงภาพยนตร์และซีรีส์ต่างกันอย่างไร หลังจาก Space Sweepers และ Vincenzo คุณมองหาบทบาทแบบไหนที่อยากรับเล่นในอนาคต

ซงจุงกิ: ความต่างของ Space Sweepers และ Vincenzo ถ้าเป็นในแง่ตัวละคร ผมคิดว่า วินเซนโซ่ กาซาโน ใน Vincenzo คล้ายกับตัวผมมากกว่า แทโฮ ใน Space Sweepers ยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามุมมองของผมเริ่มไปอยู่ที่คนรอบตัว ที่ที่ผมอาศัยและละแวกบ้าน มากกว่าตัวผมเอง ผมคิดว่าวินเซนโซ่ก็พัฒนาและเติบโตไปแบบนั้นเช่นกัน เลยคิดว่าคล้ายกับตัวผมมากกว่า ส่วนแทโฮเนี่ย น่าจะคล้ายกับความขี้แพ้ในตัวผมและความพยายามที่จะแสดงมุมสดใสๆ ออกมา ในส่วนของบทที่อยากลองในอนาคต ผมเคยบอกไปในสัมภาษณ์อื่นแล้วว่า บทที่อยากลอง ได้ลองหมดแล้ว เลยรู้สึกพึงพอใจมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่โชคดีมาก คิดไปคิดมาแล้วผมน่าจะชอบแฟนตาซีนะครับเนี่ย ตอนเดบิวต์ ผมเคยอยากลองเล่นแนวแวมไพร์ไม่ก็หมาป่า แล้วก็ได้เล่นเรื่อง A Werewolf Boy อยากลอง Space Cinema ก็ได้เล่นเรื่อง Space Sweeper ได้มีโอกาสเล่นบทพระเจ้าเซจง บุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาหลี ผมคิดว่าความฝันหลายๆ อย่างของผมได้เป็นจริง แต่มนุษย์ก็มีความโลภ ช่วงนี้ผมก็อยากจะลองแนวลึกลับ เหงาๆ แบบ under cover หนังที่ผมชอบที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือเรื่อง Tinker Tailor Soldier Spyยิ่งพออายุมากขึ้นก็รู้สึกว่าอยากลองแสดงตัวละครที่ทำให้เห็นภาพสองด้าน ถ้าเป็นของเกาหลี ผมได้ดูหนังเรื่อง The Spy Gone North เกินสิบรอบ รุ่นพี่ฮวังจองมินได้แสดงตัวละครที่มีสองด้าน เวลาดูก็จะรู้สึกว่าต้องแสดงออกมายังไงนะ ช่วงนี้ผมสนใจแนวนี้ ขอโทษที่ตอบยาวไปหน่อยครับ

ทำไมคุณคิดว่าแฟนๆ ควรจะติดตามชม Vincenzo ทันทีที่เริ่มฉาย อะไรคือเสน่ห์ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้ที่ทำให้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ

อ๊กแทคยอน: เพราะผมแสดงครับ ล้อเล่นครับ มีนักแสดงยอดเยี่ยมหลายท่าน เรื่องราวก็สุดยอด ผู้กำกับก็เยี่ยม มีหลายๆ ท่านที่ช่วยพยายามทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ออกมายอดเยี่ยม ส่วนตัวรู้สึกว่าเหตุผลที่ต้องดูคือ คลิฟแฮงเกอร์ ในทุกอีพี ตอนจบที่ทำให้อยากรู้ตอนต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น เชื่อมต่อกันยังไง ฝากช่วยดูกันด้วยครับ

ชอนยอบิน: ก่อนอื่นก็เพราะฉันแสดงค่ะ (หัวเราะ) สิ่งที่รู้สึกจากตอนอ่านบทคือ ทุกตอนเหมือนโชว์ดอกไม้ไฟเลยค่ะ แต่ละตอนรู้สึกเหมือนมีคนจัดงานเทศกาลที่สนามและฉันได้รับเชิญไป เขาจัดงานขนาดนี้แล้ว คนที่ไม่มานี่น่าเสียดายนะ อยากให้ทุกคนมาสนุกด้วยกันค่ะ

ซงจุงกิ: เป็นละครคอมเมดี้ที่ไม่ได้เห็นกันมานานครับ ในช่วงที่ไม่มีเรื่องให้เราหัวเราะกันได้เท่าไหร่ อยากให้เป็นสุดสัปดาห์ที่ทำให้ทุกคนหัวเราะ สนุกสนานไปกับครอบครัวได้ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าหนักไป ผมจึงอยากแนะนำละครเรื่อง Vincenzo ให้ครับ

ซงจุงกิ: ขอบคุณที่มาร่วมงานนี้นะครับถึงจะยุ่งกัน

อ๊กแทคยอน: ขอบคุณครับ

ชอนยอบิน: ขอบคุณค่ะ

Vincenzo ฉายทุกคืนวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลา 21.00 น. ทาง Netflix เท่านั้น