เตรียมรับมือความสยองครั้งใหม่! อย่าให้ “มัน”ถ่ายรูป“คุณ” “POLAROID” ผลงานสุดหลอนสั่นประสาทจากผู้สร้าง “The Ring”

หากใครยังจำกันได้ถึงความหลอนของหนังสยองระดับตำนาน อย่าง “The Ring”, “The Grudge” และ “It”  ที่กระแสความน่ากลัวของภาพยนตร์ต่างเป็นที่กล่าวขานกันในวงกว้าง  ถึงจุดเด่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสุดหลอนระทึกที่พร้อมจะสั่นประสาทผู้ชมบนจอภาพยนตร์แบบซีนต่อซีน  ล่าสุดในปี 2019 ตำนานความหลอนบทใหม่จากผู้สร้างผลงานเหล่านั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ใน “POLAROID โพราลอยด์ ถ่ายติดตาย” ผลงานสยองขวัญครั้งล่าสุดจากผู้อำนวยการสร้าง รอย ลี ที่หยิบยกเอาหนังสั้นดีกรีรางวัล  Best Horror Short Film (2016) มาสานต่อเป็นภาพยนตร์ขนาดความยาวปกติ ผ่านการเล่าเรื่องตามสไตล์แฟรนไชส์หนังสยอง อย่าง The Ring และ Final Destination  เตรียมส่งมอบเรื่องราวสุดหลอนเที่จะฝังอยู่ในใจผู้ชมแม้จะเดินออกจากโรงภาพยนตร์แล้วก็ตาม

โดยจุดเริ่มต้นของความสยองเป็นเรื่องราวความลับที่เชื่อมโยงกับกล้องโพลาลอยด์อาถรรพ์ที่ถูกพบโดยเด็กสาวคนหนึ่ง  เมื่อ เบิร์ดฟิทเชอร์ (แคทรีน เพรสคอตต์) เด็กสาวมัธยมปลายผู้ชื่นชอบการถ่ายรูป ได้พบกับกล้องโพลารอยด์เก่าตัวหนึ่งโดยบังเอิญ เธอจึงนำมาใช้ถ่ายรูปเพื่อนๆ แต่แล้วไม่นานนักเธอก็ได้พบว่ากล้องตัวนี้มีพลังงานชั่วร้ายสถิตอยู่ และผู้ใดก็ตามที่ถูกถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ล้วนแต่จะต้องตายอย่างน่าสยดสยอง เธอและเพื่อน ๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ก่อนที่พวกเธอทุกคนจะถูกมันฆ่า!  

“เมื่อผมได้รับชมหนังสั้นที่มีชื่อว่า Polaroid ผมก็รู้ได้ทันทีว่าตัวหนังมีความแข็งแรงพอที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดความยาวปกติ” รอย ลี กล่าว “ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับชมหนังสยองขวัญมากกว่าใครๆ ในฮอลลีวูดเนื่องในฐานะของแฟนผู้ชื่นชอบหนังประเภทนี้และด้วยประเภทของงานที่ผมทำ Polaroid เป็นหนังสั้นที่ทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกตอนที่ผมได้ดูมันจากแล็ปท็อปของออฟฟิศผม ผมเชื่อว่าถ้าหากเราสามารถสร้างให้มันเป็นหนังความยาวปกติได้ เราก็จะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความสยองได้เหมือนกับที่ The Grudge หรือ The Ring เคยทำมาก่อน”

ระวัง!!  เมื่อแสงแฟลชวาบ มันจะลากไปลงนรก!  เตรียมรับมือความสยองครั้งใหม่  อย่าให้“มัน” ถ่ายรูป คุณ  “POLAROID ถ่ายติดตาย”  หวาดผวาพร้อมกัน 13 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

คุยกับ เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก กับบทบาทนักค้าหุ้นจอมเจ้าเล่ห์ใน The Hummingbird Project

            “วินเซนต์เป็นนักธุรกิจ จอมปลิ้นปล้อนและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่นักแสดงอยากเล่น เขากำลังรับมือกับวิกฤตที่ร้ายแรงแบบนี้ ตัวละครนี้เป็นคนโลภมากและไร้ศีลธรรม แต่เขากำลังไขว่คว้าความสำเร็จ เขาเป็นผู้อพยพชาวรัสเซีย และเขารู้สึกเหมือนว่าเขาต้องทำตามระบบเพื่อประสบความสำเร็จครับ” เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก พูดถึงตัวละครของเขาในภาพยนตร์ The Hummingbird Project ซึ่งอาจจะไม่แตกต่างจากบทบาทของเขาที่ผ่านมา นั่นคือการทำให้ตัวละครที่ไม่น่าชื่นชอบให้ดูน่าเห็นใจ ครั้งนี้เขาสวมบทเป็นวินเซนต์ ผู้ที่ร่วมมือกับแอนทอน (อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด) ในการวางสายไฟเบอร์ออพติคจากแคนซัสมายังนิวเจอร์ซี่ย์เพื่อเทรดข้อมูลด้วยความเร็วสูง หากทำได้สำเร็จพวกเขาก็จะมีโอกาสโกยรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี

คุณได้เอาประสบการณ์ส่วนตัวมาช่วยถ่ายทอดตัววินเซนต์และความยากลำบากของเขาให้มีชีวิตหรือเปล่า?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  ผมเขียนบทและเล่นละครในนิวยอร์ก และเมื่อใกล้ชิดกับการแสดงแบบนี้ ผมก็ทำเอาเพ้อคลั่งไปเลย และคุณรู้มั้ย คุณลงเอยด้วยการทำร้ายคนที่คุณรักหรือบางทีก็หัวไวกับครอบครัวของคุณหรือบางอย่าง ก็แค่เอามาจากความหลงใหลกับสิ่งนี้เป็นพิเศษ ผมเข้าใจความหลงใหลของเขา ผมเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงใจแคบและปิดหูปิดตาต่อโลกภายนอกเพื่อไขว่คว้าเป้าหมายโดยเฉพาะเช่นนี้ ผมเข้าใจได้และผมก็รู้สึกแย่กับเขาเพราะเขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำร้ายผู้คนและสิ่งที่เขากำลังทำก็ช่างไร้ความหมาย เขาไม่ทำอะไรเพื่อโลกใบนี้นอกจากทำให้คนอื่นร่ำรวยครับ

วินเซนต์ได้รับข่าวที่ใจสลายในระหว่างทำโปรเจกต์ของเขากับแอนทอน แต่เขาก็อยากที่จะเก็บไว้เป็นความลับ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  ผมเติบโตมาพร้อมกับความวิตกกังวล แล้วผมก็ไม่เคยพูดถึงมัน ผมจำได้ว่ารู้สึกละอายต่อสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะละอาย ผมเข้าใจความต้องการที่จะเก็บเป็นความลับ เขาไขว่คว้าที่จะประสบความสำเร็จจนเขาไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิตของเขาและสิ่งที่มีผลกระทบต่อเขาและคนที่แคร์เขาจริงๆครับ

ผู้ชมควรรู้สึกเห็นใจตัววินเซนต์หรือเปล่า?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  ผมคิดว่าพวกเขาจะทำ ตัวละครตัวนี้เป็นคนละโมบและชอบโกหก แต่เขามักพูดถึงความกดดันที่พ่อวางไว้ที่เขา เขามักพูดว่าเขาไม่รู้สึกสบายใจในวอลล์สตรีทได้อย่างไร คุณจะเริ่มเห็นว่าเขาเป็นคนนอก และเขากำลังดิ้นรนในวัฒนธรรมวอลล์สตรีทแบบนั้นครับ

นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ทำงานร่วมกับอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  ใช่ครับ ผมเจอเขาวันหนึ่งก่อนถ่ายทำซึ่งฟังดูเหมือนว่าต้องยากแน่ๆ แต่จริงๆแล้วมันสมบูรณ์แบบเพราะผมพึ่งรู้จักเขาในรูปลักษณ์ชายหัวล้านร่างใหญ่ตามตัวละครของเขา แน่นอนว่าหลายคนรู้จักเขาในรูปแบบชายที่มีเสน่ห์ ดูเท่ การเห็นเขาในรูปแบบนั้นมันยอดเยี่ยมเพราะมันเปิดให้ตัวละครของผมได้บงการตัวเขา จองหองใส่เขาและทำลายเขา เพราะแอนทอนไม่ได้มีภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำเลย เขาตลกมากในหนังเรื่องนี้และในบทบาทนั้น ผมรู้ว่าผู้คนจะประหลาดใจกับการแสดงของเขาเพราะเขาแตกต่างมากและดูแตกต่างกว่าที่สิ่งที่เขาทำกันปกติครับ

ประสบการณ์การทำงานกับผู้กำกับ คิม เหงียน เป็นอย่างไร?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  เขายอดเยี่ยมมากครับ เขามาจากคิวเบก ภาษาอังกฤษคือภาษาที่สองของเขาแต่เขาเขียนสคริปท์ที่น่าทึ่งด้วยตัวละครที่พูดเร็วและพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ซับซ้อนจริงๆ เขาเป็นผู้ชายที่มีความสามารถ มีความรู้สึกมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเขียนถึง เขาเขียนเกี่ยวกับคนที่พยายามเอาชนะตลาดหุ้น เขามีความรู้สึกซับซ้อนเกี่ยวกับสิ่งนั้นและเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำ มันเป็นเรื่องของความละโมบและขณะที่พวกเขาพยายามสร้างอุโมงค์ พวกเขาก็กำลังทำลายสภาพแวดล้อม ผมคิดว่าคิม เหงียนพยายามป้องกันสิ่งเหล่านี้ด้วยเรื่องราวแบบนี้ แนวทางที่เขานำเสนอสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดผ่านเรื่องราวนั้นมันแสดงให้เห็นว่าความละโมบมีอานุภาพทำลายล้างอย่างไรครับ

มันทำให้คุณตั้งคำถามว่าเราไปไกลแค่ไหนในรูปแบบสังคมเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก: แน่นอนครับ และเหมือนกับว่าเราปล่อยให้ผู้คนลงมือทำในนามของคำว่าความละโมบได้อะไรบ้าง ตัวละครเหล่านี้ได้เจาะผ่านภูเขา ขุดดินผ่านบ้านคนอื่นและทำเพื่อรับใช้สิ่งที่ไม่ได้ให้อะไรแก่สังคมเลย มันก็แค่ทำให้คนไม่กี่คนร่ำรวยขึ้นมาครับ

สิ่งที่ได้โดยรวมจากหนังเรื่องนี้คืออะไร?

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก:  ผมชอบไอเดียที่ว่ามันมีผลกระทบยิ่งใหญ่ที่คุณทำกับคนอื่นและโลกใบนี้ เพราะตัวละครเหล่านี้ไม่ได้หยุดคิดจริงๆเกี่ยวกับผลกระทบที่พวกเขาทำกับสิ่งแวดล้อม ทำกับคนอื่นหรือตัวพวกเขาเอง ผมชอบที่ว่าสุดท้ายแล้วตัวละครเหล่านี้ก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบยิ่งใหญ่กว่าของความละโมบครับ

สำหรับนักลงทุนตลาดหุ้นที่ใช้วิธีการเทรดด้วยความเร็วสูง  ความเร็ว คือดัชนีที่ใช้สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในชั่วข้ามคืน The Hummingbird Project  เรื่องราวของ วินเซนต์ เซเลสกี้ (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) และ แอนทอน เซเลสกี้ (อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด) กับการบรรลุความฝันด้วยความเร็วดุจการขยับปีกของนกที่กระพือปีกได้ไวที่สุดในโลก นกฮัมมิ่งเบิร์ด เพื่อคว้าราคาของหุ้นให้ไวกว่าทุกคน ซึ่งรวมถึงเจ้านายเก่าของพวกเขา เอวา ตอร์เรส (ซัลม่า ฮาเย็ค) ผู้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความเร็วนั้นมาครอบครองเป็นของตัวเอง

      “The Hummingbird Project” มีกำหนดเข้าฉาย 20 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

SAINT LAURENT SELF03 BRET EASTON ELLIS

ภาพยนตร์สั้นที่สร้างสรรค์โดย BRET EASTON ELLIS ที่มีผลงานเด่นจาก “The Arrangement” และคัดสรรโดยครีเอทีฟของแซงต์ โรลองต์ ANTHONY VACCARELLO สะท้อนการแสดงออกทางอารมณ์ในหลายแง่มุมที่เป็นทัศนคติแบบ Saint Laurent คลุเคล้าทั้งความปรารถนาและความหึงหวง และการสะท้อนสังคมในอุดมคติ เกี่ยวกับความรัก ความสับสน ฟุ้งฝันที่เหล่าตัวละครได้เผชิญในกรอบแห่งงามสง่างามของความเป็นแซงต์ โลรองต์

The intention of the project is to capture different aspects of the Saint Laurent personality, underlining the complexity of various individuals through the eyes of artists selected by Anthony Vaccarello. It represents the freedom of self-expression and conveys many different facets of the Saint Laurent attitude.

Starring: Hopper Penn, Tes Linnenkoper and Dakota Lindvall
Music: Windmills of Your Mind
Performed by Petula Clark, Written by Alan Bergman, Marilyn Bergman and Michel Legrand Produced by Kiss & Kill

CURATED BY ANTHONY VACCARELLO

Clash de Cartier

เมื่อค่ำคืนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา คาร์เทียร์ได้จัดกาล่าดินเนอร์ “très particulier” เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) อย่างอลังการที่ la Conciergerie วังที่สร้างขึ้นตั้งแต่ค.ศ. 1200 แบบศิลปะโกธิค ปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมี ซีริล วิญเญอรอง (Cyrille Vigneron) President & CEO Cartier International และแขกรับเชิญที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ที่สะท้อนความสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคาร์เทียร์ได้เป็นอย่างดี

อาทิ เจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal), โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola), ทิลดา สวินทัน (Tilda Swinton),โมนีกา เบลลุชชี (Monica Bellucci), คายา สโคเดลาริโอ (Kaya Scodelario) ผู้เป็นเฟซของคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์, รามี มาเลค (Rami Malek) ผู้ได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงชายยอดเยี่ยม จากการรับบทFreddie Mercury ในภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsod

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงสาวแคลร์ ฟอย (Claire Foy) ผู้ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากซีรี่ย์ The Crown และภาพยนตร์ First Man, เลทิเทีย ไรท์ (Letitia Wright) ผู้ชนะรางวัล BAFTA Rising Star Award จากภาพยนตร์เรื่อง Black Panther และ Avengers: Infinity War ในส่วนของประเทศไทย ได้รับเกียรติจากเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ นักแสดงสาวผู้มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองร่วมงานกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ แขกผู้มีเกียรติตื่นตาไปกับเซอร์ไพรส์มากมายและการแสดงจากศิลปินดัง ไม่ว่าจะเป็น L’Impératrice, Chris (Christine & The Queens), Billy Idol และ 2 Many DJ’s แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) เครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดจาก คาร์เทียร์ (Cartier) ที่หลีกหนีความโบราณจำเจแต่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งหมุดสตั๊ด ลูกปัด และหมุดจัตุรัสทรงโดม (Clous Carrés) ที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของเครื่องประดับคาร์เทียร

Author : Sethapong Pawwattana
Pictures courtesy of Cartier

คีอานู รีฟส์ กลับมาสานต่อบทนักฆ่ามันส์ทะลักเดือด ที่สุดแห่งแอคชั่นของปี 2019 John Wick Chapter 3 : Parabellum

คีอานู รีฟส์ กลับมารับบทเดิมในภาคต่อของหนังแอ็คชั่นยอดฮิตแห่งปี John Wick มือสังหารผู้เป็นตำนานการกลับมาผงาดของสุดยอดนักฆ่าแห่งโลกภาพยนตร์ที่ผู้ชมทั้งโลกรอคอย หลังจากถูกสั่ง “ตัดหางปล่อยวัด” เพราะแหกกฏศักดิ์สิทธ์ข้อที่ว่า “ห้ามฆ่าในพื้นที่โรงแรมคอนติเนนตัล” ทำให้ จอห์น วิค (คีอานู รีฟส์) ตกเป็นเป้าของมือสังหารทั่วทั้งวงการที่ต้องการเงินค่าหัวล่าตัวเขาที่สูงถึง 14 ล้านเหรียญ จอห์นต้องพึ่งตัวเองในการเอาชีวิตรอดจากนิวยอร์กที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา

กระเสือกกระสนมาถึงคาซาบลังก้า และเรียกหาพันธะเลือดที่เขาเคยทำไว้กับ โซเฟีย (ฮัลลี่ เบอร์รี่) สาวสวยสุดอันตรายเจ้าของไนท์คลับที่ควบคุมเครือข่ายนอกกฏหมายทั้งหมดในแอฟริกาเหนือ จอห์นต้องการให้โซเฟียช่วยหาตัว ดิ เอลเดอร์ ผู้ที่เปรียบเป็นดาไลลามะแห่งโลกอาชญากร จอห์นยื่นข้อเสนอว่าจะให้เขาไปฆ่าใครได้แลกกับการล้างมลทินให้เขา และเป้าสังหารที่ดิ เอลเดอร์ ต้องการให้จอห์นลงมือครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ… วินสตัน ผู้จัดการโรงแรมคอนติเนนตัล! ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตเขาไว้

คุณบอกว่า แชด สตาเฮลสกี้ (ผู้กำกับ) มีลิสต์สิ่งที่เขาอยากเห็นในภาคนี้แล้วคุณล่ะมีลิสต์สิ่งที่อยากให้จอห์นทำหรือเปล่า ?

            รีฟส์: มีเหมือนกัน มีอยู่อย่างสองอย่าง ผมอยากให้จอห์นอยู่กลางทะเลทราย ใส่สูทตัวเก่งเดินผ่านเนินทราย ฟีลประมาณ Lawrence of Arabia

ไม่เหงื่อแตกแย่เหรอแบบนี้?

            รีฟส์: (หัวเราะ) แหงอยู่แล้ว จอห์น วิค วิ่งเหงื่อท่วมตลอดนั่นแหละ ผมอยากให้จอห์นมีฉากขี่ม้าด้วย ครั้งนี้ผมเริ่มฝึกตั้งแต่เนิ่นๆ เลย ผมอยากให้ท่ายูโดของผมดูแน่นกว่าเดิม เริ่มเพิ่มยูยิตสูขึ้นไปด้วย มันสนุกมากที่ได้กลับมาทำอะไรแบบนี้อีก ผมรู้สึกว่าผมเก่งครั้งกว่าเดิม เพราะผมใช้เวลากับมันมากขึ้น ผมรู้ว่าผมเคยพูดแบบนี้มาก่อน แต่นั้นแหละ ผมชอบเอาชนะมาตรฐานที่ตัวเองตั้งไว้

คุณพลาดโดนอัดเข้าที่หน้าบ่อยไหม?

            รีฟส์: ผมโดนอัดเข้าที่หน้าบ้าง ผมพลาดไปโดนสตั๊นแมนครั้งนึง ไม่ใช่สิ ครั้งเดียวแต่โดนสตั๊นท์แมนพร้อมกันสองคน (หัวเราะ) ไม่มีใครโกรธผมเลย พวกเขาเข้าใจการทำงาน อะไรแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ

มีตัวละครใหม่เพิ่มมาบ้างไหม?

            รีฟส์: แน่นอน เดอะ โบเวอรี่ คิง ที่รับบทโดย ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์นเพื่อนซี้ผม ก็กลับมาอีกครั้งในภาคนี้ มีตัวละครอีกตัวที่เป็นสมาชิกแถวหน้าของสภาสูง ที่เราได้ แองเจลิก้า ฮูสตัน มาเล่น ตัวของเธอน่าสนใจมาก เพราะเธอจะบอกเล่าอดีตของจอห์น นอกจากนี้ เราได้ มาร์ค ดาคาสคอส มาแสดงเป็น ซีโร่ นักฆ่าที่หวังค่าหัวจอห์น วิค  เป็นแฟนผลงานจอห์น วิคตัวยง แถมเป็นหัวหน้าทีมนินจาสังหาร ศัตรูคนสำคัญของภาคนี้

มันคือการขยายโลกนักฆ่าใช่ไหม?

            รีฟส์:  ใช่ ผมกับแชดตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เราพยายามให้พวกนักฆ่ามีหลายก๊ก หลายเหล่า ต่างกันออกไป ไม่ให้ซ้ำกับเรื่องไหน แต่ก็มีเอกลักษณ์แต่ละกลุ่มชัดเจน ณ จุดนี้คุณเกือบจะเห็นจอห์น วิคในชีวิตจริงได้

ทักษะที่ได้จากการฝึกในเรื่องนี้สามารถเอาไปใช้ในการแสดงเรื่องอื่นๆ หรือชีวิตจริงได้ไหม?

            รีฟส์: มันสนุกดีนะที่มีคนเข้ามาทักผมเวลาเดินตามถนน หรือร้านอาหาร ผมรักตัวละครและโลกของมัน ปกติผมไม่ค่อยได้ออกความเห็นให้กับเนื้อเรื่องมากเท่าที่ผมได้ทำในโปรเจคต์นี้ การได้ร่วมงานกับนักเขียน กับแชด อย่างใกล้ชิด เป็นอะไรที่สนุกมาก การได้ออกความเห็นมันทำให้ผมอินกับงานมากกว่าเดิม

ได้ข่าวว่าคุณได้สองแอคชั่นสตาร์ระดับตำนานชาวอินโดมาร่วมงานด้วย

            รีฟส์: ถูกต้องเราได้ ยายาน กับ เซเซป พวกเขาสร้างชื่อมาจากแฟรนไชส์ The Raid  พวกเขาคือยอดฝีมือ ผมรู้ทันทีหลังจากที่ได้ลองฝึกกับเขา

มีฉากไหนที่คุณกังวลว่ามันแอคชั่นเกินกว่าที่จะถ่ายได้ไหม?

            รีฟส์:  แหงอยู่แล้ว ผมเครียดกว่าทุกงานที่ผ่านมาเลย ในเรื่องนี้เราต้องซ้อมคิวบู๊ให้คล่องก่อนถ่าย ตอนที่ผมสู้กับคอมมอนฉากในภาคที่แล้วเราซ้อมกันหน้ากองเลย มันทำให้เราเหนื่อยกันไม่เบา แต่ก็นั่นแหละ ผมเป็นคนประเภทวันต่อวัน

มันทำให้คุณตื่นเต้นหรือทำให้สติแตกกันแน่

            รีฟส์:  ทั้งสองอย่างเลย เพราะผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น ผมเลยต้องฝึกหนัก ผมต้องฝึกเยอะเป็นพิเศษเพื่อให้ทีมงานได้รู้ว่าผมสามารถทำไอเดียพวกเขาให้ป็นจริงได้ ‘คีนูจับทุ่มได้ตั้ง 20 กว่าท่า เขากลิ้งได้ 50 แบบนะ’ ให้ทีมงานได้เลือก นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำ มากกว่าการแสดงปกติ 

คุณภูมิใจอะไรมากที่สุดในแฟรนไชส์นี้ มันมีหนังแอคชั่นมากมาย แต่เหมือนเรื่องนี้โดนใจแฟนๆ เป็นพิเศษ?

            รีฟส์: ผมว่ามันเป็นหนังที่มีเอกลักษณ์ มันคือส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งงานภาพ งานกล้อง ซีนแอคชัน มันเป็นหนังที่ดูง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าบทมันตื้น  ตัวละครมีมิติ มีปมที่น่าสนใจ เป็นตัวละครที่ทำให้คนดูลุ้นเอาใจช่วย มันฉลาด มีทั้งอารมณ์ขัน ผมอยากเล่นเป็นจอห์นไปเรื่อยๆ จนผมเดินไม่ไหวเลยล่ะ

ครั้งแรกของไทย! ซีอีเอ ผนึก เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ เปิดนิทรรศการ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” สร้างแรงบันดาลใจดีไซเนอร์เจนใหม่ ด้วย 100 งานดีไซน์ ที่สุดแห่งพลัง

โอกาสเดียวของคนไทย! กับนิทรรศการจากแดนปลาดิบ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” เปิดให้เข้าชมฟรี! ถึง 26 พฤษภาคม 2562 ที่ทีซีดีซี กรุงเทพฯ #japandesign100

กรุงเทพฯ 23 เมษายน 2562 – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จับมือ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ เปิดตัวนิทรรศการ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” (Japanese Design Today 100) นิทรรศการสัญจรที่รวมสุดยอดงานดีไซน์จำนวน 100 ชิ้น
ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบของดีไซเนอร์ญี่ปุ่น ผ่านการคิดออกแบบบนพื้นฐานของความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก พร้อมบูรณาการศาสตร์และศิลป์การออกแบบที่ร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม อาทิ “ขวดบรรจุซอสถั่วเหลืองชิ้นแรก”
ที่ออกแบบให้เทซอสได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดฝา “อุปกรณ์บอกอุณหภูมิ” สำหรับปิดฝาถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ “กล้องเล็กเลนส์กว้าง GR” กล้องคอมแพคที่มีระบบชัตเตอร์สูงเหมาะสำหรับถ่ายภาพเหตุการณ์และความรู้สึกแนวสตรีท เพื่อจุดประกายไอเดียการออกแบบแก่นักออกแบบและผู้ผลิตไทย เรียนรู้ทักษะในการมิกซ์แอนด์แมชต์สิ่งรอบตัว วัสดุพื้นถิ่น ภูมิปัญญาดั้งเดิม และเทคโนโลยีงานดีไซน์รูปแบบต่างๆ สู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ได้จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพฯ

สำหรับนิทรรศการดังกล่าว เปิดให้เข้าชมฟรี!  ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 26 พฤษภาคม 2562 (ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์) เวลา 10.30-21.00 น. ณ ห้องแกลอรี่ ชั้น 1 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง (ส่วนหลัง) เขตบางรัก กรุงเทพฯ หรือติดต่อเพื่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะได้ที่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02-105-7400 ต่อ 213, 214 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ tcdc.or.th และ #japandesign100

5 เหตุผลที่ต้องดู Cinderella and the Secret Prince : ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายปริศนา

1.ปฎิเสธไม่ได้ว่า แอนิเมชั่น “ซินเดอเรลล่า” ได้มีการสร้างกันมาตลอดในทศวรรษที่ 90 พร้อมกับการตีความใหม่ๆ ออกมาให้ทุกคนได้จินตนาการ ไม่ว่าจะทั้งแบบ การ์ตูน หรือวรรณกรรม โดยเวอร์ชั่นนี้ก็สนุกไม่แพ้กับเวอร์ชั่นก่อนๆ

2. “ลินเน่ เซาท์เธอแลนด์” รับหน้าที่กำกับ “ซินเดอเรลล่า กับเจ้าชายปริศนา”  ในการตีความใหม่ โดยมีเครดิตมาจากการ์ตูนที่เด็กๆ ชื่นชอบอย่าง  Mulan II, The Road to EL Dorado

3. “ฟรานซิส กรีบาส” มือเขียนบท ที่สะสมประสบการณ์ด้านแอนิเมชั่นมากกว่า 20 ปี เคยร่วมงานแอนิเมชั่นชื่อดังในอดีต อาทิ เช่น The Lion King, Aladdin, Pocahontas, Rio, Ice Age มาเป็นคนตีความเวอร์ชั่นใหม่นี้ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

4. ด้วยประสบการณ์การทำงานกับบริษัทชั้นนำอย่าง Disney, Dreamworks, Universal, Warner Brothers  จึงถือได้ว่าเขาเป็นนักร่ายเวทมนตร์ที่แปลงเรื่องราวให้น่าสนใจจากความสามารถที่มีทั้งงานด้านเขียนและการพัฒนาชิ้นงานต่างๆ คนหนึ่งก็ว่าได้

5. เวอร์ชั่น Cinderella and the Secret Prince : ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายปริศนา เสียงไทยพะยี่ห้อโดยทีมพากย์ พันธมิตร มาเพิ่มความสนุกสนาน แบบเด็กดูการ์ตูนแล้วอารมณ์ดี ผู้ใหญ่ดูแล้วฮา พร้อมการตีความใหม่ ลองทายกันว่าจะตามหา เจ้าชาย เวอร์ชั่นนี้เจอมั้ย เพราะทุกเวอร์ชั่น เจ้าชายจะต้องตามหาเจ้าหญิง 

Cinderella and the Secret Prince  บอกเล่าเรื่องราวระหว่างงานเต้นรำในพระราชวัง เจ้าชายได้ตกหลุมรักซินเดอเรลล่า ตั้งแต่แรกพบ แต่คริสตัลนางฟ้าประจำตัวได้ค้นเจอความลับที่ถูกปกปิดเอาไว้ ว่าเจ้าชายตัวจริงถูกคำสาปของแม่มดที่ชั่วร้าย สาปให้กลายเป็นหนู ขณะที่เจ้าชายที่อยู่ในงานกลับกลายเป็นตัวปลอม หลังจากแม่มดได้ออกคำสั่งให้ทหารในพระราชวัง เข้าจับกุมซินเดอเรลล่า คริสตัลได้พาซินเดอเรลล่าและหนู 3 ตัวหลบภัยไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และได้ค้นพบแหวนเวทมนตร์ปริศนา หลังจากหาวิธี เพื่อช่วยให้เจ้าชายที่ถูกสาปกลับคืนร่างเป็นมนุษย์ ด้วยพลังของแหวนเวทมนตร์ เจ้าชายบุกไปยังปราสาทเพื่อจัดการกับแม่มดผู้ชั่วร้าย และทวงปราสาทของตัวเองคืน

ระหว่างการต่อสู้ที่ดุเดือด แม่มดร่ายเวทมนตร์ใส่ซินเดอเรลล่า สาปให้กลายเป็นหิน เจ้าชายต้องเลือกที่จะยกแหวนเวทมนตร์เพื่อถอนคำสาปช่วยเหลือซินเดอเรลล่า แลกกับการที่ตัวเองต้องกลับไปเป็นดั่งเดิมอีกครั้ง หรือซินเดอเรลล่าจะต้องเป็นหินไปตลอดกาล ?

ความรักครั้งนี้จะลงเอ่ยเช่นไร เมื่อโลกของมนต์ตราไม่เหมือนเดิม   16 พ.ค. 62  ทั่วประเทศพิสูจน์กัน

Netflix เอาใจสาวกเกาหลี เตรียมส่งสามซีรีส์ให้คุณได้ฟินตลอดเดือนพฤษภาคม

Netflix ผู้นำด้านความบันเทิงระดับโลก ประกาศส่งสองซีรีส์เกาหลีต่างแนว Abyss และ One Spring Night ลงจอในเดือนพฤษภาคม รับประกันความมันส์และสนุกสนานจากฝีมือเหล่าทีมงานคุณภาพจากแดนกิมจิให้คอซีรีส์ได้นอนดูกันอย่างเพลิน ๆ ในช่วงวันหยุด และพิเศษสุด ๆ กับ The Swoon แชนแนลใหม่ทางยูทูปที่ Netflix ตั้งใจมอบให้กับสาวกเกาหลีได้ฟินกระจายไปกับการอัพเดทหนังและซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ รวมถึงเบื้องหลังสุดพิเศษ และคลิปน่ารัก ๆ ของเหล่าดารา-นักแสดงที่ชื่นชอบกันอย่างใกล้ชิด!

เริ่มจาก Abyss (ลูกแก้วคืนวิญญาณ) ซีรีส์แนวแฟนตาซีที่นำแสดงโดยพัคโบยอง (Park Bo-young) เทพีแห่งวงการโรแมนติก-คอมเมดี้ (จากผลงานการแสดงเรื่อง Strong Girl Bong-Soon และ Oh My Ghost) และอันฮโยซอบ (Ahn Hyo-seop) นักแสดงดาวรุ่ง โดยจะเล่าเรื่องราวของคนสองคนที่ได้รับการฟื้นชีวิตกลับมาอีกครั้ง จากความช่วยเหลือของลูกแก้วคืนวิญญาณ  เมื่อโกเซยอน (รับบทโดย พัคโบยอง) และชามิน (รับบทโดย อันฮโยซอบ) ได้รับการฟื้นคืนชีพในรูปโฉมที่แตกต่างจากเดิม โกเซยอน จากที่เคยเป็นอัยการสาวสวยกลับได้รับชีวิตใหม่เป็นทนายความที่หน้าตาธรรมดา ๆ ส่วนชามินที่เคยเป็นนักธุรกิจที่หน้าตาไม่ได้โดดเด่นแต่ทั้งรวยและฉลาด กลับกลายมาเป็นหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาสุดยอด เรื่องราววุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อโกเซยอนและชามินพบกับจุดพลิกผันและเรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นไม่หยุด พวกเขาจึงพยายามหาหนทางที่จะไปสู่คำตอบของความตาย และการกลับคืนสู่ชีวิตในครั้งนี้ Abyss จะออกอากาศสองตอนต่อสัปดาห์ในประเทศไทย ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

ต่อกันด้วยซีรีส์แนวโรแมนติกอย่าง  One Spring Night (สายใยคืนใบไม้ผลิ) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อชีวิตที่เรียบง่ายของคนสองคน กลับปั่นป่วนจากรักที่ไม่คาดฝัน นำพาให้พวกเขาต้องออกตามหาในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง แทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา  โดยมีลีจงอิน (Lee Jeong-in) ผู้เคยโด่งดังจากบทนำใน Yi San, Familiar Wife และ The Light in Your Eyes  มารับบทเป็นฮันจีมิน บรรณารักษ์สาวที่สามารถหาความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต  พร้อมประกบจองแฮอิน (Jung Hae-in) ที่แฟนๆ Netflix เคยตกหลุมรักจากบทนำในเรื่อง Something in the Rain มารับบท ยูจีโฮ เภสัชกรหนุ่มมารยาทงาม ผู้ไม่เคยลังเลกับความรัก One Spring Night กำกับโดย อันพันซอก (Ahn Pan Suk)  ผู้กำกับชื่อดัง ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเจ้าพ่อในการเล่าเรื่องราวความรักและความรู้สึกอย่างสมจริง ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์เรื่อง Behind the White Tower และ Secret Affair โดยในซีรีส์เรื่องนี้ อันได้กลับมาร่วมงานกับนักเขียนคิมอีกครั้ง หลังจากที่เคยร่วมกันสร้างผลงาน Something in the Rain ให้โด่งดังมาแล้ว One Spring Night จะออกอากาศสองตอนต่อสัปดาห์ในประเทศไทย ในวันที่ 22 พฤษภาคม หนึ่งชั่วโมงหลังจากออกอากาศในประเทศเกาหลี

แต่สำหรับใครที่อดใจรอไม่ไหว สิ้นเดือนนี้ Netflix ได้พาสุดยอดซีรีส์ ที่สร้างปรากฏการณ์ทั่ววงการจอแก้วของเกาหลี Sky Castle ซีรีส์ตีแผ่สังคมสุดเข้มข้นของครอบครัวของกลุ่มชนชั้นนำที่มั่งคั่งที่สุดของเกาหลีผู้อาศัยอยู่ในสกายคาสเซิล ที่ต่างเชื่อว่าความสำเร็จของลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต นำมาซึ่งเรื่องราวความทะเยอทะยาน การแก่งแย่ง และความริษยา เพื่อให้ได้อยู่บนจุดสูงสุดของสังคม พร้อมออกอากาศบน Netflix ในวันที่ 28 เมษายนนี้

นอกจากนี้ Netflix ยังได้ส่งอีกช่องทางอัพเดตหนัง ซีรีส์ และเบื้องหลังสุดพิเศษ สำหรับสาวกเกาหลีโดยเฉพาะ กับ The Swoon  ช่องทางใหม่ที่ปล่อยเบื้องหลังสุดพิเศษของซีรีส์เกาหลี และคลิปสุดน่ารักจากเหล่านักแสดงที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน โดยนอกจากทุกคนจะได้ชมและฝึกทักษะภาษาเกาหลีกันแล้ว ทุกคลิปยังมาพร้อมซับไทยประกอบเพื่อตอบโจทย์แฟนๆ ชาวไทยอีกด้วย รับรองว่าสาวกเกาหลีทุกคนจะต้องประทับใจและไม่พลาดชมความน่ารักและเบื้องหลังความซุกซนของนักแสดงที่ชื่นชอบอย่างแน่นอน

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.youtube.com/theswoon

เตรียมให้พร้อมกับคอนเสิร์ต Ed Sheeran เจ้าพ่อเพลงรักที่ฮ็อตติด Top 5 บน Spotify ประเทศไทย

สำหรับใครที่ยังคิดถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran (เอ็ด ชีแรน) ครั้งล่าสุดที่กรุงเทพฯ โอกาสนี้มาถึงแล้วเพราะศิลปิน เจ้าของเพลงรักหวานซึ้งชาวอังกฤษกำลังเดินทางมาทัวร์คอนเสิร์ต ÷ (ดิไวด์) ในประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะมามอบความสุขให้กับแฟนๆ ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ความป๊อบของหนุ่ม Ed Sheeran การันตีด้วยการเป็นศิลปินชายที่มียอดการสตรีมสูงสุดอันดับ 3 บน Spotify ประเทศไทย ประจำปี 2561เตรียมตัววอร์มเสียง เพื่อร้องเพลงฮิตตาม Ed Sheeran กันแบบสดๆ ได้เลย รับรองว่าได้ฟินต่อเนื่องจากช่วงวันหยุดยาวหลังสงกรานต์แน่นอน

การกลับมาครั้งนี้ทำให้แฟนๆ คาดหวังนักร้องหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพไว้สูง เนื่องมาจาก Ed Sheeran ทำสถิติยอดขายบัตรคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดเป็นอันดับสี่ รองจากศิลปินในตำนานอย่าง U2 Guns N’ Roses และ The Rolling Stones โดยหลังจากปล่อยซิงเกิลสุดฮิตอย่าง Shape of You เพลงจังหวะสนุกๆ ที่ทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นมาแดนซ์ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เพิ่งครองสถิติเพลงที่ได้รับการสตรีมสูงสุดตลอดกาลบน Spotify ด้วยยอดสตรีมมากกว่า 2 พันล้านครั้ง ท็อปฟอร์มด้วยการทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนชาร์ต 34 ประเทศทั่วโลก เพลง Shape of You ยังทำให้หนุ่ม Ed คว้ารางวัล Grammy Award สาขา Best Pop Solo Performance มาได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีกระแสตอบรับที่ดีที่สุดในยุคนี้

คราวนี้ถึงตาแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้โอกาสพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ Ed Sheeran ด้วยการร้องเพลงฮิตคุ้นหู อย่าง เช่น Thinking Out Loud, The A Team หรือ Dive ให้สุดเสียง ไม่ว่าจะเป็นสายเพลงบัลลาด หรือสายแดนซ์ ที่พร้อมโยกไปกับ เพลง Galway Girl หรือ Shape of You ก็การันตีได้เลยว่าหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพคนนี้จะทำให้คอนเสิร์ตตราตรึงทุกห้วงนาที ถ้าพกตั๋วในกระเป๋าไว้พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมกดติดตามเพลย์ลิสต์ This is Ed Sheeran เพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับคอนเสิร์ตที่สุดแสนจะ Perfect ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ แอบบอกเคล็ดลับให้ว่าตอนนี้ทุกคนสามารถดูเนื้อเพลงได้แล้วนะบน Spotify ไปฝึกร้องตามกันได้เลย รับรองว่าไปคอนฯ ครั้งนี้ เนื้อเป๊ะชัวร์

[1] ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561


Captain America wears it best!!!

ใครทีฟิตหุนเป็นฮีโร่คิดว่าแต่งตัวแฟชั่นแล้วจะไม่หล่อเท่แบบนายแบบหุ่นสลิมต้องดูช่วงนี้ที่เหล่าฮีโร่กู้โลกทั้งหลายออกงานเดินพรมแดงเพื่อโปรโมทภาพยนตร์ Avengers: Endgame โดยรอบปฐมทัศน์เวิลด์พรีเมียร์นี้จัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน งานนี้คริส อีวานส์ ผู้สวมบท Captain America ทิ้งเครื่องแบบฮีโร่มาสวมสูทกระดุมสองแถวตัดเป็นพิเศษสีแดง เชิ้ตเข้ารูป เนกไท และรองเท้าทั้งหมดจาก Salvatore Ferragamo ซึ่งกุศโลบายเรื่องสีก็ถูกนำมาใช้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นชุดสีแดงเฟอร์รากาโม ซึ่งเป็นเฉดแดงที่สวยและเหมาะกับสุภาพบุรุษ

สีแดงเป็นสีมงคลของจีนอย่างที่บอกว่าจะถูกจะแพงแดงไว้ก่อน ถ้าต้องไปร่วมงานมงคลของคนจีน สีแดงจึงถูกสื่อมาใช้อย่างแนบเนียนในวาระนี้ และอย่างที่ทราบว่าชุดของกัปตันอเมริกาที่คริส อีวานส์ สวมบทบาทนี้จนติดตายากจะคิดถึงใครมาแทนที่เขาก็เป็นสีน้ำเงิน ขาวและแดง อันเป็นสีธงชาติอเมริกัน อย่ากระนั้นเลยในเมื่อพี่คริสสวมชุดสีแดงแล้วบนเวทีก็มีพิธีกรที่สวมสูทสีน้ำเงินมายืนประกบคู่ คืออย่างไรๆ ก็ต้องนึกถึงสีที่เป็นกัปตันอเมริกานั่นเอง ส่วน Avengers: Endgame จะเผ็ชแค่ไหนอีกไม่กี่วันเราก็จะได้ชมกันแล้วในวันที่ 24 เมษายนนี้ ที่กรุงเทพฯ

แต่ใครอยากจะเห็นสีแดงเฟอร์รากาโม ที่เป็นแดงเท่เหมาะกับหนุ่มๆ ลองแวะไปดูได้ที่บูติก Salvatora Ferragamo ได้ เพราะอย่างไรสักวันคุณก็ต้องสวมสีแดงไปงานที่เป็นทางการ จะเลือกไว้เสียวันนี้ก็ไม่เสียหายอะไร

Actor Chris Evans wore a custom Salvatore Ferragamo red 2 button notch lapel suit with a slim fit button down shirt, tie, and shoes to the Avengers: Endgame world premiere in Shanghai on Thursday 18th April evening.

Author : Sethapong Pawwattana
Photos Courtesy of Disney.