The Standard’s first resort in Thailand.

The Standard เตรียมเปิดตัวโรงแรมแฟล็กชิพในเอเชีย The Standard, Bangkok Mahanakhon รวมถึงรีสอร์ตติดชายหาดอีก 2 แห่ง The Standard, Hua Hin และ The Standard, Ibiza โดยอมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International (สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล) บริษัทแม่ของเครือโรงแรม The Standard (เดอะ สแตนดาร์ด) แสดงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบของโควิด19 พร้อมเผยทัศนะในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางวิกฤติจนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงแรมใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งและขยายการเติบโตให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ได้แก่ The Standard, Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน) รีสอร์ตติดชายหาดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำหนดเปิดตัววันที่ 1 ธันวาคม 2564 ตามด้วย The Standard, Bangkok Mahanakhon (เดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร) อันถือเป็นโครงการแฟล็กชิพประจำเอเชียของ แบรนด์ ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2565 บริษัทฯ ยังสร้างความฮือฮาด้วยการเผยความพร้อมของ The Standard, Ibiza (เดอะ สแตนดาร์ด อิบิซ่า) ที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 โดยโรงแรมใหม่ทั้งสามแห่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นแผนการขยายตลาดด้วยโครงการเด่น 12 แห่งในเมืองท่องเที่ยว ในตลาดสำคัญทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ เมลเบิร์น ลิสบอน ดับลิน บรัสเซลส์ และลาสเวกัส

“ในนามของ The Standard ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะแนะนำโรงแรมสมาชิกใหม่ของเราอย่าง The Standard, Hua Hin ที่มีกำหนดเปิดบริการในเดือนธันวาคมของปีนี้ รวมถึง The Standard, Bangkok Mahanakhon โครงการแฟล็กชิพของเราในเอเชีย ที่จะเปิดตัวปี2565 และ The Standard, Ibiza โรงแรมแห่งที่สองของเราในยุโรป” มร. อมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International เผย

แบรนด์ The Standard เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ หนึ่งในแบรนด์ที่มีนวัตกรรมด้านไลฟ์สไตล์ ที่สร้างสรรค์โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดย The Standard กำหนดเป้าหมายสำคัญของทุกโครงการให้มีความท้าทายขนบแบบเดิม ยกระดับสุนทรียภาพของรูปลักษณ์ให้จับต้องได้ และมอบประสบการณ์สุดพิเศษในแบบที่จะสัมผัสด้เฉพาะที่โรงแรมในเครือ The Standard เท่านั้น

The Standard, Hua Hin ซึ่งเป็นรีสอร์ตติดชายหาดแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทยจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม โดยมีห้องพัก 178 ห้อง พูลวิลล่า 21 หลัง ติดหาด The Standard, Hua Hin จะเป็นจุดหมายที่ไม่เคยตกยุคสำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทยผู้ชื่นชอบการพักผ่อนอย่างสร้างสรรค์และกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟนคลับของ The Standard ทั่วโลก

หัวหินเป็นเมืองตากอากาศที่เริ่มจุดหมายของนักเดินทางตั้งแต่พ.ศ. 2454 เมื่อเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้เริ่มให้บริการมาถึงเมืองชายหาดแห่งนี้ในช่วงกลางยุค 1920s (พ.ศ.2 463-2473) ก่อนที่จะกลายเป็นเมืองโปรดในช่วงวันหยุดสำหรับชนชั้นสูง ในช่วง 10 กว่าปีหลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านประมงเงียบสงบแห่งนี้เปลี่ยนโฉมเป็นเมืองริมทะเลจุดหมายหลักของนักเดินทางโดยยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้หัวหินยังเป็นเมืองโปรดในช่วงสุดสัปดาห์สำหรับผู้คนจากกรุงเทพ ฯ ที่รอคอยประสบการณ์แบบที่ The Standard สัญญาว่าจะมอบให้ได้ นั่นคือ รีสอร์ตติดชายหาดที่โดดเด่นมีชีวิตชีวานำเสน่ห์ของหัวหินมาสะท้อนอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ของโรงแรม ภายใต้ความสง่างาม เรียบง่าย และเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของทำเลอันเป็นที่ตั้งจองโรงแรม เสริมด้วยการนำเสนอที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความสนุกสนานในแบบสากล

The Standard, Bangkok Mahanakhon จะเป็นโรงแรมแฟล็กชิพของแบรนด์ The Standard ในทวีปเอเชีย จะกลายเป็นแลนด์มาร์กที่น่าตื่นตาตื่นใจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ คิง เพาเวอร์ มหานคร อาคาร 78 ชั้น ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของไทยในปัจจุบัน โดยโรงแรมแห่งนี้จะสะท้อนความเป็นเมืองหลวงที่เปี่ยมพลังของกรุงเทพฯ ด้วยห้องพัก 155 ห้อง เพนท์เฮาส์ สระว่ายน้ำริมระเบียง ฟิตเนส ห้องประชุม รวมทั้งบริการอาหารและเครื่องดื่ม และสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนตอนกลางคืน ตั้งแต่ห้อง The Parlor (เดอะ พาร์เลอร์) ไปจนถึง tea room (ที รูม) และร้านอาหารชื่อดังอย่าง Standard Grill (สแตนดาร์ด กริล) โดยร้านอาหารและบาร์ชั้น 76 แห่งนี้เสิร์ฟความอร่อยพร้อมวิวสุดอลังการของกรุงเทพฯ และเมื่อเพิ่มความสูงขึ้นไปสองชั้นสู่จุดชมวิวบนชั้น 78 ที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนโรงแรมแห่งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์สัมผัสเส้นขอบฟ้าที่สมบูรณ์แบบ โดยโรงแรมแห่งนี้กำหนดเปิดให้บริการในปี 2565

The Standard, Bangkok Mahanakhon ออกแบบโดย Jaime Hayon (ไฮเม เฮยอน) นักออกแบบชาวสเปน ร่วมกับทีมออกแบบภายในมือรางวัลของ The Standard โดยโครงการที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแห่งนี้จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอของ The Standard เคียงข้างสมาชิกก่อนหน้าที่คว้ารางวัลต่าง ๆ มามากมาย อาทิ The Standard, High Line (เดอะ สแตนดาร์ด ไฮไลน์) และ Standard, London (เดอะ สแตนดาร์ด ลอนดอน) รวมถึงโรงแรมล่าสุดในเครืออย่างThe Standard, Huruvalhi Maldives (เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์)

เปิดลิสต์ผู้กำกับและนักแสดงจาก Squid Game ซีรีส์เรื่องใหม่ของ Netflix รับเดือนกันยายนนี้

หลังจากปลอยทีเซอร์และภาพโปสเตอร์สีสันสดใส หากชวนหวาดผวาไปแล้ว คุณอาจจะทำความรู้จักกับทั้งผู้กำกับ และทีมนักแสดงอันเป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์เรื่อง ‘Squid Game – สควิดเกมเล่นลุ้นตาย’ กันก่อนมาร่วมดูลุ้นตายไปกับพวกเขา Netflix ได้รวบรวมพวกเขามาให้แล้วในโพสต์เดียว

ฮวังดงฮยอก

ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน ผู้กำกับฮวังดงฮยอกเป็นทั้งผู้เขียนบทและกำกับซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ด้วยตัวเอง เขาเป็นที่รู้จักในแง่ของความสามารถในการสร้างผลงานหลากหลายประเภท และจากผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอย่าง Silenced, Miss Granny, และ The Fortress ส่วนซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย เป็นผลงานที่ฮวังดงฮยอกได้สร้างขึ้นหลังจากวางแผนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 2008 ซึ่งรับรองว่าทุกคนจะต้องประทับใจกับความปราดเปรื่องของเขา เมื่อได้เห็นว่าเขาเปลี่ยนความทรงจำที่บริสุทธิ์และสวยงามของเกมในวัยเด็กให้เป็นความจริงอันโหดร้ายและเต็มไปด้วยการแข่งขันสุดโหดในซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง

อีจองแจ

อีจองแจเป็นนักแสดงชื่อดังที่มีผลงานในสายการแสดงมาตั้งแต่ปี 1993 เขาเคยได้รับบทบาทมาแล้วหลากหลายประเภท แต่หลายคนอาจจดจำเขาได้จากภาพยนตร์อย่าง The Thieves และ สวาหะ: ศรัทธามืด (Svaha: The Sixth Finger) หรือซีรีส์เรื่อง  มือขวา (Chief of Staff) ส่วนในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นี้ อีจองแจรับบทเป็นซองกีฮุน ผู้เผชิญปัญหาและความลำบากมากมายทั้งการหย่าร้าง ธุรกิจล้มเหลว หนี้สิน และการพนัน แต่แม้สถานการณ์จะอับจนหนทาง กีฮุนก็ไม่หมดหวังและพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ในแง่ของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

พัคแฮซู

หลายคนอาจคุ้นหน้าพัคแฮซูกันดีอยู่แล้วหากเคยชมซีรีส์เรื่อง ฟ้าพลิกชีวิตยังต้องสู้ (Prison Playbook), ถึงเวลาล่า (Time to Hunt) หรือ ตัวละครแห่งชีวิต (Persona) เขาได้ฝากฝีมือทางการแสดงผ่านหลากหลายบทบาทที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถในฐานะนักแสดงอย่างแท้จริง สำหรับในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย พัคแฮซูรับบทเป็นโจซังอู ผู้เป็นที่เลื่องลือด้านความฉลาดซึ่งโตมาในละแวกเดียวกับกีฮุน เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) แต่โชคร้ายเมื่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งกลับพลิกชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง ซังอูกลับมาพบกับกีฮุนโดยบังเอิญตอนที่พวกเขาอยู่ในเกมและต้องพยายามเอาชีวิตรอด

วีฮาจุน

วีฮาจุนมีผลงานเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Coin Locker Girl นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ปรากฏตัวในผลงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สื่อในสายฝน (Something in the Rain), ลุ้นรักฉบับโบนัส (Romance Is a Bonus Book) และ 18 Again: ย้อนรักย้อนวัยฝัน (18 Again) แต่ในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตายเขาได้รับบทบาทที่แตกต่างออกไปจากเดิม ตัวละครของเขาชื่อว่าฮวังจุนโฮ เป็นตำรวจที่ตามหาน้องชายซึ่งหายตัวไป ระหว่างที่ออกสืบสวน เขาก็พบเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของน้องชาย และได้ค้นพบเกมดังกล่าวในที่สุด จุนโฮปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขาและเข้าไปค้นพบปริศนามากมายภายในเกม

จองโฮยอน

ซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นับเป็นผลงานเปิดตัวด้านการแสดงของจองโฮยอน โดยก่อนหน้านี้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนางแบบผ่านการปรากฏตัวในรายการ Korea’s Next Top Model 4 และยังได้เป็นหนึ่งในผู้ที่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ ประสบการณ์เดินแบบและการร่วมแคมเปญต่างๆ ที่ผ่านมาจำนวนมากได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของคาริสมาสุดแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของตัวละครคังแซบยอกที่เธอรับบทเล่นในซีรีส์เรื่องนี้ แซบยอกเป็นผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือที่คุ้นชินกับอุปสรรคและความยากลำบากเป็นอย่างดี เราจะได้เห็นว่าเธอสามารถใช้สกิลการเอาตัวรอดเข้าช่วยอย่างไรบ้างในระหว่างที่เธอต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดและชิงเงินรางวัลมาให้ได้

สตรีม Squid Game ได้ทาง Netflix ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนนี้เป็นต้นไป

Netflix ปล่อยตัวอย่างใหม่ Red Notice เรียกน้ำย่อยก่อนสตรีมจริงปลายปีนี้

แม้เราจะคิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์มากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีท่ามกลางหายนะการปกครองในตอนนี้ เดือนพฤศจิกายนนี้ Netflix พร้อมปล่อยภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์เรื่อง Red Notice ที่นำแสดงโดยสามตัวพ่อตัวแม่แห่งวงการฮอลลีวู้ดทั้งดเวย์น จอห์นสัน, แกล แกด็อต และไรอัน เรย์โนลส์ ภายใต้การกำกับของรอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ (Central Intelligence, Skyscraper)

เรื่องราวว่าด้วยเหตุการณ์เมื่อองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) ได้ออกหมายแดง ที่ถือเป็นหมายจับระดับสูงสุดเพื่อตามล่าหาตัวอาชญากรระดับพระกาฬ เจ้าหน้าที่ FBI ระดับสูงอย่าง จอห์น ฮาร์ทลีย์ (ดเวย์น จอห์นสัน) ก็พร้อมออกลุยทันที แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่อเขาเองได้เข้าไปพัวพันกับแผนการปล้นระดับเหนือชั้น จนกระทั่งต้องจำใจร่วมมือกับมือขโมยงานศิลปะตัวร้ายอย่าง โนแลน บูธ (ไรอัน เรย์โนลส์) เพื่อจับกุม “เดอะ บิชอป” (แกล แกด็อต) โจรสาวที่ทั่วโลกต่างต้องการตัว การไล่ล่าสุดมันส์ครั้งนี้จะพาทั้งสามคนเดินทางไปรอบโลกจนต้องเผชิญหน้าและชิงไหวชิงพริบกันทั้งบนฟลอร์เต้นรำ คุกสุดโหด และป่าลึก

เตรียมพบกับการไล่ล่าข้ามโลก แบบที่ไม่รู้ว่าใครจะจับใคร ใน Red Notice 12 พฤศจิกายนนี้ ที่ Netflix เท่านั้น

พบกับทีเซอร์แรกของภาพยนตร์หายนะครั้งใหญ่ Moonfall พร้อมทำความรู้จักโรแลนด์ เอมเมอร์ริช เจ้าพ่อหนังหายนะตัวจริงแห่งวงการฮอลลีวู้ด

ในระหว่างที่รอรัฐบาลตัดสินใจเรื่องการเปิดโรงภาพยนตร์อยู่นี้ สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลก็ขยันปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์ออกมายั่วใจผู้ที่คิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์ออกมารัวๆ และในครั้งนี้ ภาพยนตร์แอ็กชั่นไซไฟมหันตภัยฟอร์มยักษ์อย่าง Moonfall ก็มาแบบยิ่งใหญ่เกรียงไกรแบบไม่ให้คอหนังหายนะผิดหวังเลยทีเดียว

Moonfall เป็นผลงานการกำกับของโรแลนด์ เอมเมอร์ริช ผู้กำกับภาพยนตร์หายนะเรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Independence Day (ID4) ภาพยนตร์ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่เป็นหมุดหมายให้กับนักสร้างภาพยนตร์รุ่นหลังๆ / 2012 ภาพยนตร์สิ้นโลกว่าด้วยเรื่องมูเตลูและการเอาตัวรอด / Midway หายนะแห่งส่งครามโลกครั้งที่สอง / The Day After Tomorrow หนังหายนะน้ำแข็งกลืนกินโลกที่ทำให้หลายๆ คนตกหลุมรักเจค จิลเลนฮาลมาแล้ว และในการกลับมาเล่าเรื่องภารกิจหยุดยั้งไม่ให้ดวงจันทร์พุ่งเข้าชนโลกของเหล่านักบินอวกาศใน Moonfall ครั้งนี้ เขาก็ซัมมอนดารานักแสดงชื่อดังมากมายมาร่วมโปรเจ็กต์นี้ ไม่ว่าจะเป็นฮัลลี เบอร์รี (X-Men, John Wick: Chapter 3 – Parabellum) แพทริค วิลสัน (The Conjuring, Aquaman) จอห์น แบรดลีย์ (Game of Thrones) โดนัลด์ ซูเธอร์แลนด์ (The Hunger Games) ไมเคิล เพ็นย่า (Ant-Man) และชาร์ลี พลัมเมอร์ (All The Money in The World)

ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่กองถ่าย Moonfall ภาพโดย Reiner Bajo

เตรียมพบกับ Moonfall ได้ในโรงภาพยนตร์ เมื่อมันเปิดฉายนะ (ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว)

เปิดตัวอย่างใหม่พร้อมโปสเตอร์ Squid Game ซีรีส์ภาพสีสันสดใส แต่โหดสะใจเรื่องใหม่ของ Netflix

นับจากที่ Battle Royal เบิกทางเรื่องประเภทแข่งเกมเอาตัวรอดไว้เมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว พล็อตประเภทนี้ก็ขายได้อย่างต่อเนื่อง และในเดือนกันยายนนี้ Netflix ก็เตรียมปล่อย ‘Squid Game – สควิดเกมเล่นลุ้นตาย’ ซีรีส์ภาพสีสันสดใสราวหลุดมาจากเทพนิยายว่าด้วยเรื่องราวของผู้เข้าแข่งขันที่เสี่ยงชีวิตเดิมพันกับเกมปริศนาเพื่อครอบครองเงินรางวัลสูงถึง 45,600 ล้านวอน

ผู้กำกับ ฮวังดงฮยอก กล่าวถึง สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ว่าเป็น “เป็นดั่งนิทานเปรียบเทียบที่แสดงถึงสังคมทุนนิยมในยุคร่วมสมัย” โดยหยิบยกเรื่องราวอันหลากหลายของเหล่าผู้เข้าแข่งขัน และการแข่งขันในสังคมปัจจุบันที่ต้อนพวกเขาให้จนมุม มาเปรียบเปรยอย่างสร้างสรรค์ กับเกมเด็กเล่นง่ายๆ ที่ทุกคนล้วนเคยเล่นอย่างสนุกสนานในวัยเยาว์ โดยนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่ท้าทายถึงขีดสุด เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่ล้วนสิ้นหวังเหมือนยืนอยู่ริมผา ต่างมุ่งหน้าเข้าใส่การแข่งขันเพื่อเงินรางวัลจำนวนมากนี้โดยไม่ลังเล และการพุ่งเข้าหาเงินรางวัลของพวกเขาก็พาให้เราอดนึกถึงตัวเองที่ยังดิ้นรนอยู่ในสังคมทุนนิยมไปด้วยไม่ได้ ซึ่งจะได้เห็นรายละเอียดทั้งหมดนี้ในโปสเตอร์ล่าสุด

ตัวโปสเตอร์นั้นโดดเด่นด้วยฉากหลังที่เป็นทุ่งกว้างในโทนสีอบอุ่นดูเงียบสงบ อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ประหลาดที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งกว้าง รวมถึงผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายกลับดูหวาดกลัวและตื่นตระหนก ร่างของผู้เข้าแข่งขันพ่ายแพ้เกมเด็กเล่นที่กองเกลื่อนกลาดนั้นก็ดูขัดแย้งกับทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นอย่างมาก พาลให้สงสัยถึงตัวตนของหุ่นยนต์เด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากนิทาน และยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ว่าเกมสุดโหดแบบไหนที่กำลังรอคอยเหล่าผู้เข้าแข่งขันอยู่กันแน่

ด้านตัวอย่างอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นถึงสเกลสุดอลังการของเกมต่างๆ และความโกลาหลที่เหล่าผู้เข้าแข่งขันได้พบเจอ กีฮุน (อีจองแจ) ทำการต่อสายไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ในนามบัตรที่มีรูปวงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมปรากฏอยู่ จากนั้นจึงลืมตาตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่คุ้นเคย  ณ สถานที่สุดประหลาดที่แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสเหมือนอยู่ในหนังสือนิทาน และเป็นสถานที่ที่ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 456 คน ที่ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังมารวมตัวกัน

ก่อนเริ่มเกม ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับแจ้งว่า “ถ้าไม่อยากเล่นเกม กรุณาแจ้งเราตอนนี้” แม้จะได้รับโอกาสในการเลือกว่าจะร่วมเล่นเกมหรือไม่ แต่เหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างไม่คัดค้านเพราะหวังโอกาสในการชนะเงินรางวัล เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น สนามเด็กเล่นกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความสับสนวุ่นวายที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงและเสียงกรีดร้องอื้ออึง เมื่อเริ่มเกมแล้ว ทางออกเดียวที่มีก็คือการเล่นเกมให้ชนะ และเพื่อจะเป็นผู้ชนะและเอาชีวิตรอด ผู้เข้าแข่งขันต่างต้องเอาชีวิตของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เป็นเดิมพัน แล้วผู้ชนะของเกมสเกลใหญ่ยักษ์สุดอลังการที่ยากจะคาดเดานี้จะเป็นใคร เหล่าผู้เข้าแข่งขันจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเกมสุดอันตรายนี้ได้อย่างไร ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ไม่ควรพลาดทั้งนั้น

ติดตามรับชม สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ผลงานซีรีส์สุดระทึกเหนือจินตนาการได้วันที่ 17 กันยายนนี้ที่ Netflix เท่านั้น

HAVE YOU HEARD? Records แหล่งช้อปปิ้งเพลงใหม่ล่าสุดที่คัดเลือกศิลปินที่น่าสนใจจากทุกประเภทแนวดนตรีที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของร้านแผ่นเสียงแบบดั้งเดิม

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และการล็อกดาวน์ของประเทศที่นำไปสู่การยกเลิกกิจกรรมทางวัฒนธรรมโดยรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี และการแสดงศิลปะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งทางอารมณ์และจิตใจ และในระหว่างที่เรากำลังรอให้ทุกอย่างกลับคืนมาโดยปกติกลุ่มผู้จัดคอนเสิร์ตอิสระในนาม HAVE YOU HEARD? ยังคงต้องการให้ผู้คนไม่ลืมเสียงดนตรีไปในช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้ พร้อมทั้งเตรียมเปิดตัวHAVE YOU HEARD? Records (www.hyhrecords.com) แหล่งช้อปปิ้งเพลงใหม่ล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 3 กันยายนที่จะถึงนี้ เวลา 16.00 น. ร้านขายเพลงออนไลน์แห่งใหม่นี้จะเป็นแหล่งรวมคอลเลกชั่นไวนิล ซีดี เทป หนังสือ และ merchadise จากศิลปินไทยและต่างประเทศมากมาย ที่จะมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่แท้จริงแก่คุณ และสร้างแรงบันดาลใจไม่แพ้ความรู้สึกของบรรยากาศการไปงานแสดงคอนเสิร์ตของจริง

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนจำเป็นต้องอยู่อยู่ติดกับบ้าน และอัลกอริธึมของคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่ การสตรีมออนไลน์กลายเป็นตัวแทนใหม่ของวัฒนธรรมดนตรี คนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้คุ้นเคยกับการค้นพบบทเพลง และศิลปินใหม่ๆที่ป้อนให้เราด้วยระบบการจดจำของคอมพิวเตอร์ อัลกอริธึมกลายเป็นแหล่งต้นทาง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการแนะนำศิลปินใหม่ๆให้ถูกใจ โดยตอบสนองต่อพฤติกรรมหารเลือกฟังเพลงที่ผ่านมาของเรา ในขณะที่เทคโนโลยีประเภทนี้ ทำให้ชีวิตของเราง่ายและสะดวกขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ขาดหายไปคือความมหัศจรรย์ของการค้นพบเพลงใหม่ด้วยตัวคุณเอง

“เช่นเดียวกับเป้าหมายของเราในการจัดคอนเสิร์ตและเทศกาล เราต้องการสร้าง community บนพื้นฐานของความรักในเสียงดนตรีที่มีร่วมกัน และเพื่อให้พื้นที่สำหรับผู้ที่มีความสนใจคล้ายกันได้พบปะ และสร้างแรงบันดาลใจ และนั่นคือที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับร้านแผ่นเสียงของเรา” กล่าวโดยผู้ก่อตั้งของHAVE YOU HEARD? พิมพ์พร “แป๋ง” เมธชนัน และ กิรตรา “กิ” พรหมสาขา ณ สกลนคร

ภายใต้สโลแกน “We Pick, and You Dig!” ลูกค้าของ HAVE YOU HEARD? Records สามารถค้นพบศิลปินและอัลบั้มที่มีคุณภาพมากมาย ทั้งจากยุคเก่าและยุคปัจจุบันที่ร้านค้าได้พิถีพิถันคัดเลือกมานำเสนอโดยเฉพาะ จากทุกประเภทแนวดนตรี ไม่ว่าจะเป็น ร็อก บลูส์ โซล ฟังก์ แจ๊ส เร้กเก้ ไปจนถึงอินดี้และอัลเทอร์เนทีฟ ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิคส์ สายเพลงเต้นรำยังมี selection เทคโน เฮ้าส์ Rare Groove เเละ world music จากทั่วโลก รวมถึงดนตรีอื่นๆที่หาฟังได้ยาก เช่น แผ่น reissue ของศิลปินแนวแอฟริกันฟังก์ เยอรมันอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่อัลบั้มแจ๊สหรือซิตี้ป๊อบเก่าๆจากญี่ปุ่น

เพลิดเพลินกับการเลือกเพลงนำเข้าจากค่ายเพลงอินดี้ และผู้จัดจำหน่ายเพลงอิสระที่ดีที่สุดจากทั่วโลก อาทิ 4ADNinja TuneXL-RecordingsBig CrownCaptured TracksNumeroGroupHeavenlyJagjaguwarMergeMatadorRough TradeDead OceansSoul JazzLight in the AtticMr. Bongo และอื่นๆ อีกมากมายที่จะทะยอยเข้ามาให้ติดตามเเละเลือกซื้อ

HAVE YOU HEARD? Records ยังมีบทความเกี่ยวกับเพลง, ข้อมูลศิลปินและดนตรี ประวัติศาสตร์ให้อ่าน รวมไปถึงอัลบั้มแนะนำประจำสัปดาห์ หรือบูธฟังเพลงของอัลบั้มต่างๆที่มีขายในร้านเพื่อเป็นการ “ลองก่อนตัดสินใจซื้อ”

ในสัปดาห์แรกของการเปิดร้าน ลูกค้าจะได้รับสิทธ์การจัดส่งฟรีสำหรับการสั่งซื้อ 100 ออเดอร์แรก ติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ทางช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของHAVE YOU HEARD? Records หรือทางเวปไซด์ www.hyhrecords.com

Facebook: https://www.facebook.com/hyhrecords

Instagram: https://www.instagram.com/hyh_records/

Twitter: https://twitter.com/HYH_Records_BKK

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

Simon Porte Jacquemus ดีไซน์เนอร์คนเก่งชาวฝรั่งเศสต้อนรับพนักงานแบรนด์ Jacquemus กลับเข้าสู่ออฟฟิศด้วย brunch มื้ออบอุ่นที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสไตล์

Monday Motivation วันจันทร์แบบนี้ถ้าได้พักทาน brunch แบบอบอุ่นเป็นกันเองแต่ก็มีการจัดวางอันมีสไตล์ที่ Simon Porte Jacquemus จัดเตรียมไว้ต้อนรับพนักงานของแบรนด์ jacquemus ที่กลับมาเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศใหญ่ใน Paris รับรองว่ามีกำลังใจสู้งานต่อได้ยาวๆเลย บนโต๊ะอาหารจะมีเมนูอะไรบ้างไปชมกันเลยครับ!

ส่วนบรรยากาศออฟฟิสแสนสวยที่ได้ Till Duca Studio สตูดิโอออกแบบที่ Simon โปรดปรานมาช่วยออกแบบรับชมได้ที่นี่เลยครับ

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

“จำปา” ลิ้มรสตำรับรักษ์โลก ปรุงด้วยเตาฟืน ไม่สร้างขยะ ณ ตรีวนันดา คอมมูนิตี้เพื่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ภายใต้อาณาจักรมนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ใจกลางภูเก็ต

เผยโฉมสุดยอดโครงการรักษ์โลก “จำปา” ร้านอาหารแนวคิดใหม่ที่ผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับอาหารและเครื่องดื่ม สร้างสรรค์เมนูรสเลิศจากวัตถุดิบสดใหม่ในท้องถิ่น เน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พร้อมยึดหลัก Zero Waste ไม่สร้างขยะให้แก่โลก ณ ตรีวนันดา คอมมูนิตี้เพื่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวมกลางเกาะภูเก็ต ภายใต้การดูแลของ มนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่เคยคว้ามาหลายรางวัลระดับโลก ได้แก่ “พรุ” ร้านอาหารรางวัลมิชลิน สตาร์ 1 ดาว แห่งเดียวนอกเขตกรุงเทพฯ “ซีฟู้ด แอท ตรีสรา” ร้านอาหารแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รางวัลมิชลิน กรีน สตาร์ และ “พระยา ไดนิ่ง” ที่ได้รับมิชลิน เพลท อันทรงเกียรติ เปิดปฐมฤกษ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

“จำปา เป็นโครงการที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากท้องถิ่น ใช้ไฟฟืน ยึดแนวคิดการปรุงอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ ถือเป็นบทบาทหลักของ ตรีวนันดา คอมมูนิตี้ เฮ้าส์” เควนทิน ฟูเกอรูซ์ (Quentin Fougeroux) ผู้อำนวยการ ด้านอาหารและเครื่องดื่มกล่าว “เนื่องจากเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ ที่นี่จึงเป็นพื้นที่เพื่อการแบ่งปัน เรียนรู้ และให้ความสำคัญกับชีวิตที่ดี รวมไปถึงยึดหลักการความเป็นอยู่แบบพึ่งพาตนเอง นับว่าเป็นสถานที่ซึ่งผสานอาหารและงานฝีมือเข้าด้วยกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด”

ชื่อ “จำปา” (JAMPA) มาจากชื่อของดอกแมกนิโอเลีย จัมพากา (Magniolia Champaka) ซึ่งเป็นดอกไม้เฉพาะถิ่นที่มีกลิ่นหอมพบได้ทั่วไปในภูเก็ต และมาจากชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มของกรุ๊ป ที่เรียกกันว่า “พรุจำปา” ครึ่งแรกของชื่อหมู่บ้านได้นำมาตั้งเป็นชื่อร้านอาหาร “พรุ” ร้านชนะรางวัลมิชลินของมนทาระ และใช้ชื่อครึ่งหลังสำหรับคอนเซปต์ใหม่นี้

มอาหารของจำปามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ร้านอาหารแห่งนี้ก้าวไปสู่แถวหน้าของนวัตกรรมอาหารในเกาะภูเก็ต โดยการใช้ไฟจากฟืนเท่านั้น ในการรังสรรค์วัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็นอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมเน้นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ สร้างความสมดุลให้ร่างกาย ซึ่งส่งผลดีงามต่อจิตใจ

ทีมจำปามี เชฟริค ดิงเกน (Chef Rick Dingen) เป็นหัวหน้าทีม เขาเคยประจำอยู่ที่ร้านอาหารเมดิสัน ในกรุงเทพฯ และยังผ่านการทำงานในร้านอาหารระดับมิชลิน สตาร์ ในประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์บ้านเกิดของเขา ซึ่งรวมถึงร้านอินเตอร์ สกาลเดส ร้านระดับมิชลิน สตาร์ 3 ดาว และร้านอาหาร เดอ คาส ที่ขึ้นชื่อเรื่องนำของสดจากฟาร์มมาปรุงอาหาร เชฟทุ่มเทให้กับการเลือกสรรวัตถุดิบสดใหม่ที่เก็บเกี่ยวได้ในวันนั้น ใช้วิธีปรุงอาหารด้วยไฟจากฟืน เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ทางธรรมชาติของวัตถุดิบแต่ละชนิด

ร้านอาหารจะตั้งอยู่ที่ ตรีวนันดา คอมมูนิตี้ เฮ้าส์ เป็นอาคารแสนสวยที่ออกแบบโดย ฮาบิตา อาร์คิเท็คท์ บริษัทออกแบบมือรางวัลและสถาบันศิลปะอาศรมศิลป์ ออกแบบตกแต่งภายในโดย อาฟโรโค่ ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในบริษัทออกแบบที่ล้ำสมัยที่สุดในวงการ ล้อมรอบไปด้วยเนินทรายและภูมิทัศน์ที่สวยงาม อาคารคอมมูนิตี้ เฮ้าส์ แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของ ตรีวนันดา เวลเนส คอมมูนิตี้ ที่ซึ่งผู้พักอาศัยสามารถมาพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ทั้งผู้พักประจำและผู้มาเยือนจะสามารถร่วมพลังกันในโครงการต่าง ๆ ของชุมชนที่เน้นเรื่องความยั่งยืน เรื่องโภชนาการ และความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำโดยทีมของตรีวนันดา

ร้านอาหารได้รับการกล่าวถึงในหัวข้อ “ร้านเปิดใหม่ล่าสุด” ของเวปไซต์ “Top 25 Restaurants Phuket” โดย อเมซิ่ง ไทยแลนด์ ยังมีบาร์ที่ทันสมัยนำเสนอเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจ เสิร์ฟมาในรูปแบบที่คุ้นเคยของนักดื่ม รวมทั้งมีแนวคิด zero waste ลดขยะเป็นศูนย์ นำเสนอของสดเก็บใหม่ในวันนั้น ขนมปังอบใหม่ และอาหารชั้นดีชนิดอื่น ๆ ให้กับผู้พักอาศัยและแขกผู้มาเยือน

สำหรับแนวคิดลดขยะเป็นศูนย์ (The Zero Waste) สิ่งสำคัญของคอมมูนิตี้นี้ คือ อาหารและข้าวของต่าง ๆ จะไม่ใช้พลาสติก ผู้พักอาศัยและแขกสามารถเลือกสรรสินค้าโฮมเมด ผลไม้ ผัก และสมุนไพร ที่เก็บมาสด ๆ ขนมปังอบใหม่ที่ยังอุ่น ๆ จากเตาฟืน ชีสท้องถิ่น ชีสวีแกน และสินค้าอื่น ๆ ในรีฟิล สเตชั่น ยิ่งไปกว่านั้น เชฟทุกคนพร้อมให้คำแนะนำหรือเกร็ดความรู้ในการใช้ประโยชน์จากผลิตผลนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

านอาหารก็มุ่งมั่นที่จะเป็นร้านแรกบนเกาะภูเก็ตที่ปรุงอาหารตามแนวคิดลดขยะเป็นศูนย์เช่นเดียวกัน “เราต้องการลดผลกระทบต่อโลกให้มากที่สุดและเราแยกขยะในครัวของเราทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เหลือสิ่งใดกลับไปสู่พื้นดิน” เควนทิน กล่าว “เราจะแยกขยะ โดยอาหารที่เหลือจะนำไปเป็นอาหารสัตว์หรือทำเป็นปุ๋ยใช้ในฟาร์มของเรา ขยะและของที่ย่อยสลายได้จะถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยปลูกผักเพื่อทำให้วงจรของชีวิตสมบูรณ์”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ +66 76 310 100 หรือเยี่ยมชมที่ jamparestaurant.com
Facebook : https://www.facebook.com/JampaRestaurant/
Instagram : https://www.instagram.com/jamparestaurant/?hl=en
Line : @jamparestaurant

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

“Shaping The now since 1791” Virtual Exhibition

จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) และพีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) เชิญร่วมเฉลิมฉลอง 230 ปีแห่งความหลงใหลในการประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกา ในโอกาสครบรอบ 230 ปี การก่อตั้งแบรนด์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้ผลิตเรือนเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ให้เข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 30 กันยายน 2021

นิทรรศการดังกล่าว เนรมิตพื้นที่มัลติแบรนด์บูติค PMT The Hour Glass สยามพารากอน มาไว้บนแพลตฟอร์มนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อต้อนรับบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ ให้เข้ามาสัมผัสโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงของ Girard-Perregaux แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ รับชมความงดงามของประดิษฐกรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และประทับใจในสุดยอดนวัตกรรมที่กล่าวได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกายุคสมัยปัจจุบัน ผ่านการจัดแสดงแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง ให้ผู้เข้าชมสามารถรับชมผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างละเอียดและคมชัดทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา นิทรรศการครั้งนี้ ยังตอกย้ำความเป็นเลิศในศาสตร์และศิลปะการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่สืบทอดมานานกว่าสองศตวรรษ เชื่อมโยงเทคนิคอันยอดเยี่ยมเข้ากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงฟังก์ชั่นการทำงานเข้ากับรูปลักษณ์ที่สวยงาม และเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ครองใจบรรดาเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ผู้นำประเทศ และบรรดาผู้ทรงอิทธิพลจากแวดวงต่างๆ ทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สองภาพบนคือตัวอย่างผลงานชิ้นประวัติศาสตร์สำคัญที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีตั้งแต่นาฬิกาพกที่วิจิตรบรรจง จากยุคสมัยของ ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-Francois Bautte) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไปจนถึงผลงานระดับตำนานอย่าง ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ซึ่งได้รับการออกแบบโดย คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) นั้น ล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่าที่ปกติจัดแสดงให้เข้าชมได้ที่ส่วนพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในฐานการผลิตของ Girard-Perregaux ที่เมือง ลา โชว์ เดอ ฟองด์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น

จึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่คนรักนาฬิกาชาวไทยและทั่วโลกจะได้ร่วมค้นพบประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Girard-Perregaux และสัมผัสผลงานสุดพิเศษ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในด้านความวิจิตรงดงามและฟังก์ชั่นการทำงานอันยอดเยี่ยม คงคุณค่าอยู่เหนือกาลเวลานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1791

นอกจากผลงานจากพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังจัดแสดงผลงานเรือนพิเศษที่ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และทักษะด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ อาทิ แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล (Planetarium Tri-Axial) ที่จัดวางองค์ประกอบต่างๆ ได้งดงามราวบทกวี หรือตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) เรือนเวลาร่วมสมัยจากการเปิดตัวล่าสุดภายในงาน เจนีวา วอทช์ เดย์ส (Geneva Watch Days) ปีนี้ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความเคารพที่แบรนด์มีต่อขนบประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันเก่าแก่ที่สืบทอดมาช้านาน พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงสู่โลกอนาคต ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรมด้านวัสดุ และการปรับโฉมรูปลักษณ์เรือนเวลาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The now since 1791” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2021 ที่ เว็บไซต์ของ PMT The Hour Glass

เรามีตัวอย่างของนาฬิกาที่จะมาจัดแสดงในนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ในช่วง1 – 30 กันยายน 2021 ดังนี้

“เลพีน” นาฬิกาจี้ตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย <<โบท แอนด์ มูนิเยร์>>, ราวปี ค.ศ. 1820
ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-François Bautte) (เจนีวา ค.ศ. 1772-1837) ผู้ก่อตั้งแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard Perregaux) เป็นหนึ่งในช่างนาฬิกาและช่างอัญมณีผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์สูงสุดและเป็นดั่งอัจฉริยะบุคคลอย่างแท้จริงในช่วงเวลาของเขาในฐานะช่างฝีมือ และนักการค้าผู้เปี่ยมด้วยทักษะอันแสนพิเศษ เขาได้รังสรรค์ทุกประเภทของเรือนเวลาอันสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับงานฝีมือการแกะสลักหรืองานลงยาในทุกรายละเอียดของเรือนเวลา หรือการประดับตกแต่งด้วยอัญมณีล้ำเลอค่า พรสวรรค์ของโบทยังสามารถค้นพบได้ผ่านผลงานอันประณีตละเอียดอ่อนที่เขาได้รังสรรค์ไว้บนตัวเรือนของนาฬิกาจี้เรือนนี้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการประดับตัวเรือนด้วยทองเม็ดเล็กๆทุกชิ้นด้วยมือ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบและแสนวิเศษเช่นนี้ ขณะที่หน้าปัดทองอันประณีตประดับตกแต่งไว้ด้วยลวดลายดอกไม้ รวมถึงกลไกตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับเรือนเวลาพิเศษเฉพาะหนึ่งเดียวนี้

“เลพีน” นาฬิกาพก พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “มูนิเยร์ เอต ฟิลส์ เอต เฌแนฟ” (แอสโซซีเอ เดอ เจ.เอฟ. โบท), ราวปี ค.ศ. 1830
นาฬิกาพกลงยาทองเรือนบาง พร้อมด้วยงานประดับตกแต่งลวดลายดอกไม้อันแสนวิจิตรที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้งานลงยาสีดำแบบชอมเลอเว (champlevé) งานลงยาชอมเลอเวถือเป็นเทคนิคการลงยาอันประณีตงดงาม ที่ซึ่งผ่านขั้นตอนของการแกะสลักผนังขอบลงยาด้วยสิ่วไว้บน ตัวเรือน จากนั้นจึงเติมด้วยงานลงยาใส โดยโบทเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในเทคนิคการจำลองภาพขนาดจิ๋ว และเป็นหนึ่งในช่างนาฬิการายแรกๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดที่ผลิตรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางพิเศษขึ้น โดยผ่านการประดับตกแต่งอย่างประณีตจากทองและงานลงยา โบทยังเปี่ยมด้วยองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถแสดงเวลาไม่เฉพาะเพียงผ่านเข็มชี้ แต่ยังรวมไปถึงการแสดงเวลาด้วยตัวเลข โดยนาฬิกาพกเรือนนี้ได้บรรจุไว้ด้วยการแสดงแบบตัวเลข (digital display) ด้วยระบบจัมปิ้งอาวร์ (jumping hours)

“เลพีน” นาฬิกาจี้ พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “เจ.เอฟ. โบท แอนด์ ซี เอต เฌแนฟ”, ราวปี ค.ศ. 1840
นาฬิกาจี้ลงยาทองประดับเพชรอันแสนอัศจรรย์ พร้อมด้วยสายโซ่นาฬิกาลงยาทองและกุญแจไขลาน ประดับด้วยเพชร และหน้าปัดลงยา “กรองด์ เฟอ” (“Grand-feu”) ตัวเรือนประดับตกแต่งด้วยงานลงยาสีน้ำเงินโคบอลต์โปร่งแสงบนพื้นผิวแกะสลักเอนจิ้น-เทิร์น (engine-turned) และงานแกะสลักประดับตกแต่งด้วยเพชร งานลงยาถือเป็นศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นได้โดยเฉพาะศิลปินเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และถูกเรียกขานว่า “เจนีวา บลู” (“Geneva blue”) อันเป็นต้นแบบของยุคสมัยของโบท โดยผสมผสานด้วยเทคนิคการตกแต่งอื่นๆ เช่น “กิโยชาจ” (“guillochage”) หรือการแกะสลัก ที่ช่วยให้สามารถรังสรรค์เรือนเวลาอันแสนงดงามวิเศษเหล่านี้ได้

นาฬิกาพกแบบมีฝาปิดเรือนทอง พร้อมด้วยกลไกสะพานจักร, บาลานซ์สปริงทรงกลมทำให้เป็นสีน้ำเงิน และบาลานซ์ทดกำลังด้วย สกรูทองขนาดใหญ่ ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1884
ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) จากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์ส (La Chaux-de-Fonds) สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนาความหลงใหลในโครงสร้างกลไกของนาฬิกาจักรกล โดยเขาตั้งใจที่จะรังสรรค์ความล้ำเลิศทางเทคนิคและความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดซึ่งผสมผสานไว้ด้วยความสวยงามอันแสนตราตรึงใจ นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด (hunter) เรือนนี้คือหนึ่งในตัวอย่าง เหล่านั้น โดยได้รับรางวัลความเที่ยงตรง “โครโนมิเตอร์” (“Chronometer”) จากเนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี (Neuchâtel Observatory) กับกลไกที่ถ่ายทอดด้วยงานฝีมือการตกแต่งอันประณีตวิจิตร เช่น ลวดลายโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève), ลายเกรนวงกลม, งานขัดเงาดุจกระจกและขัดขอบมุม

ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส, นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์โครโนมิเตอร์ตรึงด้วยแกนเดือย ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1888
คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ได้เปลี่ยนโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาไปอีกด้าน โดยการเปลี่ยนรูปสะพานจักรจาก องค์ประกอบทางเทคนิคที่ไม่อาจมองเห็นไปสู่ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ของเรือนเวลา เขาได้ออกแบบใหม่ให้กับสะพานจักรของนาฬิกาพกตูร์บิญองด้วยรูปทรงลูกศรอันสวยงามและจัดวางขนานกัน มอบเป็นการถือกำเนิดของนาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillon with Three Gold Bridges) เป็นครั้งแรกๆ ขึ้นในการประดิษฐ์สร้างสรรค์นาฬิกา โดยสะพานจักรทองของเรือนเวลาพิเศษเรือนนี้ซึ่งได้รับรางวัลเฟิร์สคลาส บูลเลติน (first class bulletin) จาก เนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี ได้ถ่ายทอดไว้ด้วยงานฝีมือการตกแต่งระดับไฮเอนด์ถึงห้า รูปแบบ ทั้งการขัดเงาดุจกระจกบนพื้นผิว งานขัดด้านซาตินบนขอบข้าง งานขัดกลมมนบนก้านแขน งานขัดขอบขึ้นมุมภายนอก และงานขัดขอบขึ้นมุมภายในต่างๆ ณ วันนี้ เรือนเวลาอันเป็นไอคอนิกนี้ได้กลายเป็นงานออกแบบอันเป็นที่จดจำได้ทันทีในฐานะสัญลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ไจโรเมติก นาฬิกาข้อมือสตีลและสายแบบผสาน กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติไจโรเมติกความถี่สูง พร้อมด้วย เอสเคปเมนต์แบบเลเวอร์, ราวปี ค.ศ. 1970
ในช่วงปี 1960’s จีราร์ด-แพร์โกซ์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มีแผนกวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ภายในโรงงานของตนเอง จึงเกิดการคิดค้นซึ่งนวัตกรรมอันน่าทึ่งมากมาย อาทิ ไจโรเมติก (Gyromatic) ระบบขึ้นลานเองอัตโนมัติแบบปฏิวัติ ด้วยสัดส่วนขนาดเล็กที่ช่วยให้โรงงานการผลิตแห่งนี้สามารถนำเสนอซึ่งเรือนเวลากลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติเรือนบางพิเศษได้ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประดิษฐ์นาฬิกา โดยไจโรเมติกมีโครงสร้างที่บางอย่างมาก พร้อมทั้งหวนกลับไปให้ความสนใจเป็นพิเศษกับองค์ประกอบซึ่งถูกละทิ้งนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) นั่นคืองานออกแบบของนาฬิกา และนับจากยุค 1970’s เรือนเวลานี้จึงได้รับการชื่นชมยกย่องในองค์รวม ทั้งในแง่ของเทคนิคและความสวยงาม

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ลอรีอาโต นาฬิกาควอตซ์โครโนมิเตอร์ในตัวเรือนสตีลและสายแบบผสาน, ปี ค.ศ. 1984
ในปี ค.ศ. 1975 จีราร์ด-แพร์โกซ์ ได้เปิดตัวผลงาน ลอรีอาโต (Laureato) หนึ่งในเรือนเวลา “สปอร์ต-ชิค” (“sport-chic”) รุ่นแรกๆ พร้อมด้วยเอกลักษณ์ของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมยกสูงและสายข้อมือสตีลแบบผสาน ที่ติดตั้งด้วยกลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงแม่นยำสูงและบางพิเศษ โรงงานการผลิตจากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์สรายนี้ได้เริ่มต้นเล่นกับรูปทรงบนเรือนเวลานับจากช่วงปลายยุค 60s ด้วยผลงานนาฬิกาดำน้ำ ดีพ ไดเวอร์ (Deep Diver) ของแบรนด์ซึ่งมีขอบตัวเรือนตกแต่งถึง 14 เหลี่ยมด้าน และต้องขอบคุณให้กับเส้นสายอันเรียวบาง ความสามารถในการสวมใส่ได้ง่าย และการสลับระหว่างงานตกแต่งขัดเงาและขัดด้านซาติของเส้นสายทรงตรงและทรงโค้ง ที่ทำให้ ลอรีอาโต ได้รับความสนใจอย่างทันทีและกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์

ลา เอสเมอรัลดา ตูร์บิญอง “อะ ซีเคร็ต”
(La Esmeralda Tourbillon “A Secret”)

แกะสลักขึ้นทั้งหมดด้วยมือ (ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงในการทำงาน) เราจะได้ค้นพบกับม้าที่กำลังควบวิ่งอย่างสง่างามสามตัวซึ่งปรากฏบนด้านนอกของฝาปิดนาฬิกา ขณะที่ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และด้านบนของหูตัวเรือนเชื่อมสาย รวมถึงด้านข้างของตัวเรือนนั้นได้หยิบเอาลวดลายสลับซับซ้อนอันแวววาวเจิดจรัสที่เคยใช้ตกแต่งภายในผลงานรุ่นปี ค.ศ. 1889 โดยฝีมือการแกะสลักของ ฟริตซ์ คุนเดิร์ต (Fritz Kundert) ขณะที่กระจกแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” ได้มอบซึ่งภาพมุมมองด้านบนอันน่าทึ่งแห่งสถาปัตยกรรมอันงดงามล้ำเลิศ โดยออกแบบขึ้นเหมือนกับนาฬิกา “ซีเคร็ต” (“secret” watch) ที่การตีความใหม่ของลา เอสเมอรัลดา นี้ได้ประกอบไว้ด้วยฝาปิดซึ่งทำหน้าที่ปกป้องด้านหลังของนาฬิกา ผ่านกระบวนการผลิตอันแสนพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยกลไกจักรกลผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเองที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวมถึง 310 ชิ้น พร้อมทั้งกรงตูร์บิญองรูปทรงพิณที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 80 ชิ้นภายในกรงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 14.44 มม. และหนักเพียง 0.305 กรัมเท่านั้น! โดยระบบไขลานอัตโนมัตินี้ยังติดตั้งไว้ด้วยไมโคร-โรเตอร์แพลทินัมผสานภายใต้กระปุกลาน แต่ละชิ้นส่วนยังผ่านทั้งงานขัดเงา ขัดลบมุม และแกะสลัก รวมถึงสลักเสลาด้วยมือด้วยความละเอียด 1/100 มม. (ที่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเทียบเท่ากับเส้นผมของมนุษย์) ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์นาฬิกา

เรือนเวลานี้ยังเชื้อชวนให้หวนนึกถึง ลา เอสเมอรัลดา อันโด่งดังสูงสุดในบรรดานาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillons with three gold Bridges) ภายในคอลเลคชั่นของ จีราร์ด-แพร์โกซ์ และด้วยตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส นี้เองที่ทำให้ คองสตองท์ จีราร์ด (Constant Girard) ชนะรางวัลเหรียญทองได้จากงานนิทรรศการนานาชาติกรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) ในปี ค.ศ. 1889 ได้สำเร็จ

คลาสสิก บริดจ์ส 45 มม.
(Classic Bridges 45mm)

งานออกแบบอันเข้มแข็งที่ตีความใหม่มาจากไอคอนแห่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาสู่เรือนเวลาไฮเทคล้ำสมัยซึ่งสะกดหัวใจของเหล่านักสะสม โดยเผยการปรากฏโฉมอันแสนพิเศษบนข้อมือพร้อมทั้งสวมใส่ได้อย่างสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ จากการประกอบขึ้นด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” (ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิตขึ้นรูปที่ใช้วัสดุมากกว่าสามเท่าจากกระจกมาตรฐานทั่วไป) บวกด้วยการขจัดขอบตัวเรือนออก และมอบซึ่งมุมมองจากด้านบนและด้านข้างให้มองเห็นและชื่นชมได้ถึงสถาปัตยกรรมอันสวยงามภายใต้โครงสร้างเชิงสามมิติ รวมถึงกลไกผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนองที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 208 ชิ้นและติดตั้งด้วยบาลานซ์ทดกำลังแบบปรับได้ขนาดใหญ่ (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.15 มม.) นี้สามารถมองเห็นได้บนด้านหน้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเพื่อให้สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบกับกระปุกลาน (ณ ตำแหน่ง 1.30 นาฬิกา) จึงสะท้อนด้วยการจัดวางอย่างสมดุลของไมโคร-โรเตอร์ (ณ ตำแหน่ง 10.30 นาฬิกา) ขณะที่ด้านหน้าของ แท่นเครื่องนั้นขัดแต่งแบบแซนด์บลาสต์ ชุบโรเดียม และขัดลบมุม ส่วนด้านหลังของแท่นเครื่องถ่ายทอดไว้ด้วยลวดลาย โคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) แนวตั้งฉาก ส่วนบริดจ์สทองผ่านการขัดเงาและขัดแต่งแบบซาติน (บนด้านข้าง) รวมถึงขัดลบมุมอย่างละเอียดอ่อน ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์เรือนเวลา

มินิท รีพีทเตอร์ ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Minute Repeater Tri-Axial Tourbillon)

บริดจ์ (Bridge) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซง (Maison) แห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรองรับขบวนเฟืองซึ่งขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมงภายในหน้าปัดย่อยแซฟไฟร์ ณ 9 นาฬิกา และการแสดงนาทีบนหน้าปัดย่อยอีกด้านหนึ่ง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยการพัฒนาตัวเรือนที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ด้วยอัตราส่วนระหว่างขนาดของคาลิเบอร์กลไกกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในของตัวเรือน (ผลิตจากไทเทเนียม เกรด 5) ที่จะช่วยรับประกันได้ถึงคุณภาพระดับสูงของเสียง
ขณะที่กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องสองชิ้นที่ติดตั้งบนด้านหน้าและด้านหลังของนาฬิกา เปิดโอกาสให้เราได้มองเห็นเข้าไปยังหัวใจของโครงสร้างกลไก ขณะที่กรงตูร์บิญองนั้นหมุนบนแกนต่างกันสามแกนใน 2 นาที และช่วยชดเชยผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอน เช่นเดียวกับแนวตั้ง แตกต่างจากนาฬิกา ตูร์บิญอง มินิท รีพีทเตอร์ (Tourbillon Minute Repeaters) อื่นๆ ที่เรือนเวลาของจีราร์ด-แพร์โกซ์ นั้นออกแบบขึ้นเพื่อเผยให้เห็นองค์ประกอบหลักสำคัญของจักรกลตีระฆังหรือมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) อาทิ ค้อน ฆ้อง และจักรกลตีระฆังเอง โดยการขับเคลื่อนของกลไกคาลิเบอร์ที่ออกแบบขึ้นอย่างสมมาตรและผ่านการตกแต่งอย่างประณีตละเอียดอ่อน โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 518 ชิ้น รวมถึง 145 ชิ้นเฉพาะภายในกรงตูร์บิญองเพียงอย่างเดียว โดยกรงตูร์บิญองนี้ยังต้องอาศัยเวลาในการประกอบถึงกว่า 250 ชั่วโมง

แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Planetarium Tri-Axial Tourbillon)

รังสรรค์ขึ้นจากกระจกสามชิ้น โดยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์นี้สร้างเป็นรูปทรงโดมสองตำแหน่ง คือ ณ 4 และ 9 นาฬิกา ซึ่งมอบความโดดเด่นและยังทำหน้าที่ปกป้องกรงตูร์บิญองแบบสามแกน เช่นเดียวกับลูกโลกจำลองขนาดจิ๋ว โดยลูกโลกจำลองที่เอียงลง เช่นเดียวกับตัวแสดง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกานั้นยังได้มอบวิถีใหม่ของการมองเห็นเวลาได้จากทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงไว้บนด้านหน้าปัดนั้นเป็นส่วนของกลางวัน และอีกด้านซึ่งแสดงไว้บนด้านหลังนั้นเป็นส่วนของกลางคืน ลูกโลกนี้ทำขึ้นจากอลูมิเนียมและวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 13 มม. โดยด้านหลังยังผ่านการวาดภาพด้วยมือเหมือนกับดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม และจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงในการทำงาน ส่วนบนด้านข้างของตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ติดตั้งไว้ด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมจักรกลภายในและนำทางแสงให้ส่องสว่างสู่ภายในกลไกเช่นกัน กรงตูร์บิญองนี้หมุนรอบบนแกนสามแกนใน 2 นาที และช่วยปรับสมดุลจากผลกระทบของแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง จักรกลนี้ได้ถ่ายทอดถึงความประณีตละเอียดอ่อนและความสลับซับซ้อน ด้วย “บล็อกกรงตูร์บิญอง” (กรงตูร์บิญองตามประเพณีและจักรกลที่ทำให้กรงนี้หมุนรอบแกนที่สอง) ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.24 กรัม แต่ยังคงประกอบขึ้นด้วยความซับซ้อนของชิ้นส่วนรวมถึงกว่า 140 ชิ้น

ลอรีอาโต้ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง สเกเลตัน
(Laureato Flying Tourbillon Skeleton)

ตัวเรือนบาง พร้อมทั้งขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม และสายสร้อยข้อมือแบบผสานที่สลับระหว่างการตกแต่งด้วยงานขัดเงาและขัดซาติน โดยบรรจุไว้ด้วยมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงทรงบาตอง (baton-shaped) และเข็มชี้เรืองแสง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงสลัว กลไกคาลิเบอร์นี้ซึ่งผ่านการเคลือบ เอ็นเอซี (NAC-treated) (สีเทาแอนทราไซต์) ยังทำงานประดุจตาข่ายโลหะ โดยช่วยให้สายตาของเรานั้นสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของพลังงาน ที่ต้องขอบคุณให้กับขบวนเฟืองชุบโรเดียมอันสง่างาม ขณะที่ในระหว่างการเดินทางแห่งการค้นพบไปสู่หัวใจอันซับซ้อนของจักรกลซึ่งประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 262 ชิ้นนี้ สายตาเรายังได้หยุดพัก ณ เสน่ห์แห่งฟลายอิ้งตูร์บิญองที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกาเช่นกัน แขวนลอยไว้โดยบริดจ์เพียงหนึ่งชิ้น ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จะได้เพลิดเพลินไปกับภาพการสั่งการของจักรกลซึ่งทำให้เกิดการหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ในทุกๆ 60 วินาที พร้อมทั้งงานออกแบบอันร่วมสมัยที่สะกดสายตาของกลไกชุดนี้ โดยรังสรรค์ขึ้นด้วยมือตรงตามมาตรฐานระดับสูงสุด และเน้นย้ำความประณีตอย่างอัจฉริยะผ่านงานขัดขอบของแต่ละชิ้นส่วน ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นองค์ประกอบทางจักรกลของกลไกซึ่งปรากฏราวกับลอยอย่างไร้น้ำหนักภายในตัวเรือน เช่นกันกับไมโคร-โรเตอร์ทองที่สลักเสลาแบบเปลือยโปร่ง เพื่อให้สามารถชื่นชมกลไกคาลิเบอร์นี้ได้จากด้านหลังเช่นเดียวกัน

ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส
(Tourbillon with Three Flying Bridges)

ในปี ค.ศ. 1867 จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) ได้เผยโฉมผลงาน ‘ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส’ (Tourbillon with Three Gold Bridges) และนั่นเองที่ไอคอนแห่งเรือนเวลาได้ถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังแตกต่างไปจากทั่วไป ด้วยสะพานจักรซึ่งเป็นชิ้นส่วนประกอบทางฟังก์ชั่นทั้งสามชิ้นที่โดยปกติแล้วจะถูกซ่อนไว้ แต่ในผลงานนี้ได้รังสรรค์ขึ้นเป็นดั่งองค์ประกอบด้านความสวยงาม และด้วยการตัดสินใจนี้เอง ที่ทำให้โรงงานการผลิตแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ได้กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในการสร้างซึ่งสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นให้สามารถมองเห็นได้ และผลลัพธ์นี้ยังได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ ผลงานนาฬิกาจีราร์ด-แพร์โกซ์ รุ่นต่างๆ อีกมากมายนับจากนั้น เช่นเดียวกับการถือกำเนิดของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ใหม่ ที่เมซง (Maison) แห่งนี้สืบทอดไว้ด้วยปรัชญางานออกแบบเดียวกัน ทว่าได้พลิกโฉมความน่าหลงใหลบ้างเล็กน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 230 ปีของจีราร์ด-แพร์โกซ์ในปีนี้ และเป็นดั่งส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ โรงงานการผลิตแห่งนี้จึงได้หวนคืนสู่นาฬิการุ่นไอคอนิกของตน พร้อมทั้งเผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมากมาย โดยยังคงผสมผสานไว้ด้วยนวัตกรรมแห่งความทันสมัย เช่นเดียวกันกับผลงาน ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ที่ในวันนี้ได้เสริมความน่าสนใจและปรากฏโฉมร่วมกับ นีโอ บริดจ์ส (Neo Bridges) สามชิ้นที่ขึ้นรูปจากพิงค์โกลด์ และนับเป็นครั้งแรกที่ นีโอ บริดส์จ ทั้งสามนี้ได้รังสรรค์ขึ้นจากโลหะล้ำค่าเช่นนี้ด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมซงได้เปิดตัว ฟรี บริดจ์ (Free bridge) มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2020 สู่การเผยโฉมครั้งนี้ของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ใหม่ ซึ่งจะเป็นเรือนเวลาตระกูลย่อยสุดท้ายที่เข้าร่วมอยู่ในคอลเลคชั่น บริดจ์ส (Bridges) อันเลื่องชื่อของบริษัท โดยทั้งสามสะพานจักรนี้ไม่เพียงทำหน้าที่รองรับขบวนเฟือง (geartrain), กระปุกลาน (barrel) และตูร์บิญอง (tourbillon) แต่ยังมีบทบาทในฐานะแท่นเครื่องของกลไก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือสะพานจักรที่ปรากฏเสมือนลอยอยู่กลางอากาศ และราวกับไร้น้ำหนักหรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากแรงโน้มถ่วง โดยโครงสร้างอันแสนพิเศษนี้จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของโรงงานการผลิตในการติดตั้งด้วยเครื่องหมายขีดหรืออินเด็กซ์บอกเวลาไว้บนขอบข้างหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการติดตั้งเข้ากับตัวเรือนแทน

ขณะที่พื้นผิวด้านบนและด้านล่างของสะพานจักรพิงค์โกลด์ยังผ่านการตกแต่งโดยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ แม้ว่า ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส จะปรากฏโฉมด้วยความร่วมสมัย แต่ยังคงหล่อหลอมไว้ด้วยการสืบทอดและเชิดชูซึ่งเทคนิคประเพณีอีกมากมายที่สอดคล้องกับวิถีแห่งการประดิษฐ์รังสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie)

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ