คุยกับคังดงวอน และยอนซังโฮ ผู้กำกับ Train to Busan : Peninsula กันก่อนจะไปพบกับฝูงซอมบี้ในสัปดาห์นี้

เคยสงสัยไหมว่า หลังจากเหตุการณ์​ Train to Busan จบลง โลกหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ความหวังของมวลมนุษยชาติจะยังดำรงอยู่จริงหรือไม่ วันนี้ เรามีคำตอบจากคังดงวอน นักแสดงนำ และยอนซังโฮ ผู้กำกับคนเดิมมาให้คุณผู้อ่าน พร้อมเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจาก 4 ปีผ่านไปใน Train to Busan : Peninsula

อยากให้พูดถึงความน่าสนใจของ Train To Busan : Peninsula ที่ทำให้คุณตัดสินใจร่วมงาน

คังดงวอน: ความสนุกจริงของภาพยนตร์ไม่ใช่แค่การสู้กับซอมบี้ครับ แต่คือการสร้างสถานการณ์ในหนังมากกว่า และที่ผมสนใจมาเล่นใน Train To Busan : Peninsula ก็คือในฐานะนักแสดงผมว่ามันเป็นหนังที่ดี มากกว่าที่จะคิดถึงเรื่องค่าตัวครับ        

คุณรับบทเป็นใครใน Train To Busan : Peninsula

ผมรับบท “จองซอก” ครับ ตัวละครที่ชื่อจองซอกถึงแม้ว่าจะหลบหนีจากสถานการณ์ภัยพิบัติจากเกาหลีไปได้ แต่เขาก็สูญเสียความหวังไปครับ จากนั้นเขาก็ได้กลับมาที่เกาหลีอีกครั้งหลังจาก 4 ปี พร้อมกับภารกิจเสี่ยงตาย และได้พบกับครอบครัวของมินจอง (อีจองฮยอน) และได้พบกับความหวังครั้งใหม่อีกครั้งครับ

คาแรเตอร์ของคุณมีความเป็นฮีโร่แอคชั่นมากๆ ได้มีการเตรียมตัวหรือฝึกซ้อมอย่างไรบ้างก่อนถ่ายทำ

ตอนที่เตรียมตัวถ่ายทำหนังเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการเตรียมแอคชั่นอะไรเป็นพิเศษครับ เพราะเรามีทีมแอคชั่นที่เคยร่วมงานกันมาตลอด เราจะตกลงกันก่อนตอนถ่ายทำ แต่มีฉากหนึ่งครับที่มีซีนแอคชั่นแบบลองเทค เราก็เลยตกลงกันหน้างานครับ เพื่อเขาจะได้ป้องกันได้ ซึ่งปกติผมจะออกกำลังกายตลอดอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยครับ แต่ปกติผมจะต่อสู้กับคนครับ รอบนี้ต้องเข้าซีนต่อสู้กับซอมบี้ เรื่องนี้จึงค่อนข้างยากกว่าทีคิด ผู้กำกับบรีฟว่าตัวของจองซอกต้องเข้าซีนแอคชั่นในสถานการณ์ที่สุดขั้วมากๆ ในการถ่ายทำผมจึงพยายามทำอารมณ์ให้ดูจริงจังมากๆครับ

ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ คุณเจอปัญหาอะไร มีความลำบากด้านไหน

บรรยากาศกองถ่ายดีมากๆแค่ได้เห็นความสุขในการทำงานของทีมงานก็ทำให้ผมรู้สึกอารมณ์ดีมากๆครับ แน่นอนครับว่าการถ่ายหนังเรื่องหนึ่งมันก็ต้องมีเหนื่อยบ้าง แต่มันก็มีความสุขมากๆ โดยเฉพาะเรื่องนี้ การถ่ายทำราบรื่น และเห็นทุกคนสนุกไปกับมัน ซึ่งโดยปกติของการถ่ายทำจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อย แต่ในกองนี้ไม่เคยมีเลย ผมไม่รู้นะว่าตอนที่ผมไม่อยู่จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่เอาจริงๆมันไม่มีเลย ผมรู้สึกแฮปปี้มากๆเลยครับ

การทำงานกับนักแสดงเป็นอย่างไรบ้าง

ผมสนุกมากๆครับ และนักแสดงทุกก็เข้ากันได้ดี และยังแสดงกันได้ดีมากครับ สำหรับน้องอีเร กับเยวอน ก็เป็นเด็กที่สดใสมาก เวลาเข้าฉากก็เลยทำให้ผมรู้สึกสนุกไปด้วยเลยครับ

เหตุผลที่ผู้ชมจะต้องไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์

คือถ้าใครที่เคยชอบ Train to Busan ก็คงจะชอบเรื่องนี้มากๆครับ แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ดู Train to Busan ก็ยังจะสนุกไปกับหนังแน่นอนครับ เพราะมันเป็นคนละส่วนกับ Train to Busan ผมคิดว่าผู้ชมจะได้รับประสบการณ์ความสนุกแน่นอนครับ

หลังจากที่ภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsula ถูกรับเลือกโดยเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ คุณรู้สึกเสียใจหรือไม่ ที่ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมในงานเปิดตัวที่นั่น

 ก็เสียใจครับ แต่ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังลำบาก ถือว่าเป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำผลงานที่ดีกว่าต่อไป ถึงแม้ปีนี้งานเทศกาลภายนตร์เมืองคานส์จะไม่ถูกจัดขึ้น แต่การที่หนังได้รับเลือกเข้าไป ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

ฝากผลงานภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsula กันหน่อย

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกลำบากกันมากครับ และเราทุกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ก็คงจะลำบากไม่แพ้กัน ภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsulaถือเป็นภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์เรื่องแรกที่ฉาย จึงอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทน เป็นความหวังของทุกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมหนังทั่วโลก และขอเป็นกำลังใจให้หนังที่จะฉายต่อไปครับ


Train to Busan ถือเป็นภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ในฐานะผู้กำกับรู้สึกกดดันแค่ไหนสำหรับการทำภาพยนตร์ Train to Busan: Peninsula

ยอนซังโฮ: ถ้าจะบอกว่าไม่กดดันก็คงจะโกหกครับ ผมคิดว่าหลายคนคงอยากรู้เรื่องราวหลังจาก Train to Busan ตัวผมเองอยากจะตอบแทนผู้ชมมากกว่าเรื่องของความสำเร็จในการทำภาพยนตร์ภาคต่อให้ประสบความสำเร็จเท่ากับภาคแรกครับ ผมได้เปิดมุมมองใหม่ใน Train to Busan ไปแล้ว สำหรับใน Train to Busan: Peninsula  ผมวางแผนไว้ว่าจะขยายมุมมองให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งอันนี้คือจุดที่ผมรู้สึกเต็มที่มากๆ  การเปิดขยายมุมมองไม่ได้กดดันสำหรับผม แต่มันทำให้ผมรู้สึกสนุกมากครับ

ด้วยทุนสร้างที่สูงกว่า Train to Busan อะไรคือความแตกต่างจากภาคแรก? แล้วอะไรคือสิ่งที่คาดหวังว่าผู้ชมจะได้เห็นจาก Train to Busan: Peninsula

อย่างแรกเลยก็คือผู้ชมจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ที่ไม่รู้จัก ที่เรียกว่า Peninsula ในช่วงเวลา 4 ปีผ่านไป  กับเรื่องราวของตัวละครที่ชื่อ จองซอก ครับ ใน Train To Busan ผู้ชมจะตื่นตัวไปกับจุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสที่เราไม่รู้จัก ที่เกิดในสถานที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับ Train to Busan: Peninsula จะเกิดในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักมาก่อน และผู้ชมก็จะมีส่วนร่วมในการสำรวจโลกนี้ไปพร้อมกับตัวละครหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากครับ

ตลอดระยะเวลาในการถ่ายทำ คุณมีเหตุการณ์ความประทับใจในทำงานกับนักแสดงด้านไหนบ้าง

ประทับใจมาก เพราะผมคิดว่าภาพลักษณ์และอารมณ์ของ Train to Busan: Peninsula จะถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงครับ โดยรวมแล้วผมคิดว่าพวกเขาเป็นนักแสดงที่เหมาะสมกับภาพยนตร์ตามที่ผมคิดไว้ครับ ในด้านการทำงาน อย่างของ คุณคังดงวอน ที่รับบท จองซอก ก็สามารถถ่ายทอดซีนแอคชั่นได้ยอดเยี่ยม ไม่แค่เฉพาะความแอคชั่น แต่ยังใส่อารมณ์ของตัวละครลงไปในการเล่นแอคชั่นแต่ละซีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นอารมณ์ส่วนใหญ่ใน Train to Busan: Peninsula จึงเปรียบเสมือนอารมณ์ทั้งหมดของจองซอกครับ

สำหรับ คุณอีจองฮยอน ที่รับบท มินจอง หญิงสาวที่แข็งแกร่ง มีบุคลิคเหมือนกับนักรบหญิงและยังเป็นคุณแม่ที่มีหลายคาแรคเตอร์อยู่ในคนคนเดียว ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องเป็นคุณอีจองฮยอนคนเดียวเลยครับ เพราะผมคิดว่าการหาคนที่มีคาแรคเตอร์หลากหลายเหมือนคุณอีจองฮยอนยากมากครับ อย่างตอนที่ผมต้องการหา จุนอี ซึ่งเป็นตัวละครที่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง และพวกเราก็ได้พบกับ คุณอีเร ตอนนั้นผมดีใจมาก ที่หาคนที่มีความเหมาะกับคาแรคเตอร์จุนอีได้ครับ คุณอีเรแสดงก็ออกมายอดเยี่ยมเป็นที่น่าพอใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงฉากแอคชั่นหรือซีนอารมณ์ ผมรู้สึกขอบคุณมาก หลังจากที่ผมดูหนังจบ ผมจินตนาการไม่ออกเลยครับว่าถ้าเป็นนักแสดงคนอื่นหนังจะออกมาเป็นอย่างไร ผมรู้สึกโชคดีมากครับ

อะไรที่คุณให้ความสนใจมากที่สุดในการถ่ายทำ

จริงๆแล้วผมให้ความสำคัญและตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ทุกส่วนเลยครับ ส่วนไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้ ฉากการขับรถไล่ล่าที่อยู่ในครึ่งหลังของหนัง ผมตั้งใจมาก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอินเหมือนได้ขับรถไล่ล่าในดินแดนหลังวันสิ้นโลกครับ

มุมมองความเป็นมนุษย์ใน Train to Busan: Peninsula มีความแตกต่างอย่างไรกับ Train to Busan

สิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนหลังวันสิ้นโลก จะมีความขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์โดดเด่นมากครับ มนุษย์ผ่านพ้นช่วงที่โลกพังพินาศ เราพยายามให้ภาพยนตร์ถ่ายทอดภาพและความหมายออกมาแบบนั้นครับ

การทำงานกับนักแสดงเป็นอย่างไรบ้าง

ก็สนุกนะครับ นักแสดงทุกคนสามารถถ่ายทอดและแสดงออกมาได้ตรงตามที่ผมตั้งใจ อย่างคุณคังดงวอนเขาใส่อารมณ์ตัวละครเข้าไปในฉากแอคชั่นได้เป็นอย่างดีอารมณ์ที่ส่งผ่านทางสายตาผมเชื่อว่าจะทำให้คุณอินไปกับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี หรืออย่างคุณอีจองฮยอนเองก็แสดงตัวละครของมินจองออกมาได้สมจริงทุกมิติ รับรองว่าคุณจะได้เห็นฉากแอคชั่นสุดมันส์แบบที่ไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่องไหนมาก่อน

รู้สึกอย่างไรที่หนังของคุณได้ถูกรับเลือกไปที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อีกครั้ง

เทศกาลหนังเมืองคานส์คือความฝันของผมตั้งแต่ตอนเริ่มทำหนังครับ พอทางเทศกาลหนังเมืองคานส์เลือกหนังเราไปอีกครังหลังจาก Train to Busan ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

ปิดท้ายฝากผลงานภาพยนตร์ Train to Busan: Peninsula

หนังเรื่อง Train to Busan: Peninsula เป็นหนังที่เหมาะที่จะไปดูในโรงภาพยนตร์มากๆครับ ผมคิดว่าคงจะมีใครหลายคนที่ตื่นเต้นและรอคอยกับภาพยนตร์เรื่องนี้หวังว่าทุกคนจะได้ชมผลงานของเราในโรงภาพยนตร์อย่างปลอดภัยนะครับ

Train to Busan : Peninsula เข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคมเป็นต้นไป

BTS เปิดตัว MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼อัลบั้มภาษาญี่ปุ่นที่จะมาถ่ายทอดความหมายดีๆอีกครั้งแก่เหล่า ARMY!

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรม K-POP จากเกาหลีใต้ได้สร้างความนิยมในหมู่ผู้ฟังทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นอีกหนึ่ง pop culture ที่แข็งแรงที่สุดในยุคร่วมสมัย และก็ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเหมือนกัน หากจะบอกว่า BTS เป็นศิลปินบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีฐานแฟนคลับชาว ARMY ทั่วโลกที่คอยสนับสนุนและติดตามผลงานของพวกเขาทั้ง 7 อย่างล้นหลาม – เห็นได้ชัดจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพียง 62 วันในปี 2019 ทว่ามีผู้ชมเข้าร่วมงานมากถึง 2 ล้านคน หรือการได้รับเชิญให้ไปแสดงสดในงานประกาศผลรางวัล Grammy ® Awards ครั้งที่ 62 ที่จัดขึ้นไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แก่วงการเค-ป๊อปในดินแดนอุตสาหกรรมบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดของโลก

มาในเดือนกรกฎาคมนี้ BTS ได้เปิดตัวอัลบั้มใหม่ MAP OF THE SOUL: 7 THE JOURNEY ∼ ซึ่งเป็นอัลบั้มภาษาญี่ปุ่นในรอบ 2 ปีของแบนด์ [นับจากอัลบั้ม Face Yourself]  อีกทั้งเป็น chapter ต่อจากอัลบั้มระดับปรากฏการณ์ MAP OF THE SOUL: 7 ที่สามารถทะยานสู่ชาร์ตอันดับ 1 ในอเมริกาและอังกฤษได้เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอัลบั้มนี้ต้องการจะนำเสนอการเดินทางของแบนด์ตั้งแต่เดบิวต์เมื่อปี 2013 หนุ่ม ๆ ทั้ง 7 ต้องผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความสุข ความทุกข์ และความยากลำบากที่เป็นดั่งบททดสอบให้พวกเขาได้ค้นหาคำตอบในเส้นทางของตน แน่นอนว่าในอัลบั้มล่าสุดนี้ต้องมีเพลงไฮไลท์อย่าง Stay Gold ในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย เพื่อถ่ายทอดและเน้นย้ำความหมายดี ๆ ให้เหล่า ARMY อีกครั้งว่า โลกใบนี้อาจจะมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีแต่เราต้องไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป 

เหมือนดั่งที่หนุ่ม ๆ จาก BTS ได้นำเสนอตัวตนและเอกลักษณ์ของตนเองผ่านบทเพลงและความสามารถ จนทำให้ครองใจเหล่า ARMY และได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเพลงในระดับสากลในที่สุด

รับฟังผลงานในอัลบั้มใหม่ MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼ ของ BTS ได้ที่ลิงก์นี้ (BTSth.lnk.to/MOTS7JFP) เชื่อว่าจะถูกใจชาว ARMY และผู้ฟังในไทยไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถร่วมสนุกในกิจกรรมดี ๆ เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษได้ทาง Facebook: Universal Music Thailand 

ห้ามพลาดกันนะครับ!

รายชื่อเพลงในอัลบั้ม MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼

1. INTRO: Calling

2. Stay Gold

3. Boy With Luv -Japanese ver.-

4. Make It Right -Japanese ver.-

5. Dionysus -Japanese ver.-

6. IDOL -Japanese ver.-

7. Airplane pt.2 -Japanese ver.-

8. FAKE LOVE -Japanese ver.-

9. Black Swan -Japanese ver.-

10. ON -Japanese ver.-

11. Lights

12. Your eyes tell

13. OUTRO: The Journey

ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่ม! Elon Musk ยังคงสนับสนุน Kanye West ให้ลงสมัครชิงตำแหน่งปธน. สหรัฐฯ แต่แนะนำให้รอลงสมัครปี 2024 แทน

หลังจากที่ออกมาให้การสนับสนุนผ่านทวิตเตอร์เมื่อช่วงวันชาติอเมริกันที่ผ่านมา Elon Musk ซีอีโอคนดังของ Tesla ก็ยังคงมีศรัทธาในตัวของแรปเปอร์-นักธุรกิจพันล้านอย่าง Kanye West อยู่ในการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพียงแต่ว่า Musk อยากให้ West รอจนถึงปี 2024 จะดีเสียกว่าครับ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Better utility than a pick-up. More performance than a sports car.

โพสต์ที่แชร์โดย Tesla (@teslamotors) เมื่อ

แม้ว่า Musk อาจลังเลไปบ้างว่าจะมีทัศนคติที่แตกต่างไปจาก Kanye หลังจากที่รายหลังได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสาร Forbes ว่าเขาเป็นพวกต่อต้านการทำแท้งและการใช้วัคซีน แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองคนดังก็ได้ทำความเข้าใจร่วมกันใหม่ จนทำให้ Musk ยังคงหนุนหลัง Kanye อยู่ โดย Musk ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองจากการให้สัมภาษณ์แก่เว็บไซต์ Page Six 

“แต่ผมคิดว่าเขาควรลงสมัครตอนปี 2024 ดีกว่าในปี 2020 นี้นะ” Musk พูดขึ้นมาระหว่างการสัมภาษณ์ โดยให้เหตุผลอย่างคลุมเครือว่า “ระยะเวลาที่สั้นก็เหมือนกับปลาโซลกระทะ (sole meunière) คลุกแป้งสาลี” ซึ่งอาจหมายถึงการประกาศลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 อย่างปุ๊บปั๊ปเกินไปของ Kanye นั่นเอง 

อย่างไรก็ดี Redfield & Wilton Strategies ได้มีการทำโพลระดับประเทศ โดยสอบถามผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คนว่าจะเลือกใครให้เป็นประธานาธิบดีในสมัยถัดไป ปรากฎว่า West ได้รับความนิยมเพียงแค่ 2% เท่านั้น ยังคงห่างไกลจาก Joe Biden (48%) และ Trump (39%) อยู่มากเลยทีเดียว นอกจากนี้ เขายังขาดการลงคะแนนเสียงรับรองคุณสมบัติในรัฐฟลอริดาเพื่อให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันก่อนเดดไลน์ – แม้จะได้มืออาชีพมาจัดการให้แล้วก็ตาม – ทำให้แรปเปอร์จาก Chicago น่าจะต้องรอการลงเลือกตั้งไว้เป็นสมัยหน้าจริง ๆ อย่างที่ Musk ได้แนะนำไว้ครับ  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

‘One For Two’ at Shangri-La Bangkok or Chiang Mai

เครือโรงแรมแชงกรี-ลาคืนกำไรให้ผู้เข้าพัก โดยออกแพ็กเกจ ‘One For Two’ ตั้งแต่วันที่ 17-19 กรกฎาคมนี้ หากคุณสำรองห้องพักที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ หรือโรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ คุณจะได้สิทธิพิเศษ​เข้าพัก 1 คืน พักฟรีเพิ่มอีก 1 คืน

โดยค่าเข้าพัก 1 คืนสำหรับห้องพักแบบดีลักซ์ ราคาอยู่ที่ 3,500 บาทถ้วน* ต่อห้องต่อคืนเท่านั้น โดยคุณสามารถเลือกสิทธิพิเศษต่างๆ เพิ่มเติมได้ดังต่อไปนี้

  • อิ่มอร่อยไปกับอาหารเช้าเลิศรสในราคาพิเศษท่านละ 590 ถ้วน
  • แขกห้องพักท่านที่ 3 (อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป) สามารถร่วมเข้าพักในห้องเดียวกันได้ โดยต้องชำระค่าห้องพักเพิ่มเติม 500 บาทถ้วนต่อห้องต่อคืน 
  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าพักฟรีได้สูงสุด 2 ท่านต่อห้องต่อคืน

*เงื่อนไขและข้อกำหนด

  • สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นี้
  • เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ระบุไว้ในบัตรกำนัลห้องพักของโรงแรมฯ
  • บัตรกำนัลห้องพักฟรี 1 คืนนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้กับผู้อื่นได้
  • ข้อเสนอนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นๆ หรือไม่สามารถใช้ร่วมกับการสำรองห้องพักแบบกลุ่มได้
  • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักที่ว่าง และเป็นไปตามข้อเงื่อนไขและข้อกำหนดตามที่โรงแรมฯ กำหนด
  • ราคานี้ไม่สามารถสะสมคะแนนโกลเด้นเซอร์เคิลได้
  • ราคานี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการ 17.7 เปอร์เซ็นต์แล้ว

สำรองห้องพักที่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ กรุณาติดต่อที่ 0-2236-7777 หรือ reservations.slbk@shangri-la.com

สำรองห้องพักที่ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ กรุณาติดต่อที่ 0-5325-3888 หรือ chiangmai@shangri-la.com

ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON ที่ BACC

เชื่อว่าในทุกวันนี้ มีศิลปินรายใหม่ ๆ จากทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย และทุกแห่งหนได้เริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางความคิดของตนเอง ทว่าหลายคนนั้นอาจไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ต่อยอด หรือได้รับคำแนะนำในการแสดงความสามารถทางศิลปะของตน จนทำให้วงการศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นผลงานจากศิลปินเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Author: Peerachai Pasutan

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางศิลปะ ผ่านโครงการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2559 โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการพัฒนาผลงาน แนวความคิด ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งในและนอกวงการศิลปะ อีกทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิทรรศการของ BACC ด้วยเช่นกัน 

“น้อยเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คนได้มาแสดงความสามารถจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจ และมีความแตกต่างตั้งแต่แรก ก็คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่รักชอบงานศิลปะโดยไม่จำกัดอาชีพได้มีพื้นที่หรือเวทีที่ได้ลงมือทำจริง ๆ” คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โครงการ EARLY YEARS PROJECT ครั้งนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติต่อไป มีศิลปินเลือดใหม่ที่จะมาถ่ายทอดผลงานของตนสู่สายตาสาธารณชน ทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ อวิกา สมัครสนาน, รัตนา สุจริต, รัตนกานต์ กาญจนพันธุ์บุญ, รณรงค์ บุตรทองแก้ว, สรีนา สัตดาผล, สุชน สุจิต, ธนนันท์ ใจสว่าง และ ญาณุศักดิ์ เนาว์แสง 

สามารถชมผลงานและให้กำลังใจทั้งแปดศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/baccpage

ภาพจาก BACC

Our 30 Minute Sessions คาสเซ็ตต์เทปนั้นตัวฉันเป็นใคร

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคยฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่าขาดเธอ…” – ฤดูร้อน, PARADOX

Author: Peerachai Pasutan / Photos: Mongkol Cinema

แม้ว่าฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองท้องฟ้าไม่สดใสดั่งเดิม เนื่องจากต้องอยู่ห่างจากคนรักไปเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ อีกทั้งยังเทศกาลงานดนตรีต่าง ๆ ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจนไม่มีโอกาสแบ่งปันความทรงจำร่วมกับคู่รักหรือเพื่อนฝูง แต่กรกฎาคมนี้ จะมีหนังเรื่องหนึ่งที่มาชดเชยความรู้สึกที่หายไปนั้น และทำให้เราได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องที่ว่านั้นคือ Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก ผลงานโรแมนติกแฟนตาซีจาก ซาโตมิ โอชิมา ผู้เขียนบทที่สร้างความประทับใจมาแล้วใน The 100th Love with You (2017) และผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ จากผลงานดาร์กแฟนตาซี Tokyo Ghoul (2017) 

หนังเล่าเรื่องราวของ โซตะ (คิตามุระ ทาคุมิ) ว่าที่บัณฑิตจบใหม่แสนขี้อายผู้ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างหนัก เขาได้พบเทปคาสเซ็ตต์ปริศนาที่เมื่อได้เปิดแล้ว อากิ (แมคเคนยู อาราตะ) นักร้องหนุ่มดาวรุ่งที่ดับไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ จะมายืมร่างของโซตะได้ครั้งละ 30 นาทีต่อการเปิดเทปหนึ่งครั้ง อากิตั้งใจยืมร่างของโซตะเพื่อกอบกู้วง ECHOLL ที่ล่มไปหลังจากการตายของตนและสานสัมพันธ์อีกครั้งกับคานะ (ซายุ คุโบตะ) จนเกิดเป็นเรื่องราวมิตรภาพ การทำตามฝัน และการตอบคำถามถึงตัวตนของตัวเอง

แน่นอนว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่คู่หูจำเป็นอย่าง โซตะ-อากิ ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งไม่สนใจโลก ไม่สนใจใคร แถมยังมีโลกทุนนิยมและการหางานทำไปวัน ๆ บีบบังคับจนทำให้สกิลการผูกสัมพันธ์เป็นศูนย์ ส่วนอีกคน (ที่จริงคือผี) ก็ใจกล้า ฮาเฮ ออกแนวบุ่มบ่ามไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองก็มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ เสียงดนตรี นั่นจึงทำให้การสลับร่างแต่ละครั้งยังพอไปรอดได้ – แม้นิสัยของทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้วก็ตามที

เมื่อคนที่ไร้ตัวตนในสังคมกับวิญญาณที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นมาเจอกัน สองหนุ่มจึงค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย พึ่งพากัน จนเป็นมิตรภาพและความทรงจำระหว่างกันตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่ตอนที่อากิยืมร่างของโซตะครั้งละ 30 นาทีเพียงช่วงเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า พื้นเพนิสัยของอากินั้นตรงข้ามกับปรัชญาชีวิตของโซตะ ยิ่งโซตะได้ซึมซับ “ความเป็นอากิ” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามชีวิตต่อโซตะว่า ตกลงแล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เติบโตเป็นพนักงานเงินเดือนผู้ตายซาก ไร้เพื่อนฝูงคนสนิท หรือจะใช้ความเป็นอากิออกไปสนุกกับผู้คน สร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าจะไปซ้อนทับเรื่องราวของใคร

ไม่ใช่แค่โซตะที่ต้องเผชิญกับคำถามว่า “เขาจะเป็นใครต่อไปในอนาคต” เท่านั้น แม้แต่เหล่าสมาชิกในวง ECHOLL ก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันหลังจากที่ก่อนหน้านั้นพวกถอดใจไปแล้วจากความฝันในการพาวงไปสู่เวที Ringo Fes อันเป็นจุดเริ่มต้นของวงมาตั้งแต่แรก จริงอยู่ว่า พวกเขาไม่เคยลืมความทรงจำและความรู้สึกที่มีร่วมกันกับอากิ ทว่าการขาดเสาหลักของวงไปทำให้พวกเขาเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนถูกแทนที่ด้วยงานที่พวกเขาไม่ได้รักหรือต้องทำเพื่อปากท้องเงินทองหลังเรียนจบ ฟังดูแล้วนั้นไม่ต่างจากชีวิตของคนอีกมากมาย ที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตและกาลเวลาอาจทำให้เขาหรือเธอต้องถอยห่างจากตัวตนลึก ๆ ภายใน อย่างไรก็ตาม การที่โซตะและวิญญาณอากิได้เข้ามา ก็ทำให้พวกเขาต้องเลือกอีกครั้งว่า จะจมอยู่กับความทรงจำอันชวนถวิลหาในอดีต หรือจะขับเคลื่อนวงต่อไปกับผู้คนใหม่ ๆ โดยยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของวง (และของอากิ – ผู้ก่อตั้ง) ไว้อยู่ ซึ่งคนที่เผชิญกับคำถามนี้หนักที่สุดคือ คานะ ที่ไม่เพียงเป็นมือคีย์บอร์ดของวงเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำอันเหนียวแน่นกับคนรักอย่างอากิด้วย ยิ่งมีโซตะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว ทำให้เธอต้องตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

มิตรภาพระหว่างโซตะและอากิจะดูไม่น่าเชื่อถือเลยหากไม่ได้การแสดงของทาคุมิและอาราตะ บทบาทของทาคุมิมีความท้าทายอยู่ที่ต้องสลับตัวตนระหว่างโซตะและอากิในเสี้ยววินาทีที่เทปคาสเซ็ตต์หยุดเล่น ส่วนอาราตะในบทอากินั้น แม้จะเป็นตัวละครมาดกวนผู้สร้างสีสันของเรื่อง แต่ก็ถ่ายทอดความห่วงหาอาวรณ์ของตัวละครได้ดีเช่นกัน ฉากใดที่นักแสดงชายทั้งสองได้อยู่ร่วมกันนั้นก็เกิดเป็นเคมีอันลงตัวและความโบรแมนซ์เบา ๆ ในฉากนั้น อีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ นางเอกของเรื่องอย่างคุโบตะ ที่เสน่ห์และความสดใสของเธอช่างเข้ากันกับทั้งทาคุมิและอาราตะ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความสับสนของตัวละครคานะได้เป็นอย่างดี ที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นบทสมทบของสมาชิกวง ECHOLL อีกสามคนที่ยังไม่ค่อยมีพัฒนาการมากนักจนไม่ค่อยเกิดความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครสามตัวนี้เท่ากับ โซตะ อากิ และคานะ

หนังมีโครงเรื่องที่แข็งแรงและบทที่เปี่ยมด้วยมิติความรู้สึก – ทั้งตลก ซึ้ง เศร้า – อันเป็นจุดเด่นในบทของโอชิมา แต่ช่วงจุดวิกฤตของเรื่องนั้นอาจมีเหตุผลและการกระทำของตัวละครที่เบาไปเล็กน้อย กระนั้นเราก็ยังให้อภัยแก่จุดนั้นแล้วเพลินเพลิดไปกับเหตุการณ์ของหนังได้ และอีกความดีงามหนึ่งอยู่ที่เพลงประกอบจากโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อุชิซาวะ ทาคาฮิโตะ จังหวะทำนองของเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงเสียงร้องของทาคุมิและอาราตะอันทรงเสน่ห์ ทำให้ซาวน์แทร็คชุดนี้โดดเด่นและติดหูผู้ฟังมากทีเดียว เมื่อบวกกับบรรยากาศแสนอบอุ่นในฤดูร้อน ณ แดนอาทิตย์อุทัยจากการกำกับภาพของ อิมามุระ เคย์สุเกะ แล้ว จึงทำให้ เทปลับสลับร่างมารัก สามารถเติมเต็มความรู้สึกของที่หายไปในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่ผ่านมานี้ได้ทั้งทางเรื่องราว เสียงดนตรี และภาพของหนัง

มาร่วมกันสัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน เสียงดนตรี มิตรภาพ และค้นหาตัวตนไปพร้อมกันได้ใน Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

ขอขอบคุณมงคลภาพยนตร์สำหรับรอบสื่อของภาพยนตร์มาณที่นี้ครับ

เตรียมวางแผนทริปเที่ยว! Jacquemus แนะนำที่เที่ยวสุดโปรดในเมือง Marseille บ้านเกิดผ่านคลิป Mon Marseille ชวนฝัน!

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่อนุญาตให้เดินทางระหว่างประเทศได้ แต่ว่าเราสามารถวางแผนการท่องเที่ยวในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ไปพลาง ๆ ก่อนได้ครับ  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

PICK YOUR WEEK END BAG 🙂 NEW DROP on Jacquemus.com

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

หากใครกำลังมองหาจุดหมายปลายทางดี ๆ อยู่ เมือง Marseille ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่ Simon Porte Jacquemus – ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงชาวฝรั่งเศสแห่งแบรนด์ Jacquemus ที่เป็นที่รู้จักจากกระเป๋าใบจิ๋วสุดเก๋และงานจัดแสดงแฟชั่นคอลเลคชั่นกลางทุ่งลาเวนเดอร์เมื่อปีที่แล้ว – นำเสนอก็น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเขาได้ทำคลิปวีดิโอชุด “Mon Marseille (มาร์เซย์ของฉัน)” เพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในถิ่นกำเนิดของเขา 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » part3 JACQUEMUS MINI CITY GUIDE

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

Jasquemus เกิดและเติบโตมาในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Salon-de-Provence ซึ่งอยู่ห่างจาก Marseille ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ก่อนที่เขาจะย้ายไปปารีสเพื่อตามความฝันด้านแฟชั่นและเริ่มต้นแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของเขาขณะที่ทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายขายของ Dover Street Market ร้านมัลติแบรนด์ชื่อดัง 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » part2 JACQUEMUS MINI CITY GUIDE SUGGESTION?

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม Jasquemus ก็ยังคงรักในถิ่นกำเนิดของเขามาโดยตลอด และใช้ความรักนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเช่นกัน เขาจึงแบ่งเวลาระหว่างการทำงานในอะเตอลิเย่ร์ในเมืองหลวงและการพักผ่อนท่ามกลางแสงแดดในทางใต้ของประเทศ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » JACQUEMUS MINI CITY GUIDE

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

SOUTH part2

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

วีดิโอทั้งสามเผยให้เห็นถึงภาพความงามราวกับฝันของเมือง Marseille ที่อยู่ติดกับทะเลสีฟ้าสวยและภูมิประเทศที่โปร่งสบายและผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีภาพสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอื่น ๆ ที่น่าไปเยือนมาก ๆ เช่นกัน เราเชื่อว่า Marseille จะเป็นอีกหนึ่ง destination ที่น่าสนใจและทำให้เรารู้จักถึงตัวตนของดีไซเนอร์หนุ่มคนนี้ด้วยครับ ส่วนด้านล่างนี้ เราได้รวบรวมชื่อสถานที่ทั้งหมดที่ Jacquemus แนะนำ มาให้ตามรอยกันแล้วไปเริ่ม google และวางแพลนวันลากันได้เลยครับ! 

ร้านอาหาร 

Yima 

Mercerie 

Épicerie L’Idéal 

Chez Yassine 

Chez Étienne 

Chez Paul (Goudes) 

Pizzeria la Bonne Mère 

Sepia 

La Relève 

Otto 

Tuba 

Le Bar des Amis 

Chez le Belge 

Chez Jeannot 

Vanilla Noire 

Bricoleur de Douceurs 

Boulangerie Maison Saint-Honoré 

ร้านค้า 

Jogging 

Maison Empereur 

Maison Mère 

Quartier des Antiquaires 

Honoré 

Librairie L’Odeur du Temps 

Le Père Blaize 

สถานที่ท่องเที่ยว 

Notre-Dame de la Guarde 

Calanque de Sormiou 

Grand Roue de Marseille 

Cité radieuse de Marseille 

Niolon 

Plage Malmousque 

L’Estaque 

Le Train de la Côte bleue 

Taxi Bateau 

บาร์ยามค่ำคืน 

Le Café de L’abbaye 

Bar Gaspard 

Viaghiji Di Fonfon 

Le Bar sur la Mer 

Baou 

โรงแรม 

Les Bords de Mer 

Hotel Maison Empereur 

Le Petite Nice 

Jogging Samena 

Les Cabanons de Fonfon 

Le Rhul 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

แทนคำขอบคุณ! JW Anderson เผยรูปแบบการถักเสื้อคาร์ดิแกนของแบรนด์ที่ Harry Styles ใส่จนเกิดเป็นไวรัลฮิตให้ไปถักใส่ตามกันได้ง่ายๆ !

เสื้อคาร์ดิแกนปะตัวหนาที่นักร้องหนุ่ม Harry Styles ใส่ระหว่างการซ้อมดนตรีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กลายมาเป็นเทรนด์ใน TikTok จนเกิดเป็นชาแลนจ์ #HarryStyleCardigan ที่แฟน ๆ ได้ถักเสื้อคาร์ดิแกนในสไตล์ของตนเอง มาวันนี้ JW Anderson แบรนด์คอนเซ็ปต์เท่จากสหราชอาณาจักรผู้อยู่เบื้องหลัง 

ก็ได้ปล่อยวิธีการถักโครเชต์ให้ได้เป็นเสื้อคาร์ดิแกนที่อดีตสมาชิก 1D ขวัญใจสาวๆคนนี้ใส่ผ่านทางอินสตาแกรมของแบรนด์ครับ

ปกติเสื้อคาร์ดิแกนที่ Styles ใส่นั้นมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,250 ปอนด์ (ประมาณ 48,500 บาท) แต่เมื่อชาแลนจ์นี้ได้รับความนิยมมาก ทางแบรนด์จึงให้แฟน ๆ ได้ดาวน์โหลดรูปแบบการถักเสื้อคาร์ดิแกนตามแบบดั้งเดิมเพื่อแทนคำขอบคุณที่เกิดไวรัลสุดฮิตนี้ขึ้นมา

@tobesokat

After 2.5 months, I figured it out and now I have a piece of you in how I dress💚🍒 @hshq ##harrystyles ##harrystylescardigan ##fyp ##firsttiktok

♬ original sound – softharrystyles

@paigeart02

Just in his head ##harrystyles ##onedirection ##harrystylescardigan

♬ Shes my love – softharrystyles

โดย Jonathan Anderson ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งของแบรนด์ได้บรรยายความรู้สึกไว้ในไอจีว่า “ผมรู้สึกประทับใจและนอบน้อมอย่างยิ่งต่อเทรนด์ และทุก ๆ คนก็ได้ถักเสื้อคาร์ดิแกนแบบนี้ ผมอยากจะแสดงความขอบคุณจริง ๆ จึงได้แบ่งปันรูปแบบการถักเสื้อนี้แก่ทุกคน ทำต่อไปกันนะครับ!”  

@lydiamiro

fit check baby ##harrystyles ##harrystylescardigan

♬ original sound – lydiamiro

สามารถดาวน์โหลดรูปแบบการถักโครเชต์เสื้อคาร์ดิแกนตัวนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ JW Anderson นอกจากจะตามเทรนด์ได้โดยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว การถักเสื้อคาร์ดิแกนอุ่น ๆ เพื่อสวมใส่เองก็เป็นการสร้างความสำเร็จและความภูมิใจที่มิอาจประเมินค่าได้อีกด้วยครับไปโหลดกันเลย! 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

หลับเต็มตื่นอย่างหรูหราและมีระดับด้วยผ้าปิดตาสุดหรูจาก Louis Vuitton !

Louis Vuitton ได้เปิดตัวผ้าปิดตาสุดหรูของแบรนด์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างสองวัสดุพรีเมียมอย่าง ขนมิ้งและผ้าไหมซาตินในสีน้ำตาล ประทับลายโมโนแกรม LV สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ด้านหน้า เพิ่มรายละเอียดบนสายคาดยางยืดด้วยแผ่นหนังวัวประทับชื่อแบรนด์ที่ด้านหลัง

มาพร้อมกับการจัดเก็บอย่างดีในกระเป๋าบรรจุสีดำคาดหนังของแบรนด์ ความพิเศษนี้สนนราคาอยู่ที่ 1,120 เหรียญฯ (ประมาณ 34,700 บาท) ใครสนใจไอเท็มที่จะทำให้การนอนหลับมีระดับมากกว่าที่เคยนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสโตร์ที่จำหน่ายทางเว็บไซต์ของ Louis Vuitton  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สัมผัสประสบการณ์ชวนถวิลหาอดีตในการดูหนัง กับโรงภาพยนตร์ CAT Drive-in Cinema จาก SF

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสามเดือนหลังที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลกหยุดชะงักลงไปอย่างกระทันหัน แต่เมื่อผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องการชมภาพยนตร์บนจอใหญ่นอกบ้านของตนเอง จึงมีโรงภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ มีการเว้นระยะห่างทางสังคมกับบุคคลอื่น แถมยังให้ความรู้สึก nostalgia หรือความถวิลหาอดีตอีกด้วย – ใช่แล้วครับ โรงภาพยนตร์ที่ว่านั้นคือ Drive-in cinema นั่นเอง 

โรงหนัง Drive-in cinema ของ Hollingshead ในเมือง Pennsauken รัฐนิวเจอร์ซีย์ ปี 1933 (ภาพจาก Wikipedia) 

มาย้อนดูประวัติโรงภาพยนตร์ Drive-in กันสักหน่อย โรงภาพยนตร์ประเภทนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย 1910s แล้ว แต่ได้รับการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย Richard Hollingshead ในปี 1933 ซึ่งชูจุดเด่นว่าเป็นโรงหนังที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยเขาได้โฆษณาไว้ว่า “เราพร้อมต้อนรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าเด็ก ๆ นั้นจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม” ความนิยมในโรงหนังประเภทนี้มาถึงขีดสุดช่วงปี 50s-60s หรือยุค Baby Boom พอดี ทำให้จำนวน Drive-in ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 4,000 แห่ง ซึ่งส่วนมากตั้งอยู่ในเขตชนบท – อารมณ์คล้าย ๆ กับหนังกลางแปลงของบ้านเรา – และอิทธิพลนั้นยังขยายไปถึงต่างประเทศด้วย  

อย่างไรก็ตาม Drive-in cinema ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ในการดำเนินการ ต้องพึ่งพาสภาพอากาศที่เป็นใจ ประกอบกับการมาถึงของเครื่อง VCR และความนิยมในการสร้างศูนย์การค้าครบวงจร ทำให้ Drive-in cinema เสื่อมความนิยมไปจนเหลือเพียงไม่กี่ร้อยแห่งในปัจจุบัน 

แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความนิยมในโรงหนัง drive-in กลับมาผงาดอีกครั้ง เช่น ในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และ ลิทัวเนีย (ที่ใช้สนามบินเป็น drive-in ชั่วคราว) อีกทั้งภาพยนตร์ที่นำมาฉายก็มีทั้งใหม่และเก่า (เช่นเคสของ Jurassic Park ที่กลับมาฉายใหม่จนทำเงินอันดับ 1 ในอเมริกาจากบทความที่เรานำเสนอไปก่อนหน้า)

ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการดูหนังแบบ new normal ในรูปแบบเก่าที่คุ้นเคย…และชวนรำลึกถึงอดีตนั่นเอง 

โฆษณาโรงภาพยนตร์ “ไดรฟ์อิน” บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทย (ภาพจาก @Earth_Oscar) 

ส่วนในประเทศไทย ก็เคยมีการเปิดโรงภาพยนตร์ Drive-in เหมือนกัน เช่น ในพ.ศ. 2525 โรงภาพยนตร์ โอ.เอ. มักกะสัน เปิด Drive-in cinema ในชื่อ “ไดรฟ์อิน” ตั้งอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 130 สามารถรองรับรถได้ 500 คัน มีบริการท่อปรับอากาศเข้าไปในรถโดยที่ไม่ต้องติดเครื่องยนต์ และมีพนักงานหญิงที่ใส่ roller-skate คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตามขนบอเมริกัน ทว่าไม่ได้รับความนิยมมากนักจนต้องปิดให้บริการไป

38 ปีให้หลัง เมื่อกระแสการชมภาพยนตร์แบบ Drive-in กำลังกลับมาในต่างประเทศ โรงภาพยนตร์ SF จึงร่วมมือกับ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เพื่อปลุกกระแสโรงภาพยนตร์ Drive-in ในประเทศไทย ภายใต้โปรเจกต์ชื่อ CAT Drive-in Cinema ซึ่งมาพร้อมกับระบบดิจิทัลด้วยเครื่องฉาย Laser Projector 4K ที่ให้อรรถรสการรับชมระดับมาตรฐาน มั่นใจได้กับระบบเสียงที่คมชัดด้วยเครื่องเสียงวิทยุติดรถยนต์ และมีบริการระบบปรับอากาศแก่รถยนต์ทุกคันโดยไม่จำเป็นต้องติดเครื่องยนต์ระหว่างการรับชมเพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายป๊อปคอร์น-เครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และบูทกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์ เช่น โค้ก ที่มาสร้างความสนุกก่อนการฉายฯ ครับ 

CAT Drive-in Cinema เปิดให้บริการระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคมนี้ ที่คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (CDC) มาพร้อมกับโปรแกรมภาพยนตร์แอนิเมชั่น Troll: World Tour ที่จะมาสร้างความสนุกให้แก่ทุกคนในครอบครัว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ (www.sfcinemacity.com/) และทุกช่องทางออนไลน์ของ SF ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์สุดพิเศษครั้งนี้ ห้ามพลาดครับ! 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

ใกล้ได้เจอกันแล้ว… 🍿❤️⁣ บรรยากาศแบบนี้ ต้องสัมผัสสักครั้งในชีวิต⁣ ⁣ 💥พรุ่งนี้พร้อมกัน 13:00 น. 🚙 🚖 🚘 ⁣ เปิดขายบัตรชมภาพยนตร์ Drive-In Digital Cinema แห่งแรกของเมืองไทย⁣ ⁣ ผ่าน LINE: @SFcinema เท่านั้น!⁣ ⁣ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: bit.ly/2NDQ4eP⁣ ⁣ #SFcinema ⁣ #CATdriveinbySF⁣ #TrollsWorldTour

โพสต์ที่แชร์โดย SF Cinema (@welove_sf) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun