Le Normandie by Alain Roux

ห้องอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานที่ยังเกรียงไกรริมฝั่งแม่ยน้ำเจ้าพระยา ณ วันนี้ที่ได้พลิกโฉมพร้อมชื่อที่สะกดในผู้หลงใหลในศาสตร์ของปากะศิลป์ต้องตื่นเต้นกับ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux) ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งห้องอาหารนี้จะดำเนินการโดยตระกูลที่สร้างชื่อเสียงเรื่องรสชาติและการบริการจนคว้าดาวมิชลินติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก

แน่นอนว่าผู้หลงใหลในเรื่องอาหารต้องใฝ่ฝันว่าสักครั้งน่าจะได้รับประทานอาหารฝีมือเชฟ Michel Roux เมื่อเขาก็มีโอกาสมาร่วมงานกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นระยะๆ โดยมีสถิติเชฟที่พอประกาศว่าจะมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่นี่ก็ทำให้เกิดคิวจองยาวเต็มตลอดก่อนหน้าที่เชฟจะมาถึงเสมอ คงไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อห้องหาารเลอ นอร์มังดี ต้องการหัวเรือคนใหม่ย่อมไม่ใช่เป็นการเฟ้นหาเชฟในเครือแมนดารินฯ เพียงอย่างเดียว แต่ตำนานจะยืนยงได้ก็คงต้องมีการสร้างประวัติศาสตร์ให้เล่าขานกันต่อ ไป ดังนั้นจึงมีการทาบทามเชฟ Alain Roux ผู้ที่ระยะหลังๆ ได้ตามคุณพ่อคือเชฟมิเชลมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะกิจที่นี่ในนามของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) ซึ่งเป็นห้องหาารที่เชฟมิเชล รูซ์ เปิดเมื่อปี ค.ศ.1985 และได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและตระกูลรูซ์มาจนทุกวันนี้ ตัวเชฟมิเชลเองได้จากไปก่อนที่การทาบทามนี้จะเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเชฟเคยเปรยกับลูกชายคือเชฟอลัง ว่าถ้ามีโอกาสจะมีห้องอาหารที่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำที่เลอ นอร์มังดี ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของห้องอาหารนี้รวมถึงการบริการที่ถือว่าเป็นหนึ่ง อีกทั้งห้องอาหารนี้ยังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับห้องอาหารของเขาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่งดงามเช่นกัน


การผนวกเอาสองห้องอาหารที่ขึ้นชื่อระดับโลกด้วยกันครั้งนี้ย่อมจะยิ่งทำให้ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์”เป็นจุดหมายของคนที่คลั่งไคล้ปากะศิลป์ที่ต้องหมุดหมายในชีวิตว่าจะต้องได้มารับประทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติอาหารแต่เป็นการผนวกทั้งการบริการ บรรยากาศและการตกแต่ง ทั้งหมดมีความสมบูรณ์แบบอย่างเหนือชั้น ซึ่งแน่นอนว่าแค่วันแรกในการเปิดตัทวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามและมีคิวจองยาวทันทีข้ามปีแล้ว
เรามาดูความพิเศษที่เราได้ไปสัมผัสมาในดินเนอร์ค่ำคืนที่สอง แน่นอนว่าเมนู 6 คอร์สย่อมจะเติมเต็มค่ำคืนนี้ เล่าย้อนนิดหน่อยว่าเชฟมิเชล รูซ์ เร่ิมจากการเป็นเชฟขนมหวานมาก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขานำเอาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของการทำขนมที่ผสานการชั่วตวงกับพรสวรรค์ในการรับรสและสร้างสรรค์สูตรเฉพาะจากเครื่องปรุงสุดพิเศษมาเป็นการทำอาหารที่หน้าตาไม่ได้แฟนซีหรือเป็นอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มีความเรียบง่ายงดงามที่เกิดจากการจัดแต่งในสไตล์อาหารฝรั่งเศสชั้นสูงยุคนี้ อาหารของเขาจึงมีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องปรุง


เร่ิมจากจานเรียกน้ำย่อยที่เป็นการเปิดปุ่มรับรสและกลิ่นของเราก่อน ชิ้นแรกรสละมุนแทรกด้วยแตงกวาปลุกให้เราสดชื่น ตามด้วยอีกชิ้นที่เป็นทาร์ตคำเล็กๆ ละมุนเช่นกัน ไม่มีรสใดๆ โดดขึ้นมา ที่เสิร์ฟตามมาคือขนมปังที่เป็นที่ร่ำลือของห้องอาหารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างบริยอชและครัวซองต์นี่คือนิพพานแห่งขนมปัง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคืนนี้ เชฟอแลงให้เหตุผลว่าในการเข้ามาดูแลห้องอาหารนี้เขาพยายามคัดสรรสิ่งที่เป็นจุดเด่นของที่นี่รวมทั้งเครื่องปรุงสดใหม่จากโครงการหลวงก็ยังได้รับการสืบสานเลือกสรรมาใช้ต่อดังเช่นธรรมเนียมของที่นี่ และขนมปังชนิดนี้ก็ได้รับเลือกแสดงว่าต้องเด็ดจริง
ต้องเข้าใจว่าเชฟเองก็เชี่ยวชาญเรื่องขนมอบชนิดไหนที่ได้รับการเลือกให้มาอยู่ในห้องอาหารภายใต้ชื่อเขาก็ต้องเด็ดจริง แต่เชฟอแลงก็มีขนมปังซาวเออร์โดเสิร์ฟมากับเนยชนิดที่ดีที่สุดโดยมีเกลือจากบ่อเกลือจังหวัดน่านวางเคียงมาถ้าใครต้องการเติมรสเค็ม แต่จริงๆ แล้วเนยที่เสิร์ฟมานี้ก็จับคู่กับขนมปังของเชฟได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว ซาวเออร์โดเป็นขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติที่ดีกับสุขภาพฉะนั้นอย่าเกรงว่าเป็นอาหารหมวดแป้งจนไม่แตะ และเนยดีก็เป็นไขมันธรรมชาติที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเท่าไขมันสังเคราะห์


จานแรกในคอร์สคือ CEVICHE OF SEABASS AND OCTOPUS SLICES IN PASSION FRUIT JUICE, CRISP VEGETABLE SALAD ซาวิเชคือการปรุงอาหารให้สุกด้วยด้วยความเปรี้ยว นอกจากให้ความสดชื่นเปิดปุ่มรับรสแล้ว ความสดของเนื้อปลากระพง หมึกทะเลที่แยกปรุงมาก่อนด้วยการนำไปหมักในน้ำซอสปรุงพิเศษ และไม่ใช่เพียงมะนาวแต่ยังใช้เสาวรสมาเพิ่มรสชาติที่สดชื่นนี้ด้วย เป็นจานแรกที่เราเข้าใจได้เลยว่าทำไมชื่อเสียงของการทำอาหารฝรั่งเศสของตระกูลรูซ์ถึงครองใจคนมายาวนานและคว้าดาวมิชลินได้ต่อเนื่องจนติดอันดับโลกขนาดนี้
จานต่อไปเป็น PAN-FRIED FOIE GRAS WITH PINE KERNELS, CAPERS AND RAISINS, GEWURZTRAMINER SAUCE ใครที่ชอบฟัวการ์ต้องไม่พลาด และใครที่ยังกร่ิงเกรงไขมันจากอาหารชนิดนี้ก็ต้องยอมเพราะนี่คือฟัวการ์ที่ปรุงได้อร่อยอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาสร้างรสที่ซับซ้อนจากการใช้ผลไม้อย่างลูกเกดต่างชนิด เพิ่มความกรุบกรอบหอมมันด้วยไพน์นัท และนำเอาแคปเปอร์ดองมาปรุงเป็นสองแบบเพื่อสร้างรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา


จานต่อมาเป็นจานปลา เขาเลือกปลาฮาลิบัตที่เนื้อมีรสชาติเนื้อแน่นนิดๆ มาจับคู่กับซอสที่เติมวอดก้าเข้าไปเพิ่มความหอมและกระหล่ำปลีซอยแต่รสให้เปรี้ยวช่วยชูรสได้อย่างน่าอัศจรรย์ POACHED FILLET OF HALIBUT WITH CITRUS, CHINESE CABBAGE, LIME AND VODKA SAUCE จึงเป็นอีกหนึ่งจานที่ยกระดับการรับรสของเราเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่จานหลักของค่ำคืน จานเด่นคือเป็ดที่ไม่เคยถูกถอดจากเมนูในร้านอาหารของตระกูลรูซ์เลย CHALLANDAIS DUCK ROASTED WITH DUKKAH SPICES, VEGETABLE TARTLET, PLUM CHUTNEY AND JUS นี่คือการปรุงเนื้อเป็ดโดยการย่างที่รับรองว่าเราไม่คิดถึงเป็ดย่างแบบจีนที่เราคุ้นเคย นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษที่เราได้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารอันเหนือชั้น นี่คือที่มาว่าโต๊ะไหนที่จองอาหารเมนู LE MENU EXCEPTIONNEL ก็ต้องรับประทานเมนูนี้ทั้งโต๊ะ เพราะเป็ดย่างจะถูกนำมาแล่และจัดใส่จานตรงหน้าเพื่อเสิร์ฟให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะการแล่เนื้อเป็ดนี่ต้องบอกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมาก ดูตื่นตาและยั่วความหิวได้ดีจริงๆ รสสัมผัสของเนื้อเป็ดจากฝรั่งเศสที่นุ่มละมุน เนื้อฉ่ำ มีไขมันแทรกแต่พองาม แน่นอนว่าส่วนหนังนั้นฉ่ำรสชาติมาก เครื่องเทศที่ปรุงมาทำให้มีกลิ่นที่หอมพิเศษแต่ไมไ่ด้มาข่มรสอร่อยของเนื้อเป็ด ซอสที่ให้มาช่วยเสริมรสและชัตนีย์รวมทั้งผักนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดมาพอสุกบรรจุในถ้วยใบเล็กๆ ทำจากแป้งทาร์ตกรอบๆ ช่วยเสริมรสสัมผัสได้เป็นอย่างดี ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจานนี้ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูที่ร้านของตระกูลรูซ์ เลย


ก่อนจะถึงของหวานที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเช่นกัน เราปรับการรับรสด้วยเชอร์เบทลิ้นจี่ LYCHEE SORBET WITH CARDAMOM AND BLACKBERRIES แน่นอนว่าไม่ธรรมดาเพราะมีซอสที่ทำจากเบอร์รี่รองมาด้านล่าง ความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจากเครื่องปรุงที่เอ็กโซติกสำหรับคนยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม การผสมผสานผลไม้อย่างลิ้นจี่กับเบอร์รี่ทำได้อย่างลงตัว ลิ้นจี่ที่หอมหวานมีความเป็นผลไม้แห่งตะวันออกเข้ากันดีกับเหล่าเบอร์รี่ได้ลงตัวเพิ่มความสดชื่นปลุกให้เราพร้อมรับความความหอมหวานของของหวานที่เป็นจานเด่นปิดท้ายของค่ำคืน


กลิ่นหอมของ WARM GOLDEN PLUM SOUFFLÉ โชยมาก่อนเลย ใครที่ต้องการทราบว่าซูลเฟล่ที่ดีนั้นควรมีความสวยงามและรสสัมผัสเป็นเช่นไรต้องมาชิมและชมเอง เพราะซูลเฟล่ที่ดีนั้นรสชาติต้องไม่หวานเป็นเมอร์แรงจ์ แต่ก็ไม่จืดชืดมีแต่รสไข่ขาวหรือความคาว เรียกว่าต้องสร้างสมดุลของส่วนผสม การเลือกเครื่องปรุงที่สด การอบที่ทำให้ซูลเฟล่ขึ้นฟูสวยงามไม่ยุบแฟบทันทีที่เอามาเสิร์ฟ แต่ก็ไม่ได้อบนานจนเนื้อในแห้งฟ่าม ซูลเฟล่ของเชฟอแลง รูซ์ นี่คือความงดงามและละเอียดอ่อนของที่บ่งบอกถึงความประณีตในการปรุงของหวานจานนี้
นับเป็นค่ำคืนที่อิ่มเอม ไม่ใช่เป็นการเติมเต็มยามค่ำคืนด้วยอาหารชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว หากแต่บรรยากาศ การบริการ ทุกอย่างเพียบพร้อมสมบุรณ์จริงๆ ตำนานบทใหม่ของห้องอาหารที่อยู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร่ิมขึ้นแล้ว แล้วคุณจะยอมพลาดไม่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งรสชาตินี้ได้อย่างไร

เกร็ดเกี่ยวกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี
ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เปิดประตูต้อนรับผู้ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเสมือนสถาบันอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศของกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 63 ปีที่ให้บริการและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง หากห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เหล่าบรรดานักชิม และผู้ที่รักอาหารฝรั่งเศส ต่างก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลินผ่านมาหลายตอนหลายบทตลอด 63 ปีที่ผ่านมา และท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบางบทบางตอน ของหนังสือเล่มนี้
ห้องอาหารฝรั่งเศสเลอ นอร์มังดี เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับหรูหราแห่งแรกในประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับสองดาวจากมิชลินสตาร์ ตั้งแต่ปีแรกที่มีการประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 และยังคงครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวได้จนถึงปัจจุบัน
การจับมือร่วมงานกับเชฟอลัง รูซ์ ซึ่งเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) เป็นความลงตัวที่เหมาะสมที่สุดแห่งทศวรรษนี้ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสอย่างไฟน์ไดนิ่งให้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่า เพราะห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ เป็นห้องอาหารที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ ระดับสามดาวมายาวนาน 38 ปี โดยเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสนอกประเทศฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวในโลกที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบันนี้ ห้องอาหารฝรั่งเศสแห่งนี้ จะเปิดประตูต้อนรับท่านภายใต้ชื่อใหม่ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux)
เชฟอลัง รูซ์ และ เชฟฟิล ฮิคแมน พร้อมด้วยทีมทั้งหมดของห้องอาหารมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสตำรับคลาสสิคเพื่อให้ทุกท่านได้มีความสุขกับอาหารทุกจานที่นำเสิร์ฟให้แก่ท่าน ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์


ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์ เปิดให้ท่านสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว ซึ่งรวมถึงมื้อค่ำคืนวันคริสต์มาสอีฟ และ มื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่า ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 อีเมล mobkk-normandie@mohg.com หรือทางเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com

ซอเยจี คัมแบ็กพร้อมบทสุดระทึกใน ‘Recalled ระลึกหลอน’ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

หลังจากเจอมรสุมดราม่าไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นางเอกสาวซอเยจี (It’s Okay To Not Be Okay) กลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์สุดระทึกอย่าง ‘Recalled ระลึกหลอน’ ที่เธอประกบคู่กับคิมคังอู (The Taste of Money) นักแสดงมากฝีมือในบทสุดระทึกขวัญที่พูดได้คำเดียวว่า ต้องรีบดูก่อนถูกสปอยล์

เรื่องราวเกี่ยวกับซูจิน (ซอเยจี) หญิงสาวผู้สูญเสียความทรงจำทั้งหมดของเธอ แต่ก็ยังมีจีฮุน (คิมคังอู) สามีที่แสนดีอยู่เคียงข้าง ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี แต่แล้วซูจินกลับมีนิมิตเห็นภาพอนาคตระยะสั้นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนรอบตัวของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธออยากขุดคุ้ยไปถึงตัวตนในอดีตของตัวเองที่หลงลืมไปแล้ว แต่ยิ่งตามหายิ่งค้นพบความน่าสะพรึงกลัวของตัวเธอเองในอดีต ตามมาด้วยความคลางแคลงใจที่เธอมีต่อสามีแสนดีข้างตัว

Recalled ระลึกหลอน เข้าฉายแล้วตั้งแต่วันนี้ในทุกโรงภาพยนตร์

พูดคุยกับไท เชอริแดน ดาวรุ่งพุ่งแรงกับบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องใหม่ ‘Voyagers คนอนาคตโลก’

หลังจากเปิดตัวในฐานะนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรกในภาพยนตร์ Ready Player One โดยสตีเว่น สปีลเบิร์กไปแล้ว ไท เชอริแดนก็ได้รับบทสำคัญในจักรวาล X-Men ทั้ง X-Men: Dark Phoenix และ X-Men: Apocalypse ในครั้งนี้ เขากลับมารับบท ‘คริสโตเฟอร์’ ตัวแทนวัยรุ่นผู้เป็นความหวังของมนุษยชาติในการหาโลกใบใหม่เพื่ออยู่อาศัยในภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่อย่าง ‘Voyagers คนอนาคตโลก’ ซึ่งได้นีล เบอร์เกอร์ (The Upside / Divergent / Limitless) มารับหน้าที่ผู้กำกับ พร้อมดารานักแสดงคับคั่งทั้ง ลิลี โรส เดปป์ (The King), เฟียนน์ ไวท์เฮด (Dunkirk) และ โคลิน ฟาร์เรลล์ (The Gentlemen)

มาร่วมพูดคุยกับเขาก่อนจะไปชมภาพยนตร์พร้อมกันในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้

,

ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Voyagers

เพราะหนังเรื่องนี้ถามคำถามที่เราทุกคนใช้เวลาหาคำตอบตลอดชีวิต ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่ลึกซึ้ง ซึ่งบอกเล่าออกมาได้ชัดเจน มีการตั้งคำถามวัดศีลธรรมซ่อนไว้ในความเป็นหนังไฮคอนเซ็ปต์ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ซ้ำใคร เป็นสิ่งที่ให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้

คุณชอบอะไรในตัวคริสโตเฟอร์ ตัวละครของคุณ

คงเป็นตรงที่เขาปรับตัวเก่ง วิเคราะห์สถานการณ์เสมอ คริสโตเฟอร์ไม่เคยปิดบังว่าเขาต้องการค้นหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังภารกิจ หาคำตอบว่าตัวเขาเองมีบทบาทอย่างไร เขาเหมือนเป็นตัวสะท้อนแก่นหลักของเรื่องที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีทั้งด้านดีและชั่ว และจะดีไปเพื่ออะไรในเมื่อท้ายที่สุดลูกเรือก็ตายก่อนเป้าหมายจะสำเร็จอยู่ดี

การทำงานกับนักแสดงอย่างโคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นอย่างไรบ้าง

เขาคือนักแสดงในอุดมคติ เขาเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในกองและนอกกอง นีลดึงศักยกภาพที่ดีที่สุดในตัวทุกคนออกมา ผมตื่้นเต้นเสมอที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงประสบการณ์สูงอย่างเขา ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย

แล้วการกำกับของนีล เบอร์เกอร์เป็นอย่างไร

จุดที่ผมประทับใจในตัวนีลที่สุดคือความเยือกเย็นและสมาธิของเขา ผมว่าตารางการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้มันโหดมากเลยนะ ระหว่างการถ่ายทำก็มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกันเยอะแยะไปหมด มันไม่ใช่หนังที่ทำง่ายนเลย นีลต้องรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ผมไม่เคยสงสัยในตัวเขา ผมเชื่อเสมอว่าเขาจะนำเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผมชอบวิธีการกำกับของเขา เขามักยกตัวอย่างอะไรที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เขาช่วยให้นักแสดงทุกคนทำงานง่าย ใบริบทของความเป็นหนังผจญภัยอวกาศ หัวใจหลักมันว่ามันธรรมชาติของมนุษย์ นีลได้สร้างผลงานที่ตระการตาในขณะเดียวกับให้เราได้วิเคราะห์จิตใจของตัวละคร

ลูกเรือทุกคนต้องดื่มสิ่งที่เรียกว่า ‘เดอะบลู’ มันคืออะไร

ทุกคนถูกทำให้เชื่อว่ามันคือวิตามินประจำวัน ที่ลูกเรือต้องดื่มทุกวัน แต่ที่จริงแล้วมันมีไว้เพื่อกดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ, ความกลัว, ตัณหา ทุกสิ่งที่ให้มนุษย์เป็นมนุษย์  ลูกเรือไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกหลอกอยู่ จนกระทั่งคริสโตเฟอร์ค้นพบความจริง พวกเขาเริ่มขัดขืนไม่ยอมดื่มมัน และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพิบัติที่จะตามมา เมื่อสันดานดิบของมนุษย์กลับมาอีกครั้ง

พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงนำตัวแทนประเทศไทยจากซีรีส์ Folklore ในตอน Broker of Death

ปล่อยออกมากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับซีรีส์ชุด Folklore ซีซั่นที่สองที่ออกฉายทาง HBO GO โดยซีรีส์นี้เป็นการเล่าเรื่องผีและความเชื่ออันหลากหลายจากทั่วทวีปเอเชีย โดยมีตัวแทนแต่ละประเทศนำเรื่องความเชื่อต่างๆ จากประเทศของตนมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวสยองขวัญตามสไตล์ของตัวเอง

ในซีซั่นนี้ Broker of Death เป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ มากำกับพร้อมด้วยคงเดช จาตุรันต์รัศมี มาเป็นผู้เขียนบท และได้สาวน้อยมากฝีมืออย่างเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ แห่งวง BNK48 พ่วงด้วยนฑี งามแนวพรมมาแสดงนำ บอกเลยว่าหลังจากดูจบ เราแทบจะไม่กล้าเดินออกไปหลังบ้านคนเดียวเลย 

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กลุ่มกับทั้งโดม ผู้กำกับ และเจนนิษฐ์ นักแสดงนำ ซึ่งการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทั้งเราและผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างก็เกร็งกันไม่มากก็น้อย เพราะถ้าถาม หรือตอบผิดไปนิดเดียวจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องได้ทันที แต่หลังจากที่เซสชั่นคำถามนี้จบลง บอกเลยว่า คำตอบจากทั้งโดมและเจนนิษฐ์นั้นตอบข้อสงสัยหลายประการในใจของเราที่เกิดขึ้นระหว่างดูได้หมดจดเลยทีเดียว

Folklore ตอน Broker of Death สตรีมแล้วทาง HBO GO ติดตามตอนใหม่ได้ทุกวันอาทิตย์เป็นต้นไป และสามารถย้อนชมได้เรื่อยๆ 

ขอให้เล่าไอเดียตั้งต้นของเรื่องนี้มาจากอะไรทำไมถึงเลือกทำเรื่องนี้และขั้นตอนการทำตรงไหนที่มีรายละเอียดเยอะที่สุด

โดม: มันเกิดมาจากผมไปเจอข่าวที่เห็นว่ามีการขโมยในป่าช้า ที่มีชาวบ้านเข้าไปขโมยศพ เข้าไปขโมยกระโหลกของคนตาย เอาไปหลายกระโหลกเลยนะครับ ก็เลยตั้งคำถาม พอตามอ่านข่าวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าก็เอาไปทำเครื่องรางของขลัง ก็เลยเริ่ม research ไปเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่ามันมีกระบวนการ มีธุรกิจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการทำสิ่งนี้ ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจอื่นๆ เลย ก็เลยรู้สึกน่าสนใจ ก็เลยลองเอามาสร้างตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการที่จะเป็นนายหน้าในการจัดหาสิ่งพวกนี้ ก็เลยเป็นที่มาของเรื่อง Broker of Dead ครับ 

ในส่วนของชั้นตอนการทำงานว่าตอนไหนยากที่สุด จริงๆ ก็ค่อนข้างทุกขั้นตอนครับ ขั้นตอนบทก็สำคัญ ที่พอดีมันเป็นเรื่องราวที่จะว่าไกลตัวก็ไกล จะว่าใกล้ก็ใกล้ จริงๆ เราพอที่จะรู้เรื่องนี้แหละ เราพอที่จะเห็นภาพนี้แหละ เพียงแต่ว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เข้าไปขลุกกับคนที่ทำเรื่องพวกนี้จริงๆ อะไรอย่างนี้ฮะ เพราะฉะนั้นมันต้องอาศัยการ research ทั้งการไปเห็นของจริง ทั้งภาพข่าว ค้นหาทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งถามคนที่เขาเคยอยู่ในวงการพวกนี้ ซึ่งอันนี้มันเป็นส่วนที่ผมคิดว่าค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามีความยากอะไรนะครับ พอบทเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนการหานักแสดง แล้วก็ถ่ายทำ เรื่องปกติครับ 

คิดว่าอะไรคือ point ของเรื่อง Broker of Dead ที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ และดึงดูดผู้ชมให้อินไปกับเรื่องราว

โดม: ความน่าสนใจมันคงเป็นเรื่อง… จริงๆ เราตั้งใจทำหนังผีนี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องผี มันมีเรื่องดราม่าของครอบครัวนี้อยู่นะครับ แล้วก็มันมีคำถามจากคนทำที่ถามสังคมอยู่นะครับว่าตกลงเรื่องนี้มันถูกมองในแง่มุมไหนกันแน่ อะไรอย่างนี้ครับ ก็คิดว่า อันนี้เป็นส่วนที่ทำ ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจในตอน Broker of Dead นะครับ

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่า เรื่องราวที่เล่าในหนังมันทำให้เรารู้เรื่องความแตกต่างของคนฐานะยากจน กับคนที่มีฐานะ ที่เข้ามาผูกและโยงกันด้วยของขลังเหมือนกัน อันนี้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทัชใจหนูมากที่สุดหลังจากดูค่ะ และก็รู้สึกว่าคนน่าจะรู้สึกสิ่งนี้กันไม่มากก็น้อย และก็ทำให้ไปคิดต่อได้ค่ะ 

ความยากของการมาทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ ทั้งในแง่ของการแสดงและการเตรียมงานกำกับ คิดว่าความยากของมันอยู่ตรงไหน รวมถึงกรอบของการทำงานครั้งนี้มันมีอะไรบ้างไหม เพราะว่าอย่างที่รู้ว่าประเทศไทยเราก็มีวัฒนธรรม มีความเชื่อ อะไรอย่างนี้ อะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นความยากในการถ่ายทอดโปรเจ็กต์นี้ออกมา

โดม: สำหรับผมนะครับ ในแง่ผู้กำกับ ผมว่าความยากคงเป็นเรื่องในการที่เรา… หนังมันคงไม่… เราพยายามไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เราเล่าว่าใครเป็นคนผิดคนถูก ความยากมันคงเป็นที่การที่หนังพยายามจะบาลานซ์ และเป็นหนังที่ตั้งคำถามมากกว่าครับว่าเรื่องที่เราเล่าให้ฟังอยู่เนี่ย หนังเรื่องนี้ ในแง่คนดู จะตอบมันยังไง จะรู้สึกกับมันยังไง หรือจะรีแอคกับมันยังไงมากกว่านะครับ อันนี้คือความยากในแง่การกำกับ ที่เราจะบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ในหนังให้มันได้น้ำหนักอย่างที่เราต้องการครับ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู เรื่องการแสดงก็แน่นอนว่ายากขึ้นเพราะว่ามีสิ่งที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ใช้พลังงานและเทคนิคที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และแน่นอนว่าในฐานะนักแสดง สิ่งที่กดดันมากที่สุดคือเวลา คือจะอยากทำให้ได้ดี ได้ทันในเวลา เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปเลท ไปลำบากคนอื่นค่ะ แต่ก็ถือว่าสนุกมากกว่าค่ะ ไม่ใช่เชิงกดดันขนาดนั้น เป็นความยากที่ท้าทายค่ะ 

ทำไมถึงต้องเป็นต้นสำหรับเจนนิษฐ์สำหรับบทของมานพและเจิน

โดม: คาแรกเตอร์ของทั้งสองคนนี่ตรงกับบทที่เราเขียนมา มานพเราต้องการคนที่แบบว่าดูมีปัญหาเรื่องส่วนตัว เรื่องเงิน เรื่องอะไรแบบนี้ เป็นพ่อค้าพระเครื่องรางของชลัง มีลูกที่เป็นเจิน ทั้งสองคนก็คาแรกเตอร์ตรง ส่วนการแสดงก็ดีอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนเห็นจากผลงานเก่าๆ นี่ก็เป็นที่มา

คาแรกเตอร์ของเจนนิษฐ์ในเรื่องนี้อาจจะแตกต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ผ่านมา มีการทำการบ้านอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: จริงๆ ค่อนข้าง relate กับตัวละครนี้ได้ง่ายนะคะ เป็นตัวละครที่อายุเท่ากัน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราก็เคยพบเห็นมา ไม่ได้แตกต่างหรือไม่คุ้นเคย เรารู้สึกว่าเราเข้าใจกับสิ่งทีตัวละครเป็นอยู่ และปัญหาที่ประสบพบเจอก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมา ก็เลยอาจจะไม่ได้ยากตรงการ blend in เข้ากับตัวละคร แค่ไปยากตรง part ของนักแสดงมากกว่า

ประทับใจอะไรในตัวละครที่เราได้รับไหม ชอบในส่วนไหน

เจนนิษฐ์: จริงๆ เป็นความที่น่าจะคิดเหมือนกัน ด้วยความที่วัย… ถ้าเราเป็นตัวละครนั้น และเจอ conflict ที่มีกับพ่อของตัวเอง ก็คง react แบบเดียวกัน 

ในฐานะผู้กำกับ การทำภาพยนตร์เพื่อฉายจอใหญ่และฉายจอสตรีมมิ่ง มันมีวิธีการคิด และการถ่ายทอดแตกต่างกันมากขนาดไหน

โดม: มันมีส่วนที่เหมือนกันและส่วนที่คล้ายกันครับ จริงๆ แล้วผมพยายามทำงานหนังทุกเรื่อง เราพยายามทำงานด้วยมาตรฐานที่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะทำหนังลงทีวีหรือฉายในโรงภาพยนตร์ ทีมงานเราทำงานด้วยวิธีคิดเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังทีวีมันอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันนิดหนึ่ง มันอาจจะต้องใกล้หน่อย เพราะว่าจอมันเล็ก คนดูอาจจะต้อง participate กับระยะของตัวแสดง มันเป็นการ adjust นิดๆ หน่อยๆ ครับ ที่ทำให้มัน fix กับมมุมองของคนดูมากกว่า นอกนั้น เรื่องอื่นๆ ก็คล้ายๆ กันครับ ไม่ได้แตกต่างกัน 

ในแง่ของการตัดต่อล่ะ ในแง่ของ concentration ของคนที่ดูหนังกับคนที่ดูสตรีมมิ่งอาจจะ… การจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์บนจอใหญ่กับจอเล็กของคนดูมันส่งผลต่อการตัดต่อและการเล่าเรื่องขนาดไหน

โดม: จริงๆ มันมีนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมจะพยายามไม่ให้มันแตกต่างกัน หมายความว่าเมื่อเราทำทีวี เราก็อยากจะ… ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาเล่าๆๆๆๆ อะไรอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราดูถูกคนดูทีวีนะ ผมว่าเขาก็อาจจะต้องการความรู้สึกเหมือนกับดูจอภาพยนตร์น่ะครับ ผมว่าคนดูทีวีเขาอาจจะตั้งใจดูก็ได้นะครับ เหมือนกับตอนสี่ทุ่มเราปิดไฟในห้องนอน มืดหมดเลย มีทีวีอยู่ในบ้าน และเราก็นั่งดูมัน ผมยังเชื่อว่าถึงแม้ว่ามันจะต่างกันก็จริง เพียงแต่ว่าแต่เราก็อยากจะ treat คนดูเหมือนๆ กัน ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำให้มันต่างกันเท่าไหร่ ก็อาจจะมีช่วงอ้อยอิ่งบ้าง มีภาษาภาพ ไม่ได้รีบมาก ให้คนดูได้รับรู้ความรู้สึก อะไรแบบนี้ ก็พยายามอยู่ ให้ใกล้เคียงกันครับ 

อย่างคุณโดมก็เคยกำกับหนังเกี่ยวกับความเชื่อมาบ้าง พอมาทำซีรีส์นี้ มีความรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมาในด้านไหนบ้าง และน้องเจนนิษฐ์เองในแง่การแสดงของเรา พอมาถึงเรื่องนี้ เราเติบโตไปในทิศทางไหนบ้าง

โดม: ในส่วนตัวของผมก็ ผมว่าผมทำแต่ละงานมันก็จะรู้สึกโตขึ้นอยู่แล้ว หมายถึงว่าเราก็จะเจอโจทย์ใหม่ๆ หรือปัญหาใหม่ๆ ที่เราต้องดีลกับมัน อะไรอย่างนี้ แล้วก็… มันก็เป็นหนังที่เหมือนกับว่าเรื่องก็ค่อนข้างโตขึ้นนะครับ มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสขึ้น เป็นเรื่องดราม่าเกี่ยวกับพ่อลูก มีเรื่องความรู้สึกของคนที่โดนกดทับ มีความรู้สึกต้องดิ้นรน มันก็ทำให้เราในฐานะผู้กำกับต้องศึกษา เรียนรู้ และไปกับตัวละครที่โตขึ้นโดยปริยาย

เจนนิษฐ์: ส่วนของหนูก็ จริงๆ การแสดงก็ค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องที่เคยทำมา ก็เป็นภาพใหม่ๆ และเป็นการทะลุ การทำลายขีดจำกัดของตัวเองไปอีกในการใช้ร่างกาย การใช้เสียงที่ค่อนข้างยาก แต่ว่าก็รู้สึกที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ก็อยากให้ทุกคนได้ดู 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ได้ทำงานกับแพลตฟอร์มดูหนังของนานาชาติ ฉะนั้นในมุมมองของการกำกับที่คุณโดมได้เล่าไปเมื่อกี๊ ได้ใส่องค์ประกอบอะไรไปเพิ่มเติมไหม เพื่อตอบโจทย์คนดูทั่วโลก

โดม: ผมว่าอันดับแรก ผมเชื่อว่าในแง่บทภาพยนตร์ที่พี่คงเดชเขียน พอดีผมไม่ได้เขียนเอง จริงๆ ตัวบทค่อนข้างจะสากลนะครับ หมายถึงว่า.. เพราะว่ามันพูดเรื่องที่คนไทยก็เข้าใจ คนเกาหลีก็เข้าใจ คนอินโดนีเซียก็เข้าใจ แม้กระทั่งคนในยุโรปก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ในแง่สคริปต์ ในแง่คอนเซ็ปต์ มันพูดเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หนังมันก็ถูกเล่า ถูกทำโดยธรรมชาติของมัน ไม่ได้มีความพยายามปรุงแต่งอะไรมากนักเพื่อให้คนดูเข้าใจอะไรอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่าในแง่บทเองมันค่อนข้างเป็นสากลอยู่แล้ว

ในระหว่างการถ่ายทำมีโมเมนต์อะไรที่รู้สึกว่าน่ากลัวบ้างไหม

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู จริงๆ ถ้าส่วนซีนที่หนูถ่ายเอง ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าน่ากลัวขนาดนั้น อาจจะเพราะเวลาถ่ายมีทีมงานค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะมีซีนที่จินตนาการไปเองเหมือนกัน เวลาเรายืนอยู่เฉยๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเองคนเดียว และคิดว่าหลังประตูบานนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ทีมงาน แต่เป็นอย่างอื่นล่ะ ก็จะหลอนๆ ขึ้นมาหน่อย หนูคิดว่าซีนที่น่ากลัวอาจจะเป็นซีนที่คนอื่นเล่น สำหรับหนูนะคะ มันดูน่ากลัวปนหดหู่ไปด้วยค่ะ 

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือการตั้งคำถามว่าสำหรับผีกับความจน อะไรน่ากลัวกว่ากัน และทั้งสองคนมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

โดม: เราพยายามไม่บอกส่วนตัวละกันนะครับ มันอาจจะเป็นการชี้นำไปหน่อย แต่บอกความตั้งใจละกันนะครับ ผมว่าหนังมันเล่าเรื่องผีใช่ไหมครับ ก็จริง แต่โอเค สิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่หนังพยายามตั้งคำถาม มันก็มีแมสเสจบางอย่างอยู่ คราวนี้ ถ้าถามว่า เรามองมันยังไง ผมว่าเหมือนกับที่หนังมันถามล่ะครับ เรามองมันอย่างตั้งคำถาม โดยที่ยังไม่มีบทสรุปว่าตกลงแล้วสิ่งนี้มันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค หรือผีหรือจนที่น่ากลัวกว่ากัน หรือสิ่งนี้มันช่วยใคร มันเลือกคนช่วยไหม หรือมันยังไง อะไรแบบนี้ มันมีคำถามพวกนี้ที่มันเยอะมาก ในหนังที่แล้วแต่คนที่จะถามถึงมัน ซึ่งผมเองก็คงไม่สามารถที่จะไปบอกได้ว่ามันต้องสรุปแบบนี้นะ เพราะแม้กระทั่งตัวเองยังตั้งคำถามอยู่กับมัน และยังไม่ได้เจอคำตอบว่าตกลงแล้วคำตอบคืออะไร 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็ ความจนกับผีก็แล้วแต่คนนะคะว่าจะกลัวสิ่งไหนมากกว่ากัน แต่สำหรับหนู ก็มีให้เราตั้งตารอดูรีแอ็คชั่นตัวละครว่าถ้าเจอทั้งสองสิ่งพร้อมๆ กัน เขาจะเลือกทางไหน เพราะเขาไม่สามารถเอาชนะทั้งสองสิ่งได้เลย อาจจะสูญเสียหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน อาจจะมานั่งคิดเองเหมือนกันว่าถ้าเราเป็นตัวละครที่ถูกบีบคั้นในสถานการณ์ที่ค่อนข้างมีเวลาน้อย และก็ไม่ได้มีทางเลือกมาก เราจะเลือกชนกับความจน หรือเลือกชนกับผีมากกว่ากัน อะไรแบบนี้ค่ะ อาจจะเปรียบเทียบไม่ได้เนอะว่าผีกับความจนมันมีความน่ากลัวคนละแบบ แต่ละคนก็กลัวไม่เหมือนกันด้วย เลยจะไปโฟกัสที่การตัดสินใจรับมือของแต่ละคนมากกว่าค่ะ

ปกติเจนนิษฐ์เป็นคนที่กลัวผีไหม และการต้องมาเล่นซ๊รีส์เกี่ยวกับตำนาน และวิญญาณลี้ลับ มันยากหรือง่ายกับเราอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็กลัวไม่มาก ในระดับที่ไม่ลบหลู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปทำอะไรที่ท้าทาย ล่าท้าผี ก็จะไม่ทำ ก็จะมีมูบ้าง เพื่อความสบายใจ แต่ก็ไม่ได้เชื่อว่ามันจะช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีไว้เผื่อดี ถ้าไม่ได้ผลอะไรก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องน่ากลัว หรือสิ่งที่คิดว่าทำแล้วมีผลไม่ดี ก็จะไม่ทำค่ะ คนรอบตัวค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้กัน เราก็เลยมี… อาจจะจริง แต่ก็ย้อนแย้งกับตัวเองในบางที ว่าเชื่อหรือเปล่านะ แต่ว่าในความยากเรื่องการถ่ายทำหนังผีคือด้วยความที่ตัวเองไม่ได้กลัวขนาดนั้น แล้วก็เป็นคนที่กลัวแล้วไม่แสดงออก รีแอคชั่นน้อย ก็อาจจะรู้สึกว่าต้องเพิ่มระดับความกลัว เพราะตัวเจินน่าจะกลัวผีมากกว่าเราด้วย ก็ต้องมีการปรับ และใช้ร่างกายที่แตกต่างจากธรรมชาติที่เราเป็นอยู่ค่ะ 

ในเมื่อทำหนังภาพยนตร์สยองขวัญ ลึกลับ ผีร่วมสมัย คิดว่าในโลกร่วมสมัยอย่างปัจจุบัน ทั้งสองคนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องเครื่องลางของลัง เรื่องผี เรื่องลึกลับในปัจจุบัน ทั้งในเชิงส่วนตัวและในเชิงสังคม คิดว่าความหมายของเรื่องนี้แตกต่างอย่างไร โดยสรุปคือตัวเองมีทัศนะอย่างไร และในความหมายของสังคมนี้มันแตกต่างไปจากอดีตอย่างไรในการตีความของเราบ้าง

โดม: จริงๆ คือ ถ้าเราพูดเรื่องเครื่องรางของขลัง เรื่องความเชื่อ คล้ายๆ กับว่าเราเขยิบไปว่า เราไม่พูดเรื่องความเชื่อ ถ้าเรามองมันในฐานะว่าเรื่องนี้ทำไมถึงยังคงอยู่กับเรามาขนาดนี้ แล้วก็คนก็รีแอคกับมันเหมือนกัน จริงๆ คือ ไม่ใช่ว่าคนตจว จะเชื่อเรื่องนี้มากกว่าคนกรุงเทพ อันนี้ผมเถียง คือรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคนในเมือง คนกรูเทพ นี่ยิ่งกว่า… หรือคุณยิ่งเป็นมหาเศรษฐี คุณยิ่ง… แทนที่มันจะแบ่บ… ยิ่งบางคนเป็นดร มีการศึกษามาก กลับเชื่อเรื่องนี้ แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังเชื่อเรื่องนี้ ผมกลับสนใจมันในมิตินี้มากกว่าที่จะสนใจมันในมิติเรื่องผี เรื่องสิ่งที่เรามองไม่เห็น ลึกลับ อะไรแบบนี้ ผมตีความมันในมุมนี้มากกว่าที่ผมสนใจ เลยพยายามจะเล่าหนังออกมา ตั้งคำถามที่ผมสนใจ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบ ก็คงต้องถามต่อไปนั่นแหละ ว่ามันเป็นเพราะสิ่งไหนวะที่ตกลงมันช่วยจริงไหมว่า หรือมันไม่ได้ช่วยเราเลยวะ หรือว่าเขาโชคดีวะ มันแมตช์กันพอดีเลย เขาเรียกว่าอะไรนะ เคมีตรงกัน ของก็เลยเหมือน… แต่ทำไมเราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านี้เลยวะ ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีแค่ไหน เราทุ่มเททั้งหมดในชีวิตเราแค่ไหน อะไรอย่างนี้ มันเป็นคำถามที่เรามองเรื่องแบบนี้มากกว่า เรามองความเชื่อความศรัทธาในมิติที่มันเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับมนุษย์มากกว่า แต่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยปฏิเสธมันเลยล่ะ ในเมื่อเราไม่เชื่อมัน และมันไม่เคยช่วยอะไรเราเลย ก็ไม่ปฏิเสธ โดยส่วนตัวก็ยังไม่ปฏิเสะ มันก็ยังคงเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ เหมือนหนังนะครับ หนังมันก็พยายามตั้งคำถามอยู่ เพียงแต่ว่ามันยังไม่มีจุดจบว่าเรื่องนี้มันควรจะตอบว่ายังไงกันแน่ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู หนูขอตอบว่าด้วยความร่วมสมัยนี่ล่ะค่ะ มันทำให้ความเชื่อนี้มัน spread ไปได้ไกลขึ้น เพิ่มมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะอยากรู้อะไรก็เข้าอินเทอร์เน็ตก็เจอได้เลย อันนี้ช่วยเรื่องอะไร สามารถหาสิ่งที่ช่วยเรื่องนี้ได้จากแหล่งไหนบ้าง แล้วพอมีช่องทางออนไลน์ การซื้อขาย กลายเป็นว่าง่ายขึ้นมากๆ เลย ต่างจังหวัดต่างประเทศก็ส่งง่ายขึ้น พอมันซื้อได้ง่ายขึ้น คนก็ต้องการซื้อมากขึ้น ก็มีการผลิตพวกนี้มากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้หายไปไหน แล้วก็รู้สึกว่ามีการพูดถึงมากขึ้นด้วยซ้ำค่ะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นแค่เซียนพระ หรือคนต่างจังหวัด พอตอนนี้กลายเป็นว่านักศึกษา คนธรรมดา ทุกคนก็มีเครื่องรางของขลังที่หาได้ง่ายขึ้น จับต้องได้มากขึ้น ก็เลยคิดว่าตัวที่ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความร่วมสมัย ทำให้ความคงอยู่ของความเชื่อพวกนี้มันไปต่อได้ 

คิดว่าในเรื่องนี้ทุกคนจะได้เห็นมุมใหม่ๆ ของคุณเจนนิษฐ์ในฐานะนักแสดงอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: แน่นอนว่ามันค่อนข้างแตกต่างจากภาพที่… ซีนจากเรื่องก่อนๆ จะเป็นซีนการใช้ชีวิตของวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ภาพในเรื่องนี้จะค่อนข้างเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเทคนิค มีเรื่องผี มีการแสดงที่ยากขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น ก็แน่นอนว่าทุกคนเห็นน่าจะสลัดภาพเดิมออกไปได้

ในฐานะคนทำผลงาน ย่อมมีความคาดหวัง นอกเหนือจากการให้คนตั้งคำถามกับหนังที่เราสื่อออกไปแล้ว มันมีความคาดหวังให้คนได้แมสเสจ หรือดูจบแล้วได้ข้อคิดอะไรจากหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษบ้างไหม 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู แมสเสจที่หนูชอบมากๆ หลังจากดูเรื่องนี้ก็คือ ทำไมความต้องการของขลังมันยังคงมีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่ประเทศหรือกาลเวลาทำให้เราพัฒนา ทุกคนเก่งขึ้น มีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ว่า… หรือว่าทั้งหมดที่เราพยายามมายังไม่ทำให้เราประสบความสำเร็จเหมือนเราคาดหวัง คือพยายามเยอะ เหนื่อยแค่ไหนก็ยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้สักที หรือเราพยายามจะหลุดพ้นจากความลำบาก ความยากจน ที่ใช้แรงกายไม่พอ เลยต้องใช้ความเชื่อจากสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยเราตรงนี้ หรือว่าเราอยากได้ทางลัดหรือได้สิ่งที่เร็วกว่าคนอื่น เพื่อจะชนะและไปต่อในจุดที่สูงกว่า 

โดม: จริงๆ แล้วคล้ายๆ กันนะผมว่า แต่ว่าโดยส่วนตัวก็คืออยากให้คนดูได้ดูหนังดูตัวละคร ทั้งน้องเจนนิษฐ์ ทั้งพี่ต้นที่เล่นนะครับ ดูมันแบบสะเทือนใจ สะเทือนอารมณ์ หรือน่ากลัวไปกับหนัง อันนี้คือความคาดหวังสูงสุด ส่วนใครจะได้แมสเสจแค่ไหน หรือไม่ได้ ก็ไม่ผิดอะไร อันนี้แล้วแต่ว่าคนดูจะเทคมันยังไง อะไรแบบนี้ครับ แต่อันดับแรกก็คงดูแล้วสะเทือนใจ ลุ้นไปตามตัวละครที่เขาประสบเรื่องราวต่างๆ 

สำหรับใครที่กลัวหรือไม่กล้าดูหนังสยองขวัญ แต่อยากดูซีรีส์เรื่องนี้ น้องเจนนิษฐ์มีทริกแนะนำตอนดูบ้างไหม

เจนนิษฐ์: หนูว่าแน่นอนนะคะ เป็นหลายคน เหมือนเวลากินเผ็ด มันทรมาน แต่ก็กิน ดูหนังผีคือกลัว แต่ก็ชอบดู มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถหาได้จากสิ่งอื่น ทั้งตื่นเต้นและอะไรอย่างนี้ คนส่วนใหญ่ที่กลัวผีคงไม่กล้าดูคนเดียวมั้งคะ ก็หาเพื่อนค่ะ ถ้าดูตอนกลางคืนไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้บังคับ ก็ดูตอนกลางวันได้ หรือมีที่พึ่งทางจิตใจ เอามาไว้ข้างตัว ก็ได้เหมือนกันนะคะ มีเพื่อนดูก็ค่อนข้างสนุกกว่า มีคนรีแอคชั่นร่วมไปกับเรา กรี๊ดไปพร้อมกัน เพื่อนหนูบางคนจะชอบจิกเพื่อนข้างๆ จริงๆ ก็ไม่ดีนะคะ แต่ก็มีที่พึ่งทางจิตใจ

อยากให้เจนนิษฐ์ย้อนกลับไปความรู้สึกตอนแรกที่อ่านบท รู้สึกยังไงกับเจิน

เจนนิษฐ์: รู้สึกว่าน่าสงสาร รู้สึกว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะต้องมาป่วย ไม่ได้เลือกที่จะเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดี ไม่ได้เลือกที่จะมาประสบกับเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ แล้วก็มีแต่เรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิต รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่ไม่มีสิทธิเลือกอะไรเลย แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ด้วยความที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตัวเองด้วย ก็รู้สึกว่าสงสาร เพราะเราอยู่ในจุดที่เราไม่เคยลำบากอย่างเขา ไม่ได้ป่วย ได้ออกมาใช้ชีวิต เลยรู้สึกสงสาร แล้วพออ่านบทจบ ก็ยิ่งสงสารครอบครัวนี้เหมือนกัน ว่าอยู่ภายใต้สิ่งที่ครอบเขาไว้ให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ในโปรเจ็กต์ Folklore มีทั้งหมด 6 ประเทศ ในฐานะของการเป็นตัวแทนของประเทศไทย ทั้งสองท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง และอยากฝากอะไรถึงคนไทยเกี่ยวกับตอนของตัวเองด้วยก็ได้ และตอนของประเทศอื่นด้วยก็ได้

โดม: ก่อนอื่นก็รู้สึกยินดีครับที่ได้ร่วมโปรเจ็กต์นี้ เราได้เล่าเรื่องแบบที่เราอยากเล่า มีแมสเสจที่เราอยากจะถาม มีหนังที่เราอยากส่งสารไปถึงคนดู แล้วก็ส่วนอื่นๆ ก็ ประเทศอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจเหมือนกัน จริงๆ ผมอยากดูของอินโดนีเซีย ก็น่าสนใจมาก หนังสยองขวัญของอินโดก็สุดยอดไม่แพ้เรานะฮะ อย่างของญป ก็น่าดู ผู้กำกับเป็นผู้หญิง เป็นนักแสดงเก่าด้วย ในแต่ละเรื่อง แต่ละประเทศค่อนข้างมีความหลากหลาย ทั้งในแง่เรื่องราว ผู้กำกับ นักแสดง ก็คิดว่าอยากให้ทุกคนได้ดูของทุกประเทศเลย น่าจะสมบูรณ์แบบตามที่โปรเจ็กต์ที่เขาคิดขึ้นมา จะได้ตามโปรเจ็กต์ Folklore ที่เค้าคิดขึ้นมา ดูเรียงตั้งแต่ 1- สุดท้ายเลย อันนี้น่าจะได้ความรู้สึกที่เห็นมิติอะไรหลายๆ อย่าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็รู้สึกว่านั่นล่ะค่ะ เวลาเราดูหนังจากหลายๆ ประเทศก็จะมีกลิ่น มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันที่เราต้องการ แบบว่าแบบนี้รู้เลยว่ามาจากประเทศไทย แบบนี้มาจากอินโดนีเซีย มาจากญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่โดยรวมแล้ว สุดท้ายก็จะมีบางสิ่งที่ common และลิงก์กันได้ ทำให้เรารู้สึกว่ามีครบรส ทั้งแตกต่างและเหมือนกัน รวมถึงการได้ร่วมงานกับ hbo go ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และเป็นโอกาสดีด้วยที่คนจะได้ดูการแสดงของหนูเยอะขึ้นในต่างประเทศด้วย รวมถึงได้ดูวัฒนธรรมและสิ่งที่มีความเป็นไทยมากขึ้นด้วย

ถามเจนนิษฐ์ว่าก่อนหน้านี้เราพูดถึงว่ามันมีประเด็นเรื่องเวลาขึ้นมาที่อาจจะเป็นความท้าทายระหว่างถ่ายทำ นอกจากนั้น มันจะมีความท้าทายอื่นด้วยไหมที่ประสบเจอระหว่างการถ่ายทำ 

เจนนิษฐ์: หนูว่าส่วนตัวคนแสดงทุกคนคงจะเป็นล่ะค่ะ คืออยากทำผลงานให้ออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ คือน่าจะเป็นกันหลายคนเวลาย้อนไปดูงานตัวเอง จะจับผิด และรู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ รู้สึกอยากกลับไปแก้ไข ก็ไม่ควรไปจมอยู่กับมัน เพราะมันเป็นบทเรียนที่มันผ่านมาแล้ว และเราได้เรียนรู้ที่เราอยากจะทำให้ดีขึ้น เราจะไม่พลาดแบบนี้อีกในเรื่องต่อๆ ไป มันก็จะเป็นความกดดันแบบส่วนตัว ไม่ใช่เชิงลบ แต่เป็นความมุ่งมั่นแบบอยากทำให้ดีขึ้นมากกว่า

ถามโดมให้ช่วยแชร์ประสบการณ์การทำงานกับคุณคงเดช ผู้เขียนบท และในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับด้วย เขาได้มีคำแนะนำอะไรกับคุณโดมไหมในการทำหนังเรื่องนี้

โดม: ผมเป็นแฟนหนังพี่คงเดชมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ติดตามตั้งแต่สมัยเรียนภาพยนตร์ และเป็นแฟนหนังแกด้วย ก็มีความรู้สึกดีใจ ยินดีที่ได้แกมาเขียนบทให้ อะไรแบบนี้ และเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากบทที่แกเขียน หมายถึงว่าในแง่ของพี่คงเดช แกคงไม่ได้มาแนะนำอะไรเราเป็นกิจจะลักษณะนะครับ เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของการที่แกทำผลงานแล้วเราอ่านบทแล้วได้ศึกษาผ่านตัวหนังสือ ผ่านวิธีการที่แกคิดมากกว่า และดูจากสิ่งที่แกเคยทำมา มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราส่วนหนึ่งอยู่แล้วในการมาทำหนัง ก็เลยรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับแกน่ะครับ 

ในตัว fact sheet มีการพูดถึงว่าผีหรือความจนมันน่ากลัวกว่ากัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศไทยสำหรับซีรีส์นี้ ก็รู้กันอยู่แล้วว่าประเทศไทยนี่ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขอถามทัศนะจากทั้งสองคน ในการทำภาพยนตร์ประเด็นนี้ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแบบนี้ มองความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอย่างไร มีทัศนคติกับเรื่องนี้อย่างไร

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ยังไงก็ไม่สามารถหมดไปได้แบบ 100% ไมว่าจะที่ไหนก็ตาม แต่มันทำได้แค่ลดลง ให้มันน้อยลง หรือว่า… ไม่ได้เหลื่อมล้ำจนรู้สึกว่าน่าเกลียดน่ะฮะ มันลดลงให้ได้อยู่ในระดับที่คนอยยู่ในระดับด้อยกว่าได้รับ facility ที่ควรได้รับ แน่นอนว่าคนเราแตกต่างกัน มีความสามารถต่างมัน มันต้องมีคนเก่งกว่า ได้มากกว่า มันไม่มีทางที่มนุษย์จะเป็นแบบ utopia ที่ทุกคนเท่าเทียม แค่เราเกิดมา ทุกคนก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ความสามารถ ถนัดไม่เหมือนกัน เราหลีกหนีความเหลื่อมล้ำไม่ได้ มนุษย์มันเปรียบเทียบกันเสมอ คิดว่าถ้าทำได้ ก็อยากจะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด ให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ใช่ดิ้นรนหาด้วยตัวเอง สามารถได้รับสิ่งที่ควรจะได้มากกว่านี้ แต่คงไม่สามารถหนีพ้นได้จริงๆ

โดม: ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งอันนี้คิดต่อจากเจนนิษฐ์พูดนะ ยิ่งถ้าคิดว่ามันเป็นเรืองธรรมชาติ มัน… เราก็ต้องยิ่งไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม โอเค คนเราเลวโดยธรรมชาติ งั้นเราก็เป็นคนเลวกันเถอะ เพราะฉะนั้น คิดแบบนั้นมันก็คง… โอเค ความเหลื่อมล้ำมันเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมเดียวกัน มันก็คงต้องชวนกันคิดมั้งฮะว่า ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ มันมีหนทางอะไรที่จะแก้ไขมัน บรรเทามัน หรืออย่างน้อยทำให้ไอ้ความไม่เท่ากันมันยุติธรรม หมายถึงต้องยุติธรรมด้วยนะ มันอาจจะไม่ต้องเท่ากันทุกคน แต่มันยุติธรรมสำหรับเขา อะไรแบบนี้ ผมแค่รู้สึกว่า มันเป็นมุมมองของผมมากกว่า ยิ่งบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของทุนนิยม เป็นธรรมชาติของโลกนี้ มันก็… แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติอย่างนี้เหรอ มนุษย์ก็ควรตั้งคำถามเหมือนกัน เราจะจัดการมันไหม อย่างน้อยก็ช่วยกันนิดๆ หน่อยๆ กลับมาที่หนัง มันก็ยัง…​พูดในแง่มิติของความเชื่อ หนังมันก็… มันไปไกลตรงที่หนังก็ตั้งคำถามใหญ่เลย ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบนะครับว่าตกลงแล้วมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ที่ทำให้คนคนหนึ่งมันดีกว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งแย่กว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งได้รับสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ขอเหมือนกัน ศรัทธาในสิ่งที่เหมือนกัน ไม่รู้สิ มันอาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก เราเลยตั้งคำถามอยู่ มันอาจจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง เรื่องพระเจ้า จักรวาล อะไรหรือเปล่า อันนี้ฮะที่หนังเรื่องนี้พยายามตั้งคำถามอยู่ 

ด้วยความที่เรื่องนี้จะพูดเรื่องของขลัง อยากรู้ว่าทั้งสองท่านเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือไม่ อย่างไร 

เจนนิษฐ์: ส่วนตัวจะได้ยินมาเรื่องไสยศาสตร์ ทางฝั่งแม่จะเป็นคนต่างจังหวัด จะได้ยินมา ครอบครัวอยู่เพชรบูรณ์ อีสาน เรื่องนี้จัดเต็มมากเลย คนที่มีวิชาอาคมมาจากเขมรบ้าง ลาวบ้าง มีการไล่เนรเทศคนที่คิดว่าเป็นปอบยังมีเลยค่ะ แค่สองรุ่นขึ้นไปจากหนูก็ยังมีอยู่ แต่ว่าเรื่องเครื่องรางของขลัง ก็จะมาเป็นฝั่งพ่อแทน จะอยู่ในวงการเช่าพระ ก็จะมีให้ใส่ตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ไม่ได้แสดงเนอะ ไปโรงเรียนเฉยๆ ก็จะต้องใส่พระสักหนึ่งองค์ติดตัวตลอด แม่ก็จะเรียกได้ว่าเห็นสิ่งลี้ลับด้วย เราก็รู้สึกว่าเป็นความเชื่อที่กึ่งๆ ย้อนแย้งในตัว ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ขนาดนั้น และผลลัพธ์เวลามีเรื่องดีๆ เข้ามาเราตอบไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะของขลังจริงๆ หรือมันเป็นที่ดวงของเรา หรือความบังเอิญ หรือความสามารถ เวลามีคนมาถาม เพราะเขารู้สึกว่าหนูมีของสายมูเยอะว่าอันไหนเวิร์คๆ ดีๆ บ้าง หนูก็ตอบไม่ได้ห่รอก มีหลายอย่าง แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้ได้ดี อาจะจเป็นที่ดวงหรือความสามารถ เราก็ไม่สามารถตอบได้ บอกได้แค่ว่ามีไว้เพื่อความสบายใจ ก็เลยคิดว่าเป็นความเชื่อว่าอะไรที่ไม่มีผลเสียภายหลัง ไม่ใช่ของสายดำ สายเทา เป็นเพื่อความสบายใจ ทำให้เราคิดบวก ก็มีไว้ ไม่เสียหาย ถ้าไม่ได้ผล ก็ไม่ได้คิดว่าจะแย่อะไร

โดม: ผม 50-50 มากกว่าครับ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ไหว้หมด ปากบอกไม่เชื่อแต่ไหว้หมดนะ 

มีซีนไหนที่รู้สึกว่าเป็นซีนยากมากๆ หรือเป็นซีนที่เป็นความทรงจำ ไม่อยากให้ใครพลาดเลย มีเป็นพิเศษไหม

เจนนิษฐ์: อาจจะดูไม่มีอะไร แต่ซีนที่ยากที่สุดสำหรับหนูคือซีนกรี๊ด เพราะว่าปกติไม่ใช่เป็นคนเสียงที่… เป็นสิ่งที่มีติดตัวแต่ละคนเนอะ การกรี๊ดที่เราเคยเห็นแบบ clearly ที่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน หนูก็คือรู้สึกว่าซีนนั้นยากลำบากที่สุดแล้ว เพราะมันฝืนธรรมชาติที่มีมาคือเสียงแหบ 

โดม: เอาจริงเป็นซีนท้ายๆ ของหนังครับ แต่ยังสปอยล์ไม่ได้ เขาสั่งมาว่าห้ามเล่าให้ฟัง แต่ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงทุกคน ทั้งตัวเจินเองก็ค่อนข้างดูแล้วโอ้โห… น่าจะแปลกไปเลยเนอะ ทุกคนอาจจะไม่เคยเห็นเจนนิษฐ์เล่นในมุมนี้ ก็อยากให้ติดตาม

ความประทับใจซึ่งกันและกันในการร่วมงานกันครั้งนี้

โดม: ก่อนอื่นผมก็… เช่นกันฮะ จริงๆ แล้วเจนนิษฐ์เล่น Where We Belong ก่อนหน้านี้ แล้วก็รู้สึกว่าน้องเล่นดีมาก เป็นคนหัวไว ฉลาด พอได้ร่วมงานก็รู้สึกยินดี ไม่ผิดหวัง น้องทำได้ดีก็มีความประทับใจ และเราก็ได้หนังที่ค่อนข้างโอเค เมื่อผลงานมันเสดออกมาแล้ว เมื่อทีมได้ดูกัน ก็ค่อนข้างแฮ้ปปี้ครับ

เจนนิษฐ์: พี่โดมให้อิสระในการเล่นมาก ให้หนูลองเล่น ถ้าโอเคก็เล่นต่อ ถ้าอะไรที่รู้สึกขาด พี่โดมก็จะเติมให้ เราก็จะพัฒนาไป จริงๆ ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมาร่วมงานก็รู้สึกว่าพี่โดม ด้วยลุคน่าจะเป็นคนจริงจัง ซีเรียส ดุกว่าพี่เดชนิดหน่อย หนูไม่ได้กลัวนะคะ หนูไม่ได้กลัวคนดุ แต่มันจะมีความรู้สึกอยากชนะ ถ้าเราสามารถทำให้คนที่ดูซีเรียสชื่นชมเราได้ เราจะคอมพลีต แต่ปรากฏว่าพี่โดมไม่ดุค่ะ 

ฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับกิจกรรม “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ Capella Bangkok กับประสบการณ์สุนทรีย์สุดหรูตลอดเดือนธันวาคม

ต้อนรับลมหนาวและฉลองเทศกาลแห่งความสุข ณ รีสอร์ตหรู ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ” (Capella Bangkok) พร้อมส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุข รายล้อมด้วยบรรยากาศแห่งความผ่อนคลาย เฉลิมฉลองเทศกาลต้อนรับปีใหม่ ด้วยกิจกรรมที่น่าประทับใจตลอดเดือนธันวาคม 2564 อาทิ งานจิบน้ำชายามบ่ายสุดหรู มื้อบรันช์แสนอร่อย หรือเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์และปาร์ตี้คืนส่งท้ายปี พร้อมชมพลุไฟสุดอลังการ 

เริ่มต้นเดือนธันวาคม ด้วยบรั้นช์อาหารกลางวันแสนอร่อยในวันพ่อแห่งชาติ “5 ธันวาคม” นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการสังสรรค์ร่วมกันของทุกคนในครอบครัว อิ่มอร่อยกับอาหารไทยรสชาติต้นตำรับเสิร์ฟแบบ “แฟมิลี่ แชริ่ง” ซุ้มบาบีคิวพร้อมเสิร์ฟเนื้อวากิว ซี่โครงแกะ และอาหารทะเลสุดพรีเมี่ยม ตลอดจนรถเข็นเครื่องดื่มและขนมหวานสุดพิเศษที่พร้อมบริการให้ถึงโต๊ะอาหาร เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีแสดงสด และบรรยากาศริมน้ำ ณ ห้องอาหารพระนคร

บรั้นช์วันพ่อ ห้องอาหารพระนคร ให้บริการเวลา 12.00 น. – 15.00 น. ราคาสุทธิ 4,000 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และราคาสุทธิ 2,000 บาท สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ทางร้านมีแพ็กเกจเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ให้บริการแบบ “เติมไม่อั้น” ราคาสุทธิท่านละ 1,300 บาท หรือราคาสุทธิท่าน 2,900 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องดื่มที่ท่านต้องการ

เซอร์ไพรส์คุณพ่อด้วยความพิถีพิถันของรสชาติและวัตถุดิบพรีเมี่ยมแห่งอาหารฝรั่งเศส จากดินแดน “ริเวียร่า” ของเชฟระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาว “เมาโร โคราเกรคโค” ณ ห้องอาหาร “โค้ท” โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ซึ่งเชฟดาวิเด กลาวาเกลีย ได้เตรียมเห็ดทรัฟเฟิลมาสร้างสรรค์ “คาร์ท บลางฌ์” เมนูมื้อกลางวันในวันพ่อแห่งชาติ

มื้อกลางวันวันพ่อ ห้องอาหารโค้ท บาย เมาโร โคราเกรคโค ให้บริการเวลา 12.00 น. – 14.00 น. ราคาสุทธิท่านละ 8,100 บาท สำหรับอาหาร พร้อมเพิ่มประสบการณ์มื้อกลางวันด้วยเครื่องดื่มแพริ่งในราคาสุทธิท่านละ 3,900 บาท

ขอเชิญท่านร่วมประสบการณ์กูร์เมต์สุดพิเศษ ตลอดเดือนธันวาคม ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ อิ่มอร่อยมื้ออาหารกลางวัน กับ “ซันเดย์ ซีฟู้ด ลันช์” อาทิตย์-เว้น-อาทิตย์ ณ ห้องอาหารพระนคร หรือนัดสังสรรค์กับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวในบรรยากาศและกลิ่นอายของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมอาหารชุดสุดพิเศษ ณ ห้องอาหารโค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค 

สำหรับคู่รักและผู้ชื่นชอบการจิบน้ำชายามบ่าย พร้อมของว่างและขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศส “ที เลานจ์” ขอแนะนำประสบการณ์ “เฟสทีฟ ไฮที” ในบรรยากาศของดนตรีสุดคลาสสิคบรรเลง พร้อมวิวที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา

ฉลองเทศกาลคริสมาสต์ด้วยมื้อกลางวันและดินเนอร์หรู ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เนรมิตงานเลี้ยงฉลอง “คริสต์มาส อีฟ” และ “คริสมาสต์ เดย์” สุดพิเศษ ด้วยอาหารตามธรรมเนียมนิยมของเทศกาลคริสมาสต์และอาหารไทยแสนอร่อย ณ ห้องอาหารพระนคร พร้อมด้วยเซ็ตอาหารฝรั่งเศสสุดล้ำของเชฟดาวิเด ณ ห้องอาหารโค้ท เพลิดเพลินกับวงดนตรีและการแสดงของนักร้องประสานเสียง กิจกรรมและเกมส์สำหรับเด็กในสวนกลางแจ้ง และของขวัญประจำปีจากคุณลุงซานตาคลอส   

ในค่ำคืน “คริสต์มาส อีฟ” วันที่ 24 ธันวาคม เพลิดเพลินกับเซ็ตอาหารไทยที่ห้องอาหารพระนคร ราคาสุทธิ 7,000 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และราคาสุทธิ 2,500 บาท สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี หรือเมนู “คาท บลางฌ” (Carte Blanche) จำนวน 9-คอร์ส ที่ห้องอาหาร “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ราคาสุทธิท่านละ 9,500 บาท หรือเลือกเครื่องดื่มแพริ่งโดยซอมเมอริเยร์อารมย์ดี “คุณเจย์” ธนากร บอทอร์ฟ เพิ่มเติมได้ในราคาสุทธิ ท่านละ 4,500 บาท

สำหรับวันที่ 25 ธันวาคม “คริสมาสต์ เดย์” ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัวกับ “คริสต์มาส เดย์ ซีฟู้ด มาร์เก็ต” (Christmas Day’s Seafood Market) ที่ห้องอาหารพระนคร ตั้งแต่เวลา 12.00 น. – 15.00 น. ในราคาสุทธิ 4,500 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และราคาสุทธิ 2,000 บาท สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ทั้งนี้ท่านสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจเครื่องดื่ม “เติมไม่อั้น” เพิ่มเติมได้อีกด้วย 

นับถอยหลังเข้าสู่ปี 2565 ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ 

เฉลิมฉลองค่ำคืนสุดท้ายของปีในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ พร้อมต้อนรับท่านสู่ประสบการณ์ดินเนอร์สุดระยิบระยับ ดื่มด่ำความประทับใจท่ามกลางบรรยากาศและกิจกรรมความบันเทิงมากมาย ณ ห้องอาหารพระนคร และห้องอาหารโค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่บริเวณสนามหญ้ากลางแจ้ง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และรับชมพลุไฟสุดตระการตา 

นิวเยียร์ อีฟ ดินเนอร์ เวลา 19.00 น. – 01.00 น. ราคาสุทธิท่านละ 16,000 บาท สำหรับอาหาร พร้อมเพิ่มประสบการณ์ด้วยเครื่องดื่มพรีเมี่ยมในราคาสุทธิท่านละ 6,000 บาท

พิเศษ สำรองห้องพักอย่างน้อย 2 คืน เพื่อชมพลุไฟจากระเบียงห้องพักส่วนตัวในค่ำคืนสุดท้ายของปีด้วยแพ็กเกจ “One of a Kind Experience” แพ็กเกจรวม “กาล่า ดินเนอร์” มื้อพิเศษ “Countdown Under The Stars” ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน เครื่องดื่มพิเศษจากทางโรงแรมฯ 1 ขวด และสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมาย ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 108,888++ บาท สำหรับห้องเวอรันดาห์ และราคาเริ่มต้นที่ 195,888++ บาท สำหรับห้องเวอรันดาห์ สวีท นอกจากนี้ ท่านสามารถสำรองวิลล่าริมแม่น้ำแบบ 1 ห้องนอนในราคาเริ่มต้นที่ 230,888++ บาท และราคาเริ่มต้นที่ 645,888++ สำหรับเพรสซิเดนเชียล วิลล่า แบบ 2 ห้องนอน (ราคานี้ไม่รวมค่าบริการและภาษี 17.7%) 

ก้าวเข้าสู่วันแรกของปี 1 มกราคม 2565  อย่างมีสไตล์ ร่วมรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน ณ ระเบียงริมน้ำของห้องอาหารไทย “พระนคร” หรือเปลี่ยนบรรยากาศด้วยรสชาติของอาหารจากชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่รังสรรค์ขึ้นและนำมาเสิร์ฟให้คุณถึงโต๊ะอาหาร ณ ห้องอาหาร “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ info.bangkok@capellahotels.com โทร. 02 098 3888 หรือคลิกชมกิจกรรมและงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้ ที่นี่ 

เรียบเรียง rhunrun

SMEG เปิดตัวเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติมอบมิติใหม่ของการดื่มกาแฟอย่างเพลิดเพลินได้อย่างง่ายดายที่บ้านของคุณเอง

SMEG (สเมก) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชั้นนำจากประเทศอิตาลี ขอแนะนำเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติใหม่ล่าสุด ชวนคุณลิ้มรสกาแฟสดที่หอมกรุ่นอย่างดื่มด่ำและสัมผัสได้ถึงความเพลิดเพลิน พร้อมความสะดวกสบายที่บ้านของคุณเอง

สุดยอดประสบการณ์ใหม่จากเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติของ SMEG ที่มีขนาดกะทัดรัด มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว สะกดทุกสายตาให้จับจ้องด้วยรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ มีให้เลือกทั้งสีดำด้าน สีขาว สีแดง และสีน้ำตาลอมเทา ซึ่งการออกแบบและสีสันใหม่นี้จะเข้ากับพื้นที่ของคุณได้อย่างลงตัว ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่แสนง่ายและรวดเร็ว เพียงเติมเมล็ดกาแฟที่คุณชื่นชอบแล้วเลือกเครื่องดื่มที่คุณต้องการจากเมนู ใช้งานง่ายเพียงแค่สัมผัสเดียว ด้วยระบบทำความร้อนแบบ Thermoblock กาแฟของคุณจะพร้อมเสิร์ฟภายในไม่กี่วินาที

SMEG ไม่พลาดที่จะมอบประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว ด้วยเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติที่ครอบคลุมทุกเมนูกาแฟที่คุณชื่นชอบ เช่น กาแฟดำ เอสเพรสโซ่ อเมริกาโน่ หรือกาแฟ Ristretto และยังมีหัวสำหรับตีฟองนม ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟใส่นม อย่างลาเต้ คาปูชิโน่ มัคคิอาโต และกาแฟ Flat White อีกทั้งยังง่ายต่อการบำรุงรักษา ด้วยตัวเครื่องที่สามารถปรับและถอดออกได้ ทำให้สามารถทำความสะอาดเครื่องได้อย่างง่ายดาย โดยการออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวสไตล์ยุค 50s  ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นสำหรับแบรนด์ SMEG ที่มีมาอย่างยาวนาน และแน่นอนว่าเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อเติมเต็มให้พื้นที่แห่งความสุขของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

พบกับเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ จาก SMEG ได้แล้วเดือนธันวาคมนี้ ที่ โชว์รูม Smeg Iconic Space และ Smeg Central Embassy  และสามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ช่องทางออนไลน์ http://www.smeg.co.th/home

เรียบเรียง rhunrun

“THE SLATE X FRED” การร่วมงานกันของรีสอร์ตสุดอาร์ตและแฟชั่นดีไซน์เนอร์มากไอเดียจากลอนดอน กับเสื้อผ้าสตรีทแวร์สำหรับทุกเพศ

The Slate รีสอร์ตระดับห้าดาวที่มีเอกลักษณ์ความเป็นอาร์ตอยู่ทุกอณู ที่เปรียบเสมือนศิลปะแนวหน้าและแฟชั่นชั้นสูง ฝีมือนักออกแบบร่วมสมัยระดับโลกอย่าง Bill Bensley ที่นำนักเดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันอันน่าทึ่ง ด้วยการผสานการตกแต่ง การบริการ ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่รีสอร์ตที่โดดเด่นแห่งนี้ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Design Hotels ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ผลงานงานศิลป์ใหม่ล่าสุดที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่ The Slate ขณะนี้ คือผลงานการสร้างสรรค์ร่วมกับ This Is Fred (ดิส อีส เฟรด) แบรนด์แฟชั่นล้ำสมัยจากลอนดอนที่มีไอเดียสุดบรรเจิดและล้ำสมัย โดยดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ เฟรเดอริก (เฟรด) มอร์ริสัน (Frederick (Fred) Morrison) ผู้ที่เคยได้นำเสนอคอลเลกชันของเขามาแล้วมากมายที่งาน Fashion Week อันทรงเกียรติในกรุงปารีสและเบอร์ลิน “This Is Fred” นับเป็นผู้บุกเบิกการรังสรรค์เครื่องแต่งกายที่เน้นเพศวิถีแห่งยุค ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมุมโค้งของรูปแบบสถาปัตยกรรม และความลื่นไหลของรูปทรงธรรมชาติ

ภายใต้ความร่วมมือครั้งใหม่ “The Slate” และ “This Is Fred” ได้สร้างคอลเลกชั่นพิเศษ “THE SLATE X FRED” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในที่โดดเด่นของ The Slate ตามวิสัยทัศน์ที่สวยงามของ Bill Bensley สไตล์โมโนโครมและการบรรจบกันของเงาที่แข็งและอ่อนนุ่ม เสื้อผ้าที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือแต่ละชิ้นมีแถบสีดำและสีขาว และมีมนต์ขลังเมื่อผ้าเคลื่อนไหว คอลเลกชันเสื้อผ้าสำหรับ Unisex ประกอบด้วยกางเกงขายาว เสื้อปอนโช แจ็กเก็ต และไอเท็มอื่น ๆ อีกมากมาย

ความร่วมมือที่ไม่เหมือนใครครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักที่รีสอร์ตและชาวภูเก็ตได้ชมและซื้อเสื้อผ้าแนวสตรีทที่มีสไตล์ของ This Is Fred ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก คอลเลกชันดังกล่าวจะจัดแสดงที่ Shades ซึ่งเป็นพื้นที่แกลเลอรีของ The Slate ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป และแต่ละชิ้นจะมีจำหน่ายที่ The Stockroom ร้านขายสินค้าสุดอาร์ตภายในรีสอร์ตและช่องทางออนไลน์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเริ่มต้นวางแผนการเดินทางสู่โลกแห่งศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่นที่ The Slate ที่ www.theslatephuket.com

เรียบเรียง rhunrun

The Standard, Hua Hin จุดหมายใหม่ที่ต้องไปเยือน

รอกันมานานตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีโรงแรม The Standard ในไทย แต่มาทีก็มาเหนือความคาดหมาย เพราะเผยโฉมแห่งแรกคือที่หัวหิน และเป็นรีสอร์ตบนพื้นที่กลางเมืองหัวหินแต่มีหาดทรายที่สวยตลอดปี ดีไซน์ที่แฝงด้วยความสบายและเป็นมิตรในทุกจุด นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่คุณต้องมาเยือนว่ารีสอร์ตที่ฮิปจริงจังของยุคนี้ต้องเป็นอย่างไร

ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามีโอกาสไปชมรีสอร์ตในเครือที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงตั้งแต่มีข่าวว่าจะมาเปิดในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เพราะ The Standard จะพลิกทุกสิ่งจากมาตรฐานเดิมให้เหนือความคาดหมายโดยมีตัวอย่างในนิวยอร์ก ลอนดอนหรือแม้แต่มัลดีฟส์ แต่ที่หัวหินจะเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกที่ The Standard สร้างทุกสิ่งขึ้นมานับตั้งแต่การเลือกโลเคชั่นที่เป็นหาดสวยสุดท้ายของหัวหินที่มีหาดทั้งปี(บางหาดจะถูกน้ำขึ้นรุกให้หาดหายในบางฤดู) และทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหัวหินจริงๆ 

นอกจากต้นไม้ที่ร่มรื่นซึ่งเกิดจากการดีไซน์ตัวสถาปัตยกรรมเพื่อหลบให้ต้นไม้ที่อยู่มาก่อน บางต้นมีอายุหลายสิบปี อย่างต้นจามจุรีกลางลานสนามหญ้าด้านในนั้นถูกล้อมด้วยตัวอาคารที่ออกแบบให้เป็นกรอบของสนามหญ้าที่ตั้งของจามจุรีต้นนั้นให้ดูโดดเด่นด้วยรูปทรงที่แผ่กิ่งก้านเสมือนผู้อาวุโสที่รอทักทายทุกคน ตัวอาคารหลักที่เป็นห้องพักมาตรฐานนั้นดีไซน์ให้มีฟาสาดสวยแปลกตาเป็นครีบกันแดด (Fin)ประดับตัวอาคารแต่การเรียงซ้อนเหมือนเกล็ดทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ ดีไซน์ของที่นี่เน้นฟังก์ชั่นควบคู่ไปกับความสวยงาม 

The Standard, Hua Hin รีสอร์ตสุดฮิพติดชายหาดที่โดดเด่นด้านงานดีไซน์ ด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 178 ห้อง และพูลวิลล่า 21 หลัง ตั้งแต่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงแรมเลยที่ชวนฉงนว่าติดผิดกลับหัวหรือเปล่า แต่นี่คือมาตรฐานของ The Standard ที่ต้องพลิกทุกสิ่งให้เหนือความคาดเดา เมื่อมาถึงส่วนบริเวณต้อนรับและเป็นที่นั่งพักผ่อนในบรรยากาศกึ่งกลางแจ้ง โดยมี The Juice Café อยู่ใกล้ๆ กัน ทั้งสถาปัตยกรรมและสวนสวยทุกอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน และมีช็อปที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์พิเศษสำหรับที่นี่และมีเทียนรูปทอร์โซชายและหญิงที่โด่งดังของแบรนด์นี้จำหน่ายอีกด้วย แต่ที่ชอบอีกอย่างก็คือคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนนอกจากที่นี่ 

ส่วนที่พักแบบวิลล่านั้นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่เพียบพร้อมทุกสิ่งและแวดล้อมด้วยสวนสวย โดยมีลานตรงกลาง บางหมู่วิลล่ามีต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สำหรับนั่งสันทนาการ หรือจะจะจัดปาร์ตี้ ถ้าครอบครัวใหญ่ไปสามารถจองพักที่วิลล่าแล้วแยกกันอยู่ในวิลล่าแต่ละหลังโดยมีสวนและลานตรงกลางเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลาง แต่ถ้ามาสองคนหรือครอบครัวเล็กๆ ก็แยกอยู่ตามวิลล่าเป็นสัดส่วนมีความเป็นส่วนตัว 

สำหรับสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ไม่ใช่แค่รูปทรงหรือการเลือกสีของกระเบื้องที่กรุในสระ แต่การออกแบบตัวสระว่ายน้ำก็เน้นฟังก์ชั่นที่คุณจะคาดไม่ถึง พื้นรอบๆ สระเป็นผลงานวาดด้วยมือจากศิลปินกราฟิตี้ชาวเกาหลี คือมีที่นี่ที่เดียวแน่ๆ แต่ไม่ต้องกลัวว่าเวลาเดินผ่านไปมาจะมีคนมาห้ามว่าที่เหยียบอยู่นี้คืองานกราฟิตี้เพราะงานดีไซน์ของที่นี่คือให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขที่แวดล้อมด้วยดีไซน์เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้สวยแต่ทุกคนต้องเกร็งที่จะใช้สอย


 ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังเป็นที่ที่มีอาหารอร่อยอย่างห้องอาหารและบาร์ Lido ที่เสิร์ฟความอร่อยสไตล์อิตาเลียนให้คุณได้ลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหรือพาสต้าขอบอกเลยว่าเด็ดจริง โดยห้องนี้จะให้บริการตั้งแต่มื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือจะเป็นมื้อเย็นกับครอบครัว มื้อเช้าจะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่สั่งไข่แบบต่างๆ อย่างที่คุณต้องการได้  The Juice Café เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพหรือจะมาเติมเต็มความสดชื่นให้ร่างกาย คาเฟ่มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิดตั้งแต่กาแฟคั่วสด สมูทตี้ น้ำผลไม้คั้นสดหรือสกัดเย็น และของทานเล่นแบบเฮลท์ตี้

สำหรับมื้อสุดโปรดริมชายหาดคงหนีไม่พ้นที่ Praça บ้านพักตากอากาศดั้งเดิมของที่นี่ที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างไร้ที่ติ เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์อิซากายะ รสชาติดั้งเดิมจับคู่กับค็อกเทลหรือไวน์เลิศรส อาหารไทยที่นี่รสจัดจ้านมาก ขอให้มาชิม การเสิร์ฟแบบอิซากายะทำให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ติดใจแกงคั่วปูใบชะพลู, หมูย่าง, พล่าปลาทูน่าเสิร์ฟกับข้าวเกรียบทำจากข้าวเหนียว อยากทราบว่าอร่อยแค่ไหนต้องไปลองชิม

ส่วนใครที่อยากมาเติมพลัง พร้อมปรนิบัติผิวให้ครบครัน The Spa ตอบโจทย์ อีกหนึ่งสถานที่ในโรงแรมที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การทำสปาแบบเดิมๆ ให้ไม่เหมือนเคย ตกแต่งด้วยโทนสีสันสดใสแต่เรียบง่ายสบายตาเข้าถึงความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ประกอบกับห้องทรีตเมนต์ส่วนตัวสี่ห้องทั้งแบบคู่และแบบเดี่ยว ตามด้วยเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่าผสมผสานการทำทรีตเมนต์แบบดั้งเดิมให้คุณรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสดชื่น

The Standard, Hua Hin พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นี้ ด้วยสองโปรโมชั่นสุดพิเศษ สแตนดาร์ด ไทม์* มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เข้าพักสามารถเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์ได้ตามเวลาที่สะดวก รวมไปถึงแพ็คเกจ สโตว์อะเวย์ ลอง สเตย์ สเปเชียล* สำหรับเข้าพัก 3 คืนติดต่อกัน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน, ส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม, ส่วนลด 15% สำหรับรายการนวดและทรีตเม้นท์ในเมนูสปาที่ The Spa, ส่วนลด 15% สำหรับบริการซักรีด, การใช้บริการอุปกรณ์เรือคายัคและกระดานบอร์ดพายเรือแบบยืน (SUP) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/วัน, และส่วนลดสูงสุดถึง 30% จากราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ขณะที่ทำการจองห้องพัก เปิดให้จองก่อนใครได้แล้ววันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพิ่มเติมได้ที่ shh.reservations@standardhotels.com หรือ www.standardhotels.com 

*โปรโมชั่นเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข

ดีไซน์คลาสสิกที่ไม่ว่าใครก็ถือได้! Jonah Hill เลือกถือ Hermes Birkin สีดำสุดหรูร่วมแสดงในภาพยนตร์ “Don’t Look Up”

ดีไซน์คลาสสิกที่ไม่ว่าใครก็ถือได้! Hermes รุ่นไอคอนิกอย่าง Birkin บนแขนของ Jonah Hill จากตัวอย่างภาพยนตร์ “Don’t Look Up”

ที่เจ้าตัวได้ร่วมแสดงกับซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดทั้ง Leonardo DiCaprio , Meryl Streep และ Jennifer Lawrence เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่ากระเป๋าสุดหรูดีไซน์จากยุค 80’s และเป็นที่ต้องการของหลายคนเรื่อยมานั้นเหมาะกับทุกเพศทุกคาแรคเตอร์จริงๆครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

การผจญภัยครั้งใหม่ตามเส้นขอบฟ้ากับ Montblanc Explorer Ultra Blue กลิ่นหอมเท่ๆสำหรับนักสำรวจผู้รักการผจญภัยและโดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจจากสีฟ้าของธรรมชาติ

สีฟ้าเป็นสีของท้องฟ้าและน้ำทะเล สีสันของยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและทะเลสาบที่กว้างใหญ่ บนเส้นขอบฟ้าของนักผจญภัยทุกคนสีฟ้าเป็นสีเชิญชวนให้คุณออกไปค้นพบและออกเดินทางสำรวจ นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับน้ำหอมใหม่ของ Montblanc นั่นคือ Explorer Ultra Blue

ซึ่งเป็นคำเชิญชวนที่ไม่อาจต้านทานได้เพื่อโอบกอดจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของนักสำรวจและเริ่มต้นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่กับกลิ่นหอมใหม่นี้ เป็นน้ำหอมใหม่ล่าสุดในตระกูล Montblanc Explorer ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019เพื่อเป็นการยกย่องความหลงใหลในการออกเดินทางสำรวจและมรดกทางวัฒนธรรมของ Maison ในฐานะเพื่อนเดินทางที่ไว้วางใจของนักสำรวจมาเกือบ 115 ปีกลิ่นหอมลำดับที่สองในตระกูล Montblanc Explorer ของ Maisonได้รับการยอมรับจากนักผจญภัยรุ่นใหม่, บทบาทที่ท้าทายและผู้ที่มองหาซึ่งคงไว้จุดหมาย

เริ่มต้นการเดินทางกับกลิ่นหอมใหม่นี้ผ่านน่านน้ำอันแสนกว้างใหญ่

บทกวีของสีฟ้าแห่งธรรมชาติ Montblanc Explorer Ultra Blue เป็นการเฉลิมฉลองความเชื่อมโยงของ Maison กับธรรมชาติและด้วยส่วนผสมที่โดดเด่นของซิตรัส, วู้ดดี้และมารีนที่สะท้อนให้เห็นถึงกลิ่นหอมนี้ นักเดินทางท่องโลก 3 คนและมีความสามารถพิเศษในการรังสรรค์ของ Givaudan นั่นคือ Jordi Fernandez , Olivier Pescheux, และ Antoine Maisondieu ได้รวมตัวกันเพื่อพัฒนากลิ่นหอมแบบดั้งเดิมที่เหมาะกับนักสำรวจในปัจจุบันซึ่งปลุกความปรารถนาที่จะค้นพบสีฟ้าของธรรมชาติ นั่นคือท้องฟ้า, ทะเลสาบและภูเขา

เปิดสัมผัสแรกด้วยท็อปโน๊ตของ Montblanc Explorer Ultra Blue อธิบายได้ว่าเป็นความเปล่งประกายและความมีชีวิตชีวาจากส่วนผสมของ Italian bergamot และ citrus และเพิ่มสัมผัสด้วยpink peppercornและมอบความเผ็ดร้อนที่แสนสดชื่นแนวกลิ่นวู้ดดี้ที่ชวนให้นึกถึงส่วนผสมของ pepper และ elemi ซึ่ง Marine accord เป็นหัวใจสำคัญของน้ำหอม ความลุ่มลึกของน้ำสีฟ้าที่เกิดจากการผสมผสานของ citrus, marine และ airy notes ทำให้เกิดความสดชื่นดั่งทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์มาพร้อมลมทะเลที่พัดมาแผ่วเบา ความสดชื่นของ iodine, watery, salty และ airy notes ที่ตัดกับ grey amber notes ที่จุดแวะพักสุดท้ายบนเกาะสุลาเวสีในอินโดนีเซีย

ปิดท้ายด้วยเบสโน๊ตของ patchouli คุณภาพเยี่ยมที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ Montblanc ออกจากโลกมืดที่คุ้นเคยพร้อมเปิดแง่มุมที่มาพร้อมธรรมชาติ จากนั้น patchouliผสมผสานเข้ากับ refined woods มอบกลิ่นแนว earthy และ rich base ตามด้วย leathery

การสำรวจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยส่วนผสมและความเชี่ยวชาญเพื่อนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ความ การเดินทางของ Montblanc Explorer Ultra Blue ที่เข้มข้นและสดชื่นที่ไม่มีที่สิ้นสุดไม่ได้จบลงด้วยความหอม

น้ำหอมที่บรรจุอยู่ในขวดถูกสร้างสรรค์ด้วยงานศิลปะและงานฝีมือชั้นเลิศของ Montblanc

ยังคงเดินทางต่อไปด้วยการออกแบบตัวขวดที่ยอดเยี่ยมคงไว้ซึ่งประเพณีอันยาวนานของ Maison กับฝีมือชั้นเยี่ยมในทวีปยุโรปโดยมีจุดสำคัญอยู่ที่เยอรมนี, อิตาลีและฝรั่งเศส รังสรรค์ขึ้นด้วยมือในMaison’s Pelleteriaในเมืองฟลอเรนซ์ ตัวขวดถูกหุ้มด้วยหนังพิมพ์ด้วยลวดลาย Saffianoที่หรูหราซึ่งใช้กับการสร้างสรรค์เครื่องหนัง Montblanc ตั้งแต่ปี 1962 และตกแต่งด้วยสัญลักษณ์Montblanc ที่ผลิตในโรงงานของ Montblancในฮัมบูร์กฝาเป็นโลหะสี white metal มันเงาและสลัก“ Montblanc Explorer” อย่างหรูหราด้วยการดูและและใส่ใจในรายละเอียดสูงสุดในเรื่องของการออกแบบและคุณภาพ ฐานของขวดแก้วเผยให้เห็นสัญลักษณ์ Montblanc star ที่สื่อถึงสื่อถึงธารน้ำแข็งทั้งหกบนเทือกเขาที่สูงที่สุดที่เต็มไปด้วยหิมะMontblanc Explorer Ultra Blue ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นน้ำหอมสำหรับนักผจญภัยไม่ใช่แค่เป็นแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยนอกจากนี้น้ำหอมยังมาในขนาดพกพาสำหรับการเดินทางในขนาด 30 มล. ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถพกพาได้สะดวกสบายช่วยให้นักเดินทางสำรวจนำน้ำหอมติดตัวไปได้ทุกที่

MONTBLANC – EXPLORER ULTRA BLUE

100ml 4,250 THB

60ml 3,250 THB

เรียบเรียง rhunrun