LOVE, ETC.

เธอต้องรักตัวเอง และพร่ำบอกมันทุกวัน จากนั้นก็เริ่มเขียนถึงตัวเอง จุมพิตลงที่ริมฝีปาก ที่ตา หรือที่ไหนก็ได้หนึ่งในประโยคที่วิกตอร์ อูโก เขียนในจดหมายถึงภรรยาเก็บของเขา จูเลียต ดรูเอต์ ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยผู้เคร่งครัดในศีลธรรม ความกลัว และกามารมณ์ วรรณศิลป์ในบทกลอนต่างถูกเปรียบเปรยซึ่งกันและกันแม้ว่าจะมันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Louvre-Lens นิทรรศการหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความรักถือกำเนิดขึ้นจากความใคร่รู้ ศึกษาผ่านหลักฐานกว่าพันชิ้น และตอกย้ำอารมณ์อันรุนแรงของมนุษย์ซึ่งถ่ายทอดกันมานานนับตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ถ้าหากตอนนี้วิกตอร์ อูโก ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าไปดูงานนี้กันเถอะ

วุ่นวายใจอะไรอย่างนี้ นี่เป็นเพราะความรักใช่ไหม

เหมือนกับเสียงเพลงสดใสในฤดูร้อนที่เราชอบร้องในคาราโอเกะ หรือจะเป็นพระเอกหนุ่มอิตาเลียนหวีเปียก ขับ Alfa Romeo ในละครทีวี ความรักก็เช่นกัน ช่างสับสนวุ่นวายแบบที่ใครก็ยังไม่รู้ว่ากุญแจสำหรับทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน เหมือนเพลง Betty et Zorg จากภาพยนตร์เรื่อง Betty Blue ที่ยิ่งฟังยิ่งติดหู หรือจะเป็นความรักระหว่างปัญญาชนอย่างคู่ของชาร์ตกับโบวัวร์ และเอลัวอิสกับอเบลารด์ ที่ฟังเรื่องเล่าแล้วดูดีกว่าคู่ของฟรีดา คาห์โล กับดิเอโก ริเวรา เศร้าถึงทรวงกว่านี้ต้องยกให้แฮมเล็ตกับโอฟีเลีย และตำนานรักระหว่างเลย์ลากับมาจนัน ที่ถือเป็นโรเมโอกับจูเลียตของชาวตะวันออก ไม่ว่าความรักนั้นจะมาจากพระเจ้า เพราะโรแมนติก หรือสนิทใจกันในหมู่พี่น้อง รักคือความรู้สึกร่วมอันเป็นสากล คำถามจากเนื้อเพลงภาษาอิตาเลียนยุค 1980s ข้างต้นก็คงจะใช้ได้กับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงรสนิยมทางเพศและเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรียกว่ารักก่อกวนหัวใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาดั้งเดิมตั้งแต่โลกนี้ได้ถือกำเนิดมนุษย์ขึ้นมา การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พยายามอธิยายการกำเนิดขึ้นและโครงสร้างของความผูกพันทางอารมณ์ แม้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะสืบค้นไปถึงสมองส่วนลิมบิกที่มีอยู่ในทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลาน แม้จะเข้าแล็บชำแหละกลีบสมองของมนุษย์อย่างเป็นจริงเป็นจังนานหลายชั่วโมงเพื่อหาคำตอบ เราก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเมื่อคิวปิดเล็งและยิงศรรักไปปักที่อก กระบวนการทำงานที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ อันที่จริงพวกรูปปั้นเทวดาเด็กตัวน้อยแบบศิลปะอิตาเลียนอาจจะช่วยให้เราพบคำตอบเกี่ยวกับความรักมากกว่ามีดปลายแหลมของนักประสาทชีววิทยาเสียอีกด้วยซ้ำ ถ้าเหตุผลของหัวใจคือความไร้เหตุผล เราอาจจะต้องใช้ศิลปะเข้ามาช่วย จะเป็นเพลงรักหรือรูปปั้นอันโด่งดังก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจอารมณ์แปลกวูบวาบที่กำเนิดมาพร้อมกับโลกใบนี้

มันคือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด

เพราะการตกหลุมรักคืออารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเลียนแบบกันได้ นิทรรศการนี้เลยดำเนินเรื่องราวตามลำดับเวลา คล้ายเพลงที่ค่อยๆ ดังขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและตัวแทนของความรักตั้งแต่ยุคโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน ซีฟ กูราริเยร์ ภัณฑารักษ์ผู้หลงใหลในโปรเจ็กต์นี้มากๆ อธิบายเอาไว้ว่า สิ่งที่คุณจะได้เจออาจตรงข้ามกับสิ่งที่คิดไว้ เมื่อเรื่องราวแห่งความรักไม่ได้เริ่มขึ้นมาจากความสวยงาม กรอบความคิดโดยทั่วไปได้อิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตก แหล่งกำเนิดเรื่องราวปกรณัมทั้งอีฟและแพนดอรา เธอทั้งสองมาบรรจบกันตรงที่เป็นภาพแทนหญิงผู้โชคร้ายผู้นำพาความฉิบหายมาสู่มวลมนุษยชาติดั่งโรคห่า หลายศตวรรษก่อนที่เราจะรู้จักโรคเอดส์และกามโรค ความรักกลายเป็นเรื่องอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว มีเพียงความบริสุทธิ์และกระบวนการทางศาสนาเท่านั้นที่ดูจะไร้มลทินจากเรื่องนี้ จนในบางครั้งเราอนุญาตให้ตัวเองหวาดกลัวและไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรักอีกครั้ง ความบริสุทธิ์อย่างที่ว่านั้นสวยงามดั่งผ้าคลุมหน้าพระแม่มารีที่รูปปั้น Pietà หรือสวยงามดั่งผลงานแกะสลักที่ชื่อ Ecstasy of Saint Teresa ของเบอร์นินี ซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ประเทศอิตาลี นับเป็นช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สังคมนั้นห่างไกลจากความฉาวโฉ่ในเรื่องเพศ การแบ่งครึ่งประเภทขาวกับดำแบบนี้อาจเป็นความตั้งใจที่จะหนีจากความรู้สึกหลอกหลอนในหมู่คนรักต่างเพศที่ไม่อยากมานั่งคิดวนเวียนว่าเมียกับโสเภณีนั้นต่างกันอย่างไร หรือสิ่งไหนดีกว่ากันระหว่างความบริสุทธิ์ผุดผ่องกับกามารมณ์ และนี่คือสิ่งที่ซีฟ กูราริเยร์ ให้ความสำคัญ จากความสุขสู่ความกล้าหาญ จากการประพฤติผิดในศีลธรรมสู่ความรักแบบโรแมนติก การท่องไปในโลกแห่งประวัติศาสตร์อาจทำให้รู้สึกว่าพวกเรากับเหล่าบรรพบุรุษนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เราแชตกันในทินเดอร์เหมือนที่พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ทรงเขียนจดหมายถึงพระนางมารี เดอ เมดิซี เราเต้นกันในคลับหรือในงานเลี้ยงสักแห่ง พลอดรัก มีความสุขแล้วก็กลับมาเศร้าไปตามเรื่องราว

จับมือผมให้แน่น และแนบชิดกันอีกสักครั้ง

เราพูดว่ารัก แสดงออกว่ารัก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักประสาทชีววิทยา สิ่งแรกที่อยากทำคือเปิดเผยผ่านภาษากายครั้งหนึ่งคามิลล์ โคลเดล เจ้าของผลงานประติมากรรม La Valse เคยสร้างการโอบกอดเอาไว้จากความรักอย่างสิ้นหวังที่มีต่อโรแด็ง หรือเป็นสัญญะง่ายๆ เพียงการจับมือเหมือนรูปปั้นชาวอียิปต์ มุมมองของเหล่าศิลปินนั้นหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แน่นอนว่าพวกเขาสะท้อนภาพความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวเองผ่านบริบททางสังคมอันมีวิวัฒนาการไปเรื่อย ชุดความคิดเกี่ยวกับความรักเหล่านี้ไม่ว่าจะมาจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินจะถูกสรุปอยู่ในนิทรรศการแห่งนี้ โดยจัดแสดงผ่านนวัตกรรมต่างๆ ในรูปแบบคุ้นชินและแปลกตาในระดับปฏิวัติวงการ ถ้าอ้างอิงจากศิลปินชาวฝรั่งเศสอย่างฟรองซัวร์ บูเชร์ และนิกิ เดอ แซงต์ฟาลล์ ผู้หญิงมักถูกนำเสนอในรูปแบบของความสุดโต่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม คำถามคือรูปภาพอิโรติกอย่างเช่นนางในฮาเร็มนั้นคือรูปธรรมของหญิงผู้เป็นที่รักจริงหรือไม่ ส่วนพวกศิลปินเอเชียนั้นมีคุณธรรมและเห็นคุณค่าในการมีอยู่ของเพศหญิงมากกว่าหรือเปล่า ทัศนคติในเรื่องความรักนั้นมีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับจังหวะเต้นของหัวใจ หรืออย่างน้อยก็ระบบการทำงานในสมองส่วนลิมบิก หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 แฟนตาซีเรื่องเพศคือสิ่งที่ใครก็จินตนาการไม่ออก สังคมมีแต่ฉันทามติเรื่องความบริสุทธิ์อันดีงาม สิ่งต้องห้ามกลายเป็นรูปแทนขององคชาติ ซึ่งน่าจะรุนแรงมากกว่าความกังวลเรื่องการขายดิลโดอย่างเปิดเผยในปัจจุบันนี้ซะอีก หรือว่าความรักในฟากฝั่งของชาวตะวันตกจะแยกออกจากเรื่องความรุนแรงไม่ได้ ตามสันนิษฐานจากเพลงของเซบาสเตียง เตลลิเยร์ ที่เศร้าไปกว่านั้นก็อาจจะอ้างอิงได้จากแฮชแท็กล่าสุดที่ระบาดอย่างรวดเร็วในวงการบันเทิง จะรักมากหรือจะทำเพื่อรักมากเท่าไหร่ก็ตาม ความบ้าคลั่งก็มีจุดจบอยู่ดี เหมือนอย่างการจบชีวิตที่ทะเลทรายของมาจนัน บทกลอนของกิลโย อาโพลลิแนร์ และกอดหมอนนอนฝันไปกับความรักของ Zorg แต่จะคลั่งก็คลั่งสิ อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองรักคนอื่นเป็น

Related Post

ROMANTIC DINING BY THE RIVER

วาเลนไทน์นี้… พาคู่รักของคุณมาฉลองมื้อพิเศษสุดโรแมนติกริมน้ำ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ กับห้องอาหารศาลาทิพย์ ที่เชฟรังสรรค์เมนูสุดพิเศษสำหรับคู่รักโดยเฉพาะ ภายใต้เรือนไม้สักทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ค่ำคืนสุดพิเศษของคุณยิ่งพิเศษกว่าเคย

Read more

Related Post

เตรียมเซอร์ไพร้สคนรักในวันวาเลนไทน์หรือยัง ?

โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ชวนคู่รักมาร่วมเนรมิตวันวาเลนไทน์ให้เป็นช่วงเวลาที่แสนมหัศจรรย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เร่ิมจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมทัศนียภาพที่งดงามเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯใช้เวลา 15 นาทีก่อนมื้ออาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ห้องเจสเตอร์ ที่จะมีเพียงคู่รักเพียง 5 คู่เท่านั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวอย่างสูงของแต่ละคู่ ซึ่งในวันวาเลนไทน์ห้องเจสเตอร์จะได้รับการเนรมิตให้เป็นเสมือนสวนแห่งดอกไม้สีขาวราวกับดินแดนแห่งเทพนิยาย

เมนูพิเศษ 9 คอร์สรังสรรค์โดยหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ สเตฟาน ไลท์เนอร์ (Stefan Leitner, Executive Chef) เชฟจัดให้มีความสมดุลทั้งในเรื่องรสชาติ หน้าตาของอาหาร และ ปริมาณ และซ่อนความประหลาดใจให้แก่คู่รัก อาทิ อาหารหน้าตาเป็นขนมหวานมาการอง แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วกลับกลายเป็นอาหารคาวเรียกน้ำย่อย Foie Gras Praline ช็อคโกแลตตับห่าน ซึ่งนำเสนอในรูปลักษณ์ของช็อคโกแลต หรือซุปข้นรสชาติเข้มที่คู่รักจะสนุกกับการคาดเดาว่าซุปข้นนี้ปรุงจากวัตถุดิบใดบ้าง (มีทั้งไข่หอยเม่น ปู King Crab ไข่แดงที่ผ่านการ Sous-Vide และเห็ดทรัฟเฟิลดำ) สำหรับของหวานนั้นเชฟไใช้ฝักวานิลลาจากตาฮีตีออกมาเป็น Berry Sorbet เติมความหอมหวานสดชื่น และที่จะขาดไม่ได้สำหรับวันวาเลนไทน์ คือ ช็อคโกแลตสูตรพิเศษตำรับเพนนินซูลา ซึ่งใช้ดาร์กช็อคโกแลต 66% จาก Valrhona แบรนด์ช็อคโกแลตระดับพรีเมี่ยม ปิดท้ายค่ำคืนอันแสนพิเศษนี้

 

ระหว่างมื้ออาหารทุกคู่รักจะถูกบันทึกภาพโดย วิรุฬห์ กุณตัณฑ์ หนึ่งในช่างภาพถ่ายภาพงานแต่งงานที่ดีที่สุดในประเทศไทย แล้วนำมาใส่กรอบที่มีเอกลักษณ์เป็นผลงานลิมิเต็ดฯ ของนักวาดมากฝีมือ คุณปัณพัท มอบเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

 

โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ นำเสนอประสบการณ์การฉลองวันวาเลนไทน์ ดังนี้
* มื้อค่ำพิเศษ 9 คอร์ส พร้อมแชมเปญเพนนินซูลา 1 ขวด ณ ห้องเจสเตอร์ พร้อมนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมทัศนียภาพความงามของกรุงเทพฯ 15 นาที อย่างเป็นส่วนตัว ราคา 112,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
* มื้อค่ำพิเศษ 9 คอร์ส พร้อมแชมเปญเพนนินซูลา 1 ขวด ณ ห้องเจสเตอร์ ราคา 39,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
* อาหารค่ำแบบบุฟเฟต์นานาชาติ ณ ห้องอาหารริเวอร์ คาเฟ่ แอนด์ เทอเรซ ราคา 5,600++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่งได้ที่ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ โทร 0 2020 2888 หรือที่ www.peninsula.com/bangkok

Related Post

Someone in the Rain

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้ฤกษ์ดี ฉลองครบรอบหนึ่งปีของหนังสือโดยการดึงตัวหนุ่มฮ็อต Jung Hae In จากซีรีส์ Something in the Rain มาขึ้นปกในคอลเลกชั่นใหม่ของ Dior Men โดย Kim Jones พร้อมบทสัมภาษณ์เจาะลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนๆ โดยเฉพาะ

คุณได้ร่วมงานกับ Dior Men คอลเลกชั่นแรกของ Kim Jones เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา คุณรู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ Dior ในครั้งนี้

คอลเลกชั่นของคิม โจนส์แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษของแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน นอกจากเสื้อผ้าแล้ว เครื่องประดับอย่างอื่นก็ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการเอางานของ Kaws มาตกแต่งด้วยดอกไม้จริง และยังมีรันเวย์รูปวงกลมอีก ผมประทับใจจนหาคำพูดมาบรรยายไม่ได้เลยครับ ไม่ใช่แค่ผมเห็นคอลเลกชั่นนี้เป็นคนแรกๆ ด้วยนะครับ แต่ผมเป็นคนแรกที่ได้ใส่เสื้อผ้าจริงๆ หลังจากโชว์จบลง ถือเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายมากสำหรับผมครับ

ไปร่วมงานกับ Dior ที่ปารีส รู้สึกอย่างไรบ้างฤดูร้อนในกรุงโซลมันร้อนมากใช่ไหม เราคิดว่าคุณอาจจะรู้สึกแตกต่างกันไปบ้างตอนอยู่ที่ปารีสใช่ไหม

เป็นการไปปารีสครั้งแรกในชีวิตของผม และเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ขนาดนี้ ผมตื่นเต้นมาก ทุกอย่างดูใหม่และยิ่งใหญ่ไปหมด ถึงจะไปแค่สั้นๆ แต่อากาศมันดีมากเลยครับ ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการได้ร่วมโชว์และถ่ายภาพ ซึ่งการได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงทีเดียวครับ

ชื่อของคุณโด่งดังและเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วในช่วงปีที่ผ่านมา ค.ศ. 2018 ถือว่าเป็นปีทองของคุณในฐานะนกั แสดงทีเดียว คุณจะอธิบายความสำคัญของปีนี้ภายในคำเดียวได้อย่างไร

‘ตั้งสติ’ ครับ เพราะผมยุ่งมากตลอดทั้งปีดั้งนั้นการคุมสติให้อยู่และรู้ตัวตลอดเวลาทำให้ตลอดทั้งปีมีความหมายมากครับ

คุณก่อให้เกิดปรากฏการณ์ไปทั่วหลังจากซีรีส์เรื่อง Something in the Rain ออกฉายคุณรู้สึกอย่างไรกับชีวิต

ผมว่าปรากฏการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นเพราะคนดูชอบเรื่องราวของมันครับ ผมอยากจะถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณผู้กำกับนักเขียนบท และนักแสดงทุกคนที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าจดจำรวมไปถึงผู้ชมที่ชอบมันด้วยนะครับ

บทบาทของ Seo Joon-hee นั้นแสดงออกถึงความรักอันมั่นคงซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง หลังจากคุณปิดกล้องแล้ว คุณเชื่อไหมว่าความรักแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ

ตอนที่รับบทเป็นเขานั้น ผมหมกมุ่นอยู่กับการถ่ายทอดความรู้สึกของเขาออกมาให้ได้ดีที่สุด ผมคิดว่าความรักอันมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการได้รักใครสักคน ในตอนต้นผมก็แอบสงสัยเหมือนกันนะครับแต่พอได้สวมบทบาทเป็นเขามานานๆ ผมก็เริ่มเชื่อแล้วว่าความรักแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงเช่นกันน่ะครับ

ดูเหมือนว่าคุณจะโด่งดังในชั่วข้ามคืนจากการแสดงซีรีส์เพียงเรื่องเดียว แต่เอาเข้าจริงแล้วคุณเคยร่วมแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้วคุณอาจจะโด่งดังเพราะบทนี้ แต่บอกเราหน่อยว่าคุณฝึกฝนการแสดงอย่างไร จึงมาถึงจุดนี้ได้

ผมไม่เคยอยากเป็นนักแสดงเพราะต้องการเป็นจุดสนใจแต่ผมดีใจมากที่ทุกคนชอบการแสดงของผม และชอบตัวตนของผม ผมไม่รู้หรอกว่าเหตุผลที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้คืออะไรแต่ผมรู้สึกดีใจและขอบคุณมากที่หลายคนเปิดโอกาสให้ผมได้แสดงมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ และผมก็จะแสดงต่อไปเรื่อยๆ ครับ

คุณรับบทบาทมาหลากหลายมาก ทั้งซีรีส์ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ และหนังอินดี้ดูเหมือนว่าคุณไม่ลังเลที่จะลองรับบทใหม่ๆคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ผมอยากจะเล่นบทบาทที่หลากหลาย เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกลัวอะไร และไม่เก่งเรื่องอะไร’ คุณตอบตัวเองได้หรือยังว่าคุณกลัวอะไร และไม่เก่งเรื่องอะไร

ผมได้รับคำตอบว่า ‘มันไม่มีคำตอบ’ หรอกครับทุกครั้งที่สวมบทบาทใดๆ ก็ตาม ไม่มีอะไรง่ายเลยผมรู้สึกหวาดกลัวตลอดเวลา และต้องปรับตัวตลอดเวลาผมคิดว่าความรู้สึกเหล่านี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่การแสดงแต่ละครั้งจบลง ผมเชื่อว่าผมจะแสดงต่อไปเพราะความรู้สึกแบบนี้ล่ะครับ

หลายคนคิดว่าคุณเป็นนักแสดงที่ถ่อมตัวจริงใจ และตรงไปตรงมา คุณเห็นด้วยไหม

ก็จริงนะครับ ผมเป็นคนจริงจังและระวังตัวตลอดเวลา อาจจะน่าเบื่อไปบ้างสำหรับบางคน คุณเห็นด้วยไหมล่ะครับ (ยิ้ม)

ยิ่งได้ทำความรู้จักกับคุณ ยิ่งรู้สึกว่าคุณเป็นนักแสดงที่มีความสุขกับการแสดงจริงๆ เคยได้ยินมาว่าคุณได้รับโอกาสโดยบังเอิญตอนเดินเล่นอยู่บนถนน คุณจึงตัดสินใจเรียนด้านการแสดงในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำอาชีพนี้ หรือนี่คือธรรมชาติตัวตนของคุณอยู่แล้ว

หลังจากสอบเอนทรานซ์ติด ผมก็เลือกสาขาการแสดงเพราะเคยถูกจับไปแคสต์ตอนเดินเล่นอยู่นั่นล่ะครับ แต่ผมก็ไม่คิดว่าการที่ผมมาไกลได้ขนาดนี้มันเป็นเพราะธรรมชาติของผมหรอก ผมตัดสินใจเป็นนักแสดงเต็มตัวตนที่ไปเกณฑ์ทหารน่ะครับ ยิ่งผมรับบทบาทต่างๆ มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้ตัวว่าผมรักการแสดงมากขึ้นเท่านั้น หยุดไม่อยู่แล้วจริงๆ

เวลาคุณอยู่กับคนที่สนิท คุณเป็นคนแบบไหนกันนะ

ผมค่อนข้างขี้อายกับคนแปลกหน้า แต่ถ้าสนิทกับใครแล้วผมจะปล่อยมุกตลอดเวลา และเป็นเด็กขี้แกล้ง ผมหัวเราะง่ายด้วยครับ เวลาอยู่ใกล้คนที่ผมไว้ใจน่ะครับ (ยิ้ม)

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณ Yoo Yeol’s Music Album ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ไม่มีใครรู้รายละเอียดเกี่ยวกับนอกจากเป็นเรื่องราวความรักของคนสองคนที่จูนกันเหมือนกับคลื่นความถี่ของคลื่นวิทยุที่เล่นเพลงรัก แต่ก็แคล้วคลาดกันไปมา อธิบายคาแร็กเตอร์ของตัวคุณหน่อยสิ

มันก็ยังคลุมเครืออยู่นั่นล่ะ ผมยังพูดอะไรมากไม่ได้ เพิ่งถ่ายจบไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นดนตรีอยู่มาก และเรื่องราวก็พิเศษมากทีเดียวผมคิดว่านี่เป็นบทที่ยากที่สุดที่ผมเคยแสดงมาตลอดชีวิตนี้ก็รอติดตามเเล้วกันครับ

ได้ยินมาว่าคุณชอบร้องเพลงมากคุณฟังเพลงประเภทไหนบ้าง

ตอนที่ผมถ่ายเรื่อง Something in the Rain ผมจะฟังเพลงประกอบภาพยนตร์เพื่อให้ตัวเองมีสมาธิจดจ่อกับบทแต่ส่วนมากผมชอบฟังเพลงแจ๊ซน่ะครับ

ปีค.ศ. 2019 ผ่านมาสองเดือนแล้ว คุณมีอะไรที่อยากจะทำเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ทำเมื่อปีที่แล้วบ้างไหม

ผมชอบเดินทาง แต่ก็มัวติดถ่ายซีรีส์และภาพยนตร์จนไม่เหลือเวลาเดินทาง ผมอยากจะเดินทางเพื่อพักผ่อนเข้าเสียทีแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปไหนนะครับ

Related Post

5 Super Bowl Half Time Show ที่เราเลิฟ

ในวงการอเมริกันฟุตบอลนัดชิงแชมป์ซูเปอร์โบวล์นั้นถือเป็นสิ่งที่ทำเงินมูลค่ามหาศาลให้กับวัฒนธรรมป็อปบริโภคนิยมตามขนบอเมริกันดรีม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งนอกเหนือจากการแข่งขันนั่นก็คือการแสดงคอนเสิร์ตฮาล์ฟไทม์นั่นเอง

ว่ากันว่า เม็ดเงินในส่วนนี้นี่สะพัดไม่แพ้กับในส่วนการแข่งขันทีเดียว

มาดู 5 อันดับโชว์ที่เราเลิฟ และมาลุ้นว่า Maroon 5 จะติดโผกับเขาในปีหน้าหรือไม่

1. Coldplay ft. Beyoncé and Bruno Mars (2016)

https://www.youtube.com/watch?v=c9cUytejf1k&feature=youtu.be

เรารักการแสดงนี้ที่สุด เพราะมันเป็นส่วนผสมที่โคตรจะลงตัวระหว่างสามศิลปินที่ดูโคตรจะไม่เข้ากันให้ออกมาดูเพลิน และสนุกมาก

2. Michael Jackson (1993)

เพราะเราจำชุดทหารที่เขาใส่ขึ้นโชว์นี้ จนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของวงการดนตรีป็อปได้ไงล่ะ

3. Janet Jackson ft. Justin Timberlake (2004)

ใครๆ คงจำช็อตที่จัสตินกระชากเสื้อโชว์เต้าแจเน็ตได้ติดตาล่ะมั้ง ไม่ต้องบรรยายเยอะเนอะ มีรายงานว่า ทางสมาคมฯ ได้รับคำร้องเรียนเรื่องความไม่เหมาะสมสูงถึง 50,000 ครั้งทีเดียว

4. Madonna (2012)

แม่ขึ้นเองขนาดนี้… แม่ต้องมีผู้ช่วยอย่าง Ricardo Tisci แห่ง Givenchy (ณ ตอนนั้น) ที่มาช่วยแม่ออกแบบคอสตูมสุดอลังการที่ประกาศให้โลกรู้ว่า ไฮแฟชึ่นก็ลงสนามบอลได้นะจ๊ะ

5. U2 (2002)

ปีแห่งความดราม่า เพราะนี่คือคอนเสิร์ตระลึกถึงเหตุการณ์ 9/11 อันโด่งดังนั่นเอง 

เราไม่เลือก Whitney Houston หรือ Lady Gaga เพราะไฮไลท์ของสองนางอยู่ที่การร้องเพลงชาติอเมริกันที่จับใจสุดๆ… ขอโทษที่ไม่อินนะ 

Related Post

A Decade and a Half Later

พื้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อค.. 2004 กว่าทศวรรษครึ่งหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ในวันนี้เขาหลักกลับมางดงามอีกครั้ง และสำหรับหลายคนแล้วแม้ความทรงจำที่โศกเศร้าจะดำรงอยู่ แต่ชีวิตก็สอนให้เรารู้ว่าความงดงามในวันนี้นั้นก็พอจะบรรเทาความเจ็บปวดได้เป็นอย่างมากทีเดียว

The Utopian Concept of ‘The Beach’

สำหรับชาวอังกฤษที่แม้ประเทศจะล้อมรอบด้วยทะเล แต่ด้วยอากาศหนาวและฝนตกตลอดทั้งปี ทำให้พวกเขานั้นโหยหาชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลสีฟ้า และแสงแดดเจิดจ้า ไม่ต้องแปลกใจเลยว่านวนิยายเรื่อง The Beach (1996) ที่แต่งโดย Alex Garland นั้นจะกลายมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของชาวยุโรปให้หลั่งไหลมาตามหาชายหาดในฝันที่ถูกบรรยายไว้ในนวนิยาย ยิ่งต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในค.. 2000 ที่กำกับโดย Danny Boyle และนำแสดงโดย Leonardo DiCaprio นั้นยิ่งทำให้ทะเลอันดามันของประเทศไทยเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้นไปอีก

และในฐานะที่เราอยู่ในประเทศที่ทรัพยากรเหลือกินเหลือใช้มาโดยตลอด เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักกับภาพจำทะเลไทยอันงดงาม (คงเพราะว่าเราได้เห็นภาพเหล่านั้นในแคมเปญโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่เด็กๆ จนชินตาไปแล้วมั้ง) เมื่อได้ยินว่า Quiksilver และ Roxy ร่วมมือกับสายการบินบางกอก แอร์เวย์สและพันธมิตรอีกหลากหลาย ทั้งโรงแรมเดอะแซนด์ เขาหลัก, โรงแรมรามาด้า เขาหลัก รีสอร์ท, เลิฟอันดามัน, เมโมรี่ส์ บีช บาร์ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพังงา จัดทริป Boutique the Adventure at Phang Nga เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา รวมไปถึงกีฬาโต้คลื่นที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักผจญภัยทั่วโลกนั้น เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก คาดหวังเพียงจะได้เห็นชายหาดสวยๆ ที่เห็นจนชินตาเท่านั้น

ซึ่งชายหาดสวยๆ หน้าโรงแรมเดอะแซนด์ เขาหลัก นั้นก็ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ชายหาดสีขาว น้ำทะเลใส และความงดงามยามพระอาทิตย์ตกดินนั้นทำให้เราเกือบลืมไปเลยว่ากว่าทศวรรษครึ่งที่แล้วหลายคนได้สูญเสียคนรักไป ณ ท้องทะเลแห่งนี้ เพราะเขาหลักในวันนี้นั้นงดงามและดูเงียบสงบในแบบชายหาดในฝันของเหล่านักท่องเที่ยวอีกฟากโลกหนึ่งอย่างชัดเจน 

‘The Endless Summer’ Experience

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริปนี้นั้นเห็นจะได้แก่การไปร่วมงานแข่งขันกระดานโต้คลื่นครั้งสำคัญของประเทศไทยอย่างงาน Moose presents: Khaolak Surf Contest and Festival ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ Phuket Surf Series ที่แข่งขันกันทั้งหมด 6 สนาม โดยสนามที่เขาหลักนั้นถือเป็นสนามสุดท้ายที่จะปิดทริปการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ในการนี้มีนักโต้คลื่นหลากหลายเชื้อชาติเข้าร่วมงานกว่า 200 ชีวิต ซึ่งหากใครไม่มีประสบการณ์การโต้คลื่น ที่นั่นก็มี Quiksilver Surf Clinic เพื่ออบรมทุกคนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานโดยครูผู้สอนที่ได้รับการฝึกอบรมจากโครงการ Professional Surf Coaching and Surf Judging Workshop by Quiksilver ซึ่งผู้ฝึกอบรมนั้นก็ได้รับการรับรองจาก ISA (International Surfing Association) เป็นการประกาศยกระดับมาตรฐานการแข่งขันกระดานโต้คลื่นในประเทศไทยให้เทียบเคียงกับนานาประเทศอย่างเป็นทางการ

ประสบการณ์ในการเดินทางสู่หาดปะการังอันเป็นสถานที่จัดงานดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเมืองอย่างเราเข้าใจได้ถึงความตื่นเต้นของการจาริกแสวงบุญของชาวยุโรปที่ดั้นด้นเดินทางข้ามโลกมาโต้คลื่นบนชายหาดขาวและเกลียวคลื่นสวยแบบนี้ได้ไม่ยากนัก เพราะจากถนนเส้นหลักเราต้องเดินทางผ่านถนนลูกรังเป็นระยะเวลาเกือบชั่วโมง (ไม่สามารถวิ่งเร็วได้ เพราะถนนเป็นเลนเดียวและมีหลุมบ่อดักตลอดทาง) เพื่อที่จะหลุดไปเจอหาดปะการังที่งดงามอยู่ซึ่งหน้า จังหวะที่เลี้ยวไปเจอความงดงามอันน่าตื่นตะลึงนั้นเราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์สารคดีสุดคลาสสิกอย่าง The Endless Summer (1966) โดยผู้กำกับ Bruce Brown ที่พูดถึงสรวงสวรรค์ของนักโต้คลื่น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทยหรอก แต่วินาทีที่เห็นชายหาดสวยงามหลังจากการเดินทางอันสมบุกสมบันนั้นเรามั่นใจได้เลยว่าสรวงสวรรค์ก็เข้าถึงได้แม้ยังไม่ตายนั่นเอง

ความงดงามของชายหาด เกลียวคลื่นที่ถาโถม พลังงานจากนักโต้คลื่นหลากหลายเชื้อชาติ และความสงบในใจของเรา สิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่จุดประกายความสุขของเราให้เกิดขึ้นจากภายใน ทำให้เราเข้าใจทั้งคนท้องถิ่นที่ใช้ชีวิตอยู่กับความงดงามนี้ตั้งแต่เกิดจนคุ้นชิน และนักท่องเที่ยวผู้อาจหาญเดินทางข้ามโลกมาสัมผัสประสบการณ์ที่เราเพิ่งได้เห็นตรงหน้านี้ แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เราก็รู้ได้แล้วว่านี่คือความคุ้มค่าที่ได้เกิดมาจริงๆ

Love Me, Love My Andaman

นอกเหนือจากความงดงามบนหาดแล้ว จังหวัดพังงายังมีเสน่ห์ที่หมู่เกาะสุรินทร์อันเป็นสวรรค์ใต้น้ำของนักดำน้ำจากทั่วโลก เพราะยังมีระบบนิเวศที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้เราได้เห็นปะการังหลากหลายสายพันธุ์ ปลาการ์ตูน หอยมือเสือ และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลต่างๆ มากมาย ซึ่งในงานนี้สิ่งที่พอจะทำเราใจชื้นได้สักหน่อยก็คือไกด์ของทริปได้พยายามกระตุ้นเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังในการท่องเที่ยวภายใต้คอนเซ็ปต์เที่ยวอย่างไรไม่ขัดใจปะการังเพื่อที่เราจะได้มีธรรมชาติอันงดงามพิสุทธิ์เหล่านี้ไว้ให้ดื่มด่ำต่อไปอีกนานเท่านาน

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของหมู่เกาะสุรินทร์คือวิถีชีวิตของชาวมอแกน ณ หมู่บ้านมอแกน ที่เป็นวิถีของชุมชนริมทะเลที่ใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่นี้มาเนิ่นนานก่อนที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลเสียอีก ทุกคนรักและผูกพันกับทะเลมาตั้งแต่เกิด อาศัยอยู่ในบ้านใต้ถุนยกสูงหนีน้ำทะเล มุงด้วยทางมะพร้าว มีภาษาเป็นของตัวเอง มีแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ยามจำเป็น เป็นวิถีชีวิตที่พอเพียงในโลกที่ความเจริญรุกรานไปในทุกพื้นถิ่นอย่างแท้จริง

หากจะมีอะไรสักอย่างที่ทริปเขาหลักจะสอนเราได้ก็คงจะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเปลี่ยนชีวิตนั้นมีความงดงามและคุณค่าแห่งความหมายการใช้ชีวิตอยู่เสมอ เขาหลักในวันนี้งดงามจนแทบจะทำให้เราลืมคราบน้ำตาและรอยแผลในอดีต ด้วยความงดงามนั้นเราจึงต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดและงดงามที่สุดเท่าที่ธรรมชาติแห่งชีวิตจะพอมอบให้เราได้

More Info:

การเดินทาง

Bangkok Airways

ให้บริการบินตรง กรุงเทพฯภูเก็ต วันละ 9 เที่ยวบิน (สามารถเดินทางไปถึงจังหวัดพังงาได้เพียง 1 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น) พร้อมบริการโหลดกระดานโต้คลื่น

www.bangkokair.com

Tel: 1771

ที่พัก

The Sands Khao Lak by Katathani

www.thesandskhaolak.com

Tel: 076-428-800

Ramada Khao Lak Resort

www.ramadakhaolak.com

Email: rsvn@ramadakhaolak.com

Tel: 076-427-784

Related Post

Beautiful Boy – เพราะชีวิตงดงามเสมอ

หลังจากคุ้นหน้าคุ้นตากันไปแล้วกับบทบาทเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name มาวันนี้ Timothé Chalamet กลับมารับบทบาทเด็กหนุ่มผู้ติดยาไอซ์ในภาพยนตร์เรื่อง Beautiful Boy ที่สร้างจากเรื่องจริงของเดวิด และนิค เชฟฟ์ สองพ่อลูกที่ร่วมมือกันต่อสู้กับอาการติดยาของลูกชายมาเกินทศวรรษ โดยบทพ่อนั้นนำแสดงโดย Steve Carrell จาก Foxcatcher

มาพูดคุยอุ่นเครื่องกับนักแสดงนำทั้งสอง ก่อนที่จะไปชมภาพยนตร์ได้ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ (เข้าฉายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป)

พวกคุณเคยทราบเรื่องราวของ เดวิดและนิค ก่อนที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้หรือเปล่า?
สตีฟ
: ผมไม่เคยรู้เรื่องราวของทั้งสองเลยครับ จนกระทั่งทางเอเย่นต์ส่งบทหนังมาให้ผมอ่าน หลังจากที่ผมได้อ่านบท ผมก็ไปหาหนังสือมาอ่านและทำการศึกษาเรื่องราวของพวกเขาทันที และมันก็ทำให้ผมตอบตกลงรับงานชิ้นนี้ครับ

ทิโมธี: ผมรู้จักพวกเขาผ่านหนังสือครับ มันเป็นช่วงเมื่อประมาณ 8 หรือ 9 ปีที่แล้ว หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือที่มีลายขวาง แถบหนาสีแดง และมีรูปหน้าของนิคที่ถูกเบลออยู่บนหน้าปก ผมจำได้ว่าผมเห็นมันที่ร้านหนังสือในเมืองนิวยอร์ก รู้สึกว่าจะเป็นร้าน The Source นี่ล่ะมั้งครับ ผมรู้สึกว่าสตีฟกับผมต่างรู้สึกไปในทางเดียวกัน เมื่อผมอ่านหนังสือจบผมก็รู้สึกว่าเราควรเผยแพร่เรื่องพวกนี้ให้ผู้คนรู้อย่างรวดเร็วที่สุด และอีกอย่างผมก็อยากจะทำงานร่วมกับสตีฟมาก หนังที่เล่นเล่นนั้นมันช่างสุดยอดจริงๆ ในมุมมองของนักแสดง ผมรู้สึกว่าโอกาสแบบนี้คือโอกาสที่หาได้ยากครับ

การศึกษาที่ว่านี่รวมถึงการพบกับครอบครัวเชฟฟ์ด้วยหรือเปล่า?

สตีฟ: แน่นอนครับ โดยเฉพาะเดวิด เขาเป็นเหมือนกับคนที่ผมเคยจินตนาการเอาไว้หลังจากที่ผมอ่านหนังสือของเขาจบเลย เขาเป็นคนอ่อนโยน โอบอ้อมอารี ฉลาด และมีใจที่เข้มแข็ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคนที่กล้าแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวของเขาและยอมให้นำมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่กล้าหาญมาก เพราะเราเป็นแค่คนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา แต่พวกเขากลับให้คนแปลกหน้าเหล่านี้เผยแผ่และตีความสิ่งที่พวกเขาเคยเผชิญ

ทิโมธี: ในแง่ของการศึกษานั้น ผมได้พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของผู้ติดยาครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราสามารถหาอ้างอิงได้ง่ายๆ ผ่านทางสื่อบนโลกออนไลน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากจะรู้ว่าผมจะรู้สึกอย่างไรถ้าการเข้ารับการบำบัดนั้นหมายถึงการถูกตัดขาดจากครอบครัวของคุณ ชีวิตของคุณ และคนที่คุณรัก ในขณะที่คุณพยายามเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในช่วงที่คุณยังคงเป็นเด็กอยู่

พ่อลูกคู่นั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ได้ดูเรื่องราวของพวกเขาบนจอภาพยนตร์?

ทิโมธี: ปฏิกิริยาของพวกเขานั้นเป็นภาพที่ทำให้พวกเราประทับใจมากครับ ผมไม่คิดว่าผมจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศเช่นนั้น ผมมีความเห็นว่าหนังสือและภาพยนตร์มีองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์อยู่เต็มไปหมด ันไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยซีจี มันเป็นการบอกเล่าประสบการณ์จริงๆ ของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด มันคือประสบการณ์ที่ผู้คนหลายล้านคนบนโลกใบนี้กำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยครับที่ได้เห็นทั้ง เดวิดและนิค ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อพวกเขาได้รับชมภาพยนตร์ที่พวกเราสร้าง

สตีฟ: ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าเป็นผม ผมจะรู้สึกอย่างไรหากมีคนนำเอาเรื่องของผมไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ พวกเขาแสดงให้เราเห็นถึงความกล้าหาญและความพยายามในการช่วยเหลือผู้อื่นครับ

สตีฟ ในฐานะที่คุณเป็นคุณพ่อลูกสอง คุณมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรในการรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกของบท ความรู้สึกที่ว่าภัยจากยาเสพติดนั้นสามารถเข้าถึงได้ทุกครอบครัว?

สตีฟ: ผมบอกได้เลยว่า นั่นเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในฐานะของคนเป็นพ่อครับ และการเตรียมตัวรับมือกับมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองอย่างพวกเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันตลอดเวลาอยู่แล้ว ทันทีที่คุณมีลูกของตัวเอง คุณก็จะเริ่มห่วงเริ่มกังวลเรื่องต่างๆ สิ่งเดียวที่คุณอยากจะทำในชีวิตก็คือการปกป้องลูกของคุณให้พ้นจากอันตราย การที่ผมได้พบกับเดวิดทำให้ผมได้รับรู้ว่า เขาเป็นสุดยอดคุณพ่อที่ทั้งดูแลและเอาใจใส่ลูกของเขาอย่างสุดความสามารถเลยครับ

ทิโมธี : ตัวละครทีคุณเล่นนั้นดูสมจริงจนน่ากลัวเลยทีเดียว มันเหมือนราวกับว่าคุณได้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นไปแล้ว ในยุคสมัยนี้ ผู้คนมักจะไม่เอ่ยถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่ต้องการเลิกยา แต่หนังของคุณได้เล่ารายละเอียดในส่วนนี้อย่างชัดเจน

ทิโมธี: นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับการใช้ยาเสพติด การเลิกใช้มัน และเรื่องราวของครอบครัวครับ ยาไอซ์นั้นอาจเปรียบเทียบได้กับยาเสพติดที่ร้ายแรงอย่างเฮโรอีน มันไม่เลือกเป้าหมาย มันจะเข้าไปทำลายทุกอย่างของคุณ มันเป็นอันตราย มันเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อดี และการเลิกใช้มันก็ต้องอาศัยพลังใจเป็นอย่างมาก เมื่อคุณนำองค์ประกอบของวัยรุ่น วัยที่มนุษย์เรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ความยากนั้นก็ยิ่งมีมากขึ้นไปอีกครับ

Related Post

Life After Death “ตายแล้วไปไหน”

หากพูดถึงวงการดนตรี มีวงดนตรีหลายวงที่โด่งดังขึ้นมาและสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม เช่น อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง หรือความตาย ที่วงเหล่านั้นต้องเผชิญในระหว่างที่กำลังอยู่ลมบน ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงหรือศิลปินเหล่านั้นต้องยุติบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย หากย่อหน้าที่แล้วกล่าวว่า เราไม่สามารถพิสูจน์เรื่องตายแล้วไปไหน แต่ที่แน่ๆ เราสามารถบอกคุณได้ว่า วงที่เจอกับจุดจบแต่ละวงนั้นสามารถพลิกกลับมา ‘เกิดใหม่’ กันได้ในทิศทางไหนบ้าง 

Author: Chaya Chomchuen

Photographer: Virunan Chiddaycha

ตายแล้วเกิดใหม่

เมื่อวงดนตรีที่มีชื่อเสียงถูกยุบ ทางเลือกยอดนิยมของสมาชิกที่เหลือคือการไปทำวงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุ่ง เนื่องจากแฟนเพลงมักติดภาพของวงเก่า มีหลายวงที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่ส่งผลให้วงจำเป็นต้องเผชิญจุดจบ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การฆ่าตัวตายของ Kurt Cobain นักร้องนำวง Nirvana ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันก่อนว่า ด้วยความที่เคิร์ตเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องนำ รวมถึงเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย เขาจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Nirvana ที่ขาดมิได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายของเขาจึงเปรียบเสมือนจุดจบของ Nirvana ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามการสิ้นสุดของ Nirvana กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของวงที่มีชื่อว่า Foo Fighters วงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Dave Grohl อดีตมือกลองของ Nirvana ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเลือกที่จะทำอีกวง แทนที่จะทิ้งชื่อไปกับ Nirvana ปัจจุบัน Foo Fighters ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เดฟและผองเพื่อนสามารถคว้ารางวัลแกรมมี ขึ้นเป็นเฮดไลน์เฟสติวัลระดับโลกอย่าง Glastonbury รวมถึงมีเพลงฮิตประจำตัวอย่าง Everlong, Walk และ Best Of You ทุกอย่างล้วนเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีในฐานะวงร็อกชั้นนำของวงการ มันอาจเป็นเรื่องปกติ หากวงเก่าต้องยุบลง แล้วสมาชิกที่เหลือไปฟอร์มวงใหม่ แต่จะมีใครสักคนแบบเดฟที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง แล้วสามารถประสบความสำเร็จท่วมท้น จนศักดิ์ศรีและบารีมีเกือบสูสีเท่ากับวงเก่า การสร้างตำนานบทใหม่ของ Foo Fighters จึงถูกเรียกว่าการตายแล้วเกิดใหม่ราวกับนกฟินิกซ์ ที่ยังคงผงาดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

ตายแล้วตายเลย

หากคุณฟอร์มวงดนตรีแล้วล้มเหลว อย่างน้อยสมาชิกที่เหลือก็ยังมีทางเลือกในการทำวงใหม่ แต่ถ้าหากเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วต้องยุติบทบาท ยิ่งถ้าเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงอย่างการเสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชื่อเสียงของศิลปินรายนั้นๆ มาถึงจุดจบเพียงแค่นี้ อย่างเช่นในกรณีของ Amy Winehouse, Jimi Hendrix และ Avicii ที่ล้วนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่สามารถมีโอกาสสร้างเส้นทางในฐานะศิลปินอีกต่อไป ในขณะวงดนตรีก็เจอสถานะนี้เช่นกัน อย่างเช่น การปิดตำนานของยอดวงระดับตำนาน Led Zeppelin วงร็อกอังกฤษระดับตำนานเจ้าของบทเพลง Stairway To Heaven ที่ยุติบทบาทลงเนื่องจากการเสียชีวิตของ John Bonham มือกลองของวง หลายคนอาจสงสัยว่า มือกลองไม่ใช่สัญลักษณ์สำคัญของวงเสียหน่อย ทำไมสมาชิกคนอื่นๆ ถึงไม่เดินหน้าต่อ ไม่ใช่มาหยุดเดินเพราะมือกลองคนเดียว เพราะวงสายเมทัลอย่าง Avenged Sevenfold ก็ให้มือกลองคนใหม่มาแทนคนเก่าที่เสียชีวิต ซึ่งวงก็สามารถผลิตงานต่อได้ ซึ่งในหลักทฤษฎีแล้ว Led Zeppelin ก็ทำผลงานเพลงต่อได้ แต่วงยินกรานว่าไม่อยากไปต่อ ด้วยเหตุผลสั้นๆ แต่หนักแน่น โดยวงบอกว่าหากไม่มีจอห์น บอนแฮม ก็ไม่ใช่ Led Zeppelin เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพ่อต่อการยุติบทบาท ถึงแม้การยุติบทบาทก่อนเวลาอันควรของ Led Zeppelin อาจเป็นเรื่องนี่น่าเสียดายที่สุดของประศาสตร์ดนตรี แต่อย่างน้อย Led Zeppelin ก็ฝากผลงานชิ้นโบแดงประดับโลกไว้มากมาย เพื่อให้ผู้คนจดจำในแบบที่พวกเขาอยากให้จดจำ

เกือบตายแต่อยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรี

จากที่ยกตัวอย่างด้านบนหลังจากที่วงดนตรีเหล่านั้นยุบตัวลงไปบ้างก็ฟอร์มวงใหม่จนประสบความสำเร็จบ้างก็เลือกให้จบลงเหลือแค่เพียงตำนานคงมีหลายคนสงสัยว่ามีวงไหนบ้างที่นักร้องลาออกจากวงไปหรือเสียชีวิตแล้วมีคนใหม่ขึ้นมาแทนแล้วกลับทำได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าเคสนี้ต้องยกให้วงฮาร์ดร็อกชื่อดังอย่าง AC/DC เจ้าของบทเพลง Back In Black หนึ่งในเพลงร็อกที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมถึงยังเป็นเพลงที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย โดยเรื่องมีอยู่ว่า AC/DC เคยมีนักร้องคนหนึ่งที่ชื่อว่า Bon Scott ผู้มีเสียงร้องแผดเกรี้ยวกราดยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบ รวมถึงเป็นฟรอนต์แมนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นกับ AC/DC เมื่อบอนต้องจากโลกไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง การสูญเสียบอนเปรียบได้กับการสูญเสียเครื่องหมายการค้าสำคัญของวง เส้นทางของ AC/DC ถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะไม่รู้ว่าวงจะไปในทิศทางไหนต่อดี จนกระทั่งวงตัดสินใจเลือกนักร้องชาวอังกฤษ  Brian Johnson เข้ามาแทนที่ ความกดดันก็เข้ามาถามโถมนักร้องใหม่เต็มที่ เพราะคนยังติดภาพของบอนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามไบรอันก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ หลัง Back in Black อัลบั้มชุดแรกที่เขาร้องให้กับ AC/DC ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างท่วมท้น รวมถึงสามารถติดหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีตลอดกาล อีกทั้งยังมีส่วนร่วมที่ทำให้ AC/DC สานต่อตำนานในฐานะวงร็อกที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ปัจจุบันไบรอันต้องลาออกจากวงไปเพราะปัญหาด้านสุขภาพก็ตาม

จากหัวหน้าวงกลายเป็นศิลปินเดี่ยว

เมื่อกลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ช็อกวงการเพลงทั่วโลกเห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าข่าวการฆ่าตัวตายของ Chester Bennington นักร้องนำวง Linkin Park ที่เพิ่งจะออกสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 อย่าง One More Light และอยู่ในระหว่างการออกเดินสายเล่นคอนเสิร์ตไปทั่วโลก ซึ่งการจากไปของเขานั้น นอกเหนือไปจากความระส่ำระสายของสถานะวงที่ดูเหมือนจะเคว้งคว้างจากการจากไปของเขาแล้ว เขายังสามารถกระตุ้นความตื่นตัวให้โลกหันมาเห็นอันตรายและภัยเงียบของโลกซึมเศร้าได้อีกด้วย หลังจากมรณกรรมของเขา ดูเหมือนภาระทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของ Mike Shinoda หัวหน้าวงอีกคนหนึ่งที่ก็ไม่สามารถตอบคำถามของทั้งนักข่าวและแฟนเพลงได้ว่าวงจะเป็นอย่างไรต่อไปได้ เขาพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า “จะแจ้งข่าวทันทีที่มีข่าวอะไรก็ตาม”

ในระหว่างที่แฟนเพลง Linkin Park ทั่วโลกกำลังเคว้งคว้างอยู่กับสถานะอันง่อนแง่นของวงอยู่นั้น ไมค์ก็ประกาศวางแผงอัลบั้มใหม่ของเขา Post Traumatic ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีหลังจากเกิดโศกนาฏกรรม และตารางเวิลด์ทัวร์โปรโมทอัลบั้มที่ใช้ชื่อศิลปินว่า ‘Mike Shinoda of Linkin Park’ ก็ตามออกมาติดๆ เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้นกว่าที่ใครๆ ก็คิดไว้เยอะมากทีเดียว “อัลบั้มนี้ส่วนตัวมากๆ เลยครับ” ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งที่เขามาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ย้อนกลับไปเมื่อกว่าปีที่แล้ว การสูญเสียเชสเตอร์ถือเป็นหายนะสำคัญในชีวิต ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็ยากแล้ว ผมมีสตูดิโอเล็กๆ อยู่ที่บ้าน ที่ผมใช้อัดเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงเชสเตอร์ด้วยครับ ตอนที่เกิดเหตุใหม่ๆ ผมกลัวมาก กลัวที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่า… ความทรงจำอะไรต่อมิอะไรมันอยู่ในห้องนั้นหมดเลยน่ะครับ แต่ในที่สุด ผมก็บังคับให้ตัวเองเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขียนเพลง เล่นดนตรี อัดดนตรี เพื่อที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งในตัวเอง และเลิกกลัวความทรงจำเก่าๆ ที่ไหลวนอยู่ในห้องนั้นเสียที และบทเพลงที่มารวมเป็นอัลบั้มนี้ก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากจุดนั้นนั่นล่ะครับ จะว่าไป มันก็เป็นเหมือนไดอารี่ เหมือนประวัติชีวิตส่วนตัวของผมในช่วง 6-9 เดือนแรกหลังจากเกิดเหตุนั่นล่ะครับ”

นอกเหนือไปจากการเอาชนะตัวเองเพื่อให้เดินกลับไปทำงานในห้องอัดอันเต็มไปด้วยความหลังอีกครั้งแล้ว การตัดสินใจปล่อยอัลบั้มดังกล่าวออกมาสู่สายตาสาธารณชนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “จริงๆ แล้วมันน่ากลัวมากนะครับที่จะเอาเพลงเหล่านี้ออกมาแชร์กับแฟนๆ เพราะเนื้อหามันส่วนตัวมากจริงๆ แต่พอผมเอาทุกอย่างมารวมกันเป็นภาพใหญ่แล้ว ผมก็เห็นว่านี่เป็นหนทางที่จะสื่อสารกับแฟนๆ ว่าตัวผมจัดการกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตนี้ได้อย่างไร และถ้าหากว่าบทเพลงเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียของตัวเองได้ มันก็จะดีมากเลยครับ ผมเลยตัดสินใจปล่อยมันออกมา เพราะอัลบั้มนี้มันเริ่มต้นจากความดิ่งดาร์ก และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่แสงสว่างในการใช้ชีวิตต่อไปทีละนิด นั่นทำให้ผมเลือกเพลง Crossing A Line ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรก เพราะมันเป็นเพลงที่อยู่ระหว่างการมองกลับไปหาอดีต และการมองไปสู่อนาคตข้างหน้า สารหลักๆ ที่ผมต้องการจะสื่อผ่านอัลบั้มนี้คือ ‘ความหวัง’ นั่นคือ การเคารพในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยอมรับมันในแบบที่มันเป็นให้ได้ และใช้ชีวิตในฐานะการเดินทางให้สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เท่านั้นเองครับ”

ในตอนที่ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เขาเพิ่งจะประกาศทัวร์อเมริกาเหนือไปหยกๆ ดังนั้นเมื่อเราถามว่าแฟนๆ จะคาดหวังอะไรได้หลังจากที่เขาจบเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้ เขาจึงตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ผมคงจะพักผ่อนหน่อยนะครับ ตอนออนทัวร์ ผมอยากทุ่มเทกับมันให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นคือชีวิตของผม หลังจากนั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าจะมีแรงบันดาลใจไปทำอะไรต่อ อาจจะวาดรูป หรือทำเพลง อาจจะทำให้ตัวเอง หรือโปรดิวซ์งานให้คนอื่น ตอบไม่ได้จริงๆ ครับ ผมพยายามจะเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอเองครับ”

แน่นอนว่าทุกอาชีพมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ศิลปินเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การสูญเสียเส้นเลือดหลักของวงในระหว่างที่วงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้นถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่การรับมือกับเหตุการณ์พลิกโชคชะตาต่างหากที่จะนิยามได้ว่า ศิลปินคนไหนกันแน่ที่จะก้าวข้ามผ่านความสูญเสียดังกล่าว และผงาดเป็นตำนานต่อไปได้ ซึ่งเราก็แอบเชื่อว่า หลังจากมรณกรรมของเชสเตอร์ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาแทนที่ได้แล้วนั้น ไมค์เองก็คงวางแผนที่จะกลับมาผงาดในวงการดนตรีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเอง หรือเพื่อแฟนๆ ที่รออยู่ แต่เราจะปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ตำนานแต่ละบทนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่ววูบไหวเท่านั้น

Related Post

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

Related Post

ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเขากลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว

HONNE (อ่านว่า ฮอนเน่) คือชื่อวงดนตรีคู่หูจากลอนดอนที่มี James Hatcher และ Andy Clutterbuck เป็นสมาชิกหลัก เคยทำสถิติบัตรคอนเสิร์ต sold out ในกรุงเทพฯ จนต้องประกาศเพิ่มรอบ (และก็ sold out ตามไปอีก) เราได้มีโอกาสทาบทามพวกเขามาถ่ายแฟชั่นให้กับฉบับพิเศษของเราในครั้งนั้น ซึ่งพวกเขาก็ตอบรับคำชักชวนของเราเป็นอย่างดี

รู้ตัวใช่ไหมว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ชาวเอเชียมากเลยนะ

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจนะครับ บางครั้งผมก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าพวกเรามาจากประเทศไหนกันแน่ เพราะอาร์ตเวิร์กบนปกอัลบั้มของพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าพวกเรา เราใช้นางแบบจากประเทศจีน และยังมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยครับ

วัฒนธรรมเอเชียมีอิทธิพลต่อการทำเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจเรื่องอิทธิพลด้านดนตรีนะ แต่อิทธิพลทางอารมณ์น่ะชัดเลย เราใช้เอเลเมนต์ต่างๆ ในอัลบั้มเรา อย่างตัวอักษรญี่ปุ่นบนปกอัลบั้มแรก และนางแบบชาวจีนบนปกอัลบั้มที่สอง มันแทรกซึมเข้ามานะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพราะว่าวัฒนธรรมเอเชียต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชินมาก อะไรๆ มันก็เลยน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด คิดว่าไง

เจมส์ : ผมว่าในทางกลับกัน ถ้าคนเอเชียมาที่กรุงลอนดอนและเห็นสิ่งที่พวกเราเห็นจนชินตา พวกเขาก็คงได้รับแรงบันดาลใจกลับไปที่บ้านเขาเหมือนกันล่ะครับ

บอกความหมายของ HONNE หน่อยสิ

เจมส์ : มันแปลว่าความรู้สึกที่แท้จริงครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น เราต้องการจะสื่อสารว่า มนุษย์เราควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ด้วยความเป็นมนุษย์เราก็คาดหวังให้อีกฝ่ายทำแบบเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ

แอนดี้ : ส่วนที่มาก็คือ ตอนที่เราเริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ผมอยู่ที่โตเกียว ส่วนเจมส์อยู่ที่ลอนดอน เราเลยคิดตรงกันว่าเราน่าจะหยิบคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งชื่อวงกันไหม เลยช่วยกันหาไปเรื่อยๆ จนเจอคำนี้ ซึ่งเห็นตรงกันว่าลงตัวครับ

สำหรับอัลบั้ม Love Me / Love Me Not คุณต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษไหม

แอนดี้ : เราต้องการส่งพลังงานในแง่บวกออกมาน่ะครับ พวกเราเก่งเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะแม้แต่เวลาแต่งเพลงเศร้าเราก็จะยังหาแง่มุมบวกๆ ใส่เข้าไปจนได้ แฟนๆ ของพวกเราชอบอะไรแบบนั้น ผมเลยอยากให้พวกเขารู้สึกดีหลังจากฟังเพลงของพวกเราน่ะ

เจมส์ : ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนเน็กต์กับเพลงได้น่ะครับ ไม่ว่าจะผ่านพลังงานด้านบวกแบบที่แอนดี้ว่าไป หรือผ่านเนื้อร้องที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ อะไรแบบนั้น

พวกเราเซนส์ได้ว่าอัลบั้มนี้ดูสดใส ไม่ดาร์กเท่าอัลบั้มแรก เราเข้าใจถูกไหม

แอนดี้ : สถานการณ์ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปน่ะ ตอนทำอัลบั้มแรกพวกเรายังมีงานประจำทำอยู่ เลยต้องกลับมานั่งเขียนเพลงที่บ้านกันตอนกลางคืน มันเลยมีกลิ่นอายของเวลากลางคืนอยู่ ส่วนอัลบั้มนี้เราอยากส่งพลังงานด้านบวกออกมา เราเลยแต่งเพลงกันตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่

เจมส์ : เดี๋ยวสิ มันมีความแตกต่างระหว่างความดาร์กกับเวลากลางคืนนะ ถึงอัลบั้มแรกจะแต่งตอนกลางคืน แต่ในอัลบั้มนี้มันมีเอเลเมนต์ของความดาร์กในแง่ของเนื้อหาโดยรวมอยู่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลากลางคืนหรอก นี่ผมพูดจารู้เรื่องไหมเนี่ย

ยังไงกัน

แอนดี้ : เอาอย่างนี้ พวกเราไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรนะ ทุกอย่างไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่พอจะรวมเป็นอัลบั้มเราก็มาคิดคอนเซ็ปต์ให้มัน อัลบั้ม Love Me / Love Me Not เลยแบ่งออกเป็นสองพาร์ต หกเพลงว่าด้วยเรื่องราวของ Love Me ส่วนอีกหกเพลงว่าด้วยเรื่อง Love Me Not อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจกว่าไหม

โอเค มาเรื่องของคุณสองคนบ้าง มีหลายคนบอกว่าคุณสองคนดูเข้ากันได้ดี เคมีตรงกันมาก พวกคุณว่าไง

เจมส์ : ผมกับแอนดี้ชอบทำแบบทดสอบจิตวิทยาต่างๆ น่ะ พวกเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator ผลออกมาว่าพวกเราไม่เหมือนกันเลย ถ้าจำไม่ผิดนะ ผมเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ออกสังคมเก่ง ส่วนแอนดี้เป็นอินโทรเวิร์ต เก็บเนื้อเก็บตัว แอนดี้ลงมือทำอะไรง่ายกว่าผม เพราะผมเอาแต่คิดจนไม่ลงมือเสียที อะไรประมาณนั้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเราแบ่งบทบาทหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต เราส่งเสริมกันและกันในทุกแง่มุม เวลาคนหนึ่งขาดอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริม เหมือนบาลานซ์กันและกันน่ะครับ อย่างเวลามีเรื่องบางอย่างที่ผมไม่พร้อมรับมือ แอนดี้ก็จะรับฟังและจัดการให้เรียบร้อย พวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ เรื่องเคมีก็สำคัญนะ เพราะเวลาคุณตั้งวงดนตรีที่มีแค่คุณสองคน ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ได้จริงๆ มันก็คงไปไม่รอดหรอกครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อยสิ

เจมส์ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ พวกเราน่าจะได้กลับไปที่เมืองไทยอีกครั้งตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนะครับ ผมสัญญาว่าจะจับมือกับทุกคนที่มาเจอเราเลยครับ

แอนดี้ : ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดตั้งแต่อัลบั้มแรก พวกคุณเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับประเทศของคุณ พวกคุณน่ารักมาก พวกเรารักคุณมากจริงๆ ครับ

Related Post