Saint Laurent Rive Droite Bruno V. Roels การร่วมงานกันระหว่างแบรนด์หรูคาแรคเตอร์เท่กับศิลปินที่โดดเด่นทั้งงานภาพถ่ายและงานเขียน

Saint Laurent Rive Droite จัดนทรรศการสุดพิเศษเพื่อต้อนรับศิลปินชาวเบลเยียม Bruno V. Roels ซึ่ง Anthony Vaccarello ได้คัดเลือกผลงานศิลปะของเขาในจำนวน 8 ชิ้นเพื่อนำมาจัดแสดงในปารีส รวมถึง LOOKING FOR PARADISE (MIAMI VICE GRAND), 2021 และ 15 งานศิลปะในลอสแองเจลิสซึ่งรวมถึง LOOKING FOR PARADISE #2, 2022 เนื่องในโอกาสนี้ ยังมีแม็กกาซีน Fanzine ฉบับที่ 2 วางจัดจำหน่ายในร้านร่วมกับรูปถ่ายและผลงานของ Bruno V. Roels อีกด้วย

Bruno V. Roels แบ่งเวลาระหว่างการเขียนและการถ่ายภาพ ซึ่งสำหรับเขาแล้วนั้น การพิมพ์ (เปลี่ยนภาพถ่ายให้เป็นวัตถุที่จับต้องได้) มีความสำคัญไม่แพ้การถ่ายภาพ โดยเขาได้ถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง บันทึกเรื่องราวทั้งชีวิตของเขา และสร้างคลังภาพถ่ายที่ สำคัญจำนวนมาก และมีต้นปาล์มเป็นหลักในภาพถ่ายเพราะสำหรับเขาแล้ว ต้นปาล์มเป็นสัญลักษณ์และเป็นที่รู้จักได้ตลอดเวลาเนื่องจากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ Anthony Vaccarello ได้เลือกที่จะสร้างกลุ่มสินค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยใช้ต้นปาล์มเป็นไกด์ไลน์สำหรับคอลเล็กชั่นนี้ โดยใช้รูปถ่ายของ Bruno V. Roels เป็นภาพพิมพ์ ซึ่งประกอบไปด้วยคอลเล็กชั่นสำหรับผู้ชายและสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ลายสก๊อต ผ้าขนหนูพิมพ์ลายชายหาด จาน ที่รองแก้วไม้ ที่เขี่ยบุหรี่ รองเท้าผ้าใบ และผ้าพันคอไหม โดยมีวางจัดจำหน่ายภายในร้านและบน YSL.COM

rhunrun เรียบเรียง

Mercedes-Benz: The Reinvention of Tomorrow ค่านิยมใหม่ของคำว่าพรีเซนเตอร์รถยนต์ ที่เป็นการแทนที่ภาพจำเดิมๆด้วยการให้ความสำคัญและคุณค่ากับความหลากหลาย

เทคโนโลยี ค่านิยม และความคิดของผู้คน คือสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตลอดเวลา “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ผู้นำของโลกยนตรกรรมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย(diversity) และความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่องเสมอมา จึงต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มจากการเปลี่ยน “ค่านิยม” ที่อยู่คู่กับงานจัดแสดงรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

นั่นก็คือวัฒนธรรมการใช้ “พรีเซนเตอร์” ที่ทุกคนรู้จักในนาม “พริตตี้” ที่ช่วยโปรโมทรถยนต์ในงานอีเวนต์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย จนอาจส่งผลต่อมุมมองของคนไทยที่มีต่อ “พริตตี้” และหลาย ๆ ครั้งก็ส่งผลกระทบกับคุณค่าของผู้หญิงและอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพวกเธอ

เพราะคุณค่าของแต่ละบุคคล อยู่ที่หลากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่เพศสภาพ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยการสร้างนิยามใหม่ เพื่อให้พรีเซนเตอร์คนนี้ถูกให้เกียรติ และสร้างจุดยืนใหม่ ๆ ในวงการ ด้วยการนำเสนอ

พรีเซนเตอร์…ที่ไม่จำกัดเพศ สีผิว หรือรูปร่าง                                                                        

พรีเซนเตอร์…ที่ไม่จำเป็นต้องแต่งตัววาบหวิว

พรีเซนเตอร์…ที่ได้รับการอบรมเรื่องรถยนต์ และมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ให้ข้อมูลอย่างแม่นยำ

เราเรียกพวกเขาว่า “Digital Guide” (ดิจิทัล ไกด์) กลุ่มคนที่จะมาทำหน้าที่ในการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ในงานจัดแสดงรถยนต์ทุกงานในประเทศไทย โดยเป็นการแสดงจุดยืน ผ่านทางภาพยนตร์โฆษณาหนึ่งเรื่อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Reinvention of Tomorrow ว่านี่เป็นเพียงหนึ่งสิ่งที่เราเปลี่ยน เพื่อสร้างค่านิยมใหม่และแนวคิดใหม่ของงานแสดงรถยนต์

..และยังมีสิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์รอคุณอยู่

rhunrun เรียบเรียง

NTS & BOTTEGA VENETA ประกาศเปิดตัว BOTTEGA RADIO รายการวิทยุรายเดือนเพื่อสนันสนุนผลงานของนักดนตรีและนักสร้างสรรค์หน้าใหม่

NTS ผนึกกกำลังกับแบรนด์แฟชั่นสุดหรู Bottega Veneta เป็นพันธมิตรด้านวัฒนธรรมและรายการวิทยุรายเดือน เฉลิมฉลองผลงานเบื้องหลังการทำดนตรีโดยการร่วมงานกันของนักดนตรีหน้าใหม่และนักดนตรีระดับตำนาน

NTS x Bottega Veneta เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายนและดำเนินต่อไปทุกเดือนตลอดปี 2565 จะเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้อยู่อาศัย NTS และดารารับเชิญผ่านชุดซาวด์สเคปทางดนตรีที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ซึ่งออกอากาศภายใต้ชื่อใหม่ของ Bottega Radio โดยตอนแรกนำเสนอ Tim Zha หรือ Organ Tapes ผู้คลั่งไคล้ autotune ที่ร่วมงานกับ Jazmin จาก L.A ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีละตินและพิธีกรประจำรายการ NTS อย่าง Como La Flor

ซีรีส์นี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 7 เมษายน โดยจัดปาร์ตี้ขึ้นที่ Stone Nest ในย่าน West End ของกรุงลอนดอน โดยมีดีเจและการแสดงสดจากบอสใหญ่ของ PLZ Make It Ruins อีกทั้งผู้ร่วมฟีทเจอริ่งกับ Frank Ocean อย่าง Vegyn นักดนตรีแนวฮิปฮอปผู้รักในการสร้างสรรค์ผลงานอย่าง Slauson Malone นักร้อง R’n’B สุดเท่ Liv.e และ Dean Blunt ผู้ซึ่งเกินคำบรรยาย

 ตอนแรกของ Bottega Radio ออกอากาศทาง NTS 2 เวลา 18:00 น. วันที่ 8   เมษายน โดยมี Organ Tapes และ Como La Flor เข้าร่วมรายการ: ฟังย้อนหลังผ่าน NTS ที่นี่

rhunrun เรียบเรียง

Kimpton Kitalay Samui รีสอร์ตแรกของแบรนด์คิมป์ตันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและความหรูหราไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เข้าถึงง่ายแต่ก็มากด้วยรายละเอียด ให้ทริปวันหยุดของคุณมีสไตล์และประทับใจกว่าครั้งไหน  

คิมป์ตัน คีตาเล สมุย รีสอร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตสุดหรูระดับโลก เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างสมการรอคอย ด้วยแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของชาวสมุย ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านการบริการแสนประทับใจสไตล์คิมป์ตัน ร้านอาหารและบาร์อันเป็นที่รักของชาวสมุย รวมถึงดีไซน์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ความหรูหราแต่เข้าถึงง่ายเอาไว้ในที่เดียวกันอย่างโดดเด่นและลงตัว

คีตาเล เกิดจากการเชื่อมคำไทยสองคำระหว่างคำว่า ‘คีตะ’ ที่หมายถึง บทเพลงหรือการขับร้อง และคำว่า ‘เล’ ที่นอกจากจะมีความหมายว่าทะเลแล้ว ยังรวมไปถึงวิถีชีวิตแห่งท้องทะเลอีกด้วย ‘คีตาเล’ จึงเปรียบเสมือนกับบทเพลงจากท้องทะเล ที่ได้รับการขับกล่อมอย่างก้องกังวานไปทั่วทั้งพื้นที่ของรีสอร์ต เพื่อเฉลิมฉลองวิถีแห่งชีวิตของลูกหลานชาวเลในหมู่บ้านชาวประมงท้องถิ่น ที่มากไปด้วยเรื่องราวและวัฒนธรรมอันงดงามและเรียบง่าย

รีสอร์ตคิมป์ตัน คีตาเล สมุย ตั้งอยู่บริเวณหาดเชิงมน ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสมุย เพียงไม่กี่นาทีจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย และเป็นรีสอร์ตติดชายหาดเพียงแห่งเดียวบนเกาะสมุยที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์หมู่บ้านชาวประมง พร้อมความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัวของหาดเชิงมนที่ห่างไกลจากความพลุกพล่านและวุ่นวาย

“เกาะสมุยขึ้นชื่อในด้านความงามอันน่ามหัศจรรย์และเสน่ห์ของชุมชนชาวเกาะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในการสรรค์สร้างประสบการณ์สำหรับแขกผู้เข้าพักในรีสอร์ตของเรา ตามแบบฉบับวิถีชีวิตชาวสมุย พร้อมทั้งการนำเสนอเอกลักษณ์และความเฉพาะตัวของคิมป์ตัน อาทิ Social Hour ช่วงเวลาพิเศษในช่วงเย็นของทุกๆ วัน โปรแกรมสำหรับสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่คุ้นเคยของคิมป์ตัน และประสบการณ์ความหรูหราที่เข้าถึงได้ จากพนักงานในรีสอร์ตทุกท่าน ที่พร้อมให้บริการเหนือระดับและปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจ ” คุณไมเคิล แจนเซ่น ผู้จัดการทั่วไปของคิมป์ตัน คีตาเล สมุย กล่าว

มนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวประมงใกล้ชิดกับท้องทะเล คือแรงบันดาลใจของรีสอร์ตแห่งนี้ ที่ความร่วมสมัยและกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิมได้รับการออกแบบอย่างลงตัว โดย P49 Deesign บริษัทออกแบบชั้นนำของประเทศไทย ได้ประยุกต์ใช้เศษไม้จากเรือประมงมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ชวนให้ย้อนนึกถึงอดีต จนกลายมาเป็นการออกแบบที่เหนือกาลเวลา เช่น งานศิลปะจากช่างฝีมือชาวไทย การตกแต่งด้วยสีเอิร์ธโทน และระเบียงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกลียวทะเล ที่ทำให้ห้องพักและพูลวิลล่าจำนวน 138 ห้องมีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยลวดลายกระเบื้องไทยบนพื้นห้องน้ำ และงานศิลปะชิ้นเอกบนผนัง 

ทุกห้องพักจะมาพร้อมกับเสื้อคลุมอาบน้ำสีฟ้าน้ำทะเลจากผ้าทอมือเนื้อนุ่ม ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษโดยเฉพาะจากช่างตัดเสื้อท้องถิ่น และลำโพงบลูทูธพกพากันน้ำจาก Marley No Bounds ซึ่งในทุกห้องพักยังมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษที่จะมอบประสบการณ์การผ่อนคลายที่เหนือระดับด้วย amenities กลิ่นซิกเนเจอร์เฉพาะของรีสอร์ตอย่างเกลือทะเลและพิมเสน (Sea salt and Patchouli) ที่มีให้บริการทั้ง bath bombs, bath salts และ milk baths นอกเหนือจากนี้แล้วแขกทุกท่านยังสามารถติดต่อ Face Mask Sommelier เพื่อขอรับคำแนะนำและจัดเตรียมกลิ่นสำหรับมาส์กโดยเฉพาะสำหรับช่วงเวลาแห่งการแช่น้ำผ่อนคลาย

โปรแกรมอาหารและเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมเป็นส่วนสำคัญของโรงแรมคิมป์ตัน ทั่วโลก โดย คิมป์ตัน คีตาเล สมุย มีร้านอาหารที่โดดเด่นและน่าดื่มด่ำด้วยกันถึง 5 แห่ง โดยเริ่มจาก LANAI Bar & Lounge นิยามใหม่ของห้องสมุดที่มาพร้อมประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยเมล็ดกาแฟที่ผ่านคัดสรรมาอย่างดี รวมถึงกาแฟไทย Single Origin ใบชาที่ถูกเก็บเกี่ยวมาด้วยมือ (Artisan Tea) และสุราท้องถิ่น อันดับต่อไปคือ Fish House Restaurant & Bar ร้านอาหารริมชายหาดที่เปิดให้บริการทั้งวัน

โดยมีเมนูอาหารทะเลคลาสสิกมากมาย รวมทั้งเมนูอาหารทะเลที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ด้วยรสชาติแห่งความสดใหม่ของวัตถุดิบและความจัดจ้านดั้งเดิมจากน้ำจิ้มรสเด็ดที่พลาดไม่ได้  แขกผู้เข้าพักยังสามารถแวะผ่อนคลายจิบค็อกเทลริมสระน้ำ ทำกิจกรรมต่างๆ บนชายหาดได้ที่ SHADES Ocean Lounge and Pool Bar หรือจะเลือกรับประทานอาหารที่คาเฟ่สไตล์ไทยอย่าง Boho ที่ให้บริการตลอดทั้งวันก็ได้เช่นกัน พร้อมเพลิดเพลินไปกับเวิร์คช็อปการทำเบเกอรี่ พร้อมเมนูสร้างสรรค์มากมาย ทั้งเบเกอรี่ ขนมหวาน ชาสูตรพิเศษ และน้ำผลไม้สกัดเย็นสดใหม่ทุกวันได้ที่ HOM Baking Company 

โปรแกรมไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของรีสอร์ต ถือเป็นดีเอ็นเอของคิมป์ตัน ที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์สำหรับแขกผู้เข้าพักให้น่าจดจำเสมอ โดยเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรม Morning Kickstart ดื่มชากาแฟ และพูดคุยกันที่ล็อบบี้เพื่อพร้อมรับวันที่ดี ไปจนถึงกิจกรรม Kimpton’s Social Hour ที่แบรนด์ตั้งใจจะให้เป็นพื้นที่และช่องทางให้คนในพื้นที่ท้องถิ่นและแขกผู้เข้าพักจากต่างถิ่นได้พบปะพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนมุมมองความคิด และเรื่องราวที่ได้เจอมาในแต่ละวัน ที่ขาดไปไม่ได้แน่นอนสำหรับ Kimpton Kitalay Samui’s Furry Guest Programme โปรแกรมพิเศษสำหรับเพื่อนซี้สี่ขา ที่เพียบพร้อมไปด้วย amenities และขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง อาทิ Spirulina Ice Cream หรือแม้แต่ประสบการณ์ Pet Spa Day ที่รอต้อนรับอยู่

นอกจากนี้ยังมี Junio Kid’s Club ขนาด 500 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของคิมป์ตัน คีตาเล สมุย ที่สร้างขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจจากท่าเรือที่มีชีวิตชีวา โดยออกแบบมาให้เหมาะแก่การวิ่งเล่นและการเรียนรู้จากการผจญภัย การออกสำรวจที่น่าตื่นเต้น โดยไม่ใช้เทคโนโลยีในการสร้างบรรยากาศใด เพื่อเปิดโลกจินตนาการให้กับแขกตัวน้อยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด รวมทั้งกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อให้แขกตัวน้อยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาทิ กิจกรรมทำผ้ามัดย้อม การสานใบมะพร้าว

ด้วยจิตวิญญาณแห่งการใส่ใจในสุขภาพที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของร่างกาย Pimãanda by HARNN พร้อมให้แขกทุกท่านได้ผ่อนคลายด้วยบริการซิกเนเจอร์ 14 ขั้นตอน หรือ “Paradise of Wondrous Sea” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรำมโนราห์จากจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทย เริ่มต้นด้วย กษิธารา หรือการอาบน้ำนม ก่อนขัดผิวด้วยสครับจากไข่มุกธรรมชาติเตรียมผิวให้พร้อมเปล่งประกาย และ  Trio of Bliss หรือการนวดน้ำมันอุ่นที่ผสมผสานเทคนิคการนวดสามแบบเข้าไว้ด้วยกัน นอกเหนือจากยิมที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงแล้ว แขกผู้เข้าพักก็ยังสามารถเลือกผ่อนคลายในสระว่ายน้ำของรีสอร์ตและสระว่ายน้ำส่วนตัวในวิลล่าได้เช่นกัน หรือจะยืดเส้นยืดสายด้วยโปรแกรมฤๅษีดัดตน สุดยอดภูมิปัญญาไทยเพิ่มสมาธิและระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย

พบข้อเสนอห้องพักราคาพิเศษ เริ่มต้นที่ 8,400++ บาทต่อคืน เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการของรีสอร์ต โดยแขกทุกท่านจะได้รับอภินันทนาการอัพเกรดห้องพักทันที พร้อมรับเครดิตจำนวน 2,500 บาท สำหรับใช้บริการที่สปาของรีสอร์ต ร้านอาหารหรือบาร์ และรับเครื่องดื่มค็อกเทลซิกเนเจอร์สองแก้วที่บาร์ LANAI สำหรับผู้ที่จองห้องพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่www.kimptonkitalaysamui.com  

F gg T ng

a ot o

rhunrun เรียบเรียง

เตรียมเดินทางรับวันหยุดอย่างมีสไตล์ด้วยกระเป๋าเดินทางสองสีใหม่จาก RIMOWA ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันสดใสและภูมิทัศน์อันโดดเด่นของประเทศแทนซาเนีย

RIMOWA แบรนด์กระเป๋าเดินทางชื่อดังระดับตำนานจากประเทศเยอรมนี ได้สร้างสรรค์แคปซูลคอลเลคชั่นที่เกิดจากการร่วมกันของกระเป๋าเดินทางรุ่น Essential และกระเป๋าสะพายข้างรุ่น Personal Polycarbonate Cross-Body Bag เพื่อปรับเปลี่ยนจินตนาการใหม่ด้วยสองสีสันอันโดดเด่น ที่ทำให้นึกถึงความงดงามอันน่าตื่นตาตื่นใจของภูมิทัศน์ในประเทศแทนซาเนีย

หนึ่งในประเทศที่มีภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศแทนซาเนียขึ้นชื่อด้านความงามของธรรมชาติ นับจากทุ่งราบ Serengeti สู่ยอดเขา Kilimanjaro ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ อันเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้รักสัตว์ตั้งอยู่ทางแอฟริกาตะวันออก และยังเป็นที่ตั้งของสัตว์ป่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทวีปมากมาย รวมถึงนกฟลามิงโกนับล้านตัว ที่มักบินมารวมกันที่น่านน้ำสร้างสีสันสดใสให้กับทะเลสาบทางตอนเหนือ เพื่อหาอาหารและผสมพันธุ์ ด้วยแรงบันดาลใจอันน่าตื่นตานี้ ทำให้ RIMOWA สร้างสรรค์สองโทนสีสันใหม่ ในโทนสี Flamingo โทนสีแดงที่สดใสและอิ่มตัว และโทนสี Azure เฉดสีฟ้าที่สงบเย็น และง่ายต่อการใช้งาน

โดยรู้จักกันดีในฐานะกระเป๋าเดินทางที่ผลิตจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตเป็นครั้งแรกของโลก RIMOWA รุ่น Essential คือเครื่องยืนยันถึงคุณภาพอันยอดเยี่ยมในด้านการออกแบบและวิศวกรรมการผลิตจากประเทศเยอรมนี ซึ่งคอลเลคชั่นสีสันล่าสุดนี้ได้รับการจับคู่สีอย่างเชี่ยวชาญ ระหว่างสีแดง Flamingo และ สีฟ้า Azure ที่เข้าคู่กันอย่างลงตัว ตั้งแต่ความมันเงาจากกระเป๋าด้านนอก ไปจนถึงตราป้ายสัญลักษณ์ และล้อกระเป๋า

ซึ่งผลิตขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค จนสัมผัสได้ถึงนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่อยู่ทั่วทุกซอกมุมของกระเป๋า ทั้งคันชักที่ปรับระดับได้ และระบบล้อ Multiwheel ช่วยให้มั่นใจกับประสบการณ์การเดินทางแบบไร้ขอบเขต นอกจากคอลเลคชั่น Essential นี้แล้ว ยังมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีขนาดกะทัดรัดอย่างกระเป๋าสะพายข้างRIMOWA Personal ซึ่งสร้างสรรค์จากลวดลายลอนคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบเดียวกันกับกระเป๋าเดินทาง พร้อมวางจำหน่ายในโทนสีฟ้า Azure 

กระเป๋าเดินทางคอลเลคชั่น RIMOWA Essential สองสีใหม่ล่าสุด มี 3 ขนาดด้วยกัน คือ RIMOWA Essential Cabin in Flamingo หรือ Azure, the RIMOWA Essential Check-In L in Flamingo หรือ Azure, the RIMOWA Essential Trunk Plus in Flamingo หรือ Azure มาพร้อมกับกระเป๋าสะพายข้าง รุ่น the RIMOWA Personal Polycarbonate Cross-Body Bag พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ร้าน RIMOWA

rhunrun เรียบเรียง

F gg T ng

a ot o

Saint Laurent จับมือร่วมงานกับสตูดิโอพฤกษศาสตร์ชื่อดัง WIFE เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะจากพืชและดอกไม้ในร้าน Saint Laurent Rive Droite 

Saint Laurent จับมือร่วมงานกับสตูดิโอพฤกษศาสตร์ WIFE ในบรู๊คลินเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะจากพืชในร้าน Saint Laurent Rive Droite สาขาปารีสและลอสแองเจลิส

ศิลปินและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Sophie Parker ของสตูดิโอ WIFE NYC คำนึงถึงโลกของพฤกษศาสตร์นับว่าเป็นงานประติมากรรม จากประสบการณ์ของเธอในฐานะจิตรกรและศิลปินทัศนศิลป์ Sophie Parker ผสมผสานงานฝีมือเข้ากับความออร์แกนิก งานของเธอมีจุดมุ่งหมายเพื่อท้าทายแนวคิดสุดคลาสสิกในเรื่องของการจัดดอกไม้ด้วยการจินตนาการถึงรูปแบบความดั้งเดิมและเสนอวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับสิ่งที่ “เป็นธรรมชาติ”

โดย Anthony Vaccarello ต้องการผสมผสานความเป็น Saint Laurent ในด้านสถาปัตยกรรม วัสดุ และสีสันเข้ากับสภาพแวดล้อมทางพฤกษศาสตร์ของนักออกแบบ Sophie Parker ซึ่งงานศิลปะหลายชิ้นกำลังจัดแสดงขึ้น ณ ร้าน Saint Laurent Rive Droite ทั้งสองสาขาที่ปารีสและลอสแองเจลิส

rhunrun เรียบเรียง

ไปชมเรื่องราวและบรรยากาศของร้าน Officine Universelle Buly แบรนด์น้ำหอมคาแรคเตอร์เท่ที่ยกเอาบานหน้าต่างสไตล์ปารีสมาเชื่อมต่อการผจญภัยในด้านความคิดสร้างสรรค์ที่กรุงเทพ

ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ร้าน Officine Universelle Buly แห่งใหม่ได้เปิดตัวขึ้นในกรุงเทพฯ ที่เซ็นทรัลชิดลม โดยนับเป็นการเปิดหน้าใหม่ของเรื่องราวการผจญภัยไปยังทั่วโลกของ Officine Universelle Buly ในเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ที่มี
วัดวาอารามกว่า 425 แห่ง

ในเมืองหลวงที่เปี่ยมไปความมีชีวิตชีวาอย่างน่าเหลือเชื่อ ที่ซึ่งนวัตกรรมบรรจบกับประเพณีผ่านงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ Officine Universelle Buly เป็นเหมือนสถานที่พักผ่อนแห่งอวกาศเวลาในทศวรรษ 1950s

เมื่องมองดูอย่างละเอียดแล้ว ทันทีที่คุณเดินเข้าร้าน คุณจะรู้สึกราวกับว่านาฬิกาหยุดหมุน พื้นที่ที่เหนือระดับของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลมได้หลีกหนีวงล้อแห่งกาลเวลา โดย Officine Universelle Buly ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่แห่งนี้พร้อมมอบความประณีตตามแบบฉบับฝรั่งเศส ด้วยเทียนหอม ผลิตภัณฑ์หายากต่าง ๆ น้ำหอมสูตรน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอีกมากมาย

Officine Universelle Buly ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของอดีต ผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมร่วมสมัยที่ดีที่สุด พร้อมรับประกันความเป็นเลิศในด้านคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ การดูแลและปรนนิบัติถูกคิดค้นขึ้นใหม่ภายใต้ตราประทับที่มีความเป็นธรรมชาติ และความลับด้านความงามที่สืบทอดต่อรุ่นสู่รุ่น Officine Universelle Buly เดินทางข้ามกาลเวลาโดยการแผยแพร่ความรู้ความชำนาญ ที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จของเหล่าความงามที่ล้ำเลิศ

คุณคงเคยเดินผ่านร้าน Officine Universelle Buly ของเราในกรุงปารีส ที่ซึ่งแวดล้อมด้วยวัฒนธรรมของความเป็นเลิศ พร้อมแต่งตั้งพนักงานเป็นผู้พิทักษ์ความเชี่ยวชาญที่สืบทอดกันมา ร้านของเราเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยหยุดเวลาและสร้างมนต์เสน่ห์ให้ทุก ๆ การเยี่ยมชมของคุณ

การเปิดร้านแห่งแรกในประเทศไทย Officine Universelle Buly ได้เรียกจิตวิญญาณของ กอร์บูซีเยร์ (Corbusier) ด้วยเส้นตรงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันอย่างยิ่ง โดยนำเอาองค์ประกอบการตกแต่งท้องถิ่นมาผสมผสานและเคลือบเงาด้วยภาพวาดและครั่ง

 
 
 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

โพสต์ที่แชร์โดย Officine Universelle Buly 1803 (@officine_universelle_buly)

การรวมกันของสถาปัตยกรรมในอดีตอย่าง “Tropical Modernism” ที่ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงหนึ่งเมตรได้อย่างลงตัว

เราขอเชิญให้ลองเดินเล่น เข้ารับการดูแลที่สืบทอดต่อกันมา และความเป็นธรรมชาติท่ามกลางเคาน์เตอร์หินอ่อน ไม้อันล้ำค่า และหน้าต่างกระจกดั่งในอดีต

“บรรยากาศสุดพิเศษของร้านแห่งนี้เป็นการระลึกถึงยุคของคุณเตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งเซ็นทรัล กรุ๊ป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้กลายเป็นสถานที่ที่วัฒนธรรมท้องถิ่นพร้อมโอบรับความคิดใหม่ ๆ และรับเอาความอาจหาญในด้านสถาปัตยกรรมเข้ามาอย่างเต็มเปี่ยม ร้านของเราที่เซ็นทรัลชิดลมมีรากฐานมาจากยุคสมัยนี้ ที่ความทันสมัยเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ที่ซึ่งทุกสิ่งอย่างสามารถปลุกเร้าได้ เช่นเดียวกับการผจญภัยครั้งใหม่ของเรากับ Officine Universelle Buly”

ฮามดาน ตูอามิ ผู้อำนวจการฝ่ายศิลป์

บริการห่อของขวัญ

Officine Universelle Buly เลือกใช้ “Journal de l’Empire” หรือกระดาษในสีสันสดใสที่มีความหรูหรามาใช้เพื่อให้แน่ใจว่า ของขวัญแต่ละชิ้นของคุณจะออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลายตารางหมากรุก ลายดามาส์ก หรือแพตเทิร์นสีสันที่สดใส ช่วยขับเน้นพื้นผิวที่เหมือนหนัง และมอบคุณภาพที่โดดเด่นให้กับของขวัญของคุณ พนักงานของเรามีความเชี่ยวชาญในศิลปะออริกาตะ หรือศิลปะการห่อของขวัญแบบญี่ปุ่น โดยสามารถพับกระดาษอย่างมีศิลปะเพื่อสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่คุณอาจไม่อยากแกะออกมาเลยทีเดียว 

บริการประทับชื่อ

ชื่อย่อของผู้รับที่เปี่ยมสุขนั้นถูกประทับลายบนกระดาษห่อ ทำให้เกิดความงดงามที่เป็นที่สุดและความเป็นเอกลักษณ์ของตราประทับ พนักงานของเราจะประดับของขวัญที่ห่อไว้ด้วยริบบิ้นและประทับตัวอักษรเพื่อเติมเต็มความหรูหราเป็นรายละเอียดสุดท้าย 

บริการเขียนอักษรวิจิตร

เพื่อให้สอดคล้องกับมรดกทางปรัชญาของ Officine Universelle Buly เราจึงมีความตั้งใจที่จะนำการคัดลายมือกลับมาใช้ให้มากขึ้นในทุก ๆ วัน การเขียนอักษรวิจิตรเป็นกระบวนการเขียนที่คู่ควรแก่การรังสรรค์ออกมาจากปลายปากกาของช่างฝีมือดีที่สุด เพราะการเขียนตัวอักษรอย่างถูกต้องเป็นวิธีที่สง่างามที่สุดในการสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมไว้ในความทรงจำและในหัวใจ 

บริการสลักชื่อ

(เริ่มให้บริการตั้งแต่มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป)

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของใด ๆ ที่คุณนำมาให้เรา ก็สามารถกลายเป็นของขวัญชิ้นพิเศษได้เมื่อผ่านมืออันเชี่ยวชาญของเรา ไม่ว่าคุณจะซื้อจาก Officine Universelle Buly (ทั้งสบู่ หวี แปรงสีฟัน หรืออื่นๆ) หรือซื้อมาจากที่อื่น เราสามารถสลักชื่อให้ได้ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับการมุ่งแสวงหาความสง่างามและการเสริมแต่งเฉพาะบุคคลของเราที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เราพร้อมตกแต่งแอคเซสซอรี่ชิ้นโปรดด้วยนามสกุลหรือชื่อย่อของคุณ 

rhunrun เรียบเรียง

 
 
 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

โพสต์ที่แชร์โดย Officine Universelle Buly 1803 (@officine_universelle_buly_th)

F GG T NG
A O O

พูดคุยกับบอม – ดนุภพ กมล แห่ง Muzik Move ผู้ที่คอยซัพพอร์ตในงานเบื้องหลังและเป็นดั่งลมใต้ปีกให้ศิลปินมากมายรีดศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้

– จาก sound engineer สู่ผู้บริหารค่ายเพลง

“พอผมเรียนจบ ผมก็เริ่มงานแรกที่ More Music ของพี่ป้อม (อัสนี โชติกุล – สมาชิกวงอัสนี-วสันต์) ในฐานะ sound engineer เลยครับ” บอม – ดนุภพ กมล Vice President ไฟแรงแห่ง Muzik Move เริ่มบทสนทนากับเราด้วยรอยยิ้ม “เริ่มจากการอัดเสียงให้ศิลปินในค่าย มีทั้งอัสนี-วสันต์, Zeal, Blackhead และ Instinct ตอนนั้น More Music เป็นค่ายร็อคที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง หลังจากนั้นผมก็ย้ายมาเป็นฝ่ายมิกซ์เสียงที่ GMM Studio ทำให้กับวง Potato, เอ็ม – อรรถพล, บอย Peacemaker และ Getsunova พอผมเริ่มอิ่มตัวในอาชีพนี้ แต่ยังอยากเติบโตไปอีกขั้นในสายอาชีพนี้ ผมเลยเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Music Business Management ที่ประเทศอังกฤษครับ

“และก็จังหวะดีที่เรียนจบมา พี่ป้อมก็ย้ายมาก่อตั้งสหภาพดนตรีพอดี แกเลยชวนผมมาทำด้วยกัน” เขายิ้ม “เป็นสเต็ปแรกที่ได้ทำงานฝั่ธุรกิจในตำแหน่งการตลาด เป็นพนักงานทั่วๆ ไปเลยครับ แล้วก็ค่อยๆ เติบโต ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสหภาพดนตรีรีแบรนด์เป็น Muzik Move มีศิลปินมากขึ้น มีทีมผู้บริหารใหม่ๆ เข้ามา ทั้งพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) และก็มีคุณจุ๊บ (วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี) ขึ้นเป็นบิ๊กบอส รับตำแหน่ง MD ผมจึงได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารฝั่ง business ของบริษัทจนถึงทุกวันนี้ครับ”

– ค่ายเพลงที่ทำเพลงจากความต้องการของศิลปิน

“ทิศทางของ Muzik Move จริงๆ เริ่มต้นจากไอเดียของทั้งพี่ฟองเบียร์และคุณจุ๊บที่จะสร้างค่ายเพลงโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศิลปินเป็นหลัก” สีหน้าเขาดูภูมิใจเมื่อพูดถึงจุดนี้ “เหมือนเราจะสร้างบริษัทโดยยึดอยู่กับศิลปิน เหมือนกับปณิธานของพี่ป้อมที่ก่อตั้งสหภาพดนตรีตั้งแต่แรกล่ะครับ เราก็ต่อยอดจากตรงนั้นมา” ถ้ามีปณิธานที่แน่วแน่ขนาดนั้นแล้ว และได้เห็น Muzik Move เติบโตขนาดนี้ ดีใจและภูมิใจมากแค่ไหนกัน เราถามทั้งๆ ที่ก็น่าจะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก “ก็ดีใจนะครับ จากที่รีแบรนด์วันนั้น มาจนถึงวันนี้ที่มีศิลปินในสังกัดเกือบ 50 ศิลปินแล้ว ยังนึกถึงก้าวแรกของน้องอิ้งค์ (วรันธร เปานิล) และน้องเอิ๊ต (ภัทรวี ศรีสันติสุข) ตอนนั้นอยู่เลยครับ”

นับตั้งแต่วันที่รีแบรนด์มาจนถึงวันนี้ Muzik Move ย่างเข้าขวบปีที่หก มีค่ายเพลงย่อยในสังกัดอยู่ถึง 8 ค่ายเพลง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคนฟังดนตรีให้ครอบคลุมที่สุด “วันแรกของเรา เราเริ่มต้นที่สามค่ายเพลงเท่านั้นครับ” บอมเล่าย้อนอดีตด้วยสีหน้าภูมิใจ “พี่ฟองเบียร์ดูแลค่าย Me Records ที่มีดีเอ็นเอเป็นเพลงร็อค ส่วนพี่พล (คชภัค ผลธนโชติ – มือกีตาร์วง Clash) ก็ดูแล Boxx Music เป็นสไตล์อินดี้ป็อปฟังสบายๆ ส่วนค่ายที่สามคือ Muzik Move Records ชื่อเดียวกับบริษัท โดยมีพี่โอ๊บ (เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆการ) คอยดูแล เริ่มต้นจากตรงนี้ครับ ส่วนค่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมานี่ผมขอเรียกว่าแตกเซ็กเมนต์ออกมาดีกว่าครับ”

บอมอธิบายว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทรนด์การฟังเพลงของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยแยกเป็นเซ็กเมนต์อย่างเห็นได้ชัด “คนฟังเพลงในแนวที่เฉพาะมากขึ้น ความเป็น mainstream มันหายไปเยอะมาก ทิศทางของบริษัทก็เลยเลี้ยวไปในทางเดียวกัน คือแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ มากขึ้น อย่างค่าย Home Run Music ของพี่ติ๊ก (กฤษติกร พรสาธิต – วง Playground) ก็มีน้องเบล (วริศรา จิตปรีดาสกุล) กับเพลง ‘เอาปากกามาวง’ ก็จะเป็นค่ายที่ดูศิลปินที่มีลักษณะของทีนไอดอล ส่วนพี่พลเองที่ประสบความสำเร็จกับค่าย Boxx Music แล้วก็แตกค่ายออกมาเป็น Zircle Muzik ซึ่งถ้าเทียบกับค่ายเก่า ค่ายนี้ก็จะดูมีความเป็นเด็กหลังห้อง ตามสไตล์ดีเอ็นเอชาวร็อคของพี่พลล่ะครับ”

ความฝันของบอมในฐานะคนในอุตสาหกรรมวงการดนตรีนั้นเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งใหญ่ในคราวเดียวกัน “ความฝันจริงๆ คือผมอยากสร้างค่ายเพลงร่วมกับพี่ๆ ที่ผมเคารพ และเป็นค่ายเพลงที่ตอบโจทย์ของศิลปินในค่ายน่ะครับ” อีกครั้งที่เขายิ้มอย่างมีความสุข “ความสุขของผู้บริหารอย่างพวกเราคือการได้เห็นศิลปินได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ โดยมีเรายืนซัพพอร์ตให้กำลังใจอยู่ข้างๆ อย่างในงานคอนเสิร์ตแรกของน้องอิ้งค์ที่ชื่อว่า Just a Little Bliss concert ที่มีคนดูประมาณห้าร้อยคน เป็นเวทีแรกที่คนซื้อบัตรมาดูน้อง มาช่วยอิ้งค์ร้องเพลงในอัลบั้มแรกได้ทุกเพลง อิ้งค์ยืนร้องไห้บนเวที ส่วนทีมงานทุกคนรวมทั้งตัวผมและพี่พลก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างเวที นี่เป็นโมเมนต์ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราอยากจะซัพพอร์ตให้ศิลปินได้ทำสิ่งที่เขาอยากจะทำ” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สเกลคอนเสิร์ตของอิ้งค์ขยายจากเวนิวเล็กๆ มาจนถึง Voice Space และอิงค์ก็พร้อมจะขึ้นแสดงที่ Impact Arena เร็วๆ นี้แล้ว “ผมหวังว่าโควิดจะซาลงจนกระทั่งเราจะจัดคอนเสิร์ตให้น้องได้ภายในปีนี้ครับ” บอมกล่าวอย่างมีความหวัง

ก่อนที่เราจะปิดบทสนทนากับบอม เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาแอบคิดถึงช่วงเวลาที่เขาเป็น sound engineer อยู่บ้างไหม และคำตอบของเขาก็ทำให้เราเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ไม่ทิ้งความฝันของเขาสักอย่างจริงๆ “ผมยังแอบทำงานมิกซ์เสียงให้กับศิลปินในค่ายบ้างครับ แอบทำในเวลาที่พอว่างบ้าง และกลายเป็นว่าสนุกกับมันมากขึ้นไปอีกครับ”

Photographer: Napat Gunkham

Author: Pacharee Klinchoo

เรียบเรียง rhunrun

กลับมาทำดนตรีทั้งที เบน – ชลาทิศ อีกหนึ่งศิลปินผู้มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นจึงขอปล่อยเพลงในอัลบั้มใหม่ให้ฟังแบบจัดเต็มตลอดปี 2022

การกลับมาในรอบเจ็ดปี

เชื่อว่าผู้อ่านที่กำลังถือนิตยสารฉบับนี้อยู่ในมือ คงจะได้ฟังเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ ซิงเกิลใหม่ในรอบเจ็ดปีของเบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ กันบ้างแล้ว ไม่เพียงแต่แฟนคลับหลายๆ คนจะดีใจกับการที่เบนกลับมาทำเพลงอีกครั้ง เจ้าตัวเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันตอนให้สัมภาษณ์กับเรา “ถ้าเอาความรู้สึกจริงๆ เลย ผมรู้สึกเหมือนเป็นศิลปินใหม่มากๆ” เบนเกริ่น “เพราะด้วยขั้นตอนการทำอัลบั้ม [ใหม่ชุด] นี้ มันไม่เหมือนสมัยตอนที่เราอยู่ Bakery Music ที่เราทำงานอยู่กับพี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) ซึ่งอารมณ์เหมือนกึ่งๆ สำเร็จรูปแล้ว แต่สำหรับโปรเจกต์อัลบั้มใหม่นี้ เรานับหนึ่งตั้งแต่ต้นครับ ต้องเริ่มหาลูปกลองและต้องคิดว่าเราจะทำเพลงอะไรดี เลยทำให้ผมย้อนกลับไปตอนที่ทำ Monotone กับเพื่อนๆ ครับ” และการหวนคืนสู่วงการดนตรีครั้งนี้ เบนได้ถือโอกาสมาสังกัดค่าย Tero Music ด้วย “เราอยากจะส่งเพลงไปให้ถึงคนฟังได้กว้างมากที่สุดครับ คือถ้าเรามองศักยภาพตัวเองในฐานะศิลปินอิสระ ผมไม่มีเวลาไปโฟกัสเยอะขนาดนั้น เพราะยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำ ผมเลยรู้สึกว่าเรามีพี่ๆ ของ Tero Music ที่เราไว้ใจและเป็นมืออาชีพอยู่ แล้วเราก็มีหน้าที่แค่สร้างสรรค์เพลงของเราครับ”

จากนั้น เบนก็เล่าถึงแรงบันดาลใจของเพลง ‘Destiny’ ก่อนเป็นเพลงแรก “คือ Facebook มันขึ้นแจ้งเตือน ‘On This Day’ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของผมกับแฟน แล้วจังหวะมันได้พอดีครับ ตอนที่ผมเขียนเนื้อเพลงนี้ ผมรู้สึกถึงเวลาที่เราแลกแหวนและมองกัน ให้คำสัญญากันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป [อีกทั้ง] บนโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะเกิดขึ้น – ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนมาเจอกันเท่านั้น – แล้วผมก็เป็นคนคนหนึ่งที่เชื่อในโชคชะตา จึงขอมอบเพลงนี้ให้ทุกๆ คนด้วย ไม่ใช่แค่จะฉลองงานแต่งงานของผมอย่างเดียวครับ” ขณะที่เบนเล่า ทุกคนในกองนั่งฟังเงียบ ซาบซึ้งกับเรื่องราวไปพร้อมๆ กัน

“ส่วนเรื่องของเพลง ‘วงกลม’ ก็ไม่พ้นเรื่องความรักเหมือนกันครับ ในหลายๆ ครั้ง เวลาที่เราจะมีความสุขกับแฟนใหม่ หรือคิดว่าชีวิตเราสมบูรณ์แบบ มันก็จะมีอะไรสักอย่างที่ ‘แวบ’ เข้ามาถึงเหตุการณ์กับคนโน้นคนนี้ คือช่วงเวลา [เก่าๆ] เหล่านั้นก็ไม่ได้เลวร้ายนะ แม้จะไม่ได้จบลงด้วยดี แต่ ณ วินาทีนั้นที่มันแวบขึ้นมา ก็ทำเอาจี๊ดอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมเลยเขียนเพลงนี้ขึ้นเพื่อบอกตัวเองว่า บางทีความทรงจำอาจย้อนกลับมาทำให้เราเจ็บปวดได้ แต่เราก็สามารถอยู่กับมันอย่างแข็งแรงและเข้าใจมากขึ้นได้” เบนพูดถึงที่มาที่ไปของซิงเกิลที่สอง

– สองทศวรรษบนเส้นทางดนตรี

เมื่อตอนต้นการสัมภาษณ์ เบนกล่าวสั้นๆ ถึงช่วงแรกเริ่มในวงการดนตรีของเขา เราจึงนึกขึ้นได้ว่า ไม่นานมานี้ เบนก็ได้ลงโพสต์ Facebook ครบรอบ 20 ปีที่เขาขึ้นคอนเสิร์ตต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกร่วมกับวง Monotone เราจึงให้เขาสะท้อนความรู้สึกของตนในช่วงสองทศวรรษนี้ “ตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาก็เหมือนกับว่าผมเป็นกระปุกออมสินอันหนึ่งที่คอยหยอดประสบการณ์ ความสุข และอื่นๆ เข้ามาในตัว ซึ่งแต่ละช่วงเวลานั้นก็มีคุณค่าในตัวเองครับ” ถึงแม้ว่าระยะหลังๆ เราจะเห็นเบนในบทบาทอื่นอย่างพิธีกรและนักแสดงเสียมากกว่า แต่การเป็น ‘ศิลปิน’ คือสิ่งที่เบนรักมากที่สุดไม่เคยเปลี่ยน “ผมต้องขอบคุณการเป็นนักร้องของผมนะ ที่สามารถต่อยอดไปเป็นโน่นนี่นั่นได้ และต้องขอบคุณคนที่ให้โอกาสเราด้วย แต่การร้องเพลงนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่า มาสิ! มันคือตัวตนของเราครับ” จากนั้น เบนก็พูดถึงปณิธานของตนในอนาคต “ผมไม่เคยวางแผนว่าพออายุ 40 แล้วจะหยุด อายุ 50 ให้อยู่บ้านทำธุรกิจ ผมแค่คิดว่าในชีวิตผมจะทำอย่างไรให้ร้องเพลงไปได้จนกว่าจะร้องไม่ไหวครับ”

– แด่ครอบครัว ความหลากหลายทางเพศ และดนตรี

เราชวนเบนพูดคุยต่อถึงชีวิตครอบครัวของเขา เนื่องจากเราเห็นว่าครอบครัวของเบนก็ช่วยทำลายมายาคติคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เชื่อกันมายาวนานว่าจะต้องมีแค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น “ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก [ครอบครัวของตัวเอง] นะ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น และผมเชื่อว่า บางทีกรอบที่เกิดขึ้น ก็เป็นแค่กรอบของคนกลุ่มหนึ่งที่บัญญัติไว้ให้เป็นข้อห้าม หรือเป็นเพียงมุมมองความคิดของคนในยุคหนึ่งซึ่งอาจส่งผลมาถึงปัจจุบัน แต่ว่ายุคนี้ก็เป็นยุคที่คนกล้าออกมาพูดกันมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนแค่ชายรักชายก็โดนจับแล้ว”

นอกจากนี้ เบนยังพูดถึงอิทธิพลของดนตรีที่ช่วยผลักดันชุมชน LGBTQ+ มาโดยตลอด “อย่างสมัยก่อน การที่สังคมเกย์จะเปิดกว้างขึ้น ให้นึกถึงตอนที่เพลง Vogue ของมาดอนนา (Madonna) ดังๆ จากแค่สังคมเกย์เล็กๆ ที่คนชุมนุมกันทุกวันหยุดในคลับเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็เริ่มกระจายออกไปทั่วโลก ทุกคนรู้จักและเต้นตามเพลง Vogue ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าดนตรีก็ส่งผลต่อสังคมโลกในแต่ละยุคสมัยมานานมากแล้วครับ” เขาเล่าเสริม

“ขอฝากติดตามเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ กันก่อนนะครับ ส่วนระยะเวลาที่จะถึงนี้ ผมก็จะมีผลงานใหม่ปล่อยออกมาเรื่อยๆ เพราะว่าอัลบั้มนี้จะมีทั้งหมด 12 เพลงด้วยกัน หวังว่าทุกคนจะไม่เบื่อเบน – ชลาทิศ กันไปเสียก่อน เพราะไหนๆ ก็ห่างหายไปนานมากแล้วครับ” เบนกล่าวทิ้งท้าย และเราเชื่อว่า ทุกครั้งที่ศิลปินคนนี้สร้างสรรค์บทเพลงใหม่ออกมา บทเพลงนั้นก็จะมอบความสุข และจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังได้อยู่หมัดเสมอ

ฟังเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ ได้แล้วผ่านทุกช่องทางสตรีมมิง และชมเอ็มวีทางช่อง Tero Music บน YouTube

“ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก [ครอบครัวของตัวเอง] นะ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น และผมเชื่อว่า บางทีกรอบที่เกิดขึ้น ก็เป็นแค่กรอบของคนกลุ่มหนึ่งที่บัญญัติไว้ให้เป็นข้อห้าม หรือเป็นเพียงมุมมองความคิดของคนในยุคหนึ่งซึ่งอาจส่งผลมาถึงปัจจุบัน”

เรียบเรียง rhunrun

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Direction by: Napat Roongruang 

Author: Peerachai Pasutan

ปะการังเทียม เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทย

จากโครงการ Seiko “Save The Ocean” ที่จัดขึ้นทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่ไปทำบ้านปลาปล่อยลงทะเลเพื่อเป็นที่ให้ปลาได้วางไข่ ปีนี้ได้มีการปล่อยปะการังเทียมที่มีรูปทรงคล้ายปะการังจริงอีกด้วย แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าปะการังเทียมมาจากไหน มีประโยชน์เช่นไร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เรารวบรวมคำตอบมาให้ตรงนี้


แน่นอนว่าท้องทะเลไทยมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติระดับ โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติทางทะเลที่สมบูรณ์ของประเทศไทย และมีเกาะมากมายที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะพีพี ความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผลที่ตามก็หนีไม่พ้นมลพิษทางทะเลทั้งขยะและการทำลายแนวปะการังจากเรือท่องเที่ยวรวมถึงนักดำน้ำ
ไซโก ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ในการเสริมสร้างแนวปะการังเทียมเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูปะการังเดิมที่ถูกทำลายไป และเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง โดยปะการังเทียมทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นจากซีเมนต์พิเศษขึ้นรูปโดยการใช้เทคโนโลยี 3D Printing (อ่านเรื่อง SEIKO Save the Ocean 2022 ที่ https://hommesthailand.com/2022/03/seiko-save-the-ocean-2022/)

ปะการังเทียมที่ใช้ในการปล่อยลงสู่ทะเลในครั้งนี้มีแบบสวยงามเสมือนปะการังจริงกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยวัสดุที่ใช้ผลิตจากปูนนั้นเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยทาง SCG พัฒนาแบบพื้นผิวให้เหมาะสมกับการยึดเกาะตัวอ่อนปะการังและดีไซน์ให้โครงสร้างมีความซับซ้อนเพื่อให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่อาศัย พร้อมช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน
ย้อนไปถึงการเริ่มต้นโครงการการทำปะการังเทียมหรือนวัตปะการังเกิดจากความร่วมมือของเอสซีจี โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือในการพัฒนาวัสดุ Advanced Materials ด้วยเทคโนโลยี 3D Cement Printing สำหรับเป็นฐานลงเกาะของตัวอ่อนปะการังและการปลูกปะการังธรรมชาติ สร้างต้นแบบปะการังเทียมรุ่นใหม่ที่มีความเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้เศษคอนกรีตรีไซเคิลเป็นส่วนผสมทดแทนหินปูนถึง 40%
ก่อนหน้านี้จะมีการพัฒนา ‘ปะการังเทียม’ แต่เทคโนโลยีที่ผ่านมาไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากยังมีจุดด้อยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ไม่คงทน ถูกพัดไปกับกระแสน้ำ จมลงในทราย ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้เวลาเข้ากับธรรมชาตินานเกือบ 10 ปี


นวัตปะการังนี้ไม่ใช่เพียงแต่มีประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ท้องทะเลไทย แต่จะช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงหากมีการจัดพื้นที่และส่งเสริมการท่องเที่ยวในการดำน้ำชมปะการังที่มีความสวยงามเสมือนจริง สร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพประมงที่ได้มีการพึ่งพาปะการังหรือปะการังเทียม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถทำการประมงได้ในปริมาณที่มาก ส่งผลให้เกิดรายได้ในชุมชน
ก่อนนั้นปะการังเทียมที่ทำในยุคก่อนฐานเป็นซีเมนต์ ทำโดยเทคนิคใช้การก่อสร้างปกติ รูปแบบที่ทำได้เป็นสี่เหลี่ยมหรือรูปโดม ถือเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยียุคนั้น แต่ ‘นวัตปะการัง’ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นผิวมีความซับซ้อน มีร่มเงามีซอกหลืบให้ปลาว่ายน้ำได้ ซึ่ง 3D Printing ตอบโจทย์โครงสร้างนี้ และเป็นสิ่งพิสูจน์ว่านวัตกรรมมีส่วนสำคัญ


‘นวัตปะการัง’ ยังสามารถพัฒนาไปในด้านระบบนิเวศทางทะเลแบบ ‘สวนสาธารณะปะการัง’ (Coral Park) เป็นศูนย์ข้อมูลด้านปะการังในรูปแบบ Smart Station สามารถติดกล้องและเครื่องวัดแสง เครื่องวัดอุณหภูมิ สามารถต่อยอดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสำหรับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารทะเลเพราะสามารถควบคุมระบบนิเวศน์เองได้
จากข้อมูลเอกสารของ SCG ปี 2020 นวัตปะการังหนึ่งชิ้นจะใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 6 รูป มูลค่าประมาณ 15,000 บาทต่อชิ้น สามารถปรับแต่งรูปแบบ และลักษณะทางโครงสร้าง รวมทั้งความซับซ้อนของช่องว่าง แสง และเงาให้เข้ากับสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่การติดตั้ง มีน้ำหนักเบาทำให้ขนย้ายได้ง่าย ถอดประกอบได้เป็นการลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายทางการขนส่ง และแรงงานในการติดตั้ง ที่สำคัญเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ใต้น้ำได้นานหลายสิบปี


ความยากในการพัฒนาปะการังเทียมคือต้องไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำและไม่จมไปกับผืนทราย เนื่องจากสิ่งที่กำลังจะเข้าไปคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
‘นวัตปะการัง’จึงเป็นที่เพาะพันธุ์ปะการังที่ต่อยอดจากธรรมชาติที่หักไป เป็นหลุมเป็นที่ฝังปะการังไปให้โตเร็วขึ้นด้วย ทั้งการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต เกิดการสร้างปะการังใหม่และระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ต้องสามารถมาใช้ชีวิตเสมือนว่าเป็นปะการังจริงๆ นวัตปะการังยังแก้ปัญหานักดำน้ำหน้าใหม่เตะปะการังได้อีกด้วย เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวสัมผัสหรือเตะจะไม่ทำให้นวัตปะการังเสียหาย


โดยการทดลองนำนวัตปะการังไปวางใต้ท้องทะเลในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2020 ในพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่เกาะสีชัง เกาะขาม เกาะล้าน เกาะยอ ฯลฯ เพียงแค่สี่เดือนก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัย ทั้งปลานกแก้ว ดอกไม้ทะเล รวมไปถึงปลาการ์ตูน นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังยังเป็นแหล่งเกาะตัวของปะการัง ทำให้เกิดการรวมตัวกันมากขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ
จะเห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนสำคัญไม่จำเป็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติจะต้องใช้วิถีธรรมชาติหรือใช้เวลาเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นคืนเพียงอย่างเดียว เราใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไปช่วยธรรมชาติได้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างรัดกุมถึงผลกระทบต่างๆ


ท้องทะเลไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจะด้วยการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรุกล้ำธรรมชาติอย่างมากเกินไป แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันข้างหน้าเราก็ต้องเปิดรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ที่ต้องการมาชมความสวยงามของท้องทะเลบ้านเรา แต่บทเรียนหนึ่งจากช่วงวิกฤติโควิด 19 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเวลาที่ท้องทะเลและธรรมชาติได้พักฟื้นอย่างแท้จริง ในอนาคตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราได้เตรียมช่วงพักให้กับธรรมชาติบ้างหรือไม่ และควรที่จะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจังและเข้มข้นเสียที