Seiko Save The Ocean Project #4

โครงการเพื่อคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมจากบริษัทไซโก (ประเทศไทย) ที่กลับมาอีกครั้งในปี 2021 โดยไซโก ได้ร่วมกับเหล่าพันธมิตร อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) จังหวัดกระบี่, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล กลุ่มแฟนพันธ์แท้ไซโก สื่อมวลชน และชุมชนชาวท่าเลน จังหวัดกระบี่ เพื่อคืนความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเล


โดยโครงการ Seiko Save The Ocean นี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และโครงการนี้เริ่มต้นมาจากแนวคิดที่แบรนด์ไซโกเอง ได้นำเอาแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาดำน้ำหลากหลายรุ่นมาจากท้องทะเล รวมถึงรุ่นสำคัญที่ผลิตเฉพาะในประเทศไทย อย่าง “พรอสเปกซ์ จิมเบ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ฉลามวาฬ” เพื่อวางจำหน่ายจนโด่งดังไปทั่วโลก ทางบริษัทฯ จึงมีความตั้งใจที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายนาฬิกา ไซโก จิมเบ และ นาฬิกา ไซโก เซฟ ดิ โอเชียน มาทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์กลับไปยังท้องทะเลไทย ซึ่งในครั้งนี้ได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ไซโก แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด มาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย


โดยกิจกรรมหลักคือร่วมกันสร้างบ้านปลาจากวัสดุธรรมชาติ ณ The Tubkkak Boutique resort ทำไมปลาต้องมีบ้าน บ้านปลาคือภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ช่วยหาแหล่งอนุบาลให้กับปลาตั้งแต่วางไข่ ลูกปลาเล็กๆ จะได้มีที่หลบภัย บางคนอาจจะสงสัยว่าธรรมชาติของปลาจำเป็นต้องมีบ้านหรือ ปลามีบ้านโดยธรรมชาติอยู่แล้วนั่นก็คือแนวปะการัง แต่ทุกวันนี้แนวปะการังถูกทำลาย ชาวประมงท้องถิ่นจึงต้องกาแหล่งอนุบาลปลาในธรรมชาติที่พวกเขาสร้างให้ปลาได้ นั่นก็คือบ้านปลาที่ทำจากโครงสร้างไม้เป็นรูปสามเหลี่ยม มุงด้วยใบมะพร้าวที่มัดให้ติดกับโครงบ้านปลา โดยทางมะพร้าวนี้เมื่อทิ้งไว้ในน้ำทะเลก็จะเป็นแหล่งพักของลูกปลาเล็กๆ ที่เพิ่งออกจากไข่ เมื่อเวลาผ่านไปทางมะพร้าวก็ย่อยสลายกลายเป็นอาหารปลาด้วย สำหรับบ้านปลานี้เมื่อทางมะพร้าวย่อยสลายไปแล้วสามารถนำเอาโครงไม้มาผูกกับทางมะพร้าวใหม่แล้วปล่อยลงทะเลอีกครั้ง


กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งท้องทะเลและชุมชน นำโดยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซโก ประเทศไทย นายฮิโรยูกิ อาคาชิ และเหล่าพันธมิตร ชาวบ้านชุมชนท่าเลนที่ร่วมกันสร้างบ้านปลาและสัตว์ทะเลที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติอย่างไม้และทางมะพร้าวเพื่อนำไปหย่อนกลางทะเลบริเวณอ่าวท่าเลนให้เป็นแหล่งอนุบาลปลาและสัตว์ทะเลให้ชุมชน ณ โรงแรมเดอะทับแขก บูทีค รีสอร์ท โดยกิจกรรมร่วมกันสร้างบ้านสัตว์น้ำในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มและขยายพันธ์สัตว์น้ำและให้ชุมชนมีแหล่งอาหารเพื่อนำมาเป็นรายได้แก่ครอบครัวต่อไป


นอกจากนี้ ยังรวมตัวกันพายเรือคายัคเพื่อเข้าไปในพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณท่าเลน แคนย่อนเพื่อร่วมกันปล่อยปูดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่คืนสู่ธรรมชาติเพื่อขยายพันธ์กว่า 1,000 ตัว โดยมีเป้าหมายถึงจะฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของท้องทะเลบริเวณป่าชายเลนให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

#Seiko #SeikoThailnd #SeikoProspex #SeikoSaveTheOcean2021 #CSR

Moët & Chandon x AMBUSH

Moët & Chandon ประกาศความร่วมมือระดับโลกครั้งแรกกับ Yoon นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่งโลก โดยความร่วมมือของ Moët & Chandon x AMBUSH จะแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครของ Yoon แต่ยังคงไว้ซึ่งคาแร็คเตอร์ของแบรนด์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน

ในการก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญและน่าสนใจนั้น Moët & Chandon ได้นำเสนอแพลตฟอร์มอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ Yoon นักออกแบบจากโตเกียว ที่ ณ ขณะนี้เปรียบเสมือนดาวรุ่งในกลุ่มนักออกแบบเชิงนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่นำวิสัยทัศน์อันสร้างสรรค์และทันสมัยมาสู่การทำงานร่วมกันกับ Moët & Chandon ในครั้งนี้ เหตุผลที่ Maison เลือกร่วมงานกับผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่น AMBUSH คนนี้ มาจากการได้รับรู้ถึงจิตวิญญาณของ Yoon ในการเป็นผู้บุกเบิกหรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ผู้ทำลายกฎ” แต่ยังคงไว้ซึ่งความเคารพอย่างยิ่งต่องานฝีมือ และ การถ่ายถอดความรู้ที่ได้รับการยกย่องตามกาลเวลา รวมถึงมีความปรารถนาร่วมกันที่จะใช้การออกแบบและความสร้างสรรค์อย่างร่วมสมัยในการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติเอาไว้

“ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับเกียรติในครั้งในในการออกแบบขวด Moët Impérial มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการได้รับสัญลักษณ์อันเป้นที่รู้จักของคนทั่วโลกจาก Moët & Chandon แต่ฉันเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน ที่จะนำสุนทรียภาพอันงดงามในสไตล์ของตัวเองมาสู่แชมเปญอันโด่งดังนี้” Yoon ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ AMBUSH กล่าว “ ในการเยี่ยมชม Epernay ของฉัน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทของผู้คนที่ Moët & Chandon ที่มีต่อธรรมชาติและดินแดนอันมีค่าของพวกเขา สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเลือก World Land Trust เพื่อรับการสนับสนุนจากแบรนด์ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลกด้วยกัน”


ตามค่านิยมของ Moët & Chandon สำหรับการมีความเอื้อเฝื้อเพื่อแผ่ต่อสังคมที่ส่งผลให้แบรนด์ค่อยๆ ขยายความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ปี 1743 ดังนั้นเผื่อสืบทอดค่านิยมและความตั้งใจนี้ Moët & Chandon จะบริจาคผลกำไรส่วนหนึ่งจากการขาย Moët & Chandon x AMBUSH ที่ผลิตในจำนวนจำกัด ให้กับ World Land Trust ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลระดับนานาชาติ ที่ปกป้องและอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของธรรมชาติที่ถูกคุกคาม ภารกิจของ World Land Trust คือการสนับสนุนพันธมิตรด้านการอนุรักษ์ในท้องถิ่นเช่น Fundación Jocotoco ในเอกวาดอร์ในความพยายามที่จะหยุดยั้งการทำลายระบบนิเวศและเพื่อปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ยังคงอยู่รอด
“เรารู้สึกขอบคุณสำหรับความตั้งใจของ Moët & Chandon ในการช่วยเรารักษาเขตสงวน Canandé ในป่า Chocó ของประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับป่าฝนอเมซอนแต่ถูกคุกคามมากกว่า” โจนาธาน บาร์นาร์ด ซีอีโอของ World Land Trust กล่าว “ ปัจจุบันสภาพป่าที่ยังสมบูรณ์เหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของป่าแห่งนี้ แต่ยังคงมีสัตว์อาศัยอยู่โดย 10 เปอร์เซ็นต์เป็นสัตว์สายพันธ์หายากที่ไม่สามรถพบที่ไหนบนโลกใบนี้ การสนับสนุนจากการทำงานร่วมกันของ Moët & Chandon x AMBUSH จะมีผลโดยตรงต่อการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า Chocó ไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ของสัตว์สายพันธุ์ที่เปราะบางและหายากเท่านั้น แต่ยังเพื่อต่อสู้กับสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย”
ความร่วมมือระหว่าง Moët & Chandon และ Yoon ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 152 ปีที่ขวดแชมเปญ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Moët Impérial ซึ่งถือเป็นแชมเปญสัญลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2412 ได้รับการออกแบบใหม่โดยศิลปิน Yoon ได้ผสมผสานความสวยงามแบบมินิมอลของเธอเข้าไปในดีไซน์ใหม่ มีการปรับคอขวดจากสีทองเป็นสีดำเข้มตัดกับฉลากที่มีลายนูนเป็นสีขาวเพื่อให้ได้ดีไซน์ที่ดูสะดุดตาซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างที่จะจุดประกายและนำพาไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและความสำเร็จที่รออยู่อีกด้านของผู้ที่กล้าที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

“พวกเราตื่นเต้นกับการได้ร่วมงานกับ Yoon ในครั้งนี้เพราะมันได้นำความสดใหม่ที่ไม่หยุดยั้งมารวมเข้ากับมรดกอันล้ำค่าที่มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษของ Moët & Chandon และสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้สร้างอนาคตที่สดใสส่งต่อให้สำหรับคนรุ่นต่อไป” Benoît Gouez, Cellar Master of Moët & Chandon

Moët Impérial ขวดลิมิเต็ดเอดิชั่นโดยมีความร่วมมือกับ Yoon ตัวขวดถูกบรรจุด้วยแชมเปญคุณภาพระดับเรือธงของแบรนด์ ที่นิยามด้วยความสดชื่นที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมของผลไม้และความกลมกล่องของรสชาติซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะทั้งหมดของ Moët & Chandon. Moët Brut Impérial ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและความหลากหลายของไร่องุ่นในแคว้นแชมเปญ โดยตัวแชมเปญมีโครงสร้างที่โดดเด่นและชัดเจนจากองุ่นพันธุ์ Pinot Noir เสริมด้วยความกลมกล่อมจากองุ่นพันธุ์ Meunier และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจากองุ่นพันธุ์ Chardonnay

Moët & Chandon x AMBUSH ลิมิเต็ดอิดิชั่นมีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ นอกเหนือจากนี้ยังมีจำหน่ายที่เลานจ์ บาร์ โรงแรมและร้านไวน์ชั้นนำทั่วโลก.

ABOUT MOËT & CHANDON
Moët & Chandon ก่อตั้งขึ้นในปี 1743 มีส่วนร่วมในการแนะนำแชมเปญให้กับคนทั่วโลกด้วยการนำเสนอไวน์ที่ไม่เหมือนใครที่สามารถดื่มได้ในทุกโอกาส ตั้งแต่ Moët Impérial ที่เป็นเอกลักษณ์ไปจนถึง Grand Vintage Collection และตั้งแต่ Moët Rosé Impérial ที่มีประหวัดมาอย่างยาวนาน ไปจนถึง Moët Ice Impérial ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งแชมเปญทุกตัวมาพร้อมรสชาติที่เมื่อได้ลิ้มลองแล้วทำให้รู้สึกถึงความสดชื่อของผลไม้และรสชาติอันกลมกล่อมที่มีเอกลักษณ์อันชัดเจนนับตั้งแต่ก่อตั้ง Moët & Chandon เป็นแชมเปญทางเลือกเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์หรือช่วงเวลาส่วนตัวที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่น่าจดจำในชีวิต Moët & Chandon มีรูปแบบของการเฉลิมฉลองที่บ่งบอกถึงช่วงเวลานั้นด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร

ABOUT WORLD LAND TRUST
World Land Trust (WLT) ปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญทางชีวภาพและถูกคุกคามมากที่สุดในโลกโดยเอเคอร์ต่อเอเคอร์ ผ่านเครือข่ายขององค์กรพันธมิตรทั่วโลก WLT ให้เงินทุนในการสร้างเขตสงวนและให้การคุ้มครองที่อยู่อาศัยและสัตว์ป่าอย่างถาวร ความร่วมมือได้รับการพัฒนาโดยองค์กรท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างสูงซึ่งมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและความมุ่งมั่นระหว่างชุมชน WLT ยังทำงานเพื่อสร้างความตระหนักในสหราชอาณาจักรและที่อื่น ๆ ถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์เพื่อปรับปรุงความเข้าใจและสร้างการสนับสนุนผ่านข้อมูลและการระดมทุน

Please drink responsibly.

7 กิจกรรมเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์

วันหยุดยาวช่วงสงกรานต์นี้ไหนๆ เราก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกันไม่ได้แล้ว ก็มาเที่ยวทิพย์กันดีกว่า สำหรับคนที่ไม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าถามว่าประเทศไหนที่มีคนไทยไปรวมตัวมากที่สุดช่วงสงกรานต์ทุกคนตอบได้ง่ายๆ ว่า ญี่ปุ่น และประเทศไหนจะเป็นประเทศแรกที่ทุกคนเลือกไปเที่ยวเมื่อพ้นวิกฤติโควิด 19 ก็ญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ


ดังนั้นโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จึงจัดงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมหลากหลายทั้งการแสดงดนตรี รวมไปถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและกิจกรรมมากมาย โดยจะจัดขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ช่วงวันหยุดยาวในวันสงกรานต์ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2564 เพื่อการเที่ยวทิพย์ที่สมบูรณ์แบบเรามาลิสต์สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้


1. มื้อค่ำที่ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ จะเปิดให้บริการ “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำวันเสาร์ในบรรยากาศแบบประเทศญี่ปุ่น โดย เชฟ เซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ (Sebastiaan Hoogewerf) หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef) ได้เตรียมรายการอาหารญี่ปุ่นเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เฉพาะในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564
เพื่อให้เป็นค่ำคืนพิเศษที่น่าจดจำ อาหารน่ารับประทาน ได้แก่ข้าวหน้าปลาดิบหลายชนิด ซาชิมิ ยากิโทริ (ไก่เสียบไม้ย่าง) โทริซึคาเนะ (เนื้อไก่บดย่าง) ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ อุด้งกับไข่ลวกออนเซ็น โอเด้ง ข้าวหน้าปลาแซลมอนรมควัน อีกทั้งยังมีอาหารนานาชาติให้บริการหลากหลายรายการ ตั้งแต่อาหารทะเลสด ๆ เสิร์ฟบนน้ำแข็ง อาหารทะเลปรุงร้อนย่างบนเตาบาร์บีคิว และรายการอาหารพิเศษทำสดใหม่จากครัว เช่น ตับห่านย่างซอสบัลซามิค “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำให้บริการตั้งแต่ 18.00 น ถึง 22.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 1,950 บาท ให้บริการอาหารพร้อมน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัด แค่นี้ก็เหมือนเราได้ไปดินเนอร์อยู่ในโตเกียวแล้ว


2.วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ เปิดให้บริการบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch) มื้ออาหารยอดนิยม สำหรับส่งท้ายวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเชฟ เซบาสเตียน จะคัดสรรเมนูน่ารับประทานหลากหลายสัญชาติมาให้บริการแก่ทุกท่าน ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอเมริกัน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย นอกจากนั้นยังมีอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อให้บริการเป็นอาหารพิเศษ ปรุงสดจานต่อจานให้บริการทุกท่านถึงโต๊ะ
ส่วนมุมอาหารญี่ปุ่นจะให้บริการซูชิและซาซิมิสดใหม่ตามฤดูกาล รวมไปถึงเมนูอาหารรับประทานเล่นแบบญี่ปุ่น อาทิ ทาโกะยากิ ยากิโทริ พิซซ่าญี่ปุ่น เทมปุระ และอื่น ๆ ไว้ให้ได้เลือกสรร บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ ให้บริการ ตั้งแต่ 12.00 น ถึง 15.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 2,800 บาท ให้บริการพร้อมชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้


3.สำหรับท่านที่ชื่นชอบขนมหวานแบบญี่ปุ่น พลาดไม่ได้กับการสอนทำ วากาชิ (Wakashi) หรือขนมหวานของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น คุณยูตะ ทาคะยะ (Yuta Takaya) จากร้าน กันยูโด (Gunyado) ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรรับเชิญสอนการทำวากาชิในครั้งนี้ วากาชิถือเป็นขนมหวานของญี่ปุ่นที่ถูกปั้นแต่งให้มีความงดงามอย่างปราณีตโดยใช้ศิลปะแบบญี่ปุ่น กิจกรรมสอนทำ วากาชิ จะจัดขึ้นที่บริเวณซูชิ บาร์ ห้องอาหารยามาซาโตะในวันที่ 11 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 14:00 – 15:30 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 8 ท่านเท่านั้น ราคาสุทธิเพียงท่านละ 1,400 บาท

4.ใครที่สนใจเรื่องการชงชาแบบญี่ปุ่น ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 กิจกรรมชงชาเขียวญี่ปุ่นโดยคุณจิตชญา สาระสมบัติ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชญา แอนด์ โค ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะชาและพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่จะมาสาธิตการชงชาญี่ปุ่น และให้บริการชาเขียวมัทฉะแบบญี่ปุ่นกับขนมหวานในสีสันอ่อนหวานของดอกซากุระ ขนมหวานอันลือชื่อของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยจัดการสาธิต 2 รอบ เวลา 13:00 น. และ 15:00 น.ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์ ในราคาสุทธิท่านละ 1,400 บาท


5.เที่ยวญี่ปุ่นแล้วเราจะพลาดมื้ออาหารแบบไคเซกิ ได้อย่างไร ช่วงหัวค่ำของวันที่ 12 เมษายน 2564 เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’(Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ร่วมกันรังสรรค์อาหารค่ำมื้อพิเศษ “ไคเซกิ” (Kaiseki) 7 รายการจับคู่กับสาเกชิชิเคน (Shichiken) สาเกชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น โดยมื้อค่ำแสนพิเศษนี้จะเริ่มด้วยการต้อนรับที่บริเวณส่วนต้อนรับบนชั้น 24 ของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จากนั้นคุณโคจิ ฮาร่า (Koji Hara) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาเก (Sake Sommelier) ชาวญี่ปุ่นจะให้บริการสาเกจับคู่กับอาหารมื้อค่ำ “ไคเซกิ” ชุดพิเศษทุกรายการ โดยอาหารมื้อค่ำจับคู่สาเกนี้ ราคาสุทธิ ท่านละ 3,750 บาท ให้บริการเฉพาะวันที่ 12 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 18:30 – 22:00


6.บ่ายวันสงกรานต์ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการฉลองวันสงกรานต์ยามเย็น ในงาน Aperol Sunset Lounge and Izakaya ที่บริเวณห้องอาหาร เอเลเมนท์ และบริเวณระเบียงของห้องอาหาร ชมวิวใจกลางเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สนุกสนานกับเพื่อนฝูงและครอบครัว พร้อมบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่นและเครื่องดื่มปรุงโดย เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม (Beverage Curators) ซิมโฟนี่ ลู แทมมารีน คูเปอร์ และ เจน แก้วยอด ให้บริการวันที่ 13 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 23:00 น. ราคาสุทธิท่านละ 990 บาท รวมเครื่องดื่ม 2 แก้ว และบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่น 1 ชนิด


7.เวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ เราก็ต้องคิดถึงดอกซากุระ ซึ่งอาจจะบานจนใกล้ร่วงหรือกำลังบานเต็มที่ในช่วงนั้นก็ต้องลุ้นกันไปในแต่ละปี แต่เที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์จะทำให้เรานึกถึงดอกไม้สวยๆ ของฤดูใบไม้ผลิของที่นั่นเสมอ ดังนั้นเช้าวันที่ 14 เมษายน 2564 คุณศุภกร บวรปรัณชัย หัวหน้าห้องดอกไม้ และผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะสาธิตการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น “อิเคบานะ” (Ikebana) ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์
โดยคุณศุภกรจะถ่ายทอดความรู้และศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นที่ตนได้ผ่านการอบรมกับ Mr. Nicolai Bergmann ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านอย่างใกล้ชิด และให้ทุกท่านได้ลองจัดดอกไม้ด้วยมือของตนเอง กิจกรรมการจัดดอกไม้เริ่มเวลา 10.00 น. ราคาสุทธิท่านละ 2,500 บาท ราคารวมอุปกรณ์การจัดดอกไม้และอาหารชุดโชกาโดเบนโตะ (Shokado Bento) มื้อกลางวันที่ห้องอาหารยามาซาโตะ


8.ส่วนใครที่หลงใหลข้าวปั้นแบบญี่ปุ่น เชฟฮารูเอกิ มัตซึโอกะ (Haruaki Matsuoka) ซูชิ มาสเตอร์ (Sushi Master) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้รังสรรค์ ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษให้บริการ เพียง 3 รอบเท่านั้น ในราคาสุทธิท่านละ 5,000 บาท เชฟ มัตซึโอกะ ได้ฝึกฝนการทำซูชิจาก Tsuji Culinary Institute ที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นอาจารย์ผู้ช่วยด้านอาหารญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาร่วมงานกับโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
เมนูอาหารเริ่มต้นด้วย ปลาหิมะย่างราดซอสมิโซะกุ้งตุ๋นกับไข่และฟองเต้าหู้สด ก่อนเริ่มรับประทานซูชิสุดพิเศษเชฟจะให้บริการเชอร์เบทมะเขือเทศและส้มยูซุเพื่อเปิดต่อมรับรสแล้วจึงบรรจงให้บริการซูชิที่คัดสรรมาเป็นพิเศษทีละชิ้นจนครบ 8 ชิ้น พร้อมกับซุปถั่วอิดามาเมะกับเต้าหู้งาญี่ปุ่นและปลาเงินญี่ปุ่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานเป็นซากุระโมจิเสิร์ฟคู่กับโมจิแบบเส้นราดน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงญี่ปุ่น ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษนี้ให้บริการ 3 รอบ ได้แก่มื้อกลางวันเวลา 11.30 น. ถึง 14.00 น. วันที่ 13 เมษายน และ 14 เมษายน 2564 และมื้อค่ำตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.30 น. วันที่ 14 เมษายน 2564 เท่านั้น


9.ใครที่ชอบความคราฟท์สไตล์ญี่ปุ่น อย่าพลาดกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น (Origami) และการห่อผ้าแบบญี่ปุ่น (Furoshiki) ให้ทุกท่านได้ร่วมสนุกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะ ในวันที่ 10, 11 และ 13 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. ส่วนกิจกรรมเรียนรู้การห่อผ้าแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะเช่นกัน ในวันที่ 12 และ 14 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น.
แค่ลิสต์คร่าวๆ ก็ช่วยให้การเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นของคุณช่วงสงกรานต์นี้สมบูรณ์แบบอย่างยากจะหาจากที่ไหน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษอื่นๆ อย่างส่วนต้อนรับชั้น 24 ของโรงแรมจะถูกประดับด้วยต้นซากุระสีชมพูสร้างบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะบานสะพรั่งในช่วงเวลานี้ พบกับวงดุริยางค์เยาวชนไทย (Thai Youth Orchestra) นำโดย ดร. เป้ อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ ที่จะแสดงดนตรีบริเวณส่วนต้อนรับชั้น 24 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 18:00 เพื่อเป็นการเปิดงาน ในวันที่ 10 เมษายน 2564


ส่วนท่านที่มองหาแพคเกจสเตเคชั่นช่วงวันหยุดยาว โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอเสนอแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น (Washoku Staycation) โปรโมชั่นห้องพักพิเศษสำหรับงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” ที่ให้คุณได้ใช้เวลาในวันหยุดนี้เหมือนได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น 6,900 บาทสุทธิต่อคืน ราคารวมห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe) 1 คืน พร้อมของขวัญชุดพิเศษต้อนรับในวันเข้าพัก ชุดอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น สำหรับ 2 ท่าน และอาหารมื้อค่ำที่ห้องอาหารยามาซาโตะ สำหรับ 2 ท่าน โดยสามารถเลือกได้ระหว่างชุดอาหารมื้อค่ำแบบเทปปันยากิ หรือ อิโช ไคเซกิ (Icho Kaiseki) อาหารชุดมื้อค่ำ ให้บริการตามแบบราชสำนักญี่ปุ่น สำรองแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 เมษายน 2564 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 10 – 17 เมษายน 2564


ผู้ถือบัตรเครดิตเจซีบี (JCB) ที่มียอดค่าใช้จ่ายรวมภายในงาน ครบ 6,900 บาท จะได้รับกระติกน้ำ JCB TUMBLER 1 ใบ มูลค่า 990 บาท (1 ใบ ต่อบัตรตลอดรายการ สินค้ามีจำนวนจำกัด) สมัครบัตรเครดิตเจซีบีได้ง่ายๆ ผ่านธนาคารพันธมิตร 5 แห่งได้แก่ KTC, SCB, AEON, KBANK และ Krungsri
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 026879000 หรือ อีเมล์ FB.concierge@okurabangkok.com ติดต่อแผนกสำรองห้องพักที่reservations@okurabangkok.com หรือ เวปไซด์ www.okurabangkok.com

Tom Hancocks ศิลปินจากนิวยอร์กออกแบบอาร์มแชร์ที่สวยและลงตัว ที่ถ้าผลิตออกวางจำหน่ายเมื่อไหร่น่าจะขายหมดอย่างรวดเร็ว!

ผลิตออกมาเมื่อไหร่ขอจองเลย! Tom Hancocks ศิลปินจากนิวยอร์กออกแบบอาร์มแชร์เท่ๆที่มีกลิ่นไอ industrial และความโมเดิร์นของแสตนเลสและกระจก พร้อมเบาะหนังนุ่มๆสีเหลืองสร้าง contrast ที่ลงตัวมากๆ

แม้ว่ายังเป็นงาน concept ในรูปแบบ digital art แต่รับรองว่าถ้าวางขายจริงน่าจะขายดีมากแน่ๆครับ

แต่งบ้านอย่างมีสีสันพร้อมด้วยสไตล์ด้วยพรมคู่สีสวยจาก Untitled Yet Studio

แต่งบ้านอย่างมีสีสันพร้อมด้วยสไตล์ Untitled Yet Studio เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ออกแบบพรมได้น่าสนใจด้วยการหยิบเอาส่วนประกอบอย่าง โลโก้ และลายเส้นของศิลปะและแบรนด์เนมมาใส่ไว้ในงานได้อย่างสนุก โดยเรารวบรวมเอางานผืนที่มีโลโก้ Swoosh เอกลักษณ์ของ Nike มาฝากกันแต่ละผืนถือว่าสวยทีเดียวครับ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ €140 หรือประมาณ 5,000 บาทครับ! (ขนาดพรมอยู่ที่ประมาณ 65*55cm)

สามารถชมทุกดีไซน์พร้อมราคาได้ที่นี่เลยครับ

Byredo น้ำหอมมากคอนเซ็ปต์กับกลิ่นล่าสุด Mixed Emotions ที่คอยปลอบโยนและย้ำเตือนว่ามันไม่เป็นอะไรถ้าบางเวลาเราจะอ่อนแอบ้าง

Byredo น้ำหอมสุดหรูมากคอนเซ็ปต์จาก Stockholm ที่กำลังมาแรงกับกลิ่นล่าสุด Mixed Emotions ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นของชามาเต (maté) ที่แสนผ่อนคลาย และความอ่อนหวานเด่นชัดของแคสซิส (Cassis) อยู่บนโครงร่างกลิ่นแมกไม้ (wooden framework) ที่ประกอบด้วยกลิ่นหอมของ ชาดำ (black tea) ผสมผสานด้วยสารสังเคราะห์จากใบไวโอเล็ต (violet leaf synthetics) สิ่งนี้เปรียบเสมือนคอยย้ำเตือนเราในความทรงจำว่า “It’s okay not to be okay” บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองบอกคนอื่นว่าเราไม่เป็นไร ทั้งที่จริงๆแล้วเรารู้สึกไม่โอเค

น้ำหอม มิกซ์ อีโมชั่นส์  (Mixed Emotions)  เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่สับสนวุ่นวายในยุคสมัยของเรา การสกัดกลั่นทุกซอกทุกมุมสะท้อนความเป็นจริงที่ไม่มั่นคงและ   โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย น้ำหอม มิกซ์ อีโมชั่นส์ เปรียบเสมือนการผสมผสานระหว่างความแตกต่างอย่าลงตัว

กลิ่นท็อป: ชามาเต (maté) แบล็ค เคอเรนท์ (Black Currant)
กลิ่นฮาร์ท: ชาดำซีย์ลอน (Ceylon Black Tea) ใบไวโอเล็ต (Violet Leaves)
กลิ่นเบส: ไม้เบิร์ช (Birch Wood) ต้นปาปิรัส (Papyrus)

Business France เตรียมจัดงาน French Fashion Corner ครั้งที่หนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อชาวไทยได้ทำความรู้จักกับแบรนด์แฟชั่นกลุ่มนิชจากฝรั่งเศสโดยตรง


Author: Ruckdee Chotjinda

Photographer: Perakorn Voratananchai

French Fashion Corner เป็นกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจที่จะจัดในวันพุธที่ 24 มีนาคมตั้งแต่เวลา 14.00 น. ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ ผู้จัดงานนี้คือ Business France หน่วยงานระดับชาติของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมกิจการของบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสในต่างประเทศ โดยงานในครั้งนี้ได้รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับนิชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา นาฬิกา รองเท้า ชุดว่ายน้ำ ฯลฯ มาให้ผู้ซื้อชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมพูดคุยกับตัวแทนของแต่ละแบรนด์ผ่านระบบวีดีโอคอล 

แน่นอนว่าเรามีคำถามมากมายเกี่ยวกับแนวคิดที่แปลกใหม่ซึ่งเป็นการผสมผสานแพลทฟอร์มแบบฟิสิคอลและดิจิตอลในครั้งนี้ และเราก็ได้รับเกียรติจากอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ เอสแตล ดาวีด เป็นผู้ตอบคำถามทั้งหมด พร้อมนำทีมงาน L’Officiel Thailand, L’Officiel Hommes Thailand และ Luxuo Thailand ชมพรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ต่างๆ ที่จะมาร่วมงาน French Fashion Corner ครั้งแรกนี้ด้วย 

ฝรั่งเศสขึ้นชื่อด้านแฟชั่นและสินค้าลักชัวรี่เพราะอะไร

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับแฟชั่นมายาวนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ให้กำเนิดโอตกูตูร์ และนับจากนั้นมาเราก็มีแบรนด์มากมายที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Hermès และ Louis Vuitton แต่เป้าหมายหลักของ French Fashion Corner คือการนำเสนอว่าฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์ระดับโอตกูตูร์หรือแบรนด์ลักชัวรี่ระดับสูงเท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์ในกลุ่มนิชที่มีราคาตั้งแต่ระดับแคชวลขึ้นไปถึงลักชัวรี่ 

Business France ไม่เคยจัดงาน French Fashion Corner ในประเทศอื่นใดมาก่อนหน้านี้ 

ใช่แล้วค่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆ French Fashion Corner เป็นโครงการใหม่ของเราที่ไม่เหมือนใคร ทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพราะสถานการณ์โควิด อย่างที่ทราบกันว่าเพราะไม่มีใครเดินทางไปที่ใดได้ ผู้ซื้อในประเทศไทยก็ไม่สามารถเดินทางไปยุโรปหรือปารีสได้เช่นกัน ไม่สามารถไปดูแฟชั่นโชว์ต่างๆ ได้ เราจึงเกิดแนวคิดว่าจะนำคอลเลคชั่นสินค้าของแบรนด์ฝรั่งเศสในกลุ่มนิชต่างๆ มายังเมืองไทย ให้ผู้ซื้อในไทยได้เห็นว่าฝรั่งเศสมีอะไรใหม่ๆ บ้าง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกฝ่ายก็ตาม 

เราจะจัดโชว์รูมในวันที่ 24 ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพเพื่อนำเสนอสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจาก 10 แบรนด์ที่เราเห็นว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตในตลาดอาเซียนให้ผู้ซื้อได้เลือกศึกษา แบรนด์ทั้งหลายนี้พบเห็นได้บนท้องถนนของกรุงปารีส ร้านค้าแนวคอนเซปท์สโตร์ในปารีสและเมืองใหญ่อื่นๆ อย่างเช่นลียง 

นอกจากที่จะได้ทำความรู้จักและสัมผัสกับสินค้าแล้ว ผู้ซื้อยังจะได้พูดคุยกับเจ้าของแบรนด์หรือดีไซเนอร์ผ่านทางระบบการประชุมทางไกลด้วย โดยเราจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำที่บูธของแต่ละแบรนด์ ทำให้งานนี้มีลักษณะเป็นฟิจิตอลและถือเป็นอะไรที่ใหม่มากเพราะว่าเราไม่เคยทำแบบนี้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นในประเทศใดเลยในโลก แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ชื่นชอบเรื่องของแฟชั่นเป็นอย่างมากและก็มีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ยาวนานด้วย จึงเป็นประเทศที่เหมาะสมที่เราจะได้ลองทำธุรกิจในรูปแบบนี้กัน 

French Fashion Corner เชิญผู้ซื้อมาร่วมงานแล้วจำนวนกี่คนและหากมีผู้สนใจเพิ่มเติมสามารถเข้าชมงานได้ทันทีเลยหรือไม่ 

งานนี้ไม่รับผู้เข้าชมโดยไม่มีการลงทะเบียนล่วงหน้าค่ะ คุณจะต้องลงทะเบียนก่อน ขณะนี้เราได้เชิญผู้ซื้อแล้วจำนวน 40 รายจากในประเทศไทยเท่านั้น แล้วถ้างานนี้เกิดผลก็อาจจะนำไปเป็นโมเดลเพื่อจัดในประเทศอื่นต่อไป 

เกณฑ์ที่คุณใช้ในการคัดเลือกแบรนด์คืออะไร 

เราหารือกันใหญ่โตเป็นการภายในเพื่อพิจารณาว่าแบรนด์ใดที่จะเหมาะกับตลาดไทยบ้าง แบรนด์ใดที่จะขายที่นี่ได้บ้าง เพราะไม่ใช่ว่าจะเหมาะไปเสียทุกแบรนด์ นี่เป็นประเด็นสำคัญ แบรนด์ทั้งหมดที่เราเลือกมาเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และมีศักยภาพที่ดีสำหรับตลาดไทย เราเองก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเมื่อผู้ซื้อได้มาเห็นแล้วจะมีฟีดแบ็คอย่างไรบ้าง 

ส่วนมากที่เห็นจะเป็นสินค้าแอคเซสซอรี่ต่างๆ 

สำหรับการจัดงานครั้งแรกนี้ บริษัทแอคเซสซอรี่จะเป็นที่สนใจของตลาดไทย เรามีทั้งรองเท้า กระเป๋า นาฬิกาไปจนถึงจิวเวลรี่ เป็นจิวเวลรี่ระดับไฮเอ็นด์ และมีแว่นตา แตกต่างกันทั้งหมดเลย 

และเรารับทราบมาว่ามีบางแบรนด์เน้นเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นพิเศษด้วย 

ใช่แล้วค่ะ แบรนด์แรกที่ดิฉันอยากจะนำเสนอก็คือ Awake ซึ่งเป็นบริษัทแจ้งเกิดใหม่ แบรนด์นี้ดิฉันรู้สึกภูมิใจด้วยจริงๆ เพราะเขามีปรัชญาในการคิดว่าสินค้าลักชัวรี่สามารถผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นาฬิกา Awake ผลิตจากแหจับปลาที่เก็บกู้มาจากท้องทะเล และท่านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของประเทศฝรั่งเศสก็ใส่นาฬิกาแบรนด์นี้ในการประชุม G7 ที่ผ่านมา 

อีกแบรนด์หนึ่งที่อยากพูดถึงคือ Tatiane de Freitas ซึ่งก็ค่อนข้างใหม่ เป็นแบรนด์ชุดว่ายน้ำจากลียง เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของประเทศฝรั่งเศส Tatiane de Freitas มีเอกลักษณ์ตรงที่มีความชิคในสไตล์ฝรั่งเศสแต่ก็มีความเผ็ดร้อนในสไตล์บราซิลเลียน นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าของแบรนด์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบด้วยนั้นมาจากบราซิล และแบรนด์นี้มีแนวทางในการดำเนินกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่เป็นตัวอย่างได้อย่างดี ตั้งแต่ขั้นตอนของการเลือกซื้อวัตถุดิบไปจนถึงเรื่องของการผลิตดีไซน์ต่างๆ 

นอกจากผลิตภัณฑ์และวีดีโอคอลแล้วงานในวันที่ 24 มีนาคมจะมีอะไรนำเสนออีกบ้าง 

งานส่วนที่เป็น B2B จะจัดในช่วงบ่ายเพราะเวลาจะตรงกับช่วงเช้าของฝรั่งเศส จากนั้นเราจะมีรันเวย์แฟชั่นโชว์ในตอนค่ำร่วมกับสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพเพราะว่าเขามีหลักสูตรเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่นด้วย นักศึกษาของสมาคมก็จะได้นำเสนอคอลเลคชั่นของตนเอง และเราจะมีการนำเสนอแบรนด์ฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ตามด้วยค็อกเทลเป็นการปิดท้าย 

ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันงานผ่านทางหน้า Google Form อย่างเป็นทางการของ French Fashion Corner ขอให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้จากการร่วมงานในครั้งนี้  

จาก Post Traumatic สู่ Happy Ending กับหนึ่งคำถามถึงไมค์ ชิโนดะ

ในบางครั้ง เราเคยสงสัยว่า อะไรกันแน่นะที่ทำให้แฟนคลับของวงดนตรีใดวงดนตรีหนึ่งอยู่กับศิลปินที่พวกเขารักมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีทางเลือกมากมายเกิดขึ้น เราเคยคิดว่ามันเป็นเพราะผลงานที่ถูกจริต แต่ถ้าเกิดว่าศิลปินคนเดิมที่เปลี่ยนแนวเพลงไปเรื่อยๆ หากยังสามารถรักษาฐานแฟนคลับไว้ได้ล่ะ คำตอบคืออะไรกันแน่

และหลังจากที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ Mike Shinoda แห่งวง Linkin Park ผ่านโปรแกรมซูมร่วมกับสื่อหลากหลายชีวิตจากทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องในโอกาสที่เขาเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ Happy Ending ในฐานะศิลปินเดี่ยวโดยไม่เกี่ยวข้องกับวงหลักใดๆ ของเขา เราก็พอจะเข้าใจแล้วว่า นอกเหนือไปจากความตั้งใจทำงาน และพลังใจของเขาที่ส่งมาถึงแฟนคลับในช่วงเวลาที่ยากลำบากของทั้งวงและแฟนเพลงแล้ว ตัวตน และความจริงใจที่นักข่าวโนเนมอย่างพวกเราสัมผัสได้ยามที่เขาตั้งใจตอบทุกคำถามอย่างเอาใจใส่ก็คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เขาเป็นที่รักมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษแล้ว

แม้ว่าเราจะมีโอกาสถามเขาเพียงแค่หนึ่งคำถามสั้นๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ใจเรา โดยตอบคำถามที่เรายังไม่มีโอกาสได้ถามเพิ่ม ในเรื่องบทบาทในอนาคตของเขาในฐานะโปรดิวเซอร์ ว่าจะเป็นอย่างไร เรารู้ว่านี่คือเรื่องบังเอิญ แต่เราก็อดอมยิ้มในความบังเอิญอันเกิดมาจากความใส่ใจในการตอบคำถามนักข่าวที่เขาไม่รู้จักนี้ไม่ได้ และนี่คือคำถามและคำตอบเพียงหนึ่งเดียวที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้มีโอกาสถามไมค์​ ชิโนดะในครั้งนี้

ยินดีด้วยสำหรับซิงเกิ้ลใหม่ที่เพิ่งออกมา ฉันเชื่อว่าแฟนๆ รู้สึกโล่งออกมาเลยที่คุณออกซิงเกิ้ลนี้ รู้สึกอย่างไรคะ ตั้งแต่อัลบั้ม Post Traumatic มาจนถึงซิงเกิ้ล Happy Ending ในวันนี้

ผมรู้สึกว่า Post Traumatic มันดูนานมาแล้วมากๆ เลยนะ พอจะเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม เหมือนนานมากแล้วจริงๆ อย่างที่ผมพูดไปนั่นแหละว่า ปีที่แล้วผมลงมือทำอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด ได้สร้างสรรค์นั่นนี่ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ สิ่งที่ผมทำอาจจะไม่ใช่ซิงเกิ้ลใหญ่ๆ หรืออะไรที่สำคัญขนาดนั้น มันไม่มีแรงกดดันใดๆ เลย ผมก็แค่ลงมือทำ และสนุกไปกับมัน เท่านั้นเองครับ 

เอาอย่างนี้… ขอยกตัวอย่างนะครับ แอคเคานท์ของผมใน Twitch จะมีโปรแกรมที่เรียกว่า ‘ถ้วยแห่งโชคชะตา’ นี่เลย ใบนี้เลย (เอื้อมมือไปหยิบออกมาชูใส่กล้อง) แฟนๆ ที่ชมช่องบ่อยๆ จะมีแต้ม และพวกเขาสามารถรีดีมแต้มได้โดยการใส่สไตล์ของเพลงที่ตัวเองชอบลงในถ้วยใบนี้ และผมก็มีหน้าที่ที่จะหยิบสไตล์เหล่านั้นขึ้นมาแมชอัพ ยำรวมกัน ผมยำสไตล์ของเพลงสารพัดแบบ ตั้งแต่ฮิปฮอป หนังสยองขวัญ แอนิเมะ โพลก้า และก็พวกเพลงพื้นบ้านของชาวฮังกาเรียน มีสไตล์บ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด อย่างเมื่อวันก่อนก็เป็นเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่นกับวงอย่าง The Stroke กับ The Doors อะไรแบบนี้ล่ะครับ มันบ้าบอมาก แต่ก็สนุกมากด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมทำมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ครับ

ผมว่าแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ผมมีพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ โอ้… ผมลืมไป ผมควรจะเล่าเรื่องโปรแกรมที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้เลย มันชื่อว่า #shinodaproduceme โดยผมจะเปิดโอกาสให้ศิลปิน และแฟนเพลงที่เขียนเพลงของตัวเองให้ใส่ #shinodaproduceme ไว้ในแทร็กเพลงเหล่านั้น ทั้งแพลตฟอร์ม Tiktok, Instagram และ Twitter ผมก็จะไปเช็คแฮตช์แท็กนั้นตลอดเวลา ถ้าเกิดว่าผมหรือแฟนๆ จากแพลตฟอร์ม Twitch เห็นเพลงที่ผมอยากทำ ผมก็จะติดต่อเจ้าของเพลงไป เอาเพลงนั้นมาโพรดิวซ์สดตอนผมไลฟ์ และหลังจากที่ผมโพรดิวซ์เสร็จ ผมก็จะจัดการมิกซ์เสียง และอัดมาสเตอร์ให้เรียบร้อย ก่อนจะส่งกลับไปให้พวกเขาเอาไปปล่อยในช่องทางของตัวเอง บางคนมีฐานแฟนคลับอยู่หลักหมื่นอยู่แล้ว และพวกเขาก็จะมีเพลงที่ผมโปรดิวซ์ให้ออกไป นั่นล่ะครับ

เห็นไหมล่ะว่า เขาตอบราวกับรู้ใจเรา แม้ว่า #shinodaproduceme จะไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แฟนพันธ์แท้ของเขารู้กันหมดแล้วล่ะว่าเขามีโปรเจ็กต์นี้อยู่ แต่การได้ยินจากปากเขาเองว่าเขามีความสุข และสนุกเพียงไรในฐานะโปรดิวเซอร์และศิลปินเดี่ยวในระหว่างที่วงหลักของเขายังมองไม่เห็นอนาคตแบบนี้ เราก็รู้เลยว่าเพลง Happy Ending นี้อาจจะถูกส่งออกมาเพื่อปลอบประโลมแฟนๆ ว่า เขามีความสุขแล้วจริงๆ 

สตรีมเพลง Happy Ending ของไมค์ ชิโนดะได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

Steve Yeun สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้เข้าชิงนักแสดงนำจากเวที Oscar!

คนเอเชียคนแรกกับการเข้าชิงนักแสดงนำ Oscar! Steve Yeun นักแสดงเชื้อสายเอเชีย-อเมริกาที่เราคุ้นหน้าเจ้าตัวดีจากบท Glenn ในซีรี่ย์ The Walking Dead สร้างประวัติศาสตร์เข้าชิงราววัล The Academy Awards ครั้งที่ 93 สาขา Best-Actor

ซึ่งไม่เคยมีนักแสดงเชื้อสายเอเชียคนใดได้เข้าชิงมาก่อนโดยผลงานที่ส่งเจ้าตัวเข้าชิงก็คือบททำในภาพยนตร์ Minari เกี่ยวกับครอบครัวเกาหลีที่ย้ายไปอยู่ในฟาร์มที่ Arkansas ประเทศอเมริกาครับ ซึ่งระหว่างนั้นทั้งหมดก็ต้องตามหาความหมายของคำว่าบ้านในดินแดนที่ไม่คุ้นชิน รอลุ้นและส่งกำลังใจให้ Steven กันได้เลย! และเราก็เก็บเอา trailer ของ Minari มาฝากกันด้วยไปชมกันได้เลยครับ

MOTIF ชวนสัมผัส “Dutch Design” ผลงาน 5 แบรนด์ระดับโลก โชว์ความเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์และรายละเอียดจากเนเธอแลนด์

MOTIF (โมทีฟ) โชว์รูมดีไซเนอร์นำเข้าระดับลักชัวรี่ ผู้นำด้านรสนิยมและดีไซน์เหนือระดับ ชวนผู้ที่หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้าน สัมผัสกับผลงานออกแบบจากแบรนด์ดังและดีไซเนอร์ระดับโลกในงาน “Dutch Design” (ดัตช์ ดีไซน์) เพื่อให้แฟนๆ ของ MOTIF และผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะและการออกแบบ ได้ทำความรู้จักเทรนด์งานออกแบบที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกในขณะนี้ ผ่านผลงานดีไซน์จาก 5 แบรนด์ชั้นนำจากประเทศเนเธอแลนด์ที่มีส่วนในการผลักดันให้ Dutch Design กลายเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม นักออกแบบตกแต่ง และผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านทั่วโลก ได้แก่ Moooi, Artifort, Linteloo, Ilfari, Leo Lux และ Functionals

สำหรับคำว่า “Dutch Design”นั้น ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี 1993 ที่มิลานหลังจากกลุ่มดีไซน์เนอร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำโปรดักต์ไปจัดแสดงที่การจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์นานาชาติที่เมืองมิลาน และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากนักข่าวและผู้ชม ที่พากันเรียกขานถึงกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากเนเธอร์แลนด์และผลงานของพวกเขาในภาพรวมว่า “Dutch Design” ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมการออกแบบที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และทรงอิทธิพลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ความโดดเด่นของ Dutch Design คือความเรียบง่าย มินิมัล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการทดลอง นวัตกรรม ความแหวกแนวเหนือกฏเกณฑ์และอารมณ์ขัน โดยเน้นในเรื่องของการใช้สีสัน รูปทรง และวัสดุพื้นผิวเพื่อสร้างความแปลกใหม่และโดดเด่นสะดุดตา และเทคนิคอย่างการจับสิ่งที่ตรงข้ามกันมาหลอมรวมอยู่ในชิ้นเดียวกัน โดยยังคงยึดมั่นในเรื่องของความเรียบง่ายและฟังค์ชั่นการใช้งานในทุกๆวัน 

ดีไซเนอร์ดัตช์ที่มีชื่อดังเป็นที่รู้จักทั่วโลกและเป็นผู้บุกเบิกของ Dutch Design อาทิเช่น Marcel Wanders, Piet Boon, Jan te Lintelo, โดยในนิทรรศการ Dutch Design ครั้งนี้ MOTIF ได้จัดแสดงผลงานจาก Moooi และผลงานจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Artifort, Linteloo, Leolux, Ilfari และ Functionals.

Moooi เกิดขึ้นจากพลังสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Marcel Wanders และ Casper Vissers เมื่อปี 2001 โดยนอกจากจะผลิตงานของตัวเองโดยเน้นเรื่องความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ คาดไม่ถึง แต่กลับลุ่มลึกและรุ่มรวยในเรื่องราวทางวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ใช้ได้จริงในทุกๆ วันแล้ว  Moooi ยังเปิดทางให้นักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ได้มีโอกาสทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง และไม่เคยหยุดมองหาไอเดีย แนวคิด และวัสดุที่ไม่เหมือนใคร ผลงานออกแบบของ Moooi มีทั้งอุปกรณ์ให้ความสว่าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับ ที่ไม่เพียงสะท้อนบุคลิกและรสนิยมของผู้ใช้ได้ แต่ยังเต็มเต็มความสวยงามและความสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ให้กับทุกพื้นที่

Artifort ก่อตั้งเมื่อปี 1890 โดย Jules Wagemans โดยเริ่มต้นจากธุรกิจผ้าหุ้มเบาะต่างๆ ก่อนที่จะขยับขยายมาเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในรุ่นของลูกชาย ก่อนที่จะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ตั้งแต่โลโก้ ชื่อแบรนด์ไปจนถึงดีไซน์ที่หันมาเน้นฟังค์ชั่น ความสบาย คุณภาพและดีไซน์ที่สวยงาม รวมไปถึงวัสดุที่แปลกใหม่ ซึ่งแข็งแรง ทนทาน สบายและง่ายในการผลิต ในปัจจุบัน Artifort ทำงานกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากมาย โดยยึดปรัชญาในการสร้างความเป็นไปได้ให้กับทุกไอเดียด้วยเทคนิคในการผลิตชั้นสูง งานฝีมือโดยช่างผู้มีความชำนาญ และคุณภาพที่คงทนตลอดชั่วชีวิตการใช้งาน

LINTELOO เกินจากความหลงใหลในงานดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ของ Jan te Lintelo โดยยึดปรัชญาเรื่องความสะดวกสบายของการใช้ชีวิตที่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ไปจนถึงพรมของแบรนด์ล้วนสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและสนุกของการใช้ชีวิตอย่างไร้ข้อจำกัด ความหรูหราเหนือระดับของงานดีไซน์จาก LINTELOO หล่อหลอมขึ้นจากมุมมองของนักออกแบบระดับโลก วัสดุคุณภาพสูง เทคนิกการผลิตด้วยมือโดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ และบริการคัสตอมสินค้าทุกชิ้นตามความต้องการและรสนิยมของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขกับชีวิตและเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองจริงๆ

ILFARI เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ที่หลงใหลงานดีไซน์ด้วยผลงานอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่งดงามชวนหลงใหล ด้วยวัสดุไฮเอนด์จากยุโรปและงานออกแบบแหวกแนวสไตล์ดัตช์ ด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ถ่ายทอดผ่านมุมมองของนักออกแบบจากทั่วทุกประเทศรวมไปถึงศิลปินเพลงแดนซ์ จนก่อเกิดเป็นอุปกรณ์ให้ความสว่างที่ร่วมสมัย และโดดเด่นมีคาแรคเตอร์ แต่หรูหราด้วยเทคนิคการผลิตด้วยมือทั้งชิ้นจากโลหะคุณภาพสูงสุด แก้วและครัสตัลจาก Swarovski® เพื่อให้การตกแต่งพื้นที่ยังคงพร้อมด้วยความหรูหรา แต่ซุกซ่อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเอง ฉีกออกจากรอบกฏเกณฑ์เดิมๆ และสนุกสนานด้วยจินตนาการใหม่ๆ

ผลงานออกแบบของ ILFARI

FUNCTIONALS จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในรูปแบบของร้านค้าออนไลน์เมื่อปี 2009 ด้วยโปรดักต์อย่างเชิงเทียนรุ่น Bonsai โคมไฟตั้งพื้นรุ่น Swivel คอลเล็กชันของ Functionals ค่อยๆ เติบไปไปสู่โต๊ะ ที่นั่ง ชุดรับประทานอาหาร อุปกรณ์ให้แสงสว่างและของประดับตกแต่ง ออกแบบเป็นพิเศษโดยดีไซเนอร์ที่มรีไอเดียล้ำสมัย และผลิตอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนจากโรงงานเล็กๆ ในยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โปรดักต์ของ Functionals ผสมผสานแนวคิดในการออกแบบที่แหวกแนวและคาดไม่ถึงเข้ากับสุนทรีและงานฝีมือและการใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและจัดส่งสินค้า เพื่อประสบกาณ์การใช้งานที่ประทับใจที่สุด

พบกับเฟอร์นิเจอร์ “Dutch Design” กับความเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยลูกเล่นซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์จากเนเธอแลนด์ ได้ที่ MOTIF Showroom ชั้น 4 เซนทรัลเอมบาสซี่  โทร 02 160 5984  www.motifartofliving.com